﻿WEBVTT

00:00:56.775 --> 00:00:58.182
(เจ้าหน้าที่) สวัสดีค่ะ

00:00:58.583 --> 00:00:59.915
(ล่าม) สวัสดีค่ะ

00:01:02.318 --> 00:01:04.306
(เจ้าหน้าที่) เดี๋ยวรออาจารย์สักครู่นะคะ

00:02:57.961 --> 00:03:01.060
(อาจารย์ธิดารัตน์) สวัสดีค่ะ ฮัลโหล

00:03:05.199 --> 00:03:07.366
ฮัลโหล ฮัลโหล

00:03:08.568 --> 00:03:11.407
ฮัลโหล ออกไหม

00:03:32.670 --> 00:03:33.925
สวัสดีค่ะ

00:03:36.017 --> 00:03:39.502
สวัสดีพี่ล่ามนะคะ ได้ยินนะ

00:03:39.502 --> 00:03:40.700
(ล่าม) สวัสดีค่ะ

00:03:41.456 --> 00:03:42.675
(อาจารย์ธิดารัตน์) โอเค

00:03:44.411 --> 00:03:53.002
ค่ะ ก็วันนี้เราก็จะมาเริ่มเรียนนะคะ บทที่ 1 นะคะ

00:03:53.002 --> 00:03:56.237
เกี่ยวกับตัวมาตรฐานสากล

00:03:57.884 --> 00:04:01.777
ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และดิจิทัลนะคะ

00:04:04.047 --> 00:04:13.972
วันนี้ก็จะมาพูดเป็นภาพองค์รวมนะคะ ว่ารายวิชานี้เราจะเรียนมาตรฐานอะไรบ้างนะคะ

00:04:14.684 --> 00:04:19.042
แต่ละตัวมีมาตรฐานอะไรที่น่าสนใจ

00:04:31.726 --> 00:04:39.706
โอเคนะคะ เริ่มแรกก็จะพูดถึงบทนำของเราก่อนนะคะ ว่า ณ ปัจจุบันนี่

00:04:40.374 --> 00:04:45.288
เราจะเห็นหน่วยงาน องค์กรของเรา มหาวิทยาลัยของเราก็ได้นะคะ

00:04:45.288 --> 00:04:49.995
ภาครัฐ ภาคเอกชนนี่ ก็ต้องมีตัวระบบสารสนเทศ

00:04:50.663 --> 00:04:53.899
คอมพิวเตอร์ การใช้งานต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

00:04:53.899 --> 00:04:59.493
ดังนั้นนะคะ การบริหารงานด้าน IT หรือว่าเทคโนโลยีสารสนเทศนี่

00:05:00.339 --> 00:05:07.059
สำหรับประเทศไทยนี่ก็เข้ามามีบทบาท รวมถึงผู้บริหารที่เข้ามาดูแล

00:05:07.549 --> 00:05:10.244
และก็บริหาร ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร

00:05:11.001 --> 00:05:15.858
ทรัพยากรคน แล้วก็ทรัพยากรอุปกรณ์ด้วยนะคะ

00:05:16.259 --> 00:05:21.101
ดังนั้นผู้บริหารนี่ บางท่านอาจจะถูกปรับตำแหน่ง หรือว่าเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา

00:05:21.101 --> 00:05:26.772
โดยไม่ได้จบทางสายเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือว่า IT โดยเฉพาะ

00:05:26.772 --> 00:05:34.409
ดังนั้นนี่ เราจะทำอย่างไร หรือจะมีตัวไหน ที่เข้ามาช่วยให้ผู้บริหารเหล่านั้นนี่

00:05:34.409 --> 00:05:41.309
เข้ามาบริหารงานด้านสารสนเทศ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดนะคะ

00:05:41.799 --> 00:05:52.426
เมื่อผู้บริหารนี่ ไม่ได้จบหรือถูกพัฒนามาจากสายคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ

00:05:52.426 --> 00:05:57.742
ดังนั้น เวลาเขาบริหารหรือว่าพัฒนาบุคคลนะคะ

00:05:57.742 --> 00:06:02.114
รวมถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่อยู่ในหน่วยงาน องค์กรของเขานี่

00:06:02.114 --> 00:06:07.538
เขาอาจจะไปดูแบบแผนมาจากบริษัทอื่น หรือว่าจากหน่วยงานอื่นนะคะ

00:06:07.538 --> 00:06:14.657
หรือว่าตัวกรณีศึกษาอื่น ๆ มา ซึ่งตรงนั้นอาจจะไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

00:06:14.657 --> 00:06:15.652
ดั้งนั้น

00:06:17.966 --> 00:06:22.266
ทำอย่างไรให้หน่วยงาน หรือว่าองค์กรของเรานี่ประสบความสำเร็จนะคะ

00:06:22.266 --> 00:06:25.453
การบริหารทางเทคโนโลยีสารสนเทศของไอทีนี่

00:06:25.453 --> 00:06:29.305
ไม่ว่าจะเป็นที่ไทยหรือว่าต่างประเทศนะคะ

00:06:29.528 --> 00:06:35.350
หลักการหรือว่าการบริหารนี่ ก็ต้องมีรูปแบบที่คล้ายกัน รวมถึงตามชื่อของเรา

00:06:35.350 --> 00:06:42.622
คือ มาตรฐานสากล ดังนั้น เราก็จะเอา ตัวมาตรฐานทางด้านไอทีที่เป็นสากลนี่

00:06:42.934 --> 00:06:46.654
เข้ามา Support ให้ผู้บริหารเหล่านั้นนี่

00:06:47.055 --> 00:06:50.140
เข้ามาเลือก หรือว่าจัดสรรตัวสารสนเทศ

00:06:50.140 --> 00:06:54.648
และตัวมาตรฐานที่มันสอดคล้องกับหน่วยงานหรือว่าองค์กรของเรานั่นเองนะคะ

00:06:54.648 --> 00:06:56.623
เพื่อให้หน่วยงานของเรานี่

00:06:56.979 --> 00:06:59.012
ทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดนะคะ

00:06:59.012 --> 00:07:04.120
ทำอย่างไรให้ลดระยะเวลา ประหยัดเวลา ประหยัดคน ประหยัดทรัพยากร

00:07:04.120 --> 00:07:07.724
พูดง่าย ๆ คือ ได้ผลกำไรที่ดีที่สุดนั่นเองนะคะ

00:07:08.036 --> 00:07:12.798
ไม่ว่าจะเป็นการบริการ หรือว่าการผลิตภัณฑ์นะคะ

00:07:12.798 --> 00:07:17.501
เหล่านี้ก็ต้องจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ให้กับหน่วยงานของเราด้วยนั่นเอง

00:07:17.501 --> 00:07:19.967
พูดง่าย ๆ คือได้ผลกำไรนั่นเองนะคะ

00:07:27.449 --> 00:07:33.511
หัวข้อที่จะมาบรรยายก็จะเป็นพูดถึงตัวมาตรฐาน

00:07:34.268 --> 00:07:43.632
ที่อาจารย์หยิบมา ที่คิดว่าน่าจะสำคัญ แล้วก็สอดคล้องกับตัวรายวิชานี้นั่นเองนะคะ

00:07:44.567 --> 00:07:48.896
เริ่มแรกก็จะพูดถึงมาตรฐานไอทีที่เราจะเลือกมา

00:07:49.563 --> 00:07:55.546
มาตรฐานและก็การจัดทำ มีหน่วยงานไหน มีองค์กรไหนนะคะ

00:07:56.792 --> 00:07:59.844
มาตรฐาน IEEE นะคะ

00:08:01.046 --> 00:08:02.774
มาตรฐาน ITIL

00:08:04.154 --> 00:08:10.366
มาตรฐาน ISO มาตรฐาน COBIT มาตรฐาน COSO และก็มาตฐาน CMMI

00:08:10.900 --> 00:08:16.285
ซึ่งแต่ละชื่อของมาตรฐานตัวนี้ นักศึกษาต้องจำให้ได้ว่า

00:08:16.285 --> 00:08:20.407
แต่ละมาตรฐานนั้นคืออะไร แล้วก็มีรูปแบบ

00:08:21.876 --> 00:08:30.322
ลักษณะแบบไหนนั่นเองนะคะ มีหน่วยงาน มีองค์กร แล้วก็เขาสนับสนุนทางด้านเรื่องไหนนั่นเองนะคะ

00:08:38.936 --> 00:08:43.056
เริ่มมาพูดถึงตัวมาตรฐาน IT ในการปฏิบัติงานในทุกรูปแบบ

00:08:43.056 --> 00:08:50.181
ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของสถานที่ไหน หน่วยงานไหน บาง…

00:08:50.671 --> 00:08:56.244
ทุกกิจกรรมก็ต้องมีการปฏิบัติงานที่ซ้ำ ๆ หรือว่าเป็น Routine นั่นเองนะคะ

00:08:57.312 --> 00:09:08.243
ดังนั้น การปฏิบัติงานซ้ำ ๆ นี่ ทำอย่างไร ให้มันลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น

00:09:08.777 --> 00:09:12.825
ทำอย่างไร ให้ลดระยะเวลาในการทำงาน

00:09:13.092 --> 00:09:18.796
ทำอย่างไร ให้ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดนั่นเองนะคะ

00:09:18.796 --> 00:09:22.092
ดังนั้นการปฏิบัติงานต่าง ๆ นี่ก็ต้องให้ประสบความสำเร็จ

00:09:22.092 --> 00:09:25.811
เราก็ต้องมีตัวมาตรฐานเข้ามา

00:09:26.167 --> 00:09:28.388
ตอบโจทย์ตรงนี้นั่นเองนะคะ

00:09:30.302 --> 00:09:35.124
หากเราปฏิบัติงาน ปฏิบัติงานโดยไม่มีมาตรฐาน

00:09:36.059 --> 00:09:41.579
วันนี้อยากทำเท่านี้ วันนี้ไม่อยากทำ ใช้ระยะเวลาเท่าไรนะคะ

00:09:41.579 --> 00:09:43.292
เหมือนการให้บริการนี่

00:09:43.960 --> 00:09:47.225
กรณีที่มีผู้มาใช้บริการเยอะ

00:09:47.670 --> 00:09:53.480
แล้วเราให้การบริการไปนี่ ระยะเวลาแต่ละที่นี่อาจจะไม่เท่าเทียมกัน

00:09:53.480 --> 00:09:58.640
ดังนั้น เราจะพึงพอใจไหม สมมติเราเป็นผู้รับบริการแล้วไปใช้บริการ

00:09:59.397 --> 00:10:03.622
หน่วยงานหนึ่งให้การบริการ ที่รวดเร็วกว่าและก็ดีกว่า

00:10:03.622 --> 00:10:09.862
กับอีกหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งให้ระยะเวลาที่ค่อนข้างเยอะกว่านั่นเอง

00:10:09.862 --> 00:10:13.468
เราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีกว่าอยู่แล้ว ใช่ไหมคะ ดังนั้น

00:10:15.204 --> 00:10:20.593
เราก็ต้องปฏิบัติงานนะคะ ให้เกิดความพึงพอใจของผู้รับบริการ

00:10:21.083 --> 00:10:21.906
แล้วก็

00:10:23.642 --> 00:10:30.640
สามารถที่จะใช้งาน แล้วก็เชื่อมต่อ กับตัวระบบงานอื่นได้ด้วยนั่นเองนะคะ

00:10:30.640 --> 00:10:36.328
ไม่ใช่ว่าทำออกมา แล้วผลลัพธ์ที่ได้ ไม่สามารถที่จะไปทำงานต่อ

00:10:36.328 --> 00:10:40.500
หรือว่าทำงานข้ามกับระบบตัวอื่นได้นั่นเองนะคะ

00:10:40.500 --> 00:10:47.304
อันนี้ก็ต้องคำนึงถึงแผนกอื่น ฝ่ายอื่นด้วย ที่จะทำให้การทำงานของหน่วยงาน

00:10:47.304 --> 00:10:54.465
หรือว่าบริษัทของเราดำเนินการ อย่างสอดคล้องกันนั่นเองนะคะ

00:10:54.733 --> 00:11:01.460
อย่างตัวนี้ก็คือการนำระบบ Interoperability มาใช้เป็นมาตรฐานนะคะ

00:11:01.950 --> 00:11:03.949
ยกตัวอย่างการใช้งานง่าย ๆ

00:11:03.949 --> 00:11:09.659
เหมือนเวลาตอนนี้นักศึกษาเข้ามามหาวิทยาลัย เวลาเข้าสู่อินเทอร์เน็ตนะคะ

00:11:09.659 --> 00:11:15.000
Login เข้ามา Username Password รหัสนักศึกษาถูกไหมคะ เข้าไปใช้งาน

00:11:15.000 --> 00:11:20.663
Search ข้อมูล ทำรายงาน หรือว่าเข้าไป Facebook เข้าไปดู

00:11:21.420 --> 00:11:26.103
สิ่งที่ต้องการค้นหาต่าง ๆ ตรงนี้นี่ เขาจะมีมาตรฐาน HTML ขึ้นมา

00:11:26.370 --> 00:11:31.085
เป็นมาตรฐานของเว็บขึ้นมา กดเข้าไปแล้วมี Response ในการทำงาน

00:11:32.287 --> 00:11:37.733
ค้นหาคีย์เวิร์ดต่าง ๆ นี่ขึ้นมา เป็นระยะเวลาที่รวดเร็วไหม

00:11:37.733 --> 00:11:43.644
Keyword ที่ค้นหากับตัว... กับ Search Engine แล้วก็แหล่งข้อมูลที่เราต้องการนี่

