﻿WEBVTT

00:00:02.265 --> 00:00:07.096
(อาจารย์สุรีย์พัชร) ใครไม่สบายหรือเปล่า ใครไม่สบายหรือเปล่า

00:00:23.470 --> 00:00:26.630
สวัสดีค่ะทุก ๆ คนค่ะ สวัสดีนะคะ

00:00:31.000 --> 00:00:34.656
อาจารย์ถามงานก่อนได้ไหม

00:00:35.143 --> 00:00:39.470
งานที่เลือกกันไว้ของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2

00:00:42.620 --> 00:00:47.890
งานที่เลือก 1 กับ 2 ติดปัญหาอะไรหรือไม่คะ มีใครอยากจะถามไหม

00:00:53.405 --> 00:00:56.932
ถ้ากลัวว่าอาจารย์ฟังไม่รู้เรื่อง หนูเขียนก็ได้นะคะ

00:00:56.956 --> 00:00:59.295
เขียน เขียนลงไปในกลุ่มก็ได้

00:01:00.680 --> 00:01:04.610
ถามลงไปในกลุ่มได้เลยนะคะ เขียนลงไปในกลุ่ม LINE ได้เลยนะคะ

00:01:04.870 --> 00:01:07.130
อาจารย์จะได้ทราบว่าหนูติดปัญหาอะไร

00:01:08.280 --> 00:01:12.920
เพราะว่าสัปดาห์หน้าใช่ไหมคะ สัปดาห์หน้าเราถึงจะนำเสนอกัน

00:02:42.780 --> 00:02:46.570
ไม่เป็นไร หนูดูที่หน้าจอก่อนนะคะ ดูที่หน้าจอนะ

00:02:47.980 --> 00:02:53.120
จำได้ไหม ที่อาจารย์เคยบอกครั้งแรกว่าเข้ามาถึงปุ๊บ จะเป็นการ Pop Up

00:02:54.160 --> 00:02:55.813
หน้าจอที่ Pop Up ขึ้น

00:02:56.088 --> 00:03:01.660
ตัวนี้ค่ะ เป็น Eye Dropper Has Been Updated นะคะตัวนี้

00:03:01.780 --> 00:03:04.320
อาจารย์ไม่ได้เปิดเลยนะคะ อาจารย์ไม่ได้เปิด

00:03:04.630 --> 00:03:08.670
อาจารย์เปิดเพียงแค่ตัว Drive ของ HCI ที่จะสอนพวกหนู

00:03:08.670 --> 00:03:11.440
แต่ตัวที่ Pop Up ขึ้นมาตัวนี้

00:03:11.466 --> 00:03:14.929
โดยปกติแล้วนะคะ ตัวใดก็ตามที่ Pop Up ขึ้นมา

00:03:15.211 --> 00:03:18.256
มันจะมีเป็นลักษณะของดาบ 2 คมเลย

00:03:18.530 --> 00:03:20.621
ถ้าหนูกดโดยที่หนูไม่อ่าน

00:03:21.456 --> 00:03:24.360
อาจเสียเงินได้ เมื่อหนูทำการ Login แล้ว

00:03:24.760 --> 00:03:28.800
เวลาที่หนู Login เขาจะส่งใบเสร็จให้กับหนูใน E-mail

00:03:29.460 --> 00:03:34.280
แล้วถ้าหนูไม่ทำการจ่าย ก็จะมีคนตามล่านะคะ

00:03:34.460 --> 00:03:38.120
เป็นคล้าย ๆ กับตำรวจน่ะค่ะ ทางตำรวจทาง IT นะคะตัวนี้

00:03:38.280 --> 00:03:39.521
อันนี้แนะนำเลยนะคะ

00:03:39.824 --> 00:03:42.020
ห้ามกด... อะไร Pop Up ขึ้นมา

00:03:42.040 --> 00:03:45.880
หนูก็กดออกได้เลยนะคะ กดกากบาทได้เลยนะ

00:03:46.710 --> 00:03:49.596
เราไม่ได้ตั้งใจเปิด เราก็ไม่ต้องดูค่ะ นะคะ

00:03:50.588 --> 00:03:51.850
ดูในสไลด์นะคะ

00:03:58.980 --> 00:04:03.415
ครั้งที่แล้วเรารู้โครงสร้างของ HCI นะ

00:04:03.897 --> 00:04:06.960
เรารู้ว่าองค์ประกอบของเขาเป็นอย่างไรบ้าง

00:04:07.370 --> 00:04:12.632
คราวนี้เราจะมารู้เลยว่าความสามารถและพฤติกรรมของมนุษย์

00:04:12.856 --> 00:04:15.660
ที่ใช้คอมพิวเตอร์ เราจะทำอย่างไร

00:04:18.320 --> 00:04:18.835
เอาล่ะ

00:04:21.802 --> 00:04:23.185
เด็ก ๆ ทุกคนเป็นมนุษย์

00:04:25.199 --> 00:04:26.597
อาจารย์ขออนุญาตยืนนะคะ

00:04:27.127 --> 00:04:30.750
เห็นชัดอยู่นะลูกนะ เห็นชัดอยู่นะคะ

00:04:34.620 --> 00:04:40.080
โอเคนะ เป็นห่วงว่าเด็กไม่เห็น ความเป็นห่วง

00:04:40.960 --> 00:04:47.143
ครั้งที่แล้วใครจำได้ไหมคะ ว่า HCI ย่อมาจากอะไร

00:04:47.398 --> 00:04:51.720
H คืออะไร C คืออะไร และ I คืออะไร

00:04:55.190 --> 00:04:58.421
ตรงตัวเป๊ะ คำตอบข้อแรกอยู่ในหน้าจอ

00:05:01.580 --> 00:05:06.700
คำตอบตัวที่ 2 เป็นในลักษณะของการติดต่อสื่อสาร

00:05:07.330 --> 00:05:11.960
คำตอบตัวที่ 3 คือ สิ่งที่อยู่ข้างหน้าหนูน่ะ เขาเรียกว่าอะไร

00:05:13.720 --> 00:05:16.223
HCI ตรงตัวเลยลูก

00:05:16.290 --> 00:05:20.080
แปลว่าอะไร ใครตอบได้หนูยกมือเลยนะคะ ยกมือขึ้นมาเลย

00:05:22.560 --> 00:05:26.060
ผิดถูกไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์อยากได้ความกล้าเฉย ๆ ลูก

00:05:27.510 --> 00:05:29.045
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ

00:05:29.560 --> 00:05:32.700
ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ล่ามแปลให้ลูก เดี๋ยวพี่ล่ามแปลให้

00:05:39.320 --> 00:05:42.609
ได้ไหมคะ H คืออะไรลูก H H

00:05:43.856 --> 00:05:48.420
H H คืออะไรคะ

00:06:00.450 --> 00:06:03.421
ในหน้าจอเขียนว่าอะไรลูกบรรทัดแรก

00:06:05.170 --> 00:06:07.080
H อ่านว่าอะไรคะ

00:06:13.890 --> 00:06:18.240
ใครอ่านได้หนูยกมือเลยลูก ยกมือเลย แล้วก็บอกว่า H คือ...

00:06:19.380 --> 00:06:22.950
นี่ค่ะ นี่คือคำตอบของตัว H ตัวแรกเลยลูก ตัวแรกเลย

00:06:26.310 --> 00:06:28.455
ยกมือได้เลยนะคะ ยกมือขึ้นเลย

00:06:32.934 --> 00:06:36.110
ใครได้ยกมือเลยค่ะ นี่คือคำตอบค่ะนี่ H

00:06:48.840 --> 00:06:55.380
โอเคค่ะ Human โอเค Human

00:06:55.710 --> 00:06:57.467
คราวนี้ถ้า I ล่ะ

00:06:59.829 --> 00:07:05.604
เป็นการติดต่อ I คือ การติดต่อลูก

00:07:05.854 --> 00:07:08.520
อันนี้เป็นพื้นฐานทางภาษาอังกฤษนิดหนึ่งนะ

00:07:11.230 --> 00:07:14.430
มีคำอะไรบ้างคะ ที่ใช้คำว่า "การติดต่อ"

00:07:17.950 --> 00:07:19.965
Inter อะไรเอ่ยลูก Inter...

00:07:22.268 --> 00:07:26.330
Intersection เป็น... ไม่ใช่ลูก มันเป็นการแทรกแล้ว Inter...

00:07:31.710 --> 00:07:35.098
เวลาที่หนูคุย LINE เวลาที่หนูคุย LINE

00:07:35.460 --> 00:07:39.290
หนูกดวิดีโอคอลนั่นล่ะค่ะ คือการอะไรลูก

00:07:43.920 --> 00:07:49.390
เวลาที่หนูคุย LINE LINE จะมีการโทรใช่ไหมคะ มีโทรกับวิดีโอคอล

00:07:49.680 --> 00:07:53.250
เวลาที่หนูกดวิดีโอคอลปั๊บ หนูเห็นอะไรคะ

00:07:59.680 --> 00:08:04.820
เห็นหน้าตัวเอง ถ้าปลายทางเขาไม่ได้... เปิดกล้องใช่หรือไม่

00:08:05.520 --> 00:08:10.151
เป็นการรอคอยให้เขาเปิดกล้อง นั่นคือตัวติดต่อสื่อสาร

00:08:10.176 --> 00:08:12.680
เขากำลัง Connect หาค่ะ

00:08:13.340 --> 00:08:17.322
เขากำลัง Connect หา คุณ ๆ ๆ เปิดกล้องสิ

00:08:18.294 --> 00:08:21.120
เราเปิดกล้องแล้วนะ อย่างนี้

00:08:21.330 --> 00:08:25.514
เมื่อปลายทางเปิดกล้องปุ๊บ การ Interface เกิดขึ้น

00:08:26.224 --> 00:08:31.865
I คือ การ Interface โอเคนะคะ Human Interface

00:08:32.582 --> 00:08:37.755
คราวนี้ตัว C เพราะ HCI

00:08:38.290 --> 00:08:44.550
หลักการคนเกิดการติดต่อสื่อสาร แล้ว C คืออะไรลูก

00:08:46.610 --> 00:08:50.340
Connect ใช่ค่ะ หรือ Communication นั่นเอง

00:08:50.770 --> 00:08:55.880
ทำอย่างไรให้คนสามารถที่จะ Interface ถึงกันและกันได้

00:08:56.250 --> 00:09:03.250
จนส่งผลทำให้เขาเลยมีเส้นในการเชื่อมต่อถูกไหมคะ มีการเชื่อมต่ออยู่ด้านบน

00:09:04.000 --> 00:09:06.333
เราไม่รู้หรอกค่ะ ว่า ณ เวลานี้

00:09:06.539 --> 00:09:11.080
เช่น อาจารย์แอนอยู่เมืองไทย อาจารย์ติดต่อกับคนยุโรป

00:09:11.680 --> 00:09:15.580
ยุโรปห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ขอยกตัวอย่างชัวร์เลยนะคะ แคนาดา

00:09:16.310 --> 00:09:20.547
เขาห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ตอนนี้ของเรา 3 โมงนะ

00:09:20.949 --> 00:09:27.560
9 โมงกับอีก 20 นาที เท่ากับของเขา 21.20 น.

00:09:30.160 --> 00:09:34.410
คราวนี้แล้วนาฬิกาของเขาและของเรารู้ได้อย่างไร

00:09:36.970 --> 00:09:40.165
ก็เกิดการติดต่อสื่อสารจากอะไรคะ ดาวเทียม

00:09:40.224 --> 00:09:41.720
หนูเข้าใจคำว่า "ดาวเทียม" อยู่ใช่ไหมลูก

00:09:42.490 --> 00:09:45.920
ดาวเทียมทำการส่ง... ส่งสัญญาณ

00:09:47.100 --> 00:09:51.453
คราวนี้เป็นคำถามที่เด็กน้อยน่าจะผ่านหูกันมาเยอะแล้ว

00:09:52.383 --> 00:09:55.510
ดาวเทียมไทยชื่อว่าอะไรลูก

00:10:00.770 --> 00:10:03.254
หลายชื่อค่ะ หลายชื่อมี 2 ชื่อเลย

00:10:03.731 --> 00:10:07.030
ดาวเทียมของไทยที่ส่งขึ้นไปชื่อว่าอะไรลูก

00:10:08.405 --> 00:10:13.875
Search หาได้ค่ะ Google ถือเป็นแอปพลิเคชันหนึ่งค่ะในการค้นหา

00:10:14.230 --> 00:10:16.970
หนูพิมพ์คำว่า "ดาวเทียม ไทย"

00:10:22.040 --> 00:10:24.620
พิมพ์ได้ลูก เปิด Google เลยค่ะ เปิด Google

00:10:56.080 --> 00:11:03.021
อะไรนะลูก THEOS กับ Thaichote ใช่ค่ะ ใช่

00:11:04.311 --> 00:11:06.880
ถามเพื่ออีกคะแนนหนึ่ง 3 แต้มแล้ว

00:11:10.800 --> 00:11:18.420
เขาสำรวจอะไร ทรัพยากร

00:11:19.450 --> 00:11:24.010
จำคะแนนตัวเองไว้นะคะ อาจารย์ลืมเอาไว้ในรถ 3 แต้มจำไว้นะ

00:11:24.690 --> 00:11:31.480
และเพื่อนข้าง ๆ 1 แต้ม จำไว้นะคะ 1 แต้มจำไว้นะ โอเค

00:11:31.650 --> 00:11:35.485
อาจารย์ลืมเอาแผ่นมา ลืมจริง ๆ

00:11:37.059 --> 00:11:40.780
รีบขึ้นมา ไม่เป็นไร เดี๋ยวจดได้

00:11:41.720 --> 00:11:46.536
มาสไลด์อันนี้ อาจารย์ยังไม่ได้เอาขึ้นให้นะ

00:11:46.560 --> 00:11:48.120
เดี๋ยวอาจารย์เอาขึ้นให้นะคะ

00:11:49.710 --> 00:11:53.000
นะคะ เดี๋ยวเอาขึ้นให้ หนูดูผ่านทางด้านหน้าจอได้เลย

00:11:53.880 --> 00:11:56.821
ในตัวนี้อาจารย์จะให้หนูรู้ในเรื่องของมนุษย์

00:11:57.559 --> 00:12:00.030
ความสามารถของพฤติกรรมของมนุษย์

00:12:00.030 --> 00:12:05.540
ดูสิว่ามนุษย์เขามีพฤติกรรมอย่างไร และความสามารถอย่างไรในการติดต่อสื่อสาร

00:12:05.880 --> 00:12:10.647
เขาเลยบอกว่าด้านแรกเลยมี 3 ด้านหลัก ๆ เลย

00:12:10.671 --> 00:12:13.230
หนูจำให้แม่นเลยนะคะ หนูจำให้มั่น ๆ เลย

00:12:13.230 --> 00:12:20.600
ว่าอย่างแรก คือ การช่องทางการรับเข้า-ออกที่เกี่ยวกับการมองเห็น

00:12:21.290 --> 00:12:29.120
โอเคนะ เกี่ยวกับการมองเห็น การได้ยิน หรือฟัง การสัมผัส และการเคลื่อนไหว

00:12:31.410 --> 00:12:36.040
ด้านที่ 2 คือ ความจำของมนุษย์ ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน

00:12:36.060 --> 00:12:41.100
คือ เกี่ยวกับประสาทและความรู้สึก ที่เรียกว่า "Sensory memory"

00:12:41.660 --> 00:12:47.540
การจดจำระยะสั้น ที่เรียกว่า "Short-term memory" และการจดจำระยะยาว

00:12:48.200 --> 00:12:55.490
3. การประมวลผลของมนุษย์ ประกอบไปด้วยการหาเหตุผล การแก้ไขข้อปัญหาต่าง ๆ

00:12:55.490 --> 00:12:58.270
เช่น การใช้ Skill หรือการใช้ทักษะ

00:12:58.680 --> 00:13:04.090
หรือการเรียนรู้จากความผิดพลาดนะคะ หรือว่าเรียนรู้จากความผิดพลาด

00:13:04.590 --> 00:13:11.440
ซึ่งทุกคนได้ทำมาแล้วค่ะ แต่หนูไม่ได้ทราบว่าหนูแยกออกมาเป็น 3 ด้าน

00:13:11.740 --> 00:13:14.721
เราลองมาดูทีละด้านนะคะ ลองมาดูทีละด้านกัน

00:13:14.745 --> 00:13:19.670
ว่าด้านแรกการรับเข้า-ออกเป็นอย่างไรล่ะ

00:13:19.710 --> 00:13:22.648
ก็คือการมองเห็น อาศัยอยู่ 2 ขั้นตอน

00:13:22.672 --> 00:13:28.400
คือ 1. หนูรับรู้ทางกายภาพผ่านทางสิ่งเร้าภายนอก

00:13:28.570 --> 00:13:31.988
2. การประมวลผลและแปลความจากสิ่งเร้า

00:13:32.185 --> 00:13:35.040
ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ยกตัวอย่างแล้วนะคะ

00:13:36.560 --> 00:13:40.465
ด้านหน้าของเด็ก ๆ เรียกว่าอะไรคะ

00:13:41.800 --> 00:13:44.070
ที่อยู่ด้านหน้าลูก ด้านของหนูเรียกว่า...

