﻿WEBVTT

00:00:00.080 --> 00:00:31.925
[เสียงดนตรี]

00:00:32.384 --> 00:00:32.876
(คุณครูชรินทร์) สวัสดีครับ

00:00:32.901 --> 00:00:34.466
ครูชรินทร์ วัฒนธีรางกุล ครับ

00:00:34.995 --> 00:00:37.566
กับกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาเทคโนโลยี

00:00:37.909 --> 00:00:39.327
การออกแบบและเทคโนโลยี

00:00:39.873 --> 00:00:41.463
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

00:00:42.563 --> 00:00:45.252
ตามที่นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีน่ารู้

00:00:45.577 --> 00:00:47.943
มาแล้วในบทที่ 1 บทที่ 2 และบทที่ 3

00:00:48.027 --> 00:00:49.747
สำหรับกิจกรรมการเรียนในครั้งนี้

00:00:49.991 --> 00:00:52.205
จะเกี่ยวข้องกับความรู้และทักษะพื้นฐาน

00:00:52.695 --> 00:00:54.197
โดยจะมีด้วยกัน 2 บทนะครับ

00:00:54.265 --> 00:00:55.943
คือ บทที่ 4 และบทที่ 5 นะครับ

00:00:56.460 --> 00:00:58.133
บทที่ 4 จะว่าด้วยเรื่องของวัสดุ

00:00:58.158 --> 00:00:59.280
และเครื่องมือพื้นฐาน

00:00:59.610 --> 00:01:01.627
บทที่ 5 จะว่าด้วยเรื่องของกลไกไฟฟ้า

00:01:01.652 --> 00:01:02.924
และอิเล็กทรอนิกส์นะครับ

00:01:03.294 --> 00:01:04.714
สำหรับการเรียนในครั้งนี้นะครับ

00:01:04.738 --> 00:01:07.083
จะเป็นหัวข้อแรกของบทที่ 4  ก็คือหัวข้อวัสดุ

00:01:09.988 --> 00:01:12.429
เทคโนโลยีหรือชิ้นงานต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้น

00:01:12.759 --> 00:01:14.172
ต้องอาศัยวัสดุอุปกรณ์

00:01:14.197 --> 00:01:15.391
และเครื่องมือที่เหมาะสม

00:01:15.845 --> 00:01:18.125
เพื่อให้ได้เทคโนโลยีหรือชิ้นงานที่เหมาะสม

00:01:18.167 --> 00:01:19.171
ตรงกับความต้องการ

00:01:19.196 --> 00:01:22.297
ที่สำคัญ คือ และใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

00:01:23.009 --> 00:01:24.334
ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้นะครับ

00:01:24.358 --> 00:01:26.081
เรามาดูจุดประสงค์การเรียนรู้

00:01:26.105 --> 00:01:27.245
ในหัวข้อนี้กันก่อนนะครับ

00:01:27.868 --> 00:01:29.736
โดยจุดประสงค์การเรียนรู้ในหัวข้อนี้นะครับ

00:01:29.862 --> 00:01:32.258
ครูคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถวิเคราะห์

00:01:32.282 --> 00:01:34.122
ชนิดและสมบัติของวัสดุได้

00:01:35.091 --> 00:01:37.337
2. นักเรียนสามารถเลือกใช้วัสดุ

00:01:37.362 --> 00:01:40.032
พร้อมบอกเหตุผลในการเลือกใช้วัสดุนั้นได้นะครับ

00:01:40.576 --> 00:01:43.411
เราได้ทราบจุดประสงค์ของการเรียนรู้แล้ว

00:01:43.451 --> 00:01:44.672
เรามาเริ่มเรียนรู้กันเลยนะครับ

00:01:46.601 --> 00:01:47.344
จากภาพนะครับ

00:01:47.368 --> 00:01:49.044
นักเรียนคิดว่าพัดลมและกระทะ

00:01:49.068 --> 00:01:50.982
ประกอบด้วยชิ้นส่วนอะไรบ้างนะครับ

00:01:51.006 --> 00:01:52.889
อันนี้เดี๋ยวครูก็ให้เวลานักเรียนคิด

00:01:53.296 --> 00:01:54.820
ประมาณ 10 วินาทีนะครับ

00:01:54.902 --> 00:01:56.904
บอกเฉพาะองค์ประกอบที่สำคัญ ๆ นะครับ

00:01:58.380 --> 00:02:00.795
เริ่มทำได้เลยครับ

00:02:09.174 --> 00:02:09.805
โอเคนะครับ

00:02:10.217 --> 00:02:12.247
นักเรียนพอจะได้คำตอบแล้วใช่ไหมครับ

00:02:12.272 --> 00:02:15.280
ว่าส่วนประกอบของพัดลมประกอบด้วยอะไรบ้าง

00:02:15.582 --> 00:02:17.338
ส่วนประกอบของกระทะประกอบด้วยอะไรบ้าง

00:02:17.441 --> 00:02:19.354
เรามาดูส่วนประกอบแรกของพัดลมกันนะครับ

00:02:19.978 --> 00:02:22.400
พัดลมนะครับ ประกอบด้วยใบพัด

00:02:23.326 --> 00:02:25.320
มอเตอร์ ตะแกรงครอบ

00:02:25.879 --> 00:02:28.364
สวิตช์กลไกการเปิด-ปิด ฐานยึด

00:02:28.909 --> 00:02:31.059
สำหรับกระทะนะครับ มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

