﻿WEBVTT

00:00:00.087 --> 00:00:31.976
[เสียงดนตรี]

00:00:32.784 --> 00:00:33.586
(คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียน

00:00:33.631 --> 00:00:35.847
วันนี้มาพบกับผม คุณครูธีรพัฒน์นะครับ

00:00:36.124 --> 00:00:38.652
วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องระบบภูมิคุ้มกันกันครับ

00:00:41.258 --> 00:00:42.739
ในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:00:42.835 --> 00:00:44.980
ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ

00:00:45.004 --> 00:00:46.718
จะอยู่ในบทที่ 2

00:00:46.742 --> 00:00:49.412
เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์นะครับ

00:00:49.809 --> 00:00:51.289
ในหัวข้อที่ 2.4

00:00:53.022 --> 00:00:55.828
ในหัวข้อ 2.4 นี่ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 หัวข้อย่อย

00:00:55.852 --> 00:00:59.111
ก็คือหัวข้อแรกจะเป็นเรื่องของกลไกการต่อต้าน

00:00:59.135 --> 00:01:01.383
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะนะครับ

00:01:01.716 --> 00:01:03.919
หัวข้อที่ 2 ก็จะเป็นกลไกแบบจำเพาะ

00:01:04.331 --> 00:01:05.220
และหัวข้อที่ 3

00:01:05.244 --> 00:01:07.556
ก็จะเป็นเรื่องความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

00:01:10.199 --> 00:01:12.560
ในวันนี้เราจะมาเรียนกันหัวข้อย่อยแรกนะครับ

00:01:12.584 --> 00:01:14.145
ก็คือเรื่องกลไกการต่อต้าน

00:01:14.169 --> 00:01:15.981
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ

00:01:16.407 --> 00:01:17.222
แต่ว่าก่อนอื่นนี่

00:01:17.246 --> 00:01:20.692
เราจะมาเรียนเนื้อหาคร่าว ๆ กันก่อน

00:01:20.716 --> 00:01:22.821
ว่าระบบภูมิคุ้มกันนี่คืออะไรนะครับ

00:01:24.552 --> 00:01:27.242
จุดประสงค์ของเรื่องนี้นะครับ

00:01:27.305 --> 00:01:28.934
ก็คาดหวังว่านักเรียน

00:01:28.958 --> 00:01:31.329
จะสามารถอธิบายบทบาทของอวัยวะ

00:01:31.353 --> 00:01:33.832
หรือเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ป้องกัน

00:01:33.856 --> 00:01:36.167
หรือทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้นะครับ

00:01:36.578 --> 00:01:39.421
อันที่ 2 ก็คือสามารถอธิบายหรือเขียนแผนผัง

00:01:39.445 --> 00:01:41.708
ที่เกี่ยวข้องกับกลไกการต่อต้าน

00:01:42.058 --> 00:01:44.175
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะได้ครับ

00:01:46.038 --> 00:01:47.596
นักเรียนลองมาดูรูปนี้กันนะครับ

00:01:48.334 --> 00:01:50.682
นักเรียนรู้จักอะไรในรูปนี้บ้าง

00:01:52.246 --> 00:01:53.351
ครูจะให้เวลาลองคิดนะครับ

00:02:01.041 --> 00:02:03.455
มันก็คือเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม

00:02:03.479 --> 00:02:05.451
ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานั่นเอง

00:02:06.382 --> 00:02:07.699
นักเรียนรู้จักอะไรบ้างนะครับ

00:02:08.126 --> 00:02:11.828
ก็อาจจะมีทั้งแบคทีเรีย รา ไวรัส ปรสิต

00:02:12.122 --> 00:02:14.623
หรือแม้กระทั่งเรณูของดอกไม้นะครับ

00:02:18.336 --> 00:02:19.295
ในแต่ละวันนี่

00:02:19.320 --> 00:02:22.416
ร่างกายมีโอกาสได้รับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

00:02:22.440 --> 00:02:25.258
เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือสารพิษต่าง ๆ

00:02:25.670 --> 00:02:26.948
ผ่านเข้ามาทางใดได้บ้าง

00:02:27.600 --> 00:02:28.743
นักเรียนลองตอบคำถามดูนะครับ

00:02:29.368 --> 00:02:31.882
อันที่ 2 ก็คือเมื่อร่างกายได้รับแล้วนี่

00:02:32.133 --> 00:02:33.642
จะทำให้เกิดอันตราย

00:02:33.666 --> 00:02:36.573
หรือเจ็บป่วยทุกครั้งเสมอไปหรือไม่นะครับ

00:02:36.903 --> 00:02:37.806
อันนี้เป็น 2 คำถาม

00:02:37.830 --> 00:02:40.857
ที่คุณครูจะให้นักเรียนได้ลองคิดกันดูนะครับ

00:02:46.702 --> 00:02:47.923
นอกจากนี้ยังมีคำถามเพิ่มอีก

00:02:47.947 --> 00:02:50.917
ว่าในบางครั้งร่างกายของแต่ละคนนี่

00:02:50.942 --> 00:02:51.983
อาจจะได้รับเชื้อโรค

00:02:52.007 --> 00:02:53.161
หรือสิ่งแปลกปลอมชนิดเดียวกัน

00:02:54.460 --> 00:02:58.041
แต่ว่าอาจจะแสดงออกด้วยอาการที่เจ็บป่วย

00:02:58.065 --> 00:02:58.957
แตกต่างกันไป

00:02:59.580 --> 00:03:01.252
บางคนอาจจะไม่เจ็บป่วยเลยก็ได้

00:03:02.363 --> 00:03:03.588
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ

00:03:05.058 --> 00:03:07.050
มี 3 คำถามด้วยกันแล้วนะ ที่ให้นักเรียนนี่ลองคิด

00:03:07.715 --> 00:03:08.844
เราจะมาหาคำตอบกันได้

00:03:08.868 --> 00:03:11.137
จากบทเรียนเรื่องระบบภูมิคุ้มกันในวันนี้ครับ

00:03:15.581 --> 00:03:17.626
นักเรียนบางคนอาจจะพอตอบคำถามได้นะครับ

00:03:17.650 --> 00:03:20.605
ว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแต่ละคนนี่

00:03:20.629 --> 00:03:22.051
มีการตอบสนองต่อเชื้อโรค

00:03:22.075 --> 00:03:23.817
หรือสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างกันนี่เอง

