WEBVTT
Kind: captions
Language: th

00:00:00.000 --> 00:00:05.140
(อาจารย์ธิดารัตน์) อย่างที่บอกไปการสื่อสารนะคะ เหมือนอาจารย์พูดหน้าห้องกับนักเรียนนะคะ

00:00:05.140 --> 00:00:08.391
ก็จะเป็นผู้ส่งสารแล้วก็ปลายทางก็จะเป็นนักศึกษาทุกคน

00:00:08.559 --> 00:00:15.351
เช่นเดียวกัน ในการสื่อสารในตัวระบบคอมพิวเตอร์นะคะ ก็จะมีผู้ส่งและก็ผู้รับนั่นเองนะคะ

00:00:15.644 --> 00:00:17.772
Sender กับ Receiver นะคะ

00:00:17.772 --> 00:00:25.092
แน่นอนนะคะ การใช้การสื่อสารในคอมพิวเตอร์ก็ต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ถูกไหมคะ

00:00:25.092 --> 00:00:31.756
เหมือนเวลาเราใช้คอมพิวเตอร์อาจจะทำการบ้านนี่ หรือว่าส่ง Facebook คุยกับเพื่อนนี่

00:00:31.965 --> 00:00:37.375
มันก็ต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต้นทางกับปลายทางถูกไหมคะ ที่เราจะส่งข้อมูลหากัน

00:00:37.375 --> 00:00:40.283
ดังนั้น คอมพิวเตอร์นะคะ ของผู้ส่ง

00:00:41.037 --> 00:00:47.392
ก็จะอยู่ฝั่งที่ผู้ส่งและก็ผู้รับ ดังนั้นสายที่ใช้ในการสื่อสารอย่างสมมติในห้องแล็บตัวนี้นะคะ

00:00:47.392 --> 00:00:52.450
สายที่อยู่หลังเครื่องคอมฯ ก็จะเป็นสายแลนถูกไหมคะ ที่เป็นเส้นขาว ๆ ในการเชื่อมต่อนั่นเอง

00:00:52.660 --> 00:00:58.739
คราวนี้ สื่อกลางนะคะ ก็คือ Transmission Media ตรงนี้

00:00:59.325 --> 00:01:08.550
ก็จะเป็นสายหรืออากาศ ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างกันนะคะ เราจะมาดูว่า

00:01:09.681 --> 00:01:12.002
เดี๋ยวขอพูดไปเมื่อกี้ ลืม

00:01:13.216 --> 00:01:21.527
ตามชื่อตัวกลางสื่อสารแล้วก็ Physical Layer จากที่เรียนไปสัปดาห์ที่แล้วนะคะ เราจะมีตัว

00:01:21.736 --> 00:01:25.691
OSI Layer นะคะกับ TCP/IP นะคะ มันก็จะมี

00:01:25.859 --> 00:01:31.780
ชั้นที่ล่างสุดก็คือชั้นที่เป็น Physical คือมองภาพได้จับต้องได้นะคะ

00:01:32.073 --> 00:01:38.022
ก็ใช้ทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ก็คือชั้นที่เอาสายแลนเสียบข้างหลังนะคะ

00:01:38.022 --> 00:01:43.084
ก็จะเรียกเป็น Physical Layer ในการเสียบ แล้วก็ส่งข้อมูลนั่นเองนะคะ

00:01:46.015 --> 00:01:51.341
สายสื่อสารมาตรฐานของเรานะคะ อันนี้จะเป็นหลัก ๆ ก่อนนะคะ

00:01:51.341 --> 00:01:57.781
ณ ปัจจุบันอาจจะมีการเพิ่มตัว... เพิ่มเติมของตัวฟังก์ชันนะคะ ของตัวสายสื่อสารขึ้นมานะคะ

00:01:57.781 --> 00:02:03.721
ก็จะมีทั้งหมด 4 อันที่อาจารย์นำมายกตัวอย่าง แล้วก็เอามาสอนในครั้งนี้ ก็จะมี

00:02:03.930 --> 00:02:05.362
มาตรฐาน 10BASE

00:02:06.199 --> 00:02:11.625
มาตรฐาน IEEE 802.4 มาตรฐาน IEEE 802.5

00:02:12.044 --> 00:02:20.366
มาตรฐาน FDDI นะคะ เดี๋ยวเราจะมาดูแต่ละตัวแต่ละมาตรฐานนะคะ ว่ามันมีคุณลักษณะ

00:02:20.366 --> 00:02:24.597
ที่แตกต่างกันอย่างไรบ้างนั่นเองนะคะ

00:02:28.617 --> 00:02:36.939
เราจะมาดูมาตรฐาน IEEE ตัวแรกของเรา 802.3 นะคะ ก็จะเป็นการส่งข้อมูลสื่อสารนะคะ

00:02:36.939 --> 00:02:39.436
ทั่วไปของตัวอินเทอร์เน็ตนั่นเองนะคะ

00:02:39.436 --> 00:02:42.746
โดยจะแบ่งเป็นย่อย ๆ ตามนี้

00:02:43.667 --> 00:02:48.616
พูดง่าย ๆ มันจะมีตัวอักษรด้านหน้านะคะ เพื่อแบ่งเป็นประเภทแล้วก็

00:02:48.825 --> 00:02:54.124
ตัวเลขหรือตัวอักษรด้านหลังนะคะ เพื่อแบ่งเฉพาะรายละเอียดลงไปอีก

00:02:54.710 --> 00:03:03.978
อย่างตัวแรกนะคะ 10BASE5 หรือว่าตัว Original 802.3 นะคะ ก็จะเป็น

00:03:04.271 --> 00:03:07.408
การสื่อสารพวกอินเทอร์เน็ตทั่วไปนะคะ

00:03:07.994 --> 00:03:14.951
ถัดมาอันที่ 10BASE2 หรือว่า Cheapernet นะคะ

00:03:15.412 --> 00:03:19.714
อันที่ 3 1BASE5 STARLAN

00:03:20.803 --> 00:03:27.467
อันที่ 4 10BASE-T และอันสุดท้าย 10BASE36 หรือว่าตัว Broadband นะคะ

00:03:27.676 --> 00:03:34.490
อันนี้เราจะไม่ได้ลงลึกไปทั้งหมดจะเลือกมาแค่บางตัวมาตรฐานนะคะ

00:03:34.658 --> 00:03:41.264
เพื่อระบุแต่ละตัวที่มันใกล้ตัวแล้วก็คิดว่านักศึกษาน่าจะได้ใช้งานนะคะ

00:03:41.264 --> 00:03:44.448
ในชีวิตจริงนี่มากที่สุดนั่นเองนะคะ

00:03:47.421 --> 00:03:54.443
เดี๋ยวเรามาดูตารางนะคะ ของตารางสายมาตรฐาน 10BASE ของเรานะคะ

00:03:55.951 --> 00:04:02.531
ดูง่าย ๆ นะคะ ของเรานี่ จะมีสายที่เราใช้งาน

00:04:04.206 --> 00:04:07.514
ส่วนมากก็จะเป็นถ้าในห้องแล็บก็จะเป็นสายแลนถูกไหมคะ

00:04:08.100 --> 00:04:11.710
ในการสื่อสารสีขาว ๆ ของเราใช้สายแลนก็จะแบ่งประเภทอีก

00:04:11.878 --> 00:04:23.965
ว่าเป็นแลนแบบไหน มีสายที่มันคลุมเป็นการป้องกันการรบกวนกันของสัญญาณหรือเปล่า

00:04:23.965 --> 00:04:28.077
แล้วก็มีสาย Coaxial นะคะ 2 แบบตรงนี้นะคะ

00:04:28.328 --> 00:04:34.967
แล้วก็แบบมีเกลียว แล้วก็ไม่มีเกลียวอีก มันก็จะแยกเฉพาะของสายลงไปอีกว่ามีประเภทอะไรนะคะ

00:04:35.176 --> 00:04:42.845
อันนี้ก็จะเป็นลักษณะตาราง ให้มาดูความเปรียบเทียบนะคะ ว่าจะมีสายโคแอกเชียล

00:04:44.897 --> 00:04:48.548
แล้วที่ต่างกัน ก็คือจะเป็นเทคนิคการส่ง

00:04:49.176 --> 00:04:58.282
อันนี้มันจะแยกประเภทลงไปอีกนะคะ ว่ากรณีเราส่งนี่ ส่งเป็นแบบวิธีไหนใช้ความถี่นะคะ

00:04:58.282 --> 00:05:01.870
ใช้ค่าความถี่ไหม หรือว่าเป็นช่วงเวลาไหมนะคะ

00:05:02.247 --> 00:05:10.103
อัตราความเร็วอยู่ที่เท่าไร แล้วก็ระยะทางนะคะ สูงสุดที่สามารถส่งตัวข้อมูลไปได้

00:05:10.103 --> 00:05:14.724
โดยไม่ต้องใช้ตัวกระจายสัญญาณหรือว่าตัวเพิ่มสัญญาณขึ้นใหม่อีกรอบหนึ่ง

00:05:14.724 --> 00:05:19.097
อันนี้จะเป็นตารางคร่าว ๆ ให้ดูนะคะ เพราะว่าถ้าจะเรียนละเอียดก็คือ

00:05:19.097 --> 00:05:25.922
เราจะต้องเรียนตั้งแต่เทคนิคการส่งสัญญาณของแต่ละตัว แล้วก็มาดูประเภทอีกนะคะ

00:05:26.341 --> 00:05:33.892
อันนี้จะเป็นตารางสรุปรวมให้ดูแล้วกันนะคะ เดี๋ยวให้นักศึกษาไปจำเอานะคะว่า

00:05:33.892 --> 00:05:38.522
ตัวไหนที่ให้ระยะทางสูงที่สุดนะคะ

00:05:38.773 --> 00:05:44.374
เอาสังเกตง่าย ๆ นะคะ สายแลนกับโคแอกเชียลนี่ โคแอกเชียลจะให้การส่งสัญญาณที่

00:05:44.374 --> 00:05:49.702
ระยะทางที่ไกลกว่านะคะ เราจะมาดูตรงตารางตรงนี้ได้อยู่ที่ 3,600 นะคะ per meter

00:05:51.293 --> 00:05:59.397
อัตราความเร็วนะคะ 10 Mbps ในการส่งข้อมูลนะคะ แล้วก็จะมีตัว

00:06:00.000 --> 00:06:04.842
รูปแบบเทคนิคการส่งเป็น DPSK นะคะ

00:06:05.177 --> 00:06:10.551
มันก็จะแยกประเภทลงไปอีกนะคะ อันนี้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบมาให้ดูเบื้องต้นก่อน

00:06:15.115 --> 00:06:16.758
ถัดมานะคะ

00:06:17.051 --> 00:06:22.785
มาตรฐาน IEEE 802.4 นะคะ เป็นการมาตรฐานแบบ Token Bus

00:06:25.507 --> 00:06:31.090
เป็นการสื่อสารอยู่ 3 แบบ Broadband นะคะ

00:06:31.928 --> 00:06:38.474
Carrierband แล้วก็สาย Fiber Optic เราเรียนเครือข่ายมาแล้ว

00:06:38.474 --> 00:06:42.636
การเชื่อมต่อพวก Bus พวก Ring น่าจะได้เรียนมาแล้วนะ คุ้น ๆ ไหม

00:06:45.860 --> 00:06:48.772
หรือว่าคืน คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว

00:06:51.661 --> 00:06:54.565
เข้าสายแลน เดี๋ยวก็จะ... เดี๋ยวก็จะคุ้น ๆ นะคะ

00:06:55.570 --> 00:06:59.449
Broadband เป็นสายโคแอกเชียล

00:07:01.166 --> 00:07:07.024
ไม่แน่ใจว่าในแล็บตัวเครือข่ายเราได้มีได้ดูสาย Coax กันหรือเปล่า

00:07:08.197 --> 00:07:09.118
ได้ดูไหม

00:07:10.500 --> 00:07:15.684
อ๋อ เรียนออนไลน์ อ๋อ โอเค ๆ ไม่เป็นไร เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวจะมีในสไลด์ให้ดูนะคะ