00:02:31.083 --> 00:02:33.812
ก็จะมีตัวกระทะแล้วก็ด้ามจับนะครับ

00:02:35.133 --> 00:02:37.045
นักเรียนคิดว่าแต่ละชิ้นส่วนของพัดลม

00:02:37.124 --> 00:02:39.425
ทำจากวัสดุอะไรนะครับ

00:02:39.483 --> 00:02:41.800
เอาชิ้นส่วนที่เราได้กล่าวมานะครับ

00:02:42.234 --> 00:02:44.945
แต่ละชิ้นส่วนทำจากวัสดุอะไรนะครับ

00:02:45.820 --> 00:02:47.898
ให้นักเรียนคิดประมาณ 5 วินาทีนะครับ

00:02:49.605 --> 00:02:50.560
ลงมือคิดได้ครับ

00:02:55.529 --> 00:02:56.018
โอเคนะครับ

00:02:56.043 --> 00:02:57.601
นักเรียนคงจะได้คำตอบแล้วนะครับ

00:02:58.051 --> 00:02:59.048
มอเตอร์ทำจากอะไรครับ

00:03:00.188 --> 00:03:01.654
มอเตอร์ทำจากขดลวดทองแดง

00:03:01.679 --> 00:03:02.518
แล้วก็เหล็กนะครับ

00:03:03.351 --> 00:03:04.216
ตะแกรงครอบละครับ

00:03:04.973 --> 00:03:07.256
ตะแกรงครอบทำจากเหล็กนะครับ

00:03:07.833 --> 00:03:08.937
ใบพัด ฐานยึด

00:03:09.270 --> 00:03:11.046
สวิตช์กลไกการเปิด-ปิดล่ะครับ ทำจากอะไรครับ

00:03:12.372 --> 00:03:14.868
ทั้ง 3 ตัวนี้นะครับ จะทำจากพลาสติกนะครับ

00:03:14.893 --> 00:03:16.760
แล้วก็เป็นพลาสติกที่มีความหนาแน่นสูง

00:03:17.377 --> 00:03:18.911
ทีนี้นักเรียนช่วยครูคิดหน่อยสิครับ

00:03:18.936 --> 00:03:20.822
ว่าทำไมขดลวดในมอเตอร์

00:03:20.847 --> 00:03:22.031
ต้องเป็นขดลวดทองแดง

00:03:22.729 --> 00:03:24.471
เราใช้ขดลวดเหล็กได้ไหม

00:03:24.527 --> 00:03:25.940
หรือใช้ขดลวดเงินได้ไหมครับ

00:03:26.305 --> 00:03:27.440
มีใครตอบได้บ้างครับ

00:03:29.685 --> 00:03:30.970
ใครตอบได้บ้างเอ่ยครับ

00:03:31.527 --> 00:03:34.407
เหตุใดขดลวดในมอเตอร์ต้องเป็นขดลวดทองแดง

00:03:37.883 --> 00:03:40.810
นะครับ เนื่องจากว่าทองแดงนำไฟฟ้าได้ดีนะครับ

00:03:41.412 --> 00:03:42.529
และมีราคาถูก

00:03:42.553 --> 00:03:45.640
แม้ว่าทองแดงจะนำไฟฟ้าได้ไม่ดีที่สุดนะครับ

00:03:46.118 --> 00:03:48.775
แต่เมื่อเทียบราคาแล้ว ทองแดงมีราคาถูกนะครับ

00:03:49.070 --> 00:03:51.199
จึงนิยมนำทองแดง

00:03:51.224 --> 00:03:53.360
มาทำเป็นขดลวดในมอเตอร์นะครับ

00:03:56.219 --> 00:03:58.575
ทีนี้เรามาดูชิ้นส่วนของกระทะบ้างนะครับ

00:03:58.660 --> 00:04:00.859
ชิ้นส่วนของกระทะทำจากวัสดุอะไร

00:04:00.926 --> 00:04:04.472
อันนี้ครูก็ให้นักเรียนคิดประมาณ 5 วินาทีนะครับ

00:04:04.884 --> 00:04:05.757
ลงมือคิดได้ครับ

00:04:10.577 --> 00:04:11.022
โอเคนะครับ

00:04:11.047 --> 00:04:13.886
เรามาดูกันว่าชิ้นส่วนของกระทะนะครับ

00:04:13.937 --> 00:04:15.332
ทำจากวัสดุอะไรนะครับ

00:04:15.859 --> 00:04:17.493
มาดูชิ้นส่วนแรก ก็คือด้ามจับนะครับ

00:04:17.518 --> 00:04:20.219
ด้ามจับทำจากพลาสติกนะครับ

00:04:20.243 --> 00:04:21.880
ด้ามจับจากพลาสติก

00:04:23.194 --> 00:04:24.470
นักเรียนเคยเห็นด้ามจับ

00:04:24.495 --> 00:04:27.680
ที่ทำจากวัสดุอย่างอื่นอีกไหม นอกจากพลาสติก

00:04:28.720 --> 00:04:29.421
ถูกต้องแล้วครับ

00:04:29.445 --> 00:04:31.501
เรายังมีด้ามจับที่ทำด้วยไม้นะครับ

00:04:32.771 --> 00:04:34.406
ทีนี้มาดูตัวกระทะบ้างนะครับ

00:04:34.455 --> 00:04:37.211
ตัวกระทะที่เราเคยเจอมานะครับ

00:04:37.235 --> 00:04:38.795
กระทะทำจากอะไรบ้าง

00:04:40.000 --> 00:04:41.133
ทำจากเหล็กนะครับ

00:04:41.565 --> 00:04:43.561
ทำจากสเตนเลสนะครับ

00:04:43.626 --> 00:04:45.555
ทำจากอะลูมิเนียม

00:04:45.579 --> 00:04:47.645
แล้วก็ทำจากทองเหลืองนะครับ

00:04:48.225 --> 00:04:49.797
แล้วนักเรียนพอจะทราบไหม

00:04:49.822 --> 00:04:52.473
ว่าผู้ผลิตมีเหตุผลอะไรนะครับ

00:04:52.498 --> 00:04:55.506
ในการที่จะเลือกใช้วัสดุเหล่านี้

00:04:55.530 --> 00:04:58.630
มาทำเป็นชิ้นส่วนของกระทะนะครับ

00:04:59.033 --> 00:05:00.751
ทำไมต้องใช้พลาสติกทำเป็นด้ามจับ

00:05:00.836 --> 00:05:02.400
ทำไมต้องใช้ไม้ทำเป็นด้ามจับ

00:05:03.822 --> 00:05:06.738
หรือทำไมต้องใช้เหล็กเป็น... ทำตัวกระทะ

00:05:06.762 --> 00:05:08.386
ทำไมต้องใช้สเตนเลสทำตัวกระทะ

00:05:08.747 --> 00:05:10.480
เราใช้ไม้ทำตัวกระทะได้ไหม

00:05:12.360 --> 00:05:14.608
สาเหตุที่เราต้องใช้เหล็กนะครับ

00:05:14.633 --> 00:05:16.196
หรือโลหะในการทำตัวกระทะ

00:05:16.221 --> 00:05:19.160
เนื่องจากว่าโลหะนำความร้อนได้ดีนะครับ

00:05:19.541 --> 00:05:22.240
สำหรับด้ามจับนะครับ ด้ามจับจะต้อง...

00:05:23.013 --> 00:05:25.418
ใช้วัสดุที่ไม่นำความร้อนนะครับ

00:05:25.982 --> 00:05:27.880
ซึ่งพลาสติกและไม้ไม่นำความร้อน

00:05:27.905 --> 00:05:29.205
เพราะฉะนั้น เวลาเราจับด้ามจับ

00:05:29.230 --> 00:05:31.120
เราก็เลยไม่รู้สึกร้อนนะครับ

00:05:31.604 --> 00:05:34.080
ก็สร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานนะครับ

00:05:36.846 --> 00:05:39.840
นักเรียนคิดว่าวัสดุดังกล่าวนะครับ

00:05:39.970 --> 00:05:42.763
นอกจากจะมีสมบัติในการที่จะนำไฟฟ้า

00:05:42.795 --> 00:05:43.828
หรือไม่นำไฟฟ้าแล้ว

00:05:44.136 --> 00:05:46.158
ยังมีสมบัติอื่น ๆ อีกไหมนะครับ

00:05:46.413 --> 00:05:47.486
ให้นักเรียนช่วยกันคิดนะครับ

00:05:47.511 --> 00:05:48.982
ประมาณ 5 วินาทีนะครับ

00:05:54.284 --> 00:05:54.880
โอเคนะครับ

00:05:55.320 --> 00:05:57.027
ไม่ว่าวัสดุของเรานะครับ

00:05:57.066 --> 00:05:59.545
จะเป็นวัสดุที่เกิดจากธรรมชาตินะครับ

00:05:59.570 --> 00:06:01.141
หรือวัสดุที่สังเคราะห์ขึ้นนะครับ

00:06:01.716 --> 00:06:04.073
มีสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป

00:06:04.193 --> 00:06:06.176
ดังนั้น เวลาเราเลือกใช้วัสดุนะครับ

00:06:06.564 --> 00:06:08.280
เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับงานนะครับ

00:06:08.786 --> 00:06:11.272
สมบัติของวัสดุมีหลายอย่างด้วยกันนะครับ

00:06:11.297 --> 00:06:13.442
อย่างเช่น สภาพยืดหยุ่นนะครับ

00:06:14.311 --> 00:06:15.551
ความแข็งแรงนะครับ

00:06:15.965 --> 00:06:16.897
การนำไฟฟ้า

00:06:17.375 --> 00:06:18.208
การนำความร้อน

00:06:19.036 --> 00:06:19.680
ความเปราะ

00:06:20.505 --> 00:06:21.125
ความหนาแน่น

00:06:21.188 --> 00:06:24.627
ในที่นี้นะครับ จะยกตัวอย่างสมบัติของวัสดุนะครับ

00:06:24.699 --> 00:06:26.111
ด้านสภาพยืดหยุ่น

00:06:26.332 --> 00:06:28.720
ความแข็งแรง และการนำความร้อนนะครับ

00:06:30.498 --> 00:06:31.611
เรามาดูสมบัติอันแรกนะครับ

00:06:31.672 --> 00:06:32.630
สมบัติยืดหยุ่นนะครับ

00:06:32.958 --> 00:06:33.960
สภาพยืดหยุ่นนะครับ

00:06:34.311 --> 00:06:35.293
เป็นสมบัติของวัสดุ

00:06:35.318 --> 00:06:38.240
ที่สามารถกลับคืนสู่สภาพรูปร่างเดิมได้

00:06:38.310 --> 00:06:39.680
หลังจากหยุดแรงกระทำ

00:06:40.470 --> 00:06:41.689
มาดูตัวอย่างนะครับ

00:06:41.758 --> 00:06:44.245
เพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ

00:06:44.912 --> 00:06:46.089
เช่น ยางยืดนะครับ

00:06:46.337 --> 00:06:48.719
ยางยืดนี่เมื่อเราออกแรงยืดนะครับ

00:06:48.743 --> 00:06:50.200
มันก็จะยืดออกใช่ไหมครับ

00:06:50.846 --> 00:06:52.840
พอเราปล่อยนะครับ มันก็จะหดกลับ

00:06:53.649 --> 00:06:54.960
อยู่ในสภาพเดิมนะครับ

00:06:55.597 --> 00:06:57.933
ตัวอย่างถัดไปก็จะเป็นสปริงนะครับ

00:06:58.035 --> 00:06:58.633
อันนี้นักเรียนก็

00:06:58.669 --> 00:07:00.991
หลายคนก็อาจจะเอามาเคยดึงเล่นนะครับ

00:07:01.951 --> 00:07:04.193
ฟองน้ำนะครับ เมื่อออกแรงกดลงไป

00:07:04.287 --> 00:07:05.452
ฟองน้ำก็จะเป็นรอยบุ๋ม

00:07:06.067 --> 00:07:06.857
พอเรายกนิ้วออก

00:07:06.961 --> 00:07:09.520
ฟองน้ำก็พองตัวขึ้นมาเหมือนเดิมครับ

00:07:09.935 --> 00:07:10.283
เอาล่ะครับ

00:07:10.355 --> 00:07:12.550
ทีนี้ให้นักเรียนช่วยกันสังเกตรูปนี้นะครับ

00:07:12.967 --> 00:07:14.122
รูปนี้จะประกอบด้วย

00:07:14.692 --> 00:07:17.925
ชิ้นส่วนที่สำคัญ ๆ คือ เสาตอม่อนะครับ

00:07:18.393 --> 00:07:20.319
ตัวสะพาน แล้วก็สายเคเบิล

00:07:20.797 --> 00:07:22.309
นักเรียนลองพิจารณาดูสิ

00:07:22.334 --> 00:07:25.687
ว่าชิ้นส่วนไหนที่อาศัยสมบัติสภาพยืดหยุ่น

00:07:26.939 --> 00:07:30.800
ครูจะให้นักเรียนช่วยกันคิดนะครับ หาคำตอบ

00:07:31.315 --> 00:07:32.576
เป็นเวลา 5 วินาทีนะครับ

00:07:33.199 --> 00:07:34.545
เริ่มลงมือคิดได้เลยครับ

00:07:37.300 --> 00:07:40.103
ก็คือสายเคเบิลและสะพานนั่นเองนะครับ

00:07:42.128 --> 00:07:44.880
มาดูสมบัติอันที่ 2 นะครับ  ก็คือความแข็งแรง

00:07:45.253 --> 00:07:45.755
ความแข็งแรง

00:07:45.779 --> 00:07:47.295
คือ ความสามารถในการรับน้ำหนัก

00:07:47.809 --> 00:07:49.341
หรือแรงกดทับนะครับ

00:07:49.404 --> 00:07:52.192
โดยวัตถุนั้นยังคงสภาพไม่แตกหักนะครับ

00:07:52.832 --> 00:07:54.607
วัตถุใดที่รับน้ำหนักได้มาก

00:07:54.631 --> 00:07:56.635
ก็แสดงว่ามีความแข็งแรงมากนะครับ

00:07:57.035 --> 00:07:57.908
เรามาดูตัวอย่างนะครับ

00:07:59.328 --> 00:08:01.760
นี่คือตัวอย่างของความแข็งแรงนะครับ

00:08:01.855 --> 00:08:03.760
โครงสร้างคานสะพานนะครับ

00:08:04.241 --> 00:08:04.596
เนื่องจากว่า

00:08:04.620 --> 00:08:06.160
ต้องรับน้ำหนักของสะพานเยอะ ๆ นะครับ

00:08:06.185 --> 00:08:07.333
เพราะฉะนั้น โครงสร้างคานสะพาน

00:08:07.380 --> 00:08:08.960
จะต้องมีความแข็งแรง

00:08:11.628 --> 00:08:13.951
สมบัติตัวที่ 3 นะครับ การนำความร้อนนะครับ

00:08:13.990 --> 00:08:14.986
การนำความร้อนนะครับ

00:08:15.043 --> 00:08:17.720
เป็นการถ่ายเทความร้อนภายในวัตถุนะครับ

00:08:18.539 --> 00:08:20.674
หรือเป็นการถ่ายเทความร้อนระหว่างวัตถุ

00:08:21.356 --> 00:08:22.357
ที่อยู่ติดกันนะครับ

00:08:22.936 --> 00:08:23.999
โดยการถ่ายเทนะครับ

00:08:24.023 --> 00:08:25.917
จะถ่ายเทจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง

00:08:25.942 --> 00:08:28.400
ไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำนะครับ

00:08:30.570 --> 00:08:31.434
โดยวัตถุที่...

