﻿WEBVTT

00:09:06.270 --> 00:09:09.090
(ดร.วิกานดา) สวัสดีค่ะนักศึกษาทุกคน

00:09:09.300 --> 00:09:14.220
เดี๋ยวขอเชิญล่ามทางไกลได้เลยนะคะ อาจารย์พร้อมที่จะสอนแล้วค่ะ

00:09:19.770 --> 00:09:27.060
ค่ะ ก็สวัสดีอย่างเป็นทางการนะคะ สำหรับนักศึกษาสาขาการศึกษาพิเศษนะ

00:09:27.420 --> 00:09:31.350
ทุกคนก็คงจะรู้จักชื่ออาจารย์แล้ว... แล้วนะคะ

00:09:31.640 --> 00:09:39.490
ขอแนะนำตัวอีกรอบนะคะ สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเข้ามาสัปดาห์นี้เป็นครั้งแรกนะ

00:09:39.960 --> 00:09:47.840
วันนี้... วันนี้อาจารย์ก็จะมาสอนในรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครูนะคะ

00:09:48.050 --> 00:09:55.250
อาจารย์ชื่อ ดร.วิกานดา ชัยรัตน์ เราสามารถเรียกชื่อเล่นได้ว่าอาจารย์กานต์นะคะ

00:09:55.490 --> 00:10:03.010
อยู่สาขาจิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนว คณะเดียวกันกับเรา ก็คือคณะครุศาสตร์

00:10:03.390 --> 00:10:06.060
เรียกชื่อเล่นก็ได้ จะได้เป็นกันเองนะคะ

00:10:06.500 --> 00:10:15.020
ทีนี้ในรายวิชานี้ก็จะเป็น 3 หน่วยกิตนะคะ 3 หน่วยกิตนะ

00:10:15.850 --> 00:10:22.200
วิชานี้ก็จะมีทั้งบรรยาย แล้วก็มีการทำกิจกรรมกลุ่มนะคะ

00:10:26.150 --> 00:10:35.980
วันนี้อาจารย์ก็จะมาพูดในบทที่ 1 ว่าในส่วนที่เป็นความหมายและความสำคัญของจิตวิทยา

00:10:36.320 --> 00:10:40.320
ส่วนที่ 2 ก็จะว่าในเรื่องพฤติกรรม

00:10:40.480 --> 00:10:45.680
ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นวิธีการศึกษาพฤติกรรมของนักจิตวิทยา

00:10:45.890 --> 00:10:53.890
แล้วก็ส่วนที่ 4 ก็จะว่าเรื่องแนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยานะคะ

00:10:54.590 --> 00:11:01.260
เวลาอาจารย์อธิบาย ถ้าใครสงสัยตรงไหน สามารถยกมือถามได้เลยนะคะ

00:11:02.980 --> 00:11:05.738
วิชานี้อาจารย์ก็จะถามเยอะนิดหนึ่ง

00:11:05.884 --> 00:11:10.812
ในการถามของอาจารย์ ก็คือเปรียบเสมือนเป็นการวัดความรู้

00:11:10.836 --> 00:11:13.470
เขาเรียกว่า "Pretest" นะ อันนี้นะคะ

00:11:13.690 --> 00:11:20.140
เพื่อที่จะได้วัดว่าเรามีความรู้ความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั่นเองนะคะ

00:11:20.520 --> 00:11:27.990
ทีนี้เรามาดูสัดส่วนในการเก็บคะแนน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน

00:11:28.350 --> 00:11:36.540
ส่วนแรก ก็คือคะแนนเก็บ 60 คะแนน ส่วนที่ 2 ก็จะเป็นคะแนนสอบนะคะ

00:11:37.550 --> 00:11:44.890
คะแนนเก็บ เข้าชั้นเรียนตรงเวลาคือเท่าไรคะ 10 คะแนนนะคะ

00:11:45.550 --> 00:11:54.300
ส่วนที่ 2 กิจกรรมในชั้นเรียน ก็จะแยกย่อยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ชิ้นงานด้วยกัน

00:11:54.610 --> 00:11:57.690
อันนี้ ก็คืออย่างละ 5 คะแนน

00:12:00.140 --> 00:12:06.086
กิจกรรมในที่นี้ ก็คือจะทำกันเป็นแบบกลุ่มนะคะ อันนี้นะ

00:12:06.518 --> 00:12:11.221
ก็จะไล่ไปตั้งแต่วิเคราะห์พัฒนาการ 5 คะแนน

00:12:11.533 --> 00:12:14.579
นำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ 5 คะแนน

00:12:14.970 --> 00:12:21.270
การออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน อันนี้ก็ 5 คะแนนนะคะ

00:12:21.463 --> 00:12:26.790
ทำ Case Study หรือการศึกษารายกรณี ก็ 5 คะแนน

00:12:27.070 --> 00:12:30.923
แล้วก็ฝึกกระบวนการปรึกษา 5 คะแนน

00:12:32.150 --> 00:12:37.740
เนื้อหาก็จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 12 บทด้วยกันนะคะ

00:12:39.284 --> 00:12:49.114
ส่วนแรก เริ่มตั้งแต่เปิดภาคจนกระทั่งสอบกลางภาคก็จะเป็นอาจารย์วิกานดานะ

00:12:49.510 --> 00:12:57.120
แล้วก็หลังจากสอบกลางภาคก็จะเป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งนะคะ ก็คือ ผศ.ดร.ฐิติกานต์นะ

00:12:57.980 --> 00:13:01.880
โอเค ทุกคนพร้อมแล้วนะคะ ที่จะเรียน

00:13:02.230 --> 00:13:08.620
ทีนี้แบบฝึกหัด ถ้าใครเรียนบทที่ 1 แล้วสามารถตอบคำถามได้

00:13:09.180 --> 00:13:14.770
ก็แสดงว่าเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ๆ นั้นแล้วนะคะ

00:13:15.420 --> 00:13:24.150
ทีนี้เรามาดูความหมาย ความเป็นมาของจิตวิทยา หรือเราเรียกกันว่า "Psychology" นะคะ

00:13:24.540 --> 00:13:27.505
ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน

00:13:28.010 --> 00:13:31.910
ช่วงแรก ก็คือจะเป็นก่อนศตวรรษที่ 19

00:13:33.040 --> 00:13:38.070
กล่าวได้ว่า จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ

00:13:39.840 --> 00:13:47.440
ทุกสิ่งทุกอย่าง เขามองว่าการแสดงออกนี่เขาเชื่อในเรื่องวิญญาณ ยังไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควร

00:13:48.010 --> 00:13:55.930
แต่ทีนี้หลังศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการศึกษาทางจิตวิทยาอย่างเป็นระบบ

00:13:56.660 --> 00:14:03.180
ก็จะมีการศึกษาเกี่ยวกับการแสดงออกทางพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์

00:14:03.680 --> 00:14:06.988
โดยอาศัยวิธีการทางอะไรคะ

00:14:07.452 --> 00:14:09.500
วิทยาศาสตร์นั่นเองนะคะ

00:14:10.630 --> 00:14:15.310
เขาก็จะไม่เชื่อในเรื่องวิญญาณ เพราะว่าบางครั้งมันยังหาเหตุ หาผลไม่ได้

00:14:15.990 --> 00:14:23.600
ยุคหลังเขามองว่า เอ๊ะ พฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไรนั่นเองนะคะ

00:14:23.830 --> 00:14:28.700
เขาก็เลยสร้างห้องทดลองที่เมืองไลป์ซิกนะ เพื่อจะดูพฤติกรรม

00:14:28.900 --> 00:14:35.650
ว่ากลวิธีการแสดงออกทางพฤติกรรมสาเหตุมันเกิดขึ้นมาจากตรงไหน อย่างไร

00:14:35.760 --> 00:14:40.830
เขาก็เลยเชื่อว่าจะต้องอาศัยการศึกษาอย่างเป็นระบบ

00:14:41.300 --> 00:14:47.425
คำว่า "เป็นระบบ" ในที่นี้ ก็คือศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

00:14:48.160 --> 00:14:50.110
แต่เดี๋ยวเรามาดูกันนะ

00:14:50.480 --> 00:14:56.110
ทีนี้ความหมายของจิตวิทยาคืออะไร

00:14:56.800 --> 00:15:07.050
ทุกพฤติกรรมย่อมมีสาเหตุ ดังนั้น จิตวิทยา ก็คือการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมต่าง ๆ

00:15:07.350 --> 00:15:12.160
ทั้งของมนุษย์แล้วก็สัตว์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:15:14.880 --> 00:15:24.290
ทีนี้เรามาดูกัน คำว่า "พฤติกรรม" "Behavior" นั่นเองนะคะ มันคืออะไร

00:15:24.814 --> 00:15:27.703
นักศึกษาตอบได้ไหม พฤติกรรมคืออะไร

00:15:28.768 --> 00:15:32.090
การกระทำนั่นเองนะคะ เช่นอะไรบ้างคะ

00:15:36.560 --> 00:15:40.000
การกินได้ไหม รับประทานได้ไหม การวิ่งได้ไหม

00:15:41.543 --> 00:15:43.953
ตอนนี้อาจารย์มีพฤติกรรมอะไร ตอนนี้

00:15:45.025 --> 00:15:50.343
พูดหรือว่าสอน สอนได้ไหม การถ่ายทอดเนื้อหานะ

00:15:50.830 --> 00:15:55.040
นักศึกษาตั้งใจเรียน อันนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมไหมคะ เป็น

00:15:55.140 --> 00:15:59.111
เรารู้ได้อย่างไรว่าเราตั้งใจเรียน

00:16:01.362 --> 00:16:05.020
เพราะเราสังเกตตัวเองใช่ไหม ถูกไหม

00:16:05.420 --> 00:16:08.800
แสดงว่าเรารู้ตัวใช่ไหมคะ อันนี้นะ

00:16:09.140 --> 00:16:17.280
เพราะฉะนั้น พฤติกรรมก็เป็นการกระทำที่เรามีทั้งรู้ตัวแล้วก็ไม่รู้ตัว

00:16:17.390 --> 00:16:20.767
ทีนี้พฤติกรรมอะไร ที่บ่งบอกว่า เอ๊ะ เราไม่รู้ตัว

00:16:21.988 --> 00:16:26.400
อาการใจลอยได้ไหม ได้ เหม่อลอยได้ไหมคะ

00:16:27.010 --> 00:16:33.680
หรือว่าอาการแบบ... รู้จักหลับในไหม มันคืออะไร หลับในน่ะ

00:16:36.260 --> 00:16:42.680
แบบง่วง ๆ แล้วก็สติมันแบบ... ไปนิดหนึ่งแล้วก็ค่อยกลับมาใช่ไหมคะ อันนี้นะ

00:16:44.030 --> 00:16:54.050
ทีนี้กล่าวได้ว่าพฤติกรรม ก็คือเป็นการกระทำของมนุษย์ที่กระทำโดยรู้ตัวแล้วก็ไม่รู้ตัว

00:16:54.230 --> 00:16:59.360
และก็เป็นพฤติกรรมที่คนอื่นเขาสังเกตเห็นเราได้

00:17:00.410 --> 00:17:08.530
รวมถึงในบางครั้งเขาก็ไม่ทราบว่าเราแสดงพฤติกรรมอะไร ถ้าเขาไม่ได้สังเกตนั่นเองนะคะ

00:17:08.610 --> 00:17:13.680
ตอนนี้ทุกคนตั้งใจเรียนสูงมาก ในสาขาการศึกษาพิเศษนะ

00:17:14.180 --> 00:17:19.300
เพราะอาจารย์รู้ได้อย่างไร อาจารย์ใช้การสังเกตทุกคน

00:17:21.816 --> 00:17:27.210
เรารู้ได้อย่างไรว่าอาจารย์พูด เพราะเราสังเกตอะไรคะ อาจารย์

00:17:27.390 --> 00:17:29.278
ในการสังเกต สังเกตทางไหน

00:17:29.670 --> 00:17:33.750
ตาใช่ไหมคะ หูฟังด้วยนะ อันนี้นะ

00:17:35.450 --> 00:17:43.000
ทีนี้เรามาดูกันนะคะ พฤติกรรมของมนุษย์ก็จะมีออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

00:17:43.340 --> 00:17:48.880
ก็คือทางด้านการรู้คิด การรู้คิดในที่นี้ ก็คือความรู้

00:17:50.000 --> 00:17:54.190
ความรู้สึก ก็คือ Affective หรือ Attitude ทัศนคติ

00:17:54.610 --> 00:17:59.290
ส่วน Action ก็คืออะไรคะ การกระทำนั่นเอง

00:17:59.440 --> 00:18:04.060
ทีนี้เราอยู่ในหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต

00:18:04.650 --> 00:18:12.150
ความเป็นครู ก็คือเราจะต้องสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้เนื้อหาได้

00:18:14.850 --> 00:18:18.120
เรา ก็คือจะต้องมีการเขียนแผนใช่ไหมคะ

00:18:19.668 --> 00:18:23.108
ในการเขียนแผน เรา ก็คือจะต้องกำหนดจุดประสงค์ก่อน

00:18:23.380 --> 00:18:28.400
จุดประสงค์ ก็คือผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนเกิดอะไร

00:18:29.690 --> 00:18:35.920
จุดประสงค์ในที่นี้ ก็คือจะต้องล้อตามหลักบูมนะ ก็คือมีอะไรบ้างนะ

00:18:36.060 --> 00:18:40.130
K S แล้วก็อะไรคะ A นั่นเองนะคะ

00:18:40.407 --> 00:18:49.627
K คืออะไรคะ คือ ความรู้ใช่ไหมคะ Knowledge นะ S คืออะไรคะ Skilled หรือว่าทักษะ

00:18:49.910 --> 00:18:55.200
A ก็คือคุณลักษณะ หรือว่า Attitude หรือว่าทัศนคติ

00:18:55.633 --> 00:19:04.711
ทีนี้ของครุศาสตร์นิดหนึ่ง เพราะเหตุใดเราถึงต้องเรียนจิตวิทยาสำหรับครู