00:11:44.267 --> 00:11:45.556
มันตรงกันหรือเปล่า

00:11:45.912 --> 00:11:50.079
อาจจะ Search เป็น Keyword หนึ่ง แล้วผลลัพธ์ที่ออกมานี่ตรงกันไหม

00:11:50.969 --> 00:11:56.671
ข้อมูลมีเยอะหรือเปล่าอะไรอย่างนี้นะคะ มันก็จะมีมาตรฐานขึ้นมา

00:11:57.250 --> 00:12:01.053
เพื่อให้รองรับสำหรับผู้ใช้นะคะ

00:12:01.676 --> 00:12:03.478
เดี๋ยวเรามาดูต่อ

00:12:05.481 --> 00:12:07.395
อาจารย์พูดเร็วพูดช้าบอกได้นะคะ

00:12:07.395 --> 00:12:11.051
ก็จะพูดไปเรื่อย ๆ มีปัญหาง่วงนอนอะไรยกมือถามได้นะคะ

00:12:15.001 --> 00:12:18.600
ถัดมาจะเป็นตัวอย่างมาตรฐานในการใช้เว็บ

00:12:19.045 --> 00:12:25.228
อันนี้คุ้นเคยอยู่แล้ว เข้ามาใช้ทุกวันอยู่แล้ว อาจจะวันหนึ่งอาจจะหลาย ๆ รอบก็ได้นะคะ

00:12:26.074 --> 00:12:31.022
การใช้งานเว็บไซต์ ต้องมีมาตรฐานอะไรมา Support

00:12:31.734 --> 00:12:36.265
เริ่มแรก มาตรฐานฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บางคนบอก เกี่ยวด้วยหรือคะ

00:12:36.265 --> 00:12:38.780
เราแค่เข้าไปใช้เว็บไซต์ แน่นอนเราต้องมีอุปกรณ์

00:12:39.626 --> 00:12:45.630
อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต อะไรก็แล้วแต่ถูกไหมคะ

00:12:45.630 --> 00:12:48.044
ที่เราจะสามารถเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์นั้นได้

00:12:50.180 --> 00:12:53.879
ฮาร์ดแวร์เสร็จต้องมีซอฟต์แวร์ คราวนี้นี่

00:12:54.280 --> 00:13:00.634
เราเอาผลิตภัณฑ์ของบริษัทไหน หน่วยงานไหนมาใช้งาน

00:13:01.124 --> 00:13:07.789
หรือเรามาใช้แล้ว มันก็จะมีบอกว่า เป็น License แท้ ไม่ License แท้

00:13:07.789 --> 00:13:13.101
ที่เรามาใช้งานนี่เป็นอย่างไรนะคะ มันก็จะเกี่ยวโยงกันไปเรื่อย ๆ นะคะ

00:13:14.347 --> 00:13:15.935
มาตรฐานระบบปฏิบัติการ

00:13:17.715 --> 00:13:21.232
ในอุปกรณ์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต

00:13:21.232 --> 00:13:24.373
ระบบปฏิบัติการที่เราลงด้วยนะคะ เขามีมาตรฐานไหม

00:13:25.575 --> 00:13:28.910
เราก็จะรู้ว่ามาตรฐานที่เราลงในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของเรานี่

00:13:28.910 --> 00:13:32.684
มันรองรับกับอุปกรณ์ของเราในรุ่นไหนบ้าง

00:13:33.352 --> 00:13:36.711
กับอุปกรณ์ซอฟต์แวร์ไหนบ้างนะคะ บางอันก็อาจจะแบบ

00:13:37.379 --> 00:13:40.698
ของ Windows อย่างเดียว หรือว่าของ Linux อะไรอย่างนี้นะคะ

00:13:40.921 --> 00:13:46.325
ก็แล้วแต่ว่าระบบปฏิบัติการที่ใช้มานี่ มัน Support หรือว่ารองรับตัวไหนบ้างนั่นเอง

00:13:48.417 --> 00:13:52.272
มาตรฐานระบบเครือข่ายและการสื่อสาร

00:13:54.453 --> 00:13:59.523
เครือข่ายที่เราใช้ เป็นรูปแบบอะไร เป็น Local Network เป็นสาย LAN ไหม

00:13:59.523 --> 00:14:03.915
สาย LAN ธรรมดา เป็นไฟเบอร์หรือเปล่า สายไฟเบอร์ที่ใช้ในการสื่อสาร

00:14:04.138 --> 00:14:11.395
หรือเป็นการเดินสายในอากาศนะคะ พวก Wi-Fi พวก Satellite นะคะ

00:14:11.796 --> 00:14:13.316
ก็คือพวกดาวเทียม

00:14:13.761 --> 00:14:17.256
อันนี้ก็จะเป็นรูปแบบการสื่อสารเช่นเดียวกัน มันก็จะแยกเป็นประเภทอีก

00:14:17.523 --> 00:14:19.503
แบบไร้สาย ไม่ไร้สาย

00:14:19.770 --> 00:14:24.850
มีอุปกรณ์แบบไหนที่ Support มันก็จะเกี่ยวโยงกันไปทั้งหมดนะคะ

00:14:24.850 --> 00:14:28.794
เหมือนเวลาเราใช้งานเว็บไซต์ บางทีเราอาจหลงลืมไปว่า

00:14:28.794 --> 00:14:33.364
มันมีอุปกรณ์ตัวไหนที่มาเชื่อมต่อบ้าง แล้วมันมีเทคโนโลยีไหนบ้าง

00:14:33.364 --> 00:14:35.768
รวมถึงตัวมาตรฐานตัวไหน ที่มา Support อีกนั่นเอง

00:14:36.436 --> 00:14:39.909
เดี๋ยวเราก็จะเข้าไปดูตัวระบบเครือข่าย มันจะเป็น

00:14:39.909 --> 00:14:43.714
สัปดาห์หลัง ๆ ก็จะมาดูว่าระบบเครือข่าย มีอุปกรณ์ไหนบ้าง Support

00:14:44.382 --> 00:14:47.148
มีอุปกรณ์และมีมาตรฐานตัวไหนนะคะ

00:14:49.907 --> 00:14:53.766
มาตรฐาน TCP/IP อันนี้น่าจะคุ้น

00:14:54.923 --> 00:14:59.177
ปี 3 น่าจะได้เรียนมาแล้วนะ คุ้น ๆ ไหมคะ TCP/IP

00:14:59.667 --> 00:15:04.345
ตัวส่ง IP ต่าง ๆ พวกเรียน Network มาแล้วนี้น่าจะคุ้น ๆ อยู่

00:15:05.191 --> 00:15:08.563
TCP/IP IP Address ต่าง ๆ การเปลี่ยนชื่อ

00:15:08.563 --> 00:15:14.507
เปลี่ยนโฮสต์ต่าง ๆ การส่งข้อมูล ระหว่าง Server ผู้ส่งกับผู้รับ

00:15:15.000 --> 00:15:21.299
มาตรฐาน HTML เรียนการเขียนเว็บมา น่าจะได้เรียนกันแล้วไหมคะ

00:15:22.056 --> 00:15:25.050
โอเค เป๊ะหมดแล้วพวกนี้

00:15:26.296 --> 00:15:28.088
มาตรฐาน Search Engine

00:15:29.734 --> 00:15:35.263
การ Search Engine ต่าง ๆ ก็คือเหมือนเวลาเราเข้า Google นะ

00:15:35.263 --> 00:15:39.051
หรือว่าเข้าไป Search ข้อมูลต่าง ๆ

00:15:41.454 --> 00:15:44.608
ก็จะเป็นมาตรฐานตัวนี้ ก็อย่างที่อาจารย์บอกไป ว่า Search ไปแล้ว

00:15:44.608 --> 00:15:48.666
Keyword กับคำที่ค้นหานี่มันตรงกันไหม ที่แสดงหน้าจอ

00:15:49.467 --> 00:15:52.287
มันไปแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องเหมือนกันใช่หรือเปล่า

00:15:52.287 --> 00:15:56.440
แล้วก็มี Response ก็คือระยะเวลาที่นำเสนอเป็นเท่าไร

00:15:56.440 --> 00:16:02.423
มาตรฐาน อักขระก็คือตัวอักษร ในการสื่อสารข้อมูลนั่นเองนะคะ

00:16:07.585 --> 00:16:08.732
โอเค

00:16:12.693 --> 00:16:17.749
ถัดมา เราจะมาดูมาตรฐานที่เราสนใจนะคะ

00:16:18.061 --> 00:16:24.102
ยกตัวอย่าง มาตรฐานเกี่ยวกับบุคคล มาตรฐานความสามารถ แล้วก็ตำแหน่ง

00:16:25.126 --> 00:16:29.456
อย่างที่บอกไปนะคะ สมมติเราไปทำงานนะคะ

00:16:31.014 --> 00:16:38.142
หน่วยงานหนึ่ง จบไปพร้อมกับนักเรียนจบใหม่ของห้องอื่น

00:16:38.142 --> 00:16:40.032
มหาวิทยาลัยอื่น หรือว่าที่อื่นนี่

00:16:40.878 --> 00:16:48.007
เราอยากไปสมัครงาน เราจะมีคุณสมบัติอย่างไร ที่เป็นการบ่งบอกว่าเรานี่มีความสามารถ

00:16:48.007 --> 00:16:49.641
ดังนั้น มาตรฐานเกี่ยวกับบุคคลนี่

00:16:49.641 --> 00:16:53.696
ก็จะเป็นตัวที่บ่งบอกได้ว่าเรามีความสามารถ หรือมีทักษะอย่างไร

00:16:54.052 --> 00:16:56.745
พูดง่าย ๆ ถ้าเป็นเหมือนภาษาอังกฤษเราก็ไปสอบ

00:16:57.546 --> 00:17:00.540
ถูกไหมคะ ว่ามี IELTS มีอะไรนะคะ

00:17:00.852 --> 00:17:04.161
ใบเซอร์ที่รองรับว่าเรามีทักษะภาษาอังกฤษอย่างไรบ้าง

00:17:04.161 --> 00:17:08.484
ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีของเรา

00:17:08.484 --> 00:17:15.829
ก็จะมีตัวใบรับประกัน ว่าเรามีความสามารถทางไหนบ้างนั่นเอง

00:17:21.793 --> 00:17:24.727
อย่างมาตรฐานของตัวบุคคล

00:17:25.706 --> 00:17:28.664
ยกตัวอย่างเหมือน IC3

00:17:28.976 --> 00:17:35.288
IC3 จะเป็นมาตรฐานที่บอกว่าคุณมีความสามารถในการใช้

00:17:35.956 --> 00:17:42.318
อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์อย่างไร หรือว่าซอฟต์แวร์สำเร็จรูป

00:17:42.318 --> 00:17:44.472
ใช้ Word PowerPoint Excel ได้ถึงระดับไหน

00:17:45.623 --> 00:17:49.368
เหมือนเราไปเรียน Word PowerPoint Excel มา เหมือนกันทุกคนนี่ในห้อง

00:17:49.368 --> 00:17:53.417
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าแต่ละคนนี่ มีทักษะในการใช้งาน Word PowerPoint Excel

00:17:53.996 --> 00:17:59.864
ระดับไหน คนไหนเก่งสุด ใช้งานคล่องสุด เร็วสุด แล้วก็สามารถใช้เปิดฟังก์ชัน Feature ต่าง ๆ ได้

00:18:02.000 --> 00:18:07.825
ดังนั้น ตัวมาตรฐานของตัวบุคคลนี่ ก็จะมาเป็นตัวที่มาแสดงให้เห็นว่า

00:18:08.448 --> 00:18:15.572
แต่ละบุคคลนี่มีทักษะขนาดไหน เมื่อบุคคล หรือว่าบุคลากรเรามีทักษะแล้ว

00:18:15.928 --> 00:18:19.178
ก็จะส่งผลให้องค์กรหรือว่าหน่วยงานนี่

00:18:20.291 --> 00:18:24.009
มีคุณภาพมากขึ้น เรามีบุคลากรที่มีคุณสมบัติแบบนี้

00:18:24.009 --> 00:18:25.982
สมมติอาจารย์มีใบเซอร์

00:18:26.828 --> 00:18:30.000
มหาวิทยาลัยก็จะได้การรองรับ ว่ามีการเรียนการสอนที่ดี

00:18:30.000 --> 00:18:34.349
มีการใช้อุปกรณ์รวมถึงบุคลากร ที่ได้รับการรองรับมา

00:18:34.349 --> 00:18:37.717
มันก็จะส่งผลต่อเนื่องกันไปนะคะ

00:18:39.319 --> 00:18:43.133
ถัดมา มาตรฐานเกี่ยวกับอุปกรณ์เครือข่าย และก็การเชื่อมต่อ

00:18:46.560 --> 00:18:50.973
อุปกรณ์เราใช้ของผลิตภัณฑ์อะไร

00:18:52.041 --> 00:18:53.901
มีมาตรฐานตัวไหนมารองรับ

00:18:54.257 --> 00:18:56.828
มีตัวกลางเครือข่ายไหมนะคะ

00:18:57.429 --> 00:19:02.227
เพราะเดี๋ยวนี้มันก็จะมีบริษัท ที่มาให้บริการนี่ค่อนข้างเยอะนะคะ

00:19:02.227 --> 00:19:08.649
ดังนั้น ก็ต้องดูว่าแต่ละที่นี่ Support แล้วก็ให้บริการเราดีไหมนะคะ

00:19:09.139 --> 00:19:15.444
อย่างแต่ละพื้นนี่ การให้บริการก็อาจจะเข้าถึงไม่เท่ากัน

00:19:16.423 --> 00:19:21.047
ถ้าเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างเข้าถึงยาก

