[เสียงดนตรี] (คุณอกนิษฐ์) สวัสดีค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] กลับมาอีกครั้งหนึ่งนะคะ กับ Topic ที่น่าสนใจบนเวที Big Bang ในงานของเราในวันที่ 3 วันนี้ค่ะ หัวข้อต่อไป เป็นหัวข้อที่สำคัญทีเดียวนะคะ เกี่ยวข้องกับ ASEAN Connectivity นั่นก็คือ ติดอาวุธประเทศไทย ก้าวไกล ASEAN Connectivity โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] (ดร.กอบศักดิ์) ครับก็ขอ สวัสดีทุกคนนะครับ ในช่วงเวลาบ่าย ๆ ครับ ผมดูผู้ที่เข้าร่วมนะครับ ก็มี หลายหน้าหลายตา รวมถึงน้อง ๆ หลายคนนะครับ วันนี้ก็อยากจะมาพูดในหัวข้อ เรื่องของ Digital Big Bang : ASEAN Connectivity แต่ผมดูแล้วนะครับ ผมอยากจะพูดให้กำลังใจน้อง ๆ มากกว่า ในโลกยุคใหม่นะครับ มันเป็นโลกของ การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้อง ๆ ผมเห็นในขณะนี้ ก็มีน้อง ๆ เยอะแยะไปหมด ความจริงต้องเรียกน้อง ๆ เพราะพี่ 50 แล้ว อาจจะดูหนุ่มนะครับ แต่ว่ามันอายุเยอะแล้วเหมือนกัน แต่พี่อยากพูด พูดกับทุกคนนะครับว่า โลกมันกำลังเปลี่ยน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะอะไรครับ เพราะว่าล่าสุดนะครับ เราไปดู โรงงานผลิตของ มือถือของ Huawei ที่เมืองจีน ในโรงงานดังกล่าวนะครับ เราเห็นเลยครับว่า ไม่มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องประชาชน อีกต่อไป อันนี้พูดความจริงนะครับ ว่า โอกาสการทำงานของพี่น้องของประชาชนน้อยมาก เพราะว่า มือถือ 1 เครื่องนะครับ มีชิ้นส่วน อยู่ประมาณ 10,000 ชิ้น ในแต่ละสายการผลิต เป็นแขนกลโดยส่วนมาก แต่ละชิ้นที่ได้มา เขาติดเหมือนกับสก็อตเทปน่ะครับ เป็นม้วน ๆ มา ใช่ไหมครับ พี่ก็ไปดู มันคืออะไร เขาบอกว่า ในแต่ละ สก๊อตเทปนี่ มันจะมีเป็นชิ้นส่วนประกอบเล็ก ๆ ติดมาหมดเลย โรงงานที่เป็นต้นทางเขาก็ส่งมาเป็นม้วน ๆ นี่ล่ะครับ เวลาทำ IC เล็ก ๆ นี่เขาไม่ได้ส่งมาเป็นกอบ ๆ นะครับ ไม่ใช่ เขาติดใส่ม้วนมาอย่างเรียบร้อย แล้วหลังจากนั้น เมื่อเอาไปสู่กระบวนการผลิต แขนกล มันก็จะดึงเข้าไป แล้วจากนั้นมันก็จะค่อย ๆ ติดลงไป ทีละอัน 2 อัน แล้วใช้กาวติด โดยคนที่ติดกาว ก็คือแขนกล มือถือตอนแรก ๆ อาจใช้มือคนทำ แต่ปัจจุบันนี้แทบจะไม่มีคนทำแล้ว ทั้งสายการผลิต พี่ถามเขาว่า มันมีคนเหลืออยู่ตรงไหนบ้าง เขาบอกว่า เดี๋ยวพาไปดูค่ะ คนที่ 1 ที่เราเห็น ก็คือ คนที่ทำการ Testing ระบบหลังจากติดทุกอย่างหมดแล้ว ดูว่าแขนกลมันติดถูกต้องหรือเปล่า มีตำหนิตรงไหนหรือเปล่า แล้วคนที่ 2 ก็คือคนที่เอามือถือที่เสร็จแล้วนี่ ไปใส่กล่อง พี่ก็ถามว่า ทำไมต้องเอาคนมาทำตรงนี้ด้วย พี่คิดว่าเขาเอาเป็นตุ๊กตาประกอบไว้ คือ เป็นตุ๊กตาให้เห็นว่ายังมีคนอยู่ แต่ความจริงแล้ว ไม่จำเป็น เพราะความจริงนี่ สามารถเอาแขนกลมาประกอบก็ได้ เพราะในปัจจุบันนะครับ เราไปอีก บริษัทหนึ่ง เป็นบริษัทที่ ซื้อแขนกลของเยอรมันมาเรียบร้อยแล้ว แล้วเขาทำเป็นแขน มาจับมือกันเรียบร้อย ในขณะที่มือยังไม่นิ่มอยู่ ยังไม่นิ่ม เหมือนมือเราใช่ไหมครับ แต่ว่าในอนาคตนี่ มือมันจะนิ่มลง ๆ แล้วสุดท้ายนี่ คนที่เป็นคนหยิบขึ้นมา ประกอบใส่กล่อง Rapping ต่าง ๆ อย่างดี แล้วส่งออกไปนี่ ก็จะไม่ใช่คนอีกต่อไป แล้วปรากฏนะครับ ว่าเราไปอีกบริษัทหนึ่ง เขาบอกว่า เขามีเทคโนโลยีใหม่นะ เทคโนโลยีอะไรรู้หรือเปล่าครับ เขาบอก Light Out Manufacturing เคยได้ยินไหมครับว่า Light Out Manufacturing ก็ หมายความว่า สามารถผลิตได้โดยปิดไฟ เหมือนห้องนี้ก็จะปิดไฟแล้วใช่ไหมครับ พี่ก็ถามว่า แล้วมันดีอย่างไร เขาบอก ก็ไม่มีคนอย่างไรล่ะครับ มันปิดไฟทั้งเช้า ทั้งเย็น ทั้งมืด ไม่ต้องเปิดไฟ มันทำงานเองได้หมดเลย นี่ นี่คือโลกยุคใหม่ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นนี่ Digital Big Bang มันมาจริง มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก แล้วมันจะทำให้เราต้องคิดหนักว่า เราจะอยู่ตรงไหน ภายใต้กระบวนการ การเปลี่ยนแปลงของโลก Digital ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ พี่ก็ไปอีกโรงงานหนึ่ง ชื่อ Yaskawa เป็นโรงงานของญี่ปุ่น ทำแขนกล โรงงานนี้นะครับ ประเทศไทยอยากจะให้ มาอยู่ที่ประเทศไทย บอกว่าอยากจะขอให้มาตั้งโรงงานประเทศไทย ได้ไหม เพราะประเทศไทยจะก้าวสู่ยุค 4.0 มีอุตสาหกรรม Robotic Mechanic ต่าง ๆ ที่เป็นเป้าหมายของเรา เขาถามว่าอะไรทราบไหมครับ เขาถามว่า ตกลงเราใช้แขนกลกี่แขน ปีหนึ่ง ท่านทราบหรือไม่ พี่ก็บอก ไม่รู้หรอก อยากให้มาตั้งเฉย ๆ น่ะ เขาบอกรู้ไหมว่า Asian ทั้ง Asian ใช้แขนกล ทั้งหมด 3,600 แขนกลใน 1 ปี 1 ปีนี่มี Order ประมาณ 3,600 แขน แล้วเขาถามต่อไปว่า ท่านทราบไหมว่า โรงงานของผมผลิตแขนกลได้กี่แขนใน 1 วัน เขาบอกผลิตได้ 3,600 แขนใน 1 วัน เขาบอกว่า ถ้าเกิดมาที่ประเทศไทยนี่ แล้วขายให้ Asian เปิดโรงงานวันเดียวก็พอแล้ว ขายได้ทั้งปี แล้วที่สำคัญ เขาบอกว่า เดี๋ยวจะไปให้ดูเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่ง ว่า ทำไมเราถึงไม่อยากจะย้ายมาอยู่ในประเทศไทย หรือมาอยู่ประเทศไหนก็แล้วแต่ พี่บอก โอ.เค. เดี๋ยวผมจะตามไปดู เห็นอะไรรู้หรือเปล่าครับ เขาพาไปโรงงาน ทั้งโรงงานนี่มีคนอยู่ 200 คน ผลิตได้ 3,600 แขนต่อวัน ใน 200 คนนี่เป็น Reception สาว ๆ 50 คน เหลือแค่ 150 คน เป็นคนงาน ผลิตได้ 3,600 แขน พี่ก็สงสัย มันทำได้อย่างไร ใช่ไหมครับ พอเข้าโรงงานไปปุ๊บ เข้าใจเลยคืออะไร เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ เหมือนใน Star Wars เคยเห็นโอบีทูไหม เคยเห็นใช่ไหมครับ เวลามันเจ๊ง เวลามันมีปัญหา มันเอาหุ่นยนต์ซ่อมหุ่นยนต์เอง เหมือนใน Terminator หุ่นยนต์เป็นคนผลิตหุ่นยนต์ แขนกลเป็นคนผลิตแขนกล มีที่ให้คนยืนอยู่ที่เดียว ที่ไหนรู้หรือเปล่าครับ ที่ ๆ เอาสายไฟไปประกอบกับในแขนกล เพราะอะไร เพราะว่าเขาบอกว่ามือมัน ยังแข็งอยู่ ถ้าเอาไปจับสายไฟนี่ เดี๋ยวสายไฟมันแตก เพราะฉะนั้นก็เอาคนนี่เป็นคนประกอบตรงจุดนั้น พี่ก็มั่นใจว่า อีกไม่นาน คนนี้ก็จะไปเช่นกัน อีกที่ที่ไปนะครับ เพื่อให้เห็นภาพ ว่าโลกมันเปลี่ยนขนาดไหน โรงงาน ของบริษัทชื่อ Denso เป็นบริษัทที่ทำแอร์รถยนต์ ประมาณ 300 - 400 ล้านเครื่อง เรียบร้อยแล้ว ในปัจจุบัน ติดประมาณ 1 ใน 3 ของรถยนต์ต่าง ๆ ทั่วโลก ในขณะนี้ ทุกคันที่ใช้ส่วนมากจะมาจากแอร์ ของ Denso เขาบอกอะไรทราบไหมครับ เพราะว่า เขาบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปดูสายการผลิตเช่นกัน เขาบอกแต่ก่อน 1 สายพาน การผลิต ใช้คนทั้งหมด 15 คน ต่อมาเหลือ 7 คน อย่างประเทศไทยก็เหลือประมาณ 7 คน แต่ที่ ญี่ปุ่นตอนนี้เหลือกี่คนทราบไหมครับ เหลือคนเดียว พี่ ก็ไปถามว่า ไอ้คนหนึ่งไว้ทำไม เขาชอบเอาเป็นไม้ประดับน่ะ เห็นไหมทุกโรงงานเหลือคนเดียว สองคน เสมอมา ถามว่า 1 คน เอาไว้ทำไม ลองคิดดูเอาไว้ทำไมครับ เขาบอกว่า ท่านเคยเห็นเครื่อง Xerox ไหม เครื่อง Xerox คนมีไว้ทำอะไร เวลาเครื่องมันติด ก็เอาคนเข้าไปแกะ แล้วก็ดึงกระดาษออกมา แล้วก็กดลงไปใหม่ แล้วก็กด Start อีกรอบหนึ่ง ใน Denso นี่เขาก็จะมีเครื่องกล เป็นต่อเนื่องตลอดเลย ใช่ไหมครับ เครื่องจะส่งมาต่อเนื่อง เขาบอกว่า เมื่อไหร่ติด ต้องแก้ให้เสร็จภายใน 1 นาที เพราะถ้าไม่อย่างนั้น มันจะ ติดทั้งสายพานการผลิต 1 คนมีไว้ เพื่อไปวิ่งไปดูว่าติดจาก Code อะไร แล้วหลังจากนั้นก็ต้องดู Manual ให้เรียบร้อยว่า ต้องแก้อย่างไร ดำเนินการแก้ไข ให้เสร็จภายใน 1 นาที แล้วเพื่อให้สายการผลิตเดินต่อไปได้ นี่ล่ะครับ Digital Big Bang ของแท้ ที่กำลังเปลี่ยนแปลง แล้วดูสิครับ ชีวิตเราเปลี่ยนแค่ไหน เดี๋ยวนี้เราไม่คุยกับเพื่อนแล้วใช่ไหมครับ พี่ขึ้นรถไฟฟ้านะ พี่แอบดู เขาไม่คุยกันแล้ว เขาหาที่นั่งได้ ยืนได้ เขาก็เริ่มจิ้ม Facebook เอย YouTube เอย LINE Group เอย ใช่ไหม แล้วเขาก็ Chat กับเพื่อน เพื่อนอยู่ข้าง ๆ ก็ Chat ไปหาว่า เธอดู ๆ ภาพนี้สิ นี่ ถ่ายรูปปุ๊บ ส่งไปหาเขาอีกข้างหนึ่งใช่ไหมครับ โลกมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว แม้กระทั่งการเมืองก็เปลี่ยน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ เราก็ใช้ Social Media ในการทำการเมือง ในการทำโฆษณา ในการเป็น Youtuber ในการเป็น Celeb ต่าง ๆ นี่คือโลกยุคใหม่ครับ โลกยุคนี้นะครับ เป็นโลกที่ ท้าทายที่สุด สำหรับทุกคน พี่เคยทำงานภาคแบงก์ เขาบอกว่าคนจะตกงานก่อน ก็คือ Banker นี่ล่ะ พี่ก็เลยบอกไม่เป็นไรครับ ผมลาออกมาแล้ว แต่ว่ากลับไปยาก เพราะเขาบอกว่า เดี๋ยวมันจะตกงานกันหมดเลย พี่ก็ถามทำไมล่ะ เขาบอกว่า รู้หรือเปล่า เดี๋ยวนี้ โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ แขนกลต่าง ๆ มาชดใช้คนในโรงงานใช่ไหมครับ ส่วน Banker นี่ เขามี AI มี Machine Learning มี Big Data มี Data Analytic แล้วมันเปลี่ยนโลกจริง ๆ เพราะว่ามีครั้งหนึ่ง พี่ไปเจอคุณ Jack Ma คุณ Jack Ma นะครับ เขาบอกว่า ผมไม่ได้เป็น E-Commerce นี่คำแรก เขาบอกเลยนะ เขาบอกว่า ผมไม่ได้เป็น E-Commerce พี่ก็ถามเขาว่า อ้าว แล้ว Alibaba ที่ขายวันคนโสด 11.11 นี่ เยอะ ๆ ของโลกนี่ มันคืออะไร เขาบอกอันนั้นเป็น By-Product ของผม ผมเป็น Data Driven Company นี่ เขาพูดอย่างนี้นะ เขาบอกเป็น Data Driven Company เขาบอก Data is Wealth ก็คือ ข้อมูลคือความมั่งคั่ง ผม ท่านทราบไหมคำถาม ท่านทราบไหมว่า ผมปล่อยสินเชื่อให้กับคน 6 ล้านคน คนละ 25 ล้านบาท 6 ล้านคน คนละเกือบถึง 25 ล้านบาท ลองคูณเข้าไปได้เท่าไรครับ 150 ล้านล้านบาท เท่ากับ 10 เท่าของ GDP ไทย พี่ก็ถามเขา ปกติพี่มาจากแบงก์กรุงเทพใช่ไหมครับ พี่ก็ถามเขาว่า แบงก์กรุงเทพนี่มีลูกค้า 2 ล้านคน ใช้คน 25,000 เขาปล่อยสินเชื่อ 