﻿WEBVTT

00:00:00.027 --> 00:00:33.467
[เสียงเพลง]

00:00:33.492 --> 00:00:35.187
(คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับ วันนี้มาพบกับผม

00:00:35.211 --> 00:00:36.842
คุณครูธีรพัฒน์กันอีกครั้งนะครับ

00:00:37.368 --> 00:00:38.930
วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันในหัวข้อ

00:00:38.954 --> 00:00:40.368
เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน

00:00:40.944 --> 00:00:42.287
ตอนนี้เป็นตอนที่ 3 แล้วนะครับ

00:00:43.411 --> 00:00:46.037
ในหัวข้อระบบภูมิคุ้มกัน ตอนที่ 3 นี่

00:00:46.347 --> 00:00:49.244
จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ

00:00:49.628 --> 00:00:52.809
บทที่ 2 ในหัวข้อ 2.4 นะครับ

00:00:53.245 --> 00:00:54.822
เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ

00:00:55.452 --> 00:00:56.654
แล้ววันนี้ที่เราจะเรียนกันคือ

00:00:56.678 --> 00:00:59.147
ในหัวข้อย่อยที่ 2.4.3

00:00:59.171 --> 00:01:02.757
เรื่องความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันครับ

00:01:04.241 --> 00:01:05.765
จุดประสงค์การเรียนรู้นะครับ

00:01:06.550 --> 00:01:09.238
เมื่อนักเรียนเรียนแล้วนี่ครูคาดหวังว่า

00:01:09.709 --> 00:01:11.561
นักเรียนจะสามารถสืบค้นข้อมูล

00:01:11.838 --> 00:01:12.788
อธิบายสาเหตุ

00:01:13.198 --> 00:01:13.935
อาการ

00:01:14.584 --> 00:01:16.900
แนวทางการป้องกันและการรักษา

00:01:17.343 --> 00:01:18.491
โรคที่เกิดจากความผิดปกติ

00:01:18.522 --> 00:01:20.527
ของระบบภูมิคุ้มกันได้นะครับ

00:01:21.977 --> 00:01:24.471
ถัดมาก็คือนักเรียนอาจจะสามารถสืบค้นข้อมูล

00:01:24.495 --> 00:01:26.426
แล้วก็อธิบายกลไก

00:01:27.123 --> 00:01:28.940
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

00:01:28.964 --> 00:01:30.993
ที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส

00:01:31.017 --> 00:01:32.433
HIV นะครับ

00:01:33.204 --> 00:01:34.599
และก็ข้อสุดท้ายนะครับ

00:01:35.369 --> 00:01:38.171
นักเรียนสามารถระบุสาเหตุและวิธีการป้องกัน

00:01:38.461 --> 00:01:40.765
การติดเชื้อไวรัส HIV ได้นะครับ

00:01:44.944 --> 00:01:46.286
จากที่นักเรียนได้เรียน

00:01:47.437 --> 00:01:48.226
ในคลิปการสอน

00:01:49.023 --> 00:01:50.500
เรื่องระบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 1

00:01:50.524 --> 00:01:51.580
และ 2 มาแล้วนะครับ

00:01:52.611 --> 00:01:54.000
นักเรียนก็จะได้ทราบมาแล้วว่า

00:01:54.449 --> 00:01:56.784
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:01:56.809 --> 00:01:58.910
ในแต่ละคนนี่ ที่แตกต่างกันนี้

00:01:59.278 --> 00:02:01.621
เป็นผลมาจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

00:02:01.646 --> 00:02:03.828
ในแต่ละคน ที่มีการตอบสนองต่อ

00:02:03.852 --> 00:02:06.079
สิ่งแปลกปลอมแตกต่างกันไปนะครับ

00:02:08.069 --> 00:02:09.337
แล้วถ้าหากการทำงาน

00:02:09.361 --> 00:02:11.062
ของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแต่ละคน

00:02:11.606 --> 00:02:13.278
มีความผิดปกติเกิดขึ้น

00:02:13.834 --> 00:02:15.715
นักเรียนคิดว่า จะส่งผลต่อ

00:02:16.339 --> 00:02:18.461
การต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

