WEBVTT
Kind: captions
Language: th

00:00:00.000 --> 00:00:05.679
(อาจารย์ธิดารัตน์) เลขอะไรพร้อมตัวสัญลักษณ์ตัวอักษรแทนด้วยอะไรบ้าง

00:00:05.679 --> 00:00:08.486
แล้วบ่งบอกมีความหมายอะไรบ้างนั่นเองนะคะ

00:00:10.000 --> 00:00:16.813
เราพูดไปแล้วนะคะ ว่าตัวมาตรฐาน IEEE ก็จะเป็นการรวมตัวของวิศวกรนะคะ ของอเมริกานะคะ

00:00:16.813 --> 00:00:22.792
เกี่ยวกับวิศวกรไฟฟ้าแล้วก็วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ทำการร่วมมือกัน

00:00:24.209 --> 00:00:29.520
เกี่ยวกับการดำเนินการวิจัยพัฒนานะคะ การทำงานนะคะ

00:00:29.520 --> 00:00:36.461
ไม่ว่าจะเป็นระบบด้านไฟฟ้า โทรคมนาคม ไฟฟ้ากำลัง และก็ระบบแสงนะคะ

00:00:36.964 --> 00:00:41.244
ระบบการสื่อสารนี่ก็อยู่ภายใต้นะคะ

00:00:42.981 --> 00:00:49.125
ระบบไฟฟ้าเช่นเดียวกันนะคะ ถือว่าเป็นแขนงหนึ่งก็จะเป็นไฟฟ้าสื่อสาร

00:00:49.125 --> 00:00:56.259
แน่นอนเพราะว่าการสื่อสารของเรานี่จะต้องใช้กำลังไฟมาให้เป็นพลังงานถูกไหมคะ

00:00:56.259 --> 00:01:01.079
ถ้าไม่มีตัวไฟฟ้าตัวนี้ ก็ไม่สามารถที่จะสื่อสารกันได้ถูกไหม

00:01:01.079 --> 00:01:06.422
ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ นะคะ ต้องมีพลังงานไฟฟ้านะคะ

00:01:08.682 --> 00:01:14.682
ตัว IEEE นี่ ก็จะเป็นตัวมาวัดมาตรฐานว่าอุปกรณ์

00:01:15.962 --> 00:01:21.069
ข้อตกลงต่าง ๆ นะคะ ของการใช้งานเกี่ยวกับการสื่อสารของเราไม่ว่าจะเป็น

00:01:21.069 --> 00:01:23.658
อิเล็กทรอนิกส์ วัดคุมนะคะ

00:01:24.481 --> 00:01:31.131
ระบบวัดคุมก็จะเป็นระบบอีกระบบหนึ่งนะคะ ของวิศวกรนะคะ ที่ทำการควบคุมดูแล

00:01:31.131 --> 00:01:34.731
ว่าจะมีตัวมาตรฐานตัวไหนมากำหนดเช่นเดียวกันนะคะ

00:01:34.731 --> 00:01:42.410
โดยกลุ่มที่มาจากของตัวมาตรฐาน IEEE ก็จะแบ่งตามความเชี่ยวชาญ

00:01:43.598 --> 00:01:49.626
อย่างไฟฟ้าก็จะมีไฟฟ้าสื่อสารไฟฟ้ากำลัง ไฟฟ้าสื่อสารก็เหมือนโทรศัพท์นะคะ

00:01:49.626 --> 00:01:53.819
ถ้าไฟฟ้ากำลังก็จะเป็นไฟฟ้าตามบ้านเราที่เราใช้งานอยู่ทั่วไป

00:01:53.819 --> 00:01:59.086
อันนี้น่าจะมองภาพออกอยู่แล้ว เหมือนองค์การโทรศัพท์ แล้วก็ไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต่าง ๆ

00:01:59.086 --> 00:02:05.258
เช่นเดียวกันนะคะ โดยแต่ละกลุ่มก็จะได้รับหมายเลข IEEE บอกว่า

00:02:06.218 --> 00:02:14.498
หมายเลขตัวนี้แทนด้วยการวัดมาตรฐานของการทำงานอะไร ของอุปกรณ์ไหม

00:02:14.498 --> 00:02:18.325
หรือข้อปฏิบัติต่าง ๆ หรือเปล่านะคะ

00:02:21.342 --> 00:02:31.231
เราจะมาดูมาตรฐาน IEEE นะคะ โดยจะแบ่งโดยเริ่มจากมาตรฐาน 802 นะคะ

00:02:31.231 --> 00:02:40.627
802 จะเป็นรูปแบบของการสื่อสารนะคะ เริ่มด้วย 802.1 นะคะ จะเป็นการจัดการระบบเครือข่าย

00:02:41.450 --> 00:02:50.000
เช่น การตรวจสอบเวลาเราใช้งานระบบเครือข่ายในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นะคะ

00:02:50.000 --> 00:02:57.211
หรือเข้าไปใช้งานตาม Access Point พวก True Wi-Fi AIS Wi-Fi นะคะ

00:02:57.211 --> 00:03:02.938
เขาจะมีรูปแบบการตรวจสอบ และรับรองผู้ใช้งาน หรือว่า Authentication

00:03:02.938 --> 00:03:09.713
Authentication คืออะไร ก็คือเรามี Username Password ในการใช้งานนั่นเอง

00:03:09.713 --> 00:03:14.247
เพื่อระบุตัวตนว่านักศึกษาเป็นนักศึกษาคนไหน

00:03:14.521 --> 00:03:24.885
ชื่ออะไร รหัส ID อะไร เริ่มเข้ามาใช้งานตั้งแต่กี่โมง ใช้งานกี่โมง แล้วก็

00:03:26.713 --> 00:03:34.058
เลิกใช้งานเท่าไรนะคะ เข้าที่ค้นหาข้อมูลอยู่ที่เว็บไซต์อะไรบ้าง

00:03:34.058 --> 00:03:37.300
หรือว่าอัปโหลดดาวน์โหลดข้อมูลอะไรบ้างนะคะ

00:03:37.300 --> 00:03:43.232
อันนี้ก็จะเป็นการบอก Authentication นะคะ บอกระบุว่าเป็นนักศึกษา เป็นเจ้าหน้าที่

00:03:43.232 --> 00:03:49.778
เป็นอาจารย์นะคะ มีระดับความสามารถในการใช้งานอะไรบ้างนะคะ อันนี้จะเป็น 802.1 ถัดมา

00:03:50.431 --> 00:03:56.228
802.2 กำหนดการเชื่อมต่อ LLC

00:03:57.691 --> 00:04:07.033
เทียบกับตัว Data Link Layer เราปี 2 กับปี 3 นะ เรียน Network มาแล้ว ถูกไหม

00:04:07.216 --> 00:04:12.755
OSI Layer เรียนมาแล้วนะ คุ้น ๆ ไหม

00:04:15.498 --> 00:04:24.767
OSI นะคะ ก็จะเป็น Logical Link Control นะคะ Data Link Layer นะคะ ของ OSI Model นะคะ

00:04:24.767 --> 00:04:31.757
เดี๋ยวตัวหลังสไลด์เดี๋ยวอาจารย์จะพูดถึงตัว Layer ต่าง ๆ มีการเปรียบเทียบระหว่าง OSI ต่าง ๆ นี่

00:04:31.757 --> 00:04:40.775
ว่ามันมีข้อจำกัดหรือว่าชั้นการเชื่อมต่อหรือแตกต่างกันอย่างไรนั่นเองนะคะ

00:04:42.192 --> 00:04:48.765
ถัดมา IEEE ตัวที่ 3 ของเราก็จะเป็น 802.3 เป็นเครือข่าย Internet

00:04:49.542 --> 00:04:56.220
เครือข่าย Internet ก็จะเป็นการเริ่มต้นของการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายภายในนั่นเองนะคะ

00:04:56.220 --> 00:05:02.775
เวลาการเชื่อมต่ออุปกรณ์ คู่รับแล้วก็คู่ส่ง ในการส่งข้อมูลระหว่างกัน

00:05:02.775 --> 00:05:07.233
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลตัวอักษร รูปภาพหรืออะไรก็แล้วแต่นะคะ

00:05:07.233 --> 00:05:12.764
เขาก็จะมีลักษณะการส่งข้อมูลจากต้นทาง-ปลายทางอย่างไร แล้วส่งข้อมูลแล้ว

00:05:13.084 --> 00:05:18.678
กรณีที่ข้อมูลไม่ถึงปลายทางนี่ เขามีเงื่อนไขหรือวิธีการเช็กอย่างไรนั่นเองนะคะ

00:05:18.678 --> 00:05:25.139
ส่งไปแล้วมี Reaction กลับมาไหมว่า ข้อมูลที่ส่งไปสมมติมี 10 ข้อความแล้ว ปลายทางเราไปนี่ได้ 8

00:05:25.459 --> 00:05:31.893
แล้วที่มัน Lost หรือว่าขาดหายระหว่างทางนี่มันเช็กได้อย่างไรนั่นเองนะคะ ถัดมา

00:05:33.656 --> 00:05:36.712
802.4 มาตรฐานแบบ Token Bus

00:05:39.546 --> 00:05:44.340
802.4 กับ 802.5 จะเป็นรูปแบบของการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย

00:05:44.843 --> 00:05:51.403
เชื่อมต่อแบบไหนที่ง่ายที่สุดนะคะ Token Bus กับ Token Ring ต่างกันอย่างไร

00:05:51.403 --> 00:05:58.138
มีการใช้อุปกรณ์แบบไหน ใช้สายสื่อสารในการเชื่อมต่อแบบไหน แล้วตัวไหนมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร

00:05:58.138 --> 00:06:05.264
กระจายข้อมูลได้เร็วไหมนะคะ ในกรณีที่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อภายในระบบเสีย 1 ตัว

00:06:05.264 --> 00:06:11.113
ทำให้อุปกรณ์เครือข่ายเราล่มไหม หรือว่าไม่ล่ม หรือว่ายังสามารถใช้งานการสื่อสาร

00:06:11.342 --> 00:06:18.556
เหล่านี้ได้อยู่บ้างหรือเปล่านะคะ เดี๋ยวเราจะมาพูดลึก ๆ อีกว่ามันมีอุปกรณ์ Switch Hub นะคะ

00:06:18.922 --> 00:06:24.315
ตัวกระจายสัญญาณการส่งข้อมูลแบบไหน แล้วก็เชื่อมต่อแบบไหนที่มันมีการส่งข้อมูลที่ดี

00:06:24.315 --> 00:06:27.860
ข้อดีข้อเสียอะไร เดี๋ยวจะมาลงรายละเอียดแต่ละตัวนะคะ

00:06:30.000 --> 00:06:34.839
ถัดมา 802.6 มาตรฐาน MAN นะคะ Metropolis Area Network

00:06:34.839 --> 00:06:41.361
ก็จะเป็นลักษณะการส่งข้อมูลนะคะ ภายในเมือง ก็คือการสื่อสารที่มีการ...

