﻿WEBVTT

00:00:00.060 --> 00:00:31.916
[เสียงดนตรี]

00:00:32.261 --> 00:00:33.517
(ดร.พิมพร) สวัสดีค่ะนักเรียนคะ

00:00:33.777 --> 00:00:35.650
พบกับครูอ้อมอีกเช่นเคยนะคะ

00:00:35.852 --> 00:00:39.468
ในวิชาเทคโนโลยีการออกแบบและเทคโนโลยีค่ะ

00:00:40.189 --> 00:00:42.657
ในวิชานี้นะคะ ประกอบด้วย 7 บท

00:00:42.717 --> 00:00:44.587
ซึ่ง 3 บทแรกนั้น

00:00:44.698 --> 00:00:47.574
เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีน่ารู้นะคะ

00:00:47.954 --> 00:00:51.448
ในวันนี้ก็ยังคงอยู่ที่บทที่ 1 อยู่นะคะ

00:00:51.732 --> 00:00:53.709
ซึ่งเป็นหัวข้อที่ 2 นะคะ

00:00:54.316 --> 00:00:57.684
วันนี้เราจะได้เรียนในหัวข้อระบบทางเทคโนโลยี

00:00:57.704 --> 00:01:00.412
และระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนค่ะ

00:01:01.359 --> 00:01:04.302
ก่อนอื่นครูอ้อมขอแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้

00:01:04.327 --> 00:01:05.723
ในหัวข้อนี้ก่อนนะคะ

00:01:06.683 --> 00:01:08.451
ครูคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถ

00:01:08.631 --> 00:01:11.420
วิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยีได้นะคะ

00:01:11.713 --> 00:01:13.655
นอกจากนี้ก็อยากให้นักเรียน

00:01:13.680 --> 00:01:17.156
สามารถวิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

00:01:17.423 --> 00:01:18.455
และระบบย่อย

00:01:18.686 --> 00:01:21.146
ของระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนได้

00:01:21.620 --> 00:01:22.736
นอกจากนี้ก็ยังต้อง

00:01:23.456 --> 00:01:26.456
สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของระบบย่อย

00:01:26.716 --> 00:01:29.302
ในระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนได้

00:01:29.689 --> 00:01:30.994
ก็ขอให้นักเรียนตั้งใจ

00:01:31.021 --> 00:01:32.627
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้นะคะ

00:01:34.661 --> 00:01:35.935
ก่อนหน้านี้นะคะ

00:01:36.212 --> 00:01:39.588
เราเรียนเรื่องระบบคืออะไร ใช่ไหมคะ

00:01:39.805 --> 00:01:41.492
และเราก็ทราบว่าระบบนั้น

00:01:41.517 --> 00:01:43.342
มีทั้งระบบทางธรรมชาติ

00:01:43.382 --> 00:01:45.588
และระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น

00:01:46.035 --> 00:01:47.787
แล้วระบบทางเทคโนโลยีล่ะ

00:01:48.632 --> 00:01:50.342
ค่ะ ระบบทางเทคโนโลยี

00:01:50.535 --> 00:01:53.430
ก็เป็นระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นนะคะ

00:01:53.877 --> 00:01:56.491
ซึ่งหมายถึงกลุ่มของส่วนต่าง ๆ

00:01:56.796 --> 00:01:58.281
ตั้งแต่ 2 ส่วนขึ้นไป

00:01:58.492 --> 00:02:00.268
ประกอบเข้าด้วยกันนะคะ

00:02:00.508 --> 00:02:03.896
แล้วก็ทำงานร่วมกันให้บรรลุวัตถุประสงค์นะคะ

00:02:04.256 --> 00:02:06.388
ซึ่งระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นตรงนี้

00:02:06.442 --> 00:02:08.459
ก็เพื่ออำนวยความสะดวก

00:02:08.492 --> 00:02:10.805
หรือแก้ปัญหาให้กับมนุษย์นั่นเองนะคะ

00:02:11.252 --> 00:02:14.060
เราเห็นในชีวิตประจำวันเรานี่นะคะ

00:02:14.094 --> 00:02:16.652
เห็นมากมายเลยนะคะ ระบบทางเทคโนโลยี

00:02:17.030 --> 00:02:19.862
ก็อย่างเช่น ระบบการคมนาคมขนส่ง

00:02:20.162 --> 00:02:23.237
ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ นะคะ

00:02:23.544 --> 00:02:26.772
หรือระบบรีไซเคิลขยะ เป็นต้นนะคะ

00:02:28.098 --> 00:02:30.436
เมื่อทราบระบบทางเทคโนโลยีนี้แล้ว

00:02:30.736 --> 00:02:33.256
นักเรียนจำแผนภาพแบบนี้ได้หรือเปล่า

00:02:34.556 --> 00:02:37.188
คือ องค์ประกอบของระบบทางเทคโนโลยีค่ะ

00:02:38.167 --> 00:02:39.386
ประกอบด้วยอะไรบ้าง

00:02:40.112 --> 00:02:42.668
อันนี้เป็นระบบทางเทคโนโลยี

00:02:42.887 --> 00:02:45.628
ที่เราเคยเรียนมาในช่วงชั้น ม.ต้น นะคะ

00:02:47.088 --> 00:02:50.548
ส่วนแรกค่ะ ตัวป้อนหรือ input นะคะ

00:02:51.331 --> 00:02:52.548
ส่วนที่ 2 นะคะ

00:02:52.658 --> 00:02:55.628
ก็คือกระบวนการนะคะ หรือ process

00:02:56.248 --> 00:02:59.028
จากนั้นก็จะเป็นผลผลิตหรือ output นะคะ

00:02:59.358 --> 00:03:01.650
ในระบบทางเทคโนโลยีบางระบบนั้น

00:03:01.972 --> 00:03:04.149
ก็สามารถมีข้อมูลย้อนกลับ

00:03:04.247 --> 00:03:06.214
หรือ feedback ได้ด้วยนะคะ

00:03:06.697 --> 00:03:09.811
นักเรียนน่าจะพอจำได้นะคะ สำหรับองค์ประกอบ

00:03:09.835 --> 00:03:12.056
ของระบบทางเทคโนโลยีนะคะ

00:03:14.390 --> 00:03:15.756
ขอทบทวนกันหน่อยว่า

00:03:15.954 --> 00:03:18.561
แต่ละส่วนนั้นคืออะไรบ้างนะคะ

00:03:21.196 --> 00:03:22.392
เนื้อหาอาจจะบังนิดหนึ่ง

00:03:22.692 --> 00:03:24.641
ครูเอาตัวเองออกจากเนื้อหาแล้วนะคะ

00:03:25.833 --> 00:03:26.868
ตัวป้อนค่ะ

00:03:27.095 --> 00:03:28.989
ตัวป้อนหรือ input นะคะ

00:03:29.736 --> 00:03:31.005
ส่วนสีเขียวนี้นะคะ

00:03:31.319 --> 00:03:33.409
ก็คือสิ่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบนะคะ

00:03:33.556 --> 00:03:36.153
ซึ่งอาจมีได้มากกว่า 1 อย่างนะคะ

00:03:36.593 --> 00:03:39.563
เมื่อมีตัวป้อนแล้วก็ส่งมายังกระบวนการนะคะ

00:03:39.783 --> 00:03:43.097
กระบวนการ ก็คือกิจกรรมหรือการดำเนินการ

00:03:43.124 --> 00:03:46.581
ที่นำมานำตัวป้อนนั้นเข้ามา

00:03:46.861 --> 00:03:49.055
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นผลผลิต

00:03:49.468 --> 00:03:51.000
ตามวัตถุประสงค์นะคะ

00:03:51.340 --> 00:03:52.965
กระบวนการในระบบหนึ่งนั้นน่ะ

00:03:53.285 --> 00:03:56.027
อาจมีมากกว่า 1 กระบวนการก็ได้นะคะ

00:03:57.287 --> 00:03:59.570
จากนั้นก็จะเป็นส่วนของผลผลิต

00:03:59.594 --> 00:04:00.954
หรือ output นะคะ

00:04:01.212 --> 00:04:03.085
ก็คือผลที่ได้จากการทำงานร่วม

00:04:03.110 --> 00:04:06.412
กับตัวทำงานร่วมกันของตัวป้อน

00:04:06.786 --> 00:04:08.730
และกระบวนการของระบบนะคะ

00:04:09.263 --> 00:04:12.918
ผลผลิตนี้ยังอาจหมายถึง

00:04:13.205 --> 00:04:16.315
ส่วนที่ได้จากกระบวนการ

00:04:16.340 --> 00:04:18.671
ที่เราอาจจะต้องการหรือไม่ต้องการก็ได้นะคะ

00:04:18.696 --> 00:04:21.178
เช่น พวกของเสียหรือเศษวัสดุ

00:04:21.251 --> 00:04:23.895
ก็ถือว่าเป็นผลผลิตได้ด้วยเหมือนกันนะคะ

00:04:24.395 --> 00:04:27.668
ในบางระบบนั้นอาจมีส่วนที่เรียกว่า

00:04:27.852 --> 00:04:30.565
"ข้อมูลย้อนกลับ" หรือ "feedback" ใช่ไหมคะ

00:04:30.971 --> 00:04:33.590
นั่นก็คือข้อมูลที่ใช้ในการควบคุม

00:04:33.615 --> 00:04:37.645
หรือป้อนกลับให้ระบบทำงานได้ตามวัตถุประสงค์

00:04:37.892 --> 00:04:40.748
ซึ่งอาจมีหรือไม่มีก็ได้นะคะ

00:04:41.533 --> 00:04:42.828
เมื่อเราทราบองค์ประกอบ

00:04:42.852 --> 00:04:44.492
ทางเทคโนโลยีแล้วนะคะ

00:04:44.812 --> 00:04:48.303
ครูอยากให้นักเรียนมาช่วยกันนะคะ

00:04:48.503 --> 00:04:51.194
วิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยี

00:04:51.218 --> 00:04:53.646
ของหม้อหุงข้าวนะคะ

00:04:54.063 --> 00:04:56.896
หม้อหุงข้าวมีตัวป้อนอะไรบ้าง

00:04:57.268 --> 00:04:59.028
มีอะไรเป็นกระบวนการ

00:04:59.288 --> 00:05:01.388
มีผลผลิตอย่างไรนะคะ

00:05:01.705 --> 00:05:03.478
และมีข้อมูลย้อนกลับหรือไม่

00:05:05.424 --> 00:05:06.954
นักเรียนลองพิจารณานะคะ

00:05:06.979 --> 00:05:09.709
ว่าจะวิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยี

00:05:09.743 --> 00:05:11.264
ของหม้อหุงข้าวได้อย่างไร

00:05:14.551 --> 00:05:15.672
ก่อนอื่นค่ะนักเรียน

00:05:15.885 --> 00:05:19.778
ในการที่เราจะวิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยีได้