00:19:21.047 --> 00:19:23.971
หรือว่าเป็นพื้นที่ ที่ยังไม่มีการให้บริการระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

00:19:23.971 --> 00:19:29.372
มันก็จะมีแค่บางผู้ให้บริการเท่านั้น ที่สามารถให้บริการเราได้นั่นเองนะคะ

00:19:33.110 --> 00:19:37.042
การจัดการเกี่ยวกับการให้บริการ IT

00:19:37.932 --> 00:19:42.927
การให้บริการ IT อย่างไรนะคะ อย่างพวกระบบ Cellular

00:19:42.927 --> 00:19:49.067
ก็คือระบบโทรศัพท์นั่นเอง เวลาเราไป AIS Dtac TrueMove ใช่ไหม

00:19:49.067 --> 00:19:54.539
เราอยากสมมติเราเป็นเจ้าของบริษัทใช่ไหม

00:19:54.539 --> 00:20:00.000
การจัดการเกี่ยวกับการให้บริการ IT ก็คือ คล้าย ๆ กับการให้บริการตัวระบบเครือข่ายนั่นเอง

00:20:00.712 --> 00:20:07.234
หรือในรูปแบบโทรศัพท์บ้าน อาจจะเป็น TOT องค์การโทรศัพท์ หรือว่า 3BB

00:20:07.590 --> 00:20:11.149
CAT Telecom ต่าง ๆ พวกนี้ก็จะเป็นการให้บริการเช่นเดียวกัน

00:20:11.149 --> 00:20:15.000
อาจจะเป็นคำที่เราคุ้นเคย แต่เราอาจจะแบบแยกไม่ออกว่า

00:20:15.401 --> 00:20:23.066
พวกนี้ก็จะเป็นหน่วยงานที่ให้บริการเกี่ยวกับสารสนเทศหรือว่า IT ของเรานั่นเองนะคะ

00:20:25.202 --> 00:20:28.025
มาตรฐานเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์

00:20:29.494 --> 00:20:33.313
ก่อนที่จะไปเป็นซอฟต์แวร์ที่เราใช้ ณ ปัจจุบันนี่

00:20:33.313 --> 00:20:37.277
เขาก็ต้องมีการใช้งานแล้วก็ทดลอง มีการ Test นะคะ

00:20:37.589 --> 00:20:46.202
มีการนักพัฒนา Developer แล้วก็มี Testing นะคะ ของตัวซอฟต์แวร์ Software Testing ต่าง ๆ

00:20:46.202 --> 00:20:52.197
Software Developer มันจะมีกระบวนการแล้วก็มีบุคลากรแต่ละตำแหน่งเข้ามา Support พวกนี้

00:20:52.509 --> 00:20:56.822
เขาจะมีมาตรฐานมารองรับอีกว่า ทำ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ตามนี้แล้ว

00:20:56.822 --> 00:20:59.075
ครบตามมาตรฐานเรียบร้อยนะคะ

00:21:00.277 --> 00:21:05.972
มาตรฐานรักษาความมั่นคงปลอดภัย ข้อมูลไม่รั่วไหลนะคะ

00:21:08.197 --> 00:21:12.571
มาตรฐานเกี่ยวกับเอกสาร แบบฟอร์ม ข้อมูลนะคะ

00:21:12.571 --> 00:21:14.726
การเก็บแบบฟอร์มข้อมูลต่าง ๆ นะคะ

00:21:15.216 --> 00:21:18.299
สามารถเก็บไว้แล้วสามารถที่จะดึงข้อมูลกลับมาค้นหา

00:21:18.299 --> 00:21:21.245
แล้วทำเป็นรูปแบบรายงานได้ไหม ในระยะเวลาเท่าไร

00:21:22.002 --> 00:21:27.699
เก็บข้อมูลไว้ที่หน่วยงานไหนนะคะ อันนี้จะเป็นตัวอย่างมาตรฐานนะคะ

00:21:28.011 --> 00:21:34.034
ที่ยกมานะคะ ให้นักศึกษาเข้าใจนะคะ

00:21:39.775 --> 00:21:43.132
ถัดมา เราจะมาพูดถึงตัวมาตรฐาน

00:21:44.378 --> 00:21:49.298
ประเภทของมาตรฐานก่อนนะคะ พวกตัวกำเนิดของมัน อันแรกนะคะ

00:21:53.571 --> 00:22:01.417
De Juror นะคะ เป็นมาตรฐานนะคะ ที่กำหนด โดยเริ่มจากมาตรฐานแต่ละประเทศ

00:22:02.663 --> 00:22:08.883
แล้วก็กำหนดโดยองค์กรระหว่างประเทศนะคะ เช่น ISO นะคะ

00:22:08.883 --> 00:22:12.483
ก็จะเป็นการร่วมมือกัน ของระหว่างของประเทศนะคะ

00:22:12.483 --> 00:22:18.951
ว่ามาตรฐานตัวนี้ ใช้งานแล้ว มันเกิดผลอย่างไร Support ตัวไหนบ้าง

00:22:20.509 --> 00:22:25.914
อันนี้ก็คือเป็นระหว่างประเทศ คิดด้วยกัน คราวนี้ De Facto Standard

00:22:26.671 --> 00:22:30.872
ตัวนี้จะเป็นมาตรฐานที่ใช้ภายในหน่วยงานก่อน

00:22:30.872 --> 00:22:35.989
พูดง่าย ๆ คือ มีการใช้งานภายในหน่วยงาน ภายในองค์กรเสร็จ ใช้เสร็จปุ๊บ

00:22:36.968 --> 00:22:42.656
เกิดการแพร่หลาย จากหน่วยงาน 1 ไปหน่วยงาน 2 หน่วยงาน 3 แล้วก็กระจายพื้นที่มากขึ้น

00:22:42.656 --> 00:22:45.368
จากพื้นที่เล็ก ๆ ก็เป็นพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นนะคะ

00:22:45.813 --> 00:22:51.551
ก็จะเป็นมาตรฐานที่ใช้กันมาสืบเนื่อง และสุดท้ายก็จะเป็น Open Standard

00:22:51.551 --> 00:22:53.884
ก็จะเป็นมาตรฐานที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว

00:22:54.151 --> 00:22:59.123
เป็นสากล ที่เกิดขึ้นมาแล้ว อ้อ อันนี้คือมาตรฐานที่เราใช้กันมา

00:23:00.000 --> 00:23:06.794
นับมาหลาย ๆ ปีอยู่แล้วนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะเป็นประเภทของมาตรฐานทั้ง 3 แบบนะคะ

00:23:06.794 --> 00:23:11.910
De Juror Standard De Facto Standard แล้วก็เป็น Open Standard นะคะ 3 อัน

00:23:13.779 --> 00:23:16.146
ถัดมา เมื่อเรารู้

00:23:17.081 --> 00:23:20.845
ประเภทของตัวมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราก็จะเราก็จะมาดู

00:23:22.759 --> 00:23:24.977
สไลด์ต่อไปของเรานะคะ

00:23:27.069 --> 00:23:30.187
องค์กรหรือว่าองค์การมาตรฐาน

00:23:35.439 --> 00:23:40.158
มาตรฐานระดับโลก ก็จะมีตัวองค์กรที่มารองรับ

00:23:40.425 --> 00:23:45.169
อันนี้ก็จะเป็นบางส่วนที่ยกตัวอย่างขึ้นมานะคะ

00:23:45.391 --> 00:23:55.856
ให้ดู อย่าง ISO ตัวนี้นะคะ ก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่หน่วยงาน

00:23:55.856 --> 00:24:02.344
พวกองค์กรต่าง ๆ นี่ ตามบริษัทต่าง ๆ นี่ ค่อนข้างใช้เยอะนะคะ

00:24:02.789 --> 00:24:08.538
รวมถึงถ้าเป็นพวกเกี่ยวกับโรงงานนี่ ตัว ISO นี่ จะค่อนข้างจะสำคัญ จะเห็นว่า

00:24:08.894 --> 00:24:10.507
มันจะเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

00:24:10.507 --> 00:24:17.049
ที่เข้ามารองรับว่าหน่วยงานหรือว่าองค์กรของเรา ผลิตแล้วไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

00:24:18.563 --> 00:24:23.746
เวลาเราจะผลิตหรือว่าทำอะไรนี่ มันจะไม่มีผลกระทบกับคนอื่นสืบเนื่องมานั่นเอง

00:24:25.929 --> 00:24:33.981
ยกตัวอย่างของเมื่อกี้ ISO แล้ว เราจะมาพูดถึง ANSI นะคะ

00:24:37.052 --> 00:24:42.897
ANSI ก็คือตัวสถาบันมาตรฐานแห่งอเมริกานั่นเอง

00:24:44.321 --> 00:24:50.226
เป็นองค์กรนะคะ ที่สนับสนุนการพัฒนา มาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศของอเมริกานะคะ

00:24:50.493 --> 00:24:56.040
ตัวนี้ก็จะเป็นผู้เริ่มนะคะ ในการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น ISO นะคะ

00:24:56.040 --> 00:25:00.352
ที่ประเทศไทยก็ได้นำมาใช้ตัวมาตรฐานตัวนี้นะคะ

00:25:01.198 --> 00:25:07.950
หรือ W3C นะคะ W3C ตัวนี้ก็จะเป็น

00:25:09.508 --> 00:25:17.422
ต่อไปนี่ นักศึกษาน่าจะได้คุ้นกับคำนี้มากขึ้น สำหรับเวลาเราเข้าไปใช้เกี่ยวกับตัวพัฒนา

00:25:17.912 --> 00:25:20.036
หรือว่าเขียน Coding มากขึ้นนั่นเอง

00:25:21.549 --> 00:25:26.692
W3C ก็จะเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ที่ทำงานนะคะ เกี่ยวกับเทคโนโลยีเว็บ

00:25:27.048 --> 00:25:37.158
เมื่อกี้เราเรียนไปแล้วสำหรับปี 3 พวก... ก็จะมีพวก Web HTML นะคะ XML XHTML

00:25:37.603 --> 00:25:41.360
พวกเทคโนโลยีเว็บต่าง ๆ ก็จะอยู่กับ W3C นะคะ

00:25:41.360 --> 00:25:46.275
เหมือนเวลาเราเรียนเกี่ยวกับการเขียนโค้ด HTML นี่

00:25:47.032 --> 00:25:52.934
มันก็จะมีหน้าของ W3C เข้าไปดูว่า เวลาเราเขียนโค้ดแล้ว มันมีการ

00:25:53.290 --> 00:25:57.553
เหมือน Pseudo-Type ก็คือการไปรันโค้ดในนั้น แล้วมันสามารถเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้นมา

00:25:58.621 --> 00:26:02.117
(อาจารย์ธิดารัตน์) พวก CSS คุ้นไหมปี 3 (นักศึกษาชาย) คุ้นครับ

00:26:04.209 --> 00:26:06.564
(อาจารย์ธิดารัตน์) ชื่นใจแทนอาจารย์ที่สอนนะคะ

00:26:12.396 --> 00:26:13.428
เดี๋ยวนะ

00:26:16.766 --> 00:26:18.649
เดี๋ยวนะ หายไปไหนแล้ว

00:26:22.921 --> 00:26:25.060
ยกตัวอย่างตรงนี้

00:26:27.018 --> 00:26:29.958
อย่างนี้นะคะ ของตัว W3C

00:26:30.937 --> 00:26:32.285
มันก็จะมี

00:26:33.532 --> 00:26:37.143
เห็นไหมเอ่ย เวลาเราเขียนโค้ด

00:26:37.900 --> 00:26:41.175
เราก็ไป Testing ต่าง ๆ ก็จะมี Coding ขึ้นมา

00:26:42.154 --> 00:26:47.664
เดี๋ยวปี 2 เดี๋ยวคงจะได้เรียนเหมือนกันนะคะ พวกทำเว็บไซต์ต่าง ๆ

00:26:48.154 --> 00:26:51.129
เขียน Coding ขึ้นมา Run แล้วมันมีหน้าตาอย่างไร

00:26:51.574 --> 00:26:55.527
ใช่ไหมคะ มีตรงไหนที่เกิด Error

00:26:56.862 --> 00:27:01.512
หรือว่ามี Format รูปแบบการเขียนอย่างไรบ้างนั่นเองนะคะ

00:27:09.300 --> 00:27:13.324
โอเค กลับไปดูต่อของเรา

00:27:25.125 --> 00:27:27.642
มันสลับไม่ได้หรือเปล่า หรือว่าอย่างไร

00:27:46.734 --> 00:27:50.380
มาแล้ว มันต้องดู... สวัสดีค่ะ

00:27:53.363 --> 00:27:55.363
ไม่หมด

00:29:14.121 --> 00:29:21.672
เมื่อกี้ดู W3C ไปนะคะ มันก็เลยมีเทคนิคนิดหน่อยนะ มันไม่ขึ้นจอ

00:29:21.672 --> 00:29:27.643
ถัดมานะคะ เราก็จะมาดูตัวอย่างอีกอันหนึ่ง ที่อาจารย์จะพูดให้ฟังก็จะเป็น CISA นะคะ

00:29:27.643 --> 00:29:33.152
อันนี้ก็จะเป็นเหมือนการบริหาร วิเคราะห์

00:29:33.998 --> 00:29:40.533
อันนี้จะแนว ๆ ออกเหมือนเป็นผู้บริหาร จะดูว่าหน่วยงานของเรานี่มีทรัพยากรเท่าไร

00:29:40.533 --> 00:29:47.234
เราจะบริหารจัดการอย่างไรให้มันคุ้มทุนนั่นเอง ไม่เกิดความเสี่ยงนะคะ ตัว CISA นี่

00:29:52.397 --> 00:30:01.951
คราวนี้เราก็ต้องมาดูอีกนะคะ ว่าบริษัท หน่วยงาน องค์กรของเรานี่ ผลิตบริการในรูปแบบไหนนะคะ

00:30:01.951 --> 00:30:10.398
ให้บริการ เป็นอุปกรณ์ หรือผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ออกมา

00:30:10.398 --> 00:30:15.018
หรือว่าเป็นให้บริการของผู้ใช้นั่นเองนะคะ

00:30:15.018 --> 00:30:20.891
ดังนั้น การเลือกตัวตัวมาตรฐานที่จะมาใช้ในหน่วยงาน หรือว่าองค์กรของเรานี่

00:30:20.891 --> 00:30:27.800
มันก็จะแตกต่างกันตามแต่ละหน่วยงานที่ให้บริการนั่นเองนะคะ

00:30:31.850 --> 00:30:37.814
ถัดมา เราจะมาพูดถึงการพัฒนามาตรฐานด้านสารสนเทศในประเทศไทยของเราก่อนนะคะ

00:30:39.238 --> 00:30:44.001
สำหรับประเทศไทย ก็จะมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์

00:30:44.001 --> 00:30:49.038
อุตสาหกรรมของไทยนั่นเองนะคะ ที่จะมาเป็นผู้กำหนดนะคะ

00:30:49.038 --> 00:30:51.223
มาตรฐานแห่งชาติของเรานะคะ

00:30:51.668 --> 00:30:57.170
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ก็จะเรียกตัวย่อว่า สมอ.