00:06:42.092 --> 00:06:44.558
พื้นที่ให้บริการมากยิ่งขึ้นนะคะ

00:06:44.878 --> 00:06:51.888
เริ่มแรกอาจจะอยู่ใน 1 ห้อง ขยายเป็นตึก ตึกแต่ละตึกขยายเพิ่มขึ้นนะคะ เป็นเมืองนั่นเองนะคะ

00:06:51.888 --> 00:06:56.783
เราก็จะมาดูว่าข้อกำหนดในการสื่อสารระหว่างเมือง ในเมืองของเรานี่

00:06:57.514 --> 00:07:02.949
มีการจุดพักสัญญาณไหม กระจายสัญญาณอย่างไร ทำให้ครอบคลุมพื้นที่นั่นเองนะคะ

00:07:03.909 --> 00:07:11.970
ถัดมา 802.7 มาตรฐานการส่งสัญญาณแบบ Broadband กับ Baseband นั่นเองนะคะ

00:07:11.970 --> 00:07:17.362
อันนี้จะพูดถึง Broadband Broadband นะคะ มีการส่งข้อมูลอย่างไร

00:07:17.362 --> 00:07:21.498
Broadband กับ Baseband ต่างกันอย่างไร ก็จะมีการส่งข้อมูลนะคะ

00:07:21.498 --> 00:07:26.898
ความถี่เดียวหรือความถี่พร้อมกันนะคะ มันจะต่างกันอย่างไรนะคะ

00:07:27.172 --> 00:07:30.293
ถ้าเป็น Baseband ก็คือการส่งข้อมูลนี่

00:07:30.887 --> 00:07:36.136
มันก็สามารถที่จะส่งข้อมูลความถี่พร้อม ๆ กันนะคะ มันก็จะสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

00:07:36.136 --> 00:07:40.197
เดี๋ยวเราจะมาดูข้อแตกต่างระหว่างการส่งสัญญาณทั้ง Braodband แล้วก็ Baseband นั่นเอง

00:07:40.197 --> 00:07:41.741
ว่าต่างกันอย่างไร

00:07:44.164 --> 00:07:47.328
ถัดมา 802.8

00:07:48.471 --> 00:07:52.717
เคเบิลใยแก้วนำแสงนะคะ ณ ปัจจุบันนี่ แต่ก่อน

00:07:54.317 --> 00:08:02.360
เวลาเราใช้ ระบบอินเทอร์เน็ตภายในบ้านนะคะ ส่วนมากก็จะเป็นสาย

00:08:03.457 --> 00:08:06.560
ทองแดงที่ใช้ในการเชื่อมต่อนะคะ

00:08:06.560 --> 00:08:11.674
ปัจจุบันก็จะเพิ่มขึ้นหรือพัฒนาเป็น Fiber Optic หรือว่าใยแก้วนำแสง

00:08:11.903 --> 00:08:16.606
Fiber Optic ก็จะมีคุณสมบัติในการส่งข้อมูลที่ค่อนข้างระยะไกลกว่านะคะ

00:08:16.606 --> 00:08:22.248
แต่ข้อเสียของเขาก็จะมีเนื่องจากตามชื่อเป็นแก้วนะคะ Fiber Optic

00:08:22.248 --> 00:08:29.013
ความเปราะบางนะคะ หรือว่าการแตกหัก การบำรุงรักษา หรือการเข้าถึงอันนี้ก็จะค่อนข้างที่ใช้

00:08:29.013 --> 00:08:34.158
บุคคลเฉพาะนั่นเองนะคะ แต่ว่านิยมใช้มากขึ้นเพราะว่า

00:08:34.661 --> 00:08:40.621
ส่งสัญญาณได้ไกล แล้วก็พวกสัญญาณรบกวนก็จะค่อนข้างน้อยลงนั่นเองนะคะ

00:08:43.089 --> 00:08:50.138
ถัดมา 802.9 นะคะ ก็จะเป็นการรวมเทคโนโลยี ISDN กับเทคโนโลยี LAN

00:08:50.732 --> 00:08:57.448
ISDN ถ้ามองภาพง่าย ๆ ให้มองแบบการสื่อสารในระบบโทรศัพท์บ้านเรานั่นเอง

00:08:57.722 --> 00:09:06.340
เวลาเราสื่อสารโทรศัพท์นะคะ ก็จะมีชุมสายนะคะ ในการเชื่อมต่อแต่ละจุดนะคะ

00:09:06.751 --> 00:09:15.221
เหมือนสมมติโทรศัพท์แต่ละจังหวัดมันก็จะมาขึ้นข้างหน้าใช่ไหม

00:09:15.221 --> 00:09:21.752
บ้านเราก็จะเป็น 042 อะไรอย่างนี้ใช่ไหมคะ ต่างประเทศหรือกรุงเทพฯ ก็จะเป็น 02

00:09:21.752 --> 00:09:30.406
ก็จะมีจุดพักและก็กระจายสัญญาณแต่ละที่นะคะ ก็จะเป็นการส่งข้อมูลแบบตัว ISDN นั่นเองนะคะ

00:09:32.646 --> 00:09:37.267
ถัดมาตัวมาตรฐานแบบ 802.10

00:09:38.730 --> 00:09:40.163
ความปลอดภัย

00:09:41.534 --> 00:09:47.222
ความปลอดภัยตัวนี้ก็ค่อนข้างสำคัญ สมมติเดี๋ยวนี้เรามีลักษณะแบบ Internet Banking

00:09:47.222 --> 00:09:52.036
การใช้เติมเงินนะคะ Shopping Online ต่าง ๆ ที่ค่อนข้างเพิ่มมากขึ้น

00:09:52.036 --> 00:09:57.450
ความปลอดภัยตรงนี้ จะมีได้อย่างไร ในกรณีที่เรากรอก

00:09:58.958 --> 00:10:05.110
รหัสบัตรเครดิตเข้าไปนะคะ ทำการโอเงิน ถอนเงินนะคะ หรือว่าชอปปิงออนไลน์ขึ้นมานี่

00:10:05.110 --> 00:10:10.900
ความปลอดภัยตรงนี้จะโดนผู้อื่นนี่นำข้อมูลเหล่านี้ไปได้หรือเปล่านะคะ

00:10:10.900 --> 00:10:16.249
เพราะว่าบางทีเราก็จะมีข่าวว่าอยู่ดี ๆ ก็จะมีตัว SMS เตือนมาว่าคุณใช้...

00:10:17.392 --> 00:10:22.406
โอนเงินไปอย่างนี้ ซื้อสินค้า อาจจะเป็นขึ้นเป็น US ดอลลาร์นะคะ ต่างประเทศขึ้นมา

00:10:22.909 --> 00:10:30.287
เราจะเช็กได้อย่างไร แล้วตัวระบบที่เราใช้ในเครือข่ายนี้จะมีความปลอดภัยถึงระดับไหนนั่นเองนะคะ

00:10:36.824 --> 00:10:48.157
ถัดมา 802.11 เป็นมาตรฐานที่ใกล้ตัวกับนักเรียนมากที่สุด นักเรียนนักศึกษานะ

00:10:48.157 --> 00:10:56.039
เพราะว่าเป็น Wireless หรือว่า ตัว Wi-Fi นะคะ เวลาเราเชื่อมต่อนะคะ ใช้สมาร์ตโฟน

00:10:56.450 --> 00:10:58.020
แท็บเล็ตนะคะ

00:10:59.117 --> 00:11:06.275
โน้ตบุ๊กขึ้นมานี่ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารเข้าในรั้วมหาวิทยาลัย

00:11:06.275 --> 00:11:12.634
หรือว่าอาจจะอยู่ที่หอพักต่าง ๆ มันก็จะมีอุปกรณ์เหล่านี้ขึ้นมา ถัดมา

00:11:14.554 --> 00:11:17.440
802.12 นะคะ

00:11:18.446 --> 00:11:23.121
ความเข้าใจนะคะ ความสำคัญความต้องการของการใช้งานระบบเครือข่าย

00:11:25.452 --> 00:11:28.363
ลำดับความสำคัญของการใช้งาน

00:11:30.237 --> 00:11:35.759
บางทีเวลาเราเข้าไปดึงข้อมูลนะคะ เข้าสู่อินเทอร์เน็ต มันจะมี

00:11:36.490 --> 00:11:42.414
การเข้าถึงแบบที่เป็นรูปแบบตัวอักษร รูปภาพ หรือว่าจะเป็นมัลติมิเดีย

00:11:42.734 --> 00:11:46.572
ความสำคัญในการใช้งานนี่ก็จะค่อนข้างแตกต่างกัน

00:11:47.029 --> 00:11:55.170
เวลารับ-ส่งข้อมูล ถ้าเป็นคำพูด ตัวอักษรนะคะ เป็นตัวอักษรนี่ การไล่เรียงลำดับนี่

00:11:55.536 --> 00:12:01.631
ท้ายที่สุดเราก็สามารถประกอบร่างกัน แล้วก็เป็นข้อมูลที่สามารถสื่อสารไปยังปลายทางได้

00:12:01.631 --> 00:12:09.265
แต่ในกรณีที่เป็นรูปแบบของเสียง ถ้ามันเรียงลำดับไม่ถูกต้อง แน่นอนท้ายที่สุดแล้ว

00:12:10.225 --> 00:12:13.817
ข้อมูลเสียงของเรามันก็จะ ไม่เป็นประโยคถูกไหมคะ

00:12:14.411 --> 00:12:17.878
อันหลังมาก่อนอันหน้ามาก่อนนะคะ มันก็จะรวมกันไม่ได้นะคะ

00:12:17.878 --> 00:12:21.119
เราก็จะมาดูลำดับความสำคัญแล้วก็ความต้องการของข้อมูลของเรา

00:12:23.405 --> 00:12:27.315
ถัดมามาตรฐาน 802.14 เป็น Modem

00:12:29.646 --> 00:12:37.699
Modem ก็จะเป็นตัวอุปกรณ์ตัวแรกที่ใช้ในการสื่อสารนะคะ ก่อนที่เราจะมีการใช้อินเทอร์เน็ต

00:12:39.162 --> 00:12:44.535
ทั่วไป บ้านเราที่มี Switch เสียบปึ๊บ สามารถที่จะ Login เข้าไปใช้งานได้เลยนะคะ

00:12:44.946 --> 00:12:49.509
เริ่มแรกในการสื่อสารในระบบเครือข่ายจะมีตัวอุปกรณ์ที่เรียกว่า Modem

