WEBVTT
Kind: captions
Language: th

00:01:56.924 --> 00:02:00.824
(อาจารย์ธิดารัตน์) ปลายทางได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือเปล่านั่นเองนะคะ

00:02:02.048 --> 00:02:11.352
หัวข้อวันนี้ก็จะมีหลักการพื้นฐาน ความเป็นมาของตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นะคะ

00:02:11.352 --> 00:02:18.801
การทำงานนะคะ ของรูปแบบ CSMA/CD

00:02:20.254 --> 00:02:24.670
การเชื่อมต่อและชนิดของเครือข่าย Ethernet นั่นเอง

00:02:29.374 --> 00:02:38.047
เรามาดูนะคะ เกริ่นนำนิดหนึ่งนะคะ ว่าตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นี่

00:02:38.047 --> 00:02:48.604
ก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่มีต้นกำเนิดนะคะ มาจากตัวเครือข่ายเฉพาะ CSMA/CD นะคะ

00:02:49.484 --> 00:02:58.214
ตัวเครือข่ายนี้ก็มาจาก Aloha อันนี้ก็จะเป็นคำที่เราน่าจะเคยได้ยินกันอยู่แล้วนะ Aloha

00:02:58.673 --> 00:02:59.917
เคยได้ยินกันไหม

00:03:01.408 --> 00:03:02.201
นะ

00:03:02.698 --> 00:03:09.357
ก็จะเป็นบริษัทของ Xerox นะคะ ที่ได้พัฒนาตัวเครือข่ายตัวนี้ขึ้นมานะคะ

00:03:09.357 --> 00:03:15.056
โดยการเชื่อมต่อตัวคอมพิวเตอร์นะคะ ภายในองค์กรของเรา

00:03:15.056 --> 00:03:20.082
ตัว Xerox นั่นเองนะคะ ว่าเขามีตัวเครื่องคอมพิวเตอร์นะคะ จำนวน 100 เครื่องนะคะ

00:03:20.082 --> 00:03:25.183
ในตัวองค์กร จะทำอย่างไรให้ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้ สามารถที่จะ

00:03:25.375 --> 00:03:28.763
ส่งข้อมูลระหว่างตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ได้นั่นเอง

00:03:30.637 --> 00:03:36.716
โดยระยะความยาวของเครื่องนะคะ อยู่ที่

00:03:36.716 --> 00:03:43.514
ก็คือความห่างนั่นเองนะคะ อยู่ที่ 1 กิโลเมตรนะคะ แล้วก็สามารถที่ส่งความเร็วของข้อมูล

00:03:43.514 --> 00:03:50.856
ได้ที่  2.94 Mbps พูดง่ายๆ ก็คือเป็นต้นแบบที่เริ่มทำการสื่อสารข้อมูล

00:03:50.856 --> 00:03:54.883
ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มแรกนั่นเองนะคะ โดยบริษัท Xerox ว่า

00:03:54.883 --> 00:04:00.482
เขาส่งข้อมูลอย่างไรนะคะ มีเครื่องคอมพิวเตอร์เท่าไร ที่ใช้ในการสื่อสารนั่นเอง

00:04:00.482 --> 00:04:03.468
โดยระบบตัวนี้ก็จะเรียกว่าอีเทอร์เน็ต (Ethernet) นั่นเอง

00:04:03.850 --> 00:04:07.439
ที่เราใช้เป็นคำที่เรียกอยู่ ณ ปัจจุบัน

00:04:09.810 --> 00:04:17.263
ตัวระบบ Ethernet นะคะ บริษัท Xerox นะคะ แล้วก็ DEC นะคะ

00:04:17.531 --> 00:04:21.209
ได้พัฒนานะคะ ร่วมมือตัวมาตรฐาน

00:04:22.012 --> 00:04:27.851
จนจากเมื่อกี้ความเร็วของเราที่เริ่มมาจาก 2.94 Mbps

00:04:27.851 --> 00:04:35.746
พูดง่าย ๆ ก็คือมีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้มีความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ

00:04:35.746 --> 00:04:38.952
ที่ 10 Mbps นะคะ

00:04:39.296 --> 00:04:45.317
จนได้รับเป็นตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นั่นเอง

00:04:47.038 --> 00:04:54.749
ข้อแตกต่างนะคะ สำหรับ IEEE 802.3 และการสื่อสารของเราก็จะเป็นแบบ

00:04:55.017 --> 00:04:59.573
CSMA/CD นั่นเอง คืออย่างไร

00:04:59.573 --> 00:05:05.782
ตัวการสื่อสารนะคะ CSMA/CD นี่ก็จะเป็นการสื่อสารนะคะ

00:05:05.782 --> 00:05:12.080
ที่กำหนดความเร็วคงที่ไว้ที่ 10 Mbps แล้ว

00:05:13.151 --> 00:05:20.002
ส่งในสายส่งที่เป็นโคแอ็กเชียล และความต้านทานก็คือ 50 โอห์ม

00:05:20.002 --> 00:05:26.519
ก็คือกำหนดขนาดของสาย พูดง่าย ๆ เลยว่าเป็นสายชนิดนี้รูปแบบนี้

00:05:26.519 --> 00:05:32.862
และส่งความเร็วได้ที่เท่าไร ก็คือจำกัดไว้เลยว่าตามตัวนี้น่ะ ถึงจะเป็นตัวมาตรฐาน

00:05:32.862 --> 00:05:36.252
IEEE 802.3 นั่นเอง

00:05:37.323 --> 00:05:42.130
และ ณ ปัจจุบันนี่ ก็ได้มีการปรับ พูดง่ายๆ ปรับให้มันพัฒนาให้มันดีขึ้น

00:05:42.130 --> 00:05:46.675
ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว หรือขนาดสาย หรือประเภทของสาย

00:05:46.675 --> 00:05:49.847
ที่มันหลากหลายมากขึ้นในการรองรับเกี่ยวกับ

00:05:49.847 --> 00:05:53.424
การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ

00:05:55.910 --> 00:06:01.482
โดยมาตรฐานตัวนี้นะคะ 802.3 ของเรานะคะ

00:06:01.673 --> 00:06:09.113
ก็จะครอบคลุมถึง Local Area Network หรือว่าการสื่อสารที่อยู่ภายในตัวเครือข่าย

00:06:09.113 --> 00:06:13.351
โดยใช้หลักการเดียวกันก็คือ CSMA/CD ของเรานะคะ

00:06:14.154 --> 00:06:18.148
อัตราส่งข้อมูลของเราก็จะเริ่มตั้งแต่

00:06:18.530 --> 00:06:22.952
1-100 นะคะ Mbps นะคะ โดย

00:06:23.487 --> 00:06:31.258
ใช้ส่งในสายสื่อสารที่มีชนิดต่างๆ นะคะ ตามมาตรฐานตัวนี้

00:06:33.017 --> 00:06:42.127
การส่งข้อมูลนะคะ ก็จะมีการแตกต่างกันนิดหนึ่งนะคะ เวลาเราส่งข้อมูลนี่ มันก็จะมีหัวนะคะ

00:06:42.127 --> 00:06:45.515
หรือจุดเริ่มต้นในการส่งข้อมูลนะคะ

00:06:46.318 --> 00:06:51.039
บางส่วนก็จะแตกต่างกันนะคะ ตามประเภทนะคะ

00:06:52.072 --> 00:06:58.148
หรือตามความยาวนะคะ ของตัวข้อมูลที่ได้ทำการส่งข้อมูลนั่นเอง

00:07:01.972 --> 00:07:08.499
ตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 ก็จะพูดถึงวิธีส่งว่าส่งอย่างไร

00:07:08.920 --> 00:07:15.337
ส่วนตัว Ethernet นะคะ ก็จะหมายถึงผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่

00:07:16.102 --> 00:07:19.384
เป็น Local Area Network หรือว่าสาย LAN ของเราใน

00:07:19.384 --> 00:07:23.969
ตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นั่นเองนะคะ

00:07:24.237 --> 00:07:31.291
ตัวนี้หมายถึงวิธีการส่ง มาตรฐานนี้ว่าส่งแบบนี้นะ และส่วนตัว Ethernet ก็คือ

00:07:31.291 --> 00:07:37.023
เป็นสายชนิดหนึ่งในตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นั่นเองนะคะ

00:07:37.024 --> 00:07:41.663
ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในประเภทเดียวกันนั่นเอง

00:07:44.671 --> 00:07:50.812
ถัดมา มาตรฐาน IEEE 802.3  นี่

00:07:51.692 --> 00:07:55.798
ในการส่งข้อมูลใน Local Area Network นะคะ

00:07:56.257 --> 00:07:59.157
จะมีหลักการเหมือนการสนทนา

00:07:59.425 --> 00:08:07.050
เหมือนที่อาจารย์พูดอยู่ตอนนี้ สมมุติ ถ้าอาจารย์เป็นผู้ส่งข้อมูลนะคะ

00:08:07.050 --> 00:08:12.574
ให้กับนักเรียนทุกคนนะคะ ทุกคนนั่งตั้งใจฟัง ก็จะได้รับข้อมูล

00:08:12.574 --> 00:08:15.853
หรือว่าสารที่อาจารย์สื่อไปครบทุกคน

00:08:15.853 --> 00:08:22.146
กระนั้นนะคะ ถ้ามีคนอื่นหรือว่าคนที่พูดมาพร้อมกับอาจารย์

00:08:22.528 --> 00:08:27.044
มันจะทำให้การสื่อสารหรือว่าการส่งข้อมูลของอาจารย์น่ะ

00:08:27.771 --> 00:08:31.449
จะไม่ได้ยินใช่ไหม อาจจะมีเพื่อนพูดขึ้นมานะคะ

00:08:31.449 --> 00:08:37.807
มันก็จะทำให้สิ่งที่อาจารย์พูด นักเรียนคนอื่นก็จะไม่สามารถได้ยินได้

00:08:37.807 --> 00:08:42.860
ก็จะเรียกว่าการชนกันของข้อมูลหรือว่าชนกันของเสียงนะคะ

00:08:42.860 --> 00:08:50.221
จนทำให้ทั้ง 2 คนนี่ ต้องหยุดการพูด แล้วก็ค่อยสลับกันพูดเพื่อให้ทุก ๆ คนนี่

00:08:50.221 --> 00:08:56.872
สามารถรับฟังสิ่งที่แต่ละผู้ส่งนะคะ หรือผู้พูดแต่ละคนจะพูดนั่นเอง

00:08:56.872 --> 00:08:58.852
เพื่อจะได้รับข้อมูลได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

00:09:00.000 --> 00:09:07.394
ลักษณะเหมือนกันเลยนะคะ การสนทนากับตัว LAN ของเราในการส่งข้อมูล

00:09:08.579 --> 00:09:19.168
วิธีการนะคะ ส่งข้อมูลของ LAN ใน IEEE 802.3 นะคะ ที่ทำงานแบบ CSMA/CD นะคะ

00:09:20.000 --> 00:09:26.274
ก็จะมีหลักการเดียวกันเหมือนการพูดสนทนาที่อาจารย์ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้นั่นเองนะคะ

00:09:26.274 --> 00:09:31.249
ก็คือเวลานะคะ ที่เราจะส่งสัญญาณนะคะ

00:09:31.249 --> 00:09:33.635
ข้อมูลนะคะ ไปยังปลายทาง

00:09:35.585 --> 00:09:42.163
ก็จะดูว่า ช่องทางในการส่งนี่ ว่างหรือเปล่านะคะ

00:09:42.163 --> 00:09:45.944
ก็คือไม่มีการส่งข้อมูลหรือว่าไม่มีใครพูดในที่ประชุม

00:09:45.944 --> 00:09:52.538
เงียบอยู่ เราก็จะสามารถที่จะพูดหรือว่าส่งข้อมูลไปยังปลายทางได้

00:09:54.029 --> 00:09:59.973
แต่ถ้ากรณีที่มีการส่งข้อมูล 2 เครื่อง

00:10:00.317 --> 00:10:04.740
พร้อมกันในสายส่งสัญญาณเดียวกัน

00:10:05.237 --> 00:10:09.494
ตัวนี้ จะทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลนะคะ

00:10:10.374 --> 00:10:18.151
ดังนั้นก็จะเริ่ม การชนกันของข้อมูลก็จะทำการส่งข้อมูลใหม่อีกรอบหนึ่ง

00:10:18.151 --> 00:10:25.744
เพราะว่าข้อมูลที่ส่งไปแล้ว ปลายทางก็ไม่ได้รับ ทั้งผู้ส่งทั้ง 2 คนก็จะเริ่มการส่งขึ้นมาใหม่

00:10:25.744 --> 00:10:33.860
โดยทำการสุ่มช่วงเวลาขึ้นมา ทำอย่างไรให้ผู้ส่งทั้ง 2 คนนี่ สามารถส่งข้อมูลได้

00:10:34.357 --> 00:10:43.655
โดยปลายทาง รับข้อมูลนะคะ ก็คือต้องมีการจับตัวเวลาขึ้นมา สุ่มเวลาว่า

00:10:43.884 --> 00:10:52.583
นาย A คนที่ 1 ส่งช่วงเวลานี้ นาย B คนที่ 2 ส่งช่วงเวลานี้เพื่อให้ข้อมูลที่ส่งไป

00:10:53.004 --> 00:10:57.712
ไล่ลำดับกัน แล้วก็ถึงปลายทางในที่สุดนั่นเอง

00:11:03.410 --> 00:11:09.844
หากกรณีเมื่อเราสุ่มขึ้นมาแล้วเกิดการชนกันของสัญญาณอีก 1 ครั้ง

00:11:10.303 --> 00:11:17.606
เราก็ไม่รู้หรอกว่าเวลาของเพื่อนที่จะส่งข้อมูลนี่ เขาจะส่ง ณ เวลาไหน

00:11:18.218 --> 00:11:23.657
แต่กรณีถ้าใจตรงกันขึ้นมานะคะ มันก็จะทำการส่งข้อมูล

00:11:24.957 --> 00:11:26.378
พร้อมกันนะคะ

00:11:27.525 --> 00:11:29.633
ดังนั้นนะคะ

00:11:31.354 --> 00:11:37.266
เมื่อส่งข้อมูลนะคะ คนแรกส่งข้อมูลไปที่ช่วงเวลา 0 นะคะ

00:11:37.457 --> 00:11:42.940
และคนที่ 2 ส่งข้อมูลไปช่วงที่เวลา 1 นะคะ

00:11:43.208 --> 00:11:47.436
หากทั้ง 2... เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องนะคะ

00:11:48.507 --> 00:11:52.472
ส่งเวลานะคะ ตัวนี้นะคะ คนละช่วงเวลาแล้ว

00:11:53.619 --> 00:11:55.032
ก็จะไม่เกิดการชนกัน

00:11:56.791 --> 00:12:02.318
และถ้าเกิด ส่งในช่วงเวลาเดียวกัน แน่นอนก็เกิดการชนกันแน่นอน

00:12:04.536 --> 00:12:12.212
อันนี้ก็จะเป็นนะคะ ตัวแก้ปัญหาในกรณีที่เกิดการชนกันของข้อมูล

00:12:13.397 --> 00:12:16.985
โดยการสุ่มค่าขึ้นมาของเวลา

00:12:17.406 --> 00:12:25.304
ที่ 2 ยกกำลัง N ก็คือ 2  ในการสุ่ม ถ้าชนครั้งที่ 1 ก็ 2 ยกกำลัง 1

00:12:25.304 --> 00:12:31.432
2 ยกกำลัง 1 มีค่าเท่ากับ 2 ใช่ไหม ก็ต้องมี 2 ค่านะคะ ในการสุ่ม

00:12:31.814 --> 00:12:37.027
ตัวเวลาขึ้นมาเพื่อทำการสับหว่างการส่งข้อมูลนั่นเอง

00:12:42.075 --> 00:12:46.954
โดยช่วงเวลานะคะ ที่เราใช้

00:12:48.484 --> 00:12:52.626
จะอยู่ที่ 51.2 ไมโครวินาทีนะคะ

00:12:55.609 --> 00:12:59.576
อัตราการส่งอยู่ที่ 10 Mbps นะคะ

00:12:59.576 --> 00:13:05.048
และก็สายในการสื่อสารหรือว่าสายส่งทั้งหมดน่ะจะมีความยาวจำกัด

00:13:05.048 --> 00:13:07.728
ที่ 2,500 เมตรนั่นเองนะคะ

00:13:10.176 --> 00:13:14.880
กรณีที่สุ่มไปแล้วอย่างที่บอกมันต้องมีโอกาสความน่าจะเป็น

00:13:14.880 --> 00:13:21.185
ที่จะส่งข้อมูลพร้อมกันแล้วเกิดการชนกันของข้อมูลเกิดขึ้น