00:05:20.051 --> 00:05:21.764
เราต้องรู้ส่วนประกอบ

00:05:21.838 --> 00:05:26.418
หรือโครงสร้างของเทคโนโลยีนั้น ๆ ก่อนนะคะ

00:05:26.658 --> 00:05:28.088
ในที่นี้คือหม้อหุงข้าว

00:05:28.362 --> 00:05:29.741
เรามาดูกันว่าโครงสร้าง

00:05:29.774 --> 00:05:31.688
หรือว่าส่วนประกอบของเขานั้นคืออะไร

00:05:32.240 --> 00:05:33.593
จากในรูปนะคะนักเรียน

00:05:33.820 --> 00:05:36.486
นักเรียนเห็นแผ่นความร้อนนะคะ

00:05:36.553 --> 00:05:39.855
ซึ่งอยู่ใต้ตัวเครื่องของหม้อหุงข้าวนะคะ

00:05:40.141 --> 00:05:43.100
มีสวิตช์ที่เราใช้กดเปิด-ปิด ใช่ไหมคะ

00:05:43.404 --> 00:05:47.379
แล้วก็มีภายในมีแม่เหล็กและขดลวดสปริง

00:05:47.772 --> 00:05:51.068
นี่คือโครงสร้างหลัก ๆ ของหม้อหุงข้าวนะคะ

00:05:51.391 --> 00:05:53.630
ตัวเครื่อง สวิตช์ แผ่นความร้อน

00:05:53.932 --> 00:05:56.028
และแม่เหล็ก และขดลวดสปริง

00:05:56.903 --> 00:05:59.537
4 ส่วนนี้ทำงานสัมพันธ์กันแน่นอนเลย

00:05:59.617 --> 00:06:01.386
เพราะว่าเขาก็เป็นส่วนประกอบ

00:06:01.432 --> 00:06:03.776
หรือเป็น 1 ในระบบของหม้อหุงข้าว

00:06:04.709 --> 00:06:06.757
เมื่อเราทราบส่วนประกอบแล้ว

00:06:06.790 --> 00:06:08.654
เราก็ต้องทราบหลักการทำงาน

00:06:08.678 --> 00:06:10.588
ของหม้อหุงข้าว ใช่ไหมคะ

00:06:11.339 --> 00:06:12.468
ครูขยายนะคะ

00:06:12.492 --> 00:06:14.988
จากภาพเล็กกลายมาเป็นภาพใหญ่นะคะ

00:06:15.358 --> 00:06:16.813
นักเรียนจะเห็นส่วนของสวิตช์

00:06:17.207 --> 00:06:18.420
ส่วนของจุดสัมผัส

00:06:18.693 --> 00:06:20.308
ส่วนของขดลวดสปริง

00:06:20.688 --> 00:06:23.657
มีแม่เหล็กถาวร แม่เหล็กเฟอร์โรนะคะ

00:06:23.963 --> 00:06:25.831
ซึ่งอยู่ภายในแผ่นความร้อน

00:06:25.858 --> 00:06:29.197
ที่เป็นอยู่ใต้ตัวเครื่องของหม้อหุงข้าวนะคะ

00:06:29.849 --> 00:06:31.321
การทำงานเริ่มต้นที่ไหน

00:06:31.754 --> 00:06:34.329
เริ่มต้นที่เมื่อเรากดสวิตช์ค่ะนักเรียน

00:06:35.636 --> 00:06:36.816
กดสวิตช์ลงมานะคะ

00:06:37.056 --> 00:06:39.291
จุดที่ 2 ที่อยู่ในจุดสัมผัส

00:06:39.315 --> 00:06:40.516
ถ้านักเรียนสังเกตเห็นนะคะ

00:06:40.846 --> 00:06:42.068
ก็จะแตะนะคะ

00:06:42.092 --> 00:06:43.719
ก็จะสามารถเชื่อมกันได้

00:06:44.126 --> 00:06:45.668
เมื่อเชื่อมกันได้แล้วนะคะ

00:06:45.974 --> 00:06:48.947
ก็ทำให้ขดลวดสปริงตรงนี้ หดตัว

00:06:49.467 --> 00:06:51.024
เมื่อหดตัวนะคะ

00:06:51.377 --> 00:06:55.284
ก็ทำให้แม่ถาวรกับแม่เหล็กเฟอร์โรนี่

00:06:55.924 --> 00:06:57.589
มีแรงดึงดูดกันและกัน

00:06:57.769 --> 00:07:00.506
ทำให้เกิดแรงแม่เหล็กนะคะ

00:07:00.852 --> 00:07:03.105
เมื่อเกิดแรงแม่เหล็กแล้วสัมผัสกันแล้วนะคะ

00:07:03.438 --> 00:07:05.258
ก็ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า

00:07:05.705 --> 00:07:08.308
ไหลเข้าสู่แผ่นความร้อนนะคะ

00:07:08.685 --> 00:07:11.147
ก็เลยทำให้หม้อหุงข้าว

00:07:11.327 --> 00:07:13.940
ทำให้น้ำในหม้อหุงข้าวนั้นเดือดได้นะคะ

00:07:14.260 --> 00:07:16.243
เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งนะคะ

00:07:16.537 --> 00:07:18.607
น้ำเดือด อุณหภูมิสูง

00:07:18.892 --> 00:07:21.734
อุณหภูมิสูงแล้วน้ำภายในหม้อนั้นแห้งนะคะ

00:07:22.239 --> 00:07:25.143
เมื่อน้ำภายในหม้อนั้นแห้งและมีอุณหภูมิสูงมาก

00:07:25.443 --> 00:07:26.942
แม่เหล็กเฟอร์โรตัวนี้

00:07:27.520 --> 00:07:29.933
จะมีแรงแม่เหล็กน้อยลงนะคะ

00:07:30.227 --> 00:07:31.668
เมื่อมีแรงแม่เหล็กน้อยลง

00:07:32.482 --> 00:07:35.136
แรงระหว่างแม่เหล็กทั้ง 2 นี้ก็มีค่าน้อย

00:07:35.496 --> 00:07:38.792
น้อยกว่าแรงดันของขดลวดสปริงตรงนี้

00:07:39.339 --> 00:07:41.770
ซึ่งแต่ก่อนหน้านี้นั้นเขาหดตัวอยู่

00:07:42.223 --> 00:07:44.060
เพราะฉะนั้น เมื่อแรงแม่เหล็กน้อยลง

00:07:44.140 --> 00:07:47.188
ขดลวดสปริงตัวนี้ก็มีแรงมากกว่า

00:07:47.668 --> 00:07:50.525
ทำให้ขดลวดสปริงนั้นดันกลับนะคะ

00:07:50.824 --> 00:07:51.912
เมื่อดันกลับ

00:07:52.023 --> 00:07:55.408
ก็เลยทำให้จุดสัมผัสนี้ถูกดันกลับไปด้วยนะคะ

00:07:55.801 --> 00:07:57.609
พอดันกลับไปเท่านั้นแหละนะคะ

00:07:57.942 --> 00:08:01.850
ก็ทำให้ไม่สามารถเชื่อมกันได้แล้วนะคะ

00:08:02.190 --> 00:08:04.156
นั่นคือกระแสไฟฟ้า

00:08:04.229 --> 00:08:08.235
ก็ไม่สามารถเข้าสู่แผ่นความร้อนได้นะคะ

00:08:09.169 --> 00:08:10.172
ลองทบทวนนะคะ

00:08:10.359 --> 00:08:13.644
เมื่อกดสวิตช์ไฟฟ้าก็ให้ความร้อนนะคะ

00:08:13.864 --> 00:08:17.864
ไฟฟ้าให้ความร้อนผ่านจุดสัมผัสสปริงหดตัวนะคะ

00:08:18.157 --> 00:08:21.327
แม่เหล็กถาวรก็เลยติดกับแม่เหล็กเฟอร์โร

00:08:21.673 --> 00:08:22.719
จากนั้นนะคะ

00:08:22.744 --> 00:08:25.281
แกนสวิตช์ก็ติดกับแผ่นความร้อนที่ก้นหม้อ

00:08:25.727 --> 00:08:27.856
ไฟฟ้าก็ให้ความร้อนได้นะคะ

00:08:28.356 --> 00:08:32.142
น้ำจึงเดือดและภูมิสูงขึ้นจนน้ำแห้งนะคะ

00:08:32.668 --> 00:08:35.950
ขดลวดสปริงจึงดีดตัวจุดสัมผัสแยกจากกัน

00:08:35.975 --> 00:08:39.721
แล้วก็ไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านหม้อหุงข้าวนะคะ

