(อาจารย์) วันนี้ วันนี้นะครับ การเรียนการสอนของเรามีล่ามนะ ล่ามจากส่วนกลางนะครับ ชื่อพี่อะไรไม่รู้ [เสียงหัวเราะ] นะครับ ก็ทำหน้าที่ในการ ทำหน้าที่แทนพี่อุ๋ยนะครับ ทำหน้าที่แทนพี่อุ๋ย พี่ปอยนะครับ ทุกคนก็ตั้งใจ ตั้งใจเรียนนะครับ กับพี่ล่ามจากส่วนกลางนะครับ พี่เขาสวยมากเลยน่ะนะครับ นี่พี่เขาก็แปลแล้ว ว่า พี่เขาสวยมากนะครับ ทีนี้ครั้งก่อนนะครับ เราคุยกันเรื่องรหัสแทนข่าวสารใช่ไหมครับ รหัสแทนข่าวสารนะครับ ซึ่งข่าวสารนี่ ที่อยู่ในโลกของ IT นี่นะครับ ก็จะมี 2 รหัสนะครับ ก็คือ ASCII กับ EBCDIC ที่อยู่ในสไลด์ผมจะไม่มีรายละเอียดให้ และผมก็มอบให้เป็น Exercise เป็นงานใช่ไหมครับ ให้พวกเราได้ค้นหา เพื่อทำส่งผมในครั้งที่แล้วนะครับ ก็จะมี 2 2 รหัสนี้ แล้วผมก็ได้ตรวจแล้วนะครับ ผมก็ได้ตรวจแล้ว ก็พวกเราสามารถที่จะทำความเข้าใจนะครับ กับรหัสแทนข่าวสารเหล่านี้ได้นะครับ ทีนี้เรามาต่อกันที่เรื่องของ วันนั้นเราพูดถึงองค์กรใช่ไหมครับ องค์กรที่เขากำหนดมาตรฐานในการสื่อสารในโลกนี้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีนะครับ ก็มี 4 องค์กรนี้ที่เป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานการสื่อสาร ถูกต้องไหมนะครับ แล้วผมก็ได้ให้พวกเราไปสืบค้นนะครับว่า รายละเอียดขององค์กร 4 4 องค์กรนี้เป็นอย่างไรนะครับ ซึ่งพวกเราก็ได้ทำงานส่งผมเช่นเดียวกัน และยังได้มีการทดสอบหลังเรียนนะครับ ซึ่งมันมากเลยนะครับ ก็ทุกคนก็ได้คะแนน รู้ตัวแล้วนะ ว่าตัวเองได้คะแนนเท่าไรนะครับ นะ โอ.เค. นะครับ ทีนี้มาวันนี้ วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง เขาเรียกว่า “Line Configuration” นะครับ Line Configuration นะ ก็คือ การส่งข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์นะครับ มันก็จะมีการส่งรูปแบบของการส่งข้อมูลอยู่นะครับ ตัวแรก ก็คือ แบบแรกเขาเรียกว่า “Point to Point” ภาษาไทยก็คือ “Point” ที่แปลว่า แปลว่า “จุด” ใช่ไหมครับ แปลว่า “จุด” นั่นเองนะ Point ที่แปลว่า จุด ก็คือ “จุดต่อจุด” นะครับ ถ้าอยู่ในสไลด์นี่ นักศึกษาจะเห็นว่า เหมือนกับมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับอีกเครื่องหนึ่ง ถ้าอยากจะสื่อสารกันน่ะนะครับ ก็สามารถสื่อสาร คือ เครื่องกับเครื่อง ก็คือ 2 เครื่องติดต่อสื่อสารกันโดยตรง โอ.เค. ไหมครับ โดยใช้ช่องทางการสื่อสาร ช่องทาง ช่องทางเดียวนะครับ เหมือนอยู่ในรูปนะครับ เหมือนอยู่ในรูปนะครับ ซึ่งช่องทางการสื่อสารอาจจะอยู่ในรูปแบบที่เป็น อะไรนะครับ ที่เราเรียนมา เป็นสายก็ได้ ที่เป็นสายสัญญาณใช่ไหมครับ หรือนะครับ ตัวท้ายสุดน่ะ มันอาจจะมาในลักษณะของที่เป็นแบบเป็นคลื่นนะครับ ผ่านตัวสื่อสารที่เป็นในลักษณะคลื่นก็ได้นะครับ แบบนี้ แต่ขอให้เป็นแบบว่า การสื่อสารที่เป็นเครื่องสื่อสารกับเครื่อง 2 เครื่องคุยกันนะครับ แบบนี้ครับ อีกชนิดหนึ่ง เขาเรียกว่า Multipoint Multi แปลว่าอะไรครับ Multi แปลว่า แปลว่าอะไรพี่อุ๋ย Multi แปลว่า หลายจุดใช่ไหมครับ นะ หลายจุด ใน ในภาพนี่จะสังเกตว่านะครับ จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า 1 เอ๊ย มากกว่า 2 น่ะ พูดง่ายๆ สไลด์ที่แล้วนี่มี 2 เครื่องคุยกันผ่านช่องทางการสื่อสาร ถูกต้องไหมครับ สไลด์นี้ เห็นไหมครับว่ามี เขาเรียก Work Station นะครับ ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์นะครับ มี 1 เครื่อง 2 เครื่อง 3 เครื่อง 4 เครื่อง ซึ่งใช้เส้นทางการสื่อสารเส้นเดียวกันนะครับ ตัวนี้ ก็คือ มีการสื่อสารแบบหลายจุดนะครับ ในเวลาเดียวกันแบบนี้ เอ๋ เหมือนเครื่องในห้องนี้ไหม มีหลาย ๆ เครื่องแบบนี้ไหม การสื่อสารในลักษณะแบบนี้นะครับ ก็จะเป็นในลักษณะแบบที่ใช้อะไรครับ สัญญาณการสื่อสารร่วมกันนะ ใช้สัญญาณร่วมกัน ใช้เส้นทางการสื่อสารร่วมกัน จากหลาย ๆ เครื่องนะครับ จากหลาย ๆ เครื่องแบบนี้นะ อันนี้เขาเรียกว่า “Multipoint” นะ เอ๋ วันนี้จะมีสอบเหมือนเดิมไหมนี่ เออนะ เผื่อแบบว่าอะไรนะ เป็นการทบทวนนะ ทบทวน อะไรเอ่ย อ๋อ อะ ทีนี้ มีอะไรจะถามไหม ผมไปต่อนะ ผมไปต่อนะครับ ส่วนใหญ่ในบทนี้ เราก็จะมาเรียนรู้คำศัพท์นะ ที่เกี่ยวข้องกับวิชานี้กันก่อนนะครับ ต่อมานะครับ คำศัพท์ต่อมาคือ DCE กับ DTE เออ อันนี้เราก็ต้องทำความรู้จักนะครับ คำศัพท์พวกนี้นะ นะครับ พวก พวกนี้ ก็คืออุปกรณ์รับส่งข้อมูลนะครับ มันคืออุปกรณ์รับส่งข้อมูลนะครับ ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภทคือ DTE กับ DCE นะครับ DTE ตัว T ครับ คือย่อมาจากคำว่า “Terminal” รู้จัก Terminal ไหม Terminal คืออะไร เหมือนกับอะไรนะ เป็นจุดปลายทางอย่างนี้ใช่ไหมนะครับ ก็คือ มันก็จะเป็น ตัว DTE และ DCE นี่ อาจจะเป็นอุปกรณ์เดียวกันนะครับ แต่ว่าตัว DTE นี่จะเป็นต้นกำเนิดและเป็นปลายทางของข้อมูล เหมือนเป็นอะไรดี จุด จุดรับและจุดส่งนะครับ พวกนี้เขาจะเรียกว่า DTE นะครับ หมายความว่า ข้อมูลที่จะกำเนิดและเริ่มต้นนี่ เดินทางที่ DTE แล้วก็จะเดินทางไปถึงจนสิ้นสุดการเดินทางที่ DTE อีกครั้งนะครับ ส่วนอุปกรณ์รับส่งข้อมูลชนิด DCE นี่ก็จะอยู่ระหว่างนั้นนะครับ มันก็คืออุปกรณ์ในการรับส่งข้อมูลนะครับ พูดรวม ๆ ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้ครับ เราจะเรียนรู้ในครั้งต่อไป ซึ่งก็จะเป็นกิจกรรมการนำเสนออุปกรณ์เครือข่ายข้อมูลนะ ที่อยู่ในบทถัดไปนะครับ เราก็จะได้ทำเป็นรายงานกลุ่มนะครับ มานำเสนอกันนะครับ มารู้จักกับอุปกรณ์ทางด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์นะครับ จะเห็นว่าจากภาพ จะเห็นไหมครับ DTE จะเป็นอุปกรณ์ด้านส่งนี่ ก็จะเป็นอุปกรณ์ทางนี้ก่อน ท้ายสุดก็มาจบที่อุปกรณ์ที่เป็น DTE เห็นไหมครับ ในระหว่างทางการส่งข้อมูลนี่ ก็จะมีอุปกรณ์ที่เป็นประเภท DCE อยู่ อย่างนี้ครับ อันนี้เราต้องรู้จักคำศัพท์พวกนี้ก่อนนะครับ อะ ต่อมา ทีนี้ สไลด์นี้บอกว่า Understanding the Message แปลว่าอะไรดี แปลว่า แปลว่าอะไรครับ Understand แปลว่า ทำความเข้าใจกับข่าวสารหน่อยที่จะสื่อสารกันในโลกของคอมพิวเตอร์นะครับ ทางด้านเทคโนโลยีนี่นะ นะครับ จะต้องเข้าใจว่า จะต้องเข้าใจว่าอย่างนี้ครับ ประเด็นที่ 1 ก็คือ ผู้ส่งและผู้รับที่ไม่เหมือนกันนี่ ก็เหมือนกับคนต่างชาติต่างภาษาคุยกันนะครับ ถูกต้องไหม เช่น ผมกับคุณตอนนี้นะครับ เราอาจจะสื่อสาร อยากให้เข้าใจกัน แต่เราก็ต้องอาศัยพี่ล่ามนะครับ พี่ล่ามนะครับ พี่ล่ามนี่ ทำหน้าที่ในการแปลให้เราเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกัน ในโลกของการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตนะครับ ถ้าผู้ส่งและผู้รับไม่เหมือนกัน ก็จะต้องใช้ล่ามแปลครับ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีล่ามแปลนะครับ ซึ่งกำหนดให้เป็น บางที อาจะกำหนดให้เป็นภาษากลาง เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกันก็ได้ เราต้องทำความเข้าใจแบบนี้ว่า ต่างภาษากัน ก็ไม่เข้าใจ ต้องใช้ล่ามนะครับ ข่าวสารจะถูกนำมาแสดงผลในรูปรหัส 2 แบบ คือ อันนี้ที่เราเรียนมาครั้งที่แล้วใช่ไหมครับ ก็คือ ASCII กับ EBCDIC ASCII กับ EBCDIC นะครับ ตรงนี้นะครับ ฝ่ายส่งและรับต้องรับทราบรูปแบบ รูปแบบของข่าวสารนะครับ ต้องรับทราบรูปแบบตรงนั้นของข่าวสารด้วย เพื่อทราบว่าข่าวสารที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ต้องรู้จักรูปแบบนะครับ ต้องมีการทำความเข้าใจรูปแบบนะครับ ทั้งผู้ส่ง โดยเฉพาะผู้รับ ต้องเข้าใจว่า รูปแบบข่าวสารที่ถูกส่งมาเป็นรูปแบบไหนนะครับ เราจะต้องทำความเข้าใจข่าวสารแบบนี้นะครับ ไม่อย่างนั้น การรับส่งข้อมูลก็อาจจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ก็ได้ ต่างภาษากัน ส่งไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี อย่างนี้เป็นต้น ใช่ไหมครับ หรือไม่มีล่ามคอยแปล อันนี้ในความเป็นจริงใช่ไหม เช่นเดียวกัน ในเรื่องของการสื่อสารทางเทคโนโลยีก็จำเป็นจะต้องมีล่ามนะครับ ล่ามที่ว่าคืออะไรหนอ เราก็มาดูอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการแปลงข่าวสารนะครับนะ ซึ่ง ๆ เราก็ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปนะครับ ซึ่งภาษาที่ว่านะครับ ข่าวสารที่ว่านี่ จะต้องนำมาให้อยู่ในรูปของ ASCII หรือ EBCDIC ซึ่งเป็นมาตรฐานนะ เป็นรหัสมาตรฐานที่มนุษย์ใช้กันนะครับ อันนี้นะ นะครับ ทีนี้ เครือข่ายนี่มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบนะ 2 แบบนะครับ แบบที่ 1 นะครับ ก็คือ Terminal Network นะครับ ก็ประกอบไปด้วย คอม 1 ตัว แล้วก็มีจุด เขาเรียกว่า Terminal นี่ที่เป็นจุดกระจายนี่ หลายตัวเชื่อมอยู่กับ Host นะครับ การทำงานทั้งหมดเกิดที่ Host ในขณะที่ Terminal ทำหน้าที่ เป็น IO เท่านั้นนะครับ เครือข่ายในลักษณะแบบนี้นี่ มันก็จะมีคอมฯ เครื่องหนึ่งอยู่ตรงกลางนะครับ มีคอมเครื่องหนึ่งอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีอุปกรณ์ปลายทางน่ะครับ ที่เป็น เหมือนอะไรดี ถ้าอยู่ในห้องนี้ เปรียบนะครับ เปรียบเครื่องที่อยู่ข้างหน้าพวกเรานี่ก็เป็นเพียงหน้าจอ หน้าจอหนึ่ง ซึ่งไม่มีการประมวลผล ไม่มีการคิดคำนวณในจอนี้นะ การคิดคำนวณ การประมวลผลนี่จะอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องต่างหากนะครับ ก็จะเป็นในลักษณะแบบนี้นะครับ ก็ เครื่องที่อยู่ข้างหน้าเราน่ะ ก็จะทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์แสดงผล อุปกรณ์ทำให้เราคีย์เข้าไปเป็นอะไรครับ ผ่านคีย์บอร์ด ผ่านเมาส์ อะไรอย่างนี้ครับนะครับ เขาเรียก พวกนี้เขาเรียกว่า “Terminal” นะครับ ส่วนการประมวลผล การคิดคำนวณ ก็จะไปอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง เครื่องเดียว แต่สามารถที่จะให้พวกเรานี่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นพร้อมกัน ผ่านหน้าจอหลายหน้าจอนะครับ ตัวนี้เขาเรียกว่า “Terminal Network” นะครับ ต่อมาอีกประเภทหนึ่งก็คือ Network of Computers นะครับ Network แปลว่าอะไรนะครับ เครือข่ายนะ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์นะครับ ก็คือ ประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป เชื่อมโยงกันนะครับ ด้วยสื่อคอมพิวเตอร์แต่ละตัว ก็อาจจะมี มีหน้าจอต่ออยู่อีกทีนะครับ การทำงาน การคิดคำนวณ การประมวลผล ก็อาจเกิดแบบกระจายเท่าเทียมกันนะครับ หรือเน้นไปที่เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่า “เครื่องแม่ข่าย” เราก็จะมีคำศัพท์อีกตัวหนึ่งที่เราจะต้องรู้จัก คือ “เครื่องแม่ข่าย” ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Server” นะ Server นะครับ เครื่องแม่ข่ายนั่นเองนะครับ ซึ่งในครั้งต่อไป ผมจะพาพวกเรานะ ไปดูห้องที่เขาเก็บเครื่องแม่ข่ายนี่เอาไว้ว่า มันมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วก็พี่ที่เขาดูแลเครื่องแม่ข่ายนี่ครับ เขาก็จะให้ความรู้พวกเราด้วยว่า เครื่องแม่ข่ายนี่ เขาทำหน้าที่อะไรบ้าง แล้วมันถูกจัดเก็บไว้อย่างไรนะครับ แล้วมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร เครื่องแม่ข่ายทำงานอย่างไรนะครับ ราคาเท่าไร อะไรอย่างนี้ครับ นะครับ ซึ่งน่าสนใจมาก แพงมากอะไรอย่างนี้นะครับ เบื้องต้นเราก็ไม่ต้องไปดูไกลครับ ไปดูเครื่องแม่ข่ายของมหาวิทยาลัยของเรานะครับ ซึ่งก็อยู่ที่อาคารศูนย์คอมพิวเตอร์ เคยไปไหมครับ เคยไปครั้งที่แล้วอย่างไร ใช่ไหมนะครับ ที่เราไปอบรมอยู่ชั้น 1 ส่วนห้องที่เอาไว้เก็บเครื่องแม่ข่ายนี่จะอยู่ที่ชั้น 4 นะครับ เดี๋ยวเราค่อยไปดูกันนะ นะครับ ตัวนั้นเขาเรียกว่าเครื่องแม่ข่าย เครือข่ายแบบนี้นะครับ ก็จะมีขนาดแตกต่างกันไป ตามระยะการเชื่อมต่อ เราจะต้องทำความรู้จัก ขนาดของเครือข่าย ซึ่งมีคำศัพท์อยู่ 3 แบบ ก็คือ LAN, MAN แล้วก็ WAN LAN ก็คือระยะใกล้ MAN ระยะกลาง แล้วก็ WAN คือระยะไกลนะครับ มีอยู่ 3 รูปแบบนี้นะ ทีนี้ มาดูว่า 3 รูปแบบนี้เป็นอย่างไรบ้างนะครับ ตัวนี้ครับ ในสไลด์นี้ ก็จะเป็นตารางการเปรียบเทียบนะ ตารางการเปรียบเทียบ ประเภทของ เครือข่ายที่เขาจัดเป็นระยะนะครับ ก็จากแถวแรกนี่ ก็จะเป็น LAN นะ LAN ข้างบนนะครับ ก็คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะใกล้นะครับ ตรงกลางก็จะเป็น MAN นะ อันนี้ข้อมูลนะครับ แล้วก็ WAN นะครับ มีอยู่ 3 3 ข้อมูลอยู่ 3 ชุด เทียบกันให้ดูนะครับ มาดูระยะทางก่อน ระยะทางของเครือข่ายชนิดที่เรียกว่า LAN นะครับ โดยทั่วไปก็จะไม่เกิน 100 เมตร สามารถขยายได้ถึงประมาณ 2.5 กิโลเมตร ก็คือ การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ระยะใกล้กันนะครับ ไม่เกิน 100 เมตรน่ะ ไม่เกิน 100 เมตร นั่นแปลว่า นี่ครับ เหมือนกับเราให้เครื่องทั้งหมดยี่... 