WEBVTT
Kind: captions
Language: th

00:00:04.814 --> 00:00:07.622
(อาจารย์ธิดารัตน์) สวัสดีค่ะ

00:00:35.987 --> 00:00:39.772
สวัสดีล่ามทางไกลด้วยนะคะ ได้ยินไหมคะ

00:00:59.485 --> 00:01:00.793
สวัสดีค่ะ

00:01:04.403 --> 00:01:06.307
ล่ามได้ยินหรือเปล่าคะ

00:01:24.473 --> 00:01:26.749
ล่ามทางไกลได้ยินไหมคะ

00:01:30.000 --> 00:01:35.540
โอเคค่ะ อย่างนั้นเดี๋ยวจะขอเริ่มเลยนะคะ

00:01:41.672 --> 00:01:44.650
โอเคค่ะ ก็วันนี้

00:01:50.214 --> 00:01:54.235
เริ่มได้เลยใช่ไหมคะ ทางล่ามโอเคนะคะ

00:03:12.336 --> 00:03:17.793
โอเคค่ะ ก็เดี๋ยวเราจะมาเริ่มเรียนนะคะ

00:03:19.913 --> 00:03:22.445
บทที่ 5 ของเราต่อนะคะ

00:03:23.075 --> 00:03:32.374
บทที่ 4 ของเราที่เรียนไปสัปดาห์ที่แล้วนะคะ ก็จะเป็นเกี่ยวกับตัวมาตรฐาน 802.3 นะคะ

00:03:34.150 --> 00:03:39.843
เป็นตัวมาตรฐาน เดี๋ยวอาจารย์ขอ...

00:03:46.376 --> 00:03:53.590
ตัวมาตรฐาน 802.3 ก็จะเป็นตัวมาตรฐานของตัวอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นตัวมาตรฐานแรก

00:03:53.590 --> 00:04:02.471
ที่ใช้ในการเชื่อมต่อของตัวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เริ่มนำมาใช้นะคะ ไม่ว่าจะเป็น

00:04:02.471 --> 00:04:10.207
ในบริษัท หน่วยงาน องค์กรนะคะ จากตัวมาตรฐาน 802.3 ของบทที่ 4 ของเรา

00:04:10.207 --> 00:04:18.859
เราก็จะมาเรียนต่อของตัวมาตรฐาน 802.4 แล้วก็ตัวมาตรฐาน 802.5 ของเรานะคะ

00:04:18.859 --> 00:04:27.700
ก็จะเป็นเครือข่ายในรูปแบบของ Token Bus แล้วก็ Token Ring นั่นเองนะคะ ทั้ง 2 อัน

00:04:30.909 --> 00:04:39.845
เดี๋ยวเราจะมาดูกันนะคะ ว่าเนื้อหาของที่เราจะได้เรียนในวันนี้มีอะไรบ้างนะคะ

00:04:39.845 --> 00:04:43.871
เริ่มแรกก็จะมาพูดถึงตัวหลักการพื้นฐานนะคะ

00:04:43.871 --> 00:04:54.621
ความเป็นมาของตัวมาตรฐาน IEEE 802.4 แล้วก็ IEEE 802.5

00:04:57.658 --> 00:04:59.771
อย่าลืมปิดไมค์ด้วยนะคะ

00:05:01.547 --> 00:05:11.683
แล้วก็มีการทำงานนะคะ หน้าที่นะคะ ของตัว MAC ในรูปแบบ Token Passing นะคะ

00:05:12.428 --> 00:05:19.662
เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าการทำงานของตัว Token ที่ใช้ในการส่งไอ้ตัวรูปแบบของเครือข่าย

00:05:19.891 --> 00:05:27.963
จากที่ตัวมาตรฐาน 802.3 มาแล้วเป็น 802.4 แล้วก็ 802.5 นี่ มันมีความแตกต่าง

00:05:27.963 --> 00:05:33.047
และก็มีรูปแบบนะคะ การจัดวางหรือว่าการใส่ข้อมูลนะคะ

00:05:33.047 --> 00:05:38.553
ของลำดับนะคะ ในการส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเองนะคะ

00:05:41.418 --> 00:05:50.085
มาดูตัวหลักการพื้นฐานของเรานะคะ ก็อย่างที่บอกไปว่าตัวมาตรฐาน 802.3 นี่

00:05:50.085 --> 00:05:55.176
เริ่มแรกก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่นำมาใช้นะคะ ในการจัดวาง

00:05:55.176 --> 00:06:01.141
หรือว่าสื่อสารตัวระบบอุปกรณ์ในตัวคอมพิวเตอร์ในสำนักงานของเรานั่นเองนะคะ

00:06:01.141 --> 00:06:07.428
แต่เนื่องจากเมื่อเรานำมาใช้แล้วนี่ ก็จะประสบปัญหา

00:06:07.428 --> 00:06:12.301
อย่างที่เราบอกไปนะคะ เวลาเราส่งข้อมูลไปพร้อมกัน ในกรณีที่

00:06:12.301 --> 00:06:16.084
เครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง ที่ทำการส่งข้อมูลไปพร้อมกัน แล้ว

00:06:16.542 --> 00:06:23.465
กรณีที่ส่งไปพร้อมกันแล้วเกิดการชนกันของข้อมูลเกิดขึ้น ดังนั้นก็จะมีการสุ่ม

00:06:23.752 --> 00:06:28.388
ตัวเวลาขึ้นมา เพื่อจะทำการส่งข้อมูลอีกรอบหนึ่ง

00:06:28.388 --> 00:06:32.613
เพื่อไม่ให้การส่งข้อมูลนั้นเกิดการชนกันของข้อมูล

00:06:32.613 --> 00:06:40.037
ดังนั้น ตัวมาตรฐาน 802.3 ก็เลยจะมีข้อจำกัดตรงนี้ ซึ่งจะทำให้

00:06:40.037 --> 00:06:45.000
เราหรือว่าผู้ส่งที่ทำการส่งข้อมูลอีกรอบนี่ ต้องรอระยะเวลาใหม่

00:06:45.000 --> 00:06:48.767
เพื่อทำการส่งข้อมูลซ้ำอีกรอบ อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

00:06:50.142 --> 00:06:54.564
ซึ่งบางทีอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการรอที่ค่อนข้างเยอะนั่นเองนะคะ