00:08:41.400 --> 00:08:42.835
ถ้าเราทราบหลักการแล้ว

00:08:43.182 --> 00:08:46.178
สรุปเป็นตัวป้อนกระบวนการและผลผลิตได้หรือไม่

00:08:48.225 --> 00:08:51.342
เมื่อกี้นะคะ ตัวป้อนคืออะไรคะ

00:08:52.235 --> 00:08:54.487
ก็ต้องเป็นพลังงานไฟฟ้า ใช่ไหมคะ

00:08:54.713 --> 00:08:57.766
ต้องมีข้าว ต้องมีน้ำ ใช่ไหมคะ

00:08:57.790 --> 00:08:59.191
นั่นคือตัวป้อนนะคะ

00:08:59.498 --> 00:09:00.532
กระบวนการ

00:09:00.838 --> 00:09:03.493
ก็เป็นกระบวนการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า

00:09:03.547 --> 00:09:04.668
เป็นความร้อนนั่นเอง

00:09:05.012 --> 00:09:08.019
จนทำให้น้ำเดือดได้นะคะ

00:09:08.559 --> 00:09:11.108
ผลผลิตที่เราต้องการล่ะนะคะ

00:09:11.366 --> 00:09:14.828
ผลผลิตนั้น ก็คือข้าวที่หุงสุกเรียบร้อยแล้วนะคะ

00:09:15.381 --> 00:09:18.908
ในระบบนี้มีข้อมูลย้อนกลับ ใช่ไหมคะ

00:09:19.197 --> 00:09:20.104
ข้อมูลย้อนกลับนั้น

00:09:20.149 --> 00:09:23.688
ก็คือส่วนที่ส่งข้อมูลให้ระบบตัดไฟทำงาน

00:09:24.101 --> 00:09:26.373
เมื่อน้ำแห้งนั่นเองนะคะ

00:09:26.793 --> 00:09:30.508
นี่คือการวิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยีนะคะ

00:09:31.033 --> 00:09:33.948
จะสังเกตว่ามีตัวป้อนกระบวนการผลผลิต

00:09:34.021 --> 00:09:36.928
ข้อมูลย้อนกลับครบทั้ง 4 ส่วนเลยนะคะ

00:09:37.635 --> 00:09:39.131
แต่นักเรียนทราบไหมว่า

00:09:40.191 --> 00:09:43.210
ระบบทางเทคโนโลยีบางระบบนั้น

00:09:43.677 --> 00:09:47.000
ไม่ได้มีแค่กระบวนการ

00:09:47.040 --> 00:09:49.013
เพียงกระบวนการเดียวนะคะ

00:09:49.221 --> 00:09:52.908
บางทีนั้นมีส่วนประกอบที่ซับซ้อนกว่านั้น

00:09:53.188 --> 00:09:55.686
ซึ่งในส่วนนี้เราเรียกว่า

00:09:56.026 --> 00:09:59.167
"ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน" นะคะ

00:09:59.681 --> 00:10:01.546
ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

00:10:01.571 --> 00:10:04.734
ก็คือเทคโนโลยีที่ประกอบด้วยระบบย่อย

00:10:04.761 --> 00:10:06.189
ตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไปค่ะ

00:10:07.296 --> 00:10:08.816
เขาก็ทำงานร่วมกันนะคะ

00:10:08.869 --> 00:10:12.011
ก็เพื่อให้สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์

00:10:12.325 --> 00:10:13.804
อย่างเช่น ในรูปนี้นะคะ

00:10:13.871 --> 00:10:15.010
ก็จะเป็นรูปของ

00:10:15.361 --> 00:10:18.261
ระบบการทำงานของเครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติ

00:10:19.354 --> 00:10:20.706
เครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติ

00:10:20.791 --> 00:10:24.906
ประกอบด้วยระบบทั้งมีระบบให้พลังงานนะคะ

00:10:25.092 --> 00:10:29.134
ระบบขับเคลื่อน ระบบตรวจจับทิศทางนะคะ

00:10:29.407 --> 00:10:31.174
ระบบการดูดฝุ่นนะคะ

00:10:31.199 --> 00:10:33.594
ซึ่งหลาย ๆ ระบบย่อยนี้

00:10:33.961 --> 00:10:35.842
ต้องทำงานร่วมกันนะคะ

00:10:36.122 --> 00:10:38.246
จึงถือว่าเป็นระบบทางเทคโนโลยี

00:10:38.270 --> 00:10:40.191
ที่ซับซ้อนนั่นเองนะคะ

00:10:41.721 --> 00:10:43.136
เราจะวิเคราะห์อย่างไรล่ะ

00:10:43.168 --> 00:10:45.675
ถ้าเป็นระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

00:10:46.315 --> 00:10:48.485
ครูโชว์แผนผังตัวนี้ให้นักเรียนดู

00:10:48.512 --> 00:10:50.036
เพื่อให้นักเรียนสังเกตว่า

00:10:50.522 --> 00:10:53.164
ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนนั้น

