﻿WEBVTT

00:00:05.910 --> 00:00:10.020
(เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ ล่ามได้ยินไหมครับ สวัสดีครับ

00:00:15.093 --> 00:00:17.710
(ดร.ฐิติกาญจน์) ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีพี่ล่ามนะคะ

00:00:18.510 --> 00:00:26.350
โอเค เสียงมาแล้วก็เราเมื่อกี้คุยกันนะคะ ว่าเดี๋ยวเรา... วันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 นะ

00:00:26.640 --> 00:00:29.651
แล้วก็... ตกลงนักศึกษาใช่ไหม

00:00:29.652 --> 00:00:34.130
ตอนแรกนึกว่าเจ้าหน้าที่ นั่งข้างหลังเห็นใช่ไหมครับ เห็นนะ โอเค

00:00:34.330 --> 00:00:37.610
ก็วันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 นะคะ เรื่องของการคิดนะ

00:00:37.620 --> 00:00:43.950
แล้วก็เราเหลืออีกบทที่ 10 กับ 11 นะคะ แล้วก็ครูก็จะปิดคอร์สให้เลยนะคะ

00:00:44.890 --> 00:00:50.390
เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาเวลาที่เหลือนี่ ไปทำงานชิ้นใหญ่ที่สุดอีกชิ้นหนึ่งนะคะ

00:00:51.410 --> 00:00:53.800
อันนี้คือ เพราะฉะนั้น เราก็จะเป็นออน...

00:00:53.801 --> 00:00:58.840
ออนไลน์ครั้งหน้าแล้วก็จบด้วยออนไซต์นะ 2 ครั้งนะคะ

00:00:59.890 --> 00:01:05.910
โอเค วันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 ที่ครูสลับมาที่ถามนะคะ

00:01:05.930 --> 00:01:09.540
เพราะว่าเนื้อหามันจำเป็นที่จะต้องมาเรียนกันในห้องนะ

00:01:09.740 --> 00:01:17.380
ทีนี้ครูจะขอพวกเราเตรียมกระดาษไว้สัก 1 แผ่นมีหรือเปล่า มีกระดาษไหมลูก

00:01:18.330 --> 00:01:20.133
มาเรียนหนังสือไม่มีกระดาษ

00:01:20.664 --> 00:01:24.610
มีกระดาษและปากกาไหมคะ เพื่อนมีไหม ใคร... ใครมีกระดาษบ้าง

00:01:25.040 --> 00:01:28.880
ขายเลยค่ะ แผ่นละ 5 บาท หารายได้เข้า... ตอนเที่ยง

00:01:30.820 --> 00:01:34.710
ขอเพื่อนเอาลูก มีกระดาษ... กระดาษอะไรก็ได้ กระดาษแผ่น

00:01:35.340 --> 00:01:39.990
ไม่ต้องค่ะ แผ่น... แผ่นไหนก็ได้ แค่นั้นก็ได้ กระดาษโน้ตอะไรก็ได้ค่ะ

00:01:40.820 --> 00:01:50.130
ขอไม่เป็นกระดาษทิชชูก็พออะไรอย่างนี้นะ ใครไม่มีก็ให้เพื่อนส่งให้นะคะ

00:01:50.301 --> 00:02:01.301
ส่วนของหนู หนูไม่ต้องเขียนก็ได้นะคะ ของน้อง... ของน้องเด็กตา น้องก็ไม่ต้องเขียนก็ได้

00:02:01.360 --> 00:02:04.270
เดี๋ยวเรา... เดี๋ยวเราตอบกันเองนะคะ

00:02:05.820 --> 00:02:10.840
เตรียมกระดาษแล้วใช่ไหมลูก เขียนชื่อของตัวเองไว้นะคะ

00:02:11.750 --> 00:02:16.890
แสดงความเป็นเจ้าของเขียนชื่อ แล้วก็เขียนรหัสนักศึกษาเอาไว้ให้ด้วยนะคะ

00:02:17.360 --> 00:02:21.270
โจทย์เราค่อยบอกกันอีกทีหนึ่งนะ ให้เตรียมกระดาษกับปากกาเอาไว้ก่อนนะคะ

00:02:21.280 --> 00:02:23.133
เพราะวันนี้เราจะมีกิจกรรมให้ทำ

00:02:23.301 --> 00:02:27.447
แล้วเราก็ใช้กระดาษตรงนี้ด้วย เป็นการเช็กชื่อไปในตัวเลยนะคะ

00:02:30.830 --> 00:02:33.750
หมดแล้วล่ะเล่มนั้นน่ะ ฉีกไปหมดแล้ว เหลือแค่ปก

00:02:39.400 --> 00:02:41.330
สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ

00:02:50.020 --> 00:02:52.560
เสียงครูเวลาออกไมค์มันแปลก ๆ นะ

00:02:54.580 --> 00:03:01.480
ครูรู้สึกไม่ชอบเสียงตัวเองเลยเวลาออกไมค์ ไมค์มี Echo ด้วยมีเสียงสะท้อน

00:03:01.650 --> 00:03:06.060
โอเค เตรียมแล้วใช่ไหมคะ เอาไว้ก่อนนะคะลูก ให้เตรียมไว้

00:03:06.380 --> 00:03:10.260
วันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 นะ เป็นเรื่องของการคิดที่ซับซ้อนใช่ไหมคะ

00:03:10.500 --> 00:03:13.390
ทีนี้เรื่องของการคิดน่ะ มันคือทักษะอย่างหนึ่ง

00:03:13.610 --> 00:03:20.710
ที่ปกติมันก็จะมีทักษะที่เป็นทักษะพื้นฐาน การคิดแบบพื้นฐานนะคะ

00:03:20.910 --> 00:03:26.260
ส่วนวันนี้เราจะเรียนเรื่องของการคิดที่มันขั้นสูงขึ้น ที่มันซับซ้อนมากขึ้น

00:03:26.320 --> 00:03:31.840
ซึ่งทีนี้ที่มันซับซ้อนมากขึ้นนี่ มันขึ้นอยู่กับว่าการที่เรามีวุฒิภาวะแล้ว

00:03:32.110 --> 00:03:36.090
เราโตแล้ว เรามีพัฒนาการที่โตเต็มวัยแล้วอย่างนี้ค่ะ

00:03:36.110 --> 00:03:39.430
ก็สามารถที่จะคิดกระบวนการคิดที่มันซับซ้อนแบบนี้ได้

00:03:39.800 --> 00:03:45.100
แต่ถ้าเป็นเด็กประถม เด็กอนุบาลที่เขายังเด็ก ๆ อยู่นี่ การคิดซับซ้อนเขาก็ยังทำไม่ได้นะคะ

00:03:45.630 --> 00:03:52.710
เราก็เลยต้องมารู้จักว่าการคิดซับซ้อนนี่มันคืออะไร เพื่อที่ว่าอีกหน่อยเราไปเป็นครูอย่างนี้ค่ะ

00:03:52.990 --> 00:04:00.490
เราจะได้ออกแบบการเรียนการสอน เพื่อที่จะกระตุ้นทักษะการคิดเหล่านี้ให้กับเด็ก ๆ นะคะ

00:04:00.740 --> 00:04:06.970
เพราะว่าทักษะการคิดที่ซับซ้อนเหล่านี้ มันก็เป็นทักษะศตวรรษที่ 21 ใช่ไหม

00:04:07.000 --> 00:04:12.410
เราเคยได้ยินคำนี้ใช่ไหมคะ มันก็เลยเป็นที่มา ว่าให้เรามารู้จักกันสักหน่อยหนึ่งนะคะ

00:04:12.630 --> 00:04:20.890
ทีนี้การคิดที่ซับซ้อนนะ มันคืออะไรนะคะ ไปไหมนี่ ไม่ไป

00:04:32.920 --> 00:04:41.230
ขออภัยที่ตัวหนังสือมันเลื่อนนะคะ โอเค การคิดอันแรกนะ มันคือการคิดแบบมีวิจารณญาณ

00:04:41.810 --> 00:04:46.480
การคิดแบบมีวิจารณญาณ ก็คือการที่เราสามารถไตร่ตรองได้

00:04:46.810 --> 00:04:51.780
หาเหตุผลได้ คิดที่ไม่ตัดสินใจเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง

00:04:51.880 --> 00:04:57.400
นี่ผ่านการคิดที่เราไตร่ตรองก่อน ผ่าน... ผ่านสิ่งที่เราพิจารณา

00:04:57.430 --> 00:05:00.730
ว่ามันเหมาะสมไหม หรือไม่เหมาะสมอย่างนี้ค่ะ

00:05:00.740 --> 00:05:05.660
มันถูกต้องไหม หรือไม่ถูกต้อง มันจะส่งผลกระทบกับใครไหมอะไรอย่างนี้

00:05:05.750 --> 00:05:09.280
อันนี้คือการที่เราเรียกว่า "การคิดแบบมีวิจารณญาณ"

00:05:09.450 --> 00:05:15.340
เพราะฉะนั้น การคิดแบบมีวิจารณญาณนี่ มันก็คือเป็นอภิปัญญาอย่างหนึ่งนะคะ

00:05:15.480 --> 00:05:19.650
หนูไม่ต้องถ่ายก็ได้ลูก ครูโพสต์ไว้ใน Classroom แล้วนะคะ

00:05:20.570 --> 00:05:26.450
การคิดแบบอภิปัญญาที่พูดถึงนี่นะ มันก็คือการคิดที่สูงขึ้นกว่าการคิดปกติ

00:05:26.740 --> 00:05:34.420
อภิ มันแปลว่าใหญ่ใช่ไหมคะ แสดงว่าเป็นปัญญาที่สูงกว่าปกติ ใหญ่กว่าปกตินะคะ

00:05:34.680 --> 00:05:39.060
การคิดแบบอภิปัญญานี่ ก็คือการคิดแบบมีวิจารณญาณนี่ล่ะนะคะ

00:05:39.070 --> 00:05:48.010
ที่สามารถควบคุม ควบคุมในที่นี้ ก็คือควบคุมการคิดของตัวเองให้มันถูกที่ถูกทาง ถูกต้องเหมาะสม

00:05:48.240 --> 00:05:54.490
แล้วสามารถที่จะควบคุมตัวเอง ให้ทำตามที่ตัวเองคิดได้ วางแผนต่าง ๆ อย่างนี้ค่ะ

00:05:54.510 --> 00:05:58.050
ก็สามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ได้

00:05:58.070 --> 00:06:02.680
อันนี้เขาเรียกว่า "อภิปัญญา" คือ การคิดที่มันสูงกว่าปกตินะคะ

00:06:03.260 --> 00:06:07.450
ก็อย่างที่บอกว่าถ้าการคิดที่ขาดวิจารณญาณนี่

00:06:07.470 --> 00:06:13.280
ก็คือการที่เราตัดสินใจทำอะไรด้วยการที่เราไม่นึกถึงเหตุผลที่มันเกี่ยวข้อง

00:06:13.610 --> 00:06:20.200
เราไม่นึกถึงผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้น เราไม่นึกถึงสิ่งที่มันเหมาะสมเป็นเหตุเป็นผลอะไรอย่างนี้ค่ะ

00:06:20.210 --> 00:06:24.180
เราตัดสินใจเพราะ... เพราะว่าคนอื่นเขาทำเรา อยากทำตาม

00:06:25.120 --> 00:06:29.333
ตัดสินใจ เพราะว่ามีคนบอกให้ทำ เราก็เลยทำอย่างนี้ค่ะ

00:06:29.334 --> 00:06:31.700
อันนี้ไม่ได้เรียกว่า "ใช้วิจารณญาณ" นะ

00:06:31.990 --> 00:06:36.640
ดังนั้น การคิดวิจารณญาณ ก็คือการที่เราคิดพิจารณาไตร่ตรอง

00:06:37.000 --> 00:06:41.170
หาเหตุผลของมันว่าควรจะทำไหม เหมาะสมไหมอย่างนี้ค่ะ

00:06:41.190 --> 00:06:44.250
อันนี้เรียกว่า "การคิดแบบมีวิจารณญาณ" นะคะ

00:06:45.920 --> 00:06:51.890
ทีนี้อันนี้ค่ะ ที่ครูจะเป็นโจทย์ข้อแรกให้กับเรานะ ครูจะให้เราลองฝึก...

