﻿WEBVTT

00:00:00.113 --> 00:00:31.950
[เสียงดนตรี]

00:00:32.579 --> 00:00:34.998
(คุณครูปุณยาพร) สวัสดีค่ะ สำหรับคลิปนี้นะคะ 2

00:00:35.051 --> 00:00:37.726
เป็นคลิปการสอนในหัวข้อที่ 4.2

00:00:38.159 --> 00:00:40.596
ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

00:00:40.914 --> 00:00:43.086
ให้ความรู้โดยครูปุณยาพรค่ะ

00:00:43.393 --> 00:00:45.520
โดยที่หัวข้อนี้นะคะ

00:00:45.720 --> 00:00:47.338
อยู่ภายใต้บทที่ 4

00:00:47.363 --> 00:00:50.149
เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ

00:00:50.397 --> 00:00:52.390
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียน

00:00:52.650 --> 00:00:53.907
วิทยาศาสตร์ชีวภาพ

00:00:53.931 --> 00:00:56.312
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ค่ะ

00:00:56.816 --> 00:00:57.571
จุดประสงค์นะคะ

00:00:57.611 --> 00:00:58.954
ก็คือเพื่อให้นักเรียนสามารถ

00:00:59.001 --> 00:01:01.633
ที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีน

00:01:01.916 --> 00:01:03.176
การสังเคราะห์โปรตีน

00:01:03.349 --> 00:01:05.235
และลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ

00:01:06.364 --> 00:01:08.237
ก่อนอื่นนะคะ นักเรียนจำได้ไหมคะ

00:01:08.323 --> 00:01:10.313
เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย

00:01:10.347 --> 00:01:13.154
ที่ได้เรียนมาในคลิปในหัวข้อที่แล้วนะคะ

00:01:13.621 --> 00:01:15.146
ธาลัสซีเมียคืออะไร

00:01:15.716 --> 00:01:19.276
ธาลัสซีเมีย คือ โรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งนะคะ

00:01:19.464 --> 00:01:23.141
โดยเป็นโรคโลหิตจางแบบเรื้อรังนะคะ

00:01:23.341 --> 00:01:27.620
ซึ่งคนไทยนี่ มีผู้ที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมากนะคะ

00:01:27.886 --> 00:01:30.173
และมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้

00:01:30.198 --> 00:01:32.840
โดยไม่แสดงอาการจำนวนมากยิ่งกว่าขึ้นไปอีก

00:01:33.380 --> 00:01:35.719
นั่นก็แปลว่าโรคธาลัสซีเมียนี่

00:01:35.939 --> 00:01:38.847
ความจริงอยู่ใกล้ตัวคนไทยเรามาก ๆ เลยนะคะ

00:01:39.120 --> 00:01:42.241
ซึ่งจากที่นักเรียนได้เรียนมาในคลิปที่แล้วนะคะ

00:01:42.855 --> 00:01:46.390
โรคธาลัสซีเมียนี่ ถูกควบคุมโดยยีนนะคะ

00:01:46.636 --> 00:01:48.474
โดยแอลลีล T

00:01:48.967 --> 00:01:51.342
เป็นที่ควบคุมลักษณะไม่เป็นโรค

00:01:51.816 --> 00:01:55.631
และแอลลีล t ที่ควบคุมลักษณะเป็นโรค

00:01:56.520 --> 00:02:01.034
นั่นทำให้ผู้ที่มีแอลลีล TT ดังในรูปนะคะ

00:02:01.387 --> 00:02:02.457
จะไม่เป็นโรค

00:02:02.771 --> 00:02:06.795
ส่วนผู้ที่มีแอลลีล tt จะเป็นโรค

00:02:07.630 --> 00:02:10.956
ในขณะที่ผู้ที่มีแอลลีล t และแอลลีล T

00:02:10.981 --> 00:02:12.463
อย่างละ 1 แอลลีลนะคะ

00:02:13.163 --> 00:02:16.411
จะไม่เป็นโรคแต่ว่าเป็นพาหะ

00:02:17.877 --> 00:02:21.776
คราวนี้คำถาม ก็คือแอลลีลดังกล่าวเหล่านี้นี่

00:02:22.136 --> 00:02:25.519
มันทำให้เกิดโรคหรือไม่เกิดโรคได้อย่างไร

00:02:27.028 --> 00:02:27.878
เดี๋ยวอันนี้นะคะ

00:02:28.116 --> 00:02:29.989
เราจะได้มาเรียนกันในหัวข้อนี้ค่ะ

00:02:30.916 --> 00:02:32.981
เรามาลองทวนกันอีกนิดหนึ่งนะคะ

00:02:33.334 --> 00:02:35.105
ว่าแอลลีลคืออะไร

00:02:35.489 --> 00:02:38.080
แอลลีลนะคะ ก็คือรูปแบบของยีน

00:02:38.337 --> 00:02:41.477
โดยที่ยีนนี่ จะควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