00:13:52.880 --> 00:13:57.910
ด้านหน้าของเด็ก ๆ คืออะไรคะ มองตาตาหนูมองจ้องมาข้างหน้านั่นคืออะไรลูก

00:14:02.840 --> 00:14:05.155
แล้วแต่นะคะ ตอนนี้ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด

00:14:05.179 --> 00:14:09.720
มันขึ้นอยู่กับสายตาของเราว่าเรามองอะไร โอเคไหม

00:14:10.010 --> 00:14:12.210
ตอบได้เลยลูก ตอบอาจารย์หน่อยค่ะลูก

00:14:12.295 --> 00:14:17.050
ใครก็ได้ยกมือขี้นค่ะ ยกมือขึ้นเลย ยกมือขึ้นลูก เร็ว

00:14:25.350 --> 00:14:26.083
ยกมือเลยลูก

00:14:27.076 --> 00:14:35.030
ครับ คอมพิวเตอร์ เขาถือเป็นสิ่งเร้าใช่หรือไม่คะ

00:14:37.970 --> 00:14:40.988
คือไม่รู้ล่ะ เราเดินเข้ามาปั๊บ

00:14:41.359 --> 00:14:45.630
เราเห็นคอมพิวเตอร์ปุ๊บ หนูกดเปิดปั๊บเลย ใช่หรือไม่คะ

00:14:46.190 --> 00:14:50.760
แสดงว่าเขาเป็นสิ่งเร้าที่มีผลกระทบต่อจิตใจของเรา

00:14:52.000 --> 00:14:53.674
แต่... แต่ละคนไม่เหมือนกัน

00:14:53.747 --> 00:14:56.250
แต่ถ้าคน ๆ นั้นเขาไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์

00:14:56.910 --> 00:14:59.250
ย้ำเลยนะคะ เขาไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์

00:14:59.480 --> 00:15:05.550
ยกตัวอย่างอาจารย์เป็นต้น อาจารย์ไม่เคยคิดจะเรียนคอมพิวเตอร์เลย

00:15:07.230 --> 00:15:09.950
ไม่เคยคิดเลย อาจารย์อยากเป็นพยาบาล

00:15:11.006 --> 00:15:15.186
อาจารย์อยากเป็นเลขานุการ อาจารย์อยากเป็นครูคณิตศาสตร์

00:15:17.160 --> 00:15:23.070
แต่เมื่อเดินเข้ามาแล้ว คอมพิวเตอร์ถือไม่ใช่สิ่งเร้าของอาจารย์เลย

00:15:23.070 --> 00:15:29.240
อาจารย์เลยมองว่าการที่เราจะเก่งคอมพิวเตอร์ได้ อาจารย์ต้องเป็น Hacker ได้

00:15:30.320 --> 00:15:35.290
ถ้าอาจารย์เป็น Hacker ไม่ได้ อาจารย์ถือว่าอาจารย์ไม่ได้เป็นนักคอมพิวเตอร์

00:15:35.880 --> 00:15:44.110
อาจารย์ไม่ได้ว่าคุณตำรวจนะคะ คุณตำรวจเองก็ขโมยเป็น สะเดาะกุญแจเป็น

00:15:45.300 --> 00:15:47.888
มีตัวอย่างเลยล่ะค่ะ ไม่ใช่ตัวอย่างเป็นของจริง

00:15:47.912 --> 00:15:50.850
อาจารย์โดนยกเค้า คนยกเค้า คือ ตำรวจค่ะ

00:15:52.330 --> 00:15:54.376
มายกเค้าของอาจารย์ไปหมดเลยค่ะ

00:15:54.400 --> 00:15:58.860
เงินเดือนของ... อาจารย์อัตราจ้าง ไม่เหลือเลยนะคะ

00:15:59.430 --> 00:16:00.870
จับได้ค่ะ อันนี้จับได้

00:16:01.980 --> 00:16:06.530
2. การประมวลผลและแปลความหมายจากสิ่งเร้า

00:16:06.820 --> 00:16:09.140
หนูเห็นคอมพิวเตอร์อยู่ด้านหน้า

00:16:11.031 --> 00:16:16.100
สิ่งแรกเลยหนูจะมองปุ๊บ คือการกดปุ่ม Power ถูกไหมคะ

00:16:16.490 --> 00:16:18.888
แต่หนูรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือปุ่ม Power

00:16:21.098 --> 00:16:25.530
เพราะสมองหนูประมวลผลแล้วว่าปุ่มนี้มันควรเป็น Power

00:16:26.780 --> 00:16:28.827
แล้วถ้าติ๊ต่างว่านะคะ

00:16:28.852 --> 00:16:35.021
ยกตัวอย่างเลยว่าถ้าปลั๊กทั้งหมดมันถูกถอดออกหมด สิ่งเร้าของหนูคืออะไรคะ

00:16:36.860 --> 00:16:40.400
อย่างน้อยก็เสียบก่อนล่ะ ใช่ไหมคะ แล้วค่อยเปิด

00:16:40.984 --> 00:16:45.057
นั่นคือการ Vision คือ การมองเห็นเฉย ๆ นะคะ

00:16:45.081 --> 00:16:46.584
อันนี้คือการมองเห็นเลย

00:16:47.400 --> 00:16:51.400
มนุษย์เราทำได้คือการมองปุ๊บ จับปั๊บ จบเลยค่ะ

00:16:51.913 --> 00:16:55.532
บางคนทำได้แค่ขั้นตอนที่ 1 คือ ได้กับสิ่งเร้า

00:16:56.810 --> 00:16:58.773
แล้วเขาก็กระทำกับสิ่งเร้าแล้วจบ

00:16:58.820 --> 00:17:02.810
แต่เขาไม่รู้เลยว่าตัวเขาเองนี่ สมองนี่ ถูกการประมวลผลแล้ว

00:17:03.130 --> 00:17:06.330
และเด็ก ๆ ทุกคน อาจารย์ก็มั่นใจว่าหนูประมวลผลแล้วด้วย

00:17:06.355 --> 00:17:08.604
ว่านี่ ในสมองของหนูน่ะ

00:17:08.633 --> 00:17:11.810
คอมพิวเตอร์นี่ เราจะเปิดแล้วเข้าถึงอะไร

00:17:12.890 --> 00:17:14.890
ในสมองหนูเริ่มแปลความหมายแล้วถูกไหมคะ

00:17:14.960 --> 00:17:17.762
พออาจารย์บอกว่าดาวเทียมคืออะไร

00:17:17.787 --> 00:17:19.688
คราวนี้เริ่มหาแล้วไทยคม

00:17:20.236 --> 00:17:23.215
เกิด Pop Up อะไรคือประมวลผลในสมองของเรา

00:17:23.239 --> 00:17:25.652
คือการพิมพ์ถูกไหมคะ คือการพิมพ์

00:17:25.676 --> 00:17:30.270
การพิมพ์ลงไปนั้น คือการประมวลผลจากสมองของเราว่าดาวเทียม

00:17:31.310 --> 00:17:33.290
เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะคะ ว่าเราต้องวรรค

00:17:34.210 --> 00:17:38.470
อันนั้นขึ้นอยู่เทคนิคของแต่ละบุคคลในการค้นหานะคะ นี่เป็นการค้นหา

00:17:40.750 --> 00:17:43.510
ด้านแรกไปแล้ว มาต่อค่ะ

00:17:44.515 --> 00:17:48.810
เขาเลยบอกว่าจากการรับเข้า แล้วก็ออก

00:17:49.710 --> 00:17:52.690
โดยการมองเห็นของมนุษย์มี 2 อย่างด้วยกันเลยค่ะ

00:17:52.790 --> 00:17:58.000
1. บางอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็น คือ การประมวลผล

00:17:58.640 --> 00:18:03.060
หนูกดเปิดเครื่องปั๊บ หนูไม่เห็นเลยใช่ไหมคะ ในการวิ่ง

00:18:04.190 --> 00:18:07.670
Hard disk เขาวิ่งอย่างไร เขามี Ram อะไรอย่างไร หนูไม่เห็นเลย

00:18:07.690 --> 00:18:11.670
นอกเสียจากว่าตอนหนูกดเปิดเครื่องปั๊บ ให้หนูกดปุ่มเบรก

00:18:12.210 --> 00:18:17.960
กดเบรก กด ๆ ๆ กด ๆ ๆ กดเบรกไว้ เขาจะหยุดในการประมวลผล ณ เวลานั้น ๆ

00:18:18.790 --> 00:18:24.400
อันนี้เป็นการหยุดนะคะ หยุดให้เห็นว่าข้างในมีอะไรบ้างนะคะ

00:18:24.840 --> 00:18:30.480
เดี๋ยวอาจารย์ให้หนูลองเข้าในเรื่องของ Dot Prompt

00:18:31.880 --> 00:18:35.560
รู้จักคำว่า "Prompt" ไหมลูก Prompt C Prompt D Prompt

00:18:37.590 --> 00:18:41.000
เดี๋ยวให้ทำวันนี้ค่ะ ในการเรียก Prompt ทั้งหมดนะคะ

00:18:41.600 --> 00:18:46.000
ลักษณะที่ 2 ความสามารถในการแปล หรือตีความหมาย

00:18:46.000 --> 00:18:50.640
ทำให้มนุษย์สามารถสร้างภาพขึ้นเองได้ จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

00:18:51.630 --> 00:18:56.121
ยกตัวอย่างเลย ว่าตอนนี้หนูกำลังจะออกแบบเกม

00:18:57.623 --> 00:19:00.760
หนูรู้แล้วล่ะ ว่าเกมของเรานี่ จะเป็นเกมต่อสู้นะ

00:19:01.340 --> 00:19:04.788
แล้วเกมต่อสู้นี่ ยังไม่รู้เลยหน้าตามันเป็นอย่างไร

00:19:05.500 --> 00:19:09.040
ใครเป็นคนเล่น แล้วรูปร่างเป็นอย่างไร

00:19:09.380 --> 00:19:12.440
แล้วเขามีกระบวนการในการต่อสู้อย่างไร

00:19:12.470 --> 00:19:17.470
เช่น เขาทำการตัดต้นไม้เพื่อที่จะไปสร้างบ้าน

00:19:17.494 --> 00:19:20.800
นั่นคือ Mission ของเขา ติ๊ต่างนะคะ อันนี้ติ๊ต่าง

00:19:21.900 --> 00:19:26.470
ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าต้นไม้ที่ตัดนั้นน่ะ เป็นต้นอะไร

00:19:26.720 --> 00:19:29.488
เลยทำมาการออกแบบคอมพิวเตอร์

00:19:30.718 --> 00:19:33.820
สร้างขึ้นมาค่ะ เป็นระบบคอมพิวเตอร์ 1 ระบบเลยค่ะ

00:19:34.110 --> 00:19:40.820
เขาก็เลยมองว่าถ้าเราจะสร้างระบบคอมพิวเตอร์ได้ เราต้องตีความหมายได้

00:19:41.310 --> 00:19:46.550
แล้วมนุษย์นี่ จะต้องสร้างภาพขึ้นเองได้จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

00:19:46.550 --> 00:19:51.590
จำไว้นะคะ ไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์ ข้อมูลที่สมบูรณ์ คือ Information

00:19:51.910 --> 00:19:56.592
ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ คือ Data Data มีเยอะแยะมากมายค่ะ

00:19:57.481 --> 00:20:00.910
เก้าอี้ 1 2 3 4 5 ถือเป็น Data

00:20:01.120 --> 00:20:10.850
แต่ถ้าเราสามารถจำแนกได้ว่าเก้าอี้ที่มีพนักพิงสีน้ำตาลที่เปื้อนสีมีกี่ตัว

00:20:12.110 --> 00:20:15.600
นี่คือ Information แล้ว หนูเริ่มจำแนก หรือ...

00:20:15.790 --> 00:20:20.510
ค่ะ ขอโทษค่ะ เป็นการจำแนกพื้นฐานว่าเออนี่นะ เปื้อนสีนะ

00:20:20.540 --> 00:20:24.000
1. เท่าที่อาจารย์เห็นในตานะคะ 1 2 2

00:20:24.269 --> 00:20:27.470
การเปื้อน เปื้อนมากเปื้อนน้อยเท่ากับเท่าไร

00:20:27.692 --> 00:20:35.222
เกิดการประมวลผลอีก ขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีกล่ะค่ะ ว่าใครจะมองตรงไหนนะคะ

00:20:37.760 --> 00:20:42.640
ต่อมาค่ะ ในห้องนี้อาจารย์มั่นใจว่าเด็กทุกคนมองเห็น

00:20:43.160 --> 00:20:47.186
หนูมีกระจกตา หนูมีเลนส์ตา

00:20:48.391 --> 00:20:53.960
เลนส์ตาของหนูมีจุดรับแสงและสะท้อนไปด้านหลังของดวงตา

00:20:55.920 --> 00:21:01.240
อาจารย์ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องของอวัยวะนะคะ ไม่ได้พูดถึงเรื่องอวัยวะนะ

00:21:01.540 --> 00:21:03.572
แค่ผ่านไปให้... ให้หนูเข้าใจเฉย ๆ

00:21:03.596 --> 00:21:08.290
ว่าดวงตามี 2 ส่วนด้วยกัน คือ กระจกตาและเลนส์ตา

00:21:08.540 --> 00:21:13.200
ซึ่งเป็นจุดรับแสงและสะท้อนภาพไปด้านหลังของดวงตา

00:21:14.100 --> 00:21:18.160
ตาเรามองเห็นด้านหน้า แล้วสะท้อนออกไปด้านหลัง

00:21:18.560 --> 00:21:22.420
เกิดมาเป็นภาพ 1 ภาพ ส่งให้กับสมองของเราข้างหลังค่ะ

00:21:22.420 --> 00:21:27.284
ว่า อ๋อ จอคอมพิวเตอร์ของเราเป็นสี่เหลี่ยมนะ

00:21:27.549 --> 00:21:30.950
และสี่เหลี่ยมของเรานี่ เป็นสี่เหลี่ยมอะไรอีก

00:21:34.360 --> 00:21:38.980
เป็นเหลี่ยมอะไรลูก สี่เหลี่ยมผืนผ้า

00:21:40.205 --> 00:21:43.020
ถามว่าทำไมถึงต้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

00:21:45.750 --> 00:21:52.200
ก็นักคอมพิวเตอร์อีกแหละ ก็เขามองว่าภาพทั้งหมดอยากจะให้มีความเห็นกว้างขึ้น

00:21:52.740 --> 00:21:55.190
เหมือน Panorama น่ะค่ะ เวลาหนูถ่ายรูป

00:21:56.440 --> 00:22:03.290
ก็เป็นความคิดของ 1 คน ที่มีความคิดไม่สมบูรณ์สร้างออกมาเป็นระบบนะคะ

00:22:04.330 --> 00:22:11.170
คราวนี้เยื่อชั้นในของลูกตาที่เรียกว่า "Retina" เป็นส่วนที่เป็นตัวรับภาพ 2 ลักษณะ

00:22:11.190 --> 00:22:12.853
คือ 1. ทรงกระบอก

00:22:12.877 --> 00:22:17.480
2. ทรงกรวย เป็นร่องของดวงตานะคะ

00:22:18.390 --> 00:22:23.050
อันนี้อาจารย์มั่นใจว่าหนูน่าจะผ่านเรื่องของดวงตามาแล้วนะ

00:22:23.280 --> 00:22:29.480
ดวงตาของเรานะคะ พอลากผ่านขึ้นมาอาจารย์ทำอย่างไรดีนะ จะเขียนเป็นภาพ

00:22:35.320 --> 00:22:43.380
ง่ายไหม เขียนได้อย่างไรนี่ โน้ตก็ได้ ใส่โน้ต ใส่โน้ต ใส่โน้ต

00:22:44.730 --> 00:22:50.350
อ๋อ ค้นหาเลย เดี๋ยวอาจารย์ค้นหาค่ะ สักครู่นะคะ รูปดวงตา

00:22:53.330 --> 00:22:55.800
สักครู่ อาจารย์ขอค้นหาคำว่า "ดวงตา" แป๊บค่ะ

00:23:07.700 --> 00:23:09.530
ภาพนี้เลยค่ะ ตรงเป๊ะเลยค่ะ

00:23:12.700 --> 00:23:19.950
หนูดูจากภาพนะคะ อันนี้คือ Human Eye Anatomy โครงของตา

00:23:21.540 --> 00:23:27.860
ด้านหน้าไม่ต้องให้รายละเอียดอะไรเลยค่ะ เรามองด้านหน้าถูกไหมคะ มองเข้าถึงจุดรับแสง

00:23:27.860 --> 00:23:30.821
พอเข้าถึงจุดรับแสงปุ๊บ สะท้อนเข้าถึงด้านใน

00:23:31.324 --> 00:23:34.000
พอเข้าถึงด้านในปุ๊บ ทำไมคะ

00:23:34.230 --> 00:23:39.400
เกิดเส้นแขนงมากมายส่งให้กับสมองของเรา

00:23:39.691 --> 00:23:43.597
ซึ่งสมองของเราจะทำการแปลผลออกมาให้เห็นได้ว่า

00:23:43.621 --> 00:23:49.850
ว่านี่ เราเห็นอะไร ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ขอยกตัวอย่างนะ

00:23:52.000 --> 00:23:57.533
ถ้าหนูไม่รู้จักสิ่งนี้ หนูจะตอบว่าอันนี้คืออะไรคะ

00:24:00.337 --> 00:24:03.640
มันคืออะไรลูกอันนี้ อันนี้คืออะไรลูก

00:24:13.150 --> 00:24:20.260
เป็นรีโมต แต่หนูไม่รู้ว่ามันเป็นเครื่องฉายวีดิทัศน์ลูก คือ เป็นแค่รีโมตเฉย ๆ

00:24:22.170 --> 00:24:32.120
แต่ถ้าหากว่ามีรีโมต ก็มีอันเดียวนะ โอ้ มี 2 อัน ไม่ได้เอา 2 อย่างเลย

00:24:33.250 --> 00:24:39.020
อาจารย์มี 2 รีโมต หนูเดินเข้ามาครั้งแรก

00:24:40.140 --> 00:24:44.600
ถ้าหนูไม่ใช่เป็นคนเปิดห้อง และไม่รู้เลยว่าอันนี้คืออะไร อันนี้คืออะไร

00:24:44.760 --> 00:24:55.350
แล้วเขาถูกวางเอาไว้บนโต๊ะทั้งคู่แบบนี้ แล้วหนูจะเปิดแอร์ หนูจะหยิบตัวไหนคะ

00:24:59.730 --> 00:25:08.000
ซ้ายหรือขวาลูก ขวาหนู ขวา... ขวาหนูนะ

00:25:08.270 --> 00:25:13.920
โอเค ทำไมถึงเลือกสิ่งนี้คะ เพราะอะไรลูก อาจารย์อยากรู้เพราะอะไร

00:25:27.880 --> 00:25:40.410
เพราะอะไรลูก เพราะ... เขามีตัวเลขถูกไหม เขามีตัวเลข

00:25:40.690 --> 00:25:45.791
แต่อันนี้ไม่มีตัวเลขทำให้สมองของเราน่ะค่ะ คิดทันทีเลย

00:25:45.815 --> 00:25:55.540
ว่า อ๋อ ถ้าหากว่าเป็นรีโมตแอร์ก็ควรที่จะมีตัวเลข และการทำความเย็น

00:25:55.680 --> 00:25:59.690
และรีโมตที่เป็นรีโมตของเครื่องวีดิทัศน์ ก็น่าจะเป็นปุ่ม

00:25:59.890 --> 00:26:07.568
แล้วเรารู้ได้อย่างไรล่ะคะ ว่าตรงไหนปุ่มเปิด เราจะรู้ได้อย่างไรลูกว่าอันไหนปุ่มเปิด

00:26:10.520 --> 00:26:13.400
นั่นนะสิ ทำไมหนูถึงรู้ว่าคือสัญลักษณ์สีแดง

00:26:23.040 --> 00:26:23.770
เพราะอะไร

00:26:31.850 --> 00:26:37.740
แสดงว่าหนูช่างสังเกตทุกที่ทุกรีโมต ถ้าจะเปิดทีวีถูกไหม

00:26:37.890 --> 00:26:41.621
ทีวี วีดิทัศน์ทุกอย่างเลย หนูลองกลับไปดูที่บ้านดูก็ได้ค่ะ