00:03:24.190 --> 00:03:28.113
จึงเป็นสาเหตุของการแสดงออกของโรค

00:03:28.440 --> 00:03:30.740
หรืออาการที่แตกต่างกันไปนะครับ

00:03:31.683 --> 00:03:35.286
มีคำถามต่อมาอีกนะครับ ว่าแล้วระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:03:35.627 --> 00:03:38.123
มีการตอบสนอง ต่อต้าน

00:03:38.381 --> 00:03:39.707
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:03:40.000 --> 00:03:41.542
ที่เข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างไรครับ

00:03:42.380 --> 00:03:43.420
เดี๋ยวเราลองช่วยกันคิดนะ

00:03:48.568 --> 00:03:51.386
จริง ๆ แล้วนักเรียนบางคนอาจจะพอตอบได้

00:03:51.410 --> 00:03:53.763
หรือบางคนอาจจะยังตอบไม่ได้ ก็ไม่แปลกครับ

00:03:53.905 --> 00:03:55.640
เพราะว่าจริง ๆ แล้วระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:03:55.967 --> 00:03:58.226
เป็นระบบที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน

00:03:58.795 --> 00:04:00.762
ก่อนที่เราจะมาเรียนว่าระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:04:00.994 --> 00:04:04.135
มีการทำงาน มีการตอบสนองต่อต้าน

00:04:04.159 --> 00:04:05.358
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างไรนี่

00:04:05.660 --> 00:04:09.154
เรามาดูกันก่อนว่ามีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้าง

00:04:09.178 --> 00:04:11.948
ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา

00:04:13.611 --> 00:04:14.300
เรามาดูกันนะครับ

00:04:14.325 --> 00:04:17.156
ว่าอวัยวะและเนื้อเยื่อในระบบภูมิคุ้มกัน

00:04:17.186 --> 00:04:17.996
มีอะไรบ้าง

00:04:18.981 --> 00:04:22.132
กลุ่มแรกนี่สร้าง แล้วก็พัฒนาเซลล์กลุ่มลิมโฟไซต์

00:04:22.424 --> 00:04:24.085
คือ ไขกระดูกแล้วก็ไทมัสครับ

00:04:24.355 --> 00:04:25.670
นักเรียนจำคำนี้ไว้ก่อนนะครับ

00:04:26.101 --> 00:04:27.088
ลิมโฟไซต์

00:04:27.684 --> 00:04:29.584
อาจจะยังไม่รู้จักมันตอนนี้

00:04:29.615 --> 00:04:33.444
แต่ว่าครูจะบอกว่าลิมโฟไซต์นี่จะมีบทบาทที่สำคัญ

00:04:33.468 --> 00:04:35.722
ในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันของเรานะครับ

00:04:38.070 --> 00:04:41.261
ต่อมาจะเป็นกลุ่มที่เป็นอวัยวะ

00:04:41.285 --> 00:04:43.688
ที่ทำหน้าที่ดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:04:44.251 --> 00:04:47.525
ซึ่งก็ได้แก่ ม้ามและก็ต่อมน้ำเหลืองนะครับ

00:04:48.176 --> 00:04:49.360
มาดูกลุ่มสุดท้าย

00:04:49.798 --> 00:04:52.196
กลุ่มสุดท้ายนี่จะเป็นเนื้อเยื่อบริเวณต่าง ๆ

00:04:52.674 --> 00:04:56.110
ที่ทำหน้าที่ดักจับ แล้วก็ทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:04:56.393 --> 00:04:58.745
เช่น ทอนซิล แล้วก็เนื้อเยื่อน้ำเหลือง

00:05:00.646 --> 00:05:01.897
นักเรียนก็ได้ทราบกันมาแล้วนะครับ

00:05:01.921 --> 00:05:04.334
ว่ามีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้าง

00:05:04.470 --> 00:05:05.877
ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน

00:05:06.483 --> 00:05:07.964
คำถามที่ครูจะถามต่อมา

00:05:07.988 --> 00:05:11.591
ก็คืออวัยวะและเนื้อเยื่อเหล่านี้

00:05:12.113 --> 00:05:14.180
นักเรียนคิดว่าอยู่ที่บริเวณใดบ้าง

00:05:14.204 --> 00:05:15.303
ในร่างกายของเรา

00:05:16.559 --> 00:05:17.722
ลองมาช่วยกันคิดนะครับ

00:05:21.944 --> 00:05:22.760
จากรูปนะครับ

00:05:23.145 --> 00:05:25.713
นักเรียนจะเห็นได้ว่าอวัยวะ

00:05:25.737 --> 00:05:27.297
หรือเนื้อเยื่อน้ำเหลืองบางชนิด

00:05:27.327 --> 00:05:29.692
เช่น ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง

00:05:29.716 --> 00:05:30.540
หรือหลอดน้ำเหลืองนี่

00:05:30.852 --> 00:05:33.279
จะพบได้กระจายอยู่ทั่วไปในร่างกายของเรา

00:05:34.617 --> 00:05:36.573
แต่ถ้าเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อบางอย่าง

00:05:36.598 --> 00:05:41.204
เช่น ทอนซิล ม้าม หรือว่าไส้ติ่งนี่

00:05:41.503 --> 00:05:44.469
จะเป็นอวัยวะที่พบได้ในจุดเดียวของร่างกาย

00:05:44.766 --> 00:05:48.127
แต่ว่าจะพบอยู่บริเวณที่แตกต่างกันไปนะครับ

00:05:49.679 --> 00:05:52.867
คำถามต่อมา ก็คือเหตุใด

00:05:52.891 --> 00:05:55.050
เราจึงพบอวัยวะหรือเนื้อเยื่อเหล่านี้

00:05:56.100 --> 00:05:57.762
อยู่ทั่วไปในร่างกายของเรา

00:06:02.126 --> 00:06:03.481
นักเรียนบางคนอาจจะยังตอบคำถาม

00:06:03.505 --> 00:06:05.305
ที่ครูถามเมื่อสักครู่ไม่ได้นะครับ

00:06:05.760 --> 00:06:08.356
เดี๋ยวครูจะมีความรู้เพิ่มเติมจากหนังสือเรียนให้

00:06:08.714 --> 00:06:09.242
แล้วดูสิว่า

00:06:09.266 --> 00:06:10.859
เราจะตอบคำถามเหล่านี้กันได้หรือเปล่า

00:06:11.825 --> 00:06:13.778
มาดูอันแรกกันเลยนะครับ

00:06:14.392 --> 00:06:16.378
และก็คือลิมโฟไซต์นี่

00:06:16.882 --> 00:06:19.274
คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนอง

00:06:19.298 --> 00:06:21.286
หรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:06:21.653 --> 00:06:22.828
ได้อย่างจำเพาะนะครับ

00:06:23.615 --> 00:06:27.667
โดยอาศัยสารที่สร้างขึ้นมาจากตัวลิมโฟไซต์นี่

00:06:28.042 --> 00:06:29.378
เช่น แอนติบอดี

00:06:30.049 --> 00:06:30.611
นักเรียนคุ้น ๆ

00:06:30.649 --> 00:06:31.837
คำว่า "ลิมโฟไซต์" กันใช่ไหมครับ

00:06:31.862 --> 00:06:34.632
ที่เราเพิ่งเจอกันไปเมื่อกี้นะครับ

00:06:35.053 --> 00:06:37.516
แล้วก็จะมีคำใหม่ขึ้นมา คำว่า "แอนติบอดี"

00:06:37.540 --> 00:06:39.540
ตรงนี้ยังไม่ต้องกังวล เดี๋ยวเราจะได้เรียนรู้

00:06:39.564 --> 00:06:41.431
เรื่องแอนติบอดีกันต่อไปนะครับ

00:06:42.471 --> 00:06:45.226
เราลองมาโฟกัสที่ครูวงกลมสีแดงไว้ก่อน

00:06:45.250 --> 00:06:46.584
ว่า ตัวลิมโฟไซต์นี่

00:06:46.608 --> 00:06:49.177
ก็คือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนอง

00:06:49.201 --> 00:06:51.065
แล้วก็ทำลายสิ่งแปลกปลอมได้นะครับ

00:06:52.786 --> 00:06:53.964
พอจะตอบคำถามได้หรือยัง

00:06:54.429 --> 00:06:56.529
ถ้ายังไม่ได้มาดูอันถัดไปนะครับ

00:06:57.138 --> 00:06:58.953
ก็คือความรู้เกี่ยวกับไส้ติ่ง

00:06:59.679 --> 00:07:01.242
ไส้ติ่งหรือ Appendix นี่

00:07:01.614 --> 00:07:03.630
จะมีลักษณะเป็นท่อปลายตันนะครับ

00:07:04.002 --> 00:07:06.223
อยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนต้นนะครับ

00:07:06.247 --> 00:07:08.791
มีความยาวประมาณสัก 2-7 เซนติเมตร

00:07:09.377 --> 00:07:11.981
ภายในของไส้ติ่งนี่ จะมีลิมโฟไซต์

00:07:12.293 --> 00:07:13.421
เจอคำว่า "ลิมโฟไซต์" อีกแล้วนะ

00:07:13.900 --> 00:07:15.583
อยู่กันหนาแน่นมากเลยนะครับ

00:07:17.263 --> 00:07:20.511
และก็ยังอาจจะเป็นที่อยู่ของแบคทีเรีย

00:07:20.535 --> 00:07:22.847
ที่จะเป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย

00:07:23.754 --> 00:07:25.375
เหมือนเดิม เราลองมาโฟกัส

00:07:25.399 --> 00:07:27.721
เฉพาะที่ครูวงวงกลมสีแดงเอาไว้นะครับ

00:07:27.746 --> 00:07:29.729
ว่าเจ้าไส้ติ่งนี่

00:07:29.905 --> 00:07:33.925
มันเป็นที่มีลิมโฟไซต์อยู่หนาแน่นนะครับ

00:07:33.950 --> 00:07:34.830
และลิมโฟไซต์นี่

00:07:34.854 --> 00:07:36.527
ก็ยังเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันด้วย

00:07:36.890 --> 00:07:38.613
พอจะตอบคำถามกันได้บ้างหรือยังครับ

00:07:45.386 --> 00:07:46.326
อย่างนั้นเราลองมาทวนคำถาม

00:07:46.350 --> 00:07:47.323
ที่ครูถามเมื่อกี้อีกทีนะ

00:07:48.172 --> 00:07:51.445
ว่าเหตุใดอวัยวะและเนื้อเยื่อ

00:07:51.469 --> 00:07:52.877
ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:07:53.177 --> 00:07:55.076
จึงพบอยู่ทั่วร่างกายของเรา

00:07:57.156 --> 00:07:58.216
น่าจะตอบกันได้แล้วนะ

00:07:59.764 --> 00:08:02.261
อย่างนั้นเราลองมาดูที่ครูเฉลยกันนะครับ

00:08:03.520 --> 00:08:07.392
เหตุผลแรก ก็คือเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมนี่

00:08:08.193 --> 00:08:09.639
อย่างสไลด์แรกที่ครูพูดมาเลยนี่

00:08:10.151 --> 00:08:13.208
มันมีพบอยู่ทั่วไปรอบร่างกายเราเลย

00:08:13.232 --> 00:08:16.589
ฉะนั้น มันก็สามารถที่จะเข้าสู่ร่างกาย

00:08:16.613 --> 00:08:22.721
หรือเนื้อเยื่อเราได้นี่เกือบทุกบริเวณเลยนะครับ

00:08:22.745 --> 00:08:25.952
ดังนั้น อวัยวะหรือเนื้อเยื่อ

00:08:25.976 --> 00:08:27.412
ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:08:27.436 --> 00:08:31.332
จึงต้องกระจายอยู่ทั่วบริเวณต่าง ๆ

00:08:31.356 --> 00:08:32.750
ของร่างกายของเรานะครับ

00:08:33.694 --> 00:08:35.378
เหตุผลต่อมา ก็คือเจ้าลิมโฟไซต์

00:08:35.402 --> 00:08:36.421
ซึ่งเป็นพระเอกของเรานี่

00:08:37.340 --> 00:08:39.289
เมื่อกี้เรารู้ไปแล้วว่าลิมโฟไซต์นี่

00:08:39.760 --> 00:08:42.407
จะสร้างและพัฒนาที่บริเวณไหนครับ

00:08:42.432 --> 00:08:46.055
บริเวณไขกระดูกแล้วก็ไทมัสใช่ไหมครับ

00:08:46.684 --> 00:08:48.349
ซึ่งเมื่อสร้างที่บริเวณเหล่านั้นนี่

00:08:48.859 --> 00:08:51.269
แต่ว่ามันจำเป็นต้องอาศัยเนื้อเยื่อ

00:08:51.653 --> 00:08:53.021
หรืออวัยวะน้ำเหลืองอื่น ๆ

00:08:53.046 --> 00:08:54.158
เช่น หลอดเลือด...

