1
00:00:02,265 --> 00:00:07,096
(อาจารย์สุรีย์พัชร) ใครไม่สบายหรือเปล่า ใครไม่สบายหรือเปล่า

2
00:00:23,470 --> 00:00:26,630
สวัสดีค่ะทุก ๆ คนค่ะ สวัสดีนะคะ

3
00:00:31,000 --> 00:00:34,656
อาจารย์ถามงานก่อนได้ไหม

4
00:00:35,143 --> 00:00:39,470
งานที่เลือกกันไว้ของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2

5
00:00:42,620 --> 00:00:47,890
งานที่เลือก 1 กับ 2 ติดปัญหาอะไรหรือไม่คะ มีใครอยากจะถามไหม

6
00:00:53,405 --> 00:00:56,932
ถ้ากลัวว่าอาจารย์ฟังไม่รู้เรื่อง หนูเขียนก็ได้นะคะ

7
00:00:56,956 --> 00:00:59,295
เขียน เขียนลงไปในกลุ่มก็ได้

8
00:01:00,680 --> 00:01:04,610
ถามลงไปในกลุ่มได้เลยนะคะ เขียนลงไปในกลุ่ม LINE ได้เลยนะคะ

9
00:01:04,870 --> 00:01:07,130
อาจารย์จะได้ทราบว่าหนูติดปัญหาอะไร

10
00:01:08,280 --> 00:01:12,920
เพราะว่าสัปดาห์หน้าใช่ไหมคะ สัปดาห์หน้าเราถึงจะนำเสนอกัน

11
00:02:42,780 --> 00:02:46,570
ไม่เป็นไร หนูดูที่หน้าจอก่อนนะคะ ดูที่หน้าจอนะ

12
00:02:47,980 --> 00:02:53,120
จำได้ไหม ที่อาจารย์เคยบอกครั้งแรกว่าเข้ามาถึงปุ๊บ จะเป็นการ Pop Up

13
00:02:54,160 --> 00:02:55,813
หน้าจอที่ Pop Up ขึ้น

14
00:02:56,088 --> 00:03:01,660
ตัวนี้ค่ะ เป็น Eye Dropper Has Been Updated นะคะตัวนี้

15
00:03:01,780 --> 00:03:04,320
อาจารย์ไม่ได้เปิดเลยนะคะ อาจารย์ไม่ได้เปิด

16
00:03:04,630 --> 00:03:08,670
อาจารย์เปิดเพียงแค่ตัว Drive ของ HCI ที่จะสอนพวกหนู

17
00:03:08,670 --> 00:03:11,440
แต่ตัวที่ Pop Up ขึ้นมาตัวนี้

18
00:03:11,466 --> 00:03:14,929
โดยปกติแล้วนะคะ ตัวใดก็ตามที่ Pop Up ขึ้นมา

19
00:03:15,211 --> 00:03:18,256
มันจะมีเป็นลักษณะของดาบ 2 คมเลย

20
00:03:18,530 --> 00:03:20,621
ถ้าหนูกดโดยที่หนูไม่อ่าน

21
00:03:21,456 --> 00:03:24,360
อาจเสียเงินได้ เมื่อหนูทำการ Login แล้ว

22
00:03:24,760 --> 00:03:28,800
เวลาที่หนู Login เขาจะส่งใบเสร็จให้กับหนูใน E-mail

23
00:03:29,460 --> 00:03:34,280
แล้วถ้าหนูไม่ทำการจ่าย ก็จะมีคนตามล่านะคะ

24
00:03:34,460 --> 00:03:38,120
เป็นคล้าย ๆ กับตำรวจน่ะค่ะ ทางตำรวจทาง IT นะคะตัวนี้

25
00:03:38,280 --> 00:03:39,521
อันนี้แนะนำเลยนะคะ

26
00:03:39,824 --> 00:03:42,020
ห้ามกด... อะไร Pop Up ขึ้นมา

27
00:03:42,040 --> 00:03:45,880
หนูก็กดออกได้เลยนะคะ กดกากบาทได้เลยนะ

28
00:03:46,710 --> 00:03:49,596
เราไม่ได้ตั้งใจเปิด เราก็ไม่ต้องดูค่ะ นะคะ

29
00:03:50,588 --> 00:03:51,850
ดูในสไลด์นะคะ

30
00:03:58,980 --> 00:04:03,415
ครั้งที่แล้วเรารู้โครงสร้างของ HCI นะ

31
00:04:03,897 --> 00:04:06,960
เรารู้ว่าองค์ประกอบของเขาเป็นอย่างไรบ้าง

32
00:04:07,370 --> 00:04:12,632
คราวนี้เราจะมารู้เลยว่าความสามารถและพฤติกรรมของมนุษย์

33
00:04:12,856 --> 00:04:15,660
ที่ใช้คอมพิวเตอร์ เราจะทำอย่างไร

34
00:04:18,320 --> 00:04:18,835
เอาล่ะ

35
00:04:21,802 --> 00:04:23,185
เด็ก ๆ ทุกคนเป็นมนุษย์

36
00:04:25,199 --> 00:04:26,597
อาจารย์ขออนุญาตยืนนะคะ

37
00:04:27,127 --> 00:04:30,750
เห็นชัดอยู่นะลูกนะ เห็นชัดอยู่นะคะ

38
00:04:34,620 --> 00:04:40,080
โอเคนะ เป็นห่วงว่าเด็กไม่เห็น ความเป็นห่วง

39
00:04:40,960 --> 00:04:47,143
ครั้งที่แล้วใครจำได้ไหมคะ ว่า HCI ย่อมาจากอะไร

40
00:04:47,398 --> 00:04:51,720
H คืออะไร C คืออะไร และ I คืออะไร

41
00:04:55,190 --> 00:04:58,421
ตรงตัวเป๊ะ คำตอบข้อแรกอยู่ในหน้าจอ

42
00:05:01,580 --> 00:05:06,700
คำตอบตัวที่ 2 เป็นในลักษณะของการติดต่อสื่อสาร

43
00:05:07,330 --> 00:05:11,960
คำตอบตัวที่ 3 คือ สิ่งที่อยู่ข้างหน้าหนูน่ะ เขาเรียกว่าอะไร

44
00:05:13,720 --> 00:05:16,223
HCI ตรงตัวเลยลูก

45
00:05:16,290 --> 00:05:20,080
แปลว่าอะไร ใครตอบได้หนูยกมือเลยนะคะ ยกมือขึ้นมาเลย

46
00:05:22,560 --> 00:05:26,060
ผิดถูกไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์อยากได้ความกล้าเฉย ๆ ลูก

47
00:05:27,510 --> 00:05:29,045
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ

48
00:05:29,560 --> 00:05:32,700
ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ล่ามแปลให้ลูก เดี๋ยวพี่ล่ามแปลให้

49
00:05:39,320 --> 00:05:42,609
ได้ไหมคะ H คืออะไรลูก H H

50
00:05:43,856 --> 00:05:48,420
H H คืออะไรคะ

51
00:06:00,450 --> 00:06:03,421
ในหน้าจอเขียนว่าอะไรลูกบรรทัดแรก

52
00:06:05,170 --> 00:06:07,080
H อ่านว่าอะไรคะ

53
00:06:13,890 --> 00:06:18,240
ใครอ่านได้หนูยกมือเลยลูก ยกมือเลย แล้วก็บอกว่า H คือ...

54
00:06:19,380 --> 00:06:22,950
นี่ค่ะ นี่คือคำตอบของตัว H ตัวแรกเลยลูก ตัวแรกเลย

55
00:06:26,310 --> 00:06:28,455
ยกมือได้เลยนะคะ ยกมือขึ้นเลย

56
00:06:32,934 --> 00:06:36,110
ใครได้ยกมือเลยค่ะ นี่คือคำตอบค่ะนี่ H

57
00:06:48,840 --> 00:06:55,380
โอเคค่ะ Human โอเค Human

58
00:06:55,710 --> 00:06:57,467
คราวนี้ถ้า I ล่ะ

59
00:06:59,829 --> 00:07:05,604
เป็นการติดต่อ I คือ การติดต่อลูก

60
00:07:05,854 --> 00:07:08,520
อันนี้เป็นพื้นฐานทางภาษาอังกฤษนิดหนึ่งนะ

61
00:07:11,230 --> 00:07:14,430
มีคำอะไรบ้างคะ ที่ใช้คำว่า "การติดต่อ"

62
00:07:17,950 --> 00:07:19,965
Inter อะไรเอ่ยลูก Inter...

63
00:07:22,268 --> 00:07:26,330
Intersection เป็น... ไม่ใช่ลูก มันเป็นการแทรกแล้ว Inter...

64
00:07:31,710 --> 00:07:35,098
เวลาที่หนูคุย LINE เวลาที่หนูคุย LINE

65
00:07:35,460 --> 00:07:39,290
หนูกดวิดีโอคอลนั่นล่ะค่ะ คือการอะไรลูก

66
00:07:43,920 --> 00:07:49,390
เวลาที่หนูคุย LINE LINE จะมีการโทรใช่ไหมคะ มีโทรกับวิดีโอคอล

67
00:07:49,680 --> 00:07:53,250
เวลาที่หนูกดวิดีโอคอลปั๊บ หนูเห็นอะไรคะ

68
00:07:59,680 --> 00:08:04,820
เห็นหน้าตัวเอง ถ้าปลายทางเขาไม่ได้... เปิดกล้องใช่หรือไม่

69
00:08:05,520 --> 00:08:10,151
เป็นการรอคอยให้เขาเปิดกล้อง นั่นคือตัวติดต่อสื่อสาร

70
00:08:10,176 --> 00:08:12,680
เขากำลัง Connect หาค่ะ

71
00:08:13,340 --> 00:08:17,322
เขากำลัง Connect หา คุณ ๆ ๆ เปิดกล้องสิ

72
00:08:18,294 --> 00:08:21,120
เราเปิดกล้องแล้วนะ อย่างนี้

73
00:08:21,330 --> 00:08:25,514
เมื่อปลายทางเปิดกล้องปุ๊บ การ Interface เกิดขึ้น

74
00:08:26,224 --> 00:08:31,865
I คือ การ Interface โอเคนะคะ Human Interface

75
00:08:32,582 --> 00:08:37,755
คราวนี้ตัว C เพราะ HCI

76
00:08:38,290 --> 00:08:44,550
หลักการคนเกิดการติดต่อสื่อสาร แล้ว C คืออะไรลูก

77
00:08:46,610 --> 00:08:50,340
Connect ใช่ค่ะ หรือ Communication นั่นเอง

78
00:08:50,770 --> 00:08:55,880
ทำอย่างไรให้คนสามารถที่จะ Interface ถึงกันและกันได้

79
00:08:56,250 --> 00:09:03,250
จนส่งผลทำให้เขาเลยมีเส้นในการเชื่อมต่อถูกไหมคะ มีการเชื่อมต่ออยู่ด้านบน

80
00:09:04,000 --> 00:09:06,333
เราไม่รู้หรอกค่ะ ว่า ณ เวลานี้

81
00:09:06,539 --> 00:09:11,080
เช่น อาจารย์แอนอยู่เมืองไทย อาจารย์ติดต่อกับคนยุโรป

82
00:09:11,680 --> 00:09:15,580
ยุโรปห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ขอยกตัวอย่างชัวร์เลยนะคะ แคนาดา

83
00:09:16,310 --> 00:09:20,547
เขาห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ตอนนี้ของเรา 3 โมงนะ

84
00:09:20,949 --> 00:09:27,560
9 โมงกับอีก 20 นาที เท่ากับของเขา 21.20 น.

85
00:09:30,160 --> 00:09:34,410
คราวนี้แล้วนาฬิกาของเขาและของเรารู้ได้อย่างไร

86
00:09:36,970 --> 00:09:40,165
ก็เกิดการติดต่อสื่อสารจากอะไรคะ ดาวเทียม

87
00:09:40,224 --> 00:09:41,720
หนูเข้าใจคำว่า "ดาวเทียม" อยู่ใช่ไหมลูก

88
00:09:42,490 --> 00:09:45,920
ดาวเทียมทำการส่ง... ส่งสัญญาณ

89
00:09:47,100 --> 00:09:51,453
คราวนี้เป็นคำถามที่เด็กน้อยน่าจะผ่านหูกันมาเยอะแล้ว

90
00:09:52,383 --> 00:09:55,510
ดาวเทียมไทยชื่อว่าอะไรลูก

91
00:10:00,770 --> 00:10:03,254
หลายชื่อค่ะ หลายชื่อมี 2 ชื่อเลย

92
00:10:03,731 --> 00:10:07,030
ดาวเทียมของไทยที่ส่งขึ้นไปชื่อว่าอะไรลูก

93
00:10:08,405 --> 00:10:13,875
Search หาได้ค่ะ Google ถือเป็นแอปพลิเคชันหนึ่งค่ะในการค้นหา

94
00:10:14,230 --> 00:10:16,970
หนูพิมพ์คำว่า "ดาวเทียม ไทย"

95
00:10:22,040 --> 00:10:24,620
พิมพ์ได้ลูก เปิด Google เลยค่ะ เปิด Google

96
00:10:56,080 --> 00:11:03,021
อะไรนะลูก THEOS กับ Thaichote ใช่ค่ะ ใช่

97
00:11:04,311 --> 00:11:06,880
ถามเพื่ออีกคะแนนหนึ่ง 3 แต้มแล้ว

98
00:11:10,800 --> 00:11:18,420
เขาสำรวจอะไร ทรัพยากร

99
00:11:19,450 --> 00:11:24,010
จำคะแนนตัวเองไว้นะคะ อาจารย์ลืมเอาไว้ในรถ 3 แต้มจำไว้นะ

100
00:11:24,690 --> 00:11:31,480
และเพื่อนข้าง ๆ 1 แต้ม จำไว้นะคะ 1 แต้มจำไว้นะ โอเค

101
00:11:31,650 --> 00:11:35,485
อาจารย์ลืมเอาแผ่นมา ลืมจริง ๆ

102
00:11:37,059 --> 00:11:40,780
รีบขึ้นมา ไม่เป็นไร เดี๋ยวจดได้

103
00:11:41,720 --> 00:11:46,536
มาสไลด์อันนี้ อาจารย์ยังไม่ได้เอาขึ้นให้นะ

104
00:11:46,560 --> 00:11:48,120
เดี๋ยวอาจารย์เอาขึ้นให้นะคะ

105
00:11:49,710 --> 00:11:53,000
นะคะ เดี๋ยวเอาขึ้นให้ หนูดูผ่านทางด้านหน้าจอได้เลย

106
00:11:53,880 --> 00:11:56,821
ในตัวนี้อาจารย์จะให้หนูรู้ในเรื่องของมนุษย์

107
00:11:57,559 --> 00:12:00,030
ความสามารถของพฤติกรรมของมนุษย์

108
00:12:00,030 --> 00:12:05,540
ดูสิว่ามนุษย์เขามีพฤติกรรมอย่างไร และความสามารถอย่างไรในการติดต่อสื่อสาร

109
00:12:05,880 --> 00:12:10,647
เขาเลยบอกว่าด้านแรกเลยมี 3 ด้านหลัก ๆ เลย

110
00:12:10,671 --> 00:12:13,230
หนูจำให้แม่นเลยนะคะ หนูจำให้มั่น ๆ เลย

111
00:12:13,230 --> 00:12:20,600
ว่าอย่างแรก คือ การช่องทางการรับเข้า-ออกที่เกี่ยวกับการมองเห็น

112
00:12:21,290 --> 00:12:29,120
โอเคนะ เกี่ยวกับการมองเห็น การได้ยิน หรือฟัง การสัมผัส และการเคลื่อนไหว

113
00:12:31,410 --> 00:12:36,040
ด้านที่ 2 คือ ความจำของมนุษย์ ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน

114
00:12:36,060 --> 00:12:41,100
คือ เกี่ยวกับประสาทและความรู้สึก ที่เรียกว่า "Sensory memory"

115
00:12:41,660 --> 00:12:47,540
การจดจำระยะสั้น ที่เรียกว่า "Short-term memory" และการจดจำระยะยาว

116
00:12:48,200 --> 00:12:55,490
3. การประมวลผลของมนุษย์ ประกอบไปด้วยการหาเหตุผล การแก้ไขข้อปัญหาต่าง ๆ

117
00:12:55,490 --> 00:12:58,270
เช่น การใช้ Skill หรือการใช้ทักษะ

118
00:12:58,680 --> 00:13:04,090
หรือการเรียนรู้จากความผิดพลาดนะคะ หรือว่าเรียนรู้จากความผิดพลาด

119
00:13:04,590 --> 00:13:11,440
ซึ่งทุกคนได้ทำมาแล้วค่ะ แต่หนูไม่ได้ทราบว่าหนูแยกออกมาเป็น 3 ด้าน

120
00:13:11,740 --> 00:13:14,721
เราลองมาดูทีละด้านนะคะ ลองมาดูทีละด้านกัน

121
00:13:14,745 --> 00:13:19,670
ว่าด้านแรกการรับเข้า-ออกเป็นอย่างไรล่ะ

122
00:13:19,710 --> 00:13:22,648
ก็คือการมองเห็น อาศัยอยู่ 2 ขั้นตอน

123
00:13:22,672 --> 00:13:28,400
คือ 1. หนูรับรู้ทางกายภาพผ่านทางสิ่งเร้าภายนอก

124
00:13:28,570 --> 00:13:31,988
2. การประมวลผลและแปลความจากสิ่งเร้า

125
00:13:32,185 --> 00:13:35,040
ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ยกตัวอย่างแล้วนะคะ

126
00:13:36,560 --> 00:13:40,465
ด้านหน้าของเด็ก ๆ เรียกว่าอะไรคะ

127
00:13:41,800 --> 00:13:44,070
ที่อยู่ด้านหน้าลูก ด้านของหนูเรียกว่า...