00:26:42.291 --> 00:26:45.720
รีโมตทีวีทุกเครื่องจะต้องอยู่มุมซ้าย

00:26:46.370 --> 00:26:53.920
และสีต้องเป็นสีแดง หรือสีส้ม หรือเฉดสีแดงเท่านั้นสังเกตดูนะคะ

00:26:55.070 --> 00:27:03.900
และโดยทั่วไปปุ่มตัวนี้ค่ะ จะเป็นปุ่มเมนู ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม

00:27:03.920 --> 00:27:08.452
อาจารย์ไปเมืองลาวก็เหมือน ๆ กันนี่แหละค่ะ

00:27:08.476 --> 00:27:11.720
แค่ภาษาเฉย ๆ นะคะ แค่ภาษา

00:27:12.480 --> 00:27:15.760
แล้วถามว่าทำไมถึงอาจารย์รู้ ก็เดาเอาอย่างนี้ล่ะค่ะ

00:27:15.760 --> 00:27:21.630
เหมือนที่หนูพูดทุกอย่างเลย ด้านบนจะเป็นตัวเปิด ด้านล่างจะเป็นตัว Control

00:27:22.840 --> 00:27:25.710
หลักการเดียวกัน แม้กระทั่งคีย์บอร์ดของหนู

00:27:26.730 --> 00:27:30.115
ดูที่คีย์บอร์ดนะคะ คีย์บอร์ดที่มีอยู่

00:27:31.044 --> 00:27:36.510
เขามีฟังก์ชัน F1 จนถึง F12 ถือเป็นฟังก์ชันช่วย

00:27:37.020 --> 00:27:42.230
Numeric อยู่ฝั่งขวาสุด โอเคนะ Numeric อยู่ฝั่งขวาสุด

00:27:42.430 --> 00:27:45.740
และตัวที่... พิมพ์ทั้งหมดจะอยู่ตรงกลาง

00:27:46.080 --> 00:27:51.160
Spacebar อยู่ตรงล่างนะคะ Spacebar อยู่ตรงข้างล่าง

00:27:55.440 --> 00:27:57.565
อาจารย์ไม่ออกข้อสอบหรอกค่ะ เรื่องดวงตา

00:27:57.590 --> 00:28:01.280
แต่ให้รู้แค่เพียงว่าตาเรารับภาพอย่างไร

00:28:01.530 --> 00:28:05.037
ถ้าอาจารย์มีข้อสอบมาปั๊บ อาจารย์มีหมาน้อยอยู่ 1 ตัว

00:28:05.363 --> 00:28:07.360
แล้วก็มีเด็กน้อยอยู่ 1 คน

00:28:09.240 --> 00:28:17.130
แล้วอาจารย์ถามว่าจงสร้างการรับรู้ของดวงตาของเด็กน้อยคนนี้

00:28:17.471 --> 00:28:18.880
หนูจะสร้างได้อย่างไรคะ

00:28:19.609 --> 00:28:28.642
ลูกศรชี้ไปหาหมาน้อย ตัวหมาน้อยทำลูกศรชี้กลับไปหาเด็กน้อย

00:28:29.023 --> 00:28:32.280
และส่งผ่านไปหาด้านหลัง

00:28:32.280 --> 00:28:36.220
ซึ่งด้านหลังจะเป็นอะไรนั้น อาจารย์ไม่บังคับให้หนูจำนะคะตรงนี้

00:28:36.450 --> 00:28:40.672
ส่งไปหาด้านหลัง แล้วส่งไปหาระบบสมอง

00:28:41.045 --> 00:28:44.430
ประมวลผลทันทีเลย ว่านั่นคือหมาน้อย

00:28:47.200 --> 00:28:52.785
เสือ ลูกเสือกับลูกแมว ตอนเกิดใหม่หนูจะแยกได้อย่างไรคะ

00:28:52.809 --> 00:28:54.540
นั่นคือลูกเสือ หรือลูกแมว

00:29:01.200 --> 00:29:02.816
ไม่หรอก อาจารย์หาไม่เจอค่ะ

00:29:02.840 --> 00:29:05.440
คืออาจารย์แยกไม่ได้ อาจารย์ก็เลยถามว่าหนูแยกได้ไหมน่ะลูก

00:29:07.280 --> 00:29:10.330
แยกได้ไหมคะ เด็ก ๆ แยกได้ไหม

00:29:24.340 --> 00:29:30.610
ขี้ร้อนเองค่ะ เป็นคนขี้ร้อน แล้ววันนี้ว่าจะไปไหว้... ด้วย

00:29:38.520 --> 00:29:44.290
Automatic นี่ไง แอร์รู้ได้อย่างไร

00:29:45.720 --> 00:29:50.280
เห็นไหมคะ รู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องปรับอุณหภูมิให้เท่ากับเท่านี้

00:29:53.270 --> 00:29:58.280
พวกแอร์มีคอมเพรสเซอร์ คอมเพรสเซอร์ คือ สมองของแอร์

00:29:58.520 --> 00:30:01.670
ถามว่าอยู่ไหน ไม่ใช่อยู่เครื่องที่หนูเห็นตรงนี้นะคะ

00:30:02.053 --> 00:30:04.480
อยู่ที่เป็นเครื่องตั้งอยู่ข้างหลังตรงนั้นน่ะ

00:30:05.060 --> 00:30:10.430
เขาถึงได้ขโมย เขาไม่ขโมยหรอกค่ะตัวนี้ เขาขโมยตู้ข้างนอกน่ะ

00:30:11.080 --> 00:30:16.800
ใครก็ตามที่ไม่ได้ทำกล่องอะไรไว้ก็ตาม เขาขายได้หมดนะคะ ข้างหลัง

00:30:17.000 --> 00:30:20.150
โดยเฉพาะคอมเพรสเซอร์แอร์ ขายได้ราคาด้วย

00:30:20.440 --> 00:30:25.500
ถามว่าทำไม เราเอาคอมเพรสเซอร์แอร์ของ Mitsu เอาไปใส่ Hitachi

00:30:26.410 --> 00:30:32.510
ถามว่าได้ไหม ก็ได้ แต่ต้องดูด้วยว่ามันแมตช์กันไหม

00:30:32.620 --> 00:30:39.010
เขาถึงได้บอกว่าการรับรู้ของมนุษย์นั้น รับรู้ได้ 3 สิ่งด้วยกัน

00:30:39.010 --> 00:30:41.680
คือ 1. ขนาดและความลึก

00:30:41.880 --> 00:30:46.202
ซึ่งบาสใช่ไหมคะ ค่ะ บาสบอกอาจารย์

00:30:46.226 --> 00:30:52.260
บอกว่ารีโมตจะอยู่มุมซ้ายเสมอในการปุ่มเปิด หรือปิด

00:30:52.570 --> 00:30:56.468
ซึ่งมีขนาดเป็นแบบนี้ และความสว่าง

00:30:57.660 --> 00:31:02.510
หนูเคยปิดไฟในบ้านแล้วเห็นตัวสะท้อนไหมคะ

00:31:04.220 --> 00:31:07.640
เป็นแสงสะท้อน คือ ไม่... ไม่มืดเลยน่ะค่ะ

00:31:09.230 --> 00:31:13.930
เหมือนคุณตำรวจที่ใส่ข้างหลังน่ะค่ะ ที่มีขีดข้างหลังแล้วมองเห็นน่ะค่ะ

00:31:14.960 --> 00:31:18.280
เราเลยไม่ชนเขา เป็นสีส้ม ๆ หรือสีขาวก็ได้

00:31:20.600 --> 00:31:26.770
ลองค้นหาดูก็ได้นะคะ คุณตำรวจที่ใส่เสื้อแถบน่ะค่ะ เสื้อแถบเขาจะมีอยู่นะคะ

00:31:35.820 --> 00:31:42.100
สี เมื่อเห็นความสว่าง สีอะไรที่ทำให้เห็น

00:31:42.970 --> 00:31:51.160
พอดีบ้านอาจารย์ปิดไฟปั๊บ อาจารย์มีเสื้อกันแดดสีขาว และปฏิทินคิตตี้

00:31:51.450 --> 00:31:54.680
ปิดปุ๊บ เขามีแสงสะท้อนขึ้นมาทันทีเลย

00:31:54.710 --> 00:31:59.010
...อาจารย์เดาได้เลยว่าเขาจะต้องมีสาร 1 สารที่เรืองแสง

00:32:01.120 --> 00:32:04.061
สารดังกล่าวที่เรืองแสงนั้นจะเป็นสารอะไร

00:32:04.460 --> 00:32:07.260
หลักการฟิสิกส์นะคะ ตัวนี้หลักการฟิสิกส์นะ

00:32:10.120 --> 00:32:12.690
อาจารย์ให้หนูรู้เพียงแค่ว่า HCI เป็นอย่างไรลูก

00:32:12.960 --> 00:32:16.800
กระบวนการมองเห็น ถ้าเรามองเห็นแล้วมีการชดเชย 2 ด้าน

00:32:16.800 --> 00:32:21.690
1. การมองวัตถุในการเคลื่อนไหว หรือขณะที่มนุษย์กำลังเคลื่อนไหว

00:32:22.380 --> 00:32:28.770
ภาพบนเนื้อเยื่อในลูกตาก็จะเคลื่อนไหว แต่ภาพที่มนุษย์รับรู้นั้นเป็นภาพนิ่ง

00:32:30.920 --> 00:32:36.160
หนูเคยนั่งรถ แล้วมองต้นไม้ไหมคะ ข้างทาง

00:32:37.824 --> 00:32:41.426
ต้นไม้เคลื่อนไปเรื่อย ๆ ถูกไหมคะ

00:32:41.568 --> 00:32:44.040
ในการที่เห็นน่ะ ต้นไม้เคลื่อนไปเรื่อย ๆ

00:32:44.310 --> 00:32:48.210
แต่ตาของหนูนี่ จับภาพต้นไม้ไว้ 1 ต้น

00:32:52.680 --> 00:32:55.930
ภาพนั้นอยู่บนเยื่อชั้นในลูกตา

00:32:57.000 --> 00:33:03.600
ลูกตาใครก็ตามที่เคลื่อนที่ไม่ได้นะคะลูก ตาดำเคลื่อนที่ไปเคลื่อนที่มาไม่ได้

00:33:03.600 --> 00:33:08.590
1. ตาแห้ง อาจารย์ก็เป็นตาแห้งนะคะ บางทีตาดำอาจารย์ก็ไม่เคลื่อนเหมือนกัน

00:33:08.870 --> 00:33:13.150
อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุนนะคะ อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุนนะคะ

00:33:13.580 --> 00:33:20.130
แสงสว่างที่เปลี่ยนแปลงไม่มีผลต่อการรับรู้สี และความสว่างของวัตถุ

00:33:20.280 --> 00:33:25.320
เพราะการรับรู้สีและความสว่างของมนุษย์มีความคงที่

00:33:27.480 --> 00:33:35.700
คำพูดคำนี้เขามองว่าถ้าหากว่าหนูมองแล้วว่าสีที่เป็นปุ่มเปิด-ปิดต้องเป็นสีโทนสีแดง

00:33:36.560 --> 00:33:41.750
หนูก็จะรู้ทันทีเลยว่า อ๋อ อย่างไร ปุ่มนี้ก็เปิด-ปิด... วัน... อยู่ดีนั่นแหละ

00:33:41.750 --> 00:33:44.116
อย่างไรก็กดเปิด-ปิดแหละ แล้วค่อยว่ากันอย่างอื่น

00:33:44.382 --> 00:33:46.549
เปิดไว้ก่อน อันนั้นน่ะ เปิดไว้ก่อน

00:33:47.077 --> 00:33:50.240
เขาถึงบอกว่าไม่มีผลต่อการรับรู้สี

00:33:50.760 --> 00:33:53.540
ถ้าอาจารย์เปลี่ยนปุ่มเปิดไปเป็นปุ่มสีเขียว

00:33:54.170 --> 00:33:59.810
ถามว่าเด็กยังจะกดปุ่มเดิมอยู่หรือไม่ ก็กดปุ่มเดิมอยู่ เพราะเป็นความเคยชิน

00:34:00.340 --> 00:34:05.910
เขาถึงได้บอกว่าการรับรู้สี หรือความสว่างของเด็ก... ของเราน่ะ คงที่จดจำเอาไว้

00:34:06.430 --> 00:34:09.800
อาจารย์ขายยานะคะ อาจารย์ขายยาอยู่ที่ร้านขายยา

00:34:10.170 --> 00:34:14.440
และในสมัยก่อนยา... แก้อักเสบจะเป็นแดง-ดำ

00:34:15.120 --> 00:34:19.670
แดง-ดำ ซึ่งคนเฒ่าคนแก่เขาจะมาซื้อยาแดงดำเป็นการแก้อักเสบ

00:34:19.890 --> 00:34:22.596
แต่ทุกวันนี้ยาแดงดำเขาไปรักษาไก่

00:34:25.001 --> 00:34:28.360
ใครจะกินยาไก่ก็ได้ค่ะ แต่ถามว่าคนกินได้ไหม ได้

00:34:28.600 --> 00:34:32.330
แต่ตอนนี้ยา Amoxy เขาเปลี่ยนสีหลากหลายสวยงามมากค่ะ

00:34:32.360 --> 00:34:35.650
สีชมพู-ขาว สีขาว-เหลือง สี... สารพัดเลยค่ะ

00:34:36.900 --> 00:34:44.120
กว่าจะทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่เขายอมรับได้ว่ามันก็แค่การเปลี่ยนสียากค่ะ ยากอยู่

00:34:44.160 --> 00:34:48.753
เพราะคนเรามีการจดจำคงที่ไว้ว่าถ้าจะกินยาแก้อักเสบ

00:34:48.794 --> 00:34:52.420
ต้องกินยาแคปซูลสีแดง-ดำเท่านั้น

00:34:53.910 --> 00:34:57.841
ที่ดินในเมืองสกลนครเป็นที่ดินที่ทำการพลิกขึ้นมาปั๊บ

00:34:58.348 --> 00:35:02.355
ดินจะทำการแข็งเป็นแกรนิต เพราะเขาได้รับออกซิเจน

00:35:02.567 --> 00:35:12.330
ทำให้พื้นที่ดินของสกลนครมีผลต่อการปลูกพืชนะคะ ที่มีรากสั้น ๆ

00:35:12.600 --> 00:35:21.520
เช่น ถั่วได้ดี และโก๋แก่ก็รับถั่วของสกลนครไปผลิตด้วยนะคะ

00:35:21.520 --> 00:35:23.755
อันนี้เป็นเป็นเรื่อง... อันนี้เป็นเรื่องจริงนะคะ

00:35:24.221 --> 00:35:27.520
แต่ถามว่าถุงไหนไม่รู้ค่ะ อันนี้ถุงไหนไม่รู้นะคะ

00:35:29.100 --> 00:35:34.660
การอ่าน... ในหน้าจอของหนู หนูจะต้องมองเห็นแล้วค่ะ

00:35:34.690 --> 00:35:36.821
ว่ามนุษย์เกี่ยวข้องกับการอ่าน

00:35:36.845 --> 00:35:42.850
โดย 1. มนุษย์รับรู้ได้ว่ามีอักขระใดบ้างประกอบขึ้นมาเป็นคำ

00:35:45.520 --> 00:35:48.920
2. ถอดรหัสโดยการใช้ภาษา

00:35:49.540 --> 00:35:56.080
ถ้าเด็กในห้องนี้มีเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเด็กคนไทย แล้วเป็นเด็กกัมพูชา

00:35:57.970 --> 00:36:03.799
เขาจะไม่สามารถที่จะอ่านภาษาที่หนูมองเห็นได้ตรงนี้นะคะ อ่านไม่ได้เลย

00:36:03.823 --> 00:36:05.530
พอดีอาจารย์ได้สอนแล้วนะคะ อาจารย์ก็เลยมีความรู้สึก

00:36:05.554 --> 00:36:14.150
ว่า อ๋อ การถอดรหัสด้วยภาษา เขาต้องถอดรหัสด้วยภาษาขแมร์ ขแมร์

00:36:14.150 --> 00:36:19.420
ซึ่ง Google Google Translate ไม่ได้แปลได้ 100 เปอร์เซ็นต์นะ

00:36:19.500 --> 00:36:23.560
อาจารย์ไม่รู้นะคะ ว่าใครประสบฯ แต่เจ้าของภาษาบอกว่าเขาไม่รู้เรื่อง

00:36:24.490 --> 00:36:28.110
อาจารย์ก็เพิ่งจะรู้นี่แหละค่ะ สงสัยจะเพราะภาษาเขมรมั้งคะ

00:36:30.320 --> 00:36:36.756
แต่ล่าสุดส่งเกรด C Plus ไปให้ โดนจดหมายส่งกลับคืนมา

00:36:36.863 --> 00:36:38.520
ควรให้เกรดเด็กเป็น B Boy

00:36:39.460 --> 00:36:43.448
จ้า ที่หลังก็อย่ามาเรียนนะ เด็กต่างชาติ

00:36:44.606 --> 00:36:46.180
โดนจริง ๆ นะคะ อันนี้โดนจริง

00:36:46.520 --> 00:36:50.240
ขั้นตอนที่ 3 แปลความหมายโดยการใช้หลักไวยากรณ์

00:36:51.640 --> 00:36:56.590
ถ้าอาจารย์บอกว่าให้เด็กทุกคนเขียนคำว่า "Interface"

00:36:57.320 --> 00:37:01.640
อาจารย์ไม่ได้ให้หนูเขียนนะลูกนะ ให้เขียนคำว่า "Interface"

00:37:04.230 --> 00:37:11.270
หนูต้องคิดในสมองแล้วว่า Interface มีตัวพยัญชนะอะไรบ้าง

00:37:11.520 --> 00:37:16.120
แล้วอาจารย์ให้พูดเป็นภาษาไทย หรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษ

00:37:16.320 --> 00:37:23.510
เพราะอาจารย์พูดแค่เพียงว่าจงเขียนคำว่า "Interface" อาจารย์มีโจทย์แค่นี้นะคะ

00:37:23.610 --> 00:37:29.060
นั่นแสดงว่าเด็กบางคน อ๋อ อาจารย์คงให้เขียนคำว่า "Interface" ภาษาไทย

00:37:29.636 --> 00:37:35.860
อ อ่าง สระอิ น หนู อิน เตอร์ สระเอ ต เต่า อ อ่าง ร เรือ การันต์ เตอร์