00:30:57.170 --> 00:31:03.837
ก็จะมีคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมา แล้วก็แบ่งหน้าที่ในการรับผิดชอบ

00:31:03.837 --> 00:31:08.496
ของแต่ละหน่วยงานนะคะ ของแต่ละประเทศนะคะ

00:31:08.496 --> 00:31:14.691
โดยแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ 356 ขึ้นมา

00:31:14.691 --> 00:31:20.062
เพื่อดูแลทางมาตรฐาน ของเทคโนโลยีสารสนเทศนะคะ

00:31:20.329 --> 00:31:24.329
เพราะว่ามาตรฐานทางอุตสาหกรรมนี่ มันก็จะมีหลากหลายประเภทนั่นเองนะคะ

00:31:24.329 --> 00:31:28.558
ว่าอุตสาหกรรมทางด้านนี้มีอะไรบ้าง มันก็จะไล่มาเป็นคณะ คณะ

00:31:28.558 --> 00:31:35.937
และปัจจุบันคณะกรรมการวิชาการ 536 นี่ ก็จะแบ่งเป็น 2 ทีมนะคะ

00:31:35.937 --> 00:31:45.359
โดยคณะที่ 1 หรือว่าทีมที่ 1 ของเรานี่ ก็จะกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบเป็นจังหวัดนั่นเองนะคะ

00:31:45.359 --> 00:31:50.023
แบ่งเป็นตัวรหัสย่อ Code ต่าง ๆ นะคะ แล้วก็ตามมาด้วย อำเภอ

00:31:50.023 --> 00:31:57.714
ส่วนทีมที่ 2 ก็จะกำหนดอักขระ การเขียนโปรแกรม และโครงการซอฟต์แวร์

00:31:57.714 --> 00:32:00.749
ก็คือรูปแบบการเขียนโปรแกรม แล้วก็ซอฟต์แวร์นะคะ

00:32:00.749 --> 00:32:04.698
หน่วยงานที่ 2 ก็จะทำการดูแลนั่นเองว่า

00:32:05.232 --> 00:32:10.608
การเขียนซอฟต์แวร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นในหน่วยงานหรือบริษัทในประเทศไทยนี่

00:32:10.608 --> 00:32:13.111
มีมาตรฐานถูกต้องไหมนะคะ

00:32:13.868 --> 00:32:20.975
หรือการเขียนโปรแกรมต่าง ๆ  นี่ มีมาตรฐาน สอดคล้องหรือว่ารองรับหรือเปล่านั่นเองนะคะ

00:32:23.245 --> 00:32:31.254
ถัดมา นอกจาก สมอ. แล้ว ก็ยังมีหน่วยงานไหน ที่เราน่าจะคุ้นเคยกันบ้าง

00:32:31.655 --> 00:32:37.294
อันแรก ก็คือราชบัณฑิตฯ อันนี้น่าจะเป็นคำที่คุ้นเคย ทุกคนต้องได้ยินอยู่แล้ว

00:32:37.294 --> 00:32:42.665
เวลาเราเขียนคำศัพท์ ที่เป็นเกี่ยวกับศัพท์เทคนิคทางคอมพิวเตอร์

00:32:43.778 --> 00:32:49.326
บางทีก็จะเขียนทับศัพท์ไม่ถูก อย่างคีย์บอร์ด เมาส์

00:32:50.083 --> 00:32:54.760
เราเขียนไม่ถูกเราก็ต้องไปเปิด เหมือนพจนานุกรมเกี่ยวกับทางคอมพิวเตอร์นั่นเอง

00:32:54.760 --> 00:32:59.845
ไปดูสิ เขาใช้การสะกดคำอย่างไร มีอักขระอย่างไรนะคะ

00:33:00.000 --> 00:33:02.996
บางอัน คีย์บอร์ดอาจจะเขียนว่าเป็นแป้นพิมพ์

00:33:04.020 --> 00:33:08.026
ซึ่งคำศัพท์พวกนี้ก็จะถูกบัญญัติไว้ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างเดียว

00:33:08.026 --> 00:33:14.342
เราก็สามารถที่จะไปศึกษาตัวร่าง ตัวคำศัพท์ดังนี้ในราชบัณฑิตยสภา

00:33:14.342 --> 00:33:18.039
แล้วก็ตัวราชบัณฑิตฯ ศัพท์คอมพิวเตอร์นะคะ

00:33:20.709 --> 00:33:22.938
ถัดมา หอสมุดแห่งชาติ

00:33:24.051 --> 00:33:26.440
หอสมุดก็เหมือนห้องสมุดของเรา

00:33:26.440 --> 00:33:32.584
ถ้าเป็นอยู่ในมหาวิทยาลัย ก็จะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลหนังสือนะคะ

00:33:32.584 --> 00:33:34.795
อันนี้ก็จะเป็นห้องสมุดแห่งชาติ ก็คือจะเป็น

00:33:34.795 --> 00:33:42.384
ลักษณะที่เก็บข้อมูลรวบรวมของหนังสือต่าง ๆ ของในประเทศไทยไว้ ก็จะมีตัวรหัส

00:33:42.829 --> 00:33:50.447
ISBN ก็คือรหัสที่อยู่หมวดหมู่ของหนังสือ ของเรานั่นเองว่าอยู่ลำดับที่เท่าไร

00:33:50.447 --> 00:33:54.173
อยู่หมวดหมู่ไหน ตำแหน่งที่เท่าไรนั่นเองนะคะ

00:33:55.768 --> 00:33:58.259
ถัดมา สภาอุตสาหกรรม

00:34:00.885 --> 00:34:02.199
สภาอุตสาหกรรม

00:34:04.869 --> 00:34:09.032
อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็จะเป็นอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมหนึ่ง

00:34:09.032 --> 00:34:11.736
ดังนั้น ก็อยู่ภายใต้สภาอุตสาหกรรม

00:34:11.736 --> 00:34:16.261
เพราะเราผลิตภัณฑ์อาจจะเป็นตัวฮาร์ดแวร์ หรือว่าซอฟต์แวร์ที่ผลิตขึ้นมานี่

00:34:16.261 --> 00:34:18.655
มันก็ต้องมีรหัสสินค้า

00:34:20.881 --> 00:34:24.164
ผลิตที่ปีเท่าไร เป็นสินค้าประเภทไหน

00:34:24.431 --> 00:34:26.695
อาจจะกำหนดออกมาเป็น Barcode

00:34:26.695 --> 00:34:31.694
หรือ ณ ปัจจุบันก็จะมี QR Code ที่ผลิตขึ้นมานั่นเองนะคะ

00:34:34.008 --> 00:34:36.858
อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐานของเรา

00:34:41.442 --> 00:34:44.508
ถัดมา ก็จะเกิดข้อคำถามขึ้นมา

00:34:45.443 --> 00:34:49.831
เราเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือว่าผู้ใช้บริการต่าง ๆ นี่

00:34:50.054 --> 00:34:55.618
เราจำเป็นไหมที่ต้องพัฒนา หรือว่าต้องใช้มาตรฐาน หรืออาจจะมีคำถามในใจว่า

00:34:55.618 --> 00:34:59.039
เราจำเป็นไหมที่จะต้องรู้เกี่ยวกับตัวมาตรฐานพวกนี้

00:35:03.356 --> 00:35:06.191
ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์คืออะไร

00:35:07.094 --> 00:35:14.230
เริ่มแรกนะคะ อันที่หนึ่งก็คือเราจะทำงานร่วมกันได้ เราต้องมีภาษาที่เข้าใจตรงกัน

00:35:18.102 --> 00:35:22.256
ทำงานร่วมกันได้ มีภาษา แล้วก็เข้าใจตรงกันคืออย่างไร

00:35:23.280 --> 00:35:26.819
เวลาเราทำเกี่ยวกับอุปกรณ์นะคะ

00:35:29.133 --> 00:35:34.570
ไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์สำนักงาน หรือว่าคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ

00:35:35.282 --> 00:35:39.586
พวก Office ต่าง ๆ นี่  สมมติเราใช้แพลตฟอร์มหนึ่ง

00:35:39.586 --> 00:35:44.010
ไปใช้กับเพื่อนอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง คนหนึ่งใช้ Linux

00:35:45.000 --> 00:35:46.700
ไม่รู้นักศึกษาเคยได้ยินไหม มันอาจจะ…

00:35:47.235 --> 00:35:52.984
มันก็ยังมีการใช้อยู่ สมมติคนหนึ่งใช้ Linux คนหนึ่งใช้ MacOS คนหนึ่งใช้ Windows

00:35:53.741 --> 00:36:00.937
เราจะทำอย่างไรให้ผลลัพธ์ในการใช้พวก Office ลักษณะเป็นพวก Word นี่ ใช้งานร่วมกันได้

00:36:00.937 --> 00:36:04.402
ดังนั้น ทุกอย่างนี่มันต้องมีมาตรฐาน

00:36:04.402 --> 00:36:08.997
แล้วก็สามารถมีแพลตฟอร์ม ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้

00:36:09.398 --> 00:36:13.597
ดังนั้น มันก็ต้องมีมาตรฐานมารองรับ ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งใช้แพลตฟอร์มหนึ่ง

00:36:13.597 --> 00:36:17.727
อีกคนใช้แพลตฟอร์มหนึ่ง แล้วท้ายที่สุด งานที่ส่งต่อระหว่างกัน

00:36:17.727 --> 00:36:22.279
ไม่สามารถที่จะใช้งานร่วมกันได้ อันนี้ก็จะไม่เกิดประโยชน์นั่นเองนะคะ

00:36:25.083 --> 00:36:28.130
มีเกณฑ์การทำงาน บริการ แลกเปลี่ยน

00:36:28.931 --> 00:36:31.327
แล้วก็รักษาความมั่นคงปลอดภัย

00:36:35.689 --> 00:36:36.955
เกณฑ์การทำงาน

00:36:38.068 --> 00:36:40.121
การบริการ การแลกเปลี่ยนข้อมูล

00:36:42.480 --> 00:36:45.242
สิ่งสำคัญก็คือเวลาเราปฏิบัติงานนี่

00:36:45.776 --> 00:36:50.610
การส่งข้อมูลนะคะ บางทีหน่วยงานหนึ่งอาจจะมีหลากหลายสาขา

00:36:53.815 --> 00:36:56.862
ถ้าเป็นข้อมูล ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ

00:36:58.598 --> 00:37:01.006
บางทีนี่จะมีการโอนข้อมูล

00:37:01.540 --> 00:37:06.615
เหมือนทำงานเสร็จช่วงเที่ยงคืน จะมีการโอนข้อมูลจากสาขาย่อยไปสาขาใหญ่

00:37:07.060 --> 00:37:12.934
ดังนั้น เราจะเชื่อใจได้อย่างไร ว่าข้อมูลที่เราถ่ายโอนไปทุกวันนี่

00:37:13.157 --> 00:37:15.798
มันจะไม่ตกหายไประหว่างทาง

00:37:16.421 --> 00:37:22.077
ดังนั้นมันก็จะมีความมั่นคงปลอดภัยมารักษานะคะ เพื่อในการส่งข้อมูล

00:37:25.148 --> 00:37:27.917
นักศึกษาอาจจะงงว่า เอ๊ะ เวลาส่งข้อมูล

00:37:28.941 --> 00:37:30.773
สมมติ...