00:08:31.778 --> 00:08:33.750
โดยวัสดุที่นำความร้อนได้ดี

00:08:33.775 --> 00:08:36.029
เราเรียกว่า "ตัวนำความร้อน" นะครับ

00:08:36.385 --> 00:08:39.273
ตัวอย่างเช่น กระทะสเตนเลสนะครับ

00:08:39.369 --> 00:08:40.297
หรือเหล็กนะครับ

00:08:40.322 --> 00:08:41.697
หรือทองเหลืองนะครับ

00:08:42.003 --> 00:08:43.621
วัสดุเหล่านี้จะนำความร้อนได้ดี

00:08:44.538 --> 00:08:46.843
สำหรับวัสดุที่นำความร้อนได้ไม่ดี

00:08:46.872 --> 00:08:49.200
เราจะเรียกว่า "ฉนวนความร้อน" นะครับ

00:08:49.510 --> 00:08:53.721
เช่น ไม้ แก้ว พลาสติกนะครับ

00:08:53.764 --> 00:08:55.317
เพราะฉะนั้น จะเห็นว่ากระทะนะครับ

00:08:55.349 --> 00:08:59.703
จะต้องใช้ตัวนำความร้อนและใช้ฉนวนนะครับ

00:09:00.742 --> 00:09:03.600
เพื่อที่จะใช้งานได้อย่างปลอดภัยนั่นเองนะครับ

00:09:06.541 --> 00:09:07.865
วัสดุที่นำมาประดิษฐ์

00:09:07.889 --> 00:09:09.475
หรือสร้างเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ นี่

00:09:09.500 --> 00:09:11.040
มีหลากหลายประเภทด้วยกันนะครับ

00:09:11.065 --> 00:09:13.000
เรามาดูวัสดุน่ารู้กันนะครับ

00:09:13.513 --> 00:09:16.329
ในที่นี้จะพูดถึงในเรื่องของโลหะนะครับ

00:09:16.995 --> 00:09:22.359
ไม้ เซรามิก วัสดุผสม และวัสดุสมัยใหม่นะครับ

00:09:22.974 --> 00:09:25.357
นักเรียนคิดว่าวัสดุแต่ละประเภทมีสมบัติ

00:09:25.382 --> 00:09:27.840
และการนำไปใช้อย่างไรบ้างครับ

00:09:29.417 --> 00:09:32.327
เรามาดูวัสดุชนิดแรกกันเลย ก็คือโลหะนะครับ

00:09:32.643 --> 00:09:33.396
โลหะนะครับ

00:09:33.420 --> 00:09:35.944
เป็นวัสดุที่ได้จากการถลุงสินแร่นะครับ

00:09:36.356 --> 00:09:37.737
มีเนื้อค่อนข้างบริสุทธิ์

00:09:38.659 --> 00:09:39.357
ยกตัวอย่างเช่น

00:09:40.220 --> 00:09:44.629
เหล็กนี่ก็ไปพัฒนาเป็นเหล็กกล้านะครับ

00:09:45.438 --> 00:09:47.760
ไปทำเป็นเหล็กไร้สนิมนะครับ

00:09:48.314 --> 00:09:49.298
ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแล้วนะครับ

00:09:49.323 --> 00:09:51.656
โลหะจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันนะครับ

00:09:51.681 --> 00:09:53.758
ก็คือโลหะประเภทเหล็กนะครับ

00:09:53.795 --> 00:09:56.799
อันนี้จะมีโลหะที่เป็นธาตุเหล็กนะครับ

00:09:56.824 --> 00:09:58.440
เป็นส่วนประกอบหลักนะครับ

00:09:58.990 --> 00:10:00.944
แล้วก็โลหะที่ไม่ใช่เหล็กนะครับ

00:10:01.274 --> 00:10:02.662
ที่มีธาตุเหล็ก...

00:10:02.687 --> 00:10:04.720
ที่ไม่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบนะครับ

00:10:05.291 --> 00:10:06.720
ตัวอย่างของโลหะประเภทเหล็ก

00:10:06.747 --> 00:10:07.973
ที่เราจะพูดถึงในชิ้นนี้

00:10:08.017 --> 00:10:10.963
ก็จะมีเหล็กฉากนะครับ เหล็กเส้นกลม

00:10:11.107 --> 00:10:13.950
เหล็กกล่อง เหล็กตัว C เหล็กแผ่น

00:10:13.975 --> 00:10:14.904
เหล็กท่อดำนะครับ

00:10:15.622 --> 00:10:19.765
แล้วก็ตัวอย่างของโลหะประเภทที่ไม่ใช่เหล็ก

00:10:19.789 --> 00:10:21.536
ก็จะไปพูดถึงเรื่องของสังกะสี

00:10:21.568 --> 00:10:24.720
ทองคำ อะลูมิเนียม แล้วก็ทองแดงนะครับ

00:10:25.602 --> 00:10:27.364
เรามาดูตัวอย่างแรก

00:10:27.388 --> 00:10:28.791
ของโลหะประเภทเหล็กนะครับ

00:10:28.820 --> 00:10:31.485
เหล็กฉากนะครับ จะมีรูปทรงเป็นตัว L นะครับ

00:10:31.509 --> 00:10:33.669
อันนี้เกิดจากการรีดร้อนของเหล็กนะครับ

00:10:34.392 --> 00:10:37.124
อันนี้เหมาะใช้งานประเภทโครงสร้างนะครับ

00:10:37.183 --> 00:10:38.317
เช่น โครงสร้างอาคาร

00:10:38.348 --> 00:10:40.615
หรือโครงสร้างของโรงงานต่าง ๆ นะครับ

00:10:41.558 --> 00:10:43.957
เหล็กเส้นกลม อันนี้ก็จะเป็นเส้นกลม ผิวเรียบ

00:10:44.032 --> 00:10:45.055
เหมาะกับงานทั่วไป

00:10:45.080 --> 00:10:46.747
หรืองานก่อสร้างเสริมคอนกรีตนะครับ

00:10:46.772 --> 00:10:49.197
เช่น สร้างอาคารพาณิชย์ สำนักงาน

00:10:49.221 --> 00:10:50.520
หรือทำรั้วนะครับ

00:10:52.228 --> 00:10:52.942
ในกล่องนะครับ

00:10:52.967 --> 00:10:54.971
อันนี้ก็จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมนะครับ

00:10:55.495 --> 00:10:57.738
รับแรงต้านการสูญเสียรูปได้ดี

00:10:58.052 --> 00:11:00.148
เหมาะกับการใช้งานในงานก่อสร้าง

00:11:00.214 --> 00:11:02.000
เช่น โครงสร้างหลังคานะครับ

00:11:02.092 --> 00:11:03.964
โครงสร้างหรือจะเป็นคาน

00:11:03.989 --> 00:11:05.544
หรือจะเป็นเสานะครับ

00:11:07.587 --> 00:11:09.803
เหล็กตัว C จะเป็นรูปทรงตัว C นะครับ

00:11:09.879 --> 00:11:12.980
ใช้เป็น... ใช้ในงานโครงสร้างหลังคา

00:11:13.004 --> 00:11:14.686
หรือเป็นเสาค้ำยันนะครับ

00:11:16.743 --> 00:11:18.124
ถ้านักเรียนสังเกตในรูปนะครับ

00:11:18.149 --> 00:11:18.882
รูปด้านบนนะครับ

00:11:18.906 --> 00:11:22.303
อันนี้จะเป็นเหล็กตัว C  2 ตัวที่เอามา 2 เส้น

00:11:22.328 --> 00:11:23.355
ที่เอามาประกบกันนะครับ

00:11:23.422 --> 00:11:25.920
ก็จะมองเหมือนเป็นเหล็กกล่องสี่เหลี่ยมครับ

00:11:31.120 --> 00:11:33.479
เหล็กแผ่นนะครับ เป็นจะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมนะครับ

00:11:33.529 --> 00:11:35.231
อันนี้จะใช้ในงานโครงสร้างทั่วไป

00:11:35.255 --> 00:11:36.305
หรืองานปูพื้นนะครับ

00:11:36.329 --> 00:11:37.990
หรือจะเป็นงานต่อเรือก็ได้นะครับ

00:11:38.966 --> 00:11:41.811
มีทั้งแบบที่มีลวดลาย แล้วก็ไม่มีลวดลายนะครับ

00:11:42.762 --> 00:11:44.512
สำหรับในรูปนี้จะเป็นแบบมีลวดลาย

00:11:44.536 --> 00:11:46.286
ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นเพิ่มแรงเสียดทานนะครับ