00:37:35.960 --> 00:37:39.520
เฟส ก็สระเอ ฟ ฟัน ส เสือ อินเตอร์เฟส

00:37:39.750 --> 00:37:43.040
สมองเราประมวลผลขึ้นมาแล้ว มีอักขระอะไรบ้าง

00:37:43.950 --> 00:37:47.960
แล้วก็ถอดออกมาเป็นภาษา ฉันจะส่งภาษาไทยนะ

00:37:48.840 --> 00:37:51.555
พออันดับที่ 3 ปุ๊บ เรารู้หลักไวยากรณ์

00:37:51.579 --> 00:37:54.020
โอ้ เด็กคนนี้เก่งภาษาอักกฤษมากเลย

00:37:54.610 --> 00:37:57.350
Interface เขียนเป็นภาษาอังกฤษทันทีเลยค่ะ

00:37:57.480 --> 00:38:04.660
I-N-T-E-R Face F-A-C-E เขาเลยมองว่า อุ้ย คนนี้เก่ง

00:38:07.330 --> 00:38:12.650
ถ้ามีเพื่อนคนใดคนหนึ่งจดนะคะ จดที่อาจารย์สอนเป็นภาษาอังกฤษ

00:38:12.812 --> 00:38:14.640
หนูจะว้าว ใช่หรือไม่

00:38:16.920 --> 00:38:18.990
ใช่ไหมคะ หนูจะว้าวเลย

00:38:19.014 --> 00:38:22.790
โดยหนูไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเขาเขียนถูก หรือเขียนผิด

00:38:23.780 --> 00:38:28.840
กับคนที่เขียน หรือจดในภาษาเป็นภาษาไทย หนูมองแล้วธรรมดามาก

00:38:29.100 --> 00:38:31.400
แต่ในทางกลับกัน หนูไปอยู่เมืองลาว

00:38:32.240 --> 00:38:36.021
หนูเขียนจดด้วยภาษาไทย เขาจดด้วยภาษาลาว

00:38:36.045 --> 00:38:38.650
คนลาวจะว้าวกับหนูว่าหนูเขียนภาษาไทย

00:38:39.410 --> 00:38:42.960
ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่นะคะ อันนี้ขึ้นกับพื้นที่

00:38:44.000 --> 00:38:46.210
เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อหนูได้อ่าน

00:38:46.234 --> 00:38:48.350
หนูก็ต้องได้ยิน หรือการฟัง

00:38:48.350 --> 00:38:52.430
เขาเลยบอกว่าเสียงนี่ ดังมาจากไหน เกิดจากอะไร

00:38:52.480 --> 00:38:58.390
มันวิ่งผ่านหูเลย ถ้าอาจารย์บอกว่าขอโทษนะลูกนะ มีเสียงนิดหนึ่ง

00:39:00.310 --> 00:39:01.340
อาจารย์เคาะอย่างนี้

00:39:04.400 --> 00:39:09.000
ถ้าใครได้ยินจะต้องหันมาหาแล้วค่ะ ว่าเสียงนี้มาจากไหน

00:39:10.390 --> 00:39:13.575
เสียงนี้เกิดจากอะไร เข้าใจนะคะ

00:39:13.718 --> 00:39:16.480
เสียงนี้มาจากไหน แม้แต่เสียงที่อาจารย์พูด

00:39:17.810 --> 00:39:21.504
ถ้าหนูไม่รู้ว่าอาจารย์นั่งอยู่ตรงนี้ หนูก็ต้องมองหาแล้วค่ะ

00:39:21.528 --> 00:39:24.640
เอ๊ะ อาจารย์พูดอยู่ตรงไหน เสียงมาจากทางไหน

00:39:25.540 --> 00:39:29.538
มองที่ลำโพง อาจารย์อาจอยู่ข้างนอกก็ได้ แล้วเดินมาเรื่อย ๆ ๆ

00:39:29.562 --> 00:39:34.090
ถ้าเป็นไมค์ลอยนะคะ อันนี้เป็นการได้ยิน หรือการฟัง

00:39:35.753 --> 00:39:39.612
หู หูของเรามีหูชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน

00:39:39.942 --> 00:39:42.130
ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันนะคะ

00:39:42.920 --> 00:39:45.500
อันนี้อาจารย์แอนไม่... ไม่กล่าวถึงนะลูกนะ

00:39:45.500 --> 00:39:49.340
อันนี้จะไม่กล่าวถึง อันนี้ให้อ่านเอา แล้วก็ไม่... ไม่ออกสอบด้วยนะคะ

00:39:49.417 --> 00:39:52.120
เรื่องของหู ให้หนูรู้ว่าหูมีการได้ยิน

00:39:52.600 --> 00:39:58.310
องค์ประกอบของเสียง ระดับของเสียงถูกกำหนดด้วยความถี่ของเสียง

00:39:58.500 --> 00:40:02.170
ความดังของเสียง แอมพลิจูดของเสียง

00:40:03.080 --> 00:40:08.300
เสียงของอาจารย์ดังหรือไม่ดังอย่างไร ควบคุมโดยการเครื่องเล่นนะคะ

00:40:08.520 --> 00:40:14.550
ลักษณะของเสียงที่มีท้วงทำนองถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียงของคุณภาพของเสียง

00:40:14.850 --> 00:40:21.090
เสียงบางคนเข้าไมค์แล้ว โอ๊ย ง่วงนอนมาก เสียงหวานเหลือเกิน

00:40:21.480 --> 00:40:26.470
แต่เสียงบางคนเข้าไมค์แล้วเสียงแหลมเปี้ยวเลย สะดุ้งตลอดเวลา

00:40:26.680 --> 00:40:31.170
เสียงบางคนน่าฟังจนหลับเลย แต่ละคนนะคะ

00:40:31.340 --> 00:40:36.210
อันนี้เขาเรียกว่า "เสียง" หรือ "ท้วงทำนอง" นะคะ

00:40:37.520 --> 00:40:43.520
ถ้าอาจารย์ถามว่าอาจารย์แอนตะโกน ถูกกำหนดด้วยอะไรคะ

00:40:45.090 --> 00:40:49.050
ถ้าอาจารย์ตะโกนถูกกำหนดด้วยอะไรลูก

00:40:49.770 --> 00:40:54.100
คำตอบอยู่บนหน้าสไลด์ค่ะ หนูตอบให้อาจารย์หน่อยค่ะลูก ใครก็ได้ยกมือหน่อย

00:40:57.400 --> 00:41:00.960
ถ้าอาจารย์ตะโกน อะไรเป็นตัวกำหนดคะ

00:41:05.510 --> 00:41:10.047
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ ตอบเลยลูก

00:41:12.027 --> 00:41:15.640
อะไรนะคะ ความถี่ ไม่ใช่ลูก

00:41:17.090 --> 00:41:21.910
อาจารย์ตะโกนค่ะ สมมติอาจารย์พูดตะโกนน่ะค่ะ ตะโกนเสียงดัง ๆ เลยค่ะ

00:41:22.640 --> 00:41:24.260
อะไรกำหนดตัวนั้นคะ

00:41:33.690 --> 00:41:36.500
ในหน้าจอก็มีคำตอบอยู่นะคะลูก ดูดี ๆ ลูก

00:41:41.440 --> 00:41:44.938
อะไรนะคะลูก ความดัง ใช่ค่ะ ความดัง

00:41:44.962 --> 00:41:46.520
แต่อะไรกำหนดความดังลูก

00:41:50.080 --> 00:41:53.418
แอมพลิจูด จดจำตัวเองไว้นะคะ 1 แต้ม

00:41:53.800 --> 00:41:55.840
จำไว้ก่อนนะลูกนะ จำไว้ก่อน จำไว้ก่อน

00:41:56.980 --> 00:42:03.070
1 แต้ม 1 แต้ม 4 แต้ม อาจารย์จำได้แค่นี้ล่ะค่ะ นะคะ

00:42:04.130 --> 00:42:06.730
นี่ไง ที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์แอนตะโกนนะ

00:42:06.920 --> 00:42:11.330
อาจารย์ตะโกนอะไรก็ช่าง ถูกกำหนดด้วยอะไร แอมพลิจูดของเสียง

00:42:11.950 --> 00:42:16.240
แต่ถ้าอาจารย์ค่อย ๆ เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ

00:42:16.260 --> 00:42:21.720
จาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ถูกกำหนดด้วยความถี่

00:42:23.350 --> 00:42:26.330
แต่ถ้าลักษณะของเสียง เสียงร้อง

00:42:26.650 --> 00:42:29.640
อาจารย์ร้องเพลงไม่เป็นนะ ถ้าอาจารย์ร้องเพลงเป็นจะร้องเพลงให้ฟังนะคะ

00:42:29.760 --> 00:42:34.210
หรือท้วงทำนองถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียง และคุณภาพของเสียง

00:42:34.470 --> 00:42:37.780
อาจารย์เปิดเสียงเพลงไทยเดิมตอนช่วงบ่าย

00:42:37.904 --> 00:42:42.790
รับรองค่ะ หมอน 1 ใบ ผ้าห่มอีก 1 ผืน

00:42:43.420 --> 00:42:47.760
อาจารย์ก็จะบอกว่า Goodnight ค่ะ นะคะ Goodnight

00:42:49.890 --> 00:42:54.520
โดยปกติถ้าอาจารย์เป็นคนตั้งแล้วก็เขียนลงมาปุ๊บ

00:42:54.520 --> 00:42:59.830
อาจารย์จะบอกเลย ว่าอาจารย์ท่านนี้ไม่ควรสอนตอนบ่าย เดี๋ยวเด็กหลับ

00:43:01.870 --> 00:43:04.478
เสียงอาจารย์แอนครั้งแรกก่อนที่จะทำการผ่าตัด

00:43:04.502 --> 00:43:06.400
อาจารย์ไม่เคยสอนตอนบ่ายเลยนะคะ

00:43:06.890 --> 00:43:10.480
เพราะเด็กบอกว่าเสียงอาจารย์แอนเหมือนคนกำลังกล่อมให้นอน

00:43:10.870 --> 00:43:13.690
แต่พออาจารย์ผ่าตัดปุ๊บ เสียงอาจารย์มีคีย์เดียว คือ คีย์กลาง

00:43:13.870 --> 00:43:17.120
อาจารย์สูงไม่ได้ แล้วก็ต่ำไม่ได้ เสียงอาจารย์จะเป็นคีย์เดียว

00:43:17.370 --> 00:43:22.700
ถ้าเป็นคุณครูที่สอนร้องเพลงเขาจะรู้ค่ะ ว่าเสียงอาจารย์แอนมีคีย์เดียว

00:43:23.040 --> 00:43:28.240
เลยส่งผลทำให้ลักษณะของเสียงร้อง หรือท้วงทำนองถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียง

00:43:28.450 --> 00:43:33.970
หรือคุณภาพของเสียงของเขา เส้นเสียงแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ

00:43:34.142 --> 00:43:35.690
เส้นเสียงแต่ละคนไม่เหมือนกัน

00:43:35.890 --> 00:43:41.510
เพราะฉะนั้น เสียงของคนที่พูดออกมาเราถึงได้รู้ไงว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนพูด

00:43:41.720 --> 00:43:44.021
เพื่อนคนนี้เป็นคนพูด เรารู้ได้อย่างไรคะ

00:43:44.045 --> 00:43:48.370
เพราะสมองเรารับรู้แล้ว ว่าเสียงนี้เป็นของชื่อนี้นะคะ

00:43:50.150 --> 00:43:55.988
การสัมผัส ในคนปกติถือว่าถ้าหนูแตะ หรือสัมผัส

00:43:56.160 --> 00:43:58.990
อันดับ... เป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเห็น

00:43:59.020 --> 00:44:04.007
ตาหนูมอง มองปุ๊บ แล้วหนูจับจริงไหมลูก

00:44:04.669 --> 00:44:07.180
หนูจะต้องมองก่อนนะคะ

00:44:07.730 --> 00:44:14.216
พอหนูมองปั๊บ อ๋อ สเปรย์จับเพื่ออะไร

00:44:14.516 --> 00:44:21.370
เพื่อฉีดนะคะ เพื่อฉีดทำไม ทำไมคะ ฆ่าเชื้อโรค

00:44:23.080 --> 00:44:26.388
แล้วคราวนี้คำถามถัดมาเลย แล้วฆ่าเชื้อโรค

00:44:26.461 --> 00:44:28.480
ฉีดแล้วต้องฉีดขนาดไหน

00:44:28.740 --> 00:44:34.560
แล้วต้องทำมืออย่างไร ถูอย่างไร ถึงจะฆ่าเชื้อโรคได้

00:44:35.280 --> 00:44:39.770
จริงไหมคะ ไม่ใช่ว่าแค่จับขึ้นมาแล้วฉีดปึ๊ด แล้วจบนะคะ

00:44:41.300 --> 00:44:46.490
เขาเลยบอกว่าคนปกติการสัมผัสถือเป็นความสัมผัส...

00:44:46.580 --> 00:44:52.080
ขอโทษค่ะ เป็นความสำคัญที่เป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเห็นและการได้ยิน

00:44:52.440 --> 00:44:59.300
แต่ในคนที่มีปัญหาทางด้านของสายตา การสัมผัสถือว่ามีความสำคัญมาก

00:44:59.810 --> 00:45:02.444
ถ้าลองยกแก้วน้ำขณะที่มองไม่เห็น

00:45:02.469 --> 00:45:07.850
จะพบว่าความเร็ว และความแม่นยำในการยกแก้วน้ำจะลดลง

00:45:08.620 --> 00:45:12.990
ให้หนูหลับตา ถ้าอาจารย์มีแก้วน้ำนะคะ ให้หนูหลับตา

00:45:13.320 --> 00:45:18.820
แล้วหนูมองไม่เห็นเลย ว่าพี่พลอยนำเอาแก้วน้ำมาวางเบา ๆ

00:45:20.630 --> 00:45:25.170
แล้วหนูจะทำการผลัดปัดโต๊ะ แก้วน้ำนั้นจะร่วงแตกไหมคะ

00:45:26.680 --> 00:45:29.600
จะตกแตกไหมลูก หนูคิดว่าตกแตกไหม

00:45:29.870 --> 00:45:37.076
แต่ถ้าพี่พลอยนำเอาแก้วน้ำมาวาง แล้วบอกว่าพี่เอาแก้วน้ำวางไว้ตรงนี้นะ

00:45:37.100 --> 00:45:38.490
ระวังตกแตกนะ

00:45:38.610 --> 00:45:43.440
สมองหนูเริ่มคิดแล้ว อุ๊ย มีแก้วน้ำ แก้วน้ำอยู่ตรงไหน

00:45:44.070 --> 00:45:48.176
สมมติหนูปิดตาเอาไว้นะคะ แล้วหนูเอามือหนูค่อย ๆ ขยับหา

00:45:48.200 --> 00:45:49.990
หาแก้วน้ำ จนกระทั่งไปชน

00:45:50.360 --> 00:45:56.990
ส่งผลทำให้การสัมผัสถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับคนที่มีปัญหาทางสายตา

00:45:57.350 --> 00:46:04.770
แต่ถ้าคนปกติสายตาถือเป็นสิ่งแรก การสัมผัสถือเป็นสิ่งที่ 2

00:46:06.310 --> 00:46:11.920
หัวข้อนี้อาจารย์ออกข้อสอบนะคะ ย้ำนะ อาจารย์ออกข้อสอบหัวข้อนี้นะคะ

00:46:12.440 --> 00:46:21.900
แต่เป็นตัวการ์ตูน แล้วถามว่า A กับ B อะไรเป็นสำคัญ

00:46:23.380 --> 00:46:31.120
ถ้าเด็กคนนั้นตาบอด อาจารย์แอนจะใส่ผ้ามัดสาย... สายตาเขา โอเคนะคะ

00:46:31.550 --> 00:46:36.960
แล้วก็ยืนมีถังแก้ว ทุกอย่างจะเป็นภาพหมดเลยลูก จะเป็นภาพ

00:46:36.990 --> 00:46:41.800
หนูแค่เขียนว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งสำคัญ ให้เขียนเลข 1 เลข 2

00:46:41.970 --> 00:46:45.600
ซึ่งอาจารย์จะมีตัวอย่างให้หนูเห็นด้านบนนะคะ ทำอย่างไรนะคะ

00:46:47.650 --> 00:46:53.160
ข้อสอบของอาจารย์ 10 ข้อค่ะ ง่าย ๆ บทละข้อก็พอนะ

00:46:57.240 --> 00:46:59.555
ผิวหนัง คราวนี้แหละ

00:47:00.111 --> 00:47:02.890
เด็กหลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเหมือนอาจารย์แอนนะ

00:47:03.420 --> 00:47:06.760
มีการสัมผัสและการกระตุ้นของผิวหนัง มี 3 สัมผัส

00:47:06.840 --> 00:47:14.160
1. Thermoreceptors ตัวรับสัมผัสถึงความร้อนและความเย็น

00:47:14.600 --> 00:47:19.380
อาจารย์แอนเหงื่อตกปั๊บ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อาจารย์รับรู้ได้เลยว่าอาจารย์ร้อน

00:47:20.580 --> 00:47:24.140
Nociceptors คือ ตัวสัมผัสความเจ็บปวด

00:47:25.100 --> 00:47:30.480
โอ้โห อาจารย์แอนนั่งไม่มีพนักพิงเลย ปวดหลังจังเลย

00:47:31.720 --> 00:47:37.430
หรือข้างหลังของเรามีอะไรคะ เบาะที่นั่งเขามีเหล็กทิ่มออกมา

00:47:37.430 --> 00:47:41.840
แล้วเราไปกดทับตรงเหล็กนะ โอ้ เจ็บนะ นี่เจ็บนะ

00:47:42.430 --> 00:47:47.155
Mechanoreceptors คือ ตัวสัมผัสถึงความกดดัน

00:47:47.179 --> 00:47:51.210
ซึ่งบางครั้งบางคราวเท่านั้น ที่มีผลต่อสิ่งนั้น ๆ

00:47:51.800 --> 00:47:57.654
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอาจารย์บอกว่าให้หนูเดินออกไปนอกห้องนะคะ

00:47:57.678 --> 00:47:58.920
ให้หนูเดินออกไปนอกห้อง

00:47:59.240 --> 00:48:03.603
แต่ลูกบิดข้างหน้า อาจารย์ใส่หมามุ้ยเอาไว้

00:48:05.739 --> 00:48:09.660
โดยที่ไม่มีใครรับรู้เลยค่ะ ว่าหมามุ้ยเกาะอยู่ที่นั่น

00:48:11.250 --> 00:48:15.395
สิ่งแรกคือหนูไปจับ หนูไม่รู้จักความร้อน ความเย็น

00:48:16.038 --> 00:48:18.320
Thermoreceptors ไม่ได้ทำงาน

00:48:19.960 --> 00:48:27.400
แต่ Nociceptors เริ่มทำงานแล้ว หนูคัน เข้าใจใช่ไหมคะ หนูคัน

00:48:27.900 --> 00:48:31.780
แล้วหนูมี Mechanoreceptors ถึงความกดดัน

00:48:32.460 --> 00:48:35.567
แล้วทำไมไม่บอกเราก่อนว่ามีหมามุ้ย

00:48:35.889 --> 00:48:39.510
ความคิดของหนูในหัวต้องคิดแล้ว แล้วทำไมไม่บอก

00:48:40.480 --> 00:48:44.910
ก็อาจารย์ไม่ได้เป็นคนวาง พี่คนไหนวางไม่รู้ อาจารย์ก็โดนเหมือนกัน

00:48:46.520 --> 00:48:50.120
ถ้าเป็นข้อสอบ อาจารย์ก็จะมีตัวละครขึ้นมาให้หนูเห็นอีก

00:48:51.820 --> 00:48:58.170
หนูเคยเห็นคนจีนที่เขาเดินลุยแก้วไหมคะ เหยียบแก้ว

00:48:58.190 --> 00:49:01.920
ที่นครสวรรค์น่าจะดังที่สุดนะคะ เหยียบ ๆ ๆ แก้ว

00:49:02.630 --> 00:49:04.962
ตอนที่เขาเหยีบแก้ว เขาสัมผัส...