00:06:54.564 --> 00:07:00.682
เราก็ไม่รู้ว่าส่งไปรอบ 2 รอบที่ 3 หรือรอบที่ 4 ไปเรื่อย ๆ นี่

00:07:00.682 --> 00:07:04.477
จะเกิดการชนกันของข้อมูลอีกครั้งหรือเปล่านั่นเองนะคะ

00:07:04.477 --> 00:07:07.276
และอีกปัญหาหนึ่ง

00:07:10.486 --> 00:07:15.404
ใครเปิดไมค์นะคะ อย่าลืมปิดไมค์ให้อาจารย์ด้วย

00:07:29.338 --> 00:07:31.361
ใครหนอ

00:07:34.284 --> 00:07:36.278
อัษฎาวุธ

00:07:39.716 --> 00:07:40.580
ปิดไมค์ให้อาจารย์ด้วยนะคะ

00:07:58.402 --> 00:07:59.899
ปิดหรือยังเอ่ย

00:08:02.420 --> 00:08:07.957
โอเค เดี๋ยวต่อกันนะคะ ก็คืออีกปัญหาหนึ่งที่เราพบก็คือ

00:08:07.957 --> 00:08:16.396
เนื่องจากไอ้ตัวมาตรฐาน 802.3 ที่เป็นรูปแบบการส่งข้อมูลแบบ CSMA/CD นี้

00:08:16.854 --> 00:08:20.852
เราจะมีการส่งลำดับของเฟรมนะคะ

00:08:20.852 --> 00:08:25.070
แต่ว่าตัวมาตรฐาน 802.3 นี่ เมื่อส่งไปถึงปลายทางแล้ว

00:08:25.070 --> 00:08:27.376
มันไม่ได้ทำการเรียงลำดับของตัวเฟรม

00:08:27.376 --> 00:08:31.986
แต่ที่อาจารย์บอกไป คือต้องส่งตัวเลข 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

00:08:31.986 --> 00:08:34.546
จากต้นทางไปยังปลายทางนะคะ

00:08:34.546 --> 00:08:40.752
อย่างปลายทางรับมา มันอาจจะเริ่มที่ลำดับที่ 4 5 6 แล้วก็ 1 2 3 อย่างนี้

00:08:40.752 --> 00:08:47.079
ดังนั้นนี่ ความสำคัญในการจัดลำดับก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้

00:08:47.079 --> 00:08:49.423
ในตัวระบบ Real-time นะคะ

00:08:49.767 --> 00:08:54.632
ตัวนี้ก็เลยจะทำให้เกิดปัญหานะคะ ในการรับ-ส่งข้อมูลว่า

00:08:54.632 --> 00:09:01.170
ตัวไหนที่จะมีลำดับที่อยู่ก่อนนี่ ไม่สามารถที่จะมาเรียงลำดับที่ 1 ได้นั่นเองนะคะ

00:09:03.176 --> 00:09:09.907
ถัดมานะคะ ตัว 802.3 นี่ เมื่อเราพบถึงปัญหาแล้ว

00:09:09.907 --> 00:09:14.503
ดังนั้น ตัวมาตรฐานที่เกิดขึ้นก็จะเป็นมาตรฐาน 8.2.4 นะคะ

00:09:14.503 --> 00:09:19.792
ซึ่งจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานั่นเองนะคะ ก็คือตัวนี้จะเปิดโอกาสให้

00:09:20.422 --> 00:09:25.594
แต่ละคอมพิวเตอร์นั่นเองในตัวระบบเครือข่ายของเรานี่ ทำการผลัดเปลี่ยน

00:09:25.594 --> 00:09:30.866
เพื่อทำการส่งข้อมูลของตนเองตามระยะเวลานั่นเองนะคะ

00:09:30.866 --> 00:09:36.773
ก็คือยกตัวอย่างว่า เรามีตัวเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ทั้งหมดกี่เครื่องในตัวระบบนะคะ

00:09:36.773 --> 00:09:45.857
ก็จะใช้นะคะ ระยะเวลานั่นเองในการส่งข้อมูลแต่ละครั้งนี่เป็นจำนวนเวลาเท่าไรนะคะ

00:09:45.857 --> 00:09:52.033
ก็คูณกับจำนวนของตัวเครื่องนั่นเองนะคะ หรือเรียกว่าเป็นสถานีนั่นเองว่า

00:09:52.033 --> 00:09:54.806
มีทั้งหมดกี่เครื่อง แล้วก็ใช้เวลาเท่าไรนะคะ

00:09:54.806 --> 00:10:00.000
ดังนั้น แต่ละเครื่องก็จะรู้ว่า เวลาที่เขาจะสามารถที่จะส่งข้อมูลได้นี่

00:10:00.000 --> 00:10:02.725
อยู่ที่เวลาเท่าไรนั่นเองนะคะ

00:10:04.100 --> 00:10:10.538
ดังนั้นเราก็ไม่ต้องแบบไปกังวลข้อมูลนะคะ ว่าเราส่งข้อมูลแล้วเกิดการชนกันของข้อมูลนะคะ

00:10:10.538 --> 00:10:18.042
เราก็รู้ระยะเวลาที่แน่นอนว่าเราจะส่งข้อมูลนี่ที่เวลาน ณ จุดใดนั่นเองนะคะ

00:10:18.042 --> 00:10:22.838
ดังนั้น ผู้ใช้งานในตัวคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบเครือข่ายนี้

00:10:22.838 --> 00:10:30.634
ก็จะค่อนข้างมักประสบปัญหาการชนกันของข้อมูลนะคะ ซึ่งทำให้เกิดการชื่นชอบ

00:10:30.634 --> 00:10:35.705
และก็นำตัวระบบเครือข่ายนี้มาใช้ แต่เนื่องจากในตัว...