00:07:16.103 --> 00:07:22.499
จะมีการส่งสัญญาณที่แตกต่างกัน พูดง่าย ๆ ว่าจะเป็นสายแลน สายโคแอกซ์ หรือสายไฟเบอร์นี่

00:07:22.834 --> 00:07:29.479
เขาสามารถที่จะมีการส่งสัญญาณที่อัตราความเร็วที่แตกต่างกันได้

00:07:29.479 --> 00:07:32.878
ตามอุปกรณ์ที่รับแล้วก็ส่งด้วยเช่นเดียวกันนะคะ

00:07:35.851 --> 00:07:38.648
แล้วก็ช่องทาง Bandwidth นะคะ

00:07:39.737 --> 00:07:43.637
Bandwidth ก็คือช่องทางที่สามารถจะส่งข้อมูลไป

00:07:44.684 --> 00:07:54.490
เข้าใจคำว่า Bandwidth อยู่นะ ความกว้าง เหมือนถนนในการ… เวลาเราขึ้นถนนไปปลายทางนี่

00:07:54.490 --> 00:07:58.813
Bandwidth ก็คือความกว้างของถนนที่เราจะส่งข้อมูลไปก็เหมือนรถนี่

00:07:58.813 --> 00:08:04.355
มันขี่ได้กี่คันในถนนเส้นหนึ่ง ก็คือมันกว้างเยอะขนาดไหนในการส่งข้อมูล

00:08:05.193 --> 00:08:07.834
ไม่งงนะ งงให้ถามนะคะ

00:08:10.000 --> 00:08:18.415
ถัดมา Carrierband นะคะ ก็คือเป็น Broadband ก็คือตัวข้างบนนี่ช่องทางเดียวนะคะ

00:08:20.551 --> 00:08:23.002
มีช่องทางเดียวต่อ 1 สาย

00:08:23.253 --> 00:08:29.544
เหมือนถนนน่ะมีเส้นเดียว รถสามารถขับได้แค่คันเดียว เหมือนขับอยู่ในซอย

00:08:31.219 --> 00:08:32.200
ไม่งงนะ

00:08:34.503 --> 00:08:39.942
ราคาสายจะถูกลงเพราะความกว้างมันก็ Bandwidth ก็จะน้อยลงนะคะ

00:08:43.460 --> 00:08:46.632
แล้วก็สามารถเลือกอัตราความเร็วได้ว่าจะขี่

00:08:47.135 --> 00:08:52.818
เหมือนเราขับรถนี่จะส่งที่อัตราความเร็วเท่าไร อันนี้ก็จะมีสามารถส่งได้ที่อัตราความเร็ว

00:08:52.818 --> 00:08:57.635
ที่เราเลือกได้นั่นเองนะคะ ว่าจะสามารถส่งที่ความเร็วเท่าไรนั่นเอง

00:08:57.970 --> 00:09:05.842
อันที่ 3 ก็จะเป็น Fiber Optic นะคะ ที่เอามาใช้แทน 2 ตัวนี้นะคะ

00:09:05.842 --> 00:09:11.266
อัตราความเร็วเราก็จะเห็นว่า Fiber จะมีอัตราความเร็วที่มันสูงขึ้นนะคะ

00:09:11.936 --> 00:09:18.809
มันก็จะเป็นสายแลนโคแอกเชียลนะคะ แล้วก็ไฟเบอร์ตามคุณภาพของตัวสายส่ง

00:09:20.861 --> 00:09:25.366
แล้วก็สามารถใช้กับแลนในเครือข่าย

00:09:26.204 --> 00:09:29.516
อันนี้ข้ามไปก่อนแล้วกัน Passive กับ Active STAR นะคะ

00:09:29.516 --> 00:09:32.822
ก็คือใช้ได้กับตัวเครือข่ายของเราได้นั่นเองนะคะ

00:09:34.581 --> 00:09:38.463
โอเค Token Bus ของเราก็จะมี 3 แบบนะคะ

00:09:42.986 --> 00:09:50.596
หรือถ้าเรามาทำเป็นตารางสรุป 2 อันนี้เป็นตัวที่เป็นโคแอกเชียล อันนี้เป็นไฟเบอร์ออปติก

00:09:50.596 --> 00:09:57.916
อย่างที่บอกไปไฟเบอร์จะให้อัตราความเร็วที่ในการส่งที่ค่อนข้างสูงที่สุดนะคะ

00:09:58.670 --> 00:10:03.684
แต่ว่าข้อดีข้อเสียของแต่ละอันก็จะแตกต่างกันไปนะคะ เดี๋ยวเราจะมาพูดแยกแต่ละประเภทอีกว่า

00:10:03.684 --> 00:10:08.806
Coaxial นี่ ข้อดีอะไรข้อเสียอะไร ไฟเบอร์ออฟติกข้อดีอะไรข้อเสียอะไรนั่นเองนะคะ

00:10:13.789 --> 00:10:19.468
อันนี้ก็คือเทคนิคการส่งสัญญาณ ปกติโคแอกเชียลนี่จะมีความค่าตัวต้านทานที่อยู่ 75 โอห์ม

00:10:20.000 --> 00:10:23.784
ค่าความต้านทานคืออะไร ในกรณีที่เราใช้จ่ายส่งที่เป็นทองแดงนี่

00:10:24.119 --> 00:10:29.996
เหมือนสายไฟนี่ มันจะมีค่าความต้านทานเวลาเราส่งพวกไม่ว่าจะเป็นเสียงนะคะ หรือว่า

00:10:29.996 --> 00:10:33.958
ถ้าเป็นสายไฟมันก็คือกระแสไฟฟ้า มันจะมีค่าความต้านทานนะคะ

00:10:34.419 --> 00:10:39.613
ที่สามารถที่จะคำนวณ มันก็จะมีคำนวณค่าอีกว่าโอมห์แล้วก็ส่งได้เท่าไรนะคะ

00:10:40.367 --> 00:10:45.519
คราวนี้เทคนิคในการส่งสัญญาณนะคะ มันก็จะมีหลายแบบ

00:10:47.613 --> 00:10:50.031
AM ก็จะเป็น Amplitude Modulation นะคะ

00:10:50.785 --> 00:10:57.577
Pulse นะคะ หรือว่าจะเป็น Frequency อันนี้ก็จะเป็นรูปแบบเทคนิคการส่งสัญญาณอีกนะคะ

00:10:57.828 --> 00:11:04.478
คราวนี้เราเรียนเป็นภาพรวมนะ เราไม่ได้เรียนเป็นรายละเอียดลงลึกของเทคนิคการส่งสัญญาณนะคะ

00:11:04.478 --> 00:11:09.545
อาจารย์จะขอไม่ได้อธิบายละเอียดทั้งหมดนะคะ มันจะมีชื่อการส่งสัญญาณเทคนิค

00:11:09.797 --> 00:11:15.090
Broadband Carrierband แล้วก็ไฟเบอร์ออปติกนะคะ เราก็จะเป็นอัตราความเร็วที่สามารถส่งได้

00:11:15.551 --> 00:11:19.261
นั่นเอง ก็จะเห็นว่าตัวไฟเบอร์นี่ จะดีที่สุดนั่นเอง

00:11:21.480 --> 00:11:28.486
ระยะทางนะคะ ถ้าเป็น Fiber Optic นะคะ ที่ความเร็วมากที่สุดนี่ ก็จะได้ระยะทางที่สูงที่สุด

00:11:28.486 --> 00:11:30.481
แต่พอดีตัวนี้มันไม่ได้ปรับแก้น่ะค่ะ

00:11:32.952 --> 00:11:33.936
ถัดมา

00:11:35.360 --> 00:11:36.993
ถามได้นะอันไหนงง

00:11:40.678 --> 00:11:45.163
ถัดมาเป็นมาตรฐาน IEEE 802.5 นะคะ

00:11:45.917 --> 00:11:55.673
802.5 ก็จะเป็นสายคู่เกลียว ตามชื่อนะคะ สายคู่เกลียวแบบชีลด์ 2 ลักษณะ

00:11:56.259 --> 00:12:02.278
ก็คือสามารถส่งที่อัตราความเร็วที่ 1 และก็ 4 Mbps

00:12:03.995 --> 00:12:06.154
เป็น LAN แล้วก็ Token-Ring

00:12:09.127 --> 00:12:10.711
ถ้าเป็น Bus ก็คือ

00:12:12.135 --> 00:12:19.074
เป็นสายแล้วก็อุปกรณ์ต่อเสียบเข้าไปในตัวสวิตช์หรือ Hub หรือ Router นะ

00:12:20.000 --> 00:12:25.533
Bus นึกออกนะ ถ้าเป็น Ring ก็คือ อุปกรณ์ทุกตัวต้องต่อเชื่อมกัน

00:12:26.999 --> 00:12:29.708
เวลาถ้าอันไหนล่มก็คือจะล่มทั้งระบบ

00:12:30.713 --> 00:12:33.953
คุ้น ๆ นะ คุ้นนะ ไม่คุ้นถามได้นะ

00:12:36.550 --> 00:12:42.325
อีกมาตรฐานหนึ่งที่เรามาใช้ก็คือจะเป็นมาตรฐานของ IBM IBM ก็จะเป็นพวก

00:12:42.325 --> 00:12:50.711
บริษัทที่ผลิตเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระบบเครือข่ายด้วยต่าง ๆ โทรคมนาคมนะคะ

00:12:50.711 --> 00:12:54.273
การสื่อสารเขาก็จะมีเรื่อง 2 แบบ ก็คือ

00:12:54.566 --> 00:13:01.867
แบบไม่มีชีลด์แล้วก็แบบมีชีลด์แล้วก็จะมีอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลด้วยเช่นเดียวกันนะคะ

00:13:02.998 --> 00:13:07.631
เดี๋ยวเราจะมาดูตารางถัดมานะคะ ที่ใช้เปรียบเทียบ

00:13:15.043 --> 00:13:22.713
อันนี้ก็จะเป็น 802.5 นะคะ คู่มีเกลียวแล้วก็ของตัว IBM ก็จะแบ่งมีเกลียวแล้วก็ไม่มีเกลียว

00:13:24.430 --> 00:13:31.670
บางคนจะสงสัยว่าสายส่งสัญญาณ ทำไมมีทั้งแบบคู่มีเกลียวแล้วก็ไม่เกลียว

00:13:31.670 --> 00:13:37.785
กรณีที่มันมีตีเกลียวกับเพื่อลดสัญญาณรบกวนนะคะ

00:13:38.204 --> 00:13:40.567
ปกติเวลาส่งสัญญาณข้อมูลนี่

00:13:41.405 --> 00:13:44.996
มันก็จะเป็นสายที่มันนคู่ขนานกันไปเรื่อย ๆ นะคะ

00:13:44.996 --> 00:13:51.898
ถ้ามีการคู่ตีเกลียวขึ้นมานี่ก็จะช่วยลดสัญญาณรบกวนระหว่างช่องสัญญาณที่อยู่ข้าง ๆ นั่นเองนะคะ

00:13:51.898 --> 00:13:52.978
ในการส่งข้อมูล

00:13:54.946 --> 00:13:59.193
อันนี้ก็จะเป็นเทคนิคนะคะ แล้วก็จะเป็นอัตราความเร็ว

00:14:00.366 --> 00:14:03.045
และก็จำนวน Repeater

00:14:04.553 --> 00:14:11.628
จำนวน Repeater ก็คือกรณีเราส่งสัญญาณข้อมูลนี่เข้ามานะคะ

00:14:11.628 --> 00:14:17.125
แล้วสัญญาณข้อมูลนี่ เราสามารถส่งได้ที่ระยะทางเท่าไรนะคะ

00:14:18.004 --> 00:14:21.134
มองภาพง่าย ๆ เวลาเราส่ง

00:14:22.600 --> 00:14:27.154
ให้มองภาพง่ายที่สุด ถ้าเราน่าจะเข้าใจนะ ก็จะเป็นแบบองค์การโทรศัพท์ถูกไหมคะ