00:02:41.684 --> 00:02:43.449
ผ่านการสังเคราะห์โปรตีน

00:02:43.669 --> 00:02:46.456
แล้วการควบคุมนั้นนี่ มันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะคะ

00:02:47.096 --> 00:02:49.899
ยีนเป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ

00:02:50.192 --> 00:02:53.435
ที่จะควบคุมหรือกำหนดลักษณะของโปรตีน

00:02:53.460 --> 00:02:54.426
ที่สังเคราะห์ได้

00:02:54.781 --> 00:02:56.373
ซึ่งโปรตีนนั้นนี่

00:02:56.554 --> 00:02:59.398
ก็จะไปส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ

00:02:59.838 --> 00:03:03.075
ขึ้นอยู่กับชนิดแล้วก็หน้าที่ของโปรตีนนั้น

00:03:04.072 --> 00:03:05.747
ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ

00:03:05.999 --> 00:03:07.857
เดี๋ยวเรามาลองดูในส่วนของ

00:03:08.404 --> 00:03:11.464
ลักษณะเผือกเป็นตัวอย่างก่อนนะคะ

00:03:11.537 --> 00:03:13.638
ที่นักเรียนเคยได้เรียนมาแล้วว่ายีนนี่

00:03:13.998 --> 00:03:15.042
ควบคุมการเกิด

00:03:15.262 --> 00:03:18.689
หรือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกได้อย่างไรค่ะ

00:03:20.072 --> 00:03:23.231
ค่ะ ซึ่งลักษณะเผือกนะคะ

00:03:23.511 --> 00:03:26.188
เกิดจากการที่ขาดเมลานินค่ะ

00:03:26.463 --> 00:03:27.712
โดยเมลานินนะคะ

00:03:27.777 --> 00:03:31.065
เป็นสารสีชนิดหนึ่งที่อยู่บริเวณผิวหนัง

00:03:31.658 --> 00:03:33.437
ผมและม่านตาค่ะ

00:03:34.084 --> 00:03:35.695
โดยในตัวอย่างนี้นะคะ

00:03:35.921 --> 00:03:38.452
ลักษณะเผือกนี่ ถูกควบคุมโดยยีน

00:03:38.658 --> 00:03:40.189
ซึ่งมี 2 แอลลีล

00:03:40.482 --> 00:03:43.645
โดยแอลลีล A นะคะ จะสังเคราะห์โปรตีน

00:03:43.845 --> 00:03:45.527
ที่ทำหน้าที่ในกระบวนการ

00:03:45.551 --> 00:03:47.092
สังเคราะห์เมลานินได้ค่ะ

00:03:48.051 --> 00:03:50.427
แต่ว่ายีนที่มีแอลลีล a นะคะ

00:03:50.688 --> 00:03:53.516
จะสังเคราะห์ได้โปรตีนที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป

00:03:53.850 --> 00:03:55.944
ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ค่ะ

00:03:56.897 --> 00:03:59.667
อย่างในสไลด์ที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้นะคะ

00:04:00.101 --> 00:04:01.537
โปรตีนที่ทำงานได้นี่

00:04:01.831 --> 00:04:04.331
คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีแดงนะคะ

00:04:04.671 --> 00:04:06.521
ส่วนโปรตีนที่ทำงานไม่ได้

00:04:06.795 --> 00:04:08.985
คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีเหลืองค่ะ