00:08:54.183 --> 00:08:55.358
เช่น หลอดน้ำเหลืองนะครับ

00:08:55.803 --> 00:08:58.568
ในการลำเลียงไปทั่วร่างกายของเรานะครับ

00:09:01.528 --> 00:09:02.460
แล้วก็เหตุผลถัดมา

00:09:02.484 --> 00:09:05.825
ก็คือเมื่อลำเลียงลิมโฟไซต์เหล่านี้ไปแล้วนี่

00:09:06.065 --> 00:09:08.995
ก็ยังจำเป็นต้องมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อ

00:09:09.019 --> 00:09:11.634
ที่เป็นที่สะสมลิมโฟไซต์เหล่านี้

00:09:12.498 --> 00:09:14.630
เพราะเมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม

00:09:14.715 --> 00:09:16.627
เข้ามาที่บริเวณใดก็ตามนะครับ

00:09:16.943 --> 00:09:19.505
ลิมโฟไซต์นี่ ก็จะสามารถทำหน้าที่ตอบสนอง

00:09:19.529 --> 00:09:20.859
หรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:09:20.883 --> 00:09:23.134
ที่เข้ามาสู่ร่างกายของเราได้ทันทีนะครับ

00:09:24.230 --> 00:09:25.344
อันนี้ก็จะเป็นคำตอบ

00:09:25.368 --> 00:09:27.638
ที่สำหรับคำถามที่ครูถามไปเมื่อกี้ครับ

00:09:30.666 --> 00:09:35.055
นักเรียนลองพิจารณาข้อความที่
ปรากฏอยู่นี้นะครับ

00:09:35.225 --> 00:09:36.564
แล้วเดี๋ยวเราลองมาคิด

00:09:37.266 --> 00:09:39.233
จากคำถามที่ครูจะถามกันนะครับ

00:09:49.387 --> 00:09:50.790
คำถามที่จะให้นักเรียนลองคิด

00:09:50.814 --> 00:09:53.706
ก็คือกลไกแบบไม่จำเพาะ

00:09:53.972 --> 00:09:56.167
และกลไกแบบจำเพาะนี่คืออะไร

00:09:57.397 --> 00:09:58.669
และเหตุใด

00:10:00.684 --> 00:10:02.799
ร่างกายของเราจึงต้องมีกลไกทั้ง 2 แบบ

00:10:03.390 --> 00:10:05.474
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง

00:10:05.498 --> 00:10:06.594
ของระบบภูมิคุ้มกัน

00:10:09.435 --> 00:10:11.939
เดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้กันไปทีละกลไกนะครับ

00:10:11.963 --> 00:10:14.198
เริ่มต้นจากกลไกการต่อต้าน

00:10:14.222 --> 00:10:16.312
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะก่อน

00:10:17.501 --> 00:10:20.443
ในกลไกนี้จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลไกหลัก ๆ

00:10:20.467 --> 00:10:23.402
ก็คืออันแรกจะเป็นการต่อต้าน

00:10:23.426 --> 00:10:24.654
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:10:25.454 --> 00:10:27.824
ที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย

00:10:28.367 --> 00:10:29.396
อันนี้คุณครูย้ำนิดหนึ่งนะครับ

00:10:29.426 --> 00:10:31.980
ว่าก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อ

00:10:32.004 --> 00:10:33.370
ของร่างกายเรานั่นเองนะครับ

00:10:34.383 --> 00:10:37.583
กลไกถัดมา ก็คือต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:10:38.161 --> 00:10:40.962
ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายของเราแล้วนะครับ

00:10:43.822 --> 00:10:45.675
จากที่คุณครูได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว

00:10:45.699 --> 00:10:49.984
ว่ากลไกในระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:10:50.008 --> 00:10:51.681
เป็นระบบที่มีความซับซ้อน

00:10:52.436 --> 00:10:53.683
ฉะนั้น เราทราบไปแล้ว

00:10:53.707 --> 00:10:55.851
ว่ามีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้าง

00:10:55.920 --> 00:10:58.437
ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

00:10:59.280 --> 00:11:00.473
แต่ในความเป็นจริงแล้ว

00:11:00.811 --> 00:11:03.223
ยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ

00:11:03.248 --> 00:11:04.975
ในระบบต่าง ๆ ของร่างกายนี่

00:11:05.290 --> 00:11:08.823
ที่ทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:11:09.462 --> 00:11:10.527
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อ

00:11:10.551 --> 00:11:11.659
ของร่างกายของเราเช่นกัน

00:11:14.560 --> 00:11:16.015
นักเรียนพอจะทราบไหมครับ

00:11:16.040 --> 00:11:17.880
ว่าอวัยวะหรือเนื้อเยื่อ

00:11:18.573 --> 00:11:20.077
ในระบบอื่น ๆ ของร่างกายนี่

00:11:20.550 --> 00:11:23.629
อะไรบ้างที่ทำหน้าที่ที่ครูกล่าวมานะครับ

00:11:24.945 --> 00:11:25.965
ถ้ามาดูจากรูป

00:11:27.278 --> 00:11:29.572
ก็พอจะเห็นกันนะครับ

00:11:29.597 --> 00:11:31.387
ว่าครูทำเป็นกล่องไว้นะ

00:11:31.647 --> 00:11:34.015
แล้วนักเรียนลองเดาสิว่าอวัยวะเหล่านี้

00:11:34.039 --> 00:11:37.363
ทำหน้าที่ในการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:11:37.387 --> 00:11:39.103
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่ออย่างไรบ้าง

00:11:39.419 --> 00:11:40.771
เดี๋ยวครูจะให้เวลาลองคิดกันนะครับ

00:11:45.204 --> 00:11:46.940
เรามาลองดูกันทีอวัยวะ

00:11:47.085 --> 00:11:48.446
อวัยวะหรือเนื้อเยื่อเลยนะ

00:11:49.405 --> 00:11:50.990
นะครับ ไล่จากข้างบนเลย

00:11:51.202 --> 00:11:54.660
อันแรกก็คือหูของเรานี่แหละนะครับ

00:11:55.321 --> 00:11:58.197
ภายในหูนี่จะมีขี้หู

00:11:58.221 --> 00:12:00.207
ทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละออง

00:12:00.328 --> 00:12:01.783
หรือว่าแมลง หรือสิ่งแปลกปลอม

00:12:01.807 --> 00:12:04.086
ที่จะเข้าไปทางหูของเรานะครับ

00:12:05.860 --> 00:12:08.598
ต่อมาคือผิวหนัง

00:12:09.257 --> 00:12:11.055
ผิวหนังนี่จะมีบทบาทสำคัญมากเลย

00:12:11.080 --> 00:12:13.101
เพราะว่าทุกส่วนของร่างกายเรา

00:12:13.125 --> 00:12:14.925
ก็จะมีผิวหนังห่อหุ้มนะครับ

00:12:15.577 --> 00:12:18.440
ผิวหนังจะทำหลัก ๆ ในการป้องกันการบุกรุก

00:12:18.527 --> 00:12:20.061
ของเชื้อโรคและก็สิ่งแปลกปลอม

00:12:22.396 --> 00:12:23.309
ในขณะเดียวกันนะครับ

00:12:23.333 --> 00:12:26.108
ที่ผิวหนังก็จะมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน

00:12:26.539 --> 00:12:29.320
ซึ่งเหงื่อจากต่อมเหงื่อและน้ำมันจากต่อมไขมันนี่

00:12:29.955 --> 00:12:31.214
จะยับยั้งการเจริญ

00:12:31.238 --> 00:12:33.340
ของแบคทีเรียบางชนิดได้นะครับ

00:12:35.221 --> 00:12:39.455
ถัดมา ก็คือบริเวณตาของเรานี่แหละนะครับ

00:12:39.778 --> 00:12:41.958
ในตานี่จะมีน้ำตา

00:12:42.782 --> 00:12:46.111
ซึ่งจะมีเอนไซม์ที่เรียกว่า "ไลโซไซม์" นะครับ

00:12:46.581 --> 00:12:50.925
ทำหน้าที่ย่อยผนังเซลล์ของแบคทีเรีย

00:12:51.209 --> 00:12:53.678
ซึ่งก็คือเป็นสิ่งแปลกปลอมรูปแบบหนึ่งนะครับ

00:12:55.283 --> 00:12:58.974
ถัดมาก็จะเป็นระบบหายใจ

00:12:58.999 --> 00:13:03.142
ซึ่งก็จะมีจริง ๆ แล้วจะมีจมูกด้วยนะครับ

00:13:03.354 --> 00:13:07.288
จมูกก็จะมีขนจมูก มีน้ำมูก

00:13:07.312 --> 00:13:08.780
มีเมือกต่าง ๆ ที่คอยดักจับ

00:13:09.134 --> 00:13:12.773
สิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะเข้าไปในท่อลมนะครับ

00:13:12.955 --> 00:13:16.185
ซึ่งในท่อลมเองก็จะมีการหลั่งเมือกนะครับ

00:13:16.244 --> 00:13:19.624
เพื่อดักจับฝุ่นละออง แล้วก็เชื้อจุลินทรีย์ที่เข้ามา

00:13:21.544 --> 00:13:22.947
เชื้อจุลินทรีย์หรือว่าสิ่งแปลกปลอม

00:13:22.972 --> 00:13:25.667
ที่เข้ามาได้ถึงท่อลมแล้วนี่

00:13:26.058 --> 00:13:29.255
ก็จะมีซิเลียที่จะคอยทำหน้าที่โบกพัด

00:13:30.199 --> 00:13:31.357
ให้สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้นะครับ

00:13:31.381 --> 00:13:32.758
มันกลับขึ้นไปใน...

00:13:33.055 --> 00:13:35.177
ในระบบหายใจของเรากลับไปทางจมูก

00:13:35.201 --> 00:13:37.263
แล้วก็จะกำจัดออกจากร่างกาย

00:13:37.287 --> 00:13:39.181
ด้วยการไอหรือจามนะครับ

00:13:41.056 --> 00:13:45.187
เวลาที่ตอนนี้ ที่มันมีสถานการณ์ของโควิดอยู่

00:13:45.211 --> 00:13:48.028
ฉะนั้น เขาก็เลยรณรงค์

00:13:48.052 --> 00:13:50.961
ให้เราใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรค

00:13:51.291 --> 00:13:53.154
ที่จะออกมาจากการไอ

00:13:53.283 --> 00:13:54.613
หรือจามของเรานั่นเองนะครับ

00:13:54.758 --> 00:13:56.490
อันนี้ก็เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน

00:13:56.514 --> 00:13:58.483
ที่เราเป็นอยู่กันตอนนี้นะครับ

00:13:59.211 --> 00:14:02.204
อวัยวะถัดมา ก็คือกระเพาะอาหารนะครับ

00:14:02.445 --> 00:14:04.373
กระเพาะอาหารนี่จะมีกรด

00:14:05.239 --> 00:14:07.840
ก็คือกรดไฮโดรคลอริกนี่แหละ ที่เรารู้จักกันดี

00:14:08.071 --> 00:14:10.712
ก็มี pH แบบต่ำมากเลยนะครับ

00:14:10.923 --> 00:14:12.907
ก็จะทำลายแบคทีเรีย

00:14:12.931 --> 00:14:15.181
ที่ลงไปกับอาหารที่เรากินนะครับ

00:14:15.205 --> 00:14:16.510
เพราะว่าอาหารที่เรากิน

00:14:16.534 --> 00:14:19.138
โดยเฉพาะพวกของสดต่างๆ เช่น ผักผลไม้สดนี่

00:14:19.338 --> 00:14:20.907
ก็จะมีการเจือปนของเชื้อโรค

00:14:20.931 --> 00:14:21.734
และสิ่งแปลกปลอมอยู่มาก

00:14:21.758 --> 00:14:23.306
ฉะนั้น กรดในกระเพาะอาหาร

00:14:23.330 --> 00:14:25.779
จะทำหน้าที่ทำลายสิ่งเชื้อโรค

00:14:25.803 --> 00:14:26.524
หรือสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้

00:14:26.548 --> 00:14:29.356
ไม่ให้เข้าสู่เนื้อเยื่อของเรานะครับ

00:14:30.470 --> 00:14:31.942
ถัดลงมาทางด้านล่างนะครับ

00:14:32.472 --> 00:14:34.111
ก็คือตัวกระเพาะปัสสาวะ

00:14:34.589 --> 00:14:35.738
กระเพาะปัสสาวะนี่

00:14:36.258 --> 00:14:39.241
จะทำหน้าที่ขับปัสสาวะออกจากร่างกาย

00:14:39.710 --> 00:14:40.493
ในขณะเดียวกัน

00:14:40.517 --> 00:14:44.438
ก็จะช่วยพาพวกเชื้อโรคอย่างจุลินทรีย์ต่าง ๆ นี่

00:14:44.611 --> 00:14:47.124
ออกมาทางท่อปัสสาวะด้วยนะครับ

00:14:48.585 --> 00:14:50.127
และสุดท้ายคือช่องคลอด

00:14:51.038 --> 00:14:52.880
ซึ่งช่องคลอดนี่จะมีภาวะที่เป็นกรด

00:14:53.460 --> 00:14:55.068
ก็จะทำหน้าที่ยับยั้ง

00:14:55.092 --> 00:14:57.175
การเจริญเติบโตของเชื้อโรคด้วยเหมือนกันครับ

00:15:00.773 --> 00:15:02.224
นักเรียนก็ได้ทราบกันไปแล้วนะครับ

00:15:02.248 --> 00:15:04.683
ว่าในร่างกายของเรานี่

00:15:04.786 --> 00:15:07.265
นอกจากอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันแล้ว

00:15:07.289 --> 00:15:10.398
ยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อในระบบอื่น ๆ

00:15:10.422 --> 00:15:14.568
ที่ทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:15:14.592 --> 00:15:17.446
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายเรานะครับ

00:15:21.676 --> 00:15:25.538
แล้วถ้าแนวป้องกันเหล่านี้ถูกทำลายนะครับ

00:15:25.834 --> 00:15:29.333
เช่น เกิดบาดแผลขึ้นนะครับ

00:15:29.918 --> 00:15:33.045
หรือว่ามีเชื้อโรคที่สร้างเอนไซม์มาย่อยสลาย

00:15:33.955 --> 00:15:35.957
เซลล์เยื่อบุผิวต่าง ๆ นะครับ

00:15:36.777 --> 00:15:38.053
ร่างกายเราจะมีกลไก

00:15:38.077 --> 00:15:40.635
ในการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:15:41.271 --> 00:15:43.930
ที่เข้ามาสู่เนื้อเยื่อของเราได้อย่างไรนะครับ

00:15:46.585 --> 00:15:49.541
แล้วถ้าครูมีข้อความตรงนี้ให้

00:15:49.565 --> 00:15:51.689
ว่าเมื่อเกิดบาดแผล

00:15:52.690 --> 00:15:54.580
สิ่งที่เราสังเกตเห็นจากบาดแผลของเรา

00:15:54.604 --> 00:15:56.108
ก็คือจะมีเลือดไหลออกมาใช่ไหมครับ

00:15:57.020 --> 00:15:59.738
เนื่องจากว่าหลอดเลือดฝอยของเรานี่ถูกทำลาย

00:16:00.321 --> 00:16:02.366
หรือบางครั้งอาจจะเกิดอาการบวมแดง

00:16:02.823 --> 00:16:06.412
หรือบริเวณบาดแผลนี่ มีอุณหภูมิที่สูงขึ้น

00:16:07.133 --> 00:16:09.290
จากอุณหภูมิปกติของร่างกายเรา

00:16:10.457 --> 00:16:11.333
กลไกอันนี้

00:16:11.546 --> 00:16:14.128
ก็ถือว่าเป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:16:14.546 --> 00:16:15.838
ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของ

00:16:17.223 --> 00:16:20.926
คำถาม ก็คือกลไกลักษณะดังกล่าวนี่

00:16:21.524 --> 00:16:22.845
เรียกว่าอะไรนะครับ

00:16:23.853 --> 00:16:26.279
แล้วก็เหตุใดจึงมักเกิดลักษณะดังกล่าวขึ้น

00:16:26.303 --> 00:16:28.434
เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นตามร่างกายของเรา

00:16:31.426 --> 00:16:32.438
ลองตอบคำถามกันดูนะครับ

00:16:34.092 --> 00:16:36.025
และเดี๋ยวเราจะมาได้เรียนรู้กันต่อไป

00:16:39.241 --> 00:16:41.871
ลักษณะบาดแผลที่เราเห็นได้นะครับ

00:16:41.895 --> 00:16:45.447
ก็เป็นกลไกการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:16:45.646 --> 00:16:47.661
แบบไม่จำเพาะรูปแบบหนึ่งนะครับ

00:16:47.911 --> 00:16:50.303
เกิดขึ้นเมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนี่

00:16:50.327 --> 00:16:52.648
เข้าไปในเนื้อเยื่อเราได้แล้วนะครับ

00:16:53.026 --> 00:16:55.538
เราจะเรียกกลไกนี้ว่า "การอักเสบ"

00:16:55.563 --> 00:16:57.421
หรือ "Inflammation" นะครับ

00:16:57.951 --> 00:17:01.706
การอักเสบนี่จะเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการทำงาน

00:17:01.730 --> 00:17:03.468
ของเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งนะครับ

00:17:03.499 --> 00:17:05.453
ที่เรียกว่า "ฟาโกไซต์" นะครับ

00:17:05.727 --> 00:17:06.729
เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นี่

00:17:06.760 --> 00:17:09.238
จะคอยดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:17:09.327 --> 00:17:11.402
ที่เข้าไปสู่เนื้อเยื่อของเรา

00:17:11.426 --> 00:17:12.811
ผ่านทางบาดแผลนะครับ

00:17:13.889 --> 00:17:15.231
เรามาทำความรู้จัก

00:17:15.255 --> 00:17:17.191
กับเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์เพิ่มเติมนะครับ

00:17:17.562 --> 00:17:19.068
จริง ๆ แล้วเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นี่

00:17:19.092 --> 00:17:21.737
ก็เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งนะครับ

00:17:21.940 --> 00:17:24.657
ซึ่งได้แก่ นิวโทรฟิล แล้วก็โมโนไซด์

00:17:25.230 --> 00:17:26.700
โดยเจ้าโมโนไซด์นี่ครับ

00:17:27.523 --> 00:17:28.702
มันจะสามารถแทรกตัว

00:17:28.726 --> 00:17:30.496
ออกจากหลอดเลือดฝอยของเราได้นะครับ

00:17:30.886 --> 00:17:32.206
เพื่อไปตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ

00:17:33.152 --> 00:17:36.293
โดยเมื่อมันแทรกตัวไปที่เนื้อเยื่อแล้วนี่

00:17:36.529 --> 00:17:39.004
มันจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ

00:17:39.259 --> 00:17:41.924
กลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "แมโครฟาจ" นะครับ

00:17:42.523 --> 00:17:44.392
โดยแมโครฟาจนี่ จะมีประสิทธิภาพสูง

00:17:44.416 --> 00:17:46.179
ในการดักจับและทำลายเชื้อโรค

00:17:46.203 --> 00:17:48.245
ที่เข้าสู่บาดแผลของเรานะครับ

00:17:48.471 --> 00:17:51.392
อันนี้ก็คือรูปของนิวโทรฟิลนะครับ

00:17:51.416 --> 00:17:52.852
โมโนไซด์ แล้วก็แมโครฟาจ

00:17:53.254 --> 00:17:55.229
ภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงนะครับ

00:17:55.385 --> 00:17:57.445
จะมีลักษณะหน้าตาเป็นแบบนี้นะครับ

00:18:02.368 --> 00:18:03.779
กลไกที่เกิดขึ้น

00:18:04.173 --> 00:18:06.115
เมื่อเราเกิดบาดแผล

00:18:06.139 --> 00:18:07.616
แล้วก็เกิดการอักเสบตามมานี่

00:18:07.913 --> 00:18:08.826
เกิดขึ้นอย่างไรนะครับ

00:18:08.850 --> 00:18:09.949
ก็คือเมื่อเราเกิด...