00:12:49.509 --> 00:12:52.394
ในการรับข้อมูลและก็ส่งข้อมูลนะคะ

00:12:52.394 --> 00:12:56.570
โดยเราจะกรอกข้อมูลในรูปแบบ Dialog หรือว่าตัวเลขเข้าไป เหมือนหมายเลขโทรศัพท์

00:12:56.570 --> 00:13:03.994
เพื่อทำการ Connect ไปยังจุดที่เราใช้บริการไม่ว่าจะเป็นองค์การโทรศัพท์

00:13:04.269 --> 00:13:11.615
หรือว่าบริษัทที่ให้บริการเพื่อทำการ Connect แล้วก็เชื่อมต่อไปยังปลายทางนั่นเองนะคะ

00:13:12.026 --> 00:13:18.845
เดี๋ยวสไลด์ถัด ๆ ไปก็อาจารย์ก็จะพูดถึงตัว Modem ว่าเขามีการเชื่อมต่อ

00:13:18.845 --> 00:13:24.896
แล้วก็ส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเองนะคะ ถือว่าเป็นการสื่อสารเริ่มแรกเลย ตัว Modem ตัวนี้

00:13:27.547 --> 00:13:32.743
ถัดมา 802.5 กำหนดพื้นที่เครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล

00:13:34.069 --> 00:13:40.313
เวลาเราใช้อุปกรณ์สื่อสารนะคะ พูดง่าย ๆ เหมือนเราใช้ระบบโทรศัพท์

00:13:40.313 --> 00:13:44.456
มันก็จะมีช่วงที่อับสัญญาณ ถูกไหมคะ มองภาพง่าย ๆ ก่อน

00:13:44.456 --> 00:13:50.567
เพื่อจะได้เข้าใจ เวลาเราใช้มือถือนี่ ขึ้นเขาลงห้วย หรือว่าพื้นที่ที่ไม่ครอบคลุม

00:13:50.567 --> 00:13:54.539
มันก็จะมีคลื่นความถี่ หรือว่าตัวส่งสัญญาณที่มันน้อยลงนะคะ

00:13:56.093 --> 00:14:02.918
กลับมามองที่เครือข่ายไร้สายส่วนบุคคลนะคะ สมมติเราให้บริการระบบเครือข่าย

00:14:02.918 --> 00:14:08.330
สมมติอยู่ในมหาวิทยาลัยนะคะ หรือว่าเป็นที่บ้านของเรานี่ มันก็ต้องมีพื้นที่ที่ครอบคลุมนะคะ

00:14:08.330 --> 00:14:13.369
ว่าตัวกระจายสัญญาณของเรานี่ เขาให้พื้นที่เท่าไร

00:14:13.369 --> 00:14:22.629
เวลาพวก Network ต้องการคำนวณ สมมติชั้นหนึ่งนี่ มีตัว Access Point

00:14:22.629 --> 00:14:26.645
กี่ตัวที่จะครอบคลุมพื้นที่หรือว่า Area ต้องมีการคำนวณก่อนว่า

00:14:26.645 --> 00:14:30.000
ตรงไหนจุดอับสัญญาณ หรือว่าเราต้องวางอุปกรณ์ตรงไหนให้มันครอบคลุม

00:14:30.000 --> 00:14:34.475
แล้วที่สำคัญก็คือครอบคลุมแล้วก็ต้องมี ไม่สิ้นเปลือง

00:14:34.475 --> 00:14:39.506
พูดง่าย ๆ ทั้งคุ้มทุนแล้วก็ครอบคลุมด้วยนั่นเอง มันก็ต้องมาควบคู่กันนะคะ

00:14:44.169 --> 00:14:50.335
คราวนี้ 802.16 จะเป็นมาตรฐาน Broadband แบบไร้สายหรือว่า WiMAX

00:14:50.975 --> 00:14:59.691
ก็คือ เมื่อกี้มันเป็นรูปแบบของมีสาย ถ้ารูปแบบแบบไร้สายจะมีมาตรฐานตัวนี้เข้ามา ก็คือ 802.16

00:15:00.000 --> 00:15:02.524
มีทั้งมีสายแล้วก็ไร้สายนี่

00:15:07.475 --> 00:15:16.511
ถัดมาเราจะมาพูดถึงที่บอกว่าตัวที่ใกล้ที่สุด ก็คือ 802.11 นะคะ

00:15:16.968 --> 00:15:26.389
ตัวนี้ก็จะเป็นลักษณะการโครงข่ายไร้สายของเรานะคะ โดยจะกำหนดที่ตัวเลข 802.11

00:15:26.389 --> 00:15:33.660
แล้วจะตามด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตามมาเพื่อระบุนะคะ ว่าแต่ละตัวนี่มีความหมายอะไรบ้าง

00:15:33.660 --> 00:15:40.698
a b g n แล้วก็ล่าสุดก็จะเป็น ac นั่นเองนะคะ เดี๋ยวเราจะมาดูนะคะ

00:15:42.709 --> 00:15:45.807
ตัวมาตรฐาน 802.11 นี่

00:15:46.767 --> 00:15:50.768
เป็นมาตรฐานที่ใช้รับส่งข้อมูลทั่วไปอยู่แล้ว เราก็คุ้นเคยอยู่แล้ว

00:15:50.768 --> 00:15:57.584
เราใช้ Wi-Fi หรือว่า Wireless LAN นะ เขาเรียก Wireless LAN หรือว่า Wi-Fi นะคะ

00:15:58.498 --> 00:16:07.730
เชื่อมต่อตัวระบบไร้สายของอุปกรณ์ทั้งผู้รับแล้วก็ผู้ส่งเข้าหากันนั่นเอง

00:16:08.598 --> 00:16:10.099
โดย

00:16:14.624 --> 00:16:19.428
อุปกรณ์ที่เราใช้งานนะคะ ก็จะมีตัว Access Point

00:16:20.251 --> 00:16:24.808
ที่รับข้อมูลแล้วก็ส่งข้อมูลนะคะ ระหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 ชนิด

00:16:26.316 --> 00:16:32.826
หรือจะมีการเชื่อมต่อในสาย LAN นะคะ ตัวรับตัวส่งก็ได้เช่นเดียวกัน

00:16:33.969 --> 00:16:38.191
อาจจะเป็นสาย LAN กับ Wi-Fi หรือว่า Wi-Fi กับสาย LAN ก็ได้นะคะ

00:16:40.431 --> 00:16:46.851
เมื่อมีตัวเครือข่ายตัวนี้ขึ้นมาเราก็ต้องมาเลือกตัวมาตรฐาน แล้วก็เลือกอุปกรณ์ที่มันรองรับ

00:16:47.354 --> 00:16:51.234
การใช้งานนะคะ และการเข้ากันของเทคโนโลยีด้วย

00:16:51.828 --> 00:16:54.312
ว่าอันไหนเหมาะสมนะคะ

00:16:55.135 --> 00:17:01.367
อาจจะซื้อมาจากต่างประเทศนี่มารองรับกับความถี่ที่ใช้ได้ ในบ้านเราหรือเปล่า

00:17:01.367 --> 00:17:05.132
หรือว่าใช้ได้เฉพาะต่างประเทศนะคะ

00:17:05.132 --> 00:17:09.807
ต้องดูอุปกรณ์ที่มันสามารถรองรับกับการใช้งานที่บ้านเราได้ด้วยนั่นเองนะคะ

00:17:10.401 --> 00:17:18.303
โดยเรามาดูตัวแรกที่มาตรฐาน IEEE 802.11a นะคะ

00:17:18.303 --> 00:17:27.868
ตัวนี้มีความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูลที่ 54 Megabit per sec

00:17:27.868 --> 00:17:31.216
หรือว่าเมกะบิตต่อวินาทีนั่นเองนะคะ

00:17:32.222 --> 00:17:33.570
ใช้ย่านความถี่

00:17:34.667 --> 00:17:37.424
ความถี่ที่เราใช้อยู่ที่ 5 GHz

00:17:38.201 --> 00:17:44.945
ซึ่งความถี่นี้ไม่ได้รับอนุญาตใช้ในประเทศไทยนะคะ

00:17:46.305 --> 00:17:52.104
ก็คือต่างประเทศอาจจะมีใช้บ้าง แล้วแต่ข้อกำหนดหรือว่าข้อตกลงของแต่ละประเทศ

00:17:52.104 --> 00:17:55.415
ว่าใช้ย่านคลื่นความถี่นี้ได้หรือเปล่านะคะ

00:17:56.603 --> 00:18:00.794
บางคนอาจจะสงสัยว่าย่านคลื่นความถี่อย่างไร เป็นอย่างไรเหมือน...

00:18:03.719 --> 00:18:09.422
เหมือนเราฟังวิทยุ AM FM นี่ คลื่นความถี่มันก็จะคนละคลื่นนะคะ

00:18:09.422 --> 00:18:16.307
เขาก็จะจัดสรรคลื่นความถี่นี้ ต่าง ๆ นี่ให้ไปใช้อะไรได้บ้าง อันนี้ก็จะเป็นลักษณะเดียวกันนะคะ

00:18:16.307 --> 00:18:24.992
ในการรับ-ส่งข้อมูลก็จะมีช่วงความถี่ต่าง ๆ นะคะ ว่าช่วงความถี่ไหนใช้ทางข้าราชการ

00:18:24.992 --> 00:18:31.067
เกี่ยวกับงานข้าราชการไหม หรือว่าเกี่ยวกับธุรกิจพาณิชย์ต่าง ๆ นั่นเอง

00:18:33.033 --> 00:18:41.461
สำหรับประเทศไทยก็จะเอาย่านความถี่ที่ 5 GHz ตรงนี้มาใช้เกี่ยวกับดาวเทียม

00:18:42.330 --> 00:18:48.240
เดี๋ยวเราก็จะมาเรียนด้วยว่าการส่งข้อมูลแบบดาวเทียมนี่ ครอบคลุมระยะไหนนะคะ

00:18:48.240 --> 00:18:52.988
กับพื้นโลกไหมนะคะ ที่ความถี่เท่าไร เป็นระยะทางไกลเท่าไร

00:18:52.988 --> 00:19:00.494
แล้วมีตัวกระจายจากสัญญาณหรือว่าอุปกรณ์นี่ กระจายที่ช่วงนะคะ ที่เท่าไรนั่นเอง

00:19:02.895 --> 00:19:10.125
ข้อเสียอย่างที่บอกไปแล้ว 802.11a นี่เนื่องจากเป็นมาตรฐาน ที่ไม่ได้ใช้ทั่วไป

00:19:10.125 --> 00:19:13.066
แล้วก็ไม่ได้ใช้ในประเทศไทยนะคะ

00:19:15.169 --> 00:19:26.033
มาตรฐานที่เชื่อมต่อกับความถี่สูง ๆ นะคะ ระยะทางที่ใช้ในการส่งข้อมูลนี่ก็จะค่อนข้างต่ำ

00:19:26.033 --> 00:19:29.151
ก็คือประมาณ 35 เมตรนะคะ

00:19:30.000 --> 00:19:37.775
ก็ไม่ไกลเท่าไร หรือในโครงสร้างปิด ถ้าเป็นตึกอาคาร ทำไมจึงพูดเป็นตึกอาคาร ก็คือกรณีที่ไม่มี

00:19:38.278 --> 00:19:44.927
สิ่งมากีดขวางนะคะ ก็จะได้ที่ 120 เมตร บางคนบอกว่า

00:19:46.847 --> 00:19:52.741
ทำไมต้องเป็นพื้นที่ปิดแล้วต่างกันอย่างไร ถ้าเป็นข้างนอกก็จะมีพวกตัวลดทอนสัญญาณ

00:19:52.741 --> 00:19:58.913
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ตึกอาคาร เวลาคลื่นความถี่ที่ออกไปนี่เขาจะซับคลื่นความถี่นั้น

00:19:58.913 --> 00:20:02.413
แล้วก็ทำให้พลังงานในการส่งข้อมูลนี่ลดน้อยลงนะคะ

00:20:02.413 --> 00:20:08.292
ดังนั้นผู้รับก็จะได้รับข้อมูลได้ไม่ครบถ้วนนะคะ อันนี้ก็จะเป็นเหมือนอุปสรรคต่าง ๆ

00:20:09.663 --> 00:20:14.255
พวกคลื่นความถี่ไม่ว่าจะเป็ณตึกอาคาร หรือว่าสภาพแวดล้อมกรณีฝนตกนะคะ

00:20:14.255 --> 00:20:19.739
คลื่นความถี่มันไปสะท้อนกับตัวเม็ดฝนนะคะ พวกนี้ก็จะไปลดทอนเช่นเดียวกันนะคะ

00:20:19.739 --> 00:20:24.274
มันก็มีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ในการส่งคลื่นความถี่พวกนี้นะคะ

00:20:24.822 --> 00:20:35.887
แล้วก็ผลิตภัณฑ์ไร้สาย ตัวมาตรฐาน 802.11a จะได้ความนิยมน้อย อย่างที่บอกไปว่า

00:20:36.436 --> 00:20:42.502
ไม่สามารถใช้กับไทยได้นะ มันเป็นเหมือนคลื่นความถี่ที่กำหนดไว้นะคะ

00:20:42.502 --> 00:20:49.788
และก็ไม่สามารถใช้เข้ากับอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน 802.11b แล้วก็ 802.11g ก็คือ

00:20:49.788 --> 00:20:52.611
ใช้กับแค่เพื่อนมันเองนะคะ

00:20:52.611 --> 00:20:58.530
ใช้กับเพื่อนไม่ได้ ก็คือใช้กับตัวที่อยู่ในซีรีส์เดียวกัน  ก็คือ 802.11a เท่านั้นนะคะ

00:20:59.170 --> 00:21:00.545
ข้อเสีย

00:21:04.385 --> 00:21:14.544
ถัดมา เมื่อเราพบถึงข้อเสียของมาตรฐาน 802.11a แล้ว ก็จะเกิดมาตรฐานตัวใหม่ขึ้นมา

00:21:14.544 --> 00:21:27.311
ก็คือ 802.11b โดยนะคะ เราจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า "CCK" นะคะ

00:21:27.311 --> 00:21:30.659
Complimentary Code Keying

00:21:31.573 --> 00:21:37.978
มันก็จะเป็นเทคนิคนะคะ ในการรับส่งข้อมูลเช่นเดียวกัน เอา Clock เข้ามาเกี่ยว

00:21:39.029 --> 00:21:46.341
ถ้าลงลึกอีกก็จะมีว่าการส่งสัญญาณนี้ส่งอย่างไรนะคะ เอาข้อมูลตัว Clock นี่มาใส่ที่ช่วงไหนนะคะ

00:21:46.341 --> 00:21:52.473
ร่วมกับเทคโนโลยี DSS นะคะ Direct Sequence Spread Spectrum ตัวนี้

00:21:53.387 --> 00:21:57.188
เข้าไปนะคะ เมื่อกี้เราส่งไปที่

00:21:58.971 --> 00:22:05.377
ความเร็วที่ 54 Megabit per sec แต่ความเร็วตัวที่ใช้ก็คือ 11 Megabit per sec

00:22:06.246 --> 00:22:15.272
เมื่อกี้ใช้ 5 อันนี้ใช้ที่ย่านความถี่ 2.4 GHz นะคะ เมื่อกี้ 802.1a ใช้ 5 GHz นะคะ

00:22:15.272 --> 00:22:19.803
จะเห็นว่ามันจะลดลงซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ใช้งานสาธารณะ

00:22:20.306 --> 00:22:27.160
สาธารณะก็คือทุกคนสามารถที่จะใช้งานได้แล้วนะคะ ไม่ได้เป็นข้อจำกัดเหมือน 802.11a นั่นเอง

00:22:27.983 --> 00:22:32.818
ก็คือสามารถใช้เกี่ยวกับทางวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม การแพทย์นะคะ

00:22:33.229 --> 00:22:39.883
มันก็จะมีย่านความถี่ที่สามารถนิยมเอาไปใช้นั่นเองนะคะ ก็คือใช้กับอุปกรณ์ตัวอื่นก็ได้

00:22:39.883 --> 00:22:44.767
ใครก็สามารถนำไปใช้ในด้านต่าง ๆ ได้นั่นเองนะคะ

00:22:49.521 --> 00:22:58.490
ข้อดี เนื่องจากตัวนี้นี่ใช้คลื่นความถี่นะคะ

00:22:59.633 --> 00:23:07.139
ที่ไม่ได้ใช้พลังเยอะนะคะ ทำให้การส่งสัญญาณนี้ก็จะมีระยะทางที่ไกลกว่าเดิมนะคะ

00:23:08.510 --> 00:23:14.794
เมื่อกี้ 34 ก็จะเป็น 38 เมตรนะคะ แล้วก็โครงสร้างปิดเมื่อกี้อยู่ที่ 100 หน่อย ๆ

00:23:14.794 --> 00:23:19.313
อันนี้จะเป็น 140 เมตรนะคะ ในที่โล่งแจ้งนะคะ

00:23:20.730 --> 00:23:26.003
แล้วก็สามารถใช้กับอุปกรณ์รองรับตัวอื่นได้นะคะ

00:23:26.003 --> 00:23:32.886
ไม่ว่าจะเป็น a หรือ b นะคะ หรืออุปกรณ์ที่มีเครื่องหมาย W-i-f-i หรือว่า Wi-Fi

00:23:32.886 --> 00:23:38.139
ก็คือสามารถใช้กับอุปกรณ์เหล่านี้ได้ รองรับการทำงานและก็การเชื่อมต่อ

00:23:38.870 --> 00:23:44.428
ระหว่างกันได้นั่นเองนะคะ มันก็คือแบบ

00:23:45.114 --> 00:23:50.560
ใช้กับเพื่อนได้ไม่ค่อยมีปัญหาไม่ต้องบอกว่าจำเป็นต้องซื้อตัวมาตรฐานเดียวกันนะคะ

00:23:50.560 --> 00:23:53.640
มาตรฐานก่อนหน้าก็เอามาใช้ได้นั่นเองนะคะ

00:23:55.879 --> 00:24:04.161
ก็คือ จาก a ก็พัฒนาให้มันดีขึ้น ให้มันหลากหลาย แล้วก็ใช้งานได้มากขึ้นนั่นเองนะคะ ถัดมา

00:24:05.669 --> 00:24:11.189
มาตรฐาน 802.11e

00:24:11.600 --> 00:24:19.440
ก็จะรอบรับการใช้งาน Aplication บนด้านมัลติมิเดีย ตามชื่อก็คือ Voice over IP

00:24:19.806 --> 00:24:25.793
Voice ก็คือสื่อมัลติมีเดียเป็นเสียงที่สามารถเคลื่อนที่พร้อมไปกับตัว IP

00:24:26.935 --> 00:24:33.098
แต่ก่อน เราจะส่งสัญญาณหรือว่าส่งข้อมูลได้เฉพาะ IP โดยยังไม่มีเสียง ถูกไหมคะ

00:24:33.098 --> 00:24:36.422
สื่อสารคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์

00:24:36.879 --> 00:24:43.922
ส่งตัวอักษรนะคะ การสื่อสารข้อมูลทั่วไป คราวนี้ส่งเป็นแบบ Realtime

00:24:43.922 --> 00:24:48.118
ก็คือสามารถส่งเสียงเข้าไปด้วย ส่งไปรับกลับนะคะ

00:24:48.118 --> 00:24:53.800
ก็คือสามารถที่จะเอาเสียงขี่ไปกับตัว IP ของเรานะคะ

00:24:54.303 --> 00:24:59.988
แต่ก่อนนะคะ สมัยก่อนนี่ VoIP จะเป็นที่นิยมค่อนข้างสูงนะคะ

00:24:59.988 --> 00:25:05.612
เพราะว่าจะช่วยลดปัญหาในการใช้งานการสื่อสาร

00:25:05.612 --> 00:25:11.765
สมัยก่อนนะคะ ยังไม่มี VoIP เราก็จะใช้ระบบโทรศัพท์ถูกไหม โทร. ไปต่างประเทศนะคะ

00:25:14.233 --> 00:25:22.238
ส่งไปแต่ละที่จังหวัด อำเภอต่าง ๆ นะคะ หรือว่ามหาวิทยาลัยที่มีหลายวิทยาเขต

00:25:22.238 --> 00:25:30.635
บริษัทที่มีหลายสาขานะคะ ตัวนี้ก็จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในกรณีที่เราต้องการโทรไปยัง

00:25:30.635 --> 00:25:34.099
สาขาอื่น ๆ นะคะ  ก็จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

00:25:34.373 --> 00:25:38.822
สามารถที่จะเชื่อมต่อผ่านตัวระบบ IP หรือว่าสาย LAN ของเราตัวนี้

00:25:40.513 --> 00:25:45.322
ถ้าต่างประเทศก็จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างประเทศหรือว่าทวีปนั่นเองนะคะ

00:25:45.596 --> 00:25:51.836
อันนี้จะค่อนข้างนิยมสำหรับบริษัทที่มีลูกข่ายค่อนข้างเยอะ มันจะช่วยประหยัดนะคะ

00:25:52.065 --> 00:25:58.628
เราไม่ต้องกดหมายเลข ที่ระบุถึงจังหวัดหรือว่าระบุถึงประเทศ

00:25:58.628 --> 00:26:03.550
เราสามารถใช้เหมือนเบอร์ภายในโทรหากันนะคะ

00:26:04.053 --> 00:26:08.375
อย่างมหาวิทยาลัยเราตอนนี้ก็ใช้ตัวระบบ VoIP เช่นเดียวกัน