00:10:36.278 --> 00:10:40.962
แต่ถ้า ก็คือการต่อระบบตัวเครือข่ายของตัวมาตรฐาน 802.4 นี่

00:10:40.962 --> 00:10:50.031
จะค่อนข้างมีปัญหาในกรณีที่ถ้าตัวเครื่องคอมพิวเตอร์หรือว่าตัวเคเบิลนะคะ

00:10:50.031 --> 00:10:56.160
สายเชื่อมต่อในตัวระบบเครือข่ายของเขานี่ เกิดปัญหา ทำให้ตัวระบบเครือข่ายทั้งหมดนี่

00:10:56.160 --> 00:11:03.552
เกิดเสียปัญหาด้วยเช่นเดียวกัน ก็คือไม่สามารถที่จะส่งตัวข้อมูลหากันได้นั่นเองนะคะ

00:11:03.552 --> 00:11:09.428
ดังนั้นวิธีตัวประยุกต์นะคะ การแก้ปัญหาของตัวมาตรฐาน 802.3

00:11:09.428 --> 00:11:16.439
ก็จะเกิดเป็นการพัฒนามาตรฐานที่ขึ้นมาใหม่เรียกว่า 802.4 ก็คือนำจุดเด่นนะคะ

00:11:16.439 --> 00:11:23.448
ของข้อดีก็คือไม่ต้องรอโดยไร้จุดหมาย ก็คือเราจะมีระยะเวลาที่กำหนดว่า

00:11:23.448 --> 00:11:29.697
ตั้งนะคะที่ลำดับที่เท่าไร จะสามารถที่จะส่งข้อมูลได้นะคะ แล้วก็สามารถที่จะต่อ

00:11:29.697 --> 00:11:34.140
เชื่อมต่อกับข้อมูลในรูปแบบระบบวงแหวนนั่นเองนะคะ

00:11:36.203 --> 00:11:42.727
ถัดมา พูดถึง 802.4 ไปแล้วนะคะ อันนี้ก็จะเป็น 802.5 ที่มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น

00:11:42.727 --> 00:11:50.580
จาก 802.3 802.4 ก็จะเอาข้อดีของ 03 แล้วก็ข้อดีของตัวพัฒนาใหม่

00:11:50.580 --> 00:11:56.251
มาเป็นตัวมาตรฐาน 802.4 และล่าสุดก็จะเป็นตัวมาตรฐาน 802.5 นะคะ

00:11:56.251 --> 00:12:01.335
ซึ่งเป็นตัวระบบวงแหวนที่ถูกพัฒนานะคะ

00:12:01.335 --> 00:12:07.873
ให้มีการใช้ในตัวระบบเครือข่าย อาจจะเป็นวงกว้าง หรือว่าเฉพาะที่ก็ได้นั่นเองนะคะ

00:12:07.873 --> 00:12:14.030
ตัวระบบเครือข่ายแบบวงแหวนนี่ ก็จะทำการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดนะคะ

00:12:14.030 --> 00:12:23.940
แล้วก็ทำการเชื่อมต่อตัวคอมพิวเตอร์ ตัวเครือข่ายของเรานะคะ

00:12:24.284 --> 00:12:29.592
ที่จะเป็นรูปแบบวงกลมนั่นเองนะคะ หรือว่าจะเรียกว่าวงแหวนนั่นเอง

00:12:29.592 --> 00:12:37.846
สายที่ใช้ในการสื่อสารนะคะ อาจจะมีสายตัว UTP นะคะ หรือ ICP ก็แล้วแต่นะคะ

00:12:37.846 --> 00:12:41.678
หรือว่าจะเป็นสาย Coaxial Fiber Optic นะคะ

00:12:41.678 --> 00:12:49.231
ก็แล้วแต่ว่าตัวระบบเครือข่ายของเรานี่ อยู่ในอาคารหรือว่าตัวเชื่อมต่อนี่

00:12:49.231 --> 00:12:53.231
ใช้ระยะทางไกลใกล้แค่ไหนนะคะ

00:12:53.231 --> 00:12:57.668
สัญญาณที่ใช้นะคะ ในการเชื่อมต่อนะคะ ก็มีทั้ง 2 รูปแบบ

00:12:57.668 --> 00:13:00.639
ทั้ง Digital และก็ Analog นั่นเองนะคะ

00:13:03.562 --> 00:13:12.186
คราวนี้บริษัทนะคะ ตัว IBM นี่ ก็สามารถที่จะนำตัวมาตรฐานตัวนี้นะคะ มาใช้นะคะ

00:13:12.186 --> 00:13:16.086
ในตัวระบบเครือข่ายของเรานะคะ ดังนั้น เขาก็เลยได้ร่วมพัฒนา

00:13:16.086 --> 00:13:20.370
แล้วก็ออกแบบเป็นตัวมาตรฐาน 802.5 ขึ้นมานะคะ

00:13:20.370 --> 00:13:27.792
อันนี้ก็จะเป็นข้อดีที่พัฒนาเพิ่มจากตัวมาตรฐาน 802.4 มาเป็น 802.5 นะคะ

00:13:27.792 --> 00:13:30.384
ก็คือสามารถกำหนดระยะเวลา

00:13:30.384 --> 00:13:36.295
แล้วก็ความยาวนะคะ ของการส่งสัญญาณของแต่ละบิตได้นั่นเองนะคะ

00:13:39.046 --> 00:13:47.685
ถัดมา เดี๋ยวเราจะมาดูรูปแบบนั่นเองนะคะ ว่าในการส่งข้อมูลนะคะ ชุดหนึ่งนี่

00:13:48.029 --> 00:13:55.371
ไปยังปลายทางนะคะ จากต้นทางนี่ มันต้องมีตัวเฟรมข้อมูลอะไรบ้างนะคะ

00:13:55.371 --> 00:14:02.598
โดยเราจะมาดูมาตรฐานแรกของเรา อยู่ที่ตัวมาตรฐาน IEEE 802.4 ก่อนนะคะ

00:14:02.598 --> 00:14:10.437
ว่าในการส่งข้อมูล 1 ครั้งนี่คะ ในรูปแบบ Token Passing นี่ มันต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง

00:14:10.437 --> 00:14:13.704
ที่จะทำการส่งไปในอีกรอบนั่นเองนะคะ

00:14:13.704 --> 00:14:20.273
โดยส่วนประกอบนะคะ ของเฟรมนะคะ ของข้อมูลมาตรฐาน 802.4 ของเรานี่

00:14:20.273 --> 00:14:27.684
ก็จะเริ่มจากตัวแรกนะคะ Preamble นะคะ อันที่ 1 ก็จะเป็น

00:14:29.289 --> 00:14:35.801
ตัวที่ใช้เทียบสัญญาณของผู้ส่งแล้วก็ผู้รับให้ตรงกันนั่นเอง

00:14:35.801 --> 00:14:39.410
ว่าส่งไปที่ต้นทางที่เวลานี้ แล้วปลายทางรับผิดชอบเวลานี้

