(อาจารย์) ครับ ก็สวัสดีนักศึกษานะครับ พอดี ผมติดภารกิจช่วงเช้าเลยมาจน เกือบบ่ายนะครับ ก็เลยมาช้าหน่อยนะครับ ต้องขออภัยพวกเราด้วยนะครับ ในวันนี้เราจะมาพูด ถึงเรื่องของโปรโตคอล (Protocol) นะ มันเป็นศัพท์ ทับศัพท์นะ โปรโตคอล นะครับ โปรโตคอล ก็คือ เหมือนอะไรดี เหมือนถ้าเป็นคนก็คือ กฎระเบียบ เหมือนกฎ เหมือนระเบียบ เหมือนแนวปฏิบัตินะ ที่จะให้ คนสื่อสารกันได้อย่างนี้นะครับนะ ก็เช่นเดียวกัน โปรโตคอลในระบบเครือข่าย การสื่อสารข้อมูลนะครับ ในเรื่องของการสื่อสารข้อมูลนี่ ก็จะต้องมีมาตรฐานในการที่จะ ส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนะครับ ให้ได้นะ แล้วก็ต้องส่งอย่างมี ประสิทธิภาพด้วยนะครับ ต้องส่งแบบมีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็นที่ยอมรับได้นะครับ เราก็มาดูทีละตัวกันนะครับ ถ้าสไลด์นี้จะบอกว่า What is a Protocal ? นะครับ ก็คือ โปรโตคอลคืออะไร นะ นะครับ นักศึกษาลองดูภาพนี้ก่อนนะ ภาพฝั่งทางด้านซ้ายมือนะครับ ภาพซ้ายมือ ที่เป็นรูปคนนะ นะครับ คนนี่ เวลาสื่อสารกันใช่ไหม ผู้หญิง คนนี้เขากำลังจะบอกว่า "Hi" หา ผู้ชายใช่ไหม ผู้ชาย เมื่อผู้ชายรู้ว่า ผู้หญิง เขาส่งคำพูดมาบอกว่า "สวัสดี" นะ ผู้ชายเมื่อได้ยิน เมื่อรับรู้แล้วนี่ เขาก็สวัสดีกลับเห็นไหม เขาบอกว่า "สวัสดี" ผู้ชายก็บอกว่า "สวัสดี" กลับเช่นเดียวกัน นะครับ แล้วก็จากนั้น ก็เกิดการติดต่อสื่อสาร กันเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงถามว่า "เฮ้ย นี่เวลาเท่าไร" อะไรอย่างนี้ ใช่ไหม ผู้ชายก็ตอบว่า "เอ๊ย 2 ไหม" อะไรอย่างนี้นะครับ นั่นหมายถึง ถ้าผู้หญิงถามอะไรมา ผู้ชาย ก็จะต้องตอบไป ก็เปรียบเสมือน ผู้หญิงขอร้องอยากได้ข้อมูลชุดไหนมาจากผู้ชาย คนนี้ ผู้หญิงคนนี้ เอ๊ย ผู้ชายคนนี้ก็ต้อง เตรียมข้อมูลชุดนั้นให้ผู้หญิงนะครับ เมื่อเทียบกับฝั่งทางด้านขวา ก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์นะ เครื่องนี้กับ อีกเครื่องหนึ่งนะครับ อาจจะเป็นอะไรดี เป็นเครื่องแม่ข่าย อย่างนี้นะครับ ไว้คอยให้บริการนะครับ เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องส่งสัญญาณ ร้องขอมาบอกเครื่องแม่ข่ายว่า "สวัสดี" ประมาณนั้นนะ เหมือนกันเลยนะครับ เครื่องแม่ข่ายก็จะรู้ว่า อ๋อ มีเครื่องเขาร้องขอมา มีเครื่องเขาติดต่อสื่อสารมานะครับ เครื่องแม่ข่ายก็บอกว่า "อ๋อ ฉันพร้อมให้ข้อมูล" ก็ส่งสัญญาณไปบอก นะครับ ส่งสัญญาณไปบอกเครื่องปลายทาง นะครับ จากนั้นเครื่องปลายทางบอกว่า อ๋อ ต้องการ... ข้อมูลชุดนี้นะ ก็คืออาจจะเป็น ชุดที่เราร้องขอไป เช่น www.snru.ac.th อะไรอย่างนี้ี้นะครับ Server มหาวิทยาลัยก็ ส่งสัญญาณให้ ส่งไฟล์ให้นะครับ เหมือนกับเราเข้าเว็บไซต์ใด ๆ ยกตัวอย่างนะ ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการ เข้าเว็บไซต์อะไรก็แล้วแต่นะครับ เราก็ต้องส่งสัญญาณ ให้เขาว่า เอ๊ย เราต้องการเข้าเว็บไซต์นี้ ในทาง... ในทาง เขาเรียกว่าอะไร การสื่อสารของมนุษย์ กับสารสื่อสารที่อยู่ในระบบเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ก็ไม่ต่างกัน นะครับ เห็นไหมครับ มันก็จะมีมาตรฐาน ของมันอยู่นะครับ เมื่อเทียบกับโปรโตคอลในเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ กับพฤติกรรมระหว่างการสื่อสารของมนุษย์ ก็เห็นไหมครับ ก็มี ความคล้ายกันนะครับ ก็มีความคล้ายกันนะ นะครับ ทีนี้มาตรฐานอย่างที่ว่านี่นะครับ ผมก็ได้ เล่าไปโดยคร่าว ๆ ในบทที่ 1 ไปแล้วนะ เท่าที่พวกเราจำได้นะครับ ก็เขาเรียกว่า "OSI Model" นะครับ OSI Model นะครับ ซึ่งคำเต็ม ๆ ก็คือ ตัว Open System Interconnection นะครับ ก็เป็นผู้ที่ถูกกำหนด ก็คือ ISO นะครับ ก็คือองค์กรที่กำหนดมาตรฐานนะครับ องค์กรที่ 1 นะ จริง ๆ มันมีหลายองค์กรใช่ไหมครับ แต่ OSI นี่ ISO เป็นผู้กำหนด นะครับ เขากำหนดขึ้นเพื่ออะไรนะ เขากำหนดขึ้น เพื่อ 1. ในโลกนี้มี เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันเยอะแยะมากมายเลย ใช่ไหมครับ ฉะนั้น เราจะทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันนี่ มีระบบปฏิบัติการต่างกัน มี Application ต่างกัน นะครับ สามารถคุยกันได้นะครับ ก็ ต้องมีระเบียบกลางไว้นะครับ ก็คือตัวโมเดลนี้ นะครับ กำหนดขึ้นมาเพื่อให้มั่นใจ ว่า ฮาร์ดแวร์ที่ต่างยี่ห้อกันนี่ก็สามารถใช้งานร่วมกันได้ เช่น ในแล็บนี้เป็น HP แล็บ... อีกแล็บหนึ่งก็อาจจะเป็นยี่ห้อ อื่น เป็น Dell เป็น อะไรก็ว่ากันไป เป็น Asus ใช่ไหม นะครับ ซึ่งต่างยี่ห้อกันก็ต้องให้มันสามารถ ที่จะใช้ร่วมกันได้นะครับ แล้วก็ กำหนดขึ้นเพื่อกำหนดขั้นตอนในการติดต่อ สื่อสารให้ทุกคนปฏิบัติแบบเดียวกันนะครับ แล้วก็ลดปัญหาการผูกขาด สินค้าด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่า ยี่ห้อ HP ก็ต้องติดต่อสื่อสารกับ HP เท่านั้น จะไม่ใช่นะครับ ก็จะเป็นลักษณะของ ยี่ห้อใด ๆ ก็สามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันได้ เข้าใจกันได้นะครับ อย่างนั้นสินค้าทุกยี่ห้อก็ สามารถที่จะใช้ระบบเครือข่ายร่วมกันได้ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ต่อมานะครับ คำว่า "Open Systems" นะ Open Systems ก็แปลตามตัวนะ Open แปลว่า เปิดนะ นะครับ แล้วก็ System คือระบบน่ะนะครับ ก็หมายถึงอะไรนะครับ หมายความว่าก็ อนุญาตให้ระบบสามารถสื่อสารกันได้ ถึงแม้ว่าจะต่างยี่ห้อกัน จะต่าง ระบบปฏิบัติการ ต่างกันนะครับ แต่ว่าใช้มาตรฐาน ในการสื่อสารนี่ให้เป็นตัวเดียวกันนะครับ ให้เป็นสากลนะครับ โดยไม่ต้องไปแก้ไขอะไร มากมายก็สามารถที่จะไปสื่อสารกันได้เลยนะครับ นะ แบบจำลองนี้ OSI นี่นะครับ เขาบอกว่าไม่ใช่โปรโตคอลนะ แต่เป็นเพียงแบบ แนวคิดนะครับ เป็นเพียงแบบจำลองแนวความคิดว่า เป็นแนวความคิดที่จะสร้างให้ทุกยี่ห้อ ทุกระบบปฏิบัติการ นะครับ สร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับพวกนี้ เกี่ยวกับการทำงานของแต่ละชั้น ของการสื่อสารนี่ครับ ให้ทุกยี่ห้อ ได้เข้าใจตรงกันนะครับ แล้วก็อำนวย ความสะดวกให้กับผู้ออกแบบการสื่อสาร บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นะครับ ทีนี้ยังจำ ได้ไหมครับ OSI Model มีกี่ชั้นนะ มีกี่ชั้นนะครับ มีกี่ชั้นเอ่ย มีกี่ชั้นคิด ๆ ๆ คิดแล้วตอบมา มีกี่ชั้นตอนบทที่ 1 เราคุยกันเรื่องนี้อยู่ มีกี่ Layer กี่ Layer ครับ ตรงนี้ใช่ไหมนะครับ ที่เรา... จริง ๆ เรารู้จักคร่าว ๆ แล้วล่ะ ใช่ไหมครับ ตั้งแต่วันที่ เราคุยกัน ตั้งแต่ครั้งแรกนะครับ ก็ จะมีทั้งหมด 7 Layer นะ 7 Layer โอ๊ย เยอะ รู้สึกว่าจะจำไม่ได้เลยนะนี่ แต่มันก็มี เทคนิคช่วยในการจำใช่ไหม นะครับ ก็จะมี Physical Layer อันที่ 1 นะ อันที่ 2 Data Link Layer อันที่ 3 Layer ที่ 3 คือ Network layer layer ที่ 4 คือ Transport Layer 5. Session Layer 6. Presentation Layer แล้วก็ ท้ายสุด คือ Application Layer เอ๋ ทำอย่างไรพวกเราจะจำได้ ท่องนะ ต้องท่องแล้วล่ะ แล้วก็บัดดี้นะ ที่อยู่ ข้างกัน จะต้องช่วยเพื่อนแล้วล่ะนะครับว่า เราจะต้องทำความเข้าใจ แล้วก็ ให้ความสำคัญนะ เพราะพวกเราเรียนเอกนี้ เรียนเอก IT ก็เลยมีหลักการจำอยู่นะ อืม... เราใช้คำนี้ก็ได้ครับ หลักการจำ ก็คือ "All people seem to need data processing" แปลว่าอะไรครับนี่ All People ทุกคนนะ ทุกคนใช่ไหม ทุกคนนี่ เหมือนจะมีความต้องการ Data Processing นะครับ Data Processing ก็คือ การประมวลผลข้อมูลนะ เพราะว่า ทุกคนนี่ต้องการที่จะประมวลผล ข้อมูลน่ะ มีความต้องการในการประมวลผลข้อมูลนะ ก็เลย ใช้ Wording นี่ล่ะมันจะได้จำง่าย เขาบอกว่า "All people seem" All ก็ Application People ก็ Presentation Seem Session นะอะไรต่อ ทีนี้ Data Prosessing to ก็ transport need Network Data ก็ตรงตัวพอดีนะ Data Data Processing ก็ Physical นะครับ ก็ All people seem to need data processing ก็กลายเป็น Application, Presentation, Session, Transport, Network, Data... Data Link แล้วก็ Physical แบบนี้ก็ จะจำง่ายขึ้น แล้วก็ไม่สับสนนะ เพราะมันจะเรียงลำดับอยู่นะ นะครับ มันจะเรียงลำดับอยู่ นะครับ เดี๋ยวท้ายคาบเรามา Oral Presentation กัน Test... Oral test ก็คืออะไรนะ เรียงลำดับ Layer พวกนี้ ให้เข้าใจตรงกันหน่อยนะครับ นะ ซึ่งก็ถือว่าสำคัญนะ เป็นข้อมูลที่สำคัญที่เรา จะต้องรู้นะครับ ทีนี้เรามา ดูการทำงาน ของเขานะครับ ซึ่งจะแบ่งการทำงาน ออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันนะครับ Model นี้นะครับ ก็จะมีชั้นสื่อสาร ที่สนับสนุนด้านเครือข่ายนะครับ ก็จะมี 3 ชั้นครับ คือ Physical, Data Link แล้วก็ Network นะครับ ประเภทต่อมา ก็คือ ชั้น สื่อสารเคลื่อนย้ายข้อมูลนะครับ ก็จะเป็นชั้นที่ จะทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายข้อมูล ก็คือ ชั้น Transport นะครับ แล้วก็อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ชั้นสื่อสารที่สนับสนุนงานผู้ใช้นะครับ ก็จะอยู่ใกล้ชิดกับผู้ใช้นะ ก็จะมีชั้น Session, Presentation แล้วก็ Application นะครับ ก็จะมี 3 กลุ่มหลัก ๆ นะครับ ทีนี้เราก็มาดู แต่ละ Layer กันว่า มันทำงานอย่างไรนะ นะครับ พยายามมองภาพตาม มองภาพตามนะว่า ทำงานอย่างไรนะครับ มาดูชั้นแรกครับ Physical Layer ชั้นแรกนะครับที่จะนำเสนอ ชั้นนี้เขาทำอะไรนะครับ ชั้นนี้ก็จะทำหน้าที่ในการ ประสานการทำงานในการส่งสัญญาณ ในระดับบิตนะ เขาเรียกกระแสบิต ก็คือ "Bit Stream" นะครับ อันนี้คำศัพท์นะ ก็เป็น สื่อกลางที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดทางกลไกและทางไฟฟ้า ของการ Interface นะ แล้วก็ส่งข้อมูลนะครับ ก็จะทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลใน ระดับบิต บิตก็มีอะไรบ้างนะ มีอะไรบ้าง บิต ก็มี 0 กับ 1 ใช่ไหม 01010011 ตรงนี้นะครับ Layer นี้ ก็จะเคลื่อนย้ายข้อมูลพวกนี้ล่ะครับ จาก Node หนึ่ง ไปยังอีก Node หนึ่งนะครับ จาก Node หนึ่ง ไปยัง Node ถัดไปนะครับ อันนี้ก็คือ Physical Layer นะครับ และ ลักษณะ เขาทำหน้าที่อะไรบ้างนะครับ ตัวที่ 1. ก็คือ ลักษณะทางกายภาพของ Interface และสื่อกลาง ก็จะเป็นการกำหนดคุณสมบัติ ของ Interface ครับ คุณสมบัติของอุปกรณ์นะ ที่เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์นะครับ แล้ว ก็สื่อที่จะนำมาใช้ ในการส่งข้อมูลนะครับ รวมถึงกำหนดชนิด ของสื่อส่งข้อมูลด้วย เช่นว่า จะเป็น สื่อชนิดสายหรือสื่อชนิด ไร้สาย อะไรอย่างนี้นะครับ ชั้นนี้ก็จะเป็นชั้น ที่จะทำหน้าที่ในการกำหนดคุณสมบัติว่า ถ้าสื่อชนิดสาย จะเป็นอย่างไร ถ้าสื่อชนิด... คลื่นจะเป็นอย่างไรนะครับนะ ก็เป็น... Layer นี้ก็จะกำหนดนะครับ แล้วก็การแทนค่าของบิตข้อมูล นะครับ อันนี้เรียกว่า "Representation of Bits" นะครับ ก็เป็นเรื่องของกระแสบิต ก็คือ 0 หรืออะไรครับ 0 หรือ 1 นะครับ 0 หรือ 1 นะครับ ก็ที่ไม่ต้องแปลความหมายใด ๆ อีกแล้ว ทั้งนี้ ในการส่งผ่านข้อมูล ข้อมูลบิตจะต้องถูกแปลง โดยการเข้ารหัสนะครับ มัน ก็จะมีการเข้ารหัสนะครับ ให้มันเป็นสัญญาณ จากอะไรนะครับ 0101 ก็จะถูกแปลงเป็นสัญญาณส่งไป นะครับนะ ซึ่งก็จะมีเทคนิคการ เข้ารหัสในการแปลงข้อมูลให้เป็นสัญญาณนี่ก็ จะบอกว่า จะมีเทคนิคอะไรบ้างนะครับ ซึ่ง Physical Layer ก็จะทำหน้าที่นี้นะครับ ต่อมา นะครับ มีการกำหนด เรื่องของบิตข้อมูลที่สามารถส่งไปได้ จำนวนเท่าไรต่อวินาทีด้วยนะครับ เช่น ถ้าเป็นชนิดสายจะส่งบิต จะต้องกำหนดนะครับว่า มีการส่งข้อมูล ต่อวินาทีนี่ได้กี่บิตนะครับ แล้วก็มีการ Synchronize นะครับ Synchronize คำว่า "Synchronize" ก็คืออะไรนะครับ คือทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับ เพราะ มันจะมี 2 ฝั่งนะ ฝั่งส่งและฝั่งรับนี่จะต้องมีการเข้าจังหวะ นะครับ ให้สอดคล้องกัน ในการรับส่งข้อมูลในระดับบิตนะครับ พูด ง่าย ๆ นะ ฝั่งส่งกับฝั่งรับจะต้องมี ข้อตกลง มีกติกา การส่งข้อมูลในระดับบิตนี่ ให้ตรงกัน ให้เข้าใจให้ตรงกันนะครับ ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าสัญญาณนาฬิกาหรือภาษาอังกฤษก็คือ Clock นั่นเองนะครับ Clock นี่นะครับของ ทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับนี่จะต้องทำงานสอดคล้องกันนะครับ นะครับ ลักษณะแบบนี้เขาเรียกว่าการ Synchronize นะครับ การ Synchronize นะครับ ต่อมา ยังทำหน้าที่ในการ กำหนดการเชื่อมโยงอุปกรณ์ เข้ากับสื่อกลางนะครับ ซึ่งอาจจะเป็นการเชื่อมโยง แบบที่เราเรียนมา จุดต่อจุด ก็คือ... หรือ ก็คือการนำเอาอุปกรณ์มาลิงก์เชื่อมโยงกันผ่านสาย ใช่ไหมครับ ผ่านสายเพื่อรับส่งข้อมูลกัน หรืออาจจะเป็น การเชื่อมโยงแบบหลายจุดที่เรียนมาใช่ไหมครับ ที่ใช้สายเส้นเดียวกันเพื่อ เชื่อมต่อเข้ากับหลาย ๆ อุปกรณ์อย่างนี้ครับ แล้วก็การแชร์กัน รับส่งข้อมูลร่วมกันนะครับ พวกนี้ก็ เป็นหน้าที่ของชั้น Physical Layer นะครับ หน้าที่ต่อมานะครับ รูปแบบการเชื่อมต่อของการสื่อสาร นะครับ ก็ จะต้องถูกกำหนดนะครับ เช่นเดียวกันนะครับ เช่น เราจะเชื่อมต่อแบบ Bus ไหม รู้จักแบบ Bus นะ ที่เราเรียนมาใช่ไหม ที่มันมีเส้นสัญญาณ อยู่ตรงกลางแล้วก็มีเครื่อง อยู่ด้านข้างซ้ายและขวาใช่ไหมครับ อันนี้เขาเรียกว่าการเชื่อมต่อแบบ Bus นะครับ หรือ... หรือจะต่อแบบไหน แบบดาว ก็คือแบบ Star ใช่ไหมครับ โดยก็จะมีอุปกรณ์ตัวหนึ่งอยู่ตรงกลางใช่ไหม แล้วก็มีหลาย ๆ ตัวอยู่ล้อม ๆ ล้อมรอบ แล้วก็ เชื่อมต่อด้วยสายอย่างนี้เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็จะถูกกำหนดเช่นเดียวกันในชั้นนี้ นะครับ แล้วก็ทิศทางในการ ส่งผ่านข้อมูล ในชั้นนี้ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่า จะกำหนดเป็นทิศทางแบบไหน เป็นแบบซิมเพล็กซ์ ฮาล์ฟดูเพล็กซ์ หรือฟูลดูเพล็กซ์ ที่เราเรียนมา ตอนบทที่ 1 ใช่ไหม ถ้าเป็นแบบซิมเพล็กซ์ก็คือ อะไรครับ การสื่อสาร ทางเดียวใช่ไหม คือ ผู้ส่ง ฝั่งส่งก็ทำหน้าที่ ในการส่ง ฝั่งรับก็ทำหน้าที่ในการรับไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเป็นฮาล์ฟดูเพล็กซ์ ก็คือ ณ ขณะ หนึ่งฝั่งส่งก็ส่งไป อีกช่วงเวลาหนึ่ง ฝั่งส่งก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นฝั่งรับ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ หรือในเวลาเดียวกัน เป็นแบบฟูลดูเพล็กซ์เลย ก็คือ ทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับมีการ สื่อสารโต้ตอบกัน ในห้วงเวลาเดียวกันได้นะครับ ก็ทิศทางในการส่งผ่านข้อมูลก็จะต้องถูกกำหนดในชั้น Physical Layer เช่นเดียวกันนะครับ อันนี้คือหน้าที่ของ ชั้น Physical Layer โดยภาพรวมนะครับ ผมขอย้อนขึ้นไปข้างบนนิดหนึ่งว่า นะครับ ภาระหน้าที่ของชั้นนี้คือ เคลื่อนย้ายข้อมูล ในระดับบิต ก็คือ 01100011 อะไรอย่างนี้นะครับ จาก Node หนึ่งไปยัง Node ถัดไปนะ อันนี้หน้าที่โดยสรุปนะครับ ต่อมา Layer ถัดไปนะครับ เรียกว่า Data Link Layer นะ Data Link Layer นะครับ เมื่อกี้เรามีคำศัพท์ตัวหนึ่งเรียกว่า Node ใช่ไหม เป็นโหนด ๆ นะ ทีนี้ชั้นนี้นี่ เราจะเรียกหน่วยข้อมูลว่า "Frame" นะครับ Frame นะครับ ตัวนี้นะครับ อ่านว่า เฟรม เลยนะครับนะ ก็ ๆ แต่ละ Layer ก็จะมีหน่วยของข้อมูล ที่เรียกแตกต่างกันออกไปนะครับ แตกต่างกันออกไป ซึ่งชั้นนี้ก็จะมี หน้าที่ในการส่งมอบข้อมูลในลักษณะของ Hop-to-Hop หรือ Node-to-Node เหมือนกันเลยนะครับ เพียงแค่เรียกหน่วย ใหม่ว่าเป็น Frame เมื่อกี้ชั้น Physical เรียกเป็นบิตใช่ไหมครับ ใน ระดับบิต ก็คือ 0110 ทีนี้พอมาชั้น Data Link ปึ๊บ นะครับ หน่วยข้อมูลจะถูกเปลี่ยน นะครับ เรียกว่า Frame นะครับ ก็ Frame ทำอะไรนะครับ ก็จะรับหน้าที่ว่าจะจัดส่ง Frame นี่ ไปยังเครือข่ายได้อย่างไรนะครับ ไปยังเครือข่ายได้อย่างไร โดยแต่ละ Frame จะต้อง ถูกส่งไป โดยปราศจากข้อผิดพลาด ห้ามผิดนะ แต่ละ Frame นะครับ อันนี้คือการทำงานของ Data Link Layer หน้าที่ ของเขา คือ เคลื่อนย้าย Frame จาก Node หนึ่ง ไปยัง Node ถัดไปนะครับ ถ้า Physical คืออะไรนะ ส่งข้อมูลในระดับบิต จาก Node หนึ่งไปยัง Node ถัดไปเช่นเดียวกันนะครับ ถ้า Data Link หน่วยของข้อมูลเขาจะ เรียกว่า Frame ก็เคลื่อนย้าย Frame จาก Node หนึ่งไปยัง Node ถัดไป นะครับ อ้าว แล้วมันทำอะไรอีกใน Data Link มาดูกันนะครับ หนึ่งเลย พอมันมาถึง ในระดับชั้นนี้นี่ เขาก็จะจัดหน่วยข้อมูล จากระดับบิตนี่ใช่ไหม หรือระดับใดก็แล้วแต่ พอมาถึงชั้นนี้ปุ๊บนี่ เขาจะแบ่งข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของ Frame นะครับ นะครับ ซึ่งจะแบ่งส่วนของข้อมูลที่ได้รับจากชั้น Network มาอยู่ในรูปแบบของ Frame นั่นเองนะครับ พอเป็น Frame เสร็จปุ๊บนะครับ ก็จะมีคำศัพท์หนึ่งเรียกว่า "Physical Address" นะครับ เกิดขึ้นนะครับ เนื่องจากว่า Frame นี่ก็จะ ถูกส่งข้อมูลนะครับ ไปบนเครือข่าย ใช่ไหม ถูกส่งไปยังเครือข่ายนะ ก็ จำเป็นที่จะต้องรู้ว่า Frame นี้ ส่งมาจากที่ใด แล้วจะส่งไปที่ไหนนะครับ แต่ละ Frame นี่ครับ ถูกส่งมาจากไหน จะส่งไปที่ไหนนะครับ ดังนั้นชั้นนี้ก็จะมี การกำหนดชุดข้อมูลชุดหนึ่ง ขึ้นมานะครับ ที่เรียกว่า "Header" Header แปลว่าอะไรนะ Head Head แปลว่าอะไรนะ หัวนะ ๆ ก็จะมีชุดข้อมูลชุดหนึ่งขึ้นมา นะครับ เรียกว่า Header นะครับ ไปพร้อมกับ Frame ด้วยนะครับ เพื่อ ระบุตำแหน่งที่อยู่ของผู้ส่งครับ ว่าเขาจะส่งไปที่ไหน เหมือนอะไรดี เหมือนเรา ส่งอีเมลใช่ไหม เราต้องมีข้อมูล ชุดหนึ่งทำหน้าที่ในการบอกว่า จะต้องส่ง เมลไปที่ใครใช่ไหมครับ เหมือนการส่งจดหมาย เราก็จะต้องมีข้อมูล จ่าหน้าซองใช่ไหมครับ ว่าจะต้องส่งไปที่ไหน ให้มันถูกต้องนะครับ ก็เช่นเดียวกันในชั้นนี้ ก็ Frame นี่ก็จะมีชุดข้อมูลชุดหนึ่งเรียกว่า Header นะครับ เพื่อที่จะเก็บที่อยู่ ของผู้ส่งนะครับ แล้วก็ตำแหน่งของผู้รับด้วย นะ ถ้าเป็นจดหมายก็คือ จ่าหน้าซองนั่นเอง จะได้รู้ว่า ใคร จะส่งไปที่ไหน แล้วก็ผู้ที่ส่งนี่คือใครนะครับ ตรงนี้ ใน Frame ก็จะมี Header ผนวกเข้าไปนะครับนะ ทีนี้ทำอะไรต่อ นะครับ ใน Data Link นะครับ ก็จะมีหน้าที่ใน การควบคุมการไหลของข้อมูลด้วย นะครับนะ ควบคุมการไหลของข้อมูล ภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่า "Flow Control" นะครับ มันทำอะไรนะครับ บางทีใน การส่งข้อมูลแต่ละ Frame นี่ครับ อาจจะมีการส่งข้อมูล ไม่สัมพันธ์กันระหว่างฝั่งรับ กับฝั่งส่งนะครับ เช่น คือข้อมูลชุดหนึ่งนะครับ มันก็จะถูกตัด ๆ ๆ ตัดเป็นก้อน ๆ แต่ละก้อนนี่เขาก็เรียกว่า Frame Frame Frame อย่างนี้ครับ แล้วแต่ละ Frame ก็จะมี Header ประกบอยู่นะครับ บอกว่า Frame นี้จะส่งไปที่คนนี้นะ นะครับ อะไรอย่างนี้ครับ แล้วแต่ละ Frame ก็ถูกส่งออกไป ซึ่งฝั่งส่งก็ได้ส่งข้อมูลไปอย่างต่อเนื่อง ก็ส่งไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ฝั่งรับ ก็อาจรับข้อมูลไม่ทัน ก็อาจจะเป็นได้ นะครับ ดังนั้นก็จะต้องมีการ ควบคุมการไหลของข้อมูลนี่ให้สัมพันธ์กัน นะครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ ฝ่ายรับข้อมูลนี่รับข้อมูลจนมากเกินไป นะครับ ในชั้นนี้ก็จะมีการควบคุมการไหล ของข้อมูลให้นะครับ ฉะนั้นฝั่งรับกับฝั่งส่ง ก็จะต้องมีการทำงาน สัมพันธ์กันนะครับนะ นะครับ แล้วก็นอกจากจะควบคุมการไหลของข้อมูลแล้วนะครับ ยังต้องควบคุมข้อผิดพลาดด้วย นะครับ ควบคุมข้อผิดพลาดของการส่งข้อมูลด้วยนะครับ ก็ใน Layer นี้นะครับ จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ว่า ข้อมูลที่ส่งไปยังปลายทางนี่ มันจะต้อง ถูกส่งไปจนครบนะ นะครับ เนื่องจากข้อมูลมันอาจจะเป็น ชุด ๆ หนึ่งใช่ไหมครับ แล้วถูกซอยย่อยให้เป็น Frame แล้วนี่ มันก็จะมีหลาย Frame หลายก้อน เพราะฉะนั้ันแต่ละ Frame นี่พอเราส่ง ไปยัง ๆ ผู้รับแล้วนี่นะครับ ก็จะต้องถูกส่งไปจนครบเช่นเดียวกันนะครับ นั่นแปลว่าจะต้องควบคุมข้อผิดพลาดด้วยนะครับนะ ทีนี้การส่ง ข้อมูลเพื่อเช็กว่า ผิดพลาด ไม่ผิดพลาดนี่ครับ ก็จะมีชุดข้อมูลชุดหนึ่งขึ้นมา ก่อนหน้านั้น มี Header ใช่ไหมครับ มี Header ถ้ากรณีที่การควบคุมข้อผิดพลาดนี่ ก็จะมีชุดข้อมูลที่เรียกว่า "เทรลเลอร์" แปลว่าอะไรครับ เทรลเลอร์ แปลว่าอะไรนะ แปลว่าหางนะ เขาเรียกว่า ส่วนหางของข้อมูลนะครับ เพื่อให้ ฝ่ายรับนี่สามารถนำไปใช้ เพี่อตรวจสอบว่า เอ๊ย Frame นี้ได้รับมาหรือยัง ก็จะเช็กดูที่หางว่า ซ้ำ ไม่ซ้ำนะครับ อย่างนั้น แปลว่า 1 Frame นี่ก็จะมีชุดข้อมูลที่เรียกว่า "Header" แล้วก็มีชุดข้อมูลที่เรียกว่า "เทรลเลอร์" ด้วยนะครับ ก็จะเป็นชุด เพื่อให้เป็นการส่งข้อมูลในระดับ Frame นี่ ไม่ผิดพลาด สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพนะครับ ต่อมา นอกจากจะควบคุมการไหลแล้ว นอกจากจะควบคุมข้อผิดพลาดแล้ว ก็มีการ ควบคุมการเข้าถึงด้วยนะครับ เมื่อมี อุปกรณ์มากกว่า 2 อุปกรณ์ขึ้นไปเชื่อมต่อ ภายในเครือข่ายนี้นะครับ อีกทั้งยังใช้สายใช่ไหม สายเส้นเดียวกันนี่นะครับ ก็จะมีระเบียบบอกว่าในชั้นนี้นี่ จะต้องตัดสินให้อุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งทำหน้าที่ ในการให้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้วย ไม่อย่างนั้นนี่ ก็จะวุ่นวายกัน ไปหมดนะครับ กรณีนี้ อย่างนั้นระดับชั้นนี้ก็จะทำหน้าที่ ในการควบคุมการเข้าถึงด้วยนะครับ อืม นะครับ สรุปชั้นนี้ ผมกลับไปที่สไลด์หน้าแรกก่อนนะครับ หน้าที่ของเขาก็คือจะทำหน้าที่ในการ เคลื่อนย้ายชุดข้อมูลที่เรียกว่า Frame จาก Node หนึ่งไปยังอีก Node หนึ่ง ซึ่งใน Frame 1 Frame นี่ ก็จะมี Header ทำหน้าที่ในการระบุว่า ผู้ส่งคือใคร จะส่งไปที่ไหนนะครับ นอกจากนี้ยังควบคุมหลายอย่างนะ มีควบคุมอะไรบ้าง ควบคุม การ... ไหลของข้อมูล ให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ควบคุม การไหลเสร็จ ต้องควบคุมชุดข้อมูลต่าง ๆ ห้ามตกหล่น จะต้องอะไรครับ สมบูรณ์นะครับ รับประกันว่ามันต้องสมบูรณ์นะครับ โดยมีเทรลเลอร์ประกอบ ไปอยู่กับ Frame ด้วยนะครับ ก็จะมี Header มีตัว Frame เอง แล้วก็มีเทรลเลอร์ด้วยนะครับนะ แล้วก็นอกจากนี้ กรณีที่อุปกรณ์มันมี มากกว่า 2 ชุด ใน Layer นี้ ก็จะทำหน้าที่นะครับ กำหนดให้อุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเป็น อุปกรณ์ที่จะทำหน้าที่ในการควบคุม ให้แต่ละอุปกรณ์มันทำงานอย่างไรนะครับ เรา ผ่านมากี่ Layer แล้วครับ 2 แล้วนะ 2 แล้วนะครับ อะ ต่อไป Layer ที่ 3 ครับ ที่เราจะต้องรู้จักเรียกว่า "Network Layer" นะครับ Network Layer นะครับ Data Link นี่ ชุดของข้อมูลเรียกว่าอะไรนะ ชุดข้อมูลเรียกว่า Frame ใช่ไหม ต่อมา Layer นี้ครับ เราจะเปลี่ยนชุดข้อมูลที่เรียกว่า Frame เป็น Packet นะครับ เขาเรียกว่า "Packet" ครับ Packet ครับ ก็ ใน Layer ที่ชื่อว่า Network Layer ก็จะ รับผิดชอบนะครับ ทำหน้าที่ในการส่ง Packet จากต้นทางไปยังปลายทาง นะครับ ผ่านเครือข่ายที่มีความ หลากหลายและแตกต่างกันนะครับ ซึ่ง Packet นี่ ก็จะถูกส่งไปยังปลายทางนะครับ แล้วก็ ในระหว่างทางก็อาจจะมีเครือข่ายย่อยนะ ลิงก์เต็ม มาเลย อย่างนั้นแต่ละ Packet ก็อาจจะเดินทาง ไปยังปลายทางนี่คนละเส้นทางกันนะครับ เหมือนอะไรดี จะบอกเปรียบเทียบอย่างไรดีครับ เหมือนเราจะส่งข้อมูลไปอุดรธานีอย่างนี้ ครับ Packetหนึ่งก็อาจจะ ถูกพาขึ้นรถไป ผ่านอำเภอพังโคน สว่างฯ อะไรอย่างนี้นะ ไปถึงอุดรฯ อีก Packet หนึ่งก็พอไปถึงพังโคนแล้ว เขาอาจจะ เลี้ยวขวาอ้อม อ้อม ๆ อ้อมหน่อยนะครับ แต่ก็ถึงอุดรฯ เหมือนกันนะ แต่อ้อมหน่อยคนละเส้นทาง อีกเส้นทางหนึ่งอาจจะขึ้นอำเภอภูพาน ไปขอนแก่น แล้วก็อ้อมมาอุดรฯ ซึ่ง มันสามารถเป็นอย่างนั้นได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อมูลชุดเดียวกันนะครับ แต่เขาจะถูกแบ่งใช่ไหมครับ ถูกแบ่งออกมา ใน Layer นี้เขาเรียกว่า Packet ครับ เรียกว่า Packet นะครับ ซึ่ง สังเกตว่า Packet นี่ก็จะ ถูกส่งไปยังปลายทาง แล้วก็มีเครือข่ายที่ มีความหลากหลายนะครับ รวมถึงการส่งข้อมูล ที่มีความแตกต่างกัน ต่างชนิดกันด้วย นะครับ ซึ่ง Data Link นี่ หน่วยข้อมูลของเขาเรียกว่า Frame ที่เราเพิ่ง เรียนรู้ไปเมื่อกี้นะครับ ซึ่งจัดส่งไปยัง Node ปลายทาง ภายในลิงก์เดียวกันเท่านั้น แต่ถ้าลิงก์ ที่มันมีชนิดต่างกันนะครับ Layer Network ก็จะเป็นคนทำหน้าที่ให้นะครับ นะ นะครับ อย่างนั้นโดยสรุปหน้าที่ของชั้นนี้นะครับ ก็คือใช้คำนี้ครับ การส่ง มอบ Packet จากโฮสต์ต้นทางไปยังโฮสต์ปลายทาง เปลี่ยนจาก Frame มาเป็น Packet นะครับ มาดูรายละเอียด