00:06:52.270 --> 00:07:03.130
คะ ของตัวเองค่ะ กระดาษของตัวเองค่ะ ใครไม่มีก็รีบ... รีบขายเพื่อนเลยนะคะ

00:07:03.850 --> 00:07:12.300
อันนี้นะ จะให้เราฝึกคิดว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น 6 ข้อนี่ค่ะ มันเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นอนุมาน

00:07:15.070 --> 00:07:20.670
มันจะมีข้อความให้ใช่ไหมคะ ว่าไก่กับแดงนี่ เป็นเพื่อนสนิทกัน

00:07:21.300 --> 00:07:25.430
ทั้ง 2 ชอบไปชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ เสมอ

00:07:25.830 --> 00:07:30.810
วันหยุดที่ผ่านมาไก่กับแดงนัดกันไปชอปปิงที่สยามเซนเตอร์

00:07:32.210 --> 00:07:37.520
เพื่อหาซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อดัง ๆ ที่กำลังลดราคา

00:07:37.730 --> 00:07:43.830
ทั้งคู่นัดกัน นัดพบกันที่บันไดเลื่อนชั้น 1 ตามที่นัดหมายไว้

00:07:44.420 --> 00:07:50.433
ไก่คอยอยู่บริเวณนั้นเป็นชั่วโมง โดยไม่กล้าเดินไปที่อื่น

00:07:50.944 --> 00:07:54.280
เพราะเกรงว่าถ้าแดงมาแล้วจะคลาดกันได้

00:07:54.780 --> 00:07:59.333
แต่แดงยังไม่มา ไก่เลยโทรศัพท์ไปหาแดง

00:07:59.581 --> 00:08:02.350
ปรากฏว่าติดต่อไม่ได้เลย

00:08:03.080 --> 00:08:09.400
ไก่รู้สึกไม่พอใจที่แดงมักผิดนัดอยู่... มักผิดนัดกับตนอยู่บ่อย ๆ

00:08:10.080 --> 00:08:16.900
ไก่เลยตัดสินใจเดินดูของตามที่ตั้งใจ แล้วกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก

00:08:18.530 --> 00:08:26.040
6 ข้อ คนที่มีกระดาษให้ติ๊กลงไปว่าข้อ 1 ถึงข้อ 6 นี่

00:08:26.290 --> 00:08:31.480
เราคิดว่ามันเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นข้ออนุมาน

00:08:38.518 --> 00:08:44.938
ใช่ เขียน... เขียนแค่เลขค่ะ 1-6 ข้อเท็จจริงหรืออนุมาน ไม่ต้องเขียนโจทย์นะคะ

00:08:47.900 --> 00:08:53.910
ข้อที่ 1 ไก่กับแดงเป็นวัยรุ่นที่ชอบชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ

00:08:54.537 --> 00:08:58.667
เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน เราก็เขียนลงไปนะคะ

00:09:03.980 --> 00:09:09.230
อนุมานคืออะไร อนุมาน คือ สิ่งที่เราคิดเอาเอง

00:09:09.880 --> 00:09:14.040
สิ่งที่เราคิดว่ามันใช่ อันนั้นเรียกว่า "อนุมาน" นะคะ

00:09:15.710 --> 00:09:21.880
นี่อนุมาน หมายถึงการคาดคะเน แสดงว่าอนุมานไม่ใช่ข้อเท็จจริง

00:09:24.510 --> 00:09:31.190
ข้อที่ 2 ทั้ง 2 สาวนัดพบกันในวันหยุดที่ผ่านมาที่สยามเซนเตอร์

00:09:31.531 --> 00:09:35.031
เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน ก็เขียนลงไปนะคะ

00:09:44.860 --> 00:09:50.920
ข้อที่ 3 ไก่ไปคอยแดงเป็นเวลานาน แต่แดงไม่ไปตามนัด

00:10:03.600 --> 00:10:10.040
ข้อที่ 4 ไก่โทรศัพท์ไปที่บ้านแดงแต่ติดต่อไม่ได้

00:10:20.850 --> 00:10:31.430
ข้อที่ 5 แดงมักผิดนัดอยู่เสมอ ไอ้ที่ครูอ่านนี่ ครูอ่านให้พี่ล่าม

00:10:40.920 --> 00:10:47.990
ข้อที่ 6 ไก่ซื้อของตามที่ตั้งใจ แล้วก็กลับบ้านด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก

00:10:59.560 --> 00:11:09.920
คะ ส่งแล้ว อ้าวเหรอ แล้วครูก็เถียงนะ ว่าส่งแล้ว

00:11:13.530 --> 00:11:16.860
อ๋อ ครูไม่ได้ส่งเข้าใน Classroom ครูส่งให้พี่ม่อน

00:11:20.420 --> 00:11:25.570
เดี๋ยวโพสต์ให้เลย ระหว่างนี้ทำ 6 ข้อนี้ไปก่อนนะคะ

00:12:03.660 --> 00:12:05.030
เดี๋ยวตามโพสต์ให้เด้อ

00:12:25.350 --> 00:12:34.720
ให้เตรียมกระดาษแล้วใช่ไหมคะ ให้ทำโจทย์

00:12:42.820 --> 00:12:55.190
ครูบังหรือเปล่า มองไม่เห็น นั่งข้างหน้าก็ได้ ไปนั่งเสียไกลเชียว สายตายาวเหรอ

00:12:57.320 --> 00:12:58.740
เดี๋ยวครูตามโพสต์ให้นะ

00:13:08.720 --> 00:13:11.330
เรามาลองทำด้วยกันข้อแรกก่อนนะคะ

00:13:14.020 --> 00:13:21.190
ไก่กับแดงเป็นวัยรุ่นที่ชอบไปชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน

00:13:23.540 --> 00:13:28.780
ใครว่าอนุมานยกมือ ใครว่าข้อเท็จจริงยกมือ

00:13:31.580 --> 00:13:35.580
คนที่บอกว่าเป็นอนุมานดูจากอะไรคะ ที่เป็นอนุมาน

00:13:40.530 --> 00:13:46.640
คะ ไก่กับแดงเป็นวัยรุ่นที่ชอบชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ

00:13:50.180 --> 00:13:56.590
คำถาม คำถามของพวกเรานะ ถามว่าเรารู้ได้อย่างไร ว่าไก่กับแดงเป็นวัยรุ่น

00:14:02.170 --> 00:14:04.240
ในข้อความเขาบอกตรงไหนคะ ว่าเป็นวัยรุ่น

00:14:06.661 --> 00:14:12.851
ไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองชอบไปชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ อยู่เสมอ

00:14:15.100 --> 00:14:20.240
เราอนุมานเองหรือเปล่า ว่าคนที่ไปชอปปิงตามศูนย์การค้าจะต้องเป็นวัยรุ่น

00:14:21.350 --> 00:14:24.867
เขาเป็นวัยกลางคนได้ไหม เป็นคนแก่ได้ไหม

00:14:25.087 --> 00:14:27.510
เกษียณแล้วไม่มีอะไรทำ ก็เลยไปซื้อของได้หรือเปล่า

00:14:29.110 --> 00:14:31.330
สรุปแล้วเป็นข้อเท็จจริง หรืออนุมานคะ

00:14:32.530 --> 00:14:37.920
อนุมาน เห็นหรือเปล่า เราคาดการณ์เอาเองนะ คาดคะเนเอาเอง

00:14:37.990 --> 00:14:40.960
เขาไม่ได้บอกเลยว่าไก่กับแดงเป็นวัยรุ่น

00:14:41.500 --> 00:14:46.070
เขาบอกแค่ว่าไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองชอบไปชอปปิง

00:14:47.650 --> 00:14:51.960
เราอนุมานเอาเอง ว่าไก่กับแดงน่าจะเป็นวัยรุ่นแหละถูกไหม

00:14:56.448 --> 00:15:04.798
ข้อ 2 ข้อ 2 ทั้งสองสาวนัดพบกันในวันหยุดที่ผ่านมาที่สยามเซนเตอร์ ข้อเท็จจริงหรืออนุมาน

00:15:07.040 --> 00:15:11.740
ข้อเท็จจริง ตรงไหนที่บอกว่าทั้งสองสาวนัดกัน

00:15:12.320 --> 00:15:18.380
ไก่กับแดงเป็นผู้หญิงหรือเปล่า รู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้หญิง

00:15:19.760 --> 00:15:24.540
เขาไม่ได้บอกถูกไหม เขาบอกแค่ว่าไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกัน

00:15:24.790 --> 00:15:27.633
ไม่ได้บอกสักคำเลย ว่าไก่กับแดงเป็นผู้หญิง

00:15:28.081 --> 00:15:31.967
เราอนุมานไปเองไหม ว่าทั้ง 2 คนนี่ เป็น 2 สาว

00:15:32.370 --> 00:15:35.100
เขาอาจจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ชายอีกคนหนึ่งก็ได้

00:15:35.240 --> 00:15:38.390
หรืออาจจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ก็ได้ไม่รู้ว่าทำอะไร ไปซื้อของ

00:15:38.770 --> 00:15:43.500
จะต้องไปปาร์ตีอย่างนี้ก็ได้ อนุมานหรือเปล่า อนุมาน

00:15:48.470 --> 00:15:52.180
ข้อที่ 3 เราทำไปพร้อมกันเลยนะคะ พวกเราเขียนด้วยนะ

00:15:52.400 --> 00:16:01.040
ข้อที่ 3 ไก่กับแดง ไก่ไปคอยแดงเป็นเวลานาน แต่แดงไม่ไปตามนัด ข้อเท็จจริงหรืออนุมาน

00:16:04.920 --> 00:16:11.610
ข้อเท็จจริงรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่ไป

00:16:17.500 --> 00:16:24.580
แต่แดงยังไม่มา ไก่ไม่กล้าไปไหน ไก่ก็เลยโทรศัพท์ไปหาแดง ปรากฏติดต่อไม่ได้

00:16:25.390 --> 00:16:33.360
เขาบอกสักคำไหมว่าแดงไม่มา เขาไม่ได้พูดเลยนะ ในข้อความไม่ได้บอกเลย ว่าแดงไม่มา

00:16:33.740 --> 00:16:38.820
เราอนุมานไปเองไหม ว่าแดงไม่มา เขาอาจจะแค่มาช้าไป 2 ชั่วโมงก็ได้

00:16:43.320 --> 00:16:49.650
ก็มาไง มา แต่มาช้า อนุมาน อนุมานไหมล่ะ

00:16:50.390 --> 00:16:56.050
เพราะเขาไม่ได้บอกสักคำเลย ว่าแดงไม่มา แต่แดงยังไม่มาเฉย ๆ

00:16:58.959 --> 00:17:02.270
โดนหลอกหรือเปล่านี่ พวกเราโดน... โดนความคิดตัวเองหลอกหรือเปล่า

00:17:04.060 --> 00:17:10.770
โดนการอนุมานหลอกนะ เราเคยชินกับการอนุมานบ่อยนะนี่ คิดเองเออเองน่ะ

00:17:12.620 --> 00:17:21.920
ข้อที่ 4 ไก่โทรศัพท์ไปที่บ้านแดงแต่ติดต่อไม่ได้ อนุมาน

00:17:27.530 --> 00:17:33.290
เขาบอกว่าโทรไปหาแดง เขาไม่ได้บอกว่าโทรไปที่บ้านใช่ไหม

00:17:33.670 --> 00:17:38.140
อาจจะโทรมือถือก็ได้ถูกหรือเปล่า อนุมาน

00:17:41.111 --> 00:17:51.901
ข้อที่ 5 ข้อ 4 อนุมานค่ะ อนุมาน อนุมาน ข้อ 5 แดงมักผิดนัดอยู่เสมอ

00:17:58.141 --> 00:18:02.201
ข้อเท็จจริง ให้ Defend หน่อยป้องกันตัวเองหน่อย ข้อเท็จจริงอยู่ตรงไหนจ๊ะ

00:18:08.910 --> 00:18:18.700
เดี๋ยวก่อนข้อ 5 ลูก แดงมักผิดนัดอยู่เสมอ ไก่รู้สึกไม่พอใจที่แดงมักผิดนัดกับตนอยู่บ่อย ๆ

00:18:19.540 --> 00:18:25.930
ไก่เลยตัดสินใจไปเดินดูของ บ่อย ๆ กับเสมอเท่ากันไหม

00:18:29.920 --> 00:18:37.900
นัด 10 ครั้งไม่มาหาเลยทั้ง 10 ครั้ง อันนี้เรียกว่าบ่อยหรือเสมอ

00:18:40.756 --> 00:18:46.170
เสมอ คือ ทุกครั้ง บ่อย คือ ส่วนใหญ่

00:18:47.000 --> 00:18:56.410
นัด 10 ครั้งไม่มา 8 มา 2 อันนี้เรียกบ่อย แต่ถ้า 10 ครั้งไม่มาเลย อันนี้เสมอ

00:19:00.320 --> 00:19:11.790
แยกออกหรือเปล่า นักศึกษาเข้าห้องเรียนสายเสมอ แปลว่าสายเสมอหรือไม่เข้าเลย

00:19:13.180 --> 00:19:19.330
หมายถึงเราใช่ไหม สายเสมอ แสดงว่ามาสายทุกครั้งเลยถูกไหมคะ

00:19:19.950 --> 00:19:25.920
มาสายบ่อย เรียนไป 10 ครั้งมาสายสัก 5 ครั้งอย่างนี้เรียกบ่อย

00:19:27.270 --> 00:19:32.890
เห็นหรือเปล่า สรุปแล้วผิดนัดอยู่เสมอ เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน

00:19:34.180 --> 00:19:42.300
อนุมาน เขาบอกว่าบ่อย ๆ ไม่รู้ด้วยว่ากี่ครั้ง แต่เราตัดสินไปแล้ว ว่าเขามาสายเสมอเลย

00:19:45.000 --> 00:19:58.400
ข้อสุดท้ายไก่ซื้อของตามที่ตั้งใจ แล้วก็กลับบ้านด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก จริงตรงไหน อนุมานตรงไหน

00:20:06.640 --> 00:20:15.700
แสดงว่าอารมณ์ไม่ดีนี่ แสดงว่าจริงใช่ไหม แต่ไก่ไปเดินดูของ สรุปว่าไก่ได้ซื้อของไหม

00:20:17.439 --> 00:20:24.050
ไปเดินดูเฉย ๆ ยังไม่ได้ซื้อเลย สรุปแล้วเป็นอนุมาน

00:20:29.930 --> 00:20:36.800
ใครถูกทุกข้อบ้าง ไม่มี ใครผิดทุกข้อบ้าง ตอบด้วยความภูมิใจ

00:20:37.430 --> 00:20:42.810
ผิดสลับถูกบ้าง ไอ้ที่ผิดสลับถูกนี่ สังเกตดูนะ เราเดาหรือเปล่า

00:20:44.180 --> 00:20:49.280
เดาถูกไหม แสดงว่าเราเคยชินกับการเดาเสมอเลย

00:20:56.867 --> 00:21:04.007
นี่มัน... มันชี้ให้เห็นเลย ว่าเราน่ะ เคยชินกับการที่เราคิดไปเอง แล้วก็... รีบสรุปไปเอง