00:26:08.375 --> 00:26:14.114
พวกระบบโทรศัพท์สำนักงานนะคะ ก็จะเป็นลักษณะ VoIP จะมีตัวสายแลนเข้ามาเสียบ

00:26:14.114 --> 00:26:18.769
กับตัวระบบโทรศัพท์ภายในองค์กรของเรา จะโทรเข้า

00:26:21.646 --> 00:26:29.686
สาขาหรือว่าแผนก ฝ่ายบัญชีธุรการนะคะ การเงินต่าง ๆ ก็สามารถโทรโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนะคะ

00:26:29.686 --> 00:26:36.967
ในกรณีที่มีวิทยาเขต ถ้าเป็นพวกศิลปากรนะคะ ที่อาจารย์เคยเข้าไปให้บริการ

00:26:36.967 --> 00:26:42.211
ก็จะมีพวกศิลปากร ที่มีสาขาต่าง ๆ ท่าพระจันทร์นู่นนี่นั่น ก็ใช้ระบบตัว VoIP

00:26:42.211 --> 00:26:47.042
เพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ว่าเวลาโทร. หาแต่ละวิทยาเขตนี่ไม่ต้องเสียเงิน

00:26:47.042 --> 00:26:51.882
ก็สามารถกดหมายเลขภายใน เหมือนหมายเลขโทรศัพท์ทั่วไปเลยนะคะ

00:26:52.156 --> 00:26:57.699
โดยไม่เสียเงิน หรือจะโทรข้ามระหว่างประเทศ อันนั้นก็ใช้ได้เช่นเดียวกันนะคะ

00:26:58.110 --> 00:27:09.379
บางบริษัทที่เป็นบริษัทต่างชาตินะคะ ก็จะมีบริษัทแต่ละทวีปที่เป็นประเทศใหญ่ ๆ นะคะ

00:27:09.379 --> 00:27:15.318
การเชื่อมต่อก็จะใช้ลักษณะ VoIP แล้วก็การคุยระหว่างโทรศัพท์ภายในก็จะใช้ VoIP

00:27:15.318 --> 00:27:21.375
เพื่อลดทอนค่าใช้จ่ายนะคะ การเชื่อมต่อแบบนี้มันก็ต้องมีตัวระบบ Firewall นู่นนี่นั่นมาเชื่อมต่ออีก

00:27:21.695 --> 00:27:25.591
เพื่อเป็นการป้องกันแล้วก็ยืนยันต้นทางกับปลายทางว่าคุณมาถึง

00:27:25.591 --> 00:27:27.763
เราก็สามารถที่จะส่งข้อมูลหากันได้นั่นเอง

00:27:29.683 --> 00:27:35.984
โดยเราจะมีลักษณะการ ตามหลักการ คือ QoS หรือว่า Quality of Service ขึ้นมานะคะ

00:27:36.578 --> 00:27:43.475
ว่าการเชื่อมต่อหรือการให้บริการแบบนี้ มีคุณภาพมีไหม ตรงตามเงื่อนไขอะไรหรือเปล่านะคะ

00:27:45.669 --> 00:27:48.952
โดยปรับปรุงโดย MACLayer นะคะ

00:27:50.000 --> 00:27:54.495
เดี๋ยวค่อยไปว่ากัน ตัว Layer หรือว่าชั้นการทำงานต่าง ๆ นะคะ

00:27:55.455 --> 00:27:59.767
ถัดมา เรามาดูตัวมาตรฐาน IEEE ตัวต่อมา

00:28:02.235 --> 00:28:08.235
มาตรฐาน IAPP Inter Access Point Protocol นะคะ

00:28:08.601 --> 00:28:12.755
ก็จะเป็นมาตรฐานนะคะ ที่ออกแบบสำหรับผู้ใช้งาน

00:28:13.395 --> 00:28:19.526
การเคลื่อนที่ข้ามเขต สมมตินะคะ

00:28:23.548 --> 00:28:26.809
แรก ๆ นี่เวลาเราใช้งานระบบเครือข่ายโทรศัพท์

00:28:28.912 --> 00:28:34.334
ตัวกระจายสัญญาณก็จะเป็นเสาโทรศัพท์ ที่เราน่าจะเคยเห็นเป็น Tower ขาวแดง

00:28:34.334 --> 00:28:41.932
ที่ปักบางที่เพื่อการให้บริการ ดังนั้น เวลาเราขับรถหรือว่าเคลื่อนย้ายตัวสมาร์ตโฟน หรือว่า Tablet

00:28:41.932 --> 00:28:45.376
หรืออะไรก็ตามที่เขาใช้ในการสื่อสารข้ามเขตไป

00:28:45.376 --> 00:28:50.106
เสาในการสื่อสารจากเสาที่อยู่ในบริเวณ สมมติเราไปอุดรธานี

00:28:50.106 --> 00:28:54.971
เอาง่าย ๆ อยู่สกลฯ เดินทางไปอุดรธานี จะเป็นเซ็นทรัลใช่ไหมคะ

00:28:55.291 --> 00:29:02.119
การจับตัวเสาสัญญาจากสกลฯ มันก็ไปต่างอำเภอ แล้วก็ย้ายไปที่อุดรธานี

00:29:02.576 --> 00:29:09.534
เสาสัญญาณจะทำการจับแล้วก็ปรับเปลี่ยนเมื่อเข้าเขตพื้นที่หนึ่งนะคะ

00:29:09.534 --> 00:29:14.207
เพราะว่าตัวกระจายสัญญาณนี่จะให้บริการเฉพาะพื้นที่ที่เขาครอบคลุม

00:29:14.207 --> 00:29:21.493
ถ้ามีการเคลื่อนที่หรือว่าย้ายตัวพื้นที่นี่ มันก็จะไปเกาะตัวส่งเสาสัญญาณใหม่ที่ให้พลัง

00:29:21.493 --> 00:29:28.488
หรือว่ามีคลื่นที่ค่อนข้างแรงมากกว่า เพื่อให้บริการเชื่อมต่อได้ทั่วถึง แล้วก็ไม่หลุดนั่นเองนะคะ

00:29:29.585 --> 00:29:32.275
ลักษณะเดียวกันเหมือนตัว Access Point นะคะ

00:29:32.275 --> 00:29:35.561
หรือการ Roaming ตัวสัญญาณระหว่างกันนั่นเองนะคะ

00:29:35.561 --> 00:29:40.687
อันนี้จะเป็นตัวมาตรฐาน 802.11f นั่นเองนะคะ

00:29:46.630 --> 00:29:51.822
ถัดมาตัวมาตรฐาน  802.11g นะคะ

00:29:52.462 --> 00:30:02.187
ก็ถูกพัฒนามาจาก a มาเป็น e แล้วก็ b มาเป็นที่มาตรฐาน .11g นะคะ

00:30:04.153 --> 00:30:13.355
โดยเราจะใช้ความถี่ที่ 2.4 GHz 2.4 GHz ก็คือจะเป็นตัวมาตรฐานของ 802.11b นะ จำได้นะ

00:30:13.355 --> 00:30:23.328
นะคะแล้วก็รับส่งข้อมูลนะคะ อยู่ที่ 54 Mbps ซึ่งเท่ากับตัวมาตรฐาน 802.11a

00:30:25.842 --> 00:30:29.696
ความถี่อยู่ที่ 2.4 เหมือนกับ

00:30:31.204 --> 00:30:39.982
มาตรฐาน d นะคะ แล้วก็ส่งข้อมูลอยู่ที่ 802.11a ก็คือที่ 54 Mbps

00:30:42.725 --> 00:30:53.859
โดยจะมีรัศมีการทำงานที่มากกว่า 802.11a นะคะ แล้วก็สามารถร่วมกับมาตรฐาน 802.11b

00:30:53.859 --> 00:31:01.662
แล้วก็ 802.11a นั่นเองนะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือพัฒนา นำข้อดีของทั้ง 802.11a

00:31:01.662 --> 00:31:10.397
แล้วก็ 802.11b มาให้ใช้บริการแล้วก็สามารถให้ระยะทางในการส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นมากนั่นเอง

00:31:11.311 --> 00:31:13.729
พูดง่าย ๆ ตัวแรก ๆ ก็จะเป็นต้น

00:31:15.009 --> 00:31:21.174
ในการออกแบบแล้วก็พัฒนาตัวอักษรเพิ่มมากขึ้น ให้มันมีประสิทธิภาพที่มันดีขึ้นนั่นเองนะคะ

00:31:24.557 --> 00:31:29.358
เนื่องจากเราใช้เคลื่อนความถี่อยู่ที่ 2.4 ไม่ใช่เป็น 5 GHzps นะคะ

00:31:29.358 --> 00:31:34.781
ก็จะเป็นคลื่นความถี่สาธารณะ ก็คือสามารถใช้กับตัวมาตรฐานตัวเก่า ๆ ได้นะคะ

00:31:36.107 --> 00:31:43.309
แต่เนื่องจากเป็นความถี่สาธารณะก็คือจะมีคนที่ค่อนข้างมาใช้ความถี่นี้ค่อนข้างเยอะ

00:31:43.309 --> 00:31:51.257
ดังนั้นสัญญาณรบกวนที่จะเกิดขึ้นก็จะมีแน่นอนในการส่งข้อมูลระหว่างกันนะคะ

00:31:57.245 --> 00:32:10.767
ถัดมา มาตรฐาน 802.11h นะคะ อันนี้ก็จะเป็นคลื่นความถี่ที่ 5GHz

00:32:10.767 --> 00:32:15.756
5GHz ก็จะเท่ากับตัวแปรที่ 802.11a นะคะ

00:32:17.493 --> 00:32:25.142
ส่วนมากคลื่นความถี่นี้จะถูกนำมาใช้กับประเทศแถบทวีปยุโรป

00:32:25.142 --> 00:32:31.648
ก็คือบ้านเราไม่ได้นำความถี่ 5 GHz ตัวนี้มาใช้งานนั่นเองนะคะ

00:32:32.105 --> 00:32:35.090
อันนี้ก็จะบอกไว้ว่าเป็นตัวมาตรฐานที่เขานำมาใช้

00:32:42.678 --> 00:32:53.385
ถัดมา 802.11i ก็จะเป็นการรักษาความปลอดภัยของตัวระบบเครือข่ายนะคะ

00:32:54.939 --> 00:33:01.952
เนื่องจากตัวระบบเครือข่ายไร้สายนี่ ค่อนข้างมีผู้ใช้งานนี่ค่อนข้างเยอะ

00:33:02.501 --> 00:33:10.000
ถูกไหมคะ สมาร์ตโฟนเดี๋ยวนี้เรามีทุกคนนะคะ การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายก็ง่ายมากนะคะ