6 ล้านคน เขาคงใช้คูณ ๆ เข้าไป สัก 75,000 คน ระบบใหม่ของ Alibaba อาจจะเหลือสัก 50,000-60,000 คน อยากรู้ว่าเขาใช้คนเท่าไร น้องทราบไหมครับว่า เขาใช้คนเท่าไร เขาบอกใช้ 0 คน 0 คน พี่ก็ถามว่าทำไมถึงใช้ 0 คน ไม่กลัวเงินหายหรือ ตั้ง 150 ล้านล้านบาท เขาบอกว่าเขาไม่กลัว เพราะว่า เขามีระบบ Scoring จาก Alipay ที่คนใช้ ตอนนี้ใช้ QR Code เป็นทุกคนแล้วใช่ไหมครับ QR Code ตื้ด ๆ ๆ นี่ เขาบอกว่า เขามีระบบของ Alipay ที่บอกได้เลยว่า แต่ละคนนี่ซื้อหวย ซื้อเหล้า ซื้อบุหรี่ จ่ายเงินต้นเดือน ปลายเดือนชนกันหรือเปล่า รวมไปถึงมีพฤติกรรมประหลาด ๆ อะไรหรือเปล่า อันนั้นก็ กลายเป็น Scoring แล้วคนที่เปิดร้านค้าที่ Alibaba เขาก็ดูว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร Rating เป็นอย่างไร Feedback เป็นอย่างไร มี Demand ค้าขายดีมากน้อยแค่ไหน ทุกอย่าง ตีกลับมาเป็น Scoring หมดเลย เขาบอกที่เมืองจีนนะครับ คน 1 คน มี Attribute เท่าไร รู้หรือเปล่า อย่างพี่กอบ ผมดำ ใส่แว่น ตัวไม่สูงนัก ผอม อายุ 51 อันนี้ก็ 6-7 Attribute แล้วใช่ไหม น้อง ๆ ก็จะมี Attribute ต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ รู้ไหมว่าคนเมืองจีนนี่ เขารู้จักคนของเขานี่กี่ Attribute กี่เรื่อง 6,000-7,000 เรื่อง คน 1 คน รู้จักคนนี้ 6,000 - 7,000 เรื่อง รู้จักดีกว่าเจ้าตัวอีกด้วยซ้ำไป เขาเลยสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้ไงครับมารวบรวมกัน แล้วก็แปลงเป็น Analytic แล้วก็ตัดสินใจว่า คนไหน ควรได้รับสินเชื่อหรือไม่ได้รับสินเชื่อ ควรได้รับ 5 ล้าน, 10 ล้าน, 15 ล้าน, 20 25 ล้าน แล้วแต่ระยะเวลา ตามคุณสมบัติของคุณ ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเขาถึงทำได้ โดยที่ไม่ต้องมีคนเลย แม้แต่คนเดียว นี่ล่ะครับ โลกยุคใหม่ ที่เรากำลังจะก้าวเข้าไป พี่ขอบอกนะครับ พี่โชคดีกว่าเรา โชคดีกว่าตรงไหน ทราบไหมครับ เพราะพี่กอบศักดิ์ทำงานมาแล้ว 20 ปี เหลืออีก 10 ปีเท่านั้น 10 ปีเท่านั้น ที่จะสามารถหนีจากยุค Robot ได้ ส่วนน้อง ๆ ที่นั่งอยู่ในห้องนี้ จำนวนมากที่พี่เห็นอยู่ขณะนี้ บอกเลยว่า น้องหนีมันไม่ได้หรอก เพราะมันจะมาภายใน 5-10 ปีข้างหน้าครับ 5 ปี 10 ปี ข้างหน้านี่ Robot, Analytic, AI, Machine Learning ทุกอย่าง จะมาหมด รวมถึง 6G ไม่ใช่ 5G อีกต่อไป แล้วน้องต้องถามตัวเองนะครับว่า เราจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร พี่มาพูดทั้งหมดนี้นะครับ ไม่ได้มาพูดให้เรากลัวนะ แต่มาพูดให้เห็นว่า โลกมันกำลังเปลี่ยนอย่างแท้จริง แล้วก็อยากจะบอกอีกนิดหนึ่งนะครับว่า ภายใต้ความท้าทายทุกอย่างมันมีโอกาสทั้งนั้น นี่คือโอกาสเลยครับ ที่เรา จะรวยเป็นเศรษฐีพันล้าน เป็นเศรษฐีหมื่นล้าน นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด อย่ากลัวความเปลี่ยนแปลง มองหาโอกาส น้องเคยเล่น Angry Birds ไหม พี่ถามหน่อย Angry Birds เคยเล่นใช่ไหม สนุกใช่ไหมครับ แต่รู้ไหมว่าก่อนจะมาเป็น Angry Birds เขาต้องทำแล้วทำอีกเกือบ 50 ครั้ง ทำแล้วไม่สำเร็จ แต่ว่าพอสำเร็จนะครับ มี คนเล่นของเขาเป็น 100 ล้านคนทั่วโลก พี่ว่าน่าจะถึงพันล้านคนด้วย แล้วเขาก็รวย เขาเก็บคนละ 1 เหรียญ ก็สามารถที่จะรวย ได้แล้ว นี่นี้คือหัวใจเลยใช่ไหมครับ ว่า เราน่ะ สามารถหยิบฉวยโอกาสที่กำลังเปิดขึ้น มาเป็นของเราได้หรือเปล่า แล้วยุคของการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ล่ะครับ ที่เรียกว่า "Industry Revolution" หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งสำคัญ ๆ นี่ เป็นยุคของการเปิดโอกาสให้กับคนที่อยากจะรวย คนที่อยากจะมีที่ยืน ความจริงพี่แอบอิจฉาน้อง ๆ นะครับ ถ้าพี่กอบเกิดใหม่ได้ แล้วเกิดทันยุคนี้นี่ก็คง ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน เพราะรู้หรือเปล่าว่า Jack Ma Jack Ma เมื่อ 18 ปีที่แล้ว Jack Ma ยังจนอยู่เลยครับ Jack Ma เมื่อ 18 ปีที่แล้วนะครับ เขายังเป็นอาจารย์ต๊อกต๋อย อยู่ สอนภาษาอังกฤษ ความจริงเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ต้องสมัครเข้า 4-5 ครั้ง แต่ หลังจากเขาตัดสินใจที่จะเอาพลังของ Digital มาเป็นพลังของการทำธุรกิจของเขา ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นอย่างเดียวว่า เขาจะทำให้คนตัวเล็กในเมืองจีน สามารถส่งออกไปสู่โลกได้เหมือนคนตัวใหญ่ ๆ เหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่ของเมืองจีนและบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก พี่ก็ถามว่า ต่างกันอย่างไรละครับ เขาบอกคนตัวเล็กไม่มีสาขา ไม่มีตัวแทน ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศ เขาส่งออกไม่ได้ แต่ถ้าใช้ Power ของ E-Commerce และ Digital คนตัวเล็กจะสามารถส่งออก สู่โลกได้เหมือนกับคนตัวใหญ่ เท่าเทียมกัน แล้วพี่ เดินผ่านมานี่ อยู่ตรงนี้ ให้น้องไปดูเลยนะครับ Dtac เขาบอกพี่เลยนะ พี่ก็ปลื้มใจแทน เขาบอกว่า มีปูดอง แต่ก่อนขายได้หลักหมื่น ปัจจุบันได้เท่าไร รู้หรือเปล่าครับ ปัจจุบันขายได้ 2 ล้าน หลักหมื่นขายได้ 2 ล้าน อีกคนหนึ่งอยู่ข้าง ๆ กัน ขายน้ำพริก ก็ขายได้เยอะเหมือนกัน เห็นไหมนี่คือโลก โลกที่เปลี่ยนไป น้อง ๆ สามารถ ตั้งตนได้ กลายเป็นผู้ทำมาค้าขาย เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนสินค้าของเรา รวยได้ในพริบตา นี่ล่ะ คือโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะไม่มีงานทำในโรงงาน ปล่อย ให้เครื่องจักรมันทำไป มันเหนื่อย แต่ถ้าเกิด เราหยิบฉวยโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นได้มาเป็นโอกาสของเราใช่ไหมครับ เราก็จะเป็น Billionaire ได้ เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เป็น Startup ได้ แต่นี่คือหัวใจ พี่เลยบอกน้อง ๆ วันนี้ว่า ใน Era ของ Digital Big Bang ใน Era ของ Connectivity ความจริง พี่คิดว่า เขาอยากให้พี่พูด ASEAN Connectivity พี่ว่ามันน้อยไป ASEAN Connectivity เราทำอยู่แล้ว ทำให้ ASEAN มันใหญ่รวมกันใช่ไหมครับ แต่มันคือ Global Connectivity ที่เรากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ทำอย่างไรที่เราจะเอาโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นของเรา โอกาสอยู่หน้าน้อง ๆ ทุกคนแล้ว มัน อยู่ว่ากล้าหรือเปล่า กล้าหรือเปล่า เมื่อกี้นะครับ ก่อนมานี่ พี่มา ยังไม่กินข้าว ก็เพราะว่าพี่ไปเปิดงาน ครบรอบ 1 ปี ไอคอนสยาม ท่านชฎาทิพ คุณแป๋มนี่ เจ้าของไอคอนสยามบอกเลยนะครับว่า เธอเป็นสาวที่มีใจกล้าแข็งมาก เพราะเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ยังทะเลาะเบาะแว้ง เหลืองแดงอยู่เลย เธอประกาศจะทำโครงการไอคอนสยามขึ้นมาว่า ที่นี่ล่ะ จะเป็นที่ที่เปลี่ยนแปลงธนบุรี ที่นี่ล่ะ จะ เปลี่ยนแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วจะยกระดับการค้า ของเมืองไทยให้สู่ระดับโลกได้ เป็น Global Destination เธอสู้ครับ เธอไม่ยอมแพ้ ลงทุน ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ 55,000 ล้าน รถไฟฟ้าสีทองก็จ่ายเอง กล้าทำทุกวิถีทาง ด้วยความเข้าใจ และเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพ แล้วประเทศไทยจะสามารถไปได้ แล้วธนบุรีก็จะเปลี่ยนด้วยมือเธอ เห็นไหม นี่คือคนรุ่นใหม่ คนที่คิดว่า ทำได้ คนที่คิดว่าปัญหาคือ สิ่งที่ต้องวิ่งชน แล้วพี่ก็อยากจะฝากน้อง ๆ เรื่องนี้ล่ะครับว่า เราต้องเอาโอกาสที่เปิดขึ้นน่ะ มาเป็นของเราเอง ก้าวไกล ก้าวไปในกับเรื่องของ Connectivity หัวใจคือ เราต้องเอาพลังของ Digital มาเป็นพลังของเรา ภาษาอังกฤษเขาเรียก "Harness Power of Digital Technology" คือเอาพลังของเขามาเป็นพลังของเรา แล้วทำให้เรากล้าแข็งยิ่งขึ้น ในส่วนนี้นะครับ พี่จะบอกว่า รัฐบาลจะทำอะไรนะครับ ไหน ๆ ก็พูดมาเยอะแล้ว ขอพูดอีกสัก 10 นาทีว่า รัฐบาล ตั้งใจทำอะไร แล้วน้อง ๆ จะหยิบฉวยโอกาสได้ตรงไหนได้บ้าง อันที่ 1 ครับ รัฐบาลตั้งใจนะครับว่า เราจะ สร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับ ความฝันของน้อง ๆ เราตั้งใจทำ 3 เรื่องนะครับ เรื่องที่ 1 ก็คือ เราตั้งใจที่จะทำโครงสร้าง เพื่อมารองรับความฝันของน้อง ๆ ทำให้ความฝันของน้อง ๆ เป็นจริง โครงสร้างเหล่านี้ คืออะไรครับ การลงทุนใน อินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน เน็ตประชารัฐ เพื่อให้ประเทศไทยเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันให้หมด ให้ทุกคนเข้าถึงให้หมด ให้มี Critical Mass ของประเทศไทย เพราะไม่อย่างนั้นน้องทำ Application มา ก็ใช้ได้เฉพาะกรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่เท่านั้นเอง โครงการนี้สำคัญนะครับ เพราะอะไร เพราะว่าพี่ชอบพูดเล่น ๆ สมัยก่อน ไทยเป็นฮ่องเต้ในประเทศจีนนะครับ งานหลักเขาตั้งแต่วันแรกที่มา เป็น ปีแรกของการขึ้นครองราชย์ เขาทำอะไรรู้หรือเปล่าครับ เขาจะขุดคลอง ขุดคลอง ๆ เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ในการคมนาคมขนส่งและการค้า การขุดคลองนี่เป็นการพลิกโฉมเศรษฐกิจของเมืองจีน ในทุกยุคทุกสมัย ประเทศไทยก็ทำเหมือนกัน คลองในกรุงเทพมหานครเกือบ 50 คลอง เป็นการขุดตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น จนถึงประมาณรัชกาลที่ 7 คลองแสนแสบ, คลองลาดพร้าว คลองต่าง ๆ นี่เป็นคลองที่ขุดมาทั้งนั้น แต่ในยุค Digital ยุค 4.0 นะครับ เขาไม่ขุดคลองแล้ว เพราะขุดคลองก็ได้แค่นั้น เขาต้องขุดคลอง อินเทอร์เน็ต เพื่อให้น้อง ๆ ใช้เป็นตัวลำเลียงข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ใช้ในการทำมาค้าขาย นี่คือสาเหตุอย่างไรครับว่า