00:21:06.980 --> 00:21:11.370
อันนี้คือการฝึกที่จะใช้การคิดแบบมีวิจารณญาณ

00:21:12.300 --> 00:21:16.979
อันแรกนะ ว่านี่ เรามาดูก่อนว่าเขาพูดจริงหรือเปล่านะ

00:21:16.980 --> 00:21:21.640
หรือเราคิดไปเอง เราอนุมานไปเองหรือเปล่า เราสันนิษฐานไปเองหรือเปล่า

00:21:21.970 --> 00:21:25.980
ซึ่งจริง ๆ แล้วน่ะค่ะ อันนี้เฉลยนะ เมื่อกี้ว่าไปแล้วนะคะ

00:21:28.600 --> 00:21:37.070
อนุมานที่พูดถึงนี่ค่ะ มันขึ้นอยู่กับความเชื่อของเราเอง ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของเราที่เรามี

00:21:37.090 --> 00:21:42.900
บางทีเราอาจจะคิดว่าอันนี้ถูกแล้ว อันนี้มันใช่แล้ว แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้

00:21:43.080 --> 00:21:49.040
เพราะว่าเรามีความเชื่อของเรา มีความ... มีทัศนคติของเราว่าแบบนี้ใช่ แบบนี้ไม่ใช่

00:21:49.220 --> 00:21:52.820
ซึ่งบางทีมันอาจจะกลายเป็นอคติก็ได้นึกออกไหม

00:21:53.410 --> 00:21:58.370
ถ้าเกิดว่าไอ้สิ่งที่เราคิดว่ามันใช่ แล้วมัน... มันไม่ใช่ขึ้นมานี่ค่ะ

00:21:58.720 --> 00:22:01.721
อาจจะต้องกลับมาย้อนดู ว่าที่เรามั่นใจว่ามันใช่นี่

00:22:01.968 --> 00:22:05.620
มันเป็นเพราะว่าเราตัดสินใจเร่งด่วนไปหรือเปล่า

00:22:06.070 --> 00:22:10.180
เราใช้อคติส่วนตัวของเราตัดสินหรือเปล่านะคะ

00:22:10.580 --> 00:22:18.070
ซึ่งจริง ๆ แล้วอนุมานมันไม่ผิด แต่ว่าสิ่งที่พึงระวัง ก็คือการที่เรารีบสรุปว่ามันจริง

00:22:18.920 --> 00:22:25.900
ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้ข้อมูลครบถ้วนเลย ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงเลย

00:22:26.160 --> 00:22:31.170
แต่เรารีบเชื่อว่ามันใช่ รีบเชื่อว่ามันจริง

00:22:31.290 --> 00:22:35.520
ตัดสินไปแล้ว เหมือนเมื่อกี้ที่เราตัดสินไปแล้ว ว่าเขาซื้อของแล้วกลับบ้าน

00:22:36.680 --> 00:22:42.400
ยังไม่ทันได้ดูดี ๆ เลย ว่าตกลงเขาแค่ไปเดินดูเฉย ๆ แต่เขายังไม่ทันได้ซื้อเลยอย่างนี้

00:22:43.500 --> 00:22:47.950
ฉะนั้น การที่เรารีบตัดสินข้อเท็จจริงว่ามันใช่ ไม่ใช่

00:22:48.160 --> 00:22:51.850
อันนี้คือการพิพากษาตัดสิน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราก็ต้องพึงระวัง

00:22:52.230 --> 00:22:56.880
ก่อนที่เราจะสรุปอะไร เราก็ดูข้อมูลให้มันครบถ้วนก่อน

00:22:57.250 --> 00:22:59.930
เราดูข้อเท็จจริงให้มันครบถ้วนก่อนนะคะ

00:23:00.451 --> 00:23:05.561
อันนี้คือสิ่งที่เราจะใช้วิจารณญาณ ในการที่เราจะพิจารณาสิ่งต่าง ๆ

00:23:07.120 --> 00:23:11.110
ฝึกนะนะคะ ในชีวิตประจำวันของเราเราก็ต้องฝึก

00:23:11.920 --> 00:23:17.340
เพราะว่ายิ่งสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารมันเยอะมากใช่ไหม

00:23:17.700 --> 00:23:22.320
ในทีวีก็มี ใน Facebook ก็มี IG ก็มี ใน TikTok ก็มีเต็มไปหมดเลย

00:23:22.840 --> 00:23:28.960
มันเชื่อถือได้จริงมากน้อยแค่ไหน อันนี้เราต้อง... ต้อง Question mark ไว้ก่อน

00:23:28.980 --> 00:23:34.650
ตั้งคำถามไว้ก่อน แล้วเราค่อยไปตรวจสอบก่อนที่เราจะรีบเชื่อรีบตัดสิน

00:23:34.850 --> 00:23:40.120
อย่างที่เขา... เขามีแคมเพนอย่างไร เช็กก่อนแชร์ใช่ไหมคะ

00:23:40.140 --> 00:23:44.700
อันนี้แหละ คือ การใช้วิจารณญาณก่อนที่เราจะเชื่อว่ามันใช่

00:23:44.910 --> 00:23:49.650
แล้วเราก็ส่งต่อไป ซึ่งมันอาจจะเกิดผลกระทบก็ได้อย่างนี้นะคะ

00:23:52.700 --> 00:23:57.270
ทีนี้โจทย์ข้อ 2 อันนี้ไม่ต้องเขียน ถามพวกเราแหละ

00:23:57.590 --> 00:24:04.170
ว่าถ้าเกิดว่าเราจะต้องเลือกระหว่าง 2 สิ่งเราจะเลือกเลี้ยงอะไร

00:24:05.130 --> 00:24:09.970
ระหว่างไก่ เอ้ย เป็ด 1 ตัวที่มีขนาดใหญ่เท่าม้า

00:24:10.430 --> 00:24:15.170
แสดงว่ามันใหญ่มากถูกหรือเปล่า เป็ด 1 ตัวที่ใหญ่เท่าม้า สูงมากใหญ่มากใช่ไหมคะ

00:24:15.220 --> 00:24:20.760
กับม้า 10 ตัวที่มีขนาดเท่าเป็ด แปลว่าม้ามันตัวเล็กถูกไหม

00:24:21.570 --> 00:24:27.150
มันไซซ์เท่าเป็ดน่ะ ใช่ไหมคะ แต่มี 10 ตัว เป็นเราเราจะเลี้ยงอะไร

00:24:30.430 --> 00:24:37.460
ใครเลี้ยงม้ายกมือ ใครเลี้ยงม้าใช่ไหมคะ ที่เหลือคือเลี้ยงเป็ดใช่ไหม

00:24:38.360 --> 00:24:43.260
ข้อถามม้าก่อน หนูทำไมถึงตัดสินใจเลี้ยงม้าคะ เหตุผลของเราไม่ผิดหรอก

00:24:47.720 --> 00:24:53.660
มันตัวเล็กเท่าเป็ดใช่ไหมคะ แล้วอย่างไรจ๊ะ ถึงตัดสินใจว่าเอาม้าดีกว่าตัวเล็กดี

00:24:56.320 --> 00:25:01.640
ต้องมีเหตุผลประกอบนะใช่ไหม มีใครเลี้ยง... เลี้ยงม้าอีก เลี้ยงม้าใช่ไหมคะ เพราะอะไรลูก

00:25:03.270 --> 00:25:13.220
มันหลายตัวดีแล้วอย่างไรจ๊ะ ขายได้ราคาแพงกว่าเป็ด แต่เป็ดมันใหญ่นะ เป็ดมันตัวเดียว

00:25:16.190 --> 00:25:20.830
ม้า... ม้ามันขยายพันธุ์ได้ น่าสนใจ ม้ามันมี 10 ตัวไง มันขยายพันธุ์ได้

00:25:21.030 --> 00:25:27.790
แต่เป็ดมีตัวเดียวมันจะไปผสมกับอะไรใช่หรือเปล่า อันนี้เหตุผลเขานะ ก็ไม่ผิดใช่ไหมคะ

00:25:28.490 --> 00:25:32.620
ใครเลือกเป็ด เลือกเป็ดเพราะอะไรลูก

00:25:36.330 --> 00:25:40.580
มันเหมาะกับเราใช่หรือเปล่า เพราะเราไม่อยากดูแลหลายตัว เอาตัวเดียวพอจบใช่ไหมคะ

00:25:40.790 --> 00:25:43.140
ใครเลือก... เลือกเป็ดอีกบ้าง เป็ดเพราะอะไรคะลูก

00:25:51.380 --> 00:25:54.240
มีไข่ใช่ไหม ไม่ต้องผสมพันธุ์ มีไข่ออกไข่มา

00:25:57.040 --> 00:26:00.400
เอา... เอาไข่มากิน หรือว่าเอาไข่ไปเพาะพันธุ์ต่อหรืออย่างไร

00:26:01.379 --> 00:26:08.380
อ๋อ ขายไข่ใช่ไหม ไข่ แสดงว่าไข่มันฟองใหญ่ด้วยนะ มันต้องออกมาฟองใหญ่แน่เลย ก็ขายได้

00:26:08.950 --> 00:26:14.890
มีใครเลือกเป็ดอีกบ้าง ข้างหลังหนุ่ม ๆ เลือกอะไรครับ เลือกเป็ดเพราะอะไรครับ

00:26:18.100 --> 00:26:23.530
ไข่เอาไว้กินใช่หรือเปล่า ของเราคืออะไรคะ ชอบเป็ดตัวใหญ่

00:26:26.670 --> 00:26:29.729
เอาไว้ลาบเป็ด แสดงว่ามันได้หลายจานมากถูกหรือเปล่า

00:26:33.430 --> 00:26:41.320
เป็นโจทย์ขำ ๆ แต่มันก็สะท้อนถึงว่าเราสามารถใช้วิจารณญาณของเรา

00:26:41.520 --> 00:26:46.840
ว่าเราจะเลือกสิ่งไหนน่ะ เพราะอะไร มันจะส่งผลอย่างไร มันจะเกิดผลดีอย่างไร

00:26:47.470 --> 00:26:52.300
เลือก... เลือกม้า 10 ตัวผสมพันธุ์ได้ มันสามารถออกลูกออกหลานได้

00:26:52.500 --> 00:26:57.260
เลือกเป็ดเพราะว่าเป็ดมันมีไข่ นี่เอาไข่ไปขายได้ ได้เงิน เอาไข่ไว้กินได้

00:26:57.540 --> 00:27:00.240
เลือกเป็ด เพราะว่ามันสามารถเอาไปลาบเป็ด

00:27:00.270 --> 00:27:04.170
แล้วก็ได้เลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านได้เลยอะไรอย่างนี้ มันใหญ่มากนี่ใช่ไหมคะ

00:27:04.730 --> 00:27:10.950
เลือกเพราะว่าไม่อยากจะดูแลเยอะ ดูแลตัวเดียวจบอะไรอย่างนี้ แต่ละคนก็จะมีเหตุผลถูกไหมคะ

00:27:10.970 --> 00:27:13.910
อันนี้คือการที่เราฝึกการคิดแบบมีวิจารณญาณ

00:27:14.180 --> 00:27:19.690
คือ เอาเหตุผลมาประกอบ ว่าเราเลือกสิ่งนี้ตัดสินใจเพราะอะไร

00:27:19.810 --> 00:27:23.560
มันส่งผลอย่างไร มันเกิดประโยชน์อย่างไร มันจะดีอย่างไรอย่างนี้ค่ะ

00:27:23.580 --> 00:27:26.690
อันนี้คือวิจารณญาณที่เราจะต้องฝึกกันนะคะ

00:27:29.970 --> 00:27:38.230
ต่อไป คือ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดซับซ้อนอย่างที่ 2 คือ การคิดสร้างสรรค์นะคะ

00:27:38.490 --> 00:27:40.010
การคิดสร้างสรรค์คืออะไร

00:27:40.030 --> 00:27:46.170
การสร้างสรรค์ ก็คือการคิดที่มันนอกกรอบ ออกจากกรอบเดิมเพื่อให้ได้สิ่งใหม่

00:27:46.980 --> 00:27:50.720
ซึ่งยังไม่ต้องห่วงว่าสิ่งนั้นมันจะดีหรือไม่ดี

00:27:51.080 --> 00:27:56.000
แต่การที่เราคิดออกนอกกรอบ การที่เราไม่ต้องยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ

00:27:56.220 --> 00:28:02.300
มันทำให้เรามีทางเลือกที่หลากหลาย ทำให้เรามีวิธีการที่เพิ่มมากขึ้น

00:28:05.380 --> 00:28:15.080
อย่างเช่น ไฟดับ บ้านไฟดับอย่างนี้ค่ะ เราจะทำอย่างไรไฟดับ การคิดสร้างสรรค์ต้องมาแล้ว

00:28:15.820 --> 00:28:19.680
จะนั่งรอการไฟฟ้าซ่อมไฟอีก 3 ชั่วโมงไหม จะอยู่ได้ไหม

00:28:19.960 --> 00:28:24.812
ถ้าอยู่ไม่ได้เราจะเอาอะไรมาแทนดี ใช้เทียน เอ้ย เทียนหมดน่ะ

00:28:25.310 --> 00:28:28.120
เอาเทียนวันเกิดแทนได้ไหมแท่งเล็กหน่อย บ้านนี้เทียน...