00:02:18.793 --> 00:02:20.175
อย่างไรได้บ้างนะครับ

00:02:21.454 --> 00:02:24.375
เดี๋ยวเราจะมาได้เรียนกันในตอนนี้นะครับ

00:02:26.298 --> 00:02:27.608
ก่อนอื่นเลย ครูมี

00:02:27.871 --> 00:02:29.668
ข้อความให้นักเรียนลองช่วยกัน

00:02:29.884 --> 00:02:31.871
อ่านแล้วก็ทบทวนพิจารณาดูนะครับ

00:02:32.194 --> 00:02:33.383
แล้วเดี๋ยวครูจะมีคำถามให้

00:02:33.807 --> 00:02:34.810
ลองคิดนะครับ

00:02:40.533 --> 00:02:41.595
คำถามก็คือ

00:02:42.411 --> 00:02:44.191
นักเรียนรู้จักโรค

00:02:44.362 --> 00:02:46.353
หรือกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติ

00:02:46.377 --> 00:02:48.633
ของระบบภูมิคุ้มกันอะไรบ้างนะครับ

00:02:48.658 --> 00:02:50.705
อาจจะตอบจากประสบการณ์ของที่เรา

00:02:50.961 --> 00:02:52.365
เคยเจอหรือรู้จักนะครับ

00:02:52.389 --> 00:02:53.970
หรือของคนรู้จักของเรานะครับ

00:03:00.087 --> 00:03:00.978
คำตอบของนักเรียนนี่

00:03:01.008 --> 00:03:02.591
อาจจะมีได้หลากหลายมาก

00:03:02.615 --> 00:03:04.085
ขึ้นอยู่ประสบการณ์ของแต่ละคน

00:03:04.114 --> 00:03:06.963
ที่ได้รู้จักความผิดปกติของโรคที่...

00:03:07.826 --> 00:03:09.809
เกิดจากความปกติของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ

00:03:10.652 --> 00:03:12.568
แต่ว่าในตอนที่ 3 นี่

00:03:13.017 --> 00:03:15.232
เราจะมาเรียน

00:03:15.262 --> 00:03:18.149
โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

00:03:18.569 --> 00:03:20.978
ยกตัวอย่างมาด้วยกัน 3 โรคด้วยกันนะครับ

00:03:21.542 --> 00:03:23.265
อันแรกก็คือโรคภูมิแพ้นะครับ

00:03:23.422 --> 00:03:25.637
หรือภาษาอังกฤษว่า Allergy นะครับ

00:03:26.128 --> 00:03:28.277
อันที่สองก็คือโรค Lupus นะครับ

00:03:28.707 --> 00:03:30.670
หรือ โรค SLE นะครับ

00:03:30.926 --> 00:03:33.511
ซึ่ง SLE นี่ ย่อมาจากภาษาอังกฤษเต็ม ๆ ว่า

00:03:33.535 --> 00:03:36.883
Systemic Lupus Erythematosus นะครับ

00:03:37.806 --> 00:03:40.065
 และก็สุดท้ายก็คือ โรคเอดส์นะครับ

00:03:41.161 --> 00:03:41.872
ซึ่งย่อมาจาก

00:03:42.389 --> 00:03:44.336
Acquired Immunodeficiency Syndrome

00:03:44.360 --> 00:03:44.958
นะครับ

00:03:45.356 --> 00:03:47.656
เดี๋ยวเราลองมา ทำความรู้จักกับ

00:03:47.980 --> 00:03:49.592
โรคที่เกิดจากความผิดปกติ

00:03:50.043 --> 00:03:52.194
ของระบบภูมิคุ้มกันแต่ละโรคกันนะครับ

00:03:53.786 --> 00:03:56.865
เรามาดูโรคที่เกิดจากความผิดปกติ

00:03:56.889 --> 00:03:58.645
ของระบบภูมิคุ้มกันโรคแรกกันเลยนะครับ

00:03:58.863 --> 00:04:00.922
โรคแรกก็คือโรคภูมิแพ้ซึ่ง

00:04:01.325 --> 00:04:03.742
ก็คนส่วนใหญ่จะเป็นกันเยอะมากนะครับ

00:04:04.219 --> 00:04:06.041
โดยเฉพาะคนที่อยู่อาศัยอยู่ในเมืองนะครับ

00:04:06.066 --> 00:04:08.461
ก็พบได้แทบจะทุกเพศทุกวัยนะครับ

00:04:09.838 --> 00:04:11.490
โรคภูมิแพ้นี่เป็นโรค

00:04:11.892 --> 00:04:14.219
ที่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:04:14.582 --> 00:04:16.687
ตอบสนองต่อแอนติเจน

