﻿WEBVTT

00:00:00.039 --> 00:00:32.033
[เสียงดนตรี]

00:00:32.707 --> 00:00:33.640
(คุณครูชรินทร์) สวัสดีครับ

00:00:33.641 --> 00:00:35.326
ครูชรินทร์ วัฒนธีรางกูร ครับ

00:00:35.922 --> 00:00:38.640
กับกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาเทคโนโลยี

00:00:39.048 --> 00:00:42.159
การออกแบบและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

00:00:44.228 --> 00:00:45.960
กิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้นะครับ

00:00:45.961 --> 00:00:48.727
ยังคงเกี่ยวข้องกับความรู้และทักษะพื้นฐาน

00:00:51.142 --> 00:00:53.800
โดยจะเป็นหัวข้ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

00:00:55.315 --> 00:00:56.499
ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้

00:00:56.500 --> 00:00:59.240
เราก็มาดูจุดประสงค์การเรียนรู้กันก่อนนะครับ

00:00:59.993 --> 00:01:02.088
สำหรับจุดประสงค์การเรียนรู้ในหัวข้อนี้

00:01:02.088 --> 00:01:04.120
ครูคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถ

00:01:04.121 --> 00:01:06.480
ข้อที่ 1 อธิบายหลักการทำงาน

00:01:06.481 --> 00:01:08.890
และนำอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้งาน

00:01:08.891 --> 00:01:10.518
ในชีวิตประจำวันได้นะครับ

00:01:11.182 --> 00:01:13.760
ข้อที่ 2 วิเคราะห์อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

00:01:13.761 --> 00:01:15.610
ในสิ่งของเครื่องใช้ได้นะครับ

00:01:16.265 --> 00:01:17.709
ข้อที่ 3 อธิบายการทำงาน

00:01:17.710 --> 00:01:19.497
ของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

00:01:19.848 --> 00:01:21.664
ในสิ่งของเครื่องใช้ได้นะครับ

00:01:22.477 --> 00:01:23.960
เรามาเริ่มเรียนรู้กันเลยนะครับ

00:01:25.235 --> 00:01:27.139
ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ นะครับ

00:01:27.140 --> 00:01:28.861
ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเรา

00:01:28.862 --> 00:01:30.600
ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์นะครับ

00:01:30.931 --> 00:01:33.199
หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องซักผ้า

00:01:33.208 --> 00:01:34.720
เตาไมโครเวฟนะครับ

00:01:34.989 --> 00:01:37.094
ก็มีส่วนประกอบของอุปกรณ์ไฟฟ้า

00:01:37.095 --> 00:01:38.825
และอิเล็กทรอนิกส์หลากหลายนะครับ

00:01:38.826 --> 00:01:40.240
ทำงานร่วมกันนะครับ

00:01:40.547 --> 00:01:41.392
อีกทั้งการทำงาน

00:01:41.416 --> 00:01:43.044
ของเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้นะครับ

00:01:43.108 --> 00:01:45.600
ต้องอาศัยการทำงานของเซนเซอร์นะครับ

00:01:45.923 --> 00:01:47.733
แผงควบคุมขนาดเล็กนะครับ

00:01:48.026 --> 00:01:50.487
และเครื่องจักรกลไฟฟ้า เช่น มอเตอร์นะครับ

00:01:50.880 --> 00:01:52.720
เรามาดูอุปกรณ์ชิ้นแรกกันเลยนะครับ

00:01:53.537 --> 00:01:55.082
มอเตอร์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า

00:01:55.083 --> 00:01:57.599
ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลนะครับ

00:01:58.095 --> 00:01:59.920
มีอยู่หลายประเภทด้วยกันนะครับ

00:01:59.921 --> 00:02:02.889
แต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปนะครับ

00:02:02.993 --> 00:02:05.280
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งานนะครับ

00:02:05.281 --> 00:02:07.200
เช่น มอเตอร์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม

00:02:07.201 --> 00:02:09.031
ก็ต้องมีแรงบิดมากนะครับ

00:02:09.558 --> 00:02:10.694
มอเตอร์ที่ใช้ในของเล่น

00:02:10.695 --> 00:02:12.639
ก็ต้องการความเร็วรอบสูงนะครับ

00:02:13.395 --> 00:02:14.960
ลักษณะภายนอกของมอเตอร์นะครับ

00:02:14.961 --> 00:02:17.684
ก็ว่าจะประกอบไปด้วยขั้วไฟฟ้า 2 ขั้วนะครับ

00:02:18.318 --> 00:02:20.750
ไว้สำหรับเชื่อมต่อกับวงจรไฟฟ้านะครับ

00:02:21.499 --> 00:02:24.627
แล้วก็มีแกนเหล็กยื่นออกมาจากตัวมอเตอร์นะครับ

00:02:24.628 --> 00:02:26.025
เรียกว่า "เพลามอเตอร์" นะครับ

00:02:26.144 --> 00:02:26.920
ซึ่งส่วนนี้นะครับ

00:02:26.921 --> 00:02:29.293
จะเป็นส่วนที่ใช้สำหรับต่อเข้ากับอุปกรณ์

00:02:29.294 --> 00:02:30.730
ที่ต้องการให้เกิดการเคลื่อนที่

00:02:30.731 --> 00:02:32.961
ในลักษณะการหมุนนะครับ เช่น ใบพัดนะครับ

00:02:33.528 --> 00:02:36.160
หรือจะต่อกับเพลาของอุปกรณ์ต่าง ๆ นะครับ

00:02:38.381 --> 00:02:39.080
มอเตอร์นะครับ

00:02:39.081 --> 00:02:41.549
สามารถแบ่งตามประเภทการใช้กระแสไฟฟ้า

00:02:41.550 --> 00:02:43.040
ได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน

00:02:43.041 --> 00:02:44.960
ก็คือมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงนะครับ

00:02:44.961 --> 00:02:46.480
หรือ DC มอเตอร์นะครับ

00:02:47.022 --> 00:02:47.754
ตัวอย่างอุปกรณ์

00:02:47.755 --> 00:02:50.000
ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงนะครับ

00:02:50.001 --> 00:02:52.040
ก็ได้แก่ พัดลมพกพานะครับ

00:02:52.667 --> 00:02:53.880
มอเตอร์ประเภทถัดไปนะครับ

00:02:53.881 --> 00:02:55.400
ก็คือมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ

00:02:55.401 --> 00:02:58.000
หรือเรียกว่า "AC มอเตอร์" นะครับ

00:02:58.731 --> 00:03:01.120
ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ

00:03:01.121 --> 00:03:02.720
ก็คือพัดลมนะครับ

00:03:04.622 --> 00:03:06.320
เรามาดูลักษณะของมอเตอร์ไฟฟ้า

00:03:06.321 --> 00:03:07.440
กระแสตรงกันนะครับ

00:03:07.931 --> 00:03:09.520
มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงนะครับ

00:03:10.023 --> 00:03:12.240
เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับแหล่งจ่ายไฟ

00:03:12.241 --> 00:03:13.120
กระแสตรงนะครับ

00:03:13.121 --> 00:03:15.760
เช่น เซลล์ไฟฟ้า หรือไม่ก็แบตเตอรี่นะครับ

00:03:16.481 --> 00:03:17.600
มอเตอร์ประเภทนี้นะครับ

00:03:17.601 --> 00:03:18.880
สามารถควบคุมการหมุน

00:03:18.881 --> 00:03:21.320
ให้หมุนไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา

00:03:21.321 --> 00:03:23.760
หรือหมุนไปตามทิศทางทวนเข็มนาฬิกา

00:03:23.761 --> 00:03:25.520
หรือหยุดหมุนได้โดยง่ายนะครับ

00:03:25.949 --> 00:03:27.440
ซึ่งอัตราเร็วของการหมุนนะครับ

00:03:27.441 --> 00:03:28.720
ก็จะขึ้นอยู่กับแรงดัน

00:03:28.721 --> 00:03:31.280
หรือความต่างศักย์ที่จ่ายให้กับมอเตอร์นะครับ

00:03:32.273 --> 00:03:33.020
นั่นหมายความว่า

00:03:33.044 --> 00:03:35.000
ถ้าเราต่อมอเตอร์กับแหล่งจ่ายไฟ

00:03:35.001 --> 00:03:36.440
ที่มีความต่างศักย์สูงนะครับ

00:03:36.770 --> 00:03:39.120
อัตราเร็วของมอเตอร์ก็จะสูงด้วยนะครับ

00:03:39.622 --> 00:03:41.320
แต่ถ้าเราต่อมอเตอร์กับแหล่งจ่ายไฟ

00:03:41.321 --> 00:03:42.760
ที่มีความต่างศักย์ต่ำนะครับ

00:03:43.001 --> 00:03:45.240
อัตราเร็วของมอเตอร์ก็จะต่ำด้วยนะครับ

00:03:47.229 --> 00:03:49.360
เรามาดูมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับบ้างนะครับ