30 เครื่องใช่ไหมครับห้องนี้ 30 เครื่องใช่ไหมครับ ให้มันคุยกันได้ ให้มันติดต่อสื่อสารกันได้ เฉพาะ 30 เครื่องนี้ วง ๆ วงเครือข่ายที่ให้สื่อสารกันในห้องนี้ เขาเรียกว่า LAN ครับ เขาเรียกว่า LAN นะครับ แต่ถ้าเป็น MAN นี่ อันนี้น่ะ ไม่เกินร้อยใช่ไหมครับ แต่ถ้าเป็น MAN นี่ก็จะขยายขึ้นหน่อย จาก 100 เป็น 200 200 เมตรนะครับ นั่นก็แปลว่า อาจจะอยู่ในอาคารเดียวกัน แต่อาจจะอยู่คนละห้อง นะครับ คอมฯ เครื่องที่ 1 เครื่องนี้ ก็อาจจะไปติดต่อสื่อสารกับคอมฯ อีกเครื่องหนึ่งซึ่งอยู่ชั้น 5 อย่างนี้ครับ ซึ่งระยะทางไม่เกิน 200 เมตรนะครับ เช่นเดียวกัน ถ้าเป็น WAN ครับ จะไม่จำกัดระยะทางเลย นั่นแปลว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในห้องนี้ สามารถไปคุยกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งได้เลยนะครับ ระยะทางไม่จำกัดนะครับ เหมือนกับเราใช้อินเทอร์เน็ตนะ ใช้อินเทอร์เน็ต เช่น เราบอกว่า เราจะเข้าใช้เฟซบุ๊ก เฟซบุ๊ก เราพิมพ์ URL เฟซบุ๊กไปนี่ รู้หรือเปล่า เครื่องที่เขาประมวลผลเฟซบุ๊กอยู่ที่ไหน อยู่ในจังหวัดสกลนครไหมครับ ก็ไม่น่าจะใช่ ใช่ไหม อยู่ในประเทศไทยไหม ก็ไม่น่าจะใช่อีก ใช่ไหมครับ ระยะทางไกลมากเลยนะ ดังนั้นเครื่อง Server ของเขาอยู่กับคุณ Mark ใช่ไหม เจ้าของเฟซบุ๊กใช่ไหม เออ อยู่ตั้งไกลน่ะครับ แต่เราก็ติดต่อสื่อสารกัน พวกนี้ พวกอินเทอร์เน็ตทั้งหลายนี่ ก็จะอยู่ใน Scope ของเครือข่ายระดับ WAN นะ ระดับ WAN นะครับ อันนี้ระยะทางนะ ทีนี้ความเร็ว ความเร็วครับ เรื่องของความเร็วในการรับส่งข้อมูลนะครับ ก็จะมีความต่างกันนะครับ ถ้าระดับ LAN นี่ ก็อาจจะเป็นประมาณ 10, 100, 1,000 Mbps เค้าเรียกเม็กนะ 10, 100, 1,000 Megabit Per Second ก็คือ เม็กต่อวินาทีนะครับนะ ถ้าเป็น MAN ก็ประมาณร้อยนะครับ ประมาณร้อย ถ้าเป็น WAN ก็จะมีหลาย หลายรูปแบบนะครับ มีหลายความเร็วมาก ส่วนใหญ่ก็ ความเร็วก็จะต่ำ ถ้าสูงก็จะแพงหน่อย อะไรอย่างนี้ครับ ก็จะเป็นในลักษณะแบบนั้นนะ ทีนี้เรื่องของสื่อ ตัวสัญญาณน่ะครับ ตัวนำสัญญาณ อุปกรณ์ที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลนะครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Media” นะครับ ถ้าในระบบ LAN นี่ก็จะเป็นสายทองแดงครับ สายไฟเบอร์หรือเป็นแบบไร้สาย หน่วยงานก็เป็นเจ้าของสื่อเองนะครับ นะพวกนี้ นะครับ เช่นเดียวกันกับ กับ MAN นะครับ แต่ว่าถ้าเป็น WAN นี่ ผู้ใช้นี่ ส่วนใหญ่เขาจะเช่านะครับ เช่าสายบริการนะครับ เพราะว่ามันอยู่ไกลมากนะ อยู่ไกลออกไป ก็จะมีอะไรนะ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการสร้างสายสัญญาณนี้มาไว้ ให้เจ้าของเป็นคนเช่าครับ ที่อยากจะส่งสัญญาณให้นะครับ ก็เป็นในลักษณะแบบนั้นนะ ทีนี้ ถ้าเป็น LAN นี่ พวก Node หรือเครื่องที่อยู่ใกล้ชิดกับระบบนะครับ ก็จะเป็นพวกเครื่องคอมพิวเตอร์นะครับ ซึ่งอาจจะจำนวนไม่ได้มากนัก 30 20 เครื่องไม่เกิน 50 เครื่อง ประมาณนี้ครับ เอาไว้สื่อสารกันนะครับ ส่วนถ้าเป็น MAN นี่ ก็จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์บ้าง แล้วก็อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูงขึ้นนะครับ ที่เขาเรียกว่า อาจจะเป็น Minicomputer อย่างนี้ครับ นะครับ แล้วก็ถ้าเป็น WAN นี่ โอ้ หลากหลายชนิดเลยนะครับ อันนี้ก็เป็นข้อมูลเปรียบเทียบนะครับ ให้ดูว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์มี มีชนิดนะ ของเครือข่ายนี่ เมื่อเทียบตามระยะทางการติดต่อสื่อสารออกเป็น 3 ประเภท บางตำรา ทุกวันนี้นะ บางตำราก็อาจจะลดลงเหลือแค่ 2 ประเภทนะครับ คือ LAN แล้วก็ WAN MAN นี่บางตำราก็ไม่เอ่ยถึงนะครับ ซึ่งไม่อยากให้เราบอกว่าอันไหนผิดอันไหนถูกนะครับ ไม่ต้องบอกว่าอย่างนั้นนะครับ เพราะบางตำราก็อาจจะมีแค่ 2 ชนิด คือ LAN กับ WAN เลยนะครับ MAN ก็ไม่มีแล้ว อะไรอย่างนี้นะครับนะ แต่ก็ให้เป็นความรู้ไว้นะ ครับ ต่อมานะครับ สไลด์นี้ครับ เป็นสไลด์ที่เราจะต้องทำความรู้จักเบื้องต้นนะครับ ว่า OSI คืออะไร OSI คือออะไร OSI ย่อมาจาก Open System Interconnection นะครับ O-S-I นะครับ OSI ซึ่งกำหนดโดย ISO เรารู้จักแล้วนะ ISO คืออะไร เป็นองค์กรที่อะไรครับ กำหนดมาตรฐานใช่ไหมครับ องค์กรหนึ่งใน 4 องค์กรที่เราได้ศึกษามา เมื่อครั้งที่แล้วนะครับ เขากำหนด OSI ทำไมนะครับ เขากำหนดทำไมนะครับ ก็เนื่องจากว่าคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายชนิดนะครับ แล้วก็มีแอปพลิเคชันก็ต่างกัน ระบบปฎิบัติการต่างกัน โปรแกรมต่าง ๆ ต่างกันใช่ไหมครับ แล้วก็ไอ้ ๆ ที่ทำให้มันแตกต่างกันนี่ ทำให้ไม่สามารถคุยกันรู้เรื่องนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น แค่เบราว์เซอร์หรือโปรแกรมดูอินเทอร์เน็ตนะครับ มีตั้งเยอะแยะเลย มีอะไรบ้างนี่ มีอะไรบ้างครับ ที่ใช้ในการดู ท่องอินเทอร์เน็ตเรา มีอะไรบ้าง มากับ Windows เลย คือ Internet Explorer ใครยังใช้อยู่บ้าง ใช้ไหม ไม่ใช้แล้วนะ บางคนก็ใช้อยู่นะ บางคนก็ใช้นะ ก็มีการ Internet Explorer ก็มีการพัฒนาเวอร์ชันใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ พวกเราชอบใช้อะไรครับ อะไรนะ ใช้ Chrome นะ ใช้ Chrome ใช้ Chrome ก็ได้นะครับ บางคนก็ใช้อะไรดี Firefox ก็ยังใช้อยู่ใช่ไหม นะครับ ดี ดีต่างกันอย่างไร อะไรดีกว่า ใช้ความรู้สึกตอบก็ได้นะครับ ชอบอะไรครับ ชอบ Chrome นะ บางคนก็ชอบ Chrome นี่โปรแกรมแค่นี้ อันนี้เฉพาะที่อยู่ในเครื่อง PC นะ อยู่ในโน้ตบุ๊กนะ นะครับ แต่ถ้าอยู่ในมือถือเราล่ะครับ ก็จะมีอะไร เอาไว้ดูเน็ตฯ ถ้าอยู่ใน Andriond ก็ใช้อะไรครับ ใช้อะไร ก็มี Chrome อีกนะ Chrome ก็อยู่ในแอป อยู่ในแอป Andriond ก็มี หรือแอป Mobile App ปกติเลยครับ ก็อาจจะมีอะไรนะ Safari นะ ใช่ไหม มีอะไรอีกครับ โปรแกรมที่ชื่อว่า “เบราว์เซอร์” เลยใช่ไหม นะครับ ก็มีอย่างนี้ครับ ก็มีหลากหลาย เห็นไหม แล้วจะทำอย่างไรล่ะ ให้โปรแกรมหลากหลายโปรแกรม ให้ระบบปฏิบัติการ อ้าว ไปไหนแล้ว ให้ระบบปฏิบัติการ ที่ต่างชนิดกันนี่ ทำอย่างไรให้มันคุยกันได้ ก็มีองค์กรที่ออกแบบบนะครับ ออกแบบ OSI ขึ้นมานะครับ ให้มันคุยกันได้นะครับ ให้มันสามารถคุยกันได้ และก็ให้มั่นใจว่าฮาร์ดแวร์ต่างยี่ห้อกันก็สามารถใช้ร่วมกันได้ ฮาร์ดแวร์ต่างยี่ห้อกัน เช่นอะไรครับ เครื่อง เครื่องที่อยู่ข้างหน้าเรา เป็น PC ยี่ห้ออะไร HP ใช่ไหม เครื่องที่อยู่แล็บ (Lab) ข้างบนที่รุ่นพี่เราเรียน รุ่นพี่หรือรุ่นน้อง รุ่นพี่เราเรียนอยู่ อันนั้นเป็นอะไร เป็นเครื่อง MAC เป็น IOS ใช่ไหม เออนี่ทำไมมันถึงจะคุยกันได้ ก็ต้องใช้มาตรฐานนี้ร่วมกันนะครับ มันถึงจะคุยกันได้นะ กำหนดกระบวนการขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร ให้ทุกคนปฏิบัติเป็นแบบเดียวกันนะครับ แล้วก็ลดปัญหาการผูกขาดสินค้า ไม่ใช่ว่า เครื่อง HP จะดูอินเทอร์เน็ตได้เฉพาะ HP ไม่ใช่นะครับ คือทุกยี่ห้อ ทุกชนิด ถึงจะต่างชนิดกัน ก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้นะครับ โดย ISO นะครับ องค์กรนี้ครับ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานนี้นะครับ มาตรฐานนี้ เขาเรียกว่า OSI นะครับ OSI นะ อะ มาดู OSI Model นะครับ ครับ OSI Model ก็จะมีการกำหนดหน้าที่การทำงานต่าง ๆ ของแต่ละชั้นของการสื่อสารนะครับ ก็เป็นชั้น ๆ ครับ นักศึกษาครับ นะครับ ซึ่งมีไว้ทั้งหมด 7 ชั้น ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Layer 7 Layer อย่างนั้นผมจะขอทับศัพท์ไปเลยนะ ว่า มีอยู่ทั้งหมด 7 Layer นะครับ ทั้งหมด 7 Layer ครับ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง นักศึกษาจะต้อง เขาเรียกอะไรดี เรียนวิชานี้ต้องจำน่ะนะ ต้องจำหน่อยว่ามันมี Layer อะไรบ้าง ประกอบไปด้วย 7 Layer อะ มีอะไรบ้าง ไม่แน่ใจว่า พี่ล่ามจะแปลอย่างไรนะ นะครับ มี Application Layer มี Presentation Layer, Session Layer, Transport Layer, Network, Data Link แล้วก็ Physical Layer ซึ่งทั้ง 7 Layer ก็จะมีหน้าที่เป็นของตัวเอง เห็นไหม กว่าเราจะดูอินเทอร์เน็ตได้ กว่าเราจะเล่นเฟซบุ๊กได้ กว่าเราจะค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ได้ มีมาตรฐานกำหนด การติดต่อสื่อสารทั้งหมด 7 ชั้นนะ 7 ชั้น 7 Layer อะอีกที มีอะไรบ้างนะ มี Application, Presentation, Session, Transport, Network, Data Link และ Physical นะครับ และ Physical เรามาดูข้อมูลคร่าว ๆ ของแต่ละ Layer กัน ซึ่งในรายละเอียดนี่ มันจะอยู่อีกบทหนึ่งเลยครับ เป็นอีกบทหนึ่งไปเลยนะครับ ในวันนี้เรามาดูข้อมูลคร่าว ๆ กัน ก็จะมี Layer ที่เป็น Application, Presentation, Session ตัวนี้ครับ ก็จะเป็นกลุ่ม เขาเรียกว่ากลุ่ม Application Set นะครับ เป็นกลุ่มที่อยู่ข้างบน แล้วก็จะมีกลุ่มด้านล่าง Physical, Data, Network,Transport ตัวนี้เขาเรียกว่า เป็นกรุ๊ปของตัว Transport Set นะครับ เป็นกลุ่มของ Transport นะครับนะ อะมาดูแต่ละตัวนะครับ Layer แรกเลยที่เราจะต้องรู้จักครับ เขาเรียกว่า Application Layer นะครับ หน้าที่ Layer นี้นะ ชั้นนี้ครับ คือ ชั้นที่ส่วนใหญ่แล้วนะครับ ขึ้นอยู่กับ Application ที่ใช้งาน ส่วนมากจะทำหน้าที่ให้กำเนิดข้อมูล ให้กำเนิด Data ให้กำเนิดข้อมูลนะครับ แล้วใส่ลงไปใน Message ในข่าวนะครับ ใน Data นี้ แล้วก็แปะไปด้วยความเป็นเจ้าของนะครับ เขาเรียกว่า “Identifier” นะครับ ให้รู้ว่าเป็นข้อมูลชุดไหนนะครับ แล้วก็ทำงานอยู่ลงไปด้วยแล้วส่งต่อไปยัง Layer ถัดไป Layer นี้จะเป็น Layer ที่อยู่ใกล้ชิดกับคน ก็คือ เป็น Application เหมือนเป็น Layer ที่ทำหน้าที่ในการให้กำเนิดข้อมูลนะ นะครับ Layer นี้ครับ จะอยู่ใกล้กับผู้ใช้มาก ๆ ใกล้กับพวกเรานะครับ ก็จะเป็น Application ต่าง ๆ นะ โปรแกรมต่าง ๆ ถ้าเทียบให้เห็นแบบง่าย ๆ นะ นะครับ พอได้ข้อมูลชุดนั้น แล้วก็ใส่ลงไปใน Message แล้ว แต่ด้วย เขาเรียกว่า Identifier ของทาง Session นะครับ ก็จะมีเหมือนกับเราใส่ข้อมูล แล้วก็ตั้งชื่อตั้งนามสกุลให้เขาน่ะครับ แล้วก็ส่งมาที่ Layer ถัดมา เขาเรียกว่า Presentation Layer นะครับ อันนี้เป็น Layer ที่ ที่ 2 นะครับ เป็น Layer ที่ 2 นะครับ Presentation Layer ทำอะไร ก็รับข้อมูลนะครับ เขาเรียกว่า Message นี่นะครับ รับ Message จาก Application นะครับ แล้วก็ทำการจัดรูปแบบนะ จัดรูปแบบของ Message นะครับ เช่น อาจจะเข้ารหัส รู้จักการเข้ารหัสไหมครับ บท เอ่อ ไม่ใช่บทครับ ครั้งที่แล้ว เราก็พูดถึงเรื่องของการเข้ารหัสใช่ไหม คือข้อมูลที่มาจากต้นทางนี่ มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนะครับ อาจจะเปลี่ยนเป็นภาษาที่ไม่รู้เรื่องเลยใช่ไหม เขาเรียกว่าเข้ารหัสนะครับ เพื่อความปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลนะครับ อาจจะมีการบีบอัดข้อมูล เขาบีบอัดทำไมครับ เขาบีบอัดข้อมูลทำไมครับ นักศึกษา เขาบีบอัดทำไม ทำไมต้องบีบข้อมูล การบีบอัดข้อมูล คือ ทำให้ข้อมูลมันมีขนาดเล็กลง ใช่ไหม เล็กลง พอเล็กลงแล้วปุ๊บนี่ เวลาส่งข้อมูลนี่ มันก็จะเป็นอย่างไรครับ ก็จะเร็วขึ้นนะ นะครับ การบีบอัดข้อมูล การเข้ารหัสพวกนี้ครับ จะอยู่ใน Layer ที่ชื่อว่า Presentation Layer Layer ที่ 2 นะครับนะฮะ การแปลงรูปแบบ วันที่ หรือทำข้อมูลบางอย่างให้เป็นมาตรฐาน พวกนี้ครับ คือการแปลงข้อมูลต่าง ๆ นะครับ ก็จะอยู่ใน Layer ที่ชื่อว่า Presentation Layer Layer ที่ 2 ครับ นะครับ Layer ที่ 3 เขาเรียกว่า Session Layer Layer ที่ 3 ครับ Session Layer ครับ ก็คือ เมื่อต้องการติดต่อสื่อสารกับใครนะครับ Layer นี้จะทำหน้าที่ สร้าง Session นะครับ สร้าง Session นะครับ ซึ่งก็เป็นศัพท์เฉพาะนะ เขาเรียกสร้าง Session นะ สำหรับการติต่อสื่อสารขึ้นมานะครับ Layer นี้ ก็เลยชื่อว่า Session Layer นะครับ Session จะเกิดเมื่อต้นทางร้องขอและปลายทางตอบรับนะครับ หากปลายทางไม่รับหรือไม่ว่าง Session ก็จะไม่เกิด ทำให้การติดต่อสื่อสารทำไม่ได้ นั่นแปลว่า Layer นี้นะครับ เขาจะสร้าง... เหมือนกับอะไรดี กำหนดเป้าหมายครับ ว่าข้อมูลที่ได้นี่จะส่งไปที่ไหนนะครับ เขาเรียกว่า Session นะครับ ก็เอาไว้ติดต่อสื่อสารขึ้นมานะครับ อย่างนั้น Session จะเกิดไม่เกิดนะครับ ก็ต่อเมื่อต้นทางต้องร้องขอ แล้วก็ปลายทางตอบรับ แสดงว่ามันจะต้องมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างต้นทางกับปลายทางเรียบร้อยแล้วนะครับ Layer นี้ก็จะทำงานในเรื่องของสร้าง Session ให้นะครับ นั่นแปลว่า Layer นี้ก็จะทำหน้าที่เหมือนทราบเลยว่า อ๋อ ข้อมูลชุดนี้ครับ จะถูกส่งไปยังปลายทางนี้นะ นะครับ Layer ที่ 3 ก็มันทำงานประมาณนี้นะครับ ทำงานประมาณนี้ ก็จะมี แต่ละ Layer ก็จะมีอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ทำหน้าที่ของใครของเราอยู่นะครับ ทำหน้าที่ของใครของเรา ทีนี้ ผมไป Layer ที่ 4 นะครับ Layer ที่ 4 ครับ ชื่อว่า “Transport Layer” Transport แปลว่าอะไรครับ นักศึกษา Transport แปลว่าอะไร Transport แปลว่าอะไร แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการขนส่งนะ แปลว่าการขนส่งนะ แปลว่าการขนส่งนะ Layer นี้ทำหน้าที่อะไรนะครับ ทำหน้าที่ว่า รับประกันว่าข้อมูลที่จะส่งไปนี่ ทั้งหมดเลยนี่นะครับ จะต้องถูกส่งออกไปได้อย่างแน่นอน จะไม่มี Message ไหนสูญหาย ระหว่างทางนะครับ แล้วก็จะไม่มี Error ก็คือ ไม่มีความผิดพลาดนะครับ ต้นทาง ปลายทางของ Transport นี่จะสื่อสารกันถึงลำดับของข่าวสารว่าครบหรือยัง ข้อมูลครบหรือยังนะครับ ถ้ายังไม่ครบ ก็ส่งข่าวมาหาต้นทาง เดี๋ยวต้นทางจะส่งไปนะครับ Layer นี้ ก็จะทำหน้าที่ในการรับประกันเลย ว่าข้อมูลที่ถูกดัดแปลง ถูกบีบอัดจาก Layer ก่อนหน้านี้นะครับ แล้วก็ Message ทุก Message ที่ว่านี่ หลาย ๆ Message นี่จะต้องถูกส่งไปให้ครบให้ได้นะครับ นี่คือหน้าที่ของ Transport Layer นะครับ Layer ถัดมานะครับ Layer ถัดมา เขาเรียกว่า Layer Network Layer นะครับ Network Layer นะครับ Layer นี้ก็จะรับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลนะครับ เกี่ยวกับกิจกรรมการส่งข้อมูลในระบบ แล้วก็เลือกเส้นทาง การเลือกเส้นทางนี่ ภาษาอังกฤษเป็นศัพท์เฉพาะเขาเรียกว่า “Routing” นะครับ ก็จะสัมพันธ์กับอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่เราน่าจะรู้จักมันอยู่ เขาเรียกว่า Rout… อะไร Router นะ Router นะครับ Network Layer ก็จะเลือกเส้นทางการส่งข่าวสาร คอยตรวจสอบ Message ที่เข้ามาหาต้นทางปลายทางนะครับ เพื่อดูว่าจะส่งจากไหนไปไหนนะครับ Layer นี้ก็จะทำหน้าที่ในการหาเส้นทางที่ดี ที่เหมาะสม ส่งข้อมูลข่าวสารไปนะครับ จาก Node หนึ่งไปอีก Node หนึ่ง จาก Node หนึ่งไปอีก Node หนึ่ง ไปจนถึงปลายทางนะครับ ซึ่งข้อมูลข่าวสารอาจจะไม่ได้ส่งไปเส้นทางเดียวกันก็ได้นะครับ มีหลายเส้นทาง Layer นี้ก็จะทำหน้าที่ในการตัดสินใจนะครับ ส่งข้อมูลข่าวสาร แล้วก็เลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้นะครับ เพื่อให้ข้อมูลนี่ถูกส่งไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือ อาจจะเร็วขึ้น อาจจะอะไร ก็ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ใน Layer นี้ จะทำหน้าที่นี้นะครับ Layer ที่เท่าไรแล้วนี่ 5 แล้วนะ มีเท่าไรนะ มี 7 นะ นะครับ มี 7 นะครับ อะ Layer ต่อมานะครับ Layer ต่อมานะครับ คือ Layer ที่เป็น เขาเรียกว่า Data Link Layer นะครับ Data Link Layer นะครับ Layer นี้ จะทำหน้าที่อะไร Layer นี้จะทำหน้าที่ในการ เตรียม Message ที่ถูกส่งมาจาก Network เมื่อกี้นะครับ สำหรับส่งออกไปทางกายภาพนี่ ก็จะตรวจสอบความผิดพลาด ในระดับ เขาเรียกว่า Low-Level ก็คือ ระดับต่ำนะครับ แล้วก็เติมข้อมูลปิดหัวท้ายให้นะครับ อันนี้ก็จะเป็น Layer ที่เป็นระดับต่ำลงแล้วนะครับ เขาเรียกว่า Data Link Layer นะครับ และ Layer สุดท้าย Layer ที่ 7 ก็คือ Physical Layer นะครับ Physical Layer นะครับ ก็จะรับผิดชอบในการส่งข้อมูลนะครับ ทางกายภาพ เช่น ส่ง สัญญานไฟฟ้าไปตามสายต่าง ๆ นะครับ Layer นี้ก็จะกำหนดว่าข้อมูลนี่จะมีรูปร่างอย่างไร ในสื่อนะครับ เช่น ส่งแบบสัญญาณไฟฟ้า ส่งไปตามสาย ส่งไปตามคลื่นในอากาศ อย่างนี้ครับ Layer นี้ ก็จะทำหน้าที่นี้ครับ เขาเรียกว่า Physical Layer นะครับ นะ พวกเราเคยรู้เรื่องคำศัพท์เหล่านี้มาก่อนไหมครับ เคยผ่านหูผ่านตาไหม เคยมีใครเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ฟังไหม ยังนะ นะครับ ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่นะครับ สำหรับนักศึกษาห้องนี้นะครับ อย่างนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องใหม่อย่างที่ว่า แล้วก็น่าจะต้องมีการอะไรนะ ศึกษาเพิ่มเติมนะครับ ว่าแต่ละ Layer ในเชิงรายละเอียดนี่นะครับ ศึกษามาล่วงหน้าเลยนะ ก่อนที่จะถึงบทนี้ บทที่จะลงรายละเอียดให้นะครับ เพราะว่าเมื่อในสไลด์ที่พูดหรือผมอธิบายไปแล้วนี่ อาจจะทำให้เราไม่ทันนะ อาจจะไม่ทันนะครับ อย่างนั้นเราต้องศึกษาเพิ่มเติมนะ ในเรื่องของตัว OSI นะครับ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7 Layer อย่างที่ว่านะครับ ทั้งหมด 7 Layer นะครับ อะ ทีนี้ ดูสไลด์นี้นะครับ เวลามันส่งข่าวสารน่ะครับ มันจะทำอย่างนี้ครับ อันนี้ผู้ส่งใช่ไหม ฝั่งทางด้านซ้าย ซ้ายของเรานี่นะครับ ที่เป็น Center นี่นะครับ ก็จะมี Layer การทำงานเห็นไหมครับ ข้อมูลนะครับ มันก็จะถูกกำหนดตั้งแต่ Application Layer ส่งให้อะไรครับ ส่งให้ Presentation Presentation ก็ทำหน้าที่ของเขา แล้วก็ส่งให้ Session Session ก็ทำหน้าที่ของเขา ส่งให้ Transport ส่งให้ Network ส่งให้ Data Link ส่งให้ Physical เห็นไหม โอ้โฮ กว่าจะส่งข้อมูลได้นะนี่นะครับ ต้องมีรูปแบบนะ มาตรฐานในการส่งแบบนี้ แล้วก็ถูกส่งไปยัง เขาเรียกว่า Transport Control นะ ไปตามสื่อใช่ไหมครับ ไปตามคลื่น ไปตาม… เป็นสัญญาณไฟฟ้า ไปตามสายไฟ นู่นนี่นั่น เมื่อถึงปลายทาง ๆ ปลายทางก็ ข้อมูลก็จะเริ่มจาก Layer ที่เป็น Physical ก็จะส่งให้ Datalink ส่งให้ Network ส่งให้ Transport Session Presentation แล้วก็ไปถึง Application ผู้ส่งถึงจะได้รับข้อมูล ที่ครบถ้วน ทันเวลา มีประสิทธิภาพ อะไรก็ว่ากันไปนะครับ ซึ่งมาตรฐานของ Model แบบนี้ครับ ผู้ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งข้อมูลนะครับ จะต้องนำมาตรฐานนี้ ไปประกอบการผลิตอุปกรณ์หรือเอาไปประกอบการเขียนโปรแกรมนะครับ เพื่อให้ทุกยี่ห้อทุกชนิดที่เป็นอุปกรณ์การสื่อสารนี่ สามารถที่จะคุยกันได้รู้เรื่องนะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะคุยกันไม่รู้เรื่องนะ นะครับ อันนี้ก็คือมาตรฐานที่เขาเรียกว่า OSI Model นะครับ สังเกตว่า นักศึกษาดูตรงนี้ด้วย ข้อมูลนะครับ ข้อมูลจากตั้งแต่ Layer ที่เป็น Application นะครับ ก็จะมีข้อมูลอยู่นิดเดียวเห็นไหม พอถูกส่งจาก Application มา Presentation ข้อมูลเริ่มมีหัว มีหาง ขนาดโตขึ้น ๆ โตขึ้น ๆ ใช่ไหมครับ เหมือนกับถูกอะไรครับ ถูก เอ่อ... เขาเรียกว่า Encapsulation เหมือนกับถูกครอบไว้ เติมหัวใส่ เติมหางใส่ มา Layer ถัดมา ก็ขนาดข้อมูลใหญ่ขึ้น ๆ นะครับ ซึ่งข้อมูลน่ะคือสีขาวนะ นักศึกษาครับ ข้อมูลคือสีขาวนะครับ แต่เมื่อจะถูกส่งนี่ แต่ละเลเยอร์ก็ทำงานของมัน มันก็เลยมีการเติมนะครับ เติมส่วนที่ไม่ใช่ข้อมูลเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นหัวเป็นหาง เป็นนู้นเป็นนี่นะ กว่าจะมาถึงเรานี่ ข้อมูลนะครับ เช่นเดียวกัน เมื่อไปถึงปลายทางข้อมูลจริง ๆ น่ะ คือ สีขาวใช่ไหมครับ แต่มีหัวมีหางมีอะไรเต็มไปหมดเลย ก็จะถูก ถอดออก ๆ ๆ ผ่านแต่ละ Layer ที่มัน สุดท้ายเหลือแค่ข้อมูลที่เป็นสีขาวจริง ๆ อย่างนี้ครับ ฉะนั้นการส่งข่าวสารนี่ ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่มีความ มีขั้นตอนนะครับ ที่มีความซับซ้อนอยู่นะครับ หลายขั้นตอนใช่ไหมครับ นะ โอ.