﻿WEBVTT

00:00:00.353 --> 00:00:08.980
[เสียงดนตรี]

00:00:10.471 --> 00:00:11.591
(ดร.สุนัดดา) สวัสดีค่ะนักเรียน

00:00:11.762 --> 00:00:14.988
วันนี้เราจะมาเรียนกันในตอนปัจจัยบางประการ

00:00:15.012 --> 00:00:18.109
ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ตอน 3

00:00:18.306 --> 00:00:20.088
สอนโดย ครูสุนัดดา ค่ะ

00:00:21.055 --> 00:00:24.055
ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยภายในนะคะ

00:00:24.259 --> 00:00:26.988
ปัจจัยภายในที่เป็นฮอร์โมนพืชนี้นะคะ

00:00:27.291 --> 00:00:30.121
ก็คือเอทิลีน แล้วก็กรดแอบไซซิกค่ะ

00:00:30.146 --> 00:00:31.928
ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืชอีก 2 ชนิด

00:00:31.952 --> 00:00:34.480
ที่เรายังไม่ได้เรียนกันในคลิปที่แล้วนะคะ

00:00:36.821 --> 00:00:38.455
จุดประสงค์การเรียนรู้นะคะ

00:00:38.669 --> 00:00:40.322
ก็คือสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ

00:00:40.347 --> 00:00:42.482
สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช

00:00:42.506 --> 00:00:43.985
ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น

00:00:44.357 --> 00:00:47.363
เพื่อนำมาใช้ในการเกษตรและเพิ่มผลผลิตของพืช

00:00:47.723 --> 00:00:50.486
และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ค่ะ

00:00:51.918 --> 00:00:53.713
นี่คือผลอะโวคาโดค่ะ

00:00:54.428 --> 00:00:57.531
ที่ครูซื้อมานี้นะคะ ยังไม่สุกนะคะ

00:00:57.555 --> 00:00:58.655
ที่ขายให้ครูค่ะ

00:00:58.895 --> 00:01:02.336
แนะนำว่าให้นำผลอะโวคาโดใส่ในกล่องกระดาษ

00:01:02.456 --> 00:01:04.056
หรือว่าถุงกระดาษนะคะ

00:01:04.388 --> 00:01:08.155
หลังจากนั้น ก็ให้ใส่กล้วยที่ใกล้สุกลงไป

00:01:08.301 --> 00:01:09.941
หรือว่าใส่แอปเปิลลงไปค่ะ

00:01:10.328 --> 00:01:12.821
จะทำให้อะโวคาโดสุกเร็วขึ้น

00:01:13.351 --> 00:01:15.517
นี่เรียกว่า "การบ่มผลไม้" นะคะ

00:01:16.208 --> 00:01:18.555
นักเรียนเคยบ่มผลไม้อะไรบ้างหรือเปล่าคะ

00:01:19.177 --> 00:01:21.155
และทำไมการบ่มผลไม้

00:01:21.372 --> 00:01:24.619
จึงทำให้ผลไม้ของเราสุกเร็วขึ้นค่ะ

00:01:25.688 --> 00:01:27.855
เดี๋ยวเราจะมาศึกษาไปพร้อมกันเลยค่ะ

00:01:28.632 --> 00:01:29.633
เอทิลีน

00:01:30.513 --> 00:01:32.455
เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืช

00:01:32.696 --> 00:01:34.455
ที่มีสถานะเป็นแก๊ส

00:01:35.040 --> 00:01:38.855
มีบทบาทสำคัญในการสุกของผลไม้บางชนิด

00:01:39.666 --> 00:01:43.249
นอกจากนี้แล้วยังมีผลต่อพืชในด้านอื่น ๆ อีก

00:01:43.479 --> 00:01:45.920
เช่น ควบคุมการงอกของเมล็ด

00:01:46.486 --> 00:01:47.984
กระตุ้นการร่วงของใบ

00:01:49.784 --> 00:01:52.321
เอทิลีนกับการสุกของผลไม้

00:01:53.244 --> 00:01:55.621
ผลไม้บางชนิดเมื่อเจริญเต็มที่

00:01:56.000 --> 00:01:58.014
จะมีการสร้างเอทิลีนสูงขึ้น

00:01:58.441 --> 00:01:59.690
แล้วส่งผลให้

00:01:59.755 --> 00:02:02.487
เกิดการเพิ่มอัตราการหายใจระดับเซลล์

00:02:03.400 --> 00:02:04.721
มีการเปลี่ยนสีของผล

00:02:04.745 --> 00:02:07.416
จากสีเขียวเป็นสีเหลืองหรือแดง

00:02:08.104 --> 00:02:11.255
เช่น นักเรียนน่าจะเคยเห็นมะม่วงดิบนะคะ

00:02:11.521 --> 00:02:12.848
ก็จะเป็นสีเขียวค่ะ

00:02:12.848 --> 00:02:16.407
แต่ว่าถ้าเป็นมะม่วงสุกก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

00:02:16.852 --> 00:02:18.307
หรือว่ามะเขือเทศนะคะ

00:02:18.463 --> 00:02:20.093
มะเขือเทศดิบจะเป็นสีเขียว

00:02:20.117 --> 00:02:22.485
ส่วนมะเขือเทศสุกจะเป็นสีแดงค่ะ

00:02:22.989 --> 00:02:24.584
นอกจากนี้แล้วนะคะ

00:02:25.095 --> 00:02:29.143
ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นน้ำตาลนะคะ

00:02:29.168 --> 00:02:31.187
ทำให้มีรสชาติหวานขึ้น

00:02:31.497 --> 00:02:33.892
ผลไม้สุกจึงมีรสหวานค่ะ

00:02:34.448 --> 00:02:36.388
รวมทั้งอาจจะเกิดการสร้างกลิ่น

00:02:36.517 --> 00:02:38.720
ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ

00:02:38.745 --> 00:02:40.621
ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนค่ะ

00:02:41.230 --> 00:02:43.225
ถ้าใครเคยซื้อทุเรียนมาแล้ว

00:02:43.249 --> 00:02:46.669
ตอนแรกยังไม่สุก ทุเรียนนั้นก็จะยังไม่มีกลิ่นค่ะ

00:02:46.908 --> 00:02:50.956
แต่เมื่อทิ้งเอาไว้จนทุเรียนสุก ก็จะมีกลิ่นมานะคะ

00:02:50.980 --> 00:02:53.527
ซึ่งทำให้เรารู้ว่าทุเรียนนั้นสุก

00:02:53.612 --> 00:02:56.638
และพร้อมที่จะให้เรารับประทานได้แล้วค่ะ

00:02:57.856 --> 00:02:59.757
เอทิลีนกับการนำไปใช้

00:03:01.029 --> 00:03:03.157
กล้วยแต่ละผลที่อยู่ในหวีเดียวกัน

00:03:03.908 --> 00:03:05.655
อาจจะสุกไม่พร้อมกันนะคะ

00:03:05.968 --> 00:03:08.436
เช่นเดียวกับมะม่วงแต่ละผลในช่อเดียวกัน

00:03:09.048 --> 00:03:11.101
ก็มักจะสุกไม่พร้อมกันค่ะ

00:03:12.700 --> 00:03:15.655
แต่ถ้านักเรียนเคยไปซื้อมะม่วงที่ตลาดนะคะ

00:03:15.843 --> 00:03:17.782
จะเห็นว่ามะม่วงที่ขายนั้น

00:03:17.928 --> 00:03:19.762
เป็นมะม่วงที่สุกเท่า ๆ กัน

00:03:20.900 --> 00:03:22.988
นั่นก็เพราะว่าเกษตรกร

00:03:23.184 --> 00:03:24.721
สามารถทำให้มะม่วงสุก

00:03:24.745 --> 00:03:26.687
พร้อมกันเป็นจำนวนมากได้

00:03:27.201 --> 00:03:28.621
เพื่อให้จำหน่ายได้เพียงพอ

00:03:28.645 --> 00:03:30.921
กับความต้องการของผู้บริโภค

00:03:33.130 --> 00:03:35.171
จากสมบัติของเอทิลีน

00:03:35.195 --> 00:03:38.221
ที่มีผลต่อการสุกของผลไม้นะคะ

00:03:38.498 --> 00:03:40.239
จึงมีการใช้เอทิฟอน

00:03:40.566 --> 00:03:44.388
ซึ่งให้แก๊สเอทิลีนหรือใช้ถ่านแก๊ส

00:03:44.773 --> 00:03:46.082
แคลเซียมคาร์ไบด์

00:03:46.668 --> 00:03:48.521
ที่ให้แก๊สอะเซทิลีน

00:03:48.545 --> 00:03:51.488
ซึ่งแก๊สนี้มีสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ

00:03:52.172 --> 00:03:54.806
สามารถใช้ควบคุมการสุกของผลไม้

00:03:54.830 --> 00:03:56.124
ในเชิงพาณิชย์ได้

00:03:56.628 --> 00:03:59.788
จากรูปที่เห็นนี้นะคะ เป็นกล้วยและมะม่วง

00:04:00.178 --> 00:04:02.688
ที่ไม่บ่มและที่บ่มด้วยสารสังเคราะห์

00:04:02.941 --> 00:04:05.087
ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ

00:04:05.743 --> 00:04:06.987
จะเห็นว่าทั้งกล้วย

00:04:07.011 --> 00:04:08.979
แล้วก็มะม่วงที่ไม่มีการบ่มนะคะ

00:04:09.355 --> 00:04:10.888
จะยังคงเป็นสีเขียวอยู่

00:04:11.348 --> 00:04:13.954
แต่ว่ากล้วยและมะม่วงที่มีการบ่มค่ะ

00:04:14.140 --> 00:04:15.887
จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองค่ะ

00:04:17.632 --> 00:04:19.087
ช่วงชวนคิด

00:04:19.642 --> 00:04:23.255
ครูมีคำถามมาชวนให้นักเรียนคิดหนึ่งคำถามนะคะ

00:04:23.525 --> 00:04:25.234
นั่นก็คือผลไม้ทุกชนิด

00:04:25.592 --> 00:04:28.900
สามารถนำมาบ่มให้สุกเร็วขึ้นได้หรือไม่

00:04:29.788 --> 00:04:32.221
นักเรียนน่าจะเคยทานผลไม้กันมาหลายชนิดนะคะ

00:04:32.433 --> 00:04:34.892
ลองนึกดูสิคะ ว่ามีผลไม้อะไรบ้าง

00:04:35.188 --> 00:04:38.729
ที่เราสามารถเก็บมาจากต้น แล้วก็ทานได้ทันที

00:04:38.754 --> 00:04:41.188
กับอีกแบบหนึ่ง ก็คือเมื่อเก็บมาแล้ว

00:04:41.396 --> 00:04:44.780
จะต้องนำมาบ่มให้สุก ถึงจะรับประทานได้ค่ะ

00:04:49.160 --> 00:04:51.789
ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้

00:04:52.158 --> 00:04:53.773
ซึ่งเป็นผลไม้ในกลุ่ม

00:04:53.797 --> 00:04:56.288
ที่มีอัตราการหายใจระดับเซลล์

00:04:56.566 --> 00:04:59.088
และการสร้างเอทิลีนเพิ่มขึ้นก่อนสุก

00:05:00.628 --> 00:05:02.121
จากกราฟนี้นะคะ

00:05:02.437 --> 00:05:05.098
จะเห็นว่าเมื่อมะเขือเทศยังดิบอยู่ค่ะ

00:05:05.495 --> 00:05:07.521
จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์

00:05:07.788 --> 00:05:10.637
และการสร้างเอทิลีนในระดับต่ำนะคะ

00:05:11.041 --> 00:05:12.291
แต่เมื่อเริ่มสุกค่ะ

00:05:12.643 --> 00:05:15.132
ก็จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์

00:05:15.257 --> 00:05:17.159
และการสร้างเอทิลีนเพิ่มมากขึ้น

00:05:18.197 --> 00:05:21.321
ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้ค่ะ