00:04:17.370 --> 00:04:19.828
ที่ได้รับเข้ามานี่ รุนแรงเกินไปนะครับ

00:04:20.724 --> 00:04:23.802
แอนติเจนที่เข้ามาในร่างกายเรา

00:04:23.826 --> 00:04:25.254
แล้วทำให้เกิดอาการแพ้นี้

00:04:25.573 --> 00:04:26.616
เราจะเรียกแอนติเจนเหล่านี้ว่า

00:04:26.640 --> 00:04:28.993
สารก่อภูมิแพ้หรือ Allergen นะครับ

00:04:29.498 --> 00:04:29.788
ก็เช่น

00:04:30.100 --> 00:04:32.660
อาจจะเป็นฝุ่นละออง อาจจะเป็น Pollen

00:04:32.685 --> 00:04:33.962
เกสรดอกไม้หรือว่า

00:04:34.631 --> 00:04:37.654
สารอาหาร สารบางชนิดที่อยู่ในอาหารนะครับ

00:04:39.117 --> 00:04:41.600
เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้ามาแล้วนี่

00:04:42.056 --> 00:04:42.920
สารก่อภูมิแพ้เหล่านี้

00:04:43.018 --> 00:04:45.828
จะกระตุ้นเซลล์ B ให้สร้างแอนติบอดี

00:04:46.265 --> 00:04:47.647
บางชนิดที่จำเพาะ

00:04:47.672 --> 00:04:50.054
ต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ ออกมานะครับ

00:04:50.078 --> 00:04:52.263
และเจ้าแอนติบอดี้ที่ถูกสร้างออกมานี่

00:04:52.816 --> 00:04:55.380
จะไปเกาะอยู่ที่บริเวณผิว

00:04:55.404 --> 00:04:56.500
ของเซลล์ชนิดหนึ่งนะครับ

00:04:56.524 --> 00:04:58.120
เรียกว่า "เซลล์แมสต์" นะครับ

00:05:01.544 --> 00:05:02.971
เมื่อร่างกายได้รับ

00:05:03.134 --> 00:05:05.438
สารก่อภูมิแพ้ชนิดเดิมเข้ามานะครับ

00:05:05.463 --> 00:05:06.790
สารก่อภูมิแพ้ที่เคยได้รับมาแล้ว

00:05:06.814 --> 00:05:07.983
ในตอนแรกนี่นะครับ

00:05:09.352 --> 00:05:12.016
จะไปกระตุ้นให้เซลล์แมสต์นี่

00:05:12.545 --> 00:05:14.693
หลั่งสารที่เรียกว่า "ฮิสตามิน"

00:05:15.406 --> 00:05:16.295
เจ้าฮิสตามินนี่ล่ะ

00:05:16.319 --> 00:05:19.048
เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ นะครับ

00:05:19.072 --> 00:05:21.048
ไม่ว่าจะเป็นอาการไอ

00:05:21.157 --> 00:05:23.771
จาม อาการคันตา คันจมูก

00:05:24.141 --> 00:05:26.581
หรือแม้กระทั่งมีน้ำตาไหลออกมานะครับ

00:05:28.098 --> 00:05:31.435
บางคนนี่อาจจะมีอาการแพ้ที่รุนแรง

00:05:31.612 --> 00:05:35.123
ก็ เนื่องมาจากว่าแอนติเจนนี่จะไปทำให้

00:05:37.980 --> 00:05:40.613
กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจนี่

00:05:41.703 --> 00:05:44.630
หดตัวนะครับ ทำให้เกิดการหายใจที่ติดขัด

00:05:45.459 --> 00:05:47.511
หรืออาจจะทำให้เกิดอาการบวม

00:05:47.535 --> 00:05:49.300
บวมเกิดขึ้นทั่วร่างกายของเรา

00:05:49.324 --> 00:05:52.308
แล้วก็ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้นะครับ

00:05:54.165 --> 00:05:54.764
การที่จะ...

00:05:56.527 --> 00:05:59.116
ลดความรุนแรงของอาการแพ้นะครับ

00:05:59.420 --> 00:06:02.102
เราสามารถใช้ยาที่

00:06:03.098 --> 00:06:04.806
เป็นแอนติฮิสตามินนะครับ

00:06:04.830 --> 00:06:06.365
มาช่วยลดความรุนแรง

00:06:06.389 --> 00:06:08.485
ของอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้ครับ

00:06:11.679 --> 00:06:15.621
นอกจากเซลล์แมสต์ต์ที่ หลั่งฮิสตามินออกมา

00:06:15.645 --> 00:06:17.984
เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้แล้วนี่