00:13:21.185 --> 00:13:25.784
สมมุติเกิดการชนกันครั้งที่ 2

00:13:27.122 --> 00:13:32.772
เราก็จะแก้ปัญหาเหมือนเดิม ก็คือจะทำการสุ่มข้อมูลขึ้นมาอีก ครั้งแรกชนกัน

00:13:32.772 --> 00:13:34.773
ครั้งที่ 2 ก็ยังชนกันอีก

00:13:35.576 --> 00:13:39.665
ก็สุ่มข้อมูลออกมาเป็น 2 ยกกำลัง 2

00:13:40.430 --> 00:13:42.408
ก็จะได้ 4 ค่า

00:13:43.479 --> 00:13:50.985
แต่ละเครื่องก็จะได้ค่าตัว Random Time ขึ้นมา หรือว่าการสุ่มเวลาขึ้นมานั่นเอง

00:13:53.241 --> 00:14:00.195
หากกรณีส่งไปอีกครั้งที่ 3 ยังเกิดการชนกันของข้อมูลอีกนะคะ

00:14:00.195 --> 00:14:06.392
ตัวระบบหรือว่าผู้ส่งก็จะทำการสุ่มค่าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

00:14:07.004 --> 00:14:13.943
จะตามจำนวนครั้งที่ชนกันของข้อมูลนะคะ ก็จะเป็น 2 ยกกำลัง 3

00:14:15.970 --> 00:14:20.900
ตัวค่าก็จะเพิ่มเวลานะคะ มากขึ้นนั่นเอง

00:14:21.742 --> 00:14:28.916
โดยสูตรในการคำนวณ Random Time ก็คือชนกี่ครั้งนะคะ จะได้สูตรมาเป็นที่

00:14:28.916 --> 00:14:33.503
2 ยกกำลัง i -1 ก็คือจำนวนครั้ง

00:14:34.000 --> 00:14:38.150
2 ยกกำลังครั้งในการชนแล้วก็ -1 นะคะ

00:14:39.259 --> 00:14:47.767
วิธีการนี้นะคะ สถานีก็จะทำการส่งข้อมูลของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

00:14:48.876 --> 00:14:55.680
เพื่อแก้ปัญหาการชนกันของข้อมูล โดยเรียกว่า Binary Exponential Back Off

00:14:57.287 --> 00:15:02.861
ชนก็สุ่มเวลา ชนแล้วก็สุ่มใหม่ แล้วก็ส่งค่าใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่า

00:15:03.205 --> 00:15:09.277
ข้อมูลจะส่งไปยังปลายทางเรียบร้อยนั่นเองนะคะ อันนี้จะเป็นกระบวนการที่เราส่งข้อมูล

00:15:10.233 --> 00:15:20.297
เบื้องต้นนะคะ ในตัวมาตรฐานนะคะ ที่เกิดขึ้นมา ของตัว 802.3

00:15:25.689 --> 00:15:27.626
มาดูนะคะ

00:15:30.188 --> 00:15:34.415
การแบ่งนะคะ ตัวมาตรฐาน 802.3

00:15:34.797 --> 00:15:38.465
อย่างสัปดาห์ที่แล้วนะคะ เราก็แบ่งเป็นตัวมาตรฐาน

00:15:38.694 --> 00:15:40.951
baseband กับ broadband นะคะ

00:15:41.448 --> 00:15:45.529
เราจะมาพิจารณานะคะ ตามตัวสัญลักษณ์

00:15:46.179 --> 00:15:49.387
ที่เขียนตัวมาตรฐานไว้นั่นเองนะคะ

00:15:49.846 --> 00:15:54.631
โดย baseband นะคะ จะเป็นสัญญาณดิจิทัลนะคะ

00:15:54.631 --> 00:16:01.578
ในการส่งข้อมูลโดยมาตรฐานก็จะเป็นตัวอักษร

00:16:02.878 --> 00:16:05.199
โดยกำหนดตัวเลขนะคะด้านหน้า

00:16:06.270 --> 00:16:15.179
และตัวเลขด้านหลังเพื่อบอกระยะทางในการส่ง หรือสายส่งประเภทนั้น ๆ นะคะ

00:16:16.976 --> 00:16:20.354
broadband ก็จะเป็นการส่งสัญญาณแบบแอนะล็อก

00:16:22.648 --> 00:16:29.621
ตัวแอนะล็อกก็จะแทนด้วย คำว่า Broad ด้านหน้าก็จะมีตัวเลขนะคะ

00:16:29.621 --> 00:16:32.394
และด้านหลังเช่นเดียวกันก็จะมีตัวเลข

00:16:33.121 --> 00:16:37.507
บอกประเภทหรือว่าชนิดของตัวสายส่งต่าง ๆ นั่นเองนะคะ

00:16:37.507 --> 00:16:44.373
ยกตัวอย่างนะคะ ตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ของ 10Base5 นะคะ ก็คือ

00:16:44.679 --> 00:16:51.426
10 หมายถึงการส่งข้อมูลได้ที่ 10 Mbps นะคะ ความเร็วในการส่งนั่นเองนะคะ

00:16:51.426 --> 00:16:55.436
ว่าส่งได้ที่เท่าไร baseband ก็จะเป็นประเภทของสาย

00:16:55.436 --> 00:17:00.843
ว่าสายตัวนี้ส่งเป็นสัญญาณ Analog หรือว่าเป็นสัญญาณ Digital นะคะ

00:17:00.843 --> 00:17:08.357
5 แทนด้วยระยะทางในการส่งของตัวประเภทนั้นว่าส่งได้ที่ระยะเท่าไร

00:17:08.357 --> 00:17:10.441
ก็จะเป็นที่ 500 เมตรนะคะ

00:17:13.271 --> 00:17:17.070
ความเร็ว ประเภท แล้วก็ระยะทาง

00:17:20.206 --> 00:17:27.310
ตัวมาตรฐานนะคะ ที่เราบอก แยกออกเป็น 2 แบบ มี Baseband Broadband นะคะ

00:17:27.807 --> 00:17:37.362
ก็จะมี 10Base5 แล้วก็ 10Base2 10Base-T ก็เป็น Twisted-Pair

00:17:39.083 --> 00:17:44.519
1Base5 นะคะ แล้วก็ 100Base-T นะคะ

00:17:44.519 --> 00:17:49.519
ก็จะเป็นประเภทของสายด้วยว่าเป็นอย่างไรนะคะ

00:17:52.081 --> 00:17:59.463
ฝั่งถัดมาอีกฝั่งหนึ่งก็จะเป็น Broadband ที่มีการส่งสัญญาณแบบ Analog นะคะ

00:17:59.731 --> 00:18:07.217
ก็จะเป็น 10Base36 นั่นเอง ว่าสามารถ ส่งในสายสัญญาณแบบไหน

00:18:07.867 --> 00:18:14.547
อัตราเร็วในการส่งข้อมูลเท่าไร ที่ระยะทาง เท่าไรนั่นเองนะคะ

00:18:18.180 --> 00:18:24.347
คราวนี้เราจะมาดูองค์ประกอบของตัว Ethernet ตัวเฟรมที่เราส่งข้อมูล

00:18:24.347 --> 00:18:30.090
เวลาเราจะส่งข้อมูลนี่ เราส่งไปเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่เราต้องการส่งไหมนะคะ

00:18:30.511 --> 00:18:35.854
ถ้าส่งไปเฉพาะข้อมูลข่าวสารแน่นอนปลายทางก็ไม่สามารถที่จะรับได้ว่า

00:18:36.083 --> 00:18:39.489
ข้อมูลที่ส่งไปนี่ ไปยังที่ไหน

00:18:39.489 --> 00:18:44.772
เหมือนเวลาเราส่งจดหมายน่ะค่ะ จดหมายก็ต้องมีจ่าหน้าซองนะคะ

00:18:44.772 --> 00:18:50.351
ผู้ส่งเป็นใคร ผู้รับเป็นใคร เช่นเดียวกันกับการส่งข้อมูลในรูปแบบ Ethernet เหมือนกันนะคะ

00:18:50.351 --> 00:18:58.204
ก็จะต้องมีข้อมูลต้นทางว่าส่งมาจากไหน ข้อมูลปลายทางว่าผู้รับเป็นใครนะคะ

00:18:58.204 --> 00:19:01.648
โดยเราจะมาดูส่วนประกอบ เริ่มแรกของเรานะคะ

00:19:02.107 --> 00:19:03.360
Preamble นะคะ

00:19:05.961 --> 00:19:12.578
ตัวนี้นะคะ จะมีความยาว 7 ไบต์ เรียนคณิตศาสตร์มาแล้วนะ พวกบิตไบต์