00:10:53.524 --> 00:10:54.912
ในบางระบบนะคะ

00:10:55.606 --> 00:10:57.063
ระบบย่อยของเขานี่

00:10:57.749 --> 00:11:00.773
อยู่ภายในส่วนกระบวนการนะคะ

00:11:01.132 --> 00:11:04.605
นักเรียนจะสังเกตว่าเมื่อมีตัวป้อนนะคะ

00:11:05.138 --> 00:11:06.669
ตัวป้อนนั้นก็ถูกแยกย่อยออกมา

00:11:06.694 --> 00:11:08.977
เป็นระบบย่อยภายในส่วนของกระบวนการ

00:11:09.002 --> 00:11:12.088
ก็มีตัวป้อน มีกระบวนการ มีผลผลิต

00:11:13.387 --> 00:11:14.474
1 ระบบ

00:11:15.585 --> 00:11:17.314
แล้วก็ยังมีระบบย่อยระบบที่ 2

00:11:17.340 --> 00:11:20.864
เป็นตัวป้อนกระบวนการผลผลิตอีกครั้งนะคะ

00:11:21.784 --> 00:11:24.348
จากในรูปนี้นักเรียนคิดว่ามีระบบย่อยกี่ระบบคะ

00:11:25.992 --> 00:11:29.340
1 2 3 นะคะ

00:11:29.680 --> 00:11:32.788
จากแผนผังนี้มีระบบย่อยอยู่ 3 ระบบนะคะ

00:11:33.040 --> 00:11:35.134
ซึ่งอยู่ภายในระบบหลัก

00:11:35.400 --> 00:11:37.961
ก็คือตัวป้อนกระบวนการแล้วก็ผลผลิต

00:11:38.620 --> 00:11:40.506
เราก็สามารถเขียนรูปแบบ

00:11:40.626 --> 00:11:42.959
การวิเคราะห์ได้แบบนี้ได้ด้วยนะคะ

00:11:43.756 --> 00:11:45.588
แต่บางระบบนั้นนะคะ

00:11:46.157 --> 00:11:47.961
อาจจะเป็นรูปแบบนี้ก็ได้ค่ะนักเรียน

00:11:48.494 --> 00:11:49.911
นักเรียนเห็นตัวใหญ่ ๆ นะ

00:11:50.169 --> 00:11:51.993
ตัวป้อนก็ตัวใหญ่ ๆ นะคะ

00:11:52.412 --> 00:11:54.899
ผลผลิตหลักนี้นะคะ ก็คือตัวใหญ่ ๆ

00:11:55.285 --> 00:11:58.999
ในระหว่างทางจากตัวป้อนถึงผลผลิตหลักนั้น

00:11:59.361 --> 00:12:01.163
ประกอบไปด้วยระบบย่อยค่ะ

00:12:01.703 --> 00:12:03.370
อาจจะเป็นกระบวนการที่ 1

00:12:03.783 --> 00:12:05.603
แล้วก็ได้ผลผลิตออกมา

00:12:06.056 --> 00:12:08.308
แล้วผลผลิตในขั้นที่ 1 นี่แหละ

00:12:08.684 --> 00:12:11.733
จะกลายไปเป็นตัวป้อนของกระบวนการที่ 2

00:12:12.172 --> 00:12:14.089
ก็เป็นได้นะคะ

00:12:14.540 --> 00:12:16.377
แบบนี้ก็ได้เหมือนกันนะคะ

00:12:16.903 --> 00:12:18.163
กระบวนการที่ 2

00:12:18.550 --> 00:12:21.516
ใช้ผลผลิตจากกระบวนการที่ 1 นะคะ

00:12:21.896 --> 00:12:25.517
กระบวนการที่ 2 ก็ทำให้เกิดผลผลิตที่ 2

00:12:25.852 --> 00:12:27.543
แล้วจึงกลายเป็นผลผลิตหลัก

00:12:28.029 --> 00:12:31.868
ในระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนตัวนั้นนะคะ

00:12:32.120 --> 00:12:34.485
ซึ่งข้อมูลย้อนกลับนั้นนะคะ

00:12:34.565 --> 00:12:37.831
ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งอยู่ระหว่างระบบย่อย

00:12:37.856 --> 00:12:39.773
หรือทั้งหมดก็ได้เหมือนกันนะคะ

00:12:41.346 --> 00:12:43.821
เราทราบรูปแบบการวิเคราะห์แล้ว

00:12:44.393 --> 00:12:46.655
ครูมีตัวอย่างให้นักเรียนนะคะ

00:12:47.175 --> 00:12:48.400
ครูมีตัวอย่างให้นักเรียน

00:12:48.505 --> 00:12:53.503
คือ ระบบเครื่องปรับอากาศนะคะ

00:12:54.504 --> 00:12:56.941
นักเรียนหลายคนคุ้นเคยกับเครื่องปรับอากาศ

00:12:56.994 --> 00:12:58.177
นักเรียนรู้หรือไม่ว่า

00:12:58.649 --> 00:13:01.102
เครื่องปรับอากาศนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