00:19:09.563 --> 00:19:10.173
ตอบได้ไหม

00:19:21.797 --> 00:19:30.282
โอเค ทีนี้มันก็จะล้อกับปรัชญาของคณะครุศาสตร์ ก็คือเก่งศาสตร์ใช่ไหมคะ

00:19:30.423 --> 00:19:35.150
ศาสตร์ ก็คือศาสตร์ของเรา ก็คือการศึกษาพิเศษ

00:19:36.230 --> 00:19:41.610
ถ้าอาจารย์จะถามเกี่ยวกับศาสตร์เกี่ยวกับการจัดการเรียนรวมของการศึกษาพิเศษ

00:19:41.810 --> 00:19:47.140
อาจารย์ก็เชื่อมั่นว่าเรามีองค์ความรู้ในเรื่องศาสตร์นั่นเองนะคะ

00:19:47.490 --> 00:19:51.750
ทีนี้เก่งศาสตร์แล้วก็จะต้องเก่งอะไรคะ เก่งสอน

00:19:51.840 --> 00:20:00.770
สอนในที่นี้ ก็คือกลวิธีเทคนิคการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เรามีอยู่ในศาสตร์ของตัวเอง

00:20:01.250 --> 00:20:08.840
แล้วก็มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ตรงนี้มันก็จะล้อกับ KSA

00:20:09.030 --> 00:20:11.465
เก่งศาสตร์ ก็คือมีความรู้ในเรื่องศาสตร์

00:20:11.830 --> 00:20:15.250
เก่งสอนในที่นี้ ก็คือเราเข้าใจเทคนิค

00:20:15.460 --> 00:20:21.300
และเราก็สามารถออกแบบหรือว่าวางแผนในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน

00:20:21.890 --> 00:20:28.470
ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:20:28.810 --> 00:20:35.490
เพราะฉะนั้น จิตครูก็มีความสำคัญว่า โอเค เราจะออกแบบเทคนิควิธีการสอน

00:20:35.760 --> 00:20:43.250
รวมถึงเมื่อเรามีความรู้ในเรื่องพัฒนาการของเด็กวัยเรียนแล้วก็เด็กวัยรุ่น

00:20:43.590 --> 00:20:53.890
และทฤษฎีการเรียนรู้เราสามารถเอามาใช้บูรณาการใช้ในชั้นเรียนของเราได้นั่นเองนะคะ

00:20:54.310 --> 00:20:57.890
ด้วยความเป็นครูที่เต็มเปี่ยมนั่นเองนะคะ

00:20:57.910 --> 00:21:06.410
ว่า เอ๊ะ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กเป็นอย่างไรคะ มีความรู้ที่เราได้ถ่ายทอดออกไป

00:21:06.500 --> 00:21:16.460
และเขาก็สามารถใช้ความรู้ที่เราถ่ายทอดนั้นไปใช้ในงานของเขาได้นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:21:17.390 --> 00:21:25.470
โอเค ทีนี้เรามาดูความหมายของพฤติกรรมกันบ้าง

00:21:26.130 --> 00:21:31.078
พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

00:21:33.997 --> 00:21:36.350
พฤติกรรมออกเป็น 2 กลุ่มนะคะ

00:21:36.860 --> 00:21:42.861
กลุ่มภายในแล้วก็ภายนอกนะคะ

00:21:43.220 --> 00:21:44.823
ภายใน ก็คือตัวเรา

00:21:46.620 --> 00:21:53.550
ภายนอกคืออะไรคะ ภายนอกคืออะไร ใช่นอกตัวเราไหม หรือว่าตัวเรา

00:21:54.560 --> 00:21:58.530
มันคืออะไร สงสัยไหม พฤติกรรมภายในกับภายนอก

00:22:04.980 --> 00:22:14.490
ย้อนกลับไปใหม่ 3 ส่วนนี้ เราคิดว่าส่วนไหนเป็นภายใน ส่วนไหนเป็นภายนอก

00:22:18.140 --> 00:22:21.721
รู้คิดกับรู้สึกเป็นอะไรคะ ภายใน

00:22:22.350 --> 00:22:26.710
รู้คิด ก็คือความรู้ที่เรามี มันเป็นภายใน

00:22:28.550 --> 00:22:36.610
รู้สึก ก็คือทัศนคติ ชอบ มองเห็นคุณค่า มองเห็นประโยชน์ มีความซาบซึ้ง อันนี้ก็คือภายใน

00:22:36.870 --> 00:22:45.090
เพราะฉะนั้น ภายใน ก็คือในจิตใจเรา ในความรู้สึกเรา ในจิตใจเรานะคะ

00:22:48.100 --> 00:22:53.870
ภายนอก ก็คือการอะไรคะ กระทำ หรือว่าการแสดงออก

00:22:54.360 --> 00:23:01.030
อันนี้นะ ที่ทำให้คนอื่นเป็นอย่างไรคะ มองเห็นตัวเรา

00:23:01.620 --> 00:23:07.960
ที่บางครั้งเราอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้นั่นเองนะคะ

00:23:15.280 --> 00:23:26.630
สรุปได้ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ ก็คือการกระทำที่แสดงออกมา ที่เรารู้ตัว แล้วก็ไม่อะไรคะ รู้ตัว

00:23:26.920 --> 00:23:35.750
พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ ภายในกับภายนอกนะคะ

00:23:36.300 --> 00:23:46.690
แต่ทีนี้คุณก็จะเห็นว่าพฤติกรรมภายนอกจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย ๆ

00:23:50.990 --> 00:23:53.850
พฤติกรรมองค์รวมกับพฤติกรรมหน่วยย่อย

00:23:54.280 --> 00:24:00.600
องค์รวมภาษาอังกฤษ ก็คือเรียกว่า "เป็นพฤติกรรมหน่วยใหญ่" เรียกกันว่า "แบบโมลาร์"

00:24:04.580 --> 00:24:08.690
หน่วยใหญ่จะเรียกกันว่า "โมเลกุล"

00:24:09.119 --> 00:24:17.109
ทีนี้ถามนักศึกษาอีกแหละ โม... พฤติกรรมแบบโมลาร์ที่เรียกกันว่า "องค์รวม"

00:24:17.473 --> 00:24:22.723
กับพฤติกรรมที่เป็นแบบโมเลกุล หรือเรียกกันว่า "พฤติกรรมหน่วยย่อย"

00:24:23.330 --> 00:24:25.021
มันเป็นภายนอกเหมือนกัน

00:24:25.442 --> 00:24:28.560
แต่โมลาร์กับโมเลกุลต่างกันอย่างไร

00:24:34.830 --> 00:24:39.840
ต่างกันอย่างไร ใครตอบได้เดี๋ยวให้ติ๊กชื่อแล้วก็ให้คะแนน 1 คะแนนเลย

00:24:59.110 --> 00:25:00.460
เกือบถูกแต่ยังไม่ถูก

00:25:03.990 --> 00:25:15.850
คำตอบ ก็คือถ้าเป็นโมลาร์ประสาทสัมผัสของเรา ตาดู หูฟัง ลิ้นชิมรส ผิวหนังสัมผัส

00:25:16.060 --> 00:25:23.870
โมลาร์ ก็คือใช้ประสาทสัมผัสเข้าช่วยในการสังเกต แล้วก็บ่งบอกถึงพฤติกรรมนั้น ๆ ได้

00:25:24.400 --> 00:25:28.670
อย่างเช่น เด็กเอกการศึกษาพิเศษ

00:25:28.890 --> 00:25:36.160
มีลีลาการเตะ Free kick ลูกบอลได้แบบ โอ้โห แบบ... แม่นยำ

00:25:36.667 --> 00:25:39.227
เข้าประตูแบบทุกประตูได้เลย

00:25:39.740 --> 00:25:48.250
หรือว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษมีลีลาในการเขาเรียกว่า "ชูตบาสเกตบอล" นะ แม่นมาก

00:25:48.800 --> 00:25:56.860
หรือว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษ โอ้โห ฝีมือในการทำส้มตำนะ อร่อยใช่ไหมคะนะ

00:25:58.240 --> 00:26:01.830
อาจารย์รู้ได้อย่างไรน่ะ ว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษนี่

00:26:01.980 --> 00:26:07.200
ลีลาการเตะ Free kick ลูกบอลแบบแม่นยำ หรือว่าชูตบาสได้แบบแม่นยำ

00:26:07.380 --> 00:26:11.200
หรือว่ารสชาติฝีมือการทำส้มตำอร่อย

00:26:17.230 --> 00:26:21.690
อาจารย์เห็นเราเล่นใช่ไหมคะ ทั้งฟุตบอล ทั้งบาสเกตบอล

00:26:21.953 --> 00:26:26.291
ใช้ตาในการสังเกตเป็นการกระทำของเรานะ

00:26:27.060 --> 00:26:32.473
ส่วนส้มตำใช้อะไรคะ ลิ้นชิมรสนั่นเองนะคะ

00:26:32.620 --> 00:26:38.170
อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นแบบโมลาร์หน่วยใหญ่นะ

00:26:40.890 --> 00:26:45.460
หรือว่าห้องนี้ตั้งใจเรียนสูงมากเลย ถามอะไรปุ๊บ ตอบปั๊บ

00:26:45.720 --> 00:26:49.750
อาจารย์รู้ได้อย่างไร ก็สังเกตพฤติกรรมที่เราเรียน

00:26:50.780 --> 00:26:53.860
แต่ทีนี้โมเลกุลล่ะ มันเป็นหน่วยย่อย ๆ

00:26:54.560 --> 00:27:04.670
ในบางครั้งพฤติกรรมบางด้านที่เขาแสดงออกมา เรายังไม่กล้าตีพฤติกรรมนั้น ๆ ว่ามันคืออะไร

00:27:05.030 --> 00:27:13.830
เราจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบในการอะไรคะ ยืนยัน

00:27:14.240 --> 00:27:21.580
เวลาคุณไปหาหมอ หมอเขาเห็นอาการของคุณแล้วว่าแบบ อุ๊ย หน้าแดง เป็นไข้

00:27:22.000 --> 00:27:25.388
หมอเขาน่ะ ให้ยาทันทีได้ไหม ไม่ได้

00:27:25.412 --> 00:27:29.770
เพราะว่าบางครั้งให้ยาผิด ชีวิต... วินิจฉัยโรคอาจจะเปลี่ยน

00:27:30.470 --> 00:27:35.630
แนวทางในการวินิจฉัยของแพทย์หรือว่าของหมอ

00:27:35.880 --> 00:27:41.920
ก็คือจะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเองนะคะ

00:27:42.110 --> 00:27:49.050
เพื่อยืนยันลักษณะอาการที่ปรากฏขึ้น ที่เขาสังเกตเห็นนั่นเองนะคะ

00:27:49.650 --> 00:28:00.070
หรือว่าลักษณะของคนโกหก ที่เราเชื่อว่าเวลาเขาพูดนะ จะไม่สบตาใช่ไหมคะ พูดวกไปวนมา

00:28:00.650 --> 00:28:09.380
แต่เวลาเราสงสัยใครคนหนึ่ง ตำรวจเขาจะไม่ไปกล่าวหาทันที

00:28:09.510 --> 00:28:15.500
เขา ก็คือจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนก่อน เรียกมาให้ปากคำก่อน

00:28:16.170 --> 00:28:19.870
เขาจะเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

00:28:20.170 --> 00:28:23.760
ทีนี้เขาจะทำอย่างไร ว่า เอ๊ะ คนนี้โกหกหรือไม่โกหก

00:28:24.240 --> 00:28:33.720
เขาจำเป็น คือ จะต้องอาศัยเครื่องจับเท็จเข้ามาช่วย ว่า เอ๊ะ คนนี้สรุปแล้วเขาโกหกไหม

00:28:34.320 --> 00:28:40.360
อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมแบบโมเลกุล

00:28:40.400 --> 00:28:46.990
ก็คือจะต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเองนะคะนะ

00:28:48.400 --> 00:28:55.220
หรือว่าลักษณะของคนที่เป็นโรคความดันจะเป็นอย่างไรคะ หน้ามืดใช่ไหมคะ วิงเวียน

00:28:57.610 --> 00:29:03.620
คุณหมอเขา ก็คือจะต้องมีเครื่องอะไรคะ ตรวจความดันอยู่

00:29:04.180 --> 00:29:10.100
หรือว่าของเราน่ะ ไอ จาม ก็จะต้องมีเครื่องอะไรคะ

00:29:10.240 --> 00:29:17.740
แบบตรวจเพื่อยืนยัน ว่า เอ๊ะ เราเป็นโควิดหรือไม่นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:29:17.920 --> 00:29:23.230
โอเค เราเข้าใจแล้วนะ ว่าโมลาร์กับโมเลกุลต่างกันอย่างไรนะคะ

00:29:24.694 --> 00:29:29.004
เดี๋ยววันนี้จะมีการบ้านให้เราทำดีไหม ดี

00:29:35.810 --> 00:29:49.490
ดูการ์ตูน ตัวการ์ตูนบนซ้าย เราคิดว่าเขามีพฤติกรรมอะไร

00:29:55.640 --> 00:30:04.500
เศร้าก็ได้ เพราะน้ำตาไหลใช่ไหม แต่บางคนก็บอกว่าเขาอาจจะน้อยใจก็ได้ ถูกไหมคะ

00:30:08.860 --> 00:30:13.460
ล่าง ด้านซ้ายเราเขาเป็นอย่างไร

00:30:23.050 --> 00:30:24.951
ที่แคะจมูกน่ะ มันคืออะไรล่ะ

00:30:32.575 --> 00:30:37.270
บางคนก็บอกว่าเขิน อายก็ได้ หรือว่า Happy ก็ได้

00:30:38.110 --> 00:30:46.330
แต่เราสงสัยไหม ว่าทำไมเราเห็นรูปเดียวกันแต่เราทายพฤติกรรมไม่เหมือนกัน

00:30:46.860 --> 00:30:50.330
เนื่องมาจากประสบการณ์เดิมของแต่ละคน

00:30:50.620 --> 00:30:57.060
ที่คนรอบตัวหรือเราเคยแสดงว่าถ้าเรามีลักษณะอาการเขินอาย