00:03:49.937 --> 00:03:51.400
มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับนะครับ

00:03:51.401 --> 00:03:53.305
เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้า

00:03:53.306 --> 00:03:55.200
ที่ใช้ในบ้านเรือนนะครับ

00:03:55.441 --> 00:03:56.301
ในชีวิตประจำวัน

00:03:56.302 --> 00:03:58.080
มีการใช้งานของมอเตอร์กระแสสลับ

00:03:58.081 --> 00:04:00.200
ในเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดด้วยกันนะครับ

00:04:00.710 --> 00:04:01.839
โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า

00:04:01.840 --> 00:04:04.000
ที่มีลักษณะการเคลื่อนที่แบบหมุนนะครับ

00:04:04.172 --> 00:04:06.160
เช่น เครื่องซักผ้านะครับ

00:04:06.756 --> 00:04:09.354
พัดลม เครื่องปั่นนะครับ

00:04:11.031 --> 00:04:12.240
มอเตอร์กระแสสลับนะครับ

00:04:12.241 --> 00:04:14.280
สามารถแบ่งตามระบบการป้อนไฟฟ้า

00:04:14.453 --> 00:04:15.880
ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท

00:04:15.881 --> 00:04:18.200
ก็คือมอเตอร์แบบ 1 เฟสนะครับ

00:04:18.201 --> 00:04:20.480
แล้วก็มอเตอร์แบบ 3 เฟสนะครับ

00:04:21.939 --> 00:04:23.920
เรามาดูมอเตอร์ 1 เฟสกันนะครับ

00:04:24.512 --> 00:04:26.317
มอเตอร์กระแสสลับแบบ 1 เฟสนะครับ

00:04:26.318 --> 00:04:28.500
เป็นมอเตอร์ที่มีขนาดเล็กนะครับ

00:04:28.738 --> 00:04:31.200
แต่ใช้กับแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์นะครับ

00:04:31.694 --> 00:04:34.040
มีสายไฟเข้า 2 สายนะครับ

00:04:34.537 --> 00:04:35.720
มอเตอร์แบบ 1 เฟสนะครับ

00:04:35.721 --> 00:04:37.760
จะมีกำลังต่ำกว่า 1 แรงม้านะครับ

00:04:38.099 --> 00:04:39.775
หรืออาจจะมีขนาดที่ใหญ่สุดได้

00:04:39.776 --> 00:04:41.160
ไม่เกิน 5 แรงม้านะครับ

00:04:41.657 --> 00:04:42.800
มอเตอร์ชนิดนี้นะครับ

00:04:42.801 --> 00:04:44.800
นิยมใช้ตามบ้านเรือนนะครับ

00:04:47.360 --> 00:04:49.640
ทีนี้เรามาดูมอเตอร์แบบ 3 เฟสบ้างนะครับ

00:04:50.112 --> 00:04:51.480
มอเตอร์แบบ 3 เฟสนะครับ

00:04:51.481 --> 00:04:53.720
เป็นมอเตอร์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมนะครับ

00:04:54.384 --> 00:04:56.394
ต้องใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟสนะครับ

00:04:56.792 --> 00:04:59.640
แรงดันไฟฟ้าจะอยู่ที่ 380 โวลต์นะครับ

00:05:00.089 --> 00:05:02.560
มีสายไฟเข้ามอเตอร์ 3 สายนะครับ

00:05:03.313 --> 00:05:04.872
มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 3 เฟสนะครับ

00:05:04.881 --> 00:05:06.720
จะมีกำลังต่ำกว่า 1 แรงม้านะครับ

00:05:06.721 --> 00:05:09.200
จนถึงขนาดแรงม้ามาก ๆ นะครับ

00:05:09.456 --> 00:05:11.640
อันนี้นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรมหนัก

00:05:11.980 --> 00:05:14.920
เช่น ขับลูกกลิ้งนะครับ โรงงานถลุงเหล็กนะครับ

00:05:15.935 --> 00:05:17.640
ลำดับถัดมานะครับ เราก็จะมาพูดถึง

00:05:17.641 --> 00:05:19.720
ในเรื่องของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นะครับ

00:05:20.127 --> 00:05:22.920
โดยปกติแล้วนี่ เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดนะครับ

00:05:23.348 --> 00:05:24.280
มักจะมีส่วนประกอบ

00:05:24.281 --> 00:05:25.952
ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นะครับ