เค. นะครับ ทีนี้เราเอา Network ไป ใช้งานอย่างไรบ้างนะ อย่างไรบ้างนะ Network ตัวแรก ก็คือ เขาใช้คำว่า "PAN" P-A-N นะ ๆ ย่อมาจาก Personal Area Network นะครับ PAN คืออะไรนะครับ ก็เป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบพกพา เช่น โทรศัพท์อะไรอย่างนี้ครับ เข้าด้วยกันนะครับ โดยมีขอบเขตของเครือข่ายเพียงระยะสั้น ๆ แล้วก็มีลักษณะเป็นเครือข่ายไร้สาย เป็น Wireless นะ นะครับ เช่น มือถือกับมือถืออย่างนี้ครับ เชื่อมกัน 2 เครื่องนะครับ Personal ที่แปลว่าบุคคลใช่ไหมครับ ก็ใช้เครือข่ายเพียงระยะสั้น ๆ นะครับ แล้วก็มีลักษณะเป็นเครือข่ายไร้สายนะครับ เล็ก ๆ นะครับ 2 เครื่องคุยกันนะครับ อันนี้เขาเรียกว่า PAN นะครับ เรียกว่า PAN ตัวต่อมาคือ LAN LAN LAN นี่เรารู้แล้วนะ นะครับ เมื่อสไลด์ก่อนหน้านั้นนะครับ ก็พูดถึงนะครับ ก็ย่อมาจาก Local Area Network นะครับ ก็จะถูกนำมาใช้ใน บริเวณที่จำกัดแล้วก็ ความเร็วสูงนะครับ ปกติก็จะไม่ต่ำกว่าประมาณ 10 ล้านบิตต่อวินาทีนะ นะครับ สถานนีงานทั้งหมด ก็จะเป็นเขาเรียกว่า “Desktop” นะ หรือว่า Workstation บางตำราก็เรียก Cliant ใช่ไหม Cliant Server อย่างนี้ครับ นะครับ ก็ Server ก็คือ เครื่องแม่ข่าย Cliant ก็คือ เครื่องลูกข่ายนะ เครื่องแม่ข่ายเครื่องลูกข่ายนะครับ นะครับ Server ก็คือเครื่องที่ให้บริการนั่นเองนะครับนะ เครื่องให้บริการนะครับ เช่น ๆ เพื่อให้มองเห็นภาพ เช่น เราเข้าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร URL ก็คืออะไรครับ www.snru.ac.th อย่างนี้ใช่ไหมครับ เครื่องนี้ ๆ เข้าเว็บไซต์ ส่วนเครื่องที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์นะครับ อยู่ไหน อยู่ไหนครับ อยู่เครื่องแม่ข่ายหรือเครื่องที่คอยให้บริการ ก็คืออยู่ที่อาคารศูนย์คอมพิวเตอร์นะครับ ข้อมูลอยู่เครื่องนู้นนะนะครับ ก็คือเครื่อง Server หรือเครื่องแม่ข่าย ส่วนเครื่องที่เราดูอินเทอร์เน็ตอยู่นี่ เขาเรียกว่า Cliant นะครับ ก็คือเครื่องลูกข่ายนะครับ ก็จะประมาณนี้ครับ ให้มองเห็นภาพนะ ให้มองเห็นภาพนะครับ มาดูต่อไป เอา Network ไปใช้งานอะไรอีก MAN WAN อันนี้เราพูดถึงแล้วนะ MAN WAN ครับนะ อะ ทวนอีกครั้ง ถ้าเป็น MAN ก็เป็นเครื่อง เป็นเครือข่ายความเร็วสูงอีกแบบหนึ่ง ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า LAN ใช่ไหมครับ ประมาณ 200 เมตร อะไรอย่างนี้นะครับ การใช้งานก็ยังไม่ค่อยมากนัก โดยทั่วไปจะจาก LAN ก็มา WAN เลย ส่วนใหญ่นะ นะครับ อืม นะครับ ทีนี้ถ้าเป็น WAN นี่ ก็คือ โอ้โฮ พื้นที่ไม่จำกัด ระยะทางไม่จำกัดใช่ไหม นะครับ อาจทั้งประเทศ หรือทั่วโลกนะ หรืออยู่บนอาคารเดียวกันนั่นล่ะ ก็ได้นะครับ ก็ถือว่าเป็นเครือข่ายที่มีความสลับซับซ้อนนะครับ เป็นเครือข่ายที่มีความสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่ก็มักจะเอาไว้เช่าบริการนะครับ เอาไว้เช่าบริการนะครับ มีอะไรบ้างเมื่อกี้ PAN, LAN, WAN, MAN ใช่ไหม แล้วก็ยัง มี CAN นะ CAN เต็ม ๆ ก็คือ Control Area Network นะครับ Control แปลว่าอะไรครับ Control ควบคุมนะ ควบคุมนะครับ ตรงนี้ก็นำมาใช้กับโรงงาน โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ นะครับ พวกเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้งานเฉพาะทางนะครับ เชื่อมต่อกับมอเตอร์บ้าง เชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์บ้างนะครับ เชื่อมต่อกับไมโครคอนโทรลเลอร์ต่าง ๆ นะครับ สามารถรับส่งข้อมูลตอบสนองการทำงานได้อย่างรวดเร็วนะครับ อุปกรณ์พวกนี้ก็จะอยู่ในโรงงานนะครับ เอาไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ควบคุมนะ ใช้กับงานเฉพาะทางอะไรอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นเขาเรียกว่า “CAN” นะ “CAN” นะครับ ตัวต่อมานะครับ เขาเรียกว่า “Enterprise Network” นะครับ Enterprise Network นะครับ ก็เป็นเครือข่ายสำเร็จรูปเลยนะครับ ในองค์กรใด ๆ นี่นะครับ สร้างขึ้นมาเพื่อให้คน หรือเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานนี่นะครับ ใช้บน LAN ระบบหนึ่งติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้บนระบบ LAN และระบบ WAN อื่นก็ได้ เป็นแบบสำเร็จรูป เบ็ดเสร็จอยู่ในองค์กรเดียวกันนะครับ ตัวนี้ เขาเรียกว่า Enterprise นะ มี บริษัทที่รับออกแบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ระบบเครือข่ายให้กับองค์กรที่เป็นแบบสำเร็จรูปแบบนี้เยอะแยะเต็มไปหมดเลยในโลกนี้ ซึ่งคนที่รับออกแบบพวกนี้นะครับ ก็คือ Field ที่เราเรียนอยู่นี่ล่ะครับ นะครับนะ ก็ ก็ประกอบอาชีพเหล่านี้ขึ้นมานะครับ ให้กับบริษัทได้เอาไปใช้ เขาเรียกว่า Enterprise นะครับ ครบวงจรอยู่ในนี้นะครับ The Internet The Internet นะครับ ก็เป็นเครือข่ายของเครือข่ายหรือมีเครือข่ายจำนวนมากทำการเชื่อมต่อเข้าหากัน มี Node นับล้านเครื่อง ที่เราใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ใช่ไหม ที่เราใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ตอนนี้ครับ โห มีอยู่เป็นล้าน ๆ เครื่องครับในโลกนี้ นะครับ ใช้ด้วยกัน ใช้พร้อมกันนะครับ ส่วนอีกคำหนึ่งคือ Intranets Intranets นะครับ มันก็คือ Internet นั่นล่ะนะครับ แต่เป็นอินเทอร์เน็ตที่ใช้เฉพาะในกลุ่ม ในองค์กรนั้น ๆ นอกองค์กรใช้ไม่ได้นะครับ นอกองค์กรใช้ไม่ได้นะครับ มีทุกอย่างที่ Internet มี แต่ใช้ในเฉพาะองค์กรเท่านั้นนะครับ คำนี้เขาเรียกว่า Intranets Intranets นะครับ มหาวิทยาลัยก็มีนะครับ เช่น เช่นอะไรดี ระบบการเงินใช่ไหม ระบบการเงิน นักศึกษาเข้าไปดูได้ไหม ไม่ได้นะ นะครับ ไม่ได้เลย เพราะว่าก็จะเป็นระบบใช้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เขาดูแลในมหาวิทยาลัยเท่านั้นนะครับนะ หน้าตาเหมือนการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยปกติ แต่ก็ เป็นอินเทอร์เน็ตเฉพาะ เฉพาะองค์กรนะครับ ระบบอะไรอีกนะ ระบบส่งเกรด เออ ระบบส่งเกรดของอาจารย์อย่างนี้ครับ แล้วก็จะเป็นระบบที่ใช้เฉพาะอาจารย์ในมหาวิทยาลัยใน SNRU เท่านั้นนะครับ อาจารย์ที่อื่นก็ใช้ไม่ได้ นักศึกษาก็ใช้ไม่ได้ คนอื่นใช้ไม่ได้นะครับ มิหนำซ้ำ อาจจะใช้ได้เฉพาะในมหาวิทยาลัยด้วยนะ หมายถึงว่า เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นหรืออุปกรณ์ชุดนั้นน่ะ จะต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย มีหมายเลข IP ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ออกไปนอกมหาวิทยาลัยก็ใช้ไม่ได้นะครับ ก็อาจจะมีข้อจำกัดพวกนี้ เขาเรียกว่า Intranet นะครับ Intranet นะครับ ครับ เรามาสรุปเนื้อหานะครับ เนื้อหาที่เราเรียนมาวันนี้นะครับ การติดต่อสื่อสารจะติดต่อถึงกันได้ จะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้างนะครับ สอบ สอบไปแล้ว ทดสอบย่อยไปแล้วนะครับ ก็จะต้องมีสารใช่ไหม มีสาร มีผู้ส่ง ภาษาอังกฤษเขาเรียก Center ใช่ไหม มีผู้รับนะครับ มีผู้รับ แล้วก็ต้องมีสื่อ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Media นะครับ สื่อที่เอาไว้ในการติดต่อสื่อสารกันนะครับ เป็นตัวกลางนะครับ เป็นตัวกลางนะครับ ต่อมา เมื่อกี้เราเรียนไปก็คือ OSI นะครับ OSI Model นะครับ ก็เป็นมาตรฐานควบคุมการผลิตนะครับ แนวทางปฏิบัติในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งมีทั้งหมดกี่ Layer 7 Layer นะ มีทั้งหมด 7 Layer แต่ละ Layer ก็จะทำงานประสานกับ Layer เดียวกันของอีกฟากหนึ่งนะครับ มันก็จะทำงานคู่กันนะครับ เช่น Layer ที่ทำหน้าที่ในการถอดรหัส ฝั่งผู้ส่ง ฝั่งผู้รับ Layer นี้ก็ทำหน้าที่ในการ โทษที Layer หนึ่ง ผู้ส่งนี่ทำหน้าที่ในการเข้ารหัส อีก Layer หนึ่งก็ต้องทำหน้าที่ในการถอดรหัสอย่างนี้ครับ นะครับ ก็จะทำงานประสานกันนะครับ เครือข่ายหลัก ๆ มีอยู่ 3 ชนิดคือ LAN, MAN, WAN นะครับ LAN, MAN, WAN ก็ตามความเข้าใจนะว่า ชนิดแต่ละชนิดมันเป็นอย่างไรนะครับ ณ เวลานี้ มีใครจะถามอะไรก่อนไหม มีคำถามไหมครับ ถ้าไม่มี เดี๋ยวจะให้พี่ที่เป็นล่าม ให้พี่ที่เป็นล่ามได้พักนิดหนึ่งนะครับ เดี๋ยวเรามาคุยกันต่ออีกสักนิดหน่อยนะครับ เรื่องของการบ้าน เรื่องของงานนะ ที่เราจะทำกิจกรรมร่วมกันในครั้งหน้าด้วยนะครับ สัก 10 นาทีครับ โอ.เค. ครับ โอ.เค. ไหมครับ พี่ล่ามพร้อมไหม พี่ล่ามพร้อมนะครับ งานที่จะให้ทำส่งหลังจากนี้นะ ไปจนถึง 4 โมงครึ่ง ๆ นะครับ ให้นักศึกษา ไปที่ ไปที่ไหนนะ ไปที่ปุ่มเครื่องของตนเองนะ เครื่องของตนเองนะครับ ไปที่เมนู เมนูที่เป็น Tool ที่เป็น Type here to search ก็ได้นะครับ เจอไหมครับ เจอไหม ทำตามผมเลยนะครับ ที่เป็นรูปแว่นขยาย เอ๊ะ เวอร์ชันเดียวกันไหม เครื่องข้างหน้ากับเครื่องข้าง... นะครับ แล้วพิมพ์คำว่า C-m-d Cmd ครับ Cmd นะครับ Cmd เจอไหม อะ พิมพ์เสร็จแล้วนะ แล้วทีนี้จริง ๆ มันจะขึ้น พอพิมพ์ Cmd เสร็จปุ๊บนะครับ มันก็จะขึ้นหน้าจอ ตัวเลือกเมนูนะครับ ที่ชื่อว่า Command Prompt Command Prompt เจอไหมครับ ชื่อว่า Command Prompt นี่นะครับ หรือพิมพ์ Cmd แล้วนะครับ นักศึกษา กด Enter นะ กด Enter ครับ กด Enter ปุ๊บนะ จะปรากฏ ๆ หน้าจอสีดำ ๆ นี้ ถูกต้องไหม ทุกคนปรากฎหน้าจอสีดำนะ นะครับ แล้วก็จะมีข้อความ ตัวหนังสือสีขาวนะครับ บอกว่า Microsoft Windows เวอร์ชันนู่นนี่นั่นอะไรอย่างนี้ครับ แล้วก็ ก็จะมี Prompt เป็นสัญลักษณ์กระพริบ ๆ อยู่ถูกต้องไหม ทุกคนเห็นตรงกันนะ จากนั้นนะครับ ให้นักศึกษา พิมพ์คำสั่ง คำสั่งนี้ครับ ipconfig เจอไหมครับ พิมพ์ ipconfig นะครับ พิมพ์เลย ipconfig นะครับ ipconfig โอ.เค. โอ.เค. นะครับ ทีนี้กด Enter กด Enter อะไรครับ เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นเยอะแยะเลยใช่ไหม ทีนี้ให้นักศึกษาไปดู ไปดู ๆ ไปดูตรงนี้ครับ เนื้อหาของ Text ที่จะเป็น ที่ให้เราช่วยวิเคราะห์หน่อยว่า คำสั่ง ipconfig ที่เราสั่งมานี่ แล้วมันปรากฏข้อความบรรทัดอยู่ 1, 2, 3, 4, 5 เหมือนที่อยู่ในหน้าจอของผมครับ บอกว่า มันบอกว่า Internet Adapter Internet 3 colon เจอไหม เจอไหม แล้วก็มี Connection Specific Dns softfig ถูกต้องไหม แล้วก็บอกว่า Link Local IPV 6 address IPV 4 address Subnet Mask Default Gateway อะไรอย่างนี้นะ ๆ เห็นไหม ๆ การบ้าน คือ ให้พวกเราไปศึกษาว่า 1, 2, 3, 4 5 บรรทัดนี้มันคืออะไร สังเกตนะ ของแต่ละคนนี่ จะมีคำตอบที่อะไรนะ ต่างกันบ้างอยู่ใช่ไหม ยกตัวอย่างเช่น IPV 4 Address ของเครื่องที่ 2 นี่นะครับ บอกว่า 10.13.21.237 ของเครื่องที่ 1 เท่าไรครับ 10.13.201.245 ใช่ไหม ๆ แล้วตัวเลขอะไรที่มันเหมือนกัน ตัวเลขอะไรที่มันต่างกัน แล้ว IPV 6 ก็จะต่างกัน IPV 4 ก็จะต่างกัน Subnet mask อาจจะเหมือนกัน อะไรอย่างนี้ครับ ผมอยากรู้ว่า 5 บรรทัดนี้คืออะไร รบกวนพวกเราแล้วล่ะนะครับ ต้องไปศึกษาว่ามันคืออะไร แล้วคำสั่งที่ผมให้พิมพ์น่ะครับ ipconfig คือคำสั่งอะไร ใช้ดูอะไร แล้วก็ 5 บรรทัดนี้คืออะไร รบกวนเขียนส่งนะ เขียนส่ง มันคืออะไร ไอ้จุด 4 จุด 5 จุด มันหมายถึงอะไร อะไรอย่างนี้ครับ เครื่องหมายโคลอน (:) แบ่งอะไรอย่างนี้ครับ นะครับ พูดง่าย ๆ นะ ให้พวกเรารู้จักคำสั่งนี้ แล้วเอาไว้ทำอะไร แล้วเอาไว้ดูอะไรนะครับ อาจจะเขียน น่าจะไม่เกิน 2 แผ่นหน้ากระดาษนะครับ อันนี้เป็นการบ้านวันนี้ทำส่ง แบบเขียนนะครับ ๆ รวบรวมส่งเหมือนเดิมเลย กับพี่ปอย พี่อุ๋ย เหมือนเดิมนะครับ ส่วน ส่วนงานทีนี้ งานที่เป็นโปรเจกต์ มินิโปรเจกต์เรานะ งานย่อย ๆ ซึ่ง ผมจะขอให้พวกเราได้ทำงานเป็นทีมนะ ไม่เอางานเดี่ยวนะครับ งานเป็นทีม ทีมนี้จะเป็นทีมไม่เกิน 3 คน แต่ก็จะมีบางทีมเป็นคู่ ผมก็เลยอยากจะหารือ ทีมก่อนนะว่า ว่าทีมที่ผมจัดให้นี่เหมาะสมไหม รบกวนพี่ปอยแล้วก็พี่อุ๋ยให้ดูช่วยผมด้วยนะครับ งานทีมที่ว่าคือ งานทีมนี้ครับ ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 3 คน ทำรายงาน 1. นะ ทำรายงาน 2. เตรียมนำเสนอ มันต้องมันแน่ ๆ เลยน่ะ มันต้องสนุกแน่ ๆ มานำเสนอด้วยนะ การนำเสนอนี่ เนื่องจากว่าเรามีเพื่อนของเราที่เป็น Buddy นะครับ คนหนึ่งก็ต้องนำเสนอด้วยวาจา อีกคนหนึ่งในทีมนะ ก็ต้องมีตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการแปลนะ นำเสนอด้วยภาษามือให้เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งได้เข้าใจนะครับ แล้วก็พี่ล่ามคนสวยของเราในวันที่นำเสนอ ก็อาจจะไม่ได้ ไม่ได้ อาจจะช่วยแปลอีกทีหนึ่งก็ได้นะครับ อาจจะช่วยแปลอีกทีหนึ่งนะครับ ทีนี้กลุ่มที่ว่านี่ให้ไปทำอะไรบ้างนะครับ อยาก จะให้นักศึกษาไปทำรายงานเรื่อง อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ นะครับ ซึ่งมันจะเป็นเนื้อหาในบทที่ 2 ซึ่งเกิดจากพวกเราไปค้นคว้าหามา แล้วก็เอามานำเสนอกันนะครับ เอามาแลกเปลี่ยนกันนะ ซึ่งอุปกรณ์จริง ๆ ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีอยู่เต็มไปหมดเลย เยอะมาก ที่อยู่ในห้องนี้ก็เยอะนะ สาย LAN ก็ใช่นะ ไอ้ที่อยู่ในกล่อง ที่อยู่ข้าง ๆ นี้ก็เป็น ไอ้ที่แขวนอยู่บนเพดานนี่ก็ใช่นะครับ แต่ผมก็ได้เลือกเอาเฉพาะอุปกรณ์ที่เราควรจะรู้จักเขานะครับ สำคัญ ๆ อยู่ 8 เครื่อง 8 ตัวนะครับ ซึ่งกลุ่ม ที่ว่านั้น มีอยู่ทั้งหมด 8 กลุ่มแบบนี้ พี่อุ๋ยกับพี่ปอยดูรหัสให้หน่อยนะครับ ว่า โอ.