รัฐบาล เลยลงทุนในการทำ Broadband ให้กับทั้งประเทศ พี่ก็เคยถามนะครับ ว่าทำไมรัฐบาลเกาหลี เขาถึงทำ Broadband ก่อนเพื่อนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พี่นึกว่าเขาชอบเล่นเกม ใครเล่น Ragnarok บ้าง ยกมือขึ้น เคยใช่ไหม Ragnarok ใครเคยเล่น MU Online บ้าง MU Online เคยเล่นใช่ไหม เห็นไหมสารภาพกันมาหมดเลย พี่ก็เล่นเหมือนกัน เกมพวกนี้นะ ขอบอกเลยนะ มันติด มันมัน มันเล่นได้ทั้งวันทั้งคืน พี่ก็สงสัยว่า ที่ประเทศเกาหลีนี่ เขาติด Broadband ก็เพื่อให้เกมของเขา เกมพวกนี้ MU Online นี่ก็มาจากเกาหลีใช่ไหมครับ Ragnarok ก็เกาหลีใช่ไหม ถามว่า ทำไมเขาถึงมาไกล ก็เพราะเขามี Broadband อย่างไรละครับ เขามี Backbone ที่สามารถสื่อสาร ทำให้เกมเหล่านี้เร็วเล่นได้เร็ว และแข่งขันพร้อม ๆ กัน เป็น Multi Mass Player พร้อม ๆ กันได้ ตอนแรก พี่ก็นึกว่าประเทศเกาหลีนี่เขาบ้าเกม แต่ความจริงเขาไม่ใช่นะครับ สิ่งที่เขาทำ 10 ปีให้หลัง ทำให้ ประเทศเกาหลีมี Smart Device เป็นชั้นนำที่สุดของโลก นี่คือยุคของ Smart Device Variable ต่าง ๆ ใช่ไหมครับ Fitbit เอย ตัวของ Samsung ตัวของ Gadget ต่าง ๆ ทั้งหมดสามารถ เชื่อมโยง Communicate กลับไป แล้วก็เชื่อมโยงกันเป็นเนื้อเดียวกันได้ เกาหลีมาก่อน ตู้เย็น เวลาน้องเดินไปที่ต่าง ๆ จะเห็นตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องทำกาแฟ แม้กระทั่งรถยนต์ ทุกอย่างออนไลน์หมดแล้ว แล้วคนที่นำเพื่อนก็คือเกาหลี เพราะอะไร เขาลงทุน เขาลงทุนในคลองอินเทอร์เน็ตของเขา คือ Broadband ก่อน แล้วตอนหลัง เขาก็ทำ 5G ตอนนี้อินเทอร์เน็ตเขาวิ่งไปไกลกว่าทุก ๆ คนแล้ว นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะทำให้ Cable Submarine ที่เร็วขึ้น สมัยก่อนพี่กอบกลับมานะครับ มาทำงานเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่แบงก์ชาติ จำได้เลย ถ้าน้อง ๆ อยู่ในยุคนั้น น้อง ๆ จะโกรธมาก มีมือถือเปิดอินเทอร์เน็ต น้องจะขว้างมันเลย พี่กอบไม่ได้เป็นคนรุนแรงนะ แต่ขว้าง เพราะมันโกรธ เพราะอะไรรู้หรือเปล่า กดแล้ว เปิดเว็บไซต์ มันหมุน มันไม่ขึ้นมาให้ วิ่งไปเข้าห้องน้ำ กลับมา มันก็ยังไม่ขึ้น ต้องรออีก 5 นาที นั่นคือยุค Bad Old Days เป็นยุคที่... ยุคมืดของอินเทอร์เน็ต เป็นยุคที่ โอ้โฮ มันต้องอดทนเหลือเกิน จะเปิดอันหนึ่งก็ต้อง Search, Search แล้วก็ต้องรอ รอแล้วก็ต้องอดทน อดทนแล้วก็ต้องทำสารพัดอย่าง แต่ยุคนี้ ถ้าเกิดมันช้า แม้กระทั่ง 10 วินาทีนะ น้อง ๆ จะบอกขอเปลี่ยน Provider หน่อยได้ไหม ใช่ไหมครับ ยุคนี้คือยุคที่เปลี่ยนแปลง และทั้งหมดนี้ มันกำลังจะทำให้ สิ่งที่เราอยากจะทำนี่ พวก Animation, Video, YouTube, 5G, IoT สารพัดอย่างนี่เป็นไปได้หมด แล้วรัฐบาลนี่ จะดำเนินการเพื่อให้ Backbone เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ซึ่งปีนี้ที่จะถึงนี่ เราจะทำ 5G ให้ได้ อย่างน้อยก็อยู่ใน Area ของ EEC และในกรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ภูเก็ต, เมืองใหญ่ ๆ เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้น ของการดำเนินการต่าง ๆ ต่อไป แล้วเมื่อมีแล้วนะครับ สิ่งที่ 2 ที่เราจะทำ ก็คือการส่งเสริมให้เกิด Application ให้เกิด Startup ใหม่ ๆ ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลกำลังเตรียมการหลากหลายอย่างมาก หลังจากพี่พูดเสร็จ วันนี้เสร็จแล้ว ตรงนี้เดี๋ยวพี่จะขึ้นไปพูดอีกที่หนึ่งเรียกว่า "InnoSpace Cyberport Thailand" เป็นโครงการส่งเสริม Startup ครั้งใหญ่ของประเทศไทย ร่วมกับภาคเอกชน เราจะดำเนินการควบคู่กับ Provider ต่างประเทศ อย่าง Huawei, Google, Microsoft, IBM, Samsung, LG ทุกคน รวมถึง Dtac, True, AIS แล้วก็ตัวของภาคการเงินต่าง ๆ เพื่อให้น้อง ๆ มีคนมาสนับสนุนให้สามารถทำ Application ทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แล้วสามารถบุกสู่ตลาดโลกได้ เพราะยุคนี้ครับ เป็นยุคของ Application, Application เมื่อเช้านะครับ เราก็ไปเปิดงาน ที่เรียกว่า Digital Goverment Award เราเอาหน่วยงานของรัฐบาลเกือบ 2,000 หน่วยงาน มาดูว่า หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานที่มีความเป็น Digital สูงสุด แล้วเราให้รางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจ ท่านนายกฯ ให้เอง เราก็ตั้งใจครับว่า รัฐบาลก็ต้องทำ Application มี Application เกิดขึ้น จำนวนมาก น้อง ๆ ก็ต้องฉวยโอกาสนี้ ลองพลิกผัน ทำ Startup ใหม่ ๆ ทำโครงการใหม่ ๆ เอาโอกาสที่เกิดขึ้นทาง Digital นี่มาเป็นโอกาสของตนเอง แม้กระทั่ง Online ก็ได้นะครับ โลกยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีระดับสูงเท่านั้น แต่เอา Digital มาร่วมด้วย แล้วก็ทำมาหากินในโลก Digital สินค้าง่าย ๆ พี่ขอบอก วันนั้นพี่เดินไป ที่อยุธยา ไปตลาดนัด หลวงปู่ทวดอยุธยา เขามีทางเดินเข้า ไปไหว้หลวงปู่ทวดประมาณ 1 กิโล พี่ก็ถามว่า เขามีร้านขาย ซ้ายขวา ๆ ร้านธรรมดานี่ล่ะครับ พี่ก็ถามว่าร้านไหนขายดีนะครับ เขาบอก ร้านที่ขายดีหรือ มีอยู่ 2 ร้าน ความจริงขายดีทุกร้านล่ะ แต่ขายดีที่สุด 2 ร้าน น้องคิดดูสิว่า ถ้าเกิดไปขายตลาดนัดอะไรขายดี สิ่งที่ขายดีคือทองม้วนครับ น้องคิดต่อว่า ทองม้วนที่เป็นทองแบบพับ ๆ ม้วน ๆ เป็นรังผึ้ง แล้วก็แบบนิ่ม ๆ นี่ขายอยู่ 3-4 อย่างนี่ ปีหนึ่งขายได้เท่าไรรู้หรือเปล่า น้องเดาสิในใจ อันนี้ห้ามไปบอกสรรพากรนะ พี่กอบขอบอก ห้ามฟ้องสรรพากร เขาขายได้ปีละ 6 ล้านบาทครับ กำไรปีละ 3 ล้านบาท คิดดู เห็นไหมโอกาส มีตลาด ทำสินค้าดี ๆ คุณภาพดี รวย น้อง ๆ ก็เหมือนกัน ทำออนไลน์ E-Commerce ทำสิ่งต่าง ๆ นี่ บอกเลยครับ ขอให้ทำผลิตภัณฑ์ใช้ได้ ผ่านระบบ Online ขายมันทั่วโลก เดี๋ยวทางเราสนับสนุนเอง เรื่องเงินทุน เรื่องความรู้ต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวอีกไม่นาน ครม. เศรษฐกิจ ในวันที่ 1 วันศุกร์นี่ล่ะ เขา จะคุยเรื่องนี้ จะสนับสนุนคนตั้งตนยุคใหม่อย่างไร โดยเฉพาะน้อง ๆ ว่า จะสนับสนุนให้สามารถตั้งตนขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้สามารถเอา Power ของ Digital มาเป็น Power ของเราให้ได้ อันนี้บอกเลยนะครับว่า โอกาสเต็มไปหมด เราจะหยิบมาเป็นของเราได้อย่างไร นั่นคือคำถาม คนที่... ขี้กลัว คนที่จะไม่สำเร็จ เขาจะกลัวไปหมดเลย เขาจะบอกว่า โอ้โฮ แย่แน่เลย ตายแน่เลย ไม่รู้จะทำงานอะไรใช่ไหมครับ แต่คนที่จะสำเร็จ คือ คนบอกว่าโอกาสเต็มไปหมด เราจะหยิบมาตรงไหน ซึ่งพี่ว่าน้องสมัยนี้แตกต่างจากยุคพี่หมดแล้ว ทุกคนมีทางของตนเอง ทุกคนมีเป้าหมายของตนเอง ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แม้กระทั่ง ขอโทษนะครับ สมัยก่อนนะ ถ้าเกิดจะเป็น Youtuber นะ [เสียงหัวเราะ] พี่กอบขอบอกเลยครับว่า จน ถ้าจะเป็น Blogger นะ ไม่มีใครอ่านแน่เลย ไส้แห้ง แต่สมัยนี้คนเป็น Youtuber, Blogger หรือแม้กระทั่งเป็น Celeb ทาง Instagram นะครับ รวยนะครับ รวย รวยยิ่งกว่าพี่อีกด้วย เพราะฉะนั้นนี่ ผมบอกว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด อย่างที่ 3 ครับ ที่รัฐบาลจะทำ นอกจากการวาง Foundation นอกจากการส่งเสริมให้น้อง ๆ นี่ หยิบฉวยโอกาส กลายเป็น Startup น้อย ๆ แล้วก็กลายเป็น Jack Ma ในอนาคต ขอโทษนะ ทุกคนที่รู้จักวันนี้นะ เขาไม่มีอะไร เมื่อ 20 ปีที่แล้วนะครับ Zuckerberg Zuckerberg คือใครรู้หรือเปล่าครับ Zuckerberg ก็คือคนเรียนหนังสือไม่จบ เรียนหนังสือไม่จบ เพราะเห็นโอกาส แล้วก็เลย ลาออกมาก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ไปทำ Facebook ใช่ไหมครับ เห็นไหม เขาเรียนหนังสือไม่จบ แต่ความจริงเขาไม่จบ เขาลาออกเมื่อไหร่ ไม่ถึง 20 ปีดีเลย เขาก็ทำได้ ทุกคนที่ดัง ๆ ขณะนี้ ที่รวยกันขณะนี้ ใช้เวลาไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น ในการสร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง ผ่าน Digital Big Bang ดังนั้นพี่คิดว่าน้องโชคดีแล้วล่ะ ที่เกิดยุคนี้ เพื่อที่ว่าน้องจะได้ เป็น Someone ในโลกของเรา ไม่ใช่ประเทศไทยแล้วนะครับ ไม่ใช่ Asian ด้วย แต่ต้องระดับ Global แล้วทุกอย่างมันเป็นไปได้ แล้วถ้าเกิดใครคิดว่า ประเทศไทยไม่มี Unicorn นะครับ พี่ขอบอกเลยว่าไม่จริง ประเทศไทยก็เป็นที่ที่สร้าง Unicorn มาแล้ว แล้วเป็น Unicorn ที่ทุกคนรู้จักอย่างดียิ่ง ลองเดาสิว่า Unicorn ในประเทศไทย ชื่ออะไร ชื่ออะไร Unicorn ตัวนั้น ชื่อ... Start ด้วยตัว A ครับ A, A ถ้าบอกไป ทุกคนคงเคยใช้แล้ว ไม่ครั้งหนึ่ง ก็ครั้งใดครั้งหนึ่ง Unicorn ตัวนั้น ชื่อ Agoda ครับ Agoda เป็นบริษัทที่เกิดจากฝรั่ง 2 คนมาประเทศไทย ตัดสินใจชอบเรื่องของการท่องเที่ยว แล้วทำเว็บไซต์ที่เรื่องของการท่องเที่ยว ขึ้นมา หลังจากนั้น ก็ทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ในวันนี้ยึดครองตึก Central World ไป 4-5 ชั้นแล้ว 4 - 5 ชั้นเป็นของเขา แล้วมีตึก All Season อีก แล้วก็ยังไปยึดครองที่สิงคโปร์ ที่มาเลเซีย เพราะเขา คิดว่า ประเทศไทยคิดว่า พอเกินกว่า 2-3 พันคน ประเทศไทยกังวลใจ ผมบอกเขาไม่ต้องกังวลใจ มา 50,000 ก็ได้ ผมไม่กลัวเลย แล้วคนที่สมัครงานที่นี่นะครับ ไม่ใช่ง่ายนะ เป็นหมื่นรับ 200 มาจากอิสราเอล, แคนาดา, อเมริกา, ญี่ปุ่น ทุกที่ เพื่อมาทำงานที่นี่ เพราะฉะนั้น ความฝันของเราเป็นจริงได้ แล้วประเทศไทยก็สามารถ เป็น Unicorn ได้เช่นเดียวกัน แล้วสุดท้ายครับ ที่รัฐบาลจะทำ ในโลกยุค Connectivity ในโลกยุค Big Bang ที่เราจะทำ เรื่อง Foundation Linkage เชื่อมโยงกัน เรื่องของตัวส่งเสริม ให้น้องเป็นผู้ประกอบการ ทำ Big Data ให้ เพื่อให้สามารถทำ Application ต่าง ๆ ได้ดี สุดท้ายนะครับที่เราจะทำ ก็คือ การเตรียมการเพื่อ รองรับผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ก็อย่างที่พี่บอกอย่างไรครับ คนตกงานเยอะแน่ เพราะโลกมันมาแน่ แล้วถ้ามันจะตกงานเยอะกันขนาดนั้น เราก็จะต้องเตรียมการตั้งแต่วันนี้ เพื่อเปลี่ยนแปลง ให้คนไปสู่สิ่งอื่น ๆ ที่ Machine ทำไม่ได้ พี่บอกเลยนะครับว่า อย่ากลัว AI อย่ากลัว Robot อย่ากลัว Machine อย่ากลัวสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราเก่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น มีคนหนึ่งเขาพูด พี่ก็ได้ยินมา เขาบอกว่า อาจารย์รู้ไหมว่า คุณหมอนี่ เวลาตรวจว่า คนนี้เป็นมะเร็งนี่มีโอกาสพลาด ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ถ้าใช้ระบบ AI ศึกษาดูจะพลาดประมาณ 4-5 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นใช้หมอดีกว่า ใช่ไหมครับ แต่เขาบอกอีกอย่างหนึ่ง บอกว่า อาจารย์รู้ไหมว่า ถ้าเอาหมอกับ AI ทำงานร่วมกัน แล้วก็ Cross Check เป็น Second Opinion ร่วมกัน จะผิดพลาด ประมาณต่ำกว่า 0.3 เปอร์เซ็นต์ เห็นไหม นี่ล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ Machine Learning ต่าง ๆ เหล่านั้นนี่ หรือ AI เป็นสิ่งที่ทำให้เราเก่งขึ้นทั้งนั้น สมัยก่อนนะครับ โอ้โฮ จะไปต่างประเทศ จะไปพูดภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีนนี่ มันทำไม่ได้ แต่สมัยนี้นะครับ เหมือนพูด ๆ ใส่ แล้วก็ไปส่งให้เขาใช่ไหมครับ แล้วก็... แต่ก่อนก็ สวัสดี หนีห่าว ก็ โอ.เค. แล้ว พูดได้ แต่บอกต้องการเอาก๋วยเตี๋ยวชามนั้นหน่อย ไม่ได้ ก็ต้องนั่งทำตาปริบ ๆ แต่เดี๋ยวนี้พูดปุ๊บ ๆ ๆ ต้องการก๋วยเตี๋ยวชามนั้นหน่อย มันก็ไปพูดให้ใช่ไหมว่า ต้องการแปลว่าอะไร นี่ล่ะครับ นี่คือสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นเพื่อนเราได้ ทำให้เรา ทำงานได้ดีขึ้น แต่ว่าขณะเดียวกันนะครับ รัฐบาลกำลังเตรียมการว่าเราจะสร้าง สิ่งที่ Machine ทำไม่ได้ บางอุตสาหกรรม อย่างเช่น Creative Economy นี่ Machine ยังไปไม่ถึง เขียนการ์ตูนขำขัน Machine ก็ทำไม่เป็น ผมไม่มั่นใจว่า เขาบอกหมดเวลาแล้ว อันนี้ก็ ยากเหมือนกัน แล้วจริง ๆ มันจะมีอีกหลากหลายอย่างเลยนะครับ การดูแล การดูแลผู้ป่วย สารพัดอย่างนี่ บอกเลยว่า จะเป็น Segment ที่เกิดขึ้นมาใหม่ ที่ทำให้ เกิดคุณค่าของเรา รวมไปถึงเรื่องของพวก Creative พวก Design พวกอื่น ๆ ที่อยากจะทำขึ้นมา นี่คือโอกาสของเราครับ เพียงแต่ว่ามองให้ออกว่าตรงไหนมันลำบาก ตรงไหนคือโอกาสของเรา แล้วก็เดินหน้าต่อไป รัฐบาลนะครับ ก็เตรียมการครับ ในยุค Big Bang ยุค Connectivity นี่ สร้างโอกาสใหม่ผ่าน Foundation ส่งเสริมให้น้องเป็น Startup แล้วก็เตรียมการเพื่อรองรับ คนที่ถูกผลกระทบให้เขาสามารถเข้าสู่ยุคใหม่ได้เช่นเดียวกัน พี่ว่า ถ้าเกิดเราทำได้อย่างนี้นะครับ ประเทศไทยก็จะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ แล้วก็ขอขอบคุณนะครับ ทุกคนที่จัดงาน ผมว่านี่เป็นทาง ที่ใช่ของประเทศไทย เรามาถูกทางแล้ว แล้วก็เรามีกองทัพน้อง ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ จะเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทยต่อไป พี่ก็ขอฝากฝั่งอนาคตกับประเทศนะ พี่หวังว่า ในอนาคตนี่ คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ สักคนหนี่งน่ะ จะเป็น Jack Ma ของประเทศให้พี่ ให้พี่ปลื้มใจ ให้คนไทยปลื้มใจนะครับ แล้วก็หวังว่าจะเจอ Unicorn ในประเทศไทย และรัฐบาลสัญญานะครับว่า เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริม ให้เกิด Startup ให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก Digital ในประเทศไทยให้เต็มที่ แล้วก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แล้วก็ส่งเสริมน้อง ๆ ทุกคน ขอบคุณครับ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณมากนะคะ ดร.กอบศักดิ์ นะคะ หรือว่าต้องเรียกว่า พี่กอบศักดิ์หรือเปล่าคะ ยังอยู่บนเวทีกับเรานะคะ ดร.กอบศักดิ์ นะคะ เราขอเรียนเชิญนะคะ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมนะคะ ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ค่ะ มามอบของที่ระลึกให้กับพี่กอบศักดิ์ค่ะ ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ดร.กอบศักดิ์ นะคะ พวกเราจะสู้ต่อไปนะคะ โอ.เค. เราไป Topic ต่อไปนะ เรื่องของเราวันนี้นะคะ เราจะมาพูดถึง The Influence Paradigm นั่นคืออะไร คือ Speaker ของเรา ต่อไปนะคะ จะมาพูดถึงเรื่องของ Story Telling หรือว่า Creative Strategy และก็ Social Media นะคะ คนนี้ได้ทำงานกับสื่อที่ดังในต่างประเทศนะคะ จะเป็น GQ หรือว่า Allure นะคะ และล่าสุด เขาก็เป็นอดีต Senior Vice President Strategy at Hello Society ค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) ต่อไปนะคะ ขอให้งดนะคะ บันทึกเสียงหรือภาพนะคะ แล้วก็งดถ่ายทอดสดนะคะ [ภาษาต่างประเทศ] [เสียงดนตรี] (Mrs. Pamela) สวัสดีทุกคนค่ะ ขอบคุณมากที่มาร่วมฟัง รับฟังดิฉัน วันนี้ ก็ เป็นครั้งแรกที่ดิฉันเดินทางมากรุงเทพฯ ก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น มากเลย ก็ขอขอบคุณทุก ๆ คน ก็ตื่นเต้นมากเลยค่ะ ที่ได้มาพูดหัวข้อถึงนะคะ กระบวนทัศน์ที่มันมีผลกระทบ ต่อเราทั้งหลาย ทีนี้ก็ต้องพูดถึงว่าบทบาทของแบรนด์นี้ เป็นอย่างไรนะคะ มันมีการเปลี่ยนอย่างมากเลย เพราะว่านะภูมิทัศน์ของ Digital ทาง Digital มันเปลี่ยนไป เราจะพูดถึงว่า Social Media Landscape นี่เป็นอย่างไร แล้วเราก็จะพูดถึง Influencer ที่อยู่ในตลาด การตลาด แล้วก็ความสำเร็จนะคะ ของแบรนด์ ทีนี้บทบาทของเรา ในวันนี้เป็นอะไรนะคะ บทบาทนี้ ของแบรนด์นี่เปลี่ยนแปลงอย่างมากเลย มันเปลี่ยนไปกับภูมิทัศน์ ที่เป็น Digital ของเรา โดยเฉพาะในการโฆษณา แล้วสื่อต่าง ๆ เรามีการที่จะ ถอนตัวนะคะ ออกจากการโฆษณา ใน Media ในสื่อต่าง ๆ แล้วก็ใน Outlet ต่าง ๆ ที่จริงเขาบอกว่า Malcolm Gladwell บอกว่า ถ้าคุณถามคนว่า เราจะต้องการอะไรจากแบรนด์ เขาก็จะถามว่า ปล่อยให้ฉันอยู่ ปล่อยไป ไปไกล ๆ ไปให้พ้น ให้ฉันอยู่ตามลำพัง ดีกว่า ก็มีความจริงนะคะ ที่พูดอย่างนี้นี่ ตอนนี้ ลูกค้านี่ เขาก็มีพฤติกรรมต่อสื่ออย่างไร กว่า 22 ล้านคนนะคะ ผู้ใหญ่ ไม่ดูทีวีอีกแล้ว ไม่ต้องการดูทีวี ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมหรือว่าเคเบิลทีวี อันนี้ เจตนาก็คือทำให้ชีวิตเขา ง่ายขึ้น เขาอยากจะดูรายการที่เขาอยากจะดู ไม่อยากจะให้มีโฆษณา และ 40 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภคตอนนี้ ก็มีการดาวน์โหลดนะคะ Blocker เหตุผลหลักใหญ่ ที่เขาใส่ Block ไม่ให้มีการโฆษณา เพราะว่าเขาไม่อยากเห็นโฆษณาที่เขาไม่ต้องการจะดู ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา ทีนี้สุดท้ายนี่ ตอนนี้นี่บทบาทของ ผู้บริโภค 94 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคนี่ โฆษณานี่กดทิ้งไปเลย ข้ามไปเลย ข้ามโฆษณา Skip หมด ดังนั้นนี่สิ่งท้าทาย ที่แบรนด์ต้องเผชิญก็คือว่า เราจะไปติดต่อ กับลูกค้าได้อย่างไร วิธีการแบบดั้งเดิมที่เคยทำมาหรือ ในเรื่องของ มัน ก็ไม่ได้ผล ต้องใช้วิธีใหม่ ในการที่จะติดต่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภค Social Media ก็มีการผุดเกิดขึ้นมานะคะ เพื่อจะดึงความ ดึงดูดความสนใจจากลูกค้า 46 เปอร์เซ็นต์ ออกจากเตียงไม่ได้เลยนะ จนกว่าจะได้มีการเช็กข้อความ ใน Social Media ก่อน มันแยกออกจากมือถือไม่ได้ แยกจาก Social Media ไม่ได้แล้ว 46 เปอร์เซ็นต์ แล้วพฤติกรรมนี่ มันก็เกิดต่อเนื่องนะ ตื่น ลืมตาขึ้นมาก็เช็ก Social Media ในระหว่างนั้นก็ดู Social Media เมื่อดูสถิติแล้ว Gen Z นี่ ใช้มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันทีเดียว ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ดู Social Media นี่ อะไรเกิด เกิดอะไรขึ้นนี่ อันนี้คือวิธีการ ที่เราเอามาบริโภคนะคะ เนื้อหา เอาเนื้อหามา ใส่อยู่ใน Social Media เรามีการ แบ่งปันประสบการณ์ในการเดินทาง ในการติดต่อ กับเพื่อน ทุกอย่างอยู่ใน Social Media หมดเลย Social Media นี่ สำหรับแบรนด์นี่ ก็มีข่าวดีนะคะ บอกว่า ไม่ใช่จะเกี่ยวกับเจตนา เรื่องเกี่ยวกับผู้บริโภคอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วเป็นแพลตฟอร์ม ที่ทำให้ลูกค้านะคะ ผู้บริโภครู้ว่า เขา ต้องการสินค้าอะไร ถ้ามีแบรนด์ใหม่ ๆ เราทำวิจัย แล้วเราอยากจะให้ลูกค้าเขามาสนใจ เขาจะเข้าไปใน Social Media เพราะฉะนั้น Social Media นี่นะ เป็นหมายอันดับหนึ่งเลยที่จะดึงลูกค้ามาสนใจ แต่ก็โชคไม่ดี อย่างที่ Social Media นี่ มันมีแตกต่างกัน มัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณา 96 เปอร์เซ็นต์ ของคนนี่ จะมีเข้าไปดูใน Social Media แล้วก็ไปเดินเรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์ แล้วก็มีการแบ่งปัน แชร์กันด้วย แต่มันไม่มีการ Follow ไม่มีการ Follow ในแบรนด์ ในโปรไฟล์ของแบรนด์ เพราะฉะนั้นเอาตัวเองแล้วกัน ยกตัวอย่าง ตัวเอง ตัวเรานี่ คุณ Follow ใครบ้างใน Instagram คุณ Follow แบรนด์เยอะไหม หรืออาจจะมีเพื่อน นะคะ แต่ว่ารวมแล้วนี่นะ คนส่วนใหญ่ รวมทั้งดิฉันด้วยนี่ ไม่ได้มีการ ติดตามนะ Follow แบรนด์ ทีนี้แบรนด์ไปถึง Consumer แล้วนี่ เขาต้องอยู่ใน Social Media แต่ขณะเดียวกันนี่ ต้องทำมากกว่านั้น อันนี้ก็เป็นคำพูดที่ดีมากเลย Scott Kupor นะคะ ก็ได้ บอกว่าแบรนด์นี่ มันไม่ใช่สิ่งที่เราพูดกัน บอกลูกค้าแล้ว