00:06:18.486 --> 00:06:20.320
ยังมีเซลล์เม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่ง

00:06:20.345 --> 00:06:22.594
ก็คือเซลล์ในกลุ่มของเบโซฟิลนะครับ

00:06:22.978 --> 00:06:25.600
ก็สามารถสร้างแล้วก็หลั่งฮิสตามินได้เช่นกัน

00:06:26.127 --> 00:06:28.417
และก็ยังทำให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นเดียวกับ

00:06:28.742 --> 00:06:30.170
เซลล์แมสต์ด้วยนะครับ

00:06:31.613 --> 00:06:33.718
เรามาดูว่าแล้วการป้องกัน

00:06:34.063 --> 00:06:35.611
โรคภูมิแพ้นี่ จะทำได้อย่างไร

00:06:36.241 --> 00:06:38.672
แน่นอนเลยวิธีการที่ง่าย

00:06:38.709 --> 00:06:40.671
แต่ว่าอาจจะทำได้ยากเลยสำหรับบางคนก็คือ

00:06:40.695 --> 00:06:43.711
การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ นะครับ

00:06:43.736 --> 00:06:45.601
ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของเรานะครับ

00:06:45.890 --> 00:06:48.151
เราก็อาจจะต้องไปเช็กว่าเราแพ้อะไร

00:06:48.308 --> 00:06:49.943
อะไรที่เป็นสารก่อภูมิแพ้

00:06:49.967 --> 00:06:51.558
ที่ทำให้เกิดการแพ้ของเรานะครับ

00:06:51.582 --> 00:06:54.200
แล้วก็หลีกเลี่ยงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดนะครับ

00:06:54.807 --> 00:06:56.680
แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือการ

00:06:56.704 --> 00:06:58.979
พยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงนะครับ

00:06:59.003 --> 00:07:01.767
ก็คือกินอาหารที่มีประโยชน์

00:07:01.791 --> 00:07:04.554
ออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอ

00:07:04.578 --> 00:07:08.220
ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือ

00:07:08.244 --> 00:07:11.587
ลดความรุนแรงของโรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นได้นะครับ

00:07:13.764 --> 00:07:16.209
โรคต่อมานะครับก็คือโรคลูปัส

00:07:16.240 --> 00:07:17.515
หรือโรคเอสแอลอีนะครับ

00:07:18.565 --> 00:07:22.599
โรคนี้จะเป็นโรคที่อยู่ในกลุ่ม ของโรคที่เรียกว่า

00:07:22.943 --> 00:07:24.913
ภูมิคุ้มกันต้านตนเองหรือ

00:07:24.937 --> 00:07:26.300
Autoimmune Disease นะครับ

00:07:27.703 --> 00:07:30.810
เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายนี่สร้างแอนติบอดี

00:07:31.179 --> 00:07:33.278
หรือไปกระตุ้นให้เซลล์ T นี่

00:07:33.720 --> 00:07:35.348
ต่อต้านหรือทำลายเนื้อเยื่อ

00:07:35.553 --> 00:07:37.497
หรือเซลล์ของตนเองในระบบต่าง ๆ

00:07:37.521 --> 00:07:38.517
ของร่างกายเรานะครับ

00:07:40.220 --> 00:07:41.815
อาการที่อาจจะพบได้ก็คือ

00:07:42.266 --> 00:07:45.197
การมีลักษณะที่มีผื่นแดงบนใบหน้านะครับ

00:07:45.585 --> 00:07:48.176
หรือมีไข้ หรือเกิดอาการปวด

00:07:48.200 --> 00:07:50.609
บริเวณข้อเนื่องจากการอักเสบนะครับ

00:07:52.486 --> 00:07:54.632
คนที่เป็นโรคลูปัส หรือโรคเอสแอลอี นี่

00:07:54.657 --> 00:07:56.933
จะทำให้ระบบประสาทส่วนกลาง

00:07:56.957 --> 00:07:58.646
นี่ถูกทำลายนะครับ

00:07:59.076 --> 00:08:02.090
การทำงานของหัวใจและไตอาจล้มเหลวนะครับ

00:08:03.173 --> 00:08:04.966
วิธีการที่ป้องกันและรักษา

00:08:05.123 --> 00:08:06.673
คนที่เป็นโรคเอสแอลอีนี่ก็คือ

00:08:07.470 --> 00:08:09.416
ก็ทำได้โดยการรักษาตามความรุนแรง

00:08:09.440 --> 00:08:11.626
ของอาการของโรคอย่างต่อเนื่องนะครับ

00:08:12.062 --> 00:08:14.944
และก็ต้องปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์