00:11:46.311 --> 00:11:48.793
เหมาะกับเอาไปใช้ในงานปูพื้นนะครับ

00:11:48.818 --> 00:11:51.680
เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานไม่ให้ลื่นนั่นเองนะครับ

00:11:53.209 --> 00:11:56.017
เหล็กท่อดำนะครับ อันนี้จะเป็นท่อกลมนะครับ

00:11:56.084 --> 00:11:57.953
ใช้กับงานก่อสร้างที่รับน้ำหนักไม่มาก

00:11:58.482 --> 00:11:59.963
งานประกอบทั่ว ๆ ไปนะครับ

00:12:00.090 --> 00:12:03.320
อาจจะทำท่อลมหรือจะเป็นทำท่อน้ำมันก็ได้นะครับ

00:12:03.783 --> 00:12:06.414
เรามาดูโลหะประเภทที่ไม่ใช่เหล็กกันบ้างนะครับ

00:12:06.529 --> 00:12:08.583
สังกะสีนะครับ สังกะสีเป็นอย่างไร

00:12:08.608 --> 00:12:11.953
สังกะสีนี่จะขึ้นรูปง่ายนะครับ มีความแข็งแรง

00:12:11.977 --> 00:12:14.560
ที่สำคัญคือทนต่อการเกิดสนิมนะครับ

00:12:15.383 --> 00:12:17.458
เราสามารถนำสังกะสี

00:12:17.483 --> 00:12:21.852
มาเป็นผนังชิ้นงานของเราก็ได้นะครับ

00:12:21.879 --> 00:12:24.240
เนื่องจากว่าถูกกว่าแผ่นเหล็กนะครับ

00:12:26.246 --> 00:12:28.921
ทองคำนะครับ อันนี้มีลักษณะที่อ่อนตัวนะครับ

00:12:29.019 --> 00:12:30.469
ยืดและตีเป็นแผ่นได้นะครับ

00:12:30.626 --> 00:12:32.693
นำไฟฟ้าได้ดี ทนต่อการกัดกร่อน

00:12:33.277 --> 00:12:35.555
นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นะครับ

00:12:36.849 --> 00:12:37.955
สำหรับอะลูมิเนียมนะครับ

00:12:37.979 --> 00:12:39.933
อะลูมิเนียมจะมีน้ำหนักเบานะครับ

00:12:39.958 --> 00:12:41.552
ง่ายต่อการเปลี่ยนรูปร่างนะครับ

00:12:41.576 --> 00:12:44.657
นำไฟฟ้าได้ดีนำความร้อนได้ดีนะครับ

00:12:45.343 --> 00:12:47.573
นิยมนำมาทำเป็นกรอบประตู

00:12:47.623 --> 00:12:48.857
กรอบหน้าต่างนะครับ

00:12:50.213 --> 00:12:51.787
หรือแม้กระทั่งนำมาเป็น...

00:12:51.819 --> 00:12:54.036
ทำเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุอาหารนะครับ

00:12:55.650 --> 00:12:57.913
ทองแดงนะครับ  ทองแดงนำไฟฟ้าได้ดี

00:12:57.937 --> 00:12:59.833
นำความร้อนได้ดี ทนต่อการกัดกร่อน

00:12:59.857 --> 00:13:02.600
นิยมใช้เป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

00:13:05.185 --> 00:13:08.094
มาดูวัสดุตัวน่ารู้ตัวต่อไป ก็คือไม้นะครับ

00:13:08.171 --> 00:13:10.495
ไม้จัดเป็นวัสดุพื้นฐาน

00:13:10.519 --> 00:13:12.393
ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายนะครับ

00:13:14.283 --> 00:13:16.755
นักเรียนคิดว่าไม้มีข้อดี

00:13:16.780 --> 00:13:18.941
และมีข้อเสียอย่างไรบ้างครับ

00:13:19.175 --> 00:13:21.863
ให้เวลาคิด 10 วินาทีนะครับ

00:13:22.093 --> 00:13:23.040
ช่วยกันคิดบอกว่า

00:13:23.773 --> 00:13:26.120
ข้อดีและข้อเสียของไม้มีอะไรบ้าง

00:13:26.535 --> 00:13:26.948
โอเคนะครับ

00:13:27.430 --> 00:13:28.680
เริ่มลงมือคิดได้ครับ

00:13:39.711 --> 00:13:41.472
เรามาดูข้อดีของไม้กันนะครับ

00:13:41.735 --> 00:13:43.147
ไม้มีข้อดีอย่างไรนะครับ

00:13:43.532 --> 00:13:45.671
อันดับแรกเลย ไม้มีความสวยงามนะครับ

00:13:46.265 --> 00:13:47.764
มีความแข็งแรงนะครับ

00:13:47.825 --> 00:13:50.560
และที่สำคัญ คือ เป็นวัสดุจากธรรมชาตินะครับ

00:13:51.135 --> 00:13:54.951
แต่ข้อเสีย ก็คือไม้เสื่อมสภาพตามอายุนะครับ

00:13:55.280 --> 00:13:56.895
ดูดความชื้นนะครับ

00:13:57.405 --> 00:13:58.615
ผุพังได้ง่ายนะครับ

00:13:59.247 --> 00:14:01.922
ถูกทำลายโดยปลวก มอด แล้วก็แมลงนะครับ

00:14:03.138 --> 00:14:05.519
และที่สำคัญ คือ ไม้ติดไฟนะครับ

00:14:06.232 --> 00:14:09.093
ซึ่งจะเห็นว่าข้อเสียไม้มีเยอะนะครับ

00:14:09.281 --> 00:14:11.459
แต่เราก็ยังนิยมใช้ไม้

00:14:11.566 --> 00:14:13.845
เนื่องจากว่าไม้นี่จัดเป็นวัสดุพื้นฐานเลย

00:14:14.515 --> 00:14:16.136
เพราะฉะนั้น แล้วเราจะแก้ปัญหา

00:14:16.536 --> 00:14:18.896
หรือแก้ข้อเสียเหล่านี้อย่างไรนะครับ

00:14:19.936 --> 00:14:21.160
นักเรียนช่วยครูคิดได้ไหมครับ

00:14:23.094 --> 00:14:23.960
โอเคนะครับ

00:14:24.835 --> 00:14:27.827
เราสามารถแก้ปัญหาความชื้นนะครับ

00:14:27.852 --> 00:14:30.147
หรือเรื่องของการผุพังได้ง่ายของไม้นะครับ

00:14:30.171 --> 00:14:32.918
โดยใช้ไม้สังเคราะห์ขึ้นมานะครับ

00:14:33.620 --> 00:14:36.514
โดยไม้สังเคราะห์นะครับ เป็นวัสดุทดแทน

00:14:36.539 --> 00:14:38.600
ทำจากธรรมชาตินะครับ

00:14:39.168 --> 00:14:43.688
ซึ่งบางสิ่งบางอย่างมีคุณสมบัติ

00:14:43.946 --> 00:14:46.644
ที่ดีกว่าไม้จากธรรมชาติด้วยซ้ำไปนะครับ

00:14:47.391 --> 00:14:48.055
โดยไม้สังเคราะห์

00:14:48.079 --> 00:14:49.847
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ

00:14:49.871 --> 00:14:51.743
ก็คือไม้สังเคราะห์พลาสติกนะครับ

00:14:51.884 --> 00:14:55.281
อันนี้ได้จากเอาผงไม้มาผสมกับขี้เลื่อยนะครับ

00:14:55.312 --> 00:14:56.823
หรือว่า... หรือเส้นใยไม้นะครับ

00:14:56.848 --> 00:14:58.515
แล้วก็ผสมพลาสติกนะครับ

00:14:59.094 --> 00:15:01.806
ซึ่งคุณสมบัติจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของไม้

00:15:01.831 --> 00:15:03.880
และสัดส่วนของพลาสติก

00:15:06.014 --> 00:15:07.460
ตัวอย่าง ก็คือไฟเบอร์บอร์ดนะครับ

00:15:07.485 --> 00:15:10.399
ผลิตจากการบดท่อนไม้เนื้ออ่อนนะครับ

00:15:10.424 --> 00:15:11.268
ให้เป็นเส้นใย

00:15:11.640 --> 00:15:13.914
แล้วอัดประสานด้วยกาวเป็นชิ้นไม้นะครับ

00:15:14.134 --> 00:15:16.278
ภายใต้อุณหภูมิและความดันที่สูงนะครับ

00:15:17.108 --> 00:15:19.564
แล้วก็จะมาทำเป็นทำเป็นเฟอร์นิเจอร์นะครับ

00:15:20.732 --> 00:15:24.400
ตัวอย่างอันที่ 2 ก็คือแผ่นไม้อัดนะครับ

00:15:24.614 --> 00:15:27.291
อันนี้ก็จะผลิตจากเศษไม้นะครับ หรือขี้เลื่อย

00:15:27.775 --> 00:15:29.389
แล้วก็ประสานกันด้วยสารเคมี

00:15:29.413 --> 00:15:30.576
ด้วยความดันสูงนะครับ

00:15:32.038 --> 00:15:34.234
ไม้ทั้ง 2 นะครับ จะมีราคาถูก

00:15:34.848 --> 00:15:36.467
แต่ไม่ทนกับความชื้นนะครับ

00:15:36.952 --> 00:15:41.018
ไม้ทั้ง 2 นี้ถ้าโดนน้ำนี่ก็จะบวมน้ำเลยนะครับ

00:15:44.123 --> 00:15:46.166
เรามาดูไม้สังเคราะห์อีกประเภทหนึ่ง

00:15:46.191 --> 00:15:48.120
ก็คือไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์นะครับ

00:15:48.276 --> 00:15:49.970
อันนี้ได้จากปูนนะครับ

00:15:49.994 --> 00:15:52.820
ผสมกับทราย ผสมกับผงไม้นะครับ

00:15:53.142 --> 00:15:55.083
แล้วก็ผ่านกระบวนการอัดขึ้นรูปนะครับ

00:15:55.108 --> 00:15:56.254
มีความแข็งแรงทนทาน

00:15:56.278 --> 00:15:57.800
เทียบเท่ากับคอนกรีตเลยนะครับ

00:15:58.290 --> 00:16:00.867
อันนี้ก็ใช้ในงานก่อสร้างทั่ว ๆ ไปนะครับ

00:16:00.891 --> 00:16:03.160
อันนี้เป็นตัวอย่างของไม้นะครับ

00:16:06.539 --> 00:16:08.959
วัสดุน่ารู้ที่จะนำเสนอลำดับถัดไปนะครับ

00:16:08.983 --> 00:16:10.373
ก็คือเซรามิกนะครับ

00:16:10.603 --> 00:16:11.410
โดยเซรามิกนะครับ

00:16:11.435 --> 00:16:14.205
จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบในธรรมชาติ

00:16:14.229 --> 00:16:17.208
เช่น ดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ นะครับ