00:14:39.410 --> 00:14:47.006
ก็จะมีการ Sync ข้อมูลของเวลานะคะ ถัดมา ก็จะเป็นตัว SD ตรงนี้นะคะ

00:14:47.006 --> 00:14:55.010
SD ก็จะเป็นตัว Start Delimiter ก็คือจะเป็นตัวบอกจุดเริ่มต้นนั่นเองนะคะ

00:14:55.010 --> 00:15:01.194
ของข้อมูลที่จะทำการส่ง SD กับ ED ก็คือ

00:15:02.283 --> 00:15:12.039
ตัว ED ก็คือตัวนี้นะคะ ตัวท้ายสุด ก็คือว่าจะส่งข้อมูลไปถึงสิ้นสุดที่ตรงไหนนั่นเองนะคะ

00:15:13.701 --> 00:15:22.030
ดังนั้น เรามีจุดเริ่มต้นแล้ว จุดสิ้นสุดเรียบร้อยแล้ว เราก็ไม่ต้องมีระยะทาง

00:15:22.030 --> 00:15:26.026
ความยาวของตัวข้อมูลนั่นเองนะคะ

00:15:26.026 --> 00:15:30.851
เนื่องจากเรามีจุดเริ่มต้นแล้วก็จุดสิ้นสุดแล้วเรียบร้อยนั่นเองนะคะ

00:15:30.851 --> 00:15:34.905
ข้อมูลก็จะเป็นที่อยู่ระหว่าง 2 เฟรมนี้นั่นเองนะคะ

00:15:36.624 --> 00:15:39.356
ถัดมานะคะ เดี๋ยวเราจะมาดู

00:15:41.247 --> 00:15:43.162
ตัว F

00:15:43.850 --> 00:15:48.705
Frame Control ของเรานั่นเองนะคะ ก็คือจะใช้ในการแยกระหว่าง

00:15:48.705 --> 00:15:53.234
เฟรมข้อมูลแล้วก็เฟรมควบคุมของเรานะคะ

00:15:53.807 --> 00:16:00.668
เช่น กรณีที่เราจะส่งข้อมูลนะคะไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ถัดลงไปนี่

00:16:00.668 --> 00:16:06.184
จะต้องมีการปรับตัว Address หรือว่าตัวข้อมูลนะคะ ตัวไบต์ที่ทำการส่ง

00:16:06.184 --> 00:16:12.587
จากต้นทางกับปลายทางนะคะ ก็จะมีการปรับค่าภายในนะคะ ของตัวเลขนี่

00:16:12.587 --> 00:16:16.270
เพื่อจะส่งไปยังปลายทางลำดับถัดไปได้นั่นเองนะคะ

00:16:17.130 --> 00:16:23.038
ถัดมา ก็จะมีที่อยู่ของผู้ส่งแล้วก็ผู้รับนั่นเอง

00:16:23.038 --> 00:16:26.434
ก็จะเป็น Source address แล้วก็ Destination address นั่นเองนะคะ

00:16:26.434 --> 00:16:35.383
ก็แต่ละที่ก็จะมีความยาวนะคะ ขนาด 6 ไบต์นั่นเองนะคะ ว่าต้นทางเรามี

00:16:36.529 --> 00:16:41.829
อยู่ที่บ้านเลขที่อะไร ปลายทางอยู่ที่บ้านเลขที่อะไรนั่นเองนะคะ

00:16:41.829 --> 00:16:47.788
ถัดมา Data หรือว่าความยาวของเราก็คือตัวข้อมูลของเรา ที่เราจะทำการส่งไปนี่

00:16:47.788 --> 00:16:57.143
ก็จะมีความยาวอยู่ที่ 0-8182 ไบต์ 8182 ไบต์นั่นเองนะคะ ก็คือข้อมูลที่เราได้รับมา

00:16:57.143 --> 00:17:01.725
แล้วก็อันสุดท้ายของเราตัวนี้นะคะ Checksum นะคะ

00:17:01.725 --> 00:17:07.041
ก็คือใช้ในกรณีที่ต้องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนั่นเอง

00:17:07.041 --> 00:17:13.564
กรณีที่เราส่งข้อมูลจากต้นทางไป อาจจะมีขนาด 4 ไบต์นะคะ ปลายทางรับไปนี่

00:17:13.564 --> 00:17:19.738
ครบหรือเปล่า มีการตกหล่นระหว่างเดินทางไหมนะคะ ไบต์ครบไหม ข้อมูลครบไหม

00:17:19.738 --> 00:17:30.977
ก็จะมีตัวระบบที่คอยช่วยระบุข้อมูลความผิดพลาดนะคะ หรือที่เรียกว่า CRC นั่นเอง

00:17:30.977 --> 00:17:36.386
ตัวนี้ Cyclic redundancy นั่นเองนะคะ จะดูว่าข้อมูลครบไหม

00:17:36.386 --> 00:17:40.495
มีหล่นหายระหว่างทางหรือเปล่านะคะ

00:17:40.495 --> 00:17:45.159
จะได้เช็กได้ถูกตรงไหนที่มันผิดพลาดก็จะทำการส่งข้อมูลซ้ำอีกรอบหนึ่ง

00:17:45.159 --> 00:17:51.088
เพื่อจะได้ให้ปลายทางนี่รับข้อมูลได้อย่างครบถ้วน แล้วก็สมบูรณ์นั่นเองนะคะ

00:17:51.088 --> 00:17:57.649
อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐานแรกของเรานะคะ ถัดมา เราจะมาดู

00:17:57.649 --> 00:18:03.875
การทำงานของ Token passing หรือว่าตัวเฟรมที่เราทำการส่งข้อมูลนะคะ

00:18:03.875 --> 00:18:06.815
ไปยังตัวระบบเครือข่ายของเรานะคะ

00:18:06.815 --> 00:18:11.934
ในตัวมาตรฐานที่ 2 ก็จะเป็นตัวมาตรฐาน IEEE 802.5 นะคะ

00:18:11.934 --> 00:18:17.145
เราก็จะมาดูว่าส่วนประกอบของเรานี่ เราจะดูจากรูปนี่ ด้านบนนี่ เราก็จะเห็นว่า

00:18:17.145 --> 00:18:23.472
ตัวองค์ประกอบของรูปนี่ จะแตกต่างกับตัวมาตรฐาน 802.4 นะคะ