00:05:21.651 --> 00:05:24.768
เช่น มะม่วง ทุเรียน มะเขือเทศ

00:05:25.264 --> 00:05:30.812
มะละกอ ขนุน มังคุด แอปเปิ้ลและฝรั่งค่ะ

00:05:31.168 --> 00:05:32.921
แต่ว่าผลไม้บางชนิดนะคะ

00:05:33.150 --> 00:05:35.000
ไม่มีการสร้างเอทิลีน

00:05:35.368 --> 00:05:38.455
และไม่มีการตอบสนองต่อเอทิลีนด้วย

00:05:38.750 --> 00:05:41.352
จึงไม่สามารถทำให้สุกได้ด้วยการบ่ม

00:05:41.908 --> 00:05:43.442
ต้องรอให้สุกบนต้น

00:05:43.767 --> 00:05:46.115
แล้วเราถึงจะเก็บมารับประทานนะคะ

00:05:46.329 --> 00:05:51.455
อย่างเช่น ส้ม ชมพู่ เงาะ ลิ้นจี่และลำไยค่ะ

00:05:51.920 --> 00:05:53.113
กรดแอบไซซิก

00:05:54.643 --> 00:05:56.701
กรดแอคไซซิสเป็นฮอร์โมนพืช

00:05:57.000 --> 00:06:00.256
ที่มีบทบาทในการยับยั้งการงอกของเมล็ด

00:06:01.195 --> 00:06:03.517
ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว

00:06:04.208 --> 00:06:06.655
นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ

00:06:06.679 --> 00:06:10.291
เช่น ตอบสนองต่อการขาดน้ำ

00:06:10.448 --> 00:06:14.656
โดยส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

00:06:16.080 --> 00:06:17.901
นักเรียนเคยเพาะถั่วงอกไหมค่ะ

00:06:19.361 --> 00:06:21.967
จำได้ไหมว่าตอนที่เราเพาะถั่วงอก

00:06:21.991 --> 00:06:23.447
จะต้องทำอย่างไรบ้าง

00:06:24.947 --> 00:06:27.188
ก็จะต้องนำเมล็ดถั่วเขียวนี้นะคะ

00:06:27.294 --> 00:06:31.211
ไปแช่น้ำก่อน เมล็ดจึงจะสามารถงอกได้

00:06:32.248 --> 00:06:35.255
การเพาะถั่วอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันค่ะ

00:06:35.279 --> 00:06:37.285
จะต้องนำไปแช่น้ำก่อนนะคะ

00:06:37.878 --> 00:06:40.155
แล้วหลังจากนั้นเมล็ดถั่วงอกก็จะงอกค่ะ

00:06:41.924 --> 00:06:43.434
นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด

00:06:44.029 --> 00:06:46.088
การแช่เมล็ดเหล่านี้ในน้ำ

00:06:46.388 --> 00:06:48.690
จึงมีผลต่อการงอกของเมล็ด

00:06:49.508 --> 00:06:53.421
นักเรียนรู้จักถั่วทั้ง 3 ชนิดที่เห็นในรูปนี้ไหมค่ะ

00:06:54.626 --> 00:06:57.872
รูปร่างนี้นะคะ ก็คือถั่วเหลืองค่ะ

00:06:58.567 --> 00:07:04.088
นี่คือถั่วเขียว ส่วนรูปที่ขยายใหญ่นี้คือถั่วแดงค่ะ

00:07:07.189 --> 00:07:08.488
ถ้าสังเกตนะคะ

00:07:08.741 --> 00:07:11.655
จะเห็นว่าถั่วต่าง ๆ นี้ค่ะ

00:07:11.798 --> 00:07:13.633
จะมีเปลือกเมล็ดที่แข็ง

00:07:14.627 --> 00:07:17.554
แล้วก็มีสารที่เคลือบอยู่ภายนอก

00:07:17.926 --> 00:07:20.719
ทำให้น้ำไม่สามารถซึมผ่านไปได้ค่ะ

00:07:22.736 --> 00:07:26.887
ขณะที่เกิดการพัฒนาของเมล็ดถั่วบนต้นแม่

00:07:27.467 --> 00:07:31.328
เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่จะเข้าสู่ระยะพักตัว