00:19:13.190 --> 00:19:17.947
ไบนารี่นะคะ ก็จะเอาไว้ให้ผู้รับ

00:19:18.942 --> 00:19:22.993
เทียบสัญญาณของนาฬิกา ก็คือเวลาเราส่ง

00:19:22.993 --> 00:19:26.692
เวลาผู้รับรับข้อมูลนะคะ จากผู้ส่งนะคะ

00:19:27.113 --> 00:19:32.554
ตัวเวลาก็คือ ในการรับและส่งข้อมูลก็ต้องให้มันตรงกันนะคะ

00:19:34.122 --> 00:19:42.737
ถัดมา SOF ก็คือ Start of Frame ก็คือจะเริ่มหลังจากเฟรมตัวนี้ไปแล้วนะคะ

00:19:42.737 --> 00:19:44.712
จะเป็นข้อมูลนั่นเอง

00:19:46.242 --> 00:19:47.496
Start ตรงไหน

00:19:49.676 --> 00:19:53.786
แล้วถัดมาเฟรมถัดมาอันที่ 3 นะคะ

00:19:54.780 --> 00:20:02.330
Destination ส่งไปยังปลายทาง คือใคร ผู้รับเป็นใคร

00:20:03.898 --> 00:20:09.224
มาจากผู้รับคนไหน Src. Address นะคะ

00:20:10.448 --> 00:20:15.534
แล้วก็ความยาว Data Link ก็คือข้อมูลที่เราส่งนั่นแหละ

00:20:15.763 --> 00:20:22.634
ว่ามันมีความยาวเท่าไร ส่งไปเยอะไหม ส่งไปน้อยไหม เราต้องมีข้อจำกัดนะคะ

00:20:22.634 --> 00:20:26.209
ของตัวความยาวในการส่งข้อมูลหรือเปล่านั่นเอง

00:20:31.869 --> 00:20:36.379
เมื่อกี้ Source กับตัว Destination ก็จะมี 6 ไบต์นะ

00:20:36.685 --> 00:20:42.265
Length นะคะ ความยาวนะคะ ก็จะมีที่ 0 นะคะ ถึง 2 ไบต์

00:20:43.909 --> 00:20:50.005
แต่ถ้าความยาวของตัวข้อมูลของเรานี่ เราส่งไปน้อยนะคะ

00:20:50.005 --> 00:20:55.396
มันก็จะต้องมีการเพิ่มตัวข้อมูลเข้าไปนะคะ ตัวนี้

00:20:57.576 --> 00:21:02.214
จะใช้ส่วนของตัวเพิ่มเข้าไป หรือเรียกว่า Pad นั่นเองนะคะ เพื่อ

00:21:02.214 --> 00:21:09.091
ให้ความยาวของข้อมูลเป็นความยาวขั้นต่ำที่ใช้ในการส่งข้อมูลเริ่มต้นได้นั่นเองนะคะ

00:21:11.003 --> 00:21:15.041
Pad ที่อาจารย์บอกมันเพิ่มเข้าไปในตัว DL หรือว่า

00:21:15.309 --> 00:21:23.404
ตัวข้อมูลของเรานะคะ ก็จะเป็นข้อมูลหลอกตรงนี้ มันก็จะ ผู้รับรับข้อมูลไปก็จะไม่มีอะไร

00:21:23.404 --> 00:21:28.141
ก็จะบอกว่ามันเป็นความกว้างของตัวข้อมูลเท่านั้นเองนะคะ

00:21:29.671 --> 00:21:32.267
ถัดมา Checksum

00:21:34.791 --> 00:21:42.955
เอาไว้ทำอะไร เวลาเราส่งไปแล้วผู้รับรับตัวข้อมูลเข้ามาก็จะเช็กว่า ข้อมูลที่รับนี่

00:21:42.955 --> 00:21:46.541
มาครบถ้วนไหม ส่งไปกี่ไบต์

00:21:47.382 --> 00:21:54.620
ส่ง 1-10 ไป ปลายทางรับได้แค่ 6-10 หรือเปล่า จำนวนไบต์เท่าไร

00:21:55.461 --> 00:22:01.422
ข้อความเกิด Lost หรือว่าหล่นหายระหว่างทางหรือไม่นะคะ

00:22:01.422 --> 00:22:05.752
ส่วนที่ช่วยตรวจสอบนะคะ ความผิดพลาดนะคะตรงนี้

00:22:06.517 --> 00:22:10.165
จะเรียกว่า CRC นะคะ

00:22:10.777 --> 00:22:17.316
Cyclic redundancy นะคะ ก็คือไว้เช็กนั่นเอง

00:22:18.234 --> 00:22:25.064
ถ้ามันไม่ครบถ้วน ต้นทางก็จะได้ทำการส่งตัวข้อมูลมาใหม่

00:22:25.408 --> 00:22:32.866
เพื่อให้ปลายทางนี่ รับข้อมูลได้อย่างครบนั่นเองนะคะ ไม่ใช่ว่าส่งมาแล้วแบบ

00:22:33.210 --> 00:22:37.894
ไม่ครบถ้วนการสื่อสารของเราระหว่างต้นทางกับปลายทางมันก็จะ

00:22:38.582 --> 00:22:42.381
เป็นการตีความที่ไม่ตรงกันนั่นเองนะคะ

00:22:47.276 --> 00:22:50.844
ถัดมาเดี๋ยวขอสรุปเป็นตารางอีก 1 รอบนะคะ

00:22:50.844 --> 00:22:56.740
เกี่ยวกับประเภทของตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 ว่า

00:22:56.740 --> 00:23:01.927
มีสายประเภทไหน ส่งได้ที่ความเร็วเท่าไร ขนาดของสายแล้วก็

00:23:02.195 --> 00:23:05.595
จำนวนโหนดนะคะ และข้อดีของเขานั่นเอง

00:23:06.436 --> 00:23:10.604
โดยเริ่มแรกอยู่ที่ 10Base5 ก็จะเป็น Thick

00:23:11.216 --> 00:23:15.342
ก็จะเป็นโคแอ็กเชียลที่เป็นความหนา

00:23:16.413 --> 00:23:22.164
พูดง่าย ๆ เป็นตัวเริ่ม ๆ เลย เริ่มแรกนะคะ ในการใช้ในการส่งข้อมูล

00:23:22.164 --> 00:23:26.683
หรือว่าเป็นสายเริ่มแรกที่ใช้ในการเชื่อมต่อตัวระบบคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ

00:23:26.683 --> 00:23:29.703
จะมีความยาวอยู่ที่ 500 เมตรนะคะ

00:23:30.238 --> 00:23:35.299
จำนวนโหนดก็คือสามารถที่จะเพิ่มตัวอุปกรณ์นะคะ เข้ามา

00:23:38.091 --> 00:23:40.446
ตัวนี้ ตัวนี้ใช้เป็นตัว Backbone

00:23:42.702 --> 00:23:44.145
ถัดมา

00:23:45.522 --> 00:23:51.271
10Base2 ก็จะเป็นตัวผอมสายที่เล็กลง ขนาดผอมลงนะคะ

00:23:51.615 --> 00:23:57.706
ความยาวก็จะเหลือที่ 200 นะคะ แล้วก็จำนวนโหนดต่อ Segment ก็จะอยู่ที่ 30

00:24:00.918 --> 00:24:03.009
เป็นระบบที่ราคาถูก

00:24:04.768 --> 00:24:07.937
สายมัน ความบางลดลงนะคะ

00:24:08.549 --> 00:24:14.802
ขนาดของสายก็ส่งผลให้กับตัวราคาด้วยนะคะ มันก็จะค่อนข้างถูก

00:24:14.993 --> 00:24:19.397
ถัดมา 10Base-T ตาม T ก็เป็น Twisted-Pair ก็เป็นสายตีเกลียว

00:24:19.397 --> 00:24:24.515
ที่เราใช้ ณ ปัจจุบันนั่นเองนะคะ ความยาวของ Segment ก็อยู่ที่ 100 นะคะ

00:24:24.936 --> 00:24:31.279
จำนวนโหนดนะคะ อยู่ที่ 1,024 โหนดต่อ Segment นั่นเอง

00:24:31.891 --> 00:24:39.191
อันนี้ก็จะดูแลรักษาง่ายนะคะ ในการเชื่อมต่อตัวอุปกรณ์นั่นเอง

