﻿WEBVTT

00:00:00.680 --> 00:00:03.570
(อาจารย์) หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เป็นนามประธรรมก็ได้

00:00:03.820 --> 00:00:08.380
คำชม ยกย่อง การทำแล้วได้เกียรติบัตร การเข้าอบรม

00:00:12.060 --> 00:00:17.621
การเข้าอบรมแล้วก็ได้ประกาศนียบัตร

00:00:19.056 --> 00:00:21.530
ได้ลงเพจโรงเรียนอย่างนี้ค่ะ

00:00:21.910 --> 00:00:25.630
ก็เป็นตัวล่อที่เป็นนามประธรรมนะคะ

00:00:30.280 --> 00:00:31.467
ขออภัยนะ

00:00:31.685 --> 00:00:36.690
อันนี้ครั้งแรกที่ครูมาสอนในห้องนี้ก็จะขลุกขลักนิดหนึ่งนะคะ

00:00:39.260 --> 00:00:42.341
ต่อไปเป็นมนุษยนิยม

00:00:42.793 --> 00:00:46.190
มนุษยนิยมก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งนะคะ

00:00:46.633 --> 00:00:51.891
ว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งจูงใจภายนอกละ

00:00:52.437 --> 00:00:55.500
แต่เป็นสิ่งที่เขาทำ

00:00:56.040 --> 00:01:01.988
เพราะว่าเขามีสิ่งที่จูงใจภายในของตัวเอง

00:01:03.333 --> 00:01:04.870
ซึ่งมนุษยนิยมนี่ค่ะ

00:01:05.690 --> 00:01:07.205
จุดเด่นของมนุษยนิยม

00:01:07.229 --> 00:01:10.540
ก็คือว่าเขาจะให้ความสำคัญ

00:01:10.564 --> 00:01:14.120
กับความเป็น มนุษย์ของแต่ละคน

00:01:14.780 --> 00:01:19.213
โดยที่เชื่อว่าคนแต่ละคนนี่มีความคิดของตัวเอง

00:01:19.509 --> 00:01:21.690
คนแต่ละคนมีความเชื่อของตัวเอง

00:01:21.820 --> 00:01:24.721
คนแต่ละคนมีความสามารถเป็นของตัวเอง

00:01:24.982 --> 00:01:29.450
ดังนั้น เราไม่ต้องไปพึ่งสิ่งเร้าภายนอก

00:01:29.820 --> 00:01:32.388
เราไม่ต้องไปพึ่งสิ่งจูงใจภายนอกเลย

00:01:32.690 --> 00:01:34.888
แต่มันเกิดจากตัวเราเองนี่ล่ะ

00:01:34.982 --> 00:01:39.419
ที่เราทำเพราะเราเห็นว่ามันดี

00:01:39.950 --> 00:01:42.252
เราทำเพราะว่าเรา...

00:01:44.586 --> 00:01:49.140
เห็นว่าเมื่อเราทำสิ่งนี้แล้วการ...

00:01:49.720 --> 00:01:52.971
การเป็นนักศึกษาที่ดีควรจะทำแบบนี้นะ

00:01:53.325 --> 00:01:56.810
การเป็นลูกที่ดีควรจะทำแบบนี้นะ

00:01:57.120 --> 00:01:59.029
การเป็นครูที่ดีเราทำอันนี้

00:01:59.053 --> 00:02:03.060
เราจะเรียกตัวเองได้เต็มปาก ว่าเราคือครูที่ดีคนหนึ่งอย่างนี้ค่ะ

00:02:03.490 --> 00:02:06.980
มันเป็นเรื่องของภายในตัวเราทั้งนั้นเลยนะคะ

00:02:07.420 --> 00:02:11.702
เพราะฉะนั้น มนุษยนิยมจะเน้นส่วนบุคคลเป็นสำคัญนะคะ

00:02:11.726 --> 00:02:13.585
ว่าคนคนนั้นน่ะ เขามีใน...

00:02:13.911 --> 00:02:17.753
ทิศทางในการเลือกเป้าหมายของตัวเองอย่างไรนะคะ

00:02:19.150 --> 00:02:25.130
ซึ่งมันก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องของความต้องการภายในของแต่ละคน

00:02:25.170 --> 00:02:27.250
มนุษย์ทุกคนต้องการเหมือนกันนะคะ

00:02:27.320 --> 00:02:29.254
ถ้าเกิดว่าเป็นสามเหลี่ยมตรงนี้

00:02:29.278 --> 00:02:32.620
เขาเรียกว่าความต้องการของ Maslow's นะ

00:02:33.000 --> 00:02:34.303
ความต้องการตรงนี้ค่ะ

00:02:34.327 --> 00:02:37.240
เราจะเห็นว่ามันจะเหมือนกันหมดเลย

00:02:37.264 --> 00:02:39.910
ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็ตามนะคะ

00:02:39.940 --> 00:02:42.880
อายุเท่าไรก็ตามก็มีความต้องการแบบนี้เหมือนกันล่ะ

00:02:43.190 --> 00:02:48.040
อันแรกข้างล่างสุดเราจะเห็นว่าเป็นเรื่องของ Physiological Needs

00:02:48.080 --> 00:02:51.880
ก็คือเรื่องของความต้องการทางกายต่าง ๆ

00:02:52.342 --> 00:02:55.864
การมีอาหารกิน การมีน้ำดื่ม

00:02:56.300 --> 00:02:58.680
การมีอากาศหายใจอย่างนี้ค่ะ

00:02:58.704 --> 00:03:03.770
คือสิ่งที่จะช่วยในการดำรงชีวิตทำให้เราไม่ตาย

00:03:04.550 --> 00:03:08.300
เราสามารถอยู่รอดได้ อันนี้มนุษย์ทุกคนต้องการหมด

00:03:08.390 --> 00:03:12.100
ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย ผู้ชาย ผู้หญิง อะไรก็แล้วแต่

00:03:12.331 --> 00:03:13.990
ต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหมด

00:03:14.040 --> 00:03:16.388
ต้องการอาหารกิน ต้องการน้ำดื่ม

00:03:16.613 --> 00:03:19.580
ต้องการอากาศหายใจเหมือนกันนะคะ

00:03:20.740 --> 00:03:24.550
ลำดับที่ 2 ถัดขึ้นมาเป็นเรื่องของ Safety Needs

00:03:24.950 --> 00:03:30.088
Safety Needs นี่หมายถึงเรื่องของความที่รู้สึกมั่นคงปลอดภัย

00:03:30.421 --> 00:03:34.480
ว่าชีวิตเราจะไม่เป็นอันตราย

00:03:35.040 --> 00:03:38.655
เรามีบ้านอยู่ เราอยู่ในสังคมที่ดี

00:03:38.760 --> 00:03:43.290
เราอยู่ในสังคมที่ปลอดภัยปราศจากโจรขโมยอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:03:43.860 --> 00:03:46.729
หรือการที่เรามีเงินใช้

00:03:47.089 --> 00:03:49.310
มันก็เป็นเรื่องของ Safety Needs เหมือนกัน

00:03:49.396 --> 00:03:51.660
เพราะว่าถ้าเกิดเราไม่มีเงินใช้

00:03:51.684 --> 00:03:54.726
เราจะรู้สึกชีวิตนี้ไม่ปลอดภัยล่ะ

00:03:55.050 --> 00:03:58.170
เราจะอยู่รอดไหมนะ ถ้าไม่มีเงินซื้อข้าวกินอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:03:58.190 --> 00:04:03.990
ไม่มีเงินขึ้นรถเมล์มาเรียนอะไรอย่างนี้ เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยล่ะนะคะ

00:04:04.320 --> 00:04:06.567
ดังนั้น มันก็จะเป็นลำดับที่ 2

00:04:06.692 --> 00:04:13.000
เมื่อมนุษย์เรามีอาหารกินแล้วอย่างไรก็มีกินล่ะ

00:04:13.260 --> 00:04:15.188
มีน้ำดื่มอย่างไรก็ไม่ตายล่ะ

00:04:15.526 --> 00:04:18.270
เรามีอากาศหายใจอย่างไรเราก็ไม่ตายล่ะอย่างนี้ค่ะ

00:04:18.290 --> 00:04:22.780
เราค่อยมานึกถึงเรื่องของความปลอดภัยว่าเราอยู่ตรงไหน

00:04:22.800 --> 00:04:25.655
เรามีบ้านอยู่หรือยัง มีที่ซุกหัวนอนหรือยัง

00:04:26.088 --> 00:04:30.480
มีเครื่องนุ่งห่มแต่งกายหรือยังอย่างนี้ค่ะ

00:04:31.310 --> 00:04:35.230
แล้วก็ค่อยมานึกถึงลำดับที่ 3 เรื่องของ Social Needs

00:04:35.570 --> 00:04:37.757
ก็คือค่อยนึกถึงคนอื่น

00:04:38.542 --> 00:04:42.360
เอาตัวเองให้รอดก่อนใช่ไหม 2 ขั้นแรกเป็นเรื่องของตัวเองอย่างนี้ค่ะ

00:04:43.080 --> 00:04:45.026
ขั้นที่ 3 Social Needs นี่

00:04:45.050 --> 00:04:49.210
ก็เป็นเรื่องของคนอื่นล่ะ เป็นเรื่องของในสังคมล่ะ

00:04:49.590 --> 00:04:51.853
ได้รับการยอมรับในสังคมไหม

00:04:52.457 --> 00:04:56.247
มีความรักที่ดีไหม

00:04:56.665 --> 00:04:59.670
มีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไหม

00:04:59.700 --> 00:05:03.634
มีกลุ่มเพื่อนที่เราสบายใจในการอยู่ด้วยอย่างนี้ค่ะ

00:05:03.912 --> 00:05:05.720
ก็จะเป็นเรื่องของ Social Needs

00:05:06.330 --> 00:05:09.615
อันดับที่ 4 สูงขึ้นไปสีเขียว

00:05:10.048 --> 00:05:12.160
ก็จะเป็นเรื่องของ Esteem Needs ล่ะ

00:05:12.410 --> 00:05:16.088
Esteem Needs นี่เป็นเรื่องของการมีชื่อเสียง

00:05:17.273 --> 00:05:20.470
การได้รับการยอมรับจากสังคมหมู่มาก

00:05:21.950 --> 00:05:26.543
สิ่งที่เราทำอยู่เราได้เรียนหนังสือ

00:05:26.801 --> 00:05:28.940
ได้เรียนเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไหม

00:05:29.200 --> 00:05:32.281
ได้เรียนวิชานี้แล้วได้เกรดดีไหมอย่างนี้ค่ะ

00:05:32.491 --> 00:05:37.773
ได้รับรางวัลแข่งขันได้ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 อะไรอย่างนี้