เค. ไหมนะครับ กลุ่มที่ 1 ให้นำเสนอ เรื่องของการ์ดเครือข่าย ภาษาอังกฤษ คือ Network Interface Card พูดภาษาบ้านเราคือการ์ด LAN นะครับ แต่ ณ วันนี้ไม่รู้ว่า เรารู้จักการ์ด LAN มากน้อยแค่ไหนนะครับ การ์ด LAN นะครับ ซึ่งกลุ่มที่จะมาทำรายงาน เรื่องการ์ด LAN คือ รหัส 01, 10 และ 18 ยกมือสิครับ 01, 10 และ 18 01 ยกมือ ใคร เราใช่ไหม คนนี้หรือเปล่า 01 01 ยกมือ 10 ยกมือ 10 อ้าว 10 ไปไหน ใช่ไหม เต้ เต้ คนไหน คนนี้ 18 อยู่ไหนครับ 18 หา อ๋อไม่มา ไหวไหมแบบนี้น่ะพี่ วรรณณิศาที่ไม่มาใช่ไหมครับ จะไม่ได้คู่ Buddy ครับ อยากจะให้แบบว่า อะไรนะ เปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนบรรยากาศนะครับ เปลี่ยนบรรยากาศคุยกัน ปกติเป็น Buddy กัน รู้สึกเบื่อกันแล้วไหม ทำงานคู่กันมาโดยตลอด ทีนี้เราลองเปลี่ยนคู่ดูนะครับ ก็จะได้เป็นอีก feel หนึ่ง ถ้าอย่างนั้น 01, 10, 18 ก็ทำเรื่องการ์ด การด์เครือข่ายไปนะครับ ฮับ (Hub) ฮับ ๆ ก็คือรหัส 02, 11, 19 ยกมือ 02, 11, 19 19 19 ใครครับ หนูค่ะ 02, 11, 19 นะ โอ.เค. นะ ไหวนะ สวิตซ์ (Switch) ครับสวิตซ์ รหัส 04, 12 แล้วก็ 20 04, 12 และ 20 ยกมือ โอ.เค. ดูจากข้างหน้าแล้วก็ไหวนะ ไหวนะครับ โอ.เค. อยู่กลุ่มเดียวกันนะ โมเด็ม ๆ โมเด็ม (Modem) 05, 13 และ 21 โอ.เค. นะครับ Happy นะ มีความสุขนะครับ Happy นะครับ ต่อมาเราเตอร์ (Router) เราเตอร์ คำศัพท์นี้ ผมเคยพูดเมื่อเร็ว ๆ นี้เองนะครับ 06, 14, 22 โอ.เค. นะ โอ.เค. นะครับ ไหวนะครับ คึสบายแท้อยู่กลุ่มไหน มีเสียง คึสบายแท้นะ สบายจังเลยนะ เอ้า เกตเวย์ (Gateway) 07 กับ 15 ครับ เป็น Buddy กันพอดีเลย โอ้โฮอะไร ดวงสมพงษ์กันขนาดนี้ นะ โอ.เค. ไม่มีปัญหา บริดจ์ (Bridge) 08 กับ 16 ครับ โอ.เค. โอ.เค. นะ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว นะครับ รีตพีตเตอร์ (Repeater) 09 กับ 17 ยกมือ โอ.เค. ไหมครับ พี่อุ๋ย 09 กับ 17 โอ.เค. ไหม โอ.เค. นะ 09 หรือ 17 ตอบ โอ.เค. เมื่อกี้ โอ.เค. นะ โอ.เค. นะ โอ.เค. ก็ได้ โอ.เค. นะครับ อย่างนั้น ทั้ง 8 กลุ่มนี้ครับ จะต้องทำอะไรบ้างครับนะ คือไปศึกษาอุปกรณ์ที่ว่านี่นะครับ ที่แต่ละกลุ่มได้รับมอบหมาย แล้วทำเป็นรายงานนะ ทำเป็นรายงาน ต้องปรินต์ส่งไหมครับ ไม่ครับ ไม่ต้องปรินต์เลย ทำอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องส่งครับ 1. ทำเป็นรายงานโดยใช้เน็ตฯ หรือ Google Doc ก็ได้นะ ได้หมดเลยนะครับ 1 ไฟล์ แล้วก็แปลงจาก Word เป็น PDF อีก 1 ไฟล์ เป็น 2 แล้วนะ นะครับ แล้วก็เตรียมนำเสนอ โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Power Point ก็ได้ หรือสไลด์ใน Google ก็ได้นะครับ อะไรก็ได้ Prezi ก็ได้ ถ้าพวกเราถนัด Flash ได้หมดเลยนะครับ โปรแกรมนำเสนอครับ 1 ไฟล์ แสดงว่าเราจะต้องส่งกี่ไฟล์ต่อกลุ่ม 3 ไฟล์ เข้าใจตรงกันนะ 3 ไฟล์ 3 ไฟล์เสร็จแล้ว บีบ อัด ส่งให้เร็วใน Google Classroom แล้วเดี๋ยวผมจะสร้างงานไว้ใน Classroom ให้นะครับ ให้ตัวแทนกลุ่มส่งครับ ไม่ต้องส่งทุกคน เข้าใจไหม กลุ่มนั้นก็ส่ง 1 คนนะครับ ส่ง 1 คน นะครับ เอ๊าทีนี้ รอชมผลงานเลย เราพร้อมที่จะนำเสนอ วันอังคารหน้าไหมครับ ไม่แน่ใจ การนำเสนอ นำเสนออย่างไร ก็ ให้พวกเรา สมมุติ กลุ่ม Hub มาก็มีเพื่อนที่ปกติจับไมค์นำเสนอ แล้วก็เพื่อนที่พิการ ก็ทำหน้าที่ในการแปล นั่นแปลว่า พวกเราจะต้องเตรียมความพร้อมมาก่อนหน้านี้พอสมควร ถูกต้องไหมครับ นะครับ เล่าเรื่องอุปกรณ์ที่ตัวเองได้รับมอบหมาย ไม่เกิน 5 นาทีครับ เล่ามา อุปกรณ์ชิ้นนี้ มันเป็นอย่างไร มันราคาเท่าไร มีกี่ย่อห้อ สมมุตินะ นะครับ มันทำหน้าที่อะไร ยิ่งเอาอุปกรณ์ตัวจริง เสียงจริงมายิ่งดี ไปเอามาจากไหน อย่าไปซื้อนะ นะครับ เอาตัวจริงมาให้เพื่่อนได้มาดู ยิ่งดีมาก แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ให้อยู่ในไฟล์นำเสนอครับ ก็เป็นภาพ เป็น VDO เป็นอะไรก็ได้ครับ เอามาทำ ทำให้เพื่อนเขาได้เข้าใจการทำงาน ประโยชน์ของอุปกรณ์ชิ้นนั้นนะครับ ความสำคัญของอุปกรณ์ชิ้นนั้นนะครับ สังเกตว่าผมจะไม่มีรายละเอียดให้ว่า อุปกรณ์ชิ้นนั้นจะมีรายละเอียดอะไรบ้าง ผมไม่มีนะครับ ให้พวกเราคิด Create รายละเอียดที่จะนำเสนอได้เลยนะครับ โอ.เค. ไหม มีใครจะถามอะไรไหมครับ เราจะลุยครั้งหน้าเลยไหม พร้อมนำเสนอครั้งหน้าไหม ไม่พร้อม [เสียงหัวเราะ] คงไม่พร้อม อย่างนั้นผมให้เวลา 2 อาทิตย์นะ 2 อาทิตย์ อาทิตย์หน้าก็มาเรียนในลักษณะแบบนี้ก่อน ผมก็จะพูดเนื้อหาในบทที่ 3 ไปก่อน แล้วอาทิตย์ถัดไป เราก็มานำเสนอกันดีไหม ดีนะ นะครับ Happy นะครับ Happy นะ เพราะเห็นหลายคนเป็นหน้า หน้านิ่วคิ้วขมวด เอ๊า พี่ล่ามหายไปไหนแล้ว เสร็จแล้ว เชิญเลย อ๋อ เปลี่ยน พี่ล่าม Happy นะครับ โอ.เค. นะครับ ก็ทวนอีกครั้ง ก็กลุ่มตามนั้น ส่งอะไรบ้างครับ ส่งไฟล์ Microsoft Word ส่งไฟล์ PDF แล้วก็ส่งไฟล์นำเสนอ เข้า Google Classroom เลย คุณไม่ต้องปรินต์ออกมาส่ง มันเปลืองกระดาษ มันเปลืองต้นไม้ โอเคไหม ทั้ง 3 ไฟล์ครับ คุณ ถ้าคุณไม่บีบ คุณก็ส่งทั้ง 3 ไฟล์ปกติก็ได้นะใน Classroom มันสามารถส่งได้หลายไฟล์ ถูกต้องไหม นะครับ ส่งได้เลย แล้วก็มานำเสนอในสัปดาห์ อะ นัดวันเลย วันที่เท่าไรนะครับ เอาวันอังคารนู้น ไกลมากเลยนะ วันอังคารที่ 20 นี่ เราก็ยังเรียนอยู่นะครับ แล้วเรามานำเสนอในวันอังคารที่ 27 นะ วันอังคารที่ 27 นะครับ วันอังคารที่ 27 นี้ ผมขอเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าได้ไหม เพราะว่ามันจะมีอยู่ 8 กลุ่ม จะเอาให้เสร็จเลยนะ คิดว่า เช้า 4 กลุ่ม บ่าย 4 กลุ่มอย่างนี้ครับ จะได้แบบไม่หนักมากนะ ขอเป็นแบบอังคารที่ 27 ทั้งวันนะครับ อ๋อ ห้องนี้จะไม่ว่างตอนเช้าใช่ไหม แล้วข้างบนล่ะ สลับไปข้างบน เพื่อนำเสนอเฉย ๆ เราไม่ได้ใช้เครื่องในแล็บ เราใช้เฉพาะเครื่องข้างหน้า นะ อะไรนะครับ อ๋อ ล่ามออนไลน์ ก็ในวันอังคารที่ 27 ก็ขอ ขอไม่ได้ใช้นะครับ เพราะพวกเราจะเป็นการแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มกันนะ นะครับ ขอใช่พี่อุ๋ยแทนก็ได้ พี่อุ๋ยช่วย นะครับ ในวันที่ 27 นะ นะครับ มีใครจะถามอะไรไหมครับ ถ้าไม่ถาม ผมกลับมาที่งานที่จะส่งวันนี้นะ นะครับ ก็คือ งานชิ้นนี้นะ นะครับ งานชิ้นนี้ ก็คัดลอกลงในกระดาษ เขียนเลยนะครับ แล้วก็คุณจะโยง คุณจะใช้ลูกศรชี้มาที่ตัวเลขนี้ ๆ แล้วก็อธิบายได้เลยนะครับ โอ.เค. งานวันนี้เบา ๆ นะครับ แล้วก็ทำส่งผม เพียงแค่ส่งภายใน 4 โมงครึ่งเท่านั้นเองนะครับ โอ.เค. นะ ถ้าอย่างนั้นก็ ทำงานส่งนะครับ ในช่วงนี้นะครับ พี่ล่าม ก็คงจะไม่ได้รบกวนแล้วนะครับ ขอบคุณมากนะครับ เจอกันวันอังคารหน้าช่วงบ่ายนะครับ (ล่าม) อาจารย์ขอบคุณมากค่ะ สวัสดีค่ะ (อาจารย์) ครับ สวัสดีครับ [สิ้นสุดการถอดความ]