00:37:32.954 --> 00:37:37.347
เหมือนบริษัท เป็นธนาคารแล้วกัน ธนาคารมันจะมีสาขาทั่วประเทศ ถูกไหมคะ

00:37:37.347 --> 00:37:39.990
แล้วก็จะมีสาขาสำนักงานใหญ่ อยู่กรุงเทพฯ

00:37:39.990 --> 00:37:47.908
ดังนั้นเวลาประมวลผล หรือว่าแต่ละไตรมาศ ของบริษัท หรือว่าของธนาคารนี่

00:37:47.908 --> 00:37:50.894
จะมีการประมวลผลรวบยอดของทั้งหมดทุกสาขา

00:37:50.894 --> 00:37:54.695
ดังนั้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ข้อมูลแต่ละสาขาที่ส่งมา

00:37:55.318 --> 00:38:01.281
มันไม่ใช่ว่าเราใส่ Thumb drive หรือว่าใส่ Harddisk แล้วขับรถมาที่กรุงเทพฯ นะคะ

00:38:01.281 --> 00:38:04.151
เวลาเราส่งข้อมูลเราก็จะส่งผ่านตัวเครือข่าย

00:38:04.151 --> 00:38:08.755
ซึ่งแต่ละที่ ถ้าเป็นหน่วยงานที่ส่งข้อมูลบ่อย ๆ

00:38:08.755 --> 00:38:12.764
หรือว่าหน่วยงานที่สำคัญนี่ เขาจะลากสายโดยตรงนะคะ

00:38:12.764 --> 00:38:17.344
ถ้าเป็นบริเวณที่ไม่เป็นระยะอะไรที่ไกลมากนะคะ จะเป็นสายเดิน

00:38:18.323 --> 00:38:23.106
อาจจะเป็น Fiber Optic หรืออะไรก็ตาม แล้วแต่หน่วยงาน

00:38:23.106 --> 00:38:28.473
เพื่อส่งข้อมูลระหว่างกัน ระหว่างหน่วยงาน เพื่อไม่ให้ข้อมูลของเรานี่รั่วไหลนะคะ

00:38:28.473 --> 00:38:31.838
เขาก็จะมีรอบในการส่งข้อมูลอยู่แล้วนะคะ

00:38:31.838 --> 00:38:34.866
ดังนั้น อันนี้ก็จะเป็นรูปแบบของการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

00:38:34.866 --> 00:38:36.861
ในการสื่อสารแล้วก็ส่งข้อมูลนั่นเอง

00:38:39.887 --> 00:38:43.087
สำหรับผู้ใช้และผู้ซื้อลดความเสี่ยง

00:38:45.402 --> 00:38:48.485
เราลองมองภาพง่าย ๆ ในการซื้อซอฟต์แวร์มาใช้งาน

00:38:48.485 --> 00:38:53.041
หรือเราใช้ Microsoft Office ก็ได้ พูดง่าย ๆ เราใช้ไปนี่

00:38:53.531 --> 00:38:56.844
มันสามารถที่จะเปิดใช้งานได้ไหม เอามาแก้ไขได้ไหม

00:38:56.844 --> 00:38:59.658
คนอื่นเอาไปแก้ไขต่อได้หรือเปล่า มันล็อกไหมอะไรอย่างนี้

00:39:00.237 --> 00:39:03.814
อันนี้ก็คือลดความเสี่ยง

00:39:04.393 --> 00:39:07.576
ซื้อซอฟต์แวร์ที่มีการันตี

00:39:08.911 --> 00:39:12.059
ย่อมปลอดภัยกว่า

00:39:12.415 --> 00:39:17.640
เหมือนเราซื้อของน่ะ ซื้อสินค้าอะไรก็ได้ มีการันตี มีการเปลี่ยนเคลม

00:39:18.352 --> 00:39:24.452
อันนี้ย่อมมีเกิดความมั่นใจ แม้ว่าราคามันอาจจะเหลื่อมกันนิดหน่อยนะคะ

00:39:24.452 --> 00:39:28.627
เราก็ต้องมองภาพองค์รวมด้วยว่าใช้งานได้

00:39:28.627 --> 00:39:30.536
แล้วเกิดประโยชน์จริงหรือเปล่า

00:39:33.918 --> 00:39:36.401
ทำงานข้ามระบบกันได้หรือเปล่า

00:39:39.650 --> 00:39:43.931
แต่ละบริษัท แต่ละหน่วยงานนะคะ อาจจะมีอุปกรณ์

00:39:44.198 --> 00:39:45.998
อาจจะมีซอฟต์แวร์ที่ไม่เหมือนกัน

00:39:45.998 --> 00:39:55.496
ดังนั้น สมมติถ้ามีการควบรวม หรือว่าการ Take Over การซื้อบริษัทเข้ามาเพิ่ม

00:39:58.300 --> 00:40:05.703
พวกผลลัพธ์ข้อมูลต่าง ๆ ของแต่ละแผนกนี่ สามารถโอนย้ายหาข้อมูลได้ระหว่างกันหรือไม่

00:40:05.970 --> 00:40:09.371
ดังนั้น ซอฟต์แวร์ที่ใช้กันต่าง ๆ นี่

00:40:09.371 --> 00:40:12.587
มันก็จะต้องดูว่าสามารถที่จะทำงานข้ามระบบกันได้ไหม

00:40:12.587 --> 00:40:18.433
แต่ ณ ปัจจุบันนี่ ซอฟต์แวร์ที่เราใช้งานส่วนมาก ก็สามารถที่จะทำงานแล้วก็ข้ามระบบกันได้นะคะ

00:40:20.481 --> 00:40:22.510
ลดอุปสรรค์ทางการค้า

00:40:24.646 --> 00:40:33.580
บริษัทเล็กซื้อวัตถุดิบมาจากอีกบริษัทหนึ่ง แล้วก็มาผลิตเป็นอีกสินค้าหนึ่ง

00:40:34.025 --> 00:40:39.166
ดังนั้น การส่งข้อมูลระหว่างบริษัท มันก็จะมีรูปแบบข้อมูลที่แตกต่างกัน

00:40:39.522 --> 00:40:44.470
ดังนั้น ถ้าเรามีมาตรฐานที่เป็นสากลตรงกลาง ก็คือสามารถส่งข้อมูลระหว่างกันได้

00:40:44.470 --> 00:40:50.087
ตัวนี้ก็จะลดอุปสรรคก็คือเราสามารถขายข้อมูลให้ใครก็ได้ทุกคน หรือว่าขายผลิตภัณฑ์ก็ได้

00:40:50.087 --> 00:40:55.663
หรือขายวัตถุดิบให้ใครก็ได้นะคะ โดยไม่เกิดอุปสรรค์ตรงนี้นะคะ

00:41:00.692 --> 00:41:01.750
ถัดมา

00:41:04.687 --> 00:41:08.377
ก็จะพูดถึงข้อดีแล้วกันนะคะ ตัวมาตรฐานของเรา ก็คือ

00:41:09.356 --> 00:41:13.633
เมื่อเรามีมาตรฐานที่ดี มีวิธีการปฎิบัติที่ดี

00:41:13.633 --> 00:41:16.606
ผลลัพธ์ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การทำงานก็ดีขึ้น

00:41:17.185 --> 00:41:20.279
ทำงานเร็วขึ้น ประหยัดเวลา ประหยัดคน ประหยัดทรัพยากร

00:41:20.279 --> 00:41:22.246
แล้วก็ประหยัดงบประมาณ พูดง่าย ๆ

00:41:23.448 --> 00:41:28.811
มันก็จะเป็นการรวม รวบยอดทั้งหมดนะคะ ความสามารถ การทำงานร่วมกัน

00:41:28.811 --> 00:41:32.249
แล้วก็กำหนดระดับความยอมรับ

00:41:37.679 --> 00:41:38.594
ถัดมา

00:41:41.176 --> 00:41:43.209
อันนี้เราพูดไปแล้ว

00:41:43.877 --> 00:41:48.363
สัปดาห์ที่แล้ว คร่าว ๆ นะคะ แล้วก็เมื่อกี้พูดไปนิดหนึ่งนะคะ

00:41:48.363 --> 00:41:50.165
ของ CISA ที่บอกไปว่าเป็น

00:41:51.634 --> 00:41:54.641
Certificate Information System Auditor นะคะ

00:41:55.487 --> 00:41:57.213
อันนี้ก็จะเป็นหลัก ๆ

00:41:59.038 --> 00:42:01.326
ตัวซอฟต์แวร์ของแต่ละบุคคล

00:42:04.531 --> 00:42:07.301
สมมติว่าเราสนใจอยากเป็น

00:42:08.458 --> 00:42:14.843
นักพัฒนา นักทดสอบต่าง ๆ เราก็ต้องมีตัว Certificate ที่มารองรับ

00:42:17.157 --> 00:42:22.476
ถ้าไม่ด้านไอที หรือว่าจะเป็นด้านไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษนะคะ

00:42:22.476 --> 00:42:27.034
ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ภาษาจีนก็ต้องมีตัว Certificate อันนี้ก็เหมือนกัน

00:42:27.034 --> 00:42:29.104
ถ้าเป็นทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

00:42:31.374 --> 00:42:33.682
มองภาพง่าย ๆ หรือว่าอยากมีทักษะ

00:42:34.572 --> 00:42:40.366
อยากเป็นเชฟขึ้นมานี่ ก็ต้องมีใบรับรอง ว่าเราไปสอบเชฟของที่ไหนมา

00:42:40.366 --> 00:42:45.777
มี Certificate จะเข้าไปที่ไหน การทำงาน การมีใบประกาศนียบัตรว่ารองรับนี่

00:42:45.777 --> 00:42:50.363
มันย่อมการันตีในความสามารถอยู่แล้ว ที่เป็นสากลนี่นะคะ

00:42:57.929 --> 00:43:04.630
อันนี้ก็จะเป็นตัว Certificate ของ Microsoft Specialist ทางด้านต่าง ๆ

00:43:07.879 --> 00:43:10.904
หรืออันนี้ก็ได้ มองภาพใกล้ตัวเรามากที่สุด

00:43:12.106 --> 00:43:13.431
เราอาจจะไม่ได้เป็น…

00:43:14.766 --> 00:43:18.104
เราจะเป็นนี่ Microsoft Certificate Trainer

00:43:18.682 --> 00:43:25.571
เอาใกล้ตัวที่สุด ก็คือเราเข้าใจถึงการใช้งานของ Microsoft เก่งมากเลย

00:43:25.571 --> 00:43:29.566
เกี่ยวกับการใช้ Word, PowerPoint, Excel นะคะ

00:43:29.566 --> 00:43:36.267
เราสามารถไปเป็นวิทยากรสอนตามสถาบัน ตามหน่วยงาน ตามโรงเรียน ตามมหาวิทยาลัย

00:43:37.424 --> 00:43:44.856
ก็สามารถที่จะสอบ Certified Trainer ตัวนี้นะคะ ไปต่อยอด แล้วก็ไปปฏิบัติงานต่อได้นั่นเอง

00:43:48.683 --> 00:43:53.180
หรือเอาที่แบบมองภาพง่ายที่สุด

00:43:54.382 --> 00:44:02.785
อีกอันหนึ่ง MCDST Microsoft Certified Desktop Support Technicians

00:44:03.453 --> 00:44:08.276
เหมือนเป็น Support นั่นเอง ก็คือเวลาเราอยู่ในหน่วยงานใช่ไหม

00:44:08.276 --> 00:44:10.403
มันจะมีทีม Support ของไอที

00:44:10.848 --> 00:44:15.342
เหมือนโรงพยาบาล หรือมหาวิทยาลัยก็ได้

00:44:15.609 --> 00:44:21.522
ทีม Support คอมพิวเตอร์ใช้ไม่ได้ Network ใช้ไม่ได้ Printer ใช้ไม่ได้

00:44:21.522 --> 00:44:25.860
เราก็จะเป็นผู้ Support ที่ไปให้บริการแต่ละแผนกนั่นเอง

00:44:25.860 --> 00:44:30.532
อาจจะเป็นแผนกบัญชี แผนกการเงินนะคะ

00:44:31.333 --> 00:44:39.147
แผนกบุคคลต่าง ๆ เราก็สามารถเข้าไปจัดการ หรือว่า Word มีฟอนต์ไม่ครบทำอย่างไร

00:44:39.147 --> 00:44:47.670
Print งานไม่ได้นะคะ ถ้าเรามีตัว Certified Desktop Support Technicians ตัวนี้

00:44:47.670 --> 00:44:51.213
เราก็จะรู้ว่าเราสามารถที่จะไปทำงานตรงนี้

00:44:51.525 --> 00:44:57.327
แผนกนี้ของแต่ละบริษัท ที่เขารองรับการทำงานของเรานั่นเองนะคะ

00:44:57.327 --> 00:44:59.988
มันก็จะการันตีถึงความสามารถของเรานั่นเอง

00:45:01.323 --> 00:45:03.818
ตัวอื่นมันก็จะเป็นเฉพาะทางขึ้นมา

00:45:08.491 --> 00:45:12.320
ครั้งก่อนเราพูดแล้วนะ เกี่ยวกับพวก Sun Java

00:45:13.166 --> 00:45:15.524
Certificate ต่าง ๆ นะคะ

00:45:16.770 --> 00:45:23.022
อันนี้น่าจะไม่ค่อยได้ใช้กันเท่าไร อาจจะไม่ค่อยได้เห็นนะ

00:45:28.230 --> 00:45:34.761
ที่แต่ก่อนฮิตมาก ณ ปัจจุบันก็ยังพอเป็นที่ฮิตอยู่ ก็จะเป็นลักษณะของ Cisco

00:45:34.761 --> 00:45:41.105
เป็นพวก Network พื้นฐาน ก็จะเป็นเกี่ยวกับ Network พื้นฐานนะคะ

00:45:41.728 --> 00:45:44.429
ของ CCNA

00:45:46.120 --> 00:45:50.222
Cisco Certified Network Associate นั่นเองนะคะ ตัวนี้

00:45:51.246 --> 00:45:56.616
เหมือนเวลาเราเรียนคอร์ส Network ขั้นต้น Network ขั้นสูง

00:45:56.616 --> 00:46:01.960
เราก็สามารถสอบใบ Certificate ของ Cisco

00:46:02.316 --> 00:46:04.639
CCNA ตัวนี้ได้นั่นเองนะคะ

00:46:08.556 --> 00:46:18.532
ถ้าตอนนั้น สมัยหลายปีก่อนก็จะมีการสอบ ของ MikroTik ก็จะเป็น Network