128
00:13:52,880 --> 00:13:57,910
ด้านหน้าของเด็ก ๆ คืออะไรคะ มองตาตาหนูมองจ้องมาข้างหน้านั่นคืออะไรลูก

129
00:14:02,840 --> 00:14:05,155
แล้วแต่นะคะ ตอนนี้ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด

130
00:14:05,179 --> 00:14:09,720
มันขึ้นอยู่กับสายตาของเราว่าเรามองอะไร โอเคไหม

131
00:14:10,010 --> 00:14:12,210
ตอบได้เลยลูก ตอบอาจารย์หน่อยค่ะลูก

132
00:14:12,295 --> 00:14:17,050
ใครก็ได้ยกมือขี้นค่ะ ยกมือขึ้นเลย ยกมือขึ้นลูก เร็ว

133
00:14:25,350 --> 00:14:26,083
ยกมือเลยลูก

134
00:14:27,076 --> 00:14:35,030
ครับ คอมพิวเตอร์ เขาถือเป็นสิ่งเร้าใช่หรือไม่คะ

135
00:14:37,970 --> 00:14:40,988
คือไม่รู้ล่ะ เราเดินเข้ามาปั๊บ

136
00:14:41,359 --> 00:14:45,630
เราเห็นคอมพิวเตอร์ปุ๊บ หนูกดเปิดปั๊บเลย ใช่หรือไม่คะ

137
00:14:46,190 --> 00:14:50,760
แสดงว่าเขาเป็นสิ่งเร้าที่มีผลกระทบต่อจิตใจของเรา

138
00:14:52,000 --> 00:14:53,674
แต่... แต่ละคนไม่เหมือนกัน

139
00:14:53,747 --> 00:14:56,250
แต่ถ้าคน ๆ นั้นเขาไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์

140
00:14:56,910 --> 00:14:59,250
ย้ำเลยนะคะ เขาไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์

141
00:14:59,480 --> 00:15:05,550
ยกตัวอย่างอาจารย์เป็นต้น อาจารย์ไม่เคยคิดจะเรียนคอมพิวเตอร์เลย

142
00:15:07,230 --> 00:15:09,950
ไม่เคยคิดเลย อาจารย์อยากเป็นพยาบาล

143
00:15:11,006 --> 00:15:15,186
อาจารย์อยากเป็นเลขานุการ อาจารย์อยากเป็นครูคณิตศาสตร์

144
00:15:17,160 --> 00:15:23,070
แต่เมื่อเดินเข้ามาแล้ว คอมพิวเตอร์ถือไม่ใช่สิ่งเร้าของอาจารย์เลย

145
00:15:23,070 --> 00:15:29,240
อาจารย์เลยมองว่าการที่เราจะเก่งคอมพิวเตอร์ได้ อาจารย์ต้องเป็น Hacker ได้

146
00:15:30,320 --> 00:15:35,290
ถ้าอาจารย์เป็น Hacker ไม่ได้ อาจารย์ถือว่าอาจารย์ไม่ได้เป็นนักคอมพิวเตอร์

147
00:15:35,880 --> 00:15:44,110
อาจารย์ไม่ได้ว่าคุณตำรวจนะคะ คุณตำรวจเองก็ขโมยเป็น สะเดาะกุญแจเป็น

148
00:15:45,300 --> 00:15:47,888
มีตัวอย่างเลยล่ะค่ะ ไม่ใช่ตัวอย่างเป็นของจริง

149
00:15:47,912 --> 00:15:50,850
อาจารย์โดนยกเค้า คนยกเค้า คือ ตำรวจค่ะ

150
00:15:52,330 --> 00:15:54,376
มายกเค้าของอาจารย์ไปหมดเลยค่ะ

151
00:15:54,400 --> 00:15:58,860
เงินเดือนของ... อาจารย์อัตราจ้าง ไม่เหลือเลยนะคะ

152
00:15:59,430 --> 00:16:00,870
จับได้ค่ะ อันนี้จับได้

153
00:16:01,980 --> 00:16:06,530
2. การประมวลผลและแปลความหมายจากสิ่งเร้า

154
00:16:06,820 --> 00:16:09,140
หนูเห็นคอมพิวเตอร์อยู่ด้านหน้า

155
00:16:11,031 --> 00:16:16,100
สิ่งแรกเลยหนูจะมองปุ๊บ คือการกดปุ่ม Power ถูกไหมคะ

156
00:16:16,490 --> 00:16:18,888
แต่หนูรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือปุ่ม Power

157
00:16:21,098 --> 00:16:25,530
เพราะสมองหนูประมวลผลแล้วว่าปุ่มนี้มันควรเป็น Power

158
00:16:26,780 --> 00:16:28,827
แล้วถ้าติ๊ต่างว่านะคะ

159
00:16:28,852 --> 00:16:35,021
ยกตัวอย่างเลยว่าถ้าปลั๊กทั้งหมดมันถูกถอดออกหมด สิ่งเร้าของหนูคืออะไรคะ

160
00:16:36,860 --> 00:16:40,400
อย่างน้อยก็เสียบก่อนล่ะ ใช่ไหมคะ แล้วค่อยเปิด

161
00:16:40,984 --> 00:16:45,057
นั่นคือการ Vision คือ การมองเห็นเฉย ๆ นะคะ

162
00:16:45,081 --> 00:16:46,584
อันนี้คือการมองเห็นเลย

163
00:16:47,400 --> 00:16:51,400
มนุษย์เราทำได้คือการมองปุ๊บ จับปั๊บ จบเลยค่ะ

164
00:16:51,913 --> 00:16:55,532
บางคนทำได้แค่ขั้นตอนที่ 1 คือ ได้กับสิ่งเร้า

165
00:16:56,810 --> 00:16:58,773
แล้วเขาก็กระทำกับสิ่งเร้าแล้วจบ

166
00:16:58,820 --> 00:17:02,810
แต่เขาไม่รู้เลยว่าตัวเขาเองนี่ สมองนี่ ถูกการประมวลผลแล้ว

167
00:17:03,130 --> 00:17:06,330
และเด็ก ๆ ทุกคน อาจารย์ก็มั่นใจว่าหนูประมวลผลแล้วด้วย

168
00:17:06,355 --> 00:17:08,604
ว่านี่ ในสมองของหนูน่ะ

169
00:17:08,633 --> 00:17:11,810
คอมพิวเตอร์นี่ เราจะเปิดแล้วเข้าถึงอะไร

170
00:17:12,890 --> 00:17:14,890
ในสมองหนูเริ่มแปลความหมายแล้วถูกไหมคะ

171
00:17:14,960 --> 00:17:17,762
พออาจารย์บอกว่าดาวเทียมคืออะไร

172
00:17:17,787 --> 00:17:19,688
คราวนี้เริ่มหาแล้วไทยคม

173
00:17:20,236 --> 00:17:23,215
เกิด Pop Up อะไรคือประมวลผลในสมองของเรา

174
00:17:23,239 --> 00:17:25,652
คือการพิมพ์ถูกไหมคะ คือการพิมพ์

175
00:17:25,676 --> 00:17:30,270
การพิมพ์ลงไปนั้น คือการประมวลผลจากสมองของเราว่าดาวเทียม

176
00:17:31,310 --> 00:17:33,290
เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะคะ ว่าเราต้องวรรค

177
00:17:34,210 --> 00:17:38,470
อันนั้นขึ้นอยู่เทคนิคของแต่ละบุคคลในการค้นหานะคะ นี่เป็นการค้นหา

178
00:17:40,750 --> 00:17:43,510
ด้านแรกไปแล้ว มาต่อค่ะ

179
00:17:44,515 --> 00:17:48,810
เขาเลยบอกว่าจากการรับเข้า แล้วก็ออก

180
00:17:49,710 --> 00:17:52,690
โดยการมองเห็นของมนุษย์มี 2 อย่างด้วยกันเลยค่ะ

181
00:17:52,790 --> 00:17:58,000
1. บางอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็น คือ การประมวลผล

182
00:17:58,640 --> 00:18:03,060
หนูกดเปิดเครื่องปั๊บ หนูไม่เห็นเลยใช่ไหมคะ ในการวิ่ง

183
00:18:04,190 --> 00:18:07,670
Hard disk เขาวิ่งอย่างไร เขามี Ram อะไรอย่างไร หนูไม่เห็นเลย

184
00:18:07,690 --> 00:18:11,670
นอกเสียจากว่าตอนหนูกดเปิดเครื่องปั๊บ ให้หนูกดปุ่มเบรก

185
00:18:12,210 --> 00:18:17,960
กดเบรก กด ๆ ๆ กด ๆ ๆ กดเบรกไว้ เขาจะหยุดในการประมวลผล ณ เวลานั้น ๆ

186
00:18:18,790 --> 00:18:24,400
อันนี้เป็นการหยุดนะคะ หยุดให้เห็นว่าข้างในมีอะไรบ้างนะคะ

187
00:18:24,840 --> 00:18:30,480
เดี๋ยวอาจารย์ให้หนูลองเข้าในเรื่องของ Dot Prompt

188
00:18:31,880 --> 00:18:35,560
รู้จักคำว่า "Prompt" ไหมลูก Prompt C Prompt D Prompt

189
00:18:37,590 --> 00:18:41,000
เดี๋ยวให้ทำวันนี้ค่ะ ในการเรียก Prompt ทั้งหมดนะคะ

190
00:18:41,600 --> 00:18:46,000
ลักษณะที่ 2 ความสามารถในการแปล หรือตีความหมาย

191
00:18:46,000 --> 00:18:50,640
ทำให้มนุษย์สามารถสร้างภาพขึ้นเองได้ จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

192
00:18:51,630 --> 00:18:56,121
ยกตัวอย่างเลย ว่าตอนนี้หนูกำลังจะออกแบบเกม

193
00:18:57,623 --> 00:19:00,760
หนูรู้แล้วล่ะ ว่าเกมของเรานี่ จะเป็นเกมต่อสู้นะ

194
00:19:01,340 --> 00:19:04,788
แล้วเกมต่อสู้นี่ ยังไม่รู้เลยหน้าตามันเป็นอย่างไร

195
00:19:05,500 --> 00:19:09,040
ใครเป็นคนเล่น แล้วรูปร่างเป็นอย่างไร

196
00:19:09,380 --> 00:19:12,440
แล้วเขามีกระบวนการในการต่อสู้อย่างไร

197
00:19:12,470 --> 00:19:17,470
เช่น เขาทำการตัดต้นไม้เพื่อที่จะไปสร้างบ้าน

198
00:19:17,494 --> 00:19:20,800
นั่นคือ Mission ของเขา ติ๊ต่างนะคะ อันนี้ติ๊ต่าง

199
00:19:21,900 --> 00:19:26,470
ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าต้นไม้ที่ตัดนั้นน่ะ เป็นต้นอะไร

200
00:19:26,720 --> 00:19:29,488
เลยทำมาการออกแบบคอมพิวเตอร์

201
00:19:30,718 --> 00:19:33,820
สร้างขึ้นมาค่ะ เป็นระบบคอมพิวเตอร์ 1 ระบบเลยค่ะ

202
00:19:34,110 --> 00:19:40,820
เขาก็เลยมองว่าถ้าเราจะสร้างระบบคอมพิวเตอร์ได้ เราต้องตีความหมายได้

203
00:19:41,310 --> 00:19:46,550
แล้วมนุษย์นี่ จะต้องสร้างภาพขึ้นเองได้จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

204
00:19:46,550 --> 00:19:51,590
จำไว้นะคะ ไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์ ข้อมูลที่สมบูรณ์ คือ Information

205
00:19:51,910 --> 00:19:56,592
ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ คือ Data Data มีเยอะแยะมากมายค่ะ

206
00:19:57,481 --> 00:20:00,910
เก้าอี้ 1 2 3 4 5 ถือเป็น Data

207
00:20:01,120 --> 00:20:10,850
แต่ถ้าเราสามารถจำแนกได้ว่าเก้าอี้ที่มีพนักพิงสีน้ำตาลที่เปื้อนสีมีกี่ตัว

208
00:20:12,110 --> 00:20:15,600
นี่คือ Information แล้ว หนูเริ่มจำแนก หรือ...

209
00:20:15,790 --> 00:20:20,510
ค่ะ ขอโทษค่ะ เป็นการจำแนกพื้นฐานว่าเออนี่นะ เปื้อนสีนะ

210
00:20:20,540 --> 00:20:24,000
1. เท่าที่อาจารย์เห็นในตานะคะ 1 2 2

211
00:20:24,269 --> 00:20:27,470
การเปื้อน เปื้อนมากเปื้อนน้อยเท่ากับเท่าไร

212
00:20:27,692 --> 00:20:35,222
เกิดการประมวลผลอีก ขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีกล่ะค่ะ ว่าใครจะมองตรงไหนนะคะ

213
00:20:37,760 --> 00:20:42,640
ต่อมาค่ะ ในห้องนี้อาจารย์มั่นใจว่าเด็กทุกคนมองเห็น

214
00:20:43,160 --> 00:20:47,186
หนูมีกระจกตา หนูมีเลนส์ตา

215
00:20:48,391 --> 00:20:53,960
เลนส์ตาของหนูมีจุดรับแสงและสะท้อนไปด้านหลังของดวงตา

216
00:20:55,920 --> 00:21:01,240
อาจารย์ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องของอวัยวะนะคะ ไม่ได้พูดถึงเรื่องอวัยวะนะ

217
00:21:01,540 --> 00:21:03,572
แค่ผ่านไปให้... ให้หนูเข้าใจเฉย ๆ

218
00:21:03,596 --> 00:21:08,290
ว่าดวงตามี 2 ส่วนด้วยกัน คือ กระจกตาและเลนส์ตา

219
00:21:08,540 --> 00:21:13,200
ซึ่งเป็นจุดรับแสงและสะท้อนภาพไปด้านหลังของดวงตา

220
00:21:14,100 --> 00:21:18,160
ตาเรามองเห็นด้านหน้า แล้วสะท้อนออกไปด้านหลัง

221
00:21:18,560 --> 00:21:22,420
เกิดมาเป็นภาพ 1 ภาพ ส่งให้กับสมองของเราข้างหลังค่ะ

222
00:21:22,420 --> 00:21:27,284
ว่า อ๋อ จอคอมพิวเตอร์ของเราเป็นสี่เหลี่ยมนะ

223
00:21:27,549 --> 00:21:30,950
และสี่เหลี่ยมของเรานี่ เป็นสี่เหลี่ยมอะไรอีก

224
00:21:34,360 --> 00:21:38,980
เป็นเหลี่ยมอะไรลูก สี่เหลี่ยมผืนผ้า

225
00:21:40,205 --> 00:21:43,020
ถามว่าทำไมถึงต้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

226
00:21:45,750 --> 00:21:52,200
ก็นักคอมพิวเตอร์อีกแหละ ก็เขามองว่าภาพทั้งหมดอยากจะให้มีความเห็นกว้างขึ้น

227
00:21:52,740 --> 00:21:55,190
เหมือน Panorama น่ะค่ะ เวลาหนูถ่ายรูป

228
00:21:56,440 --> 00:22:03,290
ก็เป็นความคิดของ 1 คน ที่มีความคิดไม่สมบูรณ์สร้างออกมาเป็นระบบนะคะ

229
00:22:04,330 --> 00:22:11,170
คราวนี้เยื่อชั้นในของลูกตาที่เรียกว่า "Retina" เป็นส่วนที่เป็นตัวรับภาพ 2 ลักษณะ

230
00:22:11,190 --> 00:22:12,853
คือ 1. ทรงกระบอก

231
00:22:12,877 --> 00:22:17,480
2. ทรงกรวย เป็นร่องของดวงตานะคะ

232
00:22:18,390 --> 00:22:23,050
อันนี้อาจารย์มั่นใจว่าหนูน่าจะผ่านเรื่องของดวงตามาแล้วนะ

233
00:22:23,280 --> 00:22:29,480
ดวงตาของเรานะคะ พอลากผ่านขึ้นมาอาจารย์ทำอย่างไรดีนะ จะเขียนเป็นภาพ

234
00:22:35,320 --> 00:22:43,380
ง่ายไหม เขียนได้อย่างไรนี่ โน้ตก็ได้ ใส่โน้ต ใส่โน้ต ใส่โน้ต

235
00:22:44,730 --> 00:22:50,350
อ๋อ ค้นหาเลย เดี๋ยวอาจารย์ค้นหาค่ะ สักครู่นะคะ รูปดวงตา

236
00:22:53,330 --> 00:22:55,800
สักครู่ อาจารย์ขอค้นหาคำว่า "ดวงตา" แป๊บค่ะ

237
00:23:07,700 --> 00:23:09,530
ภาพนี้เลยค่ะ ตรงเป๊ะเลยค่ะ

238
00:23:12,700 --> 00:23:19,950
หนูดูจากภาพนะคะ อันนี้คือ Human Eye Anatomy โครงของตา

239
00:23:21,540 --> 00:23:27,860
ด้านหน้าไม่ต้องให้รายละเอียดอะไรเลยค่ะ เรามองด้านหน้าถูกไหมคะ มองเข้าถึงจุดรับแสง

240
00:23:27,860 --> 00:23:30,821
พอเข้าถึงจุดรับแสงปุ๊บ สะท้อนเข้าถึงด้านใน

241
00:23:31,324 --> 00:23:34,000
พอเข้าถึงด้านในปุ๊บ ทำไมคะ

242
00:23:34,230 --> 00:23:39,400
เกิดเส้นแขนงมากมายส่งให้กับสมองของเรา

243
00:23:39,691 --> 00:23:43,597
ซึ่งสมองของเราจะทำการแปลผลออกมาให้เห็นได้ว่า

244
00:23:43,621 --> 00:23:49,850
ว่านี่ เราเห็นอะไร ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ขอยกตัวอย่างนะ

245
00:23:52,000 --> 00:23:57,533
ถ้าหนูไม่รู้จักสิ่งนี้ หนูจะตอบว่าอันนี้คืออะไรคะ

246
00:24:00,337 --> 00:24:03,640
มันคืออะไรลูกอันนี้ อันนี้คืออะไรลูก

247
00:24:13,150 --> 00:24:20,260
เป็นรีโมต แต่หนูไม่รู้ว่ามันเป็นเครื่องฉายวีดิทัศน์ลูก คือ เป็นแค่รีโมตเฉย ๆ

248
00:24:22,170 --> 00:24:32,120
แต่ถ้าหากว่ามีรีโมต ก็มีอันเดียวนะ โอ้ มี 2 อัน ไม่ได้เอา 2 อย่างเลย

249
00:24:33,250 --> 00:24:39,020
อาจารย์มี 2 รีโมต หนูเดินเข้ามาครั้งแรก

250
00:24:40,140 --> 00:24:44,600
ถ้าหนูไม่ใช่เป็นคนเปิดห้อง และไม่รู้เลยว่าอันนี้คืออะไร อันนี้คืออะไร

251
00:24:44,760 --> 00:24:55,350
แล้วเขาถูกวางเอาไว้บนโต๊ะทั้งคู่แบบนี้ แล้วหนูจะเปิดแอร์ หนูจะหยิบตัวไหนคะ

252
00:24:59,730 --> 00:25:08,000
ซ้ายหรือขวาลูก ขวาหนู ขวา... ขวาหนูนะ

253
00:25:08,270 --> 00:25:13,920
โอเค ทำไมถึงเลือกสิ่งนี้คะ เพราะอะไรลูก อาจารย์อยากรู้เพราะอะไร

254
00:25:27,880 --> 00:25:40,410
เพราะอะไรลูก เพราะ... เขามีตัวเลขถูกไหม เขามีตัวเลข

255
00:25:40,690 --> 00:25:45,791
แต่อันนี้ไม่มีตัวเลขทำให้สมองของเราน่ะค่ะ คิดทันทีเลย

256
00:25:45,815 --> 00:25:55,540
ว่า อ๋อ ถ้าหากว่าเป็นรีโมตแอร์ก็ควรที่จะมีตัวเลข และการทำความเย็น

257
00:25:55,680 --> 00:25:59,690
และรีโมตที่เป็นรีโมตของเครื่องวีดิทัศน์ ก็น่าจะเป็นปุ่ม

258
00:25:59,890 --> 00:26:07,568
แล้วเรารู้ได้อย่างไรล่ะคะ ว่าตรงไหนปุ่มเปิด เราจะรู้ได้อย่างไรลูกว่าอันไหนปุ่มเปิด

259
00:26:10,520 --> 00:26:13,400
นั่นนะสิ ทำไมหนูถึงรู้ว่าคือสัญลักษณ์สีแดง

260
00:26:23,040 --> 00:26:23,770
เพราะอะไร

261
00:26:31,850 --> 00:26:37,740
แสดงว่าหนูช่างสังเกตทุกที่ทุกรีโมต ถ้าจะเปิดทีวีถูกไหม

262
00:26:37,890 --> 00:26:41,621
ทีวี วีดิทัศน์ทุกอย่างเลย หนูลองกลับไปดูที่บ้านดูก็ได้ค่ะ

263
00:26:42,291 --> 00:26:45,720
รีโมตทีวีทุกเครื่องจะต้องอยู่มุมซ้าย

264
00:26:46,370 --> 00:26:53,920
และสีต้องเป็นสีแดง หรือสีส้ม หรือเฉดสีแดงเท่านั้นสังเกตดูนะคะ

265
00:26:55,070 --> 00:27:03,900
และโดยทั่วไปปุ่มตัวนี้ค่ะ จะเป็นปุ่มเมนู ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม

266
00:27:03,920 --> 00:27:08,452
อาจารย์ไปเมืองลาวก็เหมือน ๆ กันนี่แหละค่ะ

267
00:27:08,476 --> 00:27:11,720
แค่ภาษาเฉย ๆ นะคะ แค่ภาษา

268
00:27:12,480 --> 00:27:15,760
แล้วถามว่าทำไมถึงอาจารย์รู้ ก็เดาเอาอย่างนี้ล่ะค่ะ

269
00:27:15,760 --> 00:27:21,630
เหมือนที่หนูพูดทุกอย่างเลย ด้านบนจะเป็นตัวเปิด ด้านล่างจะเป็นตัว Control

270
00:27:22,840 --> 00:27:25,710
หลักการเดียวกัน แม้กระทั่งคีย์บอร์ดของหนู

271
00:27:26,730 --> 00:27:30,115
ดูที่คีย์บอร์ดนะคะ คีย์บอร์ดที่มีอยู่

272
00:27:31,044 --> 00:27:36,510
เขามีฟังก์ชัน F1 จนถึง F12 ถือเป็นฟังก์ชันช่วย

273
00:27:37,020 --> 00:27:42,230
Numeric อยู่ฝั่งขวาสุด โอเคนะ Numeric อยู่ฝั่งขวาสุด

274
00:27:42,430 --> 00:27:45,740
และตัวที่... พิมพ์ทั้งหมดจะอยู่ตรงกลาง

275
00:27:46,080 --> 00:27:51,160
Spacebar อยู่ตรงล่างนะคะ Spacebar อยู่ตรงข้างล่าง

276
00:27:55,440 --> 00:27:57,565
อาจารย์ไม่ออกข้อสอบหรอกค่ะ เรื่องดวงตา

277
00:27:57,590 --> 00:28:01,280
แต่ให้รู้แค่เพียงว่าตาเรารับภาพอย่างไร

278
00:28:01,530 --> 00:28:05,037
ถ้าอาจารย์มีข้อสอบมาปั๊บ อาจารย์มีหมาน้อยอยู่ 1 ตัว

279
00:28:05,363 --> 00:28:07,360
แล้วก็มีเด็กน้อยอยู่ 1 คน

280
00:28:09,240 --> 00:28:17,130
แล้วอาจารย์ถามว่าจงสร้างการรับรู้ของดวงตาของเด็กน้อยคนนี้

281
00:28:17,471 --> 00:28:18,880
หนูจะสร้างได้อย่างไรคะ

282
00:28:19,609 --> 00:28:28,642
ลูกศรชี้ไปหาหมาน้อย ตัวหมาน้อยทำลูกศรชี้กลับไปหาเด็กน้อย

283
00:28:29,023 --> 00:28:32,280
และส่งผ่านไปหาด้านหลัง

284
00:28:32,280 --> 00:28:36,220
ซึ่งด้านหลังจะเป็นอะไรนั้น อาจารย์ไม่บังคับให้หนูจำนะคะตรงนี้

285
00:28:36,450 --> 00:28:40,672
ส่งไปหาด้านหลัง แล้วส่งไปหาระบบสมอง

286
00:28:41,045 --> 00:28:44,430
ประมวลผลทันทีเลย ว่านั่นคือหมาน้อย

287
00:28:47,200 --> 00:28:52,785
เสือ ลูกเสือกับลูกแมว ตอนเกิดใหม่หนูจะแยกได้อย่างไรคะ

288
00:28:52,809 --> 00:28:54,540
นั่นคือลูกเสือ หรือลูกแมว

289
00:29:01,200 --> 00:29:02,816
ไม่หรอก อาจารย์หาไม่เจอค่ะ

290
00:29:02,840 --> 00:29:05,440
คืออาจารย์แยกไม่ได้ อาจารย์ก็เลยถามว่าหนูแยกได้ไหมน่ะลูก

291
00:29:07,280 --> 00:29:10,330
แยกได้ไหมคะ เด็ก ๆ แยกได้ไหม

292
00:29:24,340 --> 00:29:30,610
ขี้ร้อนเองค่ะ เป็นคนขี้ร้อน แล้ววันนี้ว่าจะไปไหว้... ด้วย

293
00:29:38,520 --> 00:29:44,290
Automatic นี่ไง แอร์รู้ได้อย่างไร

294
00:29:45,720 --> 00:29:50,280
เห็นไหมคะ รู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องปรับอุณหภูมิให้เท่ากับเท่านี้

295
00:29:53,270 --> 00:29:58,280
พวกแอร์มีคอมเพรสเซอร์ คอมเพรสเซอร์ คือ สมองของแอร์

296
00:29:58,520 --> 00:30:01,670
ถามว่าอยู่ไหน ไม่ใช่อยู่เครื่องที่หนูเห็นตรงนี้นะคะ

297
00:30:02,053 --> 00:30:04,480
อยู่ที่เป็นเครื่องตั้งอยู่ข้างหลังตรงนั้นน่ะ

298
00:30:05,060 --> 00:30:10,430
เขาถึงได้ขโมย เขาไม่ขโมยหรอกค่ะตัวนี้ เขาขโมยตู้ข้างนอกน่ะ

299
00:30:11,080 --> 00:30:16,800
ใครก็ตามที่ไม่ได้ทำกล่องอะไรไว้ก็ตาม เขาขายได้หมดนะคะ ข้างหลัง

300
00:30:17,000 --> 00:30:20,150
โดยเฉพาะคอมเพรสเซอร์แอร์ ขายได้ราคาด้วย

301
00:30:20,440 --> 00:30:25,500
ถามว่าทำไม เราเอาคอมเพรสเซอร์แอร์ของ Mitsu เอาไปใส่ Hitachi

302
00:30:26,410 --> 00:30:32,510
ถามว่าได้ไหม ก็ได้ แต่ต้องดูด้วยว่ามันแมตช์กันไหม

303
00:30:32,620 --> 00:30:39,010
เขาถึงได้บอกว่าการรับรู้ของมนุษย์นั้น รับรู้ได้ 3 สิ่งด้วยกัน

304
00:30:39,010 --> 00:30:41,680
คือ 1. ขนาดและความลึก

305
00:30:41,880 --> 00:30:46,202
ซึ่งบาสใช่ไหมคะ ค่ะ บาสบอกอาจารย์

306
00:30:46,226 --> 00:30:52,260
บอกว่ารีโมตจะอยู่มุมซ้ายเสมอในการปุ่มเปิด หรือปิด

307
00:30:52,570 --> 00:30:56,468
ซึ่งมีขนาดเป็นแบบนี้ และความสว่าง

308
00:30:57,660 --> 00:31:02,510
หนูเคยปิดไฟในบ้านแล้วเห็นตัวสะท้อนไหมคะ

309
00:31:04,220 --> 00:31:07,640
เป็นแสงสะท้อน คือ ไม่... ไม่มืดเลยน่ะค่ะ

310
00:31:09,230 --> 00:31:13,930
เหมือนคุณตำรวจที่ใส่ข้างหลังน่ะค่ะ ที่มีขีดข้างหลังแล้วมองเห็นน่ะค่ะ

311
00:31:14,960 --> 00:31:18,280
เราเลยไม่ชนเขา เป็นสีส้ม ๆ หรือสีขาวก็ได้

312
00:31:20,600 --> 00:31:26,770
ลองค้นหาดูก็ได้นะคะ คุณตำรวจที่ใส่เสื้อแถบน่ะค่ะ เสื้อแถบเขาจะมีอยู่นะคะ

313
00:31:35,820 --> 00:31:42,100
สี เมื่อเห็นความสว่าง สีอะไรที่ทำให้เห็น

314
00:31:42,970 --> 00:31:51,160
พอดีบ้านอาจารย์ปิดไฟปั๊บ อาจารย์มีเสื้อกันแดดสีขาว และปฏิทินคิตตี้

315
00:31:51,450 --> 00:31:54,680
ปิดปุ๊บ เขามีแสงสะท้อนขึ้นมาทันทีเลย

316
00:31:54,710 --> 00:31:59,010
...อาจารย์เดาได้เลยว่าเขาจะต้องมีสาร 1 สารที่เรืองแสง

317
00:32:01,120 --> 00:32:04,061
สารดังกล่าวที่เรืองแสงนั้นจะเป็นสารอะไร

318
00:32:04,460 --> 00:32:07,260
หลักการฟิสิกส์นะคะ ตัวนี้หลักการฟิสิกส์นะ

319
00:32:10,120 --> 00:32:12,690
อาจารย์ให้หนูรู้เพียงแค่ว่า HCI เป็นอย่างไรลูก

320
00:32:12,960 --> 00:32:16,800
กระบวนการมองเห็น ถ้าเรามองเห็นแล้วมีการชดเชย 2 ด้าน

321
00:32:16,800 --> 00:32:21,690
1. การมองวัตถุในการเคลื่อนไหว หรือขณะที่มนุษย์กำลังเคลื่อนไหว

322
00:32:22,380 --> 00:32:28,770
ภาพบนเนื้อเยื่อในลูกตาก็จะเคลื่อนไหว แต่ภาพที่มนุษย์รับรู้นั้นเป็นภาพนิ่ง

323
00:32:30,920 --> 00:32:36,160
หนูเคยนั่งรถ แล้วมองต้นไม้ไหมคะ ข้างทาง

324
00:32:37,824 --> 00:32:41,426
ต้นไม้เคลื่อนไปเรื่อย ๆ ถูกไหมคะ

325
00:32:41,568 --> 00:32:44,040
ในการที่เห็นน่ะ ต้นไม้เคลื่อนไปเรื่อย ๆ

326
00:32:44,310 --> 00:32:48,210
แต่ตาของหนูนี่ จับภาพต้นไม้ไว้ 1 ต้น

327
00:32:52,680 --> 00:32:55,930
ภาพนั้นอยู่บนเยื่อชั้นในลูกตา

328
00:32:57,000 --> 00:33:03,600
ลูกตาใครก็ตามที่เคลื่อนที่ไม่ได้นะคะลูก ตาดำเคลื่อนที่ไปเคลื่อนที่มาไม่ได้

329
00:33:03,600 --> 00:33:08,590
1. ตาแห้ง อาจารย์ก็เป็นตาแห้งนะคะ บางทีตาดำอาจารย์ก็ไม่เคลื่อนเหมือนกัน

330
00:33:08,870 --> 00:33:13,150
อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุนนะคะ อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุนนะคะ

331
00:33:13,580 --> 00:33:20,130
แสงสว่างที่เปลี่ยนแปลงไม่มีผลต่อการรับรู้สี และความสว่างของวัตถุ

332
00:33:20,280 --> 00:33:25,320
เพราะการรับรู้สีและความสว่างของมนุษย์มีความคงที่

333
00:33:27,480 --> 00:33:35,700
คำพูดคำนี้เขามองว่าถ้าหากว่าหนูมองแล้วว่าสีที่เป็นปุ่มเปิด-ปิดต้องเป็นสีโทนสีแดง

334
00:33:36,560 --> 00:33:41,750
หนูก็จะรู้ทันทีเลยว่า อ๋อ อย่างไร ปุ่มนี้ก็เปิด-ปิด... วัน... อยู่ดีนั่นแหละ

335
00:33:41,750 --> 00:33:44,116
อย่างไรก็กดเปิด-ปิดแหละ แล้วค่อยว่ากันอย่างอื่น

336
00:33:44,382 --> 00:33:46,549
เปิดไว้ก่อน อันนั้นน่ะ เปิดไว้ก่อน

337
00:33:47,077 --> 00:33:50,240
เขาถึงบอกว่าไม่มีผลต่อการรับรู้สี

338
00:33:50,760 --> 00:33:53,540
ถ้าอาจารย์เปลี่ยนปุ่มเปิดไปเป็นปุ่มสีเขียว

339
00:33:54,170 --> 00:33:59,810
ถามว่าเด็กยังจะกดปุ่มเดิมอยู่หรือไม่ ก็กดปุ่มเดิมอยู่ เพราะเป็นความเคยชิน

340
00:34:00,340 --> 00:34:05,910
เขาถึงได้บอกว่าการรับรู้สี หรือความสว่างของเด็ก... ของเราน่ะ คงที่จดจำเอาไว้

341
00:34:06,430 --> 00:34:09,800
อาจารย์ขายยานะคะ อาจารย์ขายยาอยู่ที่ร้านขายยา

342
00:34:10,170 --> 00:34:14,440
และในสมัยก่อนยา... แก้อักเสบจะเป็นแดง-ดำ

343
00:34:15,120 --> 00:34:19,670
แดง-ดำ ซึ่งคนเฒ่าคนแก่เขาจะมาซื้อยาแดงดำเป็นการแก้อักเสบ

344
00:34:19,890 --> 00:34:22,596
แต่ทุกวันนี้ยาแดงดำเขาไปรักษาไก่

345
00:34:25,001 --> 00:34:28,360
ใครจะกินยาไก่ก็ได้ค่ะ แต่ถามว่าคนกินได้ไหม ได้

346
00:34:28,600 --> 00:34:32,330
แต่ตอนนี้ยา Amoxy เขาเปลี่ยนสีหลากหลายสวยงามมากค่ะ

347
00:34:32,360 --> 00:34:35,650
สีชมพู-ขาว สีขาว-เหลือง สี... สารพัดเลยค่ะ

348
00:34:36,900 --> 00:34:44,120
กว่าจะทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่เขายอมรับได้ว่ามันก็แค่การเปลี่ยนสียากค่ะ ยากอยู่

349
00:34:44,160 --> 00:34:48,753
เพราะคนเรามีการจดจำคงที่ไว้ว่าถ้าจะกินยาแก้อักเสบ

350
00:34:48,794 --> 00:34:52,420
ต้องกินยาแคปซูลสีแดง-ดำเท่านั้น

351
00:34:53,910 --> 00:34:57,841
ที่ดินในเมืองสกลนครเป็นที่ดินที่ทำการพลิกขึ้นมาปั๊บ

352
00:34:58,348 --> 00:35:02,355
ดินจะทำการแข็งเป็นแกรนิต เพราะเขาได้รับออกซิเจน

353
00:35:02,567 --> 00:35:12,330
ทำให้พื้นที่ดินของสกลนครมีผลต่อการปลูกพืชนะคะ ที่มีรากสั้น ๆ

354
00:35:12,600 --> 00:35:21,520
เช่น ถั่วได้ดี และโก๋แก่ก็รับถั่วของสกลนครไปผลิตด้วยนะคะ

355
00:35:21,520 --> 00:35:23,755
อันนี้เป็นเป็นเรื่อง... อันนี้เป็นเรื่องจริงนะคะ

356
00:35:24,221 --> 00:35:27,520
แต่ถามว่าถุงไหนไม่รู้ค่ะ อันนี้ถุงไหนไม่รู้นะคะ

357
00:35:29,100 --> 00:35:34,660
การอ่าน... ในหน้าจอของหนู หนูจะต้องมองเห็นแล้วค่ะ

358
00:35:34,690 --> 00:35:36,821
ว่ามนุษย์เกี่ยวข้องกับการอ่าน

359
00:35:36,845 --> 00:35:42,850
โดย 1. มนุษย์รับรู้ได้ว่ามีอักขระใดบ้างประกอบขึ้นมาเป็นคำ

360
00:35:45,520 --> 00:35:48,920
2. ถอดรหัสโดยการใช้ภาษา

361
00:35:49,540 --> 00:35:56,080
ถ้าเด็กในห้องนี้มีเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเด็กคนไทย แล้วเป็นเด็กกัมพูชา

362
00:35:57,970 --> 00:36:03,799
เขาจะไม่สามารถที่จะอ่านภาษาที่หนูมองเห็นได้ตรงนี้นะคะ อ่านไม่ได้เลย

363
00:36:03,823 --> 00:36:05,530
พอดีอาจารย์ได้สอนแล้วนะคะ อาจารย์ก็เลยมีความรู้สึก

364
00:36:05,554 --> 00:36:14,150
ว่า อ๋อ การถอดรหัสด้วยภาษา เขาต้องถอดรหัสด้วยภาษาขแมร์ ขแมร์

365
00:36:14,150 --> 00:36:19,420
ซึ่ง Google Google Translate ไม่ได้แปลได้ 100 เปอร์เซ็นต์นะ

366
00:36:19,500 --> 00:36:23,560
อาจารย์ไม่รู้นะคะ ว่าใครประสบฯ แต่เจ้าของภาษาบอกว่าเขาไม่รู้เรื่อง

367
00:36:24,490 --> 00:36:28,110
อาจารย์ก็เพิ่งจะรู้นี่แหละค่ะ สงสัยจะเพราะภาษาเขมรมั้งคะ

368
00:36:30,320 --> 00:36:36,756
แต่ล่าสุดส่งเกรด C Plus ไปให้ โดนจดหมายส่งกลับคืนมา

369
00:36:36,863 --> 00:36:38,520
ควรให้เกรดเด็กเป็น B Boy

370
00:36:39,460 --> 00:36:43,448
จ้า ที่หลังก็อย่ามาเรียนนะ เด็กต่างชาติ

371
00:36:44,606 --> 00:36:46,180
โดนจริง ๆ นะคะ อันนี้โดนจริง

372
00:36:46,520 --> 00:36:50,240
ขั้นตอนที่ 3 แปลความหมายโดยการใช้หลักไวยากรณ์

373
00:36:51,640 --> 00:36:56,590
ถ้าอาจารย์บอกว่าให้เด็กทุกคนเขียนคำว่า "Interface"

374
00:36:57,320 --> 00:37:01,640
อาจารย์ไม่ได้ให้หนูเขียนนะลูกนะ ให้เขียนคำว่า "Interface"

375
00:37:04,230 --> 00:37:11,270
หนูต้องคิดในสมองแล้วว่า Interface มีตัวพยัญชนะอะไรบ้าง

376
00:37:11,520 --> 00:37:16,120
แล้วอาจารย์ให้พูดเป็นภาษาไทย หรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษ

377
00:37:16,320 --> 00:37:23,510
เพราะอาจารย์พูดแค่เพียงว่าจงเขียนคำว่า "Interface" อาจารย์มีโจทย์แค่นี้นะคะ

378
00:37:23,610 --> 00:37:29,060
นั่นแสดงว่าเด็กบางคน อ๋อ อาจารย์คงให้เขียนคำว่า "Interface" ภาษาไทย

379
00:37:29,636 --> 00:37:35,860
อ อ่าง สระอิ น หนู อิน เตอร์ สระเอ ต เต่า อ อ่าง ร เรือ การันต์ เตอร์

380
00:37:35,960 --> 00:37:39,520
เฟส ก็สระเอ ฟ ฟัน ส เสือ อินเตอร์เฟส

381
00:37:39,750 --> 00:37:43,040
สมองเราประมวลผลขึ้นมาแล้ว มีอักขระอะไรบ้าง

382
00:37:43,950 --> 00:37:47,960
แล้วก็ถอดออกมาเป็นภาษา ฉันจะส่งภาษาไทยนะ

383
00:37:48,840 --> 00:37:51,555
พออันดับที่ 3 ปุ๊บ เรารู้หลักไวยากรณ์

384
00:37:51,579 --> 00:37:54,020
โอ้ เด็กคนนี้เก่งภาษาอักกฤษมากเลย

385
00:37:54,610 --> 00:37:57,350
Interface เขียนเป็นภาษาอังกฤษทันทีเลยค่ะ

386
00:37:57,480 --> 00:38:04,660
I-N-T-E-R Face F-A-C-E เขาเลยมองว่า อุ้ย คนนี้เก่ง