00:05:38.205 --> 00:05:41.850
ได้การยอมรับจากสังคมทั่ว ๆ ไป

00:05:42.602 --> 00:05:47.320
อันนี้เป็น... เราค่อยมานึกถึงเรื่องสังคมหมู่มากนะคะ

00:05:48.680 --> 00:05:51.855
แล้วขั้นสุดท้ายขั้นสีน้ำเงิน

00:05:52.191 --> 00:05:55.130
ก็คือ Self-actualization Needs

00:05:55.440 --> 00:05:58.640
อันนี้เป็นเรื่องของการประสบความสำเร็จในชีวิต

00:05:59.545 --> 00:06:04.430
ว่าจะได้เรียนจบ จะได้มีชื่อเสียง

00:06:05.290 --> 00:06:10.258
จะได้มีการยอม... ไม่ใช่ยอมรับ

00:06:10.910 --> 00:06:16.140
การที่เราเรียนจบ แล้วเราสามารถดูแลตัวเองดูแลครอบครัวได้

00:06:16.410 --> 00:06:19.551
เรามีอาชีพที่มั่นคง

00:06:20.382 --> 00:06:23.040
แล้วค่อยวางรากฐานต่อไปอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:06:23.430 --> 00:06:25.925
เราจะเห็นว่าในสามเหลี่ยมนะ

00:06:25.949 --> 00:06:28.880
มันจะเป็นสามเหลี่ยมแบบพีระมิดใช่ไหมคะ

00:06:29.470 --> 00:06:32.996
มนุษย์ทุกคนน่ะ มีความต้องการแบบนี้ทุกคนเลย

00:06:33.020 --> 00:06:35.050
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะ

00:06:36.080 --> 00:06:39.276
แล้วสามเหลี่ยมห้าขั้นนี้ค่ะ

00:06:39.655 --> 00:06:42.742
มันจะไปทีละขั้น

00:06:43.254 --> 00:06:45.120
มันจะไม่มีการข้ามขั้น

00:06:45.660 --> 00:06:50.220
เพราะว่าเรานึกภาพว่ามันคงไม่มีมนุษย์คนไหนน่ะ

00:06:50.480 --> 00:06:53.550
ที่แม้แต่ข้าวก็ยังไม่มีกิน

00:06:54.060 --> 00:06:59.155
น้ำดื่มยังหาน้ำดื่มสะอาดมาประทังชีวิตไม่ได้

00:07:00.166 --> 00:07:01.980
เครื่องนุ่งห่มก็ยังไม่มี

00:07:03.830 --> 00:07:08.055
เขาจะไปนึกถึงเรื่องของการได้มีชื่อเสียง

00:07:08.654 --> 00:07:10.650
ในสังคมไหม เขาคงไม่นึกล่ะ

00:07:10.864 --> 00:07:12.688
ตอนนี้เอาปากท้องให้รอดก่อน

00:07:12.950 --> 00:07:15.800
ตอนนี้เอาชีวิตให้รอดก่อนอย่างนี้ค่ะ

00:07:16.160 --> 00:07:19.388
มันเลยเป็นที่มาว่าทุกคนน่ะ ต้องการเหมือนกัน

00:07:19.622 --> 00:07:21.970
แล้วไปทีละขั้นเหมือนกัน

00:07:22.040 --> 00:07:24.493
ทุกคนไม่มีใครข้ามขั้นเลยนะคะ

00:07:24.892 --> 00:07:29.130
เพียงแต่ว่าตอนนี้ คนแต่ละคนนี่อาจจะอยู่กันคนละขั้น

00:07:29.390 --> 00:07:33.590
บางคนอาจจะอยู่แค่ขั้น 2 เอาแค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอล่ะ

00:07:33.643 --> 00:07:35.875
มีเงินใช้แต่ละวันก็พอล่ะ

00:07:36.479 --> 00:07:38.202
อันนี้คือชีวิตของเขา

00:07:39.678 --> 00:07:44.685
กับอีกคนหนึ่งเขาอาจจะ... ตอนนี้นึกถึงเรื่องของความประสบความสำเร็จมากกว่านี้

00:07:44.808 --> 00:07:48.110
มีธุรกิจที่ใหญ่โตกว่านี้ก็ได้อยางนี้ค่ะ

00:07:48.200 --> 00:07:50.222
เพราะเขาอยู่กันคนละขั้นอย่างนี้

00:07:50.500 --> 00:07:53.728
แต่ทุกคนมี 5 ขั้นเหมือนกันทั้งนั้นนะคะ

00:07:53.961 --> 00:07:56.809
ซึ่ง 5 ขั้นตรงนี้ค่ะ

00:07:56.833 --> 00:07:58.900
ความต้องการที่เราพูดถึงเหล่านี้

00:07:59.237 --> 00:08:03.088
มันเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้มนุษย์

00:08:03.465 --> 00:08:06.780
มีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ

00:08:08.010 --> 00:08:11.930
เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น 5 ขั้นนี้ก็ตาม

00:08:12.120 --> 00:08:14.510
มันเป็นเรื่องของตัวเองทั้งนั้นเลย

00:08:14.755 --> 00:08:17.130
ที่ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไร

00:08:17.480 --> 00:08:20.812
ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตให้รอดไม่ตาย

00:08:21.484 --> 00:08:23.290
อยู่ในสังคมที่อบอุ่นปลอดภัย

00:08:23.330 --> 00:08:27.290
ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการที่ได้รับการยอมรับในสังคม

00:08:27.600 --> 00:08:30.800
ตอนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีเงินใช้

00:08:31.040 --> 00:08:35.550
ตอนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเรียนต่ออย่างนี้ค่ะ

00:08:35.956 --> 00:08:39.500
มันก็เป็นความต้องการจากตัวเขาเอง

00:08:39.524 --> 00:08:43.466
ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งจูงใจภายนอกอะไรเลยนะคะ

00:08:44.430 --> 00:08:48.810
เพราะฉะนั้น แนวคิดมนุษยนิยมกับแนวคิดพฤติกรรมนิยม

00:08:48.850 --> 00:08:54.680
ที่เราพูดกันไปอันแรกจะคนละขั้วนะ มองกันคนละแบบ

00:08:55.290 --> 00:08:57.803
พฤติกรรมนิยม มองจากสิ่งจูงใจภายนอก

00:08:57.827 --> 00:09:00.970
คนเราทำเพราะว่ามีสิ่งจูงใจไงเราถึงทำ

00:09:01.350 --> 00:09:07.540
แต่มนุษยนิยม เราทำเพราะว่าเรามีความต้องการของเราเองเราถึงทำอย่างนี้ค่ะ

00:09:11.750 --> 00:09:13.188
คุยไปตั้งนานนะลืมขึ้น

00:09:13.696 --> 00:09:15.755
อันนี้ที่อธิบายไปแล้วนะคะ

00:09:18.614 --> 00:09:20.170
อันนี้ก็เหมือนกันนะคะ

00:09:23.540 --> 00:09:27.700
เมื่อกี้ไงอิ่มท้องก่อนถึงจะเรียนรู้เรื่องใช่หรือเปล่า

00:09:30.390 --> 00:09:35.220
ครูก็เป็นนะ ที่ถ้าหิว... หิวข้าวน่ะ ยังไม่ได้กินข้าวเลย

00:09:35.450 --> 00:09:37.421
ต่อให้มาเรียนอย่างไรมาแค่ตัว

00:09:37.986 --> 00:09:40.390
แต่ใจอยู่โรงอาหารล่ะอย่างนี้

00:09:40.730 --> 00:09:43.853
เพราะฉะนั้น การที่คนเราจะทำสิ่งไหนก็ตาม

00:09:43.877 --> 00:09:47.020
เราต้องอิ่มท้องก่อน เราต้องอยู่รอดก่อน

00:09:47.140 --> 00:09:49.822
เราถึงจะมีสมาธิทำสิ่งอื่นอย่างนี้ค่ะ

00:09:49.846 --> 00:09:54.860
ทุกคนเป็นเหมือนกันนะคะ นี่คือ Needs ที่เราพูดถึงนะ

00:09:56.220 --> 00:09:59.921
ต่อไปเป็นแนวคิดการรู้คิดนะคะ

00:10:00.257 --> 00:10:02.720
การรู้คิดนี่ก็จะเป็นอีกมุมหนึ่ง

00:10:03.060 --> 00:10:05.825
ที่พูดถึงว่าแรงจูงใจนี่

00:10:06.145 --> 00:10:08.921
มันก็มาจากแรงจูงใจภายในเหมือนกันนะ

00:10:08.945 --> 00:10:11.190
เหมือนมนุษยนิยมเมื่อกี้นะคะ

00:10:11.520 --> 00:10:14.921
แต่เป็นแรงจูงใจที่มาจากการที่เราคิดแล้ว

00:10:15.556 --> 00:10:20.882
คิดไตร่ตรองแล้วว่าเราจะทำสิ่งนี้มันดีหรือเปล่านะ

00:10:21.210 --> 00:10:23.511
ทำแล้วมันเกิดผลกระทบอย่างไรไหมนะ

00:10:23.783 --> 00:10:27.760
ทำแล้วมันจะดีกับชีวิตเราอย่างไรนะ

00:10:28.830 --> 00:10:31.328
นี่เขาเรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ"

00:10:31.930 --> 00:10:38.270
เราทำจะสำเร็จหรือจะล้มเหลวอย่างนี้ค่ะ

00:10:38.583 --> 00:10:42.292
นี่คือการที่เราคิดวางแผน

00:10:43.110 --> 00:10:47.503
คิดด้วยการ... ด้วยการไตร่ตรองด้วยตัวของเราเอง

00:10:47.540 --> 00:10:51.200
ว่าเราจะทำ หรือเราไม่ทำดีนะ ทำแล้วมันจะสำเร็จไหม

00:10:51.210 --> 00:10:53.578
ทำแล้วมันจะล้มเหลวถ้ามันจะล้มเหลวนี่

00:10:54.016 --> 00:10:55.980
มันจะล้มเหลวเพราะอะไรได้บ้าง

00:10:56.000 --> 00:10:59.799
แล้วทำอย่างไรจะไม่ล้มเหลว ทำอย่างไรถึงจะสำเร็จได้อะไรอย่างนี้ค่ะ

00:10:59.977 --> 00:11:02.450
ผ่านการคิดหมดเลยนะคะ

00:11:04.220 --> 00:11:09.691
ฉะนั้น มันก็เลยคนละมุมกับมนุษยนิยมเมื่อกี้

00:11:09.971 --> 00:11:12.280
ที่มนุษยนิยมมันไม่ได้พูดถึงการคิด

00:11:12.500 --> 00:11:15.820
พูดถึงการที่เราขับเคลื่อนให้เรามีชีวิตต่อไป

00:11:16.220 --> 00:11:18.853
แต่การรู้คิดนี่พูดถึงการที่เรา...