00:49:06.145 --> 00:49:09.150
ถามว่าเขาสัมผัสร้อน สัมผัสเย็นไหม ไม่

00:49:09.400 --> 00:49:14.650
ก็เขาแค่เหยียบแก้ว แต่เขาสัมผัสถึงความเจ็บปวดไหม เราไม่รู้

00:49:15.340 --> 00:49:20.018
แต่แน่นอนเลย คือ เขารับสัมผัสถึงความกดดัน

00:49:20.242 --> 00:49:23.340
ซึ่งถ้าเขาบอกว่าเขาเจ็บ คนก็จะไม่เชื่อเขา

00:49:24.380 --> 00:49:29.730
นั่นแสดงว่าคนที่เหยียบแก้ว เขามีผลต่ออะไรคะ

00:49:29.754 --> 00:49:32.460
ตัวรับ คือ Mechanoreceptors

00:49:32.880 --> 00:49:36.368
แต่ถ้าคนลุยไฟ อันดับแรกเลยค่ะ

00:49:36.392 --> 00:49:40.370
เขาเจอ Thermoreceptors คือ ความร้อน

00:49:40.980 --> 00:49:47.500
แล้วเขาตามมาด้วย Nociceptors ก็คงไม่มีใครบอกหรอกนะ ว่าฉันร้อน

00:49:47.940 --> 00:49:51.549
เพราะถ้าบอกปั๊บ ไม่มีใครไปดูแน่ค่ะ นครสวรรค์

00:49:52.512 --> 00:49:56.055
อาจารย์ไปดูก็เพราะว่าเขาทิ่มปากได้นี่ล่ะค่ะ นะคะ

00:49:56.079 --> 00:50:03.430
ทิ่มแล้วมีใครเคยไปดูไหมล่ะคะ ว่าตรงแก้มที่เขาทิ่มน่ะ เป็นรูไหม

00:50:06.860 --> 00:50:08.950
ที่ ๆ เขา... เขาเรียกไม่รู้จะพูดไง

00:50:09.030 --> 00:50:12.050
ที่ ๆ นครสวรรค์น่ะ อาจารย์ไม่รู้จะพูดอธิบายอย่างไร

00:50:15.030 --> 00:50:17.560
เขาจะแทง... แต่แก้มเขาไม่มีรอยเลยนะ

00:50:19.470 --> 00:50:22.710
ไปดูแก้มเขาแล้ว แก้มเขาไม่มีรอย นี่แหละคือปัญหา

00:50:23.050 --> 00:50:27.920
แล้วเท้าของเขาที่เหยียบ ไปดูฝ่าเท้าของเขาแล้ว ไม่มีรอยเลยค่ะ

00:50:29.140 --> 00:50:33.940
ไม่มีรอยเลย อันนี้คืออาจารย์ไปเห็นกับตาแล้วนะคะ ขอดูกับตาแล้วด้วยนะคะ

00:50:37.360 --> 00:50:39.920
เป็นความเชื่อของ.. ของเขาน่ะค่ะ นะ

00:50:42.220 --> 00:50:45.200
คราวนี้การเคลื่อนไหว เกือบจบแล้วลูก อันนี้เกือบจบแล้ว

00:50:45.610 --> 00:50:49.191
การเคลื่อนไหว ตัวรับรู้ หรือการ... สิ่งเร้า

00:50:49.215 --> 00:50:52.410
กระตุ้นส่งผลให้สมองของเราประมวลผล

00:50:52.430 --> 00:50:57.350
แล้วสร้างการตอบสนอง โดยส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อตอบสนอง

00:50:57.800 --> 00:51:02.121
ยกตัวอย่างเช่น หนูวางขาเอาไว้ปั๊บ หนูนั่งปุ๊บ

00:51:02.145 --> 00:51:05.850
หนูสังเกตไหมคะ ว่าบางคนนั่งปุ๊บ ไขว่ห้างปั๊บ

00:51:07.500 --> 00:51:12.210
เข้าใจนะคะ เพราะเขารู้ว่า อ๋อ ถ้านั่งต้องยกขาแล้วไขว่ห้าง

00:51:13.920 --> 00:51:20.088
แต่บางคนเขารู้ว่าถ้าไม่มีเก้าอี้ ต้องหามุมที่ทำการพิง

00:51:21.388 --> 00:51:24.230
เราจะยืนนานไหม หรือแม้แต่จะถ่ายรูป

00:51:24.920 --> 00:51:28.860
มีใครบ้างไหมคะ ว่าเขายืนกันเต็ม แล้วเราก็นั่งอยู่ข้างล่าง

00:51:28.860 --> 00:51:32.380
ไม่เห็นหน้าเราเลย ก็คงไม่มีใช่ไหมลูก ไม่มี

00:51:32.540 --> 00:51:38.770
เขาถึงได้บอกว่านี่นะ ถ้าหากว่าเราสร้างการตอบสนองที่ถูกต้อง

00:51:38.770 --> 00:51:41.460
โดยส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อตอบสนอง

00:51:41.480 --> 00:51:45.953
เวลาใช้การตอบสนอง ประกอบไปด้วยเวลาในการตอบสนอง

00:51:45.977 --> 00:51:47.730
ที่เรียกว่า "Reaction Time"

00:51:48.330 --> 00:51:54.000
รวมกับเวลาในการเคลื่อนไหว ซึ่งเวลาในการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับทางกายภาพ

00:51:54.000 --> 00:51:56.117
เช่น อายุ ความสมส่วน

00:51:56.646 --> 00:52:00.050
อาจารย์ยกตัวอย่าง อาจารย์ดูใน TikTok ดูอีกแล้ว TikTok

00:52:04.030 --> 00:52:10.040
คือด้วยความที่มีเขาแบ่งออกมา คนนี้น้ำหนัก 60 คนนี้น้ำหนัก 46

00:52:10.940 --> 00:52:15.030
คนที่ 60 เขาไม่กระโดดตบ เขาไม่กระโดดตบ

00:52:15.060 --> 00:52:20.300
แต่เขาทำอย่างนี้ แค่นี้ อย่างนี้ แค่นี้เอานะคะ อย่างนี้

00:52:20.510 --> 00:52:25.710
แต่คนที่ 46 กระโดดตบได้ ถามว่าทำไมคน 60 ถึงไม่กระโดด

00:52:27.180 --> 00:52:31.738
เพราะ... 1. กระโดดไม่ขึ้นค่ะ

00:52:32.059 --> 00:52:38.770
2. ทำไมคะ ข้อของเขาทั้งหลายแหล่ อาจจะช้ำ หรือว่าติดต่าง ๆ

00:52:38.960 --> 00:52:42.610
มีคลิปจีนนะคะ เขามีแบ่งเลยว่าอันนี้ 60 อันนี้ 46

00:52:43.160 --> 00:52:46.560
เขาให้ดูเลยว่าออกกำลังกายเหมือนกัน กระโดดตบเหมือนกัน

00:52:46.580 --> 00:52:51.820
แต่คนที่ 46 กระโดดตึ๊ด ๆ ๆ ๆ ได้เลยปกติเลยค่ะ แต่อีกคนหนึ่งไม่ได้กระโดด

00:52:52.400 --> 00:52:57.190
ขนาดกระโดดที่กระโดดตบใต้เท้านี่ค่ะ คน 46 ก็กระโดดหย๋อง ๆ ๆ

00:52:57.380 --> 00:53:01.460
คน 60 ก็ยกขึ้นเหมือนกันค่ะ แล้วก็ตีใต้ขา แล้วก็จบ

00:53:04.030 --> 00:53:06.910
อาจารย์ก็คุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอกนะ ก็ดูแต่ภาพค่ะ อันนั้นดูแต่ภาพ

00:53:08.170 --> 00:53:10.570
เหมือนอาจารย์แอนเป็นโรคนะคะ

00:53:10.600 --> 00:53:16.470
อาจารย์ก็มีผลต่อการเคลื่อนไหวเหมือนกันนะคะ มีผลต่อการเคลื่อนไหว

00:53:18.170 --> 00:53:21.240
เมื่อวานอาจารย์ดูแล้วค่ะ จุฬาฯ

00:53:22.000 --> 00:53:25.430
ไปเหยียบมาแล้ว ไปเหยียบมาแล้ว ไปเหยียบมาเรียบร้อยแล้วตึกนั้นน่ะ

00:53:27.050 --> 00:53:32.616
เขาบอกว่าเป็นคนไข้นอก แล้วจะให้อาจารย์แอนผ่าตัด

00:53:34.145 --> 00:53:36.230
อาจารย์ก็เลยบอกว่าอาจารย์ผ่าแล้ว

00:53:37.070 --> 00:53:41.650
ถ้าผ่าอีก สงสัยจะทั้งตัวไม่มี... ไม่มีกระดูกเลยค่ะ จะมีแต่เหล็ก

00:53:43.040 --> 00:53:46.560
เมื่อไหร่อาจารย์มีเหล็กทั้งตัว หนูจะเห็นอาจารย์เป็น Robot ค่ะ

00:53:47.490 --> 00:53:49.330
เราเคลื่อนไหวด้วยการหมุน

00:53:49.986 --> 00:53:54.226
อาจารย์โชคดี แค่สมองอาจารย์ไม่กระทบกระเทือนเท่านั้นจริง ๆ ลูก ตอนนี้

00:53:58.620 --> 00:54:02.520
อาจารย์มองไปที่ข้างล่างเลยนะคะ เท้าในแต่ละคน

00:54:02.790 --> 00:54:07.694
หนูเดินนั่งมาปุ๊บ ถ้าที่วางข้างล่างเขามีที่พักเท้า

00:54:08.560 --> 00:54:11.040
เด็กเอาเท้าขึ้นวางพักเท้าไหมคะ

00:54:15.080 --> 00:54:18.121
การตอบสนองของทุกคน อาจารย์เชื่อมั่นว่าทุกคน

00:54:18.423 --> 00:54:21.720
ทุกคน ทุกคน ใช้คำว่า "ทุกคน" เลยนะคะ

00:54:22.440 --> 00:54:27.480
ความจำของมนุษย์ คราวนี้ล่ะ เด็กจะมีความจำมาก-น้อยแค่ไหน

00:54:27.790 --> 00:54:32.737
ความจำของมนุษย์เกิดจากการทำงาน 3 ส่วนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ข้อมูล

00:54:34.026 --> 00:54:38.900
สเปรย์แอลกอฮอล์ ถูกส่งจากหน่วยความจำที่เกี่ยวกับความรู้สึก

00:54:39.310 --> 00:54:44.090
อ๋อ เอาฉีดนะคะ เอาฉีดเพื่อทำไมคะ ฆ่าเชื้อ

00:54:45.300 --> 00:54:47.504
ไปยังหน่วยความจำระยะสั้น

00:54:47.528 --> 00:54:51.890
โดยเลือกเฉพาะตัวกระตุ้นที่มนุษย์เราให้ความสนใจเท่านั้น

00:54:52.250 --> 00:54:56.590
ช่วงนี้เป็นโควิด ใคร ๆ ก็หมายปองสเปรย์แอลกอฮอล์

00:54:57.030 --> 00:55:00.790
แต่เมื่อโควิดเขาประกาศว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา

00:55:01.720 --> 00:55:07.550
มีใครสักคนไหมคะ ที่ระวัง หรือไม่คนในนี้ก็เป็นโควิด

00:55:09.090 --> 00:55:15.120
เพราะคนที่เป็นโควิดเดินไปรักษากับคุณหมอธรรมดาเลยนะคะ

00:55:15.670 --> 00:55:17.661
แล้วก็บอกตัวเองว่าตนเป็นโควิด

00:55:17.758 --> 00:55:20.740
ก็ได้รับยามา แล้วก็จบ เดินกลับบ้าน

00:55:22.580 --> 00:55:28.150
ถ้าโควิดไม่กินปอด เรื่องคงจบนะคะ

00:55:29.120 --> 00:55:32.297
ก็อาจารย์ท่านหนึ่ง แต่อาจารย์ท่านหนึ่งก็ไป

00:55:32.321 --> 00:55:34.160
เพราะโควิดนั่นล่ะค่ะ กินปอด

00:55:36.870 --> 00:55:42.121
คิดแล้วอนาถ น้อยใจ ทำไมเรานี่ เสี่ยงทุกอย่าง

00:55:42.145 --> 00:55:43.100
แต่ทำไมไม่เป็นอะไรเลย

00:55:44.990 --> 00:55:48.610
หนูรู้จักปลาทองไหมลูก ปลาทอง

00:55:50.020 --> 00:55:56.060
หนูให้อาหารปลาทอง แล้วหนูให้ตลอด ๆ ๆ ๆ ปลาทองกินตลอดไหมคะ

00:55:57.800 --> 00:56:04.150
กินลูก เพราะอะไรคะ ปลาทองมีความจำสั้น

00:56:04.630 --> 00:56:09.600
เพราะฉะนั้น เด็กบางคนอาจารย์เลยมองว่า อ๋อ หนูเป็นสมองปลาทอง

00:56:10.140 --> 00:56:13.880
อาจารย์จะวัดเด็ก ๆ อย่างนี้นะคะ ว่าเรียนปุ๊บ สอบปั๊บ

00:56:13.990 --> 00:56:18.950
เด็กบางคนเต็มเลยทันที แต่เด็กบางคนยังไม่ได้

00:56:18.950 --> 00:56:23.380
หนูต้องกลับไปประมวลผล พออาจารย์นัดสอบอีกสัปดาห์หนึ่ง เด็กทำข้อสอบได้

00:56:23.520 --> 00:56:24.888
อาจารย์แบ่งกลุ่มเด็กได้แล้ว

00:56:25.024 --> 00:56:29.520
เด็กเซ็ตนี้เป็นเด็กปลาทอง เด็กเซ็ตนี้เป็นเด็กประมวลผล

00:56:30.130 --> 00:56:32.910
อาจารย์เรียกน่ารักค่ะ น้องปลาค่ะ น้องปลาทอง

00:56:32.930 --> 00:56:34.388
น้องชายอาจารย์ก็น้องปลาทองลูก

00:56:34.474 --> 00:56:39.560
น้องปลาทองเหมือนกัน ครับ แล้วก็ไม่ทำนะลูกนะ

00:56:40.610 --> 00:56:43.770
หน่วยความจำของเรานะคะ มีอยู่ 3 ประเภท

00:56:44.340 --> 00:56:49.870
Sensory memory กับ Short-term memory และ Long-term memory

00:56:50.580 --> 00:56:53.980
Short-term ถามว่า Short-term เป็นอย่างไร

00:56:54.720 --> 00:56:57.348
นี่ที่เราเรียน HCI นี่ค่ะ เขาเรียกว่า "Short-term"

00:56:57.372 --> 00:56:58.920
แต่มันจะกลายเป็น Long-term

00:56:59.655 --> 00:57:04.495
Sen... Sensory memory เป็นการรับรู้ด้วยการรู้สึกผ่าน

00:57:04.520 --> 00:57:07.688
หนูมองเห็น หนูได้ยินนะคะ

00:57:07.908 --> 00:57:14.760
เป็นหน่วยความจำแบบการเก็บแบบ Continuously Overwritten

00:57:16.590 --> 00:57:17.809
เป็นเกี่ยวกับความรู้สึก

00:57:17.974 --> 00:57:23.060
ยกตัวอย่างเช่น หนูเห็นคนเจ็บ หนูรู้สึกสงสารเขา

00:57:23.210 --> 00:57:26.790
หนูเห็นเด็กที่โดนทิ้ง หนูรู้สึกสงสารเด็กน้อยคนนั้น

00:57:26.810 --> 00:57:29.610
แต่เราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้น่ะนะ เราก็อยากจะช่วย

00:57:29.770 --> 00:57:32.864
นี่อันนี้เป็นความรู้สึกค่ะ เป็นความรู้สึกทันทีทันใด

00:57:32.888 --> 00:57:34.680
เรียกว่า "Sensory memory"

00:57:36.080 --> 00:57:40.610
ส่วนความจำระยะสั้นเป็นอย่างไร เป็นความจำแบบชั่วคราว

00:57:40.610 --> 00:57:46.370
เช่น นี่วันนี้อาจารย์คุยกับหนูว่ามีปลาทองเป็นหน่วยความระยะสั้น

00:57:46.370 --> 00:57:50.680
ก็คาบนี้ก็จบไปแล้ว เรื่องของความจำระยะสั้นนะคะ

00:57:51.090 --> 00:57:58.350
แล้วความจำพวกนี้สามารถเรียกคืนได้ภายในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วความจำนั้นจะหายไป

00:57:59.120 --> 00:58:04.480
เขาเรียกว่า "ความจำแบบชั่วคราว" เช่น การรับรู้ข่าวสารจากการสนทนา

00:58:04.650 --> 00:58:07.480
เหมือนหนูคุยกันน่ะ กับเพื่อนน่ะค่ะ คุย ๆ ๆ กันเสร็จ

00:58:08.510 --> 00:58:14.230
พอตกเย็นมาเมื่อกลางวันเราคุยอะไรกัน เคยถามไหมลูก เคยถามกันไหม

00:58:16.080 --> 00:58:18.742
ผ่านแล้วผ่านเลย นั่นคือความจำระยะสั้น

00:58:18.766 --> 00:58:22.850
แต่เราไม่รู้ไงคะ ว่าสมองเราเริ่มทำงานแล้ว

00:58:23.040 --> 00:58:30.430
คราวนี้มาความจำระยะยาวบ้างแล้ว ความจำที่ถูกบันทึกเอาไว้มี 2 ประเภท

00:58:30.740 --> 00:58:35.220
จำเป็นตอน ๆ ที่อาจารย์บอกว่าบทที่ 1 เราเป็น HCI

00:58:35.220 --> 00:58:38.452
H คือ Human C คือ Communication

00:58:38.476 --> 00:58:42.280
I คือ Interface คือ การติดต่อสื่อสารของมนุษย์

00:58:43.970 --> 00:58:45.197
แบ่งเป็นตอน ๆ

00:58:45.221 --> 00:58:48.734
พอตอนที่ 2 มาปุ๊บ อาจารย์ก็เลยบอกว่าดู... พฤติกรรมของมนุษย์

00:58:48.759 --> 00:58:53.490
แล้วดูความจำของเขาสิ ว่าเขาสามารถพัฒนาความคิดตัวเองได้ไหม

00:58:53.980 --> 00:58:58.800
ก็เลยมาเป็นความจำแบบเป็นตอน ๆ และมีความจำแบบมีโครงสร้าง

00:58:59.270 --> 00:59:00.911
โครงสร้างของความจำ

00:59:00.935 --> 00:59:07.050
ถ้าอาจารย์บอกว่านักศึกษาทุกคนเขียนโครงสร้างของการทอดไข่

00:59:09.126 --> 00:59:11.130
หนูจะเริ่มต้นจากอะไร

00:59:14.780 --> 00:59:21.580
ทำไข่ดาวด้วย เอาไข่ดาว ไข่ดาวสุก ไข่ดาวสุก มีเงื่อนไขเยอะหน่อย

00:59:22.870 --> 00:59:27.080
ทำไข่ดาวสุก หนูจะเริ่มต้นจากอะไรคะ ขอข้อที่ 1 ลูก

00:59:36.540 --> 00:59:37.950
หนูอธิบายให้หน่อย

00:59:42.700 --> 00:59:50.280
ทำไข่ดาวแบบสุก เริ่มต้นข้อที่ 1 คือ เต๊าะไข่เลย

00:59:50.710 --> 00:59:55.350
ไม่ดูเลยเหรอลูก ว่าไข่อันนั้นมันเป็นไข่เน่า หรือไข่ไม่เน่า ไข่ดีหรือไม่ดี

01:00:11.400 --> 01:00:14.329
อ๋อ เอาต้มเอา แต่จะเอาทำไข่ดาวนะลูก

01:00:14.769 --> 01:00:20.660
ไข่ดาวต้องทอดลูก ทอด มีน้ำมันต้องทอดเอา

01:00:26.960 --> 01:00:33.080
เป็นการดมดู แสดงว่าไข่เน่ามีกลิ่นใช่ไหมลูก

01:00:36.030 --> 01:00:38.260
ใช่ เอาไข่ไปลอยน้ำ

01:00:39.916 --> 01:00:42.999
ไข่ไปลอยน้ำ แล้วถ้าไข่จมแสดงว่าไข่...

01:00:44.016 --> 01:00:49.296
ถูก ถ้าไข่ลอย คือ ไข่... มันไม่สมบูรณ์

01:00:49.880 --> 01:00:51.860
เขาถึงได้เอาไข่ไปล้างไงคะ

01:00:52.240 --> 01:00:56.660
เอาไข่ไปล้างก่อน แล้วก็เห็นการลอย แล้วก็การจมของไข่

01:00:59.040 --> 01:01:01.780
อาจารย์ถามทุกครั้งเลยค่ะ เวลาทอดไข่ทำอย่างไร

01:01:01.850 --> 01:01:06.330
อยู่ดี ๆ เด็กก็บอกว่าเต๊าะไข่วางเลย อาจารย์เลยบอกว่าเป็นไปไม่ได้

01:01:07.160 --> 01:01:11.640
เพราะหนูจะต้องสกรีนก่อน หรือว่าวิเคราะห์ก่อนว่าไข่น่ะ หนูจะเอาไข่อะไร

01:01:11.730 --> 01:01:16.390
เช่น หนูแพ้ไข่เป็ด แต่ในตู้เย็นมีแต่ไข่เป็ดน่ะ

01:01:17.608 --> 01:01:19.980
หนูก็ต้องไปตลาดอีกน่ะ ไปหาซื้อ

01:01:20.000 --> 01:01:23.220
แล้วถ้าตลาดมีแต่ไข่เป็ดอีกล่ะ หนูจะทำอย่างไร

01:01:24.220 --> 01:01:26.203
ก็ต้องตามล่านะ ตามล่า

01:01:26.662 --> 01:01:30.630
เลยส่งผลทำให้อันดับแรกเลย คือ หาวัตถุดิบ

01:01:31.900 --> 01:01:39.095
จริงไหมคะ หาวัตถุดิบที่ทำไมคะ ที่ใช้งานได้

01:01:39.951 --> 01:01:43.280
โอเคนะ หาวัตถุดิบที่ใช้งานได้

01:01:44.250 --> 01:01:47.680
นี่คือการทำทอดไข่ธรรมดาเลยค่ะ

01:01:47.720 --> 01:01:52.000
แล้วถ้าสุดท้ายเลย สุด จนกระทั่งหนูวางไข่เรียบร้อยแล้ว

01:01:52.210 --> 01:01:55.770
เรียบร้อยทุกอย่างเลยค่ะ ไข่สุกเรียบร้อยแล้วในกระทะ

01:01:56.450 --> 01:02:02.240
หนูจะรู้ได้อย่างไรคะ ว่าหนูจะต้องตักจากกระทะมาใส่ที่จาน หนูจะรู้ได้อย่างไรคะ

01:02:17.080 --> 01:02:18.760
ได้แล้ว ทางนี้ก็ได้แล้ว ว่ามาเลยลูก

01:02:41.640 --> 01:02:47.040
แสดงว่าหนูดูลักษณะใช่ไหม ดูลักษณะของวัตถุดิบนั้น

01:02:47.510 --> 01:02:52.246
ว่าเขาแปรผลไปตามเป้าหมายที่หนูวางไว้หรือไม่

01:02:53.826 --> 01:02:56.610
ใช่ไหมลูก ใช่ไหมความหมายนะ

01:02:58.520 --> 01:03:00.363
ถึงจะหยิบเข้ามาใส่จาน

01:03:00.486 --> 01:03:05.330
แล้วคราวนี้พอเราหยิบเข้ามาลงจาน ช้อนมาทั้งน้ำมันเลยไหมคะ

01:03:08.110 --> 01:03:13.508
ก็ต้องทำไมลูก น้ำมันที่ติดอยู่ก็ตะแคงออกใช่ไหม

01:03:16.895 --> 01:03:19.380
ให้สะเด็ด จำนะ

01:03:22.200 --> 01:03:26.589
2 คะแนน จะให้จด จำไว้นะคะลูก

01:03:27.848 --> 01:03:33.680
2 คะแนน 1 คะแนน อันนี้ 2 คะแนน โอเค

01:03:34.800 --> 01:03:37.288
จำไว้ก่อนนะลูก จำไว้ก่อน เดี๋ยวอาจารย์จะจดชื่อแล้ว

01:03:38.293 --> 01:03:39.880
เดี๋ยวหมดคาบอาจารย์จะจดชื่อลูก

01:03:44.890 --> 01:03:53.260
การจดจำค่ะลูก ถ้าหนูจะจดจำดูว่าสิ่งนี้มันเป็นไข่ดาวแล้วนะ

01:03:54.390 --> 01:03:59.610
พร้อมแล้ว แต่... แต่ด้วยนะคะ แต่... แต่ที่หนูเคยกินมา

01:03:59.610 --> 01:04:03.523
หรือที่หนูเคยรู้จักมา ไข่ดาวเขาจะไม่สุก

01:04:04.075 --> 01:04:07.230
ไม่แห้งนะคะ ไม่สุกไม่แห้ง

01:04:07.230 --> 01:04:09.167
หนูก็เลยบอกว่าไม่เอา ไม่ชอบ

01:04:09.321 --> 01:04:12.970
แล้วก็น้ำมันมันไม่เยอะขนาดนี้ ในความรู้สึกของตัวเอง

01:04:13.580 --> 01:04:19.342
ก็อย่างนั้นก็ไม่เอา ไม่เอาครับ ผมอยากได้ตัวที่มีแห้ง ๆ ไม่มีน้ำมันนะ

01:04:19.643 --> 01:04:22.570
แล้วก็เป็นไข่ที่ยังไม่สุก

01:04:23.000 --> 01:04:26.123
ใครแดงยังมีเยิ้ม ๆ นิดหนึ่งอย่างนี้น่ะค่ะ

01:04:26.280 --> 01:04:27.520
นี่คือการจดจำ

01:04:28.280 --> 01:04:35.700
ใครเคยทานอย่างไร เช่น ตอนเช้าหนูเคยขนมปังจิ้มไมโล แล้วมาเรียน

01:04:36.340 --> 01:04:40.550
แต่บางบ้านต้องทำไมคะ กินข้าวแล้วมาเรียน

01:04:41.410 --> 01:04:46.090
อาจารย์แอนเป็นบุคคลต่างชาตินิดหนึ่งนะ ขนมปังอบค่ะ

01:04:47.090 --> 01:04:51.040
ขนมปังอบอย่างเดียวค่ะ ใส่เนยเยอะ ๆ ลูก ใส่เนยเยอะ ๆ

01:04:52.420 --> 01:04:55.462
เขาบอกว่าคนกินแบบนี้จะเป็นมะเร็ง

01:04:56.553 --> 01:05:02.380
47 แล้วลูก ยังไม่เป็นเลย ไม่เชื่อค่ะ อาจารย์ไม่เชื่อนะคะ

01:05:03.000 --> 01:05:06.178
การลืม ทุกคนมีการลืม

01:05:06.823 --> 01:05:12.120
การลืมข้อมูลเกิดจากหน่วยความจำค่อย ๆ สลายไปอย่างช้า ๆ

01:05:12.420 --> 01:05:16.560
ทฤษฎีแรก คือ ข้อมูลเก่าถูกทับด้วยข้อมูลใหม่

01:05:16.560 --> 01:05:21.850
เช่น เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ก็ยากที่จะจำเบอร์โทรศัพท์เก่าได้

01:05:23.280 --> 01:05:26.960
แต่อาจารย์เถียงค่ะ อาจารย์จำเบอร์เก่าได้มากกว่าเบอร์ใหม่ค่ะ

01:05:27.040 --> 01:05:32.080
เพราะเบอร์เก่าอาจารย์ใช้มา 20 ปี เบอร์ใหม่ใช่แค่ 5 ปีลูก

01:05:33.010 --> 01:05:39.480
ทฤษฎีที่ 2 ข้อมูลเก่าอาจถูกขว้างนะคะ ได้ด้วยข้อมูลใหม่

01:05:39.480 --> 01:05:44.720
เช่น เวลาขับรถ มักจะขับกลับไปบ้านหลังเก่ามากกว่าหลังใหม่

01:05:45.030 --> 01:05:47.491
อาจารย์ขอยกตัวอย่างเวลาอาจารย์ผ่าตัดเสร็จนะคะ

01:05:47.515 --> 01:05:49.770
อาจารย์ผ่าตัด แล้วอาจารย์กลับบ้านสกลนคร

01:05:51.160 --> 01:05:54.220
เชื่อไหมว่าอาจารย์แอนกลับบ้านไม่ถูก

01:05:55.780 --> 01:06:01.921
อาจารย์กลับไปที่ลพบุรี อาจารย์เข้าร่องของวงเวียนทุกร่องเลยค่ะ

01:06:02.294 --> 01:06:04.820
จำไม่ได้ว่าต้องเข้าร่องไหน

01:06:05.920 --> 01:06:07.865
เป็นการลืม ลืมเพราะอะไรคะ

01:06:08.133 --> 01:06:11.930
เพราะสมองของเราทำไมคะ หยุดการทำงาน

01:06:11.930 --> 01:06:14.470
หรือ Death ไปนั่นเองนะคะ อันนี้เป็นการลืม

01:06:14.810 --> 01:06:16.855
หนูก็มีการลืมค่ะ มีการลืม

01:06:17.086 --> 01:06:22.450
อาจารย์ได้ถามว่าเข้ามาปุ๊บ ครั้งที่แล้วอาจารย์สอนอะไร หนูนิ่งนะคะ

01:06:22.700 --> 01:06:26.800
เห็นไหมคะ เกิดการทับ ถามว่าทำไม ก็หนูเรียนหลายวิชา

01:06:27.290 --> 01:06:30.810
ก็อาจจะมีเกิดการทับได้นะคะ ก็เกิดการลืมได้

01:06:30.810 --> 01:06:35.500
เขาถึงได้บอกว่าหนูต้องทำไมคะ อ่านนะคะ อ่านหนังสือนิดหนึ่งนะ

01:06:36.085 --> 01:06:37.821
การดึงข้อมูลกลับมา

01:06:38.304 --> 01:06:44.805
ถ้าเราลืม แล้วการดึงข้อมูลกลับมาแบ่งได้เป็นการหวนระลึกและจำแนก

01:06:44.830 --> 01:06:51.794
1. การหวนระลึกได้นั้น ตัวข้อมูลต้องถูกสร้างขึ้นอีกครั้งหน่วยความจำจะแนะนำ

01:06:51.818 --> 01:06:54.499
เช่น การใบ้ หรือบอกเป็นนัย ๆ

01:06:54.523 --> 01:07:00.016
ว่าถ้าหากเราเลี้ยวซ้าย เราจะเจอเลี่ยงเมือง

01:07:00.060 --> 01:07:03.230
ถ้าเราเลี้ยวขวา เราจะขึ้นภูพานอย่างนี้

01:07:03.520 --> 01:07:07.860
ในหัวความจำก็จะมีคนบอก อ๋อ ถ้าไปเลี่ยงเมืองแสดงว่ากลับบ้านเรานะ

01:07:08.320 --> 01:07:12.010
แต่ถ้าหากว่าไปภูพาน ก็แสดงทำไมคะ ก็ขึ้นภูพาน

01:07:12.590 --> 01:07:16.820
การจำแนกได้นั้น ตัวข้อมูลได้ข้อมูลนั้นพบมาก่อน

01:07:17.170 --> 01:07:20.364
ข้อมูลมักจะซับซ้อนมากกว่าการหวนระลึก

01:07:20.674 --> 01:07:25.450
ที่สำคัญคือตัวข้อมูลนั้น คือ คำใบ้ โอเคไหมลูก

01:07:25.775 --> 01:07:29.034
การสร้างคำใบ้ขึ้นมา หนูเคยเห็นรายการใช่ไหมคะ

01:07:29.093 --> 01:07:32.750
ใบ้เพื่อให้เห็นถึงคำตอบนั้น ๆ นะคะ

01:07:33.760 --> 01:07:35.670
สนุกค่ะ อันนี้... อันนี้สนุกมากเลย

01:07:37.720 --> 01:07:39.721
การประมวลผลของมนุษย์นะคะ

01:07:39.777 --> 01:07:44.540
Thinking ประกอบไปด้วยการหาเหตุและผล และแก้การปัญหา

01:07:45.460 --> 01:07:51.310
ถ้าอาจารย์บอกว่าเด็กนักศึกษาทุกคนให้การทำการเขียน Flowchart

01:07:52.250 --> 01:08:02.960
เพื่อหาเหตุผลให้ได้ว่าคนตาบอดใช้อักษรเบรลล์ เขาอ่านหนังสืออย่างไร

01:08:05.050 --> 01:08:07.074
มีนะคะ มี มีถ้าหนู Search

01:08:07.390 --> 01:08:10.220
ถ้าหนู Search ไปใน Google หนูจะเห็นทันทีเลยค่ะ

01:08:10.240 --> 01:08:14.630
ว่าอักษรเบรลล์ของเขาน่ะค่ะ เขามีคำพูดเฉพาะน่ะค่ะ

01:08:14.660 --> 01:08:19.440
มีอันหนึ่งอาจารย์เคยสอนอยู่นะคะ นี่อาจารย์ยังลืมเลยค่ะ เห็นไหมคะ ลืม

01:08:20.350 --> 01:08:25.520
เขาไม่ได้ใช้คำว่า "อักษรเบรลล์" นะ เขาจะมีคำของเขาอยู่คำหนึ่ง

01:08:26.970 --> 01:08:33.580
อาจารย์ย้อนขึ้นกลับสไลด์นี้เลยค่ะ อาจารย์ลืมค่ะ ลืมจริง ๆ ค่ะ

01:08:34.010 --> 01:08:41.930
เพราะ HCI อาจารย์สอนมา แล้วอาจารย์ก็ห่างจากการสอน HCI มาทั้งหมด 3 ปี

01:08:44.560 --> 01:08:49.018
ถามว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ค่อยมีสไลด์ที่เปิดขึ้น

01:08:49.042 --> 01:08:52.090
อาจารย์เป็นคนที่ใช้ความจำในสมอง

01:08:52.800 --> 01:08:55.855
แล้วก็อธิบาย ไม่ชอบ... ไม่ชอบอ่านอย่างนี้ค่ะ

01:08:55.879 --> 01:08:58.750
ให้หนู... ใหหนูเห็นนะคะ ไม่ชอบอ่านเลยนะคะ

01:09:00.180 --> 01:09:03.863
หนูมาดูตรงนี้ลูก การหาเหตุและผล

01:09:05.533 --> 01:09:08.880
ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม หนูต้องอนุมาน

01:09:10.200 --> 01:09:15.930
อนุมานว่าว่าพอ 11.00 น. ท้องเราก็ร้อง

01:09:18.490 --> 01:09:20.867
ใช่เลยค่ะ ถึงแม้เราจะทานข้าวมา

01:09:20.891 --> 01:09:23.650
มันขึ้นกับว่าหนูทานข้าวรอบ... รอบเช้ามากี่โมง

01:09:23.780 --> 01:09:28.490
ถ้าหนูทานข้าวรอบเช้ามา 9 โมงครึ่ง 11.00 น. หนูยังไม่หิว

01:09:30.060 --> 01:09:34.760
แต่ทางกลับกัน มื้อเช้าหนูดื่มไมโลมาแค่แก้วเดียว ทำไมคะ

01:09:34.970 --> 01:09:38.180
แก้วเดียว 11.00 น. ท้องเริ่มร้องแล้ว

01:09:38.600 --> 01:09:43.320
เลยส่งผลทำให้การนำข้อมูลมาสรุปอย่างมีหลักฐาน และมีเหตุผล