00:08:14.969 --> 00:08:16.475
อย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ

00:08:18.624 --> 00:08:20.212
เรามาดูโรคสุดท้ายกันเลยนะครับ

00:08:20.331 --> 00:08:22.340
โรคสุดท้ายนี้ก็คือ โรคเอดส์นะครับ

00:08:23.711 --> 00:08:25.440
โรคเอดส์นี่เป็นโรคที่เกิดจาก

00:08:26.591 --> 00:08:29.523
ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ

00:08:30.154 --> 00:08:31.453
เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่ามัน

00:08:31.477 --> 00:08:33.118
เกิดจากความบกพร่องยังไงนะครับ

00:08:33.773 --> 00:08:36.779
โดยโรคเอดส์นี่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อ

00:08:37.049 --> 00:08:39.008
ไวรัสที่เรียกว่า HIV นะครับ

00:08:39.428 --> 00:08:42.181
หรือเรียกมาจากชื่อเต็มที่ว่า

00:08:42.425 --> 00:08:44.933
Human Immunodeficiency Virus นะครับ

00:08:46.217 --> 00:08:47.954
การได้รับเชื้อ HIV นี่

00:08:48.363 --> 00:08:51.674
จะได้รับผ่านทางเลือดหรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ

00:08:51.704 --> 00:08:53.525
เข้ามาสู่ร่างกายของเรานะครับ

00:08:54.661 --> 00:08:58.447
ผู้ที่ได้รับเชื้อ HIVเข้ามานี่จะมีความเสี่ยง

00:08:59.009 --> 00:09:00.875
จากการติดเชื้อ หรือเสี่ยงต่อการ

00:09:00.906 --> 00:09:02.729
เกิดโรคแทรกซ้อนชนิดต่าง ๆ นะครับ

00:09:02.753 --> 00:09:04.764
ไม่ว่าจะเป็น โรคปอดบวม

00:09:04.788 --> 00:09:07.987
วัณโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคเริม

00:09:08.331 --> 00:09:11.617
หรือโรคเชื้อราตามผิวหนัง หรือช่องปากนะครับ

00:09:12.294 --> 00:09:14.103
โดยโรคแทรกซ้อน โดยโรคแทรกซ้อนเหล่านี้

00:09:14.320 --> 00:09:16.957
จะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของ

00:09:17.347 --> 00:09:19.859
คนที่เป็นโรคเอดส์นะครับ

00:09:25.635 --> 00:09:27.487
เดี๋ยวเราลองมาดูกันว่า

00:09:28.630 --> 00:09:31.613
เจ้า HIV นี่ทำให้เกิดความบกพร่อง

00:09:31.637 --> 00:09:33.530
ของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไรนะครับ

00:09:34.227 --> 00:09:35.577
เรามาลอง ลองมาดูทำความเข้าใจ

00:09:36.465 --> 00:09:38.507
การเพิ่มจำนวนของ HIV

00:09:38.531 --> 00:09:40.760
ในเซลล์ทีผู้ช่วยกันก่อนนะครับ

00:09:41.863 --> 00:09:45.552
เซลล์ที่เป็นเหมือนเขาเรียกว่า

00:09:46.702 --> 00:09:50.027
เซลล์เจ้าบ้านที่เจ้าไวรัส HIV นี่จะเข้าไป

00:09:50.052 --> 00:09:52.513
เพิ่มจำนวนนี่ก็คือ เซลล์ทีผู้ช่วย

00:09:52.537 --> 00:09:53.678
ซึ่งเซลล์ทีผู้ช่วยนี่

00:09:53.702 --> 00:09:56.435
มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันแบบที่ได้

00:09:56.459 --> 00:09:58.669
เราได้เรียนรู้กันมาในสองตอนแรกแล้วนะครับ

00:09:59.406 --> 00:10:02.740
ในขั้นแรกเมื่อ HIV เข้าสู่ร่างกายนะครับ

00:10:04.777 --> 00:10:06.986
ไวรัสที่เข้าไปนี่จะไปยึดเกาะ

00:10:07.263 --> 00:10:08.630
อยู่กับเซลล์เจ้าบ้านนะครับ

00:10:11.055 --> 00:10:11.845
จากนั้นนี่

00:10:14.295 --> 00:10:17.207
HIV ก็จะปล่อยสารพันธุกรรมนะครับ

00:10:17.824 --> 00:10:20.140
เข้าไปในเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ

00:10:20.763 --> 00:10:24.509
และจะใช้องค์ประกอบนะครับองค์ประกอบของ

00:10:24.813 --> 00:10:26.084
เซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ

00:10:26.331 --> 00:10:29.386
ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรมของไวรัสนะครับ

00:10:29.674 --> 00:10:31.036
รวมทั้งส่วนประกอบต่าง ๆ

00:10:31.060 --> 00:10:32.553
ของ HIV ด้วยนะครับ

00:10:36.020 --> 00:10:37.570
หลังจากที่สร้างสารพันธุกรรม

00:10:37.594 --> 00:10:39.569
และองค์ประกอบต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วนี่

00:10:39.927 --> 00:10:42.029
HIV ก็จะจำลองตัวเองขึ้นมา

00:10:42.439 --> 00:10:44.092
จากองค์ประกอบเหล่านั้นนะครับ

00:10:45.723 --> 00:10:48.123
ทำให้ได้ HIV ในเซลล์

00:10:48.401 --> 00:10:49.776
เพิ่มเป็นจำนวนมากนะครับ

00:10:50.313 --> 00:10:50.804
เมื่อ...

00:10:53.446 --> 00:10:56.619
มีอนุภาคของไวรัสในเซลล์เป็นจำนวนมากแล้วนี่

00:10:56.909 --> 00:10:59.518
HIV ก็จะทำลายเซลล์ทีผู้ช่วย

00:10:59.935 --> 00:11:01.305
และแยกหลุด

00:11:02.195 --> 00:11:03.090
ออกจากเซลล์ทีผู้ช่วย

00:11:03.114 --> 00:11:05.717
ทำให้เซลล์ทีผู้ช่วยนี้ถูกทำลายนะครับ

00:11:06.213 --> 00:11:08.232
ไวรัสที่ออกจากเซลล์ทีผู้ช่วยก็จะ

00:11:09.288 --> 00:11:12.083
ไปที่เซลล์ทีผู้ช่วย เซลล์อื่น ๆ นะครับ

00:11:12.107 --> 00:11:15.069
แล้วก็เกิดการเพิ่มจำนวนของ HIV

00:11:15.099 --> 00:11:18.079
ในเซลล์muผู้ช่วยใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ

00:11:19.856 --> 00:11:20.889
คำถามก็คือ

00:11:21.598 --> 00:11:24.749
การที่ HIV เข้าไปทำลายเซลล์ทีผู้ช่วยนี่

00:11:25.032 --> 00:11:26.667
จะส่งผลต่อการต่อต้าน

00:11:26.691 --> 00:11:29.087
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างไรนะครับ

00:11:35.123 --> 00:11:36.481
เราลองมาดูคำตอบกันนะครับ

00:11:38.365 --> 00:11:41.957
HIV นี่จะทำลายกลไกการต่อต้าน

00:11:41.981 --> 00:11:43.978
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ

00:11:44.342 --> 00:11:46.155
ทำลายได้อย่างไร ก็คือ เพราะว่า

00:11:46.779 --> 00:11:48.304
เซลล์เจ้าบ้านที่

00:11:48.502 --> 00:11:51.284
HIV  ใช้ในการเพิ่มจำนวนก็คือเซลล์ทีผู้ช่วย

00:11:52.007 --> 00:11:55.782
การที่ HIV เข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ทีผู้ช่วยนี่

00:11:55.806 --> 00:11:57.689
จะทำให้ เซลล์ทีผู้ช่วยนี่

00:11:57.713 --> 00:11:59.216
ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ นะครับ

00:11:59.633 --> 00:12:02.700
ซึ่งการลดลงของเซลล์ทีผู้ช่วยนี่จะส่งผล

00:12:02.935 --> 00:12:04.520
ต่อระบบภูมิคุ้มกัน

00:12:04.544 --> 00:12:07.246
ให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์นะครับ

00:12:10.155 --> 00:12:12.013
ก็จากที่นักเรียนได้ เรียนมาแล้วว่า

00:12:12.038 --> 00:12:13.673
เซลล์ทีผู้ช่วยนี่ มีความสำคัญ

00:12:13.697 --> 00:12:16.373
ในการกระตุ้นการทำงานและพัฒนา

00:12:16.644 --> 00:12:18.055
ของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่น ๆ