387
00:38:07,330 --> 00:38:12,650
ถ้ามีเพื่อนคนใดคนหนึ่งจดนะคะ จดที่อาจารย์สอนเป็นภาษาอังกฤษ

388
00:38:12,812 --> 00:38:14,640
หนูจะว้าว ใช่หรือไม่

389
00:38:16,920 --> 00:38:18,990
ใช่ไหมคะ หนูจะว้าวเลย

390
00:38:19,014 --> 00:38:22,790
โดยหนูไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเขาเขียนถูก หรือเขียนผิด

391
00:38:23,780 --> 00:38:28,840
กับคนที่เขียน หรือจดในภาษาเป็นภาษาไทย หนูมองแล้วธรรมดามาก

392
00:38:29,100 --> 00:38:31,400
แต่ในทางกลับกัน หนูไปอยู่เมืองลาว

393
00:38:32,240 --> 00:38:36,021
หนูเขียนจดด้วยภาษาไทย เขาจดด้วยภาษาลาว

394
00:38:36,045 --> 00:38:38,650
คนลาวจะว้าวกับหนูว่าหนูเขียนภาษาไทย

395
00:38:39,410 --> 00:38:42,960
ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่นะคะ อันนี้ขึ้นกับพื้นที่

396
00:38:44,000 --> 00:38:46,210
เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อหนูได้อ่าน

397
00:38:46,234 --> 00:38:48,350
หนูก็ต้องได้ยิน หรือการฟัง

398
00:38:48,350 --> 00:38:52,430
เขาเลยบอกว่าเสียงนี่ ดังมาจากไหน เกิดจากอะไร

399
00:38:52,480 --> 00:38:58,390
มันวิ่งผ่านหูเลย ถ้าอาจารย์บอกว่าขอโทษนะลูกนะ มีเสียงนิดหนึ่ง

400
00:39:00,310 --> 00:39:01,340
อาจารย์เคาะอย่างนี้

401
00:39:04,400 --> 00:39:09,000
ถ้าใครได้ยินจะต้องหันมาหาแล้วค่ะ ว่าเสียงนี้มาจากไหน

402
00:39:10,390 --> 00:39:13,575
เสียงนี้เกิดจากอะไร เข้าใจนะคะ

403
00:39:13,718 --> 00:39:16,480
เสียงนี้มาจากไหน แม้แต่เสียงที่อาจารย์พูด

404
00:39:17,810 --> 00:39:21,504
ถ้าหนูไม่รู้ว่าอาจารย์นั่งอยู่ตรงนี้ หนูก็ต้องมองหาแล้วค่ะ

405
00:39:21,528 --> 00:39:24,640
เอ๊ะ อาจารย์พูดอยู่ตรงไหน เสียงมาจากทางไหน

406
00:39:25,540 --> 00:39:29,538
มองที่ลำโพง อาจารย์อาจอยู่ข้างนอกก็ได้ แล้วเดินมาเรื่อย ๆ ๆ

407
00:39:29,562 --> 00:39:34,090
ถ้าเป็นไมค์ลอยนะคะ อันนี้เป็นการได้ยิน หรือการฟัง

408
00:39:35,753 --> 00:39:39,612
หู หูของเรามีหูชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน

409
00:39:39,942 --> 00:39:42,130
ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันนะคะ

410
00:39:42,920 --> 00:39:45,500
อันนี้อาจารย์แอนไม่... ไม่กล่าวถึงนะลูกนะ

411
00:39:45,500 --> 00:39:49,340
อันนี้จะไม่กล่าวถึง อันนี้ให้อ่านเอา แล้วก็ไม่... ไม่ออกสอบด้วยนะคะ

412
00:39:49,417 --> 00:39:52,120
เรื่องของหู ให้หนูรู้ว่าหูมีการได้ยิน

413
00:39:52,600 --> 00:39:58,310
องค์ประกอบของเสียง ระดับของเสียงถูกกำหนดด้วยความถี่ของเสียง

414
00:39:58,500 --> 00:40:02,170
ความดังของเสียง แอมพลิจูดของเสียง

415
00:40:03,080 --> 00:40:08,300
เสียงของอาจารย์ดังหรือไม่ดังอย่างไร ควบคุมโดยการเครื่องเล่นนะคะ

416
00:40:08,520 --> 00:40:14,550
ลักษณะของเสียงที่มีท้วงทำนองถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียงของคุณภาพของเสียง

417
00:40:14,850 --> 00:40:21,090
เสียงบางคนเข้าไมค์แล้ว โอ๊ย ง่วงนอนมาก เสียงหวานเหลือเกิน

418
00:40:21,480 --> 00:40:26,470
แต่เสียงบางคนเข้าไมค์แล้วเสียงแหลมเปี้ยวเลย สะดุ้งตลอดเวลา

419
00:40:26,680 --> 00:40:31,170
เสียงบางคนน่าฟังจนหลับเลย แต่ละคนนะคะ

420
00:40:31,340 --> 00:40:36,210
อันนี้เขาเรียกว่า "เสียง" หรือ "ท้วงทำนอง" นะคะ

421
00:40:37,520 --> 00:40:43,520
ถ้าอาจารย์ถามว่าอาจารย์แอนตะโกน ถูกกำหนดด้วยอะไรคะ

422
00:40:45,090 --> 00:40:49,050
ถ้าอาจารย์ตะโกนถูกกำหนดด้วยอะไรลูก

423
00:40:49,770 --> 00:40:54,100
คำตอบอยู่บนหน้าสไลด์ค่ะ หนูตอบให้อาจารย์หน่อยค่ะลูก ใครก็ได้ยกมือหน่อย

424
00:40:57,400 --> 00:41:00,960
ถ้าอาจารย์ตะโกน อะไรเป็นตัวกำหนดคะ

425
00:41:05,510 --> 00:41:10,047
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ ตอบเลยลูก

426
00:41:12,027 --> 00:41:15,640
อะไรนะคะ ความถี่ ไม่ใช่ลูก

427
00:41:17,090 --> 00:41:21,910
อาจารย์ตะโกนค่ะ สมมติอาจารย์พูดตะโกนน่ะค่ะ ตะโกนเสียงดัง ๆ เลยค่ะ

428
00:41:22,640 --> 00:41:24,260
อะไรกำหนดตัวนั้นคะ

429
00:41:33,690 --> 00:41:36,500
ในหน้าจอก็มีคำตอบอยู่นะคะลูก ดูดี ๆ ลูก

430
00:41:41,440 --> 00:41:44,938
อะไรนะคะลูก ความดัง ใช่ค่ะ ความดัง

431
00:41:44,962 --> 00:41:46,520
แต่อะไรกำหนดความดังลูก

432
00:41:50,080 --> 00:41:53,418
แอมพลิจูด จดจำตัวเองไว้นะคะ 1 แต้ม

433
00:41:53,800 --> 00:41:55,840
จำไว้ก่อนนะลูกนะ จำไว้ก่อน จำไว้ก่อน

434
00:41:56,980 --> 00:42:03,070
1 แต้ม 1 แต้ม 4 แต้ม อาจารย์จำได้แค่นี้ล่ะค่ะ นะคะ

435
00:42:04,130 --> 00:42:06,730
นี่ไง ที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์แอนตะโกนนะ

436
00:42:06,920 --> 00:42:11,330
อาจารย์ตะโกนอะไรก็ช่าง ถูกกำหนดด้วยอะไร แอมพลิจูดของเสียง

437
00:42:11,950 --> 00:42:16,240
แต่ถ้าอาจารย์ค่อย ๆ เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ

438
00:42:16,260 --> 00:42:21,720
จาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ถูกกำหนดด้วยความถี่

439
00:42:23,350 --> 00:42:26,330
แต่ถ้าลักษณะของเสียง เสียงร้อง

440
00:42:26,650 --> 00:42:29,640
อาจารย์ร้องเพลงไม่เป็นนะ ถ้าอาจารย์ร้องเพลงเป็นจะร้องเพลงให้ฟังนะคะ

441
00:42:29,760 --> 00:42:34,210
หรือท้วงทำนองถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียง และคุณภาพของเสียง

442
00:42:34,470 --> 00:42:37,780
อาจารย์เปิดเสียงเพลงไทยเดิมตอนช่วงบ่าย

443
00:42:37,904 --> 00:42:42,790
รับรองค่ะ หมอน 1 ใบ ผ้าห่มอีก 1 ผืน

444
00:42:43,420 --> 00:42:47,760
อาจารย์ก็จะบอกว่า Goodnight ค่ะ นะคะ Goodnight

445
00:42:49,890 --> 00:42:54,520
โดยปกติถ้าอาจารย์เป็นคนตั้งแล้วก็เขียนลงมาปุ๊บ

446
00:42:54,520 --> 00:42:59,830
อาจารย์จะบอกเลย ว่าอาจารย์ท่านนี้ไม่ควรสอนตอนบ่าย เดี๋ยวเด็กหลับ

447
00:43:01,870 --> 00:43:04,478
เสียงอาจารย์แอนครั้งแรกก่อนที่จะทำการผ่าตัด

448
00:43:04,502 --> 00:43:06,400
อาจารย์ไม่เคยสอนตอนบ่ายเลยนะคะ

449
00:43:06,890 --> 00:43:10,480
เพราะเด็กบอกว่าเสียงอาจารย์แอนเหมือนคนกำลังกล่อมให้นอน

450
00:43:10,870 --> 00:43:13,690
แต่พออาจารย์ผ่าตัดปุ๊บ เสียงอาจารย์มีคีย์เดียว คือ คีย์กลาง

451
00:43:13,870 --> 00:43:17,120
อาจารย์สูงไม่ได้ แล้วก็ต่ำไม่ได้ เสียงอาจารย์จะเป็นคีย์เดียว

452
00:43:17,370 --> 00:43:22,700
ถ้าเป็นคุณครูที่สอนร้องเพลงเขาจะรู้ค่ะ ว่าเสียงอาจารย์แอนมีคีย์เดียว

453
00:43:23,040 --> 00:43:28,240
เลยส่งผลทำให้ลักษณะของเสียงร้อง หรือท้วงทำนองถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียง

454
00:43:28,450 --> 00:43:33,970
หรือคุณภาพของเสียงของเขา เส้นเสียงแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ

455
00:43:34,142 --> 00:43:35,690
เส้นเสียงแต่ละคนไม่เหมือนกัน

456
00:43:35,890 --> 00:43:41,510
เพราะฉะนั้น เสียงของคนที่พูดออกมาเราถึงได้รู้ไงว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนพูด

457
00:43:41,720 --> 00:43:44,021
เพื่อนคนนี้เป็นคนพูด เรารู้ได้อย่างไรคะ

458
00:43:44,045 --> 00:43:48,370
เพราะสมองเรารับรู้แล้ว ว่าเสียงนี้เป็นของชื่อนี้นะคะ

459
00:43:50,150 --> 00:43:55,988
การสัมผัส ในคนปกติถือว่าถ้าหนูแตะ หรือสัมผัส

460
00:43:56,160 --> 00:43:58,990
อันดับ... เป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเห็น

461
00:43:59,020 --> 00:44:04,007
ตาหนูมอง มองปุ๊บ แล้วหนูจับจริงไหมลูก

462
00:44:04,669 --> 00:44:07,180
หนูจะต้องมองก่อนนะคะ

463
00:44:07,730 --> 00:44:14,216
พอหนูมองปั๊บ อ๋อ สเปรย์จับเพื่ออะไร

464
00:44:14,516 --> 00:44:21,370
เพื่อฉีดนะคะ เพื่อฉีดทำไม ทำไมคะ ฆ่าเชื้อโรค

465
00:44:23,080 --> 00:44:26,388
แล้วคราวนี้คำถามถัดมาเลย แล้วฆ่าเชื้อโรค

466
00:44:26,461 --> 00:44:28,480
ฉีดแล้วต้องฉีดขนาดไหน

467
00:44:28,740 --> 00:44:34,560
แล้วต้องทำมืออย่างไร ถูอย่างไร ถึงจะฆ่าเชื้อโรคได้

468
00:44:35,280 --> 00:44:39,770
จริงไหมคะ ไม่ใช่ว่าแค่จับขึ้นมาแล้วฉีดปึ๊ด แล้วจบนะคะ

469
00:44:41,300 --> 00:44:46,490
เขาเลยบอกว่าคนปกติการสัมผัสถือเป็นความสัมผัส...

470
00:44:46,580 --> 00:44:52,080
ขอโทษค่ะ เป็นความสำคัญที่เป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเห็นและการได้ยิน

471
00:44:52,440 --> 00:44:59,300
แต่ในคนที่มีปัญหาทางด้านของสายตา การสัมผัสถือว่ามีความสำคัญมาก

472
00:44:59,810 --> 00:45:02,444
ถ้าลองยกแก้วน้ำขณะที่มองไม่เห็น

473
00:45:02,469 --> 00:45:07,850
จะพบว่าความเร็ว และความแม่นยำในการยกแก้วน้ำจะลดลง

474
00:45:08,620 --> 00:45:12,990
ให้หนูหลับตา ถ้าอาจารย์มีแก้วน้ำนะคะ ให้หนูหลับตา

475
00:45:13,320 --> 00:45:18,820
แล้วหนูมองไม่เห็นเลย ว่าพี่พลอยนำเอาแก้วน้ำมาวางเบา ๆ

476
00:45:20,630 --> 00:45:25,170
แล้วหนูจะทำการผลัดปัดโต๊ะ แก้วน้ำนั้นจะร่วงแตกไหมคะ

477
00:45:26,680 --> 00:45:29,600
จะตกแตกไหมลูก หนูคิดว่าตกแตกไหม

478
00:45:29,870 --> 00:45:37,076
แต่ถ้าพี่พลอยนำเอาแก้วน้ำมาวาง แล้วบอกว่าพี่เอาแก้วน้ำวางไว้ตรงนี้นะ

479
00:45:37,100 --> 00:45:38,490
ระวังตกแตกนะ

480
00:45:38,610 --> 00:45:43,440
สมองหนูเริ่มคิดแล้ว อุ๊ย มีแก้วน้ำ แก้วน้ำอยู่ตรงไหน

481
00:45:44,070 --> 00:45:48,176
สมมติหนูปิดตาเอาไว้นะคะ แล้วหนูเอามือหนูค่อย ๆ ขยับหา

482
00:45:48,200 --> 00:45:49,990
หาแก้วน้ำ จนกระทั่งไปชน

483
00:45:50,360 --> 00:45:56,990
ส่งผลทำให้การสัมผัสถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับคนที่มีปัญหาทางสายตา

484
00:45:57,350 --> 00:46:04,770
แต่ถ้าคนปกติสายตาถือเป็นสิ่งแรก การสัมผัสถือเป็นสิ่งที่ 2

485
00:46:06,310 --> 00:46:11,920
หัวข้อนี้อาจารย์ออกข้อสอบนะคะ ย้ำนะ อาจารย์ออกข้อสอบหัวข้อนี้นะคะ

486
00:46:12,440 --> 00:46:21,900
แต่เป็นตัวการ์ตูน แล้วถามว่า A กับ B อะไรเป็นสำคัญ

487
00:46:23,380 --> 00:46:31,120
ถ้าเด็กคนนั้นตาบอด อาจารย์แอนจะใส่ผ้ามัดสาย... สายตาเขา โอเคนะคะ

488
00:46:31,550 --> 00:46:36,960
แล้วก็ยืนมีถังแก้ว ทุกอย่างจะเป็นภาพหมดเลยลูก จะเป็นภาพ

489
00:46:36,990 --> 00:46:41,800
หนูแค่เขียนว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งสำคัญ ให้เขียนเลข 1 เลข 2

490
00:46:41,970 --> 00:46:45,600
ซึ่งอาจารย์จะมีตัวอย่างให้หนูเห็นด้านบนนะคะ ทำอย่างไรนะคะ

491
00:46:47,650 --> 00:46:53,160
ข้อสอบของอาจารย์ 10 ข้อค่ะ ง่าย ๆ บทละข้อก็พอนะ

492
00:46:57,240 --> 00:46:59,555
ผิวหนัง คราวนี้แหละ

493
00:47:00,111 --> 00:47:02,890
เด็กหลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเหมือนอาจารย์แอนนะ

494
00:47:03,420 --> 00:47:06,760
มีการสัมผัสและการกระตุ้นของผิวหนัง มี 3 สัมผัส

495
00:47:06,840 --> 00:47:14,160
1. Thermoreceptors ตัวรับสัมผัสถึงความร้อนและความเย็น

496
00:47:14,600 --> 00:47:19,380
อาจารย์แอนเหงื่อตกปั๊บ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อาจารย์รับรู้ได้เลยว่าอาจารย์ร้อน

497
00:47:20,580 --> 00:47:24,140
Nociceptors คือ ตัวสัมผัสความเจ็บปวด

498
00:47:25,100 --> 00:47:30,480
โอ้โห อาจารย์แอนนั่งไม่มีพนักพิงเลย ปวดหลังจังเลย

499
00:47:31,720 --> 00:47:37,430
หรือข้างหลังของเรามีอะไรคะ เบาะที่นั่งเขามีเหล็กทิ่มออกมา

500
00:47:37,430 --> 00:47:41,840
แล้วเราไปกดทับตรงเหล็กนะ โอ้ เจ็บนะ นี่เจ็บนะ

501
00:47:42,430 --> 00:47:47,155
Mechanoreceptors คือ ตัวสัมผัสถึงความกดดัน

502
00:47:47,179 --> 00:47:51,210
ซึ่งบางครั้งบางคราวเท่านั้น ที่มีผลต่อสิ่งนั้น ๆ

503
00:47:51,800 --> 00:47:57,654
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอาจารย์บอกว่าให้หนูเดินออกไปนอกห้องนะคะ

504
00:47:57,678 --> 00:47:58,920
ให้หนูเดินออกไปนอกห้อง

505
00:47:59,240 --> 00:48:03,603
แต่ลูกบิดข้างหน้า อาจารย์ใส่หมามุ้ยเอาไว้

506
00:48:05,739 --> 00:48:09,660
โดยที่ไม่มีใครรับรู้เลยค่ะ ว่าหมามุ้ยเกาะอยู่ที่นั่น

507
00:48:11,250 --> 00:48:15,395
สิ่งแรกคือหนูไปจับ หนูไม่รู้จักความร้อน ความเย็น

508
00:48:16,038 --> 00:48:18,320
Thermoreceptors ไม่ได้ทำงาน

509
00:48:19,960 --> 00:48:27,400
แต่ Nociceptors เริ่มทำงานแล้ว หนูคัน เข้าใจใช่ไหมคะ หนูคัน

510
00:48:27,900 --> 00:48:31,780
แล้วหนูมี Mechanoreceptors ถึงความกดดัน

511
00:48:32,460 --> 00:48:35,567
แล้วทำไมไม่บอกเราก่อนว่ามีหมามุ้ย

512
00:48:35,889 --> 00:48:39,510
ความคิดของหนูในหัวต้องคิดแล้ว แล้วทำไมไม่บอก

513
00:48:40,480 --> 00:48:44,910
ก็อาจารย์ไม่ได้เป็นคนวาง พี่คนไหนวางไม่รู้ อาจารย์ก็โดนเหมือนกัน

514
00:48:46,520 --> 00:48:50,120
ถ้าเป็นข้อสอบ อาจารย์ก็จะมีตัวละครขึ้นมาให้หนูเห็นอีก

515
00:48:51,820 --> 00:48:58,170
หนูเคยเห็นคนจีนที่เขาเดินลุยแก้วไหมคะ เหยียบแก้ว

516
00:48:58,190 --> 00:49:01,920
ที่นครสวรรค์น่าจะดังที่สุดนะคะ เหยียบ ๆ ๆ แก้ว

517
00:49:02,630 --> 00:49:04,962
ตอนที่เขาเหยีบแก้ว เขาสัมผัส...