00:04:10.829 --> 00:04:15.052
คราวนี้แล้วยีนที่มีแอลลีล A แอลลีล a นี่

00:04:15.512 --> 00:04:17.186
เขาควบคุมการมี

00:04:17.210 --> 00:04:19.844
หรือไม่มีลักษณะเผือกได้อย่างไรนะคะ

00:04:20.149 --> 00:04:21.624
เดี๋ยวเรามาลองดูไปพร้อม ๆ กันค่ะ

00:04:23.016 --> 00:04:26.107
ในผู้ที่มีแอลลีล AA นะคะ

00:04:26.467 --> 00:04:30.529
เขาก็จะสามารถสังเคราะห์โปรตีนที่ทำงานได้

00:04:30.841 --> 00:04:32.659
ซึ่งโปรตีนที่ทำงานได้นี้นี่

00:04:32.953 --> 00:04:33.708
ก็จะไปทำหน้าที่

00:04:33.733 --> 00:04:35.646
ในกระบวนการสังเคราะห์เมลานินนะคะ

00:04:35.954 --> 00:04:37.632
ทำให้ผู้ที่มีแอลลีลแบบนี้นี่

00:04:37.971 --> 00:04:40.845
มีเมลานินและทำให้ไม่มีลักษณะเผือก

00:04:42.375 --> 00:04:45.823
ในขณะที่ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล aa นะคะ

00:04:46.156 --> 00:04:47.569
จะสังเคราะห์โปรตีนออกมา

00:04:47.629 --> 00:04:50.224
เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้นะคะ

00:04:50.446 --> 00:04:53.381
ซึ่งทำให้ในกระบวนการสังเคราะห์เมลานินนี่

00:04:53.421 --> 00:04:55.688
ไม่มีเมลานินเกิดขึ้นนะคะ

00:04:56.058 --> 00:04:59.071
และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

00:04:59.618 --> 00:05:01.596
เราทราบการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

00:05:01.623 --> 00:05:03.917
ของผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล A

00:05:03.941 --> 00:05:05.883
แล้วก็ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล a แล้วนะคะ

00:05:06.202 --> 00:05:09.502
คำถาม ก็คือแล้วผู้ที่มีแอลลีลทั้ง 2 รูปแบบ

00:05:09.822 --> 00:05:12.425
ก็คือมีทั้งแอลลีล A แล้วก็แอลลีล a นี่

00:05:12.929 --> 00:05:14.177
เขาจะมีการควบคุมลักษณะ

00:05:14.201 --> 00:05:15.868
ทางพันธุกรรมออกมาเป็นอย่างไรนะคะ

00:05:16.121 --> 00:05:17.770
เดี๋ยวตรงนี้คุณครูจะให้เวลาคิด

00:05:17.910 --> 00:05:19.809
ประมาณ 10 วินาทีนะคะ

00:05:19.855 --> 00:05:21.062
ลองมาคิดเล่น ๆ กัน

00:05:21.295 --> 00:05:23.277
แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาดูคำตอบพร้อมกันค่ะ

00:05:23.890 --> 00:05:24.872
เริ่มเลยนะคะ

00:05:24.897 --> 00:05:36.152
[เสียงดนตรี]

00:05:36.176 --> 00:05:36.995
(คุณครูปุณยาพร) ค่ะ

00:05:37.155 --> 00:05:39.122
อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ

00:05:39.315 --> 00:05:41.242
อย่างนั้นเรามาลองดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

00:05:42.709 --> 00:05:45.503
ค่ะ บุคคลนี้เป็นพาหะนะคะ

00:05:45.796 --> 00:05:49.200
มีทั้งแอลลีล A และแอลลีล a ค่ะ

00:05:49.717 --> 00:05:51.945
โดยการมีแอลลีล a นะคะ

00:05:52.111 --> 00:05:55.727
ทำให้เขามีการสร้างโปรตีนที่ทำงานไม่ได้

00:05:56.285 --> 00:06:00.488
แต่ในขณะเดียวกันบุคคลนี้มีแอลลีล A อยู่ด้วยค่ะ

00:06:00.995 --> 00:06:04.315
ทำให้มีการสร้างโปรตีนที่ทำงานได้ด้วย

00:06:04.688 --> 00:06:07.375
จึงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น

00:06:07.608 --> 00:06:11.183
และทำให้บุคคลนี้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