00:30:57.200 --> 00:31:04.550
หรือว่าคนรอบข้างที่มีลักษณะเขินอาย อาจจะแสดงพฤติกรรมดังรูปนี้นั่นเองนะคะ

00:31:05.330 --> 00:31:08.021
ทีนี้เราจะย้อนกลับมา

00:31:08.260 --> 00:31:15.810
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่า เอ๊ะ พฤติกรรมภายในเขาเศร้า เสียใจ หรือว่าเขามีความสุข

00:31:16.570 --> 00:31:24.210
เราก็อาศัยการสังเกตจากพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกของเขานั่นเองนะคะ

00:31:24.400 --> 00:31:32.620
ที่เราเรียกกันว่า "ภาวะสันนิษฐานจากพฤติกรรมภายนอกมาสู่ภายใน"

00:31:33.500 --> 00:31:43.410
ยกตัวอย่าง ตอนนี้ อาจารย์ผู้สอน เราคิดว่าถ้าเราทายจากพฤติกรรมอาจารย์

00:31:43.440 --> 00:31:46.360
ตอนนี้คิดว่าภายในอาจารย์รู้สึกอย่างไร

00:31:53.310 --> 00:31:58.060
อะไรนะ พูดดัง ๆ เออ อยากสอนนักเรียน เรารู้ได้อย่างไร

00:31:58.080 --> 00:32:07.290
เราก็ทายจากการแสดงออกของพฤติกรรมภายนอกของอาจารย์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:32:12.700 --> 00:32:24.220
โอเค ทีนี้เรามาดูเกี่ยวกับสิ่งที่นักศึกษาจะต้องรู้ ก็คือตามโครงสร้างของจิตวิทยา

00:32:25.230 --> 00:32:32.040
จะแบ่งออกเป็น S O แล้วก็อะไรคะ R นั่นเองนะคะ

00:32:32.450 --> 00:32:38.760
S ในที่นี้ ก็คือสิ่งเร้า หรืออะไร... เราเรียกกันว่า "Stimulus" นั่นเองนะคะ

00:32:38.900 --> 00:32:46.750
สิ่งเร้า ก็คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา แล้วก็กระตุ้นที่ทำให้เราเกิดความคิด ความรู้สึก

00:32:47.060 --> 00:32:53.820
แล้วก็มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น ๆ นั่นเองนะคะ

00:32:54.790 --> 00:33:04.320
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้อาจารย์กำลังสอนนักศึกษา ก็คือคุยกันเสียงดัง สิ่งเร้าเกิดขึ้น

00:33:05.880 --> 00:33:13.740
ทีนี้ก็จะต้องผ่านประสาทสัมผัสของอาจารย์ ก็คือ Sensation การรู้สัมผัส

00:33:14.500 --> 00:33:23.400
หูได้ยินเสียง ระหว่างสอนนี่นักศึกษาคุยกัน ตาของอาจารย์ก็มองเห็น

00:33:24.342 --> 00:33:30.252
เราไม่สนใจตรง PowerPoint เราจับ... นี่ นั่งใกล้ ๆ กันน่ะ คุยกัน

00:33:31.958 --> 00:33:40.548
อาจารย์ก็รับรู้ รับรู้ ก็คือการแปลความหมายจากสิ่งที่... แปลงความหมายของสิ่งเร้าที่เกิดขึ้น

00:33:41.090 --> 00:33:43.610
แปลงในที่นี้ ก็คือจากประสบการณ์เดิม

00:33:43.640 --> 00:33:50.550
รู้ว่า โอเค อันนี้สะท้อนว่านักศึกษาแบบกำลังคุยกัน ไม่ตั้งใจเรียน

00:33:51.150 --> 00:33:55.860
มันก็จะมาสู่การมี Emotion หรือว่าอารมณ์

00:33:57.230 --> 00:34:02.950
อารมณ์ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ก็คือบวกกับลบนะคะ

00:34:03.040 --> 00:34:07.870
แต่ทีนี้นักศึกษาคุยกันจะให้อาจารย์มีความสุขไหม ไม่

00:34:08.160 --> 00:34:13.140
อาจารย์ก็จะต้องมีความรู้สึกแบบไม่พอใจเธอคุยกัน

00:34:13.840 --> 00:34:22.570
ความต้องการก็จะเกิดขึ้นอยากให้นักศึกษาหยุดคุยน่ะ ทำอย่างไรดี

00:34:23.470 --> 00:34:31.830
ทีนี้ก็จะเริ่มมาสู่การคิด การคิดเราสามารถเลือกได้แบบหลากหลายวิธีว่าจะทำอย่างไร

00:34:32.551 --> 00:34:37.031
จะเดินออกไปแบบ Walk out เดินออกจากห้องไม่สอนเลยดีไหม

00:34:37.270 --> 00:34:44.630
หรือว่า เอ๊ะ จะตบโต๊ะดี เพื่อให้รู้ว่าฉันไม่พอใจ ฉันจะเลือกอะไรดี อันนี้นะ

00:34:45.120 --> 00:34:52.130
ทีนี้ก็จะมาสู่การตัดสินใจ ก็ยังอยู่ในความคิดเรา โอเค ฉันเลือกวิธีการตบโต๊ะดีกว่า

00:34:53.280 --> 00:35:00.940
ทีนี้ Response หรือว่าการตอบสนอง ก็คือเลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุด

00:35:01.109 --> 00:35:07.410
ก็แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:35:08.450 --> 00:35:17.620
เพราะฉะนั้น โครงสร้างทางจิตวิทยาก็จะมีส่วนแรกเลย ก็คือสิ่งเร้านะคะ

00:35:17.960 --> 00:35:27.180
สมมติเราเดินตรงอาคาร 36 กลิ่นกาแฟมาแบบเตะจมูก สิ่งเร้า ก็คือกลิ่นกาแฟ

00:35:27.480 --> 00:35:36.960
หรือว่าช่วงพักเที่ยงเราได้กลิ่นกะเพรามาใช่ไหม รู้สึกสัมผัส ก็คือจมูกเป็นอย่างไรคะ ได้กลิ่นนะ

00:35:37.410 --> 00:35:45.790
รับรู้ ก็คือการแปลงจากประสบการณ์เดิมที่รู้ว่าอันนี้มันคือกลิ่นอะไรคะ กะเพรานะ

00:35:46.580 --> 00:35:51.920
ทีนี้พอใกล้ ๆ เที่ยง อารมณ์รู้สึกเป็นอย่างไรคะ

00:35:52.140 --> 00:35:58.280
อุ๊ย มันหอมน่ะ เรารู้สึกชอบน่ะ เพราะใกล้ ๆ จะแบบ... จะต้องกินข้าวแล้วน่ะ

00:35:58.960 --> 00:36:02.880
 ความต้องการ ก็คืออยากกินผัดกะเพรา

00:36:03.900 --> 00:36:11.980
ทีนี้ก็จะมาสู่การคิด Thinking ว่า เอ๊ะ จะสั่งเพื่อนให้ไปซื้อให้ดี... ดีไหม

00:36:12.230 --> 00:36:18.180
หรือว่าจะเดินเข้าไปซื้อข้าวผัดกะเพราด้วยตัวเอง

00:36:20.010 --> 00:36:27.510
การคิดก็เลยบอกว่าเราสามารถคิดได้แบบ 3-4 แนวทาง

00:36:27.940 --> 00:36:33.760
แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจ เราจะต้องเลือกแนวทางเดียว

00:36:33.790 --> 00:36:38.630
ที่เราคิดว่ามันเหมาะกับเราที่สุดนั่นเองนะคะ

00:36:39.420 --> 00:36:45.650
การตัดสินใจก็จะยังอยู่ในระบบความคิด ที่คิดว่า โอเค ฉันจะเลือกว่าฉันจะไปซื้อเองดีกว่า

00:36:46.220 --> 00:36:53.230
แล้วก็สั่งกาย คือ เดินไปซื้อด้วยตัวเองนะ อันนี้นะคะ

00:36:53.620 --> 00:37:00.680
เพราะฉะนั้น เรามาย้อนกลับดู O ก็คือมันจะอยู่ในส่วนที่เป็นพฤติกรรมภายในของเรา

00:37:01.240 --> 00:37:06.888
ส่วน R Response ก็จะถือได้ว่าเป็นส่วนของพฤติกรรมอะไรคะ

00:37:07.230 --> 00:37:10.850
ภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:37:13.200 --> 00:37:26.400
ทีนี้ O ตรงนี้ก็จะแปลภาษาไทยว่าเป็นอินทรีย์ อาจารย์ถามเราก่อนว่าอินทรีย์คืออะไร

00:37:28.050 --> 00:37:35.750
สิ่งมีชีวิตใช่ไหมคะ ถามว่าพืชก็มีชีวิตแต่ถามว่าพืชเป็นอินทรีย์ไหม ไม่

00:37:36.170 --> 00:37:43.543
พืชมันร้องไห้ได้ไหม มันแสดงอารมณ์เศร้าได้ไหม ไม่ได้ เราต่างกับ AI อย่างไร

00:37:50.000 --> 00:37:54.622
เราต่างกับ AI อย่างไร AI มันก็ตอบโต้เราได้เหมือนกัน

00:37:57.010 --> 00:38:02.080
AI มันแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้ไหม เห็นอกเห็นใจเราได้ไหม

00:38:03.112 --> 00:38:09.752
เพราะฉะนั้น อินทรีย์ ก็คือสิ่งที่มีชีวิตที่มีอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ

00:38:10.090 --> 00:38:17.160
อารมณ์ความรู้สึกมาจากไหน ก็มาจากกระบวนการทำงานของระบบสมองนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:38:20.940 --> 00:38:27.140
ทีนี้เรามาดูกันในส่วนที่เป็นการศึกษาพฤติกรรม

00:38:30.680 --> 00:38:35.560
เราเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไรบ้าง ทุกพฤติกรรมย่อมมีสาเหตุ

00:38:38.060 --> 00:38:44.860
อย่างเช่น บางคนมาเขาเรียกว่ามาสายนะ หรือว่าเข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา

00:38:47.350 --> 00:38:52.400
อาจารย์ก็เลยถามว่าเพราะอะไรเธอถึงแบบเข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา

00:38:52.880 --> 00:38:57.330
การถามของอาจารย์ ก็คือเพื่อที่จะได้รู้สาเหตุ

00:38:57.640 --> 00:39:04.380
การรู้สาเหตุก็จะนำมาสู่การอธิบายเพื่อเข้าใจในพฤติกรรมนั้น ๆ นั่นเองนะคะ

00:39:04.470 --> 00:39:10.650
อ๋อ สาเหตุที่มาสายในบางครั้ง ก็คือเป็นอย่างไรคะ รถติดใช่ไหมคะ ฝนมันตกด้วยนะ

00:39:14.490 --> 00:39:22.170
ทีนี้พอเราเข้าใจสาเหตุเราก็สามารถอธิบาย แล้วก็นำมาสู่การอะไรคะ

00:39:22.890 --> 00:39:35.350
พยากรณ์ พยากรณ์ ก็คือการทำนายนั่นเองนะคะ ก็คือถ้า... แล้วอะไรจะเกิดขึ้น

00:39:36.098 --> 00:39:39.916
อย่างเช่น บางคนตื่นเป็นอย่างไรคะ ตื่นสายนะ

00:39:40.414 --> 00:39:44.618
สาเหตุการตื่นสายเนื่องมาจากอะไร นอนดึก

00:39:45.130 --> 00:39:52.686
มันก็จะมาสู่การพยากรณ์ เพราะเราเข้าใจเหตุว่า โอเค ถ้าคุณนอนดึกนะ

00:39:52.710 --> 00:39:59.460
ต่อไปถ้าคุณนอนดึก แล้วโอกาสคุณจะตื่นสายสูงไหมคะ สูงนั่นเองนะคะ

00:40:02.010 --> 00:40:06.880
ทีนี้หลักในการควบคุม ก็คือการควบคุมสาเหตุ

00:40:08.810 --> 00:40:16.200
ควบคุมอย่างไร ก็คือไม่ให้ตัวเองเป็นอย่างไรคะ นอนดึกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:40:17.500 --> 00:40:26.000
ทีนี้มีคำหนึ่งคือคำว่า "ง่วงไม่ขับ" หรือว่า "เมาไม่ขับ" คืออะไร

00:40:35.750 --> 00:40:39.640
นักศึกษาเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไร ง่วงไม่ขับ หรือว่าเมาไม่ขับ

00:40:49.263 --> 00:40:55.310
ควบคุม แต่ก่อนที่จะมาควบคุมได้นั้น ก็คือเขาก็จะต้องเข้าใจสาเหตุก่อนใช่ไหมคะ

00:40:55.310 --> 00:41:01.690
ว่าสถิติในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนก็คือมาจากอะไรคะ

00:41:02.150 --> 00:41:06.790
การเมา หรือว่าจากการง่วงแล้วก็ทำให้หลับในนะ

00:41:07.200 --> 00:41:12.990
ทีนี้มันก็จะมาสู่การพยากรณ์ว่า โอเค ถ้าใครเป็นอย่างไรคะ

00:41:13.800 --> 00:41:21.360
ง่วงหรือใครเมา โอกาสขับรถที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างไรคะ สูง

00:41:21.520 --> 00:41:26.920
ก็จะมาสู่การออกระเบียบในการควบคุมนั่นเองนะคะ

00:41:27.190 --> 00:41:33.050
ก็มีการเป็นอย่างไรคะ ควบคุมไม่ให้คนขับรถ

00:41:33.150 --> 00:41:39.680
คือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายที่มันสูงเกินไปนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:41:41.950 --> 00:41:47.440
มีใครไม่เข้าใจตรงไหนไหมในการศึกษาพฤติกรรม ไม่มีนะคะ

00:41:50.010 --> 00:41:53.640
เหมือนกัน ยกตัวอย่างอีก 1 ตัวอย่าง

00:41:54.690 --> 00:42:00.940
เราคิดว่าที่เราได้คะแนนสอบน้อยน่ะ มันเกิดจากอะไร

00:42:07.150 --> 00:42:10.640
ไม่ใส่ใจหรือว่าไม่ตั้งใจอ่านหนังสือใช่ไหมคะ

00:42:10.986 --> 00:42:13.317
ก็จะทำให้อาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างไรคะ

