(อาจารย์) สวัสดีพี่ล่ามหรือยัง (อาจารย์) สวัสดีค่ะ โอ.เค. นะ เรียนต่อ จากคราวที่แล้วนะคะ รู้สึกไมค์ไม่ดัง ได้ยินชัดไหมคะ (ล่าม) ได้ยินค่ะ (อาจารย์) ได้ยินนะ โอ.เค. เดี๋ยวเช็กชื่อทีหลังนะ เรียนก่อน เรียนเลย เราเรียนไปแล้ว 2 บทนะคะ จาก 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คราวนี้นะคะ สัปดาห์นี้จะพูดถึงการจัดการความรู้นะคะ ก็คือก่อนหน้านี้เราพูดถึงระบบสารสนเทศที่มีการใช้งานในองค์กรไปแล้วนะคะ สัปดาห์ที่แล้วนี่ก็ให้นำเสนอไปเกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศในองค์การนะคะ แล้วอาจารย์ก็บอกไปแล้วว่า องค์กรกับองค์การมันต่างกันอย่างไรนะคะ วันนี้เรามาพูดถึงการจัดการความรู้นะคะ Knowledge Management เดี๋ยวตัวสไลด์นะคะ เดี๋ยวตัวอาจารย์ค่อยก๊อป ก๊อปปี้ไว้ให้เครื่อง แล้วเราค่อยดู ทำไมจะต้องพูดถึงการจัดการความรู้นะคะ เดี๋ยวเราจะได้รู้ของรายวิชา ด้วยความที่เราเรียนการจัดการนะคะ ฉะนั้นเราจะไม่ได้จัดการแค่ Resource ในองค์กรนะคะ เราจะต้องจัดการความรู้ที่อยู่ในบุคคลด้วยนะคะ ฉะนั้นเราต้องรู้หลักการของมันก่อนนะคะ Knowledge Management หรือเราจะเรียกสั้น ๆ ว่า KM นะคะ ภาษาไทยคือการจัดการความรู้ เชิญค่ะ เข้ามาเลย คืออะไรนะคะ พูดภาพรวมก่อนนะคะ หน่วยงาน หน่วยงานหนึ่งนะคะ ในการดำเนินงานนี่ ก็จะประกอบด้วย ขั้นตอนวิธีนะคะ ในการดำเนินงาน คือทุกคนที่อยู่ในองค์กรนี่ จะมีบทบาทหน้าที่นะคะ ซึ่งการดำเนินงาน มันก็จะมีระเบียบ มีขั้นตอนวิธี ในการดำเนินงานนะคะ ภายใต้งบประมาณนะคะ ที่ได้รับอนุมัติมาในแต่ละปี การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า Resource นี่ค่ะ ก็จะขึ้นอยู่กับโครงการที่เราขออนุมัติไปตอนที่ตั้งงบนะคะ ว่าโครงการไหนจะมีการใช้วัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไหร่นะคะ แล้วเราจะมีการบริหารจัดการโครงการนั้น ๆ น่ะ ให้แล้วเสร็จทันอย่างไรบ้าง แล้วก็อื่น ๆ อีกนะคะ ซึ่งการบริหารจัดการโครงการต่าง ๆ ที่บุคลากร ดำเนินการไปตามบทบาทหน้าที่ของตัวเองนี่ ภายใต้หน่วยงานที่ตัวเองอยู่นี่ค่ะ เราจะดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ขององค์กร พันธกิจ ยุทธศาสตร์ แล้วก็เป้าหมายนะคะ ที่ชัดเจน เพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานนะคะ ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ในตลอดปีนะคะ ก็จะดูว่า หน่วยงานตั้งเป้าอะไรในแต่ละปีนะคะ เราก็จะขออนุมัติโครงการไปตามนั้น ฉะนั้นการบริหารจัดการนี่ เราจะมองหลายมุม ไม่ว่าจะเป็นบริหารจัดการคน บริหารจัดการงบ บริหารจัดการทรัพยากรที่มีนะคะ ในองค์กร วันนี้เราจะพูดถึงคนนะคะ การบริหารจัดการความรู้ที่ ที่อยู่ในบุคคลากรในองค์กรนะคะ ซึ่งการดำเนินงานของหน่วยงานนี่ จะประสบความสำเร็จนะคะ มากน้อยเพียงใดนี่ ขึ้นอยู่กับบุคลากรในองค์กรนั้นเป็นหลักนะคะ ฉะนั้นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการบริหารจัดการงานในองค์กรนี่ ก็คือคนนะคะ คนในองค์กรจะต้องมีการพัฒนาเพิ่มพูนทักษะความรู้อยู่เสมอนะคะ ให้เท่าทันความรู้ที่ทันสมัยน่ะ นะคะ ฉะนั้นการจัดการความรู้ที่อาจารย์จะพูดถึงในวันนี้นะคะ เป็นตัวที่จะมาช่วยพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรที่ทำงานในองค์กรนะคะ จะทำให้หน่วยงานหรือองค์กรนี่ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ก็คือถ้าคนพร้อมที่จะเรียนรู้น่ะค่ะ แล้วมีการพัฒนาทักษะของบุคคลนะคะ มันก็คือความสำเร็จขององค์กรนั่นเองนะคะ ความรู้นะคะ ถ้าพูดถึงความรู้ Knowledge น่ะค่ะ จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ เลยนะคะ ก็คือ Explicit Knowledge นะคะ เราใช้คำว่าความรู้ที่เราเห็นชัดแจ้งนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายว่าความรู้ชัดแจ้งเป็นอย่างไร และความรู้ที่ฝังลึกนะคะ เป็นอย่างไร ถ้าพูดถึงความรู้ที่ไหนก็แล้วแต่นี่ค่ะจะมีแค่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ เท่านี้นะคะ ก็คือความรู้แบบชัดแจ้ง แล้วก็ความรู้ที่ฝังลึกนะคะ ความรู้ชัดแจ้งเป็นอย่างไรนะคะ ความรู้ชัดแจ้งนี่เป็นความรู้ที่เห็นได้ชัดเจนนะคะ เป็นรูปธรรม เป็นความรู้ที่อยู่ในตำรับตำรานะคะ เป็นศาสตร์ เป็นหลักวิชา เป็นทฤษฎีพวกนี้ค่ะ เราจะเรียกว่าความรู้ชัดแจ้ง คือเห็นได้ เช่น รายวิชาอย่างนี้ค่ะ ก็จะมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า รายวิชานี้นะคะ เรียนแล้วจะต้องได้อะไร แล้วเราจะต้องรู้เกี่ยวกับอะไรนะคะ ซึ่งความรู้ชัดแจ้งจะได้มาจากการวิเคราะห์นะคะ สังเคราะห์ผ่านกระบวนการในการทำวิจัยมาแล้วว่า ถ้าเรียนหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศนี่ จะต้องเรียนรายวิชา 1 2 3 4 5 ต่อไปนี้นะคะ พอจบ สำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ต้องสามารถทำอะไรได้บ้างอย่างนี้ค่ะ ภายใต้หลักวิชาก็คือเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ถ้าเกิดเราไปเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์เป้าหมายจะต่างกันนะคะ ปลายทางจะต่างกัน ก็คือจบมาแล้วก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง หรือเราไปเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์อย่างนี้ค่ะ ซึ่ง หลักของวิชานั้นนะคะ ของศาสตร์นั้นมันจะต่างกัน ทำให้ Outcome ก็คือปลายทางของผลสำเร็จที่ได้นี่ต่างกันนะคะ อันนี้เราเรียกว่าความรู้ชัดแจ้งนะคะ ส่วนความหมายของความรู้ที่มันฝังลึกคราวนี้ ตามตัวเลยนะคะ ตามรากศัพท์มัน ความรู้ที่ฝังลึกก็คือความรู้ที่อยู่ในตัวคน แต่ละบุคคลนะคะ จะมีความรู้ที่ฝังลึกอยู่นะคะ พอมันอยู่ในแต่ละบุคคลนี่ มันก็เลยเป็นสิ่งที่ มันเห็นได้ไม่ชัดเจนนะคะ มองไม่เห็น ไม่ได้เป็นรูปธรรมนะคะ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนนี้มีความรู้ฝังลึกเรื่องอะไร เราก็จะดูจากการปฏิบัติที่เขาประพฤติปฏิบัติออกมานะคะ จากสิ่งที่เขาทำนะคะ บางทีเราจะเรียกว่ามันเป็นแบบ Tactic เป็นเคล็ดวิชา เป็นเทคนิคของแต่ละคนอย่างนี้ค่ะ อาจารย์อาจจะสอนเรื่องเดียวกันแต่วิธีการที่แต่ละคนรับรู้ไป แล้วก็แสดงออกมานี่มันจะต่างกัน อันนี้เราเรียกความรู้ที่มันฝังลึกนะคะ บางทีเราจะเรียกว่า ภูมิปัญญา นะคะ อย่างการมัดย้อมครามของจังหวัดสกลนครอย่างนี้ค่ะ ภูมิปัญญามันจะมีหลายระดับนะคะ ที่เราได้ยินคุ้น ๆ ชินกันอยู่บ่อย ๆ ก็คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน อันนี้คือความรู้ที่มันอยู่ในตัวคนนะคะ เขาก็จะรู้ว่าวิธีการย้อม มัดย้อมครามนี่ค่ะ วิธีการสร้าง วิธีการก่อหม้อครามนี่ มันจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มันเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้เรียนมา ไม่ได้เรียนจากศาสตร์วิชา