00:12:18.079 --> 00:12:20.414
รวมทั้งเซลล์ทีผู้ช่วยเองด้วยนะครับ

00:12:20.439 --> 00:12:24.129
ไม่ว่าจะเป็นเซลล์บีที่จะพัฒนาต่อไปเป็น

00:12:25.539 --> 00:12:27.961
เซลล์พลาสมาแล้วก็สร้างแอนติบอดีเพื่อใช้

00:12:28.191 --> 00:12:29.893
จับกับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกแปลกปลอมต่าง ๆ

00:12:30.430 --> 00:12:32.530
รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของ

00:12:32.902 --> 00:12:34.524
เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม

00:12:34.774 --> 00:12:36.145
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส

00:12:36.522 --> 00:12:40.043
ดังนั้นถ้าหากเซลล์ทีผู้ช่วยลดจำนวนลง

00:12:40.762 --> 00:12:43.300
ก็จะทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนี่

00:12:43.797 --> 00:12:44.934
ไม่สมบูรณ์นะครับ

00:12:46.344 --> 00:12:49.059
หลังจากที่นักเรียนได้ทราบมาแล้วนะครับว่า

00:12:49.362 --> 00:12:51.307
HIV นี่สามารถทำให้เกิด

00:12:52.051 --> 00:12:54.026
ความผิดปกติหรือความบกพร่อง

00:12:54.050 --> 00:12:56.066
ของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไรบ้างนะครับ

00:12:56.516 --> 00:12:59.202
ก็เหมือนเช่นเคย ครูจะมีข้อความให้นักเรียน

00:12:59.709 --> 00:13:00.677
ลองศึกษาดูนะครับ

00:13:00.702 --> 00:13:01.984
และหลังจากนั้นนี่จะมี

00:13:02.008 --> 00:13:03.770
คำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ

00:13:04.154 --> 00:13:05.437
เราลองมาดูข้อความเหล่านี้กัน

00:13:11.094 --> 00:13:13.683
แล้วคำถามที่ครูจะลองให้ช่วยกันคิดก็คือว่า

00:13:14.332 --> 00:13:16.258
เจ้าเชื้อไวรัส HIV นี่

00:13:17.095 --> 00:13:20.017
สามารถติดต่อกันได้ทางใดบ้างนะครับ

00:13:20.780 --> 00:13:22.278
นักเรียนอาจจะพอทราบคำตอบแล้วล่ะ

00:13:22.614 --> 00:13:24.208
อาจจะลองช่วยกันสืบค้นข้อมูล

00:13:24.232 --> 00:13:25.497
แล้วก็ตอบคำถามนี้ดูนะครับ

00:13:28.334 --> 00:13:29.285
เดี๋ยวเราลองมาดูว่า

00:13:29.715 --> 00:13:33.219
คำตอบที่นักเรียนได้สืบค้นมาดูนี่

00:13:33.830 --> 00:13:35.421
จะมีเหมือนกับที่ครู

00:13:36.289 --> 00:13:37.771
จะแสดงให้ดูหรือเปล่านะครับ

00:13:38.832 --> 00:13:42.161
อันแรกเลยก็คือว่าเจ้าเชื้อ HIV นี่

00:13:42.664 --> 00:13:46.507
สามารถติดต่อกันผ่านทางแม่สู่ลูก

00:13:46.811 --> 00:13:48.640
ขณะตั้งครรภ์ได้นะครับ

00:13:48.664 --> 00:13:51.979
แล้วก็ขณะที่ เกิดการคลอดหรือการให้น้ำนม

00:13:52.483 --> 00:13:54.625
จากแม่สู่ลูกได้ด้วยเช่นกันครับ

00:13:56.288 --> 00:13:58.481
อันที่ 2 ก็คือติดต่อกันผ่าน

00:13:58.506 --> 00:14:01.998
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยนะครับ

00:14:02.601 --> 00:14:05.817
แล้วก็อีกทางหนึ่งก็คือ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

00:14:06.047 --> 00:14:08.632
ซึ่งจะทำให้ เลือดแล้วก็สารคัดหลั่งต่างๆ นี่

00:14:08.657 --> 00:14:11.531
ส่งผ่านจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งทำให้