518
00:49:06,145 --> 00:49:09,150
ถามว่าเขาสัมผัสร้อน สัมผัสเย็นไหม ไม่

519
00:49:09,400 --> 00:49:14,650
ก็เขาแค่เหยียบแก้ว แต่เขาสัมผัสถึงความเจ็บปวดไหม เราไม่รู้

520
00:49:15,340 --> 00:49:20,018
แต่แน่นอนเลย คือ เขารับสัมผัสถึงความกดดัน

521
00:49:20,242 --> 00:49:23,340
ซึ่งถ้าเขาบอกว่าเขาเจ็บ คนก็จะไม่เชื่อเขา

522
00:49:24,380 --> 00:49:29,730
นั่นแสดงว่าคนที่เหยียบแก้ว เขามีผลต่ออะไรคะ

523
00:49:29,754 --> 00:49:32,460
ตัวรับ คือ Mechanoreceptors

524
00:49:32,880 --> 00:49:36,368
แต่ถ้าคนลุยไฟ อันดับแรกเลยค่ะ

525
00:49:36,392 --> 00:49:40,370
เขาเจอ Thermoreceptors คือ ความร้อน

526
00:49:40,980 --> 00:49:47,500
แล้วเขาตามมาด้วย Nociceptors ก็คงไม่มีใครบอกหรอกนะ ว่าฉันร้อน

527
00:49:47,940 --> 00:49:51,549
เพราะถ้าบอกปั๊บ ไม่มีใครไปดูแน่ค่ะ นครสวรรค์

528
00:49:52,512 --> 00:49:56,055
อาจารย์ไปดูก็เพราะว่าเขาทิ่มปากได้นี่ล่ะค่ะ นะคะ

529
00:49:56,079 --> 00:50:03,430
ทิ่มแล้วมีใครเคยไปดูไหมล่ะคะ ว่าตรงแก้มที่เขาทิ่มน่ะ เป็นรูไหม

530
00:50:06,860 --> 00:50:08,950
ที่ ๆ เขา... เขาเรียกไม่รู้จะพูดไง

531
00:50:09,030 --> 00:50:12,050
ที่ ๆ นครสวรรค์น่ะ อาจารย์ไม่รู้จะพูดอธิบายอย่างไร

532
00:50:15,030 --> 00:50:17,560
เขาจะแทง... แต่แก้มเขาไม่มีรอยเลยนะ

533
00:50:19,470 --> 00:50:22,710
ไปดูแก้มเขาแล้ว แก้มเขาไม่มีรอย นี่แหละคือปัญหา

534
00:50:23,050 --> 00:50:27,920
แล้วเท้าของเขาที่เหยียบ ไปดูฝ่าเท้าของเขาแล้ว ไม่มีรอยเลยค่ะ

535
00:50:29,140 --> 00:50:33,940
ไม่มีรอยเลย อันนี้คืออาจารย์ไปเห็นกับตาแล้วนะคะ ขอดูกับตาแล้วด้วยนะคะ

536
00:50:37,360 --> 00:50:39,920
เป็นความเชื่อของ.. ของเขาน่ะค่ะ นะ

537
00:50:42,220 --> 00:50:45,200
คราวนี้การเคลื่อนไหว เกือบจบแล้วลูก อันนี้เกือบจบแล้ว

538
00:50:45,610 --> 00:50:49,191
การเคลื่อนไหว ตัวรับรู้ หรือการ... สิ่งเร้า

539
00:50:49,215 --> 00:50:52,410
กระตุ้นส่งผลให้สมองของเราประมวลผล

540
00:50:52,430 --> 00:50:57,350
แล้วสร้างการตอบสนอง โดยส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อตอบสนอง

541
00:50:57,800 --> 00:51:02,121
ยกตัวอย่างเช่น หนูวางขาเอาไว้ปั๊บ หนูนั่งปุ๊บ

542
00:51:02,145 --> 00:51:05,850
หนูสังเกตไหมคะ ว่าบางคนนั่งปุ๊บ ไขว่ห้างปั๊บ

543
00:51:07,500 --> 00:51:12,210
เข้าใจนะคะ เพราะเขารู้ว่า อ๋อ ถ้านั่งต้องยกขาแล้วไขว่ห้าง

544
00:51:13,920 --> 00:51:20,088
แต่บางคนเขารู้ว่าถ้าไม่มีเก้าอี้ ต้องหามุมที่ทำการพิง

545
00:51:21,388 --> 00:51:24,230
เราจะยืนนานไหม หรือแม้แต่จะถ่ายรูป

546
00:51:24,920 --> 00:51:28,860
มีใครบ้างไหมคะ ว่าเขายืนกันเต็ม แล้วเราก็นั่งอยู่ข้างล่าง

547
00:51:28,860 --> 00:51:32,380
ไม่เห็นหน้าเราเลย ก็คงไม่มีใช่ไหมลูก ไม่มี

548
00:51:32,540 --> 00:51:38,770
เขาถึงได้บอกว่านี่นะ ถ้าหากว่าเราสร้างการตอบสนองที่ถูกต้อง

549
00:51:38,770 --> 00:51:41,460
โดยส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อตอบสนอง

550
00:51:41,480 --> 00:51:45,953
เวลาใช้การตอบสนอง ประกอบไปด้วยเวลาในการตอบสนอง

551
00:51:45,977 --> 00:51:47,730
ที่เรียกว่า "Reaction Time"

552
00:51:48,330 --> 00:51:54,000
รวมกับเวลาในการเคลื่อนไหว ซึ่งเวลาในการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับทางกายภาพ

553
00:51:54,000 --> 00:51:56,117
เช่น อายุ ความสมส่วน

554
00:51:56,646 --> 00:52:00,050
อาจารย์ยกตัวอย่าง อาจารย์ดูใน TikTok ดูอีกแล้ว TikTok

555
00:52:04,030 --> 00:52:10,040
คือด้วยความที่มีเขาแบ่งออกมา คนนี้น้ำหนัก 60 คนนี้น้ำหนัก 46

556
00:52:10,940 --> 00:52:15,030
คนที่ 60 เขาไม่กระโดดตบ เขาไม่กระโดดตบ

557
00:52:15,060 --> 00:52:20,300
แต่เขาทำอย่างนี้ แค่นี้ อย่างนี้ แค่นี้เอานะคะ อย่างนี้

558
00:52:20,510 --> 00:52:25,710
แต่คนที่ 46 กระโดดตบได้ ถามว่าทำไมคน 60 ถึงไม่กระโดด

559
00:52:27,180 --> 00:52:31,738
เพราะ... 1. กระโดดไม่ขึ้นค่ะ

560
00:52:32,059 --> 00:52:38,770
2. ทำไมคะ ข้อของเขาทั้งหลายแหล่ อาจจะช้ำ หรือว่าติดต่าง ๆ

561
00:52:38,960 --> 00:52:42,610
มีคลิปจีนนะคะ เขามีแบ่งเลยว่าอันนี้ 60 อันนี้ 46

562
00:52:43,160 --> 00:52:46,560
เขาให้ดูเลยว่าออกกำลังกายเหมือนกัน กระโดดตบเหมือนกัน

563
00:52:46,580 --> 00:52:51,820
แต่คนที่ 46 กระโดดตึ๊ด ๆ ๆ ๆ ได้เลยปกติเลยค่ะ แต่อีกคนหนึ่งไม่ได้กระโดด

564
00:52:52,400 --> 00:52:57,190
ขนาดกระโดดที่กระโดดตบใต้เท้านี่ค่ะ คน 46 ก็กระโดดหย๋อง ๆ ๆ

565
00:52:57,380 --> 00:53:01,460
คน 60 ก็ยกขึ้นเหมือนกันค่ะ แล้วก็ตีใต้ขา แล้วก็จบ

566
00:53:04,030 --> 00:53:06,910
อาจารย์ก็คุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอกนะ ก็ดูแต่ภาพค่ะ อันนั้นดูแต่ภาพ

567
00:53:08,170 --> 00:53:10,570
เหมือนอาจารย์แอนเป็นโรคนะคะ

568
00:53:10,600 --> 00:53:16,470
อาจารย์ก็มีผลต่อการเคลื่อนไหวเหมือนกันนะคะ มีผลต่อการเคลื่อนไหว

569
00:53:18,170 --> 00:53:21,240
เมื่อวานอาจารย์ดูแล้วค่ะ จุฬาฯ

570
00:53:22,000 --> 00:53:25,430
ไปเหยียบมาแล้ว ไปเหยียบมาแล้ว ไปเหยียบมาเรียบร้อยแล้วตึกนั้นน่ะ

571
00:53:27,050 --> 00:53:32,616
เขาบอกว่าเป็นคนไข้นอก แล้วจะให้อาจารย์แอนผ่าตัด

572
00:53:34,145 --> 00:53:36,230
อาจารย์ก็เลยบอกว่าอาจารย์ผ่าแล้ว

573
00:53:37,070 --> 00:53:41,650
ถ้าผ่าอีก สงสัยจะทั้งตัวไม่มี... ไม่มีกระดูกเลยค่ะ จะมีแต่เหล็ก

574
00:53:43,040 --> 00:53:46,560
เมื่อไหร่อาจารย์มีเหล็กทั้งตัว หนูจะเห็นอาจารย์เป็น Robot ค่ะ

575
00:53:47,490 --> 00:53:49,330
เราเคลื่อนไหวด้วยการหมุน

576
00:53:49,986 --> 00:53:54,226
อาจารย์โชคดี แค่สมองอาจารย์ไม่กระทบกระเทือนเท่านั้นจริง ๆ ลูก ตอนนี้

577
00:53:58,620 --> 00:54:02,520
อาจารย์มองไปที่ข้างล่างเลยนะคะ เท้าในแต่ละคน

578
00:54:02,790 --> 00:54:07,694
หนูเดินนั่งมาปุ๊บ ถ้าที่วางข้างล่างเขามีที่พักเท้า

579
00:54:08,560 --> 00:54:11,040
เด็กเอาเท้าขึ้นวางพักเท้าไหมคะ

580
00:54:15,080 --> 00:54:18,121
การตอบสนองของทุกคน อาจารย์เชื่อมั่นว่าทุกคน

581
00:54:18,423 --> 00:54:21,720
ทุกคน ทุกคน ใช้คำว่า "ทุกคน" เลยนะคะ

582
00:54:22,440 --> 00:54:27,480
ความจำของมนุษย์ คราวนี้ล่ะ เด็กจะมีความจำมาก-น้อยแค่ไหน

583
00:54:27,790 --> 00:54:32,737
ความจำของมนุษย์เกิดจากการทำงาน 3 ส่วนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ข้อมูล

584
00:54:34,026 --> 00:54:38,900
สเปรย์แอลกอฮอล์ ถูกส่งจากหน่วยความจำที่เกี่ยวกับความรู้สึก

585
00:54:39,310 --> 00:54:44,090
อ๋อ เอาฉีดนะคะ เอาฉีดเพื่อทำไมคะ ฆ่าเชื้อ

586
00:54:45,300 --> 00:54:47,504
ไปยังหน่วยความจำระยะสั้น

587
00:54:47,528 --> 00:54:51,890
โดยเลือกเฉพาะตัวกระตุ้นที่มนุษย์เราให้ความสนใจเท่านั้น

588
00:54:52,250 --> 00:54:56,590
ช่วงนี้เป็นโควิด ใคร ๆ ก็หมายปองสเปรย์แอลกอฮอล์

589
00:54:57,030 --> 00:55:00,790
แต่เมื่อโควิดเขาประกาศว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา

590
00:55:01,720 --> 00:55:07,550
มีใครสักคนไหมคะ ที่ระวัง หรือไม่คนในนี้ก็เป็นโควิด

591
00:55:09,090 --> 00:55:15,120
เพราะคนที่เป็นโควิดเดินไปรักษากับคุณหมอธรรมดาเลยนะคะ

592
00:55:15,670 --> 00:55:17,661
แล้วก็บอกตัวเองว่าตนเป็นโควิด

593
00:55:17,758 --> 00:55:20,740
ก็ได้รับยามา แล้วก็จบ เดินกลับบ้าน

594
00:55:22,580 --> 00:55:28,150
ถ้าโควิดไม่กินปอด เรื่องคงจบนะคะ

595
00:55:29,120 --> 00:55:32,297
ก็อาจารย์ท่านหนึ่ง แต่อาจารย์ท่านหนึ่งก็ไป

596
00:55:32,321 --> 00:55:34,160
เพราะโควิดนั่นล่ะค่ะ กินปอด

597
00:55:36,870 --> 00:55:42,121
คิดแล้วอนาถ น้อยใจ ทำไมเรานี่ เสี่ยงทุกอย่าง

598
00:55:42,145 --> 00:55:43,100
แต่ทำไมไม่เป็นอะไรเลย

599
00:55:44,990 --> 00:55:48,610
หนูรู้จักปลาทองไหมลูก ปลาทอง

600
00:55:50,020 --> 00:55:56,060
หนูให้อาหารปลาทอง แล้วหนูให้ตลอด ๆ ๆ ๆ ปลาทองกินตลอดไหมคะ

601
00:55:57,800 --> 00:56:04,150
กินลูก เพราะอะไรคะ ปลาทองมีความจำสั้น

602
00:56:04,630 --> 00:56:09,600
เพราะฉะนั้น เด็กบางคนอาจารย์เลยมองว่า อ๋อ หนูเป็นสมองปลาทอง

603
00:56:10,140 --> 00:56:13,880
อาจารย์จะวัดเด็ก ๆ อย่างนี้นะคะ ว่าเรียนปุ๊บ สอบปั๊บ

604
00:56:13,990 --> 00:56:18,950
เด็กบางคนเต็มเลยทันที แต่เด็กบางคนยังไม่ได้

605
00:56:18,950 --> 00:56:23,380
หนูต้องกลับไปประมวลผล พออาจารย์นัดสอบอีกสัปดาห์หนึ่ง เด็กทำข้อสอบได้

606
00:56:23,520 --> 00:56:24,888
อาจารย์แบ่งกลุ่มเด็กได้แล้ว

607
00:56:25,024 --> 00:56:29,520
เด็กเซ็ตนี้เป็นเด็กปลาทอง เด็กเซ็ตนี้เป็นเด็กประมวลผล

608
00:56:30,130 --> 00:56:32,910
อาจารย์เรียกน่ารักค่ะ น้องปลาค่ะ น้องปลาทอง

609
00:56:32,930 --> 00:56:34,388
น้องชายอาจารย์ก็น้องปลาทองลูก

610
00:56:34,474 --> 00:56:39,560
น้องปลาทองเหมือนกัน ครับ แล้วก็ไม่ทำนะลูกนะ

611
00:56:40,610 --> 00:56:43,770
หน่วยความจำของเรานะคะ มีอยู่ 3 ประเภท

612
00:56:44,340 --> 00:56:49,870
Sensory memory กับ Short-term memory และ Long-term memory

613
00:56:50,580 --> 00:56:53,980
Short-term ถามว่า Short-term เป็นอย่างไร

614
00:56:54,720 --> 00:56:57,348
นี่ที่เราเรียน HCI นี่ค่ะ เขาเรียกว่า "Short-term"

615
00:56:57,372 --> 00:56:58,920
แต่มันจะกลายเป็น Long-term

616
00:56:59,655 --> 00:57:04,495
Sen... Sensory memory เป็นการรับรู้ด้วยการรู้สึกผ่าน

617
00:57:04,520 --> 00:57:07,688
หนูมองเห็น หนูได้ยินนะคะ

618
00:57:07,908 --> 00:57:14,760
เป็นหน่วยความจำแบบการเก็บแบบ Continuously Overwritten

619
00:57:16,590 --> 00:57:17,809
เป็นเกี่ยวกับความรู้สึก

620
00:57:17,974 --> 00:57:23,060
ยกตัวอย่างเช่น หนูเห็นคนเจ็บ หนูรู้สึกสงสารเขา

621
00:57:23,210 --> 00:57:26,790
หนูเห็นเด็กที่โดนทิ้ง หนูรู้สึกสงสารเด็กน้อยคนนั้น

622
00:57:26,810 --> 00:57:29,610
แต่เราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้น่ะนะ เราก็อยากจะช่วย

623
00:57:29,770 --> 00:57:32,864
นี่อันนี้เป็นความรู้สึกค่ะ เป็นความรู้สึกทันทีทันใด

624
00:57:32,888 --> 00:57:34,680
เรียกว่า "Sensory memory"

625
00:57:36,080 --> 00:57:40,610
ส่วนความจำระยะสั้นเป็นอย่างไร เป็นความจำแบบชั่วคราว

626
00:57:40,610 --> 00:57:46,370
เช่น นี่วันนี้อาจารย์คุยกับหนูว่ามีปลาทองเป็นหน่วยความระยะสั้น

627
00:57:46,370 --> 00:57:50,680
ก็คาบนี้ก็จบไปแล้ว เรื่องของความจำระยะสั้นนะคะ

628
00:57:51,090 --> 00:57:58,350
แล้วความจำพวกนี้สามารถเรียกคืนได้ภายในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วความจำนั้นจะหายไป

629
00:57:59,120 --> 00:58:04,480
เขาเรียกว่า "ความจำแบบชั่วคราว" เช่น การรับรู้ข่าวสารจากการสนทนา

630
00:58:04,650 --> 00:58:07,480
เหมือนหนูคุยกันน่ะ กับเพื่อนน่ะค่ะ คุย ๆ ๆ กันเสร็จ

631
00:58:08,510 --> 00:58:14,230
พอตกเย็นมาเมื่อกลางวันเราคุยอะไรกัน เคยถามไหมลูก เคยถามกันไหม

632
00:58:16,080 --> 00:58:18,742
ผ่านแล้วผ่านเลย นั่นคือความจำระยะสั้น

633
00:58:18,766 --> 00:58:22,850
แต่เราไม่รู้ไงคะ ว่าสมองเราเริ่มทำงานแล้ว

634
00:58:23,040 --> 00:58:30,430
คราวนี้มาความจำระยะยาวบ้างแล้ว ความจำที่ถูกบันทึกเอาไว้มี 2 ประเภท

635
00:58:30,740 --> 00:58:35,220
จำเป็นตอน ๆ ที่อาจารย์บอกว่าบทที่ 1 เราเป็น HCI

636
00:58:35,220 --> 00:58:38,452
H คือ Human C คือ Communication

637
00:58:38,476 --> 00:58:42,280
I คือ Interface คือ การติดต่อสื่อสารของมนุษย์

638
00:58:43,970 --> 00:58:45,197
แบ่งเป็นตอน ๆ

639
00:58:45,221 --> 00:58:48,734
พอตอนที่ 2 มาปุ๊บ อาจารย์ก็เลยบอกว่าดู... พฤติกรรมของมนุษย์

640
00:58:48,759 --> 00:58:53,490
แล้วดูความจำของเขาสิ ว่าเขาสามารถพัฒนาความคิดตัวเองได้ไหม

641
00:58:53,980 --> 00:58:58,800
ก็เลยมาเป็นความจำแบบเป็นตอน ๆ และมีความจำแบบมีโครงสร้าง

642
00:58:59,270 --> 00:59:00,911
โครงสร้างของความจำ

643
00:59:00,935 --> 00:59:07,050
ถ้าอาจารย์บอกว่านักศึกษาทุกคนเขียนโครงสร้างของการทอดไข่

644
00:59:09,126 --> 00:59:11,130
หนูจะเริ่มต้นจากอะไร

645
00:59:14,780 --> 00:59:21,580
ทำไข่ดาวด้วย เอาไข่ดาว ไข่ดาวสุก ไข่ดาวสุก มีเงื่อนไขเยอะหน่อย

646
00:59:22,870 --> 00:59:27,080
ทำไข่ดาวสุก หนูจะเริ่มต้นจากอะไรคะ ขอข้อที่ 1 ลูก

647
00:59:36,540 --> 00:59:37,950
หนูอธิบายให้หน่อย

648
00:59:42,700 --> 00:59:50,280
ทำไข่ดาวแบบสุก เริ่มต้นข้อที่ 1 คือ เต๊าะไข่เลย

649
00:59:50,710 --> 00:59:55,350
ไม่ดูเลยเหรอลูก ว่าไข่อันนั้นมันเป็นไข่เน่า หรือไข่ไม่เน่า ไข่ดีหรือไม่ดี

650
01:00:11,400 --> 01:00:14,329
อ๋อ เอาต้มเอา แต่จะเอาทำไข่ดาวนะลูก

651
01:00:14,769 --> 01:00:20,660
ไข่ดาวต้องทอดลูก ทอด มีน้ำมันต้องทอดเอา

652
01:00:26,960 --> 01:00:33,080
เป็นการดมดู แสดงว่าไข่เน่ามีกลิ่นใช่ไหมลูก

653
01:00:36,030 --> 01:00:38,260
ใช่ เอาไข่ไปลอยน้ำ

654
01:00:39,916 --> 01:00:42,999
ไข่ไปลอยน้ำ แล้วถ้าไข่จมแสดงว่าไข่...