00:18:09.973 --> 00:18:12.788
เมื่อเกิดบาดแผลนี่ จะเกิดสัญญาณเคมี

00:18:13.105 --> 00:18:14.739
ซึ่งสัญญาณเคมีนี้มาจากอะไร

00:18:14.763 --> 00:18:16.518
มาจากเนื้อเยื่อที่เสียหาย

00:18:16.542 --> 00:18:19.169
หรือว่าตัวเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเองนะครับ

00:18:20.271 --> 00:18:21.621
เมื่อมีสัญญาณเคมีเกิดขึ้น

00:18:21.645 --> 00:18:24.189
จะดึงดูดเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นะครับ

00:18:24.213 --> 00:18:26.552
มาที่หลอดเลือดฝอยมากขึ้นนะครับ

00:18:27.951 --> 00:18:30.021
เมื่อมาถึงนี่ เมื่อเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์มาถึงนี่

00:18:30.045 --> 00:18:33.738
ก็จะคอยดักจับนะครับ เชื้อโรค

00:18:34.243 --> 00:18:36.645
ไม่ให้แพร่กระจายไปยังบริเวณต่าง ๆ นะครับ

00:18:37.182 --> 00:18:40.540
เราเรียกกระบวนการที่เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นี่

00:18:40.564 --> 00:18:41.567
ดักจับเชื้อโรค

00:18:42.253 --> 00:18:44.612
ว่า "การเกิดฟาโกไซโทซิส" นะครับ

00:18:49.721 --> 00:18:50.618
นอกจากนี้

00:18:51.272 --> 00:18:52.191
กระบวนการอักเสบ

00:18:52.215 --> 00:18:56.150
ยังทำให้เกิดลักษณะต่าง ๆ ตามมานะครับ

00:18:56.175 --> 00:18:59.877
ก็คือหลอดเลือดฝอยมีการขยายตัวเกิดขึ้นนะครับ

00:19:00.315 --> 00:19:02.624
มีการนำเลือด แล้วก็สะสมเซลล์เม็ดเลือดขาว

00:19:02.648 --> 00:19:04.331
บริเวณนั้นมากขึ้นนะครับ

00:19:04.610 --> 00:19:07.176
มีการซึมผ่านของน้ำเหลือง

00:19:07.740 --> 00:19:09.928
แล้วก็เกิดอาการบวมแดงนะครับ

00:19:10.123 --> 00:19:13.349
รวมทั้งอุณหภูมิบริเวณนั้นอาจจะสูงขึ้นด้วยนะครับ

00:19:13.522 --> 00:19:15.392
เราก็เรียกรวมกันทั้งหมดนี้ว่า

00:19:15.416 --> 00:19:16.352
"การเกิดการอักเสบ"

00:19:16.376 --> 00:19:17.933
ซึ่งอย่างที่คุณครูได้บอกไปแล้ว

00:19:17.957 --> 00:19:19.438
ว่ามันเป็นกลไกการต่อต้าน

00:19:19.782 --> 00:19:22.232
และทำลายสิ่งแปลกปลอมรูปแบบหนึ่งนะครับ

00:19:24.004 --> 00:19:28.447
อันนี้คือภาพรวมโดยสรุปของการอักเสบนะครับ

00:19:30.034 --> 00:19:30.949
จะเห็นว่าภาพ ก.

00:19:30.973 --> 00:19:33.367
ก็คือสัญญาณเคมีจะถูกส่งออกมานะครับ

00:19:33.396 --> 00:19:35.236
ดึงดูดเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์

00:19:35.260 --> 00:19:37.048
โดยเฉพาะตัวแมโครฟาจนะครับ

00:19:37.073 --> 00:19:39.155
ให้เกิดกระบวนการฟาโกไซโทซิส

00:19:39.460 --> 00:19:40.675
ที่จะคอยดักจับ

00:19:40.699 --> 00:19:42.656
แล้วก็ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม

00:19:42.680 --> 00:19:44.046
บริเวณบาดแผลนะครับ

00:19:46.728 --> 00:19:49.163
หลังจากนั้นเชื้อโรคที่ถูกทำลาย

00:19:49.187 --> 00:19:51.470
จะรวมกับฟาโกไซต์ที่ตายแล้วนะครับ

00:19:51.565 --> 00:19:52.596
กลายเป็นหนอง

00:19:53.309 --> 00:19:54.721
และนอกจากนี้ก็จะมีการแบ่งเซลล์

00:19:54.745 --> 00:19:56.314
บริเวณที่เกิดบาดแผลนี่

00:19:56.338 --> 00:19:58.977
เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายด้วยนะครับ

00:20:01.348 --> 00:20:02.858
ในหนังสือเรียนชีวภาพนี่

00:20:03.082 --> 00:20:05.437
จะมีกรอบความรู้นะครับ

00:20:05.982 --> 00:20:08.737
อย่างอันนี้ก็จะเป็นกรอบเชื่อมโยงกับสุขภาพ

00:20:09.251 --> 00:20:12.608
จะเห็นว่าสิ่งที่เนื้อหาที่ปรากฏอยู่

00:20:12.632 --> 00:20:14.944
ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนี่

00:20:15.161 --> 00:20:16.792
จะพยายามเชื่อมโยงให้นักเรียน

00:20:16.816 --> 00:20:19.864
ได้นำความรู้ในสิ่งที่ได้เรียนมานะครับ

00:20:19.888 --> 00:20:21.977
ไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่พบได้

00:20:22.001 --> 00:20:23.335
ในชีวิตประจำวันของนักเรียน

00:20:23.776 --> 00:20:26.213
เพื่อที่ให้นักเรียนนี่สามารถเข้าใจ

00:20:26.471 --> 00:20:27.589
แล้วก็อธิบาย

00:20:27.684 --> 00:20:29.949
หรือรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

