﻿WEBVTT

00:00:00.000 --> 00:00:03.494
(อาจารย์เกวลี) ล่ามได้ยินไหมคะ ได้ยินนะคะ (ล่าม) ได้ยินค่ะ

00:00:03.494 --> 00:00:07.334
(อาจารย์เกวลี) เดี๋ยวแนะนำตัวเองกับล่ามก่อนนะคะ

00:00:10.000 --> 00:00:14.894
อาจารย์ชื่ออาจารย์เกวลีนะคะ เรียกอาจารย์ก้อยก็ได้ เผื่อเวลาสื่อสารกัน

00:00:14.894 --> 00:00:18.043
เป็นวิชาอาจารย์คนไหนนะคะ

00:00:18.043 --> 00:00:21.980
วิชานี้จะเป็นวิชาหลักการและระบบการจัดการฐานข้อมูล ถูกไหมคะ

00:00:23.342 --> 00:00:25.042
โอเค เดี๋ยวเริ่มเลย

00:00:27.851 --> 00:00:29.398
(ล่าม) ไม่เห็นหน้าอาจารย์เลยค่ะ

00:00:31.186 --> 00:00:33.839
(อาจารย์เกวลี) ไม่เป็นไรค่ะ เอาแต่เสียงก็ได้

00:00:34.052 --> 00:00:41.520
เดี๋ยวเริ่มเลยแล้วกันนะคะ วันนี้จะเป็นบทแรกนะคะ จะเกี่ยวข้องกับความรู้เบื้องต้น

00:00:41.520 --> 00:00:43.948
เกี่ยวกับฐานข้อมูลนะคะ

00:00:44.289 --> 00:00:51.286
ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนนี่ ก็จะมีข้อมูลทุกอย่ามาเกี่ยวข้องนะคะ

00:00:51.286 --> 00:00:57.212
อย่างเช่นตอนนี้ทุกคนเป็นนักศึกษา มันก็จะมีเกี่ยวกับฐานข้อมูลนักศึกษาว่า

00:00:57.212 --> 00:01:03.154
คุณลงเรียนวิชาเทอมนี้ เรียนวิชาอะไรบ้าง เทอมที่แล้วได้เกรดอะไรนะคะ

00:01:03.154 --> 00:01:08.194
ทุกอย่างจะเก็บอยู่ในระบบนะคะ เวลาเราจะเรียกดูข้อมูล

00:01:08.194 --> 00:01:13.581
เราจะไปเรียกดูมาจากฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของแต่ละคนไว้

00:01:13.836 --> 00:01:19.413
โดยที่แต่ละคนจะดูได้เฉพาะสิ่งที่ตัวเองได้รับสิทธิ์ให้ดู

00:01:19.413 --> 00:01:21.700
ก็คือข้อมูลส่วนตัวตัวเองเท่านั้น

00:01:21.955 --> 00:01:27.008
ดูของเพื่อนไม่ได้ ถ้าเพื่อนไม่ได้อนุญาตให้คุณดูนะคะ

00:01:27.008 --> 00:01:35.249
หรืออาจจะมีการกำหนดสิทธิ์ที่มากกว่านั้น เช่น เป็นอาจารย์ก็จะสามารถดูเกรดของทุกคนได้นะคะ

00:01:35.249 --> 00:01:39.600
อันนี้จะเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลที่เราจะเรียนในเทอมนี้นะคะ

00:01:41.303 --> 00:01:44.573
ความหมายของข้อมูลและก็สารสนเทศนะคะ

00:01:44.573 --> 00:01:49.400
เราเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์ เราจะต้องรู้เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานนะคะ

00:01:49.400 --> 00:01:52.485
ข้อมูลหรือว่า Data นะคะ

00:01:52.996 --> 00:01:59.780
มันจะเป็นสิ่งที่อยู่ในรูปแบบของอาจจะเป็นตัวเลข ตัวอักษรนะคะ สัญลักษณ์

00:01:59.780 --> 00:02:02.685
รวมถึงภาพ เสียง ผสมผสานกันไป

00:02:03.068 --> 00:02:08.697
แต่ข้อมูลจะไม่มีความหมายเลย ถ้ามันไม่ถูกจัดเรียงนะคะ

00:02:09.038 --> 00:02:15.988
อย่างเช่น ข้อมูล สมมติว่าอาจารย์เขียนเป็น 151165

00:02:16.924 --> 00:02:21.884
อันนี้คือข้อมูลนะคะ แต่มันคืออะไรล่ะ

00:02:22.522 --> 00:02:24.603
หมายเลขรหัสสินค้าหรือเปล่า

00:02:24.944 --> 00:02:31.875
หรือรหัสไปรษณีย์ หรือเลขสักอย่างที่กำหนดขึ้นมา

00:02:32.130 --> 00:02:37.623
การที่จะทำให้ตัวเลขนี้มีประโยชน์ หรือคุณค่าเอาไปใช้ต่อได้

00:02:37.623 --> 00:02:42.074
เราจะเรียกว่าเป็นการทำให้เกิดสารสนเทศนะคะ

00:02:42.074 --> 00:02:50.262
ก็คือสิ่งที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน ระหว่างผู้ส่งข้อมูลกับผู้รับข้อมูลนะคะ

00:02:50.262 --> 00:02:53.690
เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการ และก็เป็นการประมวลผลข้อมูล

00:02:53.690 --> 00:02:56.422
ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ เราจะเรียกว่า Data Processing

00:02:56.720 --> 00:02:59.706
อย่างเช่น ข้อมูลที่อาจารย์บอก 151165

00:03:00.000 --> 00:03:02.948
ถ้าเราเอามาประมวลผลนะคะ

00:03:02.948 --> 00:03:05.693
ใส่เครื่องหมาย Slash ลงไป

00:03:06.161 --> 00:03:10.650
มันก็คือวันนี้ วันที่ 15 เดือน 11 ปี 2565

00:03:10.650 --> 00:03:14.173
แค่เพิ่มการจัดเรียงข้อมูลเข้าไปนะคะ

00:03:14.173 --> 00:03:17.943
จากข้อมูลธรรมดา มันจะกลายเป็นข้อมูลสารสนเทศนะคะ

00:03:18.241 --> 00:03:22.969
ต่อมาจากสารสนเทศ มันจะเกิดขึ้นเป็นระบบสารสนเทศนะคะ

00:03:22.969 --> 00:03:27.646
ก็จะเป็นระบบที่จัดการข้อมูลข่าวสาร หรือความรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กร

00:03:27.646 --> 00:03:33.136
หรือนอกองค์กรนะคะ ให้สามารถนำมาใช้ได้มีระบบและก็เป็นระเบียบ

00:03:33.136 --> 00:03:36.730
อย่างเช่น ทำไมเราต้องมีรหัสเลขนักศึกษา

00:03:36.943 --> 00:03:43.996
ทำไมเราต้องมีรหัสบัตรประชาชนนะคะ ก็คือการที่จะเรียกดูข้อมูลของคนคนหนึ่งได้นี่

00:03:43.996 --> 00:03:47.047
บางทีจำไม่ได้หรอกค่ะ ชื่อของแต่ละคนนี่

00:03:47.473 --> 00:03:55.560
อาจจะซ้ำกับใครก็ได้บนโลกนี้ แต่รหัสนักศึกษา รหัสบัตรประชาชน เราจะซ้ำกันไม่ได้นะคะ

00:03:56.496 --> 00:04:01.216
เวลาเราเรียกใช้งาน เราจะเอาตัวนี้มาเป็นตัวหลัก

00:04:01.727 --> 00:04:05.191
ที่จะไว้ดูข้อมูลในระบบสารสนเทศนะคะ

00:04:11.022 --> 00:04:12.325
จะไปต่อเลย

00:04:13.772 --> 00:04:18.978
เหมือนอย่างที่อาจารย์อธิบายเมื่อกี้นี้นะคะ พอเป็นภาพมันจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

00:04:18.978 --> 00:04:23.866
อย่างข้อมูลหรือว่า Data นะคะ อาจจะเป็นอะไรก็ได้ เกิดขึ้นสะเปะสะปะไปหมด

00:04:56.850 --> 00:05:01.338
ห้ามเข้า อาจจะไม่ใช่เครื่องหมายคูณก็ได้นะคะ อันนี้คือข้อมูล

00:05:01.338 --> 00:05:05.135
แต่พอเราให้เป็นสารสนเทศหรือว่า Information

00:05:05.390 --> 00:05:08.771
มันก็จะเริ่มรู้แล้วว่าข้อ 1 คืออะไรนะคะ

00:05:08.771 --> 00:05:15.750
ข้อ 2 คืออะไร มันจะมีการกำหนด หรือการจัดระเบียบตัวอักษร ตัวเลข จัดการภาพ

00:05:15.750 --> 00:05:18.711
ให้เราเข้าใจได้ง่าย แล้วก็เข้าใจตรงกัน

00:05:18.711 --> 00:05:24.856
หลังจากที่เราได้สารสนเทศแล้ว เราจะเกิดองค์ความรู้นะคะ

00:05:25.239 --> 00:05:30.477
ก็คือ เราก็จะมีการจัดเรียงตัวอักษรเยอะ ๆ รวมกันจนกลายเป็นหนังสือ

00:05:30.732 --> 00:05:34.330
หรือเป็นเรียงความ หรือเป็นบทความใด ๆ ก็ตาม

00:05:34.330 --> 00:05:39.920
พอเรามีความรู้มากขึ้นนะคะ อ่านหนังสือเยอะขึ้น มีข้อมูลข่าวสารเยอะขึ้น

00:05:39.920 --> 00:05:44.672
มันจะเกิดสิ่งสุดท้าย ก็คือ ภูมิปัญญา หรือว่า Wisdom ตัวนี้นะคะ

00:05:44.927 --> 00:05:48.080
ก็จะเรียงลำดับจากที่เราไม่รู้อะไรเลยนะคะ

00:05:48.080 --> 00:05:51.775
จนได้ภูมิปัญญาความรู้เกิดขึ้นมานะคะ

00:05:59.309 --> 00:06:06.970
ต่อมา คุณลักษณะของระบบข้อมูล แล้วก็ระบบสารสนเทศที่พึงประสงค์ของทุกองค์กร

00:06:06.970 --> 00:06:08.955
ทุกหน่วยงานนะคะ

00:06:08.955 --> 00:06:12.288
การจัดเก็บข้อมูลจะต้องถูกต้องนะคะ

00:06:12.629 --> 00:06:16.237
เหมือนชื่อของพวกคุณในระบบการศึกษา

00:06:16.578 --> 00:06:21.714
ชื่อภาษาไทยต้องถูกนะคะ รหัสบัตรประชาชนต้องถูก ที่อยู่ต้องถูก

00:06:21.927 --> 00:06:25.110
สามารถเรียกดูข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำนะคะ

00:06:25.110 --> 00:06:31.065
คีย์รหัสนักศึกษาเข้าไปนะคะ ก็จะต้องขึ้นชื่อให้ถูกนะคะ

00:06:31.448 --> 00:06:39.056
คีย์ชื่อใครขึ้นมา รหัส 206 ชื่อทัดเทพก็ต้องขึ้นมานะคะ

00:06:39.056 --> 00:06:42.452
ตรงตามความต้องการที่อาจารย์ต้องการจะดู ที่อาจารย์จะดูเกรด

00:06:42.665 --> 00:06:47.466
ก็ต้องดูได้ สามารถสืบค้นข้อมูลได้อย่างรวดเร็วนะคะ

00:06:47.466 --> 00:06:50.168
แสดงผลออกมาได้อย่างเหมาะสม

00:06:50.721 --> 00:06:53.358
ไม่ใช่ไม่มีว่าไม่มีการเว้นวรรค

00:06:53.699 --> 00:06:57.218
ตารางเกรด ไม่มีเส้นตาราง

00:06:58.367 --> 00:07:03.319
เกรดควรจะเป็นตาราง แต่ก็มาเป็นข้อความยาว ๆ รวมกันมาหมดเลย ไม่มีการจัดระเบียบ

00:07:03.319 --> 00:07:05.247
อย่างนี้ก็ไม่ได้นะคะ

00:07:11.121 --> 00:07:15.604
ตัวข้อมูลนี่ อย่างที่บอกนะคะ จะเป็นหน่วยที่ยังไม่มีการ...

00:07:16.370 --> 00:07:20.599
เขาเรียกว่าการจัดระเบียบนะคะ อาจจะเป็นข่าวสาร

00:07:21.025 --> 00:07:29.255
พูดขึ้นมาลอย ๆ อาจจะเป็นเอกสารที่แจกกันไป โดยที่ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ

00:07:29.255 --> 00:07:32.392
หรืออาจจะเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่มีอยู่

00:07:32.647 --> 00:07:38.797
อาจจะเป็นตัวเลข เป็นภาษาแปลก ๆ หรือภาษาที่เราอ่านได้

00:07:39.095 --> 00:07:44.162
เป็นภาพ เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะมีความหมายเฉพาะตัวนะคะ

00:07:44.162 --> 00:07:47.092
แต่ยังไม่มีการไปประมวลผล

00:07:47.390 --> 00:07:52.586
ยังไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้มานี่ จริงหรือเปล่า เอามาใช้ได้จริงไหมนะคะ

00:07:52.586 --> 00:07:57.326
รูปที่ส่งต่อ ๆ กันมาเป็นรูปจริงหรือเปล่านะคะ

00:07:57.326 --> 00:08:03.339
อันนี้คือข้อมูลหรือถ้าอีกภาษาหนึ่ง จะเรียกว่า "ข้อมูลดิบ" นะคะ

00:08:03.594 --> 00:08:08.006
ในพจนานุกรมนี่ เราจะเรียกข้อมูลว่า "ข้อเท็จจริง"

00:08:08.006 --> 00:08:12.022
หรือสิ่งที่เราอาจจะยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงก็ได้

00:08:12.320 --> 00:08:18.121
อาจจะอนุมานจากความจริง หรือจากการคำนวณนะคะ

00:08:18.632 --> 00:08:22.774
โดยสรุปก็คือถ้าข้อมูลตัวไหนนะคะ

00:08:23.455 --> 00:08:31.302
อาจจะสิ่งที่พูดมา เขาว่ากันว่าคนนั้นพูดว่า คนนี้พูดว่า เราจะยังไม่ถือว่าเป็นความรู้

00:08:31.515 --> 00:08:34.635
เราจะยังไม่ถือว่าเป็นสารนิเทศนะคะ

00:08:34.635 --> 00:08:38.310
ถ้ามันยังไม่ผ่านการพิสูจน์ หรือยังไม่มีการประมวลผล

00:08:38.608 --> 00:08:41.647
อย่างเช่นเขาบอกว่า 2 x 3 ได้ 8

00:08:42.541 --> 00:08:44.680
เราจะถือว่าเป็นแค่ข้อมูล

00:08:45.233 --> 00:08:47.891
ยังไม่รู้ว่ามันจริงไหมนะคะ

00:08:47.891 --> 00:08:52.367
เพราะฉะนั้นแล้วข้อมูลก็คือข้อเท็จจริง อาจจะจริงก็ได้หรือไม่จริงก็ได้

00:08:52.367 --> 00:08:54.884
แต่มันยังไม่ผ่านการประมวลผลนะคะ

00:08:54.884 --> 00:08:59.192
ยังไม่มีการกลั่นกรอง มาจัดเรียงความคิดใด ๆ ก็ตามนะคะ

00:09:03.874 --> 00:09:08.203
โดยลักษณะของข้อมูลนะคะ ก็จะมีอยู่ 2 ประเภทนะคะ

00:09:08.203 --> 00:09:13.807
ข้อมูลที่คำนวณไม่ได้ ก็คือตัวอักษร ก็เหมือนชื่อ-นามสกุลเรานี่

00:09:13.807 --> 00:09:16.043
มาคำนวณเป็นตัวเลขไม่ได้นะคะ

00:09:16.043 --> 00:09:24.261
อาจจะเป็นรหัสรูปภาพนะคะ รหัสประจำตัว เราจะไม่เอารหัสประจำตัวนักศึกษา

00:09:24.261 --> 00:09:29.276
กับเลขบัตรประชาชนเรามาบวกกัน แล้วได้เลขเป็นหมื่นล้าน เราไม่เอามาบวก

00:09:35.916 --> 00:09:39.286
ก็คือ ตัวเลขที่มีความหมายในการคำนวณ

00:09:40.000 --> 00:09:44.112
ตัวเลขทำไมข้อมูลที่คำนวณไม่ได้ ถึงมีคำว่าตัวเลขด้วยล่ะ

00:09:44.112 --> 00:09:46.697
อย่างเช่นอาจารย์บอก 10 10

00:09:47.165 --> 00:09:49.955
เทอมที่แล้วเราเรียนเลขฐานสอง

00:09:51.828 --> 00:09:52.945
นะคะ

00:09:53.328 --> 00:09:55.544
มันอาจจะเป็นความหมายของ ก ไก่ ก็ได้

00:09:56.821 --> 00:09:58.643
นะคะ ก ไก่ ก็ได้

00:09:58.941 --> 00:10:03.205
หรือหมายถึง 1,010 ก็ได้นะคะ

00:10:03.205 --> 00:10:05.198
แต่อาจารย์เขียนมาโดด ๆ อย่างนี้

00:10:06.688 --> 00:10:11.898
ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรนะคะ กับตัวเลขที่คำนวณได้

00:10:11.898 --> 00:10:14.369
ก็คือตัวเลขที่มีความหมายในการคำนวณ อย่างเช่น

00:10:14.710 --> 00:10:17.588
อาจารย์ใส่ตัว

00:10:19.376 --> 00:10:24.565
จุลภาคอย่างนี้ให้ด้วย ก็จะรู้แล้ว ว่าเป็นตัวเลขที่รู้แล้วว่าเป็นการคำนวณนะคะ

00:10:24.565 --> 00:10:26.707
แต่ถ้าอาจารย์ไม่ใส่ มันอาจจะเป็นตัวเลขฐานสองก็ได้

00:10:26.707 --> 00:10:30.719
หรือเป็นเลขพูดขึ้นมาลอย ๆ เป็นรหัสสินค้าอะไรก็ได้นะคะ

00:10:30.719 --> 00:10:36.924
ต้องสังเกตด้วยว่าข้อมูลที่เรากำลังใช้งานมันอยู่นี่ มันเป็นข้อมูลประเภทไหนนะคะ

00:10:38.627 --> 00:10:42.869
ประเภทของข้อมูลนี่ เราก็จะมีการใช้งานหลาย ๆ รูปแบบ

00:10:43.082 --> 00:10:45.841
อาจจะเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนนะคะ

00:10:46.182 --> 00:10:50.546
เช่นเอามาเกี่ยวกับการวางแผนการบริหารนะคะ

00:10:50.801 --> 00:10:53.986
อย่างอาจจะมีงาน การจัดงานที่บ้าน

00:10:54.497 --> 00:10:57.889
เราจะลองประเมินดูแล้วว่า อย่างเช่นเราจะจัดงานปีใหม่

00:10:58.357 --> 00:11:04.478
เราจะต้องเตรียมอาหารสำหรับคนกี่คนนะคะ

00:11:04.478 --> 00:11:11.855
มีกี่มื้อนะคะ เลี้ยงกี่วัน มันก็จะเป็นตัวเลขที่เอาไว้ด้วยกัน

00:11:17.686 --> 00:11:21.728
มีการจัดเรียงลำดับ พอเรามา...

00:11:42.944 --> 00:11:45.641
ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานนะคะ

00:11:46.024 --> 00:11:50.051
ก็หมายถึงข้อมูลที่เราทำงานแล้วเกิดขึ้นเป็นประจำ

00:11:50.647 --> 00:11:55.891
อย่างเช่นมาทำงานกี่โมง กลับกี่โมง ทำงานครบ 8 ชั่วโมงหรือเปล่า

00:11:56.827 --> 00:11:59.437
พักทานข้าวเที่ยงตอนไหนนะคะ

00:11:59.650 --> 00:12:02.822
วันนี้ทำงานได้กี่ชิ้นนะคะ

00:12:02.822 --> 00:12:07.279
งานแต่ละชิ้นใช้เวลาในการทำงานเท่าไร ตามมาตรฐานหรือเปล่านะคะ

00:12:07.279 --> 00:12:10.780
อย่างเช่น บางคนทำงานเกี่ยวกับการแพ็กสินค้า

00:12:11.333 --> 00:12:13.417
วันหนึ่งต้องแพ็กได้ 100 กล่อง

00:12:13.885 --> 00:12:19.367
ก่อนเที่ยงทำถึง 50 กล่องไหม และวันนี้จะครบ 100 กล่องหรือเปล่านะคะ

00:12:19.367 --> 00:12:23.232
ก็จะมีการจดบันทึกไว้ กับข้อมูลอ้างอิง

00:12:23.573 --> 00:12:32.127
ก็จะเป็นข้อมูลที่เก็บไว้สำหรับอ้างอิงนะคะ เช่น การเก็บสถิติพยากรณ์อากาศนะคะ

00:12:32.382 --> 00:12:35.704
อย่างวันนี้เมื่อปีที่แล้วอุณหภูมิเท่าไร

00:12:36.300 --> 00:12:41.906
กับวันนี้ที่เกิดขึ้นมันร้อนต่างกัน เริ่มสงสัยแล้วว่าเกิดเพราะภาวะโลกร้อนหรือเปล่า

00:12:41.906 --> 00:12:44.175
มีข้อมูลอ้างอิง 10 ปีย้อนหลัง

00:12:44.473 --> 00:12:49.131
อุณหภูมิมันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภายในวันนี้ของทุกปี

00:12:49.131 --> 00:12:53.100
อันนี้ก็เป็นประเภทของข้อมูล ที่เราเอามาใช้อ้างอิงได้นะคะ

00:12:57.442 --> 00:13:00.493
ต่อมา ข้อมูลจะมีขนาดใหญ่ขึ้น

00:13:00.493 --> 00:13:05.228
เราจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ เป็นเรียกว่า "ฐานข้อมูล" หรือว่า "Database" นะคะ

00:13:05.696 --> 00:13:10.942
โดย Database นี่ มันจะเป็นแหล่งที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล

00:13:11.240 --> 00:13:16.900
อยู่ในรูปแฟ้มข้อมูลที่เก็บไว้ที่เดียวกัน อย่างเช่น เวลาเราใช้คอมพิวเตอร์

00:13:17.155 --> 00:13:22.895
เวลาคุณเก็บข้อมูลมันจะเป็นโฟลเดอร์ หรือเป็นสัญลักษณ์ Icon สีเหลือง ๆ

00:13:23.363 --> 00:13:31.023
เราจะสร้างสัญลักษณ์นี้ไว้เก็บข้อมูล อย่างเช่น รายงานวิชาอาจารย์มีหลายชิ้นมาก

00:13:31.406 --> 00:13:36.681
เราอยากเก็บรวบรวมไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน หรือแฟ้มข้อมูลเดียวกันนะคะ

00:13:36.681 --> 00:13:39.848
โดยที่ถ้าเป็นฐานข้อมูลนี่

00:13:40.000 --> 00:13:43.158
มันจะต้องมีส่วนหนึ่งที่เราจะต้องทำด้วย

00:13:43.158 --> 00:13:47.744
ในฐานะที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ เราจะเรียกว่า "พจนานุกรมข้อมูล"

00:13:48.510 --> 00:13:54.196
มันจะไว้สำหรับเก็บคำอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างฐานข้อมูล เช่น

00:13:54.622 --> 00:14:03.900
ถ้าเป็นนักเรียน เราก็จะเขียนคำว่า "นักเรียน" น-ไม้หันอากาศ-ก-เ-ร-สระอี-ย-น นะคะ

00:14:04.155 --> 00:14:08.017
แต่ในฐานข้อมูล คำว่า "นักเรียน" แบบนี้

00:14:13.380 --> 00:14:18.724
คุณอาจจะเขียนย่อเป็น นร.

00:14:20.000 --> 00:14:22.058
อันนี้คือพจนานุกรมอย่างหนึ่ง

00:14:23.122 --> 00:14:27.269
การเขียนอธิบายก็คือ อย่างในเวลาเราเขียนโปรแกรม

00:14:28.120 --> 00:14:32.035
คุณใช้ตัวย่อตัวนี้ นร. แปลว่า นักเรียน

00:14:32.461 --> 00:14:35.944
ถ้าสมมุติคนอื่นมาทำงานต่อคุณล่ะ เขาไม่เข้าใจ

00:14:36.157 --> 00:14:38.299
ว่า นร. คุณหมายความว่าอะไร

00:14:38.725 --> 00:14:45.378
เขาจะต้องกลับมาเปิดที่พจนานุกรข้อมูลดูว่า ตัวย่อที่คุณใช้นี่ มันหมายถึงอะไร

00:14:45.931 --> 00:14:50.274
เพราะฉะนั้นเวลาถ้าเราทำงานเกี่ยวกับ Database หรือข้อมูลใด ๆ ก็ตาม

00:14:50.274 --> 00:14:55.947
หรือการเขียนโปรแกรมใด ๆ ก็ตาม จะต้องมีการจัดทำพจนานุกรมข้อมูลขึ้น

00:14:56.288 --> 00:15:03.075
เพื่อให้รู้ว่าคำแต่ละคำในตัวระบบของคุณ มันหมายความว่าอะไร

00:15:03.756 --> 00:15:06.706
เพราะว่าต่อไปเกิดคุณย้ายที่ทำงาน

00:15:07.217 --> 00:15:10.898
หรือว่าเป็นตัวคุณเองที่ไปทำงานต่อจากคนอื่น

00:15:11.451 --> 00:15:13.222
แล้วเขาไม่ได้เขียนให้

00:15:14.116 --> 00:15:20.087
คุณต้องรื้องานใหม่เกือบหมดเลยนะคะ เพราะว่าไม่เข้าใจว่าเขาย่อไว้ว่าอะไร

00:15:20.087 --> 00:15:26.782
อันนี้ก็คือข้อมูลดีหรือข้อสำคัญของการทำพจนานุกรมข้อมูลนะคะ

00:15:27.080 --> 00:15:30.061
และเนื่องจากฐานข้อมูลที่จัดเก็บนี่

00:15:30.061 --> 00:15:35.197
ข้อมูลที่จัดเก็บในนั้น จะต้องมีความสำคัญซึ่งกันและกันนะคะ

00:15:35.410 --> 00:15:38.574
มันจะทำให้เราสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย

00:15:38.915 --> 00:15:44.651
แก้ไขข้อมูลก็ง่ายนะคะ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ อย่างเช่น

00:15:45.077 --> 00:15:47.338
บางคนรู้สึกว่าชื่อไม่มงคล

00:15:48.786 --> 00:15:50.000
ไปเปลี่ยนชื่อ

00:15:50.553 --> 00:15:52.722
ถามว่าเปลี่ยนได้ไหม ได้

00:15:53.105 --> 00:15:56.589
ถามว่าต้องลบคุณออกจากมหาวิทยาลัยเลยไหม ไม่จำเป็น

00:15:56.844 --> 00:15:59.378
มันเป็นแค่การปรับปรุงข้อมูลเฉย ๆ

00:15:59.676 --> 00:16:05.343
ไม่ต้องไปสมัครเรียนใหม่ เพราะ อุ้ย ชื่อเปลี่ยน ก็ต้องสมัครเรียนใหม่ ไม่ใช่

00:16:05.343 --> 00:16:07.611
มันสามารถเปลี่ยนแปลงแค่ชื่อได้

00:16:08.207 --> 00:16:11.624
หรือต่อไปผู้หญิงแต่งงาน อยากเปลี่ยนนามสกุล

00:16:12.560 --> 00:16:15.883
ต้องขอเลขบัตรประชาชนใหม่ไหม ไม่ต้อง

00:16:16.266 --> 00:16:19.338
แค่ไปเปลี่ยนแปลงนามสกุลเฉย ๆ นะคะ

00:16:20.232 --> 00:16:22.184
รวมถึงเป็นการจัดเรียง

00:16:22.695 --> 00:16:26.956
สังเกตได้ว่า เราจะเรียงเวลา

00:16:27.467 --> 00:16:32.046
ออกเกรดหรือลำดับเรียกชื่อ อาจารย์จะเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก

00:16:32.344 --> 00:16:36.099
ตามรหัสนักเรียนศึกษา เพื่อความเป็นระเบียบนะคะ

00:16:36.482 --> 00:16:40.401
ใครสมัครก่อน เลขรหัสนักศึกษาก็จะขึ้นก่อนนะคะ

00:16:40.401 --> 00:16:43.418
ก็จะเป็นการจัดเรียงไปเรื่อย ๆ นะคะ

00:16:43.418 --> 00:16:46.722
ทั้งนี้ทุกอย่างนี่ มันจะทำให้เราสะดวก

00:16:47.531 --> 00:16:54.930
ถ้าเรามีฐานข้อมูล ทั้งจากการหาว่า เลขนักศึกษาลงท้ายด้วย 204 คือใคร

00:16:55.526 --> 00:16:57.297
อาจารย์ก็ค้นหาได้ง่าย

00:16:57.978 --> 00:17:01.253
หรือว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่อยู่

00:17:01.721 --> 00:17:03.665
แก้ไขได้นะคะ

00:17:03.920 --> 00:17:09.930
แต่ 2 อย่างในมหาวิทยาลัยนี้ที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็คือ เลขรหัสบัตรประชาชนกับรหัสนักศึกษา

00:17:11.037 --> 00:17:16.399
บัตรประชาชนเกิดมาแล้วจะเป็นเลขเดียวเท่านั้น เปลี่ยนไม่ได้นะคะ

00:17:16.697 --> 00:17:19.011
โดยการทำงานทุกอย่างที่พูดมา

00:17:19.011 --> 00:17:23.528
ทั้งการค้นหา การแก้ไข การเปลี่ยนแปลงข้อมูล การจัดลำดับข้อมูล

00:17:23.528 --> 00:17:28.673
เราจะใช้ซอฟต์แวร์นะคะ สำหรับการจัดการฐานข้อมูลซึ่ง

00:17:29.397 --> 00:17:30.850
หลังมิดเทอม

00:17:31.914 --> 00:17:34.507
ก็จะให้ทุกคนมาลองเขียนโปรแกรมง่าย ๆ

00:17:34.677 --> 00:17:38.078
ในการทำงานเกี่ยวกับฐานข้อมูลด้วยนะคะ

00:17:38.248 --> 00:17:42.277
กับอีกอย่างหนึ่ง วิชานี้ ภาษาอังกฤษจะเยอะ

00:17:42.447 --> 00:17:48.928
เพราะ ระบบจัดการฐานข้อมูล ต้องใช้ภาษาอังกฤษนะคะ

00:17:50.460 --> 00:17:58.091
พยายามจำ พยายามทำความเข้าใจคำศัพท์ง่าย ๆ นะคะ

00:17:58.091 --> 00:18:02.594
เพราะว่ามันสำคัญ เพราะว่าเราเขียนโปรแกรม เราใช้ภาษาไทยไม่ได้

00:18:02.849 --> 00:18:07.035
แต่ข้อมูลที่เก็บ เก็บภาษาไทยได้นะคะ

00:18:07.205 --> 00:18:11.606
แต่คำสั่งที่ใช้งานต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะคะ

00:18:16.288 --> 00:18:21.661
ระบบฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน

00:18:21.874 --> 00:18:28.378
ถูกเก็บไว้ในที่เดียวกันอาจจะไว้ในแฟ้มเดียวกัน หรือแยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มก็ได้นะคะ

00:18:28.378 --> 00:18:31.558
แต่จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล

00:18:31.771 --> 00:18:38.497
อย่างเช่น ข้อมูลของทุกคนนี่ จะเก็บอยู่ในฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยก็จริง

00:18:38.710 --> 00:18:42.382
แต่อาจจะแยกเก็บไว้ที่คณะ สาขาได้ด้วย

00:19:07.016 --> 00:19:07.907
โอเค

00:19:13.525 --> 00:19:18.852
ระบบจัดเก็บข้อมูลนะคะ ได้แล้ว ด้วยคอมพิวเตอร์นี่

00:19:19.107 --> 00:19:23.750
มันก็จะมีวัตถุประสงค์ก็คือ มันสามารถบำรุงรักษาได้ง่าย

00:19:24.388 --> 00:19:28.174
มันสามารถเรียกใช้ได้ทุกที่ที่ต้องการ

00:19:28.174 --> 00:19:32.533
เดี๋ยวนี้ฐานข้อมูลนี่มันออนไลน์ได้ทั่วโลกนะคะ

00:19:32.533 --> 00:19:35.146
มันสามารถเรียกใช้ที่ไหนก็ได้

00:19:35.146 --> 00:19:38.028
เหมือนตอนนี้ทุกคนดู YouTube ใช่ไหมคะ

00:19:38.028 --> 00:19:41.370
ฐานข้อมูลมันอยู่ที่... หลุดเหรอ

00:19:45.243 --> 00:19:47.560
ได้หรือยัง ล่ามได้ยินนะคะ

00:19:49.348 --> 00:19:53.425
ล่ามได้ยินไหม ได้ยินแล้วนะ โอเค

00:19:58.831 --> 00:20:00.630
ทำไมล่าม ล่ามได้ยินไหมคะ

00:20:02.375 --> 00:20:04.386
ล่ามหลุด หลุดอีกแล้ว

00:20:22.851 --> 00:20:24.247
ล่ามได้ยินไหมคะ

00:20:24.630 --> 00:20:25.601
(ล่าม) ได้ยินแล้วค่ะ

00:20:25.601 --> 00:20:30.449
(อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ ต่อมา เหมือนที่ทุกคนดู YouTube น่ะค่ะ

00:20:30.832 --> 00:20:33.477
ฐานข้อมูลมันไม่ได้อยู่ที่บ้านเรานะ

00:20:34.243 --> 00:20:36.852
จริง ๆ บริษัท YouTube นี่มันจะอยู่ที่อเมริกา

00:20:37.192 --> 00:20:41.975
คลิปหลาย ๆ อย่างที่ทุกคนดูนี่ มันจะอยู่เมืองนอกนะคะ

00:20:41.975 --> 00:20:47.437
แต่เราได้ทำการเรียกข้อมูลจากอเมริกานี่ มาเปิดดูที่บ้านเรา

00:20:47.778 --> 00:20:52.954
เพราะมันเก็บไว้ ในฐานข้อมูลที่สามารถเรียกใช้ที่ไหนก็ได้บนโลกนะคะ

00:20:52.954 --> 00:20:58.195
แต่มันก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า “Server” มาตั้ง

00:20:58.195 --> 00:21:03.109
เพื่อทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลนี่ มันไม่ต้องไกลขนาดนั้นนะคะ

00:21:03.109 --> 00:21:05.414
เพราะไม่อย่างนั้นนี่ เวลาเราเรียกดูข้อมูลนี่

00:21:05.414 --> 00:21:10.062
มันจะ… ด้วยระยะทางมันไกล มันจะใช้เวลานานมากนะคะ

00:21:11.169 --> 00:21:15.316
ทุกอย่างที่เราใช้ตอนนี้นี่ มันเลยเก็บไว้ด้วยคอมพิวเตอร์

00:21:15.571 --> 00:21:19.264
เพราะมันทั้งสามารถเรียกดูได้ง่าย บำรุงรักษาก็ง่าย

00:21:19.264 --> 00:21:24.988
สามารถนำมาใช้ที่ไหนก็ได้ หรืออยากดูตอนไหนก็ได้ 24 ชั่วโมงนะคะ

00:21:26.222 --> 00:21:30.263
โดยระบบฐานข้อมูลนี่ มันก็จะเป็นการรวบรวมแฟ้มข้อมูล

00:21:30.263 --> 00:21:34.950
หลาย ๆ ข้อมูลมาเข้าไว้ด้วยกัน แต่จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน

00:21:35.716 --> 00:21:40.556
ถ้าไม่ซ้ำซ้อนกันปุ๊บ มันจะมีการกำจัดออก เพราะถือว่าเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน

00:22:27.069 --> 00:22:30.376
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวสอนก่อน หรืออย่างไรดี

00:22:35.824 --> 00:22:38.717
ได้ยิน โอเค ต่อมา

00:22:38.887 --> 00:22:45.307
ลำดับชั้นของการเก็บข้อมูลนะคะ เราจะเรียงจากหน่วยเล็กที่สุดไปหาหน่วยที่ใหญ่ที่สุด

00:22:45.648 --> 00:22:49.776
เปรียบเสมือนเป็นตู้เก็บเอกสารตู้นี้นะคะ

00:22:50.000 --> 00:22:54.422
ส่วนที่เล็กที่สุด เราจะเรียกว่า "Bit" เหมือนที่เราเคยเรียนเมื่อเทอมที่แล้ว

00:22:54.763 --> 00:22:59.603
ที่อาจารย์ให้แปลงเป็นเลขฐานสอง คอมพิวเตอร์จะรู้จักหน่วยที่เล็กที่สุดเป็น Bit

00:22:59.603 --> 00:23:01.180
คือเลข 1 กับเลข 0

00:23:01.563 --> 00:23:05.057
อย่างตัวชื่อนามสกุลตรงนี้

00:23:05.057 --> 00:23:09.547
มันจะถูกแปลงเป็นเลข 0 กับเลข 1 ก่อนที่จะเก็บข้อมูลนะคะ

00:23:10.000 --> 00:23:12.699
แล้วก็พอเลข 0 เลข 1

00:23:32.384 --> 00:23:36.768
ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เสร็จสักทีวันนี้ เมื่อเช้าเป็นไหม

00:23:37.747 --> 00:23:40.317
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวขอเขา Restart ก่อนไหม

00:23:41.509 --> 00:23:46.754
บอกเขาขอ Restart สัก 5 นาที แชทไปบอกเขาก็ได้ค่ะ

00:23:51.266 --> 00:23:54.125
เดี๋ยวขอ Restart เครื่อง สัก 5 นาทีนะคะล่าม

00:23:55.147 --> 00:23:59.036
จะได้ไม่มีปัญหา ไม่อย่างนั้นมันไม่เสร็จสักที โอเคค่ะ

00:23:59.334 --> 00:24:01.155
แป๊บหนึ่งนะคะ Break แป๊บหนึ่ง

00:24:54.282 --> 00:24:57.270
(เจ้าหน้าที่) Test Test Test

00:27:09.329 --> 00:27:11.449
Test Test ได้ยินไหมคะ

00:27:31.614 --> 00:27:33.861
Test Test Test

00:27:41.895 --> 00:27:43.434
เสียงออกอยู่

00:28:23.205 --> 00:28:28.334
(อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ เดี๋ยวต่อเลยนะ

00:28:28.334 --> 00:28:35.435
หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ ก็จะเป็น เลข 0 กับเลข 1 นะคะ

00:28:35.435 --> 00:28:37.073
ใหญ่ไป ใหญ่ไป ใหญ่ไป

00:28:38.988 --> 00:28:41.468
หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ คือ 0 กับ 1

00:28:42.234 --> 00:28:46.884
ตัวหนังสือ 1 ตัว เราจะแปลงออกมา เป็นเลข 0 กับเลข 1 ได้ 8 ตัว

00:28:46.884 --> 00:28:48.724
เราจะเรียกว่า Bit นะคะ

00:28:48.724 --> 00:28:51.700
แต่การเอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว

00:28:52.083 --> 00:28:56.366
อย่างเช่นอยากได้ ก ไก่ สักตัวหนึ่ง ข ไข่ ค ควาย

00:28:56.749 --> 00:29:00.561
เอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว เราจะได้เป็น Byte นะคะ

00:29:01.157 --> 00:29:02.430
ในรูปนี้ไม่มี

00:29:03.494 --> 00:29:05.759
เป็น Byte B-y-t-e

00:29:06.100 --> 00:29:07.689
เล็กสุดคือ Bit

00:29:08.285 --> 00:29:10.686
เพราะฉะนั้นเวลาในข้อสอบถามว่า

00:29:10.941 --> 00:29:16.099
หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ ของคอมพิวเตอร์คืออะไร

00:29:16.482 --> 00:29:18.856
คือ Bit นะคะ B-i-t

00:29:19.750 --> 00:29:21.477
ต่อมาจะเป็น Byte

00:29:22.584 --> 00:29:26.119
ข้อมูลหลาย ๆ Byte รวมกัน เราจะเรียกว่า Field

00:29:26.374 --> 00:29:27.982
Field อาทิเช่น ตรงนี้

00:29:28.918 --> 00:29:30.600
Phone นะคะ สมมุติภาษาอังกฤษ

00:29:31.324 --> 00:29:32.746
ที่แปลว่าเบอร์โทรศัพท์

00:29:33.002 --> 00:29:36.591
ก็คือเป็นการเอาตัวหนังสือ หลาย ๆ ตัวรวมกันจนเป็นคำ

00:29:36.591 --> 00:29:41.894
เราจะเรียกว่า "Field" หรือภาษาไทยจะเรียกว่า “เขตของข้อมูล” นะคะ

00:29:42.447 --> 00:29:44.812
อย่างเช่น ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์

00:29:46.004 --> 00:29:50.488
พอใส่ข้อมูลเบอร์โทรศัทพ์ลงไป 1 เบอร์ตรงนี้

00:29:51.212 --> 00:29:53.482
เราจะเรียกว่า 1 Record

00:29:54.504 --> 00:29:57.144
อย่างห้องนี้มีเรียน 8 คน

00:29:57.697 --> 00:30:02.208
ชื่อกับนามสกุลนักศึกษา 8 คน

00:30:02.208 --> 00:30:06.235
จะมีอยู่ 8 Record นะคะ

00:30:08.150 --> 00:30:08.974
ข้อมูล...

00:30:25.656 --> 00:30:29.957
คะ เราจะเรียกว่า ฐานข้อมูลนักศึกษา

00:30:30.766 --> 00:30:32.886
สาขาวิชาคอมพิวเตอร์

00:30:33.056 --> 00:30:39.528
ชั้นปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 อันนี้เรียกว่าฐานข้อมูล เราจะเรียงข้อมูลไปเรื่อย ๆ จากเล็กไปใหญ่

00:30:39.528 --> 00:30:44.519
ใหญ่ก็คือตู้เอกสารนี้ทั้งตู้ ก็คือ Database นั่นเองนะคะ

00:30:45.626 --> 00:30:47.287
อันนี้คือพูดไปแล้ว

00:30:47.585 --> 00:30:50.727
อันนี้คือสิ่งที่เราพูดไปแล้วเมื่อกี้นี้จากรูปรูปเดียว

00:30:50.727 --> 00:30:53.401
เราอธิบายได้ทั้งหมดนะคะ

00:30:54.550 --> 00:30:57.352
อันนี้ก็จะข้ามไปเพราะว่าเราพูดไปหมดแล้ว

00:31:00.502 --> 00:31:05.666
รูปแบบการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม เป็นอย่างไรนะคะ

00:31:05.666 --> 00:31:10.013
แบบเดิมที่เราใช้กัน เราจะเรียกว่า "ระบบแฟ้มข้อมูล" นะคะ

00:31:10.013 --> 00:31:14.798
อาจจะเป็นชุดของโปรแกรมที่คนเอาไปใช้นี่

00:31:15.139 --> 00:31:18.304
อาจจะนำไปใช้เพื่อประมวลผลงานที่เขาต้องการ

00:31:18.942 --> 00:31:24.161
โดยแต่ละโปรแกรมนี่ ก็จะมีการเก็บข้อมูลของตัวเองนะคะ

00:31:24.161 --> 00:31:26.347
อย่างเช่น โปรแกรมคำนวณเกรด

00:31:26.985 --> 00:31:30.277
แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ

00:31:31.171 --> 00:31:35.055
แต่ภายในมหาวิทยาลัยเดียวกัน จะต้องใช้ระบบเดียวกัน

00:31:35.949 --> 00:31:38.580
เมื่อก่อนนี้ เวลาเราเก็บข้อมูล

00:31:38.580 --> 00:31:43.340
เราจะแยกออกจากกัน เป็นเอกเทศของใครของมันนะคะ

00:31:43.340 --> 00:31:45.807
ข้อมูลอาจจะไม่มีความสัมพันธ์กัน

00:31:46.743 --> 00:31:53.012
โดยที่ข้อมูลส่วนใหญ่นี่ เมื่อก่อนจะอยู่ในรูปแบบของแฟ้มข้อมูลนะคะ

00:31:53.012 --> 00:31:59.814
ลักษณะงานเมื่อก่อนว่าแล้วทำไมเราจำเป็น จะต้องมีการใช้ Database เกิดขึ้นนะคะ

00:32:00.000 --> 00:32:03.856
เมื่อก่อน สมมุติมีบริษัทบริษัทหนึ่ง

00:32:04.239 --> 00:32:08.658
มีฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล

00:32:08.999 --> 00:32:13.354
แต่ละฝ่ายก็จะมีโปรแกรม ในการทำงานของแต่ละฝ่ายของตัวเอง

00:32:13.354 --> 00:32:16.505
ไม่ได้เอามารวมกันนะคะ

00:32:17.016 --> 00:32:23.322
แต่เราสังเกตเห็นแล้วว่า เอ๊ะ ฝ่ายบัญชีก็มีข้อมูลการขาย

00:32:23.535 --> 00:32:26.397
ฝ่ายขายก็มีข้อมูลการขาย

00:32:26.780 --> 00:32:29.626
ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลลูกค้า

00:32:30.000 --> 00:32:32.253
ฝ่ายขายก็มีข้อมูลลูกค้า

00:32:33.615 --> 00:32:44.299
เริ่มซ้ำซ้อนกันแล้วนะคะ อย่างเช่น สมมติวันหนึ่ง ฝ่ายขายขายของให้กับลูกค้าคนหนึ่ง

00:32:44.895 --> 00:32:51.715
อาจจะขายรถยนต์ ก็เก็บข้อมูลลูกค้า เบ็ดเสร็จเรียบร้อยนะคะ

00:32:51.885 --> 00:33:00.597
ส่งข้อมูลการขายให้ฝ่ายบัญชีด้วยนะคะ และก็ฝ่าย… ในแฟ้มข้อมูลของลูกค้าด้วย เพื่ออะไร

00:33:00.767 --> 00:33:08.291
เพื่อเอาไว้สำหรับส่งใบแจ้งหนี้ เขาอาจจะเป็นการผ่อนรถ หรือใด ๆ ก็ตามนะคะ

00:33:08.589 --> 00:33:11.726
ฝ่ายขาย แน่นอนมันจะเป็นการดูแลลูกค้า

00:33:12.024 --> 00:33:16.798
ลูกค้าก็จะรู้จักฝ่ายขาย เราจะรู้จักเซลล์ที่ขายรถให้เรา

00:33:17.053 --> 00:33:24.516
แต่เราจะไม่รู้จักฝ่ายบัญชี อันนี้เป็นเรื่องปกตินะคะ อยู่มาวันหนึ่งลูกค้า...

00:33:30.901 --> 00:33:37.710
ที่อยู่ลูกค้าในฝ่ายขาย เปลี่ยนแปลงเรียบร้อย อัปเดตเรียบร้อยย้ายจากสกลนครไปนครพนม

00:33:38.519 --> 00:33:41.559
แต่ฝ่ายบัญชีไม่รู้

00:33:42.368 --> 00:33:43.795
ที่อยู่ไม่ได้เปลี่ยน

00:33:44.476 --> 00:33:48.056
ส่งใบแจ้งหนี้ยังส่งไปที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

00:33:49.035 --> 00:33:55.729
ลูกค้าก็รอว่าใบที่จะต้องไปจ่ายเงินอยู่ไหน ยังไม่ได้ ก็รอไปเรื่อย ๆ

00:33:56.027 --> 00:34:03.731
ฝ่ายบัญชีก็นึกว่าลูกค้าหาตัวไม่เจอ เบี้ยวหนี้หรือเปล่า ฟ้องตำรวจ ฟ้องศาล

00:34:04.369 --> 00:34:11.676
ทั้ง ๆ ที่ลูกค้าแจ้งฝ่ายขายแล้ว ว่าเปลี่ยนที่อยู่ แต่ฝ่ายขายลืมไปบอกฝ่ายบัญชี

00:34:11.974 --> 00:34:13.240
สรุปลูกค้า

00:34:14.262 --> 00:34:21.541
ได้รับความเสียหายนะคะ แล้วถามว่า เป็นความผิดลูกค้าไหมที่ต้องมาแจ้งฝ่ายขายนะ

00:34:21.541 --> 00:34:23.836
แจ้งฝ่ายบัญชีนะ ไม่ใช่

00:34:24.219 --> 00:34:33.479
อันคือสาเหตุที่ทำไมมันถึงเกิดความเสียหายขึ้น ถ้าเราแยกกันเก็บข้อมูลนะคะ

00:34:34.586 --> 00:34:41.115
อันนี้คือเรื่องง่าย ๆ เลย แค่ลูกค้าเปลี่ยนแปลงที่อยู่ แล้วไม่ได้รับใบแจ้งหนี้นะคะ

00:34:41.370 --> 00:34:42.306
อันนี้ก็

00:34:43.030 --> 00:34:48.416
เป็นปัญหาง่าย ๆ ปัญหาแรกที่ทำให้รู้ว่า ทำไมเราถึงต้องเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกัน

00:34:48.671 --> 00:34:52.580
ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ต้องเปลี่ยนแปลงแค่ที่เดียว

00:34:53.006 --> 00:34:59.962
สามารถเรียกดูได้ ถามว่าเอาการขายของบัญชี กับการขายของฝ่ายขาย ลูกค้าพวกนี้

00:34:59.962 --> 00:35:02.354
เอามารวมกันได้ไหม ได้

00:35:02.609 --> 00:35:06.633
แล้วทำไมไม่รวมกันล่ะ นะคะ อันนี้คือเป็นเหตุผล

00:35:07.867 --> 00:35:10.624
โดยที่อย่างที่บอกเมื่อกี้ค่ะ

00:35:10.624 --> 00:35:14.363
ข้อจำกัดของการแยกกันเก็บข้อมูล เป็นแบบแฟ้มข้อมูลเหมือนเมื่อก่อน

00:35:14.363 --> 00:35:18.442
ข้อมูลจะถูกแยกออกจากกัน มีความซ้ำซ้อนกัน

00:35:18.697 --> 00:35:24.016
มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เช่น ชุดสรุปแล้วของใครอัปเดตที่สุด

00:35:24.697 --> 00:35:29.965
ข้อมูลคนไหนเป็นปัจจุบันที่สุดนะคะ รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน

00:35:30.859 --> 00:35:37.262
อย่างเช่น เวลาค้นหาข้อมูลของฝ่ายขาย อาจจะค้นหาโดยเลขบัตรประชาชน

00:35:37.475 --> 00:35:41.706
แต่ฝ่ายบัญชีค้นหาจากเลขรหัสลูกค้า ไม่ตรงกันแล้ว

00:35:41.706 --> 00:35:48.079
และจะหาข้อมูลตรงกันไหม Search ชื่อมา อาจจะชื่อซ้ำกัน สมชายมีเป็นร้อยคน

00:35:48.079 --> 00:35:50.923
สรุปสมชายคนไหนนะคะ

00:35:51.476 --> 00:35:54.741
โปรแกรมที่ใช้ไม่มีความยืดหยุ่น

00:35:55.465 --> 00:36:03.017
อาจจะไม่มีการ... อาจจะไม่สามารถ เพิ่มขอบเขตของข้อมูลได้ในอนาคตนะคะ

00:36:03.230 --> 00:36:10.022
ถ้าจะเพิ่มขอบเขตของข้อมูล เช่น อาจจะเพิ่มว่า ลูกค้ามาซื้อรถเพิ่มอีกคันหนึ่ง

00:36:10.873 --> 00:36:15.297
จำเป็นจะต้องใส่ข้อมูลลูกค้าอีกครั้งไหม ไม่จำเป็น

00:36:15.510 --> 00:36:17.592
แต่ระบบอาจจะบอกว่าต้องใส่

00:36:19.039 --> 00:36:22.801
อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ทั้งที่จริง อาจจะเป็นลูกค้าคนเดิมซื้อเพิ่ม

00:36:22.801 --> 00:36:25.052
ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลก็ได้

00:36:25.052 --> 00:36:30.995
เหมือนเวลาเราไปซื้อของในห้าง เราเป็นสมาชิกอยู่แล้ว

00:36:31.208 --> 00:36:34.834
เราต้องสมัครสมาชิกใหม่ทุกครั้งหรือเปล่า ก็ไม่นะคะ

00:36:34.834 --> 00:36:39.553
แต่ถ้าเป็นระบบเดิม อาจจะต้องบอกเรื่องเดิม ๆ ซ้ำอยู่นั่นแหละนะคะ

00:36:39.553 --> 00:36:44.823
เดี๋ยวนี้ก็พอมันมีระบบที่ดีขึ้น เราแค่บอกเบอร์โทรศัพท์ทุกอย่าง

00:36:45.036 --> 00:36:51.224
ที่เราเคยสมัครไว้หรืออะไรใด ๆ ก็ตาม มันก็ขึ้นมาหมด อันนี้คือระบบแบบใหม่นะคะ

00:36:53.224 --> 00:36:55.276
อันนี้อธิบายไปแล้วนะ

00:36:59.361 --> 00:37:02.783
ต่อมาข้อมูลถ้ามันใหญ่ขึ้นล่ะ

00:37:03.336 --> 00:37:08.912
คำว่า "Big Data” มีเกิดขึ้นในปัจจุบัน เราเห็นเยอะมากนะคะ

00:37:08.912 --> 00:37:11.913
Big Data หรืออภิมหาข้อมูลนี่

00:37:12.594 --> 00:37:17.991
มันเป็นคำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อปี 1990 นะคะ

00:37:17.991 --> 00:37:23.046
โดยที่ความหมายของ Big Data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาลนี่

00:37:23.301 --> 00:37:26.502
มันจะเป็นข้อมูลที่มีปริมาณใหญ่มากนะคะ

00:37:26.843 --> 00:37:32.702
ข้อมูลมากจนซอฟต์แวร์รุ่นเก่า ๆ ไม่สามารถประมวลผลได้นะคะ

00:37:33.255 --> 00:37:36.424
หรือประมวลผลได้แหละ แต่นาน

00:37:36.977 --> 00:37:44.329
อย่างเช่นประมวลผลชื่อคนสัก… ในประเทศอาเซียน

00:37:45.180 --> 00:37:50.327
ชื่อทุกคนนะคะไม่ได้เว้นใคร เป็นชื่อประชากรทั้งหมดในอาเซียน

00:37:50.923 --> 00:37:56.034
อาจจะใช้เวลานานเป็นปีในการประมวลผล ว่ามีผู้ชายกี่คน ผู้หญิงกี่คน

00:37:56.460 --> 00:37:58.762
อันนี้ลักษณะของ Big Data

00:37:59.400 --> 00:38:01.682
เราจะไม่พูดข้อมูลเป็นล้านคน

00:38:08.194 --> 00:38:11.242
มีทั้งข้อมูลที่เป็นโครงสร้างนะคะ

00:38:11.412 --> 00:38:16.586
กึ่งโครงสร้าง และก็ไม่มีโครงสร้าง ก็คือข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดเรียงนะคะ

00:38:16.586 --> 00:38:19.787
โดยขนาดของ Big Data นี่ มันจะเพิ่มข้อมูลเข้าไปเรื่อย ๆ

00:38:26.214 --> 00:38:30.517
เพิ่มเป็น Zettabyte เยอะขึ้นไปเรื่อย ๆ นะคะ

00:38:31.666 --> 00:38:37.632
ลักษณะสำคัญของ Big Data จะเป็นลักษณะ อยู่ 4V นะคะ V ภาษาอังกฤษนี่แหละ

00:38:38.185 --> 00:38:43.686
ถ้ามี 4 ลักษณะต่อไปนี้ เราถึงจะเรียกว่ามันเป็น Big Data นะคะ

00:38:43.686 --> 00:38:47.124
อันแรกปริมาณนะคะหรือว่า V-Volume

00:38:47.763 --> 00:38:54.471
ก็จะเป็นปริมาณข้อมูลที่สามารถผลิต และก็จัดเก็บไว้ที่มีขนาดใหญ่เพียงพอนะคะ

00:38:54.471 --> 00:39:02.015
ปริมาณข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ไว้บ่งบอกคุณภาพ และก็ประสิทธิภาพของข้อมูลด้วยนะคะว่า

00:39:02.270 --> 00:39:04.421
ข้อมูลตัวนั้น Big จริงหรือเปล่า

00:39:04.974 --> 00:39:09.174
ถ้าแค่ข้อมูลระดับ 1,000 คนนี่ เราจะไม่เรียกว่าเป็น Big Data นะคะ

00:39:09.174 --> 00:39:11.566
หลักล้านขึ้นไปนี่จะเป็น Big Data

00:39:12.502 --> 00:39:17.802
ความเร็วนะคะ V ที่ 2 นะคะ Velocity

00:39:18.143 --> 00:39:22.012
จะเป็นความเร็วในการประมวลผล และก็การผลิตข้อมูล

00:39:22.225 --> 00:39:28.704
เพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้ใช้งานนะคะ Big Data จะเป็นข้อมูลแบบ Real-time

00:39:29.385 --> 00:39:34.131
เช่น เวลาคุณดูไลฟ์สด ดู YouTube หรือดู Live ใด ๆ ก็ตาม

00:39:34.344 --> 00:39:39.068
ข้อมูลจะเกิดขึ้นตลอดเวลานะคะ

00:39:39.068 --> 00:39:41.633
มีการประมวลผลตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

00:39:41.846 --> 00:39:45.684
แตกต่างจาก Small Data หรือว่าข้อมูลทั่วไปนะคะ

00:39:45.854 --> 00:39:49.804
ก็คือ Small Data คือคุณจะ.. ตอนไหนก็ได้

00:39:49.804 --> 00:39:56.892
แต่ถ้าเป็นข้อมูล Real-time ทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นเป็นปัจจุบันนะคะ

00:39:57.403 --> 00:40:09.636
หรืออาจจะเป็นการแค่เข้าไปดูไลฟ์สดใด ๆ ก็ตาม ที่คนดูทีละเป็นแสน เป็นล้านนะคะ

00:40:09.636 --> 00:40:12.497
Server ที่ต้องทำการประมวลผลส่งภาพ

00:40:12.752 --> 00:40:16.641
เพื่อให้ทุกคนสามารถดูได้พร้อมกัน จะต้องทำงานหนักมากนะคะ

00:40:16.641 --> 00:40:18.896
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในการสนทนา

00:40:19.151 --> 00:40:22.545
ข้อมูลบันทึกเสียง ข้อมูลถ่ายภาพวิดีโอ

00:40:22.886 --> 00:40:26.067
อัตราการสั่งซื้อสินค้า โปรโมชันต่าง ๆ

00:40:26.067 --> 00:40:30.093
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น Real-time จะถือว่าเป็น Big Data ทั้งหมดนะคะ

00:40:31.242 --> 00:40:36.711
V ตัวที่ 3 เป็น V Variety หรือว่าความหลากหลายนะคะ

00:40:36.924 --> 00:40:43.668
ความหลากหลายของข้อมูลอาจจะเกิดจากการที่มีสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน

00:40:44.264 --> 00:40:47.123
มันจะสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดได้

00:40:47.506 --> 00:40:51.988
อย่างที่บอกค่ะไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ ภาพ ข้อมูลเสียง วิดีโอ

00:40:52.286 --> 00:40:55.811
สามารถเอาไปตัดต่อ หรือเอามาสามารถในการวิเคราะห์

00:40:56.024 --> 00:41:02.261
หรือช่วยให้ทำให้ Big Data นี่ มันสามารถประมวลผลได้ดีขึ้นนะคะ

00:41:02.602 --> 00:41:08.267
กับ V สุดท้ายนะคะ Veracity นะคะ ก็คือคุณภาพของข้อมูล

00:41:08.991 --> 00:41:13.674
คุณภาพของข้อมูลนี่ มันยังสามารถไปวิเคราะห์ต่อได้

00:41:14.312 --> 00:41:18.244
บางครั้งข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์นี่ ก็เอามาทำ Big Data ได้เหมือนกัน

00:41:18.244 --> 00:41:21.960
เพราะว่าถือว่าเป็นข้อมูลดิบนะคะ

00:41:22.130 --> 00:41:26.561
ข้อมูลดิบนี่จะมาจากหลายแหล่ง เพื่อเอาไปประมวลผล ทั้ง Facebook YouTube

00:41:26.987 --> 00:41:29.662
และก็ที่นิยมกันตอนนี้ก็คือ Twitter

00:41:30.981 --> 00:41:34.507
การเอาข้อมูลตัวอักษรใน Twitter มาประมวลผลนะคะ

00:41:34.507 --> 00:41:43.152
เป็นเทรนด์ Twitter บ้าง อะไรบ้างนะคะ เป็นการส่งต่อข้อมูลซึ่งกันและกัน

00:41:43.918 --> 00:41:48.687
มีการ Retweet อะไรอย่างนี้ พวกคุณน่าจะเข้าใจนะคะ

00:41:48.687 --> 00:41:53.735
ในการเล่นโซเชียลพวกนี้นะคะ แต่ข้อมูลจะต้องมีการคัดกรอง

00:41:54.246 --> 00:41:56.889
ความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนะคะ

00:41:57.911 --> 00:42:04.325
อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เอามาประกอบกัน จนเรียกว่าเป็น "Big Data" นะคะ

00:42:04.325 --> 00:42:08.243
Twitter นี่เยอะนะคะ ว่าแต่ละคนให้ข้อมูลมา

00:42:08.754 --> 00:42:11.734
ยิ่งกว่าสำนักข่าวอีกก็มีนะคะ

00:42:13.139 --> 00:42:17.222
กระบวนการทำงานของ Big Data มีอยู่ 3 ขั้นตอนหลัก ๆ นะคะ

00:42:17.222 --> 00:42:21.315
ก็คือการจัดเก็บข้อมูล หลังจากนั้นก็เอามาประมวลผล

00:42:21.528 --> 00:42:24.468
แล้วก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์ข้อมูล

00:42:24.936 --> 00:42:28.845
พอเราได้กราฟกราฟหนึ่งมา ออกจาก Big Data

00:42:28.845 --> 00:42:34.741
เราต้องมาวิเคราะห์แล้วว่าข้อมูลที่ได้นี่ มันบอกอะไรเราได้บ้างนะคะ

00:42:34.911 --> 00:42:36.780
เช่น ดูข้อมูล Real-time

00:42:38.014 --> 00:42:40.577
อย่างเช่นเวลา บ่ายโมงถึงบ่าย 2

00:42:41.088 --> 00:42:46.812
สถิติการใช้อินเทอร์เน็ต ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครในเวลาเรียน

00:42:47.280 --> 00:42:49.839
เว็บไซต์ไหนที่นักศึกษาเข้าเยอะที่สุด

00:42:51.286 --> 00:42:53.980
เป็น Big Data ไหม Big Data นะคะ

00:42:56.747 --> 00:42:59.218
เพราะข้อมูลเราเก็บเป็นหน่วยวินาที

00:43:01.048 --> 00:43:04.699
แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์กี่เครื่องล่ะในมหาวิทยาลัย

00:43:05.806 --> 00:43:10.803
แล้วใช้รหัสอินเทอร์เน็ตนักศึกษา 1 ชั่วโมง

00:43:11.101 --> 00:43:14.910
มีคนใช้งานกี่คน เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง

00:43:15.165 --> 00:43:19.358
ถามว่ามหาวิทยาลัยเก็บไหม เก็บนะคะ

00:43:19.358 --> 00:43:23.223
เพราะว่าอินเทอร์เน็ตมหาวิทยาลัย มันก็จะมีเหมือนมีประตูประตูหนึ่งสำหรับ

00:43:23.223 --> 00:43:27.124
ตรวจดูว่ามีเว็บไซต์อะไรผ่านเข้า-ออกในมหาวิทยาลัยบ้าง

00:43:27.550 --> 00:43:32.627
อันนี้ก็เอามาทำ Big Data ได้เหมือนกันนะคะ ว่าสรุปแล้วในเวลาเรียน

00:43:33.010 --> 00:43:36.052
เข้าเว็บไซต์ไหนมากที่สุด อาจจะเป็นอันดับ 1 Google

00:43:36.478 --> 00:43:39.621
อันดับต่อมาอาจจะเป็น Facebook รองลงมาอาจเป็น Tiktok

00:43:40.770 --> 00:43:45.047
YouTube Instagram อะไรพวกนี้นะคะ

00:43:45.047 --> 00:43:49.304
ก็สามารถดูข้อมูลพวกนี้ได้ เพราะถือว่าเป็น Big Data เช่นเดียวกัน

00:43:52.113 --> 00:43:56.674
ประโยชน์ของการใช้งาน Big Data นะคะ

00:43:56.674 --> 00:44:00.872
Big Data นี่มันก็สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ในหลายภาคส่วน

00:44:00.872 --> 00:44:05.009
แน่นอนภาครัฐภาคเอกชนใช้หมดนะคะ

00:44:05.477 --> 00:44:10.983
สามารถเข้าใจ User หรือเข้าใจผู้ใช้งานกับลูกค้ามากขึ้น

00:44:11.919 --> 00:44:14.519
อย่างเช่นอะไร สังเกตไหมคะว่า

00:44:15.328 --> 00:44:17.398
เวลาเราดูคลิปใน YouTube

00:44:18.377 --> 00:44:20.971
หรือ Search อะไรใด ๆ ก็ตามใน Google

00:44:22.205 --> 00:44:25.868
หรือแค่นั่งดูคลิปสักอย่าง

00:44:26.634 --> 00:44:33.376
มันจะต้องมีโฆษณาแนะนำสินค้าที่เรากำลังสนใจพอดีเลย ทำไมเขารู้

00:44:35.206 --> 00:44:43.436
เช่นคุณดู คุณอาจจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ใน Google

00:44:44.074 --> 00:44:48.657
หลังจากนั้นโฆษณาใน Facebook จะเป็นเกี่ยวกับน้ำยาล้างรถ

00:44:48.827 --> 00:44:56.511
น้ำยาเคลือบสีรถ ขัดเงาล้อ เขารู้ได้อย่างไรนะคะ

00:44:56.681 --> 00:45:01.771
เพราะว่าระบบพวกนี้นี่ เขาก็จะติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภคนะคะ

00:45:01.984 --> 00:45:08.285
ก็จะมาศึกษาว่าลักษณะของผู้บริโภคแบบนี้ มีการตัดสินใจเลือกสินค้าอย่างไรนะคะ

00:45:08.285 --> 00:45:14.179
เขาก็จะเริ่มมีการโฆษณาสินค้าที่เราค้นหาเยอะขึ้นนะคะ

00:45:14.434 --> 00:45:15.771
กับอีกอย่างหนึ่ง

00:45:16.750 --> 00:45:21.190
บางทีที่มันเป็นข้อถกเถียงกันก็คือ เขาแอบดักฟังเราหรือเปล่า

00:45:21.190 --> 00:45:23.511
เราแค่คุยกับเพื่อนว่าเราอยากไปคาเฟ่

00:45:25.341 --> 00:45:29.444
แล้วสักพักเล่น Facebook มีแต่แนะนำคาเฟ่เต็มไปหมดเลย

00:45:30.000 --> 00:45:37.132
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาถกเถียงกันว่ามันมีฟังก์ชัน เปิดไมโครโฟนของเราอัตโนมัติหรือเปล่า

00:45:37.132 --> 00:45:39.378
ทำไมเขารู้นะคะ

00:45:40.229 --> 00:45:44.908
รวมถึงวิเคราะห์ความต้องการในอนาคต อย่างเช่นเรารู้แล้วว่า

00:45:45.504 --> 00:45:47.484
ฤดูนี้มันไม่ได้หนาวมาก

00:45:48.931 --> 00:45:55.377
เสื้อผ้าที่จะเหมาะกับบางทีตอนเช้าก็หนาว พอกลางวันมันร้อนมันควรจะเป็นอะไร

00:45:55.377 --> 00:46:01.282
มันก็จะเริ่มมีโฆษณาเสื้อกันหนาว ที่กัน UV ได้ด้วยมาขาย

00:46:01.750 --> 00:46:08.598
มาโฆษณาให้เรา ทั้งใน Facebook Instagram โฆษณา YouTube

00:46:09.492 --> 00:46:16.142
อยู่ดี ๆ ก็เข้ามา เพราะวิเคราะห์ความต้องการแล้วว่า ตอนนี้คนไทย บางทีก็ร้อนบางทีก็หนาว

00:46:16.525 --> 00:46:19.129
อยากได้กันแดดด้วยนะคะ

00:46:19.470 --> 00:46:24.766
รวมถึงวางแผนในอนาคต การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ

00:46:25.021 --> 00:46:29.338
เพราะข้อมูลที่เรามีอยู่นี่ มันสามารถนำมาวิเคราะห์อนาคตได้

00:46:29.593 --> 00:46:32.065
ประกอบการตัดสินใจได้นะคะ

00:46:32.534 --> 00:46:37.558
อย่างเช่น ถ้าเรารู้แล้วว่า มีคนเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะมากในมหาวิทยาลัย

00:46:37.984 --> 00:46:45.201
มันอาจจะมีการวางแผนสำหรับการจัดการ อุปกรณ์ที่ทำให้เราเล่นอินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้นนะคะ

00:46:45.584 --> 00:46:51.413
พอเรารู้แล้วนี่ มันลดงบประมาณอย่างไร เพราะว่าเราไม่ต้องซื้อสินค้าเผื่อ

00:46:51.711 --> 00:46:57.302
เรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไร ในการทำให้อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นนะคะ

00:46:57.855 --> 00:47:00.462
นักศึกษาใช้งานเว็บไหนได้มากที่สุด

00:47:01.186 --> 00:47:06.739
ก็ซื้ออุปกรณ์ที่ดูแลอินเทอร์เน็ต ได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น

00:47:06.739 --> 00:47:11.532
ไม่ต้องซื้อมาเผื่อ ซื้อมาแต่พอดี อุปกรณ์พอดีสำหรับการใช้งาน

00:47:11.787 --> 00:47:18.128
อาจจะไม่ต้องซื้อเครื่องที่ดูแล ได้อย่างมหาศาลขนาดนั้น เอาแค่ใช้งานก็ได้

00:47:18.128 --> 00:47:20.612
เพื่อประหยัดงบลงทุนนะคะ

00:47:22.442 --> 00:47:26.278
ระบบฐานข้อมูลนะคะ อย่างที่บอก

00:47:26.278 --> 00:47:31.130
ฐานข้อมูลมันจะเป็นโครงสร้างของการเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน

00:47:31.513 --> 00:47:34.548
เช่น ข้อมูลนักศึกษา ก็จะถูกเก็บไว้

00:47:34.718 --> 00:47:38.299
แน่นอนข้อมูลของคุณ จะไม่มีข้อมูลของเพื่อนมาเกี่ยวข้องด้วย

00:47:38.299 --> 00:47:40.355
ของใครของมันนะคะ

00:47:40.696 --> 00:47:44.793
แล้วก็จะเป็นการจัดการ โดยใช้ซอฟต์แวร์ประเภทระบบจัดการฐานข้อมูล

00:47:45.176 --> 00:47:47.270
หรือว่า Database Management System

00:47:48.036 --> 00:47:51.674
ในหนังสือบางเล่ม จะเรียกง่าย ๆ ว่า DBMS นะคะ

00:47:57.250 --> 00:48:01.640
ซึ่งฐานข้อมูลนี่ มันก็จะมีส่วน ที่ทำหน้าที่ในการทำอธิบายนะคะ

00:48:01.853 --> 00:48:03.776
ความหมายของรายการที่เก็บอยู่

00:48:04.074 --> 00:48:09.109
โดยสิ่งที่อยู่ในนั้นนี่ เราจะเรียกว่าเป็นบัญชีของระบบ

00:48:09.450 --> 00:48:12.360
พจนานุกรมของข้อมูล Metadata

00:48:12.360 --> 00:48:17.627
อันนี้เดี๋ยวบทถัด ๆ ไป อาจารย์จะลงรายละเอียดเยอะกว่านี้นะคะ

00:48:17.882 --> 00:48:19.852
อันนี้แนะนำไปก่อน

00:48:22.619 --> 00:48:26.922
โดยฐานข้อมูลนี่ ถ้าโครงสร้างของข้อมูล

00:48:26.922 --> 00:48:33.243
อาจจะถูกแยกออกจากโปรแกรมประยุกต์เก็บไว้นะคะ ทำไมต้องแยก

00:48:34.478 --> 00:48:37.439
ข้อมูลจะถูกแยกเก็บออกจากโปรแกรม

00:48:37.737 --> 00:48:40.807
เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งคุณเปลี่ยนโปรแกรม

00:48:41.445 --> 00:48:45.189
ข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลจะไม่ได้รับความเสียหาย

00:48:45.913 --> 00:48:51.386
เพราะถ้าเราผูกติดทุกอย่างไว้กับโปรแกรม ไม่ว่าเราจะใช้ อยู่ดี ๆ วันนี้อยากใช้โปรแกรม A

00:48:51.854 --> 00:48:55.337
พอสัก 5 ปี อยากเปลี่ยนเป็นโปรแกรม B ไม่ได้

00:48:55.635 --> 00:48:59.125
เพราะโดนผูกขาดว่าต้องใช้ A เท่านั้น

00:49:00.189 --> 00:49:03.207
จัดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้นะคะ

00:49:03.462 --> 00:49:09.234
ถ้ามีการเพิ่มหรือมีการปรับปรุงโปรแกรม หรือโครงสร้างของข้อมูล

00:49:10.000 --> 00:49:12.045
จะต้องไม่ได้รับผลกระทบ

00:49:12.598 --> 00:49:14.123
จากการเปลี่ยนโปรแกรม

00:49:15.272 --> 00:49:20.048
วันนี้คุณอยากจะใช้โปรแกรม A ก็ได้ วันพรุ่งนี้อาจใช้ B ก็ย่อมได้

00:49:20.048 --> 00:49:22.167
เพราะข้อมูลคุณจะไม่หายไปไหน

00:49:22.167 --> 00:49:26.106
อันนี้คือลักษณะของการใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

00:49:27.766 --> 00:49:32.484
รูปนี้คุ้น ๆ ไหมกับที่ผ่านมาแล้วนะคะ

00:49:32.484 --> 00:49:38.620
จะสังเกตได้ว่า แต่ละฝ่ายจะมีโปรแกรมในการทำงานแยกกัน

00:49:39.642 --> 00:49:42.848
แต่จะมีระบบจัดการฐานข้อมูลอยู่ตรงกลาง

00:49:43.486 --> 00:49:49.881
เพื่อให้เราสามารถเรียกใช้ข้อมูล ทั้งข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน การขายสินค้า

00:49:55.414 --> 00:50:03.114
ลูกค้า บัญชีรู้ ฝ่ายขายรู้ ฝ่ายบุคคลอยากรู้ก็ดูได้นะคะ

00:50:03.114 --> 00:50:07.949
มีพนักงานขายเข้ามาใหม่ ฝ่ายบุคคลก็...

00:50:14.461 --> 00:50:18.250
มีการปรับปรุงสินค้า ราคาสินค้า รหัสสินค้า

00:50:18.250 --> 00:50:23.849
ทุกอย่างทำที่เดียว สามารถเรียกดูได้ทุกโปรแกรมนะคะ

00:50:23.849 --> 00:50:26.577
อันนี้คือข้อดี ของการใช้ระบบจัดการฐานข้อมูล

00:50:33.016 --> 00:50:36.837
ระบบจัดการฐานข้อมูลมีหน้าที่อะไรบ้างนะคะ

00:50:37.007 --> 00:50:41.033
ตั้งแต่การเขียนพจนานุกรมข้อมูล อย่างที่อาจารย์บอกว่า

00:50:41.033 --> 00:50:46.617
สมมุติว่าต่อไปคุณเขียนโปรแกรม ภาษาอังกฤษของนักเรียน ก็คือ Student

00:50:50.000 --> 00:50:59.702
ในพจนานุกรมของคุณอาจจะเขียนแค่ S-t-d แทนคำว่า Student ก็ได้นะคะ

00:51:00.298 --> 00:51:03.118
เป็นอย่างสั้นอย่างย่อนะคะ

00:51:03.884 --> 00:51:09.622
หรือการจัดเก็บข้อมูล เราอาจจะเพิ่ม-ลบแก้ไขข้อมูลได้ง่ายนะคะ

00:51:09.622 --> 00:51:13.219
มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล แล้วก็เป็นการนำเสนอข้อมูล เช่น

00:51:13.474 --> 00:51:16.555
เอาข้อมูลที่มีทั้งหมดออกมาเป็นกราฟให้ดู

00:51:16.555 --> 00:51:19.772
เพื่อให้ผู้บริหารดูได้ง่ายก็ได้

00:51:20.000 --> 00:51:21.985
ผู้บริหารไม่ชอบดูตัวเลขค่ะ

00:51:22.283 --> 00:51:25.150
เขาจะชอบดูที่แบบเป็นภาพ

00:51:25.874 --> 00:51:29.617
เอามาให้เห็นเลยว่ายอดขายปีนี้ 10 ล้าน

00:51:30.000 --> 00:51:34.971
ปีก่อน 8,000,000 เขาอาจจะมองภาพไม่ค่อยชัด

00:51:35.184 --> 00:51:41.334
พอคุณทำเป็นกราฟแท่ง โอเค เขาจะรู้แล้วว่ายอดขายมันเพิ่มขึ้นจริง ๆ นะคะ

00:51:41.334 --> 00:51:42.546
รวมถึง...

00:51:47.696 --> 00:51:54.544
ของผู้ใช้พร้อมกัน อย่างเช่นระบบที่เราดูเกรด น่าจะเคยเข้าไปดูแล้ว ระบบ Connect

00:51:55.778 --> 00:51:57.213
ดูเกรดทุกวิชา

00:51:59.128 --> 00:52:01.814
ถามว่าอาจารย์ก็ใช้ระบบ Connect ไหม ใช้

00:52:03.006 --> 00:52:05.382
พวกคุณก็ใช้ แต่

00:52:06.787 --> 00:52:08.333
การใช้งานไม่เท่ากัน

00:52:09.312 --> 00:52:15.035
เข้าใช้งานพร้อมกันได้ แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากันนะคะ

00:52:15.035 --> 00:52:17.927
ดูข้อมูลได้ไม่เหมือนกัน อาจารย์ดูได้มากกว่า

00:52:18.353 --> 00:52:25.838
นักศึกษาก็จะดูได้เฉพาะของตัวเองนะคะ อันนี้ก็คือควบคุม ควบคุมการเข้าใช้งานของ User

00:52:26.093 --> 00:52:31.552
การสำรองข้อมูล การกู้คืนข้อมูล อย่างเช่น ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์

00:52:31.552 --> 00:52:39.120
ถามว่าข้อมูลเราจะหายไปไหม ไม่หายนะคะ เพราะเราสำรองข้อมูลไว้ในฮาร์ดดิสก์ของเรานี่

00:52:39.120 --> 00:52:42.843
มันสามารถย้ายเครื่องได้ ย้ายไปที่ไหนก็ได้นะคะ

00:52:43.056 --> 00:52:46.173
รวมถึงการจัดการความคงสภาพของข้อมูล

00:52:46.471 --> 00:52:51.608
เช่น รหัสบัตรประชาชน ทุกคนจะต้องมี 13 หลัก

00:52:52.970 --> 00:53:00.477
แต่คุณเข้าไปแก้ไขข้อมูล แล้วบังเอิญ ลืมว่าใส่ตัวเลข 0 ตกไปตัวหนึ่ง

00:53:01.584 --> 00:53:03.352
ถ้าคุณใส่ไม่ถูกต้อง

00:53:03.352 --> 00:53:05.702
ของกฎความคงสภาพของข้อมูล

00:53:06.170 --> 00:53:10.319
คุณใส่ไป 12 ตัว ระบบจะไม่ยอมให้คุณบันทึก

00:53:11.170 --> 00:53:15.586
เพราะว่ามันไม่ถูกต้อง ตามสภาพของข้อมูลที่ควรจะเป็น

00:53:16.182 --> 00:53:22.830
บัตรประชาชนจะต้องมี 13 หลัก ต้องใส่ให้ครบ ไม่อย่างนั้นระบบจะไม่ทำงานนะคะ

00:53:23.298 --> 00:53:33.856
อันนี้ก็เป็นลักษณะของความคงสภาพของข้อมูล ชื่อของเรา จะกรอกเป็นตัวเลขไม่ได้นะคะ

00:53:33.856 --> 00:53:39.390
ไม่มีใครชื่อเป็นตัวเลขอยู่แล้วใช่ไหม อันนี้ก็คือความคงสภาพของข้อมูล

00:53:40.369 --> 00:53:46.283
กับภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลนะคะ

00:53:46.283 --> 00:53:53.595
ภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลของวิชานี้ จะเป็นภาษา SQL

00:53:57.128 --> 00:54:01.748
เดี๋ยวเราจะได้เรียนหลัง Mid-term นะคะ อันนี้แนะนำไว้ก่อน

00:54:04.940 --> 00:54:09.826
การประยุกต์ใช้งานของฐานข้อมูลเยอะมาก รอบตัวคุณเลย ทุกอย่าง

00:54:10.379 --> 00:54:17.067
ใช้ฐานข้อมูลหมด ขนาดในโทรศัพท์ของคุณ เบอร์โทรศัพท์ที่เก็บไว้ในเครื่องก็คือฐานข้อมูล

00:54:17.578 --> 00:54:24.540
เม็มเบอร์พ่อ เม็มเบอร์แม่ เม็มเบอร์เพื่อนไว้ แอดไลน์เพื่อน แอดไลน์อาจารย์

00:54:24.540 --> 00:54:30.903
แอดไลน์พี่เจ้าหน้าที่ เป็นเพื่อนกันใน Facebook ลงคลิปใน YouTube

00:54:31.669 --> 00:54:37.169
ทุกอย่างฐานข้อมูลทั้งหมดเลยนะคะ เงินในบัญชีก็ฐานข้อมูล

00:54:38.361 --> 00:54:41.226
ถอนเท่าไร แม่ฝากให้เท่าไร

00:54:41.950 --> 00:54:46.218
จะถูกเก็บ Record ไว้หมด เก็บบันทึกไว้หมดนะคะ

00:54:46.218 --> 00:54:52.537
อันนี้คือ ไม่ว่าอะไรใด ๆ ในรอบตัวเราตอนนี้ ใช้ฐานข้อมูลหมดนะคะ

00:54:55.644 --> 00:55:01.376
องค์ประกอบของสิ่งที่จะต้องมี ในระบบฐานข้อมูลนะคะ

00:55:01.376 --> 00:55:04.282
สิ่งที่เชื่อมระหว่างคอมพิวเตอร์กับคน

00:55:04.537 --> 00:55:08.661
ก็คือข้อมูลนะคะ ในส่วนของคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง

00:55:09.385 --> 00:55:17.315
มีอุปกรณ์ มีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบข้าง ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานฐานข้อมูลทั้งหมดนะคะ

00:55:17.783 --> 00:55:22.030
จอก็ใช่ คีย์บอร์ดก็ใช่ กล้องก็ใช่นะคะ

00:55:22.243 --> 00:55:23.938
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องใช้

00:55:25.555 --> 00:55:28.284
Software นะคะ

00:55:28.497 --> 00:55:34.902
ก็จะทั้งที่เราใช้งานกันปัจจุบันก็คือระบบปฏิบัติการ ในห้องแล็บห้องนี้ก็จะเป็น Windows นะคะ

00:55:35.243 --> 00:55:40.687
ระบบจัดการฐานข้อมูลที่เราจะใช้ในเทอมนี้ จะเป็น Microsoft Access นะคะ

00:55:41.538 --> 00:55:45.489
อาจจะมีโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ ที่เราจะใช้บ้างก็ได้นะคะ

00:55:45.489 --> 00:55:47.804
แต่ว่าพื้นฐาน

00:55:48.783 --> 00:55:52.809
ใช้ภาษาเดียวกันก็คือภาษา SQL บางคนจบไปแล้วไปทำงาน

00:55:52.809 --> 00:55:55.886
อาจจะใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลชนิดอื่นก็ได้

00:55:55.886 --> 00:55:59.854
แต่ภาษาโปรแกรมเหมือนกันนะคะ

00:56:00.407 --> 00:56:03.905
แต่ว่าตอนนี้เรามีลิขสิทธิ์ของ Windows

00:56:03.905 --> 00:56:08.482
เราก็ใช้อุปกรณ์ ของพวก Microsoft License แล้วกันนะคะ

00:56:11.078 --> 00:56:16.279
ข้อมูลก็จะเป็นสิ่งที่จัดเก็บ อยู่ในระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

00:56:16.279 --> 00:56:19.524
ก็จะเอาไว้ประมวลผลต่อไปนะคะ

00:56:20.000 --> 00:56:24.114
ในระบบจัดการฐานข้อมูล ก็จะมีส่วนที่ไว้สำหรับ อธิบายข้อมูลด้วยนะคะ

00:56:24.114 --> 00:56:27.671
บรรยายลักษณะของข้อมูลด้วยนะคะ

00:56:29.459 --> 00:56:35.880
Procedure อาจจะเป็นคำสั่งแล้วก็กฎต่าง ๆ ที่เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานนะคะ

00:56:35.880 --> 00:56:37.234
เราก็จะเขียนไว้

00:56:37.234 --> 00:56:42.561
ซึ่งวิชานี้จะต้องได้วาดรูปด้วยนะคะ

00:56:42.987 --> 00:56:45.564
อาจจะเคยวาด Mind Map มาแล้ว

00:56:46.756 --> 00:56:54.400
ใกล้เคียงกัน แต่รูปที่เราจะวาด เราจะเขียนว่าแผนภาพ ER นะคะ

00:56:54.783 --> 00:56:58.780
เดี๋ยวถัด ๆ ไปเราจะได้วาดรูปด้วยนะคะ

00:56:59.504 --> 00:57:07.706
สัญลักษณ์แต่ละอย่างในรูปมีความหมาย หัวลูกศรมีความหมาย เป็นเส้นตรง เส้นประ

00:57:08.047 --> 00:57:13.226
ทุกอย่างจะแทนความหมายหมด เพราะฉะนั้น ถ้าวันไหนวาดรูป ตั้งใจนะคะ

00:57:17.184 --> 00:57:22.184
บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ก็จะเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับฐานข้อมูลทั้งหมด

00:57:22.184 --> 00:57:27.950
ทั้งออกแบบการใช้งานนะคะ อาจจะเป็น User หรือว่าผู้ใช้งานทั่วไป

00:57:28.674 --> 00:57:34.203
เป็น Database Admin หรือว่านักออกแบบระบบ ดูแลระบบทุกอย่างนะคะ

00:57:37.012 --> 00:57:43.594
อาจจะเป็นทั้งผู้บริหาร คนพัฒนาโปรแกรม อันนี้ก็คือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้งาน

00:57:45.297 --> 00:57:51.670
ข้อดีของการใช้งานฐานข้อมูลนะคะ ก็คือ เป็นอิสระจากโปรแกรมกับข้อมูล

00:57:52.266 --> 00:57:56.887
ถ้าเราอัปเดตโปรแกรม เปลี่ยนโปรแกรม ข้อมูลเราจะไม่เสียหายนะคะ

00:57:57.313 --> 00:58:01.174
ลดความซ้ำซ้อนในของข้อมูล จัดเก็บข้อมูลที่เดียวกัน

00:58:01.515 --> 00:58:05.199
ถ้าข้อมูลตัวไหนซ้ำจะถูกตัดออกนะคะ

00:58:05.497 --> 00:58:10.501
มีความตรงกันของข้อมูลนะคะ ค้นหาข้อมูล

00:58:10.799 --> 00:58:14.382
เข้าไปแล้วก็จะเจอข้อมูลที่ตรงกันนะคะ

00:58:14.808 --> 00:58:19.348
สามารถใช้งานข้อมูลร่วมกันได้ ข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกัน

00:58:20.000 --> 00:58:26.116
สามารถเรียกดูแล้วก็เข้าใช้งานได้ง่าย ป้องกันแล้วก็ควบคุมการใช้งานได้ง่าย

00:58:26.116 --> 00:58:31.243
ลดปัญหาในการปรับปรุงรักษาโปรแกรมนะคะ เพราะว่าถ้าใช้เหมือนกัน

00:58:31.243 --> 00:58:35.984
การบำรุงรักษาก็จะเข้าใจตรงกัน ดูแลง่ายนะคะ

00:58:36.410 --> 00:58:45.307
แต่ข้อจำกัดที่บางคนไม่ค่อยอยากจะ ใช้งานระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีราคาแพง

00:58:45.307 --> 00:58:48.890
แต่ว่าความสามารถมันสูง บางคนก็จะเลือกตาม…

00:58:55.232 --> 00:59:01.913
ข้อจำกันมันก็จะมี อาจจะซับซ้อน ใช้ฟังก์ชันมันยากนะคะ

00:59:01.913 --> 00:59:07.186
รูปแบบในการเรียกดูข้อมูลมันยาก ขนาดมันใหญ่นะคะ

00:59:13.699 --> 00:59:15.424
ราคาก็แพงขึ้นเช่นเดียวกัน

00:59:16.020 --> 00:59:22.102
ถ้าราคาโปรแกรมแพง ตัวฮาร์ดแวร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้งานก็จะแพงขึ้นไปด้วยเหมือนกัน

00:59:22.400 --> 00:59:26.257
ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นในการติดตั้ง

00:59:26.555 --> 00:59:30.678
ผลกระทบจากการเสียหายก็ค่อนข้างสูง

00:59:32.125 --> 00:59:35.153
อย่างเช่น ถ้าเราเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวนี่

00:59:35.749 --> 00:59:38.557
เกิดวันดีคืนดีอาจจะเป็นน้ำท่วม ไฟไหม้

00:59:39.659 --> 00:59:46.429
ถ้าข้อมูลเก็บไว้ที่เดียว โดนไฟไหม้ ความเสียหายก็สูงเช่นเดียวกันนะคะ

00:59:46.429 --> 00:59:51.072
มันก็จะมีแผนสำหรับการสำรองข้อมูลอะไรอีก เดี๋ยวเราจะเรียนในบทถัด ๆ ไปนะคะ

00:59:53.456 --> 00:59:59.870
ชนิดของระบบฐานข้อมูล เราจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด มีเกณณ์แบ่งนะคะ

01:00:00.000 --> 01:00:04.043
ตอนแรกก็คือแบ่งตามลักษณะการใช้งาน กับแบ่งตามสถานที่ตั้ง

01:00:05.703 --> 01:00:13.554
อย่างแรกเลย ลักษณะการใช้งาน ถ้าเป็นฐานข้อมูลที่มีคนใช้งานคนเดียวนะคะ

01:00:13.554 --> 01:00:17.469
เราจะเรียกว่าเป็น Single User หรือ Stand Alone

01:00:17.469 --> 01:00:24.581
อย่างเช่นเราใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้าน ทำระบบบัญชี ที่บ้านแม่อาจจะเปิดร้าน

01:00:27.263 --> 01:00:30.192
ขายของเล็ก ๆ นะคะ

01:00:30.703 --> 01:00:34.441
ทำข้อมูลบัญชีอาจจะใช้ Excel ใช้คนเดียวนะคะ

01:00:34.867 --> 01:00:39.321
เราจะเรียกว่าเป็น Stand Alone ไม่ต้องแชร์ข้อมูลกับใคร

01:00:39.576 --> 01:00:45.976
แต่อีกแบบหนึ่งคือ เป็น Multi-User ทำงานพร้อมกันหลายคน

01:00:46.614 --> 01:00:53.281
ส่วนมากจะเป็นองค์การที่ขนาดใหญ่ขึ้น มีพนักงาน มีลูกจ้างนะคะ

01:00:53.536 --> 01:00:59.577
ส่วนมากถ้าเป็นตามบ้าน เราจะใช้เป็นผู้ใช้คนเดียว

01:00:59.787 --> 01:01:03.094
ถ้าเริ่มเป็นมีลูกน้องมีใด ๆ ก็ตาม

01:01:03.647 --> 01:01:08.931
เราจะเรียกว่าเป็นเป็น Multi-User ก็คือ อาจจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล 1 เครื่อง

01:01:08.931 --> 01:01:12.518
แล้วอีก 4 คนนี้ ก็แชร์ข้อมูลร่วมกันนะคะ

01:01:13.625 --> 01:01:17.724
กับแบ่งตามสถานที่ตั้งฐานข้อมูลนะคะ

01:01:18.150 --> 01:01:23.075
อันแรกจะเป็นฐานข้อมูลแบบศูนย์รวมนะคะ เก็บข้อมูลที่เดียว

01:01:23.628 --> 01:01:28.477
แล้วก็ค่อยให้สาขาย่อย ๆ นี่ เชื่อมต่อเข้ามา อย่างเช่นในมหาวิทยาลัยเรา

01:01:28.988 --> 01:01:32.389
เราจะมีฐานข้อมูลที่เดียว อาจจะเช่นที่ตึก 10

01:01:34.560 --> 01:01:39.835
อยากดูข้อมูลก็ล็อกอินเข้ามาดูข้อมูลได้

01:01:40.303 --> 01:01:43.262
แต่จะไม่เก็บที่อื่น เก็บที่เดียวนะคะ

01:01:44.581 --> 01:01:49.341
อันนี้ก็เป็นแบบศูนย์รวม กับแบบกระจาย

01:01:50.000 --> 01:01:58.007
เหมือนที่อาจารย์อธิบายว่า YouTube เวลาคุณดูนี่ ฐานข้อมูลหลักมันจะอยู่ที่อเมริกา

01:01:58.305 --> 01:02:02.788
แต่เขาอาจจะมีการกระจายฐานข้อมูลออกมาไว้ใกล้ ๆ เราอีกทีหนึ่ง

01:02:02.788 --> 01:02:06.958
ก็อาจจะเป็นแถวฮ่องกง

01:02:08.065 --> 01:02:10.831
หรือแถวเวียดนาม

01:02:12.406 --> 01:02:18.255
ตั้งไว้เพื่อให้เราสามารถเรียกดูข้อมูลได้เร็วขึ้น เป็นจุดที่ทวนสัญญาณนะคะ

01:02:18.255 --> 01:02:20.400
แบบนี้จะเรียกว่า "ฐานข้อมูลแบบกระจาย"

01:02:21.805 --> 01:02:30.745
จริง ๆ แล้ววันนี้นี่ ส่วนใหญ่ทุกคนจะเริ่มเข้าใจแล้ว ว่าฐานข้อมูลที่เราใช้กันนี่ มันคืออะไร

01:02:30.745 --> 01:02:33.361
ทำไมต้องเรียนนะคะ

01:02:33.361 --> 01:02:37.662
เราเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า เออ จริง ๆ แล้วรอบ ๆ ตัวเรานี่

01:02:37.832 --> 01:02:42.003
มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลเยอะมาก ๆ เลยนะคะ

01:02:43.620 --> 01:02:52.306
อาจารย์เลยจะเอางานให้ทำ อันนี้เป็นการบ้าน กลับไปทำที่บ้านนะคะ มีอยู่ 2 ข้อ เดี๋ยวอธิบายก่อน

01:02:52.859 --> 01:02:59.367
ก็คือยกตัวอย่างข้อมูลในแต่ละลำดับชั้นของการเก็บข้อมูลนะคะ

01:02:59.708 --> 01:03:01.517
เอามาสัก 3 ตัวอย่าง

01:03:02.581 --> 01:03:07.880
เป็นอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง กับให้ยกตัวอย่างข้อมูล

01:03:08.263 --> 01:03:10.839
ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี่

01:03:11.860 --> 01:03:14.336
ที่มันไม่สามารถซ้ำกับคนอื่นได้

01:03:14.591 --> 01:03:19.925
เอามาสัก 10 ตัวอย่าง แน่นอนอย่างแรก บัตรประชาชนคุณไม่ซ้ำแน่ ๆ ใช่ไหม

01:03:20.904 --> 01:03:24.851
รหัสนักศึกษาซ้ำไหม ไม่ซ้ำ

01:03:25.830 --> 01:03:27.658
เบอร์โทรศัพท์ซ้ำไหม

01:03:29.105 --> 01:03:30.259
ไม่ซ้ำ

01:03:30.770 --> 01:03:36.682
ไม่ใช่โทรหาคุณ กดเบอร์คุณจะโทรหาคุณ แต่มันขึ้นของคนอื่นนี่ มันเป็นไปไม่ได้

01:03:37.661 --> 01:03:42.691
3 ตัวอย่างแล้วนะ ทะเบียนรถยนต์ซ้ำกันได้ไหม ไม่ได้

01:03:42.691 --> 01:03:46.823
ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ซ้ำกันได้ไหม 5 ตัวอย่างแล้ว

01:03:47.461 --> 01:03:51.137
ไปหามาอีกสิ 5 ตัวอย่าง ที่เหลืออะไรที่มันซ้ำกันไม่ได้อีก

01:03:52.329 --> 01:03:55.236
มันต้องมีแหละ ห้ามซ้ำกัน

01:03:55.577 --> 01:03:58.808
รหัสสินค้าซ้ำกันได้ไหม ลองไปคิดดูสิ

01:04:00.000 --> 01:04:01.175
เออ

01:04:02.154 --> 01:04:04.248
รหัสสินค้าซ้ำกันไม่ได้ มีอะไรอีก

01:04:05.057 --> 01:04:10.337
มีอะไรอีกที่ซ้ำกันไม่ได้ Account เล่น Facebook ซ้ำกันได้ไหม

01:04:10.763 --> 01:04:14.104
ซ้ำได้หรือเปล่า อีเมลซ้ำกันได้ไหม

01:04:14.955 --> 01:04:18.523
ลองไปคิดดูนะคะ ยกตัวอย่างที่มันไม่ซ้ำกัน

01:04:18.991 --> 01:04:23.859
ส่วนข้อ 1 นี่ ยกตัวอย่างลำดับชั้นของข้อมูล มาดูตัวอย่างใน...

01:04:31.270 --> 01:04:35.894
เดี๋ยวนะคะ ตัวอย่างจะเป็น

01:04:37.937 --> 01:04:39.962
หน้าที่เป็นรูปแฟ้ม

01:04:42.558 --> 01:04:45.321
แบบนี้ ลำดับชั้น

01:04:46.385 --> 01:04:52.454
ให้หามาเมื่อกี้อาจารย์ให้กี่ตัวอย่างจำไม่ได้แล้ว ให้เรียงลำดับจากน้อยขึ้นไปหามากแบบนี้

01:04:52.795 --> 01:04:58.959
อันนี้เป็นรูปตัวอย่าง ภาษาไทยมีกำกับด้วย ให้ลองเขียนมานะคะว่า

01:04:59.172 --> 01:05:04.111
เวลาเราทำลำดับชั้นการเก็บข้อมูลนี่ เราจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

01:05:04.494 --> 01:05:09.636
คุณบางคนอาจจะเขียนจากมากไปน้อย หรือน้อยไปมากแล้วแต่นะคะ เอาที่สะดวกเลย

01:05:10.000 --> 01:05:15.297
อันนี้เป็นตัวอย่าง อยู่ในสไลด์ที่ 19 ข้อ 1 จะทำตามสไลด์ที่ 19 นะ

01:05:15.595 --> 01:05:21.638
ข้อ 1 ตามสไลด์ที่ 19 เผื่อจะได้ไปเจอข้อมูลง่าย ๆ 3 ตัวอย่างเอง

01:05:22.064 --> 01:05:25.201
ลองไปหามาสิจะเป็นอย่างไรนะคะ

01:05:25.457 --> 01:05:30.198
ตัวอย่างข้อมูลที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น 10 ตัวอย่าง

01:05:30.198 --> 01:05:34.272
เมื่อกี้พูดไปแล้ว 5-6 อย่างแล้ว ไปหามาเพิ่มให้ครบ 10

01:05:34.910 --> 01:05:38.804
ไม่น่าจะยากสำหรับวันแรกนะ

01:05:40.000 --> 01:05:43.929
งานครั้งนี้ส่งวันไหนดี

01:05:46.185 --> 01:05:48.034
วันศุกร์มีเรียนไหมคะ

01:05:52.557 --> 01:05:57.398
ส่งวันศุกร์แล้วกันนะ จะได้ไม่ต้องค้างไปเสาร์-อาทิตย์

01:05:57.909 --> 01:06:05.140
ทำใส่กระดาษรายงาน เขียนด้วยลายมือตัวเอง ส่ง ใส่กระดาษรายงานนะคะ ไม่ต้องใส่สมุด

01:06:11.269 --> 01:06:20.162
ส่งที่ตู้ส่งงานอาจารย์ ตึก 9 เหมือนเดิม ตู้สีฟ้า ถูกตู้นะ มีชื่ออาจารย์อยู่

01:06:21.694 --> 01:06:23.647
ส่งวันศุกร์ ภายในวันศุกร์นะ

01:07:23.439 --> 01:07:27.787
โอเคค่ะ สัปดาห์นี้ประมาณนี้ค่ะล่าม ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณถอดความด้วยนะคะ

01:07:29.789 --> 01:07:32.245
ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