00:28:32.730 --> 00:28:35.640
โอเค ไฟไม่ดูดครูก็บุญแล้วนะเมื่อกี้

00:28:37.150 --> 00:28:45.520
อย่างนี้ค่ะ ไม่มีเทียนเราใช้อะไรได้อีกนะ ใช้อะไรได้อีก ได้ดี ใช้อะไรถ้าไม่มีเทียน

00:28:46.950 --> 00:28:56.310
คะ ตะเกียง ตะเกียงบ้านมีตะเกียง ไฟฉายใช่ไหมคะ ถ้าไม่มีไฟฉายจะทำอย่างไรล่ะ

00:28:57.730 --> 00:29:02.000
โทรศัพท์ใช่ไหมคะ อันนี้คือการที่เราเริ่มคิดได้เยอะขึ้นแล้ว

00:29:02.450 --> 00:29:06.740
ไม่ยึดติดกับวิธีการเดียว เรามีทางเลือกที่หลากหลายถูกไหมคะ

00:29:07.220 --> 00:29:12.150
อันนี้คือการคิดสร้างสรรค์ที่มันออกจากนอกกรอบ ที่เราไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งเดิม

00:29:12.450 --> 00:29:17.350
ซึ่งการคิดสร้างสรรค์ ก็เอาง่าย ๆ หลอดดูดนี้ค่ะ

00:29:17.670 --> 00:29:23.800
หลอดดูด เดี๋ยวนี้มันจะมีหลอดดูดที่งอได้ถูกไหม มันก็มาจากการคิดสร้างสรรค์น่ะ

00:29:24.260 --> 00:29:29.850
ว่าไอ้หลอดดูดทำไมมันมีแต่หลอดตรง ๆ ลำบากเก็บก็ยาก

00:29:30.660 --> 00:29:33.150
เราดีไซน์เป็นอย่างนี้ไหม ให้มันพับได้

00:29:33.170 --> 00:29:36.610
เอ๊ะ แล้วมันพับได้มันจะพับแบบไหน อ๋อ ทำเป็นย่น ๆ ไง อย่างนี้ค่ะ

00:29:37.390 --> 00:29:42.710
ใช้หลอดกระดาษแทนอะไรอย่างนี้ หรือแม้แต่ Post-it ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์

00:29:43.230 --> 00:29:45.050
เป็นผลงานของการคิดสร้างสรรค์

00:29:45.250 --> 00:29:51.599
ที่เห็นว่าการจดโน้ตแล้วจะเอาไปแปะนี่ ทำไมมันไม่มีกาวแปะในตัวนะ

00:29:51.600 --> 00:29:55.040
ทำไมจะต้องไปเอาสกอตเทปมาฉีกแล้วก็แปะ ยุ่งยากหลายอย่าง

00:29:55.680 --> 00:29:58.740
ก็ดีไซน์ออกมาเป็นกระดาษ Post-it อย่างนี้ค่ะ

00:29:59.010 --> 00:30:03.140
เพราะฉะนั้น การคิดสร้างสรรค์มันทำให้เราได้สิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น

00:30:03.880 --> 00:30:08.920
ซึ่งสิ่งใหม่ ๆ เหล่านั้นน่ะ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ใกล้ ๆ ตัวเราก็ได้

00:30:08.940 --> 00:30:12.540
แต่มันอุบัติขึ้นมาใหม่ แล้วมันเป็นประโยชน์กับเราอย่างนี้

00:30:12.570 --> 00:30:15.350
นี่คือตัวอย่างของการที่เราคิดออกนอกกรอบ

00:30:16.260 --> 00:30:21.930
ให้เราได้วิธีการที่หลากหลายนะคะ แล้วมันจะได้... อาจจะได้เป็นนวัตกรรมของเราเองก็ได้

00:30:22.150 --> 00:30:25.280
ใครจะไปรู้นั่งในนี้อาจจะมีการผลิตนวัตกรรม

00:30:25.300 --> 00:30:28.950
แล้วก็กลายเป็นเศรษฐีในอนาคตขึ้นมาก็ได้ถูกไหมนะคะ

00:30:32.990 --> 00:30:36.430
ทีนี้เรามาฝึกง่าย ๆ ใกล้ ๆ ตัวเรานะ

00:30:36.660 --> 00:30:41.250
การคิดสร้างสรรค์ คือ Creative น่ะ การใช้จินตนาการนะคะ

00:30:42.110 --> 00:30:49.790
ถ้าเกิดว่ารูป... อย่างรูปนี้เราเห็นเป็นรูปอะไรได้บ้าง ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์

00:30:49.820 --> 00:30:59.580
คะ อะไรนะ ปืนฉีดน้ำ ลิง อ๋อ ลิงใช่ไหมคะ ลิงก็ได้

00:31:01.170 --> 00:31:10.610
เห็นเป็นอะไรลูก คะ เรืออย่างไรคะ อันนี้ครูไม่เคยมองมุมนี้มาก่อนมันเป็นเรือ

00:31:17.190 --> 00:31:22.250
อ๋อ เป็นเรือที่อยู่ผิวน้ำอย่างนี้ใช่ไหม เป็นจระเข้อย่างนี้ใช่ไหมคะ

00:31:23.660 --> 00:31:31.610
ตุ๊กแก อีกัวนา อีกัวนา ตุ๊กแกก็ได้ใช่หรือเปล่า

00:31:33.260 --> 00:31:36.530
เราสังเกตนะ การที่เราฝึกการคิดสร้างสรรค์นี้ค่ะ

00:31:36.560 --> 00:31:43.400
ยังไม่ต้องห่วงว่ามันใช่หรือไม่ใช่ ดีหรือไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก เอาไอเดียออกมาก่อน

00:31:45.560 --> 00:31:49.840
การคิดสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง ก็คืดเป็นเรื่องของการระดมไอเดีย

00:31:49.870 --> 00:31:51.990
Brainstorming น่ะ ในแง่ความคิดสร้างสรรค์

00:31:52.282 --> 00:31:56.732
คือ การที่เราเอาไอเดียโชว์ออกมา ว่าทำอะไรได้บ้างอย่างนี้

00:31:56.980 --> 00:32:02.830
สมมตินี่ อีก 2... 2 คาบครูจะปิดคอร์สให้กับห้องนี้อย่างนี้ค่ะ

00:32:03.190 --> 00:32:06.160
เราจะไปฉลองกันที่ไหนดี ปิดคอร์สเร็วกว่าชาวบ้านเขา

00:32:07.820 --> 00:32:13.720
ไปไหนคะ ไป... ห้องน้ำ ฉลองห้องน้ำ อ๋อ ไม่ใช่เชิญค่ะ

00:32:14.640 --> 00:32:20.670
ไปไหนนะลูก ไปกินหมูกระทะ ไปฉลองไหนดีปิดคอร์สแล้ว

00:32:27.201 --> 00:32:33.181
ไปนอน ชวนครูเหรอ หนูขอนอนก่อนไม่เอาอย่างอื่นแล้ว

00:32:34.270 --> 00:32:40.333
ไปไหนอีกไปไหนอีก ไปดูหมูเด้ง ไปเที่ยว

00:32:42.146 --> 00:32:46.020
ไปไหนดี เด็กหูไปไหนคะ เด็กตาไปไหนคะ

00:32:46.740 --> 00:32:52.980
ของเราข้างหลังไปไหนดี ปิดคอร์สฉลอง ไปทะเล ไปร้านเหล้า

00:32:56.950 --> 00:33:07.580
ไปกรวดน้ำ อ๋อ นึกว่าชวนไปทำบุญเข้าวัดอย่างนี้ อันนี้คือการ Brainstorming

00:33:08.230 --> 00:33:15.410
แล้วค่อยมาคัดเลือกทีหลัง ว่าไอ้ความคิดเหล่านี้ อันไหนเวิร์กไม่เวิร์ก อันไหนเหมาะไม่เหมาะ

00:33:16.670 --> 00:33:20.600
ครูลืมบอก เมื่อกี้ที่บอกปิดคอร์ส ครูให้งบประมาณคนละ 50 บาท

00:33:21.900 --> 00:33:30.390
50 บาทไปหมูเด้งได้หรือเปล่า พอไหม ไม่พอ 50 บาทไปกินหมูกระทะได้หรือเปล่า ไม่ได้

00:33:30.840 --> 00:33:36.270
50 บาทไปวัดได้หรือเปล่า อันนี้เวิร์ก

00:33:37.410 --> 00:33:44.500
ไปไหนนะ เมื่อกี้อะไร... ไม่ใช่กรวดน้ำ ไปสวนน้ำ 50 บาทได้ไหม ไม่ได้อย่างนี้

00:33:45.240 --> 00:33:49.650
แล้วถึงจะค่อยเห็นว่า อ๋อ อันไหนล่ะ ที่มันใช้ได้

00:33:50.360 --> 00:33:54.940
อันไหนล่ะ ที่มันเวิร์กอย่างนี้ อันนี้คือความคิดสร้างสรรค์นึกออกไหมคะ

00:33:58.030 --> 00:34:01.280
อย่างเมื่อกี้จะเห็นเป็นจระเข้ก็ได้ เห็นเป็นอีกัวนาก็ได้

00:34:01.290 --> 00:34:04.160
เห็นเป็นตุ๊กแกก็ได้ เห็นเป็นเรือยังได้เลยนะคะ

00:34:06.305 --> 00:34:09.816
คะ ตอบถูกได้อะไรคะ แหม หวังรางวัลเชียวนะ

00:34:12.330 --> 00:34:16.660
ครูให้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องข้างหน้า ไปขอเขาเองนะ

00:34:20.770 --> 00:34:23.400
อันนี้ก็เหมือนกันอย่างนี้ค่ะ อันนี้ก็คือตัวอย่างนะ

00:34:27.080 --> 00:34:34.060
ต่อไป คือ อันที่ 3 การคิดที่ซับซ้อน อันที่ 3 คือ การคิดแก้ปัญหา

00:34:34.580 --> 00:34:41.090
การคิดแก้ปัญหาก็ตรงตัวเลยค่ะ ว่าเมื่อมันมีปัญหาเกิดขึ้นนี่ เราจะทำอย่างไร

00:34:41.500 --> 00:34:47.310
ผ่านมันไปได้ ทำอย่างไรให้ปัญหานั้นหายไป นี่คือการคิดแก้ปัญหา

00:34:47.550 --> 00:34:56.370
ฉะนั้น การคิดแก้ปัญหานี่ค่ะ มันเลยเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการคิดสร้างสรรค์ด้วย

00:34:56.880 --> 00:35:00.070
เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการคิดวิจารณญาณด้วย

00:35:00.330 --> 00:35:06.270
เพราะการที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นี่ค่ะ มันก็ต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย

00:35:07.130 --> 00:35:10.950
เหมือนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้เราได้วิธีการที่หลากหลาย

00:35:10.960 --> 00:35:15.980
ว่าจะทำแบบไหนดีเวิร์ก มีวิธี A วิธี B วิธี C

00:35:16.400 --> 00:35:22.350
ทำแบบ A แล้วไม่ได้ผลน่ะ B ได้ไหม B ยังไม่ได้ผลน่ะ C ได้ไหม

00:35:22.860 --> 00:35:27.410
C มันก็ถ้าทำตรง ๆ มันก็ไม่ได้ เราทำอะไรได้อีก พลิกแพลงอย่างไรได้บ้าง

00:35:27.430 --> 00:35:30.870
อย่างเมื่อกี้ที่ยกตัวอย่าง ว่าถ้าบ้านไฟดับใช้อะไรแทนนะคะ

00:35:30.890 --> 00:35:35.010
นั่นก็คือการแก้ปัญหาถูกไหมคะ มันก็เลยต้องใช้การคิดสร้างสรรค์ด้วยเหมือนกัน

00:35:35.910 --> 00:35:41.690
ซึ่งการคิดแก้ปัญหามันก็เป็นทั้งปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็ก หรือแม้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า

00:35:42.250 --> 00:35:46.890
เห็นได้ชัดเลย ถ้าเรื่องของปัญหาเฉพาะ หน้ามันก็ต้องใช้การคิดสร้างสรรค์ถูกไหม

00:35:47.220 --> 00:35:51.650
ว่าไม่มีรองเท้า ไม่มี... เขาเรียกว่าอะไรไม่ใช่รองเท้า

00:35:51.900 --> 00:35:56.540
ไม่มีชุดนักศึกษาใส่มามหาวิทยาลัย ใส่อะไรมาได้แทนบ้างนะอย่างนี้

00:35:57.580 --> 00:36:01.890
ใส่กางเกงยีนส์เสื้อยืดได้ไหม อาจจะโดนด่าอย่างนี้นะ

00:36:01.910 --> 00:36:05.370
ใส่ชุด Freshy ได้ไหม อาจจะพอได้อย่างนี้

00:36:05.750 --> 00:36:09.690
ถ้าไม่มี... ไม่มีเลยยืมเพื่อนได้หรือเปล่า ไซซ์เดียวกัน

00:36:10.110 --> 00:36:12.760
เธอมีชุดให้ฉันยืมไหม ฉันขอใส่ไปสอบหน่อยอย่างนี้

00:36:12.780 --> 00:36:14.933
นี่คือการคิดแก้ปัญหาใช่ไหมคะ

00:36:14.934 --> 00:36:20.140
ว่าจะทำวิธีการไหนดีที่มันได้ผล อันนี้ไม่ได้เอาอีกทางหนึ่งอย่างนี้ค่ะ

00:36:21.030 --> 00:36:25.490
เราก็ต้องใช้วิจารณญาณด้วยเหมือนกัน ในการพิจารณา ในการไตร่ตรอง

00:36:25.500 --> 00:36:29.900
ว่าทำแล้วมันดีไหม ทำแล้วมันส่งผลกระทบอะไรหรือเปล่า

00:36:30.290 --> 00:36:34.420
ทำแล้วมันจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไหม มันเหมาะสมกับเราไหมอย่างนี้ค่ะ