00:24:40.000 --> 00:24:47.205
แล้วก็ตัวสุดท้ายของเรานะคะ ก็จะเป็น 10BaseF F ก็จะแทนด้วย Fiber Optic ก็คือตัวสาย

00:24:47.205 --> 00:24:52.912
ตัวใยแก้วของเรานะคะ ก็สามารถที่จะมีความยาวของ Segment

00:24:52.912 --> 00:24:56.047
สูงที่สุดนะคะ อยู่ที่ 2,000 เมตร

00:24:58.150 --> 00:25:03.601
ตัวจำนวนโหนดนี่จะมีความเท่ากันนะคะ ของตัว T แล้วก็ตัว F อยู่ที่

00:25:03.601 --> 00:25:07.362
Twisted-Pair กับตัว Fiber Optic อยู่ที่ 1,024

00:25:08.127 --> 00:25:14.363
อันนี้ก็จะค่อนข้างส่งข้อมูลได้ไกล ก็คือสามารถเชื่อมต่อระหว่างตึกได้นั่นเองนะคะ

00:25:18.570 --> 00:25:21.767
เดี๋ยวเรามาดูรูปภาพกันนิดหนึ่ง

00:25:23.641 --> 00:25:30.000
ดูก็จะเป็นลักษณะ เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเบื้องต้นเลยนะคะ

00:25:30.000 --> 00:25:37.131
เวลาเราต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ เข้ากับสายส่งสัญญาณของเราว่ามันมีการเชื่อมต่ออย่างไร

00:25:38.469 --> 00:25:44.611
ระยะทางในการติดตั้งเครือข่าย ก็จะขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างเครื่อง

00:25:44.611 --> 00:25:50.233
ความยาว Segment ความยาวสูงสุดแล้วก็จำนวนเครื่อง

00:25:51.992 --> 00:25:56.913
เพราะบางประเภทของสายส่งนี่ เขาก็รองรับนะคะ

00:25:57.104 --> 00:26:03.231
ของจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ไม่เท่ากันนั่นเองนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสายโคแอ็กเชียล

00:26:03.422 --> 00:26:09.309
Twisted-Pair หรือว่า Fiber Optic เราก็ต้องมาดูอีกว่าเราใช้สายประเภทไหนนะคะ

00:26:12.100 --> 00:26:16.400
อันนี้ก็จะเป็นระยะห่างของแต่ละ Segment ก็อยู่ที่ 500 นะคะ

00:26:16.782 --> 00:26:21.737
ระยะห่างของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์นะคะ อยู่ที่ 2.5 เมตร

00:26:23.993 --> 00:26:25.699
สูงสุดนั่นเอง

00:26:27.840 --> 00:26:33.197
เริ่มแรกมาดูที่ 10Base5 นะคะ

00:26:33.848 --> 00:26:35.252
Thick Ethernet

00:26:38.235 --> 00:26:42.374
ตัวนี้ก็จะมี เริ่มแรกก็ต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ถูกไหมคะ

00:26:43.062 --> 00:26:46.271
ตัว Transceiver ก็คือตัวรับ

00:26:47.762 --> 00:26:54.610
ที่จะเชื่อมต่อระหว่างตัวสายส่งกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ

00:26:57.860 --> 00:27:02.904
ตัวสายส่งกับตัวรับนะคะ จะเรียกว่าตัว Transceiver หรือว่า Media นะคะ

00:27:02.904 --> 00:27:05.254
Attachment Unit MAU

00:27:06.095 --> 00:27:14.261
แล้วก็เชื่อมต่อกับตัวนี้ ตัวนี้ก็เป็นตัว พวกการ์ดแลนต่าง ๆ ที่เข้ามา

00:27:15.064 --> 00:27:20.075
อยู่ในตัวเคสคอมพิวเตอร์ของเรานั่นแหละ เวลาเราจะเชื่อมต่อ เราก็ต้องมีสายแลนถูกไหมคะ

00:27:20.419 --> 00:27:24.913
แล้วก็มีการ์ดแลน แล้วก็เอาตัวสายนี่มาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์

00:27:25.180 --> 00:27:36.430
แต่เนื่องจากอุปกรณ์ของเรา เริ่มแรกนี่จะเป็นใช้อุปกรณ์ที่เป็นโคแอ็กเชียลนั่นเองนะคะ

00:27:37.998 --> 00:27:43.922
เขาก็จะบอกระยะ สามารถส่งข้อมูลที่ 10 Mbps นะคะ เป็น baseband แล้วก็

00:27:44.228 --> 00:27:47.026
ได้ระยะทาง 500 เมตรนั่นเอง

00:27:49.703 --> 00:27:57.537
ตามนี้เลยมันก็สามารถที่จะตีค่านะคะ แสดงผลลัพธ์ออกมาจากตัวสัญลักษณ์นะคะ

00:27:57.537 --> 00:28:01.991
ของตัวมาตรฐานเองนะคะว่า อุปกรณ์ใช้ได้แบบไหน สายแบบไหน

00:28:01.991 --> 00:28:04.032
ได้กี่เครื่อง ระยะทางที่เท่าไร

00:28:07.397 --> 00:28:09.545
มันก็จะรายละเอียดตามนี้

00:28:12.910 --> 00:28:16.269
RG-8 ก็จะแทนด้วย Thick

00:28:16.804 --> 00:28:25.119
ก็คือเป็นสายโคแอ็กเชียลที่มีความหนา ความยาวไม่เกิน 500

00:28:25.884 --> 00:28:29.825
แต่ละ Segment แต่ละเครื่องคอมฯ นั่นแหละนะคะ

00:28:30.590 --> 00:28:37.423
ความยาวรวม เรามีคอมฯ ทั้งหมดเท่าไร ความยาวรวมนะคะ ในตัวระบบก็อยู่ที่ 2,500

00:28:38.761 --> 00:28:45.084
RG-8 อย่าลืมนะว่าเป็น Thick นะคะ แล้วก็มีอุปกรณ์ต่อเชื่อมนะคะ เป็นตัว

00:28:45.084 --> 00:28:49.061
Transceiver กับตัวสายส่ง แล้วก็สายส่งก็เชื่อมไปยัง

00:28:50.000 --> 00:28:54.166
ตัว Mix Card หรือว่า Network Interface Card นั่นเอง

00:28:56.231 --> 00:29:02.052
อันนี้อยู่ที่สายโคแอ็กเชียลที่เป็นมีความหนา

00:29:03.046 --> 00:29:10.142
ถัดมาถ้าแบบผอมบ้างตัวนี้จำได้นะ Thin มันก็มีความบางของทองแดงลง

00:29:10.142 --> 00:29:13.443
ก็ราคาจะค่อนข้างถูกลงนั่นเองนะ

00:29:13.672 --> 00:29:20.855
ลักษณะคล้ายกัน แต่เมื่อกี้ตัวที่เชื่อมระหว่างตัวสายส่งกับตัวอุปกรณ์นะคะ

00:29:21.811 --> 00:29:28.167
ตัวนี้จะเรียกว่า BNC เมื่อกี้หัวมันเป็นแบบตัว Transceiver

00:29:29.416 --> 00:29:35.257
ถูกไหมคะ อันนี้จะเป็นตัว BNC ซึ่ง BNC ก็จะเป็นหัว T

00:29:35.639 --> 00:29:40.780
ที่อาจารย์เคยยกตัวอย่างให้ดูในการเข้าสายของตัวโคแอ็กเชียลที่เป็นรูปแบบ

00:29:40.780 --> 00:29:46.965
T Connector นั่นเองนะคะ ลักษณะต่ออุปกรณ์เหมือนกันเลยนะคะ

00:29:46.965 --> 00:29:51.244
เปลี่ยนไปแค่สายส่งแล้วก็ตัวต่อนะคะ

00:29:53.462 --> 00:30:02.084
ความเร็วเท่ากัน 10 Mbps Baseband แล้วก็ระยะทาง เมื่อกี้ได้ที่เท่าไร

00:30:03.614 --> 00:30:10.958
ที่ 5 นะคะ 500 เมตร อันนี้ก็ลดลงนะคะ อยู่ที่ประมาณ 200 เมตร หรือว่า

00:30:10.958 --> 00:30:18.854
ตัวนี้เขากะเผื่อพวกสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้ตัวสัญญาณมันได้ประมาณ 185 เมตรนะคะ

00:30:19.772 --> 00:30:26.884
RG-58 จะเป็น Thin Coaxial RG-8 จะเป็น Thick Coaxial นะ

00:30:27.611 --> 00:30:33.861
แล้วก็ใช้ตัว BNC-T connector ในการเชื่อมต่อระหว่างสายแลนเข้ากับ

00:30:33.861 --> 00:30:36.323
ตัวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง

00:30:39.115 --> 00:30:41.576
ตัวที่ให้จำนี้ค่อนข้างเยอะนิดหนึ่ง

00:30:43.870 --> 00:30:45.187
ถัดมา

00:30:46.143 --> 00:30:51.162
10Base-T ตามทีก็เป็น Twisted-Pair ตามชื่อ

00:30:51.850 --> 00:30:56.901
10 เหมือนกัน ความเร็วเท่ากัน Base เหมือนกัน สายต่างกัน

00:30:57.398 --> 00:31:04.059
สายต่างกัน 3 อันแล้ว อันแรกเป็นสายอ้วน สายผอม แล้วก็สายตีคู่พันเกลียวของเรา

00:31:04.403 --> 00:31:07.611
หรือ UTP Unshielded

00:31:11.435 --> 00:31:17.924
ลักษณะการเชื่อมต่อของเราเมื่อกี้ เราจะเห็นว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อของ

00:31:17.924 --> 00:31:23.269
ตัวโคแอ็กเชีบยล จะไม่มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub ในการเชื่อมต่อ

00:31:23.804 --> 00:31:28.652
ในอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อที่เป็น Twisted-Pair เพิ่มเข้ามานี่ จะมี Hub

00:31:28.920 --> 00:31:34.214
Hub ก็จะเป็นลักษณะหน้าตาคล้าย ๆ กับตัวสวิตช์ที่เราใช้งานปัจจุบัน แต่

00:31:34.443 --> 00:31:38.493
คุณสมบัติของเขาก็จะน้อยกว่า หรือว่าด้อยกว่านั่นเองนะคะ

00:31:38.493 --> 00:31:43.210
เวลาส่งข้อมูลก็ส่งเข้าไปทุกพอร์ต จะมีการเชื่อมต่อหรือว่าไม่เชื่อมต่อนะคะ

00:31:43.210 --> 00:31:48.197
ข้อมูลก็สามารถส่งได้ ดังนั้นมันก็จะค่อนข้างสิ้นเปลืองทรัพยากร

00:31:48.197 --> 00:31:55.644
จะพูดง่าย ๆ เป็นต้นแบบในการเชื่อมต่ออุปกรณ์นะคะ ของสายตีคู่พันเกลียวของเรา

00:31:57.786 --> 00:32:02.515
แต่ละพอร์ตของ Hub ก็จะมี RJ-45 เพื่อด้วยการเชื่อมต่อตัว

00:32:02.821 --> 00:32:07.448
พูดง่าย ๆ เหมือนสายแลนของเราแหละที่เราใช้ ณ ปัจจุบันนะ ก็จะมีพอร์ตตัวผู้ตัวเมีย

00:32:07.716 --> 00:32:10.000
แล้วก็เชื่อมต่อกับตัว NIC card ก็คือ

00:32:10.000 --> 00:32:13.628
ตัวการ์ดแลนที่อยู่ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเองนะคะ

00:32:14.278 --> 00:32:16.196
อันนี้จะเป็น 10Base-T

00:32:17.420 --> 00:32:21.302
Twisted-Pair Ethernet นะคะ เราก็จะมี 3 อันแล้ว 3 สาย

00:32:21.799 --> 00:32:25.293
สายอ้วน สายผอม แล้วก็สายตีคู่พันเกลียว

00:32:25.675 --> 00:32:27.045
ถัดมา

00:32:33.011 --> 00:32:35.550
1Base5 หรือว่า StarLAN

00:32:36.888 --> 00:32:43.200
อันนี้ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ของ AT&amp;T นะคะ

00:32:43.200 --> 00:32:49.331
พูดง่าย ๆ เป็นผลิตภัณฑ์บริษัทที่ผลิตพวกอุปกรณ์โทรคมนาคมของอเมริกา

00:32:50.000 --> 00:32:59.072
ช่วงหนึ่งก็มีการเอาแรก ๆ ก็จะมีบางคนที่ใช้ตัวอุปกรณ์นี้เกี่ยวกับพวกมือถือ

00:32:59.340 --> 00:33:04.195
ตัวสื่อสารต่าง ๆ นี่ ก็เอามาขายในประเทศไทยบ้างนะคะ

00:33:05.189 --> 00:33:11.840
ความเร็วนะคะ ก็ตามเลขเลย ด้านหน้าก็จะเป็นความเร็วที่ 1 Mbps

00:33:15.052 --> 00:33:18.494
ขนาดของเครือข่ายเป็นแบบ Daisy Chain

00:33:21.247 --> 00:33:28.702
ตัวนี้นะคะ ของตัว Baseband แล้วก็ความยาวนะคะ อยู่ที่ 500 เมตร

00:33:29.543 --> 00:33:33.940
จากรูปเราจะเห็นว่าเมื่อกี้สาย Twisted-Pair ของเราก็ใช้ Hub

00:33:34.361 --> 00:33:40.705
ตัวนี้ก็ใช้ Hub เช่นเดียวกันนะคะ แต่เราจะเห็นว่าการต่อเชื่อมอุปกรณ์

00:33:41.546 --> 00:33:51.241
สามารถเชื่อมนะคะ จากอุปกรณ์ไปยังอุปกรณ์ได้ แล้วค่อยเชื่อมอุปกรณ์ตัวหลัก

00:33:51.432 --> 00:33:58.705
เข้าไปยังตัวพอร์ตของ Hub เพื่อรับส่งข้อมูล จากเครือข่ายหรือว่า

00:33:58.705 --> 00:34:01.625
เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้นั่นเอง ตัวนี้

00:34:03.461 --> 00:34:06.518
ตัวนี้ก็จะเป็น 1Base5 นั่นเองนะคะ

00:34:07.818 --> 00:34:13.562
ถ้าเป็นเมื่อกี้นะคะ ที่เป็น Twisted-Pair ก็คือช่องใครช่องมัน ต่อเครื่อง

00:34:14.365 --> 00:34:20.222
ตัวนี้เลยนะคะ ก็เชื่อมใครเชื่อมเครื่องมันเลย ถ้าเป็น Daisy Chain

00:34:23.625 --> 00:34:31.106
ตัวนี้นะคะ ก็คือสามารถที่จะ ทำการเชื่อมอุปกรณ์ระหว่างกันก่อน แล้วเอา

00:34:31.106 --> 00:34:38.057
อุปกรณ์หลักตัวหนึ่งนะคะ เชื่อมไปยังพอร์ต Hub 1 ตัวเพื่อรับส่งข้อมูลได้เช่นเดียวกัน

00:34:40.466 --> 00:34:46.395
สาย UTP เหมือนกันนะคะ ก็เป็น Unshielded เหมือนกับตัวเมื่อกี้ ที่เป็น Twisted-Pair

00:34:49.148 --> 00:34:53.960
10Base-T ของเราเมื่อกี้ นี่นะคะ ใช้ UTP เหมือนกัน

00:34:58.931 --> 00:35:09.398
ถัดมานะคะ ก็จะเป็นตัว Fast Ethernet นะคะ IEEE 802.3u

00:35:09.809 --> 00:35:14.973
เนื่องจากตัวมาตรฐานนี่ มันก็ต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับกับการใช้งาน เราก็จะเห็นว่า

00:35:14.973 --> 00:35:21.070
การใช้งานในการรับส่งข้อมูลหรือว่าการเข้าไปเข้าถึงข้อมูลของแต่ละชนิดนะคะ

00:35:21.070 --> 00:35:26.654
ของแต่ละอุปกรณ์นี่ ระยะเวลาในการที่จะแสดงผลลัพธ์นี่ก็จะเพิ่ม

00:35:27.648 --> 00:35:35.828
ก็คือ พัฒนาให้มันดีขึ้นนะคะ เพิ่มศักยภาพนะคะ ทำให้เวลาในการเข้าถึงข้อมูลนี่น้อยลง

00:35:36.057 --> 00:35:42.033
ดังนั้นตัว Fast Ethernet นี้ก็เลยเข้ามาแก้ปัญหาในกรณีที่เข้าถึงข้อมูลได้ช้านะคะ

00:35:42.033 --> 00:35:45.472
ความเร็วในการส่งข้อมูลก็จะสูงนะคะ

00:35:47.155 --> 00:35:50.950
เป็นมาตรฐานนะคะ ที่รับส่งข้อมูลที่สูงนะคะ

00:35:51.600 --> 00:35:53.458
จนเรียกว่า Fast Ethernet

00:35:55.561 --> 00:36:02.069
สามารถส่งข้อมูลได้ 100 Mbps ส่วนมากที่เราเห็นตัวมาตรฐานที่อาจารย์พูดไป

00:36:02.069 --> 00:36:07.162
4 ตัวก็จะเริ่มที่ 10 นะ Mbps นั่นเอง

00:36:10.795 --> 00:36:16.609
แล้วก็ลดการชนกันของข้อมูล ที่บอกไปว่าส่งข้อมูลพร้อมกันแล้ว

00:36:16.609 --> 00:36:20.005
เกิดการชนกันของข้อมูลในท่อส่งสัญญาณ

00:36:20.464 --> 00:36:25.771
เราก็เลยต้องสุ่มเวลาในการส่งข้อมูลไปอีกรอบ อันนั้นก็จะค่อนข้างเสียเวลานะคะ

00:36:25.771 --> 00:36:31.415
ส่งข้อมูลก็ช้านะคะ อันนี้ก็เลยเข้ามาแก้ปัญหา ลดเวลาในการส่งข้อมูลนะคะ

00:36:31.874 --> 00:36:39.451
จาก 100 เป็น 10 จาก 100 นาโนวินาที เป็น 10 วินาที

00:36:41.057 --> 00:36:49.183
ทำให้อัตราส่งข้อมูลสูงขึ้นจาก 10 จากเดิม จากเดิมเป็น 10 Mbps เป็น 100 Mbps นั่นเอง

00:36:49.183 --> 00:36:53.683
เขาเรียกด้านหน้า ตัวมาตรฐาน IEEE ของเรานั่นเองนะคะ

00:36:54.142 --> 00:36:55.850
ตัวนี้

00:36:56.997 --> 00:37:01.065
เป็นมาตรฐาน IEEE 802.3u

00:37:06.457 --> 00:37:14.211
จาก 10 เมื่อกี้มันเป็น 100 ก็ 10 เท่านะคะ ขนาดเฟรม พูดง่าย ๆ ลด ลดทุกอย่างนะคะ

00:37:14.211 --> 00:37:16.176
เพิ่มความเร็ว ลดขนาด

00:37:17.094 --> 00:37:22.142
ใช้ Topology แบบ Star ลักษณะเหมือนเราต่อกับอุปกรณ์ Hub

00:37:22.601 --> 00:37:28.181
ก็คือมีตัวอุปกรณ์ตรงกลางแล้วก็กระจายตัวสายออกไปนั่นเองนะคะ

00:37:28.984 --> 00:37:36.677
มาตรฐานย่อยก็จะมี 100Base-TX นะคะ เป็นสาย UTP

00:37:37.518 --> 00:37:41.440
ตามตัวอักษรเลยนะ T ก็จะเป็น Twisted-Pair

00:37:41.440 --> 00:37:43.298
F ก็จะเป็นไฟเบอร์

00:37:43.489 --> 00:37:48.864
T4 ก็จะเป็นสาย UTP CAT-3

00:37:50.000 --> 00:37:53.245
ก็จะมีประสิทธิภาพในการส่งที่ดีขึ้นนั่นเอง

00:37:57.375 --> 00:38:01.024
จำนวน 4 คู่ สายใยแก้วนะคะ

00:38:01.789 --> 00:38:05.459
UTP หรือว่า CAT-5 จำนวน 2 คู่นั่นเองนะคะ

00:38:05.459 --> 00:38:11.335
ก็ตามตัวอักษรย่อนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่พัฒนา

00:38:11.679 --> 00:38:14.242
ให้มันดียิ่งขึ้นนั่นเองนะคะ

00:38:14.969 --> 00:38:17.013
ก็

00:38:19.384 --> 00:38:28.511
ถัดมา เร็วยิ่งขึ้นนะคะ เมื่อกี้ 100 Mbps คราวนี้ก็จะเป็น Gigabit Ethernet

00:38:28.511 --> 00:38:30.937
ก็จาก 100 มาเป็น 1000

00:38:32.275 --> 00:38:36.844
ใช้ Topology ก็คือการเชื่อมต่อแบบ Star เหมือนเดิมนะคะ ก็

00:38:36.844 --> 00:38:40.870
ณ ปัจจุบันของเราก็ใช้เหมือนเดิมนะ การรับส่งข้อมูล

00:38:42.132 --> 00:38:44.661
เหมือนที่เราใช้ในห้องแล็บก็เช่นเดียวกันนะคะ

00:38:45.961 --> 00:38:51.539
ตัวมาตรฐานนะคะ ก็จะมีอะไรบ้างนะคะ ก็จะมี

00:38:53.260 --> 00:39:00.037
ตัวนี้ 1000Base-T นะ 1000Base-TX แล้วก็ 1000Base-SX นะคะ

00:39:00.037 --> 00:39:05.504
ไล่มา LXนะคะ ตัวย่อของเราก็จะมีอะไรบ้าง

00:39:05.925 --> 00:39:10.383
T ก็จะเป็นตัว Twisted-Pair นะคะ

00:39:10.383 --> 00:39:12.799
Unshielded ของเรา UTP ของเรา

00:39:13.411 --> 00:39:17.622
สามารถใช้ระยะได้ที่ 25 เมตร

00:39:20.528 --> 00:39:26.191
ถ้าเป็น Base-CX ก็จะเป็นสาย STP

00:39:26.459 --> 00:39:33.289
ก็จะมีทั้ง UTP STP และระยะทางก็เท่ากันที่ 25 เมตรนะคะ

00:39:34.219 --> 00:39:35.295
ถัดมา

00:39:37.742 --> 00:39:40.328
Base-SX กับ LX ตัวนี้

00:39:41.781 --> 00:39:48.159
เป็นการส่งแบบใยแก้วนำแสงแบบ Short แล้วก็ Long นั่นเอง

00:39:49.230 --> 00:39:57.050
ก็คือในการส่งตัวสัญญาณนะคะ ในการตัวส่งตัวกำเนิด ในการส่งสัญญาณนั่นเองนะคะ

00:39:57.050 --> 00:39:59.611
จะใช้แบบ multimode นะคะ

00:40:02.440 --> 00:40:07.537
ส่วนตัวนี้จะใช้เป็นแบบ อันนี้ใช้ Short-wave อันนี้จะใช้เป็น Long-wave

00:40:07.537 --> 00:40:10.609
ตามตัวอักษร SX ถ้า L ก็จะเป็น

00:40:12.100 --> 00:40:14.629
Long X นั่นเองนะคะ ตัว Long-wave

00:40:15.929 --> 00:40:20.259
ระยะทางก็จะเท่ากันอยู่ที่ 550 นะคะ

00:40:20.450 --> 00:40:27.137
พูดง่าย ๆ ก็คือแล้วแต่ประเภทในการยิงลำแสงในการส่งข้อมูลของเรานั่นเอง

00:40:29.317 --> 00:40:34.545
ถ้าเป็นแบบ Long-wave นะคะ สำหรับแบบ multimode

00:40:35.004 --> 00:40:40.966
แต่ถ้าเป็นแบบ single mode นะคะ จาก 550 เมื่อกี้ก็จะเป็น 5000

00:40:41.157 --> 00:40:46.119
อย่างที่บอกไปอยู่แล้วตามประเภทการส่ง ยิงส่งสัญญาณนะคะ ถ้าเป็น single mode นี่

00:40:46.119 --> 00:40:50.820
จะค่อนข้างส่งสัญญาณได้ระยะไกลกว่าอยู่แล้วนะคะ

00:40:51.202 --> 00:40:57.366
อันนี้ก็จะพัฒนาขึ้นมา เป็น Gigabit Ethernet นะคะ

00:40:57.557 --> 00:41:03.953
พูดง่าย ๆ ก็คือไล่ลำดับมาตั้งแต่เริ่มแรก ที่ทำการสร้างตัวเครือข่าย

00:41:03.953 --> 00:41:11.692
Ethernet ภายในองค์กรนะคะ จากร้อยเครื่อง เพิ่มขึ้นมาเป็นหลาย ๆ ร้อย แล้วก็เป็นพันเครื่อง

00:41:11.692 --> 00:41:19.876
แล้วก็สามารถที่จะปรับสายให้มันมีคุณภาพการรองรับในการส่งข้อมูลที่มันเพิ่มมากขึ้น

00:41:19.876 --> 00:41:23.796
ระยะเวลาในการส่งข้อมูลก็น้อยลงนะคะ

00:41:26.243 --> 00:41:31.503
อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐานตัว 802.3 นะคะ

00:41:31.503 --> 00:41:37.881
วันนี้ก็จะเป็นคร่าว ๆ ของหลักการนะคะ ในการส่งนั่นเอง ว่าส่งแบบไหน

00:41:37.881 --> 00:41:43.455
มีปัญหาแล้วส่งอย่างไรนะคะ หนึ่งเฟรมมีข้อมูลอะไรบ้าง ทำหน้าที่อะไร

00:41:44.258 --> 00:41:49.442
สัญลักษณ์ของตัวมาตรฐานแทนด้วยตัวอักษร แปลว่าอะไรนะคะ

00:41:50.169 --> 00:41:54.355
มีการเปรียบเทียบกันไหมนะคะ ส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเองนะคะ

00:41:56.267 --> 00:42:07.391
วันนี้ก็จะมีคำถามท้ายบทเรียนนะคะ ทั้งหมด 4 ข้อนะคะ ให้นักศึกษาทำนะคะ

00:42:08.729 --> 00:42:15.309
คำถามท้ายบทเรียนในห้องเรียนนะคะ วันนี้ก็จะไม่ค่อยมีเนื้อหาเยอะเท่าไรนะ

00:42:15.615 --> 00:42:19.937
เอามาดูเบื้องต้นของตัวมาตรฐาน 802.3 ก่อนนะคะ

00:42:21.008 --> 00:42:25.638
วันนี้น่าจะเข้าใจมากขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว เพราะว่าเรา

00:42:26.556 --> 00:42:32.589
เข้าใจตัวมาตรฐาน ตัว 802.3 แล้ว อาจารย์พูดถึง Baseband Broadband ไป

00:42:32.589 --> 00:42:36.460
คร่าวๆ เบื้องต้น แล้วคราวนี้ก็มาพูดถึงหลักการการทำงานว่าเกิดชนกันแล้ว

00:42:36.460 --> 00:42:42.730
ส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเอง แล้วก็มีการเชื่อมต่อแบบไหน มีรูปให้

00:42:42.730 --> 00:42:44.957
น่าจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

00:42:47.366 --> 00:42:50.605
มีคำถามไหมคะสำหรับบทนี้วันนี้

00:42:56.035 --> 00:43:00.670
อ๋อ กระบวนการ การแก้ไขการชนกันของข้อมูล อย่างที่อาจารย์บอกไป

00:43:00.670 --> 00:43:07.407
ที่มันเป็น CRC นะคะ เวลาการเช็กการชนกันของข้อมูลเราก็จะ Random ตัวเวลาขึ้นมา

00:43:07.407 --> 00:43:12.551
ชนกันครั้งที่ 1 นะคะ ก็จะทำการ Random 2 ยกกำลัง

00:43:13.354 --> 00:43:16.211
1 ครั้งขึ้นมาก็จะได้ 2  ถูกไหม

00:43:16.211 --> 00:43:21.370
ก็จะมีการตัว เวลาอยู่ที่ 0 กับ 1 ก็เริ่มทำการส่ง

00:43:21.752 --> 00:43:28.932
ครั้งที่ 0 ก่อน แล้วก็มาส่งครั้งที่ 1 ถ้าชนกันก็จะ Random ค่าขึ้นมา เป็น 2 ยกกำลัง 2

00:43:28.932 --> 00:43:31.886
เหมือนหน้าสไลด์ค่ะ

00:43:39.458 --> 00:43:40.688
นี่ตรงนี้

00:43:42.600 --> 00:43:49.165
การแก้การชนกันของข้อมูลที่เรียกว่า Binary Exponential Back Off นั่นเองนะคะ

00:43:49.165 --> 00:43:53.293
ก็จะมีการสุ่มค่าเวลาขึ้นมา ส่งพร้อมกันชนกัน

00:43:53.293 --> 00:43:56.536
ก็สุ่มมาใหม่ สุ่มมาใหม่เรื่อย ๆ จนกระทั่ง

00:43:56.536 --> 00:44:02.091
ข้อมูลของเราไม่ชนกัน แล้วก็ส่งข้อมูลได้อย่างครบถ้วนไปยังปลายทางนั่นเองนะคะ

00:44:06.259 --> 00:44:12.213
ตัวอักษรโดดมากเลยนี่ อันนี้ก็จะเป็นแก้ปัญหากันชนกันนะ

00:44:13.590 --> 00:44:18.804
เหมือนเวลาเราคุยกับเพื่อนนี่ คุยกันมีสมุดทั้งหมด 30 กว่าคนอย่างนี้

00:44:18.804 --> 00:44:22.026
สมมุติอาจารย์แล้วมีนักศึกษาพูดพร้อมกัน 2 คน

00:44:22.026 --> 00:44:27.445
เสียงมันก็จะดังพร้อมกัน อาจารย์ก็ต้องหาเวลาที่อาจารย์แล้วก็นักเรียนนี่ เงียบ

00:44:27.445 --> 00:44:33.963
อาจารย์ก็พูดมาใหม่ พอพูดพร้อมกันอีกก็ชนกันอีก อาจารย์ก็ต้องรอช่วงเวลา ถูกไหมคะ

00:44:33.963 --> 00:44:40.524
เหมือนเราคุยสนทนากันทั่วไปเลย คุยพร้อมกัน 2 คนแน่นอนนี่ เสียงมันสู้ไม่ได้อยู่แล้ว

00:44:41.404 --> 00:44:47.212
มันจะฟังไม่ออกว่า ผู้ส่งเขาจะส่งสารอะไร อาจารย์จะพูดอะไร

00:44:47.212 --> 00:44:52.648
เพื่อนอีกคนจะพูดอะไรใช่ไหมคะ เราก็ต้องแบบหาช่วงเวลาที่มันว่าง ๆ นี่ พูดขึ้นมา

00:44:52.648 --> 00:44:54.831
ทุกคนเงียบแล้ว เราพูดได้นี่

00:44:55.022 --> 00:44:56.868
ก็จะได้ได้ยินกันทุกคนนั่นเอง

00:45:01.036 --> 00:45:03.314
โอเคนะ ข้อ 3

00:45:11.999 --> 00:45:14.273
Checksum

00:45:15.344 --> 00:45:20.179
หลักการ RG RG-58

00:45:22.168 --> 00:45:26.594
RG-58 คืออะไร RG-8 คือสายประเภทไหน

00:45:26.594 --> 00:45:29.733
พูดไปแล้วเมื่อกี้คร่าว ๆ นะคะ

00:45:31.492 --> 00:45:35.007
ก็จะรู้ อยู่ในสไลด์หมดน่ะค่ะ ไม่น่ามีปัญหานะ

00:45:41.470 --> 00:45:44.106
มีคำถามอะไรเพิ่มไหมคะ

00:46:00.932 --> 00:46:04.020
Ethernet เอง พิมพ์ผิด

00:46:05.244 --> 00:46:08.353
โอเค ถ้าไม่มีคำถามอะไรก็

00:46:12.674 --> 00:46:17.629
ทำเหมือนกันค่ะ ก็ค่อยมาส่ง วันหลังแล้วฝากเพื่อนมาส่งก็ได้

00:46:32.597 --> 00:46:36.303
4 ข้อนะวันนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไรนะคะ

00:46:39.515 --> 00:46:41.774
มีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ

00:46:50.624 --> 00:46:54.110
โอเค วันนี้เตรียมพร้อมมาอย่างดีนะคะ ทำการบ้านมาก่อน

00:46:55.257 --> 00:46:56.591
รวดเร็วมาก

00:47:54.187 --> 00:48:00.164
ถ้าไม่มีคำถามอะไรนะ ก็ขอบคุณล่ามทางไกลนะคะสำหรับวันนี้

00:48:01.847 --> 00:48:03.795
ค่ะสวัสดีค่ะ

00:48:06.701 --> 00:48:13.984
โอเคนะคะก็ ใครยังไม่เสร็จก็ทำแล้วก็มาส่งนะคะ

00:48:15.858 --> 00:48:23.187
4 ข้อ เดี๋ยวอาจารย์ขอเช็กชื่อก่อนแล้วกันนะคะ ก่อนจะแยกคลาสนะคะ

00:48:42.989 --> 00:48:43.993
เดี๋ยวเช็ก

00:48:45.752 --> 00:48:51.137
ศิริรัตน์ ศิริรัตน์ โอเค

00:48:52.934 --> 00:48:54.367
อดิศร

00:48:56.087 --> 00:48:57.213
ค่ะ

00:48:58.207 --> 00:48:59.546
นพกิตติ์