00:11:18.938 --> 00:11:21.000
ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเองนะ

00:11:21.310 --> 00:11:24.006
แล้วความคิดนี้เราคิดในการไตร่ตรอง

00:11:24.071 --> 00:11:26.890
ในใช้วิจารณญาณของเรา

00:11:27.370 --> 00:11:30.322
ในการที่เราจะวางแผนต่อ

00:11:30.380 --> 00:11:34.880
ว่าจะทำอะไรดีให้มันเวิร์ก ให้มันสำเร็จ

00:11:36.161 --> 00:11:39.979
จะทำอย่างไรดีให้มันไม่ล้มเหลวอย่างนี้ค่ะนะคะ

00:11:44.366 --> 00:11:48.101
เพราะฉะนั้น แนวคิดของการรู้คิดนี่ค่ะ

00:11:48.170 --> 00:11:51.555
เขาจะเน้นความสำคัญของการกำหนดเป้าหมาย

00:11:52.069 --> 00:11:56.254
ว่าเราจะทำอะไร แล้วทำอย่างไร

00:11:56.560 --> 00:11:58.116
ก็คือการวางแผนนะ

00:11:58.860 --> 00:12:02.750
คือทำอย่างไรเพื่อให้มันไปได้ตามเป้าหมายนั้นนะคะ

00:12:03.170 --> 00:12:05.991
แล้วก็ค่อยมุ่งไปสู้เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้

00:12:06.015 --> 00:12:10.390
ก็เหมือนที่เราปาเป้าใช่หรือเปล่า ยิงธนูอย่างนี้ค่ะ

00:12:10.810 --> 00:12:13.913
ว่านี่เราเห็นแล้วเป้าหมายของเราคืออะไร

00:12:14.018 --> 00:12:16.360
เราจะพุ่งตรงไปแบบไหนบ้าง

00:12:16.860 --> 00:12:20.590
อย่างนี้คือการรู้คิดของแต่ละคนนะคะ

00:12:24.476 --> 00:12:28.962
ทีนี้มันก็จะมีแบบสอบถามต่าง ๆ ล่ะ

00:12:29.093 --> 00:12:31.440
อันนี้เราหาในอินเทอร์เน็ตได้เลยนะคะ

00:12:31.460 --> 00:12:36.640
ถ้าเราจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะตรวจสอบตัวเอง

00:12:37.050 --> 00:12:38.696
หรือจะใช้เป็นเครื่องมือ

00:12:38.728 --> 00:12:42.450
ในการที่จะใช้ในการเรียนการสอนรู้จักนักเรียนของเรา

00:12:42.470 --> 00:12:45.200
เราจะได้วางแผนการสอนได้อย่างนี้ค่ะ

00:12:45.460 --> 00:12:48.273
มันก็จะมีเรื่องของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์

00:12:48.597 --> 00:12:52.540
ก็เป็นแรงจูงใจที่เราอยากจะสำเร็จนั่นล่ะนะคะ

00:12:52.860 --> 00:12:56.621
คนแต่ละคนก็จะมีแรงจูงใจที่อยากจะสำเร็จ

00:12:57.055 --> 00:12:59.793
ในเรื่องของการเรียนแตกต่างกัน

00:12:59.817 --> 00:13:02.426
บางคนมีมาก บางคนมีน้อยอย่างนี้ค่ะ

00:13:02.780 --> 00:13:07.430
มันก็จะมีแบบทดสอบให้นะ เดี๋ยวครูจะเอาแบบทดสอบมาให้ดูนะคะ

00:13:08.460 --> 00:13:11.470
เดี๋ยวขอไปเนื้อหาให้จบก่อนนะคะ

00:13:14.240 --> 00:13:18.248
อันนี้คือลักษณะของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง

00:13:18.480 --> 00:13:20.250
เขาจะมีลักษณะแบบนี้นะ

00:13:20.540 --> 00:13:21.921
มีความรับผิดชอบ

00:13:23.311 --> 00:13:29.530
มีการวางมาตรฐานของตัวเองต้องทำอันนี้ถึงจะดีนะคะ

00:13:30.020 --> 00:13:32.321
มีการทำงานอย่างมีเป้าหมาย

00:13:32.345 --> 00:13:35.990
มีวัตถุประสงค์ คือ ไม่ทำส่ง ๆ ไม่ทำไปเรื่อยอย่างนี้

00:13:36.040 --> 00:13:40.021
ทำเพราะว่าเรามีวัตถุประสงค์ที่อยากจะทำเพราะอะไร

00:13:40.402 --> 00:13:42.920
มีความพยายาม มีความอดทน

00:13:43.533 --> 00:13:45.673
มีการวางแผนระยะยาว

00:13:46.198 --> 00:13:51.063
วางแผนระยะยาว คือ ไม่ใช่แค่ว่าทำให้มันเสร็จวันนี้

00:13:51.830 --> 00:13:58.120
แต่คือการมอง... มองทางกว้างนะ มองทางไกลอย่างนี้อีก 1 ปีข้างหน้าจะอย่างไร

00:13:58.430 --> 00:14:01.847
อีก 3 ปีจะอย่างไร อีก 5 ปีจะอย่างไร อย่างนี้ค่ะ

00:14:01.871 --> 00:14:08.340
เพื่อให้เรามีทิศทางที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น ได้ชัดเจนมากขึ้นนะคะ

00:14:08.730 --> 00:14:13.106
เป็นคนที่ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยานสูง

00:14:13.130 --> 00:14:15.150
มีความมุมานะในตัวเองสูง

00:14:15.640 --> 00:14:18.990
มีการที่ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลาอย่างนี้ค่ะ

00:14:19.853 --> 00:14:24.420
สิ่งเหล่านี้มันคือลักษณะของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง

00:14:24.779 --> 00:14:27.552
คือ แรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสำเร็จ

00:14:28.652 --> 00:14:31.395
เพราะฉะนั้น มันก็จะเป็น...

00:14:31.733 --> 00:14:36.652
ลักษณะของคนที่ทำอะไรได้สำเร็จตามที่ตัวเองตั้งใจ

00:14:37.090 --> 00:14:39.510
เขาจะมีลักษณะแบบนี้อย่างนี้ค่ะ

00:14:39.917 --> 00:14:45.196
เพราะฉะนั้น แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงที่พูดถึง...

00:14:45.220 --> 00:14:47.717
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่พูดถึงนี้ค่ะ

00:14:47.980 --> 00:14:52.188
มันก็จะช่วยทำให้เราเห็นตัวเองว่าแล้วเราล่ะ

00:14:52.534 --> 00:14:55.110
เรามีแรงจูงใจมาก-น้อยแค่ไหน

00:14:55.553 --> 00:15:00.675
ถ้ามันมีน้อยเกินไปเหมือนที่บอกว่ามันเป็นหางเสือใช่ไหมคะ มีน้อยเกินไป

00:15:01.223 --> 00:15:04.287
ไอ้เรือของเรานี่ มันก็คงใช้เวลานานมากเลยน่ะ

00:15:04.395 --> 00:15:06.460
กว่าจะแล่นไปถึงเป้าหมาย

00:15:07.420 --> 00:15:09.255
เราควรจะปรับตัวเองอย่างไร

00:15:09.467 --> 00:15:12.940
เราควรจะทำตัวเองให้ดีขึ้นอย่างไร

00:15:13.080 --> 00:15:18.620
เราควรจะมี... ทำตัวเองให้เป็นคนที่มีลักษณะแบบนี้ให้มากขึ้น

00:15:18.930 --> 00:15:21.710
เพื่อที่ว่าเรือลำนั้นของเรานี่

00:15:21.734 --> 00:15:25.400
มันจะได้ใช้เวลาน้อยลงในการไปสู่เป้าหมาย

00:15:25.700 --> 00:15:28.321
แทนที่จะใช้เวลา 5 ปี

00:15:29.894 --> 00:15:32.780
ค่อยร่นระยะเวลาเป็น 4 ปีได้ไหมอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:15:33.029 --> 00:15:37.855
มันก็จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้ดีมากขึ้นนะคะ

00:15:37.879 --> 00:15:41.240
ถ้าเรามีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงนะคะ

00:15:45.510 --> 00:15:48.359
ต่อไปเป็นแนวคิดทางสังคม

00:15:49.043 --> 00:15:53.610
แนวคิดทางสังคมนี่ ก็คือให้ความสำคัญกับเรื่องของสังคม

00:15:54.350 --> 00:15:56.831
ก็คือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น

00:15:56.864 --> 00:15:59.530
ในการที่เราต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นนี่ล่ะ

00:15:59.720 --> 00:16:02.644
แสดงว่าแรงจูงใจที่เรามีนี่ค่ะ

00:16:02.857 --> 00:16:04.766
มันเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น

00:16:05.177 --> 00:16:08.368
เกี่ยวเนื่องจากการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

00:16:09.520 --> 00:16:11.683
เราจะทำ หรือเราจะไม่ทำอะไรนี่

00:16:11.955 --> 00:16:16.130
ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแล้วคนอื่นเขาจะว่าอย่างไร

00:16:16.480 --> 00:16:19.121
เราทำแล้วคนอื่นเขาจะดีใจกับเราไหม

00:16:19.428 --> 00:16:22.010
เราทำแล้วพ่อแม่จะภูมิใจไหม

00:16:22.400 --> 00:16:26.680
เราทำแล้วแฟนเราจะเห็นด้วยไหมอย่างนี้ค่ะ

00:16:27.170 --> 00:16:31.710
แสดงว่าแนวคิดทางสังคมนี่มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราล่ะ

00:16:32.380 --> 00:16:38.520
เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับ... ไม่ใช่สิ่งอื่นนะ เกี่ยวกับคนอื่น

00:16:38.770 --> 00:16:43.472
เกี่ยวกับคนในชีวิตเราที่เราให้ความสำคัญกับพ่อแม่กับพี่น้อง

00:16:43.742 --> 00:16:49.580
กับอาจารย์กับเพื่อนกับแฟนกับเพื่อนสนิทอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:16:49.900 --> 00:16:53.993
คนเหล่านี้จะมีผลสำคัญ

00:16:54.017 --> 00:17:01.030
มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราตัดสินใจทำพฤติกรรมอะไรก็ตามนะคะ

00:17:01.080 --> 00:17:06.590
แนวคิดทางสังคมเขาก็ให้ความสำคัญเรื่องของแรงจูงใจเหมือนกัน

00:17:06.627 --> 00:17:09.188
แต่เรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์"

00:17:10.229 --> 00:17:15.280
เป็นเรื่องที่เราอยากจะเป็นที่ยอมรับของคนอื่น

00:17:15.882 --> 00:17:20.306
เป็น... ให้ความสำคัญกับคนสำคัญในชีวิตของเรา

00:17:20.579 --> 00:17:24.120
ที่เขาจะชอบ หรือไม่ชอบสิ่งที่เราทำอย่างนี้ค่ะ

00:17:24.190 --> 00:17:27.550
เขาเรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์" นะคะ

00:17:30.937 --> 00:17:34.975
เพราะฉะนั้น อันนี้จะสรุปให้เห็นว่า 4 แนวคิดที่เราพูดถึงนี่

00:17:35.375 --> 00:17:38.984
เขาให้ความสำคัญแตกต่างกัน

00:17:39.507 --> 00:17:43.381
พฤติกรรมนิยมให้เรื่องของอิทธิพลภายนอกเป็นสำคัญ

00:17:43.474 --> 00:17:48.200
ก็คือเรื่องของสิ่งเร้า หรือตัวล่อนะคะ

00:17:48.630 --> 00:17:52.900
มนุษยนิยมให้ความสำคัญในเรื่องความงอกงามของตนเอง

00:17:53.130 --> 00:17:55.177
เราทำเพราะเราต้องการ...