00:36:34.490 --> 00:36:37.590
จะไปทางซ้ายหรือทางขวาดี ก็ต้องใช้วิจารณญาณ

00:36:37.881 --> 00:36:45.381
ดังนั้น การคิดซับซ้อนทั้ง 3 แบบน่ะ มันไม่ได้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด มันใช้ร่วมกันได้นะคะ

00:36:49.230 --> 00:36:51.930
อันนี้คือตัวอย่างเราไม่ต้องเล่นก็ได้นะ

00:36:52.350 --> 00:36:58.750
ตัวอย่าง ก็คือในการสอนของเรานี่ค่ะ เราสามารถออกแบบกิจกรรมได้

00:36:59.010 --> 00:37:02.970
ว่าเราจะใช้กิจกรรมไหน สอนรูปแบบไหน

00:37:03.007 --> 00:37:09.127
เพื่อที่จะให้เด็กนักเรียนนี่ เขาได้ฝึกทักษะเรื่องของการคิดขั้นสูงเหล่านี้นะคะ

00:37:10.790 --> 00:37:15.970
เพื่อที่ว่าเหมือนเป็นการฝึกให้เขาเคยชินน่ะ

00:37:16.660 --> 00:37:23.560
ว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ เจอปัญหาที่มันใหญ่กว่านี้ เราจะต้องใช้วิธีการแบบไหน

00:37:23.800 --> 00:37:27.240
ให้เขาไม่ตระหนกตกใจเวลาที่เจอเรื่องจริงอย่างนี้ค่ะ

00:37:29.330 --> 00:37:32.910
สวัสดีค่ะ อันนี้มาสายเป็นประจำ หรือว่ามาสายบ่อย ๆ

00:37:37.520 --> 00:37:41.940
ตัวอย่างนะ มันมีเยอะแยะเลยค่ะ ในอินเทอร์เน็ตก็มีนะ นี่ครูมายกตัวอย่างให้ดู

00:37:42.350 --> 00:37:47.820
อันนี้ฝึกเรื่องของการใช้การแก้ปัญหาใช่ไหม

00:37:47.830 --> 00:37:56.960
ว่านี่ ถ้ามี... มี... สมมติมีกระดาษหนังสือพิมพ์ให้กลุ่มละ 3 แผ่นอย่างนี้ค่ะ

00:37:56.980 --> 00:38:00.220
เราจะมาทำเป็นหอคอยให้สูงที่สุดได้อย่างไรอย่างนี้

00:38:00.250 --> 00:38:05.800
แล้วหอคอยนี้ต้องมั่นคงด้วยนะ สามารถวางขนมไว้ข้างบนได้ โดยที่มันไม่ล้มลงมา

00:38:05.940 --> 00:38:09.930
หอคอยไม่เอียงไปเอียงมาอย่างนี้ มันก็ต้องใช้การคิดแก้ปัญหาใช่ไหม

00:38:10.240 --> 00:38:14.110
เราต้องใช้การคิดสร้างสรรค์ด้วย ว่าจะทำแบบไหนดีอย่างนี้ค่ะ

00:38:14.420 --> 00:38:19.260
มันก็ไม่มี... ไม่มีรูปแบบตายตัวนะ ว่าจะต้องเป็นหอคอยที่ทรงสูงอย่างเดียว

00:38:19.270 --> 00:38:24.480
อาจจะเป็นหอคอยทรงสี่เหลี่ยมก็ได้ แต่สูง ๆ หน่อยอย่างนี้ก็ได้นี่ค่ะ

00:38:24.500 --> 00:38:28.160
นี่คือการฝึกด้วยกิจกรรมนะ นี่คือตัวอย่างนะคะ

00:38:29.410 --> 00:38:36.810
นี่ก็เหมือนกันนะ ให้สวมบทบาทเป็นตัวละครอย่างนี้ค่ะ แล้วจะทำภารกิจจะทำอย่างไรอย่างนี้

00:38:36.860 --> 00:38:40.690
แต่ละคนก็จะต้องออกแบบวิธีการทำภารกิจของตัวเองอย่างนี้ค่ะ

00:38:44.732 --> 00:38:51.052
อันนี้เรียงความสูงใช่หรือเปล่า เอาเด็กนักเรียนทุกคนปิดตาอย่างนี้ค่ะ ยืนคละกัน ทุกคนปิดตา

00:38:51.330 --> 00:38:56.140
สุดท้ายให้เรียงความสูงจะทำอย่างไรล่ะ ฉันปิดตาอยู่ ฉันมองไม่เห็นน่ะ

00:38:56.870 --> 00:39:01.610
แล้วจะให้เรียงความสูง จากสูง... จากตัวเล็กไปสู่ตัวใหญ่จะทำอย่างไรอย่างนี้ค่ะ

00:39:01.750 --> 00:39:03.140
ถ้าเป็นเราเราจะทำอย่างไรคะ

00:39:05.270 --> 00:39:11.980
ถามผม จับไหล่ใช่ไหมคะ จับไหล่ ใช่... จับไหล่มันจะบอกอะไรเรา

00:39:15.910 --> 00:39:17.990
มันจะบอกความสูงของเขาได้ใช่ไหมคะ

00:39:18.000 --> 00:39:20.884
ใช้วิธีการจับไหล่คลำ ๆ เอาจับไหล่นะ อย่างนี้นะ

00:39:21.447 --> 00:39:25.600
ระวังคลำผิดนะ ถ้าเป็นเราทำอย่างไรคะ

00:39:27.310 --> 00:39:31.210
ถ้าเป็นหนูหนูทำอย่างไร ถูกปิดตาแล้วก็ให้เรียงความสูง

00:39:34.650 --> 00:39:41.730
คะ รู้สึกกลัว ถามว่าจะทำอย่างไร

00:39:55.080 --> 00:39:58.980
ถามความสูงใช่ไหม ครูก็... ครูก็บอกคนสูง 162

00:39:58.981 --> 00:40:03.910
อันนี้สูงบอกสูง 150 แสดงว่า 150 อยู่ก่อนครูแล้วอย่างนี้ใช่หรือเปล่า ถามก็ได้

00:40:03.940 --> 00:40:15.290
คะ ถ้าเกิดถ้าไม่พูดคุย ไม่ถาม จับไหล่ได้ไหม จับได้ แล้วเป็นหนูหนูทำอย่างไร ถ้าไม่พูดคุย

00:40:16.530 --> 00:40:23.640
เขาห้ามพูดคุยนะ จับหัว ถ้าเราจับไม่ถึงแปลว่ามันสูงกว่าเราแน่ ๆ

00:40:23.660 --> 00:40:25.700
อย่างนี้ใช่หรือเปล่า ก็ได้อย่างนี้

00:40:27.160 --> 00:40:31.320
ก็... ฉะนั้น มันก็เป็นวิธีการว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไรใช่ไหมคะ

00:40:32.000 --> 00:40:40.400
ถ้าอย่างนี้ล่ะ พีระมิดกลับหัว อันนี้ครูชอบนะ แบ่งกลุ่มนักเรียนเป็น 10 คนต่อกลุ่มอย่างนี้ค่ะ

00:40:40.410 --> 00:40:48.280
แล้วก็ให้ 10 คนนี้ยืนเรียงกันเป็นพีระมิดใช่หรือเปล่า แล้ว 3 กลุ่มนี้หันไปทางเดียวกันหมดเลย

00:40:48.520 --> 00:40:58.230
แล้วจับเวลา ดูสิว่า 3 กลุ่มนี้ให้เคลื่อนไหวได้แค่ 3 คน เปลี่ยนตำแหน่งได้แค่ 3 คนเท่านั้น

00:40:58.930 --> 00:41:05.090
ดูสิว่าแต่ละกลุ่มนี่ จะเปลี่ยนตำแหน่งตรงไหน เพื่อให้ได้เป็นพีระมิดกลับหัวให้ได้เร็วที่สุด

00:41:08.130 --> 00:41:11.450
อันนี้ต้องคิดแล้วถูกไหม คิดแก้ปัญหาแล้ว

00:41:12.020 --> 00:41:16.260
มันถูกกำหนดไว้แค่ Move ได้ขยับได้แค่ 3 คนเท่านั้น

00:41:16.800 --> 00:41:21.820
จะทำอย่างไรน่ะ จากพีระมิดไปทางนู้นจะให้กลายเป็นพีระมิดไปทางนี้อย่างนี้

00:41:21.920 --> 00:41:24.750
เราต้องแข่งกันด้วยว่าใครจะใช้เวลาน้อยที่สุด

00:41:25.152 --> 00:41:33.969
กลุ่มไหนทำได้เร็วก็ได้อันดับ 1 อย่างนี้ ต้องคิดถูกไหม ทำอย่างไรนะ

00:41:39.363 --> 00:41:43.590
นี่จะต้องคิดใช่ไหมคะ ฉะนั้น อันนี้เป็นตัวอย่างที่เอามาให้ดู

00:41:43.600 --> 00:41:50.930
ว่าในการเรียนการสอนของเราน่ะ เราสามารถที่จะประยุกต์เอากิจกรรมอะไรก็ได้

00:41:51.120 --> 00:41:55.620
เพื่อที่จะกระตุ้นให้กับนักเรียนเกิดทักษะการคิดแบบนั้น

00:41:57.500 --> 00:42:01.740
อย่างเมื่อกี้ที่ครูถามพวกเราอย่างนี้ค่ะ ระหว่างเป็ด 1 ตัวที่ตัวใหญ่เท่าม้า

00:42:01.750 --> 00:42:04.310
กับม้า 10 ตัวที่ขนาดเท่าเป็ดจะเอาอะไรอย่างนี้

00:42:04.380 --> 00:42:10.870
อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เอามาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน ให้เขาได้ลองลงมือทำจริง ๆ อย่างนี้ค่ะ

00:42:11.810 --> 00:42:17.830
ซึ่งมันไม่จำกัดว่าจะต้องทำรูปแบบนี้เท่านั้น เราสามารถเอาไปดีไซน์ได้

00:42:17.860 --> 00:42:24.370
ว่าถ้าเราสอนคณิตศาสตร์เราจะใช้อะไรดี เราจะใช้กิจกรรมไหนถึงจะเหมาะสมกับวิชาเรา

00:42:24.530 --> 00:42:29.000
เราสอนภาษาอังกฤษใช้อะไรดี เราสอนเด็กพิเศษใช้อะไรดีอย่างนี้ค่ะ

00:42:29.020 --> 00:42:34.970
เราสอนชีวะใช้อะไรดี เราสอนคอมพิวเตอร์ใช้อะไรดีอะไรอย่างนี้ มันก็สามารถประยุกต์ได้นะคะ

00:42:37.510 --> 00:42:44.710
ทีนี้อุปสรรคในการแก้ปัญหาที่จะทำให้เราแก้ปัญหาได้ยาก

00:42:45.340 --> 00:42:57.560
อันแรก คือ เรื่องของการยึดติดอยู่กับหน้าที่ หมายถึงว่าเรามักจะยึดอยู่ว่าแก้วต้องใส่น้ำเท่านั้น

00:42:58.050 --> 00:43:04.110
มือถือต้องโทรศัพท์เท่านั้น คอมพิวเตอร์ต้องใช้พิมพ์เท่านั้นอย่างนี้

00:43:04.460 --> 00:43:09.530
คือ การยึดติดอยู่กับหน้าที่ เก้าอี้เอาไว้นั่งเท่านั้นอย่างนี้ค่ะ

00:43:10.890 --> 00:43:18.270
ถ้าเกิดว่าจะต้องตัดกระดาษต้องใช้กรรไกรเท่านั้นหรือเปล่านะอย่างนี้

00:43:19.250 --> 00:43:31.330
ใช้อะไรแทนได้บ้าง ใช้คัตเตอร์ ใช้มีด ใช้มือได้ไหมอย่างนี้ ใช้เพื่อนได้ไหมอย่างนี้

00:43:32.360 --> 00:43:39.610
คือ การที่เราคิดหลาย ๆ วิธีใช่ไหมคะ ในการแก้ปัญหาก็ใช้การคิดสร้างสรรค์ด้วยนะคะ

00:43:40.360 --> 00:43:49.300
ฉะนั้น การที่เรายึดติดอยู่กับหน้าที่มันทำให้เราแคบ มันทำให้เราคิดแค่ว่าสิ่งนี้ทำได้อย่างเดียว

00:43:49.670 --> 00:43:58.070
ทั้ง ๆ ที่มันมีประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมายอย่างนี้ค่ะ มันทำให้เราแก้ปัญหาได้ดีมากขึ้นนะคะ

00:43:58.430 --> 00:43:59.690
อันที่ 2 คือ...

00:44:10.230 --> 00:44:17.980
เล่าให้ครูฟังก็ได้นะ อันที่ 2 นะคะ ก็คือชุดการตอบสนอง

00:44:18.950 --> 00:44:26.200
ที่เรามีแนวโน้มว่าเราจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิม ๆ อยู่เสมอ

00:44:26.703 --> 00:44:27.703
ซึ่ง...