00:06:12.788 --> 00:06:14.409
ตรงจุดนี้นะคะ

00:06:14.623 --> 00:06:17.393
นักเรียนอาจจะสังเกตถึงความแตกต่าง

00:06:17.480 --> 00:06:20.433
ระหว่างแอลลีลเด่นกับแอลลีลด้อย

00:06:20.460 --> 00:06:22.328
ที่นักเรียนได้เคยเรียนมาแล้วนะคะ

00:06:22.700 --> 00:06:25.297
จะเห็นได้ว่าการมีแอลลีล A

00:06:25.415 --> 00:06:26.840
เพียงแค่ 1 แอลลีลนี่

00:06:27.350 --> 00:06:30.410
ก็ทำให้สามารถที่จะแสดงลักษณะออกมาได้

00:06:31.030 --> 00:06:34.179
แอลลีล A จึงจัดเป็นแอลลีลเด่นค่ะ

00:06:35.225 --> 00:06:36.779
ในทางกลับกันนะคะ

00:06:36.950 --> 00:06:39.241
ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีล a อยู่ก็ตาม

00:06:39.648 --> 00:06:42.640
แต่กลับไม่มีการแสดงออกของลักษณะนั้น

00:06:43.041 --> 00:06:46.504
ดังนั้นนะคะ แอลลีล a จึงจัดเป็นแอลลีลด้อยค่ะ

00:06:47.842 --> 00:06:49.713
จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ

00:06:49.854 --> 00:06:52.261
นักเรียนพอที่จะสรุปความเชื่อมโยง

00:06:52.448 --> 00:06:55.392
กับแผนผังที่ครูให้ไว้ตั้งแต่ต้นคาบได้ไหมคะ

00:06:55.997 --> 00:06:57.270
แผนผังด้านล่างนี้นะคะ

00:06:57.535 --> 00:06:59.637
ว่ายีนนี่ ควบคุมลักษณะ

00:06:59.770 --> 00:07:01.830
ทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ

00:07:02.150 --> 00:07:04.996
โดยครูอยากให้นักเรียนเชื่อมโยงระหว่าง

00:07:05.362 --> 00:07:07.282
แอลลีล A แอลลีล a

00:07:07.731 --> 00:07:10.378
กับการมีหรือไม่มีลักษณะเผือก

00:07:10.403 --> 00:07:12.069
ที่เพิ่งเรียนมาเมื่อสักครู่

00:07:12.169 --> 00:07:14.053
สำหรับตอนนี้เริ่มได้เลยค่ะ

00:07:14.078 --> 00:07:26.751
[เสียงดนตรี]

00:07:26.776 --> 00:07:28.730
(คุณครูปุณยาพร) ค่ะ ได้เวลาแล้วนะคะ

00:07:28.963 --> 00:07:30.236
เรามาดูคำตอบกันเลยดีกว่า

00:07:30.296 --> 00:07:32.256
ว่าคำตอบของเราเป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ

00:07:33.331 --> 00:07:34.695
จากรูปนี้นะคะ

00:07:34.715 --> 00:07:38.491
จะอธิบายการที่ยีนควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

00:07:38.917 --> 00:07:41.944
ของการมีหรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้

00:07:42.517 --> 00:07:43.486
เรามาลองดูกัน

00:07:44.086 --> 00:07:46.205
ค่อย ๆ ดูกันไปทีละขั้นอีกครั้งหนึ่งนะคะ

00:07:46.869 --> 00:07:49.604
ยีนทำหน้าที่กำหนดลักษณะของโปรตีน

00:07:49.930 --> 00:07:53.011
ยีนที่ควบคุมลักษณะเผือกนะคะ มีแอลลีล A

00:07:53.325 --> 00:07:56.513
ซึ่งจะกำหนดลักษณะได้เป็นโปรตีนที่ทำงานได้

00:07:56.866 --> 00:07:57.906
และแอลลีล a

00:07:58.246 --> 00:07:59.374
ซึ่งจะกำหนดลักษณะ

00:07:59.399 --> 00:08:02.227
ได้เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้นะคะ

00:08:03.131 --> 00:08:03.954
ต่อมานะคะ

00:08:04.204 --> 00:08:05.116
โปรตีนนั้น

00:08:05.140 --> 00:08:08.074
ก็จะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ

00:08:08.327 --> 00:08:09.487
สำหรับลักษณะเผือก

00:08:09.512 --> 00:08:13.204
ก็คือการมีโปรตีนที่ทำงานได้หรือทำงานไม่ได้นี่

00:08:13.431 --> 00:08:16.167
ทำให้สามารถสังเคราะห์เมลานินได้

00:08:16.192 --> 00:08:18.111
หรือสังเคราะห์ไม่ได้นะคะ

00:08:18.365 --> 00:08:20.961
ซึ่งการมีหรือไม่มีเมลานินนี้เอง

00:08:20.986 --> 00:08:23.440
ที่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมของเรา

00:08:23.712 --> 00:08:26.660
นั่นก็คือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกนั่นเองค่ะ

00:08:27.543 --> 00:08:29.387
ค่ะ จากตัวอย่างข้างต้นนะคะ

00:08:29.421 --> 00:08:30.651
ก็จะเห็นได้ว่ายีนนี่

00:08:30.851 --> 00:08:33.753
ควบคุมการแสดงออกของลักษณะทางพันธุกรรม

00:08:34.039 --> 00:08:35.814
ผ่านการสังเคราะห์โปรตีน

00:08:35.967 --> 00:08:37.627
แล้วคราวนี้ยีนนี่

00:08:37.867 --> 00:08:40.550
กำหนดลักษณะของโปรตีนได้อย่างไรนะคะ

00:08:41.055 --> 00:08:45.108
คำตอบ ก็คือลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน

00:08:45.308 --> 00:08:48.118
มีผลต่อโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ค่ะ

00:08:48.651 --> 00:08:49.783
อันนี้นักเรียนอาจจะบอกนะคะ

00:08:49.808 --> 00:08:52.763
ว่าครูคะ คำตอบแค่นี้ไม่ช่วยอะไรเลยค่ะ

00:08:53.009 --> 00:08:54.824
ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไรคะ

00:08:55.651 --> 00:08:57.014
ใครที่ลืมไปแล้วนะคะ

00:08:57.039 --> 00:08:58.023
หรือว่าอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ

00:08:58.048 --> 00:08:59.503
เหมือนไม่เคยได้เรียนมาก่อนเลย

00:08:59.755 --> 00:09:00.564
ไม่เป็นไรค่ะ

00:09:00.704 --> 00:09:02.557
เดี๋ยวคุณครูทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะคะ

00:09:03.937 --> 00:09:07.952
ย้อนกลับไปตั้งแต่ว่ายีนคือช่วงหนึ่งของสาร DNA

00:09:08.256 --> 00:09:09.518
แล้ว DNA คืออะไร

00:09:09.957 --> 00:09:11.448
DNA นะคะ หรือชื่อเต็ม

00:09:11.513 --> 00:09:14.006
deoxyribonucleic acid นะคะ

00:09:14.399 --> 00:09:18.134
เป็นสารพันธุกรรมซึ่งประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ค่ะ

00:09:19.191 --> 00:09:20.648
อย่างในรูปตรงนี้นะคะ

00:09:20.864 --> 00:09:23.389
โครงสร้างในกรอบนี้คือ 1 นิวคลีโอไทด์ค่ะ

00:09:23.617 --> 00:09:26.449
โดยนิวคลีโอไทด์นี่ จะมาเรียงต่อกันนะคะ

00:09:26.509 --> 00:09:30.676
เป็นสายพอลินิวคลีโอไทด์ จำนวน 2 สายค่ะ

00:09:30.790 --> 00:09:32.010
อันนี้คือสายหนึ่งนะคะ

00:09:32.190 --> 00:09:34.867
ส่วนอันนี้ ก็คือพอลินิวคลีโอไทด์อีกสายหนึ่งค่ะ

00:09:35.340 --> 00:09:37.543
พอลินิวคลีโอไทด์สายคู่นี้นะคะ

00:09:37.770 --> 00:09:39.718
จะพันกันเป็นโครงสร้างเกลียวคู่

00:09:40.051 --> 00:09:41.415
แต่ละนิวคลีโอไทด์นี่

00:09:41.615 --> 00:09:43.630
จะประกอบไปด้วยน้ำตาล

00:09:43.743 --> 00:09:46.223
หมู่ฟอสเฟตและไนโตรเจนัสเบสค่ะ

00:09:46.515 --> 00:09:48.279
อันนี้เดี๋ยวครูจะลองขยายในส่วนของ

00:09:48.328 --> 00:09:50.034
นิวคลีโอไทด์ขึ้นมาให้ใหญ่หน่อยนะคะ

00:09:50.047 --> 00:09:51.187
เราจะได้เห็นชัด ๆ กัน

00:09:51.836 --> 00:09:55.064
ซึ่งนิวคลีโอไทด์ที่มาต่อกันนี้นะคะ มี 4 ชนิด

00:09:55.357 --> 00:09:57.448
ตามชนิดของไนโตรเจนัสเบสค่ะ

00:09:57.696 --> 00:10:02.857
ได้แก่ อะดินีน หรือ A ไทมีน หรือ T

00:10:03.243 --> 00:10:07.680
ไซโทซีน หรือ C และกวานีน หรือ G ค่ะ

00:10:08.089 --> 00:10:10.712
โดยนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A นะคะ