00:46:18.532 --> 00:46:25.221
คือ Network นี่ มันก็จะเป็นชื่อตามบริษัท ผลิตภัณฑ์ที่เขาผลิตออกมา

00:46:25.221 --> 00:46:28.202
MikroTik ก็จะเป็นพวก Switch พวกอะไร

00:46:28.514 --> 00:46:32.555
เป็นเกี่ยวกับ Network เหมือนกัน Cisco ก็เป็นผลิตเหมือนกัน ก็แล้วแต่ว่า

00:46:32.778 --> 00:46:36.655
หน่วยงานบริษัทองค์กรของเรา ซื้อผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อไหน

00:46:36.655 --> 00:46:40.707
เราก็ต้องไป Support กับยี่ห้อนั้นนั่นเองนะคะ

00:46:40.707 --> 00:46:46.720
สมมติราชภัฏสกลนครซื้อ MikroTik ก็ต้อง… เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ต้องมีใบเซอร์จาก MikroTik

00:46:46.720 --> 00:46:50.158
ไปซื้อ Cisco ก็ต้องมีใบเซอร์เกี่ยวกับ Cisco นั่นเองนะคะ

00:46:50.158 --> 00:46:52.146
ลักษณะก็จะเป็นเหมือนกันนะคะ

00:46:52.636 --> 00:46:56.240
ของที่สกลฯ ของเรา ก็เคยมีสอบของตัว MikroTik เหมือนกัน

00:46:56.240 --> 00:47:01.661
มีการให้เจ้าหน้าที่วิทยากรมาอบรมแล้วก็สอบ

00:47:01.661 --> 00:47:06.450
ก็สอบเหมือนกันนะคะ มันก็จะมีแล้วแต่ว่าเป็นรอบไปว่า

00:47:07.518 --> 00:47:12.238
ของมหาวิทยาลัยของเรานี่ ทำ MOU กับบริษัทไหน หน่วยงานไหนนะคะ

00:47:12.594 --> 00:47:16.136
หรืออย่างที่บอกไป ของ Microsoft ของเราก็มีสอบเหมือนกัน

00:47:18.005 --> 00:47:24.765
เป็นสอบก็ให้กับปีสูง ๆ มาสอบนั่นล่ะ ปี 3 ปี 4 ก็มาสอบ นั่งสอบด้วยกัน นั่งฟังอบรม แล้วก็สอบ

00:47:24.765 --> 00:47:29.022
ก็จะได้ใบเซอร์ ใครที่ผ่านเกณฑ์ ก็จะได้ใบเซอร์รองรับนั่นเองนะคะ

00:47:32.360 --> 00:47:38.650
ต้องดูว่าแต่ละรอบของมหาวิทยาลัยนี่ ทำ MOU กับหน่วยงานไหน บริษัทไหนนั่นเองนะคะ

00:47:42.967 --> 00:47:48.766
ต่อไปเราจะมาพูดถึงตัวมาตรฐานที่น่าสนใจ ที่อาจารย์ยกตัวอย่างมาตอนแรกนะคะ

00:47:48.766 --> 00:47:49.974
ว่ามีตัวไหนบ้าง

00:47:53.401 --> 00:47:55.329
IEEE

00:47:55.685 --> 00:48:00.096
ตัวนี้น่าจะได้ใช้บ่อยกันแน่ ๆ

00:48:00.675 --> 00:48:08.247
ก็จะเป็นการก่อตั้งระหว่างสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์นะคะ

00:48:08.247 --> 00:48:12.500
ก็จะร่วมกันของวิศวกรต่าง ๆ ทำการวิจัยและก็พัฒนานะคะ

00:48:13.346 --> 00:48:17.954
องค์ความรู้นะคะ โดยเน้นเกี่ยวกับไฟฟ้ากำลัง

00:48:18.622 --> 00:48:22.742
คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม ไฟฟ้ากำลังคอมพิวเตอร์ แล้วก็ไฟฟ้าสื่อสาร

00:48:23.143 --> 00:48:27.882
ไฟฟ้าสื่อสารกับโทรคมนาคม จะเป็นลักษณะเรียกเดียวกันนะคะ และก็จะมี

00:48:30.000 --> 00:48:31.603
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบวัดคุม

00:48:33.072 --> 00:48:38.089
ก็แบ่งตามกลุ่มที่เขาพัฒนาแล้วก็วิจัยนั่นเอง

00:48:39.557 --> 00:48:41.551
ก็จะเกิดมาตรฐานขึ้นมา

00:48:42.575 --> 00:48:46.713
ก็เกี่ยวกับการสื่อสารของเรานั่นแหละนะคะ สายวัด

00:48:47.648 --> 00:48:50.279
สาย LAN ต่าง ๆ มีมาตรฐานอย่างไร

00:48:51.525 --> 00:48:55.103
Coax ไฟเบอร์ นู่นนี่นั่นดูตัวเลขอย่างไร

00:48:55.103 --> 00:48:58.961
หัวแบบไหน การเข้าสายแบบไหน ก็จะเป็นมาตรฐานตัวนี้

00:48:59.228 --> 00:49:03.976
เดี๋ยวเราจะมาดูกัน อุปกรณ์พวกนี้ เอามาตรฐานตัวไหนมารองรับอะไรบ้างนั่นเอง

00:49:04.288 --> 00:49:08.197
อันนี้เราน่าจะคุ้นชินมากที่สุดแล้ว ตัวนี้

00:49:10.823 --> 00:49:15.109
ถัดมา ITIL Infrastructure Library นะคะ

00:49:15.955 --> 00:49:20.269
เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการให้บริการ

00:49:20.847 --> 00:49:28.464
เมื่อกี้ IEEE นี่ เหมือนจะเป็นพวกอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ คราวนี้เป็นการให้บริการ ก็คือการปฏิบัติ

00:49:28.954 --> 00:49:30.853
ต่อผู้มาใช้บริการนั่นเอง

00:49:33.924 --> 00:49:39.316
พวกศูนย์คอมพิวเตอร์ พวกศูนย์ไอทีนะคะ

00:49:40.295 --> 00:49:42.991
เราจะมีให้บริการอย่างไร

00:49:43.303 --> 00:49:46.436
อย่างมหาวิทยาลัยของเรา มีการให้บริการระบบเครือข่าย

00:49:46.881 --> 00:49:53.643
สำหรับนักเรียน ถูกไหม มีตัว Hotspot มี WiFi การใช้งานทั่วมหาวิทยาลัย

00:49:53.643 --> 00:49:58.054
มีระบบเครือข่ายที่การให้บริการ สามารถพร้อมใช้งานไหม

00:49:58.544 --> 00:50:03.222
ทุกจุดมีการคำนวณ การกระจายสัญญาณครอบคลุมแต่ละตึกไหม

00:50:03.222 --> 00:50:07.530
จุดอับสัญญาณมีหรือเปล่า อันนี้ก็จะเป็นรูปแบบการให้บริการต่าง ๆ

00:50:08.242 --> 00:50:13.976
แล้วมีความปลอดภัยไหม ในการสามารถที่จะเจาะระบบข้อมูลได้ไหมนะคะ

00:50:14.243 --> 00:50:17.102
มันก็จะมีกระบวนการขั้นตอนตรงนี้เข้ามา

00:50:19.283 --> 00:50:20.974
ในการให้บริการ

00:50:32.100 --> 00:50:35.248
ถัดมา ก็ต้องพูดถึงองค์ประกอบใช่ไหม

00:50:36.361 --> 00:50:40.371
ที่เน้นไปถึงกระบวนการของ ITIL ของเรา

00:50:40.727 --> 00:50:45.754
พูดง่าย ๆ เลยโดยรวม 1. เขาพูดถึงเป็น Business

00:50:45.754 --> 00:50:47.291
ก็เหมือนหน่วยงานองค์กร

00:50:47.291 --> 00:50:50.807
เราจะพูดถึงภาครัฐหรือเอกชน รวมถึงมหาวิทยาลัยของเราก็

00:50:51.386 --> 00:50:54.416
อยู่ในภายใต้องค์รวมตรงนั้นเช่นเดียวกัน

00:50:59.000 --> 00:51:04.001
เริ่มแรกจากนะคะ เรามีเทคโนโลยีแล้วก็มีกลุ่ม

00:51:05.648 --> 00:51:09.006
ของธุรกิจ กลุ่มของหน่วยงาน เสร็จแล้วนะคะ

00:51:09.496 --> 00:51:15.352
มีการ Implement นะคะ หรือว่าการพัฒนาเกี่ยวกับการให้บริการ

00:51:16.287 --> 00:51:19.658
เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ มีการจัดการอย่างไร

00:51:20.904 --> 00:51:22.041
เริ่มจาก

00:51:24.311 --> 00:51:30.489
วัตถุประสงค์ Perspective ก็คือวัตถุประสงค์ของตัวหน่วยงานขององค์กรของเรา

00:51:31.468 --> 00:51:37.518
มีผู้บริหารเกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศของเรา

00:51:40.322 --> 00:51:46.192
และก็ผู้บริหารที่ดูภาพองค์รวมของแอปพลิเคชันนะคะ

00:51:46.192 --> 00:51:50.837
ก็คือการใช้งานทั้งหมดของ IT ในการจัดการนะคะ

00:51:51.683 --> 00:51:58.255
ก็จะมีพวก Support เกี่ยวกับ Service Support การให้บริการ

00:51:59.635 --> 00:52:01.400
การรักษาความปลอดภัย

00:52:03.803 --> 00:52:07.754
การส่งมอบ การให้บริการ Service Delivery

00:52:08.600 --> 00:52:14.156
การไปให้บริการที่หน่วยงาน การให้บริการที่แผนกนะคะ

00:52:14.156 --> 00:52:21.508
แล้วก็เป็น Infrastructure ก็คือโครงสร้างของตัวระบบเครือข่ายหรือว่าตัวระบบ IT นั่นเองนะคะ

00:52:22.309 --> 00:52:27.324
อันนี้ก็จะเป็นการรวมองค์ประกอบที่เอามาใช้เกี่ยวกับตัว ITIL

00:52:27.324 --> 00:52:29.039
หรือว่าการให้บริการของเรานั่นเอง

00:52:32.110 --> 00:52:39.503
ก็คือนำไปแล้วก็ปรับใช้ให้ตรงกับหน่วยงานและก็องค์กรของเรา

00:52:40.171 --> 00:52:47.611
เพราะแต่ละองค์กรก็จะมีแผนกไม่เหมือนกัน ทรัพยากรไม่เท่ากัน คนไม่เท่ากัน คนน้อย คนเยอะ

00:52:48.457 --> 00:52:51.537
อุปกรณ์ก็ไม่เท่ากัน ระบบเครือข่ายไม่เท่ากัน

00:52:51.537 --> 00:52:56.103
ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนให้มันเหมาะสม กับหน่วยงานของเรานั่นเองนะคะ

00:53:01.756 --> 00:53:09.941
อย่างที่เน้นไปก็คือเน้นกับกระบวนการและก็บุคคล ก็คือในหน่วยงานของเรามีทรัพยากรบุคคลเท่าไร

00:53:09.941 --> 00:53:12.483
มีกระบวนการ หรือว่าฝ่าย หรือแผนกเท่าไรนั่นเอง

00:53:15.243 --> 00:53:22.091
และก็มาดูเทคโนโลยีนะคะ แล้วก็ Vendor ก็คือผู้ที่นำสินค้าแล้วก็บริการของเรานี่

00:53:22.759 --> 00:53:27.376
ไปให้บริการต่อนะคะ

00:53:32.851 --> 00:53:40.519
ถัดมา มาดู ITILเน้นเรื่องของ 4P 4P ตรงนี้

00:53:40.875 --> 00:53:44.326
4 ตัว อันแรกเลย

00:53:47.620 --> 00:53:53.167
มีอะไรบ้าง People ก็คือบุคคล Process กระบวนการ

00:53:54.280 --> 00:53:58.155
Product ก็คือผลิตภัณฑ์ที่เราผลิตออกมา แล้วก็ Partner ก็คือ

00:53:59.001 --> 00:54:03.865
ผู้ที่ร่วมมือการทำงานกับเรา อาจจะเป็นบริษัทคู่ค้า

00:54:04.310 --> 00:54:08.103
ที่มาจับมือร่วมกันลงทุนนะคะ

00:54:10.684 --> 00:54:13.548
ก็จะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

00:54:17.338 --> 00:54:19.526
วัฒนธรรมขององค์กร Culture

00:54:22.686 --> 00:54:24.555
ของหน่วยงาน

00:54:25.356 --> 00:54:28.591
วัฒนธรรมหน่วยงานนะคะ เครือข่าย

00:54:29.526 --> 00:54:35.242
การจัดการเกี่ยวกับการให้บริการ แล้วก็ทำกระบวนการอย่างไรบ้าง

00:54:35.821 --> 00:54:38.499
ทำเมื่อไร ทำอย่างไร

00:54:39.122 --> 00:54:45.724
ทำที่ไหนนะคะ อันนี้ก็จะเป็นภาพรวมองค์กร เวลาเราให้บริการนั่นเอง

00:54:46.881 --> 00:54:50.267
มี Partner ไหม มีกระบวนการไหม

00:54:50.490 --> 00:54:54.660
มี Product ไหม แล้วก็มีบุคคลนั่นน่ะที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง

00:54:54.883 --> 00:54:57.995
เข้าไปดูว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร

00:54:58.796 --> 00:55:03.352
ทรัพยากรที่มีในองค์กรเป็นอย่างไร มีการจัดการที่ดีไหม