จบสาขาไหนแล้วมาย้อมคราม ไม่ได้เรียนแบบนั้น ไม่ได้เรียนแบบความรู้ชัดแจ้งนะคะ แต่ชาวบ้านนี่ ปู่ ย่า ตา ยายนะคะ หรือกลุ่มแม่บ้านที่เขาก่อ ก่อหม้อคราม ย้อมคราม มัดย้อมครามได้นี่ มันเป็นภูมิปัญญาที่มีการบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า ให้ทำแบบนี้นะคะ แล้วก็จะสามารถย้อมได้ แล้วทีนี้มันไม่ใช่ทุกภาคจะสามารถย้อมได้นะคะ ครามนี่มัน มันเป็นลักษณะภูมิปัญญาจริง ๆ ที่แบบปัจจัยที่มันมีผลทำให้การมัดย้อมติดกับผ้าประเภทไหน อันนี้ก็เป็น อีก ๆ ภูมิปัญญาหนึ่งนะคะ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มาจากการใช้วิจารณญาณ เราเรียกปฏิภาณไหวพริบก็ได้นะคะ หรือเป็นเทคนิคเฉพาะตัว อันนี้คือความรู้ที่มันฝังลึกอยู่ในแต่ละคนนะคะ คราวนี้ถาม แล้วนักศึกษารู้ไหมว่าความรู้ฝังลึกอยู่ในตัวเองน่ะ ตัวเราตอนนี้น่ะ มีไหม ให้บอกถึงความรู้ที่มันฝังลึกในตัวเอง โค้ก โค้กรหัสไหนน่ะ เห็นหน้าโค้กหน่อยแล้วกันนะ 6 เราต้องคลิกตรงไหนจะเห็นหน้านักศึกษาด้วย เปิดกล้องด้วยค่ะ เปิดคอมด้วยจะได้เห็นหน้ากัน พี่ล่ามจะได้เห็นด้วยว่าอาจารย์ถามคนไหนนะคะ ถามโค้ก เดี๋ยวรอแป๊บหนึ่งนะ ทุกคนเปิดคอมพิวเตอร์ของตัวเองไว้ค่ะ เพราะวันนี้เราจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้คุยกันไปด้วย การใช้ล่ามนี้ดี เพราะว่านักศึกษาจะได้ไม่คุยกัน แล้วก็จะได้ตั้งใจ ถามภาสกรณ์ค่ะ ให้ภาสกรณ์บอกถึงความรู้ฝังลึกที่อยู่ในตัวเองมา 1 อย่าง (นักศึกษา) มารยาทครับ (อาจารย์) มารยาทเป็นอย่างไรคะ ตัวเองเป็นคนที่มีมารยาทเป็นอย่างไร เป็นคนมีสัมมาคารวะ โอ.เค. นะคะ ถามน้องหูบ้างแล้วกัน ถามกุ้ง รอดเครื่องกุ้งเปิดอยู่หรือเปล่า เปิดอยู่ไหมคะ มันค้าง ได้ไหม ไม่ได้เปิด ถามเปิ้ล ได้ไหมคะ ครูจะถามทุกคนนั่นล่ะ ฉะนั้นคิดเอาไว้ว่าตัวเองมีความรู้ฝังลึก ฉะนั้นให้มองทางสร้างสรรค์นะคะ คือความรู้ฝังลึกนี่มันมีหลายด้านน่ะ ฉะนั้นให้มองแบบ Positive ว่าเรามีอะไรดีที่เป็นความรู้ฝังลึกนะคะ อย่ามองด้านลบ โอ.เค. นะคะ ถาม ถามอรทัย กุ้งชื่ออรทัยนะ ถามว่า ให้บอกข้อดีของตัวเองมา 1 ข้อ (ล่าม) เหมือนเขาแจ้งว่า คือถ้าสมมุติว่าอะไรที่ไม่ดีอย่างนี้ค่ะ ก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น แล้วก็ทำให้ดีขึ้นอย่างนี้ค่ะ (อาจารย์) ครูไม่ได้ยิน (ล่าม) แล้วทีนี้อะไรที่ไม่ดีของตนเองก็จะปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น อย่างนี้ค่ะ (อาจารย์) เป็นคนที่ปรับปรุง เขาเรียกว่าอะไร คือยอมรับฟัง เสียงพี่ล่ามนี่ดังกว่านี้ได้ไหมบ๊อบ เดี๋ยวลองพูดอีกทีค่ะ (ล่าม) ค่ะ ได้ยินไหมคะ (อาจารย์) ค่ะ กุ้งตอบว่าอย่างไรนะคะ (ล่าม) แล้วเขาก็ตอบว่า ตอบต่อไม่ได้น่ะค่ะ (อาจารย์) อือหืม (ล่าม) ยัง ๆ ไม่ได้ตอบค่ะ ขอโทษค่ะ ก็คือยังไม่ได้คิดน่ะค่ะ (อาจารย์) อือหืม งั้นเดี๋ยวให้คิดก่อนนะคะ ตัวเองมีข้อดีอะไร ทุกคนต้องมีข้อดีในตัวเอง จริงไหม ไม่มีเลยหรือ สั่นหัว คือข้อดีที่อาจารย์พูดถึงนี่หมายถึงว่า เราสามารถดึงออกมาใช้แล้วมันจะเกิดประโยชน์กับตัวเราเองและคนรอบข้างอย่างนี้ค่ะ เขาจะเรียกความรู้ฝังลึก ฉะนั้นถ้าให้บอกถึงความรู้ฝังลึกนี่ มันจะดูเข้าใจยาก ก็เลยให้ บอกถึงข้อดี ความสามรถพิเศษอย่างนี้น่ะค่ะที่เรามี กุ้งมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง พิมพ์คอมพิวเตอร์ได้เร็ว อันนี้ถือเป็นเทคนิคนะคะ เป็นความสามารถแต่ละ แต่ละคนนะคะ พิมพ์สัมผัสได้อย่างนี้มีไหมคะ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างนี้ค่ะ ถือเป็นปฏิภาณไหวพริบ ถือเป็นความรู้ฝังลึก ที่แบบอยู่ในตัวแต่ละคน อะไรนะคะ อาศัยพี่เก๋เป็นล่ามช่วยในห้อง คิดออกหรือยัง บอกมา 1 อย่าง ตื่นสายไหม (ล่าม) ก็สามารถวาดรูปได้ค่ะ มีความสามารถในด้านของการวาดรูปค่ะ (อาจารย์) อ๋อ โอ.เค. ค่ะ ถือเป็นความสามารถเฉพาะ เฉพาะตัวนะ อย่างอาจารย์นี่ วาดรูปเต่านี่เป็นลิงอย่างนี้ ครูมีความสามารถขั้นสูงกว่ากุ้งไงนะคะ ให้โจทย์มาให้วาดรูปเต่า อ้าว ทำไมออกมาเป็นลิงอย่างนี้ค่ะ ฉะนั้นกุ้งมีความสามารถเฉพาะตัวก็คือ สามารถวาดรูป เป็นคนชอบวาดรูป แปลว่าเป็นคนที่มีจินตนาการนะคะ ถ้าคนที่ชอบวาดรูปนะคะ ถาม เดี๋ยว ๆ ๆ ชัยณรงค์ (นักเรียน) ครับ (อาจารย์) มีความรู้ฝังลึกอะไรบ้างคะในตัวที่เป็นด้าน Positive อะไรนะ (นักศึกษา) เล่นดนตรีครับ (อาจารย์) เล่นดนตรี โอ.เค. นะคะ ภาสกรรณ์ ไม่ใช่ภาสกรณ์ ชอบจำชื่อ 2 คนนี้น่ะ สลับกัน ชัยณรงค์เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษเล่นดนตรีได้อย่างนี้น่ะค่ะ คราวนี้เดี๋ยวอาจารย์จะบอก จะอธิบายไปถึงว่า เราจะนำเอาความรู้ฝังลึกพวกนี้มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคลอื่นในองค์กรอย่างไรนะคะ เดี๋ยวถามอีก ถาม ๆ ๆ ถามเปิ้ลนะคะ เปิ้ลชื่อสุธีกานต์ ๆ สุธีกานต์ ให้บอกข้อดีของตัวเองมา 1 ข้อ หรือความสามารถพิเศษที่ตัวเองทำ ที่ตัวเองทำได้ดีมา 1 อย่างค่ะ มีไหมเอ่ย มี ทุกคนมีข้อดีทั้งนั้นล่ะ (ล่าม) ความชำนาญใช่ไหมคะ คือเขาแจ้งว่า เหมือนเชียร์ลีดเดอร์อะไรอย่างนี้ค่ะ (อาจารย์) อ๋อ โอ.เค. นะคะ มีความสามารถในการแสดงออก ทางด้าน (ล่าม) ใช่ค่ะ (อาจารย์) อือหืม โอ.เค. ค่ะ เป็นเชียร์ลีดเดอร์นะ เชียร์ลีดเดอร์นี่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นได้นะ ภาสกรณ์อยากเป็นนี่ก็ไม่ได้นะ มันต้องใช้ความ ใช้ Skill นะคะ ในการฝึกอย่างนี้ค่ะ ถาม ประวิทย์ ประวิทย์มีความสามารถพิเศษอะไรบ้างลูก 1 อย่าง ทำอะไรนะ สามารถแกะสลักผลไม้ได้ นี่ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวนะคะ มันไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ การแกะสลักผลไม้นะคะ โอ.เค. ถามไม่ครบ อยากถามใครอีก ถามบรีส เครื่องบรีสมีกล้องไหม เดี๋ยวบรีสจะน้อยใจ บรีสมีความสามารถพิเศษอะไรลูก เลือก 1 อย่าง ทำขนม ทำกับข้าวได้ไหม อย่างหนึ่ง ทำอะไรนะคะ อ๋อ บรีสชอบทำงานบ้าน งานบ้านนี่มีหลายอย่าง กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า ล้างถ้วยล้างชามอย่างนี้ค่ะ บรีสชอบทำอันนี้นะคะ ซึ่งมันไม่ใช่ทุกคนจะชอบนะคะ แล้วถามว่าทุกคนทำได้ไหม ทำได้ค่ะ แต่ถ้าว่าคนที่จะทำได้ดี คือถ้าเราชอบอะไร เราจะทำสิ่งนั้นได้ดีนะคะ อันนี้คือลักษณะ ให้เจ้าหญิง เครื่องไหนล่ะ ถามหญิง ถามหญิงค่ะ ให้บอกความสามารถพิเศษของตัวเองมา 1 ข้อ ตัวเองมีความสามารถอะไรบ้างเอ่ย (ล่าม) มารยาทไทยค่ะ (อาจารย์) โอ.