00:05:25.961 --> 00:05:28.800
ซึ่งมีลักษณะและการทำงานที่แตกต่างกันไปนะครับ

00:05:29.398 --> 00:05:31.120
ในส่วนนี้นะครับ นักเรียนจะได้เรียนรู้

00:05:31.121 --> 00:05:32.919
เกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน

00:05:32.920 --> 00:05:34.400
ที่ถูกใช้ในส่วนประกอบ

00:05:34.531 --> 00:05:37.000
ของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ นะครับ

00:05:38.084 --> 00:05:39.132
เรามาดูอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

00:05:39.188 --> 00:05:40.240
ตัวแรกกันเลยนะครับ

00:05:40.241 --> 00:05:41.960
นั่นก็คือตัวต้านทานนะครับ

00:05:42.576 --> 00:05:43.306
ตัวต้านทานนะครับ

00:05:43.307 --> 00:05:45.957
เป็นอุปกรณ์ที่มีสมบัติในการต้านการผ่าน

00:05:45.958 --> 00:05:47.440
ของกระแสไฟฟ้านะครับ

00:05:47.863 --> 00:05:49.560
มีหน่วยเป็นโอห์มนะครับ

00:05:50.387 --> 00:05:51.880
ตัวต้านทานที่มีค่ามากนะครับ

00:05:51.881 --> 00:05:54.440
จะทำให้มีกระแสไฟฟ้าผ่านได้น้อยนะครับ

00:05:54.967 --> 00:05:55.976
โดยทั่วไปตัวต้านทาน

00:05:55.977 --> 00:05:57.640
จะถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทนะครับ

00:05:57.641 --> 00:05:59.520
ได้แก่ ตัวต้านทานคงที่นะครับ

00:06:00.042 --> 00:06:01.040
ตัวต้านทานคงที่นะครับ

00:06:01.041 --> 00:06:02.800
เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทาน

00:06:02.801 --> 00:06:05.360
ของการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าคงที่นะครับ

00:06:05.783 --> 00:06:07.675
ซึ่งเราสามารถอ่านค่าความต้านทานได้

00:06:07.676 --> 00:06:10.680
จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวต้านทานนะครับ

00:06:12.684 --> 00:06:14.154
แบบที่ 2 ก็จะเป็นตัวต้านทาน

00:06:14.155 --> 00:06:15.800
แบบที่เปลี่ยนค่าได้นะครับ

00:06:16.348 --> 00:06:18.360
โดยค่าของความต้านทานนะครับ

00:06:18.547 --> 00:06:21.160
ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่มาตกกระทบนะครับ

00:06:21.685 --> 00:06:23.840
ถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมากนะครับ

00:06:24.099 --> 00:06:25.621
ตัว LDR ของเรา

00:06:25.646 --> 00:06:27.595
ก็จะมีค่าความต้านทานต่ำนะครับ

00:06:30.104 --> 00:06:31.631
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตัวถัดไปนะครับ

00:06:31.632 --> 00:06:33.280
ก็คือตัวเก็บประจุนะครับ

00:06:33.926 --> 00:06:35.640
ตัวเก็บประจุจะทำหน้าที่ในการเก็บ

00:06:35.641 --> 00:06:37.080
สะสมประจุไฟฟ้านะครับ

00:06:37.248 --> 00:06:38.361
โดยตัวเก็บประจุนะครับ

00:06:38.362 --> 00:06:41.280
จะถูกสร้างมาจากการนำสารตัวนำ 2 ชิ้นนะครับ

00:06:41.707 --> 00:06:43.840
มาวางในลักษณะที่ขนานกันนะครับ

00:06:44.535 --> 00:06:47.240
โดยระหว่างตัวนำทั้ง 2 จะถูกกั้นด้วยฉนวน

00:06:47.241 --> 00:06:48.960
ที่เรียกว่า "ไดอิเล็กทริก" นะครับ

00:06:49.515 --> 00:06:50.486
ซึ่งไดอิเล็กทริกนี้

00:06:50.487 --> 00:06:54.480
อาจจะเป็นอากาศ ไมกา พลาสติก เซรามิก

00:06:54.648 --> 00:06:57.080
หรือสารที่มีสภาพคล้ายฉนวนอื่น ๆ นะครับ

00:06:59.335 --> 00:07:00.280
เรามาดูตัวเก็บประจุ

00:07:00.281 --> 00:07:01.920
ประเภทอิเล็กโทรไลต์กันนะครับ

00:07:02.711 --> 00:07:04.400
ตัวเก็บประจุประเภทอิเล็กโทรไลต์นะครับ

00:07:04.401 --> 00:07:06.120
ตัวเก็บประจุประเภทอิเล็กโทรไลต์นะครับ

00:07:06.121 --> 00:07:08.920
จะใช้ในงานที่ต้องการความต้านทานของฉนวน

00:07:08.921 --> 00:07:10.320
ที่มีค่าสูงนะครับ

00:07:10.727 --> 00:07:12.360
มีเสถียรภาพดีนะครับ

00:07:12.904 --> 00:07:16.320
แล้วก็ใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงนะครับ

00:07:16.646 --> 00:07:19.480
โดยมากนิยมใช้ในวงจรจ่ายกำลังไฟสูงนะครับ

00:07:19.919 --> 00:07:21.520
เช่น เครื่องปรับอากาศนะครับ

00:07:21.802 --> 00:07:23.800
เครื่องจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงนะครับ

00:07:26.481 --> 00:07:28.040
ตัวเก็บประจุอีกประเภทหนึ่งนะครับ

00:07:28.041 --> 00:07:30.080
ก็คือตัวเก็บประจุประเภทเซรามิกนะครับ

00:07:30.319 --> 00:07:31.920
ซึ่งตัวเก็บประจุประเภทนี้นะครับ

00:07:31.921 --> 00:07:34.000
จะใช้เซรามิกเป็นไดอิเล็กทริกนะครับ

00:07:34.404 --> 00:07:37.040
และเก็บความจุได้ไม่เกิน 1 ไมโครฟารัดนะครับ

00:07:37.461 --> 00:07:38.601
ตัวเก็บประจุประเภทนี้นะครับ

00:07:38.625 --> 00:07:40.080
นิยมใช้ทั่วไปนะครับ

00:07:40.081 --> 00:07:41.746
เนื่องจากว่ามีราคาถูกนะครับ

00:07:42.262 --> 00:07:43.840
แล้วก็เหมาะสำหรับใช้ในวงจร

00:07:43.841 --> 00:07:45.400
ย่านความถี่วิทยุนะครับ

00:07:47.004 --> 00:07:48.474
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตัวถัดไปนะครับ

00:07:48.475 --> 00:07:49.880
ก็คือไดโอดนะครับ

00:07:50.453 --> 00:07:51.920
ไดโอดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

00:07:51.921 --> 00:07:53.880
ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำนะครับ

00:07:54.995 --> 00:07:55.600
มีคุณสมบัติ

00:07:55.601 --> 00:07:58.600
ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้ทางเดียวนะครับ

00:07:59.278 --> 00:08:02.080
จึงทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่

00:08:02.081 --> 00:08:04.040
ของกระแสไฟฟ้านะครับ

00:08:04.489 --> 00:08:06.840
แล้วก็ป้องกันการเคลื่อนที่ย้อนกลับ

00:08:06.841 --> 00:08:08.040
ของกระแสไฟฟ้า

00:08:08.921 --> 00:08:11.280
ปัจจุบันมีไดโอดอยู่หลายชนิดด้วยกันนะครับ

00:08:11.281 --> 00:08:13.760
แต่ไดโอดที่นิยมใช้ก็จะมีดังนี้นะครับ

00:08:14.373 --> 00:08:15.480
ไดโอดธรรมดานะครับ

00:08:16.080 --> 00:08:16.760
ไดโอดธรรมดา

00:08:16.761 --> 00:08:18.520
ก็จะทำหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนที่

00:08:18.521 --> 00:08:20.880
ของกระแสไฟฟ้าให้ผ่านทางเดียวนะครับ

00:08:21.358 --> 00:08:23.640
ไดโอดจะมีขั้วบวกและขั้วลบนะครับ

00:08:23.641 --> 00:08:25.960
ถ้าหากว่าเราต่อวงจรผิดนะครับ

00:08:26.522 --> 00:08:28.600
กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถผ่านได้นะครับ

00:08:28.857 --> 00:08:30.494
โดยขั้วบวกของไดโอดนะครับ

00:08:30.495 --> 00:08:33.240
จะต้องต่อกับขั้วบวกของวงจรไฟฟ้านะครับ

00:08:34.238 --> 00:08:35.421
และขั้วลบของไดโอด

00:08:35.422 --> 00:08:38.160
ก็ต้องต่อกับขั้วลบของวงจรไฟฟ้านะครับ

00:08:39.831 --> 00:08:40.730
จากการที่ไดโอด

00:08:40.731 --> 00:08:43.000
ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้ทางเดียวนะครับ