00:33:10.000 --> 00:33:15.449
ดังนั้น การเข้าฟังก์ชันรหัสที่เราถูกนำมาใช้ก็จะเป็น WEP นะคะ

00:33:17.323 --> 00:33:21.688
อยู่ที่ 64/128-bit นะคะ ตรงนี้

00:33:22.968 --> 00:33:30.284
ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งานนะคะ การรักษาความปลอดภัยตัวนี้นะคะ

00:33:31.335 --> 00:33:37.246
ก็จะถูกตัวมาตรฐาน 802.11i ตัวนี้นี่เข้ามาควบคุมดูแล

00:33:37.657 --> 00:33:40.714
เนื่องจากมีการใช้งานมากขึ้น คนใช้งานมากขึ้น

00:33:40.714 --> 00:33:44.806
ตัวมาตรฐานตัวนี้จะมีข้อกำหนดอะไรเพิ่มมานะคะ

00:33:45.172 --> 00:33:51.743
และก็มีการเข้ารหัสนะคะ ในการส่งข้อมูลไม่ว่าจะเป็น WPA นะคะ

00:33:52.017 --> 00:33:56.461
WPA2 แล้วก็ AES นะคะ ตรงนี้เข้ามา

00:33:58.472 --> 00:34:08.785
ว่าตัวระบบที่เราใช้งานของตัวอุปกรณ์อันนี้นี่ เราจะใช้ตัวระบบเข้ารหัสในรูปแบบไหน

00:34:10.000 --> 00:34:15.192
WPA น่าจะเคยได้ยินอยู่นะ ถ้าเรียนไอ้ตัวเครือข่ายมาก่อนนะ 

00:34:15.969 --> 00:34:22.053
ตัวนี้แปลว่า อาจารย์เป็นการทบทวนให้นะ

00:34:22.602 --> 00:34:27.502
ว่ามีการใช้งานแบบไหนบ้างนะคะ

00:34:31.113 --> 00:34:41.229
ถัดมา ตัวอักษรเราเยอะเหลือเกินนะคะ มาถึงตัว k ของเราแล้ว 802.11k นะคะ

00:34:41.287 --> 00:34:51.485
ก็จะเป็นระบบเครือข่ายไร้สายนะคะ จัดการเกี่ยวกับคลื่นวิทยุ เลือกช่องสัญญาณ

00:34:52.262 --> 00:34:54.387
เราจะเลือกช่องสัญญาณอย่างไร

00:34:56.215 --> 00:35:03.710
มีการโรมมิ่งควบคุมกำลังส่ง ก็จะมีการคิดนิดหนึ่งว่าช่องสัญญาณไหนที่มันเหมาะสมนะคะ

00:35:03.710 --> 00:35:10.187
การโรมมิงทำอย่างไรนะคะ การหารัศมี การใช้งานของเครื่อง Client

00:35:10.187 --> 00:35:20.514
ระยะห่างนะคะ เท่าไรถึงจะเหมาะสมที่จะวางตัว Client ในการเชื่อมต่อนั่นเอง

00:35:20.880 --> 00:35:23.828
ในการรับ-ส่งสัญญาณ ให้มันเหมาะสม

00:35:24.057 --> 00:35:27.900
กับตัวอุปกรณ์ที่มีแล้วก็ตัว Client จำนวน Client นั่นเองนะคะ

00:35:30.688 --> 00:35:36.098
ฟังไปคร่าว ๆ ก่อนนะ อันไหนที่คิดว่านักศึกษาน่าจะใช้งานบ่อย

00:35:36.098 --> 00:35:40.811
เดี๋ยวอาจารย์จะอธิบายเพิ่มเติมของตัวมาตรฐานนี้ขึ้นามา

00:35:40.811 --> 00:35:44.943
ตอนนี้ก็จะเป็น 802.11k

00:35:47.137 --> 00:35:51.011
ยังไม่หมดนะคะ 802.11 นี่ ค่อนข้างเยอะ

00:35:55.399 --> 00:35:59.988
ถัดมานะคะ 802.11x นะคะ ตกไปตัวหนึ่งเลข 1

00:35:59.988 --> 00:36:04.670
ก็จะเป็นระบบรักษาความปลอดภัย ก่อนเข้าใช้งานระบบเครือข่าย

00:36:06.681 --> 00:36:09.113
ที่เราบอกว่าต้องมีสิทธิ์ ตรวจสอบสิทธิ์ก่อน

00:36:11.581 --> 00:36:18.039
ก็จะใช้ตัวมาตรฐาน Protocal ไม่ว่าจะเป็น LEAP ตัวย่อเยอะมากตัวนี้

00:36:19.593 --> 00:36:22.738
พูดง่าย ๆ ก็คือไปใช้สิทธิ์ก่อน

00:36:23.606 --> 00:36:27.671
ข้อมูลที่เข้ามาผ่านการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบไหนนะคะ

00:36:27.671 --> 00:36:33.176
ไปเช็กนะคะว่าสิทธิ์ที่เรามีนี่สามารถใช้งานได้ไหมนะคะ

00:36:33.176 --> 00:36:38.368
แล้วใช้งานได้ถึงขั้น หรือว่าระดับไหนนั่นเองนะคะ

00:36:38.368 --> 00:36:44.071
ตัวนี้ก็จะเข้ามาดูแลความปลอดภัยของตัวไร้สายของเรา

00:36:50.425 --> 00:36:54.856
มี a b g ถัดมาก็จะเป็น n

00:36:56.456 --> 00:37:04.852
มาตรฐานตัวนี้นะคะ ก็จะเป็นการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นความถี่ที่เป็นการใช้นะคะ

00:37:05.538 --> 00:37:11.872
ช่องสัญญาณที่ใช้ในการส่งนะคะ แล้วก็ระยะทางที่สามารถส่งตัวสื่อสารเข้าไป

00:37:11.872 --> 00:37:18.332
ตัว n นี่ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพนะคะ ในการส่งสัญญาณ

00:37:18.332 --> 00:37:23.816
ในการสื่อสารระหว่างตัว Wi-fi ต้นทางกับปลายทางนั่นเองนะคะ

00:37:26.330 --> 00:37:35.727
คราวนี้มี n แล้ว ก็มีการพัฒนาจากตัวอักษรตัวเดียว ก็จะเป็นตัวอักษรที่มี 2 ตัวนั่นเอง

00:37:35.727 --> 00:37:42.692
ก็จะเป็น ac เราพูดถึงตัว n ก่อนว่ามันมีคุณสมบัติอย่างไร

00:37:43.103 --> 00:37:50.000
โดยมาตรฐาน 802 .11n ก็จะมีความเร็วอยู่ที่ 300 Mbps

00:37:50.000 --> 00:37:54.489
พูดง่าย ๆ คือใช้ความเร็วนี่เยอะที่สุดนะคะ

00:37:57.140 --> 00:38:02.927
มีพื้นที่ให้บริการ ก็คือระยะทางในการส่งนี่ค่อนข้างเยอะขึ้นนะคะ

00:38:03.567 --> 00:38:12.660
ใช้เทคโนโลยี MIMO หรือว่า M-I-M-O นะคะ ก็คือเป็นการรับ-ส่งสัญญาณหลายเสาพร้อม ๆ กัน

00:38:13.894 --> 00:38:20.686
แต่ก่อนนี่ก็จะมีการรับจากเสาหนึ่งไปยังส่งข้อมูลไปยังเสาหนึ่งเรื่อย ๆ

00:38:20.686 --> 00:38:26.904
แต่ตัวนี้ก็คือสามารถที่จะรับข้อมูลจากหลาย ๆ เสาส่งสัญญาณได้ แล้วก็มาประมวลผล

00:38:26.904 --> 00:38:28.647
แล้วก็ส่งข้อมูลไปได้นั่นเอง

00:38:29.699 --> 00:38:39.768
ทำให้ความเร็วในการส่งข้อมูลนี้ก็จะเพิ่มขึ้นแล้วก็ยังสามารถใช้คลื่นความถี่แบบ Dual Band

00:38:40.000 --> 00:38:49.718
Dual Band ของเราก็จะมีที่ทั้ง a แล้วก็ b ก็คือ 24... 2.4 GHz แล้วก็ 5 GHz

00:38:51.684 --> 00:39:00.813
แล้วก็รวมถึงมี a d นะคะ g แล้วก็ตัว n นะคะ ก็คือมันรวมคลื่นความถี่ของสัญญาณนั่นเอง

00:39:00.813 --> 00:39:04.242
ก็คือสามารถใช้งานกับตัวคลื่นความถี่พวกนี้

00:39:04.242 --> 00:39:10.347
ก็คือตัวที่อุปกรณ์เก่า ๆ ก็คือสามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้นั่นเองนะคะ

00:39:11.307 --> 00:39:14.785
Dual Band 2 คลื่นความถี่

00:39:15.973 --> 00:39:22.727
ถ้า a ก็จะเป็นที่ 5 GHz ถ้า b ก็จะเป็น 2.4 แล้วก็จะมี a b แล้วก็มี g นะคะ

00:39:24.373 --> 00:39:31.777
แล้วก็มี n ต่อไปก็จะเป็น 802.11ac

00:39:34.200 --> 00:39:37.698
เยอะขึ้นกว่าเดิม จากตัวเดียวคราวนี้มีตัวอักษร 2 ตัว

00:39:39.206 --> 00:39:42.304
เป็นมาตรฐานเครือข่ายไร้สายเช่นเดียวกันนะคะ

00:39:42.304 --> 00:39:50.751
802.11 เป็นรูปแบบของตัวเครือข่ายไร้สายทั้งหมดนะคะ ต่อยอดมาจากการพัฒนา...