เค. ค่ะ หญิงเป็นคนที่มีมารยาทดี เป็นคนมีมารยาท คือเมื่อก่อนนะคะ สมัยที่อาจารย์ คือตอนนี้ไม่มั่นใจว่ามีไหม มันจะมีรายวิชาที่เป็นแบบมารยาทไทย แล้วก็จะมีการประกวด แต่ แต่ละโรงเรียนนะคะ ก็จะเป็นระดับโรงเรียน ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด เป็นการประกวดมารยาทไทยนะคะ อันนี้ถือเป็นความรู้ฝังลึกนะคะ ซึ่งอาจารย์เชื่อว่า ทุกคนน่ะมี มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่มีข้อดีในตัวเองนะคะ แต่บางทีเราอาจจะไม่รู้ หรือเราอาจจะแสดงออกมาคือเพื่อนรู้ แต่เรา ตัวเราน่ะยังไม่รู้ ว่าเราทำอย่างนี้ได้ บางคนนี่ เรามาเรียนศาสตร์สาขานี้ก็จริง แต่เรามีความสามารถในอีกศาสตร์หนึ่ง ซึ่งเราทำสิ่งนั้นได้ดีด้วย นะคะ บางทีจบไปนี่ เราอาจจะไม่ได้ทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์อย่างนี้ค่ะ แต่เราไปทำในด้านที่เราชอบ เราถนัด เราก็จะทำได้ดี นะคะ ฉะนั้นความรู้ฝังลึกนะคะ ก็คือความรู้ที่มันอยู่ในตัวแต่ละบุคคลนั่นล่ะ ก็คือข้อดีให้มองฝั่งที่เป็นด้านบวกนะคะ อันนี้คือความรู้ฝังลึกนะคะ คราวนี้นะคะ ถึงแม้ว่าความรู้ประเภทนี้ มันจะเห็นไม่ชัดเจนนะคะ เหมือนกับความรู้ที่เป็นแบบชัดแจ้งประเภทแรก แต่สิ่งสำคัญนะคะ แต่มันก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้งานสำเร็จได้ อย่างเช่นเราบอกว่า เราเป็นคนขยัน มันมองไม่เห็นน่ะ แต่เราก็จะเห็นจากสิ่งที่เขาทำ ขยันก็คือ อย่างไรล่ะ ขยันมีความรับผิดชอบอย่างนี้ค่ะ มันจะมาด้วยกัน แล้วก็ตื่นเช้ามาเรียน นี่คือขยัน มาเรียนสม่ำเสมอ เราไม่ค่อยขาดเรียน ส่งงานครบ พยายามฝึกทำงานอะไรที่อาจารย์ให้ไปด้วยตัวเองอย่างนี้คะ ที่นี่พอขยันหมั่นเพียร เราก็จะค้นคว้า นี่คือสิ่งที่อยู่ในตัวเองนะคะ มันมองไม่เห็นชัดก็จริง แต่มันจะ มันถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานที่ทำนี่มันประสบความสำเร็จนะคะความรู้ฝังลึก อะ เราดูภาพนี้นะคะ ภูเขาน้ำแข็ง ในภาพนี้นะคะ แสดงถึงความรู้ทั้ง 2 ประเภท ในภาพส่วนไหนมากกว่ากัน เราดู Explicit ก็คือความรู้แบบชัดแจ้ง มองมาปุ๊บมันจะมีน้ำใช่ไหมคะ ชี้ ตรงนี้นะคะ เป็นลักษณะภูเขาน้ำแข็งที่มองจาก มองด้วยตาเปล่านี่เห็นเลย มันโผล่เหนือน้ำขึ้นมานะคะ เป็นน้ำ อันนี้คือผิวน้ำนะคะ อันนี้คือน้ำแข็งที่มันโผล่ขึ้นมา เราเรียกภูเขาน้ำแข็งนะคะ ส่วนนี้ อันนี้คือความรู้ชัดแจ้ง คือเห็นแล้ว อ๋อ รู้เลยว่า มันมีปริมาณเท่านี้นะคะ ว่ามันโผล่เหนือน้ำขึ้นมา แต่ส่วนที่มันอยู่ใต้น้ำล่ะ อันนี้มันเป็นน้ำแข็งนะคะ ลักษณะของภูเขาน้ำแข็งเหมือนกันแต่มันจมอยู่ใต้น้ำ คือความรู้ฝังลึกที่อยู่ในตัวแต่ละคนนะคะ มันอาจจะมีปริมาณมากน้อยแล้วแต่ แต่ในภาพนี้นี่ มันมีปริมาณมากกว่าความรู้ชัดแจ้งที่มองเห็นได้ นะคะ ฉะนั้นอธิบายว่า ความรู้ที่มันเห็นได้ง่ายน่ะ มันก็คือส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่พ้นน้ำ เป็นรูปธรรม อย่างที่บอกไปนะคะ แต่ความรู้แฝง ความรู้ฝังลึก บางทีเราอาจจะเรียกว่าความรู้แฝงนะคะ มันจะอยู่ในตัวคน แต่ละคน มองไม่เห็นนะคะ เราจะดูได้จากพฤติกรรมการแสดงออก สิ่งที่เขาทำออกมานะคะ โอ.เค. คราวนี้เมื่อนำมาเทียบกันนะ กับภาพเมื้อกี้นะคะ ภูเขาน้ำแข็งเมื่อกี้ ส่วนที่อยู่ใต้น้ำนี่ มันมีปริมาณมากกว่าเห็นไหม ส่วนที่พ้นน้ำขึ้นมานะคะ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างความรู้ทั้ง 2 อันนี้นะคะ ถ้าเราเข้าใจจริง ๆ นี่ เราจะสามารถจัดการได้ดี คือถ้าให้อธิบายความหมายของคำว่า Manage นะคะ หรือคำว่าการจัดการนี่ มันจะอธิบายเป็น เป็นรูปธรรมยากนะคะ แต่ถ้าเกิดเราเข้าใจความรู้ที่มันแฝงอยู่น่ะค่ะ กับความรู้ที่มันเห็นเป็นรูปธรรมน่ะ เราจะเข้าใจคำว่า “จัดการ” ได้ดียิ่งขึ้นนะคะ ว่าเราจะจัดการตรงไหน ส่วนไหน อย่างไรนะคะ คราวนี้เรามาดูการจัดการ พอเรารู้แล้วว่าตอนนี้นะคะ ความรู้นี่มันมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ นะคะ ก็คือความรู้ชัดแจ้งกับ ความรู้ฝังลึก แล้วเราจะจัดการความรู้แต่ละประเภทอย่างไรนะคะ อะ มาดูประเภทแรกก่อน ความรู้แบบชัดแจ้งเราจะมีกระบวนการนะคะ ในการจัดการอยู่ 4 ขั้นตอนนะคะ กับการจัดการความรู้ที่เป็นแบบชัดแจ้งนะคะ 1. ก็คือการเข้าถึงตีความสิ่งนั้น เพราะเราเห็นแล้วไง ต้องเข้าให้ถึงนะคะ จะได้ตีความ 2. เราจะนำไปปรับใช้ Apply ในชีวิตอย่างไรนะคะ เราจะเรียนรู้ความรู้นั้นเพื่อยกระดับตัวเอง ศักยภาพในตัวเองอย่างไรนะคะ และมีการรวบรวมจัดเก็บไว้อย่างไรนะคะ เขาถึงตีความหมายถึง การเข้าถึงความรู้ที่มีอยู่นะคะ อย่างเช่น ความรู้มันอยู่ที่ใดที่หนึ่ง สักที่หนึ่งนะคะ ถ้าเราเข้าไม่ถึง สมมุติความรู้ ตำรับตำรานี่ มันอยู่ที่ห้องสมุด เมื่อก่อนนี่ มันไม่ได้มีเครือข่ายที่มันแบบทั่วถึงเหมือนทุกวันนี้นะคะ การที่เราจะศึกษาหาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราจะต้องไปถึงแหล่งที่ ที่มันจัดเก็บเอาไว้นะคะ อย่างที่ชอบไปกัน ก็คือร้านขายหนังสือหรือห้องสมุด ฉะนั้นการเข้าถึงก็คือ เราต้องไปถึงแหล่งนะคะ ถ้าเราไปไม่ถึงมันไม่มีประโยชน์นะคะ มันไม่มีความหมายไม่มีประโยชน์อะไร เราต้องไปให้ถึงแหล่งนั้นนะคะ ฉะนั้นนะคะ ขั้นตอนแรกเลยนะคะ ในการจัดการความรู้ที่อยู่ในเอกสารหรือไฟล์นี่ก็คือ เราจะต้องเข้าให้ถึงนะคะ โดยเข้าให้ถึง ถ้ามันอยู่ห้องสมุด เราก็ต้องไปถึงห้องสมุด ถ้าความรู้หรือเนื้อหานั้นมันอยู่ในไฟล์ อย่างเช่น อาจารย์ให้ไฟล์เอกสารไปนะคะ Content มันอยู่ในนั้นนะคะ มันมีเนื้อหาความรู้อยู่ในนั้น เราก็ต้องเปิดไฟล์นั้น ขึ้นมาอ่านทำความเข้าใจ ตีความนะคะ วิเคราะห์ตีความนะคะ ว่าเนื้อหาที่ครูให้ไปมันหมายถึงอะไร อันนี้คือการเข้าถึงตีความ คราวนี้เมื่อเราเข้าถึงแล้วนะคะ เราจะต้องไม่ใจร้อน เขาใช้คำว่า เราจะต้องไม่บุ่มบ่ามในการนำความรู้นั้นไปใช้นะคะ คือไม่ใช่นำไปใช้แบบไม่ลืมหูลืมตาน่ะ เราจะต้องมีวิจารณญาณในการนำไปใช้นะคะ ความรู้ประเภทนี้มันจะมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกันนะคะ ส่วนแรกก็คือ Content Content ก็คือตัวเนื้อหาสาระ เราอ่านเนื้อหาสาระน่ะค่ะ ส่วนที่ 2 ก็คือองค์ประกอบนะคะ องค์ประกอบที่มันครอบเนื้อหาสาระนั้นอยู่เราเรียกว่า Context หรือบริบทนะคะ Content คือตัวเราอย่างนี้นะคะ บริบทก็คือเสื้อผ้านะคะ เขาเปรียบเทียบแบบนี้ ให้เราเห็นภาพในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมนะคะ Content คือนิสัยใจคอ เนื้อหนังมังสาเรานะคะ แต่ตัวบริบทก็คือสิ่งที่ครอบเราอยู่ อันนี้ก็คือเสื้อผ้านะคะ การเข้าถึงส่วนที่เป็น Content หรือเป็นเนื้อหาสาระนั้นนะคะ มันจะต้องตีความ เราถึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นะคะ ฉะนั้นการเข้าถึง Content เราจะต้องถอดบริบทออกเพื่อให้เข้าถึงตัว Content ที่แท้จริง อย่างวันนี้ครูพูดถึงเรื่องของการจัดการความรู้ เราจะต้องจับประเด็นให้ได้ว่า ครูพูดถึง 1. ความหมายของการจัดการความรู้นะ แล้วก็มาพูดถึงว่า ความรู้มีกี่ประเภทใหญ่ ๆ นะคะ แต่ละประเภทเป็นอย่างไร หมายถึงอะไร จัดการอย่างไรนะคะ เราถึงจะสามารถนำเนื้อหาเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์สูงสุดได้นะคะ คราวนี้พอเราเข้าถึงแล้วนะคะ ตีความได้แล้ว การนำไปใช้ การนำไปใช้นี่ก็คือการเรียนรู้ รับรู้แล้วก็เรียนรู้นะคะ เสร็จแล้วเราก็นำความรู้นั้นไปใช้ในแก้ปัญหาในองค์กรนะคะที่เกิดขึ้น เพื่อยกระดับ การแก้ปัญหาคือการยกระดับ ยกระดับทั้งบุคลากรที่ไปแก้ปัญหา แล้วก็ยกระดับทั้งปัญหางานนะคะ ถ้าเราแก้ไขปัญหานั้นได้ ปัญหานั้นทะลุ คือแก้ไขได้แล้วน่ะ ถ้ามีคนเจอปัญหาแบบนี้อีกนะคะ ก็สามารถใช้วิธีการแนวทางที่เราเคยทำนะคะ แล้วมันประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหานั้นได้แบบนี้ค่ะ เขาเรียกการนำไปใช้จนไปถึงการเรียนรู้ที่เป็นการยกระดับถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญนะคะ ฉะนั้นก็เลยยกตัวอย่างว่า สิ่งที่เราทำนะคะ ก็คือในการปฏิบัติงานนี่ สิ่งที่มันเกิดขึ้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความผิดพลาดนี่ มันก็คือโอกาสที่ทำให้เราได้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ นะคะ ถ้าเราทำแล้วนี่ มันเกิดผลดีหรือประสบความสำเร็จนะคะ สิ่งนั้นเราจะเรียกว่า Best Practices Best Practices ก็คือวิธีการที่ถ้าใครทำตามวิธีการนี้จะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างนี้ค่ะ ทำอย่างไร เรียนแล้วจะได้เกียรตินิยม มันมี Best Practices ไหม Best Practices ของการเรียนแล้วได้เกียรตินิยมมีไหมคะ เรียนแล้วประสบความสำเร็จ อันนี้มันพูด มันยาก มันมองไม่เห็น มันกว้าง นะคะ แต่ถ้าเกิดเรามองว่าเรียนแล้ว เราเรียนเอกเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำอย่างไรให้จบภายใน 4 ปีอย่างนี้ค่ะ มันก็จะมี 1. ตั้งใจเรียน 2. ทำอย่างไร ส่งงานให้ครบ 3 อันนี้คือขั้นตอนน่ะค่ะ ถ้าใครทำตามนี้ก็จะจบใน 4 ปี นึกออกไหมคะ หรือเราบอกว่าจบภายใน 4 ปีก็จริง แต่เราอยากได้เกียรตินิยมอันดับ 1 มี Best Practices ให้ดูไหมว่า ให้ทำตามนี้นะ แล้วเราจะได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ก็คือแนวทางปฏิบัติที่ดี ที่เราสามารถเผยแพร่ให้ใครรู้ได้ว่า อย่าง เราประสบความสำเร็จนี่ ภาสกรณ์จบไป จบ 4 ปี ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ภาสกรณ์สามารถมาเขียนเป็น Story ของตัวเองนะคะ เผยแพร่ไปว่า ให้ทำตามผมนะ ขั้นตอน 1 2 3 4 5 พอถึงปี 3 แล้ว ทุกคนต้องไปบวชในช่วงปิดเทอม 3 สัปดาห์ อันนี้คือ Best Practices ของภาสกรณ์ไง ซึ่งแต่ละคนมันจะไม่เหมือนกันใช่ไหมคะ ฉะนั้น ใครที่อยากประสบความสำเร็จเรียนจบ 4 ปีได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหมือนภาสกรณ์นี่ ต้องไปบวชตอนที่ปิดเทอมปี 3 อย่างนี้ค่ะ นึกออกไหม ซึ่งมันจะต่างจากคนอื่น คนอื่นเรียนมา ปี 1 ปี 2 ปี 3 แต่ถ้าเป็นโมเดล อันนี้เรียกโมเดลเลย เป็นรูปแบบเฉพาะของแต่ละบุคคล แต่ละคนประสบความสำเร็จมันต่างไงคะ ภาสกรณ์ประสบความสำเร็จโดยการต้องไปบวชช่วงหนึ่งเพื่อฝึก ไปบวชแล้ว ได้อะไรนะคะ ก็บอกถึงข้อดีของการไปบวชมาอย่างนี้ค่ะ ก็เป็นโมเดลของภาสกรณ์ ซึ่งมันไม่เหมือนคนอื่น ถือเป็น Best Practices ก็คือทำแล้วประสบความสำเร็จอย่างนี้นะคะ คราวนี้ ให้เรายกตัวอย่าง Best Practices Best Practices ขึ้นมาให้หน่อย เมื่อกี้ครูยกตัวอย่างให้แล้ว เช่น ภาสกรณ์ไปบวช ดีขึ้นไหม (อาจารย์) ชีวิต (นักเรียน) ดีขึ้นครับ (อาจารย์) ดีขึ้น ได้อะไรจากการไปบวชไปมาบ้าง ใจเย็น อย่างน้อยตอนนี้ภาสกรณ์ก็มาเรียนทันทุกคาบ ตื่นเช้าขึ้น ไม่นอนดึก เลิกเล่นเกม ส่งงานครบ อย่างนี้ค่ะ ช่วยกันคิดว่า Best Practices เราเคยได้ยินไหมคะ Search ก็ได้ค่ะ ในอินเทอร์เน็ต Search ในเครือข่ายแล้วนำเสนอมาสิว่า Search ในโลกอินเทอร์เน็ตดูสิว่า เขามีตัวอย่างนะคะ เขามี Best Practices เรื่องอะไรบ้าง มันต้องมีประเด็นก่อน ก็คือทำแล้วประสบความสำเร็จ ทำแล้วแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างนี้ค่ะ ถือเป็น Best Practices มีไหมคะ ลองค้นดู แล้วช่วยกันคิดนำเสนอไอเดียมาสิ เรื่องอื่นก็ได้นะคะ Best Practices อันอื่นก็ได้ ก็คือแนวทางปฏิบัติที่ดีน่ะ สำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจารย์พูดถึงเรื่องของการเรียนนะคะ ชีวิตเรามันมีตั้งหลายเรื่องนะ มันไม่ได้มีแค่เรื่องของการเรียนนะคะ การทำงาน พูดถึงอาชีพใดอาชีพหนึ่งก็ได้ ภาสกรณ์อยากเป็นโปรแกรมเมอร์ Best Practices ในการเป็นโปรแกรมเมอร์คือ 1. เรียนให้ตรงสาย 2. ฝึกงานให้ตรงสาย 3. ไปทำงานที่ตรงสาย ก็คือโปรแกรมเมอร์ คือเขียนโปรแกรมใช่ไหมคะ เราอยากเป็นโปรแกรมเมอร์แต่ว่าเราจะมีความสามารถ มีความชอบในการเขียนโปรแกรมนะคะ อันดับแรกเลย ภาสกรณ์ก็เลยเลือกมาเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์ นะคะ 2. ตอนไปฝึกงานภาสกรณ์ก็เลือกไปฝึกงานที่ได้เขียนโปรแกรม ตรงกับสายที่ตัวเองชอบ ตรงกับสายที่ตัวเองเรียน 3. นะคะ พอสำเร็จการศึกษาแล้วภาสกรณ์ก็ไปทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ในงานไหนก็ได้ค่ะ นี่คือตั้งเป้าไว้ แล้วก็ไปให้ถึงปลายทาง ภายใต้แนวปฏิบัตินี้ คนอื่นล่ะ กี้ วันนี้กี้เงียบมาก เรื่องไหนก็ได้ เรื่องไหนก็ได้ค่ะ ยกตัวอย่างมาเลย การประสบความสำเร็จในครอบครัว แนวปฏิบัติอย่างไรบ้าง (นักศึกษา) เรียนให้จบ (อาจารย์) 1. เรียนให้จบ 2. (นักศึกษา) มีงานทำ (อาจารย์) มีงานทำที่มั่นคง 3. (นักศึกษา) พ่อแม่สบาย (อาจารย์) คนที่อุปการะเลี้ยงดูเรา ก็จะได้อานิสงส์ สบายไปด้วย 4. หมดหรือยัง (นักศึกษา) หาแฟน (อาจารย์) หาแฟนที่มีลักษณะอย่างไร (นักศึกษา) เป็นคนจบ ๆ (อาจารย์) นิยามความหมายของคำว่า จบ ๆ จบ ๆ นี่มันเป็นภาษาอีสานนะ (นักศึกษา) แม่บอกว่าให้เอาคนจบ ๆ (อาจารย์) จบๆ นี่ไม่ได้แปลว่าเรียนจบนะ เดี๋ยวพี่ล่ามจะงง ต้องอธิบายให้พี่ล่ามเข้าใจด้วยว่า แม่ภาสกรณ์บอกว่า ให้หา ให้หาแฟนที่จบ ๆ นะลูกนะคะ แต่ถ้าเกิดแม่ชัยณรงค์จะบอกว่า หาแฟนจบเจื้อ ดูพี่ล่ามด้วย พี่ล่ามกำลังคิดว่า จะอธิบายอย่างไร คนดี (นักศึกษา) คนดี (อาจารย์) เลือกคู่ครองที่เป็นคนดี โอ.เค. โอ.