มันเป็นสิ่งที่ลูกค้านี่บอกกันเอง ปากต่อปาก เสียง ของลูกค้ามันมีพลังอำนาจมาก มันมีพลังอำนาจมากแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แล้วตอนนี้มีความสำคัญ ในเรื่องของการตลาด เป็นส่วนของการสื่อสารติดต่อกัน เพื่อจะให้คำพูด มันบอกกันปากต่อปากนะคะ มัน มีความสำคัญ แต่ว่า Social Media ยังมีความสำคัญมาก ไม่เคยลด นั่นคือ 21 รายของ 25 ราย ทั้งหมด ของ Account ใน Instagram นี่ก็คือคนนะคะ คน 21 ใน 25 ของ Account ที่อยู่ Instagram คือคน คือ เราต้องดูถึงคนอื่น เพื่อขอคำแนะนำ และก็จะเห็นว่า เสียงของผู้บริโภคนี่สำคัญมากที่สุด แต่ว่า เสียงที่มันมีอิทธิพลนี่มันอยู่ข้างบน เสียงที่มันมีอิทธิพลนี่ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ หรือ 79 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภคก็บอกว่า สิ่งที่เขาได้ยินมากที่สุด ใน Social Media ก็คือ จากเพื่อนคนอื่น 92 เปอร์เซ็นต์ ก็บอกว่า เขาเชื่อคนที่มาบอกเขา Influencer คนที่มีอิทธิพลต่อเขา มากกว่าคำโฆษณา เพราะการโฆษณามีปัญหาแล้วล่ะ เพราะว่าผู้บริโภคเกลียดโฆษณา ทีนี้ การโฆษณานี่กับเสียงที่อยู่ใน Social Media นี่น่ะ มัน เป็นเสียงที่มีคนฟังมากกว่า ทีนี้แฟนของ Influencer นี่ ก็ทำงานกับแบรนด์ 94 เปอร์เซ็นต์ของ Marketer นี่ ก็ใช้ Influencer ในเรื่องของการตลาด แล้วมีประสิทธิภาพมากเลยน่ะ แล้วครึ่งหนึ่งนี่ก็คือจะเพิ่มงบประมาณปีหน้า เพื่อที่จะเพิ่ม ดูผลกระทบที่มันมีผลต่อ แบรนด์ของเขาจาก Influencer เพราะฉะนั้นในมุมมองที่จะประสบความสำเร็จมี 2 อย่าง นะคะ เอามุมมองของตัวเอง มุมมองของตัวเองนี่ที่จะมอง จะ ต้องให้เกิดความสมดุลกัน คือจาก Influencer แล้วก็จากผู้ที่ติดตามด้วย Influencer กับ Follower นะคะ 2 อย่างนี้จะเป็นตัวที่เราจะต้องดำเนินการไปด้วยกัน เพื่อจะเกิดความสำเร็จ Influencer มุมมองของ Influencer เอง เดี๋ยว ดิฉันจะให้ดู Video ว่า เมื่อเราได้มีการสัมภาษณ์ Influencer เราถามคำถามเขาว่า ชีวิตที่เป็น Influencer นี่เป็นอย่างไร ทำงานกับแบรนด์เป็นอย่างไร อะไรที่มีผล อะไรที่ไม่มีผล [เสียงวีดิทัศน์] คือ คนที่เขามีความสนใจ ดิฉันจะติดตามอะไร เขา ก็มีความสนใจมาก Influencer นี่มีประโยชน์นะ มีผลประโยชน์ มีประสิทธิภาพ เพราะว่าเรามีการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างส่วนใหญ่ มันไม่มีอะไรจะดี ไปกว่าคนนี่มีความเชื่อเวลาเขา ดูอะไรแล้วนี่ มันมีผลต่อชีวิตของเขา มันมีประสิทธิภาพมากเลย คือ เขาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์นั้นน่ะ คือ Influencer นี่ Influencer เป็นคนที่เขียนอีเมล เป็นคนที่ทำวิจัย แล้วก็ผลิตออกมา มัน งานเยอะมากทีเดียว ผมต้องทำทุกอย่างเลย คุณให้อะไร ทำไมบ้าง ให้ความหวัง ให้แรงจูงใจ ให้มีความสนุกหน่อยหนึ่ง ให้แรงจูงใจ คุณมีคำแนะนำอะไรกับแบรนด์บ้าง ก็ทำวิจัยก่อน คุณอยากจะมีแฟนมากขึ้น คือเขาแชร์ชอบความสร้างสรรค์ ถ้าเกิดว่าคุณอยากจะเลือก อยากจะฟังเรื่องราวต่าง ๆ ให้เขา ต้องมีความสร้างสรรค์ ต้องเป็นตัวของตัวเอง หางบประมาณ แล้วก็ ให้กับ Influencer แล้วก็สนุกไปด้วยกัน (Mrs. Pamela) นี่คือบทบาทของ Influencer สิ่งหนึ่งที่คุณได้ยินจาก Video ก็คือว่า คำว่า "Influencer" เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมเองน่ะ ไม่เห็นด้วยกับคำศัพ์คำนี้ คุณจะเป็น Influencer อะไร Influencer จะต้องเป็นอย่างไร แต่ Influencer นี่เขาไม่ชอบคำนี้นะ Influencer นี่อยากจะคิดว่า ตัวเองน่ะ เป็นคนสร้าง บริบทมากกว่า ถ้าเกิดว่าคุณทำงานกับ Influencer นี่ คุณก็ต้องดูว่ามีคนติดตามเท่าไร มีคนสนใจงานเขา เนื้อหานี่เป็นอย่างไร และ เนื้อหาของเขานี่มันก็สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ของคุณ แบรนด์ของคุณด้วย แล้วทีนี้ถ้าเกิดว่า เราจะ สร้าง Content นี่เป็นอย่างไร เขาก็มีการที่จะ ส่ง เกือบทุกวันเลยนะคะ มีการโพสต์ขึ้นมา ใช้เวลา 5 ชั่วโมงกว่า ต่อ Instagram เวลาเราดู Influence Content หรือดู Life Style ต่าง ๆ ดู Instagram นี่ ปรากฏว่าเขาต้องใช้เวลาในการทำมากเลย นะคะ ไม่ว่าจะไปกิน แฟชั่นล่าสุดเป็นอย่างไร ร้านอาหารที่ดีเป็นอย่างไร อันนี้เป็น Content ใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงต่อโพสต์แต่ละอัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาทำงานเยอะเลยทีเดียว 86 เปอร์เซ็นต์ คิดตัวเองว่าเป็นคนบ้างาน ที่เราไม่ต้องยกมาบอกนี่ Influencer นี่ เหมือนกับดูง่ายมากนะ งานง่าย ชีวิตสบาย แต่เนื่องจากว่ามีคนที่อยากจะเป็น Influencer มีมาก แต่ทำไม่ถูก ทำไม่ได้ผล แต่ที่จริง ๆ แล้ว เขาต้อง ทำงานหนัก แล้วทำงาน Full-Time ด้วย ไม่ใช่เป็นงานอดิเรก ไม่ใช่เป็นงาน Part-Time อีก อันหนึ่งที่จะต้องพิจารณา ก็คือ เรื่องเกี่ยวกกับการ สร้าง Content ขึ้นมา ก็เหมือนกับเป็น ทูตทางด้านแบรนด์ เพราะงานของเขานี่ก็คือสร้าง Content ขึ้นมา เกี่ยวกับแบรนด์นั้น แล้วเขาก็ชอบ แต่ว่าอันแรกที่สุดเลยนี่ เขา ต้องบอกว่าจะเอาเนื้อหาต่าง ๆ เพื่อจะ ให้คนที่เขามาอ่านน่ะ เขาติดใจ เขาติดตามเวลาจะเอาผลิตภัณฑ์ขึ้นมาโฆษณานี่ เพื่อจะให้ลูกค้าเข้ามา และขณะเดียวกันนี่ ก็อยากจะให้เขา มาติดตามต่อไป อันนี้ Influencer ในปัจจุบันนี่ เราก็ถามว่า Content ของคุณนี่ 82 เปอร์เซ็นต์นี่บอกว่า 25 เปอร์เซ็นต์... น้อยกว่า 25 ประมาณ 1 ใน 4 นี่ ได้รับการ Sponsor จากแบรนด์ แต่ว่า 82 เปอร์เซ็นต์ของ... เขาถือว่า เขาเป็น Content นะคะ แล้วก็เป็นแบรนด์ Ambassador คือ เป็นทูตของแบรนด์ด้วย ทราวิส 1.08.25 เขาเป็น Influencer เขาก็บอกว่า Influencer Marketing นี่ ก็ควรจะเป็นเกี่ยวกับการสร้างบนเนื้อหา ซึ่งสอดคล้อง แล้วก็มีสื่อให้เห็นถึงแบรนด์ ซึ่งจะเป็นไปโดยธรรมชาติ ชัดเจน เกี่ยวกับคนที่ ให้ Sponsor แล้วก็พูดถึงแบรนด์นั้น ถ้าเกิดว่าเขาใช้ มันหรือว่าชอบมัน และคิดว่า ลูกค้าของคุณนี่จะได้ผลประโยชน์จากเขา เพราะฉะนั้นคุณทำงานกับแบรนด์ที่คิดว่า User ก็ชอบ หรือว่าคน Audience ของคุณจะชอบ สิ่งแรกเลยนะคะ ที่คิดว่า Influencer จะต้องพิจารณาคือว่า แบรนด์นี่มันสอดคล้องกับ Content เขาแค่ไหน พวกนี้นี่ Content Creator เขาภูมิใจในเนื้อหาที่เขาสร้างขึ้นมามากเลย ในสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา ก็มองดูแล้ว มันก็ต้อง ที่บอกว่า แบรนด์นี่มัน สอดคล้องกับไอ้ Content เนื้อหามันสักเท่าไหร่นี่ ก็ต้องดูเลย ว่า มันมีค่าต่าง ๆ ตั้ง 76 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นธุรกิจของคนที่ทำงานเต็มเวลา อันแรกก็คือว่า Content แล้วก็ Monetary Compensation คือ การได้รับเงินค่าจ้างเกินมา สิ่งผิดพลาด ของ Influencer นี่คุณคิดว่าอะไร ที่มันจะทำได้ดี ใครที่ทำได้ไม่ดี แล้วปรากฏว่า ประการแรกกับ ความผิดอันดับแรกนี่ คือ เขาไม่ได้ทำงาน ร่วมกับ Influencer ได้ดี เนื่องจากว่า Influencer นี่เป็นเรื่องใหม่ ทุกคนก็อยากจะมาทดลองใช้ ก่อนที่จะมีความผูกพันตัวเอง ปัญหาก็คือว่า มัน แค่ โพสต์ อันเดียวเท่านั้นเอง ถ้าเกิดว่าไม่ให้ Influencer ได้ Audience แล้วก็มีโอกาสที่จะ รู้จักสัมผัสของแบรนด์ของคุณนัก มันก็ไม่ได้ไปที่ไหนน่ะ แบรนด์นี่ Partner กับ Influencer ในระยะยาวนี่ ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่คิดเลยว่าการที่จะให้เป็นพี่เลี้ยง ของบริษัทครั้งเดียวนี่ ก็จะเป็น ก็ จะสามารถที่จะดึงเข้าไปในลูกค้าได้ แต่ทีนี่คนที่จะติดตามเรานี่ มัน ต้องเห็นถึงความซื่อสัตย์ต่อ ผลิตภัณฑ์ของเรา ทีนี้ Adidas นี่ Adidas นี่ เชื่อในเรื่องของ Influencer ในเรื่องของการตลาด เขาทำตั้งแต่ Influencer ตัวน้อย ๆ จนกระทั่งถึงพวกที่มีชื่อเสียง พวก Celeb ต่าง ๆ Adidas นี่รู้แล้วว่า เขาใช้ Influencer นะคะ เข้ามาใน Bord Room คุยกันที่สำนักงานใหญ่ ในการที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ตัวใหม่ แล้วเขาเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวด้วย Revolt นี่ก็เป็นเสื้อผ้าขายปลีกขึ้นมา ตอนนี้ 70 เปอร์เซ็นต์นี่ของ Online การขายออนไลน์นี่ ให้ 10 เปอร์เซ็นต์ เขามีประมาณ 3,500 Instragram Influencer ซึ่งจะสวม เสื้อผ้าแบรนด์ของเขาและ Designer อันนี้ก็มีผลกระทบต่อแบรนด์ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เรื่องการร่วมมือกัน ก็แน่นอนว่านะ มัน เป็นผลระยะยาวของแบรนด์ตัวนั้นเอง นั่นคือมุมมองในของเรื่อง Influencer ปัจจัยที่ 2 อย่าลืมว่ามันก็คือ Follower คนที่ติดตาม หมายถึงว่า อุตสาหกรรมน่ะ มันเพิกเฉย ต่อสิ่งนี้ไป ทีนี้ Follow ผู้ติดตามนี่ เราก็พบว่า คือ ก็ต้องดูที่ Influencer ก่อน คือเขาจะไม่ดูถึงว่าแบรนด์หรืออะไร ดู Influencer ไม่ได้ดูถึง Social Media ว่าโฆษณาอะไร 200... มากกว่า 214 เปอร์เซ็นต์นี่ เขาติดตาม Influencer นะคะ ที่ มากกว่าที่จะดูในแบรนด์ในผลิตภัณฑ์เองนะคะ เพราะฉะนั้นคำกล่าว คนที่ตอบคำถามให้เราก็ Influencer นี่ ก็เป็นนี่ ก็เป็นบุคคลที่มีอิทธิพล ซึ่งเกิดในแต่ละวัน ระหว่าง คนปกตินี่กับ Celeb มีความเชื่อใจ มีความสัมพันธ์ แล้วก็ขณะเดียวกัน เขา มีเหมือนกับแรงจูงใจ ให้กับคุณ แล้วก็ให้คำแนะนำกับคนที่ติดตามได้ เราก็เลยถาม Follower ว่า คุณพิจารณาอะไร คุณสมบัติของ Influencer เขาเป็นเหมือนกับว่า ต้นแบบ เป็นเพื่อน ซึ่งอันนี้ มัน 3 อย่าง ก็คือ เป็นเหมือนกับุคคลต้นแบบให้เขา เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนที่คุณรู้สึกสบายใจ และ ขณะเดียวกันนี่ก็เป็นคนที่เราไว้วางใจได้น่ะ เราเชื่อในตัวเขา ทีนี้จะคิดว่า Celebrity นี่หรือว่าผู้เชี่ยวชาญนี่จะเป็น Influencer