01:09:43.740 --> 01:09:49.190
ก็เรากินน้อยเมื่อตอนเช้า เราก็เลยหิวเร็ว

01:09:49.880 --> 01:09:53.983
ลงความเห็นจากกรณีตัวอย่างเพื่อสรุปนะคะ

01:09:54.089 --> 01:09:58.170
ข้อมูลที่เรายังค้นพบหาไม่เจอ... Induction

01:09:59.030 --> 01:10:01.755
ผลจากการหิวคืออะไรคะ

01:10:02.148 --> 01:10:06.960
กระเพาะโดนกินเรียบร้อยค่ะ ก็เป็นกระเพาะเป็นรู

01:10:07.210 --> 01:10:10.870
นำมาซึ่งข้อมูลสรุปจากเหตุการณ์สู่ไปสู่สาเหตุ

01:10:10.890 --> 01:10:14.396
หนูต้องไปพบคุณหมอ เพราะกระเพาะรั่ว

01:10:15.306 --> 01:10:18.980
หรือเป็นโรคกระเพาะนะคะ เป็นโรคกระเพาะ

01:10:19.120 --> 01:10:22.500
เพราะฉะนั้น เขาตามความเป็นจริง เขาจะต้องมีเบรก

01:10:23.420 --> 01:10:25.880
เด็กปริญญาตรีเวลาเรียนนะคะ

01:10:25.910 --> 01:10:28.837
จริง ๆ แล้วน่ะ ถ้าหนูเรียน 9 โมง 10 โมงครึ่งน่ะ

01:10:28.861 --> 01:10:32.140
หนูต้องมีเบรกแล้ว ไปเข้าห้องน้ำไปอะไรก็ได้นะคะ

01:10:32.460 --> 01:10:37.160
แต่อาจารย์เป็นคนที่โดน เขาเรียกว่า "โดนฝึกพูด"

01:10:38.100 --> 01:10:42.170
อายุ 30 อาจารย์ยังไปฝึกพูดอยู่เลยค่ะ เพราะอาจารย์พูดไม่เป็น

01:10:42.630 --> 01:10:46.770
เวลาอาจารย์พูดอาจารย์กลั้นหายพูด อาจารย์ถึงไม่พูดเร็วลูก

01:10:47.730 --> 01:10:51.010
พอพูดจบอาจารย์หายใจ เลยส่งผลทำให้อาจารย์เหนื่อย

01:10:51.830 --> 01:10:56.467
ใครที่พูดแล้วจัดคำได้น่ะ เว้นช่องการหายใจได้

01:10:56.491 --> 01:11:00.360
แสดงบุคคลนั้น เป็นคนพูดที่ดีนะคะ

01:11:02.260 --> 01:11:07.710
ไม่ว่าใครก็ตามค่ะ มาช้า อาจารย์ขา รถไฟยางแตกค่ะ

01:11:08.331 --> 01:11:15.088
ให้เหตุและผล รถไฟยางแตกค่ะ สกลนครรถไฟไม่มาค่ะ

01:11:15.319 --> 01:11:18.840
อย่างนี้เป็นต้น ก็แล้วแต่คนนะ เป็นการอนุมานไป

01:11:19.450 --> 01:11:24.870
การแก้ปัญหา อันนี้อาจารย์ขอยกตัวอย่าง วิชาหมากล้อมนะคะ

01:11:25.070 --> 01:11:31.250
หมากล้อมจะเป็นเกมเกมหนึ่งที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างมีเหตุและผล

01:11:31.990 --> 01:11:37.082
เป็นหลักการของ... CG ไหม ใช่ไหม CG

01:11:37.599 --> 01:11:40.350
ใช่ไหม CG นะ พูดถูกอยู่นะ CG นะ ใช่ไหมคะ

01:11:40.610 --> 01:11:46.726
CG ที่เป็นของเซเว่น เป็นของเซเว่น

01:11:46.750 --> 01:11:51.630
CP โอเค ลืมเห็นไหม สมาธิสั้นค่ะ

01:11:52.600 --> 01:11:57.610
CP CP เขามองว่าถ้าให้เด็กเรียนหมากล้อม

01:11:57.850 --> 01:12:02.360
เด็กจะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีเหตุและผล

01:12:02.360 --> 01:12:08.440
และสามารถอนุมานตัวเองได้ ว่าฉันสามารถที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

01:12:08.990 --> 01:12:14.300
เขาจึงให้วิชาหมากล้อมให้เด็กปี 2 เป็นคนลงเรียน

01:12:14.300 --> 01:12:22.820
เพราะเด็กปี 2 มีตรรกะ หรือมีความคิดในการเรียนรู้ได้มากกว่าน้องปี 1 นะคะ

01:12:23.110 --> 01:12:27.400
แต่เราไม่มีพรีลิมค่ะ ถ้าเรามีพรีลิมก็จะดีกว่านะคะ

01:12:29.040 --> 01:12:32.840
คราวนี้จากทั้งหมดอาจารย์มี Assignment ขึ้นมาแล้ว

01:12:36.320 --> 01:12:42.588
อันนี้อาจารย์แอนไม่ได้แก้นะคะ แต่แบ่งเด็กออกมาเป็น 2 กลุ่มเหมือนเดิม

01:12:42.612 --> 01:12:44.490
ใครจะอยู่กลุ่มเดิมก็ได้

01:12:45.650 --> 01:12:50.100
ส่วนงานนี้อาจารย์ยัง... ไม่วัดว่าหนูจะต้องไปทำตอนไหน อย่างไร

01:12:50.100 --> 01:12:54.655
แต่ให้รู้ว่า Assignment นี้อาจารย์เริ่มให้หนูทำงานแล้ว

01:12:54.679 --> 01:12:57.320
โดยหนูแบ่งเป็น 2 กลุ่มนะคะ

01:12:57.940 --> 01:13:00.321
นำการ Present ถามทำอย่างไร

01:13:00.509 --> 01:13:05.320
Input Device Input Device หนูจะเซ็ตเป็นอะไร

01:13:05.320 --> 01:13:14.220
ยกตัวอย่างเช่น หนูติดต่อสื่อสารกับเพื่อนด้วยภาษาของหนูเอง

01:13:14.850 --> 01:13:19.680
Output ที่ออกมา คือ เพื่อนทำตามในสิ่งที่หนูร้องขอ

01:13:20.780 --> 01:13:27.055
Process ทำในสิ่งนั้นได้ เช่น เพื่อนบอกว่าฉันหิว

01:13:28.328 --> 01:13:30.650
เดี๋ยวเราจะไปซื้อข้าวมาให้

01:13:31.560 --> 01:13:35.400
ไปซื้อข้าวเราจะซื้อข้าว อ๋อ เขาหิวข้าว

01:13:35.400 --> 01:13:37.848
เราซื้อข้าวนั่นคือ Process ในสมองแล้ว

01:13:37.872 --> 01:13:42.430
ซื้อข้าวกล่องมาให้เพื่อน Memory จะจดจำเอาไว้

01:13:42.760 --> 01:13:46.230
แต่ถ้าเพื่อนเขาบอกว่า อ๋อ เราหิวข้าว

01:13:46.254 --> 01:13:49.120
แต่เพื่อนดันไปซื้อทำไมคะ ซื้อก๋วยเตี๋ยวมาให้

01:13:50.400 --> 01:13:54.990
กระบวนการไม่เกิดขึ้น โอเคนะคะ กระบวนการไม่เกิดขึ้นนะคะ

01:13:59.070 --> 01:14:02.880
ตัวนี้ค่ะ Assignment ที่ 9 อาจารย์ยังไม่ให้ทำนะคะ ตัวนี้

01:14:02.900 --> 01:14:06.090
ตัวนี้จะต้องเรียนในบทที่ 5 ก่อน แต่อาจารย์เอามายัดไว้ก่อน

01:14:06.480 --> 01:14:11.550
อันนี้ขอเป็นตัวอย่างของตัวนี้นะลูกนะ อาจารย์ขอเป็นตัวอย่าง

01:14:11.580 --> 01:14:17.160
Input Output Process และ Memory ขออนุญาตเข้าโน้ตนะคะ

01:14:39.710 --> 01:14:47.540
หนูดูที่หน้าจอนะคะ Input Input

01:14:50.725 --> 01:14:53.390
Input ยกตัวอย่าง Input นะคะ Input

01:14:54.729 --> 01:15:01.232
หนู... บอกเพื่อนว่ามี A ติ๊ต่างนะคะ A บอกว่าอะไร

01:15:03.775 --> 01:15:08.700
ฉันหิวข้าว

01:15:10.500 --> 01:15:16.283
โอ้ ฉันหิวข้าวนะคะ ฉันหิวข้าว

01:15:18.125 --> 01:15:24.860
พูดกับใคร พูดกับใคร พูดกับ B ค่ะ B

01:15:26.400 --> 01:15:32.950
คราวนี้ A Input ไปหา B โอเคนะคะ A Input ไปหา B

01:15:33.370 --> 01:15:36.188
B ทำไงคะ B ก็ทำไมกัน

01:15:37.149 --> 01:15:39.230
รู้แล้วค่ะคำนี้ ทำไงต่อคะ

01:15:41.570 --> 01:15:46.410
Output นะคะ ดูนะคะ ดู Output นะลูกนะ Output มา

01:15:51.280 --> 01:15:53.546
ขอโทษนะคะ อาจารย์ใช้มือเดียวก็เลยดูช้า

01:15:53.977 --> 01:15:58.790
Output ใครเป็นคนเอาข้าวมาให้ใครคะ

01:16:00.250 --> 01:16:02.520
ใครเป็นคนข้าวมาลูก ใคร

01:16:03.530 --> 01:16:08.755
A บอกกับ B แสดงว่าทำไมคะ B ทำไมลูก

01:16:09.158 --> 01:16:15.378
ส่งข้าวกล่องถูกไหมคะ ทำการส่งข้าวกล่อง

01:16:18.634 --> 01:16:28.730
ส่งข้าวกล่อง ส่งข้าวกล่องให้ใครคะ ให้กับ A

01:16:29.750 --> 01:16:33.634
มาแล้วเห็นไหมคะ เป็นการติดต่อสื่อสารกันแล้ว

01:16:33.861 --> 01:16:36.741
แล้วคราวนี้ไปทำอะไรต่อ Process

01:16:37.610 --> 01:16:40.119
Process เขาอยู่ภายในตรงนี้นะคะ นี่

01:16:40.143 --> 01:16:43.680
ตรงนี้ ตรงนี้ค่ะ นี่ค่ะ ข้าวกล่อง

01:16:45.480 --> 01:16:52.120
ข้าวกล่องตัวนี้ คือ Process ทำไมถึงเป็น Process

01:16:52.160 --> 01:16:57.000
เพราะ Input เข้าไปบอกว่าเขาหิวข้าว

01:16:57.024 --> 01:17:06.730
ถึงได้ซื้อข้าวกล่อง ข้าวกล้อง ข้าวกล่อง มาข้าว... ข้าวกล่อง

01:17:11.490 --> 01:17:16.170
ข้าวกล่องนะคะ ข้าวกล่อง ตรงข้าวกล่องตรงนี้กลายเป็น Process

01:17:16.190 --> 01:17:21.560
เดี๋ยวอาจารย์แอนพิมพ์ตรงนี้นะคะ ข้าวกล่องตรงนี้เป็น Process

01:17:27.840 --> 01:17:30.870
เป็น Process นะลูกนะ ตรงนี้ข้าวกล่องเป็น Process

01:17:32.114 --> 01:17:37.834
ข้าวกล่องเขาเป็นตัวนี้ได้ไหม ขีดเส้นได้ไหม

01:17:40.840 --> 01:17:41.466
ฟอนด์...

01:17:53.425 --> 01:17:54.801
เป็นตัวหนาแล้วกันนะ

01:18:14.680 --> 01:18:18.720
นี่เป็น Process นะคะ อาจารย์ขอเขียนอย่างนี้นะลูกนะ เป็น Process

01:18:19.070 --> 01:18:23.130
แล้วคราวนี้ Memory Memory อยู่ที่ไหน

01:18:23.370 --> 01:18:26.632
Memory อยู่กับใครคะ

01:18:28.358 --> 01:18:41.890
ถูกเก็บเอาไว้ที่... Mem Memory โอเคนะคะ

01:18:42.380 --> 01:18:51.030
Memory Memory ตัวนี้ A ทำการเก็บเอาไว้ในหัวแล้วว่าฉันหิวข้าว

01:18:52.680 --> 01:18:57.780
ฉะนั้นแล้ว ถามว่า B มีหน่วยความจำอยู่ใน B ไหมคะ

01:18:58.130 --> 01:19:01.410
ใครว่ามีหน่วยความจำอยู่ใน B หนูยกมือให้อาจารย์ดูหน่อยสิคะลูก

01:19:01.870 --> 01:19:05.760
ใครว่ามีหน่วยความจำอยู่ใน B ไหมลูก โอเค เพราะอะไรลูก

01:19:11.820 --> 01:19:17.200
เขาต้องจดจำเอาไว้ใช่ไหมคะ ว่าเขาสั่งอะไรไว้ ใช่ไหมลูกนะ

01:19:17.900 --> 01:19:22.240
ก็เขียนตรงนี้ได้เลยค่ะ ว่า Memory

01:19:26.890 --> 01:19:31.700
นี่ค่ะ Assignment 2 ได้แล้ว เสร็จตามหน้าสไลด์ค่ะ

01:19:32.910 --> 01:19:41.988
Input ฉันหิวข้าว A บอกกับ B ว่าฉันหิวข้าว

01:19:42.012 --> 01:19:44.790
B เป็นเพื่อนที่ดีค่ะ รับรู้ รับทราบแล้ว

01:19:44.960 --> 01:19:50.410
B จึงทำการส่งข้าวกล่องให้กับ A รู้ได้อย่างไรคะ ส่งข้าวกล่อง

01:19:50.430 --> 01:19:57.350
เพราะเขา Process เอาไว้ว่า อ๋อ ก็เขาสั่งเป็นข้าว ก็ต้องกลายมาเป็นข้าวกล่อง

01:19:58.340 --> 01:20:04.580
แล้วใครต้องเก็บหน่วยความจำเอาไว้ A ก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองเป็นคนร้องขอ

01:20:04.710 --> 01:20:08.430
และ B จะเป็นคนไปซื้อก็ต้องเก็บเอาไว้หน่วยความจำ

01:20:09.200 --> 01:20:15.437
ไม่ใช่ความจำระยะสั้นใช่ไหมคะ เดินแล้วสะดุดล้ม ลืมค่ะ

01:20:16.475 --> 01:20:18.270
ลืมซื้อก๋วยเตี๋ยวไปให้

01:20:18.300 --> 01:20:22.970
ยกตัวอย่าง เพื่อนบอกว่าฉันหิวเส้น แต่หนูไปซื้อข้าวกล่อง

01:20:25.130 --> 01:20:29.940
แสดงว่าทำไมคะ Memory ของหนูกลายเป็นความจำระยะสั้น

01:20:30.790 --> 01:20:36.680
เดินสะดุดเป็นปลาทองค่ะ เป็นปลาทองค่ะ หน่วยความจำระยะสั้น

01:20:37.560 --> 01:20:41.120
นี่ค่ะ Assignment ที่ 2 หนูสามารถที่จะเขียนแบบนี้

01:20:41.170 --> 01:20:44.810
แต่ถ้าหากว่าหนูเขียนในกระดาษนะลูกนะ หนูเขียนในกระดาษ

01:20:45.040 --> 01:20:50.670
หนูใช้วิธีการอย่างนี้นะลูกนะ ขีดเส้นใต้คำว่า "ข้าวกล่อง" ให้อาจารย์นิดหนึ่งนะคะ

01:20:51.030 --> 01:20:55.021
ขีดเส้นใต้นะ ตรงนี้น่ะค่ะ ขีดเส้นใต้นะคะ

01:20:55.045 --> 01:20:58.600
แล้วก็ทำลูกศรลงมาหา Process

01:20:58.860 --> 01:21:05.120
แล้วก็เอา A เอาลูกศรขึ้นไปหา Memory โอเคนะคะ

01:21:06.290 --> 01:21:08.304
อาจารย์จะ Copy ไปใส่ใน Word ค่ะ

01:21:08.328 --> 01:21:11.900
คราวนี้ Ctrl+C เข้า Word

01:21:18.000 --> 01:21:25.220
มาที่นี่แล้วค่ะ หนูจะได้เห็นไงคะ

01:21:26.520 --> 01:21:33.920
ใส่แล้วค่ะ Process ก็ขยับค่ะ ขยับ ๆ ๆ ๆ ๆ ใส่ลูกศรลูก

01:21:50.610 --> 01:21:53.240
อาจารย์จะแทรกรูปร่างอยู่ไหนนะ รูปร่าง

01:21:53.670 --> 01:22:02.690
ลูกศรเก็บเอาไว้ในหน่วยความจำ แล้วก็ทำการเก็บอีกค่ะ

01:22:09.370 --> 01:22:13.810
B ก็เก็บเอาไว้ในหน่วยความจำ นี่เห็นไหมคะ ใส่อย่างนี้ค่ะลูก

01:22:14.180 --> 01:22:20.903
แล้วคราวนี้ Process ค่ะ Process ส่งมาที่นี่ค่ะ

01:22:20.927 --> 01:22:25.570
แล้วก็ทำการคลิกอันหนึ่งค่ะ ลากขึ้นไปค่ะ

01:22:33.550 --> 01:22:34.410
เสร็จแล้วค่ะ

01:22:40.000 --> 01:22:44.166
อันนี้คือ Assignment 2 ค่ะ ตามภาพเลยนะคะ

01:22:45.235 --> 01:22:48.360
นี่คืองาน หนูสามารถยกตัวอย่างได้อย่างนี้เลย

01:22:50.110 --> 01:22:52.030
เป็นการติดต่อสื่อสารใช่ไหมลูก

01:22:53.220 --> 01:22:57.450
หนูสมมติเรื่องขึ้นมา 1 เรื่อง แล้วหนูทำการคุยกัน

01:22:57.450 --> 01:23:04.720
เช่น หนูอยากได้ Slurpee เพื่อนจะไปซื้อ Slurpee ให้เราได้อย่างไร

01:23:05.000 --> 01:23:08.610
ถ้าหนูไม่บอกเป้าหมายว่า Slurpee ต้องเป็นน้ำโคลา

01:23:10.300 --> 01:23:14.610
เราต้องทำไมคะ บอกรายละเอียดให้กับเขาถูกไหมคะ บอกรายละเอียดให้เขา

01:23:14.630 --> 01:23:19.440
ถ้าเราไม่บอกรายละเอียด ไม่มีใครทำได้ใช่ไหมลูก ไม่มีใครทำได้

01:23:21.020 --> 01:23:25.640
คราวนี้อาจารย์ถาม Assignment ที่ 2 หนูสามารถส่งได้เย็นนี้ได้ไหมลูก

01:23:28.150 --> 01:23:31.272
ได้ไหมลูกนี่ อย่างนี้ค่ะ อาจารย์อยากรู้แค่นี้ค่ะลูก

01:23:32.140 --> 01:23:34.660
ถ้ายกตัวอย่างให้หนูคุยกันแค่ 2 คน

01:23:35.000 --> 01:23:38.980
แต่ A กับ B อาจารย์ขอนะคะ เป็นชื่อเลยนะลูก เป็นชื่อ

01:23:40.220 --> 01:23:48.680
ไหวไหมคะ ส่งเย็นนี้ก่อนเที่ยงคืน ได้ไหมลูก

01:23:49.970 --> 01:23:57.400
ตัวอย่างแบบนี้เลยค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าไม่ใช่ A กับ B นะคะ ต้องเป็นรายชื่อของนักศึกษา