ของ Layer นี้กันนะครับ นักศึกษาจะต้องรู้จักคำศัพท์คำนี้นะครับ ว่า "Logical Address" นะครับ Logical Address นะ Logical Address นะครับ ต่างจาก Physical Address อย่างไรนะครับ ในชั้น Data Link นี่มันจะมี Physical Adress ใช่ไหม นะครับ ส่วน Logical Address คืออะไรนะครับ มาดู ถ้า Physical Address นี่ มันคือตำแหน่งที่อยู่ของ Node บนเครือข่าย Node ในเครือข่ายก็จะมีตำแหน่ง ก็เหมือนมีอะไรดี บ้านเลขที่นี่ครับ ไม่ใช่ ๆ เลขที่ของ... จะเรียกว่าอย่างไรดี เลขที่บัตรประจำตัวประชาชนนะ พูดง่าย ๆ เกิดมาปุ๊บ มีหมายเลขนี้เลย เช่นเดียวกัน อุปกรณ์นี่ครับ อุปกรณ์ใด ๆ ที่เป็น Node นี่ครับ พอ ถูกผลิตขึ้นมาปุ๊บ มันก็จะมีรหัสของมันนะครับ ตรงนี้ เขาเรียกว่า "Physical Address" นะครับ ไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงค่าได้ ตัวเลขนี้มีแล้วมีเลยนะครับ อันนี้เขาเรียก Physical Address นะครับ แต่ Logical Address นี่ ก็จะใช้งานอยู่ในชั้นสื่อสารที่สูงขึ้นไปอีก นะครับ โดยนำมาใช้ระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ เหมือนกันเลยนะครับ แต่ Logical Address นี่ ไม่ได้ยึดติดกับอุปกรณ์นะครับ เช่น คำศัพท์ที่ เรียกว่า "Protocal IP" นะครับ หรือ "IP Address" หมายถึงอะไรครับ หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งนี่ อันนี้เขาเรียกว่า Node หนึ่งนะครับ จะมี Physical Address มาจากโรงงานเลย มีหมายเลข ตายตัวเปลียนแปลงไม่ได้นะครับ แต่ Logical Address แต่ละห้วงเวลาเปลี่ยนแปลงได้นะครับ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยึดติดนะครับ กับอุปกรณ์เลย นั่นแปลว่า ถ้าเทียบกับมนุษย์เรา Physical Address ก็คือ เลขที่บัตรนะ เลขที่บัตร เกิดมาปุ๊บ มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ชุดนี้ใช่ไหม จนตาย นะครับ จนตาย เหมือนอุปกรณ์ ก็คือ ถูก ผลิตขึ้นมาปุ๊บ ก็จะมีหมายเลขนี้นะครับอยู่เลย อันนี้เขาเรียกว่า "Physical Address" ทีนี้ Logical Address เปรียบ เหมือนอะไร เปรียบเหมือนบ้านเลขที่แล้วกัน นะครับ ที่บางครั้งเรา อาจจะย้ายบ้านเลขที่ไปเรื่อย ๆ นะ ไปเรื่อย ๆ นะครับ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้ยึดติดกับตัวคนนะครับ อันนี้เทียบ เล่าให้ฟัง เพื่อให้มองเห็นภาพ นะครับ เทียบกันนะครับ ก็ตัว Logical Address นะครับ หรือ IP Address นั่นเองนะครับ ทีนี้ ชั้นนี้มันทำอะไรอยู่นะครับ มันก็จะเลือก เส้นทางครับ ที่ดีและเหมาะสมที่สุด ในการส่งชุดข้อมูลที่เรียกว่าPacketนี่ครับ ไปยังปลายทางนะครับนะ อย่างนั้น เมื่อเครื่อข่ายได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่นะ เช่น เครือข่าย Internet อะไรอย่างนี้นะครับ เส้นทางเป็นอย่างไรครับ มันก็จะเป็นโยงใยเหมือน... ใยแมงมุมเต็มไปหมด เป็น Node Node Node เชื่อมต่อกัน นะครับ เป็น Network นะ เป็นเครือข่ายนะครับ นี่ อย่างนั้นการส่งข้อมูลต้นทางไปยังปลายทางก็ นี่ล่ะครับ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเลือกเส้นทางการส่งข้อมูล ที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมที่สุดนะครับ โดย การส่งข้อมูลจะอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "Logical Address" นะครับ เป็นตัว ชี้ตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ต้นทางและปลายทางนะครับ ดังนั้นจึงจำเป็น ต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า "Router" ใครนะ กลุ่มไหนนะ นำเสนอ Router วันนั้น อาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มไหนนำเสนอ Router นะ กลุ่มไหนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Router ครับ อ้าว หายไปไหนแล้ว มีกลุ่มนำเสนอ Router นะ ใช่ไหมนะครับ มีกลุ่ม ๆ นำเสนอ Router อยู่นะ ซึ่ง Router นี่ ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ใน Layer นี้ครับ นะครับ ใช้สำหรับการกำหนดเส้นทาง เลือกเส้นทางที่ดีที่สุดในการที่จะส่งข้อมูลออกไป นะครับ นะ เนื่องจากว่าในเครือข่ายนี่ มันจะมีการ เชื่อมโยง เยอะแยะไปหมดเลย เต็มไปหมดนะครับ ข้อมูลที่ถูกส่งไปยังปลายทางก็เลย อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางเดียวกันเสมอไป นะครับ แล้วก็ ข้อมูลที่ถูกส่งไปก่อนนี่ อาจจะไปถึงปลายทางช้าก็ได้ เพราะว่า มันอาจจะมีการเดินทางของข้อมูล ผ่าน Node แต่ละ Node ที่มีความแตกต่างกันนะครับ เมื่อ Packet ได้เดินทางมาถึงปลายทางนี่ ปลายทางก็จะต้องมีกระบวนการ มีการจัดลำดับ ข้อมูลใหม่ นะครับ ตามลำดับข้อมูลนะครับ นั่นแปลว่า มันถูกส่งเป็น Packet Packet เป็นส่วน ๆ แล้วนี่ พอส่งไป แต่ละชุดนี่นะครับ มันก็จะส่งไปตาม เส้นทางที่ต่างกัน พอไปถึงปลายทางปุ๊บนะครับ ก็จะต้องมีการจัดลำดับข้อมูลใหม่ ให้ เรียงลำดับกันเหมือนเดิมนะครับ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็คือลักษณะของการ ทำงานใน Layer นี้นะครับ สรุปนิดหนึ่ง Layer นี้ ชุด ข้อมูลนะครับที่เลือกนะครับ เขาเรียกว่า "Packet" ซึ่งจะทำหน้าที่ในการส่ง Packet จากโฮสต์ต้นทางไปยังโฮสต์ ปลายทาง โดยใช้ สิ่งที่ เรียกว่า "Logical Address" เป็นตัวกำหนด แล้วก็หาเส้นทางที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมที่สุดในการส่งข้อมูลแต่ละครั้งนะครับ Layer ถัดมา อันนี้ Layer ที่เท่าไรแล้วนี่ Layer ที่ 4 นะ Layer ที่ 4 นะครับ ที่เราจะต้องรู้จักนะครับ Layer นี้นะครับ เรียกว่า "Transport Layer" Transport แปลว่าอะไรนะครับ Transport แปลว่า การขนส่งใช่ไหม การขนส่งนะ ชั้นนี้ก็จะ ทำหน้าที่ในการส่งข้อมูลในลักษณะ Process-to-Process นะครับ Process ก็คือ โปรแกรมประยุกต์ใด ๆ นะครับ ที่ Run อยู่บนเครื่องนะครับ เขาเรียกว่า "Process" นะครับ หมายถึงโปรแกรมประยุกต์ โปรแกรมประยุกต์ ใด ๆ นะครับ อย่างนั้นภาระหน้าที่ของ ชั้น Transport ก็คือ จะส่งมอบข่าวสารจาก Process ต้นทาง ไปยัง Process ปลายทางนะครับนะ จะส่ง Data นะ จาก Process หนึ่งไปยัง Process หนึ่ง เขา เรียกว่า "Process-to-Process" นะครับ Process-to-Process นะครับ ทีนี้ทำอะไรบ้าง เมื่อกี้ Layer ที่เป็น Network Layer นี่ เขาจะใช้ Logical Address ใช่ไหมนะครับ ทีนี้ พอมาชั้น Transport นี่นะครับ ก็จะมีคำศัพท์ หนึ่งเขาเรียกว่า Port "Port Addres" นะครับ ก็คือ ตำแหน่งที่อยู่ของพอร์ตนะครับ รู้จักพอร์ตไหมครับ รู้จักพอร์ตไหม เออ พอร์ตนะ โดยปกติแล้วนี่ เครื่องคอมก็จะ Run โปรแกรมได้หลายโปรแกรมใช่ไหม นะครับ ในห้วงเวลาเดียวกันนี่ครับ มันก็จะสามารถ Run โปรแกรมเยอะ ๆ พร้อมกันได้นะครับ นี่ล่ะครับ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องมีพอร์ตต่าง ๆ ไว้คอยให้บริการในการสื่อสารนะครับ โดยชั้นนี้นี่ ก็จะมี Header ที่ถือเป็น Address ชนิดหนึ่งเรียกว่า "Service-Point Address" หรือ "Port Address" นั่นเองนะครับ เพื่อให้ชั้น Network สามารถส่ง Packet ชั้น Network เมื่อกี้น่ะครับ ก็จะส่ง Packet ต่าง ๆ ไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางได้อย่างถูกต้อง และก็ชั้น Transport ก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน เช่นเดียวกันนะครับ ก็จะมีตัว Port Address เพิ่มเข้ามานะครับนะ ทีนี้ มัน ทำงานอะไรบ้างนะครับ ต่อนะครับ หน้าที่ของชั้นนี้ก็จะ แบ่งและรวมนะครับ ก็จะมีหน้าที่ 2 ตัว แบ่งและรวมนะครับ ชั้นนี้ เมื่อ Transport นี่ครับ ได้รับ ข่าวสารจากชั้นสื่อสารที่เป็น Session ก็คือ ชั้นที่ผมกำลังจะเอ่ยถึงนี่นะครับ ก็จะมีการนำข่าวสารนี้ แบ่งออกเป็นเซกเมนต์ย่อย ๆ เขาเรียกว่า "เซกเมนต์" ในชั้นนี้นะ เป็นเซกเมนต์ย่อย ๆ โดยแต่ละเซกเมนต์ ก็จะมีลำดับ เรียงลำดับให้ 1, 2, 3, 4, 5 เรียงไปนะครับ บรรจุด้วย นะครับ จากนั้นเลขลำดับดังกล่าวก็ จะทำให้ Process ฝั่งรับนี่สามารถนำเอามารวม กลับมาเหมือนเดิมได้นะครับ แล้วก็ส่งข้อมูลกลับไป ยังชั้น Network ต่อไปอย่างนี้ครับ พอไปถึงชั้น Network ชั้น Network ก็จะ มีชุดข้อมูลตัวนี้ แล้วก็เรียกว่า Packet ใช่ไหมนะครับ เรียกว่า Packet นี่นะครับ ขึ้นไป บรรจุนะครับ ไปยังชั้นถัดไปได้นะครับ อย่างนั้นชั้น Transport ก็จะมีการแบ่งเซกเมนต์ แบ่ง ๆ ๆ เป็นชุด ๆ ๆ เรียกว่าเซกเมนต์ แล้วก็มีอะไรครับ มีการ... มีตัวเลขที่ทำหน้าที่ในการเรียงลำดับไว้ นะครับ แล้วก็ Sequence Number นี่นะครับ บรรจุเข้าไปด้วยนะครับ ต่อมา ยังมีหน้าที่ในการ ควบคุมการเชื่อมต่อนะครับ ซึ่งการติดต่อระหว่าง Process ชั้นบนนี่ ก็สามารถทำได้ใน รูปแบบของ... เขาเรียกว่า "UDP" กับ "TCP" ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดในท้ายสไลด์นะครับนะ ก็จะมีการควบคุมการเชื่อมต่อ ให้มีการ เชื่อมต่ออย่างมีประสิทธิภาพ ราบรื่น ก็ให้อยู่ในชั้น Transport ด้วยนะครับ นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมการไหลของข้อมูล Layer ไหนหนอควบคุม การไหลของข้อมูลนอกจาก Transport ครับ ก่อนหน้านั้น คือ Layer อะไร Layer อะไรครับ Da... Data Link นะ นะครับ ก็ ควบคุมการไหลของข้อมูลเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่ง มันคล้ายกัน เขาก็บอกอยู่นะครับนี่ มีลักษณะการทำงานคล้ายกันเลย กับ Data Link นะครับ ซึ่งควบคุมการไหลของข้อมูล ของฝั่งส่งกับฝั่งรับนี่ให้มีการอะไรครับ มีการรับส่งข้อมูลอย่างราบรื่น ไม่ใช่ฝั่งส่ง เอ๊ย ฝั่งรับรับข้อมูลจน Over จนล้นนะครับ ก็ไม่ใช่นะครับ แต่ ในชั้น Transport นี่จะกระทำในลักษณะ Process-to-Process นะครับ ซึ่งที่แตกต่างกัน ก็คือ Data Link นี่จะส่งผ่านลิงก์เดียวกันนะ ในลักษณะ Hop-to-Hop แต่ว่าชั้น Transport จะเป็น ลักษณะ Process-to-Process นะครับ จะมีพอร์ต นะ จะมีพอร์ตนะครับ และนะครับ มีการควบคุมข้อผิดพลาด เหมือนกันกับ Data Link เลยนะครับ แต่ Data Link อย่างที่ว่าครับ Data Link จะเป็น Hop-to-Hop ใช่ไหมนะครับ แต่ชั้น Transport จะเป็น Process-to-Process นะครับ ซึ่งควบคุมข้อผิดพลาดว่า ฝั่งรับจะต้องได้รับข้อมูล จากฝั่งส่งที่ครบถ้วนนะครับ ที่ครบถ้วน นะครับ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ อย่างนั้นในชั้น Transport โดยสรุป นะครับ Transport ก็จะส่งมอบข่าวสาร จาก Process ต้นทาง ไปยัง Process ปลายทาง ซึ่งข้อมูลในระดับของ Process ก็คือ เหมือนกับเป็นโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ที่ Run อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เลยจำเป็นที่จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า "Port Address" นะครับ เข้ามา เพื่อจำแนกการส่งของข้อมูลนี่ ให้มันมี การเรียงลำดับ แล้วก็ส่งไปยังผู้รับ อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ อันนี้ Transport ครับ และ Layer ถัดมา ครับ รอพี่ล่ามด้วยนะครับ พี่ล่ามเปลี่ยนคนนะ ครับ Layer ถัดมาครับเรียกว่า "Session Layer" อันนี้ Layer ที่เท่าไรแล้วครับนี่ Layer ที่ 5 นะ Layer ที่ 5 นะครับ เขาเรียกว่า Session Layer นะครับ Layer นี้ ก็หน้าที่ของเขา คือ ควบคุมการสื่อสาร นะครับ และ การ Synchronize อะ มาดูว่า การ Synchronize คืออะไรนะ นะครับ ทีนี้ ชั้นนี้ก็จะควบคุมจัดการแลกเปลี่ยนข่าวสารที่เกิดขึ้น ระหว่างโฮสต์นะครับ ซึ่งอาจจะมีการโต้ตอบกันแบบชนิดหลายแบบนะ เป็นแบบซิมเพล็กซ์ เป็นแบบฮาล์ฟดูเพล็กซ์ หรือเป็นแบบฟลูดูเพล็กซ์ ทั้ง 3 ประเภท นี่อาจจะเป็นแบบไหนก็ได้นะครับ โดยการสื่อสารที่กำลังทำอยู่ ณ ขณะใดขณะหนึ่งนี่ เขาเรียกว่า "Session" นะครับ เขาเรียกว่า Session นะครับ หลาย ๆ Session นี่ก็อาจจะเกิดจากการทำงานของ คนเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้นะครับ อันนี้เขาเรียกว่า Session นะคำศัพท์นี้ ก็ เป็นชื่อของชั้นนี้เลยนะครับ คือ Session Layer นะครับ ทีนี้มันควบคุมอะไรบ้างนะครับ ใน Layer นี้ก็จะทำหน้าที่ในการ ควบคุม Dialog นะครับ ซึ่งชั้นนี้ ก็จะให้ 2 ระบบนี่ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ตั้งแต่เริ่มต้นจน กระทั่งสิ้นสุดการสื่อสารนะครับ ก็จะมี ขั้นตอน มีการเปิด Session แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ พอจะยุติ ก็จะยกเลิก Session นั้นออกไป อันนี้เขาเรียกว่า Session นะ ก็จะมี Session เป็น Session Session ไปนะครับ แล้วก็อีกหน้าที่หนึ่งก็ คือการ Synchronize การ Synchronize นะครับ คืออะไรนะครับ คืออะไร การสื่อสาร ใน Session นี่ บางทีก็อาจจะมีความ ล้มเหลวหรือมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็จะทำให้ มีการเปิด Session ใหม่ เพื่อสื่อสารในรอบใหม่ แบบนี้นะครับ ใน Session นี่ ใน Session Layer นี่ ก็จะมีการอนุญาตให้ Process นี่ สามารถเพิ่มจุด เขาเรียกว่าจุด "Check Points" เพื่อตรวจสอบว่า อึ้ย มีการเปิด Session อยู่แล้วมันล้มเหลว แล้ว จะทำอย่างไร พอล้มเหลวก็ต้องเปิด Session ใหม่อะไรอย่างนี้ครับ ก็จะมีลักษณะ เขาเรียกว่าแบบนี้ เขาเรียกว่า "การ Synchronize" นะครับ ต้นทางกับปลายทาง จะต้องมีการทำ ความเข้าใจเรื่องของ การ Synchronize ร่วมกัน ไม่อย่างนั้น ก็การสื่อสาร ก็อาจจะมีความล้มเหลวเกิดขึ้นได้นะครับ Layer ต่อมา ก่อนไปถึง Layer นี้ Session Layer นะครับ ภาระหน้าที่ของเขา คืออะไรนะครับ โดยสรุปนะครับ ก็คือการควบคุมการสื่อสารและ การ Synchronize นะครับ ใน Session นี้ ก็จะมีการส่งข้อมูลโต้ตอบกัน ในรูปแบบใด ๆ ก็แล้วแต่นะครับ ซึ่งการสื่อสาร ข้อมูลนี่เขาเรียกว่า Session นะครับ ใน ขณะใดขณะหนึ่งก็จะมีการ... ก่อนที่จะมีการส่งข้อมูลหากันนี่ ก็ต้องเปิด Session เปิด Session แล้วก็มีการ ส่งข้อมูลนู่นนี่นั่นเสร็จปุ๊บ เสร็จปุ๊บ แล้วก็ยกเลิก Session นะครับ หรือ บางทีก็อาจจะความผิดพลาดเกิดขึ้น เปิด Session อยู่ยังไม่ยกเลิกเลย แต่เกิดความล้มเหลว ก็เปิด Session ใหม่ ลักษณะแบบนี้นะครับ อันนี้เขาเรียกว่า "Session Layer" นะครับ และ Layer ถัดมา นะครับ คือ "Presentation Layer" นะครับ Presentation Layer นะครับ ชั้นนี้ทำอะไรนะครับ ชั้นนี้มีหน้าที่ในการ แปลงข้อมูล, การ เข้ารหัสข้อมูล แล้วก็การบีบอัดข้อมูลนะครับ เราก็มาดูกันแต่ละหน้าที่นะว่า มันแปลงอย่างไรนะครับ ก็จะมี การแปลงข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ นะครับ เพราะว่าคอมพิวเตอร์นี่ก็อาจจะใช้รหัสแทนข้อมูล ที่แตกต่างกันได้นะครับ ก็ต้องมีกระบวนการแปลงข้อมูลใส่เข้าไปด้วยนะครับ อะ มาดูตัวแปลง ข้อมูลก่อนนะครับ เช่น โปรแกรมนี่ที่ Run อยู่นะครับ อาจจะ มีระบบ Run อยู่ ระบบที่แตกต่างกันนี่ เมื่อต้องการแลกเปลี่ยน ข้อมูลปุ๊บนะครับ ก็จะต้องนำข้อมูลดังกล่าวนี่ มาแปลงให้เป็นสัญญาณ ผ่านสื่อ... ส่งไปใช่ไหมครับ ผ่านสื่อกลาง แล้วระบบทั้ง 2 ใช้ความต่างกันก็จะต้อง ใช้รหัสแทนข้อมูลที่แตกต่างกันออกไปนะครับ ดังนั้นชั้นนี้ ก็ จะทำหน้าที่ในการแปลงรหัสแตกต่างกันเหล่านี้นะครับ ให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันให้ได้นะครับ เพื่อให้ฝั่งรับและฝั่งส่ง เข้าใจซึ่งกันและกันนะครับ ก็ภาระหน้าที่ในการแปลงข้อมูลก็จะอยู่ในชั้น Presentation Layer นะครับ นอกจากแปลงแล้ว ต้องเข้ารหัสด้วย นะครับ ทำไมต้องเข้ารหัส รู้จักการเข้ารหัสไหมครับ เช่น ข้อมูลที่มีความสำคัญ ๆ ข้อมูลก็สำคัญ ทุก ๆ ทุกอันล่ะนะ นะครับ อย่างนั้นเวลาส่งข้อมูล จากผู้รับไปยังผู้ส่งในระหว่างทางนี่ครับ ความปลอดภัย ความอะไรล่ะ อาจจะมีการโดนอะไรครับ ที่เป็นข่าวอยู่อะไรบ้าง โดน Hack ใช่ไหม โดน Hack ข้อมูล โดนขโมย โดนผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลายนี่ มา... มาเอาข้อมูลเราไประหว่างทางก็เป็นได้ นะครับ ภาระหน้าที่ของ Layer นี้ก็จะมี เรื่องของการเข้ารหัสขึ้น เพื่อที่จะทำให้ผู้ที่ไม่ประสงค์ดีนี่ สมมุติว่าเขามาเอาข้อมูลเราไปจริง ๆ นี่ เขาก็ไม่สามารถที่จะลุล่วงได้เลยนะครับ อย่างนั้น Layer Presentation Layer ก็จะทำหน้าที่ในการเข้ารหัสให้ เอาไป ก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดีนะครับ แต่ก็อย่าลืมว่า เมื่อเข้าจากฝั่งรับพอไปถึงฝั่งส่ง ก็ต้อง... ก็ต้องถอดรหัสนะครับ เพื่อให้ฝั่งส่งนี่ ได้มีความ เข้าใจในข้อมูลที่ส่งไปนะครับ แล้วก็อีก หน้าที่หนึ่งของ Layer นี้ ก็คือ การบีบอัดข้อมูลนะครับ การบีบอัดข้อมูล ทำไมต้องบีบครับ ทำไมต้องบีบอัดข้อมูลครับ อะไรนะ เออ ไฟล์มันใหญ่ ๆ เวลาที่จะส่งข้อมูลจากทีหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ถ้ามันมี ความสามารถทำให้มันเล็กลงใช่ไหมครับ การส่งข้อมูลก็จะเร็วขึ้นใช่ไหมครับ ก็ชั้นนี้ ก็ทำหน้าที่นี้ครับ ก็คือ บีบอัดข้อมูลให้ข้อมูลนี่ มันเล็กลง เวลาที่จะส่งข้อมูลออกไปมันก็จะเร็วขึ้น ลด... ลดหลายอย่าง ลด Bandwidth ลดอะไรด้วยนะครับ อันนี้คือภาระหน้าที่ของชั้น Presentation Layer อย่างนั้นชั้น Presentation Layer ก็จะมีหน้าที่อยู่ 3 อย่างนะ คือ แปลง เข้ารหัส แล้วก็บีบอัดนะครับ มี 3 หน้าที่นี้ นะครับ และเราก็มาถึง Layer สุดท้าย ก็คือ Application Layer นะครับ Application Layer ครับ Layer นี้ทำอะไร ก็จัดการงานบริการให้แก่ผู้ใช้ครับ ก็เป็น Layer ที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ กับผู้ใช้มากที่สุดแล้วนะครับ ชั้นนี้ ก็จะเป็นชั้นระดับประยุกต์ที่มุ่งเน้นการติดต่อกับผู้ใช้ครับ อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเครือข่ายได้ โดยมีสิ่งที่เรียกว่า "User Interface" ก็คืออะไรครับ คือหน้าจอโปรแกรมต่าง ๆ นั่นเองนะครับ ให้ผู้ใช้นี่สามารถที่จะสัมผัสข้อมูล ได้นะครับ เขาเรียกว่า User Interface นะครับ เพื่อสนับสนุนงาน บริการต่าง ๆ นะครับ เช่น Email อย่างนี้ครับ Email อย่างนี้ เป็นต้นนะครับ หรืออะไรดี การแชร์ การอะไรก็ว่ากันไปนะ การใช้ Internet นั่นเอง นะครับ ก็บริการให้ผู้ใช้ เขาเรียกว่า "Application Layer" นะครับ ก็มาดูแต่ละอย่างกันนะครับ เช่น โปรแกรม จำลอง Terminal บนเครือข่ายเสมือนจริงนะครับ แปลว่าอะไร ก็เหมือนกับ... ก็จะมีหน้าจอ เหมือนที่อยู่ข้างหน้าเราตอนนี้ล่ะ แล้วก็เราก็ทำงานไป ทำงานกับข้อมูลของเราไป แต่จริง ๆ ข้อมูล ของเรามันไม่ได้อยู่ที่เครื่องนี้น่ะครับ ข้อมูลของเรามัน ไปอยู่อีกเครื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งมันเหมือนกับเป็นโปรแกรมจำลอง จำลองว่า เอ๊ย เรากำลังทำงานอยู่กับเครื่องของเราอยู่นะ แต่ในความเป็นจริง ๆ มันไม่ใช่นะครับ อย่างนี้ก็มีนะครับ แล้วก็มีการจัดการไฟล์ข้อมูล นะครับ มีการ... มีซอฟต์แวร์ที่จะให้สามารถเข้าถึงไฟล์ แบบระยะไกลได้นะครับ รีโมต ได้ไหม เรานั่งอยู่ที่นี้ล่ะ อยู่หรือเครื่องอยู่ ๆ อยู่ ๆ ที่แล็บที่เราเรียนอยู่ แต่ว่าเราสามารถ ที่จะรู้ว่าเครื่องที่หอพักเรานี่ ตอนนี้มันเปิดอยู่ มันมีหน้าจอ อะไรอย่างไรบ้างนะครับ ก็จะมี โปรแกรมที่เขาเรียกว่า แชร์นะ เข้าถึงข้อมูลในระยะไกลได้ เหมือนกับเราใช้คอมพิวเตอร์ที่หอพัก แต่จริง ๆ แล้ว เรามานั่ง ใช้อยู่ในแล็บนี้ ก็ Control เครื่องคอมพิวเตอร์ที่หอพักได้ นะครับ สั่งมันปิดเครื่องได้ สั่งใช้พิมพ์งานได้ แต่เครื่องน่ะอยู่หอพัก เรานั่งอยู่ที่นี่ล่ะ อะไรอย่างนี้ครับ ก็มี แบบนี้ก็มีนะครับ อย่างที่บอกไป มีบริการ Mail อย่างนี้ เป็นต้นนะครับ ก็... หรือบริการ Directory นะครับ คำว่า "บริการ Directory" หมายถึงอะไร ก็อาจจะเป็นแบบว่า มีเครื่อง หนึ่งที่ทำหน้าที่ในการให้บริการ การให้พื้นที่ในการ ให้ข้อมูล ในการเก็บข้อมูลแต่อยู่อีกที่หนึ่งอย่างนี้ครับ เราก็สามารถที่จะนำไฟล์ที่เราต้องการ ไปเก็บไว้ในเครื่องที่ว่านะครับ ก็มีนะครับ เขาเรียกว่าการให้บริการ Directory นะครับ อันนี้ก็เป็น ภาพโดยภาพรวม เวลาที่แนวคิดน่ะนะ ในการส่งข้อมูลนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เรามี... สมมุติว่ามีการร้องขอไป เพราะอยากได้ข้อมูลใช่ไหมครับ ฝั่งผู้ส่งก็ จะนำข้อมูลมาใส่โปรแกรมประยุกต์แน่ ๆ ใช่ไหม ก็คือ Layer ที่เป็น Application ใช่ไหมครับ พอข้อมูลผ่าน Application Layer ปุ๊บ มันก็จะส่ง ต่อมายัง Presentation ทำหน้าที่อะไรนะครับ Presentation อะไรครับ Presentation ทำหน้าที่อะไรบ้าง 3 หน้าที่น่ะ บีบอัดข้อมูล, เข้ารหัส, แปลงอย่างนี้ใช่ไหม Presentation ก็จะส่งต่อมาที่ Session Session ก็จะมีการเปิด Session ให้บริการใช่ไหมครับ เปิด Session ปิด Session ยกเลิก Session อะไรอย่างนี้ครับ แล้วก็จะส่งมาที่ Transport Transport ทำหน้าที่อะไรนะ ทำหน้าที่อะไร อะไรนะ ส่งมอบอะไรนะครับ Tarnsport ก็จะทำหน้าที่ในการแบบ... เออ มีหน้าที่ควบคุมข้อผิดพลาดบ้างใช่ไหม ควบคุมอะไรนะครับ การขนส่งของข้อมูลน่ะนะ นะครับ ผ่านมาที่ Network Network ก็ ข้อมูลก็จะเรียกว่าเป็น Packet ล่ะใช่ไหมนะครับ ก็จะทำหน้าที่ ในการส่งพิจารณาและเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่ง ข้อมูลนะครับ ไปยังปลายทาง เส้นไหน ๆ แบ่งออกให้เป็น วง ๆ วงกลม เป็น Packet แล้วก็ส่งไปที่ Data Link Data Link ก็จะทำข้อมูลจาก Packet นี่ ใส่อะไรเข้าไปบาดนี่ ใส่หัว ใส่ Header ใส่เทรลเลอร์ แล้วเรียกชุดข้อมูลนี้ว่า Frame ใช่ไหมนะครับ แล้วก็จะถูกส่งมาที่ Physical ซึ่ง Physical ก็จะพิจารณาแล้วครับว่าจะส่งข้อมูล ไปในรูปแบบสื่อแบบไหน แบบสาย แบบอะไรนะ ไม่สาย แบบอะไร ในระดับบิตใช่ไหมครับ ก็ส่งข้อมูลไปผ่านสื่อ ผ่านตัวกลาง ก็มาถึงเครื่องอะไรครับ ผู้รับ ผู้ก็จากข้อมูลในระดับบิต ก็จะถูกจัดกลุ่ม มาในระดับที่เป็น Frame ดูแล้ว อ๋อ หัวหาง ถูกต้องนะ ถึงผู้รับแน่ ๆ Frame ก็จะถูก ไปที่ Network... ถูกส่งไปที่ Network Network ก็จะถอด Frame ออกมานะครับ เหลือเป็น Packet ใช่ไหม เหลือเป็น Packet ก็ส่งไป Transport Session Present จนถึง Application ก็จะเป็นในลักษณะนี้นะครับ ข้อมูลที่จากเครื่องผู้รับ ไปยังผู้ส่งนี่ จากเครื่องผู้รับนี่ จากข้อมูลล้วน ๆ ก็จะถูกอะไรครับ ถูกแบ่งออกเป็น กลุ่ม ๆ และก็แปะหัวแปะท้ายครอบเป็นเหมือนแคปซูล เลยนะครับ มีการป้องกัน บีบอัดโน่นนี่นั่น ใส่หัว ใส่หาง ใส่เทรลเลอร์ ส่งมา แสดงว่าไอ้ที่เป็นตัวกลางหรือสื่อสารผ่านสายนี่ มันไม่ได้มีแค่ข้อมูลถูกต้องไหมครับ มันยังมีส่วนประกอบ อื่นที่เกิดจากอะไรครับ แนวคิดของทั้ง 7 ชั้นนี่ตามมาด้วย พอมาถึง เครื่องปลายทางหรือเครื่องผู้รับ แต่ละแคปซูล ก็จะถูกถอดออก ๆ ถอดออก ๆ ถอดออก จนไปถึง Application ก็จะเหลือข้อมูล เพียว ๆ ใช่ไหมครับนะ ให้ผู้ส่งเขาได้รับข้อมูล เอ๊ย ขอโทษที ให้ผู้รับได้รับข้อมูลที่ต้องการไปนะครับ มีการบีบอัดที่ฝั่งรับ เอ๊ย ที่ฝั่งส่ง ฝั่งรับก็รับข้อมูลที่ บีบอัดมาแตกไฟล์ออกถูกต้องไหมครับ อย่างนั้นแต่ละ Layer ก็จะทำงาน เขาเรียกว่าอะไร ตรงกันข้าม กันเสมอ เช่นฝั่งส่งบีบ ฝั่งรับ ก็แตกไฟล์ ฝั่งส่งเขา อะไรนะ ใส่ Header ใส่เทรลเลอร์ ฝั่งรับ ก็ อ๋อ รู้แล้วนี่ Header นี้ เทรลเลอร์นี้ ก็ถอดออก แล้วก็ส่งไปที่ Layer ถัดไปนะครับ ก็ ท้ายสุดก็จะเป็นลักษณะแบบนี้นะ นะครับ อันนี้คือ โปรโตคอลตาม OSI นะครับ นะ ที่ว่ามาทั้ง 7 Layer มีใครจะถามหรือยากอะไรนะ เสริมอะไรไหมครับ เพราะพี่ไกด์ก็ เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมาจนเหนื่อยแล้วมั้งนี่ เสริมอะไรไหมครับ ใน บทที่ 3 ในวันนี้นี่ผมจะพูดถึงแค่นี้ก่อน นะ เดี๋ยว Part หลังนี่ก็จะเป็นงานแล้ว เป็นภารกิจ ของพวกเรานะครับนะ โอ.เค. นะ อย่างนั้น เราเบรกกันก่อนนะ นะครับ เราเบรกแล้วก็ เดี๋ยวมาคุยเรื่องงานกัน แล้วก็ในส่วนของพี่... พี่จากส่วนกลางนะครับ ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยว ผมจะใช้ อุ๊ย ขอโทษ ผมจะรบกวน ล่ามทางนี้นะครับ โอ.เค. ครับ ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวเบรกก่อนนะครับ ในระหว่างที่เบรกนะครับ ผมจะอย่างนี้ครับ ให้พวกเราได้... ได้ท่องหน่อยครับ ทั้ง 7 Layer นี้ห้ามสับสนกันนะ Application, Presentation, Session, Transport, Network, Data Link, Physical บัดดี้ต้องช่วยเพื่อนแล้วล่ะครับ เพราะการที่จะถูก กลับบ้านในวันนี้จะต้องท่องให้ได้ปากเปล่าเลยครับ เอาแค่ชื่อนี้ล่ะ เรียงลำดับให้มันถูกนะ แล้วก่อนออกจากประตูนี่ก็จะให้ ทั้งคู่นี่ครับ มาเรียงลำดับ ทั้ง 7 Layer ให้ฟัง ใคร คู่ไหนเรียงลำดับ โอ.เค. ก็กลับบ้านได้ คู่ไหนเรียงลำดับ ไม่ โอ.เค. ก็เอาให้ โอ.เค. ครับ ถึงจะได้กลับบ้านนะ โอ.เค. นะ แต่ว่าเบรกก่อนช่วงนี้ เบรกก่อน นะครับ