00:18:23.472 --> 00:18:29.401
ค่อนข้างเยอะนะคะ มันจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท มี a, b, c

00:18:29.401 --> 00:18:31.546
a ก็จะเป็น Token

00:18:32.921 --> 00:18:36.702
b เป็น Abort c ก็จะเป็น Data นะคะ

00:18:36.702 --> 00:18:44.520
เราก็จะเห็นว่าตรงที่ c นี่ จะมีหน้าตาคล้ายกับตัวมาตรฐาน 802.4 นะคะ

00:18:44.520 --> 00:18:46.462
เดี๋ยวเราจะมาดูนะคะ

00:18:47.780 --> 00:18:55.429
ว่าตัวประเภทแรกของเราที่ a หรือว่า Token นี่คืออะไรนะคะ

00:18:55.429 --> 00:19:01.692
Token ก็จะเป็นตัวที่เดินทางอยู่ในตัวระบบเครือข่ายนั่นเองนะคะ

00:19:01.692 --> 00:19:03.601
ก็คือจะวิ่งวนไปเรื่อย ๆ

00:19:03.601 --> 00:19:09.079
จนกระทั่งมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องไหนที่ต้องการส่งข้อมูลนะคะ

00:19:09.079 --> 00:19:16.387
ก็จะทำการเปลี่ยน Token ที่ทำการเดินทางในวงแหวนองเรานี่ เปลี่ยนค่านั่นเองนะคะ

00:19:19.252 --> 00:19:26.078
จากนะคะ ตัว Access Control หรือว่าตัว AC ของเรานี่จากค่า 0 นะคะ เปลี่ยนเป็น 1 นะคะ

00:19:26.078 --> 00:19:33.604
แล้วก็จำลองตัวเองนี่ กลับมาเป็นตัว Header ก็คือตัวด้านหน้านี่ เพื่อทำการส่งนะคะ

00:19:33.604 --> 00:19:36.114
ในเฟรมข้อมูลของเรานะคะ

00:19:36.114 --> 00:19:41.043
โดยเราจะมีนะคะ เฟรมที่มีการส่งข้อมูลของเรานี่

00:19:41.043 --> 00:19:46.913
ตัวนี้นี่ มีอะไรบ้าง ลักษณะก็จะคล้าย ๆ ตัวมาตรฐาน 802.4 เมื่อกี้เลยนะคะ

00:19:46.913 --> 00:19:53.988
ก็จะมี SD ก็คือตัว Start ก็คือเดินมาบอกแล้วว่า นี่ จะเริ่มมีการส่งข้อมูลแล้วนะนะคะ

00:19:53.988 --> 00:20:00.000
คำนวณความยาวไบต์เท่าไรนั่นเองนะคะ จะมี SD แล้วก็ตัว ED

00:20:00.000 --> 00:20:02.808
ตัวนี้ก็คือ End delimiter นั่นเอง

00:20:02.808 --> 00:20:09.161
เริ่มต้นแล้วก็ต้องมีจุดสิ้นสุดนั่นเองของเฟรมว่าอยู่ที่ไหนนะคะ

00:20:11.093 --> 00:20:18.685
ถัดมานะคะ เราก็จะมาดูตัว AC ของเรานะคะ ตัวเมื่อกี้ เมื่อกี้เป็น

00:20:19.487 --> 00:20:22.762
Start แล้วก็ตัวที่ 2 ก็จะเป็นตัว AC ของเรานะคะ

00:20:22.762 --> 00:20:28.034
AC ของเราตัวนี้ ก็จะมีองค์ประกอบที่เยอะมากกว่าตัวมาตรฐานเมื่อกี้นะคะ

00:20:28.034 --> 00:20:36.593
ก็จะมีอยู่ 4 ส่วน มี Priority นะคะ ก็คือสามารถที่จะกำหนดความสำคัญของเฟรม

00:20:36.593 --> 00:20:40.766
อย่างที่บอกไปว่าเฟรมไหนลำดับที่ 1 2 3 นะคะ

00:20:41.454 --> 00:20:47.905
อันที่ 2 Token ก็จะบอกประเภทได้นะคะว่าอันนี้เป็นเฟรมข้อมูลหรือเปล่า

00:20:47.905 --> 00:20:52.219
หรือว่าเป็น Token หรือว่าตัวหัวที่ส่งข้อมูลนั่นเองนะคะ

00:20:52.219 --> 00:21:02.642
อันที่ 3 Monitor นะคะ ก็เอาไว้ในกรณีที่เฟรมเกิดขาดหายในวง

00:21:02.929 --> 00:21:07.896
การสื่อสารของเรานั่นเอง ในวงเส้นเดินทางหรือตัวระบบคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ

00:21:07.896 --> 00:21:15.123
และอันที่ 4 ก็จะเป็น Reserve นะคะ สำหรับจอกรณีที่เราต้องการที่จะส่งข้อมูลนะคะ

00:21:15.123 --> 00:21:19.783
ก็ตัว Reserve นี่ก็จะไปจองว่าเดี๋ยวเราจะทำการส่งข้อมูลแล้วนะ นะคะ

00:21:21.731 --> 00:21:28.336
ถัดมา ตัวถัดมา ก็จะเป็นตัว Frame Control ตัวนี้นะคะ ก็จะใช้ตัวควบคุมนะคะ

00:21:28.336 --> 00:21:34.950
ตัวชุดคำสั่งนะคะ ที่เอาไปกำกับการส่งข้อมูลในตัวเฟรม

00:21:34.950 --> 00:21:38.144
ที่เราจะส่งไปยังปลายทางนะคะ

00:21:38.545 --> 00:21:45.947
ถัดมา SD นะคะ ตัวนี้ ก็คือ Source address ของเราแล้วก็

00:21:46.692 --> 00:21:51.359
Destination address ก็ตาม ก็จะเป็นที่อยู่ผู้ส่งกับที่อยู่ผู้รับ

00:21:51.359 --> 00:21:57.074
ลักษณะก็จะเหมือนกันนั่นเอง แล้วก็จะมีที่อยู่ของต้นทางว่าส่งมาจากไหน

00:21:57.074 --> 00:22:04.022
แล้วก็ที่อยู่ของปลายทาง อันนี้ก็จะมีอย่างละ 6 ไบต์เช่นเดียวกันนั่นเองนะคะ