00:39:52.808 --> 00:39:58.982
เขียนผิดนะนี่ ต้องเป็น n นะคะ ช่วยให้สามารถรับส่งสัญญาณ ได้ระดับ Gigabit นะคะ

00:39:59.668 --> 00:40:02.344
รองรับตัว Access Point ที่มากขึ้น

00:40:03.898 --> 00:40:08.946
มีตัวกระจายสัญญาณที่เพิ่มมากขึ้นนี่ สามารถส่งข้อมูลได้

00:40:10.000 --> 00:40:13.660
ได้ระยะที่ครอบคลุมหรือว่าไกลมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

00:40:14.349 --> 00:40:19.329
แต่ก่อนนะคะ ตัวกระจายสัญญาณอาจจะได้จำกัดกี่ตัว

00:40:19.329 --> 00:40:26.206
เนื่องจากคลื่นความถี่แล้วก็ความยาวที่สามารถส่งข้อมูลได้ระยะทางได้ที่ได้

00:40:26.206 --> 00:40:29.812
ส่งข้อมูลอาจารย์พูดผิด ใช้ความยาวระยะทางนะคะ

00:40:31.412 --> 00:40:35.366
แล้วก็สามารถส่งข้อมูลพร้อมกันได้ Stream

00:40:37.057 --> 00:40:41.949
บนช่องสัญญาณที่กว้างขึ้น พื้นที่ในการส่ง Bandwidth

00:40:44.555 --> 00:40:46.977
ไม่เข้าใจศัพท์ตัวไหนให้ถามนะคะ

00:40:46.977 --> 00:40:53.115
เพราะว่าอาจารย์ดูตัวคอร์สรายวิชามาแล้ว คิดว่าน่าจะมีเรียน Network มา

00:40:53.115 --> 00:40:58.616
ก็จะมีศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับเครือข่ายมานะ อันไหนที่งงหรือว่าใช้ทับศัพท์ไปให้บอกนะคะ

00:40:58.616 --> 00:41:03.612
เพราะอาจารย์คิดว่านักศึกษาน่าจะเรียนมาบ้างแล้วนะคะ น่าจะจำกันได้

00:41:03.612 --> 00:41:11.659
AP นี่ก็คือ Access Point นะ Stream ก็พวกการส่งข้อมูลนะคะ สัญญาณพร้อม ๆ กันนั่นเอง

00:41:13.305 --> 00:41:23.475
โอเคอันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐาน 802.11 ในรูปแบบเครือข่ายไร้สายทั้งหมดนะคะ

00:41:23.475 --> 00:41:30.413
เดี๋ยวต่อไปอาจจะมีการพัฒนาที่มีมาตรฐานที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิม

00:41:31.236 --> 00:41:35.034
ก็เห็นมาแล้ว มี ac ต่อไปอาจจะมีพัฒนาเป็น ac ad อะไรนะคะ

00:41:35.034 --> 00:41:42.483
ก็แล้วแต่ตัวหน่วยงานขององค์กรของตัว IEEE ที่เขาก็ร่วมมือแล้วก็พัฒนาขึ้นมานั่นเองนะคะ

00:41:44.997 --> 00:41:59.040
ถัดมาเดี๋ยวอาจารย์จะขอทบทวน เกี่ยวกับตัว Layer หรือว่าการพูดถึงชั้นนะคะ ในการส่งข้อมูล

00:42:04.160 --> 00:42:11.550
เดี๋ยวอาจารย์ขอพูดเปรียบเทียบกับ OSI กับตัว TCP/IP นะคะ

00:42:16.532 --> 00:42:20.672
เดี๋ยวเรามาพูดของตัว OSI 7 Layer

00:42:22.638 --> 00:42:25.641
เรามีปี 2 กับปี 3 นะ Network เรียนมาแล้ว

00:42:26.327 --> 00:42:30.695
OSI น่าจะเรียนมาแล้วนะ 7 Layer ถูกนะ

00:42:31.701 --> 00:42:33.216
ผ่าน ๆ นะนี่

00:42:33.902 --> 00:42:37.342
ปกติต้องท่องให้ได้ Physical Data Network Transport นะคะ

00:42:37.342 --> 00:42:41.160
Session Presentation แล้วก็ Application ปกติการท่อง

00:42:43.354 --> 00:42:47.134
ท่อง… Layer หรือชั้นนี่ เขาก็จะใช้...

00:42:47.865 --> 00:42:56.011
ไม่ว่าจะเรียนวิชาไหนที่เป็นท่องจำ ก็จะมีการใช้แบบคำย่อนะคะ เพื่อให้จำได้ว่า

00:42:56.285 --> 00:43:02.714
แต่ละชั้นนี่มันมีอะไรนะคะ อย่างตัวอย่างนี้ มันมีจะ 7 ชั้นนะคะ

00:43:02.714 --> 00:43:06.765
อาจารย์จะใช้เทคนิค ก็คือจะจำเฉพาะตัวด้านหน้า

00:43:07.862 --> 00:43:14.085
จะมี P D N T S P A นะคะ

00:43:14.542 --> 00:43:22.181
ส่วนมากท่องก็จะเป็นคำย่อสั้น ๆ นะคะ อย่างตัว OSI 7 Layer ก็จะเป็น

00:43:23.004 --> 00:43:30.518
อันนี้ก็คือได้สูตรมา ก็คือไปดื่มน้ำที่สปาก็จะเป็นตามภาษาไทย แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษอีก

00:43:30.518 --> 00:43:35.517
ก็จะตามชั้นนะคะ "ไป" ก็จะเป็น Physical "ดื่ม" ก็จะเป็นตัว D

00:43:37.300 --> 00:43:39.286
"น้ำ" ก็จะเป็น Network

00:43:39.560 --> 00:43:42.706
"ที่" ก็จะเป็นตัว T แล้วก็ "สปา" ก็จะเป็น S P A

00:43:42.706 --> 00:43:45.568
ก็จะเป็น Session แล้วก็ Presentation แล้วก็ Application

00:43:47.259 --> 00:43:48.291
โอเคนะ

00:43:50.000 --> 00:43:57.306
7 ชั้น คราวนี้เรามีตัว OSI OSI ก็จะเป็นลักษณะของตัวทฤษฎีนะคะ

00:43:57.626 --> 00:44:00.362
ฝั่งการเชื่อมต่อทางด้านคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ

00:44:01.916 --> 00:44:03.596
ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง

00:44:06.019 --> 00:44:07.675
TCP/IP Model

00:44:08.681 --> 00:44:18.199
TCP/IP Model ก็จะมี 4 ชั้นนะคะ คราวนี้เขาจะมาเชื่อมกันระหว่างตัว Model ทั้ง 2 อันนะคะ

00:44:18.199 --> 00:44:22.869
ว่ามันมีส่วนที่เหมือนแล้วก็แตกต่างกันอย่างไรนะคะ

00:44:24.789 --> 00:44:33.113
อันนี้จะเป็นเชิงทฤษฎี อันนี้จะเป็นลักษณะการเชื่อมต่อหรือการส่งข้อมูลที่น่าจะเข้าถึงได้ง่าย ๆ นะคะ

00:44:33.707 --> 00:44:36.878
ตามชื่อนะคะ Physical กับ Data Link นะคะ

00:44:36.878 --> 00:44:41.481
Physical ก็จะรูปแบบของตัวอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อก็จะเป็นสาย LAN

00:44:42.258 --> 00:44:46.621
หรือ Port LAN จากคอมพิวเตอร์เสียบไปยังอีกเครื่องหนึ่งนะคะ

00:44:46.621 --> 00:44:52.652
ก็จะเป็นรูปแบบของอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อ ซึ่ง OSI ก็จะเป็น Data Link กับ Physical

00:44:53.384 --> 00:45:01.735
ส่วนทางด้าน TCP/IP ก็จะเป็น Network Interface ตามชื่อเลย มองง่าย ๆ นะคะ

00:45:02.375 --> 00:45:10.268
การเชื่อมต่อเป็นโครงสร้างแล้วกัน ที่สามารถจับต้องแล้วก็มองภาพได้นะคะ จะเป็นชั้นแรก

00:45:12.599 --> 00:45:18.957
ถัดมาของที่ 2 ชั้นที่ 2 นี่มันตรงกันก็จะเป็น Network นะคะ กับ Internet

00:45:20.511 --> 00:45:25.790
Network ของ OSI ถ้าถ้าเป็น TCP/IP ก็จะเป็นตัว Internet

00:45:26.521 --> 00:45:31.658
ก็คือการใช้ การส่งข้อมูลเชื่อมต่อระหว่างกัน

00:45:33.989 --> 00:45:39.460
เอาคร่าว ๆ แล้วกันนะ เดี๋ยวถ้าลงลึกเดี๋ยวจะยาวนะคะ

00:45:40.000 --> 00:45:48.791
ถัดมาด้านนี้ก็จะมีการส่งข้อมูลนะ Bits Byte Per Sec แพ็กเกจต่าง ๆ อันนี้จะเรียนมาแล้ว ถูกต้องนะ

00:45:49.660 --> 00:45:54.412
โอเค มันก็จะเป็น Bits แล้วก็เป็น Frames เป็น Package แล้วก็เป็น Segment ส่งข้อมูล

00:45:55.920 --> 00:45:57.790
เชื่อม IP มี ARP

00:45:58.796 --> 00:46:04.206
การเช็กข้อมูลต่าง ๆ ว่าต้นทางกับปลายทางถามกันตรงนี้

00:46:07.817 --> 00:46:18.144
คราวนี้ชั้นที่ตรงกันของ OSI กับตัว TCP/IP นะคะ ก็จะเป็นตัว Transport Layer ทั้ง 2 ฝั่งเลย

00:46:18.921 --> 00:46:26.799
ก็จะเป็นชั้นที่ 3 ของการเปรียบเทียบระหว่างตัว OSI กับ TCP/IP นะคะ ก็จะเป็น TCP กับ UDP

00:46:30.273 --> 00:46:35.008
ตัวนี้ในการส่ง เป็น Protocal ที่ใช้ในการเชื่อมต่อในการส่งข้อมูลนะคะ

00:46:35.008 --> 00:46:37.863
ว่าใช้ภาษาเดียวกันไหม ส่งข้อมูลได้หรือเปล่า

00:46:39.006 --> 00:46:43.795
นะคะ แล้วก็สุดท้ายจะเป็นลักษณะของ Application ที่เราจะใช้นั่นเอง

00:46:45.898 --> 00:46:52.824
จะเป็น HTTP HTTP ก็พวกเข้าเว็บไซต์ น่าจะมองภาพง่ายที่สุด ถ้าเป็น Telnet

00:46:52.824 --> 00:46:56.478
สมัยก่อนใช้ Telnet ก็จะเป็นการเชื่อมต่อตัวระบบโทรศัพท์

00:46:56.889 --> 00:47:03.178
ในการ Connect เข้าตัว แอปพลิเคชันหรือว่า Server ต่าง ๆ ซึ่งสมัยก่อน

00:47:03.818 --> 00:47:11.960
ก็จะใช้ตัวนี้เข้าไปเชื่อมใส่ตัวค่าตัวปลายทาง ลักษณะเหมือนตัว IP น่ะค่ะ เราก็เชื่อมเข้าไป

00:47:13.834 --> 00:47:20.274
DHCP การ PING การเชื่อมต่อว่าตัว Server ของเรานี่สามารถเข้าไปในตัว Network

00:47:20.274 --> 00:47:25.104
หรือว่าวง Network ตัวนี้ได้ไหม มีการเชื่อมต่อหรือว่า Connect กันหรือเปล่า

00:47:25.698 --> 00:47:29.033
ก็จะเป็น Application แล้วก็จะเป็นฝั่งนี้จะเป็น Session

00:47:29.033 --> 00:47:31.562
Presentation แล้วก็ Appication นั่นเอง

00:47:32.202 --> 00:47:34.084
หลัก ๆ ก็จะเป็นประมาณนี้

00:47:35.455 --> 00:47:41.097
เป็นการเชื่อมต่อของอุปกรณ์นะคะ เหมือนกันนะคะ ในการส่งข้อมูล

00:47:41.600 --> 00:47:47.061
ท้ายที่สุดเราก็จะได้ข้อมูลที่เราส่งจากต้นทาง จากปลายทางนั่นเอง

00:47:52.226 --> 00:47:56.161
ภาพนี้ก็จำเอาไว้นะคะ เผื่อได้ใช้งานแน่ ๆ

00:47:56.390 --> 00:48:02.608
ตัวนี้ว่าแต่ละชั้น Layer นี่เขาทำงานอย่างไร ส่งอะไรไหมนะคะ

00:48:02.608 --> 00:48:07.552
ที่จริง ปกติถ้าเรียนกับ Network ก็จะเรียนแต่ละชั้นไปเลย ว่าแต่ละชั้น

00:48:08.878 --> 00:48:13.938
ทำงานกับอะไรแอปพลิเคชันตัวไหน ให้ผลลัพธ์แบบไหน

00:48:13.938 --> 00:48:17.334
กับอุปกรณ์ตัวไหนบ้างเช่นเดียวกันนั่นเอง

00:48:21.951 --> 00:48:26.243
วันนี้เป็นอย่างไรคะ อาจารย์พูดศัพท์เยอะไปไหม หรือว่าเร็วไปหรือเปล่า

00:48:27.020 --> 00:48:31.972
หรือว่าศัพท์เยอะมากเลย ศัพท์เยอะไปเลย ตัวย่อก็...