00:14:27.154 --> 00:14:31.295
มันก็จะมีชุมสายทุกที่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เหมือนกัน

00:14:32.761 --> 00:14:38.022
ก็จะมีจุดพักสัญญาณเช่นเดียวกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น TOT

00:14:38.231 --> 00:14:41.373
3 Broadband นะคะ CAT Telecom อะไรต่าง ๆ นี่

00:14:41.373 --> 00:14:46.841
มันจะมีชุมสายในการกระจายสัญญาณเช่นเดียวกันว่าเราส่งสัญญาณมาถึงระดับนี้แล้ว

00:14:46.841 --> 00:14:55.720
ต้องมีตู้พักกระจายสัญญาณที่จุดไหน เพื่อจะทำการทวนสัญญาณเพื่อให้สัญญาณมันชัดเจน

00:14:55.720 --> 00:15:01.337
แล้วก็ส่งไปยังปลายทางได้ครบข้อมูลที่จากผู้ส่งนั่นเองนะคะ

00:15:04.520 --> 00:15:07.219
อันนี้ไม่ได้ระบุตัว Repeater เข้ามานะคะ

00:15:07.512 --> 00:15:12.716
ตัวระยะทาง อันนี้ก็ตัว Repeater ที่สูงสุดนะคะ

00:15:13.637 --> 00:15:20.834
ที่เราสามารถส่งนะคะ อัตราความเร็วแล้วก็ที่จะทวนสัญญาณให้ถึงปลายทางได้นั่นเอง

00:15:24.764 --> 00:15:31.753
ถัดมา ตัวที่ 3 ของเรามาตรฐาน FDDI นะคะ

00:15:33.763 --> 00:15:42.403
ตามชื่อก็จะเป็น Fiber Distributed Data Interface นะคะ ก็จะเป็นโปรโตคอลของตัวแลนนะคะ

00:15:42.403 --> 00:15:46.880
ก็คือ Local Area Network ของเรานะคะ แบบ Token- Ring

00:15:49.309 --> 00:15:54.475
มีอัตราการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps

00:15:56.527 --> 00:15:59.242
มันก็จะเยอะกว่าเมื่อกี้ถูกไหม

00:16:02.843 --> 00:16:06.326
อันนี้ก็จะเพิ่มขึ้นนะ เป็น 100 นะคะ

00:16:07.457 --> 00:16:14.801
เราก็จะมาดูตาราง นี่ อัตราความเร็วมันจะเพิ่มขึ้นนะคะ แต่เทคนิคสัญญาณในการส่งนี่จะต่างไป

00:16:15.052 --> 00:16:20.950
FDDI จากชื่อก็ตัว F ก็จะย่อมาจากตัว Fiber อย่างที่บอกไปไฟเบอร์จะส่งสัญญาณ

00:16:21.159 --> 00:16:25.175
ได้ระยะไกลกว่า แล้วก็สัญญาณดีกว่านะคะ

00:16:25.175 --> 00:16:28.275
Repeater แล้วก็ระยะทางระหว่าง Repeater นะคะ

00:16:28.275 --> 00:16:34.962
ทุก 200 เมตรก็จะมีตัว Repeater เพื่อทวนสัญญาณ ทำให้สัญญาณนี่ชัดเจนยิ่งขึ้นนั่นเอง

00:16:36.511 --> 00:16:42.906
งงกันไหม ถ้าเงียบ ๆ อาจารย์ถือว่าเข้าใจนะ ถ้าไม่เข้าใจยกมือถามได้นะคะ

00:16:48.685 --> 00:16:52.802
คราวนี้เราจะมาดูประเภทตัวกลางสื่อสาร

00:16:55.817 --> 00:17:00.250
ประเภทของมันก็จะมีแบบ Wire ก็คือมีสาย

00:17:00.878 --> 00:17:04.801
Wireless ก็คือไม่มีสายนะ ตามชื่อเลย

00:17:08.695 --> 00:17:13.445
ก็จะมีสายแบบไหนบ้าง Twisted-pair ก็คือพันคู่ตีเกลียว

00:17:14.073 --> 00:17:15.731
Coaxial Fiber Optic

00:17:16.987 --> 00:17:23.628
แล้วก็ Free Space Free Space ก็พวกอากาศที่เราส่งสัญญาณไปหากัน อย่างพวก

00:17:23.628 --> 00:17:30.591
Wi-Fi นะคะ หรือว่าใช้สัญญาณดาวเทียมนะคะ Antenna ต่าง ๆ ก็จะอยู่ในประเภทนี้

00:17:30.591 --> 00:17:33.083
เป็น Unguided นะคะ

00:17:34.507 --> 00:17:35.920
เรามาดูต่อ

00:17:37.930 --> 00:17:42.904
สายสื่อสารแบบใช้สายที่มีท่อนำ

00:17:43.574 --> 00:17:49.540
ท่อนำก็คือมีอุปกรณ์เหมือนเรามีถนน เดินทางไปนะคะ

00:17:50.168 --> 00:17:57.834
ก็จะมีการเชื่อมอุปกรณ์นะคะ จากต้นทางไปยังปลายทาง อุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งนะคะ

00:17:58.127 --> 00:18:02.259
โดยมี Twisted-pair Coaxial แล้วก็ Fiber Optic 

00:18:02.259 --> 00:18:06.052
ก็คือจะเป็น 3 อันที่พูดไปอยู่ฝั่งขวาที่มันจะเป็น Wire นะคะ

00:18:06.052 --> 00:18:12.407
เดี๋ยวเราจะมาดูอันแรกของเรานะคะ ที่มีสายส่งของอุปกรณ์

00:18:18.772 --> 00:18:25.281
ตัวสายคู่พันเกลียวนะคะ อย่างเหมือนสาย LAN สมมติเราแกะออกมาจะเห็นว่า

00:18:25.281 --> 00:18:27.001
มันจะตีเกลียวคู่กัน

00:18:30.938 --> 00:18:32.470
Network น่าจะได้เรียนแล้ว

00:18:33.224 --> 00:18:38.453
อันนี้อาจารย์เขาน่าจะสอน Insulator ก็คืออุปกรณ์ที่เป็นฉนวนหุ้ม

00:18:39.667 --> 00:18:45.871
ของตัวสายทองแดงที่อยู่แต่ละคู่นั่นเองนะคะ

00:18:46.918 --> 00:18:48.219
เดี๋ยวเราดูต่อนะ

00:18:52.197 --> 00:19:02.994
สายคู่ตีเกลียวจะมี 2 อัน UTP กับ STP U ก็คือ Unshielded S คือ Shielded

00:19:03.246 --> 00:19:04.513
U

00:19:05.099 --> 00:19:08.713
Shielded ก็คือไม่มีตัว เขาเรียก

00:19:10.000 --> 00:19:14.387
เป็นตัวหุ้มอีกรอบหนึ่ง เพื่อช่วยลดสัญญาณลดทอนนะคะ

00:19:14.848 --> 00:19:19.265
STP ก็จะมีตัวหุ้มตรงนี้อีกอันหนึ่ง

00:19:21.191 --> 00:19:23.659
ตัวนี้นะคะลักษณะก็จะต่างกัน

00:19:24.664 --> 00:19:28.340
สาย LAN ของเราก็จะเป็นส่วนมากจะใช้เป็น UTP ธรรมดา

00:19:28.340 --> 00:19:35.457
ที่อยู่ในห้องแล็บนะคะ ถ้าไม่ใช่อุปกรณ์ที่ต้องการส่งข้อมูลแล้วไม่มีสัญญาณรบกวนนะคะ

00:19:36.755 --> 00:19:43.107
ถ้าต้องการแบบว่ามีตัว Shielding หรือว่าตัวป้องกันสัญญาณรบกวนนะคะ ก็จะเป็นตัว STP ของเรา

00:19:48.007 --> 00:19:50.470
อันนี้ก็จะเป็นลักษณะของสาย LAN

00:19:52.271 --> 00:19:58.158
ที่เราเห็นใช้ทั่วไปก็จะเป็นตัวนี้นะคะ เข้าสายน่าจะเรียนมาแล้วนะ

00:19:59.331 --> 00:20:07.207
โอเค เรียนมาแล้ว เราก็จะรู้ว่าเข้าสายด้วยคู่ไหนเป็นต่อตรง ต่อ Cross ถูกนะ

00:20:07.207 --> 00:20:09.424
สลับสายกันอย่างไร สีอะไร

00:20:09.424 --> 00:20:13.083
อันนี้เป็น Shielded แล้วก็ Unshielded มันจะเป็นเหมือน Foil น่ะ

00:20:13.795 --> 00:20:17.679
ต้องกันไว้อีกรอบหนึ่งนะคะ แต่ว่าทั่วไปนี่ที่เราใช้นี่

00:20:17.679 --> 00:20:25.287
ไม่ค่อยเห็นนะคะ มันก็ใช้กับอุปกรณ์ที่เฉพาะนิดหนึ่งแล้วก็ราคาก็จะเพิ่มขึ้น

00:20:25.664 --> 00:20:29.599
อันไหนที่มันมีคุณภาพดีกว่า แน่นอนราคาก็จะสูงขึ้น

00:20:30.000 --> 00:20:32.929
ประสิทธิภาพก็ดียิ่งขึ้นตามไปด้วยนั่นเองนะคะ

00:20:37.284 --> 00:20:38.233
ไม่ไป

00:20:40.997 --> 00:20:43.791
อันนี้ก็จะเป็นสายนะคะ

00:20:45.550 --> 00:20:47.851
คู่ตีเกลียวของเรานะคะ

00:20:48.228 --> 00:20:51.289
โดยจะมีทั้งหมด 4 คู่นะ

00:20:53.802 --> 00:21:01.470
ขาว-ฟ้า ฟ้า ขาว-ส้ม ส้ม ขาว-เขียว เขียว ขาว-น้ำตาล น้ำตาล นะคะ ก็ตามตัวย่อตัวนี้นะคะ

00:21:01.470 --> 00:21:06.650
ก็จะสามารถส่งข้อมูลได้ระยะทางที่ไม่ค่อยไกลสักเท่าไร แล้วก็จะเห็นว่า

00:21:06.650 --> 00:21:10.953
ตามอุปกรณ์ตามห้องนะคะ ที่ระยะทางที่ไม่ค่อยไกล

00:21:13.926 --> 00:21:15.037
ถัดมา

00:21:17.466 --> 00:21:20.151
อันนี้ก็พูดไปแล้วนะ 4 คู่ 8 เส้น

00:21:23.417 --> 00:21:30.692
คราวนี้นะคะ ถ้าเราจะมาพูดถึงการกำหนดปลายสาย

00:21:30.692 --> 00:21:34.121
ก็คือในกรณีที่เราต้องการต่ออุปกรณ์ 2 อุปกรณ์

00:21:34.456 --> 00:21:38.706
จะเป็นคอมฯ กับ Switch นะคะ คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์นี่ เราจะใช้

00:21:38.706 --> 00:21:41.848
การต่อสายในรูปแบบไหนนะคะ

00:21:42.811 --> 00:21:48.939
มันจะมีอยู่ 2 รูปแบบ T568A กับ T568B

00:21:48.939 --> 00:21:53.637
2 ลักษณะนะคะ เดี๋ยวมาดูรูปแบบแรกของเรานะคะ

00:21:54.181 --> 00:21:59.331
ต่อตรง ตามตรงชื่อตรง ๆ เลย ไม่ได้ Cross กันนะ

00:22:00.169 --> 00:22:04.519
ก็จะเป็น T568B

00:22:05.231 --> 00:22:12.871
การเข้าสาย 2 ฝั่งจะสีเดียวกันนะคะ เริ่มจากขาว-ส้ม ส้ม-เขียว ขาว-ส้ม ส้ม ขาว-เขียว น้ำเงิน

00:22:13.290 --> 00:22:21.073
ขาว-น้ำเงิน เขียว ขาว-น้ำตาล น้ำตาลนะคะ อันนี้ก็จะเป็นสายที่ต่อหัว 2 กัน 2 ฝั่งเหมือนกันนะคะ

00:22:21.073 --> 00:22:26.278
สีเหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง อันนี้ก็คือการต่อตรง

00:22:30.215 --> 00:22:32.876
ขาว-ส้ม ส้ม ขาว-เขียว น้ำเงิน

00:22:34.007 --> 00:22:37.898
ขาวน้ำเงินเขียว ขาว-น้ำตาล น้ำตาล จะเหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง

00:22:38.903 --> 00:22:45.849
โอเคนะ พื้นฐานต่อสายต้องทำได้ ตัวเองเรียนคอมฯ จำได้ท่องได้ ต่อตรง โอเค

00:22:50.000 --> 00:22:54.753
ทำได้ใช่ไหม ต่อได้แต่ว่าต้อง Test แล้วมันอ่านอยู่ใช่ไหม

00:22:55.256 --> 00:23:04.069
โอเค แปลว่าให้เขียนสายตรงสาย Cross ไล่ได้ ได้ถูก โอเค โอเคถัดมา

00:23:07.335 --> 00:23:17.014
ถัดมา เมื่อกี้ก็คือสายตรงก็คือการต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปยัง Switch Router ต่าง ๆ นะคะ

00:23:18.647 --> 00:23:25.385
2 ฝั่งจะเข้าสายลักษณะเดียวกัน ไล่ลำดับสีเหมือนกันนะคะ

00:23:26.893 --> 00:23:33.485
อุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อก็จะเป็นพวก Hub กับคอมพิวเตอร์ก็คืออุปกรณ์ที่มันต่างกันนะคะ

00:23:33.485 --> 00:23:37.726
Switch-คอมพิวเตอร์ Router-คอมพิวเตอร์ หรือจะเป็นสวิตช์ก็ได้เช่นเดียวกัน

00:23:37.977 --> 00:23:41.462
เหมือนในห้องแล็บเรานะก็จะมีคอมฯ กับ Switch

00:23:41.965 --> 00:23:44.123
Switch Switch อยู่ตรงนี้ใช่ไหมคะ

00:23:44.374 --> 00:23:50.081
ก็ต่อลากสายเข้าหากัน แต่ละ Port นะคะ แต่ละ IT

00:23:52.007 --> 00:23:52.962
ถัดมา

00:23:55.098 --> 00:24:04.824
สายไฟ เมื่อกี้จากขาว-ส้ม ส้ม จะเลื่อนขึ้นมา เราจะสลับกัน 3 ตัวแรก และก่อนตัวลำดับสุดท้าย

00:24:04.824 --> 00:24:10.243
ก็คือตัวที่ 6 มี 1 2 3 แล้วก็ตัวที่ 6 ที่สลับสีนะคะ

00:24:10.578 --> 00:24:17.215
เมื่อกี้จะเป็นขาว-ส้ม ส้ม ใช่ไหมคะ อันนี้ก็จะเป็นขาว-เขียว เขียว

00:24:17.466 --> 00:24:27.585
ขาว-ส้ม ส้ม น้ำเงิน ขาว-น้ำเงิน ส้ม ขาว-น้ำตาล น้ำตาล แล้วฝั่งเดิมก็จะเป็นเหมือนเดิม

00:24:27.920 --> 00:24:31.958
2 ฝั่งจะไม่เหมือนกันในการเข้าหัว

00:24:32.502 --> 00:24:34.153
ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้

00:24:36.205 --> 00:24:39.864
ตัวนี้จะแทนด้วย 568A

00:24:40.576 --> 00:24:47.370
ถ้าสีที่ขึ้นด้วยขาว-ส้มจะเป็น 568B โอเคนะ

00:24:50.929 --> 00:24:52.299
โอเค

00:24:55.021 --> 00:25:00.430
อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อของเรานะคะ ของสาย Cross นะคะ ก็คือ

00:25:00.430 --> 00:25:05.049
ลักษณะก็เหมือนการต่ออุปกรณ์กับอุปกรณ์หากันจำง่าย ๆ เลยนะคะ

00:25:05.300 --> 00:25:09.041
อย่าง Hub กับ Hub Switch กับ Switch หรือว่า Switch กับ Hub

00:25:09.041 --> 00:25:13.018
หรือคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ คือสามารถที่จะ

00:25:13.269 --> 00:25:19.197
โอนถ่ายข้อมูลหากันในกรณีที่เราใช้ในกรณีไหนสมมุติเรามีข้อมูลในคอมพิวเตอร์

00:25:19.197 --> 00:25:23.360
ต้องการที่จะโอนใส่คอมพิวเตอร์แล้วเราไม่มี Wireless

00:25:23.360 --> 00:25:28.729
Wireless พังนะคะ ระบบเครือข่ายพังงเราสามารถใช้สายเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 อัน

00:25:28.729 --> 00:25:33.043
แล้วก็ทำการโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันได้นั่นเองนะคะ

00:25:33.629 --> 00:25:35.408
โอเคนะ สาย Cross

00:25:40.433 --> 00:25:45.577
อันนี้เดี๋ยวผ่านเลยแล้วกันนะ มัน ละเอียดเกินไปนะคะ มันจะเยอะ

00:25:47.880 --> 00:25:51.145
อันนี้ก็จะบอกลักษณะของประเภทของ UTP ก็คือ

00:25:51.522 --> 00:25:54.370
Unshielded ก็คือสายที่เราใช้เมื่อกี้นั่นล่ะค่ะ

00:25:56.631 --> 00:26:02.670
ถัดมา อันนี้เคยเข้าสายแล้วน่าจะรู้ว่า RJ-45 นะคะ ตัวผู้ตัวเมียนะคะ

00:26:03.131 --> 00:26:12.372
ตัวเมียตัวผู้ของเรานะคะ เราจะเห็นพวกทองแดงนะคะ ที่เชื่อมมานะคะ

00:26:12.372 --> 00:26:21.105
เข้ากับตัวหัวเพื่อให้อุปกรณ์กับตัวสายส่งสัญญาณนี่ สามารถที่จะเชื่อมต่อเข้าหากันได้นั่นเองนะคะ

00:26:24.832 --> 00:26:31.315
ถัดมาจะมาพูดถึงประสิทธิภาพของสาย Unshielded ของเราหรือว่า UTP ของเรานะคะ

00:26:35.168 --> 00:26:37.905
ตัวนี้นะคะ ก็จะเห็นว่า

00:26:40.794 --> 00:26:45.636
เดซิเบลกับกิโลเมตร Gauge Diameter อ๋อ

00:26:47.897 --> 00:26:50.370
ความถี่นะคะ ที่ใช้นะคะ

00:26:51.668 --> 00:26:58.359
มีความถี่เยอะนะคะ มันก็สามารถที่จะส่งระยะทางนะคะ ตัวข้อมูลได้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

00:26:58.359 --> 00:27:02.042
จากตัวเก่าเลย อันนี้เป็นดูภาพรวมคร่าว ๆ แล้วกันนะคะ

00:27:05.727 --> 00:27:11.160
เมื่อกี้ไปที่สายทองแดงอันแรกของเราแล้วนะคะ

00:27:12.500 --> 00:27:16.480
สาย Cross ของเรา สายตรงของเรานะคะ

00:27:17.443 --> 00:27:21.196
ถัดมาจะเป็นสายโคแอกเชียล

00:27:22.620 --> 00:27:27.433
โคแอกเชียลข้างในก็เป็นทองแดงเหมือนกัน เหมือนตัวสายแลนก็เป็นทองแดงเหมือนกัน

00:27:28.396 --> 00:27:33.541
รวมถึงสายไฟบ้านเราก็ทองแดงเหมือนกัน ความต้านทานก็จะมีเหมือนกัน

00:27:34.546 --> 00:27:39.669
เป็นอุปกรณ์สื่อสารหรือว่าส่งพวกกระแสไฟฟ้านะคะ

00:27:40.548 --> 00:27:46.429
มันก็จะดูจากวัสดุนั่นแหละนะคะ เวลาคำนวณพวกค่าต้านทานนะคะ พวกโอห์มต่าง ๆ ก็ดูตัว

00:27:46.638 --> 00:27:49.931
ภายในที่ใช้ในการส่งสัญญาณ โคแอกเชียลนะคะ

00:27:52.360 --> 00:27:58.359
ก็จะเป็นอุปกรณ์ตัวที่ 2 ที่ใช้ในการส่งสัญญาณในรูปแบบมีสายของเรานะคะ

00:27:59.238 --> 00:28:05.917
ด้านในสุดจะเป็นทองแดงนะคะ Inner conductor นะคะ แล้วก็จะเป็น

00:28:07.173 --> 00:28:12.005
Insulator ก็คือพวกตัวปกคลุมต่าง ๆ มันจะมีทั้งพลาสติกนะคะ

00:28:12.005 --> 00:28:16.686
แล้วก็จะมีเหล็กสานนะคะ เป็นแบบพวกทองแดงนะคะสานอีกรอบหนึ่ง

00:28:16.686 --> 00:28:22.024
แล้วก็จะมีพลาสติกหุ้มอีกรอบหนึ่ง แล้วก็จะมีท่อที่ใช้ในการส่งอีกรอบหนึ่งนะคะ

00:28:22.317 --> 00:28:24.634
เดี๋ยวเราจะมาดูรูปภาพจริงดีกว่า

00:28:25.137 --> 00:28:30.158
บางคนอาจจะมองภาพไม่ชัดเจนนะ ลักษณะแบบนี้นะคะ

00:28:31.456 --> 00:28:37.322
การเข้าสายก็จะยากกว่าการเข้าสายแบบ RJ-45 นะคะ

00:28:37.322 --> 00:28:42.885
อุปกรณ์หัวต่อชิ้นก็จะแพงกว่า RJ-45 ตามลำดับนะ อันไหนที่มัน

00:28:42.885 --> 00:28:45.750
คุณภาพในการส่งค่อนข้างเยอะนะคะ

00:28:45.959 --> 00:28:50.942
การเข้าสายก็คือจะเริ่มตั้งแต่ทำการตรงนี้นะคะ จะเอามันจะมีหัวทองแดงเข้ามา

00:28:50.942 --> 00:28:55.272
ให้เราย้ำสายก่อนนะคะ แล้วก็เอาตัวคอนเน็กต์เป็น BNC หรือว่า

00:28:55.272 --> 00:29:01.610
แล้วแต่ประเภทนะคะ ของตัวสาย Coax เข้าสายอีกรอบนะคะ แล้วก็

00:29:02.783 --> 00:29:09.529
ทำการปิดป้องกันในกรณีที่อาจจะมีพวกความชื้นหรืออะไรเข้ามา เขาก็จะมีพลาสติกที่ไว้

00:29:09.738 --> 00:29:15.844
ทำการครอบคลุมอีกรอบหนึ่งเขาเรียกข้อหดนะคะ ในการที่จะคลุมตัวหัวต่อนี่

00:29:15.844 --> 00:29:20.859
ให้ยึดติดกับตัวสายนี่ให้มั่นคงพูดง่าย ๆ นะคะ

00:29:25.256 --> 00:29:32.526
มันก็จะมีแบบผอมนะคะ Thin กับ Thick ก็คือผอมแบบแล้วก็หนาขึ้นนั่นเองนะคะ

00:29:32.903 --> 00:29:38.787
อันนี้ก็จะเป็นลักษณะของตัวขนาดที่บอกที่ 4 มิลลิเมตร แล้วก็ 10 มิลลิเมตรนั่นเอง

00:29:39.666 --> 00:29:43.365
สายโคแอกเชียลก็จะมีหลากหลายประเภทอีกเหมือนกันนะคะ

00:29:43.951 --> 00:29:51.805
ตามอุปกรณ์ด้วย ตามยี่ห้อ ตามประเภทที่ใช้นะคะ นั่นก็คือสายของเรา