00:10:10.945 --> 00:10:14.101
จะจับกับนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส T ค่ะ

00:10:14.328 --> 00:10:17.092
ส่วนนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส G นะคะ

00:10:17.336 --> 00:10:19.916
จะจับกับนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส C ค่ะ

00:10:20.594 --> 00:10:23.035
คราวนี้นะคะ เราได้รู้จัก DNA กันแล้ว

00:10:23.263 --> 00:10:25.644
กลับมาที่ยีนและแอลลีลของเรากันดีกว่าค่ะ

00:10:26.294 --> 00:10:28.121
กลับมาที่รูปนี้อีกครั้งหนึ่งนะคะ

00:10:28.424 --> 00:10:31.392
ยีนนี่ เป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ

00:10:31.620 --> 00:10:33.381
ที่มีลำดับนิวคลีโอไทด์

00:10:33.511 --> 00:10:36.734
ซึ่งกำหนดลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น

00:10:37.200 --> 00:10:39.483
ดังนั้น ถ้าหากว่าลำดับของนิวคลีโอไทด์

00:10:39.594 --> 00:10:40.566
เปลี่ยนแปลงไปนี่

00:10:40.777 --> 00:10:42.867
ก็อาจจะส่งผลให้ได้โปรตีน

00:10:43.011 --> 00:10:44.917
ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ

00:10:45.211 --> 00:10:46.900
บนสาย DNA ยาว ๆ ของเรานี่

00:10:47.150 --> 00:10:48.875
มียีนอยู่ด้วยกันหลายยีนค่ะ

00:10:49.131 --> 00:10:50.853
โดยยีนต่างชนิดกัน

00:10:50.925 --> 00:10:53.111
ก็จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์ที่ต่างกัน

00:10:53.389 --> 00:10:55.340
ได้โปรตีนออกมาต่างชนิดกัน

00:10:55.539 --> 00:10:56.902
และส่งผลให้เกิดลักษณะ

00:10:56.927 --> 00:10:58.584
ทางพันธุกรรมต่าง ๆ นะคะ

00:10:58.896 --> 00:11:00.734
อย่างตัวอย่างที่เราเรียนมานะคะ

00:11:00.966 --> 00:11:03.922
ยีนธาลัสซีเมียกับยีนลักษณะเผือกนะคะ

00:11:04.155 --> 00:11:05.683
ก็เป็นยีนคนละยีนกัน

00:11:05.911 --> 00:11:08.086
มีลำดับนิวคลีโอไทด์ต่างกัน

00:11:08.269 --> 00:11:10.977
และได้เป็นโปรตีนต่างชนิดกันนะคะ

00:11:11.044 --> 00:11:13.391
ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมคนละอย่าง

00:11:14.069 --> 00:11:14.913
คราวนี้นะคะ

00:11:15.113 --> 00:11:17.003
เรามาลองดูที่ยีนหนึ่งยีนกันบ้างค่ะ

00:11:18.253 --> 00:11:21.919
ในกรณีของยีนเดียวกันนะคะ ต่างรูปแบบกัน

00:11:21.969 --> 00:11:24.384
ก็จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตกต่างกัน

00:11:24.852 --> 00:11:27.430
ทำให้มีความแตกต่างของโปรตีน

00:11:27.474 --> 00:11:28.757
ที่สังเคราะห์ได้นะคะ

00:11:29.034 --> 00:11:30.386
ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดเป็น

00:11:30.410 --> 00:11:32.371
ฟีโนไทป์ที่แตกต่างกันไปด้วย

00:11:32.878 --> 00:11:33.699
ตัวอย่างนะคะ

00:11:33.737 --> 00:11:36.498
ก็เช่น แอลลีล T และแอลลีล t นะคะ

00:11:36.708 --> 00:11:39.315
ในกรณีตัวอย่างของโรคธาลัสซีเมียค่ะ

00:11:39.682 --> 00:11:40.759
จากในรูปนะคะ

00:11:40.783 --> 00:11:43.274
จะเห็นว่าแอลลีล T กับแอลลีล t นี่

00:11:43.597 --> 00:11:46.912
มีลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตกต่างกันนะคะ