00:07:31.668 --> 00:07:33.588
โดยปริมาณน้ำภายในเซลล์

00:07:33.612 --> 00:07:35.288
ของเมล็ดลดลงอย่างมาก

00:07:35.828 --> 00:07:37.978
ซึ่งการที่น้ำในเซลล์ลดลงนั้น

00:07:38.328 --> 00:07:41.288
ทำให้ปฏิกิริยาในกระบวนการต่าง ๆ

00:07:41.453 --> 00:07:43.468
ภายในเมล็ดเกิดขึ้นน้อยมาก

00:07:44.019 --> 00:07:45.374
อัตราการหายใจต่ำลง

00:07:46.548 --> 00:07:50.221
ในภาวะดังกล่าวพบว่า ภายในเมล็ด

00:07:50.527 --> 00:07:53.634
มีปริมาณกรดแอบไซซิกเพิ่มสูงขึ้น

00:07:54.166 --> 00:07:55.888
ซึ่งกรดแอบไซซิกนี้

00:07:56.261 --> 00:07:58.748
ทำให้เมล็ดสามารถดำรงชีวิตได้

00:07:59.068 --> 00:08:02.321
แม้อยู่ในภาวะที่มีน้ำภายในเซลล์น้อยมาก

00:08:02.765 --> 00:08:03.946
เมล็ดจะไม่งอก

00:08:04.348 --> 00:08:06.421
เรียกว่า "การพักตัวของเมล็ด"

00:08:07.056 --> 00:08:09.998
การแช่เมล็ดช่วยให้เปลือกเมล็ดอ่อนนุ่มลง

00:08:10.588 --> 00:08:14.488
น้ำจะแพร่เข้าสู่ภายในเมล็ดผ่านรูเล็ก ๆ นะคะ

00:08:14.512 --> 00:08:15.650
ก็คือตรงนี้ค่ะ

00:08:15.894 --> 00:08:18.155
เป็นรูที่น้ำเข้านะคะ

00:08:19.413 --> 00:08:22.383
เมื่อเมล็ดได้รับน้ำเมล็ดจะพองขึ้น

00:08:22.830 --> 00:08:25.321
และมีแรงดันให้เปลือกเมล็ดแตกออก

00:08:25.801 --> 00:08:27.761
ทำให้ได้รับน้ำมากขึ้นค่ะ

00:08:28.468 --> 00:08:31.221
น้ำจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเมล็ด

00:08:32.470 --> 00:08:36.021
ซึ่งในขณะนั้น กรดแอบไซซิกจะลดลง

00:08:36.688 --> 00:08:38.888
เมล็ดมีการหายใจสูงขึ้น

00:08:39.280 --> 00:08:42.721
และกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนพืชชนิดอื่น

00:08:43.163 --> 00:08:44.918
ที่ช่วยให้เมล็ดสามารถงอก

00:08:44.942 --> 00:08:46.883
และพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้

00:08:47.573 --> 00:08:48.661
ความรู้เพิ่มเติม

00:08:49.837 --> 00:08:52.570
โกงกางเป็นพืชที่ขึ้นในป่าชายเลน

00:08:52.998 --> 00:08:54.888
นักเรียนน่าจะเคยไปเที่ยว

00:08:55.042 --> 00:08:56.553
ป่าชายเลนกันมาบ้างนะคะ

00:08:56.828 --> 00:08:58.021
เคยสังเกตไหมคะ

00:08:58.219 --> 00:09:00.693
ว่าดินในป่าชายเลนเป็นแบบไหน

00:09:02.214 --> 00:09:04.021
สภาพดินในป่าชายเลนนะคะ

00:09:04.072 --> 00:09:07.355
เป็นดินเลนค่ะ และมีน้ำท่วม

00:09:07.735 --> 00:09:10.264
เมล็ดโกงกางไม่มีการพักตัว

00:09:10.528 --> 00:09:15.288
มีระดับกรดแอบไซซิกต่ำสามารถงอกรากบนต้นได้

00:09:15.633 --> 00:09:18.120
เมื่อเมล็ดโกงกางหลุดออกจากต้น

00:09:18.422 --> 00:09:20.555
จึงพร้อมที่จะเจริญต่อไปได้

00:09:20.579 --> 00:09:23.388
เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

00:09:24.245 --> 00:09:25.528
จึงเพิ่มโอกาสในการอยู่รอด

00:09:25.552 --> 00:09:28.521
ในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าชายเลนค่ะ

00:09:29.200 --> 00:09:31.773
กรดแอบไซซิกกับการนำไปใช้

00:09:32.967 --> 00:09:34.288
สำหรับสารสังเคราะห์

00:09:34.312 --> 00:09:37.621
ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนั้นนะคะ

00:09:37.984 --> 00:09:40.893
สามารถนำไปใช้ช่วยชะลอการเหี่ยวเฉา

00:09:40.917 --> 00:09:43.879
ของพืชและไม้ดอกในขณะขนส่งได้ค่ะ

00:09:45.492 --> 00:09:47.342
โดยส่งผลให้รูปากใบปิด

00:09:47.979 --> 00:09:49.659
เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

00:09:50.404 --> 00:09:52.543
แต่ว่ายังไม่เป็นที่นิยมกันนะคะ

00:09:52.568 --> 00:09:55.711
เพราะว่ายังมีราคาที่ค่อนข้างแพงอยู่ค่ะ

00:09:56.904 --> 00:10:00.455
จากรูปนี้นะคะ เป็นการใช้สารสังเคราะห์

00:10:00.649 --> 00:10:02.631
ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิก

00:10:03.005 --> 00:10:04.755
ในการชะลอการเหี่ยวเฉา

00:10:04.790 --> 00:10:06.924
ของไม้กระถางในกลุ่มเบญจมาศ

00:10:07.354 --> 00:10:08.862
ในขณะขนส่งค่ะ

00:10:09.295 --> 00:10:13.721
จะเห็นว่าถ้าไม่มีการรดน้ำนะคะ

00:10:14.208 --> 00:10:15.740
ดอกไม้ก็จะเหี่ยวค่ะ

00:10:16.125 --> 00:10:21.021
ถ้ามีการรดน้ำ ดอกไม้ก็จะยังสดชื่นอยู่นะคะ

00:10:21.796 --> 00:10:23.144
แต่ว่าถ้าไม่มีการรดน้ำ

00:10:23.168 --> 00:10:25.541
แล้วก็มีการใช้สาร

00:10:25.910 --> 00:10:28.470
ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ

00:10:28.728 --> 00:10:30.555
ก็จะเห็นว่าดอกไม้นี้

00:10:30.579 --> 00:10:32.875
ก็จะมีการเหี่ยวเป็นบางส่วนนะคะ

00:10:32.899 --> 00:10:36.717
แต่ว่าส่วนมากแล้ว ก็จะยังคงปกติอยู่ได้ค่ะ

00:10:37.903 --> 00:10:38.755
เป็นอย่างไรบ้างคะ

00:10:38.918 --> 00:10:40.948
หลังจากที่เราเรียนปัจจัยภายนอก

00:10:40.972 --> 00:10:43.515
แล้วก็ปัจจัยภายในครบแล้วนะคะ

00:10:45.265 --> 00:10:51.579
ปัจจัยภายนอกเช่น แสง น้ำ อุณหภูมิและสิ่งสัมผัส

00:10:51.823 --> 00:10:53.155
นับเป็นสิ่งเร้า

00:10:53.179 --> 00:10:56.421
ที่มีผลกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนพืช

00:10:56.725 --> 00:10:58.192
ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน

00:10:59.619 --> 00:11:00.964
ฮอร์โมนพืชเหล่านี้

00:11:01.343 --> 00:11:04.244
ทำงานร่วมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม

00:11:04.508 --> 00:11:07.088
ในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต

00:11:07.837 --> 00:11:10.596
และทำให้เกิดการตอบสนองในพืชขึ้น

00:11:10.963 --> 00:11:12.250
ในรูปแบบต่าง ๆ

00:11:14.185 --> 00:11:17.088
ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน

00:11:17.461 --> 00:11:20.921
จึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช

00:11:21.756 --> 00:11:25.887
และมนุษย์ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้

00:11:26.174 --> 00:11:28.974
เพื่อปรับปรุงและพัฒนาทางการเกษตร

00:11:29.858 --> 00:11:31.970
ครูมีคำถามตรวจสอบความเข้าใจ

00:11:31.994 --> 00:11:33.722
ของนักเรียนหนึ่งคำถามนะคะ

00:11:34.207 --> 00:11:36.488
นั่นก็คือสารควบคุม

00:11:36.512 --> 00:11:38.820
การเจริญเติบโตของพืชคืออะไร

00:11:39.520 --> 00:11:41.933
และมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร

00:11:42.744 --> 00:11:44.863
ครูมีเวลาให้ คิด 10 วินาทีค่ะ

00:11:44.906 --> 00:11:56.153
[เสียงดนตรี]

00:11:56.178 --> 00:11:57.921
(ดร.สุนัดดา) เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันนะคะ

00:11:57.945 --> 00:12:01.328
สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช

00:12:01.328 --> 00:12:03.121
คือสารที่มีบทบาท

00:12:03.528 --> 00:12:06.841
ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพืช

00:12:07.328 --> 00:12:09.688
มีผลควบคุมกระบวนการต่าง ๆ

00:12:10.204 --> 00:12:12.055
ในการเจริญเติบโตของพืช

00:12:12.643 --> 00:12:15.887
ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนพืชที่พืชสร้างขึ้นเอง

00:12:16.353 --> 00:12:18.793
และสารที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น

00:12:19.928 --> 00:12:23.654
เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊สนะคะ

00:12:23.915 --> 00:12:25.855
มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น

00:12:25.879 --> 00:12:27.787
การสุกของผลไม้บางชนิด

00:12:28.216 --> 00:12:31.553
นอกจากนี้แล้วยังควบคุมการงอกของเมล็ด

00:12:31.577 --> 00:12:34.055
และกระตุ้นการร่วงของใบด้วยค่ะ

00:12:35.400 --> 00:12:38.535
สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนนะคะ

00:12:38.864 --> 00:12:41.055
นิยมนำมาใช้ควบคุมการสุก

00:12:41.108 --> 00:12:43.341
ของผลไม้ในเชิงพาณิชย์ค่ะ

00:12:45.004 --> 00:12:47.332
กรดแอบไซซิกมีบทบาทสำคัญ

00:12:47.356 --> 00:12:49.372
ในการยับยั้งการงอกของเมล็ด

00:12:49.779 --> 00:12:52.041
ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว

00:12:52.783 --> 00:12:55.655
นอกจากนี้แล้ว ยังมีบทบาทเกี่ยวกับการตอบสนอง

00:12:55.679 --> 00:12:57.587
ต่อการขาดน้ำของพืชค่ะ

00:12:58.128 --> 00:13:00.887
โดยส่งผลให้รูปากใบปิด

00:13:01.036 --> 00:13:03.288
เพื่อลดการสูญเสียน้ำนะคะ

00:13:05.148 --> 00:13:08.878
สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ

00:13:09.083 --> 00:13:12.264
นิยมนำมาใช้ชะลอการเหี่ยวเฉาของพืช

00:13:12.288 --> 00:13:13.779
และไม้ดอกขณะขนส่ง

00:13:14.527 --> 00:13:17.314
ทำให้พืชหรี่หรือว่าปิดรูปากใบ

00:13:17.568 --> 00:13:19.464
เพื่อลดการสูญเสียน้ำค่ะ

00:13:22.431 --> 00:13:23.275
สำหรับคลิปนี้

00:13:23.299 --> 00:13:25.955
ก็ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ

00:13:26.228 --> 00:13:29.021
แล้วพบกันใหม่ในคลิปถัดไป สวัสดีค่ะ

00:13:29.056 --> 00:13:49.720
[เสียงดนตรี]