﻿WEBVTT

00:00:00.077 --> 00:00:31.961
[เสียงดนตรี]

00:00:32.417 --> 00:00:34.993
(คุณครูปุณยาพร) สวัสดีค่ะ สำหรับคลิปนี้นะคะ

00:00:34.994 --> 00:00:37.835
เป็นคลิปการสอนในหัวข้อที่ 4.3

00:00:38.068 --> 00:00:39.957
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

00:00:39.958 --> 00:00:42.297
ให้ความรู้โดยครูปุณยาพรค่ะ

00:00:42.568 --> 00:00:44.795
โดยที่หัวข้อนี้นะคะ

00:00:44.796 --> 00:00:49.466
อยู่ภายใต้บทที่ 4 เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ

00:00:49.467 --> 00:00:51.593
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียน

00:00:51.686 --> 00:00:53.039
วิทยาศาสตร์ชีวภาพ

00:00:53.040 --> 00:00:55.371
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ค่ะ

00:00:55.881 --> 00:00:56.693
จุดประสงค์นะคะ

00:00:56.694 --> 00:00:59.601
ก็คือเพื่อให้นักเรียนสามารถที่จะอธิบาย

00:00:59.602 --> 00:01:02.968
และยกตัวอย่างมิวเทชันและผลของมิวเทชัน

00:01:02.968 --> 00:01:05.691
ต่อการแสดงลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

00:01:06.003 --> 00:01:09.144
และยกตัวอย่างการนำมิวเทชันไปใช้ประโยชน์ค่ะ

00:01:09.753 --> 00:01:11.363
นักเรียนน่าจะเคยได้ยิน

00:01:11.364 --> 00:01:13.580
เกี่ยวกับเรื่องของการรณรงค์นะคะ

00:01:13.588 --> 00:01:16.535
ให้หลีกเลี่ยงและป้องกันอันตรายจากแสงแดดนะคะ

00:01:16.727 --> 00:01:18.421
โดยอาจจะเป็นการแนะนำนะคะ

00:01:18.422 --> 00:01:19.788
ให้ลดการอยู่กลางแจ้ง

00:01:20.027 --> 00:01:22.447
หรือว่าให้ใช้ครีมกันแดดนะคะ

00:01:22.686 --> 00:01:24.876
นักเรียนคิดว่าเพราะอะไร

00:01:24.877 --> 00:01:27.191
ถึงได้มีการรณรงค์เหล่านี้เกิดขึ้นคะ

00:01:28.701 --> 00:01:30.218
ค่ะ คำตอบนะคะ

00:01:30.219 --> 00:01:32.856
ก็คือเนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต

00:01:33.155 --> 00:01:35.305
หรือรังสียูวีในแสงแดดนะคะ

00:01:35.516 --> 00:01:38.831
จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง

00:01:39.093 --> 00:01:41.763
ซึ่งนักเรียนนี่ สามารถที่จะใช้ความรู้

00:01:41.764 --> 00:01:44.526
ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนะคะ

00:01:44.527 --> 00:01:46.398
มาอธิบายในกรณีนี้ได้ค่ะ

00:01:48.079 --> 00:01:50.382
ค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งนะคะ

00:01:51.294 --> 00:01:53.110
ลองดูที่หนึ่งยีนกัน

00:01:53.281 --> 00:01:56.491
นักเรียนคิดว่าทำไมยีนหนึ่งยีนนี่

00:01:56.492 --> 00:01:59.091
ถึงได้มีแอลลีลได้มากกว่า 1 แอลลีลคะ

00:02:00.532 --> 00:02:03.559
คำตอบ ก็คือเพราะว่า DNA นี่

00:02:03.568 --> 00:02:05.751
เป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต

00:02:05.987 --> 00:02:08.100
ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้

00:02:08.488 --> 00:02:10.422
จากการเกิดมิวเทชันค่ะ

00:02:10.761 --> 00:02:14.343
โดยนิวคลีโอไทด์ในบางตำแหน่งนะคะ ของยีนนี่

00:02:14.344 --> 00:02:15.969
อาจจะเปลี่ยนแปลงไป

00:02:15.970 --> 00:02:18.168
จัดเป็นมิวเทชันในระดับยีนค่ะ

00:02:18.517 --> 00:02:20.107
ซึ่งมิวเทชันที่เกิดขึ้นนี่

00:02:20.313 --> 00:02:23.117
ก็อาจจะก่อให้เกิดแอลลีลที่แตกต่างออกไปนะคะ

00:02:23.248 --> 00:02:25.032
และทำให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรม

00:02:25.033 --> 00:02:27.794
ที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเป็นโรคได้ค่ะ

00:02:28.709 --> 00:02:33.256
ดังในกรณีตัวอย่างนะคะ ของมิวเทชันในยีน

00:02:33.265 --> 00:02:35.280
ที่ก่อให้เกิดโรคธาลัสซีเมียค่ะ

00:02:35.519 --> 00:02:38.742
ซึ่งเป็นมิวเทชันของนิวคลีโอไทด์เพียง 1 ตำแหน่ง

00:02:38.743 --> 00:02:40.228
ดังที่เห็นในรูปนะคะ

00:02:40.614 --> 00:02:42.829
มีการเปลี่ยนจากคู่เบสไทมีน, อะดีนีน

00:02:42.830 --> 00:02:43.880
ในแอลลีล T

00:02:44.195 --> 00:02:46.924
เป็นคู่เบสไซโทซีน, กวานิน ในแอลลีล t

00:02:47.428 --> 00:02:50.128
แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงของนิวคลีโอไทด์

00:02:50.129 --> 00:02:51.546
เพียงแค่ 1 คู่นี้นะคะ

00:02:51.759 --> 00:02:54.470
ทำให้ได้โปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ

00:02:54.868 --> 00:02:58.261
จนทำให้กลายเป็นลักษณะของโรคธาลัสซีเมียได้ค่ะ

00:02:59.814 --> 00:03:03.558
ค่ะ นอกจากมิวเทชันจะเกิดได้ในระดับยีนแล้วนะคะ

00:03:03.750 --> 00:03:04.976
ยังสามารถที่จะเกิดขึ้น

00:03:04.977 --> 00:03:06.958
ในระดับโครโมโซมได้ด้วยเช่นกันค่ะ

00:03:07.988 --> 00:03:11.400
สำหรับมิวเทชันในระดับของโครโมโซมนะคะ

00:03:11.574 --> 00:03:13.235
สามารถเกิดได้ทั้งในด้าน

00:03:13.236 --> 00:03:14.936
ของโครงสร้างโครโมโซม

00:03:15.248 --> 00:03:17.364
และในด้านจำนวนโครโมโซมค่ะ

00:03:17.772 --> 00:03:18.958
ซึ่งทั้งหมดนี้นะคะ

00:03:18.959 --> 00:03:22.293
อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมได้

00:03:22.508 --> 00:03:24.371
เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ

00:03:25.104 --> 00:03:26.457
ตัวอย่างมิวเทชัน

00:03:26.458 --> 00:03:28.568
ในด้านของโครงสร้างโครโมโซมนะคะ

00:03:29.136 --> 00:03:32.045
ซึ่งตัวอย่างของชิ้นส่วนโครโมโซมนี่

00:03:32.046 --> 00:03:33.708
มีการขาดหายไป

00:03:33.708 --> 00:03:35.351
ทำให้บางแอลลีลหายไป

00:03:35.550 --> 00:03:38.235
จึงไม่สามารถที่จะกำหนดลักษณะของโปรตีน

00:03:38.236 --> 00:03:39.692
ได้ตามปกตินะคะ

00:03:39.954 --> 00:03:40.839
อย่างในรูปนี่

00:03:40.840 --> 00:03:44.224
เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการคริดูชานะคะ

00:03:44.754 --> 00:03:47.495
ซึ่งเกิดจากการที่ชิ้นส่วนของโครโมโซม

00:03:47.808 --> 00:03:49.771
คู่ที่ 5 ขาดหายไปค่ะ

00:03:49.772 --> 00:03:52.094
ส่งผลให้มีลักษณะศีรษะเล็ก

00:03:52.451 --> 00:03:54.238
ลักษณะหน้าเปลี่ยนนะคะ

00:03:54.239 --> 00:03:56.247
แล้วก็มีเสียงเล็กแหลม เป็นต้นค่ะ

00:03:57.923 --> 00:03:58.780
ต่อมานะคะ

00:03:58.781 --> 00:04:00.769
เป็นตัวอย่างของมิวเทชันในระดับ...

00:04:01.127 --> 00:04:03.108
ในด้านของจำนวนโครโมโซมนะคะ

00:04:03.288 --> 00:04:04.575
โดยโครโมโซมนี่

00:04:04.576 --> 00:04:06.580
อาจจะเกินมาทั้งโครโมโซม

00:04:06.581 --> 00:04:09.149
หรือหายไปทั้งโครโมโซมนะคะ

00:04:09.448 --> 00:04:10.742
อย่างในรูปตอนนี้นะคะ

00:04:10.743 --> 00:04:14.558
เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการดาวน์ฯ นะคะ

00:04:14.559 --> 00:04:16.673
หรือที่เราคุ้นหูว่าดาวน์ซินโดรมนะคะ

00:04:16.801 --> 00:04:19.588
เกิดจากการที่มีโครโมโซมคู่ที่ 21

00:04:19.588 --> 00:04:21.402
เกินมาทั้งโครโมโซมค่ะ

00:04:21.601 --> 00:04:25.124
ซึ่งส่งผลให้มีรูปร่างเตี้ยนะคะ

00:04:25.141 --> 00:04:26.724
มีลักษณะหน้าเปลี่ยน

00:04:26.976 --> 00:04:29.519
แล้วก็มีนิ้วมือนิ้วเท้าสั้นเป็นต้นค่ะ

00:04:31.848 --> 00:04:34.605
เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสักหนึ่งตัวอย่างนะคะ

00:04:34.796 --> 00:04:38.069
อันนี้เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการเทอร์เนอร์นะคะ

00:04:38.348 --> 00:04:40.405
เกิดจากการที่โครโมโซมเพศ

00:04:40.660 --> 00:04:42.377
หายไป 1 โครโมโซม

00:04:42.588 --> 00:04:45.260
เหลือแค่โครโมโซม X เพียง 1 โครโมโซมค่ะ

00:04:45.587 --> 00:04:48.368
ส่งผลให้มีลักษณะรูปร่างเตี้ย

00:04:48.574 --> 00:04:52.908
ลักษณะหน้าเปลี่ยน มีแผ่นที่คอ มือและเท้าบวมน้ำ

00:04:52.908 --> 00:04:54.377
และมักจะเป็นหมันค่ะ

00:04:56.968 --> 00:04:58.432
ค่ะ ที่เรียนมานี่

00:04:58.433 --> 00:05:00.957
ดูเหมือนว่าจะมีแต่การเกิดมิวเทชัน

00:05:00.958 --> 00:05:02.707
ที่ทำให้เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ

00:05:02.982 --> 00:05:05.728
คราวนี้คำถาม ก็คือมิวเทชันนี่

00:05:06.048 --> 00:05:09.184
ก่อให้เกิดผลเสียเสมอไปหรือไม่ค่ะ

00:05:09.612 --> 00:05:10.368
อันนี้นะคะ

00:05:10.368 --> 00:05:13.480
อยากจะให้นักเรียนลองคิดหาคำตอบดูนะคะ

00:05:13.481 --> 00:05:16.722
แล้วก็ลองให้เหตุผลด้วยว่าเพราะอะไร

00:05:16.723 --> 00:05:18.653
นักเรียนถึงได้คิดแบบนั้นนะคะ

00:05:18.888 --> 00:05:20.212
โดยที่เดี๋ยวคุณครูจะให้เวลา

00:05:20.213 --> 00:05:21.655
ประมาณ 10 วินาทีนะคะ

00:05:21.656 --> 00:05:23.904
ให้นักเรียนลองคิดดูพร้อม ๆ กันนะคะ

00:05:23.905 --> 00:05:25.040
เริ่มได้เลยค่ะ

00:05:36.783 --> 00:05:38.004
หมดเวลาแล้วนะคะ

00:05:38.738 --> 00:05:41.758
คำตอบ ก็คือไม่เสมอไปนะคะ

00:05:42.232 --> 00:05:43.969
เนื่องจากว่ามิวเทชันนี่

00:05:44.075 --> 00:05:46.903
อาจจะก่อให้เกิดผลดี ผลเสีย

00:05:47.188 --> 00:05:50.517
หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ

00:05:50.724 --> 00:05:54.014
ขึ้นอยู่กับว่าสมบัติของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้นี่

00:05:54.380 --> 00:05:57.050
เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไรค่ะ

00:05:57.568 --> 00:05:58.817
นักเรียนอาจจะสงสัยนะคะ

00:05:58.818 --> 00:06:01.682
ว่าไม่ส่งผลนี่ มาได้อย่างไรนะคะ

00:06:01.948 --> 00:06:03.955
พูดอย่างเดียวเดี๋ยวอาจจะไม่เห็นภาพนะคะ

00:06:03.956 --> 00:06:06.688
เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างจากการเกิดมิวเทชัน

00:06:07.205 --> 00:06:09.628
ที่เกี่ยวข้องกับการมีลักษณะเผือกกันดีกว่าค่ะ

00:06:10.368 --> 00:06:12.457
แอลลีล A นะคะ จะกำหนดออกมา

00:06:12.458 --> 00:06:15.227
เป็นโปรตีนที่ทำงานได้ตามปกตินะคะ

00:06:15.461 --> 00:06:17.836
ทำให้มีกระบวนการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น

00:06:17.837 --> 00:06:20.005
และไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

00:06:20.370 --> 00:06:22.856
แต่หากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ

00:06:23.188 --> 00:06:25.946
ทำให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป

00:06:26.179 --> 00:06:28.930
แต่ยังสามารถทำงานได้ตามปกติอยู่นะคะ

00:06:29.188 --> 00:06:32.160
ก็จะทำให้ยังคงมีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น

00:06:32.428 --> 00:06:34.686
และทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

00:06:36.927 --> 00:06:39.334
ในกรณีที่มิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ

00:06:39.548 --> 00:06:41.800
ทำให้โปรตีนนี่ เปลี่ยนแปลงไป

00:06:41.968 --> 00:06:43.601
และทำงานไม่ได้นะคะ

00:06:43.792 --> 00:06:46.032
จะทำให้ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน

00:06:46.408 --> 00:06:49.075
และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

00:06:50.892 --> 00:06:53.323
หรือถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ

00:06:53.501 --> 00:06:55.206
ทำให้ไม่มีการสร้างโปรตีน

00:06:55.207 --> 00:06:57.292
หรือสังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะ

00:06:57.293 --> 00:06:59.855
ก็จะส่งผลให้ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน

00:07:00.108 --> 00:07:02.088
และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

00:07:03.278 --> 00:07:04.488
จะเห็นได้ว่านะคะ

00:07:04.488 --> 00:07:07.180
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือมิวเทชันนี่

00:07:07.499 --> 00:07:09.033
ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

00:07:09.034 --> 00:07:11.139
ลักษณะทางพันธุกรรมเสมอไปนะคะ

00:07:11.454 --> 00:07:13.458
ขึ้นอยู่กับว่าการเกิดมิวเทชันนั้นนี่

00:07:13.668 --> 00:07:16.603
จะส่งผลกับโปรตีนที่สังเคราะห์ได้หรือไม่นะคะ

00:07:16.731 --> 00:07:19.522
แล้วถ้ามันส่งผลนี่ มันส่งผลอย่างไรค่ะ

00:07:19.756 --> 00:07:21.808
ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้นนะคะ

00:07:21.809 --> 00:07:24.736
อาจจะเป็นได้ทั้งผลดีหรือผลเสียก็ได้ค่ะ

00:07:25.080 --> 00:07:27.774
ที่ผ่านมาเราเห็นกันแต่ตัวอย่างผลเสียใช่ไหมคะ

00:07:27.775 --> 00:07:29.849
เช่น การเกิดโรคธาลัสซีเมียนะ

00:07:30.048 --> 00:07:31.454
คราวนี้เดี๋ยวเรามารอกันดูดีกว่า

00:07:31.455 --> 00:07:34.120
ว่าตัวอย่างที่เป็นผลดีนี่ มันมีอะไรบ้างค่ะ

00:07:36.070 --> 00:07:37.528
ในบางกรณีนะคะ

00:07:37.711 --> 00:07:39.834
มิวเทชันอาจทำให้การอยู่รอด

00:07:39.835 --> 00:07:41.722
ของสิ่งมีชีวิตดีขึ้นนะคะ

00:07:42.000 --> 00:07:45.673
ตัวอย่างเช่น มิวเทชันที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์

00:07:45.998 --> 00:07:47.634
แอนติเจนดัฟฟีนะคะ

00:07:47.635 --> 00:07:49.444
บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดง

00:07:49.728 --> 00:07:51.964
ซึ่งส่งผลให้มีความต้านทาน

00:07:51.965 --> 00:07:53.723
ต่อการติดเชื้อมาลาเรียค่ะ

00:07:54.203 --> 00:07:55.318
นอกจากนี้นะคะ

00:07:55.428 --> 00:07:57.185
มิวเทชันยังเป็นสาเหตุหลัก

00:07:57.186 --> 00:07:59.521
ที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมนะคะ

00:07:59.780 --> 00:08:02.903
ทั้งความแตกต่างของลำดับนิวคลีโอไทด์นะคะ

00:08:03.108 --> 00:08:06.236
และความแตกต่างในลักษณะที่ปรากฏค่ะ

00:08:06.556 --> 00:08:08.829
ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้นะคะ

00:08:08.988 --> 00:08:13.118
มีความสำคัญอย่างมากเลย ต่อเกิดวิวัฒนาการค่ะ

00:08:13.343 --> 00:08:14.411
ซึ่งเดี๋ยวนักเรียนนะคะ

00:08:14.412 --> 00:08:17.147
จะได้ศึกษาต่อไปในหัวข้อที่ 4.5 ค่ะ

00:08:18.101 --> 00:08:20.414
คราวนี้นะคะ คุณครูก็อยากจะให้นักเรียนนี่

00:08:20.688 --> 00:08:24.045
ลองสืบค้นตัวอย่างเพิ่มเติมนะคะ

00:08:24.186 --> 00:08:27.008
ทั้งในกรณีของมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรค

00:08:27.259 --> 00:08:30.408
มิวเทชันที่ก่อให้เกิดผลดีกับสิ่งมีชีวิต

00:08:30.408 --> 00:08:32.220
แล้วก็กรณีของมิวเทชัน

00:08:32.221 --> 00:08:34.301
ที่ไม่ส่งผลใด ๆ กับสิ่งมีชีวิตนะคะ

00:08:34.491 --> 00:08:37.211
อันนี้เพื่อที่นักเรียนจะได้เห็นตัวอย่างที่หลากหลาย

00:08:37.212 --> 00:08:38.935
ในกรณีที่แตกต่างกันค่ะ

00:08:39.995 --> 00:08:42.533
คราวนี้นะคะ เราเรียนกันมาตั้งเยอะแล้วนะ

00:08:42.660 --> 00:08:45.201
แล้วเราสามารถเอาความรู้ที่เราเพิ่งเรียนมานี่

00:08:45.202 --> 00:08:45.984
มาใช้ให้เป็นประโยชน์

00:08:45.985 --> 00:08:47.561
กับตัวเราเองได้อย่างไรนะคะ

00:08:48.028 --> 00:08:50.572
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามิวเทชันนี่

00:08:50.731 --> 00:08:52.931
สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

00:08:53.128 --> 00:08:55.285
และเกิดขึ้นได้ในทุกเซลล์นะคะ

00:08:55.433 --> 00:08:57.912
โดยมิวเทชันที่เกิดขึ้นในเซลล์สืบพันธุ์นี่

00:08:57.913 --> 00:08:59.581
จะสามารถที่จะถ่ายทอด

00:08:59.582 --> 00:09:01.437
ไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้นะคะ

00:09:01.708 --> 00:09:05.003
แต่อย่างไรก็ตามมิวเทชันที่เกิดขึ้น

00:09:05.004 --> 00:09:06.779
กับเซลล์ร่างกายของเรานี่

00:09:07.647 --> 00:09:10.258
ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้นะคะ

00:09:10.400 --> 00:09:12.010
แต่ว่ามันสามารถที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยน...

00:09:12.495 --> 00:09:15.180
ทำให้เกิดลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป

00:09:15.380 --> 00:09:18.516
หรือว่าทำให้เกิดการเป็นโรคขึ้นมาได้ค่ะ

00:09:18.643 --> 00:09:19.809
ตัวอย่างก็เช่นนะคะ

00:09:19.810 --> 00:09:21.770
กรณีของมะเร็งหลาย ๆ ชนิดค่ะ

00:09:22.653 --> 00:09:23.897
ซึ่งมิวเทชันนะคะ

00:09:23.898 --> 00:09:26.107
สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

00:09:26.341 --> 00:09:28.777
โดยที่อาจจะมีปัจจัยบางอย่างนะคะ

00:09:28.778 --> 00:09:31.946
ที่ทำให้เกิดมิวเทชันในอัตราที่สูงขึ้นได้นะคะ

00:09:32.093 --> 00:09:34.024
เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต,

00:09:34.286 --> 00:09:36.451
รังสีเอกซ์, รังสีแกรมมา,

00:09:36.655 --> 00:09:38.495
ทาร์ในควันบุหรี่นะคะ

00:09:38.600 --> 00:09:40.935
โดยที่ในกรณีที่รังสี

00:09:40.936 --> 00:09:43.208
หรือสารเคมีดังกล่าวเหล่านี้นะคะ

00:09:43.786 --> 00:09:47.250
ก่อให้เกิดมิวเทชันที่ทำให้เซลล์นี่ เพิ่มจำนวน

00:09:47.251 --> 00:09:49.631
โดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้นะคะ

00:09:49.919 --> 00:09:52.550
ก็อาจจะส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ค่ะ

00:09:53.801 --> 00:09:56.012
ในกรณีของมะเร็งผิวหนังนะคะ

00:09:56.328 --> 00:09:59.522
การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดนะคะ

00:09:59.523 --> 00:10:02.143
จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดมิวเทชัน

00:10:02.374 --> 00:10:03.583
ในเซลล์ผิวหนัง

00:10:03.829 --> 00:10:07.357
ดังนั้นนะคะ การหลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้ง

00:10:07.652 --> 00:10:09.442
หรือการใช้ครีมกันแดดนี่

00:10:09.566 --> 00:10:10.973
ก็อาจจะช่วยลดโอกาส

00:10:10.974 --> 00:10:13.071
ในการเกิดมิวเทชันดังกล่าวนะคะ

00:10:13.156 --> 00:10:14.405
แล้วก็ลดโอกาส

00:10:14.406 --> 00:10:16.741
ในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ

00:10:17.589 --> 00:10:19.577
เดี๋ยวมาลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งนะคะ

00:10:19.710 --> 00:10:21.992
การสูบบุหรี่นะคะ เป็นการเพิ่มความเสี่ยง

00:10:21.993 --> 00:10:23.706
ของการเกิดมะเร็งในปอดค่ะ

00:10:23.897 --> 00:10:26.751
เพราะว่าทาร์และฟอร์มัลดีไฮด์ในควันบุหรี่นะคะ

00:10:26.918 --> 00:10:29.629
จะเพิ่มโอกาสในการเกิดมิวเทชันในเซลล์ปอด

00:10:29.959 --> 00:10:31.881
ดังนั้น การไม่สูบบุหรี่

00:10:31.882 --> 00:10:35.135
หรือการหลีกเลี่ยงการสูบดมควันบุหรี่นะคะ

00:10:35.396 --> 00:10:36.303
ก็จะช่วยลดโอกาส

00:10:36.304 --> 00:10:38.805
ในการเกิดโรคมะเร็งปอดได้เช่นกันค่ะ

00:10:39.845 --> 00:10:42.142
นอกจากการรักษาสุขภาพแล้วนะคะ

00:10:42.344 --> 00:10:45.019
มนุษย์นี่ ก็มีการนำความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับ

00:10:45.020 --> 00:10:46.521
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนะคะ

00:10:46.758 --> 00:10:48.989
มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกด้วย

00:10:49.211 --> 00:10:50.567
นักเรียนลองคิดดูนะคะ

00:10:50.568 --> 00:10:52.986
เพราะว่าน่าจะเคยได้ยินหรือได้รับรู้ข้อมูล

00:10:52.987 --> 00:10:55.113
เกี่ยวกับการนำความรู้เรื่องนี้มาใช้ประโยชน์

00:10:55.114 --> 00:10:57.282
จากข่าวหรือจากแหล่งอื่น ๆ บ้างนะคะ

00:10:57.451 --> 00:10:59.409
สำหรับตอนนี้นะคะ เดี๋ยวครูยอง...

00:10:59.501 --> 00:11:01.494
ลองยกตัวอย่างบางตัวอย่างให้ดูค่ะ

00:11:03.801 --> 00:11:07.166
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลักการเกิดมิวเทชันนะคะ

00:11:07.383 --> 00:11:09.085
เพื่อชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิต

00:11:09.086 --> 00:11:11.212
ที่มีลักษณะตามที่ต้องการนะคะ

00:11:11.586 --> 00:11:12.548
โดยอันนี้จะเป็นตัวอย่าง

00:11:12.549 --> 00:11:14.340
เกี่ยวกับเรื่องของการใช้รังสีนะคะ

00:11:14.970 --> 00:11:17.093
เช่น การฉายรังสีแกรมมา

00:11:17.094 --> 00:11:20.388
ให้กับเนื้อเยื่อจากหน่อหรือเหง้าของพุทธรักษา

00:11:20.714 --> 00:11:23.850
เพื่อชักนำให้เกิดมิวเทชันของเอนไซม์

00:11:23.851 --> 00:11:26.144
ในกระบวนการสร้างสารสีนะคะ

00:11:26.145 --> 00:11:28.104
ที่ทำให้สีดอกเปลี่ยนไปค่ะ

00:11:28.330 --> 00:11:31.608
แล้วก็คัดเลือกต้นที่มีดอกสีใหม่นะคะ

00:11:31.770 --> 00:11:34.569
ทำให้ได้พุทธรักษาที่มีลักษณะใหม่

00:11:34.570 --> 00:11:36.279
ที่มีสีต่าง ๆ เพิ่มขึ้นค่ะ

00:11:36.529 --> 00:11:39.282
อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ คือการใช้รังสีนะคะ

00:11:39.283 --> 00:11:42.243
เพื่อสร้างดอกทิวลิปที่มีสีดอกที่หลากหลายค่ะ

00:11:43.346 --> 00:11:45.079
นอกจากการใช้รังสีแล้วนะคะ

00:11:45.080 --> 00:11:47.707
ก็อาจจะมีในส่วนของการใช้สารเคมีนะคะ

00:11:47.996 --> 00:11:50.855
เพื่อที่จะยับยั้งการแยกของโครโมโซม

00:11:51.013 --> 00:11:52.629
ในระหว่างการแบ่งเซลล์

00:11:52.852 --> 00:11:53.932
เพื่อสร้างพืช

00:11:53.933 --> 00:11:56.750
ที่มีจำนวนชุดของโครโมโซมเพิ่มขึ้นนะคะ

00:11:56.925 --> 00:11:59.752
อาจจะเป็นเพื่อเพิ่มขนาดของดอกหรือผลนะคะ

00:11:59.977 --> 00:12:03.932
หรือเพื่อเพิ่มปริมาณ ผลิตสารที่ต้องการนะคะ

00:12:04.099 --> 00:12:06.809
หรือเพื่อทำให้ได้ต้นพืชที่ไร้เมล็ดค่ะ

00:12:07.429 --> 00:12:08.061
อันนี้นะคะ

00:12:08.062 --> 00:12:10.440
นักเรียนอาจจะลองไปสืบค้นเพิ่มเติมดูนะคะ

00:12:10.441 --> 00:12:12.106
ว่าตัวอย่างที่คุณครูยกนี่

00:12:12.314 --> 00:12:14.859
มีหน้าตาเป็นอย่างไรกันบ้างนะคะ

00:12:15.665 --> 00:12:18.780
นอกจากการใช้ความรู้เกี่ยวกับมิวเทชันนะคะ

00:12:18.781 --> 00:12:20.702
เพื่อการรักษาสุขภาพ

00:12:20.940 --> 00:12:22.825
และการชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิต

00:12:22.826 --> 00:12:24.953
ที่มีลักษณะตามที่ต้องการแล้วนะคะ

00:12:25.099 --> 00:12:29.157
มนุษย์ยังมีการนำความรู้เกี่ยวกับพันธุศาสตร์

00:12:29.158 --> 00:12:30.917
และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนะคะ

00:12:31.168 --> 00:12:33.503
มาประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน

00:12:33.710 --> 00:12:35.880
ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนในหัวข้อต่อไปนะคะ

00:12:35.881 --> 00:12:37.715
ซึ่งก็คือหัวข้อที่ 4.4 ค่ะ

00:12:40.019 --> 00:12:42.593
ค่ะ จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ

00:12:42.767 --> 00:12:44.430
เดี๋ยวเรามาลองตอบคำถาม

00:12:44.431 --> 00:12:46.099
เพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจ

00:12:46.100 --> 00:12:47.725
ของนักเรียนกันดูดีกว่านะคะ

00:12:47.908 --> 00:12:49.686
ลองดูสิว่าข้อความต่อไปนี้นี่

00:12:50.006 --> 00:12:53.064
นักเรียนคิดว่าเป็นข้อความที่ถูกต้องหรือว่าผิดนะคะ

00:12:53.725 --> 00:12:54.649
ข้อแรกนะคะ

00:12:54.955 --> 00:12:57.986
มิวเทชันจะส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิต

00:12:58.435 --> 00:12:59.862
ถ้ามิวเทชันนั้น

00:13:00.024 --> 00:13:02.699
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน

00:13:03.307 --> 00:13:05.410
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

00:13:08.831 --> 00:13:09.872
เฉลยเลยนะคะ

00:13:10.190 --> 00:13:13.147
คำตอบที่ถูก ก็คือผิดค่ะ

00:13:13.655 --> 00:13:14.967
เราเรียนกันมาเมื่อครู่แล้วนะ

00:13:14.968 --> 00:13:16.546
ว่าการเกิดมิวเทชันนี่

00:13:16.809 --> 00:13:20.008
มันอาจจะทำให้เกิดผลดี

00:13:20.009 --> 00:13:24.095
หรือผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้ใช่ไหมคะ

00:13:24.860 --> 00:13:26.764
มาที่คำถามข้อที่ 2 นะคะ

00:13:27.171 --> 00:13:29.142
ถ้าชายคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด

00:13:29.761 --> 00:13:33.730
และสารในบุหรี่ส่งผลให้เกิดมิวเทชันในเซลล์ปอด

00:13:34.147 --> 00:13:35.898
และทำให้เกิดมะเร็งปอด

00:13:36.370 --> 00:13:39.152
เมื่อชายคนดังกล่าวนะคะ มีลูก

00:13:39.356 --> 00:13:42.864
จะสามารถถ่ายทอดมิวเทชันดังกล่าวไปให้ลูกได้

00:13:43.230 --> 00:13:45.116
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

00:13:47.906 --> 00:13:49.245
คำตอบนะคะ

00:13:50.933 --> 00:13:53.041
ผิดค่ะ เพราะว่าอะไรคะ

00:13:53.331 --> 00:13:54.709
เพราะว่ามิวเทชันอันนี้

00:13:55.064 --> 00:13:57.045
เกิดในเซลล์ปอดใช่ไหมคะ

00:13:57.180 --> 00:14:00.590
แต่ว่ามิวเทชันที่จะส่งต่อไปยังลูกได้นี่

00:14:00.591 --> 00:14:04.093
จะต้องเป็นมิวเทชันที่เกิดในเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ

00:14:06.174 --> 00:14:07.758
จากที่เราได้เรียนมานะคะ

00:14:07.925 --> 00:14:10.725
คราวนี้เดี๋ยวเรามาลองสรุปเนื้อหาในบทเรียนกันค่ะ

00:14:11.575 --> 00:14:13.811
การเปลี่ยนแปลงของลำดับนิวคลีโอไทด์

00:14:13.812 --> 00:14:15.229
จัดเป็นมิวเทชัน

00:14:15.349 --> 00:14:18.900
ซึ่งอาจเกิดในระดับยีนหรือในระดับโครโมโซม

00:14:19.298 --> 00:14:22.737
มิวเทชันนะคะ อาจก่อให้เกิดผลเสีย ผลดี

00:14:22.738 --> 00:14:25.365
หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตได้ค่ะ

00:14:25.366 --> 00:14:27.742
ขึ้นอยู่กับว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น

00:14:27.986 --> 00:14:29.911
ส่งผลให้โปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น

00:14:30.034 --> 00:14:32.955
เปลี่ยนแปลงหรือไม่ และอย่างไรค่ะ

00:14:33.296 --> 00:14:34.163
โดยมนุษย์นะคะ

00:14:34.164 --> 00:14:37.085
ได้มีการประยุกต์ใช้หลักการของการเกิดมิวเทชัน

00:14:37.277 --> 00:14:40.296
ในการชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิต

00:14:40.297 --> 00:14:42.382
ที่มีลักษณะที่แตกต่างจากเดิม

00:14:42.640 --> 00:14:44.884
โดยการใช้รังสีและสารเคมีค่ะ

00:14:46.030 --> 00:14:47.350
จบลงไปแล้วนะคะ

00:14:47.360 --> 00:14:50.014
กับหัวข้อการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

00:14:50.569 --> 00:14:52.450
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป

00:14:52.451 --> 00:14:55.645
ก็คือเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอค่ะ

00:14:56.156 --> 00:14:58.135
สำหรับตอนนี้ สวัสดีค่ะ

00:14:58.319 --> 00:15:20.754
[เสียงดนตรี]