01:23:59.110 --> 01:24:03.910
หนูคุยกับใคร หนูใส่ชื่อมาเลย อาจารย์จะได้รู้เป็นคะแนนของหนูไงคะ

01:24:04.000 --> 01:24:07.450
ถ้าเป็น A กับ B อาจารย์จะไม่รู้เลยค่ะ ว่าเป็นคะแนนของใคร

01:24:10.890 --> 01:24:16.680
ก็ถ้า... ถ้า 3 คน ก็ถามเลยค่ะ 3 คน

01:24:16.910 --> 01:24:23.020
1 คน จะต้องเป็นคนไปซื้อถูกไหมคะ แล้วรับออเดอร์ 2 คน

01:24:23.560 --> 01:24:27.640
คราวนี้ล่ะ สมองของหนูจะเป็นสมองลืม หรือว่าสมองความจำระยะยาว

01:24:27.660 --> 01:24:33.960
หรือความจำระยะตอน ๆ ใช่ไหม 3 คนได้ลูก 2 คนก็ได้

01:24:34.090 --> 01:24:37.930
แต่ 3 คน หนูจะต้องให้เขาทำงานจนครบแบบนี้เลยนะคะ

01:24:38.910 --> 01:24:41.031
เพราะว่าอาจารย์มองว่าไม่... ไม่ได้เยอะ

01:24:41.596 --> 01:24:44.000
แล้วหนูติดต่อสื่อสารได้กันอยู่แล้วด้วยใช่ไหมคะ

01:24:44.420 --> 01:24:48.640
หนูคุยกันอยู่แล้ว แต่เพียงแต่หนูไม่ได้แยกออกมาเป็นข้อมูลแบบนี้

01:24:49.480 --> 01:24:52.580
ใช่ไหมคะ หนูยังไม่ได้แตกข้อมูลให้เห็นนะ

01:24:53.020 --> 01:24:56.284
แล้วอาจารย์จะให้หนูส่งผ่านทาง Classroom นะคะ

01:24:56.585 --> 01:24:59.630
หนูวาดรูปก็ได้ ใช้ในกระดาษก็ได้

01:24:59.817 --> 01:25:02.938
ถ้าใครสะดวกใช้ Tablet ใช้ Tablet ได้

01:25:03.318 --> 01:25:06.157
ใช้อย่างไรก็ได้ ขอให้เป็นงานมาส่ง

01:25:06.740 --> 01:25:09.054
ไม่บังคับให้ทำงานบนคอมพิวเตอร์

01:25:09.962 --> 01:25:12.550
ใครสะดวกกระดาษ... วาดลงกระดาษ

01:25:12.940 --> 01:25:14.930
ใครจะสะดวก Tablet ทำบน Tablet

01:25:15.190 --> 01:25:20.070
ใครสะดวกบนโทรศัพท์มือถือมีปากกา ใช้ปากกาโทรศัพท์มือถือได้เลย

01:25:20.849 --> 01:25:22.443
ไม่ฟิกใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ

01:25:22.468 --> 01:25:26.580
ขอแค่มีงาน ก่อนเที่ยงคืนนะคะ ได้ไหม

01:25:27.370 --> 01:25:34.386
โอเคได้นะคะ ได้เที่ยงคืนได้ โอเค

01:25:34.540 --> 01:25:43.420
โอเคค่ะ โอเค ให้ถ่ายส่งทุกคนเลยค่ะ

01:25:43.980 --> 01:25:46.450
อย่างเช่น ถ้า... ถ้าน้อง 2 คน คู่กันใช่ไหมคะ

01:25:46.590 --> 01:25:48.450
เพราะฉะนั้น เขาจะต้องมีการคุยกัน

01:25:48.610 --> 01:25:54.060
พอคุยกันปุ๊บ น้อง... ถ้าส่งมาแค่คนเดียว ชื่อก็เลยได้แค่คนเดียวเวลาให้คะแนน

01:25:54.440 --> 01:25:57.561
หนูส่ง หนูจะเป็นงานเดียวกันถูกไหมคะ ถ้าหนูคู่กัน

01:25:57.824 --> 01:26:00.340
ก็ส่งทั้งคู่ได้เลยนะคะ ส่งทั้งคู่ได้เลย

01:26:27.800 --> 01:26:31.790
นั่นแหละ อาจารย์ให้ถามงานที่ 1 งานที่ 1 จะให้เป็น Flow ค่ะ

01:26:32.520 --> 01:26:34.970
ย้ำ อาจารย์แอนจะเปิดอีกหน้าหนึ่งนะคะ

01:26:35.400 --> 01:26:45.310
ยกตัวอย่างเช่น งานแรก เช่น หนู... ทำเรื่องของเกมนะคะ

01:26:45.660 --> 01:26:50.134
เกมหนูจะต้องหาให้ได้ ว่าเกมนี้เป็นของใครนะคะ

01:26:51.237 --> 01:26:53.250
เกมเอาเกมอะไรดี ตั้งชื่อเกมก่อนลูก

01:26:54.620 --> 01:26:59.492
G-a-m-e เกม เกมต่อสู้แล้วกันนะ

01:26:59.554 --> 01:27:03.760
เกมภารกิจแล้วกัน ภารกิจ เกมภารกิจ

01:27:11.160 --> 01:27:18.660
ภารกิจ... ภารกิจสร้างบ้าน อาจารย์จะ Mambo มาใช้แล้วค่ะ ภารกิจสร้างบ้าน

01:27:21.610 --> 01:27:26.610
ได้หัวข้อ พอได้หัวข้อปุ๊บ หนูจะต้องตอบให้ได้ว่าใครเล่น

01:27:29.860 --> 01:27:41.150
ใครเล่น ใครเล่น หมายถึงเช่น เด็กในระดับชั้นอายุตั้งแต่ 2 ปีจนถึง 19 ปี เป็นต้น

01:27:43.140 --> 01:27:51.270
คนเล่น ใครเล่น แล้วเกมอันนี้เป็นอย่างไรนะคะ ลักษณะของเกม

01:27:53.390 --> 01:28:09.150
ลักษณะของเกม คือ เป็นเกม... เป็นเกมสร้างบ้านด้วย...

01:28:10.780 --> 01:28:17.890
เป็นเกมสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ ด้วยไม้ไผ่

01:28:17.990 --> 01:28:22.040
อาจารย์ติ๊ต่างหมดเลยนะคะ เป็นเกมสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่

01:28:29.130 --> 01:28:33.640
ใช้มือเดียวนะคะ ลักษณะของเกม คือ เกมเป็นเกมสร้างด้วยไม้ไผ่

01:28:34.480 --> 01:28:48.203
และต้องทำให้เสร็จภายในเวลา

01:28:48.361 --> 01:28:51.430
ขึ้นอยู่กับว่าเวลาของหนูจบที่เท่ากับเท่าไรนะคะ

01:28:51.430 --> 01:28:57.140
เช่น เวลา 20 นาที เป็นต้น

01:29:12.290 --> 01:29:13.590
ทำไมมันไม่มา

01:29:22.720 --> 01:29:25.504
อ๋อ ได้แล้ว ลักษณะของเกมได้แล้ว

01:29:26.071 --> 01:29:30.710
พอลักษณะของเกมมาปุ๊บ เกมชื่ออะไร ใครเล่น ลักษณะของเกม

01:29:30.940 --> 01:29:38.860
ถัดมาค่ะ คราวนี้ผลสัมฤทธิ์ ก็คือ... หลังจากที่สร้างบ้านได้แล้ว

01:29:38.860 --> 01:29:44.020
ก็คือผล ผลนะคะ ผลของเกมค่ะ ผล ผลลัพธ์ค่ะ

01:29:47.670 --> 01:29:51.878
ผลลัพธ์ อาจารย์ไม่ได้ต้องการให้หนูไป Capture หน้าจอหรืออะไรมานะคะ

01:29:51.902 --> 01:29:58.043
ผลลัพธ์ ผลลัพธ์ครั้งนี้มีไหม ไม่มี ละเว้น

01:29:58.661 --> 01:29:59.810
อาจารย์พิมพ์ผิดอะไรไม่รู้

01:30:01.520 --> 01:30:06.966
ผลลัพธ์ คือ ได้บ้านนะคะ บ้านไม้ไผ่

01:30:08.605 --> 01:30:27.130
บ้านไม้ไผ่ บ้านไม้ไผ่ที่... ที่สามารถใช้อยู่อาศัยได้

01:30:28.000 --> 01:30:32.377
แต่ถ้านะคะ แต่ถ้างานของหนูมีบอกว่าภารกิจการสร้างบ้าน

01:30:32.401 --> 01:30:34.988
เสร็จแล้วหนูบอกว่าอะไรคะ ตัวละคร

01:30:35.280 --> 01:30:38.530
หนูบอกมีตัวละครของหนูน่ะค่ะ มีเลือกตัวละคร

01:30:41.520 --> 01:30:45.990
มีตัวละครอันนี้ขึ้นอยู่กับเกมแต่ละคนนะคะ ตัวละคร

01:30:47.360 --> 01:31:01.280
ตัวละครเลือกได้ เลือกได้ตามความพอใจของผู้เล่น

01:31:07.330 --> 01:31:11.600
ถ้าของใครมีตัวละครให้เลือกนะ ใครเล่น เล่นอย่างไร

01:31:11.780 --> 01:31:16.699
แล้วเกมนี้มีลักษณะนะคะ ลักษณะของเกม

01:31:17.695 --> 01:31:24.389
ลักษณะของเกม หนูมองน่ะค่ะ ที่ตาที่หนูมองมีสีอย่างไรนะคะ

01:31:24.413 --> 01:31:27.490
อันนี้เป็นลักษณะของเขาน่ะนะคะ ลักษณะของเกม

01:31:33.930 --> 01:31:43.380
ลักษณะ... ลักษณะสีขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเองนะคะ

01:31:43.380 --> 01:31:53.730
ว่าสีที่เธอมอง สีมีความมืด หนูอาจจะบอกว่าสีมืด สีมืดมองไม่ชัดเจน

01:32:06.260 --> 01:32:09.802
ชื่องาน โอเคนะคะ ชื่องาน

01:32:10.264 --> 01:32:16.490
ลักษณะ ก็คือตัวที่ทำการดู ที่หนูดูน่ะค่ะ หนูมองแล้วนี่ เป็นอย่างไร

01:32:16.820 --> 01:32:20.670
ตัวละครถ้าของหนูเลือก ต้องเลือก หนูก็บอกว่าหนูต้องเลือกตัวละคร

01:32:20.930 --> 01:32:24.000
จากนั้นลักษณะของเกมของหนูเป็นอย่างไร

01:32:24.020 --> 01:32:27.221
ถ้าเกมหนูเป็นภารกิจการสร้างบ้าน ก็ต้องสร้างบ้าน

01:32:27.245 --> 01:32:30.130
สร้างบ้านด้วยอะไรล่ะ ก็สร้างบ้านด้วยไม้ไผ่

01:32:30.760 --> 01:32:38.340
และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร ทำไมคะ อยู่อาศัยได้ โอ้ อย่า... ศัย

01:33:00.640 --> 01:33:07.660
แล้วก็อาจารย์วานให้หนูแคปฯ นะคะ เอาภาพเกมออกมาค่ะ

01:33:07.880 --> 01:33:11.400
ที่อาจารย์เคยสอนน่ะค่ะลูก เอาภาพเกมออกมาวางเอาไว้ให้เห็น

01:33:11.430 --> 01:33:15.055
ว่านี่ เกมที่หนูใช้นี่ เป็นเกมหน้าตาเป็นอย่างไร

01:33:15.286 --> 01:33:16.870
แค่นั้นเสร็จเรียบร้อย

01:33:16.900 --> 01:33:21.713
แล้วหนูก็เขียนใส่หัวข้างบนนะคะ แทรกหัวกระดาษ

01:33:21.737 --> 01:33:24.700
หรือหนูจะทำใน Tablet ก็ได้นะคะ

01:33:25.320 --> 01:33:28.090
โดยการพิมพ์อย่างนี้น่ะค่ะลูก แล้วก็ออกมาเป็นไฟล์

01:33:28.360 --> 01:33:32.090
แต่ขอให้เป็นไฟล์ PDF นิดหนึ่งนะคะ เป็นไฟล์ PDF นิดหนึ่ง

01:33:32.960 --> 01:33:35.402
เหลือภาพเกมอย่างเดียวนะคะ เอา... แคปฯ เกม

01:33:35.426 --> 01:33:36.930
เดี๋ยวอาจารย์ แคปฯ เกมมาให้ก็ได้ลูก

01:33:36.930 --> 01:33:39.400
แคปฯ เกมมาให้หนูจะได้... หนูจะได้เห็นชัดนะ

01:33:39.900 --> 01:33:42.060
เดี๋ยวอาจารย์แคปฯ เกมมาวางให้หนูเห็นเลยนะคะลูก

01:33:45.460 --> 01:33:52.850
เกม... เกมสร้างบ้าน

01:34:09.779 --> 01:34:13.845
รูปภาพ แหนะ เห็นไหมคะ อาจารย์มาแล้ว

01:34:14.194 --> 01:34:19.088
สมมติว่าอาจารย์แอนเอาภาพนี้ เอาภาพนี้

01:34:19.112 --> 01:34:26.470
แล้วก็กดปุ่มหา Prin Screen ก่อนค่ะ Prin Screen

01:34:28.020 --> 01:34:32.193
แล้วก็เอาเมาส์วาง แล้วก็ตัดเลยครับ

01:34:37.906 --> 01:34:43.790
รอ ๆ ค่ะ กลับไปหา Word เราลูก

01:34:49.320 --> 01:34:50.660
โอ้ ยังไม่ได้ Save นะ

01:35:16.440 --> 01:35:18.930
New ใหม่ New อีกรอบหนึ่งลูก ขอ New อีกรอบหนึ่ง

01:35:39.530 --> 01:35:45.940
ก๊อบฯ แต่ละฟังก์ชันไม่เหมือนกันค่ะ ไม่ต้องงง

01:35:50.570 --> 01:35:51.783
ทำไมคะ อาจารย์สอนอย่างไรลูก

01:35:51.907 --> 01:35:54.980
คลิกภาพ 1 ครั้ง แล้วหนูก็ลดนะคะ

01:35:55.000 --> 01:35:58.210
แล้วก็เลือกที่ตัวติดกล่องนะคะ

01:36:00.350 --> 01:36:03.162
มาทำในห้องได้นะคะ อันนี้หนูมาทำในห้องได้เลยลูก

01:36:03.186 --> 01:36:05.740
ทำในห้องแล้วค่อยส่งก็ได้ นี่ค่ะ

01:36:08.320 --> 01:36:13.755
แล้วก็อาจารย์อาจจะทำมีภาพที่เป็นแบบอย่างนี้ค่ะ

01:36:14.345 --> 01:36:22.980
เรียบร้อยค่ะ เสร็จค่ะ เสร็จแล้วลูกภาพ

01:36:24.590 --> 01:36:31.670
อาจารย์จะทำเป็น PDF แล้วส่งเอาไว้ให้ใน Classroom เป็นตัวอย่างดีไหมลูกนะ

01:36:32.370 --> 01:36:35.190
นะ หนูจะได้เห็นเป็นตัวอย่างได้ด้วยนะคะ

01:36:35.790 --> 01:36:40.031
อย่างนั้นวันนี้นะคะ วันนี้มีใครจะถามอาจารย์ไหมคะ

01:36:40.055 --> 01:36:44.699
อันนี้คืองานแรก งานที่ 2 หนูส่งก่อนเที่ยงคืนนะคะ

01:36:44.723 --> 01:36:47.880
Input Output Process นะคะ นะคะ

01:36:47.904 --> 01:36:54.601
แล้วก็สัปดาห์หน้าอาจารย์จะให้หนูมาพูดให้ฟังนะคะ

01:36:54.800 --> 01:36:57.890
ถามว่าพูดอย่างไร ก็หนูก็มาเล่าเกมนั่นล่ะค่ะ

01:36:57.980 --> 01:37:01.900
มาเล่าว่าเกมมันเล่นอย่างไร อาจารย์ครับ ผมไม่ได้เล่นเกมเลย

01:37:02.330 --> 01:37:07.610
อาจารย์ก็ไม่ได้ให้หนูเล่น แต่ให้หนูดูว่าเขาจะไปในแนวทางอย่างไรเฉย ๆ นะคะ

01:37:08.190 --> 01:37:09.820
ไม่มีผิด ไม่มีถูกนะคะ

01:37:09.850 --> 01:37:14.850
อาจารย์อยากเห็นเฉย ๆ ว่าหนูสังเคราะห์ได้ไหมว่ามันเหมาะสมกับที่เขาบอกไหม

01:37:15.850 --> 01:37:19.980
แต่ถามว่าข้อมูลพวกนี้ใครเล่น เล่นกับใคร เป็นอย่างไร

01:37:20.340 --> 01:37:23.470
หนูเอาข้อมูลมาจากไหน บางเกมเขาบอกนะคะ

01:37:24.220 --> 01:37:26.130
บางเกมบอก แต่บางเกมไม่ได้บอก

01:37:26.170 --> 01:37:34.630
ถ้าเกมไหนไม่ได้บอกให้หนูคิดเองเลย ว่าเกมแบบนี้หนูคิดว่าเหมาะกับเด็กอายุเท่าไรนะคะ

01:37:34.660 --> 01:37:35.970
เหมาะกับเด็กอายุเท่าไร

01:37:36.250 --> 01:37:41.790
อย่างนั้น โอเคนะคะ วันนี้มีอะไรก็ถามอาจารย์เอาไว้ในกลุ่ม LINE ได้เลยนะคะ

01:37:41.990 --> 01:37:45.340
ถามได้เลยอาจารย์จะส่งภาพอันนี้เอาไว้ให้ใน LINE ก็มีนะคะ

01:37:45.540 --> 01:37:48.480
จะได้เห็นภาพด้วย แล้วก็ส่งไว้ใน Classroom ให้ด้วย

01:37:49.120 --> 01:37:54.360
อย่างนั้นวันนี้นะ อาจารย์เอาไว้แค่นี้นะคะ สัปดาห์หน้าอาจารย์ขอเป็น 2 บท

01:37:54.360 --> 01:37:58.160
แล้วก็อีกครั้งหนึ่งก็เป็นทฤษฎีอีกบทหนึ่ง แล้วก็หมดเลยนะคะ

01:37:58.160 --> 01:38:00.880
จะเป็นปฏิบัติแล้วนะคะ จะจบปฏิบัติได้เลย

01:38:01.200 --> 01:38:05.510
ค่ะ วันนี้เอาไว้แค่นี้นะคะเด็ก ๆ สวัสดีค่ะ

01:38:09.310 --> 01:38:13.260
สวัสดีค่ะ ทุกคนค่ะ ค่ะ สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