00:42:13.769 --> 00:42:18.307
เข้าใจสาเหตุนะ ว่าที่เราสอบได้คะแนนกลางภาคได้น้อย

00:42:18.739 --> 00:42:22.918
เพราะว่าเราไม่มีการทบทวนเนื้อหาเลย

00:42:24.223 --> 00:42:32.781
ทีนี้พอจะสอบเขาเรียกว่า "ปลายภาค" นะ หรือว่า "Final"

00:42:33.143 --> 00:42:35.421
เราก็มีการพยากรณ์ได้ว่า

00:42:35.656 --> 00:42:43.497
ถ้าฉันไม่ตั้งใจนะ โอกาสที่จะสอบได้คะแนนน้อยมีสูงไหมคะ สูงนั่นเองนะคะ

00:42:43.900 --> 00:42:51.020
แต่ถ้าฉันตั้งใจล่ะ การสอบได้คะแนนของฉันก็จะเป็นอย่างไรคะ สูงนั่นเองนะคะ

00:42:51.805 --> 00:42:56.285
ทีนี้ก็มาสู่การควบคุม ก็คือการควบคุมพฤติกรรมตนเอง

00:42:56.422 --> 00:43:04.320
ให้มีการตั้งใจในการอ่านหนังสือนั่นเองนะคะ โอเค

00:43:09.280 --> 00:43:11.960
เพราะฉะนั้น มาสรุปอีกรอบหนึ่งนะ

00:43:12.500 --> 00:43:20.260
ความเข้าใจของพฤติกรรม ก็คือความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมนั้น ๆ

00:43:20.780 --> 00:43:28.310
ยกตัวอย่างเช่น สาเหตุของการร้องไห้ สาเหตุของการหัวเราะนั่นเองนะคะ

00:43:28.770 --> 00:43:33.840
และก็นำมาสู่การพยากรณ์จากการที่เราเข้าใจสาเหตุ

00:43:34.240 --> 00:43:40.960
ถ้าคุณมีความสุขก็จะทำให้คุณเป็นอย่างไรคะ หัวเราะ

00:43:42.007 --> 00:43:45.738
ทำไมพยากรณ์ได้ เพราะเราเข้าใจสาเหตุของเขาแล้ว

00:43:45.762 --> 00:43:52.450
ว่าการที่เขาหัวเราะ เพราะเขาเป็นอย่างไรคะ มีความสุขนั่นเองนะคะ

00:43:56.010 --> 00:44:03.310
ทีนี้การควบคุมคืออะไร ก็เป็นการควบคุมที่จะให้พฤติกรรมนั้นเกิดหรือไม่เกิด

00:44:07.390 --> 00:44:13.182
เพราะฉะนั้น การควบคุมก็เลยเป็นผลของความเข้าใจนั่นเองนะคะ

00:44:16.266 --> 00:44:18.323
และเราก็สามารถควบคุมมันได้

00:44:18.768 --> 00:44:24.621
อย่างเช่น เราอยากมีความสุขเรา ก็คือจะต้องสร้างเสียงหัวเราะให้มันแบบเพิ่มขึ้นนั่นเองนะคะ

00:44:25.149 --> 00:44:25.750
อันนี้นะ

00:44:26.245 --> 00:44:30.480
โอเค เดี๋ยวอาจารย์ให้พักประมาณ 5 นาทีนะคะ

00:44:30.700 --> 00:44:35.670
เพราะอาจารย์ผู้สอนก็คอแห้งด้วยนะ พักประมาณ 5 นาทีก่อน โอเคค่ะ

00:52:13.540 --> 00:52:18.955
สวัสดีค่ะ นักศึกษาพร้อมที่จะรับเนื้อหาต่อเลยไหมคะ

00:52:19.973 --> 00:52:23.719
พร้อมแล้วนะคะ โอเค เดี๋ยวเชิญล่ามนะคะ

00:52:24.860 --> 00:52:36.600
ค่ะ ทีนี้ก็จะมาส่วนต่อมานะคะ ก็จะว่าในเรื่องวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาพฤติกรรมนะ

00:52:37.170 --> 00:52:42.250
ทีนี้ในการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนะคะ

00:52:43.883 --> 00:52:54.250
อันดับแรกเลย ก็คือเราจะต้องสงสัยในพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เราก็จะเรียกกันว่า "การตั้งปัญหา"

00:52:55.600 --> 00:53:06.103
ว่า เอ๊ะ ปัญหาอะไร มันมีอะไรที่ทำให้นักศึกษาชอบหลับในห้องเรียน มีอะไรนะ

00:53:06.748 --> 00:53:13.027
ทีนี้ในการตั้งปัญหาปุ๊บ เราก็คือจะต้องมีการตั้งสมมติฐาน

00:53:15.211 --> 00:53:29.440
สมมติฐานคืออะไร หมายความว่าเป็นการคาดคะเนคำตอบของพฤติกรรมที่เขาเกิดขึ้นมา

00:53:30.510 --> 00:53:38.620
แต่ทีนี้ สมมติฐาน เราอาจจะคาดคะเนแบบทายถูกหรือว่าทายผิดก็ได้

00:53:39.280 --> 00:53:44.320
ดังนั้น เราก็คือจะต้องมีการพิสูจน์สมมติฐาน

00:53:44.800 --> 00:53:51.360
ในการพิสูจน์สมมติฐาน เราก็คือจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล

00:53:53.400 --> 00:54:00.240
ว่า เอ๊ะ มันมีอะไรที่ทำให้นักศึกษาชอบนอนหลับ

00:54:01.170 --> 00:54:09.410
การรวบรวมในที่นี้ ก็คือใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เข้ามาช่วยด้วยก็ได้

00:54:11.680 --> 00:54:21.680
ทีนี้อาจารย์ถามเราก่อน ว่าเราตั้งปัญหาแล้วว่าเพื่อนเราชอบนั่งหลับในชั้นเรียน

00:54:23.780 --> 00:54:26.355
เราจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร

00:54:30.812 --> 00:54:34.160
เราคิดว่ามันเกิดอะไรที่ทำให้เขาชอบหลับในชั้นเรียน

00:54:37.940 --> 00:54:44.590
นอนไม่พอ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือว่าอาจารย์อาจจะสอนน่าเบื่อก็ได้ ถูกไหมคะ

00:54:44.920 --> 00:54:49.990
เราสามารถคาดคะเน สมมติฐาน ก็คือเป็นการคาดคะเนคำตอบ

00:54:51.190 --> 00:54:56.320
แต่การคาดคะเน เราจะเชื่อทันทีไหม ยังไม่เชื่อทันที

00:54:56.480 --> 00:55:03.440
เราจะต้องมีการพิสูจน์ หรือเราเรียกกันว่า "ทดสอบสมมติฐาน" นั้น ๆ

00:55:05.030 --> 00:55:13.060
เราคาดคะเนว่า โอเค เพื่อนพักผ่อนไม่เพียงพอแน่เลย ทำให้เขาแบบหลับในชั้นเรียนนะ

00:55:13.790 --> 00:55:22.380
ทีนี้... ทีนี้ในการรวบรวมข้อมูลเราจะรวบรวมอย่างไรบ้าง

00:55:23.185 --> 00:55:30.770
ใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยใช่ไหมคะ มีอะไรคะ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ได้ไหมคะ ได้

00:55:31.950 --> 00:55:36.060
ทีนี้พอเราได้คำตอบจากแบบสอบถามและก็แบบสัมภาษณ์

00:55:37.300 --> 00:55:46.380
เราก็มาวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้รวบรวมข้อมูลไป จากเครื่องมือที่เราได้ใช้กับเพื่อน

00:55:49.940 --> 00:55:58.930
แล้วก็ค่อยมาสรุปผล การสรุปผล ก็คือเป็นการตรวจสอบว่าสมมติฐานที่ฉันตั้งขึ้นมา

00:55:59.830 --> 00:56:04.500
มันสอดคล้องหรือไม่นั่นเองนะคะ

00:56:06.233 --> 00:56:10.411
มีใครไม่เข้าใจตรงไหน มีไหม ถามได้นะคะ

00:56:16.890 --> 00:56:18.266
มีสงสัยตรงไหน มีไหม

00:56:21.110 --> 00:56:29.980
หรือว่าสาเหตุของพฤติกรรมน่ะ เราแบบชอบกินจุกกินจิก เพื่อนเราน่ะ ชอบแบบกินจุ๊กกินจิ๊บน่ะ

00:56:32.270 --> 00:56:39.616
เราจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร ตั้ง... ตั้งได้อย่างไร

00:56:39.964 --> 00:56:46.520
เราจะคาดคะเนสาเหตุของพฤติกรรมการกินของเพื่อนแบบกินไม่หยุดปากอย่างไร

00:56:58.020 --> 00:57:04.360
เราอาจจะตั้งสมมติฐานว่าเพราะเพื่อนบางครั้งคือกินข้าวเป็นอย่างไรคะ ไม่ตรงเวลาใช่ไหมคะ

00:57:05.600 --> 00:57:12.800
ทำให้เขา... หรือว่าไม่ได้กินข้าวเช้า ทำให้เขารู้สึกเป็นอย่างไรคะ หิวตลอดเวลาถูกไหมคะ

00:57:13.600 --> 00:57:15.600
อันนี้คือ สมมติฐานที่เราตั้งนะ

00:57:15.830 --> 00:57:22.670
สมมติเราตั้งว่าเพื่อนเขาแบบไม่ทานอาหารเช้ามาเลย เพราะว่ารีบเรียนแต่เช้าถูกไหมคะ

00:57:22.820 --> 00:57:27.800
ทำให้เขาแบบมีพฤติกรรมที่แบบต้องกินแบบบ่อย ๆ ตลอดเวลา

00:57:31.320 --> 00:57:40.240
ทีนี้การรวบรวมข้อมูล เราก็ใช้หลักการอะไรคะ สัมภาษณ์ หรือสอบถามเพื่อน

00:57:40.700 --> 00:57:47.050
ว่า เอ๊ะ เธอที่เธอกินนี่เป็นเพราะอะไร ที่เธอกินบ่อย ๆ

00:57:48.230 --> 00:57:54.490
เพื่อนอาจจะบอกว่า อ๋อ เพราะฉันแบบทำ IF มาแบบตั้งนาน

00:57:55.020 --> 00:58:00.220
พอหยุดทำ IF ปุ๊บ เป็นอย่างไรคะ ทำให้แบบรู้สึกหิวแบบตลอดเวลา

00:58:01.830 --> 00:58:08.510
เราก็มาวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้รวบรวมข้อมูลไป ก็คือคำตอบของเพื่อน

00:58:09.018 --> 00:58:12.983
ทีนี้พอวิเคราะห์ เราก็สามารถสรุปผลได้ว่า

00:58:13.008 --> 00:58:22.078
โอเค สมมติฐานที่เราตั้งกับคำตอบของเพื่อนตรงกันไหม ไม่ตรงกันนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

00:58:22.698 --> 00:58:28.500
เข้าใจแล้วนะคะ ในการวิเคราะห์พฤติกรรม... ในการศึกษาพฤติกรรมตรงนี้นะคะ

00:58:30.040 --> 00:58:41.430
ทีนี้เรามาดูลักษณะในรูปแบบการศึกษาพฤติกรรม ก็จะมีทั้ง 3 รูปแบบด้วยกัน

00:58:41.880 --> 00:58:45.820
รูปแบบแรก ก็คือเป็นแบบการทดลองนะ

00:58:47.130 --> 00:58:54.320
การทดลองในที่นี้ ก็คือเป็นการทดสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุและก็ผลนั่นเองนะคะ

00:58:55.000 --> 00:58:59.200
ก็คือจะมีตัวแปรต้นแล้วก็ตัวแปรตาม

00:59:00.432 --> 00:59:07.012
ตัวแปรต้นก็คือ... คืออะไร ก็คือเป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับเหตุนั้น ๆ

00:59:07.370 --> 00:59:12.920
เหตุที่เกิดตัวแปรตามจะเกิดขึ้นไหม อันนี้นะคะ

00:59:13.616 --> 00:59:16.899
อย่างเช่น ตัวแปรต้น ก็คือการตั้งใจเรียน

00:59:17.340 --> 00:59:24.630
ตัวแปรตาม ก็คือเมื่อคุณตั้งใจเรียนปุ๊บ คะแนนสอบกลางภาคของคุณจะสูงหรือไม่

00:59:24.960 --> 00:59:29.570
คะแนนสอบสูง ก็คือเป็นตัวแปรอะไรคะ ตามนั่นเองนะ

00:59:31.040 --> 00:59:39.360
ทีนี้การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์คืออะไร เป็นการหาความสัมพันธ์รวมถึงทิศทาง

00:59:40.000 --> 00:59:45.996
ก็คือดูความสัมพันธ์ของตัวแปร ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป

00:59:47.282 --> 01:00:02.500
อย่างเช่น คะแนนของการปรับตัว มันสัมพันธ์กับ IQ หรือว่าสติปัญญาหรือไม่ นั่นเองนะคะ นะ

01:00:03.900 --> 01:00:12.420
หรือว่าความสูงมันสัมพันธ์กับความแข็งแรงของร่างกายหรือไม่

01:00:12.790 --> 01:00:20.905
หรือว่าความสูงมันสัมพันธ์กับการปรับตัวหรือไม่ อันนี้จะถือได้ว่าเป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์

01:00:21.206 --> 01:00:25.120
รู้ค่าความสัมพันธ์กันนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:00:26.630 --> 01:00:35.700
ในความเข้มข้นของความสัมพันธ์ก็จะมีทั้งเป็น 0 มีทั้ง +1 แล้วก็มีทั้งอะไรคะ -1

01:00:36.130 --> 01:00:45.080
ส่วนการวิจัยเชิงบรรยาย ก็จะเป็นการสำรวจคุณลักษณะหรือสถานการณ์นั้น ๆ

01:00:45.900 --> 01:00:49.278
ทีนี้เรามาดูกันในส่วนแรก

01:00:55.297 --> 01:01:00.500
ส่วนแรก ก็คือการวิจัยเชิงการทดลองนั่นเองนะคะ

01:01:01.080 --> 01:01:03.586
ก็จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย

01:01:04.251 --> 01:01:08.960
กลุ่มแรกก็จะเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ

01:01:10.600 --> 01:01:15.910
อย่างเช่น พาฟลอฟ (Pavlov) ทดลองกับพฤติกรรมของสุนัข

01:01:16.799 --> 01:01:22.480
ในการทดลองของพาฟลอฟ ก็คือจะต้องทดลองในห้องปฏิบัติการ

01:01:22.820 --> 01:01:27.670
มีการควบคุมสิ่งแวดล้อม พวกแสงสว่างต่าง ๆ นั่นเองนะคะ

01:01:27.913 --> 01:01:36.213
เพื่อป้องกันความแทรกซ้อนของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดลองนะ อันนี้นะคะ

01:01:36.592 --> 01:01:43.342
หรือว่าการทดลองเกี่ยวกับของโคห์เลอร์ (Kohler) ที่ทดลองกับลิงชิมแปนซีนะ

01:01:45.523 --> 01:01:55.500
รวมถึงการทดลองของนกพิราบ ที่สกินเนอร์ (Skinner) เขาได้ทดลองนั่นเองนะคะ

01:01:55.525 --> 01:02:02.575
เกี่ยวกับการเลือกจิก เขาเรียกว่า "แป้นในกล่อง" นั่นเองนะคะ

01:02:02.740 --> 01:02:06.607
รวมถึงการทดลองกับพวกหนูนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:02:08.053 --> 01:02:13.470
เดี๋ยวเราก็จะได้เรียนกันในบทต่อไปนะคะ ว่าในเรื่องทฤษฎีการเรียนรู้นะ

01:02:14.260 --> 01:02:21.100
ทีนี้เรามาดูการทดลองภาคสนาม ภาคสนาม ก็คือการทดลองในสถานการณ์จริง

01:02:22.540 --> 01:02:29.971
ส่วนการทดลองเฉพาะกรณี เป็นการทดลองเฉพาะกลุ่มที่มีลักษณะเด่นเฉพาะด้าน

01:02:30.132 --> 01:02:34.400
ที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไปนั่นเองนะคะ

01:02:35.310 --> 01:02:41.460
ยกตัวอย่างเช่น จะทดลองกับบุคคลหนึ่ง หรือว่าเด็กชาย ก

01:02:41.860 --> 01:02:48.930
ที่มีลักษณะ IQ ที่แบบสูงเกินเกณฑ์ หรือว่าเกินอายุนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:02:49.600 --> 01:02:57.303
โอเค ทีนี้เราก็มาดูกันว่าลักษณะการทดลองในห้องปฏิบัติการ

01:02:57.450 --> 01:03:02.570
ก็คือเป็นการพิสูจน์ที่เกี่ยวของกับทฤษฎี

01:03:03.170 --> 01:03:06.300
อย่างการทดลองของพาฟลอฟนั่นเองนะคะ

01:03:06.500 --> 01:03:14.390
ว่า เอ๊ะ เอาสิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไขมาคู่กับสิ่งเร้าที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไข

01:03:14.570 --> 01:03:18.250
จะส่งผลทำให้พฤติกรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นหรือไม่

01:03:18.970 --> 01:03:26.250
สิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไข ก็คือเสียงกระดิ่งคู่กับอะไรคะ ผงเนื้อ

01:03:27.360 --> 01:03:35.830
เสียงกระดิ่งถ้าคู่กับผงเนื้อจะทำให้สุนัขมีพฤติกรรมน้ำลายไหลหรือไม่

01:03:36.000 --> 01:03:38.760
อันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีนะ

01:03:39.120 --> 01:03:42.950
เพราะฉะนั้น เขาก็คือจะต้องทดลองในห้องปฏิบัติการ

01:03:43.410 --> 01:03:49.470
เพื่อควบคุมแสง สี เสียง ต่าง ๆ ที่มันกระทบในระหว่างการทดลองนั่นเองนะคะ

01:03:52.862 --> 01:04:00.521
ทีนี้การทดลองภาคสนาม ปกติเราก็จะสอนในห้อง

01:04:01.473 --> 01:04:03.721
ทีนี้อาจารย์ก็อยากจะลองใช้เครื่องมือ

01:04:03.745 --> 01:04:13.502
ว่า เอ๊ะ เอากิจกรรมกลุ่มหรือเปิดเพลงก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหา

01:04:15.040 --> 01:04:30.780
จะส่งผลทำให้ห้องเรามีคะแนน Post test หรือว่ามีคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นหรือไม่ อันนี้นะคะ

01:04:31.227 --> 01:04:40.711
ทีนี้อาจารย์ก็จะดูว่า โอเค ตอนจะสอนบทที่ 2

01:04:41.055 --> 01:04:47.790
อาจารย์ก็จะให้ห้องนี้ทำแบบทดสอบก่อนเรียน คือ Pretest ก่อนใช่ไหมคะ

01:04:47.920 --> 01:04:54.310
แล้วก็เรียนปกติทั่ว ๆ ไปแล้วก็ค่อยมา Post test นะ

01:04:54.770 --> 01:05:07.490
ทีนี้พอในบทที่ 3 อาจารย์ก็คิดกิจกรรมก่อนที่เราจะลงเนื้อหาบทเรียน

01:05:07.760 --> 01:05:12.100
ว่าถ้าเปิดเพลงหรือว่าให้เราออกกำลังกายเบา ๆ น่ะ

01:05:13.190 --> 01:05:19.590
มันจะส่งผลที่ทำให้คะแนนสอบหลังเรียน Post test ของคุณสูงหรือไม่

01:05:20.720 --> 01:05:26.480
ทีนี้อาจารย์ก็จะแบ่งห้องเราเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ก็คือเป็นกลุ่มทดลอง

01:05:27.163 --> 01:05:33.610
ทดลองในที่นี้ ก็คือให้เขาเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจารย์สร้างเครื่องมือเข้ามา

01:05:35.010 --> 01:05:40.390
กลุ่มควบคุม ก็คือกลุ่มที่เรียนตามปกติถูกไหมคะ

01:05:41.080 --> 01:05:43.203
ทีนี้ในการทดลองของอาจารย์

01:05:43.502 --> 01:05:50.657
อาจารย์ก็จะให้ทั้ง 2 กลุ่ม ทำทั้ง... ทำ Pretest ก่อน แล้วก็มีการแบ่งกลุ่ม

01:05:51.570 --> 01:05:57.017
ต่อจากนั้น กลุ่มทดลอง ก็คืออาจารย์ก็จะมีเพลงคลาสสิกให้ฟัง

01:05:57.357 --> 01:06:01.090
มีการออกกำลังกายเบา ๆ แล้วก็ค่อยเรียน

01:06:01.620 --> 01:06:07.930
ส่วนกลุ่มควบคุมเรียนตามปกติ ไม่มีการเปิดเพลง ไม่มีการใช้เครื่องมือใด ๆ ทั้งสิ้น

01:06:08.850 --> 01:06:11.890
ทีนี้อาจารย์ก็จะดูว่าตัวแปรต้นน่ะ

01:06:12.871 --> 01:06:19.440
ที่อาจารย์ตั้งขึ้นมาว่าการเปิดเพลงคลาสสิกก่อนที่เราจะสู่เนื้อหาบทเรียน

01:06:20.070 --> 01:06:27.740
จะมีอิทธิพลหรือส่งผลที่ทำให้คะแนน Post test ของคุณสูงหรือไม่

01:06:28.541 --> 01:06:32.658
อาจารย์ก็จะเอาข้อสอบที่เป็น Post test

01:06:32.923 --> 01:06:38.087
หรือว่าข้อสอบที่เป็นแบบทดสอบหลังเรียน ใช้ชุดเดียวกัน

01:06:38.544 --> 01:06:42.877
ให้ทั้งกลุ่มควบคุมแล้วก็กลุ่มทดลองทำ

01:06:43.483 --> 01:06:50.270
ถ้าคะแนน Post test ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม

01:06:50.830 --> 01:07:01.150
แสดงว่าการเปิดเพลงคลาสสิก หรือว่าทำกิจกรรมกลุ่มก่อนเข้าสู่บทเรียน

01:07:02.036 --> 01:07:10.570
มีผลที่ทำให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นอย่างไรคะ สูงนั่นเองนะคะ

01:07:11.060 --> 01:07:22.160
แต่ในมุมกลับกัน ถ้าคะแนน Post test ของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มทดลอง

01:07:22.570 --> 01:07:28.000
แสดงว่าการเปิดเพลงคลาสสิกแล้วก็ทำกิจกรรมกลุ่มก่อนเข้าสู่เนื้อหา

01:07:28.583 --> 01:07:40.980
มีผลหรือว่ามีอิทธิพลไหม มีหรือไม่มี มีหรือไม่มี คะแนนกลุ่มควบคุมสูงกว่านะ ถ้า Post test น่ะ

01:07:42.180 --> 01:07:45.140
แสดงว่าไม่มีผลนั่นเองนะคะ

01:07:45.310 --> 01:07:49.850
หรือคะแนนกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองมีคะแนนแบบเท่า ๆ กัน

01:07:50.370 --> 01:07:56.980
แสดงว่าเครื่องมือที่อาจารย์ใช้ที่เปิดเพลงคลาสสิกแล้วก็ให้ทำกิจกรรมก่อนเข้าสู่บทเรียน

01:07:57.580 --> 01:08:03.440
ไม่ได้มีผลที่จะทำให้เด็กมีคะแนนแบบเพิ่มขึ้นมานั่นเองนะคะ

01:08:03.850 --> 01:08:15.390
อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นการศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือที่เราได้ใช้ไปนั่นเองนะคะ

01:08:17.080 --> 01:08:20.230
เราถึงเรียกกันว่า "การทดลองภาคสนาม" นะ

01:08:20.510 --> 01:08:29.820
ก็คือมีการแต่งเสริมว่า โอเค ถ้าเปิดเพลงคลาสสิกแล้วทำให้เด็กแบบตั้งใจเรียน

01:08:29.844 --> 01:08:31.581
แล้วก็คือจะมี... จะทำอย่างไร

01:08:31.680 --> 01:08:36.720
มันก็จะไปขยายผลสู่ความตั้งใจเรียนในรายวิชาอื่น ๆ ได้

01:08:36.830 --> 01:08:39.790
หรือว่าออกแบบกิจกรรมในรายวิชาอื่นได้

01:08:45.500 --> 01:08:52.728
ทีนี้การทดลองเฉพาะกรณี หรือเราเรียกกันว่า "Case Study"

01:08:53.263 --> 01:08:57.187
เป็นการทดลองในการศึกษาพฤติกรรม

01:08:57.579 --> 01:09:08.220
ที่บุคคลคนนั้นที่เขามีลักษณะที่เป็นแบบเด่นชัดแตกต่างจากเป็นอย่างไรคะ เพื่อนนั่นเองนะคะ

01:09:08.650 --> 01:09:09.645
มีอะไรบ้าง

01:09:13.583 --> 01:09:17.250
มีอะไรบ้างที่เป็นพฤติกรรมแบบเด่นชัดที่เราอยากทำ Case Study

01:09:18.330 --> 01:09:27.430
ในห้องนี้มี 1 คนน่ะ ชอบนอนหลับในชั้นเรียน มีแค่คนเดียวเท่านั้น คนอื่นเขาไม่นอนหลับเลย

01:09:30.710 --> 01:09:38.159
อาจารย์ก็จะต้องเลือกเขามาเป็น Case Study แล้วก็จะหาเทคนิควิธีการ

01:09:38.742 --> 01:09:44.168
จะทำอย่างไรที่จะทำให้เขาเป็นอย่างไรคะ ไม่นอนหลับในชั้นเรียนนะ

01:09:44.880 --> 01:09:52.000
เพราะฉะนั้น การทดลองเฉพาะกรณี ก็คือจะต้องมีการจัดกระทำต่อพฤติกรรมของเขา

01:09:52.311 --> 01:09:57.791
จัดกระทำอย่างไร อาจจะให้บทเรียนเสริมที่เป็นเฉพาะตัว เฉพาะด้าน

01:09:58.733 --> 01:10:04.582
ที่เขาจะต้องทำเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่ออะไรคะ

01:10:05.172 --> 01:10:11.510
ปรับพฤติกรรมให้เขาเป็นอย่างไรคะ หยุดการนอนหลับในชั้นเรียนได้

01:10:12.160 --> 01:10:16.552
แต่เราดูว่าต้องหาข้อมูลเส้นฐาน เส้นฐานก็คืออะไร

01:10:16.822 --> 01:10:26.665
ดูว่าลักษณะพฤติกรรมนั้น ๆ มันเกิดขึ้นบ่อยไหม หรือว่าเราทดลองจัดกระทำเพื่อปรับพฤติกรรม

01:10:26.690 --> 01:10:32.610
ก็คือใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยเขา เส้นฐานที่ทำให้เขามีพฤติกรรมใหม่

01:10:32.919 --> 01:10:42.450
คือ การตั้งใจเรียนของเขาจะมีคงเส้นคงวาตลอดหรือไม่ อันนี้นะคะ โอเค

01:10:46.730 --> 01:10:56.280
ทีนี้เรามาดูการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์กันบ้าง เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของ 2 ตัวแปรขึ้นไป

01:10:56.590 --> 01:10:59.820
2 ตัวแปรในที่นี้ ก็คือสิ่งที่เราจะศึกษา

01:11:00.320 --> 01:11:09.520
ว่า โอเค ความสูงมันเกี่ยวข้องกับ IQ ที่สูงด้วยหรือไม่นั่นเองนะคะ

01:11:09.880 --> 01:11:15.170
หรือว่าความอ้วนมันสัมพันธ์กับความตั้งใจเรียนหรือไม่ อันนี้นะ

01:11:15.880 --> 01:11:20.970
ทีนี้การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ก็คือมีการยักย้ายตัวแปรอิสระ