00:16:17.232 --> 00:16:18.428
นำมาผสมกัน

00:16:18.915 --> 00:16:19.780
แล้วนำไปเผา

00:16:19.804 --> 00:16:22.250
เพื่อเปลี่ยนเนื้อวัตถุให้แข็งแรงและคงรูปนะครับ

00:16:22.592 --> 00:16:25.238
ตัวอย่างวัสดุเซรามิกในที่นี้ ก็คือแก้วนะครับ

00:16:25.622 --> 00:16:26.316
โดยเมื่อแก้ว

00:16:26.340 --> 00:16:28.716
ผ่านกระบวนการปรับปรุงสมบัติและขึ้นรูปเป็นแผ่น

00:16:28.740 --> 00:16:29.974
จะเรียกว่า "กระจก" นะครับ

00:16:32.381 --> 00:16:34.103
ตัวอย่างของกระจกอันดับแรกนะครับ

00:16:34.128 --> 00:16:35.252
ก็คือกระจกแผ่นนะครับ

00:16:35.864 --> 00:16:37.661
กระจกแผ่นเป็นกระจกที่พบได้ทั่วไป

00:16:38.053 --> 00:16:39.247
มีความแข็งแรงต่ำนะครับ

00:16:39.287 --> 00:16:41.052
ผิวกระจกเป็นรอยขูดขีดได้ง่าย

00:16:41.405 --> 00:16:43.435
ส่วนใหญ่นิยมใช้เป็นกรอบรูปนะครับ

00:16:44.011 --> 00:16:45.000
เป็นกระจกเงา

00:16:45.025 --> 00:16:46.691
เป็นกระจกที่ใช้สำหรับเครื่องเรือน

00:16:48.361 --> 00:16:49.862
ตัวอย่างกระจกลำดับถัดมานะครับ

00:16:49.886 --> 00:16:51.106
ก็คือกระจกเงานะครับ

00:16:51.302 --> 00:16:53.371
กระจกเงาเกิดจากการฉาบโลหะเงิน

00:16:53.395 --> 00:16:55.042
ลงไปที่ด้านใดด้านหนึ่งของกระจกนะครับ

00:16:55.693 --> 00:16:56.819
กระจกเงาที่พบทั่วไป

00:16:56.844 --> 00:16:59.723
มักมีผิวที่เรียบแบนเสมอกันนะครับ

00:16:59.808 --> 00:17:02.520
สามารถสะท้อนภาพจากวัตถุได้เท่ากันหมดนะครับ

00:17:02.795 --> 00:17:04.428
ใช้เป็นกระจกส่องในห้องน้ำ

00:17:04.453 --> 00:17:05.725
หรือห้องแต่งตัวนะครับ

00:17:07.551 --> 00:17:08.766
ตัวอย่างลำดับถัดมานะครับ

00:17:08.790 --> 00:17:10.624
ก็คือกระจกสะท้อนแสงนะครับ

00:17:11.016 --> 00:17:11.890
กระจกสะท้อนแสง

00:17:11.914 --> 00:17:13.725
เป็นกระจกที่มีการเคลือบสารสะท้อนแสง

00:17:13.750 --> 00:17:14.811
ไว้ที่ผิวหน้านะครับ

00:17:14.869 --> 00:17:16.308
ทำให้สามารถสะท้อนแสงได้

00:17:16.333 --> 00:17:17.979
20-30 เปอร์เซ็นต์นะครับ

00:17:18.387 --> 00:17:20.762
จึงช่วยลดความร้อนที่จะเข้ามาภายในอาคาร

00:17:21.249 --> 00:17:22.212
แต่ก็ส่งผลให้แสง

00:17:22.236 --> 00:17:24.322
ไม่สามารถผ่านเข้ามาในอาคารได้นะครับ

00:17:25.098 --> 00:17:27.772
ทำให้ต้องติดตั้งไฟส่องสว่างในอาคารเพิ่มนะครับ

00:17:28.176 --> 00:17:29.794
ส่วนใหญ่กระจกชนิดนี้นะครับ

00:17:29.818 --> 00:17:31.177
จะใช้ในอาคารพาณิชย์นะครับ

00:17:31.201 --> 00:17:32.680
หรือกระจกประตูบ้าน

00:17:35.792 --> 00:17:38.153
ลำดับถัดมานะครับ ก็คือกระจกนิรภัยนะครับ

00:17:38.606 --> 00:17:39.294
กระจกนิรภัย

00:17:39.318 --> 00:17:41.401
เป็นกระจกที่แข็งแรงมากกว่ากระจกธรรมดา

00:17:41.425 --> 00:17:42.720
5-10 เท่านะครับ

00:17:43.042 --> 00:17:45.364
เมื่อแตกจะแตกกระจายเป็นเม็ดเล็ก ๆ นะครับ

00:17:45.417 --> 00:17:46.788
คล้ายกับเม็ดข้าวโพดนะครับ

00:17:47.144 --> 00:17:48.250
และมีความคมน้อย

00:17:48.308 --> 00:17:50.256
นิยมใช้เป็นกระจกตู้โชว์นะครับ

00:17:50.296 --> 00:17:52.919
กระจกหน้ารถยนต์ กระจกหน้าต่าง

00:17:52.943 --> 00:17:54.045
ผนังกระจกของอาคาร

00:17:54.069 --> 00:17:56.290
ที่ได้รับความร้อนที่สูงกว่าปกตินะครับ

00:17:58.974 --> 00:18:00.601
ตัวอย่างกระจกลำดับถัดมานะครับ

00:18:00.625 --> 00:18:02.318
ก็คือกระจกกึ่งนิรภัยนะครับ

00:18:02.983 --> 00:18:04.107
กระจกกึ่งนิรภัยนะครับ

00:18:04.132 --> 00:18:05.843
มีความแข็งแรงมากกว่ากระจกธรรมดา

00:18:05.867 --> 00:18:07.270
2-3 เท่านะครับ

00:18:07.694 --> 00:18:09.647
เมื่อแตกจะมีลักษณะเป็นปากฉลาม

00:18:09.671 --> 00:18:11.600
ยึดติดอยู่กับกรอบไม่ร่วงหล่นนะครับ

00:18:11.907 --> 00:18:13.714
นิยมใช้ทำผนังภายนอกอาคาร

00:18:13.738 --> 00:18:15.472
ที่มีแรงปะทะของลมสูง

00:18:18.600 --> 00:18:20.344
ตัวอย่างของกระจกลำดับสุดท้าย

00:18:20.375 --> 00:18:22.032
ก็คือกระจกฉนวนความร้อนนะครับ

00:18:23.745 --> 00:18:24.695
กระจกชนิดนี้นะครับ

00:18:24.720 --> 00:18:26.501
จะเป็นการนำกระจกตั้งแต่ 2 แผ่น

00:18:26.525 --> 00:18:27.572
มาประกบกันนะครับ

00:18:27.933 --> 00:18:29.867
โดยบรรจุฉนวนไว้ภายในนะครับ

00:18:29.896 --> 00:18:30.595
เพื่อให้มีสมบัติ

00:18:30.619 --> 00:18:32.629
ในการเก็บรักษาอุณหภูมิภายในนะครับ

00:18:33.054 --> 00:18:35.440
และยอมให้แสงผ่านเข้ามาภายในอาคารได้

00:18:35.963 --> 00:18:37.565
แต่ไม่ยอมให้ความร้อนผ่านเข้ามา

00:18:37.589 --> 00:18:39.200
หรือเข้ามาได้น้อยมากนะครับ

00:18:39.539 --> 00:18:41.211
กระจกชนิดนี้จะใช้สำหรับอาคาร

00:18:41.235 --> 00:18:43.632
ที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ตลอดเวลา

00:18:43.745 --> 00:18:46.400
เช่น พิพิธภัณฑ์ อาคารเก็บอาหาร

00:18:46.521 --> 00:18:47.605
หรือห้องเก็บไวน์นะครับ

00:18:49.217 --> 00:18:52.123
เรามาดูวัสดุน่ารู้ตัวถัดไปนะครับ ก็คือวัสดุผสม

00:18:52.395 --> 00:18:54.713
วัสดุผสมเป็นวัสดุที่มีการผสมวัสดุ

00:18:54.738 --> 00:18:56.640
ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปเข้าด้วยกัน

00:18:57.052 --> 00:19:00.234
โดยที่วัสดุทั้ง 2 จะไม่ละลายซึ่งกันและกัน

00:19:00.692 --> 00:19:04.800
และเรียกวัสดุที่มีปริมาณมากกว่าว่า "วัสดุหลัก"

00:19:05.124 --> 00:19:08.237
และเรียกวัสดุที่กระจายแทรกอยู่ในเนื้อวัสดุหลัก

00:19:08.262 --> 00:19:10.520
ว่า "วัสดุเสริมแรง" ครับ

00:19:11.242 --> 00:19:12.932
โดยวัสดุที่นำมาเสริมแรงนะครับ

00:19:12.956 --> 00:19:17.160
จะช่วยปรับปรุงสมบัติเชิงกลของวัสดุหลักให้ดีขึ้น

00:19:17.528 --> 00:19:19.301
เช่น เพิ่มความแข็งแรงนะครับ

00:19:19.614 --> 00:19:20.705
เพิ่มความเหนียวนะครับ

00:19:21.846 --> 00:19:23.487
ลักษณะของวัสดุเสริมแรงนะครับ

00:19:23.511 --> 00:19:24.989
อาจจะมีลักษณะเป็นก้อน

00:19:25.024 --> 00:19:27.720
เป็นเส้น เป็นเกล็ด หรือเป็นอนุภาคก็ได้นะครับ

00:19:28.276 --> 00:19:30.512
วัสดุผสมนะครับ

00:19:30.537 --> 00:19:32.393
สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน

00:19:32.418 --> 00:19:35.563
ก็คือ 1. วัสดุเชิงประกอบโพลิเมอร์นะครับ

00:19:36.051 --> 00:19:37.945
อันนี้จะเป็นการเสริมแรงให้พอลิเมอร์

00:19:38.005 --> 00:19:40.110
โดยการเติมเส้นใยเสริมแรงเข้าไปนะครับ

00:19:40.606 --> 00:19:43.136
เช่น เติมเส้นใยแก้ว เส้นใยคาร์บอน

00:19:43.510 --> 00:19:45.478
หรือเส้นลวดโลหะนะครับ

00:19:46.085 --> 00:19:48.585
อันที่ 2 ก็คือวัสดุเชิงประกอบโลหะ

00:19:48.851 --> 00:19:50.408
อันนี้จะมีโลหะเป็นวัสดุหลัก

00:19:50.812 --> 00:19:52.142
เช่น อะลูมิเนียมนะครับ

00:19:52.166 --> 00:19:55.720
แล้วก็มีวัสดุเสริมแรงเป็นวัสดุเซรามิก

00:19:56.178 --> 00:19:58.000
หรือสารเสริมแรงโลหะ

00:19:58.646 --> 00:20:00.473
เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์นะครับ

00:20:01.312 --> 00:20:03.414
เพื่อเพิ่มความทนทานต่อการใช้งาน

00:20:03.635 --> 00:20:05.579
หรือเพิ่มอายุการใช้งานนั่นเอง

00:20:06.042 --> 00:20:06.927
ทนต่อการกัดกร่อน

00:20:06.952 --> 00:20:08.807
แล้วก็ที่สำคัญ คือ น้ำหนักเบานะครับ

00:20:09.623 --> 00:20:12.292
แบบที่ 3  ก็คือวัสดุเชิงประกอบเซรามิกนะครับ

00:20:12.741 --> 00:20:15.764
เนื่องจากเซรามิกมีความเปราะ แตกหักง่าย

00:20:16.338 --> 00:20:18.996
จึงต้องเสริมความเหนียวและทำให้ทนทานมากขึ้น

00:20:19.416 --> 00:20:21.378
โดยการเติมเส้นใยหรืออนุภาคเข้าไป

00:20:21.402 --> 00:20:23.472
เช่น อะลูมินาซิลิกานะครับ

00:20:25.187 --> 00:20:26.263
ให้นักเรียนดูภาพเหล่านี้

00:20:26.288 --> 00:20:29.068
แล้วบอกครูว่าภาพที่นักเรียนเห็น

00:20:29.092 --> 00:20:32.046
เป็นวัสดุเชิงประกอบแบบไหนนะครับ

00:20:33.429 --> 00:20:34.200
ภาพนี้นะครับ

00:20:36.488 --> 00:20:37.240
ตอบได้ไหมครับ

00:20:38.072 --> 00:20:41.240
ภาพนี้เป็นวัสดุเชิงประกอบเซรามิกนะครับ

00:20:43.985 --> 00:20:44.770
สำหรับภาพนี้นะครับ

00:20:48.492 --> 00:20:51.297
ภาพนี้เป็นวัสดุเชิงประกอบพอลิเมอร์นะครับ

00:20:51.832 --> 00:20:52.800
เยี่ยมมากเลยนะครับ

00:20:54.509 --> 00:20:56.325
เรามาดูวัสดุน่ารู้ตัวถัดไปนะครับ

00:20:56.423 --> 00:20:58.104
ก็คือวัสดุสมัยใหม่นะครับ

00:20:58.423 --> 00:21:00.328
วัสดุสมัยใหม่ถูกผลิตหรือสังเคราะห์ขึ้น

00:21:00.360 --> 00:21:01.548
ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

00:21:01.675 --> 00:21:03.571
เช่น วัสดุนาโน วัสดุชีวภาพ

00:21:04.210 --> 00:21:05.560
ตัวเก็บประจุยิ่งยวดนะครับ

00:21:06.142 --> 00:21:08.483
ในที่นี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะวัสดุนาโนนะครับ

00:21:08.551 --> 00:21:11.801
ซึ่งเป็นวัสดุที่มีขนาด 1-100 นาโนเมตรนะครับ

00:21:11.848 --> 00:21:14.604
แล้วก็สมบัติของวัสดุนาโนนี่

00:21:14.656 --> 00:21:16.812
จะแตกต่างไปจากวัสดุชนิดเดียวกัน

00:21:16.836 --> 00:21:18.040
ที่มีขนาดใหญ่กว่านะครับ

00:21:18.868 --> 00:21:20.999
โดยวัสดุนาโนนะครับ จะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

00:21:21.023 --> 00:21:23.207
ก็คือวัสดุนาโนจากธรรมชาติ

00:21:23.232 --> 00:21:25.667
และวัสดุนาโนจากการผลิตนะครับ

00:21:26.390 --> 00:21:28.019
ตัวอย่างนาโนจากธรรมชาติ

00:21:28.043 --> 00:21:31.618
ก็คือโครงสร้างขนาดเล็กบนผิวใบบัวนะครับ

00:21:31.973 --> 00:21:34.716
ทำให้น้ำไม่สามารถเกาะผิวใบบัวได้นะครับ

00:21:34.740 --> 00:21:35.581
หรือที่เราเรียกว่า

00:21:36.016 --> 00:21:37.509
"กระบวนการน้ำกลิ้งบนใบบัว" นะครับ

00:21:38.294 --> 00:21:40.881
สำหรับตัวอย่างของวัสดุนาโนที่เกิดจากการผลิต

00:21:40.905 --> 00:21:43.517
ก็เช่น ท่อนาโนคาร์บอนนะครับ

00:21:44.084 --> 00:21:46.513
อนุภาคนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์นะครับ

00:21:47.941 --> 00:21:49.609
แล้วก็เส้นใยนาโนนะครับ

00:21:51.208 --> 00:21:52.122
สำหรับบทเรียนนี้นะครับ

00:21:52.146 --> 00:21:54.557
นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัสดุต่าง ๆ นะครับ

00:21:54.581 --> 00:21:56.719
ดังนั้น ในการสร้างสิ่งของเครื่องใช้

00:21:57.527 --> 00:22:01.105
ผู้สร้างนะครับ กำหนดคุณสมบัติเบื้องต้นที่ต้องการ

00:22:01.451 --> 00:22:03.481
เพื่อที่จะเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสม

00:22:03.505 --> 00:22:06.040
เช่น ในการสร้างเก้าอี้สำหรับผู้สูงอายุ

00:22:06.372 --> 00:22:09.473
จะต้องเลือกใช้วัสดุที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี

00:22:09.497 --> 00:22:12.518
มีความแข็งแรง มีความนุ่มนะครับ

00:22:12.590 --> 00:22:16.188
และเพื่อให้ผู้สูงอายุได้นั่งอย่างสบาย

00:22:16.405 --> 00:22:19.077
และที่สำคัญ คือ ให้ผู้สูงอายุสามารถลุกนั่ง

00:22:19.101 --> 00:22:20.440
ได้อย่างสะดวกด้วยครับ

00:22:21.620 --> 00:22:23.135
ก่อนจะจากกันนะครับ

00:22:23.349 --> 00:22:25.181
ฝากนักเรียนกลับไปทำกิจกรรม

00:22:25.205 --> 00:22:26.655
ที่ 4.1 ด้วยนะครับ

00:22:26.682 --> 00:22:30.181
ก็คือวิเคราะห์ประเภทและอธิบายสมบัติวัสดุ

00:22:30.574 --> 00:22:32.312
ในสิ่งของเครื่องใช้นะครับ

00:22:33.232 --> 00:22:34.674
โดยให้นักเรียนยกตัวอย่าง

00:22:35.305 --> 00:22:36.741
อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์

00:22:36.765 --> 00:22:38.004
อย่างน้อย 3 ประเภทนะครับ

00:22:38.431 --> 00:22:40.575
แล้ววิเคราะห์ประเภทของวัสดุที่ใช้สร้าง

00:22:40.809 --> 00:22:44.166
หรือวัสดุที่เป็นส่วนประกอบนะครับ

00:22:44.215 --> 00:22:45.847
จากนั้นให้บอกสมบัติของวัสดุ

00:22:46.553 --> 00:22:48.745
และเหตุผลที่เลือกใช้วัสดุประเภทนั้นนะครับ

00:22:49.870 --> 00:22:51.874
สำหรับการเรียนรู้ในหัวข้อนี้

00:22:51.898 --> 00:22:53.431
ก็ขอจบเพียงเท่านี้นะครับ

00:22:53.618 --> 00:22:56.095
อย่าลืมไปทำกิจกรรมที่ 4.1 นะครับ

00:22:56.603 --> 00:22:57.370
สวัสดีครับ

00:22:58.530 --> 00:26:24.190
[เสียงดนตรี]