00:13:01.449 --> 00:13:02.983
และมีหลักการทำงานอย่างไร

00:13:03.510 --> 00:13:05.502
มีระบบย่อยคืออะไรบ้าง

00:13:06.009 --> 00:13:07.370
เรามาเรียนรู้กันนะคะ

00:13:10.797 --> 00:13:12.151
จากในรูปนะคะ

00:13:12.451 --> 00:13:13.833
จากในรูปนักเรียนจะเห็นว่า

00:13:15.586 --> 00:13:17.783
ระบบเครื่องปรับอากาศนั้น

00:13:18.057 --> 00:13:22.431
สามารถวิเคราะห์ได้เป็นภาพรวมนะคะ

00:13:22.456 --> 00:13:23.962
สามารถวิเคราะห์เป็นภาพรวม

00:13:24.662 --> 00:13:26.439
เอาเป็นระบบรวม ๆ ก่อนนะคะ

00:13:26.472 --> 00:13:30.220
ระบบหลักก็จะมีตัวป้อน กระบวนการ

00:13:30.579 --> 00:13:33.180
ผลผลิต และข้อมูลย้อนกลับนะคะ

00:13:33.552 --> 00:13:37.482
ซึ่งตัวป้อน ก็คืออากาศภายในห้องนะคะ

00:13:37.849 --> 00:13:39.739
กระบวนการ ก็คือการทำงานของเครื่อง

00:13:39.805 --> 00:13:42.265
เพื่อปรับอุณหภูมิของห้องให้ลดลง

00:13:43.012 --> 00:13:46.748
และผลผลิต ก็คืออากาศที่มีอุณหภูมิลดลง

00:13:47.201 --> 00:13:50.683
ส่วนข้อมูลย้อนกลับก็เป็นอุณหภูมิห้อง ใช่ไหมคะ

00:13:50.708 --> 00:13:53.150
เมื่ออุณหภูมิห้องเป็นไปตามที่ต้องการ

00:13:53.230 --> 00:13:56.152
ตัวเครื่องก็ปรับการทำงานอีกครั้งนะคะ

00:13:57.098 --> 00:13:58.864
แต่นักเรียนสังเกตหรือไม่ว่า

00:13:59.217 --> 00:14:00.726
ถ้าวิเคราะห์จริง ๆ แล้ว

00:14:00.979 --> 00:14:05.054
ในส่วนของกระบวนการที่ทำให้อุณหภูมิลดลงตรงนี้

00:14:05.601 --> 00:14:08.113
มีระบบย่อยอื่น ๆ อีกนะคะ

00:14:08.466 --> 00:14:10.877
สามารถแจกแจงระบบย่อยลงไปได้อีก

00:14:11.497 --> 00:14:15.547
เราลองไปดูค่ะ ว่าเขามีหน้าที่อะไรบ้างนะคะ

00:14:15.594 --> 00:14:17.483
ระบบย่อยนั้น ๆ มีหน้าที่อะไรบ้าง

00:14:19.183 --> 00:14:21.287
ระบบย่อยของเครื่องปรับอากาศค่ะ

00:14:21.807 --> 00:14:26.800
อาจจะมีระบบตัวนี้นะคะ มี 4 ระบบด้วยกันนะคะ

00:14:27.275 --> 00:14:29.332
เริ่มต้นที่ระบบคอยล์เย็น

00:14:30.252 --> 00:14:31.653
ระบบอัดความดัน

00:14:32.527 --> 00:14:34.273
แล้วระบบคอยล์ร้อน

00:14:34.939 --> 00:14:37.146
ระบบลบความดันนะคะ

00:14:37.552 --> 00:14:38.797
ทุกระบบนี้จะรวมกัน

00:14:38.821 --> 00:14:40.929
กลายเป็นการทำงานของเครื่องปรับอากาศ

00:14:41.305 --> 00:14:42.952
ที่มีการทำงานที่ซับซ้อน

00:14:43.392 --> 00:14:46.094
เพราะว่าในแต่ละระบบนี่นะคะ

00:14:46.387 --> 00:14:49.857
ก็จะมี input, process, output

00:14:50.409 --> 00:14:52.470
ในทุก ๆ ระบบเลยนะคะ

00:14:52.879 --> 00:14:55.147
นี่คือการวิเคราะห์ระบบย่อย

00:14:56.006 --> 00:14:58.637
แต่ระบบย่อยนี้สัมพันธ์กันอย่างไร

00:14:59.717 --> 00:15:03.194
พอพูดถึงความสัมพันธ์นักเรียนต้องโยงให้ได้

00:15:03.227 --> 00:15:05.737
ว่าอันไหนมาก่อนอันไหนมาหลัง

00:15:06.091 --> 00:15:09.730
ระบบไหนทำงานก่อนระบบใดทำงานทีหลัง

00:15:11.245 --> 00:15:13.388
ต่อไปเป็นการเขียนความสัมพันธ์

00:15:13.412 --> 00:15:15.008
ของระบบย่อยทั้ง 4 นี้นะคะ

00:15:16.580 --> 00:15:17.854
เริ่มต้นที่ความสัมพันธ์

00:15:18.894 --> 00:15:20.150
การทำงานของเครื่องปรับอากาศ

00:15:20.175 --> 00:15:21.297
มันเริ่มที่ไหนคะนักเรียน

00:15:22.750 --> 00:15:24.060
ใช่ค่ะ มันเริ่มที่

00:15:24.280 --> 00:15:26.948
เมื่ออากาศไหลเข้าสู่...

00:15:27.353 --> 00:15:28.979
ผ่านเข้าสู่ตัวเครื่องนะคะ

00:15:28.992 --> 00:15:30.799
มันจะเริ่มต้นที่ระบบคอยล์เย็น

00:15:31.846 --> 00:15:32.913
ระบบคอยล์เย็นค่ะ

00:15:33.475 --> 00:15:34.482
ระบบคอยล์เย็นนี้

00:15:34.535 --> 00:15:38.208
ตัว input ก็คือสารทำความเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำ

00:15:38.935 --> 00:15:40.795
สารทำความเย็นภายในตัวเครื่องนะคะ

00:15:41.109 --> 00:15:42.430
ภายในคอยล์เย็นนี่นะคะ

00:15:42.750 --> 00:15:45.390
มีอุณหภูมิต่ำค่ะ และมีสถานะเป็นแก๊ส

00:15:46.144 --> 00:15:47.605
กระบวนการของคอยล์เย็น

00:15:47.618 --> 00:15:50.373
ก็คือการดูดความร้อนของสารทำความเย็นนี่แหละ

00:15:50.813 --> 00:15:52.255
จากอากาศภายในห้อง

00:15:52.608 --> 00:15:54.148
อากาศร้อน ๆ อยู่นะคะ

00:15:54.361 --> 00:15:55.900
พอผ่านสารทำความเย็น

00:15:56.120 --> 00:15:57.308
สารทำความเย็นตัวนี้

00:15:57.332 --> 00:15:59.359
จะดูดความร้อนจากอากาศนะคะ

00:15:59.819 --> 00:16:01.074
เพราะฉะนั้น output

00:16:01.194 --> 00:16:04.762
ก็คือสารทำความเย็นที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นนะคะ

00:16:05.149 --> 00:16:06.159
คือส่วนนี้นะคะ

00:16:06.612 --> 00:16:09.039
สารทำความเย็นมีอุณหภูมิสูงขึ้น

00:16:09.672 --> 00:16:11.224
และอยู่ในสถานะแก๊สอยู่

00:16:11.631 --> 00:16:12.697
แล้วไปไหนคะ

00:16:13.311 --> 00:16:14.932
สารทำความเย็นนี้ไปไหน

00:16:15.499 --> 00:16:18.334
ดูดความร้อนจากอากาศทำให้ตัวเองนี่

00:16:18.681 --> 00:16:20.359
มีอุณหภูมิสูงขึ้น

00:16:20.872 --> 00:16:22.472
และยังอยู่ในฐานะแก๊สอยู่

00:16:22.716 --> 00:16:23.729
ไปไหนต่อ

00:16:25.425 --> 00:16:26.722
ต่อสารทำความเย็นตัวนี้

00:16:26.787 --> 00:16:29.861
ถูกส่งต่อไปที่ระบบอัดความดันค่ะ

00:16:31.044 --> 00:16:33.600
แน่นอนนะคะ ผลผลิตจากระบบคอยล์เย็น

00:16:33.720 --> 00:16:37.374
เป็น input ของระบบอัดความดันนะคะ

00:16:37.790 --> 00:16:39.794
พอไปที่ระบบอัดความดัน

00:16:40.014 --> 00:16:41.541
สารทำความเย็นตรงนี้

00:16:41.834 --> 00:16:45.818
โดนเพิ่มความดันขึ้นสูง ๆ ๆ ๆ นะคะ

00:16:46.252 --> 00:16:48.666
ทำให้สารความเย็น สารทำความเย็นตัวนี้

00:16:49.065 --> 00:16:50.707
เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว

00:16:51.252 --> 00:16:53.624
แต่อุณหภูมิยังสูงอยู่นะคะ

00:16:54.324 --> 00:16:56.510
ผลผลิตจากระบบอัดความดัน

00:16:56.916 --> 00:16:59.269
ก็เลยกลายเป็นสารทำความเย็น

00:16:59.602 --> 00:17:01.441
ที่อยู่ในสถานะของเหลว

00:17:01.801 --> 00:17:05.078
มีอุณหภูมิและความดันสูงนะคะ

00:17:05.105 --> 00:17:06.128
นักเรียนทันนะคะ

00:17:07.357 --> 00:17:10.119
ตอนนี้สารทำความเย็นเปลี่ยนสถานะแล้วนะคะ

00:17:10.579 --> 00:17:12.462
ออกจากระบบอัดความดันแล้ว

00:17:12.487 --> 00:17:15.335
ก็เลยเปลี่ยนสถานะอยู่ในของเหลว

00:17:16.687 --> 00:17:20.926
เป็นของเหลวแล้วยังมีอุณหภูมิสูงอยู่

00:17:21.399 --> 00:17:24.846
เขาถูกส่งผ่านไปที่ระบบคอยล์ร้อน

00:17:27.496 --> 00:17:29.921
ระบบคอยล์ร้อนนี่ อยู่ภายนอกนะคะ

00:17:29.966 --> 00:17:32.588
อยู่ภายนอกตัวอาคารนะคะ อยู่ภายนอกห้องนะคะ

00:17:33.172 --> 00:17:34.471
สารทำความเย็นตัวนี้

00:17:34.865 --> 00:17:38.058
จะถูกผ่านเข้าไปในระบบคอยล์ร้อนนะคะ

00:17:38.492 --> 00:17:42.832
โดยถ่ายเทความร้อนให้อากาศนะคะ

00:17:43.051 --> 00:17:44.186
ให้อากาศภายนอก

00:17:45.265 --> 00:17:46.567
เมื่อเขาถ่ายเทความร้อนไป

00:17:46.591 --> 00:17:49.120
แปลว่าตัวเขานั้นอุณหภูมิลดลงค่ะ

00:17:50.384 --> 00:17:53.235
ได้สารทำความเย็นที่อุณหภูมิลดลงแล้ว

00:17:53.572 --> 00:17:56.234
แต่ยังอยู่ในสถานะของเหลวอยู่นะคะ

00:17:56.652 --> 00:17:58.418
ความดันก็ยังสูงอยู่

00:17:59.624 --> 00:18:03.389
เมื่อมีการส่งผ่านไปส่งผ่านมา

00:18:03.414 --> 00:18:06.749
ที่ระบบลดความดันนะคะ

00:18:07.182 --> 00:18:09.990
สารทำความเย็นก็ถูกลดความดันลง

00:18:10.424 --> 00:18:14.301
จนถูกเปลี่ยนเป็นสถานะแก๊สนะคะ

00:18:14.580 --> 00:18:17.566
เป็นสถานะแก๊สที่มีอุณหภูมิลดลง

00:18:18.452 --> 00:18:23.073
แล้วจึงผ่านเข้ามาถึงระบบคอยล์เย็นอีกเช่นเคย

00:18:23.770 --> 00:18:27.036
เพราะฉะนั้น การทำงานก็จะสัมพันธ์กันไป

00:18:27.072 --> 00:18:31.070
ตามวงจรลูกศรที่ครูอธิบายนะคะ

00:18:31.412 --> 00:18:35.250
ระบบคอยล์เย็น อัดความดัน คอยล์ร้อน

00:18:35.310 --> 00:18:37.062
แล้วก็ระบบลดความดัน

00:18:37.449 --> 00:18:40.508
นี่คือการทำงานที่ของระบบย่อย

00:18:40.685 --> 00:18:42.647
ในเครื่องปรับอากาศนะคะ

00:18:42.932 --> 00:18:44.377
แต่ละช่วงแต่ละช่วงก็จะมี

00:18:44.401 --> 00:18:46.559
input, process, output นะคะ

00:18:48.370 --> 00:18:50.072
เราเห็นแล้วว่าเครื่องปรับอากาศนั้น

00:18:50.097 --> 00:18:51.525
มีระบบย่อยหลายระบบเลย

00:18:52.420 --> 00:18:53.940
แล้วตัวอื่นล่ะคะ

00:18:55.246 --> 00:18:56.361
นักเรียนเห็นรูปแล้ว

00:18:57.575 --> 00:19:00.770
นักเรียนผู้ชายอาจจะถนัดมากเลยนะคะ

00:19:01.138 --> 00:19:02.746
นักเรียนผู้ชายอาจจะถนัดมากเลย

00:19:02.771 --> 00:19:05.401
โอ้ รถจักรยานยนต์

00:19:06.562 --> 00:19:08.636
มีระบบย่อยอะไรบ้างคะนักเรียน

00:19:12.108 --> 00:19:13.540
มีระบบย่อยอะไรบ้าง

00:19:14.720 --> 00:19:17.015
ครูยังไม่ให้นักเรียนคิดตอนนี้นะคะ

00:19:17.268 --> 00:19:19.363
ครูขอฝากเป็นกิจกรรม

00:19:19.743 --> 00:19:23.203
คิดวิเคราะห์ระบบย่อยของเทคโนโลยีนะคะ

00:19:23.637 --> 00:19:26.630
แน่นอนเมื่อเราคิดระบบย่อยของเทคโนโลยี

00:19:26.730 --> 00:19:32.257
แปลว่านักเรียนต้องเขียนส่วนต่าง ๆ

00:19:32.281 --> 00:19:33.730
ของระบบรวม ใช่ไหมคะ

00:19:33.743 --> 00:19:37.002
มีตัวป้อน กระบวนการ ผลผลิต

00:19:37.455 --> 00:19:39.368
และข้อมูลย้อนกลับนะคะ

00:19:39.528 --> 00:19:42.028
ของการทำงานของรถจักรยานยนต์นี่แหละ

00:19:42.502 --> 00:19:44.430
พร้อมเขียนอธิบายค่ะนักเรียน

00:19:44.823 --> 00:19:46.778
ว่าระบบย่อยนั้นมีอะไรบ้าง

00:19:47.045 --> 00:19:49.621
ระบบย่อยที่ 1 มีตัวป้อนอะไร

00:19:49.645 --> 00:19:51.973