01:11:21.242 --> 01:11:24.550
เพื่อดูความสัมพันธ์ว่าทั้ง 2 ตัวแปรนี้

01:11:24.843 --> 01:11:31.722
มันมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันหรือว่าไม่ใช่ทิศทางเดียวกันนะ

01:11:32.220 --> 01:11:37.695
แต่ทีนี้ความอ้วนถ้ามันสัมพันธ์กับความฉลาด

01:11:38.126 --> 01:11:40.027
ก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่า

01:11:40.051 --> 01:11:46.520
เพราะเหตุใด ความอ้วนมันส่งผลต่อ IQ ของเราที่มันสูงนั่นเองนะคะ

01:11:47.380 --> 01:11:54.500
เขาก็เลยบอกว่าการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ก็คือไม่สามารถบอกถึงความเป็นเหตุเป็นผล

01:11:57.800 --> 01:12:02.040
ทีนี้เรามาดู อาจารย์ให้แบบวัดคุณไป

01:12:02.910 --> 01:12:09.180
แบบวัดในที่นี้ ก็คือแบบวัดการมองโลกในแง่ดีกับแบบวัดการปรับตัว

01:12:09.750 --> 01:12:16.110
ถ้าคะแนนแบบวัดของคุณสูง แบบวัดการปรับตัวของคุณก็สูง

01:12:16.520 --> 01:12:24.700
แสดงว่ามันสัมพันธ์กันในทางบวก เป็นไปในทิศทางอะไรคะ เดียวกันนะ

01:12:25.150 --> 01:12:34.750
แต่ทีนี้ความสัมพันธ์ทางลบ ก็คืออาจารย์ให้ทำแบบวัดความภาคภูมิใจในตนเอง

01:12:34.960 --> 01:12:39.456
หรือเรียกกันว่า "แบบวัดการเห็นคุณค่าตนเอง" "Self Esteem" ก็ได้นะคะ

01:12:39.648 --> 01:12:41.610
กับแบบวัดความวิตกกังวล

01:12:42.071 --> 01:12:49.751
ถ้าแบบวัดความภาคภูมิใจของตนเองสูง แบบวัดความวิตกกังวลของคุณต่ำ

01:12:50.130 --> 01:12:58.730
แสดงว่ามันไปทิศทางเดียวกันไหมคะ ก็คือจะมีค่าความสัมพันธ์เป็นอะไรคะ ลบนั่นเองนะคะ

01:12:59.260 --> 01:13:02.730
ทีนี้ค่าความสัมพันธ์เป็น 0 ก็คืออะไร

01:13:05.160 --> 01:13:13.271
ก็คือคะแนนการมองโลกในแง่ดีกับคะแนนทางการปรับตัวทางด้านจิตใจ

01:13:13.681 --> 01:13:17.040
มันแบบเป็นค่ากลาง ๆ ทั้ง 2 ค่า

01:13:17.291 --> 01:13:21.580
แสดงว่ามันเป็นอย่างไรคะ ศูนย์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:13:22.280 --> 01:13:29.990
โอเค ทีนี้ต่อมาเรามาดูในส่วนที่เป็นการวิจัยเชิงบรรยายกันบ้าง

01:13:31.310 --> 01:13:38.870
การวิจัยเชิงบรรยาย ก็คือเป็นการสำรวจคุณลักษณะของสภาพชุมชน

01:13:39.440 --> 01:13:44.620
หรือว่าคุณลักษณะของนักศึกษาก็ได้ในมหาวิทยาลัยก็ได้

01:13:45.090 --> 01:13:49.790
ส่วนใหญ่การวิจัยเชิงบรรยายก็จะมักใช้วิธีการสังเกต

01:13:50.355 --> 01:13:58.395
แต่ถ้าทำกับกลุ่มใหญ่ ๆ ก็จะใช้เป็นแบบสอบถาม หรือว่าแบบอะไรคะ สำรวจนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:13:59.710 --> 01:14:05.020
อย่างเช่น เวลาเข้ามาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1

01:14:05.170 --> 01:14:10.980
เขาอยากรู้ว่า เอ๊ะ เด็กมีการปรับตัวเรียนทางด้านการเรียนน่ะ เป็นอย่างไร

01:14:11.540 --> 01:14:17.060
เขาก็ใช้แบบสำรวจหรือว่าแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว

01:14:17.790 --> 01:14:23.820
แล้วเขาก็เอาคำตอบที่ได้จาก Rating Scale ในแต่ละด้าน

01:14:23.910 --> 01:14:30.830
มาวิเคราะห์ มาอธิบายคุณลักษณะการปรับตัวของนักศึกษาชั้นปีที่ 1

01:14:31.110 --> 01:14:36.340
ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมานั่นเองนะคะ

01:14:36.680 --> 01:14:47.950
หรือว่าอาจารย์จะทำ... จะดูว่า เอ๊ะ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มีการมองโลกในแง่ดีเป็นอย่างไร

01:14:48.220 --> 01:14:53.670
อาจารย์ก็จะใช้แบบสำรวจการมองโลกในแง่ดีให้นักศึกษาทำ

01:14:53.960 --> 01:15:03.069
แล้วก็วิเคราะห์ข้อมูลจากคำตอบที่เราได้กรอกแบบสำรวจมาอธิบาย

01:15:03.094 --> 01:15:10.774
ว่าโอเค นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มีลักษณะการมองโลกในแง่ดีในระดับแบบไหน

01:15:10.910 --> 01:15:14.470
ปานกลาง หรือว่าสูงนั่นเองนะคะ

01:15:14.930 --> 01:15:21.210
เพราะฉะนั้น การวิจัยเชิงบรรยาย ก็คือมันก็จะมีความเป็นวิทยาศาสตร์

01:15:22.290 --> 01:15:29.330
สามารถอธิบายรายละเอียดได้ ที่วิเคราะห์จากแบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น

01:15:30.200 --> 01:15:38.143
แต่ไม่ได้มีการจัดกระทำกับกลุ่มตัวนักศึกษา

01:15:38.480 --> 01:15:44.970
จัดกระทำในที่นี้ ก็คือใช้เครื่องมือให้เราได้มาฝึกหรือว่ามาทำนั่นเองนะคะ

01:15:45.180 --> 01:15:53.910
ก็คือหมายความว่าไม่ได้มีกิจกรรมเสริมที่จะช่วยการมองโลกในแง่ดีให้นักศึกษาได้ฝึกทำ

01:15:54.080 --> 01:15:59.449
เพียงแต่ว่าให้นักศึกษาได้ตอบข้อมูลแบบสำรวจนั้น ๆ เท่านั้น

01:16:03.633 --> 01:16:09.510
อันนี้นะ โอเค หรือว่าจะศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารสุขภาพ

01:16:10.003 --> 01:16:16.373
ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาอันนี้นะคะ

01:16:17.670 --> 01:16:25.171
ว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารสุขภาพของนักศึกษาที่นี่มีอยู่ในระดับไหน เป็นอย่างไร

01:16:25.195 --> 01:16:29.250
อันนี้ก็คือ เป็นการบรรยายลักษณะที่เกิดขึ้นนะ

01:16:29.850 --> 01:16:42.950
โอเคค่ะ ต่อมาตั้งใจฟังดี ๆ ก็จะมาสู่เนื้อหาที่เป็นแนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยา

01:16:44.590 --> 01:16:51.200
เมื่อสักครู่นี้เรารู้กันแล้วนะ ว่าพฤติกรรมมีกี่กลุ่มนะคะ

01:16:53.030 --> 01:17:01.270
มีกี่กลุ่ม 2 กลุ่ม พฤติกรรมภายในกับพฤติกรรมภายนอก

01:17:01.640 --> 01:17:07.400
เพราะฉะนั้น ก็จะมีกลุ่มนักจิตวิทยาที่เขามีความเชื่อ

01:17:07.815 --> 01:17:14.600
แล้วก็ลองสร้างทฤษฎีแล้วก็มีการพิสูจน์ทฤษฎีความเชื่อนั้น ๆ

01:17:15.010 --> 01:17:18.094
นักจิตวิทยาก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน

01:17:18.118 --> 01:17:23.750
คือ เชื่อในเรื่อง... กลุ่มแรก ก็คือจะเชื่อในเรื่องพฤติกรรมภายใน

01:17:24.300 --> 01:17:28.260
กลุ่มที่ 2 ก็คือเป็นพฤติกรรมภายนอกนะคะ

01:17:28.482 --> 01:17:36.112
ทีนี้เนื้อหาในบทที่ 1 สิ่งที่เราจะต้องศึกษาเนื้อหาในเล่มนี้

01:17:36.410 --> 01:17:45.140
ก็จะให้เราศึกษาทั้งหมด 5 แนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยา

01:17:47.040 --> 01:17:53.750
เรามาช่วยกันดูก่อน เราคิดว่ากลุ่มไหนที่เป็นพฤติกรรมภายใน

01:17:54.830 --> 01:17:58.160
กลุ่มจิตวิเคราะห์เป็นพฤติกรรมภายใน หรือภายนอก

01:18:13.140 --> 01:18:16.871
ภาย... ภาย...

01:18:19.150 --> 01:18:22.600
เดี๋ยวสัปดาหน้าอาจารย์มาถามเป็น Question Mark ให้

01:18:23.576 --> 01:18:27.637
กลุ่มพฤติกรรมนิยมน่ะ ภายในหรือภายนอก

01:18:33.882 --> 01:18:36.156
เรารู้ได้อย่างไรกลุ่มนี้ว่ามันเป็นภายนอก

01:18:41.590 --> 01:18:51.790
ให้จับ Keyword ชื่อ พฤติกรรมบวกอะไรคะ นิยม เพราะฉะนั้น ก็คือเป็นภายอะไรคะ นอก

01:18:52.882 --> 01:18:56.910
แล้วจิตวิเคราะห์มันเป็นภายใน ภายนอก ภายใน

01:19:02.390 --> 01:19:07.040
แต่ก็จะกึ่ง ๆ ภายนอกด้วยนะ จิตแล้วก็แสดงออกมานะคะ

01:19:08.680 --> 01:19:23.130
ทีนี้กลุ่มนี้ปัญญานิยม หรือว่ากลุ่มการรู้คิดล่ะ ภายใน เพราะการคิด

01:19:24.740 --> 01:19:36.330
กลุ่มชีวจิตวิทยาล่ะ ภาย... ภาย... ภายในนะคะ

01:19:38.180 --> 01:19:45.740
กลุ่มมนุษย์นิยมล่ะคะ ภายในเช่นเดียวกัน

01:19:50.810 --> 01:19:57.270
แต่ใครที่ตอบว่าภายนอกอธิบายได้นะ เพราะเหตุใดที่เรามองว่ามันเป็นภายนอก

01:20:18.220 --> 01:20:19.706
เดี๋ยวเรามาดูเนื้อหากันนะ

01:20:19.730 --> 01:20:25.130
อันนี้ก็คือ เป็นตามความเชื่อพื้น... ความ... ความรู้ของเรานะคะ อันนี้นะ

01:20:25.620 --> 01:20:33.210
โอเค ทีนี้ตั้งใจฟังนิดหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวจะไปขยายความในส่วนที่เป็นบทที่ 2

01:20:33.480 --> 01:20:37.390
ว่าในเรื่องพัฒนาการนะคะ

01:20:38.240 --> 01:20:48.700
ทีนี้เราเรียนกันแล้วโครงสร้างของจิตจะมี S คืออะไรคะ สิ่งเร้านะ

01:20:49.570 --> 01:20:54.292
สิ่งเร้าภาษาอังกฤษ ก็คือ Stimulus นั่นเองนะคะ

01:20:54.749 --> 01:21:05.490
ส่วน O ล่ะ Organism ใช่ไหม ที่แปลว่าอินทรีย์ อินทรีย์ ก็คืออะไรคะ สิ่งที่มีชีวิตใช่ไหมคะ

01:21:05.920 --> 01:21:06.988
ตัวเราใช่ไหม

01:21:07.733 --> 01:21:13.920
แล้วอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นอินทรีย์ ที่มีอารมณ์ความรู้สึกถูกไหมคะ

01:21:14.210 --> 01:21:18.900
อารมณ์ความรู้สึกมาจากไหน ก็มาจากสมองของเรานั่นเองนะคะ

01:21:20.190 --> 01:21:28.790
ส่วน R ล่ะคะ คืออะไรคะ Response ใช่ไหมคะนะ การตอบสนองถูกไหมคะ

01:21:29.210 --> 01:21:32.331
ทีนี้กลุ่มจิตวิเคราะห์ก็จะมีจุดเน้น

01:21:36.327 --> 01:21:44.717
เพราะฉะนั้น จิตวิเคราะห์เอาใหม่ Set Zero ใหม่ เป็นพฤติกรรมภายในหรือว่าภายนอก

01:21:48.833 --> 01:21:53.830
ภายในหรือภายนอก มี S O แล้วก็ R

01:21:54.590 --> 01:22:01.800
เห็นสีไหมมันต่างกัน เราคิดว่าจุดเน้นคือภายในหรือภายนอก

01:22:04.920 --> 01:22:10.040
เราคิดว่าสีไหนที่เป็นจุดเน้นในทฤษฎีนี้

01:22:23.820 --> 01:22:31.420
S กับ R นี่ คือ ภายนอก O ก็คือภายในแต่จุดนี้ คือ เน้นสีแดง

01:22:35.330 --> 01:22:38.950
ไม่ได้สนใจความคิดว่าเขาคิดอะไรอย่างไร

01:22:47.617 --> 01:22:51.827
ทีนี้จิตวิเคราะห์นะคะ ความเชื่อพื้นฐาน

01:22:52.310 --> 01:22:57.400
เขาบอกว่าพฤติกรรมหรือกระบวนการถูกกำหนดโดยจิตนะ

01:22:59.130 --> 01:23:06.880
แล้วก็มันก็จะเกี่ยวข้องกับความต้องการทางเพศ ความก้าวร้าว