00:22:05.569 --> 00:22:08.315
ถัดมา อันนี้จะเป็นข้อมูลนะคะ

00:22:08.716 --> 00:22:11.142
ความยาวของข้อมูลนะคะ เราจะเห็นว่า

00:22:11.142 --> 00:22:19.851
ตัวความยาวของข้อมูลของเราจะสามารถส่งได้ตั้งแต่ 0 ถึง 4500 ไบต์นั่นเองนะคะ

00:22:20.252 --> 00:22:26.353
Checksum เอาไว้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ก็มี 4 ไบต์

00:22:26.353 --> 00:22:30.624
เช่นเดียวกับมาตรฐานเมื่อกี้เลย เช่นกรณีที่เราส่งข้อมูล

00:22:30.624 --> 00:22:37.918
ไปในสายสื่อสารแล้วเกิดความผิดพลาดข้อมูลในลำดับไหนนี่ ขาดหายไปนคะ

00:22:37.918 --> 00:22:43.182
หรือข้อมูลลำดับไม่ครบนะคะ ก็จะได้ทำการส่งข้อมูลกลับมาอีกรอบหนึ่ง

00:22:43.182 --> 00:22:48.245
เพื่อจะได้ให้ข้อมูลจากต้นทางและปลายทางตามนี่ ครบตามที่ต้นทาง

00:22:48.703 --> 00:22:51.281
ต้องการส่งข้อมูลมานั่นเองนะคะ

00:22:53.344 --> 00:22:58.481
ถัดมา Frame Status อันนี้ก็คือสำหรับไว้ควบคุมข้อมูลนะคะ

00:22:58.481 --> 00:23:05.559
โดยเมื่อผู้รับได้รับข้อมูลนะคะ ก็จะทำการบ่งบอกสถานะของข้อมูลว่า

00:23:05.559 --> 00:23:09.595
ข้อมูลที่ได้รับมานี่ เป็นอย่างไรบ้างนะคะ

00:23:10.512 --> 00:23:19.581
อันแรกของเรานะคะ อยู่ที่ถ้าตัว AC ของถ้า A = 0 และ C = 0 ก็คือ

00:23:19.581 --> 00:23:25.949
ปลายทาง ผู้รับไม่อยู่ในวงแหวน พูดง่าย ๆ ก็คือ Destination หรือว่าตัวปลายทางนี่

00:23:25.949 --> 00:23:30.591
ไม่ได้อยู่ในวงสื่อสารนะคะ ที่เราจะส่งข้อมูลไปนั่นเอง

00:23:31.508 --> 00:23:35.743
เมื่อได้รับตัวสารตรงนี้ เราก็ต้องทำการส่งข้อมูลใหม่นะคะ

00:23:36.530 --> 00:23:44.163
ถัดมา ถ้าค่า A เป็น 1 C เป็น 0 หมายความว่า ฝั่งผู้รับนะคะ

00:23:44.564 --> 00:23:45.633
แล้วก็

00:23:47.639 --> 00:23:55.266
ไม่ได้รับเฟรมนั้น อาจจะมีการส่งข้อมูลไม่ครบ หรือว่ามีบัฟเฟอร์เกิดขึ้นนะคะ

00:23:55.266 --> 00:23:57.612
อันนี้ก็จะได้เช็กกันอีกรอบหนึ่ง

00:23:58.815 --> 00:24:07.048
แล้วก็สุดท้ายนะคะ A = 1 C = 1 หมายความว่า ได้รับข้อมูลครบเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

00:24:10.830 --> 00:24:11.716
ถัดมา

00:24:13.722 --> 00:24:18.168
เราก็จะมาดูว่า Token Frame ของเรานี่มีอะไรบ้างนะคะ

00:24:18.970 --> 00:24:23.352
ลักษณะของเฟรมก็จะประกอบไปด้วย 3 ไบต์นะคะ

00:24:23.352 --> 00:24:28.353
ก็จะมี SD AC ED นะคะตรงนี้

00:24:29.499 --> 00:24:38.153
มี Start นะคะ Access control แล้วก็ End delimiter ก็คือเริ่มที่เท่าไรนะคะ

00:24:39.929 --> 00:24:45.232
แล้วก็จบที่เท่าไรนั่นเอง แล้วก็จะเป็นตัว AC ไว้ทำการควบคุมนะคะ การส่งข้อมูล

00:24:45.232 --> 00:24:51.017
ในระหว่างต้นทางกับปลายทางนั่นเองนะคะ อีกตัวหนึ่งนะคะ ก็จะเป็น Abort

00:24:51.017 --> 00:24:57.405
ตัวนี้ก็จะเป็นชื่อที่อาจจะไม่ได้ยินนะคะ เพิ่งได้ยินมา

00:24:57.405 --> 00:25:01.639
ตัวเฟรมนี่ก็ไว้ในกรณีที่เราต้องการยกเลิกนั่นเองนะคะ

00:25:01.639 --> 00:25:07.239
ว่าจะเริ่มยกเลิกตั้งแต่เฟรมไหนถึงเฟรมไหน ตัวข้อมูลที่เราส่งไปก็สามารถยกเลิก

00:25:07.239 --> 00:25:11.319
ข้อมูลเหล่านั้นก็จะไม่ส่งไปยังปลายทางนั่นเองนะคะ

00:25:12.408 --> 00:25:20.922
เราก็จะมาดูมาตรฐานของตัว การส่งข้อมูลของ IEEE 802.4 แล้วก็ IEEE 802.5 นะคะ

00:25:20.922 --> 00:25:29.373
คราวนี้เรามาดูรูปแบบของตัว Token Bus ของเรานะคะ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อนะคะ

00:25:29.373 --> 00:25:35.434
จากสถานีนะคะ เดาจากรูปก็จะเห็นว่ามันจะเป็นการเชื่อมต่อนะคะ

00:25:35.434 --> 00:25:40.506
เป็นรูปแบบกลุ่มในลักษณะของวงนั่นเองนะคะ แต่

00:25:42.225 --> 00:25:47.259
การส่งข้อมูลนี่ก็จะเริ่มนั่นเองนะคะ จากต้นทางนะคะ

00:25:47.775 --> 00:25:54.315
โดยหมายเลขที่สูงสุดของวงนะคะ ก็จะส่งข้อมูลออกมานะคะ

00:25:54.315 --> 00:25:59.608
แล้วก็ไล่ลำดับไปยังข้อมูลข้างเคียงของเรานั่นเองนะคะ