00:20:29.981 --> 00:20:31.552
ไม่ว่าจะกับตัวนักเรียนเอง

00:20:31.582 --> 00:20:33.810
หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานะครับ

00:20:35.224 --> 00:20:36.604
อย่างตัวอย่าง... ภาพนี้

00:20:36.628 --> 00:20:38.305
จะเป็นเรื่องของความรู้

00:20:38.329 --> 00:20:40.144
เกี่ยวกับเรื่องของการเกิดสิวนะครับ

00:20:40.168 --> 00:20:42.899
หรือสิวอักเสบที่พบกันได้มาก

00:20:42.923 --> 00:20:45.399
ในช่วงวัยวัยรุ่นหรือวัยของนักเรียนนี่นะครับ

00:20:47.742 --> 00:20:49.278
หลังจากที่เราเรียนมาทั้งหมดแล้ว

00:20:49.494 --> 00:20:51.280
เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจกันดู

00:20:51.304 --> 00:20:54.141
ว่านักเรียนเข้าใจในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ

00:20:54.165 --> 00:20:57.115
โดยเฉพาะในหัวข้อกลไกการต่อต้าน

00:20:57.156 --> 00:20:59.058
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะกัน

00:20:59.083 --> 00:21:00.539
มากน้อยแค่ไหนนะครับ

00:21:00.748 --> 00:21:01.726
มาดูสิว่าเราจะตรวจสอบ

00:21:01.750 --> 00:21:03.102
ความเข้าใจกันอย่างไรบ้างนะครับ

00:21:05.073 --> 00:21:06.837
ลองหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมานะครับ

00:21:06.861 --> 00:21:09.959
แล้วก็เขียนแผนผังสรุปกลไกการต่อต้าน

00:21:09.983 --> 00:21:11.884
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะดู

00:21:12.233 --> 00:21:14.178
ดูสิว่านักเรียนจะเขียนว่าอย่างไรบ้าง

00:21:14.315 --> 00:21:15.846
อาจจะไม่จำเป็นต้องเหมือนกันนะครับ

00:21:16.158 --> 00:21:17.315
เริ่มต้นจากตรงไหนก็ได้

00:21:17.339 --> 00:21:18.043
แล้วเดี๋ยวมาดูกันว่า

00:21:18.395 --> 00:21:20.267
จะเหมือนกับที่คุณครู

00:21:20.382 --> 00:21:21.977
ได้ทำมาเป็นตัวอย่างไหมนะครับ

00:21:25.581 --> 00:21:28.698
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของแผนผัง

00:21:28.722 --> 00:21:30.736
ที่คุณครูได้เขียนให้นักเรียนดูนะครับ

00:21:31.162 --> 00:21:32.284
ลองไปศึกษากันดู

00:21:32.596 --> 00:21:35.282
ก็จะมีทั้งกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม

00:21:35.306 --> 00:21:38.577
ที่ก่อนที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรานะครับ

00:21:38.721 --> 00:21:40.137
ว่ามีอะไรบ้างนะครับ

00:21:40.316 --> 00:21:42.998
รวมทั้งกลไกการต่อต้านทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:21:43.022 --> 00:21:45.667
ที่เมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราแล้วนะครับ

00:21:49.106 --> 00:21:50.470
แล้วหลังจากเรียนมาทั้งหมดแล้ว

00:21:50.828 --> 00:21:52.341
นักเรียนสรุปเนื้อหา

00:21:52.365 --> 00:21:54.343
ที่ได้จากในบทเรียนนี้กันว่าอย่างไรบ้าง

00:21:57.233 --> 00:21:58.847
อันนี้เป็นที่คุณครูสรุปได้นะครับ

00:21:58.871 --> 00:22:00.431
ก็คือข้อแรกเลย

00:22:00.809 --> 00:22:02.992
ร่างกายของเรานี่มีกลไกการต่อต้าน

00:22:03.016 --> 00:22:04.603
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมนะครับ

00:22:04.875 --> 00:22:06.396
โดยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

00:22:08.454 --> 00:22:10.892
และที่เราเรียนวันนี้ ก็คือกลไกการต่อต้าน

00:22:10.916 --> 00:22:12.392
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ

00:22:12.911 --> 00:22:13.862
ตัวอย่างเช่น

00:22:14.937 --> 00:22:17.559
ผิวหนัง หรือเหงื่อ หรือน้ำตา

00:22:17.583 --> 00:22:19.041
หรือกรดจากกระเพาะอาหารนะครับ

00:22:19.065 --> 00:22:22.631
ที่จะเป็นด่านแรกในการป้องกันไม่ให้เชื้อโรค

00:22:22.655 --> 00:22:23.539
หรือสิ่งแปลกปลอมนี่

00:22:23.814 --> 00:22:26.342
เข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราได้นะครับ

00:22:27.102 --> 00:22:29.700
และเมื่อเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอม

00:22:29.724 --> 00:22:30.957
เข้าไปในร่างกายแล้วนี่

00:22:31.094 --> 00:22:33.382
จะมีกลไกอื่น ๆ ที่ตามมา คือ การอักเสบ

00:22:33.635 --> 00:22:34.299
ซึ่งการอักเสบนี่

00:22:34.323 --> 00:22:35.763
จะทำงานร่วมกับเซลล์เม็ดเลือดขาว

00:22:35.787 --> 00:22:37.337
กลุ่มฟาโกไซต์นะครับ

00:22:37.779 --> 00:22:39.221
เพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม

00:22:39.245 --> 00:22:41.598
ออกจากร่างกายของเราอีกครั้งหนึ่งนะครับ

00:22:44.206 --> 00:22:45.099
ในครั้งต่อไป

00:22:45.123 --> 00:22:48.313
เราจะมาพบกับระบบภูมิคุ้มกันในตอนที่ 2 นะครับ

00:22:48.529 --> 00:22:50.840
ซึ่งจะเรียนเรื่องเกี่ยวกับกลไก

00:22:50.864 --> 00:22:53.402
การต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

00:22:53.896 --> 00:22:54.846
เราจะมาดูกันว่า

00:22:55.298 --> 00:22:57.447
กลไกแบบจำเพาะกับไม่จำเพาะนี่

00:22:57.606 --> 00:22:58.964
เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

00:22:58.988 --> 00:23:00.524
แล้วทำไมเราถึงเรียกแบบนั้นนะครับ

00:23:02.012 --> 00:23:03.453
สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

00:23:06.465 --> 00:23:21.257
[เสียงดนตรี]