﻿WEBVTT

00:00:32.480 --> 00:00:32.960
(คุณครูจักรพงศ์) สวัสดีครับ

00:00:32.960 --> 00:00:34.190
พี่ล่ามรอแป๊บหนึ่งนะครับ

00:00:34.190 --> 00:00:35.200
นักเรียนยังไม่ครบครับ

00:01:27.808 --> 00:01:28.847
โอเคครับ

00:01:36.360 --> 00:01:37.970
สวัสดีครับ สวัสดีพี่ล่ามครับ

00:01:38.010 --> 00:01:40.100
สวัสดีนักเรียนชั้น ม.5/1 ครับ

00:01:50.990 --> 00:01:54.970
ครับ สำหรับชั่วโมงที่แล้วนะครับ คุณครูได้สอน

00:01:54.970 --> 00:01:57.609
ในเรื่องของการแต่งประโยคไปนะครับ

00:01:57.610 --> 00:01:58.800
ประโยคแบบสั้น ๆ นะ

00:02:02.400 --> 00:02:04.480
แล้ววันนี้นะครับ คุณครูจะทบทวนก่อน

00:02:04.530 --> 00:02:06.690
แล้วก็เดี๋ยวจะให้นักเรียน

00:02:08.340 --> 00:02:10.230
เรียนเกี่ยวกับการแต่งประโยค

00:02:10.270 --> 00:02:13.400
แล้วจะบอกว่าลักษณะของประโยค

00:02:13.430 --> 00:02:16.100
เป็นประโยคแบบไหนอย่างนี้นะครับ

00:02:16.860 --> 00:02:19.470
เดี๋ยวก่อนอื่นเลยนะครับ เราทบทวนกันก่อน

00:02:25.380 --> 00:02:28.700
นักเรียนเอาสมุดขึ้นมาไหมครับ สมุด

00:02:37.880 --> 00:02:39.019
อย่างนั้นไม่เป็นไรครับ

00:02:39.020 --> 00:02:41.420
เดี๋ยว... เดี๋ยววันนี้เดี๋ยวคุณครูจะสอน

00:02:41.420 --> 00:02:44.620
แล้วก็จะให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกัน

00:02:46.430 --> 00:02:48.180
ช่วยกันโอเคนะครับ

00:02:49.660 --> 00:02:51.950
มาดูก่อนนะครับ ว่าประโยคคืออะไร

00:02:53.520 --> 00:02:59.080
ประโยค ก็คือคำ 2 คำขึ้นไปที่นำมาเรียงต่อกัน

00:02:59.140 --> 00:03:05.040
แสดงให้รู้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

00:03:09.490 --> 00:03:12.200
อย่างที่คุณครูเคยสอนไปแล้วนะครับ

00:03:12.200 --> 00:03:14.740
นักเรียนจำได้ไหม ครั้งก่อนที่ว่าคุณครู...

00:03:14.990 --> 00:03:18.200
คุณครูจะมีรูปภาพให้ 1 รูปใช่ไหมครับ

00:03:22.240 --> 00:03:23.980
จะมีรูปภาพให้ 1 รูปใช่ไหมครับ

00:03:24.220 --> 00:03:27.162
และก็ให้นักเรียนเขียนแต่งประโยค

00:03:27.163 --> 00:03:28.710
จากรูปภาพที่นักเรียนเห็น

00:03:30.560 --> 00:03:32.610
แต่งประโยคจากรูปภาพที่นักเรียนเห็น

00:03:33.030 --> 00:03:35.360
ในรูปภาพนั้นคุณครูก็จะถามนักเรียนใช่ไหมครับ

00:03:35.370 --> 00:03:41.960
ว่ามีใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

00:03:43.380 --> 00:03:44.670
นักเรียนพอจะเข้าใจไหมครับ

00:03:50.970 --> 00:03:53.040
นักเรียน... นักเรียนทบทวนไปพร้อมกับคุณครูนะ

00:03:53.460 --> 00:03:54.940
นักเรียนทบทวนไปพร้อมกับคุณครูนะครับ

00:03:54.960 --> 00:03:59.120
ว่าประโยคที่นักเรียนเขียนส่งคุณครู

00:03:59.210 --> 00:04:00.660
เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา

00:04:02.320 --> 00:04:04.990
ประโยคนักเรียน... ที่นักเรียนแต่งประโยค

00:04:04.990 --> 00:04:06.600
แล้วเขียนส่งคุณครูที่ผ่านมาน่ะ

00:04:07.160 --> 00:04:09.870
มัน... ประโยคหนึ่งมันจะประกอบไปด้วยว่า...

00:04:10.370 --> 00:04:17.770
มันจะบอกว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

00:04:20.780 --> 00:04:23.000
อย่างเช่นนะครับ คุณครูจะยกตัวอย่าง

00:04:38.120 --> 00:04:39.467
คุณครูยกตัวอย่างประโยค

00:04:39.468 --> 00:04:42.580
ที่ว่าน้องกินข้าวที่โรงอาหาร

00:04:57.050 --> 00:04:59.730
ตอนนี้สัญญาณล่ามขัดข้องนะครับ

00:10:40.860 --> 00:10:44.920
โอเคครับ โอเคนะครับ

00:10:45.220 --> 00:10:47.040
คุณครูจะยกตัวอย่างนะครับ

00:10:47.450 --> 00:10:49.560
นักเรียน นักเรียนดูนะครับ นักเรียนดูพี่ล่ามนะ

00:10:50.975 --> 00:10:52.570
นักเรียนดูพี่ล่ามนะครับ

00:10:53.100 --> 00:10:55.100
คุณครูยกตัวอย่างประโยคสั้น ๆ

00:10:55.130 --> 00:10:56.030
หนึ่งประโยคนะครับ

00:10:56.030 --> 00:10:58.990
ว่าน้องกินข้าวที่โรงอาหาร

00:11:03.960 --> 00:11:05.800
ทีนี้นักเรียนจำไว้นะครับ

00:11:05.800 --> 00:11:08.240
ว่าประโยคมันจะประกอบไปด้วย

00:11:09.035 --> 00:11:14.660
คำ 2 คำขึ้นไปนะครับ ที่มาเรียงต่อกัน

00:11:14.660 --> 00:11:19.360
แสดงให้รู้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

00:11:19.870 --> 00:11:21.900
ทีนี้นักเรียนดูประโยคที่คุณครู...

00:11:22.160 --> 00:11:24.460
ที่คุณครูเขียนลงกระดานให้

00:11:24.460 --> 00:11:27.680
ว่าน้องกินข้าวที่โรงอาหาร

00:11:28.246 --> 00:11:31.067
ทีนี้คุณครูจะถามว่าในประโยค

00:11:31.068 --> 00:11:33.050
ถ้าคุณครูจะถามว่าใคร

00:11:33.080 --> 00:11:35.180
นักเรียนสามารถตอบคุณครูได้ไหมว่าใคร

00:11:37.940 --> 00:11:39.200
ใคร ทำอะไร ที่ไหน

00:11:39.790 --> 00:11:42.060
ก็คือใคร ก็คือน้อง โอเค

00:11:42.110 --> 00:11:48.320
น้องทำอะไร ทำอะไร กินข้าว

00:11:48.340 --> 00:11:52.080
ที่ไหน ที่โรงอาหาร โอเค

00:11:52.480 --> 00:11:53.801
นี่แหละครับ คือ ประโยค

00:11:53.802 --> 00:11:56.640
ประโยค 1 ประโยคมันจะประกอบไปด้วย

00:11:56.667 --> 00:12:01.240
ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

00:12:01.241 --> 00:12:02.500
มันจะบอกชัดเจน

00:12:02.920 --> 00:12:04.940
หรือบางทีประโยค

00:12:05.308 --> 00:12:08.511
มันก็มีแค่คำว่า "ใครทำอะไร" ก็ได้

00:12:09.030 --> 00:12:10.200
ไม่บอกว่าที่ไหนก็ได้

00:12:10.200 --> 00:12:13.040
อย่างเช่น น้องกินข้าว นี่ก็ถือว่าเป็นประโยค

00:12:13.410 --> 00:12:17.310
ประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง

00:12:17.310 --> 00:12:18.770
คุณครูได้สอนนักเรียนไปแล้ว

00:12:19.400 --> 00:12:20.840
ภาคประธานและภาคแสดง

00:12:21.180 --> 00:12:26.300
ภาคประธาน ก็คือบอกว่าเป็นใคร

00:12:26.920 --> 00:12:28.960
เป็นคำนาม คน สัตว์ สิ่งของ

00:12:29.550 --> 00:12:34.200
ส่วนภาคแสดงจะไปด้วยคำกริยากับกรรม

00:12:40.380 --> 00:12:46.580
โอเค อันนี้เป็นส่วนประกอบนะครับ

00:12:46.580 --> 00:12:48.960
นักเรียน นักเรียนมอง... มองเห็นไหมครับ

00:12:48.960 --> 00:12:52.380
มองเห็นหน้าจอไหม มองเห็นหน้าจอไหมครับ

00:12:52.580 --> 00:12:55.920
คุณครูยกตัวอย่าง 1 ประโยคตรงนี้

00:12:55.950 --> 00:12:57.830
ว่านักเรียนกระโดดนักเรียนเห็นไหมครับ

00:12:58.698 --> 00:13:06.040
ประโยคที่ 1 นักเรียนกระโดด

00:13:06.200 --> 00:13:09.150
ทีนี้คุณครูจะถามว่าภาคประธานคืออะไร คือใคร

00:13:09.470 --> 00:13:10.800
คำตอบ ก็คือนักเรียน

00:13:11.977 --> 00:13:14.060
ประโยคนะครับ คุณครูยกตัวอย่างมา

00:13:14.080 --> 00:13:16.100
ว่านักเรียนกระโดด

00:13:16.190 --> 00:13:19.120
และทีนี้คุณครูจะถามว่าภาคประธานน่ะคือใคร

00:13:20.050 --> 00:13:21.340
ก็คือนักเรียนใช่ไหมครับ

00:13:22.000 --> 00:13:24.560
นักเรียนทำอะไร

00:13:26.040 --> 00:13:27.243
ทีนี้ไปดูภาคแสดง

00:13:27.641 --> 00:13:29.280
ทำอะไร ก็คือกระโดด

00:13:30.080 --> 00:13:32.560
ต่อไป ประโยคต่อไปนะครับ

00:13:33.270 --> 00:13:35.750
นักเรียนกระโดดเชือก

00:13:37.500 --> 00:13:40.440
ทีนี้คุณครูจะถามว่าภาคประธานน่ะคือใคร

00:13:41.200 --> 00:13:42.640
ก็คือนักเรียน

00:13:42.750 --> 00:13:43.854
ส่วนภาคแสดง

00:13:44.386 --> 00:13:45.874
ภาคแสดงประกอบไปด้วยกิริยา

00:13:45.875 --> 00:13:47.460
และกรรมใช่ไหมครับ ที่คุณครูบอก

00:13:47.810 --> 00:13:52.820
ทีนี้คุณครูจะถามว่าทำอะไร

00:13:54.359 --> 00:13:56.924
นักเรียนคนนี้กระโดด นักเรียนกระโดดใช่ไหมครับ

00:13:56.940 --> 00:13:59.620
กระโดดนี่ เป็นภาคแสดงใช่ไหมครับ เป็นคำกริยา

00:14:00.120 --> 00:14:03.250
และทีนี้คำว่า "เชือก" เป็น "กรรม"

00:14:07.890 --> 00:14:12.280
นักเรียนเข้าใจไหมครับ เข้าใจไหม

00:14:15.100 --> 00:14:17.120
ถ้านักเรียนเข้าใจแล้วคุณครูจะผ่านนะครับ

00:14:19.590 --> 00:14:21.080
เหมือนที่คุณครูบอกนะครับ

00:14:21.462 --> 00:14:23.239
วันนี้... ตอนนี้ คือ เรากำลังทบทวน

00:14:23.240 --> 00:14:26.730
ในสิ่งที่เราเรียนไปเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา

00:14:27.330 --> 00:14:31.714
ที่คุณครูให้นักเรียนแต่งประโยคจากภาพที่...

00:14:31.715 --> 00:14:34.332
ที่ให้ไปแล้วนักเรียนก็ส่งงานคุณครู

00:14:34.340 --> 00:14:39.380
ก็ถือว่านักเรียนแต่งประโยคได้ดีทีเดียว

00:14:41.380 --> 00:14:44.520
ก็ชื่นชม ชื่นชมทุกคนเลย

00:14:45.020 --> 00:14:49.070
ที่เขียนส่งคุณครูได้... ได้ดีมาก ๆ เลย

00:14:49.680 --> 00:14:51.620
ใช้ภาษาอย่างสละสลวยได้ดีนะครับ

00:14:51.760 --> 00:14:53.490
ถึงแม้บางทีมันอาจจะสลับกันบ้าง

00:14:53.520 --> 00:14:58.580
แต่ว่าก็ให้อภัยกันได้ แล้วค่อยมาเรียนรู้กันทีหลัง

00:14:58.580 --> 00:15:01.410
ว่าคำไหนควรจะอยู่ตรงอย่างนี้นะครับ

00:15:09.260 --> 00:15:11.920
โอเค ประธาน

00:15:12.040 --> 00:15:16.420
ประธานจะประกอบไปด้วยคน สัตว์ สิ่งของ

00:15:16.960 --> 00:15:18.820
ก็คือคำนามนั่นเอง

00:15:23.300 --> 00:15:24.933
คน ก็คือ...

00:15:26.158 --> 00:15:31.795
ก็คือน้อง พ่อ ย่า พี่ น้อง ครู

00:15:31.796 --> 00:15:33.150
นักเรียนอย่างนี้นะครับ คน

00:15:33.400 --> 00:15:37.400
สัตว์ ก็คือหมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า วัว ควาย

00:15:38.251 --> 00:15:41.906
ส่วนสิ่งของก็จะเป็นเก้าอี้ โต๊ะ

00:15:41.907 --> 00:15:43.160
หน้าต่างอะไรอย่างนี้ครับ

00:15:43.161 --> 00:15:45.900
ที่... ที่บอก... บ่งบอกว่าเป็นสิ่งของ

00:15:47.330 --> 00:15:49.560
ทีนี้คำกริยาคืออะไร

00:15:49.940 --> 00:15:52.070
คำกริยา ก็คือคำที่แสดงอาการนะครับ

00:15:52.070 --> 00:15:55.530
แสดงอาการว่ากำลังทำอะไรอยู่

00:15:56.020 --> 00:15:58.931
หมายถึงว่าคำนามกำลังทำอะไรอยู่

00:15:58.932 --> 00:16:05.010
อย่างเช่น ฟัง ฟัง กำลังวิ่งอยู่ วิ่ง ๆ ๆ

00:16:06.610 --> 00:16:09.360
อ่านอย่างนี้ครับ ก็คือเป็นคำกริยา

00:16:09.600 --> 00:16:11.780
อย่างเช่น น้องกินข้าวที่โรงอาหาร

00:16:11.820 --> 00:16:14.690
ที่คุณครูบอกไปเมื่อประโยคที่ผ่านมา

00:16:14.690 --> 00:16:17.920
ก็คือคำว่า "กิน" กิน ก็คือคำกริยา

00:16:19.650 --> 00:16:21.260
โอเค ส่วนกรรมนะครับ

00:16:21.650 --> 00:16:24.940
กรรมนี่ ก็จะเป็นคน สัตว์ สิ่งของเหมือนกัน

00:16:25.370 --> 00:16:27.140
อย่างเช่น เมื่อกี้ที่ครูยกตัวอย่าง

00:16:27.140 --> 00:16:29.490
คำว่า "น้องกระโดดเชือก"

00:16:30.710 --> 00:16:33.130
น้องกระโดดเชือกน้องเป็นประธาน

00:16:33.460 --> 00:16:36.100
กระโดดเป็นกริยา เชือกเป็นกรรม

00:16:37.300 --> 00:16:41.420
เชือกก็เป็นสิ่งของเหมือนกันนะครับ เป็นสิ่งของ

00:16:51.600 --> 00:16:53.694
นักเรียนพอจะเข้าใจที่คุณครูบอกไหมครับ

00:16:53.695 --> 00:16:56.890
ว่าประธาน กริยา กรรม

00:17:02.260 --> 00:17:04.880
นักเรียนเข้าใจไหม เข้าใจคำว่า "ประธาน"

00:17:04.880 --> 00:17:07.520
เข้าใจคำว่า "กริยา" เข้าใจ "กรรม" ไหมครับ

00:17:10.200 --> 00:17:11.520
นักเรียนสามารถบอกคุณครูได้ไหม

00:17:11.520 --> 00:17:12.660
ว่าประธานคืออะไร

00:17:14.000 --> 00:17:16.160
ใครสามารถบอกคุณครูได้ว่าประธานคืออะไร

00:17:19.460 --> 00:17:21.710
ใครสามารถบอกคุณครูได้ว่าประธานคืออะไร

00:17:22.930 --> 00:17:26.440
เชิญ ๆ ๆ เชิญน้องเจ็ตมาพูดให้เพื่อนหน้าชั้นฟัง

00:17:27.617 --> 00:17:30.121
เร็ว เชิญครับ

00:17:42.663 --> 00:17:47.030
หันไปแบบนี้ ตรงนี้

00:17:49.920 --> 00:17:51.550
ประธานคืออะไรครับ

00:18:02.390 --> 00:18:07.420
(ล่าม) ก็คือคน น้อง หรือเด็ก ๆ ค่ะ

00:18:18.970 --> 00:18:19.470
(คุณครูจักรพงศ์) โอเค

00:18:19.471 --> 00:18:22.360
ถ้าอย่างนั้นน้องเจ็ตอธิบายให้ฟังอีกทีหนึ่ง

00:18:22.502 --> 00:18:24.760
โอเค น้องเจ็ตเริ่ม... เริ่มเข้าใจมาแล้ว

00:18:26.530 --> 00:18:27.830
ประธาน ก็คือ...

00:18:28.340 --> 00:18:30.210
คืออะไรครับ อธิบายให้เพื่อนฟัง

00:18:34.824 --> 00:18:37.532
หันหน้าไปหาเพื่อนเลย โอเค

00:18:59.070 --> 00:19:02.260
ไหนมีใคร... มีใครที่จะบอกได้ไหม

00:19:02.280 --> 00:19:05.300
ว่าประธานคืออะไรอีก ได้ไหมพี่บีมได้ไหม

00:19:10.350 --> 00:19:11.530
ประธานคืออะไร

00:19:11.680 --> 00:19:13.330
บอกเพื่อน ๆ ได้ไหมครับ บอกได้ไหม

00:19:13.690 --> 00:19:16.008
ทีนี้คุณครูจะให้นักเรียนมีส่วนร่วมแล้วนะ

00:19:17.440 --> 00:19:19.120
เชิญ... เชิญพี่บีมก่อนครับ

00:19:19.820 --> 00:19:21.970
มี... มีใครบอกได้ไหม ได้ไหม

00:19:23.040 --> 00:19:25.080
ความหมายของประธานน่ะคืออะไร

00:19:28.440 --> 00:19:32.180
มีใครบอกได้ไหมครับ คุณครูอธิบายไปแล้วนะ

00:19:32.200 --> 00:19:36.030
ครั้งที่แล้วก็อธิบายไปแล้ว และนักเรียนก็ทำได้ด้วย

00:19:36.660 --> 00:19:41.170
ทีนี้คุณครูจะถามทบทวนกันอีกว่าประธานคืออะไร

00:19:50.981 --> 00:19:51.971
นักเรียน... นักเรียนรู้แหละ

00:19:52.000 --> 00:19:53.980
แต่นักเรียนไม่มั่นใจที่จะพูดคุณครูรู้

00:19:54.528 --> 00:19:57.029
ทีนี้เดี๋ยวคุณครูจะพูดให้...

00:19:57.116 --> 00:19:58.888
ให้ตั้งแต่เริ่มต้นมา

00:19:58.889 --> 00:20:00.480
ที่เราเริ่มเรียนประโยคกันมาเลย

00:20:00.480 --> 00:20:01.840
นักเรียนดูพี่ล่ามดี ๆ นะ

00:20:01.840 --> 00:20:04.980
พี่ล่ามจะอธิบายให้นักเรียนอย่างละเอียดเลยทีนี้

00:20:08.410 --> 00:20:11.030
คุณครูจะอธิบายเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ ตรงนี้

00:20:11.609 --> 00:20:16.930
ว่าประโยคมันจะประกอบไปด้วยภาคประธาน

00:20:16.930 --> 00:20:18.580
และภาคแสดง

00:20:20.610 --> 00:20:26.880
ภาคประธาน ภาคประธานและภาคแสดง

00:20:28.220 --> 00:20:31.920
ส่วนภาคประธานจะอยู่ข้างหน้า

00:20:32.210 --> 00:20:33.840
จะอยู่ข้างหน้านะครับ

00:20:33.840 --> 00:20:37.490
ภาคประธานจะเป็นคำนาม

00:20:38.001 --> 00:20:42.360
คือ คน กล่าวถึงคน กล่าวถึงสัตว์

00:20:42.430 --> 00:20:45.120
กล่าวถึงสิ่งของต่าง ๆ นะครับ

00:20:45.760 --> 00:20:48.250
ส่วนภาคแสดง ส่วนภาคแสดง

00:20:48.260 --> 00:20:51.920
จะประกอบไปด้วยคำกริยาและก็กรรม

00:20:53.740 --> 00:20:55.351
ก็คือจะบอกว่า...

00:20:55.570 --> 00:20:57.810
กริยา ก็คือเป็นการแสดงอาการนะครับ

00:20:57.830 --> 00:21:01.410
ว่าทำอะไรอยู่ อย่างเช่น กิน นอน

00:21:01.842 --> 00:21:05.860
อ่าน ฟัง วิ่ง เดิน

00:21:07.780 --> 00:21:13.200
ส่วนกรรม ส่วนกรรมนั้น ก็คือเป็นคำนามเหมือนกัน

00:21:13.600 --> 00:21:14.930
เป็นคำนามเหมือนกัน

00:21:15.250 --> 00:21:20.000
ก็คือเป็นคำที่กล่าวถึงคน สัตว์ สิ่งของ เหมือนกัน

00:21:21.280 --> 00:21:26.200
อย่างเช่น คุณครูยกตัวอย่าง ฉันกินข้าว

00:21:28.170 --> 00:21:30.250
อันนี้ครบ ครบองค์ประกอบเลยนะครับ

00:21:30.710 --> 00:21:32.850
ฉันเป็นประธาน

00:21:33.710 --> 00:21:38.400
กินเป็นกริยา เป็นกริยา

00:21:39.930 --> 00:21:41.489
ข้าวเป็นกรรม

00:21:45.780 --> 00:21:48.820
เข้าใจหรือยังครับ เข้าใจหรือยังครับ

00:21:48.820 --> 00:21:50.560
จะให้คุณครูยกตัวอย่างอีกไหม

00:21:50.980 --> 00:21:53.240
ยก... ยกตัวอย่างเพิ่มอีกไหมครับ

00:21:55.980 --> 00:21:57.640
ยกตัวอย่างเพิ่มอีกไหม

00:22:00.675 --> 00:22:05.480
อย่างเช่น ฉันไปโรงเรียน

00:22:08.370 --> 00:22:10.440
ฉันเป็นประธาน

00:22:10.770 --> 00:22:13.090
ไป คือ กริยา

00:22:13.120 --> 00:22:15.230
โรงเรียน ก็คือกรรม

00:22:16.880 --> 00:22:18.660
จะประกอบไปด้วยแบบนี้ครับ

00:22:19.520 --> 00:22:20.930
ส่วน... ส่วนประกอบของเขา

00:22:21.090 --> 00:22:23.740
ประโยคก็จะประกอบไปด้วยลักษณะอย่างนี้

00:22:25.050 --> 00:22:29.190
นักเรียนเข้าใจไหมครับ เข้าใจไหม

00:22:34.580 --> 00:22:37.356
เข้าใจนะ โอเค เดี๋ยวคุณครู...

00:22:37.357 --> 00:22:39.720
พอนักเรียนเข้าใจเรียบร้อยแล้วนะครับ

00:22:39.720 --> 00:22:42.850
คุณครูจะให้นักเรียนแบ่งกลุ่มนะ

00:22:43.230 --> 00:22:43.745
คุณครูจะให้...

00:22:43.746 --> 00:22:45.740
คุณครูจะแบ่งกลุ่มให้นักเรียนเป็น 2 กลุ่ม

00:22:46.340 --> 00:22:47.370
แบ่งให้นักเรียนเป็น 2 กลุ่ม

00:22:47.400 --> 00:22:51.314
แล้วจะให้นักเรียนออกมาเขียนหน้ากระดาน

00:22:51.315 --> 00:22:52.860
ช่วยกันนะครับ แต่ล่ะกลุ่ม

00:22:52.900 --> 00:23:00.990
ว่าใครจะสามารถแต่งประโยคได้เยอะกว่ากัน

00:23:01.260 --> 00:23:02.560
และถูกต้องด้วยนะ

00:23:02.758 --> 00:23:05.870
และต้องถูกต้องตามโครงสร้างของประโยคด้วยนะ

00:23:06.090 --> 00:23:08.630
คือ ภาคประธาน ภาคแสดง

00:23:09.220 --> 00:23:11.380
ถึงแม้บางทีภาคแสดงอาจจะไม่ครบ

00:23:11.590 --> 00:23:13.450
ว่ามีกรรม มีกริยา แล้วก็มีกรรม

00:23:13.610 --> 00:23:15.890
แต่อย่างน้อยให้มีกริยาว่าทำอะไรแค่นั้น

00:23:15.970 --> 00:23:17.910
กรรมอาจจะไม่มีก็ได้

00:23:24.780 --> 00:23:26.350
นี่เห็นไหมครับ คุณครูอธิบายไปแล้ว

00:23:26.350 --> 00:23:28.790
ว่าส่วนประกอบของประโยคนี่

00:23:28.800 --> 00:23:31.840
บางทีมันจะประกอบด้วยประธานแล้วก็กริยาแค่นั้น

00:23:32.480 --> 00:23:38.900
มันจะไม่มีกรรม อย่างเช่น ฉันกำลังนอน

00:23:41.120 --> 00:23:44.550
ประโยคบอกว่าฉันกำลังนอน ฉันก็เป็นประธาน

00:23:45.030 --> 00:23:47.210
กำลังนอน ก็คือภาคแสดงเป็นคำกริยา

00:23:50.050 --> 00:23:52.360
ทีนี้ส่วนประกอบของประโยคก็จะมีอยู่ 2 แบบ

00:23:52.380 --> 00:23:54.730
ก็จะประกอบไปด้วยประธาน กริยา

00:23:54.731 --> 00:23:57.290
แล้วก็ประธาน กริยา แล้วก็กรรม

00:23:57.950 --> 00:23:59.250
อันนี้คือครบองค์ประกอบ

00:23:59.310 --> 00:24:01.520
อย่างเช่น ครูยกตัวอย่างคำว่า "ฉันกินข้าว"

00:24:01.700 --> 00:24:03.910
ฉันเป็นประธาน

00:24:04.770 --> 00:24:06.750
กินเป็นกริยา

00:24:07.280 --> 00:24:08.980
ข้าว ก็คือกรรม

00:24:20.320 --> 00:24:21.300
ทีนี้นะครับ

00:24:21.680 --> 00:24:24.680
นักเรียนเห็นไหมประโยคที่คุณครูให้นักเรียนมา

00:24:24.880 --> 00:24:28.870
ก็คือมานีหัวเราะ

00:24:29.920 --> 00:24:33.960
ประกอบไปด้วยมานีเป็นประธาน

00:24:34.960 --> 00:24:37.760
หัวเราะเป็นกริยา

00:24:40.560 --> 00:24:43.920
มานีนี่ ก็คือชื่อ ชื่อคนนะครับ ชื่อคน

00:24:44.243 --> 00:24:46.094
ก็คือคุณครูเคยบอกแล้วใช่ไหม

00:24:46.140 --> 00:24:48.300
ว่าประธานก็จะเป็นคำนาม

00:24:49.200 --> 00:24:50.740
ที่เอามา... ที่นำมา

00:24:50.749 --> 00:24:52.602
ที่นำมาหมายถึงว่าคำนามถึง

00:24:53.050 --> 00:24:55.280
คน สัตว์ สิ่งของใช่ไหมครับ

00:24:55.730 --> 00:24:58.061
กริยา ก็คือแสดงอาการ ก็คือหัวเราะ

00:25:01.442 --> 00:25:04.470
เดี๋ยวนะครับ ถ้าสมมติว่าคุณครูสอนไปแล้ว

00:25:04.490 --> 00:25:05.590
คุณครูมองไปหานักเรียน

00:25:05.610 --> 00:25:06.880
และนักเรียนไม่สนใจคุณครู

00:25:06.880 --> 00:25:08.320
จะให้นักเรียนออกมาอธิบาย

00:25:08.690 --> 00:25:10.828
หน้าชั้นเรียนให้เพื่อน ๆ ฟังนะ

00:25:11.026 --> 00:25:15.970
ทีนี้ให้เดินออกมาอธิบายเลย

00:25:16.400 --> 00:25:18.519
เพราะว่าทั้งพี่ล่ามและครูนี่

00:25:18.520 --> 00:25:19.812
พยายามที่จะให้นักเรียนนี่

00:25:19.813 --> 00:25:22.270
เข้าใจในการแต่งประโยค

00:25:22.271 --> 00:25:24.920
นักเรียนรู้ไหมว่าการเขียนประโยคที่ถูกต้อง

00:25:25.080 --> 00:25:28.050
ของนักเรียนหูหนวกนี่ มันสำคัญมาก ๆ เลยนะ

00:25:30.770 --> 00:25:31.870
สำคัญมาก ๆ เลย

00:25:31.871 --> 00:25:34.269
เพราะว่าถ้าสมมติว่านักเรียน

00:25:35.340 --> 00:25:37.599
ไปอยู่ในสังคมคนหูดีน่ะ

00:25:38.131 --> 00:25:41.058
แล้วนักเรียนคิดว่าคนหูดี

00:25:41.068 --> 00:25:43.087
เขาจะเข้าใจภาษามือนักเรียนไหม

00:25:43.537 --> 00:25:45.575
ไม่เข้าใจนะครับ ไม่เข้าใจเลย

00:25:46.240 --> 00:25:48.182
เพราะเขาไม่ได้เรียนภาษามือเหมือนเรา

00:25:49.121 --> 00:25:54.271
เราก็เช่นกัน เราก็ไม่ได้เข้าใจภาษาพูดของคนหูดี

00:25:54.280 --> 00:25:55.292
เพราะเราไม่ได้ยิน

00:25:55.460 --> 00:25:58.260
ทีนี้เราจะสื่อสารกับคนหูดีอย่างไร

00:25:58.490 --> 00:25:59.663
ก็คือการเขียน

00:26:00.211 --> 00:26:02.791
แล้วการเขียนก็ต้องถูกต้องด้วยนะครับ

00:26:02.820 --> 00:26:03.870
ถึงจะเข้าใจกัน

00:26:04.090 --> 00:26:08.560
ถ้าเขียนแล้วผิดพลาด แล้วเขาอ่านแล้วไม่เข้าใจ

00:26:08.570 --> 00:26:09.775
คนอ่านไม่เข้าใจนี่

00:26:10.088 --> 00:26:12.477
มันก็จะผิดความหมายไปเลยนะครับ

00:26:15.330 --> 00:26:16.770
สมมติว่านักเรียนไปเขียนว่า...

00:26:17.281 --> 00:26:20.751
นักเรียนใช้คำว่า "กินข้าวฉัน" อย่างนี้

00:26:21.990 --> 00:26:23.600
นักเรียนสลับคำกันน่ะ

00:26:25.940 --> 00:26:30.730
หมายถึงว่าเขาคนนั้นน่ะ กินข้าวของเรานะครับ

00:26:30.820 --> 00:26:33.920
แล้วเขาก็จะหาว่าเราไปว่าเขากินข้าวเรา

00:26:34.060 --> 00:26:36.490
ทั้ง ๆ ที่เราจะบอกว่าเราน่ะ กินข้าว

00:26:38.742 --> 00:26:41.431
เห็นไหม แค่คำสลับกันแค่นี้

00:26:41.970 --> 00:26:43.900
มันก็ความหมายผิดเพี้ยนไปแล้ว

00:26:44.370 --> 00:26:47.430
นี่คือสิ่งที่สำคัญว่าทำไมนักเรียนถึงต้องเรียน

00:26:47.430 --> 00:26:49.250
การแต่งประโยคที่ถูกต้อง

00:26:56.440 --> 00:26:58.060
อันนี้คือความสำคัญของมัน

00:27:04.240 --> 00:27:06.930
ทีนี้ประโยคที่คุณครูให้มา

00:27:06.930 --> 00:27:10.790
ประกอบไปด้วยชื่อคน ก็คือมานีหัวเราะ

00:27:11.312 --> 00:27:13.730
นี่... นี่ก็คือหนึ่งประโยคแล้วนะครับ

00:27:13.760 --> 00:27:15.840
ประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง

00:27:15.980 --> 00:27:18.166
ภาคแสดง ก็คือคำกริยา

00:27:18.167 --> 00:27:20.050
และก็จะมีกรรมตามหลังมา

00:27:20.270 --> 00:27:21.545
แต่อันนี้ไม่มีกรรม

00:27:21.546 --> 00:27:23.810
ก็ถือว่าเป็นประโยคได้เหมือนกัน

00:27:23.811 --> 00:27:25.720
ประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง

00:27:29.270 --> 00:27:31.540
ต่อมาสุนัขเห่า

00:27:36.930 --> 00:27:38.560
ต่อมาสุนัขเห่านะครับ

00:27:39.490 --> 00:27:44.089
สุนัขเป็นสัตว์ ก็คือคำนาม

00:27:44.248 --> 00:27:48.500
ก็คือเห่า เห่านี่ เป็นคำกริยาสั้น ๆ

00:27:51.640 --> 00:27:55.460
ทีนี้มาดูประโยคที่มันประกอบเข้าไปด้วยเลย

00:27:55.461 --> 00:27:57.900
ก็คือประธาน กริยา และก็กรรม

00:27:59.360 --> 00:28:02.267
ข้าวหอมกินสับปะรด

00:28:03.772 --> 00:28:05.930
ข้าวหอม นี่คือชื่อคนนะครับ

00:28:06.440 --> 00:28:10.290
ข้าวหอมกิน กินนี่ เป็นกริยา

00:28:10.530 --> 00:28:13.730
สับปะรดนี่ คือ กรรม

00:28:17.380 --> 00:28:20.800
หลายคนอาจจะฟังไม่ทัน เดี๋ยวครูจะทบทวนอีก

00:28:20.801 --> 00:28:24.980
ว่าประธาน ก็คือเป็นคำนาม

00:28:25.360 --> 00:28:30.590
หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของที่เรากล่าวถึง

00:28:31.140 --> 00:28:34.900
ข้าวหอมนี่ ชื่อคน เป็นประธาน

00:28:35.672 --> 00:28:39.027
ส่วนกริยา หมายถึงคำที่แสดงอาการ

00:28:39.700 --> 00:28:43.293
ของคำนาม ของประธานนี่ ว่าเขาทำอะไร

00:28:43.793 --> 00:28:46.550
ข้าวหอมนี่ กิน กิน

00:28:47.701 --> 00:28:51.459
ส่วนกรรม ก็คือเป็นคำนามเหมือนกัน

00:28:53.260 --> 00:29:00.080
ที่บ่งบอกว่า... ที่หมายถึงว่าประธานน่ะทำอะไร

00:29:01.370 --> 00:29:04.245
มีผลต่อกรรมตรงนี้ ก็คือสับปะรด

00:29:04.672 --> 00:29:07.564
สับปะรดถูกข้าวหอมกิน ก็คือเลยเป็นกรรม

00:29:19.390 --> 00:29:20.370
เข้าใจไหมครับ

00:29:20.371 --> 00:29:24.131
นักเรียนเข้าใจพอ... พอที่จะเข้าใจนิดหนึ่งไหม

00:29:24.240 --> 00:29:24.851
พอที่จะเข้าใจ

00:29:24.852 --> 00:29:26.520
คำว่า "หลักการแต่งประโยคไหม" ครับ

00:29:26.520 --> 00:29:28.780
ว่ามันจะประกอบไปด้วยประธาน

00:29:28.780 --> 00:29:30.012
กริยา และก็กรรม

00:29:34.340 --> 00:29:35.780
พอเข้าใจไหม

00:29:37.010 --> 00:29:39.530
มันยากครับ แต่มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ

00:29:41.880 --> 00:29:43.670
มันเป็นเรื่องที่นักเรียนจะต้องใช้

00:29:43.690 --> 00:29:45.860
ในชีวิตประจำวันของนักเรียนเลย

00:29:47.810 --> 00:29:50.933
มันเป็นสิ่งที่... ไม่อยากเรียนหรอกภาษาไทย

00:29:50.934 --> 00:29:55.780
เป็นสิ่งที่วุ่นวาย เป็นสิ่งที่ทำให้ปวดหัว

00:29:55.780 --> 00:29:58.127
ไม่รู้... อะไรก็ไม่รู้ คำอะไรก็ไม่รู้

00:29:58.891 --> 00:30:00.067
แต่มัน... นักเรียนจำไว้

00:30:00.068 --> 00:30:02.000
ว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เลย

00:30:02.590 --> 00:30:04.110
ถ้านักเรียนเข้าใจแล้วน่ะ

00:30:04.470 --> 00:30:07.970
มันจะสามารถต่อยอดนักเรียนไปตลอดชีวิตเลย

00:30:10.680 --> 00:30:12.160
ถ้านักเรียนไม่เข้าใจตรงไหน

00:30:12.160 --> 00:30:15.420
นักเรียนยกมือถามคุณครู ถามพี่ล่ามได้เลย

00:30:19.890 --> 00:30:24.240
แล้วเราก็ค่อย ๆ ทำให้มันเข้าใจกันและกัน

00:30:24.260 --> 00:30:26.000
ว่านักเรียนไม่เข้าใจตรงไหน

00:30:27.090 --> 00:30:30.030
เพราะคุณครูพยายามอธิบายอย่างช้า ๆ

00:30:30.415 --> 00:30:31.806
แล้วก็อธิบายอย่างละเอียด

00:30:31.816 --> 00:30:33.023
โครตละเอียดให้นักเรียนเลย

00:30:44.380 --> 00:30:47.078
ทีนี้นะครับ นักเรียนเห็นภาพไหม

00:30:47.403 --> 00:30:49.910
นักเรียนเห็นภาพไหมครับ ว่าอันนี้คืออะไร

00:30:50.055 --> 00:30:54.787
ยีราฟใช่ไหมครับ ยีราฟใช่ไหม ยีราฟ

00:30:55.122 --> 00:30:56.908
อันนี้เป็นหมีแพนด้า

00:30:59.133 --> 00:31:00.205
หมีแพนด้า

00:31:00.206 --> 00:31:03.130
นักเรียนดูคำว่า "หมีแพนด้า" กับ "ยีราฟ" นี่

00:31:04.360 --> 00:31:07.240
ทำอะไรอยู่บอกคุณครูได้ไหม

00:31:09.240 --> 00:31:13.180
หมีแพนด้ากำลังขี่หลังยีราฟอยู่ใช่ไหม

00:31:15.560 --> 00:31:16.960
กำลังเกาะอยู่ใช่ไหม

00:31:18.240 --> 00:31:20.157
ทีนี้นักเรียนช่วยกัน

00:31:20.680 --> 00:31:22.190
นักเรียนช่วยกันบอก

00:31:22.191 --> 00:31:24.770
ว่าหมีแพนด้ากับยีราฟนี่ทำอะไร

00:31:30.810 --> 00:31:32.340
บอก... บอกคุณครูนี่

00:31:33.150 --> 00:31:35.520
ว่าหมีแพนด้ากับยีราฟกำลังทำอะไรอยู่

00:31:39.930 --> 00:31:43.640
หมีแพนด้า ทีนี้แต่งประโยคง่าย ๆ เลย

00:31:44.240 --> 00:31:49.500
หมีแพนด้ากอดยีราฟแค่นี้

00:31:50.970 --> 00:31:53.590
เกาะหลังยีราฟ นี่ก็คือประโยคแล้วครับ

00:31:54.280 --> 00:31:59.500
ก็คือประโยคสั้น ๆ ก็คือแพนด้ากอดยีราฟ

00:32:04.770 --> 00:32:08.550
แพนด้า คือ ประธาน กริยาเป็นกอด

00:32:08.986 --> 00:32:12.040
ส่วนยีราฟเป็นกรรม

00:32:15.260 --> 00:32:16.930
โอเค นักเรียนเริ่มเก่งขึ้นแล้ว

00:32:17.650 --> 00:32:22.940
ทีนี้นักเรียนเห็นภาพไหมครับ

00:32:24.690 --> 00:32:27.580
ประโยค ก็คือภานุเตะฟุตบอล

00:32:27.600 --> 00:32:30.020
ภานุ นี่คือชื่อคน ชื่อเด็กคนนี้นะ

00:32:32.220 --> 00:32:35.090
ภานุ นี่คือชื่อนะ ชื่อของเด็กคนนี้นะครับ

00:32:35.630 --> 00:32:39.390
เตะฟุตบอลเห็นไหม นี่คือประโยคหนึ่งแล้ว

00:32:39.640 --> 00:32:42.460
ภานุเป็นประธาน เตะเป็นกริยา

00:32:42.470 --> 00:32:43.490
ฟุตบอลเป็นกรรม

00:32:48.022 --> 00:32:49.584
ทีนี้ถ้าไม่มีประโยคตรงนี้

00:32:49.585 --> 00:32:50.735
นักเรียนสามารถแต่งประโยค

00:32:50.736 --> 00:32:51.800
เพิ่มเติมอีกได้ไหมครับ

00:32:52.600 --> 00:32:53.730
แต่งเพิ่มเติมอีกได้ไหม

00:32:54.760 --> 00:32:57.239
นอกจากภานุเตะฟุตบอลมีอะไรอีกไหม

00:33:00.670 --> 00:33:04.880
ถ้าเรามองข้ามฟุตบอลไปภานุวิ่งอย่างนี้

00:33:06.480 --> 00:33:11.450
ภานุวิ่งได้ไหมครับ ได้ไหม ได้ไหม

00:33:11.520 --> 00:33:14.840
ได้ ภานุ ก็คือประธาน วิ่ง ก็คือกริยา

00:33:15.155 --> 00:33:17.970
เห็นไหมครับ ก็คือเป็นประโยคเหมือนกัน

00:33:20.907 --> 00:33:24.497
ต่อไปประโยค... นักเรียนเห็นไหมครับ

00:33:24.500 --> 00:33:27.470
ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ แปรงฟันใช่ไหม

00:33:28.058 --> 00:33:31.149
ทีนี้เรามาตั้งชื่อให้เขา

00:33:31.150 --> 00:33:33.339
หรือว่าเราจะเรียกเขาว่าน้องหรือพี่ก็ได้

00:33:33.340 --> 00:33:36.030
แต่คุณครูแต่งประโยคให้เป็นน้อง

00:33:36.440 --> 00:33:37.990
น้อง นี่คือคนนี้นะครับ

00:33:38.520 --> 00:33:40.133
น้องทำอะไร น้องแปรงฟัน

00:33:42.420 --> 00:33:43.210
น้องแปรงฟัน

00:33:43.550 --> 00:33:45.670
นั่นหมายถึง... นี่ก็เป็นประโยคแล้วนะครับ

00:33:45.820 --> 00:33:47.390
น้อง หมายถึง... น้องเป็นประธาน

00:33:47.850 --> 00:33:50.720
ส่วนแปรงฟัน หมายถึงว่าน้องทำอะไรอยู่

00:33:50.730 --> 00:33:53.660
น้องแปรงฟัน นี่คือ 1 แล้ว

00:34:00.330 --> 00:34:03.840
โอเค อีกภาพหนึ่ง

00:34:05.930 --> 00:34:09.210
2 คนนี้ครูตั้งชื่อให้เป็นมานีกับมานะ

00:34:11.980 --> 00:34:14.930
มานีและมานะอ่านหนังสือ

00:34:17.550 --> 00:34:19.050
มานีมานะเป็นประธาน

00:34:19.422 --> 00:34:22.432
คำนามหมายถึง 2 คนนี้ทำอะไรล่ะ

00:34:22.879 --> 00:34:26.840
ทำอะไร อ่าน อ่านอยู่

00:34:27.072 --> 00:34:30.155
อ่าน ก็คือกำลังอ่านอยู่ อ่านอะไร อ่านหนังสือ

00:34:30.241 --> 00:34:31.280
หนังสือเป็นกรรม

00:34:39.894 --> 00:34:45.480
ทีนี้... ทีนี้คุณครูจะให้นักเรียน

00:34:46.280 --> 00:34:48.960
ออกมาเขียนหน้ากระดานให้คุณครู

00:34:52.980 --> 00:34:54.420
ออกมาเขียนแต่ละคนเลย

00:34:55.030 --> 00:34:56.550
ไม่ ๆ คุณครูจะแบ่งกลุ่มนะ

00:34:56.930 --> 00:35:00.250
คุณครูจะแบ่ง... คุณครูจะแบ่งกลุ่ม

00:35:00.260 --> 00:35:04.600
นักเรียนนับ นับ 1 กับ 2 นับ 1 นับ 2

00:35:05.830 --> 00:35:09.989
นับ 1 นับ 2 นับ 1 นับ 2 นับ 2 นับ 1

00:35:09.990 --> 00:35:13.327
โอเค คนที่นับ 1 คนที่นับ 1 นะครับ

00:35:14.830 --> 00:35:18.280
คนที่นับ 1 มาอยู่ฝั่งนี้ มาอยู่ฝั่งนี้

00:35:21.020 --> 00:35:22.400
คนที่นับ 1 มาอยู่ฝั่งนี้ครับ

00:35:30.710 --> 00:35:33.200
คนที่นับ 1 มาอยู่ฝั่งนี้ โอเค

00:35:39.490 --> 00:35:43.880
ส่วนคนที่นับ 2 มาอยู่ฝั่งนี้นะครับ โอเค

00:35:46.243 --> 00:35:51.000
ทีนี้... ทีนี้คุณครูจะให้นักเรียนช่วยกัน

00:35:51.030 --> 00:35:52.730
ในกลุ่มของตัวเอง

00:35:54.150 --> 00:35:56.450
ช่วยกันในกลุ่มของตัวเอง ให้นักเรียนปรึกษากัน

00:35:56.510 --> 00:35:59.270
ว่าภาพที่นักเรียนเห็นอยู่ตรงนี้

00:35:59.420 --> 00:36:02.200
สามารถเขียนเป็นประโยคง่าย ๆ ได้นี่

00:36:04.360 --> 00:36:05.540
จะให้ออกมาแบ่ง...

00:36:06.070 --> 00:36:08.690
ออกมาเขียนหน้ากระดานให้คุณครู ให้คุณครูดู

00:36:09.180 --> 00:36:10.500
ว่าภาพที่นักเรียนเห็นนี่

00:36:10.870 --> 00:36:13.260
มันสามารถแต่งประโยคได้ว่าอะไรบ้าง

00:36:16.040 --> 00:36:18.710
โอเคนะครับ ปรึกษากันได้ครับ

00:36:18.720 --> 00:36:20.100
นักเรียนปรึกษาคุยกันเลย

00:36:20.101 --> 00:36:21.310
คุยกันในกลุ่มตัวเองเลย

00:36:21.320 --> 00:36:25.038
ว่าภาพนี่ สามารถเขียนประโยคอะไรได้บ้าง

00:36:27.310 --> 00:36:28.970
คุยกันนะ นักเรียนคุยกันนะครับ

00:38:00.640 --> 00:38:05.950
โอเคนะครับ นักเรียนดูคุณครูนะ ดูก่อน ดูก่อน

00:38:06.965 --> 00:38:09.940
ทีนี้คุณครูเดินไปดูเมื่อกี้

00:38:10.080 --> 00:38:11.850
นักเรียนสามารถแต่งประโยคได้แล้ว

00:38:11.860 --> 00:38:14.130
ทีนี้คุณครูจะให้นักเรียนออกมาเขียน

00:38:15.010 --> 00:38:16.370
ตัวแทนของกลุ่มนะครับ

00:38:16.400 --> 00:38:18.620
ตัวแทนของกลุ่มนะครับ ออกมาเขียนหน้ากระดาน

00:38:18.800 --> 00:38:20.660
ครูแบ่งกลุ่มให้แล้วกลุ่ม 1 กลุ่ม 2

00:38:20.890 --> 00:38:22.720
ออกมาเขียนว่าภาพที่ 1

00:38:22.900 --> 00:38:24.230
นักเรียนแต่งประโยคว่าอะไร

00:38:24.240 --> 00:38:25.400
แล้วทีนี้เดี๋ยวเราจะมาดูกัน

00:38:25.410 --> 00:38:27.040
ว่านักเรียนแต่งประโยคถูกต้อง

00:38:27.041 --> 00:38:28.440
ตามโครงสร้างประโยคไหม

00:38:28.960 --> 00:38:32.300
โอเค เชิญ... เชิญกลุ่มที่นับ 1 ครับ

00:38:33.280 --> 00:38:34.560
เชิญกลุ่มที่นับ 1 ครับ

00:38:36.620 --> 00:38:38.880
เชิญกลุ่มที่นับ 1 ครับ ออกมาเขียน

00:38:38.890 --> 00:38:40.910
เป็นตัวแทนนะครับ ตัวแทนออกมาเขียน

00:38:44.580 --> 00:38:50.790
กลุ่ม 2 เชิญเลยครับ เชิญเลยครับ โอเค

00:40:19.480 --> 00:40:23.202
โอเค ทีนี้นักเรียนดูพี่ล่าม นักเรียนดูพี่ล่ามนะ

00:40:24.110 --> 00:40:26.091
นักเรียนดูพี่ล่าม เดี๋ยวคุณครูจะบอก

00:40:26.092 --> 00:40:28.760
ว่านักเรียนเขียนถูกหรือผิดนะครับ

00:40:33.520 --> 00:40:39.330
กลุ่มที่ 1 นะครับ กลุ่มที่ 1 บอกว่าลุงทำนาข้าว

00:40:40.879 --> 00:40:43.166
ทีนี้คุณครูจะมาบอก

00:40:43.167 --> 00:40:45.360
ว่านักเรียนเขียนถูกหรือเขียนผิด

00:40:47.100 --> 00:40:50.360
คำว่า "ลุง" โอเค ตามภาพเลย

00:40:50.890 --> 00:40:54.750
นักเรียนแทนคนนี้ว่าเป็นลุง หมายถึงเป็นคำนาม

00:40:55.320 --> 00:40:58.020
ข้างหน้าหมายถึงประธาน ถูกต้องครับ

00:40:58.600 --> 00:41:03.330
ทำอะไร ทำนาข้าว นี่คือเป็นภาคแสดงทั้งหมด

00:41:03.740 --> 00:41:06.080
ทำนาข้าวเป็นกรรม

00:41:06.119 --> 00:41:10.600
โอเค กลุ่มที่ 1 ถือว่าถูกครับ

00:41:11.850 --> 00:41:16.890
ปรบมือให้ตัวเองหน่อย โอเคถูกนะ

00:41:17.580 --> 00:41:22.180
กลุ่มที่ 2 เขียนบอกว่าพ่อไปเกี่ยวข้าว

00:41:25.460 --> 00:41:30.300
ประธาน คือ.... คือใคร พ่อ เก่งมาก

00:41:31.290 --> 00:41:35.831
ทำอะไร ไปเกี่ยวข้าว โอเค

00:41:36.200 --> 00:41:38.910
พ่อเป็นประธาน ไปเป็นกริยา

00:41:40.332 --> 00:41:43.502
เกี่ยวข้าว ไปเกี่ยว นี่คือเป็นกริยา

00:41:43.610 --> 00:41:45.176
ข้าว นี่คือเป็นกรรม

00:41:45.177 --> 00:41:48.660
ครบส่วนประกอบของประโยคทั้ง 2 กลุ่มเลยครับ

00:41:48.680 --> 00:41:50.530
ปรบมือให้ทุกคนด้วยเก่งมาก

00:41:53.480 --> 00:41:58.050
ทีนี้ภาพต่อไป ภาพต่อไป

00:41:59.150 --> 00:42:00.820
ทีนี้ทุกคนคุยกันเลยครับ

00:42:00.830 --> 00:42:03.200
แต่ละกลุ่มคุยกันเลย ช่วยกันแต่งประโยค

00:42:08.290 --> 00:42:10.630
คุยกันก่อนนะครับ ตกลงกันก่อนนะ

00:42:29.950 --> 00:42:33.550
ถ้าเสร็จแล้วเชิญครับ

00:42:33.880 --> 00:42:35.030
เชิญออกมาเขียนได้เลย

00:42:35.050 --> 00:42:36.160
ตัวแทนออกมาเขียนได้เลย

00:43:14.810 --> 00:43:15.730
นักเรียนจำไว้นะครับ

00:43:15.731 --> 00:43:19.510
ว่าประโยคจะประกอบไปด้วย

00:43:20.170 --> 00:43:23.960
จะประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง

00:43:24.733 --> 00:43:30.130
ก็คือในภาพตรงนี้คือข้าวโพดใช่ไหมครับ

00:43:32.130 --> 00:43:33.439
คือ ข้าวโพดนะ

00:43:33.440 --> 00:43:35.840
ทีนี้ให้นักเรียนแต่งประโยคจากภาพ

00:43:36.490 --> 00:43:37.620
นักเรียนเห็นข้าวโพดนี่

00:43:37.830 --> 00:43:39.610
นักเรียนจะต้องมีประธาน

00:43:40.560 --> 00:43:44.460
และก็มีกริยา และก็ต้องมีกรรมบวกไปด้วย

00:43:46.800 --> 00:43:50.108
นักเรียนพอจะเข้าใจใช่ไหม พอจะเข้าใจใช่ไหม

00:43:50.235 --> 00:43:51.189
นักเรียนคุยกันก่อน

00:43:51.190 --> 00:43:55.650
นักเรียนคุยกันก่อนที่จะออกมาเขียนประโยคนะครับ

00:46:51.793 --> 00:46:52.737
โอเคนะครับ

00:46:55.480 --> 00:46:56.540
กลุ่มที่ 1 นะครับ

00:46:56.560 --> 00:46:59.250
เมื่อเห็นภาพข้าวโพดแล้วนะครับ

00:47:00.390 --> 00:47:04.530
เขียนประโยคได้ว่าน้องต้มข้าวโพด

00:47:10.310 --> 00:47:11.460
น้องต้มข้าวโพด

00:47:11.560 --> 00:47:15.620
ก็คือประธาน ก็คือน้องใช่ไหมครับ ประธาน

00:47:16.950 --> 00:47:18.565
ประธาน ก็คือน้องนะ

00:47:19.340 --> 00:47:22.040
ต้ม ก็คือเป็นคำกริยา

00:47:22.740 --> 00:47:25.350
ส่วนข้าวโพด ก็คือเป็นกรรม

00:47:25.700 --> 00:47:27.670
โอเค เก่งมากครับ

00:47:29.076 --> 00:47:35.130
กลุ่มที่ 2 แต่งประโยคว่าน้องกินข้าวโพด

00:47:35.140 --> 00:47:39.280
โอเค ประธาน ก็คือน้อง กิน ก็คือกริยา

00:47:39.760 --> 00:47:41.380
ข้าวโพด ก็คือกรรม

00:47:41.740 --> 00:47:44.720
โอเค ถูกต้องทั้ง 2 กลุ่มเลยครับ ปรบมือ

00:47:49.010 --> 00:47:50.680
มาดูภาพถัดไป

00:47:51.480 --> 00:47:56.120
ภาพถัดไป ทีนี้ใครกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ

00:51:16.070 --> 00:51:17.830
โอเคเรามาดูประโยคกันนะครับ

00:51:18.330 --> 00:51:20.530
นักเรียนดูพี่ล่ามนะ คุณครูจะอธิบายไปนะ

00:51:21.230 --> 00:51:22.910
นักเรียนดูพี่ล่ามนะครับ

00:51:26.170 --> 00:51:32.120
กลุ่มที่ 1 นะครับ บอกว่าน้องไปเล่นที่จักรยาน

00:51:34.290 --> 00:51:38.200
น้องไปเล่นที่จักรยาน ประธาน ก็คือน้องนะครับ

00:51:38.380 --> 00:51:44.030
ประธาน ก็คือน้อง ไปเล่นที่ นี่คือเป็นกริยา

00:51:44.110 --> 00:51:48.830
จักรยาน นี่คือกรรม โอเคถูกต้องครับ

00:51:52.630 --> 00:51:57.450
ส่วนกลุ่มที่ 2 บอกว่าเพื่อนไปเล่นจักรยาน

00:51:59.218 --> 00:52:02.440
เพื่อนไปเล่นจักรยาน เอ๊ะ ทำไม 2 กลุ่มนี้

00:52:02.960 --> 00:52:05.350
แต่งประโยคคล้าย ๆ กันเลย

00:52:09.460 --> 00:52:12.190
แต่นักเรียนรู้ไหมว่าความหมายมันต่างกัน

00:52:14.283 --> 00:52:17.268
ประโยคถ้าเรามองดี ๆ น่ะ

00:52:17.510 --> 00:52:20.170
แค่คำว่า "น้อง" กับคำว่า "เพื่อน"

00:52:21.440 --> 00:52:24.050
แค่นั้นที่มันไม่เหมือนกันใช่ไหมครับ

00:52:26.500 --> 00:52:28.600
ทั้ง 2 กลุ่มแต่งประโยคคล้าย ๆ กัน

00:52:28.610 --> 00:52:30.760
แต่ความหมายไม่เหมือนกันนะ

00:52:31.530 --> 00:52:34.930
กลุ่ม 2 บอกว่าเพื่อนไปเล่นจักรยาน

00:52:39.213 --> 00:52:41.810
เพื่อนไปเล่นจักรยาน

00:52:41.820 --> 00:52:44.100
ก็คือไปเล่นจักรยานโดยตรงเลย

00:52:44.130 --> 00:52:47.520
แต่กลุ่มที่ 1 บอกว่าน้องไปเล่นที่จักรยาน

00:52:49.040 --> 00:52:51.020
ก็จักรยานโดยตรงเลย

00:52:52.451 --> 00:52:53.760
แต่ไม่ได้หมาย...

00:52:53.945 --> 00:52:55.640
แต่ความหมายของคำว่า "ที่จักรยาน"

00:52:55.650 --> 00:52:58.710
ไม่ได้หมายถึงแค่จักรยานอย่างเดียว

00:52:58.930 --> 00:53:01.310
แต่หมายถึงว่าบริเวณรอบ ๆ ด้วย

00:53:01.630 --> 00:53:05.740
คำว่า "ที่" ตรงนี้นะครับ ที่มาเสริม

00:53:05.750 --> 00:53:07.770
นี่เห็นไหมแค่คำเดียวนะครับ

00:53:07.790 --> 00:53:10.030
ความหมายทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมดเลย

00:53:13.750 --> 00:53:15.580
ถือว่าทั้ง 2 กลุ่มแต่งประโยค

00:53:15.600 --> 00:53:19.500
ทั้ง 3 ประโยคได้ดีครับ คุณครูชื่นชมครับ

00:53:21.860 --> 00:53:23.480
ทีนี้ภาพต่อไป

00:53:26.250 --> 00:53:31.340
ภาพต่อไป เอ๊ะ เด็กคนนี้กำลังทำอะไรอยู่นะ

00:57:43.430 --> 00:57:51.440
ทีนี้จะต้องมีการอธิบายอย่างลึกซึ้งแล้ว

00:57:51.910 --> 00:57:54.780
เพราะว่าทั้ง 2 กลุ่มนะครับ

00:57:54.810 --> 00:58:03.900
เขียนออกมาใช้คำที่สลับกัน ใช้คำที่สลับกัน

00:58:04.420 --> 00:58:10.130
กลุ่มที่ 1 บอกว่าชายไปฝึกที่ว่ายน้ำ

00:58:16.450 --> 00:58:21.220
ซึ่งการเขียนเป็นการเขียนที่ไม่ถูกต้อง

00:58:24.010 --> 00:58:36.960
นักเรียนต้องเขียนว่าชายไปฝึก...

00:58:44.990 --> 00:58:47.450
อันนี้คือคำที่ถูกต้องนะครับ

00:58:47.460 --> 00:58:49.450
ชายไปฝึกว่ายน้ำนะครับ

00:58:51.060 --> 00:58:53.230
ชายนี่ ก็คือชื่อคนนะครับ

00:58:53.240 --> 00:58:56.060
ชื่อคน หมาย... เป็นประธานนะครับ

00:58:56.210 --> 00:59:01.330
ไปไหน ไปฝึกว่ายน้ำ โอเค เป็นภาคแสดง

00:59:02.320 --> 00:59:04.790
ถือว่าได้ครับ ถือว่าได้อยู่

00:59:04.840 --> 00:59:07.110
ถือว่าเป็นการเขียนสื่อสารที่...

00:59:07.490 --> 00:59:10.270
อย่างน้อยถึงแม้ว่าคำมันจะสลับกัน

00:59:10.271 --> 00:59:14.230
แต่ความหมายไม่ได้ไปไหน โอเค นี่ถือว่าได้

00:59:14.231 --> 00:59:20.100
แต่แค่ใช้คำที่ผิดแค่นั้นเองได้อยู่นะครับ

00:59:20.430 --> 00:59:24.610
กลุ่มที่ 2 บอกว่าน้องไปแข่งขันว่ายน้ำ

00:59:27.820 --> 00:59:30.660
ถือว่ากลุ่มนี้ใช้ภาษาได้ดีนะครับ

00:59:31.160 --> 00:59:32.880
กลุ่มนี้ใช้ภาษาได้ดี

00:59:35.220 --> 00:59:40.940
โอเค มีนักเรียนคนไหนที่จะไปเข้าห้องน้ำมีไหม

00:59:45.340 --> 00:59:46.920
มีไหมครับ มีไปเข้าห้องน้ำไหม

00:59:47.340 --> 00:59:51.360
โอเค เดี๋ยว ๆ คุณครูพักสัก 5 นาทีนะ

00:59:51.820 --> 00:59:53.250
โอเคครับผม

01:07:42.820 --> 01:07:44.250
โอเคนะครับ

01:07:49.360 --> 01:07:52.730
พร้อมหรือยัง พร้อมแล้วใช่ไหม

01:07:53.730 --> 01:07:58.660
ทีนี้เมื่อกี้เป็นการทบทวนไป

01:07:58.760 --> 01:08:01.700
เมื่อกี้เป็นการทบทวนในสิ่งที่เรียนไป

01:08:02.790 --> 01:08:05.260
ว่าประโยคแต่ละประโยคเป็นอย่างไร

01:08:05.280 --> 01:08:06.554
ทีนี้เราจะมี...

01:08:06.555 --> 01:08:08.130
เราจะมา... เราจะมาวิเคราะห์

01:08:08.140 --> 01:08:10.130
ชนิดของประโยคกัน

01:08:13.680 --> 01:08:14.600
ก่อนอื่นเลยนะครับ

01:08:14.630 --> 01:08:19.540
เราจะมาดูว่าประโยคมันจะเป็นประโยคชนิดไหน

01:08:25.400 --> 01:08:28.370
ประโยคอันแรกนะครับ จะเป็นประโยคบอกเล่า

01:08:31.000 --> 01:08:34.640
ประโยคที่ 2 จะเป็นประโยคคำถาม

01:08:35.370 --> 01:08:38.400
ประโยคที่ 3 จะเป็นประโยคปฏิเสธ

01:08:39.370 --> 01:08:42.360
ประโยคที่ 4 จะเป็นประโยคขอร้อง

01:08:42.760 --> 01:08:45.060
ประโยคที่ 5 จะเป็นประโยคคำสั่ง

01:08:45.070 --> 01:08:46.897
ทีนี้เราจะมาดูกัน

01:08:46.898 --> 01:08:50.680
ว่าความหมายของแต่ละประโยคมันคืออะไร

01:08:52.330 --> 01:08:54.160
ประโยคบอกเล่านะครับ

01:08:58.520 --> 01:09:02.470
ประโยคบอกเล่า ก็คือประโยคที่มีใจความ

01:09:02.471 --> 01:09:05.599
บอกให้รู้ว่าใคร ทำอะไร อย่างไร

01:09:05.600 --> 01:09:07.242
เฉย ๆ แค่บอกนะครับ

01:09:07.678 --> 01:09:15.433
แค่บอกเฉย ๆ ว่าฉันกินข้าว ฉันไปโรงเรียน

01:09:15.770 --> 01:09:17.350
แค่บอกเฉย ๆ อย่างนี้นะครับ

01:09:17.440 --> 01:09:18.640
มาดูตัวอย่างกันนะครับ

01:09:18.990 --> 01:09:20.880
ตัวอย่างประโยคบอกเล่านะครับ

01:09:20.890 --> 01:09:23.870
ว่าลูกแกะกลัวหมาป่า

01:09:24.440 --> 01:09:27.215
แค่เขาบอกเฉย ๆ เขา... เขาไม่ได้บอก

01:09:27.216 --> 01:09:28.830
ว่าให้เราทำอะไร ที่ไหนใช่ไหมครับ

01:09:28.840 --> 01:09:31.458
แค่บอกว่าลูกแกะกลัวหมาป่าเฉย ๆ

01:09:31.903 --> 01:09:34.670
อันนี้ลูกแกะเถียงหมาป่า

01:09:36.180 --> 01:09:40.170
ต่อมาหมาป่าตะครุบลูกแกะ

01:09:40.640 --> 01:09:43.971
คือ บอกให้รู้เฉย ๆ นะครับ ไม่ได้ให้ทำอะไร

01:09:44.640 --> 01:09:46.760
นี่คือประโยคบอกเล่า

01:09:53.720 --> 01:09:56.690
ประโยคบอกเล่าธรรมดาเฉย ๆ นะครับ

01:10:01.500 --> 01:10:03.400
ต่อไปเป็นประโยคคำถาม

01:10:07.160 --> 01:10:10.990
ประโยคคำถาม ก็คือประโยคที่มีใจความซักถาม

01:10:11.799 --> 01:10:17.875
ถามเพื่อต้องการคำตอบ จะมีคำว่า "ใช่หรือไม่"

01:10:17.876 --> 01:10:21.600
นักเรียนจำคำนี้ไว้นะ นักเรียนจำคำพวกนี้ไว้นะ

01:10:21.610 --> 01:10:23.950
ถ้านักเรียนเห็นคำพวกนี้เมื่อไร

01:10:23.960 --> 01:10:27.660
ให้นักเรียนรู้ได้เลย ว่าเป็นประโยคคำถาม

01:10:28.720 --> 01:10:32.380
จำไว้เลยว่าคำพวกนี้ใช่หรือไม่

01:10:33.010 --> 01:10:41.410
ใคร อะไร ที่ไหน ทำไม อย่างไร

01:10:42.310 --> 01:10:46.230
จะอยู่ในประโยคที่เป็นประโยคคำถาม

01:10:46.960 --> 01:10:49.638
ตัวอย่างเช่นนะ ตัวอย่างเช่น

01:10:50.301 --> 01:10:56.200
บ้านของมดดำทำจากใบไม้ใช่หรือไม่

01:10:56.220 --> 01:10:57.440
นักเรียนเห็นไหมนี่

01:10:58.510 --> 01:11:02.580
ถ้ามีคำนี้เมื่อไรเป็นประโยคคำถามทันทีเลย

01:11:03.822 --> 01:11:10.192
ประโยคที่ 2 ใครสร้างโรงเรียนวังไกลกังวล

01:11:10.900 --> 01:11:13.120
ในพระบรมราชูปถัมภ์

01:11:13.250 --> 01:11:15.190
ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าใครสร้างโรงเรียน

01:11:15.860 --> 01:11:17.206
ส่วนตรงนี้เป็นชื่อโรงเรียน

01:11:19.000 --> 01:11:24.410
ใครเป็นคนสร้างโรงเรียน นี่คือประโยคคำถาม

01:11:25.030 --> 01:11:26.748
อันที่ 3 ประโยคที่ 3

01:11:27.160 --> 01:11:32.380
นักเรียนสามารถปฏิบัติตนเป็นคนดีได้อย่างไร

01:11:39.990 --> 01:11:42.960
นักเรียนจำคำที่คุณครูบอกได้ไหม

01:11:42.961 --> 01:11:45.933
ว่าถ้ามีคำว่า "ใช่หรือไม่"

01:11:46.246 --> 01:11:48.960
"ใคร", "อย่างไร"

01:11:49.254 --> 01:11:52.860
พวกนี้มันจะเป็นประโยคคำถาม

01:11:57.880 --> 01:12:01.054
ทีนี้ประโยคคำถามตัวอย่างอีกนะ

01:12:02.312 --> 01:12:04.419
บ้านของนักเรียนอยู่ที่ไหน

01:12:06.520 --> 01:12:07.835
เห็นไหมที่ไหนอีกแล้ว

01:12:08.260 --> 01:12:10.775
มีคำว่า "ที่ไหน" เป็นประโยคคำถาม

01:12:14.780 --> 01:12:20.550
ที่ 2 ต่อมา ทำไมคนและสัตว์ต้องมีบ้าน

01:12:20.930 --> 01:12:23.260
เห็นไหมครับ มีคำว่า "ทำไม"

01:12:24.310 --> 01:12:26.200
จะเป็นประโยคคำถาม

01:12:28.670 --> 01:12:32.350
ต่อมานะครับ ความเพียรพยายาม

01:12:32.360 --> 01:12:35.800
ช่วยให้เกิดความสำเร็จได้อย่างไร

01:12:38.620 --> 01:12:40.186
เห็นไหมมีคำพวกนี้

01:12:40.650 --> 01:12:42.435
นี่คือประโยคคำถามทั้งหมดเลย

01:12:44.725 --> 01:12:51.328
ทีนี้มันจะมีใบงานให้นักเรียนทำนะ

01:12:51.882 --> 01:12:53.402
จะมีใบงานให้นักเรียนทำ

01:12:53.403 --> 01:12:57.220
ว่าคุณครูจะให้นักเรียนบอกชนิดของประโยค

01:12:57.722 --> 01:13:00.633
ว่าประโยคที่คุณครูยกตัวอย่างมาให้

01:13:00.634 --> 01:13:01.965
แต่ละประโยคนี่

01:13:02.695 --> 01:13:04.090
จะเป็นประโยคแบบไหน

01:13:04.440 --> 01:13:07.223
อย่างเช่น ประโยคบอกเล่าธรรมดา

01:13:07.900 --> 01:13:09.488
เป็นประโยคคำถามอย่างนี้

01:13:09.800 --> 01:13:12.400
ให้นักเรียนเขียนว่าเป็นประโยคชนิดไหน

01:13:13.590 --> 01:13:16.560
เดี๋ยวจะมีใบงานใน... ในคาบต่อไป

01:13:17.601 --> 01:13:19.553
แต่ครั้งนี้เดี๋ยวครูจะให้นักเรียนเรียนก่อน

01:13:21.930 --> 01:13:24.020
ต่อไปเป็นประโยคคำสั่งนะครับ

01:13:26.180 --> 01:13:27.950
ประโยคคำสั่งนะ

01:13:31.640 --> 01:13:35.753
ประโยคคำสั่ง ก็คือเป็นประโยคที่มีเนื้อหาบังคับ

01:13:36.530 --> 01:13:38.620
หรือสิ่งที่ให้ทำ

01:13:39.780 --> 01:13:43.567
จะชอบมีคำว่า "จง", "อย่า"

01:13:44.365 --> 01:13:47.360
"ห้าม", "ต้อง"

01:13:48.050 --> 01:13:49.440
อยู่ในประโยคด้วย

01:13:49.490 --> 01:13:53.110
จะมีคำพวกนี้อยู่ในประโยคด้วย

01:13:55.860 --> 01:13:56.981
นักเรียนเคยเห็นใบงาน

01:13:57.005 --> 01:13:58.587
ที่คุณครูให้นักเรียนทำไหมครับ

01:14:00.650 --> 01:14:02.260
มันจะมีคำชี้แจงใช่ไหม

01:14:02.316 --> 01:14:03.700
คำชี้แจงอยู่บน...

01:14:03.701 --> 01:14:07.040
อยู่บนใบงานมันจะเขียนว่าให้นักเรียน...

01:14:08.800 --> 01:14:12.640
ให้นักเรียนทำนู่นนี่นั่นอะไรก็ว่าไป

01:14:12.860 --> 01:14:15.995
และก็นักเรียนเห็น... เห็นป้ายข้างหน้าห้องไหม

01:14:22.570 --> 01:14:24.250
เห็นป้ายหน้าห้องไหม

01:14:29.996 --> 01:14:32.440
ไม่มี ไม่มีใครสังเกตเลยเหรอ

01:14:33.320 --> 01:14:34.881
คุณครูจะยกตัวอย่างอันไหนดี

01:14:41.703 --> 01:14:44.795
มาดูตัวอย่างกัน มาดูตัวอย่างประโยคคำสั่งกัน

01:14:46.458 --> 01:14:49.317
นี่อย่าวิ่งเล่นในห้องเรียน

01:14:53.582 --> 01:14:56.100
นี่เห็นไหม จะชอบมีคำว่า "อย่า"

01:14:57.880 --> 01:15:01.551
ประโยคที่ 2 จงแปรงฟันก่อนนอน

01:15:04.280 --> 01:15:06.140
มีคำว่า "จง" เห็นไหมครับ

01:15:07.550 --> 01:15:10.387
ก็คือเป็นคำสั่งบอกว่าให้แปรงฟันก่อนนอน

01:15:13.318 --> 01:15:17.160
ต่อมานะครับ ห้ามส่งเสียงดังในห้องสมุด

01:15:18.730 --> 01:15:21.653
ห้ามส่งเสียงดังในห้องสมุดเป็นคำสั่ง

01:15:23.306 --> 01:15:24.941
อย่างรุนแรงห้ามนะ

01:15:25.530 --> 01:15:28.252
ถ้าใครส่งเสียงดังในห้องสมุดจะถูกทำโทษ

01:15:28.970 --> 01:15:30.627
ผิดกฎของห้องสมุดเขา

01:15:30.938 --> 01:15:33.490
เพราะว่าคนอื่นเขาอ่านหนังสืออยู่นะครับ

01:15:34.630 --> 01:15:36.548
ก็คือเป็นคำสั่งเลยห้ามนะ

01:15:37.851 --> 01:15:42.554
ต่อมาต้องช่วยกันรักษาความสะอาดห้องสุขา

01:15:43.600 --> 01:15:47.211
ต้องช่วยกันรักษาความสะอาดห้องสุขา

01:15:47.570 --> 01:15:50.443
ก็คือเป็นคำสั่งว่านักเรียนทุกคนน่ะ

01:15:50.902 --> 01:15:51.967
ต้องช่วยกันนะ

01:15:51.968 --> 01:15:55.265
ต้องช่วยกันทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม

01:15:55.266 --> 01:15:57.295
ให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา

01:15:57.540 --> 01:15:59.429
ต้องช่วยกันนะอะไรอย่างนี้

01:15:59.430 --> 01:16:00.778
นี่คือคำสั่งนะครับ

01:16:03.400 --> 01:16:05.785
ทีนี้มาดูประโยคขอร้อง

01:16:08.902 --> 01:16:11.597
ประโยคขอร้องนะครับ ประโยคขอร้อง

01:16:11.598 --> 01:16:15.590
ก็คือประโยคที่มีเนื้อความขอความช่วยเหลือ

01:16:16.230 --> 01:16:18.284
เชิญชวนให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

01:16:19.180 --> 01:16:23.300
จะมีคำว่า "กรุณา", "โปรด"

01:16:23.979 --> 01:16:25.940
"ช่วย", "วาน"

01:16:26.670 --> 01:16:28.069
อยู่หน้าประโยคเสมอ

01:16:30.255 --> 01:16:32.170
เมื่อกี้คุณครูพูดถึงป้ายหน้าห้อง

01:16:32.350 --> 01:16:34.030
นักเรียนเห็นป้ายหน้าห้องอีกป้ายไหม

01:16:34.040 --> 01:16:42.857
ที่บอกว่ากรุณาถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน

01:16:46.712 --> 01:16:50.720
มีไหม มีไหม เคยเห็นไหม นี่คือประโยคขอร้อง

01:16:52.890 --> 01:16:54.876
จะมีคำว่า "กรุณา"

01:16:58.178 --> 01:16:58.978
และมีคำว่า "โปรด"

01:16:58.979 --> 01:17:02.060
นักเรียนเคยเห็นประโยคที่มีคำว่า "โปรด" ไหม

01:17:02.580 --> 01:17:06.200
เดี๋ยวคุณครูจะยกตัวอย่างให้ประโยคขอร้อง

01:17:07.740 --> 01:17:11.550
ประโยคที่ 1 กรุณาใช้น้ำอย่างประหยัด

01:17:14.470 --> 01:17:15.630
เป็นประโยคขอร้องใช่ไหม

01:17:15.631 --> 01:17:19.880
ว่าให้ใช้น้ำอย่างประหยัดหน่อยอย่างนี้ใช่ไหมครับ

01:17:23.400 --> 01:17:26.403
ประโยคที่ 2 โปรดรักษาความสะอาด

01:17:27.317 --> 01:17:30.915
ก็คือขอร้องล่ะ ให้รักษาความสะอาดช่วยกันหน่อย

01:17:33.160 --> 01:17:34.213
ก็คือขอร้อง

01:17:35.788 --> 01:17:39.316
อันที่ 3 โปรดทิ้งขยะลงในถังขยะ

01:17:40.560 --> 01:17:45.391
ก็คือได้โปรดเถอะ ทิ้งขยะน่ะ ให้ลงถังขยะนะ

01:17:45.720 --> 01:17:48.028
ห้ามทิ้งเกลื่อนกลาดนะ มันจะสกปรก

01:17:48.601 --> 01:17:49.903
นี่คือประโยคขอร้อง

01:17:53.050 --> 01:17:54.601
และก็ต่อมานะครับ

01:17:55.310 --> 01:17:57.961
ช่วยปิดไฟทุกครั้งหลังออกจากห้อง

01:17:58.920 --> 01:18:02.460
จะเห็นป้ายของทุกห้องเลยจะต้องติดไว้

01:18:02.900 --> 01:18:04.895
ว่าให้ปิดไฟ ปิดพัดลม

01:18:05.770 --> 01:18:08.381
ตรวจสอบไฟทุกครั้งก่อนออกจากห้อง

01:18:08.890 --> 01:18:13.014
ก็คือให้ช่วยกัน ขอร้องล่ะ ให้ช่วยกันล่ะ

01:18:13.960 --> 01:18:17.070
ทุกคนให้ช่วยกันนะ ว่าก่อนออกจากห้องนี่

01:18:17.122 --> 01:18:21.825
ให้ปิดไฟ ปิดพัดลม ปิดหน้าต่าง

01:18:23.071 --> 01:18:26.311
ช่วยตรวจสอบดู เช็กดูห้องเรียน

01:18:26.330 --> 01:18:28.900
ว่ามีความสะอาดเรียบร้อยดีหรือเปล่า

01:18:28.920 --> 01:18:30.910
ก่อนออกจากห้องเรียนนะครับ ช่วยกันนะ

01:18:31.110 --> 01:18:33.650
นี่คือเป็นการขอร้อง

01:18:38.700 --> 01:18:49.029
ทีนี้อันนี้เป็นประโยคปฏิเสธนะครับ

01:18:50.710 --> 01:18:51.890
เป็นประโยคปฏิเสธ

01:18:53.120 --> 01:18:56.038
ก็คือเป็นประโยคที่มีใจความไม่ยอมรับ

01:18:57.210 --> 01:19:01.500
ไม่ยอมรับจะชอบมีคำว่า "ไม่", "มิได้"

01:19:01.501 --> 01:19:04.567
"ไม่ได้", "มิใช่", "ไม่ใช่"

01:19:04.568 --> 01:19:06.358
อยู่ในประโยคอยู่เสมอ

01:19:10.280 --> 01:19:11.600
ถ้าเห็นคำพวกนี้

01:19:14.550 --> 01:19:16.702
จะเป็นประโยคปฏิเสธเสมอนะครับ

01:19:16.920 --> 01:19:22.494
ตัวอย่างเช่น ฉันไม่รู้จักพ่อของฉัน

01:19:25.561 --> 01:19:29.620
ก็คือตัวฉันเองนี่ ไม่รู้จักพ่อของฉันเลย

01:19:30.190 --> 01:19:36.493
นี่คือปฏิเสธนะ ก็คือไม่รู้จัก คือ การปฏิเสธ

01:19:37.560 --> 01:19:39.510
ไม่รู้จักนะครับ คือ การปฏิเสธ

01:19:41.070 --> 01:19:46.560
ต่อมาข้าพเจ้ามิได้ทำน้ำในลำธารขุ่น

01:19:48.730 --> 01:19:51.960
ก็คือฉันนี่ ไม่ได้ทำน้ำในลำธารขุ่นนะ

01:19:52.390 --> 01:19:54.120
คำว่า "มิได้" ก็คือไม่ได้นั่นแหละ

01:19:54.121 --> 01:19:55.836
แต่มันเป็นคำที่สุภาพขึ้นมานิดหนึ่ง

01:19:59.240 --> 01:20:01.208
คำพวกนี้ ก็คือประโยคปฏิเสธ

01:20:03.050 --> 01:20:06.656
ต่อมานะครับ ผมไม่ชอบอากาศร้อน

01:20:11.380 --> 01:20:13.090
ไม่ชอบอากาศร้อน

01:20:13.091 --> 01:20:16.826
ก็คือปฏิเสธอากาศร้อนไปเลยว่าไม่ชอบ

01:20:19.840 --> 01:20:25.453
ต่อมานะครับ ฉันมิใช่คนนิสัยพาลอย่างหมาป่า

01:20:25.748 --> 01:20:28.883
ก็คือมีคำว่า "ไม่ใช่" หรือ "มิใช่"

01:20:28.915 --> 01:20:31.214
นี่ก็คือเป็นประโยคปฏิเสธไปแล้ว

01:20:41.950 --> 01:20:43.799
โอเคนะครับ นักเรียนพอจะเข้าใจไหม

01:20:44.640 --> 01:20:46.668
พอจะเข้าใจชนิดของประโยคไหมครับ

01:20:48.030 --> 01:20:49.220
เดี๋ยวครั้งต่อไปนะ

01:20:49.418 --> 01:20:50.340
เดี๋ยวครั้งต่อไป

01:20:50.976 --> 01:20:53.717
คุณครูก็จะให้ใบงานนักเรียนอย่างนี้แหละ

01:20:54.140 --> 01:20:56.721
คุณครูจะให้นักเรียนดู

01:20:57.256 --> 01:21:01.380
คุณครูจะให้เป็นลักษณะ คือ เป็นคำ

01:21:01.405 --> 01:21:04.380
เป็นประโยคมาแบบนี้ แล้วให้นักเรียนตอบคำถาม

01:21:04.381 --> 01:21:06.155
ว่าเป็นประโยคชนิดไหน

01:21:10.320 --> 01:21:12.400
ก็คือมันจะมีประโยคอยู่ทั้งหมด 5 ชนิด

01:21:12.410 --> 01:21:15.881
ที่คุณครูเคยสอนนักเรียนไปแล้ว

01:21:16.440 --> 01:21:18.812
นี่ครับ ก็จะมีประโยคบอกเล่า

01:21:19.201 --> 01:21:21.802
ประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ

01:21:22.437 --> 01:21:25.180
ประโยคขอร้อง และประโยคคำสั่ง

01:21:26.600 --> 01:21:29.279
ให้นักเรียนสังเกตคำที่มันอยู่ในประโยคนั่นแหละ

01:21:29.791 --> 01:21:31.932
แล้วให้นักเรียนบอกคุณครู ตอบคำถามคุณครู

01:21:31.933 --> 01:21:35.784
ว่าประโยคที่คุณครูให้มาน่ะ เป็นประโยคชนิดไหน

01:21:35.833 --> 01:21:38.463
มันจะมีอยู่ 5 ชนิดประโยคที่คุณครูเอามาให้

01:21:39.571 --> 01:21:40.754
เข้าใจไหมครับ

01:21:42.729 --> 01:21:49.319
ถ้าเข้าใจแล้วอย่างไรทบทวนกันก่อนไหม

01:21:50.056 --> 01:21:51.470
ว่าประโยคคืออะไร

01:21:53.820 --> 01:21:56.284
พอจะเข้าใจไหมเวลาที่คุณครูสอนไป

01:21:56.830 --> 01:22:00.113
วันนี้คุณครูพูดยาว ๆ เลย 2 ชั่วโมง

01:22:01.300 --> 01:22:04.380
เกี่ยวกับเรื่องประโยคนี่ พอจะเข้าใจไหม

01:22:04.836 --> 01:22:07.160
อยากจะเพิ่มเติมเรียนเพิ่มเติม

01:22:07.170 --> 01:22:09.591
เกี่ยวกับประโยคเพิ่มเติมอีกไหมในคาบต่อไป

01:22:10.160 --> 01:22:11.117
อยากเพิ่มเติมไหม

01:22:11.540 --> 01:22:13.881
อยากจะฝึกการแต่งประโยคเพิ่มเติมอีกไหม

01:22:17.405 --> 01:22:18.508
อยากฝึกไหมครับ

01:22:19.270 --> 01:22:20.700
ถ้าอยากฝึกเดี๋ยวคุณครู...

01:22:20.954 --> 01:22:26.801
เดี๋ยวคุณครูก็จะหาเนื้อหาที่มันเพิ่มขึ้น

01:22:27.410 --> 01:22:30.431
มาให้นักเรียนฝึกในการเขียนประโยคให้มากขึ้น

01:22:30.432 --> 01:22:31.320
นักเรียนจะได้เข้าใจ

01:22:31.330 --> 01:22:32.700
ในการเขียนประโยคที่ถูกต้อง

01:22:32.710 --> 01:22:38.391
ว่ามันควรที่จะนำคำไหนมาเรียงกันให้มันถูกต้อง

01:22:46.480 --> 01:22:51.678
โอเค เดี๋ยวให้นักเรียนเตรียมตัว

01:22:51.679 --> 01:22:53.067
เรียนคาบต่อไปได้เลยครับ

01:22:53.340 --> 01:22:59.404
สำหรับวันนี้ก็ถ้ายังไม่เข้าใจหัวข้อไหน

01:22:59.890 --> 01:23:03.115
ถ้ายัง... ถ้ายังสงสัยอยู่

01:23:03.655 --> 01:23:08.770
หรือถ้าอยากจะถามเกี่ยวกับการเขียนประโยค

01:23:08.780 --> 01:23:11.537
หรือนักเรียนอยากจะเขียนไดอารี

01:23:11.538 --> 01:23:12.910
อยากจะเขียนสมุดบันทึก

01:23:12.930 --> 01:23:14.826
อยากจะเขียนวิชาต่าง ๆ

01:23:15.640 --> 01:23:17.845
ตอบคำถามในวิชาต่าง ๆ อย่างนี้

01:23:18.450 --> 01:23:20.040
อย่างเช่น วิชาสังคม

01:23:20.050 --> 01:23:22.327
อาจจะเขียนในลักษณะการบรรยาย

01:23:22.890 --> 01:23:24.454
ถ้านักเรียนสงสัย...

01:23:29.840 --> 01:23:32.530
ถ้านักเรียนสงสัยในการ... ในการเขียนคำ

01:23:32.540 --> 01:23:34.640
ที่มันอาจจะผิดเพี้ยน

01:23:34.650 --> 01:23:36.698
นักเรียนสามารถถามคุณครูได้เลย

01:23:55.940 --> 01:23:57.100
เดี๋ยวคุณครูจะให้ตัวแทน

01:23:57.110 --> 01:24:00.540
ให้เพื่อนออกมาเล่าสรุปให้ฟังนะครับ

01:24:00.550 --> 01:24:03.040
ว่าวันนี้คุณครูสอนเรื่องอะไรบ้างนะครับ

01:24:08.310 --> 01:24:09.380
ให้นักเรียนเล่านะครับ

01:24:09.382 --> 01:24:14.262
ว่าวันนี้คุณครูสอนเรื่องอะไรบ้าง

01:24:14.290 --> 01:24:16.880
นักเรียนได้ความรู้นำไปใช้อย่างไร

01:24:17.060 --> 01:24:20.988
ให้เพื่อนได้... ได้ดูนะครับ โอเคไหม

01:24:24.472 --> 01:24:25.757
เล่าให้เพื่อน ๆ ฟังเลย

01:24:43.900 --> 01:24:45.360
หันหน้าไปหาเพื่อน ๆ เลย

01:24:46.290 --> 01:24:47.622
ไม่เป็นอะไร หันหน้าไปหาเพื่อน ๆ

01:24:49.730 --> 01:24:51.377
หันหน้าไปหาเพื่อน ๆ โอเค

01:25:09.820 --> 01:25:12.430
มีใครอยากจะเล่าอะไรให้เพื่อน ๆ ฟังอีกไหม

01:25:12.440 --> 01:25:14.920
มีไหมครับ มีไหมครับ

01:25:15.731 --> 01:25:21.207
เชิญ เชิญน้องบีมหน้าห้องครับ เชิญครับ

01:25:21.820 --> 01:25:24.600
เชิญ... เชิญน้องไปนั่ง โอเค

01:25:37.670 --> 01:25:39.622
ไม่ต้องอายครับ หันหน้าไปหาเพื่อน ๆ เลย

01:25:41.070 --> 01:25:43.368
ยืน... ยืนตรงนี้หันหน้าไปหาเพื่อน ๆ เลย

01:25:46.321 --> 01:25:49.300
ไม่ต้องอายกล้าแสดงออก

01:25:56.450 --> 01:25:57.450
โอเค

01:26:18.760 --> 01:26:20.167
เอาใหม่ครับ เพื่อนบอกให้เอาใหม่

01:26:20.168 --> 01:26:21.172
เพื่อนบอกให้เอาใหม่

01:26:21.810 --> 01:26:22.815
เอาใหม่ เชิญ

01:26:24.660 --> 01:26:28.500
เอาใหม่ เอาใหม่ครับ เชิญก่อน อย่าอาย

01:26:30.490 --> 01:26:32.010
นี่ ๆ ๆ มายืนตรงนี้

01:26:33.050 --> 01:26:35.270
ยืนตรงนี้ หันหน้า... หันหน้าหาเพื่อน

01:26:35.460 --> 01:26:38.706
โอเค แนะนำตัวก่อน แนะนำตัว

01:27:03.050 --> 01:27:06.250
ทีนี้ดูนะ ดูพี่ล่ามนะ คุณครูจะพูดให้ฟัง

01:27:06.260 --> 01:27:08.534
ว่าทำไมคุณครูถึงเชิญหนูออกมาข้างหน้า

01:27:12.123 --> 01:27:13.751
นี่เป็นการทำโทษนะ

01:27:15.510 --> 01:27:17.809
เพราะหนูคุยกันระหว่างที่คุณครูสอน

01:27:19.550 --> 01:27:22.290
พี่ล่ามอยู่หน้าจอ หนูไม่ได้มองพี่ล่ามเลย

01:27:22.830 --> 01:27:26.388
แล้วหนูก็ไม่รู้ด้วยว่าคุณครูพูดอะไร หนูไม่ได้ยิน

01:27:27.090 --> 01:27:28.200
แต่สิ่งที่หนูจะต้องดู

01:27:28.210 --> 01:27:31.593
ก็คือหนูต้องดูว่าพี่ล่ามใช้ภาษามือสื่อสารกับหนูน่ะ

01:27:32.120 --> 01:27:34.469
แปลงจากคำพูดของคุณครูน่ะ มันคืออะไร

01:27:35.918 --> 01:27:39.316
ทีนี้หนูก็เลยบอกว่าหนูไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เห็นไหม

01:27:39.900 --> 01:27:43.710
สุดท้าย นี่คือบทลงโทษของคนที่ไม่ได้ดูเลย

01:27:43.720 --> 01:27:45.980
ไม่ได้เรียนกับคุณครูว่ามันคืออะไร

01:27:46.720 --> 01:27:50.640
แล้วทีนี้ต่อไปนี่ การเขียนหนังสือของหนูมันจะ...

01:27:51.488 --> 01:27:55.459
มันจะทำให้หนูเขียนได้ไหม ถ้าหนูไม่ตั้งใจเรียน

01:28:00.840 --> 01:28:04.820
โอเค ถือว่าถ้าสมมติว่ามีครั้งหน้านะครับ

01:28:05.290 --> 01:28:06.300
เป็นข้อตกลงกันเลย

01:28:06.309 --> 01:28:09.400
ว่าถ้าสมมติว่าครูสอนอยู่แล้วนักเรียนคุยกัน

01:28:09.410 --> 01:28:12.495
คุณครูจะให้ออกมาสอนแทนคุณครูหน้าชั้นเรียนเลย

01:28:13.510 --> 01:28:16.920
ทีนี้นักเรียนจะได้ตั้งใจฟังตั้งใจดูพี่ล่ามด้วย

01:28:17.230 --> 01:28:18.990
เพราะคุณครูก็เหนื่อย พี่ล่ามเหนื่อย

01:28:19.000 --> 01:28:21.600
ก็เหนื่อยที่ต้องใช้ภาษามือให้เข้าใจ

01:28:21.601 --> 01:28:23.084
ให้นักเรียนเข้าใจให้ได้

01:28:25.630 --> 01:28:28.380
โอเคครับ ไป ไปนั่ง

01:28:34.810 --> 01:28:37.484
โอเคครับ หมดเวลาสำหรับวันนี้แล้ว

01:28:38.470 --> 01:28:41.780
ก็ขอให้นักเรียนทบทวนด้วยนะครับ อย่าลืมทบทวน

01:28:41.800 --> 01:28:43.930
ถ้าไม่เข้าใจอย่างไรก็ให้ถามคุณครูนะ

01:28:44.391 --> 01:28:45.987
โอเคไปเรียนคาบต่อไปได้ครับ

01:28:46.231 --> 01:28:48.227
ขอบคุณพี่ล่ามนะครับ ขอบคุณครับ

01:28:52.330 --> 01:28:53.449
ครับ ขอบคุณครับ