00:08:43.001 --> 00:08:44.367
ก็จะเป็นการช่วยป้องกัน

00:08:44.368 --> 00:08:46.467
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นะครับ ไม่ให้ถูกทำลาย

00:08:46.468 --> 00:08:48.640
จากการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า

00:08:48.641 --> 00:08:49.920
ผิดทางนั่นเองนะครับ

00:08:50.317 --> 00:08:51.366
ไดโอดประเภทถัดมานะครับ

00:08:51.367 --> 00:08:52.764
ก็คือไดโอดเปล่งแสงนะครับ

00:08:52.765 --> 00:08:55.600
หรือเราจะเรียกติดปากว่าหลอด LED นะครับ

00:08:56.261 --> 00:08:56.936
LED นะครับ

00:08:56.937 --> 00:08:58.990
จะทำหน้าที่ในการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า

00:08:58.991 --> 00:09:00.000
เป็นแสงนะครับ

00:09:00.708 --> 00:09:02.240
โดยสามารถเปล่งแสงออกมาได้

00:09:02.241 --> 00:09:03.228
เมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า

00:09:03.229 --> 00:09:05.160
และแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสมนะครับ

00:09:05.801 --> 00:09:08.105
แสงที่เปล่งออกมาก็มีหลายสีนะครับ

00:09:08.106 --> 00:09:10.680
ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของสารกึ่งตัวนำ

00:09:10.681 --> 00:09:12.080
ที่นำมาผลิตนะครับ

00:09:13.219 --> 00:09:15.360
นิยมใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ นะครับ

00:09:15.361 --> 00:09:16.505
ก็อาจจะมีตัวเลข

00:09:16.506 --> 00:09:19.200
หรือเป็นตัวหนังสือเรืองแสงนะครับ

00:09:19.918 --> 00:09:23.320
เช่น วิทยุ หน้าปัดนาฬิกา เครื่องคิดเลข

00:09:23.321 --> 00:09:24.720
จอโทรทัศน์นะครับ

00:09:25.520 --> 00:09:27.160
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลำดับถัดไปนะครับ

00:09:27.161 --> 00:09:28.440
ก็คือเซนเซอร์นะครับ

00:09:28.441 --> 00:09:29.240
ซึ่งเป็นอุปกรณ์

00:09:29.241 --> 00:09:31.329
ที่ใช้ในการเปลี่ยนปริมาณทางกายภาพ

00:09:31.330 --> 00:09:32.920
ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้านะครับ

00:09:33.688 --> 00:09:34.666
ซึ่งปัจจุบันเซนเซอร์

00:09:34.667 --> 00:09:36.480
ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในส่วนประกอบ

00:09:36.481 --> 00:09:38.520
ของเครื่องใช้ไฟฟ้ากันจำนวนมากนะครับ

00:09:38.521 --> 00:09:40.069
เซนเซอร์พื้นฐานที่น่าสนใจนะครับ

00:09:40.070 --> 00:09:41.200
มีดังนี้นะครับ

00:09:41.997 --> 00:09:43.960
เซนเซอร์ตรวจจับการสัมผัสนะครับ

00:09:44.247 --> 00:09:46.800
หรือที่เรียกว่า "สวิตช์กลไก" นะครับ

00:09:47.570 --> 00:09:49.400
เป็นอุปกรณ์แบบกลไกนะครับ

00:09:49.401 --> 00:09:51.600
ทำหน้าที่ในการตัดต่อวงจร

00:09:51.601 --> 00:09:53.440
เมื่อได้รับแรงกดนะครับ

00:09:54.439 --> 00:09:55.240
สวิตช์แบบนี้นะครับ

00:09:55.241 --> 00:09:57.200
มักจะนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมนะครับ

00:09:57.201 --> 00:09:59.520
หรือเครื่องจักรที่เป็นระบบอัตโนมัตินะครับ

00:10:02.662 --> 00:10:04.000
เซนเซอร์ตรวจจับการสัมผัส

00:10:04.001 --> 00:10:06.120
ลำดับมานะครับ ก็คือรีดสวิตช์นะครับ

00:10:06.587 --> 00:10:09.496
รีดสวิตช์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ที่ควบคุมการเปิด-ปิด