00:44:36.140 --> 00:44:42.860
ซึ่งในบางปัญหามันอาจจะไม่เหมาะกับวิธีการเดิม ๆ อย่างเดียวเสมอไป

00:44:43.380 --> 00:44:50.520
เห็นไหมคะ การที่เราคิดว่าเราจะต้องใช้วิธีนี้มันเวิร์ก เราก็ใช้วิธีเดิมมาตลอด

00:44:51.570 --> 00:44:59.550
เหมือนกับเอาง่าย ๆ 3 คนตรงนั้นมีอะไรคะ มีอะไรหรือเปล่า

00:45:03.470 --> 00:45:07.370
เดินมาหาเรานั่นแหละ มีอะไรหรือเปล่า เห็นคุยกันตลอดเลย

00:45:07.480 --> 00:45:17.350
ครูขอแยกได้ไหม ขอหนุ่มใส่แว่นมานั่งฝั่งนี้ครับ จริง อันนี้พูดจริง ขยับครับ

00:45:19.350 --> 00:45:23.070
ใช่ ๆ เราน่ะ ย้ายง่ายสุด อยู่ตรงนี้

00:45:31.420 --> 00:45:39.320
หนู หนูคนที่ก้มเขียนน่ะค่ะ เรานั่งนี่ใช่ไหม หนูมานี่ลูก

00:45:41.330 --> 00:45:53.020
หนูน่ะค่ะ มาค่ะ ไม่ค่ะ หนูน่ะค่ะ มาค่ะ ด่าครูเหรอคะ หรือด่าเพื่อน มาค่ะ ย้ายค่ะ

00:45:58.230 --> 00:46:05.020
อันนี้คือวิธีการแก้ปัญหาของครู มาค่ะ

00:46:20.670 --> 00:46:24.540
ครูย้ายที่แล้วนะ แล้วถ้ายังมีเสียงกวนเพื่อนคนอื่นอีก

00:46:24.790 --> 00:46:28.320
ครูจะ... ใครมีสกอตเทปครูจะยืมสกอตเทปก่อน

00:46:29.070 --> 00:46:36.780
โอเคนะคะ คือคุยกันน่ะ ครูไม่ว่า แต่เราคุยเสียงดังแล้วมันกวนคนอื่นเขานะลูกนะ

00:46:40.780 --> 00:46:48.720
ถึงไหนแล้ว ครูสอนถึงไหนแล้ว ชุด... ตอบสนองใช่ไหมคะ

00:46:49.020 --> 00:46:52.130
เรามีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิม ๆ

00:46:52.715 --> 00:46:55.935
เหมือนเมื่อกี้ครูแก้ปัญหา นั่งย้ายนักเรียนยังคุยกันอยู่นะ

00:47:02.860 --> 00:47:11.210
จ้ะ วิธีการแก้ปัญหาของครูเมื่อกี้มันก็เป็นการ... เป็นชุดการตอบสนองเดิม ๆ เหมือนกันนะ

00:47:11.550 --> 00:47:15.780
ว่าครูมักจะมีแนวโน้มในการที่จับแยกนึกออกไหมคะ

00:47:17.110 --> 00:47:22.670
เวลาคุมสอบนักศึกษาเหลือบมองข้อสอบกัน ครูก็จับแยกอย่างนี้

00:47:22.700 --> 00:47:28.020
นี่คือชุดตอบสนองที่มีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิม ๆ

00:47:28.340 --> 00:47:36.310
ซึ่งมันอาจจะเวิร์กก็ได้ หรือไม่เวิร์กก็ได้เห็นไหม ตอนที่ครูจับแยกลอกข้อสอบ เวิร์กอย่างนี้ค่ะ

00:47:36.480 --> 00:47:39.750
จับแยกในห้องเรียนอาจจะไม่เวิร์กก็ได้อย่างนี้นึกออกไหม

00:47:40.120 --> 00:47:47.700
อันนี้คือการที่เราไม่... ไม่คำนึงถึงว่าฉันต้องทำวิธีการเดียวเท่านั้น ถึงจะเหมาะสมอย่างนี้ค่ะ

00:47:47.720 --> 00:47:54.780
มันทำให้เรามีวิธีการที่หลากหลายมากขึ้นในการแก้ปัญหา สามารถแก้ได้ดีมากขึ้นนะคะ

00:47:56.800 --> 00:48:02.960
ทีนี้วิธีการแก้ปัญหา ก็คือว่าสิ่งหนึ่ง ก็คือการวิเคราะห์ปัญหานั้น

00:48:03.410 --> 00:48:09.290
ว่าปัญหานั้นคืออะไร ระบุไปก่อน อะไรล่ะที่เธอต้องแก้

00:48:09.870 --> 00:48:17.670
แล้วก็ค่อยมองแยกส่วนว่าปัญหานั้นน่ะ มันมีอะไรประกอบกันบ้าง แล้วค่อยแก้ทีละส่วน

00:48:18.930 --> 00:48:23.460
ถ้าเปรียบเทียบ เหมือนกับว่าปัญหาเหมือนก้อนหินอย่างนี้ค่ะ

00:48:23.900 --> 00:48:28.540
ถ้าเกิดว่ามันเป็นก้อนใหญ่มาก แล้วเราต้องข้ามผ่านมันให้ได้นี่

00:48:28.800 --> 00:48:35.490
บางทีเราท้อนะ บางทีเราทำอย่างไรดีนะ จะผ่านได้ไหมอย่างนี้ มันต้องตายแน่เลยอะไรอย่างนี้

00:48:35.510 --> 00:48:40.150
แต่ถ้าเกิดเรามองให้มันละเอียด ว่ามันมีอะไรประกอบบ้าง

00:48:40.450 --> 00:48:45.830
มันมีอะไรที่สำคัญ ๆ อยู่ในนั้นบ้าง แล้วค่อย ๆ แก้ไปทีละนิด

00:48:46.540 --> 00:48:51.410
มันจะทำให้เราแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น แก้ปัญหาได้ดีขึ้น

00:48:51.650 --> 00:49:00.350
อย่างน้อยที่สุด คือ มันเกิดกำลังใจ ว่าเรายังพอทำได้นะ เรายังพอแก้นะ อย่างนี้ค่ะ

00:49:00.640 --> 00:49:07.090
มีวิธีการในการแก้ปัญหานะ อันแรก คือ วิเคราะห์ก่อน ระบุก่อน ระบุปัญหาก็คืออะไร

00:49:07.180 --> 00:49:12.210
แล้วก็วิเคราะห์ วิเคราะห์ว่าปัญหานั่นน่ะ สิ่งนั่นน่ะ มันมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง

00:49:12.240 --> 00:49:14.560
แล้วค่อยแก้ไปทีละส่วนอย่างนี้ค่ะ

00:49:17.970 --> 00:49:20.200
อันที่ 2 คือ การทำงานย้อนกลับ

00:49:20.530 --> 00:49:28.450
การทำงานย้อนกลับ มันก็คือวิธีการที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำลำดับแบบเดิม

00:49:29.490 --> 00:49:33.558
แล้วต้องแก้ 1... 1 บวก 1 เป็น 2 หรือเปล่านะ

00:49:33.780 --> 00:49:37.210
แล้ว 2 ไปบวกกับอะไรได้ 4 อย่างนี้ ไม่ต้องแก้เป็นลำดับก็ได้

00:49:37.420 --> 00:49:42.040
แต่เราทำย้อนกลับก็ได้อย่างนี้ค่ะ เหมือนถ้าอย่างคณิตศาสตร์ใช่ไหม

00:49:42.430 --> 00:49:56.060
การที่เรามี... มีคำตอบอยู่ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ 40 อย่างนี้ เราก็ไม่ต้องมานั่งคิดทีละข้อ

00:49:56.323 --> 00:49:57.759
1 + 1 = 2

00:49:57.760 --> 00:49:59.233
2 + 2 = 4

00:49:59.234 --> 00:50:02.233
4 + 4 = 8 มันช้านึกออกหรือเปล่า

00:50:02.480 --> 00:50:07.347
เราก็ค่อยคิดย้อนกลับเลยก็ได้ ว่าอะไรนะ ได้ 40

00:50:07.714 --> 00:50:11.704
ทำอย่างไรได้ 40 บ้าง ทำอย่างไรให้เงินครบ 40 บ้าง

00:50:15.336 --> 00:50:20.410
แทนที่จะขอเงินทีละบาทจากทุกคน 40 คน มันช้าอย่างนี้

00:50:20.550 --> 00:50:25.207
เราขอทีละ 20 จาก 2 คนได้ไหมอย่างนี้ มันทำให้เราเร็วขึ้นอย่างนี้ค่ะ

00:50:25.208 --> 00:50:27.260
คือ การคิดย้อนกลับนะคะ

00:50:30.251 --> 00:50:32.867
อันที่ 3 คือ การคิดอุปมา

00:50:33.065 --> 00:50:39.823
การคิดอุปมา ก็คือการเปรียบเทียบ ว่ามัน... อะไรที่มันคล้ายคลึงกันบ้าง

00:50:41.470 --> 00:50:45.600
อย่างเมื่อกี้เลยที่ถามไง ถ้าเกิดไฟดับใช้อะไรแทนใช่ไหมคะ

00:50:46.180 --> 00:50:50.820
ใช้ตะเกียง ใช้มือถือ ใช้เทียนพรรษา ใช้เทียนวันเกิดอย่างนี้

00:50:51.220 --> 00:50:59.350
มันมีฟังก์ชันใกล้เคียงกันใช้แทนกันได้ อันนี้คือการอุปมา ว่าถ้าไม่มีอันนี้ฉันทำอะไรได้บ้าง

00:50:59.372 --> 00:51:05.720
ไม่มีกรรไกรตัดกระดาษฉันทำอะไรได้บ้าง ใช้คัตเตอร์แทนได้ไหม คัตเตอร์ก็ไม่คมขึ้นสนิมน่ะ

00:51:06.050 --> 00:51:08.150
ใช้ไม้บรรทัดแทนแล้วกันอย่างนี้

00:51:08.530 --> 00:51:15.210
นี่คือวิธีการที่เราอุปมา ว่าอะไรที่มันคล้ายคลึงกันเอามาใช้แทนกันก่อนอย่างนี้ค่ะ

00:51:15.510 --> 00:51:19.060
นี่คือการแก้ปัญหาแบบที่ 3 นะคะ

00:51:22.260 --> 00:51:29.880
ทีนี้ในกระดาษนะคะ โจทย์ให้เราตอบ ก็คือว่าไอ้การคิด 3 แบบที่เราคุยไปเมื่อกี้

00:51:30.290 --> 00:51:35.130
มันมีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร

00:51:36.710 --> 00:51:41.960
การคิดแบบมีวิจารณญาณมีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร

00:51:42.260 --> 00:51:47.950
การคิดซับซ้อน เอ้ย การคิดอะไรนะ สร้างสรรค์มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร

00:51:48.120 --> 00:51:52.680
และการคิดแก้ปัญหามีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร

00:51:53.740 --> 00:51:57.360
ให้เราเขียนคำตอบลงไปของตัวเราเองในกระดาษนะคะ

00:52:41.970 --> 00:52:48.720
ทวนคำถามนะคะ ว่าการคิดซับซ้อนทั้ง 3 แบบที่เราเรียนไปนี่ค่ะ

00:52:49.490 --> 00:52:55.960
การคิดแบบมีวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์

00:52:56.770 --> 00:53:04.900
และการคิดแก้ปัญหาทั้ง 3 แบบนี้มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร

00:53:17.050 --> 00:53:18.975
อันที่ 1 คือ วิจารณญาณ

00:53:19.058 --> 00:53:21.650
อันที่ 2 คือ การคิดสร้างสรรค์

00:53:21.875 --> 00:53:26.300
และอันที่ 3 คือ การคิดแก้ปัญหา

00:53:29.419 --> 00:53:33.260
ทั้ง 3 แบบนี้มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร

00:58:17.710 --> 00:58:24.957
โอเค ให้เวลาอีกแป๊บหนึ่งนะคะ

00:58:31.040 --> 00:58:35.730
อย่าลืมเขียนชื่อแล้วก็รหัสนักศึกษาให้ด้วยนะคะ

00:59:32.230 --> 00:59:34.140
ทันไหม อันนี้พูดเร็วไปหรือเปล่า

00:59:40.321 --> 00:59:41.401
สัญญาณไม่ดี

01:00:05.130 --> 01:00:11.590
เสร็จแล้วครูต่อนะคะ มีอีกหน่อยหนึ่งนะ อันนั้นเราเก็บไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวส่งตอนท้ายคาบนะคะ

01:00:12.920 --> 01:00:18.940
ต่อไปนะ ก็คือเรื่องของการที่เราจะใช้วิธีการสอน

01:00:19.400 --> 01:00:24.870
เพื่อกระตุ้นให้กับนักเรียนนี่ เกิดความคิดซับซ้อนได้

01:00:25.540 --> 01:00:31.130
ทีนี้เราต้องมารู้จักกันก่อน ว่ามันมีวิธีการสอนแบบไหนบ้างนะคะ

01:00:31.410 --> 01:00:37.620
อันนี้ครูก็แยกมาให้เห็นนะ ว่ามันจะมีอยู่ 4... 4 กลุ่มใหญ่ ๆ นะคะ

01:00:38.070 --> 01:00:48.180
โดยที่เราแยกว่าสำหรับที่เป็นผู้เรียนกำกับมากกว่า แปลว่าผู้เรียนนี่ เป็นคนลงมือทำเอง

01:00:48.830 --> 01:00:50.760
เป็น Active Learning อย่างนี้ค่ะ

01:00:51.510 --> 01:00:56.430
ส่วนครูกำกับมากกว่านี่ ก็คือครูเป็น Center ถูกหรือเปล่านะคะ

01:00:56.880 --> 01:01:03.240
แล้วก็แบ่งเป็นเน้นกลุ่มมากกว่า ทำงานเป็นกลุ่ม หรือเน้นรายบุคคลมากกว่า

01:01:03.510 --> 01:01:09.770
เอาเป็นตัวต่อตัวเลยเป็น... เป็นทีละคนเลยอย่างนี้นะคะ มันมีอยู่ 4 กลุ่ม

01:01:09.800 --> 01:01:17.460
กลุ่มแรกผู้เรียนกำกับมากกว่า คือ นักเรียนมี... มีส่วนร่วมในการเรียนมาก ๆ นะ

01:01:17.750 --> 01:01:26.250
แล้วเน้นกลุ่มด้วย นี่ค่ะ คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู้แบบสืบสวน การเรียนรู้แบบค้นพบ

01:01:27.190 --> 01:01:30.000
เรามาคุยรายละเอียดกัน ว่าแต่ละอันคืออะไรนะคะ

01:01:30.810 --> 01:01:36.330
ถ้าการเรียนรู้แบบร่วมมือ ก็คือการทำงานด้วยกันน่ะ การแบ่งกลุ่มใช่ไหมคะ

01:01:36.990 --> 01:01:43.730
ให้แต่ละคน ทุกคนในกลุ่มนี่ มี... มีหน้าที่ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นทำหน้าที่อะไรก็แล้วแต่

01:01:43.740 --> 01:01:47.600
แต่ละกลุ่มแบ่งกันเองอย่างนี้ค่ะ คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือนะคะ

01:01:48.910 --> 01:01:52.030
ส่วนสืบสวนกับค้นพบ เดี๋ยวครูจะคุยรายละเอียดกันนะคะ

01:01:52.040 --> 01:01:58.630
ทีนี้อันกลุ่มที่ 2 คือ นักเรียน เอ้ย ผู้เรียนกำกับมากกว่า แล้วก็เน้นรายบุคคลนะ

01:01:58.650 --> 01:02:02.630
แสดงว่าไม่ต้องทำงานเป็นกลุ่มก็ได้ ทำของใครของมันนะคะ

01:02:03.090 --> 01:02:08.410
การไตร่ตรองด้วยตัวเอง การศึกษาอิสระ ผังมโนทัศน์อย่างนี้

01:02:08.830 --> 01:02:13.950
ผังมโนทัศน์ก็ Concep Maps การเขียน Mind Mapping ของเรานี่ล่ะค่ะ

01:02:13.960 --> 01:02:15.870
แต่ละคนก็เขียนของตัวเองใช่ไหมคะ

01:02:16.210 --> 01:02:18.440
การศึกษาอิสระก็สืบค้นเอาแหละ

01:02:18.460 --> 01:02:23.710
จะไปเซิร์ชจากไหน เซิร์ชจาก Google หรือเซิร์ชหนังสือจากอะไรก็แล้วแต่ อิสระเลยนะคะ

01:02:24.520 --> 01:02:27.830
การไตร่ตรองด้วยตัวเอง นี่ก็ใช้วิจารณญาณใช่ไหมคะ

01:02:28.380 --> 01:02:35.480
กลุ่มที่ 3 คือ ครูกำกับมากกว่า ครูมีบทบาท เน้นกลุ่มด้วยนะคะ

01:02:35.730 --> 01:02:41.110
บรรยายไง เราบรรยายทีเดียวนักเรียนอยู่ทั้งห้องใช่ไหมคะ อันนี้ครูกำกับนะคะ

01:02:41.650 --> 01:02:48.820
สอนโดยตรง สอนโดยตรงเป็นอย่างไรนะ การสอนที่มีประสิทธิผลเป็นอย่างไรอย่างนี้ค่ะ

01:02:48.850 --> 01:02:50.570
เดี๋ยวเราจะได้คุยรายละเอียดกันนะ

01:02:51.740 --> 01:02:59.520
กลุ่มที่ 4 กลุ่มสุดท้าย ครูกำกับแล้วก็เน้นรายบุคคล คือ ไม่ต้องทำงานเป็นกลุ่มก็ได้นะคะ

01:02:59.970 --> 01:03:05.030
เรียนแบบรอบรู้ การอ่านตำราเรียน การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า

01:03:05.340 --> 01:03:07.950
คืออะไรอย่างนี้ค่ะ เรามาดูทีละอันนะคะ

01:03:09.990 --> 01:03:12.800
การเรียนรู้แบบสืบสวนคืออะไร

01:03:13.020 --> 01:03:20.800
การเรียนรู้แบบสืบสวน ก็คือเหมือนนักสืบน่ะ ที่มีโจทย์ให้แล้วให้เราไปหาคำตอบเอาเอง

01:03:21.000 --> 01:03:24.850
ด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ แล้วครูค่อยมาอธิบายทีหลังอย่างนี้ค่ะ

01:03:25.920 --> 01:03:29.520
เขาเรียกว่า "การเรียนรู้แบบสืบสวน"

01:03:29.920 --> 01:03:34.070
ให้โจทย์ไป หรือให้... ให้สิ่งที่ต้องการไปอย่างนี้ค่ะ

01:03:34.090 --> 01:03:38.100
จะทำอย่างไรได้บ้าง นี่ให้เขาไปได้สืบค้นหาวิธีการด้วยตัวเอง

01:03:38.400 --> 01:03:42.410
หาคำตอบด้วยตัวเอง ถูกไม่ถูกอย่างไรเดี๋ยวเราค่อยมาดูกันอย่างนี้ค่ะ

01:03:42.650 --> 01:03:45.280
อันนี้เขาเรียกว่า "การเรียนรู้แบบสืบสวน" นะคะ

01:03:48.510 --> 01:03:55.140
อธิบายก่อน ใช้คำถามกระตุ้นให้คิดใช่ไหม แล้วก็ใช้วิธีการแต่ละคนคิดอย่างไรอย่างนี้ค่ะ

01:03:55.160 --> 01:03:57.820
แล้ว... มา Discuss กันมาอธิบายร่วมกัน

01:03:57.840 --> 01:04:02.140
มาหาแนวทางร่วมกัน ถูกไม่ถูกอย่างไรค่อยว่าทีหลังอย่างนี้ค่ะ

01:04:03.220 --> 01:04:07.270
อันต่อไป คือ การเรียนรู้แบบค้นพบ ก็คือการสำรวจแหละ

01:04:07.520 --> 01:04:14.770
การเรียนรู้แบบค้นพบ คือ เป็นการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนนี่ มีบทบาทในการแสวงหาความรู้

01:04:14.790 --> 01:04:18.500
และพบคำตอบด้วยตัวเอง จะวิธีการไหนก็แล้วแต่

01:04:18.860 --> 01:04:29.106
ซึ่ง... ขอโทษ ซึ่งครูทำอะไร ครูก็เป็นคนที่คอยดู คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

01:04:29.350 --> 01:04:35.590
คอยดูว่าถ้า... ถ้าเกิดว่าเขาไปแสวงหาความรู้ หรือวิธีการที่เขาทำนี่ มันอาจจะผิดทาง

01:04:35.940 --> 01:04:41.170
ไม่ใช่แล้ว นี่ครูก็ค่อยไกด์ ไปไกด์ว่าทำแบบนี้ดีไหม อันนี้คงไม่ใช่แล้วอะไรอย่างนี้

01:04:41.420 --> 01:04:47.620
ถ้าหนูไปหา... หาข้อมูลจากใน Google ไอ้ Google เขาไม่มีบอกหรอก ตรงนี้ไปตรงนี้ดีกว่า

01:04:47.650 --> 01:04:52.330
อ่านบทความนี้ก่อนอะไรอย่างนี้ นี่คือเป็นการไกด์ ไกด์ไลน์นะคะ

01:04:53.350 --> 01:04:57.280
แต่ว่าไม่ได้บอกวิธีการว่าต้องอ่านตรงไหนใช่หรือเปล่า

01:04:57.343 --> 01:05:02.833
แค่บอกว่าตรงนี้ไม่ใช่แล้ว ไปเซิร์ช เซิร์ชเองหาไม่เจอหรอก ไปอ่านตรงนี้ดีกว่าอย่างนี้ค่ะ

01:05:03.350 --> 01:05:11.800
คือ ให้เขาหาวิธีการ หาคำตอบด้วยตัวเองนะคะ เขาเรียกว่า "การเรียนรู้แบบค้นพบ" นะคะ

01:05:13.150 --> 01:05:16.870
อันที่ 3 ก็คือผังมโนทัศน์ อันนี้เราคุ้นเคย

01:05:17.130 --> 01:05:23.860
การทำ Concep Maps ที่ถามว่ามันต่างกับ Mind Mapping อย่างไร ต่างกันนิดหนึ่ง

01:05:24.650 --> 01:05:29.590
Mind Mapping คือ การที่เขียนหัวข้อสำคัญ ๆ ถูกไหมคะ อะไรเกี่ยวข้องบ้าง

01:05:29.810 --> 01:05:34.140
แต่ Concep Maps นี่คือการที่มีเส้นเหล่านี้มันมีความหมาย

01:05:34.670 --> 01:05:40.670
มันคือการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลว่าสิ่งสำคัญคืออะไร

01:05:40.940 --> 01:05:44.300
แล้วสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้คืออะไรอย่างนี้ค่ะ

01:05:46.221 --> 01:05:52.091
ดังนั้น มันไม่ใช่การเขียนแค่หัวข้ออย่างเดียว แล้วแปะ ๆ ๆ ๆ ๆ ต่อ ๆ กัน

01:05:52.390 --> 01:05:57.267
แต่คือการลากเส้นให้เชื่อมโยง ให้เห็นถึงว่าข้อมูลที่เราว่ามานี่

01:05:57.268 --> 01:05:59.310
มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง

01:06:00.930 --> 01:06:08.440
สมมติ... สมมติเราเรียนไปในครึ่งเทอมแรกใช่ไหม ทฤษฎีการเรียนรู้มีกี่แบบอย่างนี้ค่ะ

01:06:08.680 --> 01:06:16.340
อาจจะมีทฤษฎีการเรียนรู้แบบกลุ่มพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีการเรียนรู้แบบกลุ่มการรู้คิดอย่างนี้

01:06:16.777 --> 01:06:24.590
กลุ่มพฤติกรรมนิยมมีอะไรบ้าง มีทฤษฎี A ทฤษฎี B ทฤษฎี C ทฤษฎี D อย่างนี้

01:06:24.800 --> 01:06:27.772
ทฤษฎี A เขามีอะไรที่มันสำคัญ

01:06:28.188 --> 01:06:32.320
ทฤษฎี B มีอะไร แนวคิดอะไรที่มันสำคัญอย่างนี้นะคะ

01:06:32.800 --> 01:06:37.713
แล้วเราก็ถึงจะเห็นว่า อ๋อ อะไรคือหัวข้อใหญ่ อะไรคือหัวข้อรอง

01:06:37.714 --> 01:06:39.820
แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไรอย่างนี้

01:06:40.720 --> 01:06:47.790
ซึ่งการทำ Concep Maps ก็ใช้ความ Creative ด้วยได้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยได้

01:06:48.020 --> 01:06:54.340
ซึ่งมันเป็นวิธีการของแต่ละคน ซึ่งมันไม่ต้องเขียนแค่ตัวหนังสือแล้วก็แบ่งเป็นสี

01:06:54.830 --> 01:06:59.070
อาจจะมีรูปภาพประกอบ เพื่อความเข้าใจของเราก็ได้อย่างนี้ค่ะ

01:06:59.100 --> 01:07:05.620
นี่คือวิธีการทำ Concep Maps ซึ่งมันเป็นรายบุคคลที่แต่ละคนทำของตัวเอง

01:07:06.680 --> 01:07:09.820
Concep Maps ของหนูอาจจะไม่เหมือนของเพื่อนก็ได้

01:07:09.960 --> 01:07:17.940
ทีนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาตรงไหนมาใส่ หรืออาจจะมีรูปภาพประกอบ ของหนูไม่มีก็ได้อย่างนี้ค่ะ

01:07:17.970 --> 01:07:23.590
มันเป็นรายบุคคลว่าแต่ละคนจะใช้วิธีการอะไร ทำแบบไหนถึงจะเข้าใจของเขาอย่างนี้ค่ะ

01:07:27.050 --> 01:07:33.540
ต่อไป คือ การสอนโดยตรง การสอนโดยตรงแสดงว่าครูมีบทบาทมากกว่านักเรียนใช่ไหมคะ

01:07:33.560 --> 01:07:42.350
แต่การสอนโดยตรง ก็คือแบบนี้ สอนโดยตรงใช่หรือเปล่า ครูกำกับ ครูเป็นคนคอยบอก

01:07:44.910 --> 01:07:51.700
สิ่งที่พึงระวัง ก็คือวิธีการสอนการยกตัวอย่าง หรือคำพูดที่ใช้อย่างนี้ค่ะ

01:07:51.850 --> 01:07:57.350
อย่างเมื่อกี้ เมื่อกี้ที่ครูจับแยกใช่ไหม ครูก็รู้สึกไม่ดีอย่างนี้ ครูก็ไปขอโทษเพื่อนรายบุคคล

01:07:57.570 --> 01:08:01.130
ขอโทษนะ เมื่อกี้ที่จับแยก จำเป็นต้องแยกนะ เพราะอย่างนี้ ๆ อย่างนี้ค่ะ

01:08:01.520 --> 01:08:07.630
วิธีที่ใช้ คำพูดที่ใช้ เพื่อลดความกระทบกระทั่งกันให้มากที่สุด

01:08:07.910 --> 01:08:12.480
ลดความขัดแย้งระหว่างครูกับนักเรียน ลดความขัดแย้งระหว่างนักเรียนกับนักเรียนอย่างนี้

01:08:12.500 --> 01:08:20.200
มันก็เป็นศิลปะที่ครูจะนำมาใช้ ว่าฉันจะทำอย่างไรนอกจากสอนความรู้อย่างเดียวแล้วอย่างนี้ค่ะ

01:08:22.790 --> 01:08:31.120
ต่อไป คือ การสอนที่มีประสิทธิภาพคืออะไร มันเป็นของคุณแมดเดอร์ลีน ฮันเตอร์

01:08:31.250 --> 01:08:34.600
เขาเรียกว่า "การสอนที่มีประสิทธิภาพของแมดเดอร์ลีน ฮันเตอร์"

01:08:34.630 --> 01:08:38.720
ก็คือชื่อเขานั่นแหละ คนที่คิดค้นวิธีการสอนแบบนี้นะคะ

01:08:39.230 --> 01:08:43.830
วิธีการสอนแบบนี้ คือ การบอกเป้าหมายที่ชัดเจน

01:08:45.020 --> 01:08:49.730
แล้วก็อธิบาย โดยที่มีตัวแบบมีการสาธิตให้เห็น

01:08:50.110 --> 01:08:55.560
มีการทดลองให้ดูอย่างนี้และให้เขาเรียนรู้จากที่เราสาธิตให้

01:08:55.930 --> 01:09:00.340
จากการที่เรามีตัวอย่างให้ จะเป็นตัวอย่างที่เป็นคลิปวิดีโอก็ได้

01:09:00.560 --> 01:09:03.190
จะเป็นตัวอย่างที่ครูทำให้เห็นก็ได้อย่างนี้

01:09:03.210 --> 01:09:06.090
ถ้าสมมติการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างนี้ค่ะ

01:09:06.250 --> 01:09:09.850
เปิดคลิปให้นักเรียนดูและให้นักเรียนศึกษาจากคลิป เริ่มเห็นตรงไหนอะไรอย่างนี้

01:09:10.100 --> 01:09:12.750
หรือจะเป็นครูเองที่มาทำให้ดูก็ได้

01:09:12.990 --> 01:09:17.170
อย่างเมื่อเช้าครูเพิ่งเห็นอันหนึ่งที่น่าสนใจนะ สอนเรื่องของ...

01:09:22.400 --> 01:09:29.150
เขาเรียกว่าอะไรอีก ฟิสิกส์น่ะ แรง... แรงสักแรงหนึ่งของฟิสิกส์น่ะ

01:09:29.160 --> 01:09:31.530
ที่เอาน้ำใส่ในกระป๋องอย่างนี้ค่ะ

01:09:31.534 --> 01:09:36.914
ถ้าเกิดไม่มี... ไม่มีแรงตัวนี้น้ำก็เทออกได้ ลงพื้นสกปรกอย่างนี้ค่ะ

01:09:37.180 --> 01:09:41.010
แต่ถ้าเกิดว่าเราจับเหวี่ยง เหวี่ยงแรง ๆ เหมือนชาชักน่ะ นึกออกหรือเปล่า

01:09:41.160 --> 01:09:45.580
เหวี่ยงแรง ๆ อย่างนี้ค่ะ น้ำที่อยู่ในกระป๋องมันก็ไม่หกออกมาสักหยดเลยอย่างนี้

01:09:48.190 --> 01:09:51.090
แรงนี้มันคืออันนี้แหละ แล้วเดี๋ยวเรามา...

01:09:51.321 --> 01:09:57.181
ถ้าอยากจะรู้ว่ามันคืออะไร เดี๋ยวเรามาคุยกันอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือการที่บอกเป้าหมายที่ชัดเจน

01:09:57.360 --> 01:10:04.280
แล้วก็สาธิตให้เห็นถึงสิ่งที่ทำสิ่งที่ใช้นะคะ

01:10:08.400 --> 01:10:17.300
ร่วมกับการใช้คำถามกระตุ้นให้เขาคิด เหมือนเมื่อกี้ที่บอกว่าเหวี่ยงน้ำแรง ๆ อย่างนี้ค่ะ

01:10:17.720 --> 01:10:21.310
เพราะอะไรนะ น้ำมันถึงไม่หก เมื่อกี้มันยังหกอยู่เลยอย่างนี้ค่ะ

01:10:21.320 --> 01:10:25.830
พอเราเหวี่ยงแรง ๆ ปุ๊บ เพราะอะไรเธออยากรู้ไหมอย่างนี้ค่ะ เรามาหาคำตอบด้วยกันนะ

01:10:26.020 --> 01:10:30.150
หรือเธอไปสืบค้นมาสิ ใช้วิธีการอื่นร่วมด้วยก็ได้อย่างนี้ค่ะ

01:10:32.050 --> 01:10:38.460
ซึ่งวิธีการสอนต่าง ๆ ที่พูดไปนี่ มันก็เพิ่มความน่าสนใจในการเรียน

01:10:38.830 --> 01:10:42.833
แล้วก็กระตุ้นให้เกิดความคิดแบบต่าง ๆ ของนักเรียนได้

01:10:42.834 --> 01:10:45.690
นอกจากการบรรยายอย่างเดียวอย่างนี้ค่ะ

01:10:48.570 --> 01:10:51.250
ต่อไป คือ การเรียนแบบรอบรู้

01:10:51.660 --> 01:10:59.540
การเรียนแบบรอบรู้ ก็คือว่าเป็นการที่เชื่อว่าผู้เรียนทุกคนนี่ มีวิธีการเรียนเป็นของตัวเอง

01:10:59.882 --> 01:11:03.012
คนแต่ละคนอาจจะมีถนัดไม่เหมือนกันใช่ไหมที่เราเรียนไป

01:11:03.050 --> 01:11:06.470
บางคนถนัดด้วยการเรียนผ่านทางการฟังอย่างเดียว

01:11:06.610 --> 01:11:10.880
บางคนเรียนผ่านการที่ได้เห็นตัวอย่างด้วยถึงจะเข้าใจอย่างนี้ค่ะ

01:11:10.900 --> 01:11:16.320
อันนี้เขามีความเชื่อว่าแต่ละคนน่ะ มีวิธีการเรียนหาความรู้แตกต่างกัน

01:11:16.912 --> 01:11:24.167
ซึ่งสิ่งที่ถูกวิพากษ์ ก็อาจจะถูกวิพากษ์ว่าแล้วถ้าเกิดว่าเด็กแต่ละคนนี่

01:11:24.168 --> 01:11:26.252
มีวิธีการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนี่

01:11:26.280 --> 01:11:33.320
แน่นอนเป็นคอนเซปต์ที่ดี แต่ถ้ามันทำให้ความเข้าใจเกิดช้า-เร็วแตกต่างกันล่ะ

01:11:33.522 --> 01:11:39.702
บางคนสอนอธิบายเข้าใจเลย บางคนต้องลงมือให้ทำ บางคนอาจจะให้เขาทำเองอย่างนี้ค่ะ

01:11:39.730 --> 01:11:44.620
วิธี... ระยะเวลาในการเกิดความเข้าใจแต่ละคนมันก็ไม่เท่ากัน

01:11:44.930 --> 01:11:48.350
นี่มันก็เลยเป็นข้อวิพากษ์ว่าการสอนแบบนี้มันดีนะ

01:11:48.570 --> 01:11:54.720
มันทำได้ มันดี มันเหมาะกับนักเรียนที่เป็น Class เล็ก ๆ มีแค่คน 2 คนอย่างนี้

01:11:54.750 --> 01:11:57.300
แต่ถ้าเป็นนักเรียน Class ใหญ่ มี 30 คน

01:11:57.841 --> 01:12:01.730
เราจะไปทีละคนมันคงใช้เวลามากเหลือเกินนะ

01:12:01.860 --> 01:12:03.820
อย่างนี้ก็เป็นข้อวิพากษ์นะคะ

01:12:06.240 --> 01:12:09.880
แล้วประเด็นเรื่องการปฏิบัติ หมายถึงว่าครูต้องทำเอง

01:12:09.920 --> 01:12:14.520
คือ ครูต้องไปคอยดูทีละคนด้วยตัวเอง เสียเวลา

01:12:14.940 --> 01:12:15.819
1. เสียเวลา

01:12:15.843 --> 01:12:18.080
2. อาจจะดูไม่ทั่วถึงอย่างนี้ค่ะ

01:12:18.100 --> 01:12:22.740
ก็เป็นข้อวิพากษ์ ที่เขาวิพากษ์ว่าการสอนแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่ต้องควรระวังนะ

01:12:23.480 --> 01:12:25.660
เพราะมันเกิดแบบนี้ขึ้นได้อย่างนี้ค่ะ

01:12:29.536 --> 01:12:32.310
อันต่อไป คือ การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า

01:12:32.860 --> 01:12:39.030
อันนี้ครูมีบทบาทมากกว่า แล้วก็เน้นผู้เรียนไปทีละคนก็ได้นะคะ

01:12:39.380 --> 01:12:47.550
การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า คือ การสร้างภาพรวมให้เห็นน่ะ ว่าคุณจะเรียนเรื่องนี้อะไรบ้าง

01:12:51.780 --> 01:12:58.590
เหมือนเป็นการ Preview ก่อน ให้รู้ว่าฉันจะต้องไปเจออะไรในวิชานี้

01:12:59.240 --> 01:13:04.290
หัวข้ออะไรบ้าง อะไรบ้างที่ฉันเน้น วิชานี้เน้นอย่างนี้ค่ะ

01:13:04.772 --> 01:13:08.967
เรียนวิชาจิตวิทยาสำหรับครูเราจะต้องมาเจอทฤษฎีนะ

01:13:09.293 --> 01:13:15.437
เราจะต้องมาเจอข้อสอบที่เข้าใจยากนะอย่างนี้ค่ะ

01:13:15.438 --> 01:13:21.890
คือ การบอกให้เขารู้ตัวล่วงหน้า ว่าเขาจะต้องเจออะไรกับสิ่งที่เขาเรียน

01:13:22.210 --> 01:13:25.633
นี่คือเรียกว่า "การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า" นะคะ

01:13:26.360 --> 01:13:29.910
จะใช้เป็น Concep Maps ร่วมด้วยก็ได้

01:13:30.240 --> 01:13:37.030
อย่างเช่น อันนี้สอนภาษาไทยอย่างนี้ค่ะ วันนี้เรามาเรียนเรื่องมาตราตัวสะกดกันนะคะ

01:13:37.380 --> 01:13:42.220
มาตราตัวสะกดมันจะมี 2 อันนะ มีสะกดตรงแม่กับไม่ตรงแม่นะ

01:13:43.060 --> 01:13:46.520
ไม่ตรงแม่กับไม่ตรงแม่อะไรที่เรียกว่า "ไม่ตรง" อย่างนี้ค่ะ

01:13:46.780 --> 01:13:50.470
มันจะแบ่งเป็นอย่างนี้แม่กก แม่กน แม่กง แม่กน... อะไรก็ว่าไปอย่างนี้

01:13:50.480 --> 01:13:54.390
นี่คือการจัดมโนทัศน์ล่วงหน้าให้เขารู้ตัวก่อน

01:13:54.880 --> 01:13:58.840
เหมือนเราจะดูหนังเรื่องยาวน่ะ เราก็ต้องดู Trailer หนังก่อนอย่างนี้ค่ะ

01:13:58.870 --> 01:14:02.320
การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า ก็คือการมี Trailer หนังให้เขาดู

01:14:02.340 --> 01:14:05.630
ให้เขารู้ว่าเขาต้องเจออะไรกับเรื่องนี้อย่างนี้นะคะ

01:14:08.580 --> 01:14:12.870
ทีนี้กระดาษยังมีเหลืออยู่ไหม มีพื้นที่เหลือไหม

01:14:13.700 --> 01:14:18.680
โจทย์ข้อสุดท้ายก่อนที่เราจะกลับบ้านกันนะคะ ไม่ใช่กลับบ้าน ก่อนที่เราจะเลิกคาบ

01:14:19.100 --> 01:14:22.820
โจทย์ข้อสุดท้าย ก็คือในวิธีการสอนต่าง ๆ ที่พูดไปเมื่อกี้ค่ะ

01:14:23.380 --> 01:14:27.620
สำหรับเราน่ะ ที่เราจะเป็นครูในอนาคต

01:14:27.690 --> 01:14:31.120
จะเป็นครูอะไรก็แล้วแต่นะ ครูจำไม่ได้หรอกว่าสาขาอะไรบ้าง

01:14:32.450 --> 01:14:37.333
เราจะใช้วิธีการสอนแบบไหน เพราะอะไร

01:14:39.015 --> 01:14:41.790
เอาเหตุผลของตัวเราเองนะคะ

01:14:43.320 --> 01:14:49.360
เป็นโจทย์ข้อสุดท้าย ในการที่เราจะเป็นครูในอนาคตนี่

01:14:49.600 --> 01:14:54.360
เราจะ... เลือกวิธีการสอนแบบไหน เพราะอะไร

01:14:55.810 --> 01:15:04.180
เป็นเหตุผลของตัวเราเอง จ้ะ อันนี้ให้เขียนนะคะ

01:15:04.430 --> 01:15:10.870
แล้วก็ถ้าเสร็จแล้ว ใครเขียนเสร็จแล้วก็เอามาส่งครูหน้าห้อง แล้วเราก็เลิกคาบได้นะ

01:15:12.140 --> 01:15:15.770
นัดหมายคาบหน้าเราเจอกันออนไลน์นะคะ

01:15:17.160 --> 01:15:22.200
ออนไลน์ ออนไลน์ แต่ตัวครูครูจะมาสอนในห้องนี้เหมือนเดิมนะคะ

01:15:35.100 --> 01:15:45.750
มันมีแบบไหนบ้างคะ มีวิธีไหนบ้าง เดี๋ยวย้อนกลับไปตรงตารางเมื่อกี้ก็ได้

01:15:47.930 --> 01:15:56.940
อันนี้ วิธีเหล่านี้เราจะใช้วิธีการไหนในการสอน จะใช้วิธีการเดียวก็ได้

01:15:57.170 --> 01:16:02.520
หรือจะใช้ร่วมกันหลายวิธีก็ได้ แล้วแต่แต่ละคนเลยนะคะ