01:23:07.100 --> 01:23:12.380
บางครั้งจิตใจเราน่ะ มันแบบยังเกิดความขัดแย้งน่ะ

01:23:13.980 --> 01:23:19.800
กล่าวได้ว่าตัวเราน่ะ ตั้งแต่จำความได้เราจะสะสมประสบการณ์

01:23:20.590 --> 01:23:28.020
ประสบการณ์ก็จะมีทั้งดีแล้วก็ไม่ดี แต่ประสบการณ์ที่ไม่ดีน่ะ เราจะถูกเก็บกดไว้

01:23:29.110 --> 01:23:33.680
แต่มันก็พร้อมที่จะแสดงออกมา เมื่อมีอะไรมากระตุ้น

01:23:34.270 --> 01:23:41.160
โดยการแสดงออกมีทั้งรู้ตัว แล้วก็เป็นอย่างไรคะ ไม่รู้ตัวนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:23:43.180 --> 01:23:44.865
ทีนี้เรามาดูกัน

01:23:48.830 --> 01:23:53.490
เดี๋ยว นี่ ตามที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่นี้

01:23:54.210 --> 01:23:59.720
 เราก็จะสะสมประสบการณ์ตั้งแต่แบบเราจำความได้

01:24:00.930 --> 01:24:07.030
เขาบอกว่าประสบการณ์วัยเด็กจะส่งผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพ

01:24:08.090 --> 01:24:15.120
โดยเฉพาะ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งฟรอยด์เรียกว่า "ช่วงวิกฤต"

01:24:15.920 --> 01:24:26.280
ตรงนี้เดี๋ยวจะไปขยายในบทที่ 2 แล้วก็บทที่ 3 อันนี้ ก็คือปูความเข้าใจให้กับเรา

01:24:28.720 --> 01:24:35.680
เขาเชื่อว่าจิตใจของเราเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง

01:24:41.370 --> 01:24:48.520
เราช่วยกันดูรูปนี้รูปที่เกิดขึ้น ภูเขาน้ำแข็งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

01:24:49.130 --> 01:25:03.960
มีส่วนไหนบ้าง พ้นน้ำ ใต้น้ำ แล้วก็มีอะไรคะ ทุกส่วนเลย ไล่ไปตั้งแต่พ้นน้ำ แล้วก็ใต้น้ำถูกไหม

01:25:04.930 --> 01:25:13.000
ทีนี้เราเห็นอะไรในรูปนี้ พ้นน้ำมันคืออะไร ตามความเข้าใจเรา

01:25:13.630 --> 01:25:15.940
ถ้าเกี่ยวข้องกับตัวเราพ้นน้ำคืออะไร

01:25:20.730 --> 01:25:29.380
เราคิดว่า ถ้าสมมติเราเห็น... เราเอาน้ำแข็งน่ะ ใส่ในแก้วที่มันแบบทึบ ๆ น่ะ

01:25:30.410 --> 01:25:40.530
เราจะเห็นน้ำแข็งที่มันอยู่ใต้น้ำไหม ไม่นะ เราจะเห็นเฉพาะในส่วนที่เป็นอะไรคะ พ้นน้ำ

01:25:41.300 --> 01:25:49.030
เพราะฉะนั้น ก็คือสิ่งที่เรามองเห็นคนอื่นที่เขาแสดงออกมาถูกไหมคะ

01:25:49.150 --> 01:25:55.840
ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เรามองเห็นตัวเองได้เช่นเดียวกันนะ

01:25:56.330 --> 01:26:01.980
ทีนี้มันก็จะมีศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภูเขาน้ำแข็ง

01:26:02.830 --> 01:26:16.050
มีทั้งถ้าบริเวณที่เป็นแบบบนน้ำแข็งก็จะเป็น... เขาเรียกว่า "สิ่งที่เราแบบมีสติรู้ตัว"

01:26:17.590 --> 01:26:20.090
รู้ตัวว่าเราจะทำอะไรแบบไหน

01:26:22.750 --> 01:26:30.630
แล้วก็ Pre บางครั้งมันก็อยู่บนน้ำ บางครั้งมันก็คืออยู่ใต้น้ำปริ่ม ๆ

01:26:32.220 --> 01:26:45.640
มีที่เรารู้ตัวแล้วก็เป็นอย่างไรคะ ไม่รู้ตัว แต่ใต้น้ำ ใต้น้ำคืออะไร

01:26:49.970 --> 01:26:58.340
มันเป็นแบบจิตใต้สำนึกเลยที่เรา... เก็บ... เก็บเอาไว้น่ะ ที่เราสะสมโดยไม่รู้ตัว

01:26:58.690 --> 01:27:04.070
แต่มันสามารถกระตุ้นให้แสดงออกมาได้ไหม ได้นั่นเองนะคะ

01:27:04.770 --> 01:27:17.350
ทีนี้คำที่เราจะต้องรู้จักอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ Ego นี่ E... Ego แล้วก็อะไรคะ Superego

01:27:21.930 --> 01:27:29.030
เขาบอกว่ามนุษย์ทุกคนมักจะมีพื้นฐาน พื้นฐานของแต่ละคนเป็นอย่างไรคะ ไม่เท่ากัน

01:27:29.700 --> 01:27:36.680
พื้นฐานในที่นี้ถ้าภาษาบ้าน ๆ เวลาเราเจอคนที่มันขับรถปาดหน้าเราน่ะ

01:27:37.930 --> 01:27:44.314
บางคนก็จะแบบใช้คำด่าว่า สอ ดอ นะ

01:27:49.539 --> 01:27:53.252
อันนี้ถ้าเป็นศัพท์... ศัพท์น่ะ คำว่า สอ ดอ น่ะ อาจารย์พูดย่อ ๆ

01:27:54.108 --> 01:28:03.510
ก็คือหมายถึงตัวนี่ตัว Id นี่ Id คืออะไร เป็นความต้องการ

01:28:05.380 --> 01:28:14.690
เมื่อเรา... ความต้องการในที่นี้คืออะไร ก็คือสิ่งที่มันแบบตอบสนองตามความพึงพอใจของเรา

01:28:14.920 --> 01:28:21.060
โดยบางครั้ง ก็คือยังไม่ได้รับการอะไรคะ ขัดเกลาใช่ไหมคะ

01:28:21.280 --> 01:28:27.730
ทีนี้มีอะไรมาช่วยขัดเกลา ก็คือ Superego

01:28:28.210 --> 01:28:35.210
Superego ก็คือความรับผิดชอบ ชั่ว ดี ศีลธรรม จรรยาต่าง ๆ

01:28:39.300 --> 01:28:48.930
แล้ว Ego คืออะไรล่ะอาจารย์ อาจารย์ครับ Ego คืออะไร Ego ก็คือตัวตนที่เราแสดงออกมา

01:28:50.390 --> 01:28:58.390
Ego จะเป็นตัวกลางระหว่าง Id กับ Super อะไรคะ Ego นั่นเองนะคะ

01:28:58.670 --> 01:29:01.750
ถามว่าทุกคนมีความต้องการเหมือนกันไหม

01:29:05.620 --> 01:29:09.890
ความต้องการในที่นี้ ก็คือตอบสนองเพื่อให้หายหิวมีเหมือนกันไหมคะ

01:29:10.570 --> 01:29:13.330
มีเหมือนกันหมดเลยความกระหายใช่ไหมคะ

01:29:15.410 --> 01:29:25.375
แต่ทีนี้มี Superego เข้ามาอะไรคะ ช่วยขัดเกลาให้ตัวเราเป็นอย่างไรคะ

01:29:25.647 --> 01:29:29.180
มีระเบียบแบบแผนใช่ไหมคะนะ

01:29:32.380 --> 01:29:36.810
ทีนี้การที่ Ego จะแสดงแบบไหน

01:29:37.110 --> 01:29:45.870
ก็คือขึ้นอยู่กับว่า Ego รับอิทธิพลมาจาก Id หรืออะไรคะ Superego

01:29:46.420 --> 01:29:53.810
ถามในห้องนี้ใครอยากได้เงินหนึ่งแสนบาทบ้าง ได้มาแบบฟรี ๆ

01:29:54.063 --> 01:29:58.947
ทุกคนมีความต้องการเงินเหมือนกันใช่ไหมคะ ยิ่งมากก็คือยิ่งชอบใช่ไหมคะ

01:30:00.990 --> 01:30:04.770
อันนี้ ก็คือความต้องการของเรา Id น่ะ

01:30:06.200 --> 01:30:24.640
แต่ทีนี้บังเอิญคุณไปเจอเงินตกในที่สาธารณะประมาณหนึ่งแสนบาทมันก็จะมี Id กับ Superego

01:30:25.440 --> 01:30:33.370
Id ก็คือในภาคอะไรคะ ปีศาจหยิบไปเลยเธอเจอน่ะ มันก็ต้องเป็นของเราสิ

01:30:34.190 --> 01:30:40.710
ส่วน Superego คืออะไรคะ ภาคเทพบุตรนะ

01:30:41.400 --> 01:30:49.480
อุ๊ย สงสารเขาเถอะเผื่อเจ้าของเงินเขาเป็นอย่างไรคะ เดือดร้อนใช่ไหมคะ

01:30:50.310 --> 01:30:58.120
Ego ก็คือขึ้นอยู่กับว่าเอ๊ะ ฉันจะไปทางมืด หรือว่าฉันจะไปทางอะไรคะ สว่าง

01:30:59.650 --> 01:31:09.200
ทีนี้สุดท้ายแล้วถ้าเราตัดสินใจเอาเงินที่เราเก็บได้ไปประกาศหาเจ้าของ

01:31:09.700 --> 01:31:22.400
แสดงว่า Ego ของเราตอบสนองทางไหน ทาง Superego ทางสว่างอันนี้นะ

01:31:23.420 --> 01:31:28.510
หรือว่าห้องนี้ทุกคนอยากสอบได้คะแนนสูง ๆ เท่า... เหมือนกันใช่ไหมคะ

01:31:28.900 --> 01:31:33.401
มีใครอยากได้คะแนนสมมติคะแนนเต็ม 40 คะแนน

01:31:33.514 --> 01:31:43.460
มีใครอยากสอบได้แค่ 10 เต็ม 40 บ้าง มีไหม ส่วนใหญ่ก็อยากจะได้แบบเต็มถูกไหมคะ

01:31:43.780 --> 01:31:51.600
ทีนี้ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันน่ะ ทำอย่างไร

01:31:58.960 --> 01:32:09.580
ทุกคนอยากสอบได้คะแนนที่สูงทุกคนเลยนะ ทีนี้ Id ก็คือความต้องการได้คะแนนที่สูงนะ

01:32:10.140 --> 01:32:20.050
ก็จะทำอะไรก็ได้ที่ไม่รู้จักรับผิดชอบ ชั่ว ดี แอบเอาโพยมาทำแล้วก็ลอกเพื่อนใช่ไหมคะ

01:32:20.600 --> 01:32:25.750
แต่ถ้า Superego ล่ะ ตั้งใจอ่านหนังสือถูกไหมคะ

01:32:26.820 --> 01:32:32.790
ก็คือขึ้นอยู่กับว่าเรา Ego ของเรา

01:32:33.520 --> 01:32:42.470
จะรับอิทธิพลมากจาก Id หรือว่าอะไรคะ Superego นั่นเองนะคะ โอเค

01:32:50.500 --> 01:32:59.280
ทีนี้อธิบายซ้ำนะ สรุปแล้วกระบวนการทางจิตก็มีทั้งจิตสำนึกคืออะไรคะ

01:32:59.680 --> 01:33:04.660
เป็นภาวะที่เรารู้ตัวเต็มที่ตอนนี้ทุกคนมีความรู้ตัวเต็มที่ใช่ไหม

01:33:05.000 --> 01:33:11.340
แสดงว่าทุกคนมีอะไรคะ จิตสำนึกเพราะทุกคนแบบตั้งใจมาก

01:33:12.200 --> 01:33:20.210
ส่วนจิตใต้สำนึกล่ะ ในบางครั้งอาจจะเหม่อลอยไปบ้าง คิดถึงเพื่อน

01:33:20.365 --> 01:33:22.565
หรือว่าบางครั้ง ก็คืออาจจะใจลอย

01:33:22.589 --> 01:33:26.955
ว่าโอ๊ย เมื่อไรอาจารย์จะปล่อยฉันอยากจะไปโรงอาหารเต็มแก่แล้ว

01:33:26.980 --> 01:33:29.260
ฉันอยากจะไป Shopping เต็มแก่แล้ว

01:33:29.390 --> 01:33:33.580
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าอุ๊ย ฉันกำลังเรียนกับอาจารย์อยู่อันนี้นะ

01:33:33.812 --> 01:33:41.892
หรือว่าบางคนใจลอยว่าอาจารย์ปล่อยเร็ว ๆ สิมันปิดหยุดยาวน่ะ ฉันจะได้แบบรีบไปซื้อตั๋วกลับบ้าน

01:33:42.140 --> 01:33:49.650
และแต่พออาจารย์เรียกชื่อปุ๊บ ก็มีสติรู้ตัวกลับคืนมาแล้วว่า โอเค อาจารย์ยังไม่ปล่อยอันนี้นะ

01:33:50.830 --> 01:33:57.980
ส่วนจิตไร้สำนึกล่ะคะ เป็นส่วนที่มันแบบจมอยู่ใต้น้ำแข็ง

01:34:01.350 --> 01:34:06.870
เป็นส่วนของความไม่รู้ตัวของเรามัน... มันอยู่ในแบบดิ่งลึกน่ะ

01:34:07.880 --> 01:34:15.000
แต่มันก็จะเกี่ยวข้องกับแรงขับ ก็คือจะมีแรงขับแห่งการดำรงชีวิตอยู่

01:34:15.210 --> 01:34:19.810
แรงขับแห่งการทำลาย หรือเราเรียกกันว่า "ความก้าวร้าว"

01:34:19.970 --> 01:34:24.100
แล้วก็แรงขับอะไรคะ ทางเพศนั่นเองนะคะ

01:34:24.670 --> 01:34:31.160
โอเค อันนี้ก็ให้รู้อีกรอบหนึ่งนะ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของจิตนั่นเองนะคะ

01:34:38.920 --> 01:34:43.770
เพราะฉะนั้น Id ซ้ำอีกรอบหนึ่ง ก็คือเกี่ยวข้องกับความต้องการ

01:34:44.340 --> 01:34:53.190
แต่ต้องการของตามทฤษฎีฟรอยด์ ก็คือความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่รอด

01:34:53.530 --> 01:35:03.700
ก็จะเกี่ยวข้องกับแรงขับต่าง ๆ นั่นเองนะคะ แรงขับในที่นี้ ก็คือแห่งการทำลายนะ อันนี้นะคะ

01:35:04.340 --> 01:35:11.010
รวมถึงความต้องการทางเพศด้วยนั่นเองนะคะ โอเค ตรงนี้เราอ่านเองได้นั่นเองนะ

01:35:13.280 --> 01:35:28.150
ทีนี้เรามาดูกลุ่มต่อมา คือ กลุ่มพฤติกรรมนิยม

01:35:33.020 --> 01:35:41.120
พฤติกรรมนิยม ก็คือเหมือนกันเน้น S กับเน้นอะไรคะ R โดยไม่สนใจตัว O

01:35:41.940 --> 01:35:47.200
เป็นการศึกษาพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้นั่นเองนะคะ

01:35:47.620 --> 01:35:54.640
พฤติกรรมนิยมเชื่อว่าสิ่งเร้าจะกระตุ้นให้ตัวเรา

01:35:54.690 --> 01:35:59.790
มีพฤติกรรมการตอบสนองที่เกิดขึ้นนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:36:00.080 --> 01:36:11.570
อันนี้ก็เดี๋ยวจะไปเรียนในบทที่ 2 ในทฤษฎีของ Skinner นะคะ แล้วก็มี Thorndike ด้วยนะคะ

01:36:11.840 --> 01:36:21.950
อันนี้ก็เลยเป็นสรุปได้ว่าเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มที่เป็นตัว S กับตัวอะไรคะ R นั่นเองนะคะ

01:36:27.150 --> 01:36:42.250
ทีนี้กลุ่มต่อมา ก็คือกลุ่มการรู้คิด รู้คิดเน้น S เน้น O หรือว่าเน้น R เน้น O

01:36:43.650 --> 01:36:49.110
ทีนี้เรามาดูกันว่าเอ๊ะ การรู้คิดนั้นมันคืออะไร

01:36:49.940 --> 01:36:53.970
เขาบอกว่าการที่เราจะเข้าใจในพฤติกรรมต่าง ๆ นะ

01:36:54.260 --> 01:36:59.970
เราจะต้องศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ การจำ การคิด การตัดสินใจก่อน

01:37:00.370 --> 01:37:08.190
ก็คือพูดง่าย ๆ สมองของเรามีการรับข้อมูลแล้วก็เอาข้อมูลนั้นมาประมวลผล

01:37:09.140 --> 01:37:12.960
แล้วก็มีอิทธิพลต่อการคิด การตัดสินใจ

01:37:13.100 --> 01:37:17.740
แล้วก็ค่อยแสดงออกมาในรูปพฤติกรรมนั้น ๆ นั่นเองนะคะ

01:37:18.650 --> 01:37:27.160
เพราะฉะนั้น กลุ่มการรู้คิดก็จะเน้น... เน้นอะไรนะ เน้นตัว O นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:37:31.890 --> 01:37:40.010
เพราะฉะนั้น Highlight สำคัญของกลุ่มการรู้คิด ก็คือเป็นการสังเกตพฤติกรรมที่มันวัดได้ยาก

01:37:40.400 --> 01:37:47.780
ก็คือเป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความจำ ความรู้สึกและก็การตัดสินใจ

01:37:50.850 --> 01:37:58.110
แต่การจำ หรือว่าการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การใช้เหตุผลเอามาได้อย่างไร

01:37:58.260 --> 01:38:03.440
ก็เอามาจากสมองของเราที่เรารับ Information เข้ามา

01:38:03.760 --> 01:38:09.970
และเราก็มีวิธีการประมวลสารสนเทศจากสิ่งที่เรารับนั้น ๆ

01:38:18.550 --> 01:38:25.810
อันนี้นะคะ โอเค ทีนี้มากลุ่มชีวจิตวิทยากันบ้าง

01:38:27.700 --> 01:38:33.720
กลุ่มนี้ก็จะเน้นตัว O เช่นเดียวกันไม่สนใจ S กับ R

01:38:34.690 --> 01:38:41.250
เขาเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์น่ะ มาจากสารเคมีในสมองของเรา

01:38:43.580 --> 01:38:50.720
ถ้าเราตั้งใจเรียนแสดงว่าสารเคมีในสมอง หรือเซลล์ประสาทในสมองของเราเป็นอย่างไรคะ

01:38:51.740 --> 01:38:55.320
มีการทำงานอย่างดีนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:38:56.100 --> 01:39:04.150
เพราะฉะนั้น วิธีการศึกษาของกลุ่มชีวจิตวิทยา ก็คือเป็นการศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาทในสมอง

01:39:04.690 --> 01:39:08.940
หรือว่าการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท หรือว่าเนื้อเยื่อต่าง ๆ

01:39:09.960 --> 01:39:15.110
การที่ห้องนี้แบบมีความจำเป็นเลิศ หรือว่าตั้งใจเรียนดี

01:39:15.300 --> 01:39:20.330
หรือว่ามีการ... มีพฤติกรรมเขาเรียกว่า "เข้าชั้นเรียนได้แบบตรงเวลา"

01:39:20.660 --> 01:39:31.570
แสดงว่าสารเคมีในสมอง หรือว่าเซลล์ประสาทในสมองของในห้องนี้มีคุณภาพสูงนั่นเองนะคะ

01:39:37.800 --> 01:39:50.260
อันนี้นะ อันนี้ก็อธิบายไปแล้วทีนี้กลุ่มมนุษย์นิยม กลุ่มนี้เขาเชื่อว่ามนุษย์มีคุณค่า มีศักยภาพ

01:39:53.220 --> 01:40:00.470
มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมาตั้งแต่เกิดสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้

01:40:00.970 --> 01:40:10.100
มนุษย์เกิดมาพร้อมที่จะเขาเรียกว่าพัฒนาความงอกงาม พัฒนาการมีคุณค่าในตนเอง

01:40:10.450 --> 01:40:23.930
เพียงแต่ว่าบางครั้งสิ่งแวดล้อมมันมาขัดที่ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาความงอกงามของตนเองได้

01:40:26.390 --> 01:40:33.270
สรุปว่ากลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับตัว O กับตัว R นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

01:40:37.170 --> 01:40:45.750
เพราะฉะนั้น วิธีการศึกษาของกลุ่มมนุษย์นิยมก็จะศึกษาที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์

01:40:46.100 --> 01:40:56.220
มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าเราสามารถพัฒนาให้เกิดความงอกงามในชีวิตได้

01:40:56.900 --> 01:41:05.940
ทีนี้อาจารย์ถามอีกล่ะ ว่าความงอกงามคืออะไร ความงอกงามคืออะไรคะ

01:41:07.780 --> 01:41:17.470
เวลาเราปลูกต้นไม้น่ะ ต้นไม้มันง้ามงามใช่ไหม มันงอกงาม มันโตขึ้น มันให้ผลผลิตใช่ไหมคะ

01:41:17.850 --> 01:41:22.540
ทีนี้ถ้าเทียบเคียงกันกับความงอกงามของความเป็นมนุษย์คืออะไร

01:41:29.790 --> 01:41:33.688
ความประสบผลสำเร็จ ก็คือชีวิตเราเป็นอย่างไรคะ ดีขึ้น

01:41:33.841 --> 01:41:40.520
มีคุณค่าใช่ไหมคะ มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้นั่นเองนะ

01:41:41.130 --> 01:41:54.640
โอเค อันนี้ก็จะเน้นตัว O กับตัวอะไรคะ R นั่นเองนะคะ ก็จบในบทที่ 1 นะคะ โอเค

01:41:55.320 --> 01:42:00.816
ทีนี้เดี๋ยวขอบคุณล่ามทางไกลมากนะคะ ขอบคุณค่ะ

01:42:01.383 --> 01:42:06.450
เชิญออกระ... ค่ะ ๆ ออกระบบได้เลยให้เขาออกระบบได้เลย

01:42:50.820 --> 01:42:58.010
เดี๋ยวจะปล่อยแล้วนะคะ แต่ก่อนที่จะปล่อยต้องแบ่งกลุ่มทำงาน

01:43:00.920 --> 01:43:10.570
ห้องนี้มีทั้งหมด... เดี๋ยวเช็กชื่อด้วยไม่ต้องมาโอ๊ย อะไรทั้งสิ้น

01:43:50.630 --> 01:43:58.870
กนกพรมาไหม อ๋อ การศึกษาพิเศษ โอเค

01:45:16.630 --> 01:45:25.590
โอเค อาจารย์ส่งแบบฝึกหัดให้กับพวกเราในไลน์กลุ่มเรียบร้อยแล้วนะคะ

01:45:27.360 --> 01:45:37.440
แทนการเช็กชื่อแล้วก็คะแนนเก็บแบบฝึกหัดให้เราส่งแบบฝึกหัดภายในวันพรุ่งนี้

01:45:41.550 --> 01:45:46.530
ภายในวันพรุ่งนี้นะ ต้องเสร็จนะ ไม่เกิน 9 โมงเช้า

01:45:48.210 --> 01:45:55.400
ก็ให้หัวหน้าห้องสร้าง Folder แล้วก็ไว้ใน Note นะคะ

01:45:55.740 --> 01:45:59.345
ก็คือมันจะมี Drive ใช่ไหม หัวหน้าห้อง ก็คือเข้า Drive เดิม

01:45:59.370 --> 01:46:12.760
แล้วก็สร้าง Folder เพิ่ม โอเคไหม อาจารย์ก็จะเช็กให้นะ ทีนี้...

01:46:25.970 --> 01:46:28.310
เฉพาะเด็กปกติกี่คนนี่ห้องนี้

01:46:33.197 --> 01:46:39.819
ห้องนี้ถ้าเฉพาะเด็ก... เฉพาะที่เป็นนักศึกษาที่ไม่ได้บกพร่องทางการได้ยิน

01:46:39.843 --> 01:46:44.910
แล้วก็ตา หรือว่าทางด้านร่างกายนะคะ มีกี่คนคะ ในห้องนี้

01:46:57.660 --> 01:47:06.990
กี่คนอย่าทะเลาะกัน 28 20 คนนะคะ

01:47:13.410 --> 01:47:18.390
อย่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ 29 ใช่ไหม 19

01:47:34.330 --> 01:47:37.349
ก็จะมีทั้งหมด 6 กลุ่มนะคะ

01:47:37.572 --> 01:47:51.394
ทีนี้เดี๋ยวเรามาดูกันว่าเด็กหูกี่คน 4 ก็เอาเด็กหูอยู่คนละ 1 กลุ่มนะคะ

01:47:51.700 --> 01:47:59.040
ทีนี้เด็กตาก็อยู่กันคนละ... เด็กตากี่คน 3

01:48:03.380 --> 01:48:07.350
เด็กตา ก็คืออยู่กันคนละ 1 กลุ่มนะ

01:48:10.430 --> 01:48:19.500
นอกนั้นก็ให้พวกเราจับกันเองแล้วก็เลือกกลุ่มเลือกหัวข้อนะคะ

01:48:25.330 --> 01:48:31.640
ก็เด็กตา 4 คนใช่ไหมคะ ก็จะอยู่แล้วคนละ 1 กลุ่ม

01:48:31.950 --> 01:48:39.370
เด็กหู ก็คือ เอ้ย ไม่ใช่เด็กตามีเท่าไร 3 ใช่ไหมคะ คนละ 1 กลุ่มนะ

01:48:39.860 --> 01:48:45.920
ทีนี้มันจะต้องมีกลุ่มหนึ่งที่แบบ... มีสมาชิกแบบเพิ่มขึ้นมาได้

01:48:46.110 --> 01:48:51.550
ก็คือเดี๋ยวเอาเด็กตาอยู่ตรงนี้ 2 คนก็ได้นะคะ

01:49:09.940 --> 01:49:12.220
สรุปเด็กตา 3 นะ ไม่ใช่ 2 คนนะ

01:49:24.440 --> 01:49:28.020
ร่างกายไม่เป็นไร ไม่มีปัญหาอะไร

01:49:33.580 --> 01:49:40.890
เลือกกันเลยจะได้ไม่ซ้ำซ้อนหัวข้อแบ่งกันเลยว่าใครจะเอาหัวข้อไหน

01:53:37.010 --> 01:53:43.740
ตกลงกันได้หรือยังคะนักศึกษา โอเคค่ะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ เจอกันสัปดาห์หน้า

01:53:48.247 --> 01:53:57.330
ใช่ค่ะ เปิดโอกาส... อ๋อ ภายในพรุ่งนี้ไม่ชอบใช่ไหม เอาภายในวันนี้ใช่ไหมคะ หรือว่าอย่างไร

01:54:01.640 --> 01:54:05.120
แล้วแต่สะดวกเราเลยแต่ว่าต้องมีส่งค่ะ

01:54:06.090 --> 01:54:11.430
แต่ไฟล์ Word มันจะได้ง่ายเวลาหนู Print แล้วก็จะได้พิมพ์ในนั้นได้

01:54:11.730 --> 01:54:16.850
แต่ว่าเวลาส่งหนูช่วยแปลงไฟล์เป็น PDF ให้อาจารย์ด้วยมันจะได้ง่าย

01:54:19.480 --> 01:54:29.150
เป็นอย่างไรบ้างบทที่ 1 เนื้อหายากไหม ยากไหมคะ ยากค่ะหรือ

01:54:38.990 --> 01:54:47.500
โอเคค่ะ วันนี้ก็สวัสดีนะคะ มาสาธุ โอเค อามิตาพุทธค่ะ หัวหน้าห้อง

01:54:55.935 --> 01:55:06.600
ปิดแอร์ให้อาจารย์ด้วยนะ ปิดแอร์ให้อาจารย์ด้วยก็ช่วยปิดมีจิตอาสาหน่อยสิจ๊ะเธอ