655
01:00:44,016 --> 01:00:49,296
ถูก ถ้าไข่ลอย คือ ไข่... มันไม่สมบูรณ์

656
01:00:49,880 --> 01:00:51,860
เขาถึงได้เอาไข่ไปล้างไงคะ

657
01:00:52,240 --> 01:00:56,660
เอาไข่ไปล้างก่อน แล้วก็เห็นการลอย แล้วก็การจมของไข่

658
01:00:59,040 --> 01:01:01,780
อาจารย์ถามทุกครั้งเลยค่ะ เวลาทอดไข่ทำอย่างไร

659
01:01:01,850 --> 01:01:06,330
อยู่ดี ๆ เด็กก็บอกว่าเต๊าะไข่วางเลย อาจารย์เลยบอกว่าเป็นไปไม่ได้

660
01:01:07,160 --> 01:01:11,640
เพราะหนูจะต้องสกรีนก่อน หรือว่าวิเคราะห์ก่อนว่าไข่น่ะ หนูจะเอาไข่อะไร

661
01:01:11,730 --> 01:01:16,390
เช่น หนูแพ้ไข่เป็ด แต่ในตู้เย็นมีแต่ไข่เป็ดน่ะ

662
01:01:17,608 --> 01:01:19,980
หนูก็ต้องไปตลาดอีกน่ะ ไปหาซื้อ

663
01:01:20,000 --> 01:01:23,220
แล้วถ้าตลาดมีแต่ไข่เป็ดอีกล่ะ หนูจะทำอย่างไร

664
01:01:24,220 --> 01:01:26,203
ก็ต้องตามล่านะ ตามล่า

665
01:01:26,662 --> 01:01:30,630
เลยส่งผลทำให้อันดับแรกเลย คือ หาวัตถุดิบ

666
01:01:31,900 --> 01:01:39,095
จริงไหมคะ หาวัตถุดิบที่ทำไมคะ ที่ใช้งานได้

667
01:01:39,951 --> 01:01:43,280
โอเคนะ หาวัตถุดิบที่ใช้งานได้

668
01:01:44,250 --> 01:01:47,680
นี่คือการทำทอดไข่ธรรมดาเลยค่ะ

669
01:01:47,720 --> 01:01:52,000
แล้วถ้าสุดท้ายเลย สุด จนกระทั่งหนูวางไข่เรียบร้อยแล้ว

670
01:01:52,210 --> 01:01:55,770
เรียบร้อยทุกอย่างเลยค่ะ ไข่สุกเรียบร้อยแล้วในกระทะ

671
01:01:56,450 --> 01:02:02,240
หนูจะรู้ได้อย่างไรคะ ว่าหนูจะต้องตักจากกระทะมาใส่ที่จาน หนูจะรู้ได้อย่างไรคะ

672
01:02:17,080 --> 01:02:18,760
ได้แล้ว ทางนี้ก็ได้แล้ว ว่ามาเลยลูก

673
01:02:41,640 --> 01:02:47,040
แสดงว่าหนูดูลักษณะใช่ไหม ดูลักษณะของวัตถุดิบนั้น

674
01:02:47,510 --> 01:02:52,246
ว่าเขาแปรผลไปตามเป้าหมายที่หนูวางไว้หรือไม่

675
01:02:53,826 --> 01:02:56,610
ใช่ไหมลูก ใช่ไหมความหมายนะ

676
01:02:58,520 --> 01:03:00,363
ถึงจะหยิบเข้ามาใส่จาน

677
01:03:00,486 --> 01:03:05,330
แล้วคราวนี้พอเราหยิบเข้ามาลงจาน ช้อนมาทั้งน้ำมันเลยไหมคะ

678
01:03:08,110 --> 01:03:13,508
ก็ต้องทำไมลูก น้ำมันที่ติดอยู่ก็ตะแคงออกใช่ไหม

679
01:03:16,895 --> 01:03:19,380
ให้สะเด็ด จำนะ

680
01:03:22,200 --> 01:03:26,589
2 คะแนน จะให้จด จำไว้นะคะลูก

681
01:03:27,848 --> 01:03:33,680
2 คะแนน 1 คะแนน อันนี้ 2 คะแนน โอเค

682
01:03:34,800 --> 01:03:37,288
จำไว้ก่อนนะลูก จำไว้ก่อน เดี๋ยวอาจารย์จะจดชื่อแล้ว

683
01:03:38,293 --> 01:03:39,880
เดี๋ยวหมดคาบอาจารย์จะจดชื่อลูก

684
01:03:44,890 --> 01:03:53,260
การจดจำค่ะลูก ถ้าหนูจะจดจำดูว่าสิ่งนี้มันเป็นไข่ดาวแล้วนะ

685
01:03:54,390 --> 01:03:59,610
พร้อมแล้ว แต่... แต่ด้วยนะคะ แต่... แต่ที่หนูเคยกินมา

686
01:03:59,610 --> 01:04:03,523
หรือที่หนูเคยรู้จักมา ไข่ดาวเขาจะไม่สุก

687
01:04:04,075 --> 01:04:07,230
ไม่แห้งนะคะ ไม่สุกไม่แห้ง

688
01:04:07,230 --> 01:04:09,167
หนูก็เลยบอกว่าไม่เอา ไม่ชอบ

689
01:04:09,321 --> 01:04:12,970
แล้วก็น้ำมันมันไม่เยอะขนาดนี้ ในความรู้สึกของตัวเอง

690
01:04:13,580 --> 01:04:19,342
ก็อย่างนั้นก็ไม่เอา ไม่เอาครับ ผมอยากได้ตัวที่มีแห้ง ๆ ไม่มีน้ำมันนะ

691
01:04:19,643 --> 01:04:22,570
แล้วก็เป็นไข่ที่ยังไม่สุก

692
01:04:23,000 --> 01:04:26,123
ใครแดงยังมีเยิ้ม ๆ นิดหนึ่งอย่างนี้น่ะค่ะ

693
01:04:26,280 --> 01:04:27,520
นี่คือการจดจำ

694
01:04:28,280 --> 01:04:35,700
ใครเคยทานอย่างไร เช่น ตอนเช้าหนูเคยขนมปังจิ้มไมโล แล้วมาเรียน

695
01:04:36,340 --> 01:04:40,550
แต่บางบ้านต้องทำไมคะ กินข้าวแล้วมาเรียน

696
01:04:41,410 --> 01:04:46,090
อาจารย์แอนเป็นบุคคลต่างชาตินิดหนึ่งนะ ขนมปังอบค่ะ

697
01:04:47,090 --> 01:04:51,040
ขนมปังอบอย่างเดียวค่ะ ใส่เนยเยอะ ๆ ลูก ใส่เนยเยอะ ๆ

698
01:04:52,420 --> 01:04:55,462
เขาบอกว่าคนกินแบบนี้จะเป็นมะเร็ง

699
01:04:56,553 --> 01:05:02,380
47 แล้วลูก ยังไม่เป็นเลย ไม่เชื่อค่ะ อาจารย์ไม่เชื่อนะคะ

700
01:05:03,000 --> 01:05:06,178
การลืม ทุกคนมีการลืม

701
01:05:06,823 --> 01:05:12,120
การลืมข้อมูลเกิดจากหน่วยความจำค่อย ๆ สลายไปอย่างช้า ๆ

702
01:05:12,420 --> 01:05:16,560
ทฤษฎีแรก คือ ข้อมูลเก่าถูกทับด้วยข้อมูลใหม่

703
01:05:16,560 --> 01:05:21,850
เช่น เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ก็ยากที่จะจำเบอร์โทรศัพท์เก่าได้

704
01:05:23,280 --> 01:05:26,960
แต่อาจารย์เถียงค่ะ อาจารย์จำเบอร์เก่าได้มากกว่าเบอร์ใหม่ค่ะ

705
01:05:27,040 --> 01:05:32,080
เพราะเบอร์เก่าอาจารย์ใช้มา 20 ปี เบอร์ใหม่ใช่แค่ 5 ปีลูก

706
01:05:33,010 --> 01:05:39,480
ทฤษฎีที่ 2 ข้อมูลเก่าอาจถูกขว้างนะคะ ได้ด้วยข้อมูลใหม่

707
01:05:39,480 --> 01:05:44,720
เช่น เวลาขับรถ มักจะขับกลับไปบ้านหลังเก่ามากกว่าหลังใหม่

708
01:05:45,030 --> 01:05:47,491
อาจารย์ขอยกตัวอย่างเวลาอาจารย์ผ่าตัดเสร็จนะคะ

709
01:05:47,515 --> 01:05:49,770
อาจารย์ผ่าตัด แล้วอาจารย์กลับบ้านสกลนคร

710
01:05:51,160 --> 01:05:54,220
เชื่อไหมว่าอาจารย์แอนกลับบ้านไม่ถูก

711
01:05:55,780 --> 01:06:01,921
อาจารย์กลับไปที่ลพบุรี อาจารย์เข้าร่องของวงเวียนทุกร่องเลยค่ะ

712
01:06:02,294 --> 01:06:04,820
จำไม่ได้ว่าต้องเข้าร่องไหน

713
01:06:05,920 --> 01:06:07,865
เป็นการลืม ลืมเพราะอะไรคะ

714
01:06:08,133 --> 01:06:11,930
เพราะสมองของเราทำไมคะ หยุดการทำงาน

715
01:06:11,930 --> 01:06:14,470
หรือ Death ไปนั่นเองนะคะ อันนี้เป็นการลืม

716
01:06:14,810 --> 01:06:16,855
หนูก็มีการลืมค่ะ มีการลืม

717
01:06:17,086 --> 01:06:22,450
อาจารย์ได้ถามว่าเข้ามาปุ๊บ ครั้งที่แล้วอาจารย์สอนอะไร หนูนิ่งนะคะ

718
01:06:22,700 --> 01:06:26,800
เห็นไหมคะ เกิดการทับ ถามว่าทำไม ก็หนูเรียนหลายวิชา

719
01:06:27,290 --> 01:06:30,810
ก็อาจจะมีเกิดการทับได้นะคะ ก็เกิดการลืมได้

720
01:06:30,810 --> 01:06:35,500
เขาถึงได้บอกว่าหนูต้องทำไมคะ อ่านนะคะ อ่านหนังสือนิดหนึ่งนะ

721
01:06:36,085 --> 01:06:37,821
การดึงข้อมูลกลับมา

722
01:06:38,304 --> 01:06:44,805
ถ้าเราลืม แล้วการดึงข้อมูลกลับมาแบ่งได้เป็นการหวนระลึกและจำแนก

723
01:06:44,830 --> 01:06:51,794
1. การหวนระลึกได้นั้น ตัวข้อมูลต้องถูกสร้างขึ้นอีกครั้งหน่วยความจำจะแนะนำ

724
01:06:51,818 --> 01:06:54,499
เช่น การใบ้ หรือบอกเป็นนัย ๆ

725
01:06:54,523 --> 01:07:00,016
ว่าถ้าหากเราเลี้ยวซ้าย เราจะเจอเลี่ยงเมือง

726
01:07:00,060 --> 01:07:03,230
ถ้าเราเลี้ยวขวา เราจะขึ้นภูพานอย่างนี้

727
01:07:03,520 --> 01:07:07,860
ในหัวความจำก็จะมีคนบอก อ๋อ ถ้าไปเลี่ยงเมืองแสดงว่ากลับบ้านเรานะ

728
01:07:08,320 --> 01:07:12,010
แต่ถ้าหากว่าไปภูพาน ก็แสดงทำไมคะ ก็ขึ้นภูพาน

729
01:07:12,590 --> 01:07:16,820
การจำแนกได้นั้น ตัวข้อมูลได้ข้อมูลนั้นพบมาก่อน

730
01:07:17,170 --> 01:07:20,364
ข้อมูลมักจะซับซ้อนมากกว่าการหวนระลึก

731
01:07:20,674 --> 01:07:25,450
ที่สำคัญคือตัวข้อมูลนั้น คือ คำใบ้ โอเคไหมลูก

732
01:07:25,775 --> 01:07:29,034
การสร้างคำใบ้ขึ้นมา หนูเคยเห็นรายการใช่ไหมคะ

733
01:07:29,093 --> 01:07:32,750
ใบ้เพื่อให้เห็นถึงคำตอบนั้น ๆ นะคะ

734
01:07:33,760 --> 01:07:35,670
สนุกค่ะ อันนี้... อันนี้สนุกมากเลย

735
01:07:37,720 --> 01:07:39,721
การประมวลผลของมนุษย์นะคะ

736
01:07:39,777 --> 01:07:44,540
Thinking ประกอบไปด้วยการหาเหตุและผล และแก้การปัญหา

737
01:07:45,460 --> 01:07:51,310
ถ้าอาจารย์บอกว่าเด็กนักศึกษาทุกคนให้การทำการเขียน Flowchart

738
01:07:52,250 --> 01:08:02,960
เพื่อหาเหตุผลให้ได้ว่าคนตาบอดใช้อักษรเบรลล์ เขาอ่านหนังสืออย่างไร

739
01:08:05,050 --> 01:08:07,074
มีนะคะ มี มีถ้าหนู Search

740
01:08:07,390 --> 01:08:10,220
ถ้าหนู Search ไปใน Google หนูจะเห็นทันทีเลยค่ะ

741
01:08:10,240 --> 01:08:14,630
ว่าอักษรเบรลล์ของเขาน่ะค่ะ เขามีคำพูดเฉพาะน่ะค่ะ

742
01:08:14,660 --> 01:08:19,440
มีอันหนึ่งอาจารย์เคยสอนอยู่นะคะ นี่อาจารย์ยังลืมเลยค่ะ เห็นไหมคะ ลืม

743
01:08:20,350 --> 01:08:25,520
เขาไม่ได้ใช้คำว่า "อักษรเบรลล์" นะ เขาจะมีคำของเขาอยู่คำหนึ่ง

744
01:08:26,970 --> 01:08:33,580
อาจารย์ย้อนขึ้นกลับสไลด์นี้เลยค่ะ อาจารย์ลืมค่ะ ลืมจริง ๆ ค่ะ

745
01:08:34,010 --> 01:08:41,930
เพราะ HCI อาจารย์สอนมา แล้วอาจารย์ก็ห่างจากการสอน HCI มาทั้งหมด 3 ปี

746
01:08:44,560 --> 01:08:49,018
ถามว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ค่อยมีสไลด์ที่เปิดขึ้น

747
01:08:49,042 --> 01:08:52,090
อาจารย์เป็นคนที่ใช้ความจำในสมอง

748
01:08:52,800 --> 01:08:55,855
แล้วก็อธิบาย ไม่ชอบ... ไม่ชอบอ่านอย่างนี้ค่ะ

749
01:08:55,879 --> 01:08:58,750
ให้หนู... ใหหนูเห็นนะคะ ไม่ชอบอ่านเลยนะคะ

750
01:09:00,180 --> 01:09:03,863
หนูมาดูตรงนี้ลูก การหาเหตุและผล

751
01:09:05,533 --> 01:09:08,880
ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม หนูต้องอนุมาน

752
01:09:10,200 --> 01:09:15,930
อนุมานว่าว่าพอ 11.00 น. ท้องเราก็ร้อง

753
01:09:18,490 --> 01:09:20,867
ใช่เลยค่ะ ถึงแม้เราจะทานข้าวมา

754
01:09:20,891 --> 01:09:23,650
มันขึ้นกับว่าหนูทานข้าวรอบ... รอบเช้ามากี่โมง

755
01:09:23,780 --> 01:09:28,490
ถ้าหนูทานข้าวรอบเช้ามา 9 โมงครึ่ง 11.00 น. หนูยังไม่หิว

756
01:09:30,060 --> 01:09:34,760
แต่ทางกลับกัน มื้อเช้าหนูดื่มไมโลมาแค่แก้วเดียว ทำไมคะ

757
01:09:34,970 --> 01:09:38,180
แก้วเดียว 11.00 น. ท้องเริ่มร้องแล้ว

758
01:09:38,600 --> 01:09:43,320
เลยส่งผลทำให้การนำข้อมูลมาสรุปอย่างมีหลักฐาน และมีเหตุผล

759
01:09:43,740 --> 01:09:49,190
ก็เรากินน้อยเมื่อตอนเช้า เราก็เลยหิวเร็ว

760
01:09:49,880 --> 01:09:53,983
ลงความเห็นจากกรณีตัวอย่างเพื่อสรุปนะคะ

761
01:09:54,089 --> 01:09:58,170
ข้อมูลที่เรายังค้นพบหาไม่เจอ... Induction

762
01:09:59,030 --> 01:10:01,755
ผลจากการหิวคืออะไรคะ

763
01:10:02,148 --> 01:10:06,960
กระเพาะโดนกินเรียบร้อยค่ะ ก็เป็นกระเพาะเป็นรู

764
01:10:07,210 --> 01:10:10,870
นำมาซึ่งข้อมูลสรุปจากเหตุการณ์สู่ไปสู่สาเหตุ

765
01:10:10,890 --> 01:10:14,396
หนูต้องไปพบคุณหมอ เพราะกระเพาะรั่ว

766
01:10:15,306 --> 01:10:18,980
หรือเป็นโรคกระเพาะนะคะ เป็นโรคกระเพาะ

767
01:10:19,120 --> 01:10:22,500
เพราะฉะนั้น เขาตามความเป็นจริง เขาจะต้องมีเบรก

768
01:10:23,420 --> 01:10:25,880
เด็กปริญญาตรีเวลาเรียนนะคะ

769
01:10:25,910 --> 01:10:28,837
จริง ๆ แล้วน่ะ ถ้าหนูเรียน 9 โมง 10 โมงครึ่งน่ะ