00:14:12.062 --> 00:14:16.626
สามารถที่จะส่งผ่านเชื้อเอชไอวีสู่กันได้นะครับ

00:14:18.583 --> 00:14:21.434
หลังจากที่เราได้เรียนเรื่อง ความผิดปกติ

00:14:21.458 --> 00:14:22.988
ของระบบภูมิคุ้มกันกันมาแล้วนะครับ

00:14:23.325 --> 00:14:25.948
นักเรียนก็สามารถที่จะตรวจสอบความเข้าใจของ

00:14:26.598 --> 00:14:28.175
บทเรียนทั้งหมดได้นะครับ

00:14:28.199 --> 00:14:29.562
โดยครูจะมีคำถามให้นักเรียน

00:14:29.919 --> 00:14:31.800
ตรวจสอบความเข้าใจอยู่ด้วยกันสองคำถามก็คือ

00:14:32.170 --> 00:14:35.444
คำถามแรก เพราะเหตุใดการบริจาคเลือด

00:14:35.808 --> 00:14:38.531
จึงมีความจำเป็นในการตรวจ

00:14:39.029 --> 00:14:41.692
หาเชื้อ HIV ก่อนทุกครั้งนะครับ

00:14:42.989 --> 00:14:44.002
อีกคำถามหนึ่งก็คือ

00:14:44.506 --> 00:14:47.642
สารก่อภูมิแพ้ ส่งผลต่อการทำงาน

00:14:47.666 --> 00:14:49.749
ของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไรนะครับ

00:14:51.318 --> 00:14:53.388
ถ้าใครตอบได้ก็แสดงว่าเข้าใจบทเรียนนี้

00:14:53.772 --> 00:14:55.829
แล้วนะครับ แต่ถ้าใครอาจจะยังตอบไม่ได้

00:14:55.853 --> 00:14:58.266
หรือไม่แน่ใจก็ลองกลับไปทบทวนกันดูนะครับ

00:15:00.125 --> 00:15:02.750
และหลังจากที่ได้เรียนมาแล้วนี่

00:15:03.080 --> 00:15:04.854
นักเรียนสามารถสรุปเนื้อหาในบทเรียน

00:15:04.878 --> 00:15:05.929
ได้ว่าอย่างไรบ้างครับ

00:15:06.701 --> 00:15:08.720
อันนี้เป็นที่คุณครูสรุปมาให้นักเรียนดูนะครับ

00:15:09.377 --> 00:15:10.140
อันแรกก็คือ

00:15:11.170 --> 00:15:14.010
เมื่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนี่ผิดไป

00:15:14.400 --> 00:15:15.664
ผิดปกติไปนะครับ

00:15:16.391 --> 00:15:17.563
อาจทำให้เกิดโรค

00:15:17.587 --> 00:15:19.807
หรืออาการที่ผิดปกติตามมานะครับ

00:15:19.886 --> 00:15:22.217
เช่น โรคภูมิแพ้ โรคลูปัส

00:15:22.241 --> 00:15:23.990
หรือโรคเอสแอลอีนะครับ

00:15:24.440 --> 00:15:26.157
หรือโรคเอดส์เป็นต้นนะครับ

00:15:27.535 --> 00:15:31.478
โรคเอดส์นี่เกิดจากการติดเชื้อ HIV นะครับ

00:15:31.609 --> 00:15:32.711
ซึ่งเชื้อ HIV นี่

00:15:32.735 --> 00:15:35.337
จะเข้าไปทำลายเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ

00:15:36.187 --> 00:15:38.902
เซลล์ทีผู้ช่วยเนี่ยมีความสำคัญต่อระบบคุ้มกัน

00:15:38.926 --> 00:15:41.726
เนื่องจากจะไปกระตุ้น

00:15:41.750 --> 00:15:43.479
ทำให้เกิดการตอบสนองของ

00:15:43.503 --> 00:15:45.679
เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่น ๆ นะครับ

00:15:48.196 --> 00:15:50.537
เชื้อ HIV นี่สามารถติดต่อกันได้

00:15:50.561 --> 00:15:52.917
จากการรับเลือดหรือสารคัดหลั่งนะครับ

00:15:54.140 --> 00:15:57.236
ผ่านทางช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่สู่ลูก

00:15:57.904 --> 00:15:59.175
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

00:15:59.199 --> 00:16:00.901
หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันครับ

00:16:02.278 --> 00:16:04.546
หวังว่านักเรียนจะเข้าใจ

00:16:04.809 --> 00:16:10.661
แล้วก็รู้วิธีการป้องกันตนเองนะครับ

00:16:10.698 --> 00:16:13.360
จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

00:16:13.384 --> 00:16:14.189
จากโรคต่าง ๆ นะครับ

00:16:15.593 --> 00:16:16.462
สำหรับวันนี้

00:16:16.672 --> 00:16:17.574
สวัสดีครับ

00:16:17.599 --> 00:16:34.769
[เสียงเพลง]