00:55:03.352 --> 00:55:08.221
เราจะเริ่มทำที่ไหนทำเมื่อไร ทำอย่างไรนั่นเองนะคะ

00:55:08.221 --> 00:55:10.885
นี่ก็จะเป็นการกระบวนการการให้บริการ

00:55:14.134 --> 00:55:15.672
ถัดมา

00:55:19.277 --> 00:55:28.949
ISO นะคะ ก็จะเป็นมาตรฐานตัวถัดมา เมื่อกี้เรามี IEEE ITIL แล้วก็ ISO นะคะ

00:55:28.949 --> 00:55:32.420
ISO ก็จะเป็นองค์กรสากลนะคะ

00:55:33.221 --> 00:55:34.748
ที่ตั้งขึ้น

00:55:36.751 --> 00:55:45.182
ระหว่างประเทศ ว่าด้วยการมาตรฐานที่ได้สร้างขึ้น แล้วก็ให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาใช้งาน

00:55:45.716 --> 00:55:52.545
International Organization for Standardization ตัว ISO ของเรา

00:55:52.545 --> 00:55:57.165
สำหรับสารสนเทศของเราที่จะมาใช้นี่ อาจารย์ก็จะยกขึ้นมา

00:55:57.165 --> 00:55:59.630
อันนี้ก็ยิ่งใกล้ตัวเช่นเดียวกันนะคะ

00:56:02.879 --> 00:56:08.683
วัตถุประสงค์ของเขาคืออะไร กำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศขึ้นมา

00:56:10.464 --> 00:56:15.299
ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาอุตสาหกรรมนะคะ การกิจการทางการค้า

00:56:15.789 --> 00:56:22.242
การค้าระหว่างประเทศ และก็พัฒนาความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนะคะ

00:56:23.889 --> 00:56:31.728
ก็คือพัฒนาให้สินค้า และก็บริการของหน่วยงาน ของบริษัท ของแต่ละประเทศ ที่อยู่ใน

00:56:33.686 --> 00:56:39.634
ตัวสมาคมพวกนี้ ได้รับมาตรฐาน หรือว่าเป็นที่ยอมรับนั่นเองนะคะ

00:56:42.215 --> 00:56:44.016
พัฒนาและก็ส่งเสริม พูดง่าย ๆ

00:56:45.307 --> 00:56:50.706
โดยเราจะนำแนวคิดนะคะ PDCA

00:56:52.486 --> 00:56:56.745
PDCA ก็ตามชื่อ Plan Do Check แล้วก็ Act นะคะ

00:56:56.968 --> 00:56:58.319
วางแผน

00:56:59.565 --> 00:57:07.391
วางแผนการทำงาน มีการหยุดพักไหมนะคะ มีตารางหรือเปล่า หรือว่ามีอะไรที่มาเพิ่มเติมอีกไหม

00:57:08.904 --> 00:57:11.570
Do ก็คือเริ่มทำ Execute ดู

00:57:11.570 --> 00:57:15.756
Execute to plan ก็คือเริ่มที่จะลงมือทำเมื่อไหร่

00:57:17.047 --> 00:57:19.489
Check นะคะ ก็คือ Process

00:57:22.026 --> 00:57:27.214
ประเมินระหว่างกิจกรรมว่าที่เราทำไปนี่ มันโอเคไหม

00:57:27.704 --> 00:57:33.576
ไม่ใช่ว่าทำไปเรื่อย ๆ ต้องมีการเช็กอยู่ ว่าทำตาม Process นี้ มันโอเคหรือไม่โอเค

00:57:33.843 --> 00:57:39.262
มีของเสียไหม หรือว่าเสียระยะเวลาไปเท่าไรนั่นเองนะคะ

00:57:40.864 --> 00:57:44.680
มา Check ประเมินกิจกรรม ระหว่างกระบวนการ Act:

00:57:46.994 --> 00:57:51.090
loop problem resolutions ก็คือ

00:57:52.247 --> 00:57:57.924
เราก็ต้องเช็กกระบวนการทั้งหมดดูสิ ว่ากระบวนการที่ทำมา

00:57:58.280 --> 00:58:02.324
ถูกต้องตามกระบวนการไหม และก็ไป Check อีกรอบหนึ่ง ให้ครบ

00:58:02.324 --> 00:58:09.434
ครบตามลูปนะคะ Act คือ Improve Improve ก็คือพัฒนา พัฒนาให้มันดีขึ้น

00:58:09.434 --> 00:58:14.476
เหมือนเราไปเช็กแล้วว่าเออเรามีข้อบกพร่อง ข้อเสียตรงนี้นะ นะคะ

00:58:14.753 --> 00:58:19.394
ใช้ทรัพยากรที่มากเกินไป แล้วก็เอาไปปรับปรุงให้มันดีขึ้นนั่นเองนะคะ

00:58:19.394 --> 00:58:22.003
ก็จะเป็นกระบวนการ Plan Do Check Act นั่นเอง

00:58:22.849 --> 00:58:29.222
วางแผน ทำงาน เริ่มทำงาน แล้วเริ่ม Check Check เสร็จแล้วก็มาดูมาตรฐานให้มันดีที่สุด

00:58:29.222 --> 00:58:31.604
ให้มันครบกระบวนการนะคะ

00:58:31.871 --> 00:58:39.002
เหมือนเวลาเราทำงานทั่วไปเลย อันนี้เป็น PDCA ที่สามารถเอาไปใช้กับงานทุก ๆ อย่างได้

00:58:39.002 --> 00:58:42.800
ไม่ว่าจะเป็นงานสารสนเทศนะคะ หรือว่างานที่เราทำทั่วไปนั่นแหละนะคะ

00:58:43.201 --> 00:58:47.342
หรือว่าจะเป็นการทำ Project ทำรายงาน อันนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้

00:58:51.392 --> 00:58:52.636
ถัดมา

00:58:54.461 --> 00:58:56.125
มาตรฐาน COBIT

00:58:56.793 --> 00:59:00.979
ชื่ออาจจะไม่ค่อยคุ้นนะคะ แต่ฟังไปบ่อย ๆ ก็จะคุ้นเองนะคะ

00:59:00.979 --> 00:59:03.773
จะเป็นกรอบแนวความคิด

00:59:05.464 --> 00:59:07.369
กรอบแนวความคิดคืออย่างไร

00:59:10.040 --> 00:59:16.635
กรอบแนวความคิดที่จะมาควบคุมการทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรา

00:59:18.727 --> 00:59:23.443
เชื่อมโยงเป้าหมายทางธุรกิจ แล้วก็เป้าหมายทางเทคโลยีสารสนเทศ

00:59:24.645 --> 00:59:30.102
เป้าหมายทางธุรกิจแล้วก็เป้าหมายทางเทคโนโลยีสารสนเทศนี่มันต่างกันอย่างไร

00:59:31.260 --> 00:59:36.566
สมมติเป้าหมายทางธุรกิจของเรา อยากได้ผลกำไร

00:59:36.833 --> 00:59:41.080
ไตรมาสนี้หรือภายใน 3 เดือน 6 เดือนนี้ จำนวนกี่บาท

00:59:42.193 --> 00:59:46.183
แล้วเป้าหมายทางเทคโนโลยีสารสนเทศของเราคืออะไร

00:59:47.474 --> 00:59:54.350
สมมติต้องการลดการย้ายทรัพยากร แล้วให้เกิดผลกำไร อันนี้ก็คือต้องไปควบคู่กัน

00:59:54.350 --> 01:00:01.028
ก็คือเป้าหมายต้องไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งลดทรัพยากรแล้วก็เพิ่มผลกำไร

01:00:01.028 --> 01:00:06.199
แน่นอนเมื่อลด Cost ผลกำไรก็ต้องเพิ่มขึ้น เป้าหมายทางธุรกิจก็ต้องถูก

01:00:06.422 --> 01:00:10.097
เป้าหมายทางเทคโนโลยีสารสนเทศก็ต้องถูกต้องเช่นเดียวกัน

01:00:12.233 --> 01:00:19.639
ดังนั้น ตัว COBIT ตัวนี้ก็เลยจะเป็นวิธีการนำความคิดตัวนี้นี่มาใช้นั่นเอง

01:00:21.419 --> 01:00:24.664
เน้นแบบกระบวนการ

01:00:28.180 --> 01:00:33.869
พยายามทำให้ตัวสารสนเทศของเราอยู่ภายใต้การควบคุมให้ได้นั่นเองนะคะ

01:00:33.869 --> 01:00:40.183
ควบคุมการใช้สารสนเทศตามกฎตามเกณฑ์ ตามกระบวนการ ถ้าทำตามตรงนี้

01:00:41.518 --> 01:00:45.631
ตามระยะเวลาที่กำหนด ก็จะถูกต้องตามแผนที่เราวางไว้

01:00:46.699 --> 01:00:53.777
เหมือนเวลาเราวางแผน สมมติว่าจะทำการวางแผน

01:00:54.177 --> 01:00:57.111
ลงคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ในห้อง Lab ตัวนี้

01:00:57.467 --> 01:01:04.399
ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 วัน สมมติเราวาง Period Time ไว้ ก็คือ 3 วัน

01:01:05.200 --> 01:01:12.555
ดังนั้น เราก็ต้องควบคุมทุกอย่างที่มัน ให้มันครบ ใน 3 วัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคน

01:01:13.045 --> 01:01:17.346
จำนวนแรงงาน ถูกไหมคะ อุปกรณ์ทุกอย่างต้อง Support ให้ทัน

01:01:17.613 --> 01:01:20.268
ถ้ามันช้าไป

01:01:20.713 --> 01:01:25.918
ทุกอย่างก็จะมีผลกระทบ ผลเสียต่อหน่วยงาน ผลเสียต่อกระบวนการต่าง ๆ

01:01:26.274 --> 01:01:33.288
ดังนั้นมันก็จะเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องกันนั่นเอง ดังนั้น เราก็ต้องควบคุมทุก ๆ อย่าง

01:01:33.288 --> 01:01:37.697
รวมถึงความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดปัญหา อยู่ดี ๆ ไฟฟ้า...

01:01:37.920 --> 01:01:42.638
การไฟฟ้าแห่งจังหวัดของเราเกิดไฟดับขึ้นมา มันก็ใช้ไม่ได้ ถูกไหมคะ

01:01:43.128 --> 01:01:48.066
กระบวนการต่าง ๆ ก็ต้องมีการวางแผนเผื่อไว้นะคะ มีการใช้ไฟสำรองนู่นนี่นั่น

01:01:48.066 --> 01:01:49.764
มีการเทสต์ระบบหรือเปล่า

01:01:51.900 --> 01:01:55.825
อันนี้ก็เป็นกรอบ... กรอบแนวความคิดที่นำมาใช้

01:01:58.362 --> 01:02:04.331
ก็เลยได้เป็นทางกระบวนการที่นำมาใช้ทางด้านไอที หรือว่าเทคโนโลยีสารสนเทศของเรา

01:02:08.722 --> 01:02:13.850
ใกล้จะหมดแล้ว COBIT ไปเรียบร้อยแล้ว ถัดมา

01:02:15.630 --> 01:02:21.916
COSO ตัว C จะเยอะหน่อย COSO COBIT CMMI

01:02:22.806 --> 01:02:26.274
COSO ก็จะเป็นกรอบแนวความคิดเช่นเดียวกัน

01:02:27.743 --> 01:02:35.981
คิดอย่างไรนะคะ ให้ปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพและก็มีประสิทธิผล

01:02:37.049 --> 01:02:38.747
วางแผนไปแล้ว

01:02:39.860 --> 01:02:45.624
มีประสิทธิภาพ แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ มันก็จะขัดแย้งกัน

01:02:50.609 --> 01:02:57.589
ตัวนี้ก็ย่อมาจาก Committee of Sponsoring of the Treadway Commission

01:02:57.589 --> 01:03:01.204
และจะเป็นการทำงานนะคะ ของคณะกรรมการ

01:03:02.050 --> 01:03:04.411
ของอเมริกานั่นเองนะคะ

01:03:05.390 --> 01:03:13.547
พัฒนาจากความเสี่ยง การควบคุมภายใน รวมถึงการป้องกันการเกิดการทุจริตขึ้นมา

01:03:15.000 --> 01:03:17.853
เยอะเหลือเกินตัวมาตรฐานนะคะ

01:03:20.434 --> 01:03:25.743
อันนี้ก็จะเป็นกรอบแนวความคิด เมื่อกี้จะมี COBIT ก็จะเป็นกรอบแนวความคิดการปฏิบัตินะคะ

01:03:25.743 --> 01:03:32.045
ว่าปฏิบัติแนวความคิดทางธุรกิจ แล้วก็แนวปฏิบัติทางด้าน IT ต้องไปด้วยกัน

01:03:32.045 --> 01:03:34.384
ส่วน COSO ก็จะเป็นกรอบแนวความคิด

01:03:34.384 --> 01:03:39.494
ที่พัฒนาให้งานของเรามีทั้งประสิทธิภาพ และก็ประสิทธิผลเกิดขึ้น

01:03:39.717 --> 01:03:44.535
ลักษณะดูคร่าว ๆ ก็จะเป็นสอดคล้อง หรือว่าคล้อยตามกัน

01:03:44.802 --> 01:03:46.760
เป็นกรอบของความคิดทั้ง 2 อันเลย

01:03:51.967 --> 01:03:54.226
ถัดมา มาตรฐาน

01:03:55.917 --> 01:03:57.808
CMMI

01:03:59.544 --> 01:04:03.203
Capability Maturity Model Integration นะคะ

01:04:03.203 --> 01:04:08.777
ตัวนี้ก็จะเป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นมา ของวิศกรรมซอฟต์แวร์