เค. ไหม อย่าทับศัพท์เยอะนะคะ อันนี้ก็จะเป็น เขาเรียกอะไรนะ สูตรสำเร็จนะคะ ในการประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว คือพงษกรมองว่าถ้าเราเจอคนดี ในเมื่อ Blackground เรามาดีแล้วน่ะ มันก็ต้องดีต่อไป เลือกคนดีนะคะ คราวนี้ประเด็นคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าใครเป็นคนดี (นักศึกษา) เราจะต้องเอามา Test ก่อน (อาจารย์) พอถึงจุดหนึ่งแล้วนะคะ เหตุผลจะหายไป เราจะทำตามใจตัวเอง ตามอารมณ์ อาจจะเป็นแบบนี้ เอ้า คนอื่นบ้าง Best Practices เรื่องอื่นบ้าง รู้สึกภาสกรณ์จะไป 2 เรื่องแล้ว ประสบความสำเร็จทั้งเป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วก็หาเมีย จบ ๆ ถามใครดี เบน โหวันนี้เบนไม่พูดเลย เป็นอย่างไรบ้างเบน (อาจารย์) ทำไม ๆ ห้องนี้ มีแต่แบบ ถาม แก้ม ละกัน Best Practices 1 เรื่อง ให้ยกตัวอย่างมา (อาจารย์) แก้มนำเสนอโมเดล ทำอย่างไรถึงจะรวย 1. (นักศึกษา) เรียนให้จบ (อาจารย์) เรียนหนังสือให้จบ (นักศึกษา) แล้วก็มีงานทำ (อาจารย์) 2. ทำงาน 3. (นักศึกษา) หางานเสริมเพิ่ม (อาจารย์) เราต้องบริหารจัดการเวลานะคะ ทำงานเสริมด้วย ทำอาชีพหลัก ทำอาชีพเสริม 4. ประหยัดอดออม นี่สำคัญนะคะ ถึงเราจะหาได้มากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเกิดเราไม่ประหยัด ไม่อดออม ไม่เก็บ เราไม่มีทางมีเงินเก็บค่ะ อันนี้มันเป็นสูตรสำเร็จ เป็น Best Practices จริง อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเกินตัวนะภาสกรณ์นะคะ คือเราจะหาได้มากแค่ไหนก็ตาม จริงๆ อันนี้เป็นสูตรสำเร็จเลยนะ เราหาได้ 10 บาท เราใช้ 15 บาท นี่เราไม่มีทางมีเงินเก็บ เราหาได้ 10 บาท เราต้องใช้แค่ แบ่งเลยค่ะ 5 บาท อีก 5 บาททำอะไร เก็บ เก็บ 5 บาทเลยไหม หรือเก็บ 3 บาท แล้วอีก 2 บาท ทำอะไร อันนี้คือการบริหารจัดการ อันนี้พูดถึงปริมาณเงินเท่านี้นะ แต่ครูให้เทียบสัดส่วนนะคะ Best Practices ของแก้ม แก้มโมเดลคือทำอย่างไรให้รวย 1. คือเรียนให้จบ 2. ทำงาน 3. ทำอาชีพเสริม 4. ประหยัดอดออมนะคะ รวยไหมทีนี้ (นักศึกษา) รวย (อาจารย์) มันจะเห็นช่องทางนะคะ ในการที่จะรวย เห็นไหม มีโมเดลไหนอีก มีอีกไหมคะ มีเรื่องอื่นไหม ที่เป็น... เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็น Best Practices ได้นะคะ ก็คือ คือแนวทางที่มันดี ๆ ในการดำเนินชีวิตน่ะ (นักศึกษา) ทำกับข้าว (อาจารย์) Best Practices พูดถึงว่า ถ้าเราทำแบบนี้แล้วเราสำเร็จ เราสามารถไปเผยแพร่ให้คนอื่นรับรู้ได้ว่า ให้ทำตามขั้นตอนนี้ ทำตามวิธีของเรานี่ ซึ่งถ้าวิธีของเรา อย่างที่โค้กก็คือ ต้องบวชตอนปี 3 นี่ เป็นโมเดลเฉพาะของโค้กเลย ของภาสกรณ์เลย ถ้าใครทำตามผลแบบนี้ จะประสบความสำเร็จแบบนี้ค่ะ มันก็จะเป็นโมเดลของเราที่ไม่ได้เหมือนคนอื่น โมเดลของชัยณรงค์ อาจจะเป็นโค้กบวชปี 3 ใช่ไหม ชัยณรงค์อาจจะบวช ปี 2 ปี 3 ปี 4 บวชตลอดซัมเมอร์อย่างนี้ค่ะ ทุกซัมเมอร์นี่ไปบวช อย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นโมเดลของชัยณรงค์ ซึ่งใครทำตามนี้ก็จะประสบความสำเร็จตามแนวทางของชัยณรงค์อย่างนี้ค่ะ อันนี้คือ Best Practices คือแนวทางที่เราสามารถเผยแพร่ให้คนอื่นรับรู้ได้ว่านี่ ถ้าทำตามนี้แล้วมันจะ ประสบความสำเร็จนะ แล้วมันจะดีอย่างนี้ค่ะ เป็นแบบนี้นะคะ หรือมีแนวทางแบบ (นักศึกษา) เหมือน ๆ กับ ชง ๆ กาแฟน่ะครับ (อาจารย์) อะ ทำอย่างไร ชงกาแฟถึงจะอร่อย มันไม่ใช่ทุกคนจะสามารถชงกาแฟอร่อย จริงไหม (นักศึกษา) ใช่ครับ (อาจารย์) มันจะต้องมี มันจะต้องมีสูตรสำเร็จ อันนี้ล่ะคือ Best Practices อันนี้คือเขาผ่านการทำมาหลายรอบแล้ว เหมือนการทำวิจัยค่ะ Best Practices ก็คือการทำวิจัย ทำไปหลายรอบแล้ว รอบที่ 1 อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ รอบที่ 2 3 4 5 จนสุดท้าย แล้ว รอบที่ 1 นี่ เราอาจจะ ใส่ ๆ ส่วนประกอบ สัดส่วนนี้ใช่ไหมคะ อย่างเช่นครูไปสั่งที่ร้านภาสกรณ์ว่า เอาคาปูชิโน่ร้อน เรียนนี่ ชงน้ำชามาครับ (อาจารย์) ชงชา (นักศึกษา) ชาเขียว ชาโกโก้ (อาจารย์) อ๋อ โอ.เค. มันก็จะมีสูตร น่ะ เห็นไหม ซึ่งแต่ละที่น่ะค่ะ แต่ละโรงเรียนน่ะ ที่เราไปก็จะไม่เหมือนกัน มันจะไม่เหมือนกัน ๆ ถือว่าเขาทำจนแบบ ประสบความสำเร็จนะคะ แล้วถ้าเผยแพร่เป็นวิทยาทานไป มันก็จะเป็น ไม่ต้องเก็บค่าอะไรใช่หรือเปล่า แต่ถ้าเขาเกิด แต่ถ้าเกิดเขาไม่ทำเป็นวิทยาทาน เขาทำเป็นแบบขายความรู้ ขายแฟรนไชส์ อย่างนี้ มันก็จะออกไปแนวเชิงธุรกิจนะคะ ผลตอบแทนที่ได้มาก็จะเป็น เป็นเม็ดเงินนะคะ เป็น ถ้าให้ไปฟรี มันก็ได้บุญนะ มองไม่เห็น แต่ได้บุญแบบนี้ค่ะ ซึ่งแบบนี้นะคะ ถ้าเขาทำซ้ำ ๆ ใส่อะไรปริมาณเท่าไรตามนี้ ซึ่ง ลำดับการใส่มันจะมีผลกับรสชาตินะคะ อันนี้ครูก็พอรู้อยู่ ฉะนั้นนะคะ เรียกว่าเป็น Best Practices เหมือนกัน อยากชงชาเขียวร้อนให้อร่อย ก็ตาม 1. ส่วนประกอบนะคะ สัดส่วนตามที่เขาบอก 2. ลำดับในการใส่ มีความสำคัญต่อรสชาตินะคะ โอ.เค. เรามีความเข้าใจในคำว่า Best Practices แล้วนะคะ ก็คือแนวทางปฏิบัติที่ดี ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องใดก็แล้วแต่นะคะ ต้องผ่านการทดลองมาแล้วหลายรอบนะคะ ก็คือเป็นการทำวิจัยนั่นล่ะ เก็บผลจนแบบ โอ.เค. จนได้รูปแบบมา รูปแบบหนึ่ง เราเรียกว่า Model นะคะ แล้วเราก็สามารถเผยแพร่ไป ใครอยาก ทำอันนี้ให้ได้รสชาติแบบนี้ จะต้องทำตามโมเดลนี้นะ เราเรียกว่า Best Practices นะคะ แนวทางปฏิบัติที่ดี เรา จะเห็นว่านะคะ ความรู้เดิม ๆ ที่เคย ที่เคยมีมานี่ แต่เราผ่านการทำวิจัย ผ่านการทดลองมาหลายรอบนะคะ อันนี้เราจะเรียกว่า Lessons Learned Lessons Learned นะคะหรือ Best ก็คือ ทำจนมันดีที่สุดแล้ว เขาเรียกการถอดบทเรียน ในแต่ละเรื่องเลยนะคะ Best Practices ก็คือการถอดบทเรียน ฉะนั้นนะคะ สิ่งที่หน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานนี่ จะต้องให้ความสนใจและไม่มองข้ามไป ก็คือเรื่องเหล่านี้ ก็คือการให้ความสำคัญกับความรู้แฝงที่อยู่ในตัวแต่ละคนนะคะ แล้วก็เอามาศึกษาวิจัยจริงจังนะคะ ใส่ใจจริง ๆ ว่าคนนี้ทำไมเขาประสบความสำเร็จ ทำไมคนนี้เขามีความสุขอย่างนี้ค่ะ ทำอย่างไรถึงจะมีความสุข ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต ทำอย่างไรจะรวย อะไรอย่างนี้นะคะ คราวนี้การจัดเก็บ หลังจากที่เราได้เรียนรู้ได้ยกระดับความรู้ขึ้นมาแล้วนะคะ ก็จะมีการจัดเก็บเอาไว้ เพื่อเผยแพร่ เพื่อส่งต่อข้อมูลนี้ให้คนอื่นนะคะ ไม่อย่างนั้น ถ้าสมมุติว่า สูตรสำเร็จของภาสกรณ์นี่ ภาสกรณ์จากโลกนี้ไป ความรู้มันก็จะไปด้วยนะคะ ถ้าไม่มีการถ่ายทอดเอาไว้ว่าให้ทำแบบนี้นะคะ มันก็จะจบไปด้วยนะคะ เหมือนภูมิปัญญาที่เราเห็นชัด ๆ เช่น ภูมิปัญญาการทอผ้าอย่างนี้ค่ะ การทำอะไรที่แบบ คนเฒ่าคนแก่ทำน่ะ คนที่เรียนรู้ได้ก็คือลูกหลานในบ้านนั้น แต่ถ้าเกิดหมดยุคของผู้เฒ่าผู้แก่ยุคนั้นไป ความรู้มันก็หายไปด้วยนะคะ ถ้าเราไม่มีการจัดเก็บรวบรวมเอาไว้ แต่ถ้าเกิดมีการ Store เอาไว้ คือจัดเก็บเอาไว้นี่ คนรุ่นหลังก็สามารถมาอ่าน อ๋อ ถ้าทำแบบนี้ แล้วจะประสบความสำเร็จ ถ้าทำแบบนี้แล้วจะทอผ้าได้ ถ้าแบบอย่างนี้ค่ะ คือจัดเก็บความรู้เอาไว้นะคะ คราวนี้นะคะ อันนี้ที่พูดไปนี่มันเป็นความรู้ชัดแจ้ง เราเห็นชัดเจน แต่คราวนี้ถ้าเป็นการจัดการความรู้ที่มันฝังลึกล่ะ การจัดการความรู้ฝังลึกนะคะ มันไม่ได้ง่ายเหมือนการจัดการความรู้ที่เรามองเห็นชัดเจนนะคะ เนื่องจากว่าความรู้ฝังลึกนี่ มันเป็นความรู้ที่มี ที่มันมีชีวิตจิตใจ มันอยู่ในตัวเราน่ะ เรารู้ว่า อันนี้มันถูก ถูกใจกับถูกต้องน่ะ เลือกอันไหน ๆ ถามตัวเอง มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นนะคะ เราจะเลือกทำอะไรสักอย่างหนึ่งตามใจตัวเอง