﻿WEBVTT

00:00:00.001 --> 00:00:31.906
[เสียงดนตรี]

00:00:32.470 --> 00:00:33.290
(คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียน

00:00:33.310 --> 00:00:35.649
วันนี้มาพบกับผมคุณครูธีรพัฒน์อีกครั้งนะครับ

00:00:36.410 --> 00:00:38.818
ในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน

00:00:38.842 --> 00:00:39.778
ตอนที่ 2 นะครับ

00:00:42.274 --> 00:00:43.254
ในเรื่องนี้นี่นะครับ

00:00:43.279 --> 00:00:45.681
จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ

00:00:45.987 --> 00:00:48.685
ในหัวข้อที่ 2.4 เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ

00:00:49.177 --> 00:00:52.128
แล้วก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่ 2.4.2

00:00:52.481 --> 00:00:53.523
กลไกการต่อต้าน

00:00:53.547 --> 00:00:55.921
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ

00:00:57.089 --> 00:00:59.229
จุดประสงค์การเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับ

00:00:59.656 --> 00:01:01.516
เมื่อเรียนจบแล้วนี่ คุณครูคาดหวังว่า

00:01:01.740 --> 00:01:03.126
นักเรียนจะสามารถอธิบาย

00:01:03.306 --> 00:01:06.074
แล้วก็เขียนแผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้าน

00:01:06.099 --> 00:01:08.136
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะได้ครับ

00:01:09.770 --> 00:01:12.301
ก่อนที่จะเรียนในหัวข้อต่อไปนี้นะครับ

00:01:12.726 --> 00:01:15.076
ครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นกันไปแล้วแหละ

00:01:15.510 --> 00:01:18.858
ในคลิป... ระบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 1 นะครับ

00:01:19.399 --> 00:01:20.776
เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่าน

00:01:20.801 --> 00:01:21.742
แล้วก็สื่อสารกันดู

00:01:21.781 --> 00:01:22.840
จากนั้นจะมีคำถาม

00:01:22.878 --> 00:01:24.514
ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ

00:01:29.574 --> 00:01:30.778
พร้อมสำหรับคำถามกันหรือยัง

00:01:32.326 --> 00:01:33.416
เดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับ

00:01:34.860 --> 00:01:37.838
คำถามแรก ก็คือกลไกการต่อต้าน

00:01:37.863 --> 00:01:40.798
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่คืออะไร

00:01:41.746 --> 00:01:43.065
ครับ อันนี้เป็นคำถามแรกนะ

00:01:45.137 --> 00:01:48.179
คำถามที่ 2 ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่

00:01:48.816 --> 00:01:50.364
มีกลไกการต่อต้าน

00:01:50.389 --> 00:01:52.021
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ

00:01:52.112 --> 00:01:53.301
ในระบบคุ้มกันอยู่แล้ว

00:01:53.973 --> 00:01:56.862
เหตุใดจึงยังต้องมีกลไกการต่อต้าน

00:01:56.887 --> 00:01:58.393
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

00:01:58.835 --> 00:02:00.348
อีกกลไกหนึ่งด้วยนะครับ

00:02:00.895 --> 00:02:03.148
อันนี้เป็นคำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะ

00:02:08.475 --> 00:02:10.160
ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้นะครับ

00:02:10.546 --> 00:02:14.076
เดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับ

00:02:14.905 --> 00:02:16.436
คือหัวข้อกลไกการต่อต้าน

00:02:16.461 --> 00:02:18.837
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ

00:02:19.332 --> 00:02:21.963
โดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้

00:02:22.139 --> 00:02:23.248
มีอยู่ด้วยกัน 2 อัน ก็คือ

00:02:24.490 --> 00:02:26.062
อันแรก ก็คือจะเป็นการต่อต้าน

00:02:26.081 --> 00:02:27.242
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:02:27.309 --> 00:02:29.780
ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายเราแล้วนะครับ

00:02:30.841 --> 00:02:33.461
อันที่ 2 ก็คือกลไกนี้จะเกี่ยวข้อง

00:02:33.485 --> 00:02:35.606
กับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว

00:02:35.730 --> 00:02:37.238
กลุ่มลิมโฟไซต์นะครับ

00:02:39.128 --> 00:02:41.051
นักเรียนยังจำกลุ่มลิมโฟไซต์

00:02:41.127 --> 00:02:42.110
เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

00:02:42.135 --> 00:02:43.995
ที่ครูเคยสอนเมื่อตอนที่แล้วได้ไหมครับ

00:02:45.418 --> 00:02:47.514
ถ้าลืมไปแล้วเดี๋ยวเราลองมาทบทวน

00:02:47.552 --> 00:02:50.628
จากความรู้เพิ่มเติมที่ครูเคยให้ไว้แล้วนะครับ

00:02:51.822 --> 00:02:53.704
จุดเน้น ก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่

00:02:53.761 --> 00:02:55.075
จะเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว

00:02:55.450 --> 00:02:57.786
ที่สามารถตอบสนองแล้วก็ทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:02:57.891 --> 00:02:59.100
ได้อย่างจำเพาะนะครับ

00:02:59.696 --> 00:03:02.057
แล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีด้วยนะครับ

00:03:02.082 --> 00:03:03.944
ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนต่อไปนะครับ

00:03:05.181 --> 00:03:07.647
เดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่ม

00:03:07.890 --> 00:03:09.880
เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์กันต่อนะครับ

00:03:11.214 --> 00:03:12.972
เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์นี่

00:03:12.996 --> 00:03:14.328
จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน

00:03:14.780 --> 00:03:16.862
ชนิดแรก ชนิดแรกเรียกว่า "เซลล์บี"

00:03:17.210 --> 00:03:18.601
หรือ B lymphocyte นะครับ

00:03:18.959 --> 00:03:20.929
ชนิดที่ 2 นี่เรียกว่า "เซลล์ที"

00:03:21.286 --> 00:03:23.029
หรือ T lymphocyte นะครับ

00:03:24.343 --> 00:03:26.390
และเจ้าเซลล์ทีและเซลล์บีนี่

00:03:27.149 --> 00:03:29.781
จะทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจน

00:03:29.806 --> 00:03:31.270
และก็แอนติบอดีนะครับ

00:03:31.623 --> 00:03:33.109
มีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีก 2 คำแล้วนะ

00:03:33.432 --> 00:03:35.379
คือคำว่า "แอนติเจน" กับ "แอนติบอดี"

00:03:35.841 --> 00:03:38.780
นักเรียนพอจะรู้จัก 2 คำนี้ไหมครับ

00:03:40.692 --> 00:03:41.243
ถ้ายังไม่รู้จัก

00:03:41.643 --> 00:03:42.897
เดี๋ยวเราลองไปทำความรู้จัก

00:03:43.026 --> 00:03:44.454
กับ 2 คำนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับ

00:03:46.759 --> 00:03:49.951
ลองดูรูปที่คุณครูให้มาพิจารณากันนี้นะครับ

00:03:50.579 --> 00:03:52.045
นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับ

00:03:52.107 --> 00:03:55.377
ว่าแอนติบอดีกับแอนติเจนนี่

00:03:55.592 --> 00:03:58.222
มีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะครับ

00:03:58.498 --> 00:04:00.220
ให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ

00:04:05.995 --> 00:04:07.301
นักเรียนบางคนอาจจะตอบได้

00:04:07.326 --> 00:04:08.358
แบบตรงไปตรงมานะ

00:04:08.396 --> 00:04:12.198
ซึ่งจากรูปนี่จะเห็นว่าตัวแอนติบอดีนี่ครับ

00:04:12.280 --> 00:04:15.489
มันสามารถจับกับแอนติเจนได้นะครับ

00:04:15.861 --> 00:04:18.432
และก็มีบริเวณที่สามารถจับกับแอนติเจน

00:04:18.465 --> 00:04:20.574
อยู่บริเวณปลายของแอนติบอดีนะครับ

00:04:21.124 --> 00:04:23.957
การจับกันของแอนติเจนกับแอนติบอดีนี่

00:04:24.005 --> 00:04:26.201
จะเป็นการจับกันแบบจำเพาะนะครับ

00:04:26.925 --> 00:04:29.821
เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับ

00:04:31.288 --> 00:04:33.868
ข้อมูลเพิ่มเติมนี่จะอธิบายว่าแอนติเจนนี่

00:04:33.962 --> 00:04:35.197
เป็นโมเลกุลของสาร

00:04:35.235 --> 00:04:36.830
หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ นะครับ

00:04:37.160 --> 00:04:39.271
อาจจะเป็นเชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย

00:04:39.296 --> 00:04:41.488
หรือส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ

00:04:41.717 --> 00:04:44.538
รวมทั้งสารพิษต่าง ๆ ที่เชื้อโรคสร้างขึ้น

00:04:44.563 --> 00:04:45.815
หรืออาจจะเป็นสารพิษ

00:04:45.858 --> 00:04:47.630
ที่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรา

00:04:48.202 --> 00:04:49.440
เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่

00:04:49.678 --> 00:04:52.325
จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายเรานะครับ

00:04:52.768 --> 00:04:55.101
ให้เกิดกลไกการต่อต้าน

00:04:55.215 --> 00:04:57.758
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะขึ้นนะครับ

00:04:58.973 --> 00:05:00.524
ซึ่งกลไกการต่อต้าน

00:05:00.548 --> 00:05:02.364
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่

00:05:02.798 --> 00:05:04.281
จะเกิดจากการที่ร่างกายนี่

00:05:04.348 --> 00:05:06.895
สร้างแอนติบอดีออกมานะครับ

00:05:07.286 --> 00:05:08.237
และแอนติบอดีเองนี่

00:05:08.265 --> 00:05:09.403
ก็สามารถที่จะไปจัด

00:05:09.738 --> 00:05:12.050
กับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ

00:05:15.019 --> 00:05:17.642
จากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้

00:05:18.056 --> 00:05:19.043
ครูก็มีคำถาม

00:05:19.152 --> 00:05:21.144
ที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดต่อเนื่องนะครับ

00:05:21.277 --> 00:05:22.860
ก่อนที่จะเข้าไปเรียน

00:05:23.008 --> 00:05:25.008
ในเรื่องเกี่ยวกับลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับ

00:05:25.814 --> 00:05:28.754
คำถามแรก ก็คือการสร้างแอนติบอดีนี่

00:05:29.130 --> 00:05:32.737
เกี่ยวข้องกับเซลล์บีและเซลล์ทีอย่างไรนะครับ

00:05:33.902 --> 00:05:34.924
คำถามต่อมา ก็คือว่า

00:05:35.459 --> 00:05:38.924
เหตุใดจึงสร้างแอนติบอดีออกมา

00:05:39.425 --> 00:05:40.763
เพื่อจับกับแอนติเจน

00:05:41.844 --> 00:05:43.898
และนำไปทำลายต่อไปเท่านั้นนะครับ

00:05:43.974 --> 00:05:45.842
หน้าที่ของแอนติบอดีมีหน้าที่เดียว

00:05:45.927 --> 00:05:47.368
คือ จับกับแอนติเจนนะครับ

00:05:47.431 --> 00:05:49.940
เหตุใดจึงสร้างออกมา

00:05:49.965 --> 00:05:51.166
แล้วมีหน้าที่เพียงแค่นั้นนะครับ

00:05:51.250 --> 00:05:52.686
นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับ

00:05:55.231 --> 00:05:56.745
เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก

00:05:56.769 --> 00:05:57.921
แต่ว่าเดี๋ยวเราจะเรียนต่อไป

00:05:57.946 --> 00:05:59.696
แล้วนักเรียนจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ

00:06:00.695 --> 00:06:04.087
เราไปดูกันว่าเมื่อมีแอนติเจนนี่

00:06:04.111 --> 00:06:06.396
เข้ามาภายในเนื้อเยื่อในร่างกายเราแล้วนี่

00:06:06.421 --> 00:06:07.694
จะเกิดการกระตุ้น

00:06:07.694 --> 00:06:09.888
หรือเกิดการทำงานของเซลล์อย่างไรบ้างนะครับ

00:06:10.897 --> 00:06:13.945
อันแรกเลย คือ ทั้งเซลล์บีและเซลล์ทีนี่

00:06:14.818 --> 00:06:17.677
จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ

00:06:19.611 --> 00:06:21.266
เซลล์บีนี่จะถูกกระตุ้นนะครับ

00:06:21.424 --> 00:06:23.693
ให้แบ่งเซลล์และพัฒนาไปเป็นเซลล์

00:06:23.717 --> 00:06:24.947
ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ

00:06:24.972 --> 00:06:26.135
เรียกว่า "เซลล์พลาสมา"

00:06:26.905 --> 00:06:28.807
เซลล์พลาสมานี่ก็จะมีบทบาทสำคัญแล้ว

00:06:28.952 --> 00:06:31.079
เพราะว่าจะเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่

00:06:31.134 --> 00:06:33.667
สร้างและหลั่งแอนติบอดีนะครับ

00:06:34.310 --> 00:06:36.850
ให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเราเพื่อจับกับแอนติเจน

00:06:36.875 --> 00:06:38.669
แล้วก็นำไปทำลายต่อไปนะครับ

00:06:40.189 --> 00:06:41.160
ในขณะเดียวกันนะครับ

00:06:41.456 --> 00:06:42.372
แอนติเจนที่เข้ามา

00:06:42.384 --> 00:06:43.760
ในเนื้อเยื่อร่างกายเราได้แล้วนี่

00:06:44.099 --> 00:06:46.758
ก็จะกระตุ้นเซลล์ทีนะครับ

00:06:46.952 --> 00:06:49.599
ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันนะครับ

00:06:49.961 --> 00:06:51.276
โดยเซลล์ทีที่กระตุ้นนี่

00:06:51.301 --> 00:06:52.856
จะมีหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 2 อัน

00:06:52.881 --> 00:06:55.695
ก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ

00:06:55.881 --> 00:06:57.307
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

00:06:57.332 --> 00:06:58.466
หรือภาษาอังกฤษเราเรียกว่า

00:06:58.726 --> 00:07:00.683
"cytotoxic T cell" นะครับ

00:07:01.216 --> 00:07:03.494
และอีกชนิดหนึ่ง ก็คือเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ

00:07:03.519 --> 00:07:04.985
หรือ helper T cell นะครับ

00:07:05.433 --> 00:07:08.895
ซึ่งเจ้าตัว cytotoxic T cell นี่

00:07:08.907 --> 00:07:10.711
ก็จะทำหน้าที่ตามชื่อของมันนะครับ

00:07:11.099 --> 00:07:13.671
ส่วนเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ ก็จะมีบทบาทสำคัญ

00:07:14.046 --> 00:07:16.994
ในการกระตุ้นลิมโฟไซต์ชนิดต่าง ๆ นะครับ

00:07:17.024 --> 00:07:19.222
ซึ่งจะมีเป็นตัวที่มีบทบาทสำคัญมาก

00:07:19.247 --> 00:07:20.514
ในระบบภูมิคุ้มกันของเรานะครับ

00:07:23.212 --> 00:07:26.974
นอกจากนี้นี่ เซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนี่ครับ

00:07:27.441 --> 00:07:29.229
ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า

00:07:29.254 --> 00:07:30.278
"เซลล์ความจำ" นะครับ

00:07:30.296 --> 00:07:31.604
หรือ memory cell นะครับ

00:07:31.912 --> 00:07:32.790
ซึ่ง memory cell นี่

00:07:32.863 --> 00:07:34.874
จะมีการจดจำที่จำเพาะ

00:07:34.899 --> 00:07:36.517
ต่อแอนติเจนนั้น ๆ นะครับ

00:07:37.515 --> 00:07:38.883
ทำไมถึงต้องมีการจดจำนะครับ

00:07:38.926 --> 00:07:42.362
ก็คือเพราะว่าเมื่อมีแอนติเจนชนิดเดิมเข้ามานี่

00:07:44.061 --> 00:07:47.361
เจ้าเซลล์เมมโมรีนี่ครับ จะเป็นตัวที่ตอบสนอง

00:07:47.525 --> 00:07:49.182
ต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วนะครับ

00:07:49.235 --> 00:07:52.055
แล้วก็กระตุ้นให้เซลล์บีนะครับ

00:07:52.940 --> 00:07:55.581
สร้างแอนติบอดีออกมาเพื่อเข้าไปจับ

00:07:55.605 --> 00:07:57.393
กับแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วเช่นกันครับ

00:08:00.112 --> 00:08:02.076
จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ

00:08:02.101 --> 00:08:03.859
เดี๋ยวเราลองมาสรุปเป็นรูปภาพกัน

00:08:03.901 --> 00:08:05.974
เพื่อจะอาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ

00:08:07.073 --> 00:08:08.559
สิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนนี่

00:08:08.605 --> 00:08:10.645
เข้ามาในเนื้อเยื่อของร่างกายเราแล้วนี่นะครับ

00:08:11.464 --> 00:08:15.014
ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์บี

00:08:15.298 --> 00:08:16.276
เซลล์ทีผู้ช่วย

00:08:16.398 --> 00:08:18.244
แล้วก็เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม

00:08:18.269 --> 00:08:19.620
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

00:08:20.667 --> 00:08:21.786
กระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้น

00:08:22.344 --> 00:08:23.107
เซลล์บีนี่ครับ

00:08:23.217 --> 00:08:24.964
จะเมื่อถูกกระตุ้นแล้ว

00:08:25.007 --> 00:08:27.078
จะเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็น

00:08:28.188 --> 00:08:30.025
เซลล์พลาสมานะครับ

00:08:30.371 --> 00:08:31.057
แล้วก็ส่วนหนึ่ง

00:08:31.081 --> 00:08:32.857
ก็จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ความจำนะครับ

00:08:33.580 --> 00:08:34.414
เซลล์พลาสมานี่

00:08:34.439 --> 00:08:37.138
จะทำหน้าที่สร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดีออกมา

00:08:37.599 --> 00:08:40.084
แอนติบอดีนี่จะไปจับกับแอนติเจนนะครับ

00:08:40.120 --> 00:08:41.205
ซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมเมื่อกี้

00:08:41.230 --> 00:08:42.977
ที่เข้ามาในเนื้อเยื่อของร่างกายเรานะครับ

00:08:43.389 --> 00:08:46.262
แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ

00:08:46.335 --> 00:08:48.620
โดยเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นั่นเองนะครับ

00:08:50.772 --> 00:08:52.316
ในขณะที่เซลล์ทีผู้ช่วยนี่

00:08:52.580 --> 00:08:55.091
ก็จะกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวน

00:08:55.116 --> 00:08:57.316
หรือเปลี่ยนไปเป็นตัวเซลล์ทีผู้ช่วยเอง

00:08:57.704 --> 00:08:58.797
ในปริมาณที่มากขึ้นนะครับ

00:08:58.876 --> 00:09:00.279
แล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนไป

00:09:00.304 --> 00:09:01.794
เป็นเซลล์ความจำนะครับ

00:09:03.563 --> 00:09:04.671
โดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่

00:09:04.696 --> 00:09:08.289
จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์บีอื่น ๆ นะครับ

00:09:08.314 --> 00:09:10.562
หรือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม

00:09:10.890 --> 00:09:12.021
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนี่

00:09:12.337 --> 00:09:14.551
ให้เกิดการทำงานแล้วก็แบ่งเซลล์

00:09:14.576 --> 00:09:16.252
แล้วก็เพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ

00:09:18.161 --> 00:09:20.699
ในขณะที่เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม

00:09:20.724 --> 00:09:22.001
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

00:09:22.540 --> 00:09:24.678
ก็จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวน

00:09:24.703 --> 00:09:25.850
หรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัน

00:09:25.940 --> 00:09:27.658
ก็จะกลายเป็นเซลล์ความจำ

00:09:27.913 --> 00:09:30.185
หรือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์ชนิดเดิม

00:09:30.210 --> 00:09:31.691
ก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม

00:09:31.716 --> 00:09:33.061
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

00:09:33.483 --> 00:09:34.729
ก็จะทำหน้าที่ของเขา

00:09:34.753 --> 00:09:36.522
ก็คือเข้าไปทำลายเซลล์แปลกปลอม

00:09:36.600 --> 00:09:38.721
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสอยู่นั่นเองนะครับ

00:09:39.049 --> 00:09:41.415
อันนี้เป็นหน้าที่ของเซลล์ที

00:09:41.433 --> 00:09:42.695
ที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ

00:09:46.109 --> 00:09:46.798
รูปนี้นะครับ

00:09:46.865 --> 00:09:49.901
จะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้าน

00:09:49.926 --> 00:09:51.579
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

00:09:52.279 --> 00:09:54.377
ที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไกหรือต่อต้าน

00:09:55.005 --> 00:09:56.167
สิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่

00:09:56.460 --> 00:09:59.255
ก็เนื่องจากว่าเซลล์ลิมโฟไซต์นี่นะครับ

00:09:59.279 --> 00:10:01.287
ไม่ว่าจะเป็นเซลล์บี เซลล์ทีผู้ช่วย

00:10:01.602 --> 00:10:03.612
หรือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนี่ครับ

00:10:03.921 --> 00:10:06.907
สามารถจับกับแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกายของเรานี่

00:10:06.956 --> 00:10:07.966
ได้อย่างจำเพาะนะครับ

00:10:08.560 --> 00:10:12.475
และเซลล์บีที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมานี่

00:10:13.068 --> 00:10:15.895
ก็ยังสามารถที่จะสร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดี

00:10:15.919 --> 00:10:17.709
ที่สามารถจับกับแอนติเจน

00:10:17.734 --> 00:10:19.279
ได้อย่างจำเพาะด้วยเช่นกันครับ

00:10:20.540 --> 00:10:23.785
จึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อกลไกนี้นะครับ

00:10:25.942 --> 00:10:27.110
จากที่เรียนมาทั้งหมดนี่

00:10:27.492 --> 00:10:29.914
เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับ

00:10:30.254 --> 00:10:31.816
โดยตรวจสอบจากคำถามที่ว่า

00:10:32.464 --> 00:10:34.539
ถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลาย

00:10:34.891 --> 00:10:36.340
หรือไม่สามารถทำงานได้

00:10:36.814 --> 00:10:40.117
จะมีผลต่ออย่างไรต่อร่างกายครับ

00:10:40.439 --> 00:10:41.489
นักเรียนลองไปคิดดูนะ

00:10:41.556 --> 00:10:45.963
แล้วเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับ

00:10:48.397 --> 00:10:49.769
หลังจากที่เราได้ตรวจสอบ

00:10:49.787 --> 00:10:51.042
ทำความเข้าใจกันมาแล้วนะครับ

00:10:51.675 --> 00:10:54.769
ครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับ

00:10:54.859 --> 00:10:56.526
แล้วเดี๋ยวเราจะมีคำถาม

00:10:56.556 --> 00:10:57.932
ให้นักเรียนลองมาช่วยกันคิดนะครับ

00:10:59.898 --> 00:11:02.480
ข้อความ ก็คือหลัก ๆ ก็คือปัจจุบันนี่

00:11:02.692 --> 00:11:04.411
โรคมันพัฒนามากขึ้นนะครับ

00:11:04.442 --> 00:11:06.707
การคมนาคมขนส่งต่าง ๆ ก็สะดวกมากขึ้น

00:11:07.101 --> 00:11:08.263
ทำให้บางครั้งนี่

00:11:08.814 --> 00:11:10.329
เราสามารถพบโรค

00:11:10.372 --> 00:11:12.166
ที่เคยอยู่ในเฉพาะบางประเทศนี่

00:11:12.306 --> 00:11:14.510
แพร่ระบาดไปสู่ประเทศต่าง ๆ นะครับ

00:11:14.571 --> 00:11:16.346
อย่างตัวอย่างเช่น โรคเมอร์ส นะครับ

00:11:16.795 --> 00:11:19.442
หรือการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่