ได้ไหม ไม่ เพราะฉะนั้นแบรนด์ไม่ควรจะไปทำกับ Expert ไม่ใช่นะคะ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำด้วย มัน มีคนอยู่ 2 ประเภทนะคะ และข้อความที่มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราก็ยังต้องทำงานกับ Celeb แล้วก็ ทีนี้ บทบาทของ Influencer นี่ Influencer จะเป็นอย่างไร เราก็พบว่า Influencer นี่ ไม่ใช่แล้ว พูดผิดนะคะ Follower นี่เขาถือว่า ความตระหนักรู้นี่เป็นอย่างไร 52 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องดูว่า จะต้อง แนะนำว่า แบรนด์ใหม่นี้เป็นอย่างไร ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นอย่างไร แล้วก็ให้บริการ อะไรบ้าง แล้วเสร็จแล้ว เขาจะได้นำไปสู่การพิจารณาที่จะ ซื้อ เห็นไหมตัวเลขที่เกิดขึ้นมา 52 ไอ้ คน Version ที่จะไปซื้อนี่ มันน้อยกว่าที่เราพูดคุยกัน ทีนี้ มุมมองของ Influencer นี่ ก็ใช้ในการที่จะผลักดัน ให้กับผู้บริโภคลงมือซื้อสินค้าจริง ๆ พูดถึงว่า Influencer นี่สัก 2 โพสต์ นี่ ก็เป็นอีก ระยะหนึ่ง แต่การที่จะให้ผู้บริโภคนี่ตัดสินใจที่จะซื้อ โดยได้มีข้อมูลเพียงพอ ให้ข้อมูล เป็นระยะ ๆ เพียงพอถึงจะซื้อ ทีนี้ เราก็ถาม Follower บอกว่า คุณอยากจะเห็นข้อความ Influencer กี่ครั้งล่ะ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อน่ะ เขาบอกว่า Influencer ในนามของแบรนด์นี่ อย่างน้อยก็ 3 ครั้งก่อนที่เขาจะซื้อ 5 เท่า ในลักษณะที่ว่า โดยเฉลี่ยแล้ว Follower อย่างน้อยต้องเห็น 5 ครั้งนะคะ ถึงจะลงมือซื้อ เสร็จแล้ว 79 เปอร์เซ็นต์นี่ เข้าไปที่ แบรนด์ เว็บไซต์ 62 เปอร์เซ็นต์ ไปที่แบรนด์ Instagram แล้วก็ 59 ก็ Google อีก เพราะฉะนั้นเขาต้องมีการพิจารณานะ 5 เท่า ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ แต่ขณะเดียวกันน่ะ เนื่องเกี่ยวกับการตลาดน่ะ 7 เท่า เพราะฉะนั้นในเรื่องของ การโฆษณานี่ ต้องมีการไปสัมผัสกับมันอย่างน้อย 7 ครั้ง ก่อนที่จะซื้อ แต่ Influencer Marketing นี่แค่ 5 เท่าเอง ดังนั้น ทำให้เกิดการซื้อด้วยอัตราเร็ว ที่สูง และ Influencer นี่ทำอย่างไรล่ะ คือถ้าเกิดว่า ไม่มี Follower นะ Influencer นี่ เขาก็มีผล สร้างผลให้กับตัวเอง เขา ก็บอกเพื่อนก่อน แล้วก็เพื่อน ก็ดูที่ Influencer ด้วยกัน มันเพื่อนต่อเพื่อน ก็แบบกระซิบต่อ ๆ กัน แล้วก็อยากจะรู้ อ๋อ เพื่อนรู้เกี่ยวกับเขา เพื่อนเรารู้ เราก็รู้จากเพื่อนนี่ รู้จากกันต่อกัน และขณะเดียวกันเอง Influencer นี่ เขาเป็นคนช่างพูดด้วย เวลาเขาอยู่กับเพื่อนนี่ เขาเล่าให้เพื่อนเขาฟัง อย่างน้อยก็ 4 คน ว่าถึงแบรนด์ ที่เขาชอบ ลองคิดดูนะคะ เวลาคุณมีข้อความใด ขึ้นมาสักข้อความหนึ่งนี่ มันมีพลังมากถึง 4 เท่า ขยายต่อไป จากปากต่อปาก ทีนี้ถ้าเกิดว่าคุณอยากจะ ได้อะไรไปจากการฟังการนำเสนอของดิฉันนี่ Social Media ตอนนี้นี่ มันก็ต้องมีการปรับโฉมของตัวเองแล้ว เพราะว่าผู้บริโภคกับแบรนด์ Connect ว่า มันจะเชื่อมกันอย่างไร คือการที่แบรนด์นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่บอก Consumer ว่า มันคืออะไร แต่ว่าเสร็จแล้ว Consumer นี่จะต้อง รู้ว่า... ฟังเสียงของเขา Influencer นี่เขาเป็นเหมือนกับคนที่ สร้าง สร้าง Content ขึ้นมา เวลา คุณดูแบรนด์ แล้วเขาก็มี คือเขารู้ว่า ผู้บริโภคของเขานี่เป็นใคร Audience เขาเป็นใคร เขาเลยสามารถ ที่จะใช้ความรู้ของเขาสร้าง Content ขึ้นมา แล้วเรียก Audience ของเขาได้ แต่ Follower นี่ Influencer นี่ ก็ถือว่าเป็นหลักต้น ข้อมูลหลักใหญ่ หลักแรกของเขานะคะ เหมือนกับว่าเป็นเพื่อน เป็นบุคคลต้นแบบที่เขาไว้วางใจได้ แล้วเขามีผลกระทบต่อ Audience จำนวนมากมาย แล้วเขาจะไปสนใจศึกษา เนื้อหาเกี่ยวกับแบรนด์เพิ่มขึ้นอีกขึ้นไป และถ้าเกิดเป็นระยะยาว การที่เป็น Partner ขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องมีการ Post ขึ้นมา 3 ครั้ง ก่อนที่ผู้บริโภคนี่ จะตัดสินใจต่อไป และจะซื้อก็ต่อเมื่อได้ดูโพสต์แล้ว อย่างน้อย 5 ครั้ง แล้วก็ซื้อขึ้นมา ก็เลยจากปากต่อปาก ที่บอกกันต่อ ๆ ถ้าไม่มีการบอกปากต่อปากนี่ ใน Follower ทั้งหลายนี่ ก็จะบอกกันต่อกัน ก็อย่างน้อย 4 ครั้งนะคะ Influencer ทำให้คนพูดถึงแบรนด์ เพราะฉะนั้นนี่ ไอ้ที่มันจะขยายปากต่อปากกันไปนี่ ไม่ใช่จะเฉพาะใน Influencer แต่ Follower นะคะ ที่ฟังจาก Influencer แล้วก็ขยายต่อไป ต้องขอขอบคุณมากนะคะ แล้วก็หวังว่าเราจะได้ติดต่อ กันอีก [เสียงภาษาต่างประเทศ] (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณนะคะ คุณ Pamela ที่ได้พูดถึงการที่ได้เป็น Influencer ค่ะ Speaker ต่อไปนะคะ เป็นคนที่น่าสนใจทีเดียวนะคะ เพราะว่าก่อนหน้านี้ เราจะพูดถึง Corporate Innovation เราจะพูดถึง Startup นะคะ แต่วันนี้เราจะพูดถึง Particle Physicist นะ โอ.เค. คือ ท่านคือ Dr. James Beacham นะคะ มาจาก CERN, European Organization for Nuclear Research เพราะฉะนั้นเขาจะมาพูดถึงวิทยาศาสตร์นะคะ ที่น่าสนใจว่า ในโลกของเรา มีอะไรบ้างนะคะ [ภาษาต่างประเทศ] [เสียงดนตรี] (Mr. James) มีอะไรนอก Universe ของเรา เพื่อนได้ถามคำถามนี้กับผม เมื่อตอนผมอายุ 8 ขวบ ผมเคยมีคำตอบที่ดี สำหรับคำถามที่เกี่ยวข้องกับทางวิทยาศาสตร์ แต่คราวนี้ ผมไม่ทราบว่าจะพูดว่าอย่างไรดี คำถามนี่น่ากลัว ผมเติบโตขึ้นใน Utah ภาคใต้ ซึ่งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ใกล้ ๆ นี่ก็เป็น สภาพที่ดีมากสำหรับที่จะชมดาว ในฐานะตอนเป็นเด็ก ผมแล้วก็เพื่อนนี่นะครับ ก็จะออกไปนอกเมือง เพื่อที่จะได้ ไม่ต้องเห็นไฟของเมือง และสามารถเห็นดาว ในท้องฟ้า แล้วจะได้ถามตัวเราเอง โลกเราใหญ่ขนาดไหน พระอาทิตย์ทำด้วยอะไร แล้ว Galaxy นั่นอยู่ไกลขนาดไหน ทำไมผมไม่สามารถ เห็น Black Hole แล้วขอบของ Universe นี่อยู่ตรงไหน แล้วตอนที่ผมโดนถามคำถามนี้ ผมก็หยุดคิด แล้วผมก็ต้องตอบว่าไม่ทราบสิครับ และคุณ Melody ก็บอกว่า บรรพบุรุษของผม คิดว่าโลกนี้ เป็นก้อนหินนะครับที่แบน ๆ แล้วก็ คลุมด้วยฟ้า แล้วก็มีคน ไปจุด วาดจุดของดาวไว้ แต่ผมคิดว่าสมัยก่อนนี่ ไม่มีนะ ในเรื่องกล้องส่องทางไกล แต่สมัยนี้ เราทราบว่า Universe ของเรา จักรวาลนี่นะ มันกว้างใหญ่ไพศาล เราไม่ทราบว่าขอบของจักรวาลนี่ อยู่ตรงไหน Melody นี่นะครับ เป็น... ผมจำไม่ได้ว่า Melody มา แล้วก็พวกเด็ก ๆ นี่มักจะ ล้อ Melody เพราะว่า Melody ไม่ชอบการสอบ ไม่ชอบการบ้าน แต่ว่า ๆ Melody นี่ครับ เราเป็นเพื่อน เพราะ Melody นี่นะ เขาไม่เคยกลัว ที่จะถามคำถามใหญ่ ๆ แล้วสิ่งที่ Melody ถามผมว่า มีอะไรอยู่ นอกจักรวาล คำถามก็ทำให้ผมนี่ ตกใจ แปลกใจ ก็ไม่มีอะไร จักรวาลคือทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะถามว่า แล้วนอกจากทุกสิ่งทุกอย่างนี่ มันคืออะไร เพราะว่าทุกอย่างมันคือทุกอย่าง ถ้าเผื่อจักรวาลมีขอบก็ต้องมีอะไรนี่นะครับ เมื่อเลยไปจากขอบ เราก็ได้มองดูฟ้าอีกเป็นเวลานาน แล้วผมก็เลยคิดว่า อาจจะไม่มีขอบและ ไม่มีไอ้ข้างนอก แล้ว Melody ก็บอกว่า ใช่ จักรวาลนี่นะครับ อาจจะไม่มีขอบ แล้ว นั่นก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่ในจักรวาล และหลังจากนั้น เราก็เลยบอกว่า ถ้าเผื่อเราคิดเกี่ยวกับทุกอย่างนี่มันน่ากลัว ตอนนั้นนี่ผมก็เป็นเด็กที่จริงจัง มาก แต่ผมก็อาจจะไม่ได้จริงจัง แต่ว่าสิ่งที่น่ากลัว ไม่ได้เป็น สิ่งที่ไม่ดี แต่ก่อนที่จะไปไกลมากเกินไป ผมต้องตอบถามคำถามที่สำคัญว่า จักรวาลนี้ คืออะไร ลองคิดดู ครั้งสุดท้ายที่คุณออกไปนี่นะครับ อยู่นอกเมือง แล้วก็นอนมองดูฟ้า เห็นนะครับ เห็นแสงต่าง ๆ นี่นะ ที่ ห่างจากเรานี่นะครับ เป็นหลายปีแสง กว่าที่จะมาถึงโลก แล้วทำให้เรานี่ได้เห็นนี่ เวลาเราพิจารณาฟ้าตอนกลางคืนนี่ เรามองย้อนกลับไปในห้วงเวลา และในระหว่างไอ้แสงจุดต่าง ๆ นี่ เราเห็นอะไร มันเหมือนเป็นพื้นที่เปล่า สีดำ ๆ มืดใช่ไหม แต่ตาเรานี่นะครับ สามารถเห็น Photon ได้ประเภทหนึ่ง แต่ในระดับ Cosmic นี่ นะครับ ตาเรานี่นะครับ เราสามารถเห็น Photon นี่นะ ที่มีคลื่นนี่นะครับ ค่อน สั้นซึ่งน้อยมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถมีเครื่องดู Photon ที่ดี ที่สุดในโลกนี้ เราจะสามารถเห็นแสงที่ซ่อนอยู่นี่นะ จากดาวและ Galaxy นี่นะครับ ซึ่งห่างจากเรานี่เป็นพัน ๆ ๆ ล้าน และเราก็จะสามารถ เราอาจจะเห็นอะไรคล้าย ๆ อย่างนี้ครับ ซึ่งแสง เมื่อสมัยที่โลกเรานี่นะครับ มีอายุเพียงไม่กี่พันปี นี่คือสิ่งที่ใกล้เคียง ที่สุดสำหรับภาพของจักรวาลของเรา แต่ว่าเดี๋ยวรอก่อนนะครับ อันนี้เป็นภาพ Baby เลยนะครับ ซึ่งมีอายุหลายพันล้านนี่นะ อันนี้ก็แสดงว่าเป็น Baby ที่ค่อนข้าง ที่จะเรียกว่า แต่แสงนี่นะครับ ก่อนที่จะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนี่นะครับ ยังไม่มีเวลา ที่จะมาถึงตัวเรา Galaxy ทั้งหมด ที่เราเห็น ในฟ้านี่นะครับ มันเคลื่อนไหวนี่นะครับออกไปใน ทุกทิศทาง จักรวาลเรานี่ขยายตัวออกไป เราอาจจะเคยได้ยินประโยคนั้นแล้ว แต่มันหมายความว่า อย่างไร จักรวาลนี่ขยายออกไปเป็นอะไร จักรวาลเราเหมือน Balloon ที่อยู่ในกล่อง แล้วก็ ตัว Balloon นี่นะครับ ลูกโป่งนี่มันขยายเต็มกล่อง หรือเปล่า ไม่ใช่นะ จักรวาลนี่ ขยายออกไปนี่นะ สู่... มี Galaxy ในจักรวาลของเรานี่นะ มันมี ลักษณะเหมือนอย่างกับเป็นหมุด 2 อันนี้ อยู่ใน เหมือนกับสมมุติว่าเป็นมดนี่นะ ที่อยู่ บนผ้าผืนใหญ่นี่นะครับ แต่ว่าพื้นที่อันนี้ของผ้าอันนี้ของผ้านี่นะ มัน ขยายตัวออกไป และถ้าเราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่าง กำลังเคลื่อนไหวออกไปจากซึ่งกันและกันนี่นะ เราสามารถ ย้อนกลับไปในเวลา แล้วก็สามารถ คิดได้ว่าประมาณ 13.8 พัน ล้านมาแล้วนี่นะครับ จักรวาลทั้งหมดนี่อาจจะนะครับ อาจจะตอนนั้นนี่นะครับ มีขนาดเล็กนี่นะครับ แล้วหลังจากนั้น มันได้มีการ ขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ ๆ แล้ว นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Big Bang แต่จริง ๆ ก็ นอกเหนือจากเรื่องของการที่จักรวาลนี่ได้ขยายตัวอยู่ตลอดมานี่นะครับ ตลอดช่วงเวลา 13.8 พันล้านปีนี่นะ แล้วเรา ถ้าเผื่อนะครับจักรวาลนี่ ขยายตัวในอัตรานะครับ ที่เสมอตัวอยู่ตลอดเวลานี่นะครับ ก็ แล้วถ้าอย่างนั้น ทำไม ๆ ๆ เราเห็นบางสิ่งบางอย่าง ที่ใหญ่ ๆ นี่ ทำไมถึงตัวภาพของจักรวาล เมื่อหลายพันปีมาแล้วนี่นะครับ ทำไมเราถึง ยังเห็นหลายจุดนี่นะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วนี่นะครับ เราจะเห็นได้เลยว่าจริง ๆ แล้วนี่นะครับ มัน เราไม่สามารถอธิบายอะไรได้เลย ถ้าเผื่อ ในขณะพร้อมกันกับที่จักรวาลขยายตัว มัน ไม่ได้ขยายตัว แต่ว่าในช่วงแรก มันอาจจะขยายตัวนี่อย่างรวดเร็ว แล้วหลังจากนั้นมันก็ค่อย ๆ ขยายตัวต่อไป ทีละเล็กทีละน้อย และการขยายตัวนี่ ในช่วงแรกอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ลองนึกถึงม้านี่นะ อ๋อ ถ้าเกิดเราใช้ท่อ และเรานี่นะครับ ขยายมันนี่นะครับ เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่เกิด Big Bang สำหรับจักรวาลเรา การขยายตัวนี่มันรวดเร็วกว่า ความเร็วของแสงมาก ซึ่งมัน เพราะฉะนั้นนี่มัน เป็นไปไม่ได้เลยนี่นะ ที่เราจะทราบว่าเกิดขึ้นอะไรนี่นะครับ กับจักรวาลในขณะที่เกิด Big Bang ตอนที่จักรวาลเราเริ่มขยายตัว ทุกอย่างนี่นะครับ มันขยายตัว แล้วมันก็ขยายห่างออกไปจากเราอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เรานี่นะครับ ได้กรอบความคิดใหม่ ว่า จักรวาลเราเป็นอย่างไร นั่นก็คือจักรวาลที่เราสามารถ มองเห็นได้ ซึ่งเป็น Volume เล็กนิดเดียว เป็นส่วนนิดเดียวนี่ครับ ของจักรวาล และมันก็ จะต้องเป็นส่วนที่เล็กมาก ๆ เลย ของจักรวาลใหญ่ ซึ่งจะต้องมี Universe ผู้สังเกตการณ์ที่จะสามารถมองเห็นได้จากจุดอื่น แล้วเราจะไม่มีวันที่จะเช็ก ตรวจสอบได้ว่ามี Cosmic จริงหรือเปล่า และสถานการณ์ มีแต่ที่จะเลวร้ายมากขึ้น เรื่อย ๆ ๆ และถ้าเผื่อเรา นึกถึงกรณีเรื่องของการที่จักรวาลขยายตัวนี่ มันจะต้อง เกิดขึ้นตลอดกาล แล้วมันแปลกมาก มัน ทำให้เราต้องสรุปว่า จักรวาล หรือโลกที่เราอยู่นั้น และ ส่วนประกอบนี่นะครับ ของฟ้าของเรานี่นะ เราสามารถ คิดของมันได้เหมือนกับเป็น 2 เรื่องต่างกัน เพราะว่าโลกของเรานี่นะครับ มัน ชะลอการขยายตัว ของจักรวาลของเรา ที่เรารู้จักนี่ มันชะลอตัวแล้ว แต่ว่าตัว... การขยายของจักรวาลใหญ่นี่นะครับ มัน จะขยายตัวนี่นะครับ ต่อไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะฉะนั้นโลกเรานี่ มันเป็นตัว Bubble เล็ก ๆ นี่นะครับ ของจักรวาลใหญ่นี่นะครับ และถ้าเผื่อเราดู มอง พิจารณานี่นะครับ การขยายตัวของจักรวาลนี่นะครับ มันควรจะต่อ ไปนี่นะครับ ไป อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด และมันทำให้เรานี่นะครับ จะ คิดได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี่นะครับ ถ้าจักรวาล ของเรานี่นะครับ เหมือนเป็น Bubble ในจักรวาลใหญ่นี่ จริง ๆ แล้ว ก็จะต้องมีเจ้า Bubble Universe นี่นะ ที่เป็น Bubble ที่เกิดขึ้นนี่นะครับ ด้วยวิธีการ สร้างนี่นะครับ ในเรื่องอวกาศในลักษณะเดียวกัน จริง ๆ แล้วนี่นะครับ จริง ๆ แล้วนี่นะครับ ใน Bubble ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ถ้าความเข้าใจของเรา เกี่ยวกับเรื่องการขยายตัวของจักรวาลนี่ มัน ก็จะต้องมี Bubble อื่นที่เหมือนจักรวาลของเรานี่นะครับ แล้วอาจจะต้องมี ตัวเรานี่นะครับ ในจักรวาลอันนั้น แล้วก็ ถ้าเผื่อความเข้าใจของเรา เกี่ยวกับ เรื่องของคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นนี่ ตั้งแต่จุดที่เกิด Big Bang แต่มันเป็น... แต่เราก็จะ ผมเห็นได้จากใบหน้า ของทุกท่านในที่นี้ ว่าแต่ละท่านนี่นะครับ ดูจะไม่เชื่อ เพราะว่า จริง ๆ ผมเป็น นักทดสอบ นักคิด แล้วพวกคุณอาจจะบอกว่า เราต้องการหลักฐาน อันนี้นี่นะครับ แน่นอนว่ามันไม่มีหลักฐาน แต่ว่า มันไม่ได้เป็นหลักฐานเดียว ที่คิดว่าเราอาจจะ อยู่ในโลกที่มีความหลากหลาย ตัวอย่างเช่น จักรวาลของเราดูจะเต็มไปด้วยตัวเลขที่เขาเรียกว่า "Magic Numbers" ก็คือ ตัวเลขมหัศจรรย์ โดยเราก็ไม่มีคำอธิบายว่า ทำไม ตัวอย่างเช่น Electron Charge มันเหมือนมันเกิดขึ้น โดยไม่มีเหตุผล โดยไร้เหตุผล สิ่งหนึ่งที่สำคัญ สำหรับผม และเพื่อนของผม นั่นก็ Higgs Boson's Mass ซึ่งเป็นสิ่งที่เรา ค้นพบนี่นะครับ โดย ในปี 2012 Higgs Boson Particle บางท่านอาจจะเคยได้ฟังแล้วว่า มัน... เขาเรียกเหมือนกับว่าเป็น God Particle Particle นี่นะครับ เป็น Particle ที่ประหลาดมาก Large Hadron Collider ก็คือ เป็น Tunnel นะ เป็นอุโมงค์นะครับ ระหว่างฝรั่งเศส กับประเทศสวิตฯ นะครับ ซึ่งมัน เป็นอุโมงค์นี่นะกว้าง 27 กิโลเมตร และในอุโมงค์นี่ครับ เราใช้ วิธีการที่จะส่งโปรตอน เพื่อให้ โปรตอน นี่เคลื่อนไหวในอุโมงค์นี่นะครับ ใน ด้วยความเร็วของแสง และเราก็ให้มันนี่นะครับ ชนกัน แล้วเราก็เก็บเกี่ยวชิ้นส่วน เศษของสิ่งที่มันโปรตอน ที่ชนกันนี่นะครับ เพื่อที่จะพยายามใช้ สิ่งเหล่านี้นะครับ เพื่อที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ในอนาคต แล้วในที่สุดสิ่งที่เราค้นพบนี่นะครับ มัน... แล้วเราก็ค้นพบจากการทดสอบ สิ่งที่เราเรียกว่า "ATLAS" มันยาว 27.6 กิโลเมตร แล้วผมอยากจะเชิญทุกท่านให้ไปที่ประเทศสวิตฯ เพื่อที่จะไปชมอุโมงค์นี่นะครับ นะแต่คน ผู้ชายคนนี้เขายืนอยู่ตรงนั้น แต่จริง ๆ นี่ ถ้าไปดู เราคงไม่อยากไปยืนตรงนั้น แต่ Higgs Boson Particle นี่นะครับ ทำให้เราได้ค้นพบ แล้วก็ได้มีการฉลอง แล้วมีรางวัลโนเบล แต่ว่านอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีการที่เราต้องเกาหัวกัน เพราะว่า เราไม่ควรจะค้นพบสิ่งนี้เลย มัน มีหลายอย่างที่เรายัง หาอยู่ ที่เราไม่ได้หา Particle อันนี้ มันมีคำถามเยอะแยะมาก เกี่ยวกับอันนี้ อย่างเช่น วัสดุมืด ทุกท่านในที่นี้ ทุกวินาที ของทุกวัน คุณมี Particle ของวัตถุมืดนี่นะ ที่อยู่ในร่างกายของเรา มัน ไม่ได้สิ่งที่ทำให้เรานี่นะครับปวดศีรษะ หรือ จิตตก แต่เราทราบว่า มันมี เพราะเราเห็นอยู่ใน Cosmos อยู่ใน Galaxy มันมีคำถามเยอะมาก ที่เราไม่สามารถ ยังไม่สามารถตอบได้ เราก็เลยอยากจะหาคำตอบด้วย ไอ้ Collider อันนี้ ตอนที่เราค้นพบนี่ Particle อันนี้นะ มัน ทำให้เราเฉลิมฉลอง แต่เราก็ต้องถามตัวเราเองว่า ทำไมเราเจอ Particel นี้ เหตุผลก็คือความใหญ่ ของขนาด ของการทดสอบ ทำไมมันถึงได้ ใหญ่นัก มันใหญ่เพราะว่าเครื่องยิ่งใหญ่ เท่าไร พลังงานก็ยิ่ง สูงมากขึ้น เรื่องของ Khanatics Energy นะครับ ถ้าเผื่อเราทำให้มันไปเร็วขึ้นนะครับ มันก็มี Khanatics Energy มากขึ้น อันนี้ก็คือความสัมพันธ์ ของไอน์สไตน์ E = mc^2 E นี่นะครับก็คือพลังงาน M คือเป็น Mass ซึ่งเราควบคุมไม่ได้ และ Mass นี่นะครับ มันไม่เหมือนกัน สำหรับ Particle นี่มัน เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ โดยเราไม่สามารถควบคุมได้ เราสามารถวัดมันได้เท่านั้น ถ้าธรรมชาติมี Mass หรือ M และเรานี่สร้าง Collider ที่มีพลังงาน ตอนนั้น เราจะไม่สามารถที่จะเจอไอ้ เจ้าตัว M เพราะฉะนั้้นเราก็เลยต้องใช้เครื่องใหญ่ ๆ Collider ถึงได้มีขนาดใหญ่ ถ้าเราพิจารณาหลักทางด้านคณิตศาสตร์ มัน ไม่มีอะไรที่ทำให้ Higgs Boson Mass ไม่สามารถ ที่จะขยายและมีขนาดใหญ่ ใหญ่มากขึ้นกว่า ไอ้เรื่องของ แต่เราพบ Particle นั้น ทางด้าน ฝั่งนี้ครับ ซึ่งแปลกมากเลย และอะไร ทำให้ Higgs Boson Mass นี่มันอยู่ตรงนั้น มัน เหมือน มันมีในเรื่องของ เหมือนเป็นชั้น ชั้นอยู่ตรงนั้น ซึ่งทำให้ Higgs Boson Particle นี่นะครับ ไปอยู่ตรงนั้น วึ่งมัน แล้ว มันอาจจะมีอีกหลาย Particle อาจจะมี Particle อื่น อยู่แถวนั้น ซึ่งจะสามารถอธิบาย อะไรได้เยอะมาก แต่ว่าเรา ไม่พบ Particle อื่นนี่ตรงนั้นเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประหลาดมาก อะไรทำให้ Higgs Boson Mass นี่อยู่ตรงนี้ มัน ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราพบไอ้เจ้า Higgs Boson นี่ เพราะถ้าเผื่อ Higgs Boson มี Mass ที่ต่างจากที่เราวัด จักรวาลของเราก็อาจจะเป็นสัตว์ อาจจะมี ลักษณะต่างจากที่เรารู้จักมัน Higgs Boson นี่นะครับ ที่เป็นการพิสูจน์ว่ามันมี Higgs Field และ Higgs Field นี่มันเป็น Jelly ที่เรามองไม่เห็น แต่มัน เราไม่รู้สึก แต่ Particle ในตัวเรานี่นะครับ ทราบว่าไอ้ Jelly อันนี้ อยู่ตรงนี้ เพราะ Energy ของเรานี่นะครับ มัน เราสามารถ แล้ว เราวัด Jelly นี่นะครับ ว่าเป็น Mass ซึ่งมีเพราะว่าอิเล็กตรอนที่อยู่ ในร่างกายเรานี่ ถ้าอิเล็กตรอนในร่างกายเรา ไม่ได้รู้สึกถึง Higgs Fields อิเล็กตรอน ก็จะมี Mass = 0 ซึ่งก็จะแย่มาก เพราะถ้าอิเล็กตรอน มี Mass ที่เป็นศูนย์ในขณะที่เกิด Big Bang Adam ก็จะไม่เกิด และคุณ และผม ก็จะไม่อยู่ที่นี่ เพื่อสามารถคุยกันตรงนี้ เพราะฉะนั้นมันดีที่ Higgs Boson มีอยู่ แต่ว่ามันทำไม ๆ ตัว Mass ของ Higgs Boson ถึงอยู่ตรงนั้น ผมอยากได้คำตอบ ต่อคำถาม ว่าทำไมเราอาจจะโชคดี แต่ว่าโชคที่ผมพูดถึงนี้เป็นโชค พิเศษ ธรรมชาติ ชอบการกระจายนี่นะ ในเรื่อง Statistical Distribution ธรรมชาติ อัตราการเต้นของหัวใจของพวกเรานี่นะครับ ทุกคนนี่นะครับ มันเต้นตามจังหวะ ณ ขณะเดียวกันนี่นะครับ เพราะฉะนั้นนี่ตัวฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ และสถิตินี่นะครับ มันเป็นส่วนหนึ่งของ... ของ ๆ จักรวาลของเรา และถ้าเผื่อ Boson Mass นี่นะครับ และ Mass ของเรานี่นะครับ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของคุณค่าต่าง ๆ ที่ Mass อื่น ๆ ที่มีอยู่นี่นะครับ สามารถที่จะมีได้ ค่าของ Higgs Boson Mass อาจจะต่างจากนั้น แล้วก็ มันก็อาจจะน่าเบื่อ และก็เราก็จะ ไม่มีวันอยากจัดการประชุมที่นั่น แต่ว่าเราจะต้องเลือกนะครับ ว่า ข้อพิจารณาอันไหนนี่นะครับ หรือข้อคิดไหนนะครับที่ถูกต้อง แต่ว่ามัน... แต่มัน เป็นแค่หลักฐานหนึ่ง ว่าเราควรที่จะพิจารณาประเด็นนี้อย่างจริงจัง หรือหลักการนี้อย่างจริงจัง แต่ผมก็เห็นว่าใบหน้าของทุกท่านนี่ งงมาก อันนี้ไม่ใช่หลักฐาน แล้วคุณจะไปทดสอบ หลักการของคุณได้อย่างไร ผมชอบวิธีคิดของคุณ และเรามีความคิด 2-3 อย่างว่า เราจะทดสอบความคิดนี้ ว่าเราอยู่ในจักรวาลที่มีความหลากหลาย หรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วนี่ ก็มีนะครับ มีความท้าทาย ในการที่จะพิสูจน์ คือ ก่อนอื่น ก็คือ เราสามารถที่จะหา Bump Bump นะครับ อยู่ ในจักรวาลของเรา จำได้ไหมครับว่า อาจจะมีจักรวาลอีกจำนวน นับไม่ถ้วนนะครับ ตอนที่ แล้วลองคิดดูว่า ถ้าเผื่อมี 2 จักรวาลนี่นะ ที่เติบโตขึ้นมานี่ข้าง ๆ กัน แล้วก็มา Bump กัน มันอาจจะเป็นไอ้ จุดสีฟ้าเข้มนี้หรือเปล่านะ ว่า ตอนที่จักรวาลเราเริ่มขยาย มันก็มีอีกจักรวาลหนึ่ง ที่ใหญ่ที่ขยายตัวเหมือนกัน แล้วมันก็ชนกัน จริง ๆ ก็ไม่มีใครทราบนะครับ ว่า อันนี้มีความเป็นไปได้ไหม แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะต้องพยายาม หา Particle อันนี้ต่อไป และเพราะฉะนั้นนี่มันก็จะดี ถ้าเราเจอ Particle นี่นะครับ ที่เรา พบนี่นะครับ ในเรื่องของตัว Particle ต่าง ๆ นี่ มันอาจจะทำให้เรา พอใจ และอย่างน้อยเราก็จะ ได้ข้อคิดว่าจริง ๆ นี่ เราอาจจะไม่ได้อยู่ในจักรวาล ที่มีความหลากหลาย นี่ตอนนี้เราก็มีแผนนี่นะ ที่เราจะสร้างไอ้เจ้าตัว Collider นี่ที่อาจจะ มีขนาดนี่นะครับ เป็น 100 กิโลเมตร ที่จะช่วยให้เราเข้าใจจักรวาลเรา ดีขึ้น แล้วมันจะเพียงพอไหม ถ้าเผื่อในอีก 20-30 ปี เราได้ สร้างอุโมงค์ใหญ่ขึ้นนั้น แล้วผมจะสามารถกลับมาหาทุกท่าน เพื่อยืนยันว่า เราไม่ได้ค้นพบอะไร เพราะฉะนั้นนี่ เราทุกคนอยู่ในโลกจักรวาลที่มีความหลากหลาย มันไม่เพียงพอ เราจะต้องพิจารณา ทำไมเรา ทำไมเราไม่สร้าง Particle Collider นี่นะครับ ที่จะวนรอบ ๆ พระจันทร์ แล้วถ้าเผื่อ Particle อยู่ข้างบนนั้น แล้ว เราต้องสร้างอะไรใหญ่มากไปถึงนั่น และคุณอาจจะคิดว่า นี่เป็นเรื่องที่บ้ามาก แต่มีหลายคน ที่สนใจที่จะไปที่โลกพระจันทร์นะครับ มัน มีนะครับ พวกมหาเศรษฐี ที่อยากจะไปทำอะไรหลายอย่างในโลกพระจันทร์ ผมอาจจะไป อยากไปสร้างนี่นะครับ ในเรื่องของห้อง Lab ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่โลกพระจันทร์ และนี่คือ สิ่งที่ผมต้องการ ถ้าเผื่อมีใครในห้องนี้นี่นะครับ ที่จะช่วยได้ ก็คือ ผม อยากจะได้แม่เหล็ก ต้องมีใครที่จะช่วย แล้วผมจำเป็นจะต้องมี เราจะต้องมี ระบบการขนส่งนี่นะครับ ในอวกาศ และจะต้องใหญ่มาก เพื่อที่จะ ส่งคนและอุปกรณ์ แล้วก็ต้องมีอุปกรณ์นี่นะ แล้วถ้าเผื่อเราจะไปสร้างอุโมงค์ เราจะต้อง ใช้ทรัพยากรเยอะมากนะครับ เราอาจจะไม่ หรือ เราอาจจะใช้นะครับ หุ่นยนต์นะ เพื่อที่จะทำงานนี้ เพื่อเราหรือเรา ไม่จำเป็นจะต้องขุดอุโมงค์ เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องใช้ ในเรื่อง AI และเทคนิคการ... เราจำเป็นที่จะมีระบบการสื่อสารนี่นะครับ ที่ดีระหว่างพระจันทร์กับโลกเรา มัน อาจจะเป็นนิวเคลียร์หรือเป็น พลังแสงอาทิตย์ หรือพลังอื่นที่เรายังไม่ได้คิดเลย แล้วมันจะเพียงพอไหม ถ้าเผื่อเราสร้าง Collider ที่พระจันทร์ โลกพระจันทร์ แล้วผมจะพอใจไหม ไม่ เพื่อทำให้มันดี เพื่อตอบคำถามนี้ เราจะต้องได้ Scale ของ Energy นี่นะครับ ซึ่งสูง จนมัน... เขาเรียกว่า Planck's Scale ซึ่งเป็น Scale ที่เราจะได้คำตอบสำหรับทุกอย่าง เราจะเข้าใจทั้ง Quantum Mechanics, Gravity, แรงดึงดูด, Higgs Boson และทุกอย่าง เกี่ยวกับเรื่อง Neutrino แล้วเวลา เราก็จะเข้าใจว่า เราอยู่ ในจักรวาลหลากหลายไหม แต่เพื่อเข้าใจสิ่งนี้ เราจะต้องสร้าง Particle Collider นี่ครับ ขยายใหญ่ ในอีกฝั่งหนึ่งของระบบสุริยะจักรวาล แล้ว เราก็จะต้องมีนวัตกรรมที่จะทำให้สามารถ ทำเช่นนั้นได้ แต่ขณะนี้ เราอยู่ที่ Digital Thailand Big Bang โดยทุกคนนี่นะครับ กำลังมีความฝัน ที่จะเป็นนักนวัตกรรมนะ แต่ว่าถ้าสร้าง ถ้าเราจะสามารถสร้าง Hadron Collider ในที่สุด เราจะทำอะไร กับคำตอบที่เราจะได้ ถึงแม้ว่าเราจะพบหลักฐาน ว่า เราอยู่ในโลก ในจักรวาล ที่หลากหลาย มันจะไม่มีทางที่ผมจะ สามารถติดต่อจักรวาลอื่นได้ เพราะฉะนั้นคำถาม... เพราะฉะนั้นมันหมายความว่า คำถามอย่างนี้เป็นคำถาม ที่ไร้ความหมายหรือเปล่า คุณอาจจะบอกว่า ใช่ นักวิทยาศาสตร์ หลายคนก็อาจจะเห็นด้วยกับคุณ นักวิทยาศาสตร์บางคน ก็สงสัย หรือโจมตีความพยายามของเราที่จะสร้าง Collider ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อหาคำตอบ โดยบอกว่าคำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ ไม่เป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ เราเริ่มจากการพิจารณานี่ ในจักรวาลของเรา จากมุมมอง ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเราก็ได้ข้อสรุปว่า เราอาจจะอยู่ ในโลกนี่นะครับ ที่มีความหลากหลาย จักรวาลที่มีความหลากหลาย แต่การที่เราไม่สามารถตอบคำถามนั้น ในขณะนี้ ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีวันที่จะตอบคำถามนี้ได้ การที่จะมี Moon Collider เมื่อหลายปีมาแล้ว เราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ มัน ดูเหมือนกับการที่จะสร้าง Moon Collider มันก็จะเป็นไปได้ ไอ้สิ่งมัน ที่เป็นไปไม่ได้ มันจะเป็นไปได้ ก็ถ้าเผื่อมีใคร ทำให้เป็นไปได้ ก็ถ้าอย่างนั้น มีคนที่ไม่เห็น ทำไมถึงมีคนที่ไม่เห็นด้วย กับการถามคำถามแบบนี้ เขากลัวคำตอบหรือเปล่า และนี่ก็คือความกลัวเดียวกัน ซึ่งทำให้คนในอดีตคัดค้านคำถาม เหมือนอย่างกับโลก โลกอยู่ตรงกลาง ของระบบสุริยะจักรวาล หรือดาวนี่นะครับ มีคนวาดขึ้นไปนี่ ในเพดานที่อยู่เหนือเรา ไปนิดหน่อย แล้วเราอาจจะไม่ได้พิเศษมากอย่างที่เรา คิดว่าเราเป็น ความกลัวนั้นนี่นะครับ พวกคุณกลัวไหม จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเผื่อคุณ เลิกทำงานซึ่งคุณรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง และคุณจะเริ่มก่อตั้งองค์การ ที่จะช่วยคนนี่นะครับ ที่ต้องย้ายถิ่น เนื่องจากความขัดแย้ง หรือถ้าเผื่อคุณจะมาทำงาน กับผมที่ CERN สำหรับการสร้าง Accelerator ทางด้านฟิสิกส์ สร้าง Moon Collider หรือ Solar System Colider ซึ่ง นั่นก็คือการใช้เทคโนโลยีปัจจุบัน แต่ ขยายมันนี่นะครับ แต่เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้นี่นะครับ มัน มีอายุหลายสิบปีแล้ว แต่ว่ามันก็อาจจะ เป็นเรื่องของการ แต่ว่า แต่ผมไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผม สามารถที่จะโฆษณางานนี้ได้ ถ้าเผื่อคุณ พยายามที่จะไปร่วมงานกันผู้ที่ สมองใสมากที่สุดในโลก เพื่อจะ เข้าใจความเร้นลับของธรรมชาติ หรือคุณแทนที่จะ ทำเกี่ยวกับเรื่อง App ของ Smartphone เราอาจจะ หาวิธีการแก้ไขปัญหาความยากจน หรือทำให้ปฏิบัติ ต่อมนุษย์ทุกคนนะครับอย่างมีเกียรติ แต่จริง ๆ เราก็ไม่ทราบ และเราจะไม่มีวันทราบ ว่าผลจะเป็นอย่างไร ถ้าเผื่อเรากระโดดไป สำหรับผม ความปลอดภัยของความ ไม่รู้นี่นะครับ เมื่อเทียบกับความสุขนี่นะครับ ของความรู้ เราจะต้อง ถามตัวเอง ไอ้คำถามยาก ๆ ของการก้าวออกไป สู่ ที่เราไม่เป็นความไม่รู้หรือ สิ่งที่เราไม่รู้จริง เพราะว่าเรานี่นะครับ สิ่งที่ เราเห็นนี่นะครับ มันทำให้เรานี่ มันมีอะไรหลายอย่าง ที่เรามองไม่เห็น จริง ๆ แล้ว พวกเราไม่จำเป็นจะต้อง กลัวคำถามที่ใหญ่โต เราไม่ต้องกลัว ความหลากหลายของจักรวาล เพราะว่า จริง ๆ มันมีเรื่องหนึ่งที่เรา ทราบได้ด้วยความมั่นใจว่า อย่างน้อยมีจักรวาลหนึ่ง และเรา และพวกเรา ถ้าเราถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องจักรวาล รอบตัวเรา เราเป็นวิธีการ ที่จักรวาลนี้ถามคำถาม ต่อตัวเอง และผมเห็นทั้งโลกนี่นะครับ คนที่โทษนะครับ โทษเวลา เห็นปัญหาก็โทษว่า มัน เป็นปัญหาที่ก่อโดยคนอื่น อย่างเช่น ก่อโดยคนรวย หรือก่อโดยคนยากจน หรือ ถ้าเราเห็นนะครับ เรื่องการที่เราพยายามทำลาย ทำทุกอย่าง เพื่อทำลายทรัพยากรที่เรามีอยู่ในจักรวาล และเวลาผมคิดเกี่ยวกับ Melody เพื่อนผม และเพื่อนคนอื่นที่มักจะ ล้อ Melody แล้วทำให้ Melody ไปเรียนโรงเรียน ได้ยาก และทำไม Melody ไม่เคยไป เรียนโรงเรียนระดับมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกโกรธ ไม่เชิงโกรธ แบบปกติ ไอ้ความโกรธปกตินั้น ผม... แต่ในฐานะเป็นนักฟิสิกส์นี่นะ ผมมีอีกชั้นหนึ่งของความโกรธ เพราะผมคิดว่าในเมื่อเราปล่อยให้เกิดปัญหาเหล่านี้ เรานี่นะครับ กำลังไม่ปฏิบัติตาม ความจริงของจักรวาลนี้ว่า เราทุกคนนี่นะ คุณ และผมนี่เราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ เราอยู่ใน ร่วมกันในจักรวาลนี้ และเมื่อกลับ ไปที่ก้อนหินนะรับ สีแดงที่ Utah ตอนผม 8 ขวบ ผมบอก Melody ว่า ทุกอย่างรอบตัวผมนี่ดูน่ากลัวมาก และ Melody บอกว่า ใช่ มันน่ากลัว แต่ว่ามันจะยิ่งน่ากลัวกว่านี้อีก ถ้าเผื่อเราอยู่ตรงนี้นี่คนเดียว แล้วผมก็มองดู Melody แล้วบอกว่า ใช่ และเรา 2 คนก็มองขึ้นไปบนฟ้า เห็นดาว เห็น Galaxy ซึ่งมองเรา จากไกลโพ้น ขอบคุณมากครับ [ภาษาต่างประเทศ]