เขาเรียกถูกใจ แต่สิ่งที่ทำน่ะ มันไม่ถูกต้อง ทำไหม บางคนก็อาจจะทำนะคะ แต่บางคนก็นึกได้ฉุดคิดได้ก็ไม่ทำนะคะ คือไม่ทำแต่มันฝืนใจ มันรู้สึกฝืนใจ แต่มันก็ต้องฝืนใจนะคะ ฉะนั้นนะคะ ถูกใจกับถูกต้องนี่ มันจะ ๆ ไม่ไปด้วยกัน มันจะยาก ถูกใจแล้วถูกต้องด้วยนี้ จะดีมากนะคะ ทำแบบนี้เราชอบ แล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างนี้ค่ะ อันนั้นควรทำ เป็นสิ่งที่ดีนะคะ เป็น Best นะคะ Best Practices ได้ แต่ถ้าเกิดเราถูกใจแต่มันไม่ถูกต้อง ถ้าเกิดเรามีวิจารณญาณ เรามีสติอย่างนี้ค่ะ เราก็จะไม่ทำนะคะ คราวนี้นะคะ ถ้าความรู้ที่มันอยู่ในแต่ละคนน่ะ ที่มันเป็นแบบฝังลึกน่ะ แล้วเราไม่มีการถ่ายทอด มีการเก็บเอาไว้ เป็นรูป เป็นลักษณะของรูปธรรม เช่น เก็บไว้เป็นไฟล์ บันทึก ทำวิดีโอไว้ อัดวิดีโอไว้ ถ่ายทอดไว้ เขียนตำรับตำราอะไรไว้ เราไม่ได้เก็บไว้น่ะค่ะ ความรู้มันก็จะหายไป อย่างที่อาจารย์บอกไป เหมือนกับความรู้ องค์ความรู้ที่อยู่กับผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ทอเสื่อ ทอผ้า อะไรพวกนี้นะคะ พอ ๆ หมดยุคไป ความรู้ ก็ ผู้เฒ่าผู้แก่ล้มหายตายจากไปนะคะ ความรู้มันก็จะหายไปด้วย คราวนี้การจัดการความรู้ที่เป็นแบบฝังลึกนะคะ ก็จะเริ่มตั้งแต่ พอมันอยู่ในตัวนะคะ อยู่ในตัวแต่ละคน ฉะนั้นถ้าเราอยากถ่ายทอดต่อแบบไม่ฝืนใจ ก็คือมีใจแบ่งปันให้คนอื่นนะคะ คนอื่นก็จะมาเรียนรู้ร่วมกัน เช่น โค้กมีเทคนิคดี ๆ ในการชงชาอย่างนี้คะ ต้องถามว่า โค้กไปเรียนมาแล้ว หรือโค้กรู้ เกิดมาแล้วรู้เลย มันเป็น อันนี้คือรู้โดยไปเรียน แต่บางความรู้นี่ อย่างบ้านเบนมีการ ปู่ย่าตายาย มีความรู้เกี่ยวกับการทอเสื่ออย่างนี้นะ สมมุตินะคะ เบนก็เลยมีความรู้เกี่ยวกับงานทอเสื่อ ถามว่าเบนอยากถ่ายทอดให้คนอื่นไหม ถ้ามีใจอยากแบ่งปันให้คนอื่นนะคะ วิธีการที่จะแบ่งปันน่ะ มันมีวิธีการไหนบ้าง อาจจะเรียนรู้ร่วมกันนะคะ หรือสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาแล้วก็ อันนี้เป็นอธิบายเกี่ยวกับการจัดการความรู้ที่เป็นแบบฝังลึกนะคะ มีใจแบ่งปันหมายถึงว่า มีความเป็นห่วง ว่า อันนี้มันเป็นองค์ความรู้ที่เรามีนะคะ มันเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวเรา หรือมันเป็นเทคนิคที่เราค้นพบ เราอยากแบ่งปันให้คนอื่นไหม เรามีความเป็นห่วงเพื่อน เรามีเทคนิค ในการเรียนหนังสือให้เก่ง ทำอย่างไรเราถึงจะเรียนเก่งน่ะค่ะ โค้กก็มีเทคนิคว่า 1. เราต้องอ่านหนังสือก่อนนอนวันละ 1 ชั่วโมง อันนี้คือเทคนิคนะคะ ก่อนนอนนี่ อยู่ที่ไหนก็ตาม เราต้องมีการทบทวนเนื้อหา ตำรับตำรา ทำการบ้านนะคะ คือมีเทคนิค แต่ละคนนี่มันก็จะต่างกันไปนะคะ ทีนี้เพื่อนอีกคนหนึ่งนะคะ คือวิชาไหนก็ตก วิชาไหนก็ไม่ผ่าน โค้กก็เลยมีความ ชัยณรงค์นี่ล่ะมันสนิทกัน ชัยณรงค์เรียนวิชาไหนก็ติด F อย่างนี้ค่ะ พอไปด้วยกันกับภาสกรณ์ เรียนวิชาไหนก็ได้ A นี่มันต่างกันนะ ชัยณรงค์ก็เลยมีความเป็นห่วงนะคะ เอ๊ย! ภาสกรณ์มีความเป็นห่วงชัยณรงค์ว่าทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรนะคะ มีความเป็นห่วงเป็นใย มันต้องเริ่มจากมีใจที่จะแบ่งปันองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวเองให้คนอื่นก่อนนะ เขาเรียกการ Share กันนะคะ จริง ๆ แล้ว พวกนี้มันเป็นวัฒนธรรมไทยอยู่แล้วนะคะ คราวนี้ เมื่อ ๆ เรามีใจที่จะแบ่งปันแล้วนะคะ พร้อมที่จะแบ่งแปันแล้ว เราก็จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันนะคะ เขาเรียกการถอดบทเรียน บางทีอาจจะถอดบทเรียนจากข้อผิดพลาดนะคะ เราสามารถเกิดการเรียนรู้ได้จากข้อผิดพลาดก็ได้ อย่างเช่น เบนพึ่งเกิดอุบัติเหตุมา ตอนนี้ก็รู้แล้วว่า ต่อไปจะต้องไม่ขับรถเร็ว ถ้าเจอสุนัขนอนอยู่ หมานอนอยู่กลางถนน เราก็อย่าขับไปใกล้มัน เราก็ขับเลี่ยงไปอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือประสบการณ์ตรงนะคะ ที่มันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะระวัง เราจะมีระมัดระวังมากขึ้น เบนก็จะมาเตือนเพื่อน ให้ระวัง อย่าขับรถเร็วอย่างนี้นะคะ เราสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ตรงของเราเอง หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของคนอื่น ประสบการณ์คนอื่นน่ะ แล้วเราเห็น เราก็เกิดการเรียนรู้ เราก็ต้องระมัดระวังนะ อย่างนี้นะคะ สร้างองค์ความรู้ให้กับตัวเองแล้วนำไปใช้งานนะคะ คราวนี้เรามาดู โมเดลปลาทู นะคะ ปลาทู ไม่ใช่ปลาวาฬ การทำ KM นะคะ ถามว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายไหม สามารถสื่อสารได้ไหม มันก็เป็นเรื่องที่อธิบายยาก ถ้ามันไม่มีโมเดลที่เห็นชัดเจนนะคะ ก็เลยยกตัวอย่าง โมเดลปลาทู มาให้ดูนะคะ ในการ การทำ KM เป็นการอุปมานะคะ KM นั้นเป็นปลาทูตัวหนึ่ง ทำไมถึงเอาปลาทู ทำไมไม่เอาปลาฉลาม ใครไม่รู้จักปลาทูบ้างยกมือ ไม่มี เคยทานไหมคะ ปลาทูมีรสชาติอย่างไร ถ้าสมมุติอาจารย์เอาเนื้อปลามาวางให้ชิมนี่ แล้วให้ชิมน่ะ เราจะรู้ไหม ว่า อันนี้คือปลาทู อันนี้คือปลาหมอ อันนี้คือปลาช่อน อันนี้คือปลาหมึก อันนี้ อย่างนี้ค่ะ เราสามารถแยกได้ไหม ว่าอันไหนคือปลาทู (นักศึกษา) ได้ค่ะ ได้ครับ (อาจารย์) งั้นบอกมาสิว่าปลาทู มันมีรสชาติอย่างไร (นักศึกษา) ปลาทู เนื้อมันจะเป็นเค็ม ๆ (อาจารย์) เนื้อมันจะเป็นเค็ม ๆ (อาจารย์) ปลาทูจะมีกลิ่นเฉพาะตัว 1. รับรู้ได้โดยจมูก มีรสชาติเฉพาะตัว ทุกคนต้องเคยกิน เพราะเคยยกตัวอย่าง โมเดลปลาทู คือปลาทู อ๋อ ถ้าพูดถึงปลาทู ทุกคนก็จะ อ๋อ ปลาทูนะ ปลาทูประกอบด้วยส่วนไหนบ้าง (นักศึกษา) หัว (อาจารย์) หัวนะคะ (นักศึกษา) ตัว (อาจารย์) ตัวนะคะ แล้วก็ส่วนหาง อันนี้คือ Model ปลาทู นะคะ คราวนี้เรามาดู ส่วนหัวทำหน้าที่อะไร ส่วนหัวปลานี่ มันคือเป้าหมายของการจัดการความรู้นะคะ คือเวลาที่เราจะจัดการความรู้เรื่องอะไรนี่ เราจะต้องรู้ก่อนว่า เราจะทำไปเพื่ออะไร ทำไมต้องทำอย่างนี้ค่ะ เราต้องรู้ก่อน มันมีปัญหาใช่ไหมถึงทำ หรือมันไม่ปัญหา แต่มันน่าสนใจ เหมือนหัวข้อโครงงานเราน่ะ เหมือนโปรเจกต์เอกเทศที่ทำอยู่ตอนนี้น่ะ Model ปลาทู ทำอย่างไร ทำไมเราถึงอยากทำเรื่องนี้ ต้องตอบได้ก่อน มันมีปัญหาใช่ไหมระบบเดิม หรือมันไม่มีปัญหาแต่ตอนนี้มันเป็นเทรนด์ มันน่าสนใจ เราก็เลยหยิบขึ้นมาทำ หรือมันเป็นความชอบส่วนตัวครับ ผมชอบเล่นเกม ผมก็เลยสนใจจะพัฒนาเกม ผมชอบ IOT ผมก็เลยสนใจที่จะทำ IOT อย่างนี้ค่ะ ฉะนั้นเราต้องรู้เป้าหมายก่อนค่ะ ว่า เราจะทำไปเพื่ออะไรนะคะ หัวก็คือเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ของการจัดการความรู้นะคะ ประเด็นที่เรานำมาจัดการความรู้นั้น มันเป็น ๆ ประเด็นเรื่องอะไร ต้องตอบได้ก่อนนะคะ มันสอดคล้องกับอะไรบ้าง เป้าหมายขององค์กรไหม ยุทธศาสตร์ไหม ต้องตอบได้ก่อนนะคะ ถ้าเราตอบได้แล้ว โอ.เค. การทำ KM นะคะ ส่วนหัวปลาทูก็คือคนที่ทำหน้าที่ เขาเรียกคนเอื้อ คนเอื้อหมายถึงคนที่คอยช่วยดูแลสอดส่องหัวปลา ลองสังเกต เวลาปลาว่ายน้ำไปนี่ ส่วนไหนไปก่อน (อาจารย์) ปลาว่ายน้ำถอยหลังไหม ส่วนที่ เอาอย่างนี้ แข่งขันเรือยาว ส่วนไหนเข้าเส้นชัยก่อน (นักศึกษา) ส่วนหัว (อาจารย์) เห็นไหม มันสอดคล้องกันไง มีแค่หัวไปได้ไหม (นักศึกษา) ไม่ได้ (อาจารย์) ไม่ได้นะคะ ไม่มีตัวไม่มีหางก็ไปไม่ได้นะคะ แต่ส่วนแรกที่จะทำหน้าที่ ให้การจัดการ KM เกิดขึ้นนี่ ส่วนหัวนี่ คนที่ทำหน้าที่เอื้อนะคะ ดูแลจัดการควบคุมให้เกิด ไม่ให้ไปผิดทางน่ะ เอาอย่างนี้แล้วกัน คือส่วนหัว ต้องรู้ก่อน ว่า เราจะทำโครงงานเอกเทศเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร ทำไปทำไมนะคะ อันนี้คือส่วนหัว ทำหน้าที่ควบคุมตัวนี้นะคะ สอดส่องดูแลนะคะ ไม่ให้ไปผิดทาง อันนี้คือหน้าที่ของส่วนหัวปลาทูนะ คราวนี้ส่วนตัวนะคะ Knowledge Sharing นะคะ KS ถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญนะ เพราะว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถือเป็นหัวใจของการทำ KM นะคะ กระบวนการนี้มันจะเริ่มต้นที่การทำกิจกรรมเพื่อสร้างความคุ้นเคยกันก่อน เราเคยไปร่วมกิจกรรมไหนที่เขามีการละลายพฤติกรรมกันไหม เคยไหมคะ อะ เข้าค่ายลูกเสือก็ได้ค่ะ จะต้องมีการทำกิจกรรมแบบให้รู้จักคุ้นเคยกันก่อน อย่างน้อยคนที่นั่งข้างเราก็ต้องรู้จักกันก่อนอย่างนี้ค่ะ สร้างความคุ้นเคยก่อน พอเริ่มคุ้นเคยนะคะ บรรยากาศ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้มันก็จะดีขึ้น มันไม่เครียดน่ะ มันไม่ตึงเครียด บรรยากาศในการในห้องน่ะค่ะ บรรยากาศห้องในการที่เราจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในการทำ KM นี่ มันควรจะเป็นห้องที่แบบนั่งแล้วสบาย โล่งนะคะ เป็นกันเองไม่เครียด ไม่เป็นบรรยากาศแบบเป็นทางการมาก เวลาที่เราจะจัดกิจกรรมที่เป็น KM นะคะ เป็นที่โล่ง ตึกนี้จะจัด KM อยู่เรื่อย ๆ ห้องโถงข้างล่าง เคยมาดูไหมคะ มหาวิทยาลัยจะมีการจัดกิจกรรม KM อยู่ทุกปีนะคะ เราต้อง เราเรียนอยู่ตึกนี้อยู่แล้ว เราต้องสังเกตว่า ช่วงนี้เขาจัด KM นะ เราก็มาดูนะคะ แต่ละหน่วยงานจะนำเสนอ KM ของตัวเองขึ้นมา ปีนี้ ซึ่งส่วนที่นำมาจัด KM ก็คือส่วนที่มันเป็นปัญหา หรือส่วนที่มันเป็นเทรนด์ที่สนใจอย่างที่ครูพูดไปนะคะ เราจะนำ มา ๆ จัดเป็นการจัดการความรู้นะคะ พอเราจัด KM เสร็จปุ๊บ มันเป็นแนวทางปฏิบัติ ทุกสามารถนำไปปฏิบัติตามแนวทางนี้ได้ เราเรียกว่า Best Practices นะคะ อันนี้คือกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น เราอยากเรียนรู้เรื่องเดียวกัน ทำอะไรดีล่ะ ทำสื่อ กลุ่มสื่อก็แยกออกไปนะคะ เราก็สามารถคุยกัน จัดการความรู้ แบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้นะคะ ในกลุ่มเล็ก ๆ ก็จะมี คนที่ทำหน้าที่เป็นหัวปลาทูนะคะ ควบคุมให้ วันนี้เราจะคุยกันเรื่องรูปแบบในการทำสื่อนะแบบนี้ค่ะ ก็ต้องไปในทิศทางเดียวกัน อีกกลุ่มหนึ่งไม่ทำสื่อค่ะ ทำระบบก็ต้องแยกกลุ่มออกไปจัดการเกี่ยวกับการทำระบบนะคะ เราก็จะคุยกัน Step ของการทำระบบนะคะ ซึ่งมันก็จะต่างกัน กับกลุ่มที่ทำสื่อนะคะ สื่อต้องทำอะไรบ้าง เริ่มจากการวาด Story Board การทำระบบมันไม่ต้องวาด Story Board ไงนะคะ มันก็จะเป็นรูปแบบนี้นะคะ คราวนี้การสร้างกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะคะ ในการจัดการ ความรู้นี่ อาจจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ นะคะ ลากเก้าอี้มาคุยกันได้เลย 3 4 5 6 คนนะคะ ไม่ควรเป็นรูปแบบที่เป็นทางการมากเวลาที่เราจะทำ KM นะคะ จะเป็นรูปแบบการเล่าสู่กันฟังมากกว่านะคะ ผลัดกันเล่าในประสบการณ์ที่ไปในเรื่องเดียวกันนะ อย่างเช่น KM เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เราก็มาแชร์กันว่า ใครชอบแนวไหน การท่องเที่ยวมันมีหลายแนวนะคะ สมมุติวันนี้ครูจะจัดกิจกรรม KM นะคะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ งานอดิเรก หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่แต่ละคนชอบ โดยแบ่งกลุ่มตามประเภทของสถานที่ท่องเที่ยว สมมุตินะคะ ใครที่ชอบไปเที่ยวทะเลแยกไปอีกกลุ่มหนึ่งนะคะ ใครที่ชอบไปเที่ยว มันมีอะไร ไปวัด ไปไหว้พระ ภาสกรณ์ก็จะนำทีมไป เพราะภาสกรณ์ชอบไปวัดนะคะ ก็แยกไปอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ชอบไปเที่ยวทะเลก็ไป กลุ่มที่ชอบไปเที่ยวต่างประเทศก็แยกออกไป กลุ่มที่ชอบไปเที่ยวน้ำตกภูเขาก็แยกออกไปอย่างนี้ค่ะ ก็จะแยกเป็นกลุ่มตามความสนใจนะคะ แล้วเราก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่า ใครเคยไปเที่ยวที่ไหน อะไร อย่างไรมาบ้างนะคะ ให้รู้จัก Blackground ของแต่ละคน แล้วเราถึงจะเริ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะคะ คราวนี้เป็นปัจจัยนะคะ ที่จะทำให้จัดกิจกรรม KM ประสบความสำเร็จนะคะ มีหลายตัว ก็คือการสร้างความเป็นกันเองในกลุ่มนะคะ สร้างบรรยากาศให้เกิดขึ้น เวลาที่คุยกันนะ ให้คุยกันมันมีรสชาติน่ะค่ะ ใครไปแล้วเป็นอย่างไร ไปเที่ยวที่ไหน อะไร อย่างไรอย่างนี้ค่ะ อันนี้ครูยกตัวอย่างเรื่องที่มันใกล้ตัวนะ ส่วนมากการจัดการความรู้นี่ เราก็จะยกตัวอย่าง อย่างที่คณะเราทำ คณะวิทยาศาสตร์ทำ อย่างเช่น ส่งเสริม สนับสนุนให้ เรียนภาษาอังกฤษ สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษอย่างนี้ค่ะ ก็จะมีวิธีการ ขั้นตอนที่สอดคล้องกับการสนับสนุนให้บุคลากรนะคะ ให้นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์นี่ เก่งภาษาอังกฤษ ต้องไปคิดกระบวนการมา อันนี้คือการจัดการความรู้นะคะ อีกกลุ่มหนึ่งคือ ของคณะเรามี 2 เรื่องนะคะ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การพัฒนาตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการนะคะ ก็คือเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์นี่ค่ะ ทำอย่างไรให้มันมีผลงานทางวิชาการ ตีพิมพ์ทำวิจัย ก็จะมีขั้นตอนนะคะ ก็จะคุยกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ก็จะเป็นแนวประมาณนี้นะคะ คราวนี้ส่วนหางสำคัญไหม ปลาทู อย่างที่บอกไป ถ้ามีแค่หัวกับตัว มันก็ไปไม่ได้นะ ว่ายน้ำไม่ได้นะ ส่วนหางก็คือคลังความรู้ค่ะ ที่เราศึกษามา แล้วเราจะนำไปใช้ในการทำ ทำอย่างไรนะคะ KA นะคะ Asset Knowledge Asset นะคะ เขาหมายความว่า คลังความรู้ที่ได้จากการเสาะแสวงหาค้นคว้านะคะ โดยความรู้ คลังความรู้นี้ จะมาทั้งจาก Content ความรู้ชัดแจ้ง ก็คือเราไปค้นมาจากแหล่งที่น่าสนใจ แหล่งนี่อาจจะไม่เป็นห้องสมุดนะคะ ถ้าเกิดมีคนบอกว่า มีปราชญ์ชาวบ้านอยู่ เราก็ลงไปค่ะ ไปคุยไปเก็บข้อมูลนะคะ เพื่อให้ได้ความรู้ฝังลึก อันนี้คือลักษณะของการไปเก็บข้อมูลนะคะ สำหรับให้บุคลากรได้ศึกษาและนำไปใช้ในการทำงานในองค์กรนะคะ ฉะนั้นนะคะ คลังความรู้เราจะมาทั้งจากความรู้ชัดแจ้ง ก็คือไปดูมาจาก ตำรับตำรา หนังสือ ศาสตร์วิชานะคะ หรือไปสอบถามความรู้ ที่อยู่ในตัวบุคคลนะคะ แล้วก็นำมาเก็บเป็นคลังความรู้ไว้ สร้างเป็น Best Practices แล้วใครจะทำงานตรงนี้ ต้องทำตามขั้นตอนนี้นะอย่างนี้ค่ะ ตัวหางปลา ก็เปรียบ เขาเปรียบเสมือนถังความรู้นะคะ ถังน่ะ สำหรับเก็บความรู้นะคะ จัดเก็บไว้เป็นหมวดหมู่มันจะได้ง่ายตอนที่ค้น เราอยากรู้เรื่องอะไรเราก็ค้นตามนะคะ ค้นตามหมวดหมู่นั้น อาจจะรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้วยนะคะ เราอย่าลืมว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการทำ KM ก็คือการนำความรู้ที่ได้นี่ ไปสู่การปฏิบัตินะคะ คือพูดให้ชัด ๆ ก็คือจะต้องมีการ Action เกิดขึ้นน่ะ มันถึงจะเกิดประโยชน์ เราพูดแต่ว่า ทำตามขั้นตอน 1 2 3 4 5 นี้ เราก็ต้องทำนะคะ ุถ้ามีแค่หลักการมันจะไม่เห็นผลที่ทำ อย่างเช่นครูบอกว่าการเขียนโปรแกรมนะคะ ใครอยากเขียนโปรแกรมได้ให้ทำตามขั้นตอนที่ 1 2 3 4 5 ทุกคนก็อ่าน อ่านจบปุ๊บ เขียนโปรแกรมได้ไหม ไม่ได้นะคะ เราต้องลงมือทำ เช่น ขั้นตอนที่ 1 เราจะเขียนโปรแกรมได้ก็ต่อเมื่อ เราต้องฝึกทำโจทย์เยอะ ๆ อย่างนี้ค่ะ ฉะนั้นเราจะเขียนโปรแกรมได้ เราก็ต้องมาทำโจทย์ค่ะ ต้องมาฝึกเขียนโปรแกรม มัน Error บ้าง มันมี Bug เราก็แก้ ฝึกแก้ไขไป เราจะได้เก่งขึ้น ตัวนี้คือประสบการณ์นะคะ เขาเรียกว่า จะต้องมีการกระทำ ลงมือทำน่ะ มี Action นะคะ มันถึงจะเกิดประโยชน์คุณค่านะคะ ใน การทำ KM คราวนี้วิธีการจัดการนะคะ ทั้งความรู้ชัดแจ้งและความรู้ฝังลึกนะคะ จัดการถ่ายทอดให้คนอื่นรู้แล้วนำไปใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมนะคะ ทั้งแก่ตัวเราเอง แล้วก็แก่หน่วยงาน เป้าหมายปลายทางของการจัดการความรู้ ก็เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีให้คนอื่นทำตาม ทำตามได้นะคะ แก้ไขปัญหาในองค์กรได้อย่างนี้ค่ะ อันนี้คือการจัดการความรู้นะคะ ทำอย่างไร คราวนี้วิธีการ ยกตัวอย่างเช่น เราจัดการความรู้โดยการจัดประชุมอบรมสัมมนาค่ะ เราจะผลักดันให้บุคลากรเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการนะคะ ก็จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นมาอย่างนี้ค่ะเป็นตัวอย่าง หรือไม่จัดในสถานที่ พาไปดูงาน จัดให้มีการศึกษาดูงานนะคะ หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำได้หลายวิธีนะคะ หรือถ้าในองค์กรเอง เราอาจจะแบบ ทำเป็นมุมกาแฟ ทุกวันพุธให้มาคุยกัน เรื่องการทำเอกสารตำรา ก็จะมีพี่เลี้ยง คนที่เคยทำไปแล้วประสบความสำเร็จ มาแชร์ให้ฟังว่าทำอย่างไร มีคนมาบอกแนวทางน่ะค่ะ อันนี้คือวิธีการนะคะ ถ้าเกิดเป็นนอกหน่วยงาน เราอาจจะ เชิญ ๆ มาสร้างแรงบันดาลใจ ห้องเรานี่เคยเข้าฟังการมาพูด กรณีที่แบบสร้างแรงบันดาลใจไหม ไม่เคยเลยหรือ ก็สาขาก็ทำอยู่บ่อย ๆ นะ สร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพทางด้านคอมพิวเตอร์อย่างนี้ค่ะ รุ่นของบ๊อบบี้มีไหม มี ทำไมรุ่นนี้ไม่มี หลัง ๆ ไม่ค่อยจัดนะ ไม่ค่อยมี แต่มหาลัยน่ะมีนะคะ การพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจนะคะ ก็คือเชิญคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น ๆ น่ะ มาเล่าให้ฟังนะคะ เขาเรียกการสร้างแรงบันดาลใจนะคะ เราก็จะมีกำลังใจ บางทีนะคะ เราเจอปัญหาในชีวิตอย่างนี้ค่ะ มันมีคนมาจุดประเด็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือทำให้เราฉุกคิดได้ มันจะทำให้เราหัน หันเห แนวคิด ไปในทิศทางที่มันถูกต้อง แก้ปัญหาได้ดีขึ้นอย่างนี้นะคะ หรือไม่ก็ไม่อยากคุยกับใครนะคะ จัดเป็นมุมหนังสือไว้ให้ไปอ่าน ไปค้นคว้า บางทีไม่อยากคุยกับใคร แต่มันมีเอกสารเขียนเป็นแนวทาง ปฏิบัติไว้ เราก็ไปอ่านนะคะ หรือไปดูมีคลิป มีวิดีโอ มีอินเทอร์เน็ตให้ Search อย่างนี้ค่ะ เราสามารถทำอย่างนี้ก็ได้ ตอนนี้มันมีสื่อมากมายให้เราสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้นะคะ อะ โอ.เค. ประเด็นสุดท้ายนะคะ ให้นักศึกษาคิดประเด็นการจัดการความรู้ เราอยากจัดการความรู้เรี่องอะไร ทำเป็นกลุ่มนะคะ 1. ชื่อเรื่องที่เราสนใจ ที่เราจะจัดการความรู้ เราอยากจัดการเรื่องอะไร 2. วิธีการนะคะ ในการจัดการทำอย่างไร จอมันดับไปแล้วบ๊อบ แล้วเราจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันนะคะว่า แต่ละเรื่องที่ทำ กลุ่มหนึ่งกี่คนดี 4 คน 1 2 3 4 4 คนพอดีครูว่า ช่วยกันคิดประเด็นในการจัดการความรู้ คิดเรื่องขึ้นมาก่อนค่ะ เราอยากจัดการความรู้เรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น ทำอย่างไรถึงจะเก่งภาษาอังกฤษ หรือทำอย่างไรถึงจะเขียนโปรแกรมได้ ทำอย่างไรจะพัฒนา App ได้ อันนี้ถือเป็นการจัดการความรู้หมดนะคะ หรือเอาเรื่องที่แบบเราชอบก็ได้ ทำอย่างไรถึงจะเล่นกีฬาเก่ง จัดการความรู้แบบนี้ หรือเอาโครงงานดีไหม มันก็จะเป็นรูปธรรม เอ้า ไม่บังคับ เอาเรื่องที่เราสนใจ นักศึกษาสนใจนะคะ แบ่งกลุ่มตามความสนใจแล้วเสนอหัวข้อมาก่อน เรี่องที่เราอยากไปจัดการ เอาชื่อเรื่อง แล้วก็วิธีการ ว่าจะทำอย่างไรนะคะ ในการจัดการความรู้เรื่องนั้น ๆ น่ะ กลุ่มละ 1 เรื่อง เราอยากบริหารจัดการเรื่องอะไร บอกชื่อเรื่องมา แล้วก็วิธีการที่เราจะ ไปจัดการอย่างที่โค้ก เหมือนตัวอย่างที่โค้กพูดมาน่ะ อันนั้นเป็นตัวอย่าง วิธีการเหมือน Best Practices น่ะค่ะ เหมือนกันนั่นล่ะ การจัดการความรู้ก็คือเพื่อให้ได้ แนวทางปฏิบัติที่ดี ที่เป็นแบบ Best Practice นั่นแหละนะคะ ต้องคิดเรื่องขึ้นมาก่อน (นักเรียน) เรื่องอะไรก็ได้หรือครับ (อาจารย์) ได้ เรื่องอะไรก็ได้ค่ะ เรื่องที่เราสนใจ 1 เรื่อง แล้วเราก็ชวนสมาชิกนะคะ กลุ่มหนึ่ง 4 คน กลุ่มละ 4 คนพอนะคะ ก็จะมีหูดี 2 หูหนวก 2 อยู่ด้วยกันนะคะ เรียนรู้ร่วมกัน เรื่องอะไรก็ได้ค่ะ ที่เราสนใจ 1 เรื่อง แล้วให้บอกวิธีการ อย่างโค้กบอกว่าผมจะจัดการความรู้เรื่องการปลูก ปลูกกุหลาบครับ ให้บอกวิธีการทำอย่างไรปลูกกุหลาบแล้ว กุหลาบมันจะงาม มันจะไม่ตายนะคะ ต้องเตรียมอะไร ปลูกอย่างไร ที่ไหน สภาพอากาศ อะไร อย่างไร ปัจจัยอะไร อย่างนี้ค่ะ ใช้เวลาแลกเปลี่ยน ใช้เวลาคิดนานไหม ทุกเรื่องเลย ทุกกลุ่มเลย ตอนนี้ 4 โมงครึ่ง 30 นาที เสนอเรื่องมาก่อน เดี๋ยวอาจารย์พิมพ์หัวข้อไว้ให้นะ เราจะได้เลือก อะ เดี๋ยวช่วงนี้เบรกก่อนนะ 10 นาที ค่ะ เบรกก่อน ไปทานน้ำ ไปเข้าห้องน้ำได้ค่ะ เดี๋ยวเบรกก่อน พี่ล่ามจะได้เบรกด้วยนะคะ โอ.เค. อะ ช่วงนี้ เสนอประเด็นมาค่ะ แล้วอาจารย์จะพิมพ์หัวข้อไว้บนกระดานให้ มีเรื่องอะไรบ้างที่เราสนใจจะไปจัดการ คำว่า “ไปจัดการ” ก็คือ เสนอแนวทางที่เป็นวิธีการขึ้นมา เพื่อให้เรื่องนั้นสามารถแก้ปัญหา หรือไปสู่ปลายทางประสบความสำเร็จได้น่ะ เสนอเรื่องอะไรบ้างว่ามาเลยค่ะ ตอนนี้เบรกนะคะ สัก 10 นาที