00:48:33.252 --> 00:48:40.000
เดี๋ยวคราวหน้านะ เดี๋ยวอาจารย์จะใส่ตัวย่อแล้วก็ข้างหลังว่าแต่ละตัวนี่หมายความว่าอะไร

00:48:40.000 --> 00:48:48.617
เวลากลับไปอ่านจะได้จำได้บางทีอาจจะคุ้น ๆ แต่อาจจะความหมายไม่ตรงกับที่อาจารย์สื่อก็ได้นะ

00:48:49.486 --> 00:48:53.772
อันนี้ก็จะเป็นตัวย่อเยอะนิดหนึ่ง ใครไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามนะคะ

00:48:53.772 --> 00:49:01.110
เพราะว่าทฤษฎีนี่มันจะค่อนข้างฟังไป ถ้าฟังไปแล้วผ่านบางทีมันก็จะจำไม่ได้

00:49:01.110 --> 00:49:03.809
ต้องกลับไปทบทวนนิดหนึ่งนะคะ

00:49:05.409 --> 00:49:12.211
อันนี้น่าจะเคยเรียนอยู่แล้วถือว่ามาทบทวนแล้วกัน ที่ใหม่วันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐาน ตัว IEEE

00:49:12.485 --> 00:49:19.123
แล้วก็ที่ละเอียดวันนี้ก็จะเป็นมาตรฐานของ 802.11 ที่เรียงตามตัวอักษรว่าแต่ละตัวนี่

00:49:19.397 --> 00:49:23.822
ทำงานที่ความถี่เท่าไร มี Bandwidth เท่าไร สามารถส่งข้อมูลได้แบบไหน

00:49:24.096 --> 00:49:28.545
เป็นมาตรฐานที่ใช้กับทุก ๆ ตัวไหม หรือว่าเป็นมาตรฐานสากลหรือเปล่า

00:49:28.545 --> 00:49:32.392
หรือว่าเฉพาะประเทศนั่นเองนะคะ

00:49:35.317 --> 00:49:45.840
มีสงสัยคำถาม อาจารย์พูดช้าไป พูดเร็วไป ง่วงนอนไหมอย่างนี้ ถามได้นะคะ ทักได้

00:49:50.000 --> 00:49:56.140
วันนี้ก็จะเป็นมาตรฐาน IEEE นะ เดี๋ยวต่อไปก็จะเป็นมาตรฐานตัวอื่นเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

00:49:57.146 --> 00:50:05.480
แล้วก็จะมีตัวมาตรฐานที่เจาะลึก ที่อาจารย์เลือกมาคิดว่าน่าจะได้ใช้งานกับพวกเรานี่ มากที่สุด

00:50:09.777 --> 00:50:17.953
โอเค วันนี้เราก็จะมี ที่ทำในคาบนะ ถ้าใครเปิดสไลด์มาอยู่แล้ว บางคนอาจจะเห็นแล้ว

00:50:17.953 --> 00:50:24.380
อาจจะเตรียมตัวมาแล้วก็ได้ มีงานในคาบ งานกลุ่มนะคะ ที่จะให้ทำ

00:50:28.037 --> 00:50:34.276
เดี๋ยวมาดูอันแรกที่เราจะให้ทำ ก็จะเป็นอันเมื่อกี้ที่อาจารย์พูดไปนะคะ

00:50:34.276 --> 00:50:41.811
ก็จะมีการเขียนมาตรฐานของ OSI 7 เลเยอร์เมื่อกี้ที่บอกไปมี 7 เลเยอร์ แล้วก็ตัว TCP/IP นะคะ

00:50:41.811 --> 00:50:46.808
ที่มี 4 ชั้นนะคะ 4 Layer นั่นเองนะคะ

00:50:47.311 --> 00:50:55.706
เมื่อกี้อาจารย์สอนสูตรท่องไปแล้ว ใครผ่านหูไปก็จะเขียนได้ ตรงนี้ง่าย ๆ เลย 2 อันนะคะ

00:50:55.980 --> 00:50:59.050
อันนี้ก็คือให้เขียนในคาบ เพราะว่า

00:51:00.000 --> 00:51:06.205
เอาจริง ๆ 7 Layer กับ TCP/IP Layer นี่ มันต้องได้ใช้งานได้อยู่แล้วนะคะ

00:51:07.531 --> 00:51:18.014
นะ งงไหม ไม่งง วันนี้ง่าย ๆ จำไม่ได้ก็ไปเปิดค้น Google มาเลย

00:51:18.928 --> 00:51:29.412
เสร็จแล้วคราวนี้ เนื่องจากเป็นวิชาบรรยาย เราต้องมีการทำงานร่วมกับเพื่อนนิดหนึ่งนะคะ

00:51:30.000 --> 00:51:36.717
เราจะได้ทบทวนไปด้วยนะคะ เดี๋ยวจะมีงานกลุ่มนะคะ เนื่องจากเรามีทั้งหมด

00:51:38.774 --> 00:51:40.341
30 กว่าคนไหม

00:51:46.055 --> 00:51:50.288
ถูกนะ 20 กว่า ๆ

00:51:52.208 --> 00:51:54.847
กับ 30 นะคะ

00:51:59.281 --> 00:52:04.343
โอเค อันนี้ผ่านไปงานในคาบ งานกลุ่ม

00:52:09.281 --> 00:52:17.212
จะให้กลุ่มละ 4 คน เราจะกลุ่มแบบไหนดี คละกันไหม

00:52:20.000 --> 00:52:21.442
เรารู้จักกันหมดนะ

00:52:24.002 --> 00:52:27.782
ปฏิเสธอย่างรวดเร็วนะคะ ไม่รู้จัก เราจะได้รู้จักกันไง

00:52:29.382 --> 00:52:31.242
กลุ่มละ 4 คนนะคะ

00:52:33.848 --> 00:52:40.998
แล้วก็อาจารย์จะมีตัวมาตรฐานให้ไปช่วยกันหา ไม่ยากหรอกพวกนี้น่ะ อาจารย์ไปดูมาแล้ว

00:52:40.998 --> 00:52:43.575
ก่อนที่จะมาเป็นหัวข้อนะคะ

00:52:44.032 --> 00:52:48.253
ก็ไปค้นคว้ามาแล้วก็มาบอกว่าแต่มาตรฐานของเรานี่

00:52:49.122 --> 00:52:52.003
อย่าง MAN ก็คือ Metropolis Area Network

00:52:52.826 --> 00:52:56.611
การสื่อสารภายในเมือง เขาทำอย่างไร

00:52:56.611 --> 00:53:01.923
ใช้อุปกรณ์แบบไหน ได้ระยะกลางใกล้ไกลขนาดไหนนะคะ

00:53:02.535 --> 00:53:07.665
Baseband ส่งได้คลื่นความถี่เดียวไหม ระยะทางไกลขนาดไหน

00:53:08.899 --> 00:53:14.887
Fiber Optic ที่ว่าส่งไกล ๆ นี่ ไกลได้ขนาดไหนนะคะ

00:53:20.692 --> 00:53:28.657
802.9 ตัวนี้ก็จะเป็นการส่งรวมเสียงข้อมูลบนระบบเครือข่าย

00:53:31.674 --> 00:53:34.772
802.10 นะคะ ความปลอดภัย

00:53:36.418 --> 00:53:40.176
802.14 อย่างที่บอกไปว่าเป็น Modem ที่จะใช้ในการ...

00:53:40.450 --> 00:53:44.320
อุปกรณ์เริ่มแรกในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายของเรานั่นเองนะคะ

00:53:45.326 --> 00:53:50.021
แล้วก็ 802.15 ก็จะเป็นไร้สายส่วนบุคคล

00:53:53.632 --> 00:54:01.688
แล้วก็ 802.16 ก็จะเป็น Broadband แบบไร้สาย หรือว่า WiMAX นั่นเอง ก็จะมีทั้งหมด 5

00:54:03.288 --> 00:54:05.694
มี 8 หัวข้อ

00:54:07.934 --> 00:54:14.727
ก็ของเรามี 30 กว่าคนนะคะ ก็น่าจะได้ประมาณ 8 กลุ่ม

00:54:17.881 --> 00:54:22.287
กลุ่มจะให้อาจารย์จัดการให้ไหม หรือว่าจะไปจัดการกันเอง

00:54:23.110 --> 00:54:24.795
จัดเลยใช่ไหม

00:54:27.994 --> 00:54:30.000
เราจะคละกันไหม

00:54:31.737 --> 00:54:34.201
โอเคคละกันนะ เราจะได้รู้จักกัน

00:54:34.521 --> 00:54:40.273
เพราะว่าเราทำเป็นรูปแบบ รูปแบบรายงานน่าจะไม่มีปัญหานะ สามารถที่จะช่วยกันได้

00:54:42.513 --> 00:54:44.181
โอเค

00:56:16.328 --> 00:56:26.579
ก็เดี๋ยวให้นักเรียนนักศึกษาทำงานในกลุ่มก่อนนะคะ ก็สำหรับพี่ล่ามก็จะ... คาบนี้ก็ขอบคุณนะคะ

00:56:26.579 --> 00:56:31.453
ก็เดี๋ยวเจอกันคาบหน้าแล้วกันนะคะ คาบนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ

