(คุณอกนิษฐ์) สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่วันที่ 3 ของงาน Digital Thailand Big Bang 2019 : ASEAN Connectivity มหกรรม แสดงนวัตกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติ วันนี้นะคะ เราจะมีการเริ่มกิจกรรมที่เวที Big Bang โดย ข้อหัวแรกจะเป็น “Unlocking Business and Social Value from Geolocation Data” โดย ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้ง และ CEO ของ Siametrics Consulting ท่านใด ที่สนใจมาฟัง สามารถมาที่ Big Bang Stage ได้เลยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับอีกครั้งนะคะ สำหรับวันที่ 3 ของ Digital Thailand Big Bang 2019 : ASEAN Connectivity มหกรรมแสดงนวัตกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติค่ะ เป็นวันที่ 3 ซึ่งวันนี้จะมี Speaker หลากหลาย มาขึ้นบนเวที Big Bang Stage ค่ะ หัวข้อแรกนะคะจะเป็น "Unlocking Business and Social Value from Geolocation Data" โดย ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้ง และ CEO ของ Siametrics Consulting ท่านใดที่สนใจเรียนเชิญมาที่ Stage ได้เลยนะคะ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) อีกสักครู่กิจกรรมบนเวที ของเราจะเริ่มต้นขึ้นแล้วนะคะ ใครที่สนใจสามารถ มาที่บริเวณ Big Bang State ได้เลยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) อีกสักครู่กิจกรรมบนเวทีของเรา จะเริ่มต้นขึ้นแล้วนะคะ ท่านใดที่สนใจเชิญมาที่บริเวณด้านหน้าเวที Big Bang Stage ได้เลยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่งาน Digital Thailand Big Bang 2019 : ASEAN Connectivity มหกรรม แสดงนวัตกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคแห่งนี้ค่ะ ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วันนี้นะคะ เป็นวันที่ 3 ของงานของเรา ซึ่งเต็มไปด้วย กับ Speaker หลากหลายที่จะขึ้นบนเวทีนี้ที่จะ แบ่งความรู้ของเขาให้กับเรานะคะ วันนี้เราก็จะดำเนินต่อไปภายใต้ Theme ASEAN Connectivity ซึ่งสอดคล้องกับที่ประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพ ASEAN Summit ของปีนี้ค่ะ สำหรับท่านไหนที่ต้องการหูฟังแปลภาษานะคะ สามารถติดตามหรือติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านหลังได้เลยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) สำหรับหัวข้อแรกของเราในวันนี้นะคะ เราจะมาพูดถึง "Unlocking Business and Social Value from Geolocation Data" โดย ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ Founder and CEO ของ Siametrics Consulting [ภาษาต่างประเทศ] (ดร.ณภัทร) สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังแล้วก็สวัสดีท่านผู้ฟังจากทางบ้านนะครับ ผม ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ยินดีมากครับที่วันนี้ได้มีโอกาสมาพูดในเวที สุดเจ๋งอันนี้นะครับ ก็ผมมี Material ค่อนข้างเยอะก็ขออนุญาตพูดเลยแล้วกันนะครับ วันนี้เราจะมาพูดถึง สิ่งที่เรียกว่า "Geolocation Data" Geolocation Data นี่มัน เป็นอะไรที่ผมมองว่ารู้สึกว่า Under Rated มากทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันมีพลังค่อนข้างมากเลยในการขับเคลื่อนทั้งธุรกิจแล้วก็สังคมนะครับ ถ้าพูดถึง Geolocation Data นี่ทุกคนมักจะนึกถึงแผนที่นะครับ แผนที่ว่าเราอยู่ตรงไหนนะครับ ขุมทรัพย์นะครับ จะไปเปิดคอนโดใหม่ จะไปเปิด ร้านใหม่ตรงไหน มันอยู่ตรงไหน อย่างดีก็คือ บอกว่าบ้านเราอยู่ตรงนี้นะ แล้วก็มีเส้นทางนะครับ อันนี้คือความเข้าใจเกี่ยวกับว่า Location Data คืออะไรที่พื้นฐานนะครับทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วนี่มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างเก่าแก่มากนะครับ ถ้าลองนึกดูนี่ การวาดภาพว่าอะไรอยู่ตรงไหนใน Google Map อะไรอย่างนี้ครับ หรือเส้นทางจาก A ไป B, B ไป A นี่มันเป็นอะไรที่เขาทำกันมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้วนะครับ ซึ่งเป็นพัน ๆ ปีแล้ว มันน่าตกใจที่ว่า ทุกวันนี้เวลาเราใช้มือถือนะครับ ดูข้อมูลแผนที่ มันก็ยังอยู่ในรูปแบบนี้นะครับ ถ้าอย่างนั้นคำถามก็คือว่า แล้วท่านผู้ฟังมาฟังผมทำไมวันนี้ มันมีอะไรน่าตื่นเต้นให้ มันเหมาะสมกับงาน Big Bang 2019 นะครับ อันนี้นี่เป็นภาพที่บางทีนี่เรามองข้ามไป เรามองว่า Geolocation Data มีแค่นี้หรือเปล่านะครับบริษัทผมนี่ทำ AI Access Service นะครับ แล้วก็ทำ Consulting เรื่องที่เกี่ยวกับการ Analyze ข้อมูลและภาพที่เราเห็น ไม่ใช่ภาพนี้นะครับ ภาพที่เราเห็นเป็นประมาณนี้ นี่คือโลกที่ผมและพนักงานในบริษัทนี่มองทุกวันนะครับ คำถามก็คือว่า เส้นยั้วเยี้ยทั้งหมดที่ผ่านมานี่ที่เห็นอยู่ตรงนี้นะครับมันมีอะไรบ้างนะครับ ที่ผมหมายถึง Geolocation Data นี่ มันคืออะไรกันแน่นะครับ อันดับแรก ๆ เลยนี่คือ 2 อย่างแรกก็ คือเรื่องตำแหน่งนะครับ Coordinates ละติจูด ลองจิจูด ว่าเราอยู่ตรงไหนบนโลกนะครับ อันดับที่ 2 ก็คือเรื่องของรูปทรงนะครับ ว่าเห้ย มันเป็นจุด ๆ หนึ่ง หรือมันเป็นองค์กร มันเป็นอาคาร อาคารหนึ่ง หรือมันเป็น Area นะครับ เป็นเขต เป็นแขวง หรือว่าเป็นระดับประเทศนะครับแต่ทั้งหมดนี้นี่ แค่ 2 อันนี้ไม่พอนะครับ เพราะว่าถ้าเกิดคุณมีแค่ 2 อันนี่มันก็ จะกลายเป็นแค่ มาร์ก ๆ หนึ่งบนแผนที่อย่างที่ผมโชว์เมื่อกี้นี้มันจะไม่เป็น เหมือนวิดีโอที่ผมโชว์ว่ามันมีเส้นอะไรเต็มไปหมด มี Data ไหลเข้ามาเต็มไปหมดเพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วนี่ ตรงที่สำคัญที่สุดนี่มันอยู่ตรงอันที่ 3 นะครับ ว่าเรามีข้อมูลอื่น ๆ อะไรบ้าง ที่มาพ่วงกับตำแหน่งนะครับ แล้วก็เชฟของมันนะครับ ยกตัวอย่างเช่น นะครับสถานที่ชื่ออะไร อย่างตรงนี้ ไบเทค บางนา นะครับหรือมันเป็นประเภทอะไรนะครับ มันมี Timestamp ไหม เช่น สถานที่นี้เปิดปิดกี่โมงนะครับ มีคนไหลเข้ามามากเท่าไหร่ สถานที่ที่นี้มี Generate Income เท่าไหร่นะครับ คือมันต้องมีของที่พ่วงเข้ามานะครับ ทีนี้คำถามถัดมาก็คือแล้วทำไมผมต้องสนใจด้วยนะครับ เพราะบางที Big Data นี่เขาคุยกันเยอะ ๆ นี่ บางทีมันอาจจะเป็นแค่ Password หรือเปล่านะครับ เป็นแค่ Data เยอะ ๆ ทำให้เราปวดหัวเล่นหรือเปล่านะครับ ไม่ใช่นะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าทำไม อันดับแรกเลยนี่ คือประเด็นแรกว่าทำไมมันสำคัญนี่ ผมมองว่าในโลกสมัยหน้านี่นะครับถึงแม้ว่าทุกคนจะบอกว่า รีเทลนี่กำลังจะตายนะครับ เป็นขาลง Real Estate อาจจะไปไม่รอด คำถามคือ ทำไมยังต้องมาฟังผมพูดถึง Geolocation Data จริง ๆ แล้วมันกลับกันครับ มันไม่ใช่ว่าจะเป็นเกิด Apocalypse ของ Detail หรือ State จริง ๆ มันกลับกันด้วยซ้ำไป จริง ๆ นี่ การที่ว่าคุณต้องแคร์มากขึ้น ว่าคุณต้องลงทุนอะไรตรงไหนนี่นะครับ มันยิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องตัดสินใจบนหลักฐาน บนข้อมูลนะครับ ในประเทศไทยยังโชคดีนะครับ Retailer ยังขยายกิจการนะครับ บางบริษัท บางธุรกิจนี่ขยายปีหนึ่งเป็นร้อย ๆ สาขา ฝรั่งนี่เขาลดกันนะครับ ลดทีเป็นร้อย ๆ สาขา ทั้งการเพิ่มและการลดนี้มันจะต้องมีความสำคัญ ต้องมีการตัดสินใจที่ดีขึ้นนะครับว่า ทำไมถึงควรจะไปปลูกอะไรใหม่ในตรงนี้ ทำไมควรจะไปลดตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะเปิดทุก ๆ จังหวัดเลย ทุก ๆ เขต ทุก ๆ แขวงนะครับ เพราะว่ามันไม่มีความจำเป็นต้องทำอย่างนั้นนะครับ อันดับที่ 2 คือ โลกสมัยหน้านี้มัน จะเป็นโลกของการเชื่อมต่อนะครับ เราจะได้ยินว่าคำ Mobility ค่อนข้างเยอะนะครับ การเคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวนะครับ รถขับเองได้ โดรนบินมาหาเรานะครับ แต่ว่า Mobility ทุกวันนี้ และในอนาคตนี่มันจะไม่ค่อยมีความหมาย ถ้าเกิดไม่มี Connectivity, Connectivity, Connect ไปทำไม Connect เพราะว่ามันต้องมีการเชื่อมต่อ Data นะครับรถจะขับเองได้มัน ก็ต้องเห็นว่ามีอะไรกำลังเคลื่อนที่ บางที่มันต้อง Communicate กับคนที่เดินอยู่เป็น Pedestrian ว่าใครกำลังมานะครับ มีความหนาแน่นประมาณเท่าไร ไฟสัญญาณจราจร บ้านเรายังไม่มีนะครับ แต่ว่า Controller ถ้าเกิดในประเทศที่เจริญมาก ๆ แล้วนี่มัน จะ Connect กันหมด แล้วมันก็จะรู้ว่าตรงไหน สี่แยกไหนคุณภาพไม่ดีนะครับ แล้วก็คุณภาพไม่ดี หมายถึงว่ารถติดเกินไปนะครับ Connectivity เลยเป็นสิ่งที่สำคัญ และมันจำเป็นต้องใช้ Geolocation Data เข้ามาช่วยนะครับ อันดับ 3 ก็คือบางคนอาจจะบอกว่า เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้ไปไหนมากนะครับ ผมอยู่บ้านออเดอร์อาหารเข้ามา ออเดอร์ของเข้ามา มี Messenger มาส่งของนะครับ อาจจะจริงที่คุณจะเดินทางน้อยลงนะครับ แต่อย่างไรของนี่ วันยังค่ำมันก็ยังต้องเดินทางนะครับ แล้วเผลอ ๆ Demand สำหรับการส่งของ A to B to C to D ไปถึง Z นี่ มันอาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำไปนะครับ อันดับ 4 อันนี้สำคัญที่สุดนะครับ แล้วเดี๋ยววันนี้ผมจะพูดว่าทำไมนะครับ คือมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ หรือเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเท่านั้นนะครับ Geolocation Data นี่จริง ๆ แล้วมันมีพลังในการทำให้ขับเคลื่อนสังคมเรา ให้ไปในทางบวกได้ดีขึ้นเยอะมากนะครับ และเรายังไม่ค่อยได้ทำมัน นี่คือจุดที่น่าเสียดายนะครับ และใน Talk นี้ ตอนจบนี้ผมจะเล่าตัวอย่างหนึ่งที่ บริษัทผมช่วยกับมูลนิธิหนึ่งทำขึ้นมานี่ มันสามารถมาช่วยชีวิตคนได้เลยจริง ๆ นะครับ ทีนี้เห็นณภัทรพูดมาแล้วหลาย ๆ ตัวอย่าง แต่ยังไม่เห็นภาพ อยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วนี่มันไปทำอะไรได้อีกนะครับ เดี๋ยวผมจะเริ่มเล่าเรื่องการ Unlock Business and Value ก่อนในเชิงธุรกิจว่าทำได้อย่างไรบ้าง จริง ๆ แล้วมี Use Case ค่อนข้างเยอะมากนะครับ แต่ว่าวันนี้ผมคัดมาให้แค่ 2 อัน เพราะว่าเดี๋ยวเวลาจะไม่พอนะครับ อันแรกก็คือการ Evaluate ว่า จะไปลง Access, Physical Access ตรงไหน ยังไง ควรจะตัดสินใจยังไงนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นอะไรที่น่าปวดหัวมากนะครับ ใครที่เคยคิดว่าจะไปอยู่ที่ไหน จะไปเปิด จะไปซื้อคอนโดที่ไหน ไปขายคอนโดที่ไหน จะทราบดีว่ามันไม่ง่ายนะครับ มันไม่ใช่ว่าเราตัดสินใจอยู่ดี ๆ ก็ตัดสินใจเลยว่าโอเค ผมชอบตรงนี้ซื้อนะครับ มัน ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่าจริง ๆ แล้วนี่มันมี Factor เยอะมาก ที่มาทำให้เราตัดสินใจว่าตรงนี้เป็นทำเลที่ดีนะครับ นอกจากไปหาซินแสนะ มันต้องมีอย่างอื่นด้วยนะครับ อีกอย่างหนึ่ง คือ Location อย่างเดียวไม่พอ บางทีเราขายของนะครับ สมมุติเราไม่ได้ซื้อคอนโดนี่ ขายของเราต้องรู้ว่าควรจะไปเปิดตรงไหน ที่มันมี Market คือคนมันจะมาซื้อของของเรานะครับ มันไม่ใช่ว่ามันง่ายขนาดที่ว่าผมไปเปิดตรงไหนที่มี คนเดินไหลมาเยอะ ๆ แล้วจะจบนะครับ บางทีคุณขายของแบบหนึ่ง คุณต้องหา Location แบบหนึ่งนะครับ บางทีคนที่มานี่ เขามากันตอนกลางคืน มากันตอนกลางวัน ตอนเช้านะครับ มันมีความ Complax ในการเลือกที่นะครับ อีกอย่างคือถ้าคุณเลือกที่มานี่มัน ไม่ใช่ว่าคุณเลือกที่เด็ดมาที่หนึ่งแล้วจบนะครับ บางทีคุณมี Candidate หลาย ๆ แปลง หลาย ๆ ที่ดิน หลาย ๆ ทำเล จะตัดสินใจอย่างไรว่า ถ้าซื้ออันหนึ่งนี่แล้วต้องซื้ออันไหน มันไม่ง่ายนะครับ ถึงแม้ว่า เราซื้อที่ได้แล้ว เรามีที่แล้วนี่นะครับ การ Manage มัน การคุมมันว่าร้าน ๆ นี้นี่ ในสาขานี้ ควรจะขายของ Assortment ของ SKU ต่างไปหรือเปล่านะครับ อันนี้ก็ตัดสินใจยาก ถ้าไม่มีข้อมูลอื่น ๆ เลย ว่าคนมักจะซื้อของอย่างไรกันในละแวกนั้นนะครับ เพราะมัน เป็นไปไม่ได้หรอกที่ว่าคนในท้องที่หนึ่งจะอยากได้ Meprasil เกี่ยวกับของที่เหมือนกับคนอีกท้องที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว มันไม่มีความจำที่ Assortment ของ ในร้านค้ามันจะต้องเป็นเหมือนกันหมดทุกร้าน ยกเว้นว่าเราจะเหมือนสตาร์บักหรืออะไรอย่างนี้ที่เขาแคร์เรื่อง Experience ในการเข้าไปกินกาแฟนะครับ ทีนี้เดี๋ยวผมโชว์ Solution บางอันให้ดูที่มันช่วย ตอบโจทย์ ตรงนี้ อันนี้เป็น Dashboard ที่เป็น Tracker Base, GPS Base นะครับ ก็คือเรียกสัญญาณโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้ว Applicated ขึ้นมาในระดับ Area เพื่อช่วยในการเปิด-ปิดสาขา นะครับ ก็คือเราจะแบ่งกรุงเทพฯ เป็นช่อง ๆ นะครับแล้วก็ดูได้เลยว่า แต่ละช่องนี้มีจำนวนลูกค้า Good Graphic ไลฟ์สไตล์ออกเป็นประมาณไหนนะครับ เพื่อที่ว่าบางทีนี่เราจะไปเปิดสาขา เราจะได้เปิดให้ทุกจุดว่าตรงนี้มักจะมีคนมากี่โมงถึงกี่โมง บางทีเรายังดูได้เลยว่า แล้วเราจะให้กะพนักงานเรานี่ พนักงานขายเรามันเริ่มตั้งแต่ตรงไหนถึงจบตรงไหนนะครับ จะได้ไม่จำเป็นจะต้องมีคนตอนที่อย่างไรก็ไม่มีลูกค้าเดินเข้ามาถูกไหมครับ อันนี้คือการฝังข้อมูลอื่น ๆ ทั้งหมดยัดเข้าไป ใน Grid นะครับ ในระดับ Grid เห็นไหมครับทีนี้มันค่อยข้างมาไกลในระดับหนึ่ง แล้วว่ามันไม่ใช่เป็นแค่ตัว X ในแผนที่นะครับ อันนี้มันเป็นตัว X มันเป็นกล่องในแผนที่ แต่ว่าข้างในกล่องนี้ ลึกลงไปได้หลายระดับมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ีมา จำนวนคน จนไปถึงไลฟ์สไตล์ของคนที่มานะครับ อีกอันหนึ่งอันนี้เป็น Solution ที่บริษัทผมพัฒนาขึ้นมาคือเป็นตัว ที่เป็น AI Base Location Predictor ก็คืออย่างที่ผมเล่าคือ Use Case ที่ว่าผมหนักใจมากเลยไม่รู้จะซื้อที่ที่ไหนนะครับ อันนี้คือเราก็วาด Area ไปว่าอันนี้ตรงนี้กรุงเทพฯ วาดเสร็จปุ๊บ ถ้าข้างหลังมี Machine Learning, Algorithm นะครับที่ทำการทดลองแล้วว่า มีสูตรว่าตรงไหนดีนะครับ กดปุ่มเดียวเสร็จครับ มันก็จะ Scan ออกมาเลยว่าตรงไหนเขียวตรงไหนแดงไม่ต้องมาเถียงกันนะครับ แต่ถ้าจะเถียงนะครับ ถ้าจะมีคนที่คิดว่าจริง ๆ ผมเก่งกว่า AI ผมไม่ต้องการ Machine Learning ก็ทำได้เหมือนกันนะครับ มัน ก็เป็นเหมือน Calculator อย่างหนึ่งแล้วก็ วัดได้เลยตอนจบว่า จริง ๆ แล้วนี่ Factor แบบไหนนะครับ ที่ Effect คน ว่าคนจะไปซื้อคอนโด ไม่ซื้อคอนโดนะครับ ทีนี้อีกอันหนึ่งนี่ อีก Value หนึ่งนี่ คือเรื่องของ Logistics, Logistics ในอนาคตนี่จะไปไกลมากนะครับ เพราะว่าด้วยแรงกดดันหลาย ๆ แรง แรงแรกคือมาจากลูกค้านะครับ ถ้าใครไปดู Amazon ในอเมริกาจะทราบดีว่าคู่แข่ง Retail ทั้งหลายนี้ มักจะยอมแพ้กันไปเลย เพราะว่ามันสู้ไม่ได้นะครับ 1. ราคาสู้ไม่ได้ 2. Value Proposition ไม่มีทางสู้ได้เลยเพราะว่า เขาได้ Fast แล้วก็ Cheap Delivery จาก Amazon นะครับเพราะฉะนั้นในโลก Retail นี่ คนที่ชนะ คือคนที่สามารถทำอันนี้ได้ แล้วก็ทำให้มัดใจลูกค้านะครับ แต่อันนี้มันไม่ง่ายถูกไหมครับ ใครเคยลองจัด ลองสมมุติทั้งบ้านมีรถคันหนึ่ง ต้องไปส่งญาติ 4 คน ส่งลูกคนหนึ่ง ส่งคนแก่คนหนึ่งใน 1 วันแค่นี้ เราก็ปวดสมองแล้วใช่ไหมครับว่ามันต้องไปอย่างไร เพ้อ ๆ มีคน ภรรยาฝากซื้อของจาก Super Market ก็ต้องคำนวณอีกว่าตอนไหนดีถึงผักผลไม้ เราถึงจะไม่เสียใช่ไหมครับ แค่นี้ก็ยากแล้วมัน ไม่ใช่โจทย์ที่มนุษย์ทำได้ดีนะครับ มันเป็นโจทย์ที่จริง ๆ แล้วหุ่นยนต์ทำได้ดีกว่าในการจัด Routing นะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วนี่ การจัด Stocking นี่ก็ใช้ Geolocation Data ช่วยได้เรื่องระยะทาง เรื่อง Commune เรื่อง Graphic นะครับ ทีนี้มันยังมีอีกว่า จะทำอย่างไร สมมุติว่าเรามีจำนวนรถจำกัดนะครับ มีจำนวนร้านเท่านี้นะครับ แล้วก็มี Requirement ต่าง ๆ นา ๆ ว่า ร้านนี้ปิดกี่โมง เปิดกี่โมงนะครับ จะทำอย่างไรในการจัดแพลนนะครับ ให้รถคนหนึ่งนี่ไปส่งของ รับของ รับคน อะไรก็แล้วแต่ ได้ Maximum ที่สุดนะครับ อันนี้ก็ไม่ง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งคือ สมมุติทำอันนี้ไปพักหนึ่งแล้วนี่ พบว่า เห้ย จริง ๆ เรามี Distribution Centers ไม่พอ เราต้องเอา Distribution Centers อันใหม่ไปวาง คำถามที่ตามมาก็คือว่า เราจะเอาไปวางตรงไหนดีนะครับ และอีกหน่อยนี่ถ้าใครตามข่าว มันมีข่าวปลอมที่ Amazon มีบอลลูนยักษ์ ที่ปล่อยโดรนออกมาส่งของน่ะครับ อันนั้นอีกหน่อยอาจจะไม่ปลอมก็ได้นะครับ เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องราวมันก็มาจาก Present อันหนึ่งของ Amazon ที่เคยจดไว้นานแล้ว ถ้าอีกหน่อย Distribution Centers ลอยฟ้าได้ที่นี้ Logistics ยิ่งมีความสำคัญเลยในการ ที่ว่าต้องคำนวณว่าควรจะเอาไอ้ยานแม่นี้ไปลอยตรงไหน ถูกไหมครับ ผมอาจจะพูดเลยไปในอนาคตไปเยอะ แต่ว่าจริง ๆ แล้วผมว่าอนาคตมันจะมาเร็วกว่าที่เราคิดนะครับ ทีนี้อันหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้นี่คือ Product ในอารมณ์ที่ว่า ช่วยจัด Routing ให้นะครับ Routing นี่จริง ๆ เป็นปัญหาเก่าแก่นะครับ ตั้งแต่สมัย Linear Programming ยังเป็น AI สมัยนั้นนะครับ แต่ปัญหาคือ ณ ปัจจุบันนี้ถ้าเรามีจำนวนรถเยอะ มี Content เยอะนะครับ ว่าจะต้องไปส่งที่ไหน อย่างไรนะครับ มีจำนวนคนขายไม่พอ แล้วมี Requirement จากลูกค้าว่า เห้ย คุณต้องส่งของให้ผมให้ได้ภายใน 1 วันนะ อย่างนี้นะครับมันจะไม่พอ มันจำเป็นที่จะต้องการอะไรที่แข็งแกร่งกว่านั้นนะครับ ซึ่งในการที่เราทำ Machine Learning นะครับ มี Reinforcement Learninng เข้ามามัน ทำให้เราสามารถสเกลระบบนี้ไปได้ จำนวนร้านเท่าไรก็ได้ จำนวนคนเท่าไรก็ได้นะครับ ไม่ได้โดนแคปโดย Capacity ในการคำนวณของระบบนะครับ ซึ่งทีนี้ก็มาสู่ช่วงที่ผม Patroness ที่สุดนะครับ จริง ๆ ผมก็ Patroness เรื่องธุรกิจนะครับ แต่อันนี้ Patroness มากกว่านะครับ ก็คือการเอา Geolocation ที่ผมว่านี้นอกจากไปต่อยอดเมื่อกี้ที่เราคุยเรื่อง Routing เรื่อง Logistics นะครับ แล้วก็เรื่องของการวางแผนว่าจะไปลงทุนอะไรตรงไหนนี่ มันยังเอามาช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้ค่อนข้างเยอะด้วยนะครับ ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ Use Case ผมว่าเยอะกว่า Use Case ในภาคธุรกิจอีก วันนี้ ผมยกตัวอย่างมา 2 อัน อันแรกคือเกี่ยวกับ Road Safety ก็คือความปลอดภัยบนท้องถนนนะครับ จริง ๆ แล้วนี่แทบจะทุก Use Case นี่บริษัทผมนี่ตอนแรกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ Real State นะครับ แต่ว่าพอไป ๆ มา ๆ นี่กลับกลายเป็นว่า เราพบว่า มันมีคุณค่ากับ Factor อื่น ๆ เช่น Retail นะครับ E-Commerce ไปจนถึงภาคสังคมนะครับ Road Safety ผมไม่แน่ใจว่าทุกท่านทราบหรือเปล่า แต่ผมว่าประเทศไทยเราติดโผ อันนี้เราเป็นผู้นำโลกในด้านคนเสียชีวิตบนท้องถนน นะครับ ประเทศไทยนี่ Rank อันดับ 2 ของโลกนะครับ ตามหลังลิเบียมาติด ๆ นะครับ ทุก ๆ ปี เราจะมีคนเสียชีวิตบนท้องถนนนี่ประมาณปีหนึ่งเกิน 20,000 กว่าคนนะครับ แล้วก็ 20,000 กว่าคน นี้นี่ส่วนใหญ่เป็นเด็กนะครับ คือ อายุประมาณ 13 ถึง 25 นะครับ ที่เสียชีวิตไป เพราะฉะนั้นมันน่าเสียดายมาก เพราะว่าเขาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนะครับ แล้วที่สำคัญคือทั้งหมดนี้มันเป็น Prevent Travel Course ก็คือมันไม่ได้อยู่ดี ๆ มีอุกกาบาตตกลงมาแล้วตายไป 20,000 คน มันไม่ได้อยู่ดี ๆ เขาตายอย่างนี้นะครับ แต่ว่า มันไม่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาตายบนท้องถนน ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นถูกไหมครับ และมันไม่ควรเกิดขึ้นเพราะว่า ประเทศไทยจริง ๆ แล้วเราลองทำหลายอย่างมาก รณรงค์หลาย ๆ ทางเลย แต่ทำไมยังมีคนตายบนท้องถนนเยอะขนาดนี้นะครับ ทีนี้บริษัทผมมองอันนี้ก็เห็นว่ามันเป็นปัญหา เราก็เลยไปทำงานร่วมกับมูลนิธิจราจรอัจฉริยะแห่งประเทศไทยนะครับ iTIC นะครับ โดยการจับมือกันทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อดูสิว่ามันจะแก้อย่างไร แล้วผมก็เจอว่าปัญหามันคืออันนี้ครับ ปัญหามันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ก็คือว่าหลายคนอาจจะขำว่าอันนี้จริง ๆ ก็เป็นปัญหาของทุกอย่างในประเทศไทยเราถูกไหมครับ คือทุกอย่างยุ่งเหยิงเต็มไปหมด องค์กรมันเยอะนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วนี่ มันทำให้เรามีจุดเริ่มต้นขึ้นมาว่า แทนที่เราจะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม ๆ นี่ เราลอง Approach ในการแก้ปัญหานี้จากมุมมองที่มี Structure กว่านี้ไหม มี Data มากกว่านี้ไหมนะครับ เราก็เลยลองนะครับรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ที่เราพอจะทราบได้เกี่ยวกับปัญหานี้เข้าด้วยกันนะครับ ซึ่ง เดี๋ยวนะครับขอโทษที ก็มีข้อมูลหลาย ๆ มิตินะครับเพราะฉะนั้นในถนนเส้นหนึ่งนี่นะครับ นึกถึงภาพถนนที่ผมวาดในแผนที่ ตอนแรกใช่ไหมครับ ที่เป็นถนนน่ารัก ๆ เส้นเดียวนี่ มันเป็น 2 มิติถูกไหมครับ แต่จริง ๆ แล้วข้างในนี่มีเป็น 1,000 มิติได้นะครับ เพราะฉะนั้นถนนข้อต่อหนึ่งในกรุงเทพฯ หรือว่าในประเทศไทยนี่ เราจะสามารถรู้ได้เป็นพัน ๆ อย่างเกี่ยวกับมันนะครับ ตั้งแต่ว่ามันมี Accident เคยเกิดขึ้นบ้างไหมนะ ถ้ามีมีรถประเภทอะไรที่ชนกัน เสียชีวิตหรือเปล่านะครับ กี่โมงนะครับ Road Data ก็คือเรื่องข้อมูลถนน ว่าถนน ตรงนั้น Curve Verger เป็นอย่างไรนะครับ ขรุขระไหม มีป้ายสัญญาณจราจร มีอะไรก็แล้วแต่นี่ เรารู้หมดนะครับ อันดับ 3 ก็คือมี Geo Spacial Data ว่าทำเลนั้นน่ะเป็นอย่างไรนะครับ มี POI เป็นอะไรบ้าง ใกล้ผับบาร์ไหม ใกล้ร้านเหล้าไหมนะครับ อันดับ 4 ก็คือเรื่อง Laser Data หลายคนคิดว่าฝนตก น่าจะทำให้คนตาย ปรากฏว่าเราเจอว่ามันไม่ใช่ขนาดนั้นนะครับ จริง ๆ มันแทบไม่ Matter ด้วยซ้ำนะครับโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เพราะมอเตอร์ไซค์หลบฝนกันหมด ไม่มีใครออกมาโดนชนกันนะครับ อันดับถัดไปก็คือมีก่อสร้างไหมนะครับ อันนี้เราก็รู้เป็น Real Time นะครับ ส่วน อันสุดท้ายนี้เราทำงานร่วมกับ บกจร. ตำรวจจราจร ดูว่าด่านนี่อยู่ตรงไหนบ้างนะครับ ก็คือเรารวมทั้งหมดนี้นะครับเพื่อตอบปัญหา ทีนี้ผมยังไม่อยากสปอย เพราะว่าจริง ๆ Project นี้ โครงการนี้จะปิดตัวสิ้นเดือนนี้ ก็คือในอีกไม่กี่วัน เราจะมี Forum เดือนหน้า แต่วันนี้ผมหยิบมาเป็น Teaser เล่าก่อนแล้วกันครับ อันดับแรกเลย คือเราเจอข่าวดีนะครับ นาน ๆ ทีนี่ Iniquity มันจะเป็นข่าวดีคือประเทศไทย มันเป็นประเทศที่มี Iniquity ค่อนข้างเยอะในหลาย ๆ ด้านถูกไหมครับ ด้านนี้ก็เป็นด้านหนึ่ง ก็คืออุบัติเหตุมักกระจุกตัวกันนะครับ เราเจอว่าประมาณเกินครึ่งของอุบัติเหตุนี้ เกิดแถว ๆ ภาคกลาง ที่เป็นแถว ๆ กรุงเทพฯ และปริมณฑลนะครับ และถ้าเรา Zoom in เข้าไปในกรุงเทพฯ นี่ อย่างรูปตรงกลางนี้ครับ เราจะเจอว่ามันมี Concentration อย่างมหาศาลนะครับ คือถ้าดูว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ถ้าสมมุติว่ามีพื้นที่ 100 เปอร์เซ็นต์นี่ เพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ที่เกิดอุบัติเหตุนะครับ และก็เกินในพื้นที่เพียงแค่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดนี้นะครับ กินเข้าไปแล้วกว่าประมาณครึ่งหนึ่งของอุบัติเหตุทั้งหมดนะครับ ซึ่งอันนี้มันเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน จริง ๆ ต้องเป็นข่าวร้ายก่อน ข่าวร้ายคือ ทำไม มันถึงยังเป็นอย่างนี้นะครับ แต่ข่าวดีก็คือ จากวันนี้เป็นต้นไปนี่เราก็พอรู้แล้วว่า เห้ย มันเกิดซ้ำซากนะครับ มันไม่ใช่อะไรที่อยู่ดี ๆ เป็นเหมือนตัวโมที่มันขึ้นมาแล้วให้เราเอาค้อนไปทุบ แล้วหามันไม่เจอ อันนี้มันเกิดที่เดิมเลยครับ เกิดที่เดิมซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นนะครับ นอกจากนี้นี่เราก็ยังใช้เอา AI เข้ามาช่วยตรงนี้ด้วย คำถามก็คือทำไมต้องใช้ AI ใช่ไหมครับ ทำไมดูแค่รูปเมื่อกี้ แล้วก็ไปตรงจุดเสี่ยงไม่พอ มันไม่พอครับ เพราะว่าบางที่จุดเสี่ยงมัน Complex มันมีเรื่องของเวลานะครับ บางทีรัชดานี่ วันธรรมดาไม่เป็นอะไรเลย แต่พอศุกร์ เสาร์ เข้ามานี่เริ่มมีแล้ว แล้วบางที่มันมีอะไรที่เราไม่เข้าใจนะครับ บางที่นี่แถวมอเตอร์เวย์ ทำไมชอบชนกันตอน 10.00 - 13.00 น. นะครับตรงอื่นมันไม่ชนกัน ซึ่งอันนี้มนุษย์เราไม่มีทางเข้าใจได้ เราก็เลยเอาทำเป็น AI เข้ามานะครับ Predict ว่าถนนเข้าตอนไหน เวลาไหนน่าจะมีความเสี่ยงสูงสุดนะครับ เสร็จแล้วเราก็ให้มันลองทำงานดูนะครับ ซึ่งในการทำงานนี่ ถ้าดูจากรูปตรงกลางนี้ สมมุติเราแบ่งกรุงเทพฯ นี่เป็นประมาณ 100 เปอรเซ็นต์ ของ Area นะครับ AI นี้ มันใช้แค่ 3 เปอร์เซ็นต์ของ Area เองในการจับว่าตรงไหนน่าจะมีอุบัติเหตุนะครับ คือถ้าทดลองกับ Baseline, Baseline คือสีเขียวนะครับ เป็น Box Plot, Baseline นี่เรา คือ Baseline นี่เราใช้ว่าความรู้ว่าตรงไหนมักเกิดบ่อยนะครับ ถ้าเกิดใช้ Intuition ว่าตรงไหนมักเกิดบ่อยนี่ จะเห็นได้ชัดว่ามันยังต้องไปหลายจุดมากเลย ในกรุงเทพฯ ในการไป Detect อุบัติเหตุ แต่ถ้าใช้ AI นี่ความแคบความแม่นยำมันค่อนข้างสูงมาก คือมันเป็นตัว Error มันค่อนข้างต่ำ และ Proportions ที่ต้องไปเช็กมันจะต่ำมากนะครับ อันนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเราต้องใช้ AI ในตรงนี้ ทีนี้พอใช้เสร็จปุ๊บนี่เราได้อะไรขึ้นมา อันนี้เป็น Demo อันหนึ่งนะครับ คือ จะเป็นหน้าเว็บ เดี๋ยวไว้วันไหน Upload แล้วเดี๋ยวบอกกันนะครับ ก็... ค้นหาเส้นทางที่ปกติญาติเราหรือเราหรือคนรักเรานี่ใช้ ก็ดูว่านี่ สมมุติคนรักเราชอบไปจากไอคอนสยามไปสีลมคอมเพล็กซ์ ตอนสองทุ่มนะครับ ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่นะครับ ก็กดเข้าไปปุ๊บ Compute ออกมาก็จะเป็น Routing ที่เร็วที่สุดถูกไหมครับ แต่ มันก็จะบอกว่าในระยะทางที่คุณเดินทางนี้ เส้นทางนี้มีจุดอันตรายตรงไหนบ้างนะครับ อย่างสะพานตากสินแนะนำว่าถ้าเกิดไม่ต้องขึ้น ๆ นะครับ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต้องไปสะพานไหน แต่ว่าอันนี้มันจะเห็นเลยว่า อย่างอันนี้น่ะครับ สะพานตากสินข้อนี้นะครับ อันดับความเสี่ยงเป็นอันดับ 1 ใน 129 ข้อต่อของเส้นทางนี้นะครับ ซึ่งอันนี้ผมว่ามันจะมีประโยชน์สูงมากสำหรับสังคม เพราะว่า 1. คือ ประชาชนเองก็จะได้หลีกเลี่ยงเส้นทางบางอย่างใช่ไหมครับ ธุรกิจเอง Logistics Company บางอันเขาโดนคือ PR Crises หนักมาก ถ้าเกิดรถเขาล้ม หรือเขาขนของที่มี Chemical หรือเป็น อันตรายถูกไหมนะครับ ภาครัฐเองก็ทำงานง่ายขึ้นนะครับ Resource ไม่พอ เราก็ Distribute ให้มันดีจริงไหมครับคือไม่ต้องไปรอตรงที่มันไม่เกิดนะครับ ไปรอตรงที่มันมักจะเกิดนะครับ เพื่อลดระยะเวลาระหว่างรถกับผู้ป่วยนะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างแรกนะครับ ตัวอย่างถัดไปนี้เกี่ยวกับการทำพวก Smart City, City Planning นะครับ อันนี้ผมเรียกรวม ๆ กันว่า "Land Use" นะครับ คือการใช้พื้นที่ที่ดินนะครับ อันนี้นี่ คือหลาย ๆ คนจะคุย ตอนนี้จะเป็น Hot Topic คือเรื่องของการทำ Smart City ถูกไหมครับ ว่าทุกอย่างต้อง Connect กันนะครับ อย่างตัวอย่างที่ผมยกไปเมื่อสักครู่นี้ คือ เรียกว่า Controller ของ Traffic ทุกอันนี้มันควรจะคุยกันได้นะครับ ซึ่งอันนี้นี่ในบางประเทศ อย่างในเมืองเบอร์ลินนะครับ มันคุยกันหมดแล้วนะครับ แล้วก็ ภาครัฐเจ้าหน้าที่ก็มี KPI บอกเลยว่า เห้ย ตรงนี้นี่รถติดเกินไปนะ ถ้าเกิดเกินระดับนี้คือมันจะมีออดดังขึ้นมาว่าตรงนี้ ไม่ไหวแล้ว ต้องไป Optimize มันนะครับ อันนี้คือมุมของ IOT ผลของ Controller รูปด้านนี้นี่เป็น Graphic ที่ Generate ขึ้นมาจาก Mobile Application ที่เก็บข้อมูล GPS ว่าเราอยู่ตรงไหน ไปตรงไหนนะครับ อันนี้มันมีประโยชน์มาก ในการวางแผนการทำผังเมืองนะครับ เพราะว่ามันจะรู้ว่าความหนาแน่นของคนนี้มันมักอยู่ตรงไหนนะครับ เพื่อที่ว่าเราจะได้เอา Access อะไรบางอย่างลงไป Install เช่น อีกหน่อยสมมุติเราจะมี Electric Dipole เราจะได้รู้ว่าควรจะเอา Charger ไปวางตรงไหนนะครับ ไม่ใช่ว่าเราวางมั่ว ๆ ถูกไหมครับ แล้วก็ไม่ใช่ ใช่ว่าเราใช้แค่ Intuition แต่นี้คือเราจะใช้ Data จริงว่าคนมักจะมาตรงไหนกัน ซ้ำร้าย คือเรารู้อีกว่าคนพวกนี้ มักมาจากท้องที่ไหนก่อนที่เขาจะมาปรากฏตรงนี้ นะครับ อันนี้คือเป็นจุดหนึ่งที่จะช่วยในการทำ Cloud Control แล้วก็การทำ Infrastructure Investment ที่ดีขึ้นในเมืองใหม่ ๆ นะครับ ซึ่งอันถัดไปนี้ อันนี้นี่อาจจะดูมีทฤษฎีเยอะไปนิดหนึ่งนะครับสำหรับงานนี้แต่ว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ เป็นงานวิจัยของอาจารย์ผมที่อเมริกา ที่ ๆ ผมคิดว่า น่าศึกษามาก แล้วก็น่าเรียนรู้ต่อนะครับ มัน เป็นแค่ Idea มันเป็นแค่ Simulation นะครับ แต่ว่าผมคิดว่าในวันหนึ่งนี่เรา ถ้าเราจะทำ Smart City นี่มันต้องไปให้ถึงระดับนี้นะครับ มันอาจต้องเป็นเมืองใหม่ ไม่ใช่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เชียงใหม่ เชียงรายนะครับ แต่ว่าถ้าเป็นเมืองใหม่นี่ผมแนะนำว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะว่าอันนี้ผมเล่าให้ฟังว่ามันคืออะไรนะครับ จริง ๆ แล้วนี่มัน เป็นกราฟในสาขาเศรษฐศาสตร์ เรียก Production Possibility Frontier นะครับ ไม่ต้องเข้าใจก็ได้มันคืออะไร เอาเป็นว่าแกน Y นี้คืออันนี้เขาวัดว่ามันจะมี Species จำนวน Species ของสัตว์และพืชนี้มากแค่ไหนในท้องที่นี้ แกน X เป็นปริมาณเงินก็คือ GDP อะไรอย่างนี้นะครับสำหรับท้องที่นี้นะครับ แล้วเขาก็โชว์ว่าด้วยข้อมูล Geolocation ทั้งหมดที่เอามา Layer กัน ตั้งแต่ตรงไหนทำอะไรได้บ้าง ตรงไหนมีต้นไม้อย่างไร Climate เป็นอย่างไร ความชื้นเป็นอย่างไรนะครับ ตรงไหนดินเป็นอย่างไร ปลูกอะไรขึ้นไหมนะครับ หรือว่าตรงไหนปลูกตึกขึ้นไหม ปลูกต้นไม้ขึ้นไหม เอามาทำ Simulation ให้ครบนะครับ จนกระทั่งรู้ หมดเลยว่าถ้าเราเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เช่น สมมุติตรงนี้ ติ๊ต่างไม่ทำเป็นไบเทค ทำเป็นไร่ขึ้นมา ตรงอื่นทำเป็นอะไรคือทำให้ครบทุก Simulation นี่เราจะได้เห็นว่าการที่เราเปลี่ยน Land Use นี่ครับ ดูจากสีนะครับ สีเขียว คือเป็น Conservation ก็คือรักษาต้นไม้ไว้ดีสุดนะครับ สีแดงคือเป็นอยู่อาศัยนะครับ ก็คือแปรผันไปเรื่อย ๆ แล้วดูว่าเราทำได้ดีแค่ไหนบนกราฟนี้นะครับ ถ้าเป็นอันที่อยู่ขวาล่างสุดนี้ มัน คือเราไม่สนใจ Species ทั้งหลายเลยนะครับ เราสนใจเฉพาะเงิน GDP ก็จะเห็นได้ว่ามันแทบไม่มี Conservation เลยนะครับ แต่ถ้าเราไม่สนใจ GDP เลยเราก็ไปบนสุด 257 บนนั้น ก็คือดูว่าผมไม่สนใจสิ่งปลูกสร้างอะไรทั้งนั้น จะ Conserve แบบว่าให้มี Species มีจำนวนเยอะสุดนะครับ ที่นี้จริง ๆ ตัวอย่างนี้มันเป็นตัวอย่างใน Biodiversity มันไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ Unpickable กับทุกตัวอย่าง แต่ว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถเปลี่ยนแกน X แกน Y เป็นอะไรก็ได้นะครับ แกน Y ที่ผมพูดเมื่อกี้นี้ จริง ๆ อาจจะเป็น Public Safety อาจจะเป็น Climate นะครับ อาจจะเป็นอย่างอื่น อาจจะเป็น PM 2.5 ก็เป็นได้นะครับ ถ้าเรามีข้อมูลพอนะครับ ซึ่ง Mindset แบบนี้นี่ผมคิดว่าสำคัญ ในการ Go Beyond Smart City นะครับ ไปสู่ การทำ City Planning ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ ก็อันนี้ก็เป็น Talk ที่ผมรวบรวม สิ่งที่ผมเห็นแล้วก็สิ่งที่ผมเชื่อในถึงในพลังของ Geolocation Data นะครับ ก็ ผมหวังว่า ท่านอ่าน เอ้ย ท่านผู้ฟังทั้งหลายนี่ ฟังผมวันนี้แล้วนี่จะพอมองแผนที่แล้วนี่นะครับ ทั้งแผนที่นี้และแผนที่ใน iPhone จะไม่คิดถึงมันในแบบเดิม ๆ อีกต่อไปนะครับ ก็ขอบคุณมากครับ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณค่ะ ดร.ณภัทร น่าตื่นเต้นทีเดียวนะคะว่าอนาคตประเทศไทยหรือว่ากรุงเทพฯ จะกลายเป็น Smart City อย่างไรนะคะ (คุณอกนิษฐ์) [ภาษาต่างประเทศ] นะคะ ตอนนี้นะคะ สำหรับการบรรยายต่อไปของเราก็ จะเป็นเรื่องของกีฬา เราจะได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องกีฬา (คุณอกนิษฐ์) มาพูดถึงกีฬานะคะ ใช่ เมื่อเราพูดถึงเจ้าชายคนนี้ขึ้นเรามักจะนึกถึงหรืออสังหาริมทรัพย์นะคะแต่เราจะนึกถึงว่านี่ Distance Information มันเกิดขึ้นในธุรกิจกีฬาหรือเปล่า (คุณอกนิษฐ์) Speaker ของเราต่อไปนะคะ คือ Javier Sobrino Chief Strategy และ Innovation Officer ของ FC Barcelona เขาจะมาพูดถึง Barça Innovation Hub และผลงานของเขาในการ Transform ธุรกิจกีฬา (คุณอกนิษฐ์) [ภาษาต่างประเทศ] ท่านจะพูดนะคะเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลง Digital นี่นะคะ มีผลอย่างไรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ช่วยกรุณาปรบมือต้อนรับท่านด้วยค่ะ (Mr. Javier) สวัสดีครับทุกท่าน พวกเรามีความ ในฐานะที่เป็นฟุตบอลคลับนี่นะ เราดีใจมากเลยที่ได้มาเมืองไทยวันนี้ ผมขอแนะนำตัวเอง ผมชื่อ Javier Sobrino ผมทำงานอยู่ที่ FC Barcelona ผมมีหน้าที่ที่จะดูแลการวางแผนทางยุทธศาสตร์ของฟุตบอลคลับของเรา และวันนี้ผมก็จะพูดเกี่ยวกับเรื่อง Barça Innovation Hub ก่อนอื่นผมอยากให้ท่านได้ชม Video เกี่ยวกับคลับ และหลังจากนั้นเราจะได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องโครงการของเราครับ อันนี้เป็นเรื่องของฟุตบอลทีม คุณอาจจะคิดว่า ผมเป็นแค่นี้ แต่จริง ๆ ผมเป็นอะไรมากกว่าสิ่งที่คุณเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใน Stadium หรือบนสนามหญ้า คุณคิดว่าผมก็เป็นอะไรที่เกี่ยวข้องแต่เฉพาะกับถ้วยของผม แต่มันมีอะไรมากกว่าถ้วยเยอะมาก เลย ผมทราบว่า ผมไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย ตัวคะแนนนี่นะครับมันเป็นแค่ตัวเลขเท่านั้นเอง แล้วแต่ว่าจริง ๆ แล้วนี่นะครับเรื่องของผมมันเป็นเรื่องที่มากกว่าเรื่องของการชนะหรือแพ้ มันเป็นสไตล์พิเศษของ Barça ไม่ว่าเราจะอยู่ในสนามแข่งหรือนอกสนามแข่ง เราสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ อันนี้คือความท้าทาย แล้วก็มันก็เป็นเรื่องจริง ผมสามารถแบ่งปันความรู้ของผมกับคนที่สนใจได้ ผมสามารถไปอยู่ที่ที่คนอื่นไปอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมถึงแข่งนะครับเพื่อที่จะได้ทำให้ดีขึ้น และมีความเป็นเลิศ เพราะฉะนั้นผมไม่ใช่คนเดียวเท่านั้น ผม อาจจะเป็นล้าน ๆ คนในตัวผมเองก็ได้ นี่ก็คือเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้มีความแตกต่าง เราจึงเป็นอะไรที่มากกว่าแค่เป็นคลับเท่านั้น เราบอกว่าเราเป็นคลับที่ต่างจากคลับอื่น เราทำอะไรที่ต่างจากคลับอื่น แล้วเรามีวิสัยทัศน์อันนั้นเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม และแบรนด์ของ Barça, Barcelona สิ่งที่เราพยายามทำก็คือ การที่จะทำให้มีบังเกิดผลขึ้นในโลกก็ นั่นก็คือการส่งเสริมให้มีความเป็นเลิศในเรื่องการกีฬาเราถึงได้สร้าง Barça Innovation Hub ขึ้นมา ซึ่งเรานี่จะเป็นศูนย์นวัตกรรมที่สำคัญมากสำหรับการกีฬา และเราไม่ได้เกี่ยวข้องแต่เฉพาะในเรื่องกีฬาเท่านั้น แต่เราเกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เราอยากจะมีผลนะครับในฐานะที่เป็นคลับในอุตสาหกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา นั่นก็คือพันธกิจของเรา และเพื่อจะทำเช่นนั้น เราก็ใช้ยุทธศาสตร์เปิดทางด้านนวัตกรรม เราอยากจะร่วมมือกับสถาบันต่าง ๆ เราอยากจะร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้เกิดนวัตกรรม และเพื่อทำให้ทั้งโลกเรานี้สามารถที่จะมีความเจริญเติบโตได้ เรา สำหรับกิจกรรมของเราอยู่บนกรอบความคิดของ Lab ของระบบนิเวศและก็เรื่องแพลตฟอร์ม ของการให้บริการ ทำไมเราจึงบอกว่าที่ Barça นี้นะครับเราเป็น คุณคงทราบ เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับฟุตบอลอย่างเดียว เรามีกีฬาฟุตบอล บาสเกตบอล แฮนด์บอล Roller Hockey และเรามีกีฬาอื่นอีก 9 ชนิด เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีนักกีฬานี่กว่า 2,000 คน และเรามี Coach นี่ประมาณ 200 คน เรามีเมืองการกีฬาของเรา เรามีสนามกีฬาของเรา เรามี Stadium ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งหมายความว่าถ้าเผื่อเราพิจารณาทรัพยากรที่เรามีอยู่นี้ จากมุมมองนวัตกรรมอันนี้ก็คือ เราเป็นห้อง Lab ที่มีชีวิตที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก แล้วเราสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมได้เป็นรายวัน นี่ก็คือเรื่องของ Barça Innovation Hub เรามีเรื่องของการพัฒนางานวิจัยนะครับ เรามีงานวิจัยสำหรับเราที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เรื่องของการที่จะศึกษาความเร็วหรือตัวชี้วัดต่าง ๆ นานา ที่จุดมุ่งเน้นของเราก็ คือเราจะทำอย่างไรที่จะวิเคราะห์พื้นที่ในฟุตบอลบริส แล้วเราประเด็นของเราก็คือจะทำอย่างไรให้มีพื้นที่ในฟุตบอลบริส เพื่อให้เราจะสามารถได้ผลลัพธ์ในฐานะที่เราทำงานร่วมกันเป็นทีม อันนี้นี่นะครับเป็นโครงการวิจัยที่เราได้นำเสนอใน MIT แล้วเราได้รางวัลในฐานะเป็นงานวิจัยเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม การกีฬา ประเด็นความคิดที่ 2 ก็คือระบบนิเวศ ผมได้กล่าวแล้วว่าเราเชื่อในเรื่อง ของการที่จะมีนวัตกรรมแบบเปิด ซึ่งหมายความว่าเราร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ นี่นะครับ หลากหลายมาก ในฐานะที่เราเป็นคลับนี่ เราไม่ได้ทราบทุกอย่างด้วยตัวเราเอง เราจำเป็นจะต้องร่วมมือกับอีกหลายภาคส่วน เพราะฉะนั้นเราจึงมีกลยุทธ์นี่นะครับ ของ การร่วมมืออย่างในเรื่องนวัตกรรมเปิด เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัย กับโรงพยาบาล กับห้อง Lab งานวิจัย เพราะว่าเรา แล้วก็ศูนย์ทางด้านสุขภาพ แล้วก็บริษัทที่เป็น Startup แล้วก็นักลงทุนแล้วก็นักกีฬา การกีฬาอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเรามีระบบนิเวศที่ใหญ่มาก ที่เราได้สร้างขึ้นมา เพื่อที่จะเดินหน้าสร้างนวัตกรรม เดี๋ยวผม เราร่วมมือกับ Startup ซึ่ง Case แรกนี้เป็น Startup ที่เราได้บ่มเพาะขึ้นมาในเมืองกีฬาของเรา ที่ Barcelona แล้วกรณีที่ 2 ก็คือ การร่วมมือกับหลายองค์กรด้วยกัน เพื่อที่จะปรับปรุง Facility ทั้งหลาย ที่เรามีอยู่ อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำนะครับ ที่ Barça Innovation Hub อันนี้เป็น Startup จากทางใต้ของประเทศสเปน ซึ่งมาติดต่อเราเมื่อ 3 ปีที่แล้วมา แล้วเขาบอกว่าเขามีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเลยเพื่อที่จะติดตามในเรื่องการกีฬา แล้วเขาได้แก้ปัญหาของเรา เพราะเรามีการกีฬาทั้งข้างในและข้างนอกและได้เทคโนโลยีอันนี้ ช่วยให้เราสามารถติดตามนักเล่นนี่นะครับในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะจะเล่นข้างในหรือเล่นข้างนอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้ทำร่วมกับ Startup อันนี้ก็คือปรับปรุงเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น เพื่อเราได้ทำงาน เพื่อที่จะใช้เทคโนโลยีนั้นไม่ใช่ในทีมวิชาชีพของเรา แต่ว่าในการกีฬาทั้งหมดของเรา เนื่องจากเรามีระบบนิเวศที่ค่อนข้างจะครอบคลุมกว้างใหญ่นี่นะครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้เทคโนโลยีของเรานี่นะได้มีการนำไปใช้โดย Club ต่าง ๆ แล้ว Fresh Legend ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราก็ได้ส่งเสริมธุรกิจของ เราได้พัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับบริษัทนี้ และขณะนี้บริษัทนี้นี่นะครับก็ได้เติบโตในระดับระหว่างประเทศ นี่คือสิ่งที่เราทำ นี่คือประเภทของนวัตกรรมที่เราพยายามที่จะทำ เพื่อที่จะพัฒนากิจกรรมของเรา นั่นก็คือเรา อย่างกรณีนี้เป็นตัวอย่างของการที่เราได้ทำงานร่วมกับบริษัทที่เป็น Startup แล้วเราก็ช่วยเขาพัฒนา จนกระทั่งเขาสามารถที่จะได้เป็นบริษัทที่ มีความสำคัญในเวทีของกีฬาระหว่างประเทศ นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่เราทำเป็นรายวัน ตัวอย่างที่ 2 ที่ผมอยากจะแบ่งปันกับคุณ นั่นก็คือสิ่งที่เราทำในการสนับสนุนโครงการที่เราเรียกว่า "Espai Barça" โครงการ Espai Barça เป็นเรื่อง ของการสร้างนวัตกรรมสำหรับ Facility ทั้งหมดของ Barça Innovation Hub นั่นก็คือ เราต้องการสร้างนวัตกรรมของเมืองการกีฬาของเราที่ Campus ของเรา และ Stadium ของเราเป็น Stadium ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและคุณจะเห็นว่า เราได้พยายามปรับปรุง Stadium อันนี้แล้วรวมทั้งบริเวณรอบ ๆ ของโครงการนี้ จะเป็นโครงการที่มีอายุ 5 ปี จะต้องมีการลงทุนประมาณ 500 ล้านยูโร มัน เป็นโครงการจากมุมมองของนวัตกรรม เราไม่อยากให้มันเป็นเพียงแค่ Facility ใหม่ของ Barça Innovation Hub เท่านั้น เรากำลังบูรณะนะครับ ส่วนหนึ่งเลยนี่ ของเมือง Barcelona เราอยากจะ ทำให้เกิดโครงการเคลื่อนไหวได้อย่างง่าย เราต้องการโครงการ IT ในเรื่อง Telecom เรื่องของ Connectivity และเราต้องการให้ เราอยากจะให้โครงการนี้เป็น Innovation Lab ของโครงการของเรา โปรดชม Video อันนี้ค่ะ นี่ก็คือเป็นโครงการของเรา ซึ่งกำลังจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมา เป็นโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงและบูรณาการ Facility ทั้งหมดนี้นะครับที่เราเรียกว่า ซึ่งอยู่ที่ ซึ่งการบูรณะในเรื่องของสนามกีฬานี่นะครับ เป็นจุดแรกเลยของงานนวัตกรรมนี้ Espai Barça นี้เป็นโครงการที่จะเชื่อมโยงกีฬาและสถาปัตยกรรม Facility ของศตวรรษที่ 21 นะครับเหมาะสมสำหรับโลกสมัยใหม่ เหมาะสมสำหรับทุกคน ความท้าทายนะครับ ที่พิเศษสุดที่เราจะเห็นได้ใน Stadium ของเรา โครงการของเรานี้นะครับที่เปิดรับทุกคน เปิดต่อทุกเมืองและทั้งโลก อันนี้เป็นความฝันที่เปิดรับทุกคน ตามที่ท่านได้เห็น มันไม่ใช่เรื่องของสนามกีฬาเท่านั้น มันเป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งของเมือง จากมุมมองของการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมนี้นะครับ พวกเราคงได้เห็นแล้วนี้นะครับ เราได้เริ่มเปิดตัวสนามกีฬาขนาดเล็กแล้ว และอันนี้ก็คือความสำเร็จแรกของโครงการของเรา พวกเราได้เห็น Graphic นะครับและโครงการที่รวมอยู่ใน Espai Barça แล้ว เทคโนโลยีที่เรา ได้รวมในโครงการนี้นะครับ ในเรื่องของการดำเนินโครงการ ในฐานะที่เราเป็นฝ่ายนวัตกรรม เราก็มีส่วนในการพัฒนาโครงการนี้สำหรับ FC Barcelona จากมุมมองของนวัตกรรม เราต้องการให้สนามกีฬานั้นเป็นสนามกีฬา 5G แรกของยุโรป และเราก็เพิ่งได้จัดการประชุม Congress ที่ Barcelona และ เราก็เป็น Stadium นะครับที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในยุโรป เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้เลยว่าโครงการทั้งหมดที่เราได้มีการทำสำหรับ FC Barcelona นวัตกรรมนี่มีส่วนสำคัญ มากในสิ่งที่ทำเพื่อที่เราจะได้สร้างนะครับ ในเรื่องพัฒนาการสำหรับคลับ ของเราในอนาคต สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาของเรานี่นั่นก็คือ ก่อนอื่นเราต้องมีแพลตฟอร์ม เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อ แบ่งปันความรู้ของเรา งานวิจัยของเรา กับฝ่ายที่ 3 เพื่อปรับปรุงความรู้ที่เรามีอยู่ เพราะฉะนั้นเรา แบ่งปันความรู้ แต่เราก็รับความรู้จากภายนอก แพลตฟอร์ม อันนี้มีการดำเนินการนี้ในกว่า 110 ประเทศ นี่นะครับและก็มีการพัฒนาใน 3 ภาษาด้วยกัน นั่นก็คือสเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส และพวกเราจะเห็นได้เลยว่า ความรู้ทั้งหมดที่เราแบ่งปันในแพลตฟอร์มนี้ เราแบ่งปันข้อมูลในความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ในเรื่องการตลาดทางด้านการกีฬา แล้วนอกเหนือจากนั้น เราก็ได้มีการจัดในเรื่องการประชุมใหญ่ ๆ เหมือนอย่างงานนี้นะครับ อย่างที่ Barcelona เราก็ จะมีการจัดงานนี้นะครับ ทั้งในเรื่องการประชุมใหญ่ ๆ ทั้งในเรื่องของวิทยาศาสตร์ การสอนงาน ทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะส่งเสริมและพัฒนาความรู้ของเราและ เพื่อที่จะพัฒนาความรู้เราเพิ่มเติมกับด้วยการแบ่งปันความรู้กับผู้ที่สนใจ ที่จะ แบ่งปันความรู้ของเขากับเรา และท้ายสุดนี้นะครับ จากมุมมองของ Barça, Barcelona นะครับ เราทำงานจากมุมมองของความรู้ และจากมุมมองของนวัตกรรม ก่อนอื่นเรามี Methodology หรือวิธีการ พัฒนาทีมการกีฬา เราต้องการวิเคราะห์นะครับการกีฬาในทุกรูปแบบ เรา เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องของวิธีการเล่นกีฬาของเรา ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของการดำเนินการการกีฬา ทำอย่างไรที่เราจะปรับปรุงนะครับ ในเรื่องสมรรถนะของนักกีฬาของเรา นักกีฬาของเราจะต้องมีอยู่ในสภาพดีที่สุด เพื่อเล่นกีฬาได้ ลักษณะที่ 3 เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ และเทคโนโลยีการกีฬา เราจะต้องพิจารณาว่าเราทำอย่างไร ที่จะนำกีฬา เทคโนโลยีเข้ามานี่นะเพื่อที่จะปรับปรุงนี่นะครับในเรื่องผลลัพธ์ของเราและ ผลการเล่นกีฬาของเรา เราจะต้องอยู่ในสถานะที่จะสามารถชนะได้ อันนี้สำคัญสำหรับเรา ประเด็นที่ 4 เป็นเรื่องของสุขอนามัยสำหรับเรานี่นะเรื่องของทั้งอาหาร เรื่องการดูแลความเจ็บป่วย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับคลับอย่างเรา นักกีฬาของเราจะต้องอยู่มีสภาพที่ดีที่สุด เพื่อเล่นกีฬาได้ ลักษณะที่ 4 ก็เรื่องของที่พวกที่เป็นแฟนการกีฬาของเรานี้ จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เรามีแฟนนี่นะกว่า 300 ล้านคน สิ่งที่เราต้องการ ก็คือเราจะต้องพัฒนาฐานข้อมูลของเราเอง เราต้องการสร้างระบบนิเวศของเราเอง เพื่อที่จะสามารถที่จะติดต่อกับลูกค้า หรือแฟนของเราได้โดยตรง และเพื่อที่เราจะได้มีข้อเสนอแนะนี่นะครับ ที่พิเศษสำหรับแฟนของเรา ลักษณะที่ 5 นั่นก็คือมี Facility นี่นะครับ ที่ smart เราได้ปรับปรุง Facility ต่าง ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ต้องการให้ Facility ของเรานี้ เป็น Facility ที่ Smart เพื่อให้รวมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องกับกีฬา ในฐานะที่เรานี่เป็น Hub ทางด้านของนวัตกรรม เราจะต้องรวมข้อมูลความรู้ทั้งหมดนี้นะที่เรามีใน Facility นี้ และท้ายสุดเป็นเรื่องของ ผลทางด้านสังคม เราไม่มีผู้ถือหุ้น เราเป็นคลับของสมาชิกของเรา เพราะฉะนั้นเรามีพื้นฐานของเรานี่นะครับ แล้วเราก็มีในเรื่องของ Foundation นะครับ มูลนิธิของเรา จาก มุมมองของเรานี้ เราต้องการ ที่จะเป็นพื้นที่ที่เราต้องการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ เพื่อที่จะได้มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็ก อย่างมุมมองของนวัตกรรมนี้ เราก็สนับสนุนนะครับ มูลนิธิของเรานี่นะครับ ในทุกสิ่งที่มูลนิธิทำ ความสำเร็จของ Barça, Barcelona และในเรื่องนี้ Barça Innovation Hub นั่นก็คือเราไม่ได้มีการดำเนินการในเกี่ยวกับ กิจกรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่งในคลับของเรา แต่ว่า เรามีแผนกนะครับ ด้านล่างของสไลด์นี้เราจะเห็นได้เลยว่าเราพยายาม ที่จะเผชิญกับความท้าทายทั้งหมดของคลับ อันนี้สำคัญจากมุมมองของนวัตกรรม นวัตกรรมนี้นะไม่สามารถจะเป็นเรื่อง โดด ๆ นี่นะครับ แต่ว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับความท้าทายที่องค์กรมีอยู่ในระยะยาว และเราถึงได้ทำงานในพื้นที่นั้น เราทำงานในเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ในเรื่องของการมีส่วนร่วมกันด้านการกีฬาและเราทำงานร่วมกับมูลนิธิของเรา ท้ายสุดทำไม FC Barcelona ถึงได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ทำไม Barcelona ถึงได้ลงทุนใน Barça Innovation Hub เพราะว่าคลับนี้นะครับ มี เราทำทุกสิ่งทุกอย่างนี่ด้วยเป้าหมาย 3 ประการ เป้าหมายแรกก็คือ การที่เราจะได้อยู่ที่จุดสุดยอดของความรู้ เราเป็นมากกว่าคลับ เราจะต้องมีทั้งความรู้และนวัตกรรม เราต้องการทำงานวิจัย เราต้องการร่วมมือกับบุคคลอื่น เพื่อที่จะสามารถดำเนินเช่นนั้นได้ เป้าหมายที่ 2 นั่นก็คือ เราจะต้องดูแลในเรื่องของสถานะของแบรนด์เรา เราเรียกตัวเราเองว่า เราเป็นมากกว่าคลับ คำว่าเราเป็นมากกว่าคลับ นั่นก็คือเราจะต้องได้รับการสนับสนุนจากนวัตกรรม เป้าหมายที่ 3 และเป็นเป้าหมายสุดท้ายนั่นก็คือ เราต้อง การสร้างความหลากหลายจากกระแสรายได้ของเรา เราไม่ได้เป็นองค์กร เราเป็นคลับของสมาชิก เราไม่สามารถที่จะระดมทุนได้ สิ่งที่เราจะทำ รายได้เรานี่นะจะต้องได้มาจากกิจกรรมของเรา นี่ก็คือเป้าหมายสุดท้ายของ Barça Innovation Hub ขอบคุณมากครับ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณมากค่ะ Javier ในการพูดเกี่ยวกับอนาคตของกีฬาให้เราฟังและเล่าเรื่องที่มักจะมีการพูดกันนั่นก็คือ เราจะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนองค์กรของเราด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับ Startup เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็จะได้คุยกันนะคะ เราจะมาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Startup กับบริษัทที่กำลังที่จะเปลี่ยนแปลงไปค่ะ เราจะมาดูเรื่องการ Challenge หรือการท้าทาย หรือโอกาสนะคะที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่ง Speaker ของเราต่อไปคือ Lexie Komisar the Director Global Head Startup Ecosystems และ Partnerships from ของ IBM ค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณณรัณภัสสร์) สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อภัสนะคะ ก็เป็นผู้จัดการนะคะ ก็วันนี้จะพูดถึงว่าหัวข้อที่น่าสนใจมากที่ความร่วมมือ ระหว่าง Startup กับบริษัทต่าง ๆ ดิฉันก็อยู่ที่นี้ กับ Lexie Lexie มาจาก IBM IBM นี่ก็จะมาพูดให้ฟังว่าการร่วมมือกันนี้ กับ Startup กับบริษัทนี่ จะเป็นอย่างไร และวิธีการ ทำที่ดีที่สุดนี่คืออะไร แล้วทำไมอย่างนั้น ก็อยากให้แนะนำตัวเอง (Ms. Lexie) ก็ขอ ชื่อ Lexie Komisar ก็ทำงานกับ IBM IBM นี่ ดิฉันก็นำ เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจระดับโลก คนมาแล้วจะทำงานกับ Startup อย่างไร แล้วจะขยายผลอย่างไรทั่วโลก แล้วเรานี่ IBM นี่ จะให้การสนับสนุนกับชุมชน Startup อย่างไร แล้วก็ทุกอย่างนี่ Startup นี่ มีการขยายตัวอย่างไร สร้างขึ้นมาอย่างไร และขยายตัวอย่างไร เมื่อตลาดมันจะมั่นคงขึ้น (คุณณรัณภัสสร์) ทีนี้ความร่วมมือ กันระหว่าง Startup กับองค์กรนี่ ก็ถือว่าตอนนี้ Startup เป็น Big Trend เลยนะคะ นอกจากจะมีการนวัตกรรมมากขึ้น ทีนี้จากการมุมมองของ IBM นี่ Initiation คือ สิ่งที่ IBM ทำมามีอะไรบ้าง (Ms. Lexie) IBM มี Program ที่เรียกว่า "Startup with IBM" ก็เป็นการร่วมมือกัน ก็ง่ายสำหรับ Startup นี่จะทำเทคโนโลยีของตัวเอง และเป้าหมายก็คือว่า เราจะให้การสนับสนุน Startup โดย ใช้เทคโนโลยีของเรา แล้วก็เป็นนวัตกรรม อย่างเช่น AI หรือ Blockchain นะคะ ยกตัวอย่างนะคะ ทีนี้ไม่เพียงแต่เราจะช่วย Startup สร้างตัวขึ้นมากับเรา เราอยากจะช่วยให้เขาเจริญเติบโตพร้อมกับเราด้วย แล้วเราก็ร่วมมือกับ Program ของเรา เป็น Digital แพลตฟอร์ม คุณจะเข้าถึงได้ทุกทั่วโลก สิ่งหนึ่ง ที่คุณควรจะทำอย่างน้อยก็คือว่า ง่ายนะ การที่จะทำ การเป็น Partner กับบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง IBM สำหรับเรานะคะ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เรามีเจาะจงในเรื่องของการภูมิภาคนะคะ ทางด้าน IBM นี่ แล้วก็ที่มีมากกว่า 250 นะคะ หน่วยทั่วโลก อันนี้ นี่ก็ไม่ได้มีความสำคัญระหว่างระบบนิเวศของโลกด้วย วันนี้เรามาเพื่อจะให้การสนับสนุน ว่าเราจะทำ ช่วยเหลือในอนาคตนี่ ได้อย่างไร แล้วอีกอย่างหนึ่งนะคะ เรื่องของภูมิศาสตร์ ก็แต่ละที่ ก็มีความสำคัญกัน มีความสำคัญ เราจะช่วย Startup เพื่อจะให้ระบุตัวเองนะคะ แล้วเขาจะเจริญเติบโตทั่วโลกนะคะ (คุณณรัณภัสสร์) ทีนี้ Startup นี่ Partner ที่ทำกับ IBM แล้ว เขาจะต้องสมัครใช่ไหมคะ (Ms. Lexie) ใช่ คุณต้องสมัคร www.IBM.com/Partner/Startup ก็ง่ายมาก ๆ เลย ที่จะเข้าไปสมัคร (คุณณรัณภัสสร์) ดิฉันก็เชื่อว่า คุณคงจะได้รับ Application ใบสมัครมากมาย เพราะว่า IBM นี่เป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก ทุกคนก็อยากได้ IBM ใช่ไหมคะ อยู่ใน Profile และ เงื่อนไขจะเป็นอย่างไรของ Startup (Ms. Lexie) ก็สำคัญมากนะคะ เราจะพูดรายละเอียดมากขึ้นว่า เราต้องเข้าใจ ว่าคุณทำงานนี่ เป็นองค์กร แล้วคุณจะมีคุณค่าอะไรที่จะ Product อะไรที่น่าสนใจ ให้เรา สำหรับเราแล้ว เราอยากจะให้แน่ใจว่าท้ายที่สุดแล้ว เราช่วย Startup ได้ ขยายตัวออก แล้วเราก็เป็นบริษัท ผู้ประกอบการนี่ เราให้การสนับสนุนธุรกิจ แล้วก็อยากให้เขาเจริญเติบโต ดังนั้นนี่ IBM นี่ เราก็ยังช่วย มองหาในการสนับสนุน Startup ซึ่งจากธุรกิจนะคะ ธุรกิจหรือผู้ประกอบการ เรารู้ว่าเขามีคุณค่านะ มีอะไรที่จะทำให้เราได้หลายอย่าง เราอยากจะให้เห็นถึงว่า เขา ๆ เราทำงานตั้งแต่ธุรกิจจริง ๆ จนกระทั่งถึง เรื่องเกี่ยวกับพวก Health Care การดูแลรักษาสุขภาพอะไรต่าง ๆ (คุณณรัณภัสสร์) ที่นี้ในขั้นตอนของ Startup นี่ คุณเน้นที่ช่วง เริ่มต้นหรือช่วงขยายตัว เจริญเติบโต (Ms. Lexie) IBM เรามีวิธีการ กับบริษัทที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ วงจรของธุรกิจเขาจะมาร่วมกับเราตรงไหนก็ได้ อย่างของดิฉันนี่ Startup with IBM ที่ฉันดูแลอยู่นี่ บริษัทที่มันทำงานมานานแล้ว อยู่ในตลาดมาแล้ว มีผลิตภัณฑ์มาแล้ว มีรายได้แล้วนี่ ทีนี้ ในการขยายตัวเราก็มี Program เราเรียกว่า "IBM Partner" ซึ่งจะช่วยให้คุณนี่ สามารถจะขยายตัว แล้วก็มี แรงจูงใจในการที่จะใช้เทคโนโลยีของเรา และขยายธุรกิจของคุณ (คุณณรัณภัสสร์) คุณบอกเราอีกนิดได้ไหมคะว่า Partner ที่เป็น Startup ของคุณมีใครบ้าง คุณทำอะไรกับเขาบ้าง (Ms. Lexie) น่าสนใจมาก บทบาทของดิฉันนี่ ที่จะเห็น Startup นี่มีการวิวัฒนาการมาทั่วโลก คือ ก่อนที่คุณจะเข้าไปใน Startup นี่นะคะ IBM นี่เป็นบริษัทนะคะ ก็มีสิ่งที่มีอะไรร่วมกันกับ Startup มากมาย เราอยู่ใน ธุรกิจมาเป็นร้อยปี เราก็ทำงานในหลาย ๆ ส่วน เราคิดในแง่ของนวัตกรรม วิธีการ ที่ว่าเทคโนโลยีของเรานี่ เรามีเทคโนโลยีมากมายนะคะ แล้วก็มีการวิวัฒนาการมาเรื่อย และนอกจากนี้แล้วนี่ เราก็มีห้อง Lab ทำวิจัยทั่วโลก ถือว่า ดิฉันคิดว่านะ จากธุรกิจทั้งหมดถือว่าเป็น Lab ที่ทำการวิจัย ที่ใหญ่ที่สุดนะคะ เป็นหัวใจของเอเชียทีเดียว อันนี้ก็คือ สิ่งที่ว่าเรามีความคล้ายคลึงกันหลายอย่างทีเดียว กับ Startup ตัวอย่างหนึ่ง เราทำงานกับทั่วโลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกัน อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย ยกตัวอย่าง Startup อย่างเช่น Knockri อยู่แคนาดา ที่เขาใช้ AI เทคโนโลยีเราใช้อุปกรณ์นะคะ เครื่องมือที่ใช้ AI Assessment ระหว่างที่มีการคัดเลือการสมัครงาน ดิฉันก็ทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน ของฉันที่แคนาดา ให้การสนับสนุนเขา ด้วยเครื่องมือที่ใช้นี่ IBM นี่ ที่ใช้ในงานของเราในเรื่องของกระบวนการคัดกรองเลือกคนด้วย ทีนี้บริษัทนี่ที่อยู่ใน Program เรียกว่า "Lining EGO" ก็อยู่อเมริกาเหนือนะคะ คือว่า เขาใช้ Blockchain Technology ในการสร้างความโปร่งใส ของ Supply Chain ตอนนี้นี่ผู้ผลิตก็จะได้เข้าใจดีขึ้น แล้วก็เห็นว่า ได้ข้อมูลมากขึ้น ว่าโกดัง จนกระทั่งว่าสินค้าไป ถึงมือของผู้บริโภค ในบางส่วนของโลก Startup ก็ ใช้เทคโนโลยีของเรากับ Startup IBM Program อยู่ที่ออสเตรเลีย คือเขาเน้นที่ AI แพลตฟอร์ม กับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ทำให้มันง่ายขึ้น จะใช้การขยาย การกระจายข่าว เข้ามาในกลุ่มข่าวของเขา ก็จะเป็นง่ายกว่า เราจะใช้รายละเอียดของ Video ทั้งหลายนี้เป็นอย่างไร เขาก็อยู่ร่วมกับเราตั้งแต่ ระดับขั้นตอนเริ่มต้น แต่ตอนนี้ก็ขยายตัว เข้มแข็งขึ้น ที่นี้เรื่อง Scale หรือ ISV ที่มาทำเป็น Partner เขาเรียกว่า Dollar Tree Club คือเขาอยู่เทคโนโลยีของเรื่องนาฬิกา Force ลูกค้าที่มาหาเรานี่ เขามีคำถามเดียวกันนี่มากมายเลย ดังนั้นเพื่อ จะให้บริการลูกค้า ก็เลยจะสร้าง T-BOT ขึ้นมา ช่วยลดเวลาในการตอบอีเมล แล้วก็ให้ลูกค้า ข้อมูลได้มากขึ้น ทำให้มีการสื่อสาร ลดจำนวน ชั่วโมงกับลูกค้ากับคำถามที่ถามมา (คุณณรัณภัสสร์) ก็ น่าสนใจมากทีเดียว ทีนี้เกี่ยวกับ IBM นี่ ก็มีการทำงานร่วมกันกับคลับ ก็ไม่รู้จะ ให้คำตอบนี้แก่เขา (Ms. Lexie) ทีมหนึ่ง สิ่งที่ดีกับของ IBM ก็ขอบอกว่า เรามีความเชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญจากห้อง Lab ของเรา ของวิศวกร ซึ่งถือว่ามีความรู้ที่ทันสมัย เกี่ยวกับ เรื่องเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยี เรื่อง Blockchain เป็นต้น ทีนี้สำหรับเราแล้วนี่ เพื่อที่จะทำให้ง่ายขึ้นในการทำงาน ของเรา เราก็สามารถ จะเสนอให้การสนับสนุนบริษัทเหล่านี้ โดยความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคนะคะ เพื่อจะให้แน่ใจว่า เขาง่าย ในการใช้เทคโนโลยีของเรา (คุณณรัณภัสสร์) มีคำถามอีกคำถามหนึ่งที่ Startup ถามดิฉันอยู่เรื่อย ๆ อย่างเช่น IBM นี่ คุณมีทรัพยากรมากมาย มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีมากมาย ทำไมไม่สร้าง Innovation ของตัวเองขึ้นมา ทำไมต้องไปเป็น Partner ของคนอื่น (Ms. Lexie) แน่นอน Corporate กับ Startup นี่ ทำงานด้วยกัน ในเรื่องของระบบของนิเวศนี่มากมาย สิ่งที่เราทำได้ดี ที่สุดนี่ ในขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนนะ ผู้... นวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะ พวก Startup แล้วก็สามารถที่จะเพิ่มนะคะ ขอบข่ายของเรา ดังนั้นนี่ บทบาทน่ะ มัน เสริมกันระหว่าง Corporate กับ Startup คือเราจะมีการ เพิ่มมูลค่าของเทคโนโลยีเข้าไป ให้กับทั่วโลก ก็คือเป็นกรอบการทำงาน ของดิฉันว่า เราจะทำงานร่วมกันระหว่าง Startup กับ IBM กับบริษัทนี่ เพื่อให้แน่ใจว่าความร่วมมือนี้ เราจะสามารถขยายตัวได้มากกว่าที่เรา ต่างคนต่างทำ (คุณณรัณภัสสร์) ก็ค่อนข้างจะชัดนะคะ ว่าถ้าทำงานร่วมกับ Partner แล้วเราจะได้มีการสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้วก็มีการขยายฐานของลูกค้าด้วย แล้วผลลัพธ์ที่ IBM จะได้คืออะไรล่ะคะ ประโยชน์น่ะ (Ms. Lexie) สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ IBM ก็คือว่าบริษัทเหล่านี้ก็ คงจะไม่ต้องเติบโต อาจจะเป็นบริษัทเล็ก ๆ ในขณะนี้ แต่ในเมื่อใช้เทคโนโลยีของเรา ยิ่งเขามีการขยายตัว เขาก็จะใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อจะ ช่วยในการแก้ไขปัญหา ที่น่าสนใจในสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ แล้วสำหรับ IBM แล้ว เราก็ต้องให้แน่ใจว่า เราทำงานเป็น Partner กัน ตั้งแต่เริ่มต้นของ Startup นี่ ทีนี้บริษัทเหล่านี้นี่ เรา ช่วยให้เขาเติบโตในขั้นตอนต่าง ๆ ของธุรกิจ แล้วกลายเป็นผู้นำในตัวเองของธุรกิจของตัวเอง (คุณณรัณภัสสร์) ทีนี้บริษัทใหญ่ ๆ แน่นอน คงจะมีคนจำนวนมาก มีผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียนี่ ที่เราจะต้อง ติดต่อด้วยนี่ มากมาย คนนี่ค่อนข้างจะมีวิวัฒนาการ เปิดกว้างต่อความคิดใหม่ ๆ แต่คนบางคนนี่ ก็หัวเดิม หัวไดโนเสาร์นะ ไม่ค่อยจะ เห็นด้วยกับพวก Startup และเพราะฉะนั้นนี่ สิ่งท้าทายอย่างไร ที่ให้เขาเข้ามาร่วมงานกับเรา (Ms. Lexie) เป็นคำถามที่น่าสนใจทีเดียว สิ่งหนึ่งนะคะ ใครที่อยู่ในกลุ่มผู้ฟังที่ทำงานให้กับองค์กร แล้วก็ทำงานกับชุมชน Startup นี่ คือมันเป็นธุรกิจ ระยะยาวค่ะ บริษัทเหล่านี้นี่ เขาเพิ่มเริ่มต้น ในการเดินทางในวงเดินทางเส้นทางธุรกิจ ดังนั้นนี่ ขอบฟ้า ของเขานี่ ก็ยังกว้างยาว สิ่งหนึ่ง ที่ใครก็ตามแต่ที่ทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ จะต้อง มีการพูดจาสื่อสาร กับการเดินทาง ช่วยในการเดินทางของ Startup แล้วก็ต้องเห็นถึงว่า ต้องมีการดู ถึงใน เชิงของปริมาณด้วยนะคะ ในเรื่องของวงจร ของธุรกิจของเขา หรือช่วงการเจริญเติบโตของเขา มัน สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ทีเดียว ว่าคุณ จะต้องเป็นผู้ที่ให้มีการศึกษา แล้วก็ต้องมีความรู้ ในสิ่งที่เราทำ งานที่ดิฉันนี่ ดิฉันก็ต้องให้มั่นใจว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คู่เกี่ยวกับก็ต้องเข้าใจเรื่องของตลาด แล้วก็เข้าใจ ในเรื่องของโอกาส เขาต้องเข้าใจว่า เขาต้องทำงานด้วยกันกับ Startup ได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่งนะคะ คนหลายคนทีเดียว ที่ทำงานเทคโนโลยี เขามีความลุ่มหลงมากเลย สิ่งที่ฉันพยายามจะทำก็คือว่า ธุรกิจหลายอย่างที่เราทำด้วย มันก็จากทั่วโลกในภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศที่ตั้ง ภูมิศาสตร์ ที่ตั้งที่แตกต่างกันนี่ เพื่อนของดิฉันนี่จะต้องมีมูลค่าเพิ่มให้กับ Startup ทำงานให้มันง่ายขึ้นกับ Startup และช่วยให้เขา รู้ว่าทำไมเขาถึงจะต้องเอาทรัพยากรของเขา ไปแก้ปัญหาอันนี้ หรือทำอย่างอื่น (คุณณรัณภัสสร์) ที่นี้นอกจาก Stake Holder ภายในแล้วมี มีประเด็นปัจจัยอื่นไหมค่ะที่เป็นปัญหา (Ms. Lexie) ก็เห็นนะคะ เห็นว่าอุปสรรคนะคะ อุปสรรค คือ มันเป็น ทางให้เราก้าวหน้า อุปสรรคมันก็เป็นโอกาส ทำให้เราก้าวหน้า ไม่ว่าจะทางฝ่ายองค์กรเอง หรือฝ่าย Startup มัน ก็ต้องมีความโปร่งใสและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน สิ่งที่ดิฉันเห็น Startup ที่ทำงานกับองค์กรบริษัทใหญ่ ๆ นี่ แล้วทำงานได้ดีนี่ คือ ต้องมีการพูดคุยกันถึงความต้องการ และองค์กรจะช่วย เขาอย่างไรในการจะก้าวไปสู่ในเส้นทางธุรกิจของเขา ตรงนั้นก็มีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงแต่ว่า Startup นี่จะต้องโปร่งใสและเปิดใจ แต่ที่สำคัญก็คือว่า องค์กรเองนี่ จะต้องโปร่งใส และก็เปิดใจด้วย มันเป็นธรรมชาติ ของธุรกิจน่ะ ใช่ไหมค่ะ เพราะบางครั้งก็มีอุปสรรคนะคะ แต่ถ้าพวกเราตระหนักว่าจริง ๆ แล้วพวกเราโปร่งใส แล้วเราก็ สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้นี่ แน่นอนเราสามารถ จะฝ่าฟันอุปสรรคที่ขัดขวางเราได้ (คุณณรัณภัสสร์) คุณได้พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจนะคะ หมายถึงว่าเราไปเจอขุมทองด้วยกัน ทำอย่างไรคะ (Ms. Lexie) ดิฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากนะคะ และหวังว่าจะจับนะคะในเรื่องของในขั้นตอนแรก ๆ อ่อ เป้าหมาย ขอโทษทีนะคะ คือเราบรรลุเป้าหมายไปด้วยกันนี่ ไปเจอเป้าหมายด้วยกันนี่ ในขั้นตอนต้น ๆ นี่ คือไม่ใช่เฉพาะตลาดใหม่ ๆ เท่านั้นเอง แต่ก็ต้องดูว่าเราจะเอาผลิตภัณฑ์ของเรานี่ไปในตลาดทั่วโลกอย่างไร อาจจะเป็นการขยายตัว เราจะช่วยให้เขานี่ไปเจอลูกค้าได้อย่างไร หรือให้เขาไปเจอกับ Partner จากส่วนต่าง ๆ ของโลก ได้อย่างไร สิ่งที่สำคัญคือว่า มัน จำเป็นมาก ๆ จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน โอกาสหนึ่ง ในการที่ร่วมมือกันอย่างที่เข้มแข็ง ก็สำหรับ Startup ก็กับองค์กร คือคุณต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของคุณนะมัน อยู่ในส่วนไหนของ Corporate บ้าง และความที่แตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ของคุณ แล้วก็ ขณะเดียวกันนี่องค์กรที่คุณไปร่วมงานด้วยจะช่วยคุณนี่ ให้บรรลุเป้าหมายที่คุณวางไว้อย่างไร และขณะเดียวกันบรรลุเป้าหมาย ของ Corporate ด้วย เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องชัดเจน เข้าใจอย่างกระจ่าง ว่าคุณกำลังต้องการอะไรจาก Partner แล้ว คุณก็ต้องเข้าใจว่า Partner จะต้องให้บริการทำอะไรให้คุณได้บ้าง (คุณณรัณภัสสร์) คุณก็ยังได้พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างคือเรื่องของการโปร่งใส อย่างประสบการณ์ของคุณ Startup ควรจะต้องทำอย่างไร เพื่อจะสร้างความโปร่งใส แล้วก็ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Ms. Lexie) ทั้ง Startup แล้วก็ สำคัญด้วย สำหรับองค์กรด้วย คือจะต้องให้มีคนที่เข้าใจ อย่างจริงจังในเรื่องสินค้าของตนเอง เรื่องตลาดที่คุณจะต้อง มองหา แล้วคุณก็ต้องสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมา และเราก็ต้องสร้าง Champion อย่างคุณ องค์กรก็รู้วิสัยทัศน์ของคุณ คุณเอาวิสัยทัศน์มาทำให้มันเป็นความจริงนั่นจะเป็นคน นำทางองค์กรที่มันยิ่งใหญ่ของคุณนี่ เดินต่อไปได้ (คุณณรัณภัสสร์) เห็นด้วยว่าคุณมีประสบการ์ทำงานกับ Startup มากมายเลย ทีนี้ในเมื่อ ลูกทีมของคุณเป็นอย่างไรบ้างคะ (Ms. Lexie) สิ่งหนึ่งนะคะ อย่างเพื่อนของดิฉันที่ทำอยู่ ในทีมน่ะ มันสำคัญ ที่องค์กรนี่ที่ทำงานกับ Startup ในชุมชนน่ะตัวเองก็ต้องทำ ทำเหมือนกับเป็น Startup ด้วย คือเวลาคุณทำงานอยู่ใน ทำงานนวัตกรรม คุณก็ต้องมีจิตใจคิดเหมือนนวัตกรรมเป็น เหมือนจาก IBM นี่ เรามีการทำ Digital Innovation เราก็ทำงานวิธีการต่าง ๆ ให้กับ Startup ในวิธีการที่ IBM ทำ เพราะฉะนั้นทีมของดิฉันก็ทำงาน อย่างเต็มที่นะคะ อยู่บนกำหนดการ และขณะเดียวกันเราก็ มุ่งเน้น มีเป้าหมายที่ชัดเจน ในเรื่องการทำงาน กับ Startup สิ่งเหล่านี้เราต้องเข้าใจอย่างยิ่งเลยว่านะคะ สุดท้ายคนที่เป็น End User ของเรานี่เป็นใคร เราใช้วิจัย แล้วก็เราก็ทำงานเรื่องเกี่ยวกับ มุ่งมั่นนะคะ เราต้องให้แน่ใจว่า เรามีการจี้ออก การคิด การส่งงาน หรือการทำปรับปรุงอะไรต่าง ๆ สำหรับดิฉันนี่บทบาทของดิฉัน ตอนนี้นี่ เราก็มีพันธกิจที่จะนำพวก Startup แล้วก็การทำวิจัยห้อง Lab ของ IBM นี้ มันก็ต้องมีการทำโครงสร้าง ที่จะทำให้ Startup มีความคิดว่า เรามีความมั่นใจว่าเรามีการ เคลื่อนไปข้างหน้านะคะ แล้วก็อยู่ใน บริเวณในท้องที่ที่เราต้องทำธุรกิจด้วย (คุณณรัณภัสสร์) ตอนนี้ทำงานกับ Startup กี่รายคะ (Ms. Lexie) ประมาณเป็นพันรายทีเดียวทั่วโลก Digital แพลตฟอร์มของ IBM นี่พยายามที่จะสร้าง Digital Sound Services แต่ว่า Digital First Experience ที่ Startup เจอครั้งแรกนี่ในประเทศไหน ก็ได้ทั่วโลกนี่ ก็ควรจะสร้างได้ สร้างตัวขึ้นมาเองได้ แต่เทคโนโลยีต้องเติบโตไปพร้อมกับเรา ทำให้เส้นทางของ Startup ที่จะเจริญเติบโตที่จะเดินไปด้วยกัน กับเรา ที่เราจะช่วยให้ Startup ในทุกวงจรของการทำธุรกิจนี่ ในการเดินทางนี่ได้ สำหรับเรา เราอยากจะ ทำงานด้วยกับ Startup เป็นพัน ๆ รายทั่วโลก ในตำแหน่งที่ตั้งที่แตกต่างกัน แล้ว ให้การสนับสนุนเทคโนโลยี Ecosystem IBM เป็นบริษัท ที่ทำงานในบริษัทกว่า 160 ประเทศ แล้วเราก็มีความมุ่งมั่นในการที่จะให้การดูแลสนับสนุน ในเรื่องของ Ecosystem และ Startup Ecosystem เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของการ Ecological Footprint ด้วย (คุณณรัณภัสสร์) ก็คือว่าจำนวนมากมายทีเดียว ตามที่ดิฉันเข้าใจนี่ ก็แพลตฟอร์ม ที่จะให้ Startup นี่เริ่มต้นขึ้นมา แล้ว คุณมีส่วนร่วมอย่างไร เขาเข้าในแพลตฟอร์ม Logo เขาก็มีการพบกับ IBM ด้วย (Ms. Lexie) มันก็แล้วแต่ตำแหน่งที่ตั้ง ทีนี้ แพลตฟอร์มของเรานี่เราก็ให้ Technical Support เรามี Live Chat หลังจากที่เพิ่งออกจาก Program ของเราหลังจาก 12 เดือนไปแล้วนี่ ก็มีโอกาสที่จะให้ Startup นี่ที่จะมาติดต่อ มีส่วนกับตัวแทน ติดต่อกับตัวแทน ซึ่งพยายามจะติดตาม งานที่ขณะ ที่มีการเติบโตด้วย ทีนี้คำถามนี่ Partnership ของเรานี่ เขาสามารถที่จะเร่งรัดนะคะ เราสามารถจะ ช่วยเขาได้ทั่วโลก เราให้มีการสนับสนุนในระดับโลก ระดับกว้าง และขณะเดียวกันก็มี Hand on ด้วย คือแบบ ตัวต่อตัว เพื่อจะให้แน่ใจว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญมาดู ในทำงาน ในชั่วโมงการทำงาน To do have a ton หรือว่า Technical ทำแคมป์อย่างอื่น เพื่อจะให้มีการ เพื่อให้แน่ใจว่าเราสามารถจะให้การสนับสนุนเขาได้ในเรื่องของ Ecosystem (คุณณรัณภัสสร์) ถ้าเกิด Startup นี่ อยากจะ Partner กับ Corporate เขาจะเตรียมตัวอย่างไร เพื่อจะให้เขา พร้อมที่จะเป็น partner (Ms. Lexie) เป็นคำถามที่สำคัญทีเดียวค่ะ ก็อยากจะให้ทุกคนนะคะ ที่ทำงานเป็น Startup และคิดว่าจะทำงานกับ Corporate อย่างไร ก็ต้องคิดถึง 2-3 อย่าง ดิฉันก็พูดมาแล้ว 1 แล้ว ก็คือว่า เป็นสิ่งที่สำคัญว่าคุณรู้นะว่าคุณ ทำอะไร และ Solution ของคุณน่ะ เข้ากับกรอบของยุทธศาสตร์ขององค์กรที่คุณจะไปทำงานด้วยอย่างไร อันนั้นคือสำคัญมาก และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือว่า คือต้อง Blend แต่ไม่ใช่ Break คือ หมายถึงว่าคุณจะต้องยืดหยุ่น ไม่ใช่ว่าไปยืดมั่นอยู่กับพันธกิจของตัวเอง มัน แน่นอน มันคงจะยืดหยุ่นได้บ้างในบางสิ่งบางอย่าง แต่ถ้าเกิดว่ามัน ไม่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือว่าสิ่งที่คุณตั้งเอาไว้นี่ คุณต้องแบบมียืดหยุ่นได้บ้าง และอีกอย่างหนึ่งนะคะ คุณต้องทำงานระยะยาว คุณต้องเห็น Partner ซึ่ง มองดูแล้วมันเข้ากันได้นะ คุณ ต้องหาคนที่เราคิดว่าการทำงานด้วยกันได้ในวันนี้ มันจะต้องทำงานด้วยกันกับเราได้ในอนาคต สามารถที่จะกระตุ้นนะคะ ในเรื่องของความเร่งรัด ให้เราหาช่วยในการเจริญเติบโตขององค์กร ของคุณด้วย ที่นี้ Partner ที่ช่วยเรา ได้ปัจจุบันนี้คืออะไร และทีนี้อีก 6 เดือน 1 ปี 2 ปีข้างหน้าจะช่วยอะไรเราได้บ้างไหมต้องคิดด้วย ก็ ประเด็นนี้สำคัญนะคะ (คุณณรัณภัสสร์) แล้วที่ IBM นี่โปรแกรมของ IBM ไปเทียบกับของคนอื่นเป็นอย่างไรคะ (Ms. Lexie) ดิฉันคิดว่าทุกโปรแกรมนี่ก็มีลักษณะนะคะ และลักษณะมีคุณค่า มีความแตกต่างของเฉพาะตัวของตัวเอง แต่สำหรับ IBM นี่ ดิฉันมุ่งเน้น ว่าเรา เอา DNA แล้วก็เอาความเชี่ยวชาญของ IBM ไปให้กับ Startup ได้อย่างไร เราเป็นบริษัทนะคะ ที่มีนวัตกรรม แล้วก็ เรารู้ว่าเราต้องทำนวัตกรรม เพราะฉะนั้นเราก็เป็นผู้นำ ในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก Blockchain AI, Cloud Data Analytic IBM มี ดิฟ นะคะ ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจอย่างท่องแท้ที่จะช่วย ให้การสนับสนุน Startup ในการเจริญเติบโต อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า บริษัทระดับโลกใช่ไหมคะ เราเป็นธุรกิจกว่าร้อยปีมาแล้ว และเราก็เข้าใจว่าในการที่จะ เจริญเติบโตในขายสินค้าไป ในตลาดต่าง ๆ นี่เป็นอย่างไร สำหรับดิฉัน ดิฉันก็มุ่งเน้นว่าเรา จะเอาความเชี่ยวชาญความรู้ในประวัติศาสตร์การทำงาน ของเราในภูมิภาคนี้เอาไปมอบส่งต่อให้กับ Startup ให้เขามีความพึงพอใจได้อย่างไร สำหรับเรา Digital แพลตฟอร์มนี่ และ Digital Experience ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ก็บอกอีกครั้ง ที่เราทำงานร่วมกับบริษัทใหญ่ ๆ มันซับซ้อนมากเลยนะ แล้วมันก็เหมือนกับ Digital Front Door คือมันสิ่งที่เราพยายาม มันเหมือน แต่สิ่งที่ IBM พยายามเรียกว่า ไอ้ก้าวแรกที่เข้ามาติดต่อของเรานี่มันง่าย ทุกคนจะมีโอกาสนะคะที่สามารถจะขยายตัว เติบโต กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของเรา ใช้ประโยชน์ กับเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ ของเรา และทุกคนนี่ มันมีโอกาสที่จะเอาใช้ความเชี่ยวชาญของ IBM แล้วก็มาทำเป็น Partner มาร่วมงานกับเรา สำหรับเรานี่ เราก็ยอมรับถึงความเชี่ยวชาญของบริษัทเล็ก ๆ ด้วย (คุณณรัณภัสสร์) ทีนี้ ของ IBM อยู่ในระดับโลก และดิฉันอยากจะทราบว่า คุณคิดอย่างไรว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดเป็นอย่างไรคะ (Ms. Lexie) ดิฉันก็ชอบนะคะ มีความสุขนะคะ ในการที่จะทำ Startup Activities ในบริเวณนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการร่วมมือกันอย่างดีมาก ทรวัตสูง แล้วก็เทคโนโลยี Ecosystem นี่ก็ ดิฉันคิดว่า Ecosystem ที่นี่ ไม่ใช่ว่าเป็น ก็เลยตื่นเต้นมากเลยในการประชุมครั้งนี้ แล้วก็ตื่นเต้นที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าความร่วมมือระหว่าง Partner ต่าง ๆ นี่ จากรัฐบาล จาก Startup และใน การที่คนที่มีการสนับสนุนส่งเสริม ทุก ๆ ฝ่าย ทุกส่วน ก็มีเป้าหมายของตัวเอง แล้วก็มีอยากจะให้เป้าหมายนะคะ ขยายตัว ดิฉันก็เลยมีความตื่นเต้นมากเลย อยากจะเห็นว่าตลาดของทั่วโลกนี้เป็นอย่างไร และเรียนรู้จากตลาด เหล่านี้ เพื่อที่จะได้แน่ใจว่าดิฉันจะได้เอาไปยัง Ecosystem (คุณณรัณภัสสร์) ก็ดีใจที่ได้ยิน อันนี้ก็เป็นคำถามสุดท้ายนะคะ บางคนอาจจะมาจากองค์กรใหญ่ ๆ ถ้าเกิดสมมุติว่าอยากจะ ทำงานร่วมกันกับ Startup หรือเห็นอะไรที่น่าสนใจจาก Startup นี่ อาจจะเป็นประโยชน์กับบริษัท คุณจะแนะนำบริษัทตรงนี้อย่างไรคะ ขั้นตอนแรกของ Corporate ตรงนี้ ที่ทำงานกับ Startup คือใคร (Ms. Lexie) คือใครก็ตามแต่ ที่ทำงานใน Corporation อยากจะร่วมมือกับ Startup นี่ คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นใครก่อน อันที่ 2 คุณต้องเข้าใจว่าทำไม Startup จะทำงานกับคุณ ทำไม ก็บ่อยครั้งนะคะ ในบทบาทขององค์กรใหญ่ ๆ ที่ให้บริการ ในตลาดนี่ คนตั้งหลายคนมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญ แล้วสิ่งที่ดิฉันอยากจะให้ คุณต้องออกไป แล้วไป ทำวิจัย แล้วก็ไปสัมภาษณ์ แล้วก็รู้ว่า Startup เขาต้องการอะไร แล้วทำไม เขาถึงยังมาทำงานกับองค์กรของคุณ ดิฉันสัญญากับคุณได้เลยว่า คุณจะได้มีข้อมูลเชิงลึกที่คุณอาจจะไม่เคย รู้มาก่อนว่า บริษัทของคุณน่ะ ตอนนี้นี่นะ ในตลาดเป็นอย่างไร และก็ Startup นี่จะช่วย อาจจะมาร่วมมือกับคุณแล้วคุณให้การสนับสนุนกับ Startup ได้อย่างไร แล้วเมื่อคุณทำเช่นนั้นแล้วนี่ คุณก็มองดูได้ว่ามีวิถีทางใด ที่คุณจะมอบส่งต่อคุณค่าที่องค์กรของคุณมี ในฐานะที่เป็นบริษัทนี่เรามอบคุณค่า ที่ดีนะคะให้กับ Startup เหล่านี้ ให้สิ่งดี ๆ ช่วยให้เขา เจริญขยายตัว ก็อย่างที่ ดิฉันบอกว่าถ้าคุณอยากจะไปอย่างรวดเร็วนี่ อยากไปได้รวดเร็วคุณ ไปโดยลำพังได้ แต่ถ้าคุณอยากจะไป ให้มันไกลแล้วนี่ คุณต้องไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราจะไปได้ไกลมากขึ้น แทนที่จะไปได้รวดเร็วแล้วไปคนเดียวแต่ไปได้ไม่ไกล มัน ถือว่ามีการเกื้อกูลกัน ในเรื่องของความจุดอ่อน ดูตลาด แล้วก็มีการเปลี่ยนตัวในการปรับธุรกิจของเรา (คุณณรัณภัสสร์) ขอบคุณนะคะ Mrs. Lexie นะคะ ตอนนี้ก็เวลาก็หมดแล้ว ต้องขอขอบคุณ อย่างยิ่งที่มาแบ่งปันประสบการณ์ ขอบคุณผู้ฟังทุกท่านด้วยค่ะ ขอบคุณมากคุณภัส [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) โอ.เค. ก็ขอบคุณนะคะ คุณ Lexie กับคุณภัส ที่ให้ Insight นะคะ เกี่ยวกับ Relationship หรือความสัมพันธ์ระหว่าง Startup กับ Coporate นะคะว่า ความจริงแล้ว ถ้าเกิดคุณอยากจะไปได้เร็ว ก็ ไปคนเดียว แต่ถ้าเกิดอยากจะไปได้ไกล ก็ต้อง ร่วมมือกันไปด้วยกันนะคะ สำหรับ Topic ต่อไปนะคะ เรา มาพูดถึงกีฬาเมื่อเช้าแล้วนะคะ วันนี้เราจะมาพูดถึง Beauty หรือว่าความสวยงามนั่นเองค่ะ Topic ของเรา คือว่า อนาคตของเศรษฐกิจของความงาม ความสวยความงามนะคะ ในยุค Digital Transformation กับคุณ Ines Caldeira CEO ของ L’Oréal ประเทศไทย, ลาว, แคมโบเดีย แล้วก็เมียนมาร์ค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] [เสียงดนตรี] (Mrs. Ines) สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาในงานนี้ เพื่อจะได้แบ่งปันในเรื่องที่ดิฉันชอบ พูดถึงเป็นอย่างมาก เหตุผลหนึ่งที่ดิฉันได้เข้าร่วมในการ ทำงานกับ L’Oréal เมื่อ 18 ปีมาแล้วนี่นะคะ วันนี้ ดิฉันก็จะพูดให้ทุกท่านฟังได้ พูดเกี่ยวกับเรื่อง การเปลี่ยนแปลงในยุค Digital มันสำคัญมาก เพราะ L’Oréal เป็นธุรกิจนะคะ ถึง 26,000 ล้านยูโร และเรามีประวัติศาสตร์ อันยาวนาน เพราะฉะนั้นนี่ก็มีการเปลี่ยนแปลง เยอะมากที่เราทำให้เกิดขึ้นอยู่ตลอด เวลา ดิฉันขอเริ่มด้วยการแสดง ภาพยนตร์ให้ทุกท่านได้ชมค่ะ [วิดีทัศน์] ความงามนี่เป็นแรงบันดาลใจ ของเรา เราเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมความงาม ที่ใหญ่ที่สุด ในโลก เป็นธุรกิจที่เป็นที่มีความใหญ่ เป็นอันดับที่ 50 ในโลก และเป็นแบรนด์นี่นะ มี 36 แบรนด์นี่นะคะ ในระดับสากล เราเป็นผู้โฆษณาอันดับ 3 ของโลก เราเกี่ยวข้องกับคน เป็นพันล้านคน ความงามคือศิลปะของเรา เรามีนักวิจัยนี่ 4,000 คน ในเรื่องความงาม ความงาม คือ ความรักและทุ่มเท ของเรา เรามีผู้เชี่ยวชาญทางด้านความงามนี่ ประมาณ 80,000 คน ความงามเป็นเรื่องความรับผิดชอบ ของเรา และเรา ได้ลดนะคะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 77 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเระยะ 2-3 ปีที่แล้วมา เรามีชื่อเสียงทางด้านของ ความซื่อสัตย์สุจริตนี่นะคะ ในฐานะที่เป็นองค์กรระดับโลก (Mrs. Ines) วันนี้ดิฉันอยากจะแบ่งปันกับทุกท่านเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ ของเรา แต่ที่สำคัญที่สุด ก็อยากจะ เกี่ยวกับสิ่งที่เราได้เรียนรู้ใน อุตสาหกรรมของเรา และอนาคตจะเป็นอย่างไร การที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในยุค Digital หมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าการที่เรา จะต้องทำงานอย่างรวดเร็ว เรื่องของ การที่เราจะต้องไม่เกิดความเคยชินกับความสำเร็จของเรา และที่ L’Oréal เราใช้คำพูดว่า เราจะต้องมี ความข้องใจนี่นะคะ เกี่ยวกับเรื่องของ... เกี่ยวข้องกับ สิ่งที่เรายังไม่รู้ การเปลี่ยนแปลงทางด้าน Digital นี่มันเร็วมาก จนดิฉันมักจะเรียกมันว่าเป็น “การปฏิวัติ" ถ้าเรา คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มา เมื่อ 60... ใช้เวลา 60 ปี เพื่อที่จะ ให้ผู้บริโภคนี่นะคะ จำนวน ประมาณ 5,000 ล้านคนนี่มี Smartphone และอันนี้นะคะได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน ทุกอุตสาหกรรม ไม่มีอุตสาหกรรมไหน ที่ไม่ได้โดนปั่นป่วนหรือ ต้องเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากยุค Digital การเปลี่ยนแปลงในเรื่อง Digital ไม่เป็นเรื่องที่เราควรจะมี ไม่ได้เป็นเรื่องของ... มัน กลายเป็นเรื่องของการอยู่รอด และสำหรับ L’Oréal นั้น 60 ปีของการเปลี่ยนแปลงของเรานั้นนี่นะคะ ได้กลายเป็น แค่ 5 ปีของการที่เรานี่นะคะ ต้องเปลี่ยนแปลงนี่นะอย่างรวดเร็ว เป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เรานี่นะคะ ได้ครอบคลุม ทางด้าน E-Commerce นี่นะ 12 เปอร์เซ็นต์ และ ซึ่งจะมีส่วนเท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ ของการเติบโต ของธุรกิจของเรา และ 5 ปี เพื่อให้เรานี่นะคะ ต้องลงทุนนี่นะคะ ทาง ด้านของ Digital เพราะฉะนั้นนี่นะคะ มี Video นี่นะคะ 6,000 รายการนี่นะ เกี่ยวกับเรื่องความงาม และ L’Oréal นี่นะคะ โดยเศษหนึ่งในสามนี่นะคะ เป็นของ L’Oréal และ 5 ปี เพื่อให้เราได้ Data Point นี่นะ ของผู้บริโภคนี่ เพื่อที่เรานี่ จะได้ปรับการตลาดของเราตามความต้องการราย ส่วนบุคคลของลูกค้า และการที่เราสามารถที่จะสร้าง Influencer ผู้มีอิทธพลในตลาด ซึ่งเราถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา ส่วนหนึ่งของการตลาด ของเรา และ 5 ปีเพื่อให้เรา ได้ตัวเลขที่... ของ ค่าของหุ้นของเรานี่ได้เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว ภายใน 5 ปี อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้าน Digital และเราถือได้เลยว่าอันนี้เป็นการ ปฏิวัตินี่นะคะ ครั้งยิ่งใหญ่ มันเปลี่ยนแปลง วิธีที่เราคุย กับผู้บริโภคและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงตลาดของความงาม แล้วที่ L’Oréal นี่มันได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำงาน และเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำการตลาด เช่นเดียวกับ การปฏิวัติอุตสาหกรรมอื่น ๆ มันเป็นเรื่องของ การผลิตและการสร้างโรงงาน และที่ L’Oréal เราสร้าง 5 โรงงาน เป็นโรงงานทางด้าน เว็บไซต์นี่นะคะ ซึ่งส่งมอบ เนื้อหาให้แก่ประเทศต่าง ๆ นี่นะคะ และเรา มีโรงงาน E- Commerce ซึ่งมีความสำคัญอย่าง สำหรับธุรกิจ DGC ของเรา เรามีโรงงานให้บริการ เพื่อส่งมอบ 130 บริการ อย่างเช่นนะคะ ในเรื่องของ Makeup นะคะ สีสำหรับผม และเรื่องของการวิเคราะห์ผิวนี่นะคะ โดยอาศัย AI และเรามีการ... และโรงงานต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นโรงงาน ซึ่งเราได้ใช้ Data Source นี่นะ ประมาณ 50,000 รายการ เพื่อที่จะได้บรรลุเป้าหมาย ทางด้านธุรกิจของเรา เช่นเดียวกับ ในเรื่องปฏิวัติอื่น ๆ มันเป็นเรื่องของ ความสามารถในการผลิตและผลกำไร ซึ่งเป็นหัวใจของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ เนื่องจากเราเป็นธุรกิจ และเช่นเดียวกับในการปฏิวัติอื่น ๆ เรานี่นะคะ เรามีการใช้ ข้อมูล และในเรื่องของปัญญาประดิษฐ์นี่ อย่างมาก เพราะเราเชื่อว่านี่เป็นวิธีการที่จะทำให้ ความฝันทางด้านความงามของทั้งโลกนี่ สามารถที่จะมีการเปลี่ยนแปลงและดีขึ้น มีความพัฒนาในทางที่ดีขึ้น และเราได้ว่าจ้างในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมานี่นะคะ 2,500 คนนะคะ ผู้เชี่ยวชาญ 2,500 คน และเราได้สร้างนะคะ อาชีพใหม่ ๆ เรามีทีม CRM เรามีผู้จัดการชุมชน เรามีวิศวกร ข้อมูล และเรื่อง นโยบายทางด้านทรัพยากรบุคคลนี่นะ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงเลย ช่วง 5 ปีที่แล้วนี่ มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราว่าจ้างคนใหม่ แต่ในเรื่องของการปรับนะคะ ในเรื่องสมรรถนะ ของพนักงานทั้งหมดของ L’Oréal ซึ่ง ได้ร่วมในการเดินทางกับเรา การฝึกอบรมของเรานี่นะ ในปัจจุบันนี้ มันไม่ได้เป็นการอบรมเชิงทฤษฎีแล้ว เพราะในยุค Digital นี่นะคะ ความจริงนี่นะคะ มันเป็นเรื่องของ มันเป็นการฝึกอบรมนี่นะคะ ที่เรา ต้องสอนแบบหนัก เน้นหนักทางด้านการปฏิบัติ เพื่อที่จะได้การ เชี่ยวชาญใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เราไม่ได้แยก ระหว่างทีมการตลาด ทีม Digital แต่ทุกคน จะต้องร่วมมือกัน แล้วสมรรถนะต่าง ๆ เหล่านี้ได้มีการ ผสมผสานเป็นทีมใหญ่ของ L’Oréal เพราะฉะนั้นที่ L’Oréal เราถือว่า เราเป็นธุรกิจนี่นะคะ Digital อันดับ 1 ถึงแม้ว่าเราจะเป็น ธุรกิจที่มีอายุถึง 110 ปีแล้ว มัน ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างรวดเร็วและ อย่างมหาศาล แล้ววันนี้ดิฉันอยากจะแบ่งปันสิ่งที่เรา ได้เรียนรู้ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงของเรานี้ สิ่งแรกที่เราได้เรียนรู้ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่สำหรับ ธุรกิจใหญ่อย่าง L’Oréal นั่นก็คือ แบรนด์นี่นะคะ ใน แบรนด์ในระดับ สากลนี่นะ สามารถที่จะ ชนะในเรื่องธุรกิจได้ เพราะว่าสิ่งที่จริงก็คือ แบรนด์ใหญ่ ๆ นี่ สามารถที่จะยังสามารถที่จะเติบโต มากยิ่งขึ้นอีก ทำไมหรือคะ เพราะว่า ในโลกนี่นะที่เป็นโลกของ Hyperchoice นี่นะ การสร้างแบรนด์นี่นะ สำคัญมาก ทุกอย่างที่เราทราบ และได้เรียนรู้จากการตลาดยังคงเป็นเรื่องจริง เรายังจะต้องคุ้มครองนี่นะคะแบรนด์ ของเรา เราจำเป็นจะต้องให้ผู้บริโภคนี่นะคะ ได้ ข้อมูลต่าง ๆ เรายังจะต้องนะคะ มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลง นั่นก็คือสิ่งอื่นทั้งหมด มันมีช่องทางใหม่ ในเรื่องเนื้อหาใหม่ และมีโอกาสนี่นะคะ เยอะแยะมากมายเหลือเกิน แต่สิ่งที่เรา ได้เรียนรู้ด้วย นั่นก็คือเราสามารถที่จะ สอนทีมงานของเราให้ ประสบความสำเร็จได้ บทเรียนที่ 2 ที่เราได้มา นั่นก็คือเราไม่ควร ที่จะสู้รบในการสู้รบ ที่ผิดพลาด เราได้ฟังผู้บรรยายท่านก่อน แล้วว่า เรายังจะต้องมีความ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ในฐานะ... และโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าเรา เป็นแบรนด์อะไร ที่ L’Oréal สิ่งเดียวที่เราทำได้ นั่นก็คือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความงาม เป้าหมายของเรา ก็คือ ทำให้สตรี... ทั้งชายและ อ๋อ ทั้งสตรี ทั้งชายและหญิงนี่นะคะ มีความงาม ไม่ว่าเขาจะมี คำจำกัดความเกี่ยวกับความงามว่าอย่างไร เราจะต้อง มีความซื่อสัตย์ต่อธุรกิจหลักของเรา เพราะเรามีรวบรวม... เราได้ รวบรวมความรอบรู้ในเรื่องความงามนี่มาเป็นเวลา ถึง 110 ปี แต่สิ่งที่วิวัฒนาการทาง Digital ช่วยเรา นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่ง ความรู้ที่เรามีนี่นะคะ มาเป็นประสบการณ์ เพราะฉะนั้นนี่ Digital สำหรับเรานี่นะ มันเป็นโอกาส มันไม่ได้เป็นข้อจำกัด หน้าที่ของเรา ก็คือ ทำให้ความงามนี่นะคะ เราควรจะนำความงามนี่ มาให้แก่ทุกคน และทุกคน ในห้องนี้นะจะต้องหยุดคิด ว่า ทำไมธุรกิจของเราหรือ Startup ของเรานี่นะคะ เราได้สร้างมันมาเพื่ออะไร และตลอด ช่วงการพัฒนาของเรานี่ เราจะต้องมีความซื่อสัตย์ ต่อจุดดั้งเดิมตั้งต้นนั้นของเรา แต่ว่า ในโลกปัจจุบันเราจำเป็น ที่จะต้องได้รับความไว้วางใจ และแบรนด์ที่ใช้ชื่อ L’Oréal มีพันธกิจนี่นะคะ ที่ ในการที่เราจะต้อง มีความรับผิดชอบนี่นะคะ โดยการ สร้างนะคะธุรกิจนี่นะคะที่ โปร่งใสมากขึ้นไปอีก เพราะว่า การที่เราใช้ Algorithm และ Data นี่นะ มัน เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ที่เราควรที่จะใช้หรืออาศัย ในอุตสาหกรรมของเรา บทเรียนที่ 3 ของเรา นั่นก็คือ เรื่องของ Buzz เพราะเราเข้าใจว่าการที่เราจะ วิ่งตาม Buzz นี่ ไม่ได้เป็นยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้เราชนะได้ ทุกคนนี่ มัวเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่อง Facebook และเราบอกว่า เราไม่สนใจนะเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะว่า เราเป็น เราได้เห็นธุรกิจใหม่ ๆ นี่นะคะ ซึ่งมีพื้นฐานบน Facebook หรือ Instagram นี่นะคะ ซึ่ง มีความสำเร็จมาก เพราะฉะนั้นแทนที่จะ โทษ แพลตฟอร์มต่าง ๆ เราก็ตัดสินใจว่า เราควรจะต้องพยายามเข้าใจและปรับปรุงตัวเราเอง เพื่อที่ว่าเราจะได้อยู่ในโลกใหม่ได้ นั่นก็คือสิ่งที่เราต้องทำ ได้ทำ เราไม่บ่น เวลาเราเห็น การปฏิวัติเกิดขึ้น แต่ว่าเมื่อเราเห็นการปฏิวัติ เกิดขึ้น เราก็ได้พยายาม ที่จะทำงานให้หนักขึ้นไปอีก เพราะว่าทุกคนที่ต้องการที่จะอยู่รอด ในโลกสมัยนี้ต้องทำงานหนัก บทเรียนที่ 4 ของเรา นั่นก็คือ ความสำเร็จนี่นะคะ เราจะได้ก็จากการสู้รบเท่านั้น และทหารทุกคนนี่มีความสำคัญ เมื่อ 6 ปีมาแล้วนี่นะ L’Oréal ที่ประเทศจีนนี่นะคะ ขายได้ 6 เปอร์เซ็นต์ ใน E-Commerce ปัจจุบันนี่นะคะ ขายทางด้าน E-Commerce ยอดขาย E-Commerce ของ L’Oréal จีนนี่นะ ถึง 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นนี่นะคะ ถ้าเรารอที่จะดูว่า สำนักงานใหญ่ จะตัดสินใจอย่างไร หรือถ้าเผื่อเรา พยายามรอว่าอยากจะเรียนรู้ จากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา เราจะไม่มีวัน ได้ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ในประเทศ อย่างติมอร์ นั่นคือสิ่งที่ L’Oréal ประเทศไทย หรือทีม L’Oréal ประเทศไทยนี่ได้ทำนี่นะคะ เพื่อประสบความสำเร็จ กับ Shopee หรือ Lazada มัน ไม่ใช่เรื่องของยุทธศาสตร์ มันเป็นเรื่องของแบรนด์ ในระดับสากลนี่นะคะ ซึ่งมียุทธศาสตร์ ในระดับท้องถิ่น และเหมือนการปฏิวัติอื่น ๆ ในบางครั้งนี่นะคะ เราก็จะต้องหยุดคิด และเราต้อง ยอมรับว่าเรามาถึงจุดที่ผู้บริโภค อยากจะได้นะคะ การดีท็อกซ์ Digital และ เราก็ต้องทราบ นี่คือความสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ และมันดูจะเป็นจริงมากขึ้น ว่า ในโลกนี่นะคะ ที่คนต้องการความ ประสบการณ์และความสามารถที่จะมีความเชื่อมั่นได้ เขาอยากจะทราบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ที่ L’Oréal นี่ เรามีความพร้อม เรากำลังเตรียม ช่วงการเปลี่ยนแปลง Digital ระลอกที่ 2 พันธกิจของเรา ก็คือ เราจะต้องสร้าง ความไว้วางใจเพิ่มมากขึ้น โดยเอาลูกค้าเรานี่ ใส่ตรงกลางของการสร้าง แล้วก็ พยายามสร้างประสบการณ์ Omni-Channel ในยุทธศาสตร์ของเรา แล้วดิฉันหมายความว่าอย่างไร นั่นก็คือ การที่จะสร้างความไว้วางใจให้มีความเพิ่มมากขึ้น นั่นก็คือการที่เราจะต้อง… อย่าง Laroche-Posay แบรนด์ Laroche-Posay ได้สร้างชุมชนขึ้นมา เพื่อให้ ผู้ปกครองสามารถคุยกันระหว่างกันได้ เกี่ยวกับเรื่อง ปัญหาผิวของลูกของตน จริง ๆ นั่นก็คือเพื่อให้ทุกคน สามารถคุยกับปัญหาที่เจอ แต่นอกเหนือจากนั้น เราก็มี แบรนด์ใหม่ ๆ นะคะ ซึ่งมี... ถ้าเผื่อ ผู้ทำ Makeup นี่นะคะ ทั่วโลก หรือแต่งหน้าทั่วโลกนี่นะคะ สามารถที่จะแสดงนี่นะคะ ในเรื่องของความสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ของเขาได้นี่นะ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับได้ เพราะฉะนั้นเราพูดเกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์ค่อนข้างมาก เวลา... และดิฉันหมายความว่าอย่างไร เวลาดิฉันพูดเกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์ ประสบการณ์ นี่เป็นเรื่องของการสร้างความงดงาม หรืออารมณ์นี่นะเชิงบวก ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ สุภาพสตรี ในห้องหรือสุภาพบุรุษในห้องคงจะเข้าใจว่า ดิฉันหมายถึงอะไร นั่นคือความรู้สึก สิ่งที่เรา… เวลาเราใช้ลิปสติก เขาจะลอง และ Digital นี่นะคะ สามารถที่จะ ปรับปรุงหรือทำให้ประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ดีขึ้นได้อย่างไร ที่ L’Oréal นี่นะ ผลิตภัณฑ์ คือ การให้บริการคือผลิตภัณฑ์ใหม่ของเรา เราไม่ได้ผลิตแค่ลิปสติก แต่ว่า เรานี่มีหน้าที่ที่จะดูแลผู้บริโภคของเรา ให้อย่างดีมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่เรา เรียกว่า “ModiFace” ModiFace นี่มีหน้าที่ให้บริการแก่ผู้บริโภคของเรา และเนื่องจากเราเห็นด้วยว่า เรานี่อยู่ในยุคนี่นะของนวัตกรรม ModiFace นี่ เราได้เปิดในเรื่อง ModiFace กับลูกค้าทั้งหมดของเรา ทั้ง Shopee Lazada เพื่อกล่าวถึงลูกค้า ในประเทศไทย และขณะนี้เรามีนะคะ 16 แบรนด์ ของ L’Oréal นี่นะ อยู่ใน ModiFace และเรามีอีก 14 แบรนด์ใหม่นี่นะคะ ที่ผู้บริโภคนี่นะคะ สามารถที่จะได้ประสบการณ์ที่ใหม่และ ดีมากขึ้นนะคะ เกี่ยวกับเรื่องความงาม และ เราจะสามารถเห็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เรามีในเรื่องของ เรามีสิ่ง ที่จะช่วยให้ลูกค้า สามารถค้นพบนะคะ ในเรื่อง ของสิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละท่าน สิ่ง ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และเรามีความเชื่อมั่นในอนาคต ก็ เพราะว่าที่ L’Oréal เรามีคำภาษาฝรั่งเศสที่บอกว่า เราจะต้องรีบนี่นะคะ ยึดนะคะ ในสิ่งที่เริ่มต้นนี่ มาเป็นของเรา นี่คือประสบการณ์ ของทุกคนที่ทำงานที่ L’Oréal นั่นก็คือ เราต้องไม่กลัวสิ่งที่เรายังไม่รู้จัก และเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง มากเลยในยุค Digital เพราะเราจะต้องอยากรู้อยากเห็น เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเรื่องใหม่ Startup ใหม่ พันธมิตรใหม่ สิ่งที่... และอนาคตนี่นะคะ ที่เต็มไปด้วยสิ่งของใหม่ ๆ ที่เราจะต้องค้นพบ เราพูดเยอะมากในปัจจุบันนี้เกี่ยวกับเรื่อง IQ และ EQ และตอนนี้ ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง สร้างคิวใหม่ นั่นก็คือ "LQ" นั่นก็คือ LQ ที่เกี่ยวข้องกับ ความรักและการเรียนรู้ เพราะเราจำเป็นจะต้อง ฟังทีมงานของเรา ซึ่งทำงานในท้องถิ่น เพราะเขา ทราบเกี่ยวกับเรื่องโลกปัจจุบันมากกว่าตัวเราเอง เรา จำเป็นจะต้องเปิดใจเราและฟังเขา เพราะว่าเขามีอะไรหลายอย่างที่จะสอนเรา เราจะต้องรักทีมของเราและ นักธุรกิจยุคใหม่นี่ เพราะว่าเขาอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ของ CEO ของผู้นำ และองค์กรทุกบริษัท มันเป็นเรื่องของการที่เรา จะต้องรักนะคะ และเรียนรู้ ดิฉันเชื่อว่า L’Oréal ได้ประสบความสำเร็จจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และเราได้เป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลงของ อุตสาหกรรมความงามในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา และดิฉันมีความเชื่อมั่นเหลือเกินว่า เราจำเป็น ที่จะต้องระมัดระวัง สำหรับอนาคต เพราะเรายังอยากจะเป็น ผู้นำเกี่ยวกับเรื่องของเทคฯ หรือความงามนี่นะ โดยอาศัยเทคโนโลยี ต่อไปในอนาคต ขอบคุณทุกท่านอย่างมาก สำหรับ ความสนใจของทุกท่าน และหวังว่า ท่านก็คงจะชอบในสิ่งที่ดิฉันได้นำเสนอ ให้ทุกท่านได้ฟัง [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) เป็นสิ่งที่น่าสนใจทีเดียวนะคะว่า แม้แต่ L’Oréal นะคะ ก็ยัง CO กับ Startup นะคะ เพื่อที่จะมีความสัมพันธ์ ให้มากขึ้นกับผู้บริโภคของเขาค่ะ ส่วน Speaker ต่อไปนะคะ เราจะมีคนที่ เก่งมากเลย ที่จะพูดถึง Branding นะคะ แต่ก่อนที่จะมาพูดถึง Speaker คนนั้นนะคะ มีข่าวดีนะคะ สำหรับคนที่... ฟังดี ๆ นะคะ คนที่ชอบรางวัลนะคะ รางวัลอะไร เดี๋ยวฟังกันนะคะ ทางงานนี้นะคะ เราจะมีทวิชชี่ให้โชคน่ะค่ะ คือว่าแค่ดาวน์โหลด Application DTBB 2019 นะคะ ฟังดี ๆ นะคะ DTBB 2019 นะคะ คุณมีสิทธิที่จะลุ้นรับทันทีนะคะ รางวัลที่มีมูลค่า มากกว่า 3 แสนบาทน่ะค่ะ แต่มีข้อหนึ่งนะคะ ที่ต้อง ฟังดี ๆ นั่นก็คือว่า มันเฉพาะคนที่ อยู่ในงานนี้ค่ะ เฉพาะในงานนี้นะคะ ซึ่งในเวลาประมาณ 12.40 น. เราจะมีการจับรางวัลนะคะ Apple Watch ใช่ค่ะ เราจะมี Apple Watch นะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดว่าอยากจะได้ Apple Watch ใหม่ ๆ นะคะ คือรีบดาวน์โหลด Application เลยนะคะ DTBB 2019 เดี๋ยวทาง พิธีกรก็ต้องรีบไปดาวน์โหลดเหมือนกันนะคะ โอ.เค. ต่อไปนะคะ เราจะมี Speaker ที่จะมาพูดถึง Branding เมื่อกี้นี้ Speaker หลายคนก่อนหน้านี้ก็พูดถึงว่า Branding เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นอะไรที่บริษัท หรือ Startup หรือเป็นโบรกเกอร์อะไรก็ตามนะคะ จะต้องรู้ว่า จะทำ Branding ให้มันมีความสำเร็จได้อย่างไร คุณ Mr.Alex Antolino นะคะ เป็น Creative Director ของ Typeform เขาจะมาพูดถึงหัวข้อ “Build a Brand that will Grow Your Business” [ภาษาต่างประเทศ] (Mr. Alex) สวัสดีครับ [ภาษาต่างประเทศ] ดังนั้นนี่ คือผมก็ทำงานมานานแล้ว ก็ตัวผมเองนี่ ผมก็ทำงานมา ทางด้านเทคโนโลยี แล้วก็ทำแบรนด์ สร้างแบรนด์ขึ้นมา เราจะพูดให้ฟังว่า แบรนด์นี่จะเล่าเรื่องให้เราอย่างไร เดี๋ยวผมขอจบหยุดตรงนี้นิดหนึ่งก่อนนะครับ นี่เมื่อ 2 ปีมาแล้ว เมื่อเราสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา แล้วเราจะเล่าให้ฟังว่าทำไมเราถึงทำ ใครรู้จัก Typeform บ้างครับ ยกมือขึ้นหน่อยครับ Typeform ว้าว เยี่ยมเลยครับ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Typeform นะครับ ก็เป็นการออกแบบที่มันสวยงามมาก ง่าย ๆ นะ ก็มีการ Design ออกมานี่ เวลาคุณถามข้อมูล Online นี่ จริง ๆ แล้วเขาจะมี คุณสามารถที่จะให้ประสบการณ์ แบ่งปันกับคนที่เข้ามาได้อย่างดีเลย คุณจะทำให้ Product ของคุณน่ะมันดีขึ้น ทำให้ธุรกิจของคุณมันขยายตัว แล้วขณะเดียวกัน Typeform นี่ ก็จะทำให้มีผลกำไรมาสู่ธุรกิจของคุณ ผมชอบเล่าเรื่องนี้เรื่องหนึ่งนะครับ ผู้ชายคนนี้ชื่อ James Hamilton ตอนนี้นี่รูปนี้เมื่ออายุประมาณ 20 ปีนะครับ ในทศวรรษที่ 1980 นะครับ ทีนี้เขานี่อีกคนหนึ่งนะครับ เป็นผู้เผด็จการนะครับ ผู้นำประเทศ แต่เขานี่ ไม่ค่อยชอบหน้าผู้เผด็จการคนนี้นะ คือแทนที่จะไป... เขาเป็นคนที่ไม่ชอบความรุนแรง เขาแทนที่จะไปร่วมกับคณะปฏิวัติ เขาก็ทำในวิถีทางของตัวเอง เขาก็ไปรวมกับโบสถ์ ไปกับโบสถ์ โบสถ์ศาสนาคริสต์คาทอลิก พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในหนทางของเขาเอง Macro Caradima นี่ก็เป็นพระที่เป็นคนดูแลบาทหลวงของประจำโบสถ์ แล้วก็ถือว่าที่เป็นคนที่ ให้มีความแรงบันดาลใจ แล้วสร้างความจูงใจให้กับผู้คนที่เข้ามาที่โบสถ์ เพราะลองคิดดูว่าผลกระทบที่มีต่อจิตใจ ของเด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นอย่างไร มีอิทธิพลนะคะ ซึ่งตอนนั้นนี่โบสถ์มันมีบทบาทมากที่มีการล่วงละเมิดทางเพศของเด็ก ทีนี้ James เขาบอกว่า คุณคงไม่คิดว่ามีอะไรบางสิ่งบางอย่างอย่างนี้เกิดขึ้น มันคือทำให้สับสนมากเลยนะ James เขาพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคนอายุ 20 ปีอย่าง James น่ะ อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นนี่ ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าจะชีวิตมันคนจะไม่โสภานักนะ มันเกิดขึ้นกว่า 10 ปี จนกระทั่งถึงตอนเขาแต่งงานแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเวลาเขาโตขึ้นมาแล้วนี่ เขาเลยตัดสินใจที่จะเปิดปากพูด เลยทำให้บาทหลวงเฟอร์ดินานด์ ถูกดำเนินคดี นั่นปี 2010 แล้วปี 2011 นี่ เขาก็เลยผละออกจากโบสถ์ แล้วก็ถูกดำเนิน ท่านบาทหลวงก็ถูกดำเนินคดีนะครับ ออกนำ นำออกจากโบสถ์ แล้วถูกดำเนินคดี และถูกจำคุกนะครับ ถูกปลดออกจากโบสถ์ คุณจะเห็นในจอนะครับ สีเทานี้ก็คือความมั่นใจ ที่คนอเมริกาใต้มีความ เชื่อมั่นในโบสถ์ และทีนี้ สีแดงนี้ประเทศชิลี คุณเห็นว่าในปี 2010 นี่ มันมีความเชื่อมั่นในโบสถ์ลดลงเยอะ นี่เป็นโบสถ์ของศาสนาคริตส์คาทอลิก การล่วงละเมิดทางเพศ และทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องแบรนด์ครับ แบรนด์ แล้วแบรนด์ แบรนด์ที่มันมีอำนาจมากที่สุด ที่เคย ที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมานะ คุณอาจจะ ก็คือหนังสือไบเบิล บางคนเคยอ่านมาแล้วนั้นนะไบเบิล คุณหลายคน คงจะทราบว่าไบเบิลคืออะไรครับ หมายถึงว่า ความสามัคคี สนับสนุนกัน มีความซื่อสัตย์ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในแบรนด์นี้ แต่ทำไมเราเกิด Chart นี้ขึ้นมาล่ะ โอ้ ประชากรนี่ โอ้ แบรนด์นี่ มันคือสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราพูด แบรนด์คือสิ่งที่เราทำไม่ใช่สิ่งที่เราพูด แล้วจะให้คนที่ใช้แบรนด์ของคุณเป็นคนตัดสินใจเอง ฉะนั้นแบรนด์มันคืออะไรครับ Steve Jobs บอกว่า การตลาดนี่มันคือคุณค่า และต้องให้มีชัดเจนว่า แบรนด์ของเรานี้เป็นอย่างไร เราต้องการให้เป็นอะไร และขณะนั้น Jeff Bezos ก็บอกว่า แบรนด์ของคุณนี่ ก็คือ คนอื่นเขาพูดอย่างไร เวลาคุณนี่ไม่อยู่ในห้องนั้น พูดลับหลังคุณน่ะ คือเราไม่สามารถจะบังคับนะครับ ควบคุมได้ ว่าคนจะพูดเราอย่างไร เราต้องทำ แล้วให้คนเป็นคนตัดสิน ถ้าคุณถามผม ก็แบรนด์ก็คือผลบวก ผลลัพธ์รวมของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจ หรือองค์กร มันคือภาพที่เราเป็นคำสัญญา ว่าคุณนี่้คืออะไร คุณกำลัง จุดยืนของคุณคืออะไร เป็นเรื่องราวที่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะแตกต่างในเชิงลบ หรือว่าแตกต่างที่เชิงบวก เมื่อคุณทราบว่าแบรนด์ของคุณมันยืนอยู่ตรงจุดไหนแล้วนี่ ถ้าเกิดว่า อาจจะแบรนด์ใหญ่โต อาจจะเป็นอาคารชิ้นใหญ่ ๆ หลังใหญ่อย่างนี้ มโหฬาร ถ้าคุณมีเงิน แต่ว่าเมื่อ Cathedral อันนี้นะคะ มหาวิหารอันนี้ ในขณะที่ชาวคาทอลิก พระบาทหลวงคาทอลิก เป็นคนที่ควบคุม ปกครองยุโรป คุณก็สร้างโบสถ์ มหาวิหารหลังใหญ่ ๆ นี้ได้ แล้วคุณแสดงให้เขาเห็นว่าคุณทำอะไรบ้าง หรือภาพนี้ ทางขวามือนี่ไม่ใช่โบสถ์ครับ เป็น Center ที่คูเปอร์ติโน นี่คืออาคารหน้าตาอย่างนี้ เป็นศูนย์การค้าอย่างหนึ่ง เป็นศูนย์แห่งหนึ่งนะคะ อยู่ที่ แล้วก็อีกที่หนึ่งที่ Fifth Avenue ที่เมือง New York เห็นไหมคะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด แต่สิ่งที่คุณทำต่างหาก คือแบรนด์ ทีนี้ผมจะแยกย่อยไปอีกหน่อย แบรนด์ ผมอยากจะทำอย่างนี้ เพราะว่าหลังจากที่ผมเริ่ม Startup นี่ ตอนนั้นนี่นะ ใครเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจครับ มีธุรกิจเล็ก ๆ มีอะไรเป็นผู้ก่อตั้ง แล้วก็แบรนด์ของคุณเอง ก็เห็นว่ามีมือยกขึ้นนี่ เวลาคุณแบรนด์ธุรกิจของคุณนี่ คุณก็ไปถึง Google คุณก็เห็นว่า โอ้โฮ ว้าว แบรนด์นั้นมีอะไรเยอะมาก ถ้าเกิดว่าคุณอยากให้กว้างขึ้น หรือว่าแตกต่างจากคนอื่นนี่ คุณต้องฟัง ต้องฟังนะครับ เพราะศัพท์แบรนด์นี่ ก็คือคุณน่ะ และวิสัยทัศน์ของคุณน่ะก็คือ เป็นความตั้งใจ เราจะไปถึงวิสัยทัศน์ของคุณอย่างไร นั่นคือพันธกิจ คือสิ่งที่คุณทำ จากแบรนด์คุณต้องทำเพื่อจะไปบรรลุวิสัยทัศน์ของคุณ แต่ แบรนด์ Name มันคืออะไร เรามาแบ่งพูดอีกที รายละเอียดแบรนด์ แน่นอน คิดดูว่า มันเป็นสัญลักษณ์อะไรสักอย่างใช่ไหมครับ แต่มากกว่านั้นครับ ไม่ใช่จะเป็นอัตลักษณ์ของคุณ อันแรกก็คือเรื่องอัตลักษณ์นะครับ แน่นอน มันเป็น Identity อัตลักษณ์ สี การออกแบบ วิธีการที่คุณคิด อันนี้เป็นค่านิยม ของคุณด้วยว่าคุณยืนอยู่บนอะไร แล้วทำไมคุณสร้างผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมา จุดยืนของคุณอยู่ที่ไหน แต่มีมากกว่านั้นครับ ผลิตภัณฑ์เองนี่หรือบริการของคุณนี่ มันเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ แต่ว่าความสามารถของคุณ ในการที่แก้ไขปัญหาของใครคนอื่น แล้วก็มีอย่างอื่นอีก การสื่อสาร คุณสื่อสารกันและกันอย่างไร คุณสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร คุณสนับสนุนลูกค้าอย่างไร ในเวลาเขามีปัญหากับผลิตภัณฑ์ของคุณ ในเวลาคุณมีความกระจ่างในเรื่องนี้แล้ว เรามีค่านิยมของคุณ และคุณเข้าใจในค่านิยมของคุณ คุณสามารถสร้างจุดยืนคุณได้ และคุณสามารถที่จะคำนวณจุดเสี่ยงของคุณได้ อย่างนี้ ใครรู้จักคนนี้ครับ ใครรู้จักแคมเปญอันนี้บ้าง ใน Just Do It เขาเป็นบริษัท เขามีการรณรงค์นะครับ ใช้ภาพ ตอนนั้นน่ะเป็นคนที่มี เป็นนักกีฬานะครับที่มันมีความขัดแย้งอะไรกันมากเลยทีเดียว คนก็เลย บางคนก็เห็นด้วย ชอบเขา ในตัวตนของเขา บางคนก็ไม่ชอบ ลองคิดดูก็แล้วกัน หลังจากที่เอารูปนี้ออกมาแล้วนี่ เกิดอะไรขึ้นครับ ไหนคนก็เริ่มเผาผลิตภัณฑ์ของ Nike มัน เกิดขึ้นนี่ เขาเกลียด Nike ที่มาทำอย่างนี้ แต่มันก็เกิดสิ่งนี้ขึ้นด้วย คนที่ชอบ Nike Colin Kaepernick นะมันทำให้เกิดจุดประกายบอยคอร์ด และขณะเดียวกันจะทำให้เงินเพิ่มขึ้นมาถึง 6,000 ล้านเหรียญ ให้กับ Nike นี่ก็เป็นรณรงค์ครั้งแรก Original ของเขา 20 ปี มาแล้ว อันนี้เป็นแค่คำโฆษณา ก็คนแก่คนหนึ่งนะผู้สูงวัยคนหนึ่งเดิน วิ่ง 30 ไมล์ ต่อชั่วโมง ข้ามสะพาน แล้วก็ร้อง ร้อง แล้วก็ทักทาย Hello Hello แล้วแค่นี้เอง และดูสิว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นมา นี่แค่ โฆษณาเดียวนะ และถ้าเกิดว่าเอาธุรกิจทั้งหมดของเรามา Just Do It มันจะมากแค่ไหน เพิ่มขึ้นมา 139 เปอร์เซ็นต์ นี่คืออำนาจของแบรนด์ มันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ในตลาดอย่างเดียว แต่เทคโนโลยี มันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของผู้ผลิตเอง การเชื่อมโยงกัน Connectivity หรือว่า การเปลี่ยนอำนาจใหม่ คุณอาจจะมี Market Makeup Fit นี่มา Product Market Fit นี่ดี แต่คุณมีแบรนด์ Market Fit คุณก็ต้องใช้เอง คุณต้องเอาแบรนด์ของคุณทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณ ให้ธุรกิจของคุณนี่ เติบโตในระยะยาว มันจะต้องมีการสอดคล้องกัน ต้องจุดยืนอะไรบางอย่าง แล้วมัน ต้องอยู่ที่การเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่มีการอยู่ในสังคม ไม่ใช่มีแค่ผู้อุปโภคอย่างเดียว อันนี้เป็นแบบฟอร์มนะคะ เมื่อ 6 ปีที่แล้วนี่ ถ้าเกิดว่าคุณเจอ Design อะไรดี ๆ ขึ้นมา Form นี้ แล้วก็นี้คือแบบ Form ที่ปฏิบัติ คือแทนที่จะมีคำถามแบบอัตนัย แล้วก็เขียนยาว ๆ นี่ ก็ กลายเป็นเหมือนกับว่าเรามีคำถามที่ให้ตอบข้อความสั้น ๆ เหมือนกับ มีการพูดคุยสนทนากัน แล้วเดี๋ยวผมจะแสดงให้ดูว่า เราเอามาใช้อย่างไร ทีนี้เราพูดถึงผลิตภัณฑ์นี่ เรามี Product Market Fit มาก เรามีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่เคยมีมาก่อนเลย และเพื่อจะให้ผู้ที่เข้ามาศึกษาของเรานี่ Ordient ของเรา มีหลายบริษัท ที่เริ่มใช้ Interface แบบเดียวกัน ถ้าเกิดว่าคุณเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ ถ้าเกิดมีความคิดดี ๆ ผลิตภัณฑ์ดี ๆ ณ จุดใดจุดหนึ่ง อีกบริษัทหนึ่งแน่นอนก็จะเริ่มมาทำผลิตภัณฑ์เดียวกับคุณ เอ้ อะไรกันน่ะ จะทำให้ธุรกิจของคุณมีความมั่นคงได้อย่างไร ให้มันยั่งยื่นได้อย่างไร มันก๊อบกันไปหมด นั่นคือเวลาเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นเราคิดว่าเราต้องทำอะไรบางอย่าง เราก็เลยออกแบบ Typeform ขึ้นมา ถ้าคุณเป็น Startup โอ.เค. เราทำฟอร์มอันนี้มาแล้ว สวยงามมากเลย แต่ทำไมเราต้องทำอย่างนี้ล่ะ เราดูที่ Form ของเรา ก็เป็นส่วนเล็ก ๆ นิดเดียวเอง ของภาพใหญ่นะครับ กับงานที่คุณ ติดต่อกับลูกค้าของคุณน่ะ แล้วเบื้องหลังของมันคืออะไร เบื้องหลังก็คือว่าถ้าเกิดคุณเป็นผู้ก่อตั้ง คุณมีธุรกิจ และคุณมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าของคุณ ทุกปฏิสัมพันธ์ ทุกการติดต่อ มันมีความสำคัญ นั่นคือเรื่องราว นั่นคือ Typeform เพื่อจะทำให้คุณสามารถจะติดต่อกับลูกค้าของคุณ อย่างมีนัย แม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ ทำไมเราต้องทำอย่างนี้ เพราะว่าคุณใส่ใจ แล้วเราก็ใส่ใจ นั่นคือค่านิยมหลัก ร่วมของเรา แล้วทำได้อย่างไร เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ดู Typeform ตอนนี้ ถ้าเกิดเรามีแบรนด์แล้ว เรารู้เรื่องราว เรารู้รายละเอียด แล้วเราจะไปในตลาด แล้วก็เอาไปใช้ แล้วอย่างไรล่ะ ทีนี้เราเข้าใจ ปฏิบัติของเรา เรา เข้าใจว่าเรามีจุดยืนอยู่ที่ไหน แล้วเราจะเอาไปใช้ได้อย่างไร สิ่งนี้เราจะทำให้มันแตกต่าง คุณแตกต่างจากคนอื่น ผมพูดมาแล้ว แบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด แต่เป็นสิ่งที่คุณทำ เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาครับ คุณจะเอาพูด ๆ ๆ คุณต้องพิสูจน์ครับ เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ดูว่าอย่าทำอะไร ตัวอย่างว่าอย่าทำ แต่อย่าลืมอย่างหนึ่งครับ สำคัญมากเลย ที่คุณจะต้องทำนะครับอย่างคงเส้นคงวาในทุกขั้นตอน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่คุณทำอะไร อย่าลืม คุณต้องทำแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำ ค่านิยมของคุณ สิ่งที่คุณทำ จะต้องเหมือนเดิม ไม่ว่าจะทำเมื่อไรก็ตาม ลองคิดดูนะครับ ผมไปที่ Gym ผมอยากจะเป็น Six Pack เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ ๆ ใครเป็นคน วันที่ 1 มกราคม ใครเป็นสมัครสมาชิก Gym ยกมือครับ ผมก็ทำอย่างนั้นครับ วันปีใหม่ ชีวิตใหม่จะเอา Six Pack ไปสมัครเป็นสมาชิก Gym ไปถึงอาทิตย์เดียว เล่น เสร็จแล้วก็ดูตัวเอง เฮ้ อะไรล่ะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย Pack มันอยู่ตรงไหนนี่ แน่นอนสิ่งเหล่านี้นี่ มันก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วมันถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แบรนด์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องของความเข้มข้นหนักแน่น ลุกโหมทีเดียว แต่มันคือเรื่องความคงเส้นคงวา ทำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าอยากจะให้ลูกค้าของคุณกลับมา คุณต้องรู้จักลูกค้าของคุณ รู้ว่าเขาชอบอะไร เขาต้องการอะไร แล้วเขารู้สึกอย่างไร ต้องพยายามเข้าใจลูกค้า แล้วถามเขาแต่ละคำถามทีละครั้ง คำถาม พร้อมที่จะคุยหรือยังครับ เรามี Logo เห็นไหมครับว่า ตรงมุมน่ะก็มี Logo ของเราด้วย Logo นี้ค่าใช้จ่ายสูงมาก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว นี่คือเป็นตัวอย่างว่า ไม่ควรจะทำ คือเราก็บอกว่าจ่ายเงินมาก ๆ เอาไปเลย เอา Logo ของเราใส่ไปตรงเห็นได้เด่นชัดเลยของลูกค้า แล้วเราก็ลองดูว่า อะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะฉะนั้นบอกแล้วว่า ไม่ใช่ว่าเงินที่ลงไปเป็นล้านเหรียญมันไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย แล้วก็รอถึงว่าเกิดขึ้นอะไร น่าที่จะแบ่งกระจายเงินเข้าไป แล้วค่อย ๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ คงเส้นคงวา จะเห็นผลว่า เราเลือกทำอย่างไรล่ะปัจจุบันนี้ แทนที่จะลงตูมไปทีเดียว อย่างนี้ เดี๋ยวผมจะดู ให้ดูว่าเรามีทำ Inter Action หรือปฏิสัมพันธ์ของเรานี่ เราทำอย่างไร อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ นะคะ นี่ของเรา ก็ Form ของเราเป็นอย่างไร นะคะ ว่าเกม Chawee Play ที่เราเล่นเกมอะไร เราก็เปลี่ยนไปมีการออกแบบ มีการปรับปรุง แล้วเราก็มีการเปิดตัว เรื่องใหม่ ๆ ตรงนี้ Typeform ของเรา ถ้าคุณ ไปดูข้อมูล Online มันน่าตื่นเต้น มันน่าสนใจมากกว่า แล้วเราก็ถามคำถามแต่ละคำถามให้เขาตอบมา แล้วก็มาคิดอีกที เอ๊ะ รูปแบบ Typeform หน้าตามันเป็นอย่างนี้ แต่พวกนี้มันเป็นคำถามเรื่องเกี่ยวกับวิชาการ เป็น เรื่องเทคโนโลยีน่ะ เราสามารถจะเอาอย่างอื่น มาเปลี่ยนแปลงคำถามได้ไหม แล้วเราเองเข้าไป เกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์แทนที่จะใช้เทคโนโลยี เราก็เลยแต่งตั้ง Video Atrs ขึ้นมา ถ้าเกิดเราจะสร้าง Lead เราก็จะถามคำถามแบบว่าเป็นส่วนตัว เหมือนกับเราไปถามตัวต่อตัวตามถนน เวลาเราไปจัด อย่างเรื่องของแบรนด์ ยกตัวอย่างนะครับ เรามีเนื้อหาแล้ว เราจะทำให้มันมีตื่นเต้น เราจะทำให้มันมีประโยชน์ มีผลอย่างไร เราก็เลยมีการแนะนำขึ้นมา เรื่อง การเล่าเรื่องโดยใช้ Video เราเป็นฟิล์มสั้น ๆ เรื่อง เพลง Halloween อย่างนี้ เป็นหนังสั้น ๆ ที่มันตื่นเต้น นะคะ สยองขวัญน่ะ แล้วลองดูสิว่าเราเป็นคนวางแผนเองว่า ผู้แสดงนำจะต้องทำอย่างไร และเสร็จแล้ว ในหัวข้อถัดไป เรื่องเกี่ยวกับการตลาดนี่ เราพยายามจะทำให้มันได้ผล ก็เอาลูกค้ามาอยู่ใน ศูนย์ของการกิจกรรมทุกอย่างของเรา มีใครพูด เจอใคร Conference อันนี้ แล้วก็มี การพูดถึงผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นอย่างไร มันดีอย่างไร แล้วก็เอามาให้เราดู นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะทำนะคะ เอาผู้ใช้นะคะ เอาผลิตภัณฑ์ของเรา ให้ลูกค้าของเรามีความประทับใจ อย่างเช่นการจัด Event ขึ้นมา เมื่อเราไปที่ Next Web นี่ เราสร้าง World Wide Web สร้างบูธขึ้นมาแล้วเราจะทำให้มีการปฏิสัมพันธ์ กับคนมากมายได้อย่างไร ใน Event อันนั้น เราจะเอา สร้างสินค้าที่มันน่าสนใจ หรือจะเอามีการทำกิจกรรมมาที่บูธ เพื่อจะทำ T-Shirt ขึ้นมาหรือเปล่า แล้วเขามาถามคุณ คุณจะได้ถามเขานะ ว่าเขาชอบอะไร แล้วก็ เสร็จแล้วก็มีการเขียนภาพลงไป บนเสื้อยืดของเรา มันเป็นการทำ ที่มันไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยนะ ไม่ได้มาก ไม่ได้แพง แต่มันจับต้องได้ แล้วเราสามารถที่จะคุยกับลูกค้าเพื่อจะให้เข้าใจเขา แล้วปรากฎสิ่งที่ได้มาคือ บอกว่าบางคนก็ต้องรอเป็นชั่วโมง เพื่อจะได้เสื้อเชิร์ต แล้วคุณดูนะ มัน Hot แค่ไหน มีคนมารอเพื่อจะใช้ มีปฏิสัมพันธ์กับคุณน่ะ ทีนี้การให้บริการลูกค้านี่ ก็เป็นโอกาสที่อย่างดี ที่จะ สร้างแบรนด์เสนอแบรนด์ของคุณให้กับลูกค้า วันหนึ่ง เราก็ได้รับข้อความมา จะทำเรื่องเกี่ยวกับ ความ Depression คือ โรคซึมเศร้านี่ เราจะจัดการอย่างไร เรามีความตื่นเต้นกับความต้องการทางเพศของตัวเองนี้ คำถามนี้โผล่ขึ้นมา คุณจะทำอย่างไร อีกอาทิตย์หนึ่งขึ้นมา เราก็ได้ข้อความขึ้นมาจากคน ๆ เดียวกันว่า โดย ที่จริงจะพูดถึงว่าความซึมเศร้า เนื่องจากว่าจะลอกคุณเอง จะดูว่าคุณเองนี้ คุณจะตอบอย่างไร จริง ๆ แล้วนี่ผมหรือว่าดิฉันนี่ ข้าพเจ้านี่ก็เป็นคนที่แปลกประหลาดใจมากและก็หมายถึงว่า มีคนที่มีความเมตตา ที่จะช่วยตอบให้ นี้คือสิ่งที่ผมพูดถึง อันนี้คือสิ่งบางอย่างที่แสดงให้เขาเห็น ทำให้เห็นว่า ค่านิยม คุณค่าของเรานี้มันออกมา เป็นการปฏิบัติได้ ทำให้เขาเห็นว่าเรามีความใส่ใจในเขา แล้วสำหรับคนที่เป็นฝ่ายบุคลากร เราต้องให้เห็นว่า ที่ทำงานของเราเหมือนกับบ้าน เราพยายามที่จะเห็นคนนะครับ มันมีลักษณะพิเศษ เฉพาะคนของคน เพราะฉะนั้น Reception แผนกต้อนรับของเรานี่ ไม่ใช่เฉพาะต้อนรับอย่างเดียว แต่พอเวลาคุณเข้ามาแล้วนี่ เขาจะให้คุณ ให้กาแฟคุณตอนเช้า แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะกาแฟอย่างเดียว แต่คนที่คุยกับคุณทุกวัน ๆ นี่ เลยทำให้ปฏิกิริยา ปฏิสัมพันธ์ทุกอย่างนี่ มันมีความหมาย มันมีความสำคัญต่อเรื่องเกี่ยวกับ HR เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับลูกค้า เพราะฉะนั้นย้ำอีกที ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด มันสิ่งที่คุณทำ ถ้าเกิดว่าคุณอยากจะทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณ แบรนด์ของคุณ มันมั่นคง ยั่งยืน อย่าพูด พูดไปก็บลา ๆ ๆ ๆ คุณต้องทำให้เห็น ให้คนเขาประจักษ์ คุณไม่อยากได้ยินใครพูดโอ้อวดตัวเองหรอก ออกมาเลย บอกมาเลยคุณเก่งอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง ทำมาให้ดูเลย ถ้าคุณทำอย่างสม่ำเสมอ ทำอย่างหลาย ๆ ครั้ง มันจะเกิดผลกระทบ ผมก็จะสรุปล่ะ อย่าลืมนะครับ แบรนด์ ไม่ใช่อัตลักษณ์จากคุณ มันเป็นอัตลักษณ์ แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งเดียว มันเป็นถึงขีดความสามารถของคุณด้วย ที่จะแก้ไขปัญหาของคน และการสื่อสาร คุณคุยกับคนอย่างไร คุณมีปฏิสัมพันธ์กับเขาอย่างไร ถ้าคุณนะตระหนักรู้ใน 3 อย่างนี้สำหรับองค์กรของคุณ บริษัทของคุณ คุณจะมีอำนาจมาก มีหลาย ๆ คนบอกว่า แล้วจะได้ แบรนด์นี้ จะได้มากที่สุด ทำแบรนด์ให้มันเป็นที่รู้จักที่สุดได้อย่างไร ได้ผลดีมากที่สุดอย่างไร ถ้าเกิดว่าคุณแค่พูดกับคนอื่นออกแบบมาก็ได้แค่นั้นเองน่ะ แต่ว่าถ้าเกิดว่ามีการพูดคุยกับคุณ เข้าใจถึงความเสี่ยง เข้าใจถึงเขาให้ความไว้วางใจคุณ นั่นคือ คุณค่า และคือมีอะไรอีกมากมายที่คุณจะทำได้ ขอบคุณมากครับ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณนะครับ ขอปรบมือนะคะให้คุณกับ Alex Antolino ขอบคุณสำหรับเรื่อง Creative นะ ที่นำมาเสนอของเรา เรื่องเกี่ยวกับแบรนด์ ในเวลานี้นะคะ ทุกท่านนะคะ เราจะมาเข้าสู่อีกหนึ่งช่วงกิจกรรมพิเศษนะคะ ที่เรามีของขวัญที่อยากจะมอบให้ด้วยนะคะ สำหรับภายในงานนั้นเองนะคะ ซึ่งก็ต้องบอกเลยนะคะว่า ก่อนหน้านี้เราก็มีเรื่องของการประชาสัมพันธ์ไปแล้วนะคะ สำหรับกิจกรรมนะคะ ที่อยากจะเชิญชวนนะคะ ให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามา มีส่วนร่วมนะคะ แล้วก็มาลุ้นรางวัลกันนะคะ สำหรับกิจกรรมพิเศษนะคะ ทวิชชี่ให้โชคค่ะ กับการดาวน์โหลดนะคะ Application DTBB 2019 แจกเลย แจกจริง แน่นอนนะคะ สำหรับวันนี้ ในรอบนี้นะคะ เราจะแจกกันก่อนนะคะ สำหรับรางวัล เป็น Apple Watch 1 รางวัล นะคะ สำหรับใครที่ทำการดาวน์โหลดของตัว Application ไปแล้ว เรียบร้อยนะคะ ซึ่งประกาศรายชื่อของผู้โชคดีท่านไหน จะต้องอยู่ภายในบริเวณงาน แล้วก็ต้องขึ้นมารับรางวัลด้านบนเวทีเท่านั้นด้วยนะคะ แต่ถ้าเกิดตอนนี้ท่านไหนยังไม่ได้ดาวน์โหลดนะคะ สามารถที่จะเปิดตัวของ Application นะคะ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง iOS หรือว่า Android นะคะ สามารถรีบดาวน์โหลดกันได้เลยนะคะ เรามีการแจกทุกวัน จัดเต็มนะคะ มูลค่ารางวัลรวมกว่า 300,000 บาท นะคะ ซึ่งในช่วงเวลานี้ อย่างที่บอกไป เราจะทำการ Random รายชื่อผู้โชคดีนะคะ ในการแจกรางวัล Apple Watch 1 รางวัล แล้วก็ช่วงเวลาโดยประมาณนะคะ ช่วงเวลา 17.30 น. นะคะ 17.30 น. แจกอีก 1 รางวัลนะคะ จะเป็น Voucher ที่พักศาลาอยุทธยา นะคะ 1 รางวัล สำหรับผู้โชคดีที่อยู่ภายในงานเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตอนนี้ย้ำอีกรอบหนึ่งนะคะ สามารถที่จะเข้าไปที่ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Google Play จะเป็น App Store ก็ตามนะคะ เข้าไปดาวน์โหลด Apllication DTBB 2019 ค่ะ แล้วตอนนี้นะคะ ต้องขออนุญาตนะคะ ทำการ Random รายชื่อผู้โชคดี และจะทำการประกาศรายชื่อ สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล Apple Watch นะคะ จากตัว Application นี้ คนแรกเลย (คุณอกนิษฐ์) [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) มิสเตอร์นาโอคิ คาเนฮิรา มิสเตอร์นาโอคิ คาเนฮิรา ใช่หรือเปล่าเอ่ย คุณนาโอคิ นะคะ ต้องแสดงตัวของ QR Code แล้วก็การดาวน์โหลด Application ด้วยนะคะ ถ้าเกิดว่าใช่ถูกต้อง เรียบร้อยแล้ว ขอเสียงปรบมือด้วยค่ะ ได้ Apple Watch ไปเลย 1 รางวัล ทันทีนะคะ และในลำดับนี้ค่ะ ต้องขอเรียนเชิญนะคะ ท่านรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นะคะ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอเรียนเชิญนะคะ คุณฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ นะคะ จะเป็นผู้มอบรางวัล Apple Watch 1 รางวัล เราทำการ Random รายชื่อผู้โชคดีนะคะ จากในระบบมาเรียบร้อยแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าคุณอยากเป็นผู้โชคดีแบบนี้ อย่าลืมนะคะ สามารถดาวน์โหลดตัวของ Application DTBB 2019 ได้เลยนะคะ ขอแสดงความยินดีอีกครั้งหนึ่งด้วย แล้วก็ต้องขอขอบคุณนะคะ คุณฉัตรชัย เป็นอย่างมากเลยทีเดียวค่ะ อย่างไรนะคะ ช่วงเวลา 17.30 น. นะคะ เราก็จะได้มาลุ้นรางวัลแบบนี้อีก จะเป็น Voucher ที่พักศาลาอยุธยา นะคะ ก็สำหรับใครที่อยากจะไปพักผ่อนนะคะ ได้รับ Voucher กลับไป รวมไปถึงแล้ว เราจะมาปิดท้ายนะคะ ความสดใส ความสดชื่นนะ ให้บรรดาเหล่าโอตะได้มีความสดชื่นเพิ่มมากขึ้นนะคะ ในช่วงเย็นนะคะ ต่อจากการจับรางวัลเลย ก็จะมีมินิคอนเสิร์ตนะคะ วง Idol Group Freever นะคะ เดี๋ยว เราจะได้ไป มาเต้น แล้วก็มาออกลีลากับด้วย เพราะฉะนั้นใครที่สนใจสามารถที่จะมาจับจอง พื้นที่บริเวณด้านหน้าเวทีได้เลยนะคะ สำหรับนะคะ Session ถัดไป เราจะมาเริ่มต้นในช่วงเวลา 13.00 น. ตรงนะคะหรือว่าบ่ายโมงค่ะ จะเป็นปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ ติดอาวุธประเทศไทยก้าวไกลนะคะ ASEAN Connectivity นะคะ โดยท่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองนะคะ ดร. กรอบศักดิ์ ภูตระกูล นะคะ ก็จะให้เกียรติมาเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ในช่วงเวลา 13.00 น. ตรงด้วย อย่างไรเรียนเชิญทุกท่านอีกครั้งหนึ่งนะคะ (คุณอกนิษฐ์) [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งกลับมา สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี] [สิ้นสุดการถอดความ]