00:10:09.623 --> 00:10:11.760
จากการตรวจสอบความเข้มของสนามแม่เหล็ก

00:10:11.761 --> 00:10:13.200
แทนการกดนะครับ

00:10:13.714 --> 00:10:14.908
มักจะนำไปประยุกต์ใช้

00:10:14.909 --> 00:10:16.800
ในวงจรสัญญาณกันขโมยนะครับ

00:10:17.100 --> 00:10:19.120
เผื่อตรวจจับการเปิด-ปิดประตูนะครับ

00:10:21.580 --> 00:10:23.440
เรามาดูเซนเซอร์ตรวจจับแสงกันนะครับ

00:10:23.750 --> 00:10:26.163
ในที่นี้จะนำเสนอตัว LDR นะครับ

00:10:26.777 --> 00:10:29.360
ซึ่งเป็นตัวต้านทานที่แปรค่าตามแสงนะครับ

00:10:30.031 --> 00:10:33.000
เราจึงนำมาใช้ในการตรวจจับแสงนั่นเองนะครับ

00:10:33.679 --> 00:10:35.311
โดยที่แสงเป็นสัดส่วนผกผัน

00:10:35.312 --> 00:10:36.480
กับความต้านทานนะครับ

00:10:36.566 --> 00:10:38.680
นั่นก็คือเมื่อมีแสงมาตกกระทบน้อยนะครับ

00:10:38.681 --> 00:10:40.120
ความต้านทานจะมากนะครับ

00:10:40.879 --> 00:10:43.720
ใช้ในวงจรเปิด-ปิดแสงสว่างอัตโนมัติได้นะครับ

00:10:45.075 --> 00:10:47.160
มาดูเซนเซอร์ตรวจจับแสงระดับต่อไปนะครับ

00:10:47.161 --> 00:10:48.880
ก็คือโฟโตไดโอดนะครับ

00:10:49.451 --> 00:10:51.680
เป็นเซนเซอร์แสงที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแสง

00:10:51.681 --> 00:10:53.360
ให้เป็นพลังงานไฟฟ้านะครับ

00:10:53.777 --> 00:10:55.680
โดยค่าการนำกระแสไฟฟ้าจะมากขึ้น

00:10:55.681 --> 00:10:57.440
เมื่อความเข้มแสงมากขึ้นนะครับ

00:10:57.782 --> 00:11:01.000
อันนี้จะใช้ในวงจรเปิด-ปิดไฟถนนอัตโนมัตินะครับ

00:11:04.003 --> 00:11:05.080
ทีนี้เราก็มาดูเซนเซอร์

00:11:05.081 --> 00:11:06.560
ตรวจจับอุณหภูมิกันบ้างนะครับ

00:11:06.915 --> 00:11:09.560
ในที่นี้จะพูดถึงตัว RTD นะครับ

00:11:10.133 --> 00:11:10.880
RTD นะครับ

00:11:10.881 --> 00:11:11.908
จะใช้หลักการที่ค่า

00:11:11.932 --> 00:11:13.360
ความต้านทานมีการเปลี่ยนแปลง

00:11:13.361 --> 00:11:15.182
ขึ้นอยู่กับค่าของอุณหภูมินะครับ

00:11:15.680 --> 00:11:17.360
มักจะใช้ในงานอุตสาหกรรมนะครับ

00:11:17.361 --> 00:11:19.120
เนื่องจากว่ามีราคาแพงนะครับ

00:11:21.429 --> 00:11:23.331
เซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิลำดับถัดไปนะครับ

00:11:23.332 --> 00:11:24.920
ก็คือเทอร์โมคัปเปิลนะครับ

00:11:25.522 --> 00:11:26.360
เทอร์โมคัปเปิลนะครับ

00:11:26.361 --> 00:11:28.120
จะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานความร้อน

00:11:28.121 --> 00:11:29.880
เป็นพลังงานไฟฟ้านะครับ

00:11:30.477 --> 00:11:32.084
อุปกรณ์นี้จึงมักจะประยุกต์ใช้

00:11:32.085 --> 00:11:34.160
ในการตรวจจับอุณหภูมิในตู้เย็นนะครับ

00:11:34.634 --> 00:11:36.960
แล้วก็เครื่องปรับอากาศในรถยนต์นะครับ

00:11:40.100 --> 00:11:42.280
เรามาดูเซนเซอร์ตรวจจับเสียงกันบ้างนะครับ

00:11:43.173 --> 00:11:45.240
เซนเซอร์ตรวจจับเสียงชนิดแรกที่จะพูดถึง

00:11:45.241 --> 00:11:47.200
ก็คือคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนนะครับ

00:11:47.417 --> 00:11:48.720
คอนเดนเซอร์ไมโครโฟนนะครับ

00:11:48.721 --> 00:11:51.520
จะทำหน้าที่เปลี่ยนเสียงเป็นพลังงานไฟฟ้านะครับ

00:11:51.808 --> 00:11:53.163
โดยค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า