00:17:56.055 --> 00:17:58.910
ต้องการเติมเต็มอะไรบางอย่างในตัวของเราเอง

00:17:59.730 --> 00:18:03.100
แต่การรู้คิดให้ความสำคัญเรื่องของการคิด

00:18:03.598 --> 00:18:06.320
การวางเป้าหมาย การวางแผนในชีวิต

00:18:06.690 --> 00:18:09.321
เราทำเพราะว่าเรามีเป้าหมายของเราเอง

00:18:09.345 --> 00:18:12.890
เราวางแผนแบบนี้ เราก็เลยทำแบบนี้อย่างนี้ค่ะ

00:18:13.300 --> 00:18:18.860
ส่วนสังคมนี่ให้ความ... ความสำคัญกับเรื่องของสัมพันธภาพกับคนอื่น

00:18:19.610 --> 00:18:23.078
คนอื่นในที่นี้ คือคนที่มีความหมายของเราน่ะ

00:18:23.780 --> 00:18:25.735
ณ เวลานั้นอาจจะเป็นพ่อแม่

00:18:26.281 --> 00:18:28.501
ณ เวลาอีกเวลาหนึ่งอาจจะเป็นเพื่อน

00:18:28.972 --> 00:18:34.280
ณ ตอนนี้อาจจะเป็นคุณครู ตอนนี้เป็นแฟนอย่างนี้ค่ะ

00:18:34.315 --> 00:18:36.250
ขึ้นอยู่ว่าในช่วงชีวิตนั้นน่ะ

00:18:36.695 --> 00:18:39.100
ใครมีความสำคัญกับชีวิตเขา

00:18:39.360 --> 00:18:43.470
เขาก็เลยอยากจะสร้างสัมพันธภาพกับคนนั้นที่ดีอย่างนี้ค่ะ

00:18:43.530 --> 00:18:45.762
ทำเพราะว่าให้คนนั้นเขาพอใจ

00:18:46.147 --> 00:18:50.470
ทำเพราะว่าให้คนนั้นเขาเห็นด้วยในสิ่งที่เราจะทำอย่างนี้ค่ะ

00:18:50.670 --> 00:18:53.460
4 แนวคิดคนละแบบเลยนะคะ

00:18:57.501 --> 00:19:03.440
หัวข้อที่ 2 ก็คือเรื่องของกระบวนการที่จะไปสู่ความสำเร็จนั้นได้นะคะ

00:19:03.958 --> 00:19:06.188
ก็คือว่ามันมีอยู่ 2 อัน

00:19:06.736 --> 00:19:09.730
ต้องพูดถึงประเภทของแรงจูงใจก่อนนะ

00:19:10.040 --> 00:19:13.245
มันจะมีแรงจูงใจภายในกับแรงจูงใจภายนอก

00:19:13.269 --> 00:19:15.530
เมื่อกี้ได้พูดถึงไปแล้วบางส่วนนะคะ

00:19:15.900 --> 00:19:19.720
แรงจูงใจภายในก็มาจากตัวเองน่ะ มีความต้องการอะไร

00:19:19.750 --> 00:19:22.910
มีความอยากรู้อยากเห็นอะไร มีความสนใจในเรื่องไหน

00:19:23.340 --> 00:19:28.030
เราก็ทำเพราะไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับตัวเราล้วน ๆ เลย

00:19:28.380 --> 00:19:30.175
แต่แรง... การจูงใจภายนอก

00:19:30.293 --> 00:19:34.822
ก็คือเกิดจากข้างนอกมากระตุ้น เกิดจากสิ่งเร้าใช่หรือเปล่า

00:19:34.866 --> 00:19:36.596
เกิดจากตัวล่อที่มากระตุ้น

00:19:36.767 --> 00:19:40.851
หรืออาจจะเกิดจากบุคคลอื่นที่มากระตุ้นก็ได้อย่างนี้ค่ะ

00:19:40.905 --> 00:19:43.790
เขาเรียกว่า "การจูงใจภายนอก" นะคะ

00:19:44.350 --> 00:19:49.955
ฉะนั้น ในฐานะของครูแรงจูงใจภายนอกของเรา

00:19:50.633 --> 00:19:53.106
ที่เราจะกระตุ้นให้กับลูกศิษย์ของเราได้

00:19:53.391 --> 00:19:55.548
มันก็เป็นเรื่องของบุคลิกภาพนะ

00:19:55.572 --> 00:20:01.210
ที่เด็กเห็นใช่ไหม คุณครูคนนี้เป็นคนที่ใจดี ครูคนนี้เป็นคนที่สวย

00:20:01.440 --> 00:20:06.410
ครูคนนี้เป็นคนที่เราเล่นด้วยได้อะไรอย่างนี้ค่ะ

00:20:06.520 --> 00:20:11.446
เป็นบุคลิกภาพของครูที่ส่งผลกับสิ่งที่เขาจะทำใช่ไหม

00:20:11.470 --> 00:20:13.840
ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่ดีของเด็ก

00:20:14.120 --> 00:20:19.160
เกิดความประทับใจ เกิดความอยากจะเรียนกับคุณครูอย่างนี้ค่ะ

00:20:20.069 --> 00:20:23.423
แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องของความสำเร็จในการทำงานก็ได้

00:20:23.560 --> 00:20:26.874
เด็กทำแล้วก็ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น

00:20:26.913 --> 00:20:32.553
เด็กทำแล้วได้รับคำชม ได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนร่วมห้อง ได้รับการยอมรับอย่างนี้ค่ะ

00:20:32.940 --> 00:20:38.580
มันก็จะเป็นการจูงใจภายนอกที่ช่วยกระตุ้นให้เขาทำได้นะคะ

00:20:41.707 --> 00:20:45.565
เมื่อกี้พูดถึงแรงจูงใจภายนอก ภายในที่เราพูดถึงนะคะ

00:20:45.637 --> 00:20:49.680
สรุปแล้วถ้าเป็นเรื่องของแนวคิดเมื่อกี้ใช่หรือเปล่า

00:20:49.940 --> 00:20:55.770
ถ้าเป็นแรงจูงใจภายใน ก็เป็นเรื่องของมนุษยนิยมกับการรู้คิดล้วน ๆ เลยนะคะ

00:20:56.110 --> 00:21:00.218
ส่วนแรงจูงใจภายนอกก็เป็นเรื่องของอิทธิพลภายนอกนะ

00:21:00.305 --> 00:21:03.660
รางวัลการลงโทษก็เป็นพฤติกรรมนิยมอย่างนี้ค่ะ

00:21:14.190 --> 00:21:19.530
เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะกระตุ้นแรงจูงใจภายในได้นะคะ

00:21:19.790 --> 00:21:24.000
ก็คือ 1. ตัดสินใจแล้วก็เลือกด้วยตัวเอง

00:21:24.780 --> 00:21:26.767
แสดงว่าผู้เรียนนี่

00:21:26.791 --> 00:21:32.020
จะมีโอกาสในการเลือกมากกว่าถูกควบคุมถูกหรือเปล่า

00:21:32.330 --> 00:21:35.588
มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งเร้าภายนอกล่ะ

00:21:35.932 --> 00:21:38.540
ไม่ได้เกี่ยวกับการจูงใจภายนอกอะไรล่ะ

00:21:38.970 --> 00:21:42.900
ตัวเขาเองน่ะ เขาต้องรู้สึกว่าเขามีโอกาสที่จะเลือก

00:21:43.710 --> 00:21:48.121
เขาทำ... ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้

00:21:48.342 --> 00:21:50.430
อันนี้เขา... มันต้องเกิดจากตัวเขาเอง

00:21:50.469 --> 00:21:52.455
แต่ไม่ได้เกิดจากการที่ถูกบังคับ

00:21:52.845 --> 00:21:56.260
ถูกควบคุมให้ทำ หรือถูกสั่งให้ทำอย่างนี้ค่ะ

00:21:57.760 --> 00:22:02.270
ส่วนที่ 2 คือประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่นแปลว่าอะไรนะ

00:22:03.120 --> 00:22:05.621
ประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่นในที่นี้

00:22:05.645 --> 00:22:10.012
แปลว่าทำแล้วเขาสนุก ทำแล้วเขามีความสุข

00:22:10.093 --> 00:22:14.190
วาดรูปนี่วาดรูปแล้วมีความสุขมากเลย ฟังเพลงแล้ว Happy

00:22:14.925 --> 00:22:18.388
มีการนึกถึงสิ่งต่าง ๆ เกิดกำลังใจ

00:22:18.750 --> 00:22:22.375
รู้สึกฮึกเหิมอย่างนี้ค่ะ อันนี้เขาเรียกว่า "ความไหลลื่น"

00:22:22.616 --> 00:22:26.341
ฉะนั้น อะไรก็ตามที่ทำแล้วมันมีความไหลลื่นที่ดี

00:22:26.365 --> 00:22:28.970
หมายถึง ทำแล้วสนุก ทำแล้วมีความสุข

00:22:29.190 --> 00:22:33.230
ทำแล้วเกิดกำลังใจ ทำแล้วมีประสบการณ์มากขึ้นอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:22:33.606 --> 00:22:36.478
เขาก็จะทำเพราะเขารู้สึกดีอย่างนี้

00:22:37.063 --> 00:22:38.956
อันนี้คือความลื่นไหลนะคะ

00:22:39.340 --> 00:22:43.726
อันที่ 3 คือ สนใจ ทำแล้วเรารู้สึกสนใจ

00:22:43.750 --> 00:22:46.280
สนใจในที่นี้ทำแล้วมันมีสมาธิน่ะ

00:22:46.670 --> 00:22:49.990
ทำแล้วมันรู้สึกตัวเองสงบ

00:22:50.372 --> 00:22:55.040
ทำแล้วไม่ต้องวุ่นวายกับคนภายนอกอย่างนี้ค่ะ เราก็จะทำต่อ

00:22:56.261 --> 00:23:00.369
อันที่ 4 คือการรู้คิดและความรับผิดชอบต่อตนเอง

00:23:00.432 --> 00:23:05.133
หมายถึงว่าเรารู้ว่าเราทำสิ่งนี้แล้วน่ะ

00:23:05.619 --> 00:23:08.187
มันจะมีผลดีกับชีวิตเราอย่างไร

00:23:08.508 --> 00:23:12.770
เราอ่านหนังสือแล้วมันจะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างนี้

00:23:13.670 --> 00:23:18.920
ตั้งใจทำงานมันจะทำให้เรามีคะแนนมาก ๆ อย่างนี้ค่ะ

00:23:19.205 --> 00:23:24.116
นี่มันเกิดจากการรู้คิดและรับ... รับผิดชอบกับสิ่งที่เราทำนะคะ

00:23:24.270 --> 00:23:29.020
ทำให้เรามีความพยายาม ทำให้เรามีความตั้งใจมากขึ้นนะคะ

00:23:29.020 --> 00:23:32.321
4 อันนี้มันก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจภายใน

00:23:32.406 --> 00:23:35.840
ที่เกิด... ที่เกิดจากตัวเราเองนะคะ

00:23:41.329 --> 00:23:45.450
อันนี้จะเป็นความไหลลื่นที่พูดถึงเมื่อกี้นะคะ

00:23:45.830 --> 00:23:47.785
ทำแล้วสนุกก็จะทำต่อ

00:23:47.823 --> 00:23:50.958
ทำแล้วน่าเบื่อเราก็ไม่ทำใช่ไหมคะ

00:23:51.250 --> 00:23:54.339
ทำแล้วมันไม่น่าสนใจเราก็เลิกทำ

00:23:54.639 --> 00:23:59.520
แล้วยิ่งทำแล้ว... ทำแล้วเราวิตกกังวลมากกว่าเดิมเราก็จะไม่ทำอย่างนี้ค่ะ

00:23:59.560 --> 00:24:03.721
ฉะนั้น ตรงนี้ถ้าแยก ก็คือว่าถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นน่ะ

00:24:03.926 --> 00:24:07.106
มันมีความท้าทายท้าทายให้เราทำ

00:24:07.187 --> 00:24:10.731
แล้วเราก็รับรู้ว่าเราก็มีความสามารถนะ

00:24:10.936 --> 00:24:13.329
เราก็เก่งพอที่จะทำได้เหมือนกัน

00:24:14.008 --> 00:24:17.355
เราก็รู้สึกท้าทายแล้วก็อยากจะลองทำดูสิ

00:24:17.641 --> 00:24:19.889
อยากจะลงมือทำดูสิอย่างนี้ค่ะ

00:24:20.250 --> 00:24:23.155
แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมันไม่ค่อยท้าทาย

00:24:23.521 --> 00:24:29.210
อย่างเช่น เราเคยเรียนมาแล้วน่ะ 1 บวก 1 เท่ากับ 2 น่ะ

00:24:29.520 --> 00:24:32.998
โตป่านนี้แล้วใครก็ต้องรู้สิว่า 1 + 1 = 2

00:24:33.022 --> 00:24:34.263
2 + 2 = 4

00:24:34.320 --> 00:24:36.874
อย่างนี้มันไม่ท้าทายสำหรับเราแล้ว

00:24:36.898 --> 00:24:40.670
มัน... มันเบ ๆ มันง่ายเกินไปอย่างนี้ค่ะ

00:24:40.800 --> 00:24:46.800
มันก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความน่าเบื่อก็ฉันรู้แล้วน่ะ ฉันเคยดูมาแล้วน่ะ

00:24:47.688 --> 00:24:51.100
ฉันเคยเห็นมาแล้วมันก็จะน่าเบื่ออย่างนี้ค่ะ

00:24:51.620 --> 00:24:55.580
แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นก็มีความท้าทายต่ำนะ

00:24:55.991 --> 00:24:59.900
แต่ผู้เรียนเขาก็ไม่ได้มีความเก่งมากพอ

00:25:00.089 --> 00:25:02.480
เขาก็มีทักษะต่ำเหมือนกันอย่างนี้ค่ะ

00:25:03.245 --> 00:25:08.529
มันก็จะยิ่งทำให้ตัวเขาไง ตัวเขามีทักษะที่ต่ำใช่หรือเปล่า

00:25:08.600 --> 00:25:11.680
เพราะฉะนั้น ต่อให้มันมีความท้าทาย หรือไม่ท้าทายอะไรก็ตาม

00:25:11.970 --> 00:25:15.192
ก็ไม่อยากเรียนน่ะ ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว

00:25:16.350 --> 00:25:22.895
ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมีความท้าทายสูง แต่ว่าคนที่ทำน่ะมีทักษะต่ำ คือ ไม่เก่งน่ะ

00:25:23.636 --> 00:25:25.988
ไม่... ไม่รู้สิ่งนั้นอย่างนี้

00:25:27.269 --> 00:25:30.300
ก็จะเกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวลง่าย

00:25:30.354 --> 00:25:36.062
อย่างเช่น ว่าจะให้ไปสอนเรื่อง Calculus อย่างนี้

00:25:36.367 --> 00:25:38.756
มันท้าทายมากเลยนะ Calculus มันยาก

00:25:39.492 --> 00:25:43.340
แต่เราไม่เคยเรียน Calculus เลย ฉันเรียนแล้วยังไม่เข้าใจเลยน่ะ

00:25:43.460 --> 00:25:46.940
เรียนมา 5 รอบแล้วยังไม่เข้าใจเลยจะไปสอนคนอื่นได้อย่างไรนะอย่างนี้

00:25:47.290 --> 00:25:51.243
เกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวลล่ะ ว่าจะไปสอนได้ไหมน่ะ

00:25:51.291 --> 00:25:53.326
เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดไหมน่ะ

00:25:53.931 --> 00:25:56.240
นี่คือความวิตกกังวลนะคะ

00:25:56.530 --> 00:25:58.955
เพราะฉะนั้น ความไหลลื่นที่พูดถึงนี่

00:25:59.083 --> 00:26:02.872
มันก็จะมีทั้งความไหลลื่นที่ไปฉิวเลยใช่ไหม

00:26:03.165 --> 00:26:06.809
อยากทำสนุกที่ได้ทำมันท้าทายนะ มันน่าเล่นนะ

00:26:07.249 --> 00:26:09.950
มันน่าตื่นเต้นนะอย่างนี้ค่ะ

00:26:10.473 --> 00:26:13.370
ความไหลลื่นมันก็จะเป็นความไหลลื่นที่มากขึ้นใช่ไหมคะ

00:26:13.640 --> 00:26:17.463
แต่ถ้าเกิดว่ามีความน่าเบื่อ มีความไม่สนใจที่จะทำ

00:26:17.487 --> 00:26:21.310
มีความวิตกกังวลนี่ แสดงว่าความไหลลื่นมันก็มีน้อยอย่างนี้ค่ะ

00:26:21.640 --> 00:26:27.850
มันก็เป็นส่วนที่จะทำให้คนเกิดแรงจูงใจที่จะทำ หรือไม่ทำในการเรียนนะคะ

00:26:32.735 --> 00:26:35.421
อันนี้นะ อันนี้เราพูดถึงไปแล้วนะคะ

00:26:35.445 --> 00:26:38.520
ว่าถ้าเราสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ

00:26:38.730 --> 00:26:41.434
เราสนใจเรื่องนั้นมาก ๆ อยากจะทำมาก ๆ อย่างนี้

00:26:41.529 --> 00:26:46.230
เราก็จะมีความตั้งใจใส่ใจทำอยู่แล้วต่อให้เราไม่เคยทำก็ตาม

00:26:46.590 --> 00:26:52.380
ต่อให้มันยากก็ตาม ต่อให้มันเป็นสิ่งใหม่ก็ตาม แต่มันน่าสนใจน่ะ

00:26:53.300 --> 00:26:57.000
มันพิเศษสำหรับเราน่ะ ถ้าเราทำได้เราเจ๋งมากเลยอย่างนี้ค่ะ

00:26:57.130 --> 00:27:00.008
มันจะทำให้เราใส่ใจที่จะลงมือทำ

00:27:00.193 --> 00:27:04.342
ใส่ใจที่จะ... ตัดสินใจที่จะตั้งใจทำมันนะคะ

00:27:04.381 --> 00:27:08.220
อันนี้เขาเรียกว่า "ความรับผิดชอบต่อตัวเอง" นะคะ

00:27:13.888 --> 00:27:15.921
ทีนี้โรงเรียนน่ะค่ะ

00:27:16.068 --> 00:27:20.930
มักจะใช้แรงจูงใจภายนอกเป็นตัวสำคัญในการเสริมแรง

00:27:21.680 --> 00:27:25.444
เราจะเห็นนะ ในยุคหลัง ๆ นี่จะเยอะมากเลยนะ

00:27:25.469 --> 00:27:32.220
ว่าใครที่สอบติดแพทย์ โอ้โห มีป้ายติดหน้าโรงเรียนเลย

00:27:32.780 --> 00:27:36.616
เด็กชายตะวัน... เด็กชายตะวันฉาย

00:27:36.861 --> 00:27:38.912
ได้สอบติดแพทย์อย่างนี้ค่ะ

00:27:39.047 --> 00:27:44.140
ขึ้นเลยชื่ออะไร หน้าตาแบบนี้ เรียนจบชั้นไหนอย่างนี้ค่ะ

00:27:44.140 --> 00:27:48.750
อันนี้คือ แรงจูงใจภายนอกที่มันจะทำให้...

00:27:49.370 --> 00:27:50.871
ถามว่ามีข้อดีไหม

00:27:50.895 --> 00:27:54.370
มันก็มีข้อดีตรงที่มันคือการเสริมแรงใช่ไหมคะ

00:27:54.440 --> 00:27:59.160
เขารู้สึกว่าภาคภูมิใจได้รับการชื่นชมอย่างนี้ค่ะ

00:27:59.260 --> 00:28:04.300
แต่ข้อเสียมันก็อาจเกิดขึ้นได้ว่ามันเกิดการเปรียบเทียบ

00:28:05.480 --> 00:28:07.866
แล้วถ้าเราไม่ได้สอบติดแพทย์น่ะ

00:28:08.043 --> 00:28:12.793
เราสอบ... เราสอบติดครุศาสตร์เราไม่เก่งหรือ

00:28:13.790 --> 00:28:17.290
คนเป็นแพทย์เท่านั้นเหรอ ถึงจะได้ขึ้นป้ายหน้าโรงเรียน

00:28:17.460 --> 00:28:20.021
เราสอบติดครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ

00:28:20.524 --> 00:28:24.290
ไม่ได้รับการชื่นชมหรือ เราไม่เก่งใช่ไหมอย่างนี้ค่ะ

00:28:24.326 --> 00:28:26.741
เกิดการเปรียบเทียบขึ้นได้นะคะ

00:28:26.765 --> 00:28:29.358
เพราะฉะนั้น การทำแบบนี้ค่ะ

00:28:30.556 --> 00:28:32.146
มันเลยเป็นสิ่งที่ต้องระวัง

00:28:32.830 --> 00:28:36.661
เหมือนกันการที่เราจะชื่นชมใครสักคนหนึ่ง

00:28:36.685 --> 00:28:38.608
แม้แต่ในห้องเรียนเราก็ตามอย่างนี้ค่ะ

00:28:39.901 --> 00:28:42.434
เก่งมากเลยตอบคำถามถูกด้วยอะไรอย่างนี้

00:28:42.672 --> 00:28:45.843
แล้วคนอื่นที่เขาตอบไม่ถูกน่ะ ไม่เก่งเหรอ

00:28:46.742 --> 00:28:51.597
เกิดการเปรียบเทียบล่ะ เขาก็รู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจแล้ว เราไม่เก่งพออะไรอย่างนี้

00:28:52.140 --> 00:28:55.170
ก่อนหน้านี้ถามมา 5 คนไม่มีใครตอบได้เลย

00:28:55.194 --> 00:28:58.960
พอถามคนที่ 6 คนที่ 6 ตอบได้ปรบมือให้คนที่ 6 หน่อย

00:28:59.223 --> 00:29:01.179
แล้ว 5... 5 คนก่อนหน้านั้นน่ะ

00:29:02.057 --> 00:29:04.947
ไม่ได้รับการชื่นชม ไม่ได้รับการขอบคุณ

00:29:05.058 --> 00:29:08.355
ไม่ได้รับการเห็นว่าเขาพยายามแล้วอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:29:08.379 --> 00:29:13.632
มันก็ส่งผลต่อความรู้สึกเขาได้เหมือนกันนะคะ

00:29:13.690 --> 00:29:16.171
เพราะฉะนั้น เรื่องของแรงจูงใจภายนอก

00:29:16.257 --> 00:29:20.820
ถ้าเราจะใช้นี่ให้นึกถึงผลกระทบที่มันเกิดขึ้นด้วยนะคะ

00:29:21.210 --> 00:29:27.500
เหมือนกัน เหมือนที่เมื่อกี้ในรูปที่มีแคร์รอตใช่ไหม มีแคร์รอตห้อยอยู่อย่างนี้ค่ะ

00:29:27.740 --> 00:29:31.968
เราก็ต้องวิ่งตาม ๆ วิ่งตามแคร์รอตเพราะว่าเราอยากจะได้แคร์รอตนั้น

00:29:32.396 --> 00:29:34.356
อยากจะได้เงินก้อนนั้นอย่างนี้

00:29:35.310 --> 00:29:39.655
ถ้าเกิดว่าคนที่มันวิ่งตาม ๆ วิ่งตาม

00:29:39.679 --> 00:29:43.739
แล้วก็ทำเพื่อที่จะได้แคร์รอตทำเพื่อที่จะได้เงินที่เขาต้องการ

00:29:44.024 --> 00:29:47.655
แล้วคนที่เหลือที่มันวิ่งตามไม่ทันน่ะ

00:29:48.293 --> 00:29:52.231
อย่างนี้มันก็จะเกิดผลเสียต่อคนที่เหลือได้อย่างนี้ค่ะ

00:29:52.350 --> 00:29:56.330
มันก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่จะต้องนึกถึงด้วยเหมือนกันนะคะ

00:29:59.908 --> 00:30:02.055
เพราะฉะนั้น ในห้องเรียนของเรานะคะ

00:30:02.079 --> 00:30:05.469
ให้เป็นครูเราสามารถลดผลกระทบได้ไหม

00:30:05.516 --> 00:30:10.980
ลดได้ก็คือว่าพยายามลดการแข่งขันให้ได้มากที่สุดนะคะ

00:30:11.175 --> 00:30:14.788
ต่อให้เขาทำไม่ได้ ต่อให้เขาตอบไม่ได้

00:30:15.247 --> 00:30:18.160
เราก็ชมเขาแต่เราไม่ได้ชมแบบไม่จริงใจนะ

00:30:18.320 --> 00:30:20.523
แต่เราชมในสิ่งที่เขาพยายามทำ

00:30:20.894 --> 00:30:25.120
เพราะฉะนั้น การให้รางวัลการเสริมแรงอย่างนี้ค่ะ

00:30:25.490 --> 00:30:31.049
คือเราไม่ได้ให้รางวัลหรือเสริมแรงในสิ่งที่เขาทำได้ดี

00:30:31.434 --> 00:30:36.447
แต่เราให้รางวัลให้ความ... การเสริมแรงในสิ่งที่เขาตั้งใจทำ

00:30:36.879 --> 00:30:41.520
ในสิ่งที่เขาพยายามทำแม้เขาจะทำได้ไม่ดีก็ตาม

00:30:41.880 --> 00:30:46.558
อันนี้คือ... คือข้อดีที่เขากำลังโชว์ให้เราเห็นว่าเขาได้พยายามแล้ว

00:30:46.772 --> 00:30:50.886
เขาได้ตั้งใจแล้วเพียงแต่ทำไม่ได้แค่นั้นเองอย่างนี้

00:30:51.405 --> 00:30:54.855
เพราะฉะนั้น การลดการแข่งขัน

00:30:55.048 --> 00:30:59.300
การสร้าง... สร้างความเป็นกันเองในห้องเรียนนี่ค่ะ

00:30:59.450 --> 00:31:04.950
เลยเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งที่เราจะสอนเขาด้วยซ้ำนะคะ

00:31:05.090 --> 00:31:10.360
ถ้าเกิดว่าบรรยากาศ ถ้าพูดถึงบรรยากาศนะ บรรยากาศยังไม่มีความเป็นกันเอง

00:31:10.460 --> 00:31:13.234
มันยังมีการแข่งขันมีการเปรียบเทียบ

00:31:13.700 --> 00:31:16.420
ต่อให้สิ่งที่เราสอนมันดีแค่ไหนก็ตาม

00:31:16.740 --> 00:31:23.300
เนื้อหาที่เราสอนมันเตรียมมาดีแค่ไหนก็ตาม เจ๋งแค่ไหนก็ตามนักเรียนก็จะไม่รับล่ะ

00:31:23.690 --> 00:31:27.088
เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่าอยู่

00:31:27.715 --> 00:31:28.821
มันไม่โอเค

00:31:30.811 --> 00:31:35.230
ครูคนนี้มีพฤติกรรมที่ 2 มาตรฐานอย่างนี้ค่ะ

00:31:35.420 --> 00:31:39.132
มันก็จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กได้นะคะ

00:31:42.711 --> 00:31:45.756
พูดถึงเมื่อกี้นะ พูดถึงเรื่องการรู้คิดใช่ไหมคะ

00:31:45.781 --> 00:31:49.880
ที่มีความ... ที่คนเราจะมีความสามารถในการคิดเอง

00:31:51.137 --> 00:31:56.607
มีการนึกถึงสาเหตุที่ได้เกิดขึ้น อันนี้เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" นะคะ

00:31:58.610 --> 00:32:05.070
ก็คือการมุ่งหาสาเหตุของ... ของสิ่งนั้น เดี๋ยวก่อนนะ อันนี้มันบัง

00:32:12.720 --> 00:32:16.300
การมุ่งหาสาเหตุของสิ่งที่เราจะทำนะคะ

00:32:17.000 --> 00:32:22.586
ว่าเราทำแล้ว... เพราะอะไร ทำแล้วมันจะเกิดผลกระทบอย่างไร

00:32:22.727 --> 00:32:27.020
อย่างนี้เขาเรียกว่า "การอนุมานถึงสาเหตุ" ที่มันจะเกิดขึ้นนะคะ

00:32:32.799 --> 00:32:36.721
อันนี้คำถามง่าย ๆ นะ ไม่ถามพวกเราละ

00:32:37.039 --> 00:32:38.597
อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ

00:32:38.912 --> 00:32:43.930
คำถามเช่นว่า ตอนที่เราสอบ Midterm ที่ผ่านไปเราได้คะแนนน้อยเพราะอะไรนะ

00:32:44.600 --> 00:32:47.066
ไม่ต้องตอบนะ ทุกคนตอบตัวเองไม่ต้องตอบครู

00:32:47.256 --> 00:32:51.380
นึกถึง... เราได้คะแนน Midterm สอบไปมันได้น้อยเพราะอะไรนะ

00:32:53.290 --> 00:32:58.480
อ่านหนังสือไม่พอ หรือไม่ได้อ่าน หรือไปนั่งเดาในห้องสอบ

00:32:58.830 --> 00:33:03.137
ทำไม่ทันเวลามันน้อยอะไรอย่างนี้ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ

00:33:03.312 --> 00:33:07.421
คือหาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร

00:33:07.625 --> 00:33:09.810
พอเราหาสาเหตุได้แล้วนี่ค่ะ

00:33:10.080 --> 00:33:15.790
เราก็จะได้รู้ว่าเราจะควบคุมจัดการมันอย่างไรให้มันดีขึ้น

00:33:16.460 --> 00:33:19.555
เปลี่ยนแปลงอย่างไรให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ

00:33:19.691 --> 00:33:21.297
นี่คือการอนุมานสาเหตุนะ

00:33:21.678 --> 00:33:26.460
ถ้าเกิดว่าสมมุติเราตีเป็นตารางอย่างนี้ค่ะ การอนุมานสาเหตุ

00:33:26.484 --> 00:33:31.756
ก็คือว่าสาเหตุตรงนั้นน่ะ มันอยู่ที่ภายนอกภายในน่ะ

00:33:31.780 --> 00:33:34.880
ที่มันทำให้เราได้คะแนนน้อยสอบได้ไม่ดี

00:33:38.110 --> 00:33:44.590
แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงไหม หรือเราจะยังทำเหมือนเดิม

00:33:46.390 --> 00:33:50.988
ต่อไป ก็คือเราจะควบคุมและจัดการมันได้ไหม

00:33:51.203 --> 00:33:53.796
เราจะควบคุมและจัดการมันอย่างไร

00:33:54.290 --> 00:33:58.966
เราจะทำอย่างไรบ้างเพื่อให้มันดีขึ้นอย่างนี้ค่ะ

00:33:59.086 --> 00:34:01.670
อันนี้เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" นะคะ

00:34:02.173 --> 00:34:04.305
เพราะฉะนั้น งานชิ้นแรก

00:34:04.329 --> 00:34:09.613
ที่ครูจะโพสต์ไว้ใน Classroom ให้กับเรานะ ก็คือเรื่องนี้เลยค่ะ

00:34:10.109 --> 00:34:14.110
ให้... ชวนให้เราไปอนุมานสาเหตุของตัวเอง

00:34:14.248 --> 00:34:18.461
ว่าคะแนน Midterm ของเราได้น้อยเพราะอะไร

00:34:19.054 --> 00:34:24.137
อันนี้คือคำถามโจทย์คะแนน Midterm ของเราได้น้อยเพราะอะไร

00:34:24.510 --> 00:34:30.442
ครูจะให้เราอนุมานสาเหตุของตัวเองโดยการตีตารางแบบนี้ 3 ช่องนะคะ

00:34:30.730 --> 00:34:34.720
ดูสิว่าสาเหตุที่พูดถึงนี่มันอยู่ภายในหรือภายนอก

00:34:34.930 --> 00:34:38.760
ภายในมันเกิดจากตัวเราเอง ภายนอกมันเกิดจากสิ่งอื่น

00:34:39.180 --> 00:34:40.296
ตัวเราเองคืออะไร

00:34:41.261 --> 00:34:44.760
ถ้าเป็นเกิดจากสิ่งอื่นเกิดจากอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:34:45.900 --> 00:34:52.130
ช่องที่ 2 คือเราจะทำเหมือนเดิมไหม หรือเราจะเปลี่ยนแปลง

00:34:52.470 --> 00:34:57.831
ช่องที่ 3 คือ แล้วเราจะควบคุมจัดการอย่างไร

00:34:58.291 --> 00:35:00.795
จะควบคุมจัดการได้ไหม เราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

00:35:00.819 --> 00:35:06.380
จะทำวิธีไหนเพื่อให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ นี่คือโจทย์นะคะ

00:35:14.470 --> 00:35:17.442
เพราะฉะนั้น การที่เราอนุมานสาเหตุนี่ค่ะ

00:35:17.704 --> 00:35:23.961
มันก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถรับรู้ความสามารถของตัวเองได้

00:35:24.183 --> 00:35:27.210
ว่าเรามีความสามารถมาก-น้อยแค่ไหน

00:35:28.190 --> 00:35:33.847
ถ้าเราเห็นว่าจริง ๆ สาเหตุมันเกิดจากตัวเราเองที่เราเตรียมตัวมาไม่ดีพอ

00:35:34.250 --> 00:35:36.513
สมุมตินะ เราจะได้เห็นว่าจริง ๆ

00:35:36.537 --> 00:35:40.860
เรามีความสามารถมากกว่านั้นนะ ที่เราจะปรับปรุงมันให้ดีขึ้น

00:35:41.158 --> 00:35:43.560
อันนี้คือการรับความสามารถของตัวเอง

00:35:43.584 --> 00:35:48.328
ว่าเรามีมากหรือมีน้อยในการทำสิ่งนั้นนะคะ

00:35:54.430 --> 00:35:56.731
ฉันทำได้ ฉันทำไม่ได้อย่างนี้ค่ะ

00:35:56.755 --> 00:35:59.900
คือเรื่องของการรับรู้ความสามารถของตัวเองนะคะ

00:36:01.250 --> 00:36:02.798
ต่อไป คือการตั้งเป้าหมาย

00:36:03.149 --> 00:36:06.303
อันนี้การรู้คิดแล้วนะ การรู้คิดที่เราพูดถึงนะคะ

00:36:06.328 --> 00:36:10.360
การตั้งเป้าหมาย การวางแผน และก็การควบคุมตัวเองนะคะ

00:36:10.760 --> 00:36:13.755
การที่เราจะตั้งเป้าหมายทำสิ่งอะไรก็ตามนี่

00:36:13.820 --> 00:36:16.280
เราควรจะตั้งเป้าหมายให้มันเฉพาะเจาะจง

00:36:17.420 --> 00:36:20.765
ให้มันชัดเจนไปเลย ว่าเราจะมุ่งไปไหน

00:36:22.896 --> 00:36:27.093
แล้วการตั้งเป้าหมายให้ดี

00:36:27.117 --> 00:36:33.480
ก็คือว่าในการวางแผนนั้นน่ะ ควรจะวางแผนในระยะใกล้ ๆ ก่อนนะคะ

00:36:33.880 --> 00:36:36.355
เพื่อที่มันจะได้เป็นจริงน่ะ

00:36:36.876 --> 00:36:40.168
ไม่ใช่ว่าหนูอยากจะเรียนได้เกรด A

00:36:40.192 --> 00:36:43.903
สมมุติวิชานี้นะ หนูอยากจะเรียนได้เกรด A อย่างนี้ค่ะ

00:36:44.031 --> 00:36:48.730
แต่หนูไปวางแผนว่าเดี๋ยวอีก 2 ปี เราจะทำอะไรบ้าง

00:36:48.870 --> 00:36:50.888
อีก 2 ปีค่อยมาลงเรียนใหม่

00:36:50.965 --> 00:36:55.199
อีก 2 ปีค่อยมาตั้งใจเรียนอีกทีหนึ่งอย่างนี้ อันนี้มันไกลไป

00:36:55.723 --> 00:36:58.439
ฉะนั้น เราอยากจะได้เกรด A วิชานี้

00:36:59.570 --> 00:37:04.225
ระยะเวลาของเราก็มีครึ่งเทอมที่เหลือใช่ไหมคะ ว่าเราจะทำอย่างไรบ้าง

00:37:04.249 --> 00:37:07.499
อันนี้คือการที่มีระยะเวลาที่ใกล้ที่เหมาะสม

00:37:07.523 --> 00:37:12.360
กับสิ่งที่เราวางแผนเป็นสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้นะคะ

00:37:14.710 --> 00:37:19.755
ฉะนั้นข้อที่ 2 เมื่อกี้ข้อแรก

00:37:19.779 --> 00:37:25.131
อันนี้ข้อที่ 2 ก็คือว่าอยากจะให้เรามาตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรา

00:37:25.390 --> 00:37:31.240
ซึ่งในระยะ... ในระยะ 1 ปีนี้แล้วกัน

00:37:32.960 --> 00:37:38.190
ในระยะไม่ใช่ 1 ปี ในระยะที่เหลือก่อนสิ้นปีก่อนถึงธันวาคมนี้ค่ะ

00:37:38.490 --> 00:37:43.610
เรามีเป้าหมายในชีวิตเราอะไร เอาแค่อย่างเดียวก็พอนะคะ

00:37:44.650 --> 00:37:48.932
หลัก Smart ที่พูดถึงนี้ค่ะ S-M-A-R-T นี่

00:37:49.849 --> 00:37:53.320
Smart S แรก ก็คือมันจะต้อง Specific

00:37:53.910 --> 00:37:56.876
ก็คือเป้าหมายนั้น จะต้องมีความเฉพาะเจาะจง

00:37:57.154 --> 00:38:02.078
ว่าอะไรคืออะไร ให้มันชัดเจนไปเลย

00:38:02.102 --> 00:38:04.615
อย่างเมื่อกี้ที่ครูบอกวิชานี้อยากจะได้ A

00:38:04.708 --> 00:38:07.305
นี่คือการเฉพาะ... เฉพาะเจาะจงใช่ไหมคะ

00:38:07.329 --> 00:38:10.910
ว่าวิชาจิตวิทยาสำหรับครูเราจะต้องเอา A ให้ได้

00:38:11.150 --> 00:38:16.240
อันนี้คือเจาะจงกันไปเลยว่าคืออะไร ไม่ใช่พูดกว้าง ๆ นะคะ

00:38:17.100 --> 00:38:21.117
M ก็คือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า...

00:38:24.221 --> 00:38:25.690
ว่าเราสำเร็จแล้ว

00:38:27.932 --> 00:38:31.061
อยากได้เกรด A วิชานี้เราจะรู้ได้อย่างไร

00:38:31.446 --> 00:38:36.710
รู้จากคะแนน เกรด A คือ 80 ขึ้นไปอย่างนี้ค่ะ สามารถวัดได้

00:38:38.155 --> 00:38:41.790
75 คือ B+ 70 คือ B อย่างนี้ค่ะ

00:38:41.814 --> 00:38:43.693
อันนี้คือเกณฑ์ที่เขามีใช่ไหม

00:38:43.741 --> 00:38:46.782
แสดงว่ามันสามารถวัดได้จากคะแนนที่เรามี

00:38:47.207 --> 00:38:48.735
คะแนนเก็บเรามีเท่าไร

00:38:48.953 --> 00:38:52.440
ขาดอีกเท่าไรอย่างนี้ค่ะ คือสามารถวัดได้

00:38:53.055 --> 00:38:54.188
A คือ...

00:38:58.801 --> 00:39:02.888
A คือมันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ไหม

00:39:03.894 --> 00:39:06.600
สามารถบรรลุได้ไหมอย่างนี้ค่ะ

00:39:07.590 --> 00:39:12.700
R คือ Realistic อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

00:39:13.240 --> 00:39:18.920
แสดงว่าถ้าการที่เราจะมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งนี่

00:39:18.990 --> 00:39:25.506
มันจะต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริงไม่ใช่เป้าหมายที่เป็นความฝันเฟื่อง

00:39:26.196 --> 00:39:29.521
ฝันกลางวันไกลจากชีวิตเราอย่างนี้ค่ะ

00:39:30.665 --> 00:39:32.836
อยากจะเป็นเศรษฐีอย่างนี้

00:39:33.953 --> 00:39:39.234
แสดงว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงล่ะ ว่าตอนนี้เราเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2

00:39:39.641 --> 00:39:42.531
แต่เราไปนึกฝันว่าเราอยากจะถูกรางวัลที่ 1

00:39:42.555 --> 00:39:44.780
แล้วเป็นเศรษฐีถูก 30 ล้านอย่างนี้

00:39:44.922 --> 00:39:47.246
อันนี้ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริงล่ะใช่ไหมคะ

00:39:47.919 --> 00:39:50.588
T สุดท้าย T ก็คือ Timely

00:39:51.162 --> 00:39:55.373
อยู่ในระยะเวลาที่มันเป็นจริงเกิดขึ้นได้

00:39:55.492 --> 00:39:59.388
เมื่อกี้ที่บอกว่าเป็นระยะเวลาที่อยู่ในช่วงเวลานั้น

00:39:59.500 --> 00:40:02.384
ไม่ใช่ว่าวางแผนอีก 5 ปีข้างหน้า

00:40:02.448 --> 00:40:06.953
ว่าฉันจะได้เกรด A วิชานี้อย่างนี้ มันไม่สอดคล้องกันล่ะนะคะ

00:40:07.750 --> 00:40:10.449
ฉะนั้นข้อที่ 2 ที่ครูจะให้ทำ

00:40:10.473 --> 00:40:14.910
ก็คือว่าอยากจะให้เราตั้งเป้าหมายในชีวิตเราสัก 1 เรื่อง

00:40:15.520 --> 00:40:17.327
โดยใช้หลัก SMART นี้ล่ะ

00:40:17.351 --> 00:40:21.600
ในการตั้งเป้าหมายนั้นดูสิว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้นน่ะค่ะ

00:40:21.830 --> 00:40:24.830
ใน 1... ก่อนถึงสิ้นปีนี้

00:40:25.203 --> 00:40:28.360
เป้าหมายที่เราตั้งไว้มันอยู่ในหลัก SMART ไหม

00:40:28.666 --> 00:40:29.878
มัน Specific ไหม

00:40:30.276 --> 00:40:34.486
มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงไหม สามารถวัดได้ไหมอย่างนี้นะคะ

00:40:44.742 --> 00:40:47.165
ทีนี้ก็เป็นเรื่องของแนวคิดสังคมใช่ไหม

00:40:47.189 --> 00:40:51.258
ที่เขาพูดถึงว่าสัมพันธภาพของคนที่อยู่ในชีวิตเรานี่

00:40:51.308 --> 00:40:53.855
มันสำคัญนะมันส่งผลต่อการตัดสินใจทำ

00:40:53.879 --> 00:40:57.525
หรือไม่ทำอะไรของ... ของมนุษย์คนนั้นนะคะ

00:40:58.180 --> 00:41:01.615
เพราะฉะนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลานั้นใครเป็นคนให้...

00:41:02.126 --> 00:41:04.290
เป็นคนสำคัญในชีวิตเขาใช่ไหมคะ

00:41:04.600 --> 00:41:10.330
พ่อแม่ใช่หรือเปล่า หรือแม้แต่การเลี้ยงดูกลุ่มเพื่อน ครู

00:41:10.750 --> 00:41:14.799
ครูก็เป็นคนสำคัญในชีวิตเขา อย่างที่เราคุยมาตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า

00:41:15.013 --> 00:41:19.155
ตัวครูเองนี่ค่ะ ก็เป็นแรงจูงใจภายนอกให้กับนักเรียนได้

00:41:19.537 --> 00:41:22.410
มีบุคลิกภาพแบบไหน แต่งกายแบบไหน

00:41:22.670 --> 00:41:26.970
มีการพูดจาแบบไหน มีการวางตัวแบบไหนอย่างนี้ค่ะ

00:41:27.573 --> 00:41:31.538
ถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้ เรากระทำอย่างดีเป็บตัวแบบที่ดีแล้วนี่

00:41:31.984 --> 00:41:35.473
เขาก็จะเต็มใจที่จะเรียนรู้กับเรา

00:41:35.971 --> 00:41:41.970
เรียนรู้... เต็มใจที่จะเข้าเรียนกับคุณครูรัตนาพรอย่างนี้

00:41:42.236 --> 00:41:44.818
เพราะว่าเรียนกับครูรัตนาพรแล้วสบายใจ

00:41:44.947 --> 00:41:46.994
ครูรัตนาพรเข้าใจเรา

00:41:47.018 --> 00:41:50.239
ครูรัตนาพรไม่ได้ดุด่าเราอย่างไร้เหตุผลอย่างนี้ค่ะ

00:41:50.364 --> 00:41:52.869
ครูรัตนาพรสอนเข้าใจง่ายอย่างนี้

00:41:53.467 --> 00:42:00.648
เป็นบุคลิกภาพที่เราแสดงออกที่เราเป็น

00:42:01.143 --> 00:42:05.878
เพื่อให้เขารับรู้ว่าเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาจะเรียนอย่างนี้ค่ะ

00:42:05.902 --> 00:42:08.383
มันเป็นเรื่องของสัมพันธภาพนะคะ

00:42:11.530 --> 00:42:13.155
หมดแล้วเนื้อหา

00:42:14.162 --> 00:42:18.890
สรุปแล้วการบ้านที่ครูจะให้ทำนะ มีอยู่ 2 อันใช่ไหมคะ

00:42:19.080 --> 00:42:21.721
มีการตั้งเป้าหมายของเรานะคะ

00:42:21.745 --> 00:42:25.340
โดยใช้หลัก SMART เป้าหมายแค่ 1 เรื่องนะคะ

00:42:27.470 --> 00:42:34.240
อันที่ 2 ก็คือเรื่องของสิ่งที่เราจะอนุมานสาเหตุของเรา

00:42:35.290 --> 00:42:36.817
ด้วยโจทย์ที่ว่า

00:42:38.862 --> 00:42:42.840
คะแนน Midterm ได้น้อยเพราะอะไรนะคะ

00:42:49.920 --> 00:42:52.775
ในออนไลน์มีคำถามอะไรไหม

00:42:53.353 --> 00:42:56.420
หรือนักศึกษามีคำถามอะไรไหม

00:42:58.520 --> 00:43:01.800
(นักศึกษาชาย) อาจารย์จะสั่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ

00:43:02.770 --> 00:43:05.530
(อาจารย์) ขา เดี๋ยวแป๊บ... แป๊บหนึ่งนะลูก เดี๋ยวครูขอเพิ่มเสียงก่อน

00:43:09.661 --> 00:43:14.352
(นักศึกษาชาย) อาจารย์จะส่ง... งานลง LINE อีกทีไหมครับ ประมาณว่าสั่งงานน่ะครับ

00:43:16.913 --> 00:43:20.167
(อาจารย์) ครับ ครูเพิ่มเสียงแล้ว ขออีก... ขออีกทีหนึ่ง ขออภัยพูดอีกรอบนะลูก

00:43:21.280 --> 00:43:24.690
(นักศึกษาชาย) อาจารย์จะสั่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ เพราะว่ากลัวผมลืมน่ะครับ

00:43:26.038 --> 00:43:31.858
(อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวครูจะ... จะโพสต์โจทย์ลงไปให้ใน Classroom ทั้ง 2 ข้ออีกทีหนึ่งนะ

00:43:32.041 --> 00:43:35.470
เพื่อให้เราเข้าใจว่าคืออะไร ทำอะไรบ้างนะคะ

00:43:37.215 --> 00:43:39.611
(นักศึกษาชาย) ก็คืองาน... งานทั้งหมดที่อาจารย์จะสั่งนี่

00:43:39.636 --> 00:43:41.370
ก็คือใน Classroom หมดเลยใช่ไหมครับ

00:43:41.747 --> 00:43:46.637
(อาจารย์) ใช่ค่ะ ใช่ แม้แต่ตัว PowerPoint ครูก็โพสต์ใน Classroom ไว้ให้แล้ว

00:43:48.361 --> 00:43:50.067
(นักศึกษาชาย) จนจบ... จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ

00:43:50.850 --> 00:43:54.510
(อาจารย์) คะ (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมเลยใช่หรือเปล่าครับอาจารย์

00:43:56.913 --> 00:43:59.339
(อาจารย์) อ๋อ จนจบเทอมเลยไหม ใช่ค่ะ

00:43:59.601 --> 00:44:04.860
เพราะฉะนั้น Classroom ที่ให้เราเข้า ก็คือเป็นช่องทางสำหรับการส่งงาน

00:44:05.778 --> 00:44:11.756
ครูจะไม่รับการส่งงานจากช่องทางอื่น ไม่รับทาง LINE ไม่รับทางอีเมลนะ

00:44:11.836 --> 00:44:13.790
ให้เราส่งใน Classroom เท่านั้นนะคะ

00:44:16.388 --> 00:44:17.401
(อาจารย์) ค่ะ

00:44:25.168 --> 00:44:27.789
เดี๋ยวไปปักหมุดไว้ใน LINE อีกทีหนึ่งนะ

00:44:27.813 --> 00:44:31.160
ที่ลิงก์ของการเข้า Classroom นะคะ

00:44:31.194 --> 00:44:33.521
ใครยังไม่ได้เข้าก็ให้... ให้เข้านะ

00:44:33.545 --> 00:44:37.374
เพราะงานทุกชิ้นต่อจากนี้น่ะค่ะ จะส่งผ่าน Classroom หมดเลย

00:44:46.990 --> 00:44:49.188
มีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะ

00:44:53.471 --> 00:44:57.988
เอาอย่างนี้ถ้าใครไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติมแล้ว

00:44:58.017 --> 00:45:01.520
ก็สามารถออกจากห้องได้นะคะ

00:45:01.850 --> 00:45:04.940
แล้วก็ถ้าใครมีคำถามก็อยู่รอถามครูได้

00:45:04.964 --> 00:45:08.970
เดี๋ยวครูจะรอส่งพวกเราก่อนแล้วค่อยปิดห้องนะ โอเค

00:45:10.040 --> 00:45:13.274
(อาจารย์) ขา ๆ จ้ะ ๆ (นักศึกษาหญิง) ไม่เช็ก... เช็กชื่อหรือคะ

00:45:13.800 --> 00:45:16.323
(อาจารย์) ไม่เช็กชื่อค่ะ ครู... เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง

00:45:16.632 --> 00:45:21.320
ครู... เดี๋ยวอย่าเพิ่งออกนะ ครูขอแคปหน้าจอครูก่อน

00:45:31.630 --> 00:45:37.420
โอเค ครูเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว เช็กชื่อแล้ว พวกเราออกห้องได้นะคะ

00:45:38.160 --> 00:45:40.615
มีคำถามอยู่รอถามครูได้จ้ะ

00:45:41.220 --> 00:45:44.190
คาบหน้า คาบหน้าเราเรียน On Site นะคะ

00:45:44.490 --> 00:45:47.638
เจอกันในห้องเรียนกับบทที่ 8 นะจ๊ะ

00:45:48.476 --> 00:45:50.970
สวัสดีทุกคนนะคะ แล้วเจอกันค่ะ

00:45:53.080 --> 00:45:56.650
(นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ (อาจารย์) จ้า สวัสดีค่ะ

00:45:57.046 --> 00:45:59.970
(นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