00:29:55.699 --> 00:29:57.144
คราวนี้

00:29:57.730 --> 00:30:02.126
เมื่อกี้เราต่อสายแลนไปเรียบร้อยเราดูถึง RJ-45 นะคะ

00:30:02.126 --> 00:30:08.784
ถ้าเป็นสายต่อที่เป็นของโครแอกเชียล จะเรียกว่า BNC Connector

00:30:09.287 --> 00:30:10.309
ตรงนี้

00:30:12.319 --> 00:30:17.070
เวลาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์จะใช้การหมุนเพื่อให้มันลงล็อกนะคะ

00:30:17.279 --> 00:30:22.981
เพื่อจะยึดอุปกรณ์ไม่ให้หลุดนั่นเอง ตัว BNC ของเราก็จะมี

00:30:23.484 --> 00:30:28.543
หลายประเภท ก็เหมือน 3 ประเภท ง่าย ๆ เหมือนเราจะต่อท่อประปา

00:30:28.543 --> 00:30:33.256
ถ้าอยู่บ้านเคยต่อท่อประปาเองหรือเปล่า ท่อประปามันจะมีอะไรบ้าง

00:30:34.512 --> 00:30:41.740
โมหัวธรรมดานะ มันเป็นหัวที่ต่อสำหรับให้อันนี้เรียกว่าตัวผู้แล้วกันนะ

00:30:41.740 --> 00:30:47.901
อันนี้จะเป็นพวกตัวเมียที่ไป Connect นะคะ ก็จะมี T-Connector ก็จะเป็นรูปตัว T

00:30:47.901 --> 00:30:51.941
ที่จริงจะมีตัว I-Connector ด้วยนะคะ แต่พอดีไม่ได้มีรูปในนี้นะคะ

00:30:52.150 --> 00:30:54.808
แล้วก็ Terminator ก็คือเวลาปิด

00:30:55.227 --> 00:31:00.251
เหมือนเวลาเราต่อท่อประปาก็จะมีทั้งตัว T ตัว I แล้วก็ตัวที่ปิดท่อ

00:31:00.251 --> 00:31:02.909
ไม่ให้ทำการส่งสัญญาณไปนั่นเองนะคะ

00:31:03.914 --> 00:31:07.952
อันนี้ก็จะมี Ground wire ในกรณีที่เกิดไฟรั่ว

00:31:08.329 --> 00:31:14.752
ทั่วไปแน่นอนอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์โทรคมนาคมทุกอย่างนะคะ ต้องมีไฟในการสื่อสาร

00:31:14.752 --> 00:31:23.788
หรือว่าใช้ไฟในการหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ก็ต้องมีการป้องกันพวกสัญญาณไฟขึ้นมานั่นเอง

00:31:25.086 --> 00:31:27.978
ก็จะมี 50 วัตต์ตรงนี้นะคะ

00:31:33.171 --> 00:31:34.184
ถัดมา

00:31:36.362 --> 00:31:38.872
พูดถึงข้อดีข้อเสีย

00:31:40.000 --> 00:31:44.647
อย่างที่บอกไปเมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ที่เป็นสายแลนของเรานะคะ

00:31:44.647 --> 00:31:53.223
ตัว Coaxial ก็จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่ าไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เข้าสาย สายเดินทั่วไปนะคะ

00:31:54.102 --> 00:32:02.677
สายจะค่อนข้างมีขนาดใหญ่กว่าสายแลน จะหนาหนักแล้วก็ใหญ่นะคะ

00:32:02.970 --> 00:32:06.345
การติดตั้งก็จะค่อนข้างยุ่งยาก

00:32:06.345 --> 00:32:10.358
สายแลนของเราเวลาเข้าหัวก็แค่เรียงแล้วก็ย้ำสายก็เสร็จเรียบร้อยนะคะ

00:32:10.358 --> 00:32:15.403
ถ้าเป็น Coax ก็คือจะย้ำตัวทองแดงข้างในก่อนแล้วก็หัว BNC

00:32:15.403 --> 00:32:22.376
ที่จะเชื่อมกับ BNC นี่ ย้ำอีกรอบนึงนะคะ ถ้าย้ำไม่ได้ก็คือเสีย ต้องตัดทิ้งใหม่นะคะ ก็เริ่มใหม่

00:32:22.376 --> 00:32:27.386
ก็คือเสียหัวใหม่แล้วก็ต้องย้ำเสร็จทั้ง 2 รอบเรียบร้อยนะคะ ต้องใช้ท่อหด

00:32:28.224 --> 00:32:32.630
เชื่อมอีกรอบหนึ่ง แล้วก็ค่อย Test สายว่าตัวสายนี่มันรับส่งสัญญาณได้หรือเปล่า

00:32:32.923 --> 00:32:40.494
ข้อดี ระยะทางที่ในการส่งสัญญาณ ที่ไกลขึ้น ป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีนะคะ

00:32:40.913 --> 00:32:43.503
เพราะว่าจะสังเกตว่าไอ้ตัว

00:32:44.592 --> 00:32:49.544
Coax นี่จะมีแค่สายทองแดงเส้นเดียวที่อยู่ตรงกลาง แต่ว่าถ้าเป็นสายคู่บิดเกลียวนี่

00:32:49.544 --> 00:32:54.701
มันจะมีคู่ส่งสัญญาณที่เป็นคู่ ๆ 4 คู่นะ จำได้นะที่เราท่องสีไปเมื่อกี้

00:32:54.701 --> 00:32:59.777
มันจะมีคู่ไป ดังนั้นนี่ สัญญาณที่ใช้ในการส่งนี่ มันก็จะมีเครื่อง เครื่องที่มันส่งอยู่ด้วยกันนะคะ

00:32:59.777 --> 00:33:06.016
มันจะเกิดสัญญาณรบกวนได้ อันนี้ก็เลยจะส่งสัญญาณได้ระยะที่ไกลกว่านั่นเองนะคะ

00:33:09.450 --> 00:33:10.449
ถัดมา

00:33:12.459 --> 00:33:16.043
ประสิทธิภาพนะคะ ของ Coaxial นะคะ

00:33:16.755 --> 00:33:21.034
อันนี้ต้องดูความถี่ในการส่งยิ่งความถี่เยอะนะคะ

00:33:21.746 --> 00:33:27.443
ระยะทางในการส่งก็จะเพิ่มมากขึ้นนั่นเองนะคะ ตรงนี้ ตามกราฟ

00:33:28.825 --> 00:33:29.855
มองภาพง่าย ๆ เลย

00:33:32.786 --> 00:33:34.082
ถัดมา

00:33:37.516 --> 00:33:40.015
เอาเป็นรูปภาพมาให้ดูคร่าว ๆ

00:33:44.705 --> 00:33:51.109
อันนี้เป็นการลักษณะการส่งสัญญาณข้างใน อันนี้ขอข้ามแล้วกันนะ เดี๋ยวมันจะเยอะไป

00:33:53.580 --> 00:33:56.431
มาดูสายใยแก้วนำแสงของเรานะคะ

00:33:56.431 --> 00:34:02.700
สายใยแก้วนำแสงอย่างที่บอกไปว่าเป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งสัญญาณนะคะ

00:34:03.077 --> 00:34:06.930
จากต้นทางไปปลายทางได้ระยะที่ไกลที่สุด

00:34:07.223 --> 00:34:13.712
พูดง่าย ๆ ดีสุด ดีสุดจะตามมาด้วยราคาที่แพงที่สุดนั่นเองนะคะ

00:34:14.675 --> 00:34:21.440
จะมีอะไรบ้าง มี Core ก็คือเส้นใยแก้วที่อยู่ข้างในนะคะ ก็จะผลิตจากแก้ว ตามชื่อ

00:34:21.440 --> 00:34:26.638
เอาแก้วมาผลิตเป็นเส้นมันต้องเปราะ แตก แล้วก็ง่ายถูกไหมคะ

00:34:27.392 --> 00:34:31.592
ก็จะมีการส่ง จะส่งเป็นสัญญาณเลเซอร์นะคะ หรือว่า

00:34:32.681 --> 00:34:37.803
เพื่อส่งสัญญาณจากต้นทางไปปลายทางแล้วก็มีผู้รับนะคะ

00:34:39.101 --> 00:34:44.789
แล้วก็มีตัวห่อหุ้ม Cladding มาดูถัดไป

00:34:45.417 --> 00:34:51.763
คราวนี้เราจะมาแบ่งประเภทของตัวสัญญาณ Fiber Optic ก็จะมี

00:34:52.140 --> 00:34:56.159
ตัวส่งสัญญาณนี่มันก็จะแบ่งประเภทอีกว่ามันมีประเภทอะไรบ้างนะคะ

00:34:56.159 --> 00:35:01.361
จะมีรูปแบบอะไรบ้าง Multimode กับ Single mode ก็คือกรณีที่เราต้องการส่งสัญญาณนี่

00:35:01.989 --> 00:35:05.506
สามารถส่งสัญญาณไปพร้อมกันโดยฉายแสงลงไปพร้อมกันครั้งเดียวไหม

00:35:05.506 --> 00:35:09.573
หรือว่าส่งไปแค่ครั้งเดียว แล้วมันต่างกันอย่างไหน อันไหนมันดีกว่ากันนะคะ

00:35:09.573 --> 00:35:16.887
Multimode ก็จะแบ่งออกเป็นอีก Step index ตามชื่อแล้วก็ Graded index เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่า

00:35:17.264 --> 00:35:24.229
แต่ละตัวนี่มันต่างกันอย่างไร และตัวไหนนี่ มันเหมาะกับการส่งข้อมูลแบบไหนบ้างนั่นเอง

00:35:27.998 --> 00:35:30.148
ดูจากรูปนี่พอเข้าใจไหมคะ

00:35:32.493 --> 00:35:38.241
อันนี้ก็จะเป็น Multimode ทั้ง 2 อัน Multimode ก็คือการส่งสัญญาณนะคะ

00:35:38.241 --> 00:35:41.478
หลาย ๆ ลำแสงพร้อมกัน

00:35:42.692 --> 00:35:45.783
เข้าสู่สายใยแก้วนำแสงนั่นเอง

00:35:46.914 --> 00:35:50.909
สมมติเราส่งคลื่นสัญญาณมาเป็นเหลี่ยม ๆ เหลี่ยม ๆ อย่างนี้

00:35:51.328 --> 00:35:56.440
ปกติเวลาเราส่งข้อมูลสมมุติเป็นเสียงพูด เราพูด 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

00:35:56.440 --> 00:36:00.788
ปลายทางก็ต้องได้รับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถูกไหมคะ เราจะเห็นว่า

00:36:02.631 --> 00:36:06.480
เราส่งคลื่นเป็นคลื่นเหลี่ยมปึ๊บ ๆ ๆ ๆ

00:36:06.731 --> 00:36:11.755
ปลายทางของ Multimode จะเห็นว่า มันจะลดทอนสัญญาณลงเป็น

00:36:12.593 --> 00:36:18.199
ตัว Curve เป็นภูเขา เป็นคลื่นนะคะ ถ้าเป็น Single Mode นะคะ

00:36:18.492 --> 00:36:25.895
มันจะเปลี่ยนแค่ตรงความสูงตรงนี้นิดเดียวตรงหัวมันนะคะ

00:36:26.523 --> 00:36:29.700
ตรง Amplitude ความสูงของมันนี่ ให้มันโค้งมนลงมา

00:36:30.000 --> 00:36:35.934
เราก็จะรู้ได้เลยว่าสัญญาณที่ดีที่สุดในการส่งก็จะเป็นรูป Single mode

00:36:35.934 --> 00:36:38.907
ถูกไหม ดูภาพแบบดูจากรูปเลยง่าย ๆ

00:36:40.247 --> 00:36:42.057
งงไหม ข้างบนนี่

00:36:42.057 --> 00:36:46.969
มันก็จะลดทอนลงมา อันนี้ก็จะเริ่มมีสัญญาณที่มันดีขึ้นนะคะ

00:36:47.220 --> 00:36:54.618
ก็คือหน้าตาที่มันเหมือนกับต้นทางมากที่สุดก็คือการส่งสัญญาณที่ดีที่สุดนะคะ

00:36:56.879 --> 00:36:57.941
ไม่งงนะ

00:37:00.872 --> 00:37:08.735
step index นะคะ อันนี้ก็จะเห็นว่ามันส่งแล้วก็อาจจะมีการหักเหในการส่งข้อมูล

00:37:08.735 --> 00:37:12.741
ในช่องสัญญาณของกัน ก็อาจจะเกิดลดทอนได้นะคะ

00:37:12.950 --> 00:37:18.915
ดังนั้น สัญญาณของเรานี่มันก็จะมีขนาดที่ถูกปรับเล็กลงนะคะ แล้วก็

00:37:18.915 --> 00:37:23.387
การเปลี่ยนรูปของตัวสัญญาณของปลายทางที่ได้รับนี่ก็ต้องปรับลงนะคะ

00:37:24.560 --> 00:37:31.270
graded นะคะ เนื่องจากไม่ค่อยมีการหักเหของสัญญาณนะคะ

00:37:31.731 --> 00:37:36.828
ทำให้การเปลี่ยนรูปนี่ก็จะเพิ่มขึ้น ก็คือไม่เปลี่ยนเยอะเท่าไรนะคะ

00:37:36.828 --> 00:37:39.568
สัญญาณมันก็จะดีขึ้นจากตัวข้างบนนะคะ

00:37:40.000 --> 00:37:47.157
ถ้าเป็น Single mode มันก็ส่งมาเป็นลำแสงเดียว แน่นอนมันก็จะไม่ค่อยโดนท่อในการส่ง

00:37:47.157 --> 00:37:52.881
ก็คือตัวใยแก้วของเรานี่ ไม่มีการหักเหของสัญญาณนะคะ ทำให้รูปทรงในปลายทางที่ได้รับนี่

00:37:52.881 --> 00:37:56.268
ก็จะเหมือนสัญญาณต้นทางที่เราส่งมานั่นเองนะคะ

00:37:59.283 --> 00:38:00.442
ถัดมา

00:38:02.369 --> 00:38:07.802
ไฟเบอร์ออปติกของเราก็จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทนะคะ เป็น Multimode กับ Single mode

00:38:07.802 --> 00:38:14.649
เมื่อกี้ที่เราบอกไปนะคะ ตามชื่อ Multimode ก็เป็นตัว M ถูกไหมคะ MMF นะคะ

00:38:15.235 --> 00:38:20.862
ถ้าเป็นตัว Single ก็เป็น SMF ก็เป็น Single Mode Fiber Optic ของเรา

00:38:24.463 --> 00:38:27.909
เดี๋ยวลงรายละเอียดของเรานะคะ เนื่องจาก

00:38:30.000 --> 00:38:35.266
สายใยแก้วของเรานะคะ ก็จะมีลำแสงนะคะ ที่นำส่งจากต้นทางไปยังปลายทางนะคะ

00:38:35.266 --> 00:38:38.130
จะเป็น LED หรือว่าจะเป็นเลเซอร์ก็แล้วแต่นะคะ

00:38:38.758 --> 00:38:47.045
ตัว Multimode ของเราแบ่งเป็น 2 ชนิดนะคะ แบบ Step Index หรือ Graded Index นะคะ

00:38:47.589 --> 00:38:48.783
ตัวนี้นะคะ

00:38:50.584 --> 00:38:57.127
เนื่องจากนะคะ มีความเบาบางของสัญญาณแล้วก็การแตกตัวของสัญญาณ

00:38:57.127 --> 00:39:05.789
ที่อยู่ในช่องตัว Fiber Optic ของเรา ก็จะทำให้ความเร็วของสัญญาณที่ใช้ในการส่งนี่

00:39:07.213 --> 00:39:14.525
ถูกลดลงนะคะ ตัวนี้ แล้วก็มีข้อจำกัดระยะทางก็ อยู่ที่ 500 เมตร

00:39:14.525 --> 00:39:20.388
จากรูปก็จะเห็นว่ามันคุณภาพที่ด้อยที่สุดนะคะ ถัดมา

00:39:22.147 --> 00:39:28.487
ตัว Graded Index นี่ พยายามที่จะให้ส่งตัวสัญญาณนี่อยู่ในท่อกลางมากที่สุด

00:39:28.487 --> 00:39:36.056
มันจะได้ไม่เกิดการหักเหหรือไปชนกับท่อนะคะ หรือว่าตัวสายส่งของเรานี่

00:39:37.480 --> 00:39:39.611
ทำให้การส่งสัญญาณนี่

00:39:40.574 --> 00:39:47.209
มันถึงไปปลายทางพร้อมกันแล้วก็ได้ระยะที่ได้ไกลกว่านะคะ ได้ไกลกว่า 1 กิโลเมตร

00:39:47.209 --> 00:39:55.451
อันนี้คืออยู่ที่ 500 เมตร พูดง่าย ๆ ก็คือมันเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณที่มากขึ้นนั่นเองนะคะ

00:39:57.545 --> 00:40:00.547
เป็น Multimode นะ MMF นะคะ

00:40:03.227 --> 00:40:08.917
คราวนี้ตัวสุดท้ายที่บอกไปว่า Single Mode นี่มีการส่งสัญญาณนี่ ค่อนข้างได้

00:40:09.170 --> 00:40:11.611
สัญญาณเหมือนกับต้นแบบมากที่สุด

00:40:12.449 --> 00:40:22.165
ตัวนี้ก็จะส่งสัญญาณที่อยู่ในเส้นกลางของเรานะคะ แล้วก็ระยะทางไกลสูงสุดถึง 100 กิโลเมตร

00:40:24.426 --> 00:40:32.413
ราคาก็จะค่อนข้างสูงนะคะ เดี๋ยวเราไปดูรูปอีกครั้งหนึ่งนะคะ จะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

00:40:35.721 --> 00:40:38.905
Step index Graded แล้วก็ Single

00:40:39.282 --> 00:40:44.080
อันนี้ก็คือพยายามให้มันอยู่ตรงกลางมันจะได้ไม่เกิดการลดทอนหรือหักเหนะคะ

00:40:44.080 --> 00:40:49.931
ของตัวสัญญาณอันนี้ก็คือ ส่งเป็น Single ก็คือลำแสงเดียวแน่นอน มันก็จะไม่โดนการลดทอน

00:40:50.560 --> 00:40:55.583
ข้อมูลปลายทางก็จะค่อนข้างได้รับเกือบครบถ้วนนั่นเองนะคะ

00:41:00.441 --> 00:41:05.306
ถัดมามาดูประเภทนะคะ โดยรวม

00:41:06.437 --> 00:41:13.099
มันก็จะมาดูที่ขนาดของ Core แล้วก็ Cladding นะคะ ก็คือเวลาตัวสายไฟเบอร์ออปติกนี่

00:41:13.099 --> 00:41:18.906
เนื่องจากมันเป็นเส้นใยแก้วนำแสงนะคะ แล้วค่อนข้างมีขนาดที่เล็ก แล้วก็เบา แล้วก็บางที่สุด

00:41:18.906 --> 00:41:24.790
น้ำหนักเบาที่สุดเลยนะคะ เราก็จะมาดูขนาดของแต่ละประเภทนะคะ

00:41:24.790 --> 00:41:27.387
แล้วก็สามารถใช้กับ

00:41:28.434 --> 00:41:35.302
เป็น Multimode ประเภทไหนบ้างก็คือสามารถใช้ส่งสัญญาณกับอุปกรณ์ประเภทไหนนะคะ

00:41:35.302 --> 00:41:37.598
ถ้าเป็นที่ Single mode เราจะเห็นว่า

00:41:38.729 --> 00:41:45.597
ขนาดของตัว Core นะคะ และขนาดของ Cladding นี่ อยู่ที่ 7 ต่อ 125 นะคะ

00:41:45.597 --> 00:41:51.188
เวลาเขาเขียนก็จะเป็นตัวทับนะคะ เป็น 7/125 นั่นเอง

00:41:52.067 --> 00:41:55.097
ตัวกลางนะคะ คือตัวห่อหุ้มนี่มีขนาดเท่าไร

00:41:56.144 --> 00:42:01.293
จะเห็นว่า Cladding นี่จะมีค่าเท่ากันหมดอยู่ที่ 125

00:42:01.293 --> 00:42:08.243
ดังนั้น ตัวที่เราสังเกตก็คือเราจะมาดูที่ตัว Core ก็คือตัวกลางของตัวใยแก้วนำแสงของเรานี่

00:42:08.243 --> 00:42:11.100
ว่ามีขนาดที่แตกต่างอะไรบ้างนั่นเองนะคะ

00:42:11.686 --> 00:42:12.571
ตรงนี้

00:42:14.707 --> 00:42:15.716
โอเค

00:42:16.930 --> 00:42:18.730
เดี๋ยวดูถัดมานะคะ

00:42:21.996 --> 00:42:24.556
โอเคเราดูตัวอุปกรณ์ต่อดีกว่า

00:42:25.645 --> 00:42:30.625
คราวนี้สายแลน  RJ-45 นะคะ

00:42:31.588 --> 00:42:40.358
Coaxial BNC แล้วก็ Fiber Optic จะมีชื่อหัวต่อที่แตกต่างกัน แตกต่างตามอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

00:42:40.358 --> 00:42:42.102
บริษัทผู้ผลิต

00:42:43.735 --> 00:42:47.660
แบรนด์สินค้าที่เขาผลิตก็จะขายหัวต่อที่แต่ละประเภทไม่เหมือนกันด้วยนะ

00:42:49.712 --> 00:42:55.823
อย่าง SC connector นะคะ SC connector แล้วก็ MT-RJ

00:42:58.252 --> 00:43:04.970
ก็จะมีสั่ง TX RX ก็คือภาครับแล้วก็ภาคส่ง เป็นคู่กันนะคะ ทั้ง 2 ตัว

00:43:05.305 --> 00:43:11.119
การเข้าสายก็จะยากยิ่งกว่าการเข้าสายของ Coax เพิ่มระดับขึ้นไปอีก

00:43:11.119 --> 00:43:16.288
เนื่องจากตัวแก้วนี่จะค่อนข้างบางมาก ๆ นะคะ ก็คือต้องทำการเฉือนเปราะ

00:43:16.288 --> 00:43:21.459
แล้วก็ค่อยใส่อุปกรณ์เชื่อมต่อแต่ละหัวมาให้นั่นเองนะคะ

00:43:23.134 --> 00:43:30.433
อย่างที่บอก ปัจจุบันนี่ หัวนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสายแลน โคแอก หรือว่าไฟเบอร์ออปติกนี่

00:43:30.433 --> 00:43:36.052
สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนนะ เขาสามารถซื้อที่เป็นอุปกรณ์ที่เข้าสายสำเร็จรูปมาแล้ว

00:43:36.052 --> 00:43:42.822
แล้วก็สามารถเลือกระยะทางได้ แต่ว่าถ้า ถ้าเป็นในตัวชิ้นงานหรือว่าหน้างานจริง ๆ นี่

00:43:42.822 --> 00:43:45.652
การต่อเชื่อมอุปกรณ์นี่ เราก็ต้องมีอยู่นะคะ

00:43:46.280 --> 00:43:51.114
อุปกรณ์ Test สัญญาณว่าส่งสัญญาณจากต้นทางปลายทาง ก็เหมือน Test สายแลนนะคะ

00:43:51.114 --> 00:43:55.573
อุปกรณ์ Test ก็จะแตกต่างกันไปนะคะว่าสามารถเชื่อมต่อกับหัว

00:43:55.573 --> 00:44:00.950
แล้วสามารถส่งสัญญาณได้จริงหรือเปล่า จะเป็นแตกต่างกัน

00:44:01.285 --> 00:44:04.386
อันนี้จะเป็นเหล็กนะคะ ถ้าอาจารย์จำไม่ผิดอันนี้น่าจะเป็นพลาสติก

00:44:04.595 --> 00:44:09.476
เวลาคลิกเข้าไปเชื่อมกับอุปกรณ์นะคะ อันนี้ก็จะเป็นลักษณะของ Fiber Optic เหมือนกัน

00:44:09.476 --> 00:44:16.741
MT-RJ ก็จะมี 3 รูปแบบนะคะ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ไฟเบอร์ออปติกของเรา

00:44:20.000 --> 00:44:28.186
ถัดมา มาดูประสิทธิภาพนะคะ ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์นะคะ

00:44:28.856 --> 00:44:31.561
ความถี่ พูดผิด

00:44:32.398 --> 00:44:35.514
ความยาวคลื่น Wavelength นาโนเมตร

00:44:36.477 --> 00:44:40.401
ตรงนี้ ความยาวคลื่นเท่าไรนะคะ

00:44:43.709 --> 00:44:48.918
การลดทอนของสัญญาณ Loss เดซิเบลต่อกิโลเมตร

00:44:50.426 --> 00:44:53.782
ก็แล้วแต่ว่า เราจะเห็นว่าประมาณตรงนี้

00:44:54.326 --> 00:44:59.571
คลื่นความถี่ตรงนี้นี่ค่อนข้างมีการลดทอนนี่ค่อนข้างเยอะตามระยะทาง

00:45:01.037 --> 00:45:04.198
นี่เป็นประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณ ดังนั้น

00:45:06.794 --> 00:45:12.225
การส่งสัญญาณเป็นช่วงไหนนะคะ ที่จะดี ก็จะดูว่าตรงไหนที่มันลดทอนได้น้อยนะคะ

00:45:12.225 --> 00:45:17.518
ก็คือสามารถที่จะส่งสัญญาณของข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางได้อย่าง

00:45:17.727 --> 00:45:19.914
มีประสิทธิภาพนั่นเองนะคะ

00:45:25.358 --> 00:45:34.265
เมื่อกี้พูดไปถึงสายส่งสัญญาณเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็จะเป็นรูปแบบของอุปกรณ์ไร้สายบ้าง

00:45:35.814 --> 00:45:40.210
ก็คือคลื่นที่ใช้ในการส่งสัญญาณของเรานะคะ

00:45:40.503 --> 00:45:48.364
ก็จะเป็นพวกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำการส่งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเสียงนะคะ หรือข้อมูลนะคะ

00:45:48.615 --> 00:45:53.379
พวก Data พวก Voice พวกมัลติมีเดีย ส่งไปให้เรานั่นเองนะคะ

00:45:53.672 --> 00:45:58.073
โดยใช้เป็นอุปกรณ์ไร้สาย ก็คือ Wireless นะคะ

00:45:58.366 --> 00:46:03.926
แล้วก็จะมี 3 ประเภท วิทยุ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ แล้วก็อินฟราเรด

00:46:05.266 --> 00:46:10.311
ซึ่งเราน่าจะเคยใช้กันทั้งหมดอยู่แล้วนะคะ

00:46:13.912 --> 00:46:17.227
อันนี้ก็จะเป็นสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

00:46:18.609 --> 00:46:27.897
อยู่ที่กี่กิโลเฮิร์ตซ์ถึงเท่าไร อันนี้ 3 ถึง 300 นะคะ 3 กิโลเฮิร์ตซ์ถึง 300 GHz นะคะ

00:46:27.897 --> 00:46:33.140
มันก็จะเป็นคลื่นความถี่ของคลื่นวิทยุกับคลื่นไมโครเวฟนะคะ

00:46:33.140 --> 00:46:39.200
Infrared เดี๋ยวนี้น่าจะไม่ค่อยได้ใช้นะคะ ถ้าจะเป็นอุปกรณ์สื่อสารสมัยก่อนนะคะ

00:46:39.200 --> 00:46:46.771
เวลาเราส่งข้อมูลหากัน ส่งรูปภาพต่าง ๆ นี่ สามารถที่จะใช้ตัว Infrared นะคะ เปิดช่อง

00:46:47.022 --> 00:46:54.901
ให้ตัวช่องสัญญาณของ Infrared นี่ อยู่ในระยะเดียวกัน แล้วก็ไม่มีสิ่งรบกวน

00:46:54.901 --> 00:46:58.378
ก็สามารถส่งอุปกรณ์เข้าหากันได้นะคะ

00:46:58.378 --> 00:47:04.587
Infrared นี่เป็นการใช้กับโทรศัพท์รุ่นแรก ๆ เลยนะคะ ถ้าใครทันนี่ก็จะเห็นว่าเสาที่ใช้อินฟราเรด

00:47:04.880 --> 00:47:10.202
ในการส่งสัญญาณ แล้วก็จะมีคลื่นความถี่ต่าง ๆ นะคะ

00:47:11.416 --> 00:47:16.132
ถัดมา อาจารย์มองเป็นภาพรวมคร่าว ๆ นะ พูดให้ฟัง

00:47:17.137 --> 00:47:19.121
วิธีการแพร่สัญญาณ

00:47:20.880 --> 00:47:22.412
ในการส่งข้อมูล

00:47:24.171 --> 00:47:31.710
การส่งข้อมูลที่เป็นรูปแบบไร้สายนี่ มันก็จะมีหลากหลายรูปแบบนะคะ

00:47:31.710 --> 00:47:36.624
Ground Propagation ก็จะเป็นลักษณะที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบันก็คือ

00:47:36.959 --> 00:47:42.722
เสาสัญญาณที่อยู่แต่ละที่นะคะ เหมือนเราใช้ระบบ Cellular โทรศัพท์นะ

00:47:42.722 --> 00:47:47.183
อาจจะใช้คลื่น DTAC AIS นะ มีอะไรอีกล่ะ

00:47:47.838 --> 00:47:55.099
True Cat Telecom นะคะ จริง ๆ มันก็มีคลื่นอีกนะแต่จำชื่อไม่ได้นะคะ

00:47:55.099 --> 00:47:58.179
ก็จะมีการส่งสัญญาณนะคะ ภาคพื้นดิน

00:47:58.388 --> 00:48:03.250
การส่งสัญญาณนะคะ เราจะเห็นว่าเราจะใช้เสาสัญญาณในการส่งข้อมูล

00:48:03.711 --> 00:48:09.736
ง่าย ๆ ถ้าเป็นระบบเครือข่ายโทรศัพท์จะเป็น Tower ขาวแดง ที่เราเห็นตามจุดต่าง ๆ

00:48:10.000 --> 00:48:15.425
กระจายสัญญาณนะคะ แล้วก็จะมีติดว่าเป็น

00:48:15.425 --> 00:48:19.665
บริษัทไหนเป็นผู้ให้บริการของ AIS ไหม ของ True ไหมนะคะ

00:48:19.665 --> 00:48:28.598
แต่ละที่ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาเช็กนะคะ ว่าจะสามารถส่งแล้วก็ให้สัญญาณครอบคลุมพื้นที่เราอย่างไร

00:48:28.598 --> 00:48:33.369
เหมือนบอกว่าครอบคลุมพื้นที่ของประเทศไทยภาคอีสานอะไรก็ว่ากันไปนะคะ

00:48:33.369 --> 00:48:41.764
จะเรียกว่า Ground Propagation ก็คือการส่งสัญญาณภาคพื้นดินง่าย ๆ ทั่วไป

00:48:42.350 --> 00:48:44.230
ถัดมาอันที่ 2

00:48:46.784 --> 00:48:48.745
Sky Propagation

00:48:50.211 --> 00:48:57.213
ตามชื่อ Sky ก็คือท้องฟ้า ถูกไหมคะ ก็จะเป็นพวกสัญญาณดาวเทียมนะคะที่ยิงลงมา

00:48:59.014 --> 00:49:08.659
รับข้อมูลจากข้างบนแล้วก็ยิงข้อมูลกลับมาพวกการใช้การส่งโทรศัพท์ที่ข้ามภูมิภาค

00:49:08.659 --> 00:49:15.388
หรือว่าการใช้โทรศัพท์ในกรณีที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารที่มันไม่มีสายส่งสัญญาณมันก็ใช้ตัวนี้

00:49:15.388 --> 00:49:18.673
Sky Propagation นะคะ ใช้ดาวเทียมนะคะ ในการสื่อสาร

00:49:19.259 --> 00:49:21.349
ตัวนี้ แล้วก็อันที่ 3

00:49:22.354 --> 00:49:23.837
Line-of-sight

00:49:26.978 --> 00:49:33.427
Line-of-sight จะเป็นการส่งข้อมูลระหว่างการส่งสัญญาณจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง

00:49:33.804 --> 00:49:41.326
อาจจะเป็นกรณีที่อุปกรณ์มีสัญญาณกีดขวางค่อนข้างเยอะนะคะ

00:49:41.326 --> 00:49:49.115
สามารถที่จะส่งนะคะ เสาอากาศ พวกจานรับสัญญาณต่าง ๆ นี่

00:49:49.408 --> 00:49:56.473
อาจจะติดตั้งบริเวณที่บนที่สูง บนตึก บนอาคาร แล้วก็หันหน้าตัวอุปกรณ์สัญญาณนี่

00:49:56.473 --> 00:49:58.586
ภาครับกับภาคส่งอยู่ในพื้น

00:49:58.586 --> 00:50:02.864
ระดับเดียวกัน เพื่อจะได้ส่งสัญญาณแล้วก็ไม่มีสิ่งกีดขวางนั่นเองนะคะ

00:50:04.162 --> 00:50:09.601
ดูจากรูปได้เลยนะคะ มันก็จะรูปนี่จะสื่อให้เราเข้าใจเบื้องต้นก่อน

00:50:10.187 --> 00:50:11.256
นี่

00:50:12.513 --> 00:50:18.520
มันก็จะมีระยะว่าการส่งสัญญาณแบบ Line-of-sight แบบนี้นี่

00:50:18.520 --> 00:50:23.282
มันส่งได้ที่ละเท่าไร แล้วก็ต้องเพิ่มตัว Line-of-sight กี่ตัวเพื่อจะส่ง

00:50:23.282 --> 00:50:26.651
สัญญาณไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้องนั่นเองนะคะ

00:50:32.765 --> 00:50:34.604
อันนี้ย่านความถี่

00:50:38.080 --> 00:50:42.097
เยอะไปนะ เดี๋ยวอาจารย์ให้ไปดูไปอ่านเล่น ๆ แล้วกันนะคะ

00:50:43.060 --> 00:50:48.151
พวก AM FM UHF มี Satellite Radar

00:50:49.030 --> 00:50:51.636
ก็จะแบ่งประเภทออกไปนะคะ

00:50:57.038 --> 00:51:04.697
อย่างที่บอกไปว่ามันจะมีสายสื่อสารแบบไร้สาย ก็จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท Radio Wave

00:51:04.697 --> 00:51:08.233
Microwave แล้วก็ Infrared นะคะ 3 อัน

00:51:13.049 --> 00:51:15.352
อันนี้เป็นเสาส่งสัญญาณ

00:51:17.991 --> 00:51:22.645
เอาแบบง่าย ๆ สรุปแบบง่าย ๆ แล้วกันนะคะ ถ้าเป็นคลื่นวิทยุ

00:51:24.069 --> 00:51:25.419
Multicast

00:51:26.466 --> 00:51:37.525
ก็คือสามารถกระจายส่งสัญญาณไปทั่วทิศทางของเราตัวนี้ เหมือนระบบกระจายเสียงโทรทัศน์

00:51:37.525 --> 00:51:43.882
เสียงตามสายประกาศเวลาตื่นเช้าตามหมู่บ้านจะมีเสียงตอนเช้า เสียงตามสายตอนเช้ามาประกาศ

00:51:43.882 --> 00:51:51.210
อันนี้ก็จะเป็น Multicast เหมือนกันนะคะ ก็คือส่งไปอย่างเดียวให้ผู้รับรับข้อมูลของเรานะคะ

00:51:52.675 --> 00:51:57.856
หรือกระจายเสียงโทรทัศน์ โทรทัศน์อยู่บ้านเรา เราก็โต้ตอบกับเขาไม่ได้ใช่ไหม ก็ดูได้อย่างเดียว

00:51:57.856 --> 00:52:01.372
ถูกไหมคะ มันก็จะเป็นการ Broadcast กระจายออกไป

00:52:01.623 --> 00:52:05.737
และจะเป็น Pager เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้วนะ รับแต่ข้อความ ถูกไหมคะ

00:52:07.244 --> 00:52:08.206
ถัดมา

00:52:09.630 --> 00:52:11.523
Antenna

00:52:13.156 --> 00:52:20.919
อันนี้เอามารูปมาให้ดูคร่าว ๆ เฉย ๆ นะคะ มันก็จะเป็นเวลารับส่งสัญญาณที่ตาม

00:52:22.343 --> 00:52:26.634
เสาขาวแดงตรง Tower ต่าง ๆ เขาจะมีการรับส่งสัญญาณพวกนี้

00:52:26.634 --> 00:52:30.683
มันจะมีรูปแบบลักษณะที่แตกต่างกันนะคะ ว่า

00:52:30.892 --> 00:52:36.036
พื้นที่ในการรับตัวสัญญาณนี่สมมติเป็นแบบจานนะคะ มี Antenna

00:52:36.036 --> 00:52:38.076
หรือว่าจะเป็น Horn ที่เป็นรูปแบบนี้

00:52:38.076 --> 00:52:45.714
พื้นที่ในการรับข้อมูลอยู่ที่เท่าไร แล้วก็ต้องหมุนองศาไปที่เท่าไร ที่จะรับข้อมูลได้นะคะ

00:52:45.714 --> 00:52:52.606
มันจะมีการคำนวณนะคะ ว่าสามารถหันไปที่องศาเท่าไร แล้วรับข้อมูลมาแล้วจะได้

00:52:52.606 --> 00:52:59.051
สัญญาณที่มันดีที่สุดนั่นเอง เอารูปตัวอย่างมาให้ดูเฉย ๆ นะคะ

00:52:59.051 --> 00:53:05.627
อันนี้จะเป็นพวกรับส่งสัญญาณนะคะ อาจจะเป็นลักษณะของ Ground นะคะ หรือ

00:53:05.627 --> 00:53:09.112
ไอ้ตัว Line-of-sight ในการส่งข้อมูลนั่นเอง

00:53:10.620 --> 00:53:13.291
คลื่นไมโครเวฟ

00:53:15.259 --> 00:53:25.114
ก็เป็นแบบ Unicast นั่นเอง เมื่อกี้ Multicast ก็คือแพร่กระจายออกไป อันนี้ Unicast นะคะ

00:53:25.114 --> 00:53:27.584
พวกโทรศัพท์แบบ Cellular

00:53:28.128 --> 00:53:33.130
Cellular ก็เหมือนโทรศัพท์บ้าน เอ้ย โทรศัพท์มือถือที่เราใช้ พูดผิดนะคะ

00:53:33.130 --> 00:53:39.946
เครือข่ายดาวเทียม แล้วก็แลนแบบไร้สาย ก็จะมีพื้นที่ที่ให้การครอบคลุมเช่นเดียวกันนะคะ

00:53:39.946 --> 00:53:50.589
ว่ากระจายออกไปแล้วให้บริการถึงพื้นที่ไหน ครอบคลุมเขตพื้นที่อะไรบ้างนั่นเองนะคะ

00:53:53.227 --> 00:53:58.082
วันนี้ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว ใกล้จะหมดแล้วนะคะ อินฟราเรด

00:54:00.134 --> 00:54:08.824
ก็จะเป็นการส่งข้อมูลสัญญาณช่วงสั้น ๆ ปัจจุบันยังมีไหม สมัยก่อนก็จะมีพวกพรินเตอร์

00:54:09.033 --> 00:54:11.449
พรินเตอร์ก็ใช้อินฟราเรดเหมือนกัน

00:54:11.449 --> 00:54:17.595
ถ้าเคยเห็นรุ่นก่อน ๆ มันจะมีช่องดำ ๆ นะคะ เหมือนเป็นการไว้รับส่งสัญญาณ

00:54:17.595 --> 00:54:20.960
ในการส่งข้อมูลของตัวอินฟราเรดนั่นเองนะคะ

00:54:20.960 --> 00:54:26.464
ถ้ามือถือ สมมติอาจารย์มีมือถือที่ใช้อินฟราเรดได้นะคะ สมัยก่อน

00:54:26.673 --> 00:54:32.182
นักเรียนก็มีเครื่องมือถือที่ใช้อินฟราเรดได้ เราก็สามารถที่จะส่งข้อมูลหากันเหมือนสมัยก่อนนี่

00:54:32.475 --> 00:54:38.477
เราอยากส่งรูปหากันนี่นะคะ ระบบเครือข่ายมันก็จะค่อนข้างแพงนะสมัยก่อนนะคะ

00:54:38.477 --> 00:54:42.329
เราสามารถใช้อินฟราเรด เปิดตัวช่องสัญญาณ แล้วก็

00:54:42.329 --> 00:54:45.983
หันหน้าตัวอุปกรณ์ที่เป็นช่องสัญญาณอินฟราเรดนี่เชื่อมต่อกัน

00:54:45.983 --> 00:54:49.005
แล้วก็ส่งสัญญาณข้อมูลหากันได้นั่นเองนะคะ

00:54:49.005 --> 00:54:53.682
อินฟราเรดก็จะเป็นส่งช่วงสัญญาณแบบสั้น ๆ จริง ๆ ต้องใกล้ ๆ กัน

00:54:53.682 --> 00:54:59.648
แล้วก็ไม่มีอุปกรณ์มาปิดขวางการส่งสัญญาณข้อมูลนะคะ

00:54:59.648 --> 00:55:02.786
โดยใช้การแพร่ของสัญญาณนะคะ

00:55:03.121 --> 00:55:06.367
Line-of-sight ก็คือ Line-of-sight ก็คือเป็นเส้นระนาบเดียวกัน

00:55:06.618 --> 00:55:09.778
จะได้ส่งข้อมูลถึงกันได้นั่นเองนะคะ

00:55:10.783 --> 00:55:14.001
คราวนี้เราจะมาเปรียบเทียบดูสิ

00:55:15.718 --> 00:55:18.574
อุปกรณ์ที่พูดกันไปทั้งหมดนะคะ

00:55:19.035 --> 00:55:24.472
UTP SUP โคแอกเชียลนะคะ

00:55:25.477 --> 00:55:30.900
ไฟเบอร์นะคะ Radio ไมโครเวฟ Satellite

00:55:33.496 --> 00:55:41.732
อย่างที่บอกไปเราก็น่าจะเข้าใจนะคะว่าตัวคลื่นไมโครเวฟนะคะ พวกส่งสัญญาณนะคะ

00:55:41.732 --> 00:55:45.311
พวก Line-of-sight ต่าง ๆ หรือเป็นพวกดาวเทียมนี่

00:55:45.311 --> 00:55:49.494
จะค่อนข้างให้การส่งสัญญาณข้อมูลไกลที่สุด

00:55:53.514 --> 00:55:59.787
ระยะไกลที่สุด ราคาก็จะสูงตามไปด้วยนะคะ พูดง่าย ๆ ด้านบนก็จะราคาถูกสุด

00:55:59.787 --> 00:56:03.812
แล้วก็ไล่คุณสมบัติมา แล้วก็ส่งสัญญาณได้ไกลนะคะ

00:56:03.812 --> 00:56:08.123
เสียงรบกวนก็จะลดน้อยลงตามตัวอุปกรณ์นั่นเองนะคะ

00:56:08.458 --> 00:56:14.366
Security ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่แพงมากขึ้นนะคะ Security ในการส่งสัญญาณก็

00:56:14.366 --> 00:56:16.564
เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกันนะคะ

00:56:16.564 --> 00:56:21.523
อันนี้ก็จะทำให้เราทราบถึงมาตรฐาน

00:56:22.947 --> 00:56:28.273
ตัวกลางที่ใช้ในการสื่อสารหรือว่าคมนาคมของเรานะคะ

00:56:28.273 --> 00:56:34.252
ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย Network นะคะ หรือว่าการส่งนะคะ เกี่ยวกับดาวเทียม

00:56:34.252 --> 00:56:42.755
หรือว่าตัวไมโครเวฟต่าง ๆ อันนี้เราสรุปตารางนะคะ บทที่ 3 ของเราก็จะเป็นประมาณนี้นะคะ

00:56:42.755 --> 00:56:46.161
มีทั้งแบบสื่อมีสาย สื่อไร้สายนะคะ

00:56:46.161 --> 00:56:53.068
ที่จริงถ้าเป็นคุณสมบัติจริง ๆ นะคะ แต่ละตัวสามารถแตกเป็นแต่ละรายวิชาได้เลยนะคะ

00:56:53.277 --> 00:57:00.000
โอเค วันนี้ไม่ได้ทำคำศัพท์มาให้จริง ๆ ด้วย ก็เลยอาจจะมี

00:57:00.000 --> 00:57:05.276
รอบหน้าจะพยายามทำคำศัพท์มาเพิ่มให้นะคะ ว่าแต่ละตัวคำศัพท์ที่อาจารย์พูดไปแล้ว

00:57:05.276 --> 00:57:07.672
มันหมายความว่าอย่างไรนะคะ

00:57:08.049 --> 00:57:11.033
ใครมีข้อคำถามอะไรไหมคะ

00:57:12.834 --> 00:57:18.596
เงียบ อาจารย์พูดอะไรไม่รู้นะคะ แต่รู้ว่าตอนนี้เสร็จแล้ว จบแล้วเรียบร้อย

00:57:20.481 --> 00:57:26.093
ก็เหมือนเดิมนะคะ วันนี้จะเป็นบทที่ 3 เราพูดไปแล้วนะคะ มาตรฐานโดยรวมนะ

00:57:26.093 --> 00:57:32.543
ในเทคโนโลยีบทที่ 2 อันนี้จะเป็นสายสื่อสัญญาณ สายส่งแล้วก็เป็น Wireless แล้วก็

00:57:33.255 --> 00:57:36.079
Wireless LAN แล้วก็เป็น Wire นะคะ

00:57:36.958 --> 00:57:41.657
เดี๋ยวเราจะมีงานท้ายบทให้ทำ แล้วก็จะมี

00:57:42.160 --> 00:57:44.609
คลิปออนไลน์

00:57:44.860 --> 00:57:49.049
เดี๋ยวจะให้ทุกคนทำเป็นออนไลน์ทุกคนนะคะ ทุกคนมีเครื่องคอมฯ

00:57:49.049 --> 00:57:53.384
ประจำคอมฯ หรือว่ามีโทรศัพท์มือถือทุกคนอยู่แล้วนะคะ สำหรับ

00:57:55.268 --> 00:57:57.088
เสือหรือเปล่า ชื่อเสือไหมฮึ

00:57:57.632 --> 00:58:02.299
ค่ะ เดี๋ยวจะมีเดี๋ยวให้พี่เขามาช่วยอ่านนะคะ เดี๋ยวจะทดสอบกันก่อน เพราะว่า

00:58:02.802 --> 00:58:10.226
เรามีเพื่อนหลายกลุ่มนะ เดี๋ยวจะลองดูนะคะ เดี๋ยวให้ทุกคนเข้าเน็ตหรือมือถือก็ได้นะคะ

00:58:10.226 --> 00:58:13.082
เดี๋ยวอาจารย์จะให้ใช้ Kahoot นะคะ

00:58:13.585 --> 00:58:15.455
โอเคอย่างนั้น

00:58:18.345 --> 00:58:25.830
เดี๋ยวพี่ล่ามก็ เนื้อหาก็จะประมาณนี้นะคะ ก็เดี๋ยวจะขอบคุณพี่ล่ามแล้วกันนะคะ

00:58:26.207 --> 00:58:29.755
ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวเราเจอกันสัปดาห์หน้าแล้วกันนะคะ ขอบคุณค่ะ

00:58:32.393 --> 00:58:40.433
เดี๋ยวอาจารย์ขอ Stop หยุดไอ้ตัวสไลด์นี้ก่อนนะคะ แป๊บหนึ่ง