00:11:47.107 --> 00:11:50.316
ซึ่งก็ส่งผลให้สังเคราะห์ออกมาเป็นโปรตีน

00:11:50.341 --> 00:11:52.020
ที่มีลักษณะแตกต่างกัน

00:11:52.230 --> 00:11:53.864
และส่งผลต่อลักษณะ

00:11:53.959 --> 00:11:57.048
การเป็นหรือไม่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั่นเองค่ะ

00:11:58.953 --> 00:12:01.294
ค่ะ จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ

00:12:01.338 --> 00:12:03.927
ก็น่าที่จะพอเห็นภาพแล้วว่ายีนนี่

00:12:04.163 --> 00:12:05.447
มันเกี่ยวข้องกับการควบคุม

00:12:05.472 --> 00:12:07.647
ลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ

00:12:07.980 --> 00:12:08.820
ตรงจุดนี้นะคะ

00:12:08.845 --> 00:12:10.932
อยากจะให้นักเรียนลองตอบคำถาม

00:12:10.965 --> 00:12:13.640
เพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจของตัวเองนะคะ

00:12:13.954 --> 00:12:15.504
โดยให้เขียนแผนผัง

00:12:15.759 --> 00:12:18.066
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างยีน

00:12:18.382 --> 00:12:21.341
โปรตีน และลักษณะทางพันธุกรรม

00:12:21.524 --> 00:12:24.628
ในกรณีของบุคคลที่มีเลือดหมู่ AB ค่ะ

00:12:25.511 --> 00:12:26.804
น่าจะไม่ยากนะคะ

00:12:26.976 --> 00:12:30.084
สำหรับนักเรียนที่ตอบได้นี่ แสดงว่าเข้าใจแล้ว

00:12:30.276 --> 00:12:32.740
แต่ถ้าหากว่าใครยังตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะคะ

00:12:32.993 --> 00:12:35.163
อาจจะลองย้อนกลับไปดูคลิปนี้อีกครั้งหนึ่ง

00:12:35.188 --> 00:12:36.494
เพื่อที่จะทำความเข้าใจ

00:12:36.704 --> 00:12:38.777
หรือว่าอาจจะสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ

00:12:38.802 --> 00:12:41.900
แล้วก็ลองคุยกับเพื่อนดูว่าแต่ละคนนี่

00:12:42.082 --> 00:12:43.179
มีความเข้าใจตรงกัน

00:12:43.204 --> 00:12:45.049
หรือแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะคะ

00:12:45.160 --> 00:12:50.433
[เสียงดนตรี]

00:12:51.422 --> 00:12:53.089
(คุณครูปุณยาพร) จากที่เราได้เรียนมานะคะ

00:12:53.256 --> 00:12:54.849
คราวนี้เดี๋ยวเรามาลองสรุปเนื้อหา

00:12:54.873 --> 00:12:56.022
ในบทเรียนกันค่ะ

00:12:57.677 --> 00:12:59.624
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

00:12:59.846 --> 00:13:02.971
เกิดผ่านยีนซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ

00:13:03.227 --> 00:13:04.479
ที่อยู่บนโครโมโซม

00:13:04.825 --> 00:13:06.766
โดยลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน

00:13:06.816 --> 00:13:09.479
กำหนดลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น

00:13:09.957 --> 00:13:11.421
แอลลีลรูปแบบต่างกัน

00:13:11.443 --> 00:13:13.527
จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์ต่างกัน

00:13:13.760 --> 00:13:16.245
และทำให้ได้โปรตีนที่มีสมบัติต่างกันค่ะ

00:13:19.563 --> 00:13:20.616
จบลงไปแล้วนะคะ

00:13:20.627 --> 00:13:22.034
กับการศึกษาในหัวข้อ

00:13:22.278 --> 00:13:24.595
ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

00:13:25.017 --> 00:13:27.347
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป ก็คือ

00:13:28.691 --> 00:13:30.318
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค่ะ

00:13:30.741 --> 00:13:32.597
สำหรับตอนนี้ สวัสดีค่ะ

00:13:32.622 --> 00:13:54.721
[เสียงดนตรี]