00:25:59.608 --> 00:26:07.023
อันนี้ก็จะเห็นว่าเป็นสายโคแอกเชียลนะคะ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อตัวอุปกรณ์นะคะ

00:26:11.894 --> 00:26:19.581
ถัดมา Token Bus นะคะ อันนี้ก็จะเห็นว่าสายของเรานี่ทำการเชื่อมต่อกันเป็นวงล้อมนะคะ

00:26:19.581 --> 00:26:26.058
ก็คือวงกลมเลยนะคะ อุปกรณ์ก็ต่อจากเครื่องนะคะ ไปยังสายส่งสัญญาณ

00:26:26.058 --> 00:26:32.875
แล้วก็ไปยังเครื่องใกล้เคียงนะคะ ที่ทำการเชื่อมต่อจนกระทั่งครบเป็น 1 รอบนั่นเองนะคะ

00:26:34.651 --> 00:26:41.004
ก็จะมีการส่งจาก... ส่งจาก Station ไหนไปยัง Station ไหนนะคะ

00:26:44.098 --> 00:26:50.887
ถัดมา อุปกรณ์นะคะ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อของ Token Ring นะคะ

00:26:50.887 --> 00:26:58.782
ก็จะเรียกว่า Multistation Access Unit หรือว่า MAU นะคะ

00:26:58.782 --> 00:27:06.443
ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อตัวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เข้ากับสายสื่อสารนะคะ

00:27:06.443 --> 00:27:11.823
แล้วก็สายสื่อสารก็เชื่อมต่อไปยัง Station หรือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวอื่น ๆ

00:27:11.823 --> 00:27:18.002
แล้วก็เชื่อมต่อให้เป็น 1 เครือข่าย หรือว่า 1 วงจรของเรานั่นเองนะคะ

00:27:24.936 --> 00:27:32.837
ถัดมาก็จะเป็นตัวรูปแบบการใช้ตัวไฟเบอร์นะคะ ก็จะเรียกว่า FDDI นะคะ

00:27:32.837 --> 00:27:38.373
Fiber Distributed Data Interface นะคะ ก็จะเป็นระบบเครือข่ายที่

00:27:38.373 --> 00:27:44.769
ใช้รูปแบบของ Token Ring นะคะ ตัวมาตรฐานของเรา ตัว ITP เมื่อกี้นั่นเองนะคะ

00:27:44.769 --> 00:27:49.417
โดยกำหนดมาตรฐานโดย ANSI แล้วก็ ITU

00:27:50.391 --> 00:27:56.319
ตัวนี้จะใช้ตัวมาตรฐานของตัว Fiber Optic มาใช้ในการสื่อสารนะคะ

00:27:56.892 --> 00:28:04.490
คราวนี้เราจะมาดูตัว Layer ของตัว FDDI นะคะ ก็จะมีทั้งหมด 4 ส่วนนะคะ ก็จะมีแค่

00:28:04.490 --> 00:28:08.523
ถ้าเทียบกับตัว OSI ของเราก็มีแค่ 2 ชั้นนะคะ

00:28:10.987 --> 00:28:16.967
ก็จะแตกต่างกับตัว OSI ของเรา ซึ่งตัว OSI มันก็จะมีตัว Layer ที่มันมากกว่านี้ ถูกต้องนะ

00:28:16.967 --> 00:28:23.275
อันนี้ก็จะมีแค่ Physical Layer กับ Data Link Layer นะคะ ของตัว FDDI ก็จะมี

00:28:23.905 --> 00:28:29.426
Layer Physical ก็จะมีตัว Physical medium นะคะ ก็คือตัวกรณีไว้

00:28:30.000 --> 00:28:32.179
เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก แล้วก็ Physical นะ

00:28:32.179 --> 00:28:37.311
ตัวอุปกรณ์เราก็จะมีตัว Media Access Control MAC ของเรานะคะ

00:28:37.311 --> 00:28:40.136
แล้วก็จะมี Logical  Link Control นะคะ

00:28:40.136 --> 00:28:44.173
อันนี้ก็จะเป็นรูปที่สามารถเปรียบเทียบนั่นเองนะคะ ว่า

00:28:44.173 --> 00:28:49.525
สามารถที่จะส่งแล้วก็สื่อสารข้อมูลในรูปแบบของ Fiber Optic

00:28:49.525 --> 00:28:53.940
ที่เป็นตัวไอ้ FDDI กับตัว ANSI นี่ มันเปรียบเทียบอย่างไรบ้างนั่นเองนะคะ

00:28:56.347 --> 00:29:01.276
วันนี้ก็จะเป็นตัวคร่าว ๆ 2 ตัวมาตรฐานนะคะ

00:29:01.276 --> 00:29:07.551
ว่าดูทางกายภาพแล้ว แล้วก็ดูตัวองค์ประกอบที่ใช้ในการส่งข้อมูลของเรานั่นเองนะคะ

00:29:07.551 --> 00:29:13.958
ว่าเวลาเราส่งข้อมูลนี่ มันต้องประกอบด้วยเฟรมข้อมูลอะไรบ้าง มีต้นทางปลายทาง

00:29:13.958 --> 00:29:20.138
มีการเช็กข้อมูลด้วยหรือเปล่านะคะ แล้วก็สามารถบอกขนาดของข้อมูลได้ไหมนะคะ

00:29:20.138 --> 00:29:24.138
แล้วกรณีที่ส่งข้อมูลไปแล้วเกิดผิดพลาดนี่ มีการเช็กอย่างไร

00:29:24.138 --> 00:29:28.202
ถ้าเป็น Token Bus นะคะ ส่งข้อมูลไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

00:29:28.202 --> 00:29:30.592
ถ้าในกรณี Token Ring นะคะ

00:29:30.592 --> 00:29:36.099
ถ้าต้องการจะส่งข้อมูลนี่ เราต้องไปเจาะ Token ที่อยู่ในวงสื่อสารของเราไหม

00:29:36.500 --> 00:29:40.581
ก่อนที่จะสามารถส่งข้อมูลได้หรือเปล่านั่นเองนะคะ

00:29:40.581 --> 00:29:45.049
แล้วก็อันนี้ก็จเป็นพูดถึงตัว Fiber Optic ตัวสุดท้ายนะคะ

00:29:47.055 --> 00:29:52.840
อันนี้ก็จะเป็นตัวการเชื่อมต่อของตัว FDDI ก็จะมีจำนวน 2 วงนะคะ

00:29:52.840 --> 00:29:56.642
เพื่อใช้แก้ปัญหา กรณีเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา

00:29:56.642 --> 00:30:04.965
ตัว FDDI ก็คือจะมีสาย ก็จะมีเชื่อม 2 เส้น ก็จะมี Primary Ring นะคะ

00:30:04.965 --> 00:30:09.212
เส้นที่ 1 แล้วก็มี Secondary Ring กรณีที่สายตัวแรก

00:30:09.212 --> 00:30:11.860
เกิดมีปัญหาหรือความเสียหายของตัวสาย

00:30:11.860 --> 00:30:17.414
ก็สามารถใช้สายส่งที่สำรองอีกเส้นหนึ่งเอาไว้ได้

00:30:17.414 --> 00:30:21.815
มันจะทำให้การสื่อสารของเรานี่ไม่เกิดติดปัญหาขึ้นมาได้

00:30:21.815 --> 00:30:27.578
เหมือนสาย 1 เสีย ก็ใช้สาย 2 ในการส่งสัญญาณระหว่างกันได้นั่นเองนะคะ

00:30:28.819 --> 00:30:33.302
อาจจะเป็น Backup Ring ขึ้นมาช่วยแก้ปัญหานั่นเอง

00:30:34.448 --> 00:30:40.034
วันนี้ก็จะเป็น 2 ตัวมาตรฐานนะคะ เบื้องต้นนะคะ ที่เราเรียน

00:30:40.034 --> 00:30:44.251
เราก็จะเรียน 802.3 802.4 802.5

00:30:44.251 --> 00:30:52.355
แล้วก็จะมีคำถามท้ายบทนะคะ ทั้งหมด 5 ข้อนะคะ ก็อย่าลืมนะคะ

00:30:52.355 --> 00:30:57.311
ไปทำคำถามท้ายบท แล้วก็เอามาส่งให้เรียบร้อยแล้วกันนะคะ

00:30:57.769 --> 00:31:04.984
วันนี้ก็จะเป็นประมาณนี้แล้วกันนะคะ เพราะว่าเดี๋ยวจะขอลัดไว้เป็นรอบหน้านะคะ

00:31:04.984 --> 00:31:10.059
เพราะว่าตัวเนื้อหาก็จะแบ่งเป็นส่วน ๆ ตามตัวมาตรฐานนะคะ

00:31:10.059 --> 00:31:14.944
วันนี้ก็จะมี 2 อันนะคะ พูดถึงรูปแบบนั่นเองนะคะ

00:31:14.944 --> 00:31:18.345
วันนี้ใครมีข้อสงสัยหรือว่าข้อคำถามอะไรหรือเปล่าคะ

00:31:22.070 --> 00:31:24.191
ถ้าไม่มีก็

00:31:25.796 --> 00:31:32.630
ค่ะอย่างนั้นก็จะประมาณนี้แล้วกันนะคะ โอเค อย่างนั้นก็ขอขอบคุณพี่ล่ามแล้วกันนะคะ

00:31:32.630 --> 00:31:36.099
เดี๋ยวก็จะขอเช็กชื่อก่อนแล้วกันนะคะ

00:31:38.678 --> 00:31:39.947
ขอบคุณนะคะ

00:31:42.297 --> 00:31:44.419
เดี๋ยวอาจารย์ขอเช็กชื่อก่อนนะคะ

00:31:50.780 --> 00:31:52.099
อดิศร

00:31:54.219 --> 00:31:55.718
อดิศรมาไหมคะ

00:31:59.042 --> 00:32:00.582
ได้ยินไหมนะ

00:32:03.849 --> 00:32:06.054
เดี๋ยวอาจารย์ขออีกเช็กอีกห้องหนึ่งแล้วกัน

00:32:10.982 --> 00:32:12.288
ทวีรัตน์

00:32:13.549 --> 00:32:14.840
(นักศึกษาชาย) มาครับ

00:32:15.413 --> 00:32:18.359
(อาจารย์ธิดารัตน์) จักรพันธ์ (นักศึกษาชาย) ครับ

00:32:20.307 --> 00:32:25.978
(อาจารย์ธิดารัตน์) ศิตาภรณ์ (นักศึกษาหญิง) มาค่ะ

00:32:26.494 --> 00:32:29.501
(อาจารย์ธิดารัตน์) ศิตาภรณ์มาไหมคะ (นักศึกษาหญิง) อาจารย์ได้ยินไหมคะ

00:32:29.501 --> 00:32:32.789
(อาจารย์ธิดารัตน์) ได้ยินแล้วจ้ะ กรพจน์ (นักศึกษาชาย) มาครับ

00:32:32.789 --> 00:32:37.651
(อาจารย์ธิดารัตน์) ครับ นราวิชญ์ (นักศึกษาชาย) มาครับ

00:32:38.109 --> 00:32:41.281
(อาจารย์ธิดารัตน์) อานุภาพ (นักศึกษาชาย) มาครับ

00:32:42.083 --> 00:32:46.407
(อาจารย์ธิดารัตน์) ทศทิศ  (นักศึกษาชาย) มาครับผม สวัสดีครับ

00:32:48.642 --> 00:32:51.415
(อาจารย์ธิดารัตน์) พัทธนันท์ (นักศึกษาชาย) มาครับ

00:32:52.160 --> 00:32:55.760
(อาจารย์ธิดารัตน์) ศศิกานต์ (นักศึกษาหญิง) มาค่ะ

00:32:57.021 --> 00:32:59.786
(อาจารย์ธิดารัตน์) มัณฑนา (นักศึกษาหญิง) มาค่ะ

00:33:00.474 --> 00:33:04.896
(อาจารย์ธิดารัตน์) ปรเมษฐ์ (นักศึกษาชาย) มาครับ

00:33:07.360 --> 00:33:09.078
(อาจารย์ธิดารัตน์) กันตวิชญ์

00:33:14.235 --> 00:33:15.568
กันตวิชญ์

00:33:17.230 --> 00:33:20.602
กันตวิชญ์ ช่วยดูให้หน่อยนะคะ

00:33:22.092 --> 00:33:26.562
อย่างนั้นก็ เดี๋ยวค่อยเช็ก กลัวน้องไม่ได้ยินน่ะ

00:33:28.453 --> 00:33:32.952
กันตวิชญ์ มาไหมคะ กันตวิชญ์