00:11:19.478 --> 00:11:23.198
ที่ยังไม่เคยมีใครได้รับเชื้อเหล่านี้มาก่อนนะครับ

00:11:23.228 --> 00:11:24.380
อย่างเช่น COVID-19

00:11:24.386 --> 00:11:27.323
ที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกอยู่ในปัจจุบันนี้นะครับ

00:11:28.033 --> 00:11:30.883
ทุกคนนี่ มีความเสี่ยงที่จะติดโรคเหล่านี้ได้

00:11:31.265 --> 00:11:33.082
แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น

00:11:33.161 --> 00:11:35.693
ที่อาจจะเกิดอันตรายจากโรคเหล่านี้ได้นี่

00:11:35.965 --> 00:11:36.875
ง่ายกว่าคนปกติ

00:11:37.020 --> 00:11:39.190
ก็อย่างเช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ

00:11:39.226 --> 00:11:42.059
หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ

00:11:42.992 --> 00:11:44.607
คำถามที่ครูจะให้ลองช่วยกันคิด

00:11:44.655 --> 00:11:49.201
ก็คือว่าเราจะมีวิธีการในการลดความเสี่ยง

00:11:49.553 --> 00:11:51.401
ของโรคเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างนะครับ

00:11:51.553 --> 00:11:52.960
ลองช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ่งครับ

00:11:58.425 --> 00:11:59.385
เรามาดูคำตอบกัน

00:12:00.058 --> 00:12:02.649
คำตอบก็คือแน่นอนเราต้องทำการศึกษา

00:12:02.674 --> 00:12:04.066
แล้วก็ทำความเข้าใจ

00:12:04.090 --> 00:12:05.698
เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ

00:12:06.001 --> 00:12:07.892
เพื่อให้ทราบวิธีการป้องกันตนเอง

00:12:07.972 --> 00:12:09.040
จากเชื้อโรคนะครับ

00:12:10.060 --> 00:12:11.593
แต่ปัจจุบันที่เราทำกันอยู่ก็อย่างเช่น

00:12:12.093 --> 00:12:14.246
การรักษาสุขลักษณะนะครับ

00:12:14.271 --> 00:12:15.979
การกินร้อน การล้างมือบ่อย ๆ

00:12:16.466 --> 00:12:17.952
การใส่หน้ากากอนามัยนะครับ

00:12:18.132 --> 00:12:20.455
รวมทั้งการทำ Social Distancing

00:12:20.480 --> 00:12:21.985
ที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ด้วยนะครับ

00:12:23.398 --> 00:12:24.263
นอกจากนี้แล้ว

00:12:24.890 --> 00:12:27.202
อีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง

00:12:27.255 --> 00:12:28.305
จากอันตรายของโรคต่าง ๆ ได้

00:12:28.345 --> 00:12:31.609
ก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเองนะครับ

00:12:32.380 --> 00:12:34.966
มีคำถามให้ลองคิดเพิ่มเรามาดูกัน

00:12:35.313 --> 00:12:36.035
คำถามก็คือ

00:12:36.386 --> 00:12:38.386
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายนี่

00:12:38.703 --> 00:12:40.026
ทำได้อย่างไรบ้างครับ

00:12:43.420 --> 00:12:46.595
ครูจะมีรูปตัวอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

00:12:46.682 --> 00:12:49.965
ให้นักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ 2 รูป

00:12:50.462 --> 00:12:52.766
รูปแรกก็จะเป็นการที่ทารกนี่

00:12:53.260 --> 00:12:55.248
ดื่มกินน้ำนมจากแม่นะครับ

00:12:55.541 --> 00:12:56.498
แล้วก็รูปที่ 2 นี่

00:12:56.698 --> 00:12:59.325
จะเป็นการรูปของการฉีดวัคซีนนะครับ

00:13:00.065 --> 00:13:01.877
คำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดก็คือว่า

00:13:02.404 --> 00:13:04.763
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 รูปนี้

00:13:05.130 --> 00:13:06.449
เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

00:13:09.142 --> 00:13:10.395
เดี๋ยวเรามาดูคำตอบกันนะครับ

00:13:11.926 --> 00:13:14.914
การที่ทารกนี่ ดื่มกินน้ำนมของแม่นี่

00:13:15.074 --> 00:13:17.012
เป็นการที่ทารกนี่

00:13:17.291 --> 00:13:21.398
จะได้รับการภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงนะครับ

00:13:21.884 --> 00:13:24.031
เราจะเรียกการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า

00:13:24.284 --> 00:13:25.671
"ภูมิคุ้มกันแบบรับมา" นะครับ

00:13:26.724 --> 00:13:27.420
ทารกนี่

00:13:27.553 --> 00:13:30.172
จะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรงนะครับ

00:13:31.716 --> 00:13:33.423
ส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ

00:13:33.922 --> 00:13:37.316
เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเรานี่

00:13:37.562 --> 00:13:41.836
จะต้องค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับ

00:13:42.469 --> 00:13:44.201
เราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า

00:13:44.419 --> 00:13:45.923
"ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ

00:13:46.350 --> 00:13:48.149
ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี่

00:13:48.389 --> 00:13:51.837
อาศัยหลักการของกลไกการต่อต้าน

00:13:51.862 --> 00:13:53.897
หรือทำลายสิ่งปลอมแบบจำเพาะนะครับ

00:13:54.216 --> 00:13:57.283
นักเรียนอธิบายได้ไหมว่าภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี่

00:13:57.836 --> 00:13:59.461
อาศัยหลักการอย่างไรนะครับ

00:13:59.608 --> 00:14:00.834
ของกลไกการต่อต้าน

00:14:01.134 --> 00:14:02.434
หรือทำลายสิ่งปลอมแบบจำเพาะ

00:14:03.061 --> 00:14:04.398
เดี๋ยวเราลองมาดูกันครับ

00:14:07.884 --> 00:14:09.972
บางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะ

00:14:10.039 --> 00:14:12.836
เดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ

00:14:13.016 --> 00:14:15.864
เราไปดูกันว่าความรู้เพิ่มเติมนั้นคืออะไรนะครับ

00:14:16.591 --> 00:14:21.556
ความรู้เพิ่มเติมอันนั้น ก็คือสถานเสาวภานะครับ

00:14:21.623 --> 00:14:22.751
ที่สภากาชาดไทยนี่

00:14:23.104 --> 00:14:24.828
จะเป็นแหล่งผลิตเซรุ่ม

00:14:25.608 --> 00:14:27.437
แหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเลยนะครับ

00:14:27.777 --> 00:14:28.657
เซรุ่มคืออะไร

00:14:29.017 --> 00:14:31.354
เซรุ่มนี่ เตรียมได้จากเลือดม้านะครับ

00:14:31.514 --> 00:14:33.385
โดยการฉีดแอนติเจนนะครับ

00:14:33.411 --> 00:14:35.898
แอนติเจนที่ว่าก็อาจจะเป็นตัวพิษงู

00:14:36.011 --> 00:14:37.444
หรือเป็นเชื้อของโรคต่าง ๆ

00:14:37.469 --> 00:14:39.364
เช่น เชื้อของพิษสุนัขบ้านะครับ

00:14:40.014 --> 00:14:42.661
เพื่อกระตุ้นให้ม้านี่ สร้างแอนติบอดีออกมา

00:14:43.179 --> 00:14:44.738
หลังจากนั้นนี่เขาจะเจาะเลือดม้า

00:14:45.025 --> 00:14:47.258
แล้วก็เก็บตัวอย่างเลือดม้าไป

00:14:47.365 --> 00:14:50.152
แล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่มออกมา

00:14:50.225 --> 00:14:53.222
ซึ่งส่วนที่เป็นเซรุ่มนี่ จะมีแอนติบอดีที่เราต้องการ

00:14:53.268 --> 00:14:54.642
แล้วก็เอาไปใช้ฉีดให้กับคน

00:14:55.407 --> 00:14:57.885
ที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับ

00:14:58.796 --> 00:15:01.275
คำถามก็คือว่าเซรุ่มนี่

00:15:01.462 --> 00:15:04.350
เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ

00:15:05.265 --> 00:15:08.043
แล้วก็อีกคำถามหนึ่งก็คือว่าการผลิตเซรุ่ม

00:15:08.128 --> 00:15:10.147
อาศัยหลักการของแอนติเจน

00:15:10.459 --> 00:15:11.579
และแอนติบอดีอย่างไร

00:15:13.098 --> 00:15:15.159
นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับ

00:15:18.619 --> 00:15:20.380
ถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ

00:15:22.460 --> 00:15:23.550
จากข้อมูลตรงนี้นะครับ

00:15:23.623 --> 00:15:24.885
จะเห็นว่าเซรุ่ม

00:15:24.970 --> 00:15:26.570
หรือบางครั้งเราก็เรียกว่า "ซีรัม" นี่ครับ

00:15:26.637 --> 00:15:27.635
เขียนภาษาอังกฤษเหมือนกันเลย

00:15:27.775 --> 00:15:31.766
มันคือคำเดียวกันแต่ว่าเราพูดคนละแบบนะครับ

00:15:32.373 --> 00:15:33.748
นี่สกัดได้จากเลือดสัตว์

00:15:33.841 --> 00:15:35.195
ก็อย่างตัวอย่างที่บอกเมื่อกี้

00:15:35.220 --> 00:15:36.720
อย่างเช่นเลือดของม้านะครับ

00:15:40.361 --> 00:15:41.762
การได้รับเซรุ่มเข้าไปนี่

00:15:41.905 --> 00:15:42.957
ทำให้ร่างกายนี่

00:15:43.082 --> 00:15:44.639
ได้รับแอนติบอดีที่จำเพาะ

00:15:44.664 --> 00:15:46.382
ต่อแอนติเจนนั้นโดยตรงนะครับ

00:15:47.210 --> 00:15:48.358
แอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่

00:15:48.383 --> 00:15:49.958
สามารถไปจับกับแอนติเจน

00:15:50.298 --> 00:15:52.468
ที่อยู่ในร่างกายของเราได้ทันทีนะครับ

00:15:53.028 --> 00:15:55.279
ตัวแอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่

00:15:55.379 --> 00:15:57.419
อาจจะอยู่ในร่างกายได้ไม่นานนักนะครับ

00:15:57.759 --> 00:15:59.153
บางรายอาจจะอยู่ได้เป็นสัปดาห์

00:15:59.333 --> 00:16:00.066
หรือเป็นเดือนนะครับ

00:16:00.120 --> 00:16:01.904
อันนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอนติบอดี

00:16:01.924 --> 00:16:03.756
ที่ร่างกายเราได้รับเข้าไปนั่นเองครับ

00:16:06.883 --> 00:16:08.254
นักเรียนยังจำรูปที่

00:16:08.328 --> 00:16:10.634
ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้ใช่ไหมครับ

00:16:11.481 --> 00:16:14.650
การที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่นี่

00:16:14.683 --> 00:16:17.114
ก็เป็นภูมิคุ้มกันกลับมาเช่นกันนะครับ

00:16:17.681 --> 00:16:18.774
แต่จริง ๆ แล้วโดยทั่วไปแล้วนี่

00:16:18.861 --> 00:16:22.720
ก่อนที่จะคลอดนี่ ทารกจะได้รับแอนติบอดี

00:16:23.133 --> 00:16:25.311
ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ผ่านทารกนะครับ

00:16:25.984 --> 00:16:29.438
โดยในตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่นี่

00:16:29.458 --> 00:16:30.442
ระบบภูมิคุ้มกันของทารก

00:16:30.581 --> 00:16:32.394
ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นะครับ

00:16:33.183 --> 00:16:34.220
ฉะนั้น ถ้าแม่นี่

00:16:34.267 --> 00:16:37.702
มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใดตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์นี่

00:16:38.141 --> 00:16:39.238
เมื่อตั้งครรภ์แล้วนี่

00:16:39.551 --> 00:16:42.393
ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ

00:16:42.417 --> 00:16:43.564
จากแม่มาด้วยนะครับ

00:16:43.890 --> 00:16:44.908
แต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้

00:16:45.295 --> 00:16:47.505
จะอยู่ได้ชั่วคราวประมาณแค่ 2-3 เดือน

00:16:47.530 --> 00:16:49.039
หลังจากคลอดเท่านั้นนะครับ

00:16:51.104 --> 00:16:51.974
การดื่มน้ำนมแม่นี่

00:16:52.041 --> 00:16:54.076
จะเป็นการส่งผ่านนะครับ

00:16:54.182 --> 00:16:56.236
แอนติบอดีจากแม่มาสู่ลูกนะครับ

00:16:56.529 --> 00:17:01.717
ซึ่งจะพบมากหลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ ๆ นี่

00:17:01.770 --> 00:17:02.972
จะพบแอนติบอดีในน้ำนม

00:17:03.409 --> 00:17:05.111
ในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากครับ

00:17:05.778 --> 00:17:11.479
แล้วก็การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอดนี่

00:17:11.499 --> 00:17:12.649
เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับ

00:17:12.729 --> 00:17:15.646
เพราะว่าจะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน

00:17:15.766 --> 00:17:18.890
ซึ่งเราควรจะให้น้ำนมกับลูกนี่

00:17:19.137 --> 00:17:21.927
จนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันของตนเองได้

00:17:21.981 --> 00:17:22.686
ก็คือในช่วงประมาณ

00:17:22.711 --> 00:17:24.847
2-3 เดือนแรกหลังคลอดนี่ครับ

00:17:24.919 --> 00:17:26.283
เป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับ

00:17:28.865 --> 00:17:30.384
หลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับ

00:17:30.437 --> 00:17:33.659
ว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่ มีอะไรบ้างนะครับ

00:17:33.746 --> 00:17:36.127
แล้วก็อาศัยหลักการของแอนติเจน

00:17:36.152 --> 00:17:37.378
แอนติบอดีอย่างไรนะครับ

00:17:37.754 --> 00:17:40.327
ทีนี้ ครูมีข้อความเพิ่มเติมให้นะครับ

00:17:40.561 --> 00:17:42.255
เราลองมาดูกันแล้วก็ลองช่วยกันคิด

00:17:42.381 --> 00:17:44.139
จากคำถามที่ปรากฏอยู่นะครับ

00:17:44.192 --> 00:17:47.683
ว่าปกติแล้วนี่ คนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิดนะครับ

00:17:47.736 --> 00:17:50.182
เช่น โรคคางทูม โรคอีสุกอีใส

00:17:50.609 --> 00:17:52.400
แล้วก็หายป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้วนี่

00:17:53.382 --> 00:17:57.354
เมื่อได้รับเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคคางทูม อีสุกอีใส

00:17:58.874 --> 00:17:59.786
ตัวเดิมเข้ามานี่

00:18:00.771 --> 00:18:03.154
เราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลยนะครับ

00:18:03.387 --> 00:18:04.240
หรือบางคนอาจจะป่วย

00:18:04.265 --> 00:18:06.280
แล้วก็มีอาการที่ไม่รุนแรงมากนักนะครับ

00:18:06.661 --> 00:18:07.955
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ

00:18:09.075 --> 00:18:10.656
มาช่วยกันคิดสินะครับ

00:18:15.224 --> 00:18:16.994
ถ้ายังไม่คิดถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้

00:18:17.019 --> 00:18:17.868
หรือยังคิดไม่ออกนะครับ

00:18:17.921 --> 00:18:18.783
เดี๋ยวเราลอง

00:18:18.807 --> 00:18:20.594
ค่อย ๆ มาศึกษากันไปแล้วกันนะครับ

00:18:22.722 --> 00:18:23.942
นี่มีข้อมูลนะครับ

00:18:24.142 --> 00:18:26.373
เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ

00:18:27.731 --> 00:18:28.609
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างนี้

00:18:28.675 --> 00:18:32.335
เป็นตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกตินะครับ

00:18:33.782 --> 00:18:34.625
เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

00:18:34.698 --> 00:18:38.006
ให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะครับ

00:18:38.593 --> 00:18:41.477
อันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจาก

00:18:41.590 --> 00:18:43.840
ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยนะครับ

00:18:44.239 --> 00:18:47.539
โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

00:18:47.619 --> 00:18:49.166
พ.ศ. 2563 นะครับ

00:18:49.913 --> 00:18:52.151
ก็จากตารางที่เห็นหลังครูนี่

00:18:52.298 --> 00:18:54.738
มันก็ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนนะครับ

00:18:54.851 --> 00:18:57.371
ก็เราก็จะมาปรับเป็นตารางให้ง่ายขึ้น

00:18:57.398 --> 00:18:59.178
แล้วก็เดี๋ยวเราลองดูรายละเอียดกันนะครับ

00:19:00.911 --> 00:19:02.230
จากข้อมูลนี่ จะเห็นว่า

00:19:02.570 --> 00:19:07.731
ในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดถึงแรกเกิดนี่

00:19:08.172 --> 00:19:10.673
จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรคนะครับ

00:19:10.726 --> 00:19:14.208
แล้วก็วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับ

00:19:14.625 --> 00:19:15.291
หลังจากนั้นนี่

00:19:15.315 --> 00:19:17.335
เมื่ออายุได้ประมาณ 2 เดือนนะครับ

00:19:17.403 --> 00:19:18.252
ก็จะได้รับวัคซีน

00:19:18.331 --> 00:19:20.751
ป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน

00:19:20.927 --> 00:19:24.320
แล้วก็ได้รับวัคซีนบริโภคเพิ่มนะครับ

00:19:24.988 --> 00:19:26.916
ช่วงอายุประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี

00:19:27.443 --> 00:19:30.366
ก็จะได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่นะครับ

00:19:30.871 --> 00:19:35.305
แล้วก็ช่วงอายุประมาณ 9 เดือนถึง 1 ปีนี่

00:19:35.698 --> 00:19:37.819
ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด

00:19:38.206 --> 00:19:39.846
หัดเยอรมัน คางทูม

00:19:40.219 --> 00:19:41.335
รวมทั้งวัคซีนป้องกัน

00:19:41.508 --> 00:19:43.722
โรคไข้สมองอักเสบเจอีด้วยนะครับ

00:19:45.808 --> 00:19:46.657
หลังจากนั้นนี่

00:19:46.750 --> 00:19:48.961
ตั้งแต่อายุประมาณ 18 เดือนถึง 6 ปีนี่

00:19:49.021 --> 00:19:51.880
ก็จะได้รับวัคซีนชนิดเดิมนะครับ

00:19:52.253 --> 00:19:54.579
กระตุ้นมาเพิ่มขึ้นนะครับ

00:19:54.633 --> 00:19:56.714
เป็น 2 ครั้ง 3 ครั้งก็แล้วแต่นะครับ

00:19:56.993 --> 00:19:57.675
หลังจากนั้นนี่

00:19:57.922 --> 00:20:01.055
เมื่ออายุได้ประมาณสัก 11-12 ปีนะครับ

00:20:01.102 --> 00:20:04.290
ในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาณ ป. 5 นี่

00:20:04.743 --> 00:20:07.780
ก็จะได้รับวัคซีนที่ป้องกันมะเร็งปากมดลูกนะครับ

00:20:07.825 --> 00:20:10.506
จากเชื้อ HPV ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่งนะครับ

00:20:10.934 --> 00:20:12.676
ครับ แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกัน

00:20:12.756 --> 00:20:14.253
ของทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่

00:20:14.672 --> 00:20:18.650
จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบ

00:20:18.675 --> 00:20:19.925
แล้วก็บาดทะยักซ้ำนะครับ

00:20:19.978 --> 00:20:21.029
แล้วก็หลังจากนั้นนี่

00:20:21.062 --> 00:20:24.424
ก็ต้องมีการฉีดวัคซีนคอตีบแล้วก็บาดทะยักนี่

00:20:24.737 --> 00:20:26.652
ซ้ำทุก ๆ 10 ปีนะครับ

00:20:26.699 --> 00:20:29.749
เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันครับ

00:20:32.548 --> 00:20:33.996
จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเมื่อกี้

00:20:34.076 --> 00:20:35.916
เป็นที่เป็นตารางวัคซีน

00:20:35.941 --> 00:20:38.038
ที่จำเป็นสำหรับที่ให้กับเด็กทุกคนนี่นะครับ

00:20:38.464 --> 00:20:40.975
คำถามที่คุณจะถาม ก็คือว่าวัคซีนนี่

00:20:41.075 --> 00:20:43.802
เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ

00:20:43.827 --> 00:20:44.711
อันนี้เป็นคำถามแรก

00:20:45.397 --> 00:20:46.657
คำถามที่ตามมาอีกอันหนึ่ง

00:20:46.682 --> 00:20:48.972
ก็คือว่าการให้วัคซีน

00:20:49.346 --> 00:20:51.656
อาศัยหลักการของแอนติเจน

00:20:51.681 --> 00:20:53.514
และแอนติบอดีอย่างไรนะครับ

00:20:54.412 --> 00:20:56.886
เราลองช่วยคิดแล้วก็ลองตอบคำถามกันดูนะครับ

00:21:02.146 --> 00:21:05.041
นักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์

00:21:05.268 --> 00:21:07.373
ที่ทุกคนแหละต้องมีประสบการณ์

00:21:07.398 --> 00:21:09.988
ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับ

00:21:10.495 --> 00:21:12.102
ก็บางคนอาจจะเจ็บแขน

00:21:12.126 --> 00:21:13.773
บางคนอาจจะเป็นไข้นะครับ

00:21:14.187 --> 00:21:15.352
การได้รับวัคซีนนี่

00:21:15.505 --> 00:21:18.767
ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบหนึ่ง

00:21:18.807 --> 00:21:21.084
ที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ

00:21:22.011 --> 00:21:23.070
ก่อนที่เราจะมาศึกษากันว่า

00:21:23.095 --> 00:21:24.703
มันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเองอย่างไรนี่

00:21:24.983 --> 00:21:27.196
เรามาทำความรู้จักกับวัคซีนกันก่อนดีไหมครับ

00:21:30.389 --> 00:21:31.186
วัคซีนนี่

00:21:32.186 --> 00:21:33.041
จะมีองค์ประกอบ

00:21:33.868 --> 00:21:36.105
ที่อาจจะเป็นส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ

00:21:36.349 --> 00:21:39.375
หรือบางชนิดอาจจะมีองค์ประกอบ

00:21:39.400 --> 00:21:40.661
ที่เป็นเชื้อโรคที่ตาย

00:21:40.988 --> 00:21:42.551
แล้วหรือบางชนิดจะเป็นเชื้อโรค

00:21:42.604 --> 00:21:44.626
ที่ทำให้อ่อนกำลังลงนะครับ

00:21:45.006 --> 00:21:48.086
หรือบางชนิดอาจจะเป็นสารพิษของเชื้อโรค

00:21:48.553 --> 00:21:51.327
ที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้วนะครับ

00:21:51.777 --> 00:21:52.432
องค์ประกอบเหล่านี้

00:21:53.232 --> 00:21:55.726
จะนำมาใช้ในการผลิตเป็นวัคซีน

00:21:55.972 --> 00:21:58.246
ที่ฉีดเข้าไปในร่างกายของเรานะครับ

00:22:02.440 --> 00:22:04.976
การที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี่

00:22:05.269 --> 00:22:07.420
จะช่วยป้องกันโรค

00:22:07.445 --> 00:22:10.330
ที่อาจทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเราได้นะครับ

00:22:10.370 --> 00:22:12.869
เช่น วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ

00:22:12.933 --> 00:22:14.442
วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก

00:22:15.062 --> 00:22:18.214
หรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรค

00:22:18.314 --> 00:22:22.488
ที่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนอื่น ๆ ได้นะครับ

00:22:22.512 --> 00:22:24.626
ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด

00:22:25.206 --> 00:22:28.191
หัดเยอรมัน หรือไข้หวัดใหญ่ เป็นต้นนะครับ

00:22:29.871 --> 00:22:32.054
โดยเจ้าตัววัคซีนที่บอกมา

00:22:32.079 --> 00:22:33.574
ว่ามีองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านั้นนี่