01:04:12.827 --> 01:04:17.068
ก็คือคนที่พัฒนา เกี่ยวกับตัวซอฟต์แวร์ขึ้นมานั่นเองนะคะ

01:04:19.605 --> 01:04:25.477
เราจะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มันดีขึ้น แล้วก็มีประสิทธิภาพ

01:04:25.477 --> 01:04:29.790
และเป็นที่ยอมรับ บางทีซอฟต์แวร์ที่เราใช้อยู่

01:04:30.000 --> 01:04:33.692
เขาจะพัฒนาอย่างไรให้มันดีขึ้น

01:04:37.342 --> 01:04:40.424
เหมือนใช้ Word, PowerPoint, Excel นะคะ

01:04:40.780 --> 01:04:44.283
มีซอฟต์แวร์ตัวไหนที่เป็นคู่แข่ง พัฒนาให้มันดีขึ้นนั่นเอง

01:04:45.618 --> 01:04:49.755
แล้วก็เป็นที่ยอมรับ เป็นที่ยอมรับคืออะไร ก็คือ

01:04:49.755 --> 01:04:57.028
ทุกหน่วยงานทุกบริษัท ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับ แล้วคือใช้ซอฟต์แวร์ของเรา

01:04:57.028 --> 01:05:04.247
เมื่อเขายอมรับ ผลที่ตามมาก็คือเงิน ก็คือเขาจะมาซื้อซอฟต์แวร์ของเราไปใช้ทุกคนนะคะ

01:05:04.247 --> 01:05:08.998
อันนี้ก็จะเป็นมาตรฐานสากล และก็ส่งผลลัพธ์ทางธุรกิจของเรานั่นเองนะคะ

01:05:09.443 --> 01:05:10.645
CMMI

01:05:13.093 --> 01:05:17.104
เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเรานะคะ

01:05:17.772 --> 01:05:27.752
เป็นที่เชื่อถือของลูกค้า ก็จะเป็นการการันตี แล้วก็มีการซื้อตัวซอฟต์แวร์ของเราไปใช้งานนั่นเอง

01:05:28.687 --> 01:05:31.985
CMMI เมื่อกี้ก็จะเป็นพวกพัฒนาซอฟต์แวร์นะคะ

01:05:31.985 --> 01:05:34.573
คราวนี้เราก็จะสรุป

01:05:35.419 --> 01:05:39.849
มาตรฐานของเรา ที่อาจารย์พูดไปเมื่อกี้นะคะ

01:05:39.849 --> 01:05:44.718
มีหลายตัวไม่ว่าจะเป็นกรอบแนวความคิด หรือว่ามาตรฐานที่เอามาใช้งาน

01:05:44.718 --> 01:05:50.108
พัฒนาซอฟต์แวร์ พัฒนาเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ หรือว่าการให้บริการ ITIL ของเราเมื่อกี้

01:05:53.891 --> 01:05:55.621
เริ่มแรก

01:05:55.888 --> 01:06:01.890
การที่จะใช้ตัวมาตรฐาน เราก็ต้องกลับมาดูที่บริษัท หน่วยงาน องค์กรของเราว่า

01:06:01.890 --> 01:06:06.821
มีบุคลากรแบบไหน มีการให้บริการไหม หรือว่าเป็นผลิต... ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์

01:06:07.088 --> 01:06:15.803
เมื่อมีมาตรฐานพวกนี้ขึ้นมา เราก็ต้องมารองรับกับบริษัท หรือว่าหน่วยงานของเรา

01:06:16.960 --> 01:06:18.973
เสร็จแล้วนะคะ

01:06:20.632 --> 01:06:25.220
เลือก Best Practices ก็คือเลือกแนวปฏิบัติที่ดี

01:06:25.621 --> 01:06:28.229
ที่หน่วยงานต่าง ๆ เขาใช้มาแล้ว

01:06:28.719 --> 01:06:35.182
เขาใช้มาตรฐานตัวนี้แล้วส่งผลให้ธุรกิจของเขานี่ เกิดผลกำไรมากี่ปี กี่เดือน

01:06:35.182 --> 01:06:38.847
หรือว่าเป็นที่รู้จักของทั่วโลก แล้วก็ลูกค้ามาก

01:06:39.337 --> 01:06:45.776
เราก็จะเลือกมา เอามาแล้ว เห็นมีคนใช้ดี เราก็หยิบมาใช้บ้าง ถูกไหมคะ

01:06:46.266 --> 01:06:48.944
เหมือนเวลามีคนทดลองใช้ เราก็มั่นใจนะคะ

01:06:48.944 --> 01:06:53.595
เหมือนเราจะซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง อย่าง Shopee Lazada

01:06:53.595 --> 01:06:57.421
เราก็ต้องไปดูรีวิวสินค้าถูกไหมคะ ว่ามีการคอมเมนต์ไหม

01:06:57.421 --> 01:07:04.254
ว่าสินค้าตัวนี้เขาดีจริงไหม มีคนใช้แล้ว ใช้ไปกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ไม่เสีย อะไรอย่างนี้

01:07:04.254 --> 01:07:09.043
ใช้แล้วมันเกิดสนิมหรือว่ามีการส่งเคลมอะไรได้ อันนี้ก็เป็นลักษณะเดียวกัน

01:07:09.444 --> 01:07:13.564
ไปดูก่อน ไปดูเพื่อนก่อน เพื่อนใช้ดี เราก็ใช้ตาม พูดง่าย ๆ

01:07:13.564 --> 01:07:21.032
ถัดมา COBIT กับ COSO COBIT กับ COSO อย่างที่อาจารย์บอกไปก็จะเป็นกรอบแนวความคิด

01:07:21.344 --> 01:07:29.614
ทำอย่างไรให้บริหาร ทำอย่างไรให้บริหารจัดการเกี่ยวกับบริษัท องค์กร หน่วยงานของเรา

01:07:30.638 --> 01:07:32.586
มีผลลัพธ์

01:07:33.788 --> 01:07:38.081
เกี่ยวกับธุรกิจ ผลลัพธ์เกี่ยวกับทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

01:07:38.081 --> 01:07:40.759
คล้อยตามไปทางทิศทางเดียวกัน แล้วก็เกิดประโยชน์สูงสุด

01:07:40.759 --> 01:07:44.451
เกี่ยวกับหน่วยงานองค์กรของเรา ถัดมา

01:07:47.433 --> 01:07:53.066
มาตรฐานสำคัญที่จำเป็น เกี่ยวกับการให้บริการทาง IT

01:07:53.066 --> 01:07:56.493
การให้บริการของเราก็จะมี ITIL เมื่อกี้ ๆ

01:07:56.938 --> 01:08:01.552
ที่มี 4P ใช่ไหมคะ

01:08:01.953 --> 01:08:05.838
People Process ต่าง ๆ

01:08:06.506 --> 01:08:11.232
เข้ามา ISO แล้วก็ CMMI

01:08:11.900 --> 01:08:16.224
การให้บริการต่าง ๆ ถัดมา การพัฒนาซอฟต์แวร์

01:08:17.248 --> 01:08:22.576
เราจะเห็นตัว ISO นี่ มันจะอยู่หลายที่มาก ให้บริการทางด้าน IT ก็อยู่

01:08:23.288 --> 01:08:29.395
พัฒนาซอฟต์แวร์ก็อยู่ มันจะเป็นมาตรฐานที่จะมีตัวเลขระบุอีกว่า

01:08:30.000 --> 01:08:33.070
ตัว ISO นี่ เป็นมาตรฐานทางด้านไหน

01:08:33.070 --> 01:08:37.667
ก็ต้องมาดูอีก มันยิบย่อยลงไปอีก มีรายละเอียดแบ่งแยกลงไปนะคะ

01:08:37.667 --> 01:08:45.971
บริหารซอฟต์แวร์ แล้วก็ CMMI ก็เหมือนกัน พัฒนาซอฟต์แวร์ก็จะมีให้บริการก็มีเหมือนกัน

01:08:45.971 --> 01:08:49.160
แล้วก็มาตรฐานรักษาความมั่นคงปลอดภัย

01:08:50.674 --> 01:08:56.495
ของ ISO 27000 หรือ BS7799 นะคะ

01:08:56.807 --> 01:09:03.832
มันก็จะเป็นชื่อย่อยลงไปอีกนะคะ เหมือนแต่ละมาตรฐานที่อาจารย์พูดมา

01:09:06.191 --> 01:09:11.934
ISO IEEE ITIL CMMI CO COSO COBIT

01:09:12.869 --> 01:09:16.544
พวกนี้นะคะ มันก็จะมีเลขมากำกับข้างหลังอีก

01:09:16.989 --> 01:09:19.861
ว่าเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับด้านไหน

01:09:20.128 --> 01:09:24.455
แล้วตัวเลขก็จะบ่งบอกถึงความหมายอีกว่า คืออะไรนั่นเองนะคะ

01:09:25.301 --> 01:09:26.508
โอเค

01:09:27.354 --> 01:09:37.090
วันนี้เราก็จะรู้ถึงมาตรฐาน มันเกิดจากอะไร มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

01:09:38.203 --> 01:09:44.030
และมีมาตรฐานตัวไหน เป็นการให้บริการไหน หรือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ หรือเป็นกรอบแนวความคิด

01:09:44.030 --> 01:09:51.507
เราจะยกไปใช้ หรือนำไปประยุกต์กับหน่วยงาน กับองค์กรเราได้อย่างไร ก็ต้องมาดูตรงนี้อีกนะคะ

01:09:52.317 --> 01:09:54.419
ต่อไปก็จะลงลึกแต่ละตัว

01:09:55.398 --> 01:09:57.842
แต่ละมาตรฐาน แล้วก็จะมีตัวเลขย่อยข้างหลังอีก

01:09:58.955 --> 01:10:03.793
ว่าแต่ละอันคืออะไร มันก็จะลงละเอียดเข้าไปอีก

01:10:06.152 --> 01:10:10.545
สัปดาห์นี้นะคะ เป็นอย่างไร อาจารย์พูดง่วงนอนไหมคะ

01:10:10.545 --> 01:10:14.495
(นักศึกษาชาย) ไม่ครับ (อาจารย์ธิดารัตน์) ดูอย่างอื่นอยู่ ดูอย่างอื่น

01:10:15.385 --> 01:10:18.072
โอเค ไม่ง่วงนะ

01:10:19.585 --> 01:10:23.608
วันนี้เดี๋ยวจะมีงานให้ทำในห้อง

01:10:23.608 --> 01:10:27.514
เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับไปทำเป็นการบ้าน

01:10:28.137 --> 01:10:34.974
จะได้ทำเสร็จส่งเลย กลับบ้านไปส่วนมากลืม เวลาอาจารย์เช็กท้ายบทแล้วมันจะไม่ครบ

01:10:35.597 --> 01:10:37.721
มันจะได้มีส่วนช่วย

01:10:38.478 --> 01:10:41.216
ไม่ได้ถืออะไรมา อาจารย์ถือกระดาษมาให้อยู่

01:10:43.040 --> 01:10:49.691
มีถือมาให้ ถือมาให้ โอเค มันเป็นง่าย ๆ มาก เอาให้เขียน

01:10:50.314 --> 01:10:52.783
เขียนสิ่งที่เราสนใจ

01:10:54.875 --> 01:10:59.587
ง่าย ๆ ๆ ก็คือให้นักศึกษาเลือกมาตรฐานสากล ที่นักศึกษาสนใจ

01:11:00.833 --> 01:11:07.068
หรือมาตรฐานที่นักศึกษาเคยพบเจอ ขี่ผ่านโรงงานไป แม็กโคร โลตัสนี่

01:11:07.068 --> 01:11:13.932
เขามันจะมีติดนะ ไม่ว่าจะเป็นตัว Honda Mazda ถ้าใครเคยสังเกตจะมีตัวมาตรฐานด้านหน้า

01:11:14.689 --> 01:11:16.088
อาจจะไม่สังเกต

01:11:20.360 --> 01:11:23.127
มา ๆ ๆ มาทันพอดี

01:11:24.863 --> 01:11:28.264
อย่างน้อย 3 มาตรฐาน แล้วก็บอกรายละเอียดของมาตรฐานด้วยว่า

01:11:28.487 --> 01:11:32.310
มาตรฐานที่เราเคยเห็นหรือมาตรฐานที่เราสนใจน่ะ

01:11:32.711 --> 01:11:39.883
คืออะไร หรือเอาจริง ๆ เลย อาจจะไม่เคยเห็น หรือว่าไม่สนใจ

01:11:39.883 --> 01:11:44.387
ก็ไปหาข้อมูลใน Search Engine อินเทอร์เน็ต Google ของเรามา 3 อัน

01:11:44.699 --> 01:11:48.728
เขียนมาให้าจารย์ ส่งเป็นงานท้ายบทของวันนี้

01:11:49.129 --> 01:11:54.640
จะได้ไม่เกิดปัญหาการหลงลืมการบ้านนะคะ ของสัปดาห์นี้แล้วกันนะคะ

01:11:54.640 --> 01:12:00.387
เดี๋ยวจะแจกกระดาษให้นะคะ 3 มาตรฐานนะ นะคะ

01:12:00.654 --> 01:12:05.134
มาตรฐาน 3 อัน แล้วก็เขียนรายละเอียดด้วยนะคะ

01:14:12.677 --> 01:14:19.157
สำหรับคาบนี้ก็ขอบคุณพี่ล่ามนะคะ ก็เดี๋ยวขอให้น้อง ๆ เขาทำในห้อง

01:14:19.157 --> 01:14:22.001
แล้วก็ขอบคุณพี่ล่ามมากนะคะ สวัสดีค่ะ