770
01:10:28,861 --> 01:10:32,140
หนูต้องมีเบรกแล้ว ไปเข้าห้องน้ำไปอะไรก็ได้นะคะ

771
01:10:32,460 --> 01:10:37,160
แต่อาจารย์เป็นคนที่โดน เขาเรียกว่า "โดนฝึกพูด"

772
01:10:38,100 --> 01:10:42,170
อายุ 30 อาจารย์ยังไปฝึกพูดอยู่เลยค่ะ เพราะอาจารย์พูดไม่เป็น

773
01:10:42,630 --> 01:10:46,770
เวลาอาจารย์พูดอาจารย์กลั้นหายพูด อาจารย์ถึงไม่พูดเร็วลูก

774
01:10:47,730 --> 01:10:51,010
พอพูดจบอาจารย์หายใจ เลยส่งผลทำให้อาจารย์เหนื่อย

775
01:10:51,830 --> 01:10:56,467
ใครที่พูดแล้วจัดคำได้น่ะ เว้นช่องการหายใจได้

776
01:10:56,491 --> 01:11:00,360
แสดงบุคคลนั้น เป็นคนพูดที่ดีนะคะ

777
01:11:02,260 --> 01:11:07,710
ไม่ว่าใครก็ตามค่ะ มาช้า อาจารย์ขา รถไฟยางแตกค่ะ

778
01:11:08,331 --> 01:11:15,088
ให้เหตุและผล รถไฟยางแตกค่ะ สกลนครรถไฟไม่มาค่ะ

779
01:11:15,319 --> 01:11:18,840
อย่างนี้เป็นต้น ก็แล้วแต่คนนะ เป็นการอนุมานไป

780
01:11:19,450 --> 01:11:24,870
การแก้ปัญหา อันนี้อาจารย์ขอยกตัวอย่าง วิชาหมากล้อมนะคะ

781
01:11:25,070 --> 01:11:31,250
หมากล้อมจะเป็นเกมเกมหนึ่งที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างมีเหตุและผล

782
01:11:31,990 --> 01:11:37,082
เป็นหลักการของ... CG ไหม ใช่ไหม CG

783
01:11:37,599 --> 01:11:40,350
ใช่ไหม CG นะ พูดถูกอยู่นะ CG นะ ใช่ไหมคะ

784
01:11:40,610 --> 01:11:46,726
CG ที่เป็นของเซเว่น เป็นของเซเว่น

785
01:11:46,750 --> 01:11:51,630
CP โอเค ลืมเห็นไหม สมาธิสั้นค่ะ

786
01:11:52,600 --> 01:11:57,610
CP CP เขามองว่าถ้าให้เด็กเรียนหมากล้อม

787
01:11:57,850 --> 01:12:02,360
เด็กจะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีเหตุและผล

788
01:12:02,360 --> 01:12:08,440
และสามารถอนุมานตัวเองได้ ว่าฉันสามารถที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

789
01:12:08,990 --> 01:12:14,300
เขาจึงให้วิชาหมากล้อมให้เด็กปี 2 เป็นคนลงเรียน

790
01:12:14,300 --> 01:12:22,820
เพราะเด็กปี 2 มีตรรกะ หรือมีความคิดในการเรียนรู้ได้มากกว่าน้องปี 1 นะคะ

791
01:12:23,110 --> 01:12:27,400
แต่เราไม่มีพรีลิมค่ะ ถ้าเรามีพรีลิมก็จะดีกว่านะคะ

792
01:12:29,040 --> 01:12:32,840
คราวนี้จากทั้งหมดอาจารย์มี Assignment ขึ้นมาแล้ว

793
01:12:36,320 --> 01:12:42,588
อันนี้อาจารย์แอนไม่ได้แก้นะคะ แต่แบ่งเด็กออกมาเป็น 2 กลุ่มเหมือนเดิม

794
01:12:42,612 --> 01:12:44,490
ใครจะอยู่กลุ่มเดิมก็ได้

795
01:12:45,650 --> 01:12:50,100
ส่วนงานนี้อาจารย์ยัง... ไม่วัดว่าหนูจะต้องไปทำตอนไหน อย่างไร

796
01:12:50,100 --> 01:12:54,655
แต่ให้รู้ว่า Assignment นี้อาจารย์เริ่มให้หนูทำงานแล้ว

797
01:12:54,679 --> 01:12:57,320
โดยหนูแบ่งเป็น 2 กลุ่มนะคะ

798
01:12:57,940 --> 01:13:00,321
นำการ Present ถามทำอย่างไร

799
01:13:00,509 --> 01:13:05,320
Input Device Input Device หนูจะเซ็ตเป็นอะไร

800
01:13:05,320 --> 01:13:14,220
ยกตัวอย่างเช่น หนูติดต่อสื่อสารกับเพื่อนด้วยภาษาของหนูเอง

801
01:13:14,850 --> 01:13:19,680
Output ที่ออกมา คือ เพื่อนทำตามในสิ่งที่หนูร้องขอ

802
01:13:20,780 --> 01:13:27,055
Process ทำในสิ่งนั้นได้ เช่น เพื่อนบอกว่าฉันหิว

803
01:13:28,328 --> 01:13:30,650
เดี๋ยวเราจะไปซื้อข้าวมาให้

804
01:13:31,560 --> 01:13:35,400
ไปซื้อข้าวเราจะซื้อข้าว อ๋อ เขาหิวข้าว

805
01:13:35,400 --> 01:13:37,848
เราซื้อข้าวนั่นคือ Process ในสมองแล้ว

806
01:13:37,872 --> 01:13:42,430
ซื้อข้าวกล่องมาให้เพื่อน Memory จะจดจำเอาไว้

807
01:13:42,760 --> 01:13:46,230
แต่ถ้าเพื่อนเขาบอกว่า อ๋อ เราหิวข้าว

808
01:13:46,254 --> 01:13:49,120
แต่เพื่อนดันไปซื้อทำไมคะ ซื้อก๋วยเตี๋ยวมาให้

809
01:13:50,400 --> 01:13:54,990
กระบวนการไม่เกิดขึ้น โอเคนะคะ กระบวนการไม่เกิดขึ้นนะคะ

810
01:13:59,070 --> 01:14:02,880
ตัวนี้ค่ะ Assignment ที่ 9 อาจารย์ยังไม่ให้ทำนะคะ ตัวนี้

811
01:14:02,900 --> 01:14:06,090
ตัวนี้จะต้องเรียนในบทที่ 5 ก่อน แต่อาจารย์เอามายัดไว้ก่อน

812
01:14:06,480 --> 01:14:11,550
อันนี้ขอเป็นตัวอย่างของตัวนี้นะลูกนะ อาจารย์ขอเป็นตัวอย่าง

813
01:14:11,580 --> 01:14:17,160
Input Output Process และ Memory ขออนุญาตเข้าโน้ตนะคะ

814
01:14:39,710 --> 01:14:47,540
หนูดูที่หน้าจอนะคะ Input Input

815
01:14:50,725 --> 01:14:53,390
Input ยกตัวอย่าง Input นะคะ Input

816
01:14:54,729 --> 01:15:01,232
หนู... บอกเพื่อนว่ามี A ติ๊ต่างนะคะ A บอกว่าอะไร

817
01:15:03,775 --> 01:15:08,700
ฉันหิวข้าว

818
01:15:10,500 --> 01:15:16,283
โอ้ ฉันหิวข้าวนะคะ ฉันหิวข้าว

819
01:15:18,125 --> 01:15:24,860
พูดกับใคร พูดกับใคร พูดกับ B ค่ะ B

820
01:15:26,400 --> 01:15:32,950
คราวนี้ A Input ไปหา B โอเคนะคะ A Input ไปหา B

821
01:15:33,370 --> 01:15:36,188
B ทำไงคะ B ก็ทำไมกัน

822
01:15:37,149 --> 01:15:39,230
รู้แล้วค่ะคำนี้ ทำไงต่อคะ

823
01:15:41,570 --> 01:15:46,410
Output นะคะ ดูนะคะ ดู Output นะลูกนะ Output มา

824
01:15:51,280 --> 01:15:53,546
ขอโทษนะคะ อาจารย์ใช้มือเดียวก็เลยดูช้า

825
01:15:53,977 --> 01:15:58,790
Output ใครเป็นคนเอาข้าวมาให้ใครคะ

826
01:16:00,250 --> 01:16:02,520
ใครเป็นคนข้าวมาลูก ใคร

827
01:16:03,530 --> 01:16:08,755
A บอกกับ B แสดงว่าทำไมคะ B ทำไมลูก

828
01:16:09,158 --> 01:16:15,378
ส่งข้าวกล่องถูกไหมคะ ทำการส่งข้าวกล่อง

829
01:16:18,634 --> 01:16:28,730
ส่งข้าวกล่อง ส่งข้าวกล่องให้ใครคะ ให้กับ A

830
01:16:29,750 --> 01:16:33,634
มาแล้วเห็นไหมคะ เป็นการติดต่อสื่อสารกันแล้ว

831
01:16:33,861 --> 01:16:36,741
แล้วคราวนี้ไปทำอะไรต่อ Process

832
01:16:37,610 --> 01:16:40,119
Process เขาอยู่ภายในตรงนี้นะคะ นี่

833
01:16:40,143 --> 01:16:43,680
ตรงนี้ ตรงนี้ค่ะ นี่ค่ะ ข้าวกล่อง

834
01:16:45,480 --> 01:16:52,120
ข้าวกล่องตัวนี้ คือ Process ทำไมถึงเป็น Process

835
01:16:52,160 --> 01:16:57,000
เพราะ Input เข้าไปบอกว่าเขาหิวข้าว

836
01:16:57,024 --> 01:17:06,730
ถึงได้ซื้อข้าวกล่อง ข้าวกล้อง ข้าวกล่อง มาข้าว... ข้าวกล่อง

837
01:17:11,490 --> 01:17:16,170
ข้าวกล่องนะคะ ข้าวกล่อง ตรงข้าวกล่องตรงนี้กลายเป็น Process

838
01:17:16,190 --> 01:17:21,560
เดี๋ยวอาจารย์แอนพิมพ์ตรงนี้นะคะ ข้าวกล่องตรงนี้เป็น Process

839
01:17:27,840 --> 01:17:30,870
เป็น Process นะลูกนะ ตรงนี้ข้าวกล่องเป็น Process

840
01:17:32,114 --> 01:17:37,834
ข้าวกล่องเขาเป็นตัวนี้ได้ไหม ขีดเส้นได้ไหม

841
01:17:40,840 --> 01:17:41,466
ฟอนด์...

842
01:17:53,425 --> 01:17:54,801
เป็นตัวหนาแล้วกันนะ

843
01:18:14,680 --> 01:18:18,720
นี่เป็น Process นะคะ อาจารย์ขอเขียนอย่างนี้นะลูกนะ เป็น Process

844
01:18:19,070 --> 01:18:23,130
แล้วคราวนี้ Memory Memory อยู่ที่ไหน

845
01:18:23,370 --> 01:18:26,632
Memory อยู่กับใครคะ

846
01:18:28,358 --> 01:18:41,890
ถูกเก็บเอาไว้ที่... Mem Memory โอเคนะคะ

847
01:18:42,380 --> 01:18:51,030
Memory Memory ตัวนี้ A ทำการเก็บเอาไว้ในหัวแล้วว่าฉันหิวข้าว

848
01:18:52,680 --> 01:18:57,780
ฉะนั้นแล้ว ถามว่า B มีหน่วยความจำอยู่ใน B ไหมคะ

849
01:18:58,130 --> 01:19:01,410
ใครว่ามีหน่วยความจำอยู่ใน B หนูยกมือให้อาจารย์ดูหน่อยสิคะลูก

850
01:19:01,870 --> 01:19:05,760
ใครว่ามีหน่วยความจำอยู่ใน B ไหมลูก โอเค เพราะอะไรลูก

851
01:19:11,820 --> 01:19:17,200
เขาต้องจดจำเอาไว้ใช่ไหมคะ ว่าเขาสั่งอะไรไว้ ใช่ไหมลูกนะ

852
01:19:17,900 --> 01:19:22,240
ก็เขียนตรงนี้ได้เลยค่ะ ว่า Memory

853
01:19:26,890 --> 01:19:31,700
นี่ค่ะ Assignment 2 ได้แล้ว เสร็จตามหน้าสไลด์ค่ะ

854
01:19:32,910 --> 01:19:41,988
Input ฉันหิวข้าว A บอกกับ B ว่าฉันหิวข้าว

855
01:19:42,012 --> 01:19:44,790
B เป็นเพื่อนที่ดีค่ะ รับรู้ รับทราบแล้ว

856
01:19:44,960 --> 01:19:50,410
B จึงทำการส่งข้าวกล่องให้กับ A รู้ได้อย่างไรคะ ส่งข้าวกล่อง

857
01:19:50,430 --> 01:19:57,350
เพราะเขา Process เอาไว้ว่า อ๋อ ก็เขาสั่งเป็นข้าว ก็ต้องกลายมาเป็นข้าวกล่อง

858
01:19:58,340 --> 01:20:04,580
แล้วใครต้องเก็บหน่วยความจำเอาไว้ A ก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองเป็นคนร้องขอ

859
01:20:04,710 --> 01:20:08,430
และ B จะเป็นคนไปซื้อก็ต้องเก็บเอาไว้หน่วยความจำ

860
01:20:09,200 --> 01:20:15,437
ไม่ใช่ความจำระยะสั้นใช่ไหมคะ เดินแล้วสะดุดล้ม ลืมค่ะ

861
01:20:16,475 --> 01:20:18,270
ลืมซื้อก๋วยเตี๋ยวไปให้

862
01:20:18,300 --> 01:20:22,970
ยกตัวอย่าง เพื่อนบอกว่าฉันหิวเส้น แต่หนูไปซื้อข้าวกล่อง

863
01:20:25,130 --> 01:20:29,940
แสดงว่าทำไมคะ Memory ของหนูกลายเป็นความจำระยะสั้น

864
01:20:30,790 --> 01:20:36,680
เดินสะดุดเป็นปลาทองค่ะ เป็นปลาทองค่ะ หน่วยความจำระยะสั้น

865
01:20:37,560 --> 01:20:41,120
นี่ค่ะ Assignment ที่ 2 หนูสามารถที่จะเขียนแบบนี้

866
01:20:41,170 --> 01:20:44,810
แต่ถ้าหากว่าหนูเขียนในกระดาษนะลูกนะ หนูเขียนในกระดาษ

867
01:20:45,040 --> 01:20:50,670
หนูใช้วิธีการอย่างนี้นะลูกนะ ขีดเส้นใต้คำว่า "ข้าวกล่อง" ให้อาจารย์นิดหนึ่งนะคะ

868
01:20:51,030 --> 01:20:55,021
ขีดเส้นใต้นะ ตรงนี้น่ะค่ะ ขีดเส้นใต้นะคะ

869
01:20:55,045 --> 01:20:58,600
แล้วก็ทำลูกศรลงมาหา Process

870
01:20:58,860 --> 01:21:05,120
แล้วก็เอา A เอาลูกศรขึ้นไปหา Memory โอเคนะคะ

871
01:21:06,290 --> 01:21:08,304
อาจารย์จะ Copy ไปใส่ใน Word ค่ะ

872
01:21:08,328 --> 01:21:11,900
คราวนี้ Ctrl+C เข้า Word

873
01:21:18,000 --> 01:21:25,220
มาที่นี่แล้วค่ะ หนูจะได้เห็นไงคะ

874
01:21:26,520 --> 01:21:33,920
ใส่แล้วค่ะ Process ก็ขยับค่ะ ขยับ ๆ ๆ ๆ ๆ ใส่ลูกศรลูก

875
01:21:50,610 --> 01:21:53,240
อาจารย์จะแทรกรูปร่างอยู่ไหนนะ รูปร่าง

876
01:21:53,670 --> 01:22:02,690
ลูกศรเก็บเอาไว้ในหน่วยความจำ แล้วก็ทำการเก็บอีกค่ะ

877
01:22:09,370 --> 01:22:13,810
B ก็เก็บเอาไว้ในหน่วยความจำ นี่เห็นไหมคะ ใส่อย่างนี้ค่ะลูก

878
01:22:14,180 --> 01:22:20,903
แล้วคราวนี้ Process ค่ะ Process ส่งมาที่นี่ค่ะ

879
01:22:20,927 --> 01:22:25,570
แล้วก็ทำการคลิกอันหนึ่งค่ะ ลากขึ้นไปค่ะ

880
01:22:33,550 --> 01:22:34,410
เสร็จแล้วค่ะ

881
01:22:40,000 --> 01:22:44,166
อันนี้คือ Assignment 2 ค่ะ ตามภาพเลยนะคะ

882
01:22:45,235 --> 01:22:48,360
นี่คืองาน หนูสามารถยกตัวอย่างได้อย่างนี้เลย

883
01:22:50,110 --> 01:22:52,030
เป็นการติดต่อสื่อสารใช่ไหมลูก

884
01:22:53,220 --> 01:22:57,450
หนูสมมติเรื่องขึ้นมา 1 เรื่อง แล้วหนูทำการคุยกัน

885
01:22:57,450 --> 01:23:04,720
เช่น หนูอยากได้ Slurpee เพื่อนจะไปซื้อ Slurpee ให้เราได้อย่างไร

886
01:23:05,000 --> 01:23:08,610
ถ้าหนูไม่บอกเป้าหมายว่า Slurpee ต้องเป็นน้ำโคลา

887
01:23:10,300 --> 01:23:14,610
เราต้องทำไมคะ บอกรายละเอียดให้กับเขาถูกไหมคะ บอกรายละเอียดให้เขา

888
01:23:14,630 --> 01:23:19,440
ถ้าเราไม่บอกรายละเอียด ไม่มีใครทำได้ใช่ไหมลูก ไม่มีใครทำได้

889
01:23:21,020 --> 01:23:25,640
คราวนี้อาจารย์ถาม Assignment ที่ 2 หนูสามารถส่งได้เย็นนี้ได้ไหมลูก

890
01:23:28,150 --> 01:23:31,272
ได้ไหมลูกนี่ อย่างนี้ค่ะ อาจารย์อยากรู้แค่นี้ค่ะลูก

891
01:23:32,140 --> 01:23:34,660
ถ้ายกตัวอย่างให้หนูคุยกันแค่ 2 คน

892
01:23:35,000 --> 01:23:38,980
แต่ A กับ B อาจารย์ขอนะคะ เป็นชื่อเลยนะลูก เป็นชื่อ

893
01:23:40,220 --> 01:23:48,680
ไหวไหมคะ ส่งเย็นนี้ก่อนเที่ยงคืน ได้ไหมลูก

894
01:23:49,970 --> 01:23:57,400
ตัวอย่างแบบนี้เลยค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าไม่ใช่ A กับ B นะคะ ต้องเป็นรายชื่อของนักศึกษา