00:22:33.741 --> 00:22:35.843
จะทำหน้าที่เป็นแอนติเจนนะครับ

00:22:36.276 --> 00:22:37.863
ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่

00:22:38.143 --> 00:22:39.763
จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย

00:22:39.783 --> 00:22:41.110
ให้เกิดการตอบสนอง

00:22:42.983 --> 00:22:46.235
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนนี่

00:22:46.675 --> 00:22:48.989
จะมีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนอง

00:22:49.376 --> 00:22:51.740
ต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วนะครับ

00:22:52.091 --> 00:22:53.763
เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรค

00:22:54.243 --> 00:22:57.251
เข้ามาในร่างกายของเรานะครับ

00:23:00.982 --> 00:23:02.112
ของเมื่อร่างกายได้รับวัคซีน

00:23:02.387 --> 00:23:05.227
ที่เมื่อกี้บอกว่าทำหน้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนี่ครับ

00:23:05.874 --> 00:23:08.518
ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนอง

00:23:08.631 --> 00:23:11.018
โดยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมานะครับ

00:23:11.518 --> 00:23:13.326
หรือไปกระตุ้นเซลล์ที

00:23:13.350 --> 00:23:15.578
ที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นะครับ

00:23:16.850 --> 00:23:18.900
ให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนนะครับ

00:23:18.974 --> 00:23:22.472
เพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่อไปนะครับ

00:23:22.793 --> 00:23:23.698
และนอกจากนี้

00:23:24.290 --> 00:23:27.871
จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ความจำ

00:23:27.977 --> 00:23:31.098
ที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ เตรียมไว้ด้วยนะครับ

00:23:32.650 --> 00:23:35.872
และเมื่อได้รับเชื้อโรค

00:23:36.416 --> 00:23:38.606
ชนิดเดียวกับที่เราเคยให้วัคซีนเข้าไป

00:23:38.933 --> 00:23:39.825
เข้ามานี่นะครับ

00:23:40.400 --> 00:23:43.254
ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถกระตุ้นเซลล์บี

00:23:43.627 --> 00:23:46.290
ให้สร้างแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็ว

00:23:46.477 --> 00:23:49.358
หรือกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ

00:23:49.664 --> 00:23:51.366
ให้สามารถทำลาย

00:23:51.390 --> 00:23:53.679
หรือต่อต้านเชื้อโรคของสิ่งเหล่านั้น

00:23:53.703 --> 00:23:55.528
ได้อย่างรวดเร็วขึ้นด้วยเช่นกันครับ

00:23:58.330 --> 00:24:00.797
เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

00:24:01.062 --> 00:24:02.252
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

00:24:02.932 --> 00:24:04.558
ที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบรับมา

00:24:04.818 --> 00:24:06.715
แล้วก็ภูมิคุ้มกันแบบก่อเองกันมาแล้วครับ

00:24:07.668 --> 00:24:10.187
เดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่ครูให้ตรงนี้นะครับ

00:24:10.338 --> 00:24:13.122
แล้วเดี๋ยวจะมีคำถามให้ช่วยกันลองคิดนะครับ

00:24:14.202 --> 00:24:17.373
ข้อความนี้ ก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่

00:24:17.593 --> 00:24:20.238
เราได้รับภูมิคุ้มกันแบบรับมา

00:24:21.024 --> 00:24:22.884
ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะ

00:24:23.678 --> 00:24:27.450
และก็ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านน้ำนมแม่มาด้วยนะครับ

00:24:27.850 --> 00:24:32.626
และนอกจากนี้เราก็ยังได้รับการฉีดวัคซีนนะครับ

00:24:33.110 --> 00:24:35.587
ตั้งแต่แรกเกิดมาเรื่อย ๆ เป็นระยะ

00:24:35.713 --> 00:24:36.537
เพื่อให้ร่างกายนี่

00:24:37.088 --> 00:24:39.348
สร้างแล้วก็พัฒนาภูมิคุ้มกันนะครับ

00:24:40.007 --> 00:24:42.898
เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเรานี่

00:24:43.018 --> 00:24:44.480
ได้รับอันตรายจากเชื้อโรคต่าง ๆ

00:24:44.505 --> 00:24:46.115
ที่จะเข้ามาในแต่ละวันนะครับ

00:24:48.002 --> 00:24:49.422
คำถาม ก็คือว่า

00:24:50.929 --> 00:24:53.233
นักเรียนจำได้ไหมว่านักเรียนได้รับวัคซีน

00:24:54.046 --> 00:24:55.574
ป้องกันโรคอะไรกันมาบ้างแล้ว

00:24:56.472 --> 00:24:58.193
ครับ ลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อน ๆ นะ

00:24:58.458 --> 00:24:59.626
ตั้งแต่เราเกิดมาเลย

00:24:59.913 --> 00:25:01.446
แรกเกิดอาจจะยังจำไม่ได้นะครับ

00:25:01.914 --> 00:25:03.076
จนถึงตอนนี้

00:25:03.189 --> 00:25:05.373
เราได้รับวัคซีนอะไรกันมาแล้วบ้างนะครับ

00:25:08.287 --> 00:25:10.120
นักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้หรอกว่า

00:25:10.654 --> 00:25:12.891
นักเรียนได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้างนะครับ

00:25:12.924 --> 00:25:15.268
ครูมีตัวช่วยเป็นตารางเดิมแหละครับ

00:25:15.346 --> 00:25:17.356
คือตารางวัคซีนที่จำเป็น

00:25:17.390 --> 00:25:19.590
ที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับ

00:25:21.704 --> 00:25:22.779
จากตารางนี้

00:25:23.075 --> 00:25:24.196
ครูก็จะมีคำถามให้นักเรียน

00:25:24.256 --> 00:25:25.923
ลองไปช่วยกันคิดนะครับ

00:25:26.710 --> 00:25:29.037
คำถามแรก ก็คือว่าเพราะเหตุใด

00:25:29.217 --> 00:25:30.952
จึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกัน

00:25:30.976 --> 00:25:32.396
ซ้ำเป็นระยะ ๆ นะครับ

00:25:32.668 --> 00:25:34.062
อย่างเช่น วัคซีนโปลิโอนี่

00:25:34.380 --> 00:25:37.005
จะต้องได้รับถึง 3 ครั้งนะครับ

00:25:37.374 --> 00:25:40.529
ในช่วงวัยแรก ๆ

00:25:40.601 --> 00:25:44.396
ของช่วงอายุแรกเกิดถึง 12 ปีครับ

00:25:45.781 --> 00:25:48.833
คำถามที่ 2 ก็คือว่านอกจากวัคซีน

00:25:48.893 --> 00:25:51.053
ที่จำเป็นต้องให้แก่เด็กแล้ว

00:25:51.925 --> 00:25:55.675
นักเรียนคิดว่ายังมีวัคซีนชนิดใดอีกบ้าง

00:25:55.941 --> 00:25:59.855
ที่เด็กหรือแม้กระทั่งคนที่โตแล้วเป็นวัยผู้ใหญ่นี่

00:26:00.205 --> 00:26:01.951
ควรได้รับเพิ่มเติมครับ

00:26:02.584 --> 00:26:04.537
อันนี้เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิด

00:26:04.724 --> 00:26:06.279
แล้วก็นักเรียนอาจจะสามารถ

00:26:06.535 --> 00:26:09.019
สืบค้นหาคำตอบได้นะครับ

00:26:09.059 --> 00:26:10.729
จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นะครับ

00:26:10.956 --> 00:26:12.239
โดยเฉพาะทางผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี่

00:26:12.473 --> 00:26:14.808
ครูคิดว่านักเรียนน่าจะสืบค้นหาข้อมูลกันได้

00:26:14.833 --> 00:26:15.866
เป็นอย่างดีนะครับ

00:26:16.303 --> 00:26:18.896
และลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบดูครับ

00:26:21.763 --> 00:26:23.476
จากที่เรียนมาทั้งหมดนี่นะครับ

00:26:24.109 --> 00:26:25.856
เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจ

00:26:26.089 --> 00:26:29.826
ในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันดูนะครับ

00:26:30.566 --> 00:26:31.511
โดยจะมี 2 คำถาม

00:26:31.584 --> 00:26:34.275
ให้นักเรียนลองถามตัวเองเพื่อจะดูว่า

00:26:34.582 --> 00:26:36.888
เข้าใจกับเรื่องที่เรียนมามากน้อยแค่ไหนนะครับ

00:26:37.308 --> 00:26:39.468
คำถามแรก ก็คือว่าเพราะเหตุใด

00:26:39.760 --> 00:26:43.484
เมื่อถูกยุงกัดจึงต้องจดจำลักษณะของยุงที่กัด

00:26:45.031 --> 00:26:45.948
ที่กัดเรานี่แหละครับ

00:26:46.533 --> 00:26:47.585
หรือกัดคนอื่นนะครับ

00:26:48.419 --> 00:26:51.376
คำถามที่ 2 ก็คือว่าการให้วัคซีน

00:26:52.421 --> 00:26:54.099
และการให้เซรุ่ม

00:26:54.859 --> 00:26:57.565
มีผลต่อร่างกายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

00:26:58.924 --> 00:27:00.368
ลองตอบคำถาม 2 คำถามดูนะครับ

00:27:01.005 --> 00:27:01.939
ถ้ายังตอบไม่ได้

00:27:01.952 --> 00:27:03.379
ก็แสดงว่าเราอาจจะต้องกลับไปทบทวน

00:27:03.579 --> 00:27:05.200
เรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่ง

00:27:05.260 --> 00:27:06.697
แต่ถ้าตอบคำถามได้ถูกต้องแล้ว

00:27:07.144 --> 00:27:09.214
ก็แสดงว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วครับ

00:27:12.152 --> 00:27:16.224
และหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจกันแล้วนี่

00:27:16.597 --> 00:27:17.657
เราลองมาดูกันว่า

00:27:18.590 --> 00:27:20.629
บทเรียนที่เราเรียนผ่านมาทั้งหมดนี้นะครับ

00:27:20.676 --> 00:27:23.419
ตั้งแต่เรื่องของกลไกการต่อต้าน

00:27:23.444 --> 00:27:25.423
หรือทำลายสิ่งปลอมแบบจำเพาะทั้งหมดนี่

00:27:25.973 --> 00:27:27.934
เราสามารถสรุปมาเป็นเนื้อหาอย่างไรได้บ้าง

00:27:27.959 --> 00:27:30.281
อันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปมาให้นะครับ

00:27:33.454 --> 00:27:36.231
อันแรกเลย ก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้าน

00:27:36.256 --> 00:27:38.474
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่นะครับ

00:27:38.801 --> 00:27:41.892
จะเกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ

00:27:42.038 --> 00:27:42.960
กลุ่มลิมโฟไซต์

00:27:43.611 --> 00:27:46.762
ซึ่งก็ได้แก่ เซลล์บี เซลล์ที นะครับ

00:27:48.085 --> 00:27:51.244
ซึ่งจะมีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอม

00:27:51.504 --> 00:27:54.050
หรือที่เราเรียกว่า "แอนติเจน" นั่นเองนะครับ

00:27:55.430 --> 00:27:56.169
เมื่อแอนติเจนนี่

00:27:56.209 --> 00:27:57.732
เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้ว

00:27:58.246 --> 00:27:59.866
เซลล์บีจะถูกกระตุ้น

00:27:59.891 --> 00:28:02.026
ให้พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

00:28:02.046 --> 00:28:03.179
เรียกว่า "เซลล์พลาสมา"

00:28:03.512 --> 00:28:05.505
ทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดี

00:28:05.529 --> 00:28:07.393
ซึ่งจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะ

00:28:07.698 --> 00:28:10.514
แล้วก็จะถูกนำไปทำลายต่อไปนะครับ

00:28:11.208 --> 00:28:15.560
ส่วนเซลล์ทีก็จะถูกกระตุ้นนะครับ

00:28:16.836 --> 00:28:18.687
ให้ทำหน้าที่ตามแต่

00:28:18.750 --> 00:28:20.593
แล้วแต่ชนิดของเซลล์นั้น ๆ นะครับ

00:28:20.967 --> 00:28:23.424
ก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม

00:28:23.550 --> 00:28:25.567
หรือว่าเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับ

00:28:27.334 --> 00:28:29.035
ในขณะเดียวกันเซลล์บี

00:28:29.060 --> 00:28:32.563
และเซลล์ทีบางส่วนนี่ก็จะพัฒนา

00:28:32.689 --> 00:28:35.056
ไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" นะครับ

00:28:35.718 --> 00:28:38.602
มีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับ

00:28:39.028 --> 00:28:41.609
ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมนี่

00:28:42.094 --> 00:28:42.837
กลับเข้ามาใหม่

00:28:43.719 --> 00:28:45.470
ร่างกายจะมีการตอบสนอง

00:28:45.577 --> 00:28:46.698
แล้วก็สร้างแอนติบอดี

00:28:47.778 --> 00:28:49.209
หรือกระตุ้นให้เซลล์ทีนี่

00:28:49.296 --> 00:28:51.836
ทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมครับ

00:28:54.695 --> 00:28:56.920
ส่วนเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนี่นะครับ

00:28:57.620 --> 00:28:58.977
ก็จะสรุปได้ดังนี้ครับ

00:28:59.051 --> 00:29:01.664
ก็คือว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่

00:29:02.097 --> 00:29:05.244
เป็นการรับแอนติบอดีที่มีความจำเพาะ

00:29:05.304 --> 00:29:07.431
และทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นได้ทันที

00:29:08.251 --> 00:29:11.785
อาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้นานนะครับ

00:29:11.945 --> 00:29:13.906
อาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นะครับ

00:29:13.931 --> 00:29:16.004
เป็นหลักสัปดาห์หรือเป็นหลักเดือนนะครับ

00:29:16.637 --> 00:29:18.454
ส่วนภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่

00:29:19.202 --> 00:29:21.155
เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรค

00:29:21.215 --> 00:29:22.703
หรือสิ่งแปลกปลอมนะครับ

00:29:23.037 --> 00:29:25.310
อาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีนนะครับ

00:29:25.910 --> 00:29:28.514
และกระตุ้นให้ร่างกายเรานี่ สร้างแอนติบอดี

00:29:29.034 --> 00:29:32.183
หรือกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นี่

00:29:32.503 --> 00:29:34.793
มาต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมนะครับ

00:29:35.247 --> 00:29:37.152
ในขณะเดียวกันก็เกิดจะกระตุ้น

00:29:37.177 --> 00:29:38.660
ให้เกิดการสร้างเซลล์ความจำ

00:29:38.685 --> 00:29:40.767
ทั้งเซลล์บีและเซลล์ทีขึ้นนะครับ

00:29:41.179 --> 00:29:44.818
ทั้งหมดนี่ ทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อม

00:29:44.918 --> 00:29:47.785
ในการที่หากมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้ามานี่

00:29:48.432 --> 00:29:51.739
ร่างกายก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

00:29:52.046 --> 00:29:54.657
และในขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่

00:29:54.902 --> 00:29:57.160
ก็จะอยู่คงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานครับ

00:29:59.920 --> 00:30:01.121
ในตอนต่อไปนี่นะครับ

00:30:01.357 --> 00:30:04.758
เราก็จะยังอยู่กับเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน

00:30:04.845 --> 00:30:06.084
ซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ

00:30:06.492 --> 00:30:07.460
ในตอนที่ 3 นี่

00:30:08.099 --> 00:30:09.996
จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่า

00:30:10.609 --> 00:30:13.447
ถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเรานี่

00:30:13.893 --> 00:30:15.604
เกิดความผิดปกติเกิดขึ้น

00:30:16.001 --> 00:30:18.696
จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรานะครับ

00:30:19.608 --> 00:30:22.470
เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ

00:30:23.410 --> 00:30:25.289
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

00:30:26.567 --> 00:30:41.221
[เสียงดนตรี]