กระบวนการอะไร ผลผลิตอะไรนะคะ

00:19:52.420 --> 00:19:56.035
จากนั้นเขียนแผนภาพแสดงความสัมพันธ์

00:19:56.395 --> 00:19:59.842
ของระบบย่อยนั้น ๆ พร้อมคำอธิบาย

00:20:00.627 --> 00:20:02.034
นักเรียนไปฝึกดูนะคะ

00:20:02.373 --> 00:20:05.496
รถจักรยานยนต์มีระบบย่อยอะไรบ้าง

00:20:05.910 --> 00:20:07.210
ในระบบย่อยนั้น

00:20:07.670 --> 00:20:11.308
ประกอบด้วยตัวป้อนกระบวนการผลผลิตอะไรบ้าง

00:20:11.790 --> 00:20:16.943
และระบบย่อยนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ

00:20:17.230 --> 00:20:20.570
ก็เขียนเป็นแผนผังแสดงความ

00:20:20.723 --> 00:20:22.245
แผนผังหรือแผนภาพนะคะ

00:20:22.270 --> 00:20:24.515
แสดงความสัมพันธ์ของระบบย่อย

00:20:24.742 --> 00:20:26.910
พร้อมคำอธิบายด้วยนะคะ

00:20:27.369 --> 00:20:30.270
เหมือนตัวอย่างของเครื่องปรับอากาศเลยนะคะ

00:20:30.843 --> 00:20:33.777
ครูจะให้เวลานักเรียนไปทำกิจกรรมนะคะ

00:20:33.802 --> 00:20:35.998
สักประมาณ 15 นาทีค่ะ

00:20:36.598 --> 00:20:41.998
[เสียงดนตรี]

00:20:42.022 --> 00:20:43.416
(ดร.พิมพร) เป็นอย่างไรบ้างคะนักเรียนคะ

00:20:43.449 --> 00:20:46.255
สำหรับการฝึกคิดวิเคราะห์ระบบย่อย

00:20:46.588 --> 00:20:47.883
ของรถจักรยานยนต์

00:20:49.127 --> 00:20:50.387
ไม่ยากเลย ใช่ไหมคะ

00:20:50.813 --> 00:20:53.521
หลังจากนี้นะคะ ถ้านักเรียนคนใดนะคะ

00:20:53.546 --> 00:20:56.545
ยังสงสัยเกี่ยวกับระบบการทำงาน

00:20:56.758 --> 00:20:59.675
ของเครื่องปรับอากาศอยากดูให้ละเอียดนะคะ

00:20:59.955 --> 00:21:04.372
นักเรียนสามารถติดตามตามลิงก์ที่ครูให้ไว้นะคะ

00:21:04.692 --> 00:21:07.326
หรือนักเรียนคนใดต้องการทบทวนความรู้

00:21:07.351 --> 00:21:09.590
เกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีนะคะ

00:21:09.615 --> 00:21:11.318
ว่ามีความหมายอย่างไร

00:21:11.343 --> 00:21:13.052
ประกอบด้วยระบบใดบ้างนะคะ

00:21:13.077 --> 00:21:16.068
ก็ไปที่ลิงก์ที่ครูให้ไว้นะคะ

00:21:16.440 --> 00:21:18.536
ค่ะ หลังจากตรงนี้นะคะ

00:21:18.616 --> 00:21:22.475
ก็คงจะขอหยุดการอธิบายนะคะ

00:21:22.500 --> 00:21:24.839
เรื่องของระบบทางเทคโนโลยี

00:21:24.864 --> 00:21:27.385
และระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนนะคะ

00:21:27.678 --> 00:21:30.708
อยากให้นักเรียนเข้าใจว่านะคะ

00:21:30.733 --> 00:21:32.197
ระบบทางเทคโนโลยีหนึ่งหนึ่งนั้น

00:21:32.257 --> 00:21:34.507
ประกอบด้วยระบบย่อยหลายระบบ

00:21:34.614 --> 00:21:36.240
ทำงานสัมพันธ์กันนะคะ

00:21:36.653 --> 00:21:39.068
ทั้งนี้ก็เพื่อให้เทคโนโลยีนั้นนะคะ

00:21:39.275 --> 00:21:40.450
สามารถทำงานได้

00:21:40.476 --> 00:21:42.669
บรรลุตามวัตถุประสงค์นั่นเองนะคะ

00:21:43.083 --> 00:21:45.866
ระบบทางเทคโนโลยีที่มีหลายระบบนั้นเราเรียกว่า

00:21:46.110 --> 00:21:48.790
"ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน" นะคะ

00:21:49.046 --> 00:21:50.097
ซึ่งความรู้เกี่ยวกับ

00:21:50.122 --> 00:21:52.068
การวิเคราะห์ระบบตรงนี้นี่แหละนะคะ

00:21:52.415 --> 00:21:53.761
จะช่วยให้นักเรียนสามารถ

00:21:55.154 --> 00:21:57.798
ตรวจสอบการทำงานหรือสามารถแก้ไข

00:21:58.217 --> 00:21:58.938
หรือแม้กระทั่ง

00:21:58.969 --> 00:22:02.227
พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีนั้น ๆ ได้นะคะ

00:22:02.464 --> 00:22:04.781
ก็หวังว่านักเรียนจะได้ใช้ความรู้

00:22:04.847 --> 00:22:06.311
เกี่ยวกับการวิเคราะห์ระบบ

00:22:06.350 --> 00:22:08.067
ทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

00:22:08.440 --> 00:22:10.164
ในหัวข้อต่อไปได้นะคะ

00:22:10.324 --> 00:22:12.159
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

00:22:13.045 --> 00:22:28.360
[เสียงดนตรี]