00:11:53.164 --> 00:11:54.661
ของคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนนะครับ

00:11:54.662 --> 00:11:57.200
จะขึ้นอยู่กับความดังและความถี่ของเสียงนะครับ

00:11:57.894 --> 00:11:59.240
ไมโครโฟนชนิดนี้นะครับ

00:11:59.724 --> 00:12:01.880
นำไปใช้ในโทรศัพท์ไร้สายนะครับ

00:12:01.881 --> 00:12:03.560
หรือวงจรตรวจจับเสียงนะครับ

00:12:06.312 --> 00:12:08.080
เซนเซอร์ตรวจจับเสียงอีกชนิดหนึ่งนะครับ

00:12:08.081 --> 00:12:09.240
ที่นำมายกตัวอย่าง

00:12:09.241 --> 00:12:11.080
ก็คืออัลตราโซนิกเซนเซอร์นะครับ

00:12:11.683 --> 00:12:13.874
ทำหน้าที่เปลี่ยนเสียงเป็นพลังงานไฟฟ้า

00:12:13.875 --> 00:12:15.920
เช่นเดียวกับคอนเดนเซอร์ไมโครโฟนนะครับ

00:12:16.391 --> 00:12:18.080
แต่จะรับช่วงความถี่

00:12:18.081 --> 00:12:20.840
ที่ประมาณสาม 38-40 กิโลเฮิรตซ์นะครับ

00:12:21.285 --> 00:12:23.680
ซึ่งสูงกว่าที่มนุษย์เราได้ยินนะครับ

00:12:24.297 --> 00:12:26.760
จึงมักใช้ในการวัดระยะทางนะครับ

00:12:27.506 --> 00:12:28.480
สำหรับบทเรียนนี้นะครับ

00:12:28.481 --> 00:12:30.360
นักเรียนจะเห็นได้ว่าความรู้พื้นฐาน

00:12:30.361 --> 00:12:32.163
เกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นะครับ

00:12:32.164 --> 00:12:33.840
มีความสำคัญต่อการพัฒนา

00:12:33.848 --> 00:12:35.567
หรือสร้างสรรค์เทคโนโลยีนะครับ

00:12:35.794 --> 00:12:37.304
เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญ

00:12:37.305 --> 00:12:38.560
ที่จะทำให้เทคโนโลยีต่าง ๆ

00:12:38.561 --> 00:12:40.520
ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ

00:12:41.679 --> 00:12:43.400
สำหรับกิจกรรมที่ 5.2 นะครับ

00:12:43.401 --> 00:12:45.320
วิเคราะห์กลไกไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์

00:12:45.321 --> 00:12:46.960
ในสิ่งของเครื่องใช้นะครับ

00:12:47.305 --> 00:12:48.748
ให้นักเรียนเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า

00:12:48.772 --> 00:12:49.800
มา 1 ชนิดนะครับ

00:12:49.897 --> 00:12:51.440
เพื่อศึกษากลไกการทำงาน

00:12:51.441 --> 00:12:53.131
ของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

00:12:53.132 --> 00:12:54.347
ของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เลือก

00:12:54.348 --> 00:12:55.880
ในประเด็นดังต่อไปนี้นะครับ

00:12:57.039 --> 00:12:59.560
กลไกอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

00:12:59.561 --> 00:13:02.160
ที่ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นมีอะไรบ้างนะครับ

00:13:02.814 --> 00:13:05.240
การทำงานของกลไกและอุปกรณ์ไฟฟ้า

00:13:05.618 --> 00:13:07.480
และอิเล็กทรอนิกส์ในเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น

00:13:07.683 --> 00:13:09.800
มีการทำงานสัมพันธ์กันอย่างไรนะครับ

00:13:10.459 --> 00:13:12.491
หากกลไกอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

00:13:12.492 --> 00:13:14.852
เกิดการทำงานผิดพลาดจะส่งผลต่อการทำงาน

00:13:14.853 --> 00:13:17.000
ของเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไรนะครับ

00:13:18.490 --> 00:13:19.960
นักเรียนสามารถบันทึกกิจกรรม

00:13:19.961 --> 00:13:22.040
ตามหัวข้อบนหน้าจอได้เลยนะครับ

00:13:22.795 --> 00:13:25.040
แล้วก็อย่าลืมทำกิจกรรมกันด้วยนะครับ

00:13:25.638 --> 00:13:26.640
สวัสดีครับ

00:13:27.573 --> 00:13:42.428
[เสียงดนตรี]