895
01:23:59,110 --> 01:24:03,910
หนูคุยกับใคร หนูใส่ชื่อมาเลย อาจารย์จะได้รู้เป็นคะแนนของหนูไงคะ

896
01:24:04,000 --> 01:24:07,450
ถ้าเป็น A กับ B อาจารย์จะไม่รู้เลยค่ะ ว่าเป็นคะแนนของใคร

897
01:24:10,890 --> 01:24:16,680
ก็ถ้า... ถ้า 3 คน ก็ถามเลยค่ะ 3 คน

898
01:24:16,910 --> 01:24:23,020
1 คน จะต้องเป็นคนไปซื้อถูกไหมคะ แล้วรับออเดอร์ 2 คน

899
01:24:23,560 --> 01:24:27,640
คราวนี้ล่ะ สมองของหนูจะเป็นสมองลืม หรือว่าสมองความจำระยะยาว

900
01:24:27,660 --> 01:24:33,960
หรือความจำระยะตอน ๆ ใช่ไหม 3 คนได้ลูก 2 คนก็ได้

901
01:24:34,090 --> 01:24:37,930
แต่ 3 คน หนูจะต้องให้เขาทำงานจนครบแบบนี้เลยนะคะ

902
01:24:38,910 --> 01:24:41,031
เพราะว่าอาจารย์มองว่าไม่... ไม่ได้เยอะ

903
01:24:41,596 --> 01:24:44,000
แล้วหนูติดต่อสื่อสารได้กันอยู่แล้วด้วยใช่ไหมคะ

904
01:24:44,420 --> 01:24:48,640
หนูคุยกันอยู่แล้ว แต่เพียงแต่หนูไม่ได้แยกออกมาเป็นข้อมูลแบบนี้

905
01:24:49,480 --> 01:24:52,580
ใช่ไหมคะ หนูยังไม่ได้แตกข้อมูลให้เห็นนะ

906
01:24:53,020 --> 01:24:56,284
แล้วอาจารย์จะให้หนูส่งผ่านทาง Classroom นะคะ

907
01:24:56,585 --> 01:24:59,630
หนูวาดรูปก็ได้ ใช้ในกระดาษก็ได้

908
01:24:59,817 --> 01:25:02,938
ถ้าใครสะดวกใช้ Tablet ใช้ Tablet ได้

909
01:25:03,318 --> 01:25:06,157
ใช้อย่างไรก็ได้ ขอให้เป็นงานมาส่ง

910
01:25:06,740 --> 01:25:09,054
ไม่บังคับให้ทำงานบนคอมพิวเตอร์

911
01:25:09,962 --> 01:25:12,550
ใครสะดวกกระดาษ... วาดลงกระดาษ

912
01:25:12,940 --> 01:25:14,930
ใครจะสะดวก Tablet ทำบน Tablet

913
01:25:15,190 --> 01:25:20,070
ใครสะดวกบนโทรศัพท์มือถือมีปากกา ใช้ปากกาโทรศัพท์มือถือได้เลย

914
01:25:20,849 --> 01:25:22,443
ไม่ฟิกใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ

915
01:25:22,468 --> 01:25:26,580
ขอแค่มีงาน ก่อนเที่ยงคืนนะคะ ได้ไหม

916
01:25:27,370 --> 01:25:34,386
โอเคได้นะคะ ได้เที่ยงคืนได้ โอเค

917
01:25:34,540 --> 01:25:43,420
โอเคค่ะ โอเค ให้ถ่ายส่งทุกคนเลยค่ะ

918
01:25:43,980 --> 01:25:46,450
อย่างเช่น ถ้า... ถ้าน้อง 2 คน คู่กันใช่ไหมคะ

919
01:25:46,590 --> 01:25:48,450
เพราะฉะนั้น เขาจะต้องมีการคุยกัน

920
01:25:48,610 --> 01:25:54,060
พอคุยกันปุ๊บ น้อง... ถ้าส่งมาแค่คนเดียว ชื่อก็เลยได้แค่คนเดียวเวลาให้คะแนน

921
01:25:54,440 --> 01:25:57,561
หนูส่ง หนูจะเป็นงานเดียวกันถูกไหมคะ ถ้าหนูคู่กัน

922
01:25:57,824 --> 01:26:00,340
ก็ส่งทั้งคู่ได้เลยนะคะ ส่งทั้งคู่ได้เลย

923
01:26:27,800 --> 01:26:31,790
นั่นแหละ อาจารย์ให้ถามงานที่ 1 งานที่ 1 จะให้เป็น Flow ค่ะ

924
01:26:32,520 --> 01:26:34,970
ย้ำ อาจารย์แอนจะเปิดอีกหน้าหนึ่งนะคะ

925
01:26:35,400 --> 01:26:45,310
ยกตัวอย่างเช่น งานแรก เช่น หนู... ทำเรื่องของเกมนะคะ

926
01:26:45,660 --> 01:26:50,134
เกมหนูจะต้องหาให้ได้ ว่าเกมนี้เป็นของใครนะคะ

927
01:26:51,237 --> 01:26:53,250
เกมเอาเกมอะไรดี ตั้งชื่อเกมก่อนลูก

928
01:26:54,620 --> 01:26:59,492
G-a-m-e เกม เกมต่อสู้แล้วกันนะ

929
01:26:59,554 --> 01:27:03,760
เกมภารกิจแล้วกัน ภารกิจ เกมภารกิจ

930
01:27:11,160 --> 01:27:18,660
ภารกิจ... ภารกิจสร้างบ้าน อาจารย์จะ Mambo มาใช้แล้วค่ะ ภารกิจสร้างบ้าน

931
01:27:21,610 --> 01:27:26,610
ได้หัวข้อ พอได้หัวข้อปุ๊บ หนูจะต้องตอบให้ได้ว่าใครเล่น

932
01:27:29,860 --> 01:27:41,150
ใครเล่น ใครเล่น หมายถึงเช่น เด็กในระดับชั้นอายุตั้งแต่ 2 ปีจนถึง 19 ปี เป็นต้น

933
01:27:43,140 --> 01:27:51,270
คนเล่น ใครเล่น แล้วเกมอันนี้เป็นอย่างไรนะคะ ลักษณะของเกม

934
01:27:53,390 --> 01:28:09,150
ลักษณะของเกม คือ เป็นเกม... เป็นเกมสร้างบ้านด้วย...

935
01:28:10,780 --> 01:28:17,890
เป็นเกมสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ ด้วยไม้ไผ่

936
01:28:17,990 --> 01:28:22,040
อาจารย์ติ๊ต่างหมดเลยนะคะ เป็นเกมสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่

937
01:28:29,130 --> 01:28:33,640
ใช้มือเดียวนะคะ ลักษณะของเกม คือ เกมเป็นเกมสร้างด้วยไม้ไผ่

938
01:28:34,480 --> 01:28:48,203
และต้องทำให้เสร็จภายในเวลา

939
01:28:48,361 --> 01:28:51,430
ขึ้นอยู่กับว่าเวลาของหนูจบที่เท่ากับเท่าไรนะคะ

940
01:28:51,430 --> 01:28:57,140
เช่น เวลา 20 นาที เป็นต้น

941
01:29:12,290 --> 01:29:13,590
ทำไมมันไม่มา

942
01:29:22,720 --> 01:29:25,504
อ๋อ ได้แล้ว ลักษณะของเกมได้แล้ว

943
01:29:26,071 --> 01:29:30,710
พอลักษณะของเกมมาปุ๊บ เกมชื่ออะไร ใครเล่น ลักษณะของเกม

944
01:29:30,940 --> 01:29:38,860
ถัดมาค่ะ คราวนี้ผลสัมฤทธิ์ ก็คือ... หลังจากที่สร้างบ้านได้แล้ว

945
01:29:38,860 --> 01:29:44,020
ก็คือผล ผลนะคะ ผลของเกมค่ะ ผล ผลลัพธ์ค่ะ

946
01:29:47,670 --> 01:29:51,878
ผลลัพธ์ อาจารย์ไม่ได้ต้องการให้หนูไป Capture หน้าจอหรืออะไรมานะคะ

947
01:29:51,902 --> 01:29:58,043
ผลลัพธ์ ผลลัพธ์ครั้งนี้มีไหม ไม่มี ละเว้น

948
01:29:58,661 --> 01:29:59,810
อาจารย์พิมพ์ผิดอะไรไม่รู้

949
01:30:01,520 --> 01:30:06,966
ผลลัพธ์ คือ ได้บ้านนะคะ บ้านไม้ไผ่

950
01:30:08,605 --> 01:30:27,130
บ้านไม้ไผ่ บ้านไม้ไผ่ที่... ที่สามารถใช้อยู่อาศัยได้

951
01:30:28,000 --> 01:30:32,377
แต่ถ้านะคะ แต่ถ้างานของหนูมีบอกว่าภารกิจการสร้างบ้าน

952
01:30:32,401 --> 01:30:34,988
เสร็จแล้วหนูบอกว่าอะไรคะ ตัวละคร

953
01:30:35,280 --> 01:30:38,530
หนูบอกมีตัวละครของหนูน่ะค่ะ มีเลือกตัวละคร

954
01:30:41,520 --> 01:30:45,990
มีตัวละครอันนี้ขึ้นอยู่กับเกมแต่ละคนนะคะ ตัวละคร

955
01:30:47,360 --> 01:31:01,280
ตัวละครเลือกได้ เลือกได้ตามความพอใจของผู้เล่น

956
01:31:07,330 --> 01:31:11,600
ถ้าของใครมีตัวละครให้เลือกนะ ใครเล่น เล่นอย่างไร

957
01:31:11,780 --> 01:31:16,699
แล้วเกมนี้มีลักษณะนะคะ ลักษณะของเกม

958
01:31:17,695 --> 01:31:24,389
ลักษณะของเกม หนูมองน่ะค่ะ ที่ตาที่หนูมองมีสีอย่างไรนะคะ

959
01:31:24,413 --> 01:31:27,490
อันนี้เป็นลักษณะของเขาน่ะนะคะ ลักษณะของเกม

960
01:31:33,930 --> 01:31:43,380
ลักษณะ... ลักษณะสีขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเองนะคะ

961
01:31:43,380 --> 01:31:53,730
ว่าสีที่เธอมอง สีมีความมืด หนูอาจจะบอกว่าสีมืด สีมืดมองไม่ชัดเจน

962
01:32:06,260 --> 01:32:09,802
ชื่องาน โอเคนะคะ ชื่องาน

963
01:32:10,264 --> 01:32:16,490
ลักษณะ ก็คือตัวที่ทำการดู ที่หนูดูน่ะค่ะ หนูมองแล้วนี่ เป็นอย่างไร

964
01:32:16,820 --> 01:32:20,670
ตัวละครถ้าของหนูเลือก ต้องเลือก หนูก็บอกว่าหนูต้องเลือกตัวละคร

965
01:32:20,930 --> 01:32:24,000
จากนั้นลักษณะของเกมของหนูเป็นอย่างไร

966
01:32:24,020 --> 01:32:27,221
ถ้าเกมหนูเป็นภารกิจการสร้างบ้าน ก็ต้องสร้างบ้าน

967
01:32:27,245 --> 01:32:30,130
สร้างบ้านด้วยอะไรล่ะ ก็สร้างบ้านด้วยไม้ไผ่

968
01:32:30,760 --> 01:32:38,340
และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร ทำไมคะ อยู่อาศัยได้ โอ้ อย่า... ศัย

969
01:33:00,640 --> 01:33:07,660
แล้วก็อาจารย์วานให้หนูแคปฯ นะคะ เอาภาพเกมออกมาค่ะ

970
01:33:07,880 --> 01:33:11,400
ที่อาจารย์เคยสอนน่ะค่ะลูก เอาภาพเกมออกมาวางเอาไว้ให้เห็น

971
01:33:11,430 --> 01:33:15,055
ว่านี่ เกมที่หนูใช้นี่ เป็นเกมหน้าตาเป็นอย่างไร

972
01:33:15,286 --> 01:33:16,870
แค่นั้นเสร็จเรียบร้อย

973
01:33:16,900 --> 01:33:21,713
แล้วหนูก็เขียนใส่หัวข้างบนนะคะ แทรกหัวกระดาษ

974
01:33:21,737 --> 01:33:24,700
หรือหนูจะทำใน Tablet ก็ได้นะคะ

975
01:33:25,320 --> 01:33:28,090
โดยการพิมพ์อย่างนี้น่ะค่ะลูก แล้วก็ออกมาเป็นไฟล์

976
01:33:28,360 --> 01:33:32,090
แต่ขอให้เป็นไฟล์ PDF นิดหนึ่งนะคะ เป็นไฟล์ PDF นิดหนึ่ง

977
01:33:32,960 --> 01:33:35,402
เหลือภาพเกมอย่างเดียวนะคะ เอา... แคปฯ เกม

978
01:33:35,426 --> 01:33:36,930
เดี๋ยวอาจารย์ แคปฯ เกมมาให้ก็ได้ลูก

979
01:33:36,930 --> 01:33:39,400
แคปฯ เกมมาให้หนูจะได้... หนูจะได้เห็นชัดนะ

980
01:33:39,900 --> 01:33:42,060
เดี๋ยวอาจารย์แคปฯ เกมมาวางให้หนูเห็นเลยนะคะลูก

981
01:33:45,460 --> 01:33:52,850
เกม... เกมสร้างบ้าน

982
01:34:09,779 --> 01:34:13,845
รูปภาพ แหนะ เห็นไหมคะ อาจารย์มาแล้ว

983
01:34:14,194 --> 01:34:19,088
สมมติว่าอาจารย์แอนเอาภาพนี้ เอาภาพนี้

984
01:34:19,112 --> 01:34:26,470
แล้วก็กดปุ่มหา Prin Screen ก่อนค่ะ Prin Screen

985
01:34:28,020 --> 01:34:32,193
แล้วก็เอาเมาส์วาง แล้วก็ตัดเลยครับ

986
01:34:37,906 --> 01:34:43,790
รอ ๆ ค่ะ กลับไปหา Word เราลูก

987
01:34:49,320 --> 01:34:50,660
โอ้ ยังไม่ได้ Save นะ

988
01:35:16,440 --> 01:35:18,930
New ใหม่ New อีกรอบหนึ่งลูก ขอ New อีกรอบหนึ่ง

989
01:35:39,530 --> 01:35:45,940
ก๊อบฯ แต่ละฟังก์ชันไม่เหมือนกันค่ะ ไม่ต้องงง

990
01:35:50,570 --> 01:35:51,783
ทำไมคะ อาจารย์สอนอย่างไรลูก

991
01:35:51,907 --> 01:35:54,980
คลิกภาพ 1 ครั้ง แล้วหนูก็ลดนะคะ

992
01:35:55,000 --> 01:35:58,210
แล้วก็เลือกที่ตัวติดกล่องนะคะ

993
01:36:00,350 --> 01:36:03,162
มาทำในห้องได้นะคะ อันนี้หนูมาทำในห้องได้เลยลูก

994
01:36:03,186 --> 01:36:05,740
ทำในห้องแล้วค่อยส่งก็ได้ นี่ค่ะ

995
01:36:08,320 --> 01:36:13,755
แล้วก็อาจารย์อาจจะทำมีภาพที่เป็นแบบอย่างนี้ค่ะ

996
01:36:14,345 --> 01:36:22,980
เรียบร้อยค่ะ เสร็จค่ะ เสร็จแล้วลูกภาพ

997
01:36:24,590 --> 01:36:31,670
อาจารย์จะทำเป็น PDF แล้วส่งเอาไว้ให้ใน Classroom เป็นตัวอย่างดีไหมลูกนะ

998
01:36:32,370 --> 01:36:35,190
นะ หนูจะได้เห็นเป็นตัวอย่างได้ด้วยนะคะ

999
01:36:35,790 --> 01:36:40,031
อย่างนั้นวันนี้นะคะ วันนี้มีใครจะถามอาจารย์ไหมคะ

1000
01:36:40,055 --> 01:36:44,699
อันนี้คืองานแรก งานที่ 2 หนูส่งก่อนเที่ยงคืนนะคะ

1001
01:36:44,723 --> 01:36:47,880
Input Output Process นะคะ นะคะ

1002
01:36:47,904 --> 01:36:54,601
แล้วก็สัปดาห์หน้าอาจารย์จะให้หนูมาพูดให้ฟังนะคะ

1003
01:36:54,800 --> 01:36:57,890
ถามว่าพูดอย่างไร ก็หนูก็มาเล่าเกมนั่นล่ะค่ะ

1004
01:36:57,980 --> 01:37:01,900
มาเล่าว่าเกมมันเล่นอย่างไร อาจารย์ครับ ผมไม่ได้เล่นเกมเลย

1005
01:37:02,330 --> 01:37:07,610
อาจารย์ก็ไม่ได้ให้หนูเล่น แต่ให้หนูดูว่าเขาจะไปในแนวทางอย่างไรเฉย ๆ นะคะ

1006
01:37:08,190 --> 01:37:09,820
ไม่มีผิด ไม่มีถูกนะคะ

1007
01:37:09,850 --> 01:37:14,850
อาจารย์อยากเห็นเฉย ๆ ว่าหนูสังเคราะห์ได้ไหมว่ามันเหมาะสมกับที่เขาบอกไหม

1008
01:37:15,850 --> 01:37:19,980
แต่ถามว่าข้อมูลพวกนี้ใครเล่น เล่นกับใคร เป็นอย่างไร

1009
01:37:20,340 --> 01:37:23,470
หนูเอาข้อมูลมาจากไหน บางเกมเขาบอกนะคะ

1010
01:37:24,220 --> 01:37:26,130
บางเกมบอก แต่บางเกมไม่ได้บอก

1011
01:37:26,170 --> 01:37:34,630
ถ้าเกมไหนไม่ได้บอกให้หนูคิดเองเลย ว่าเกมแบบนี้หนูคิดว่าเหมาะกับเด็กอายุเท่าไรนะคะ

1012
01:37:34,660 --> 01:37:35,970
เหมาะกับเด็กอายุเท่าไร

1013
01:37:36,250 --> 01:37:41,790
อย่างนั้น โอเคนะคะ วันนี้มีอะไรก็ถามอาจารย์เอาไว้ในกลุ่ม LINE ได้เลยนะคะ

1014
01:37:41,990 --> 01:37:45,340
ถามได้เลยอาจารย์จะส่งภาพอันนี้เอาไว้ให้ใน LINE ก็มีนะคะ

1015
01:37:45,540 --> 01:37:48,480
จะได้เห็นภาพด้วย แล้วก็ส่งไว้ใน Classroom ให้ด้วย

1016
01:37:49,120 --> 01:37:54,360
อย่างนั้นวันนี้นะ อาจารย์เอาไว้แค่นี้นะคะ สัปดาห์หน้าอาจารย์ขอเป็น 2 บท

1017
01:37:54,360 --> 01:37:58,160
แล้วก็อีกครั้งหนึ่งก็เป็นทฤษฎีอีกบทหนึ่ง แล้วก็หมดเลยนะคะ

1018
01:37:58,160 --> 01:38:00,880
จะเป็นปฏิบัติแล้วนะคะ จะจบปฏิบัติได้เลย

1019
01:38:01,200 --> 01:38:05,510
ค่ะ วันนี้เอาไว้แค่นี้นะคะเด็ก ๆ สวัสดีค่ะ

1020
01:38:09,310 --> 01:38:13,260
สวัสดีค่ะ ทุกคนค่ะ ค่ะ สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ

