[เสียงสัญญาณ] (อาจารย์) Test Test โอ.เค. การบ้านที่ครูมอบหมายไป ไม่ทราบเป็นอย่างไรบ้างคะ ส่งแล้ว การบ้านมีกี่ชิ้น 2 ก็คือให้ค้นบทความใช่ไหมคะ ให้ค้นแล้วก็ เราจะต้องไปอ่านใช่ไหม อ่านบทความ 2 เรื่องที่ครูให้ จำได้ไหมคะ อ่านแล้วก็ตอบคำถามว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ได้ผลลัพธ์อย่างไร ใช่ไหมคะ งานชิ้นนี้ครูยังไม่เห็นมีใครส่งครูเลย หรือว่าส่งที่โต๊ะ อ้อ! โอ.เค. แสดงว่าครูไม่เจอนะคะ โอ.เค. ไม่เป็นไร เดี๋ยวครูกลับไปค้นอีกทีหนึ่งนะคะ ส่งถูกโต๊ะไหมคะ ส่งงานถูกโต๊ะไหม อ๋อ โอ.เค. เข้าใจแล้ว Locker โอ.เค. ค่ะ เอาอย่างนี้ ถ้าส่งงานครู ไม่ต้องส่งใน Locker นะคะ ส่งที่โต๊ะเลย เพราะครูไม่สะดวก Locker นะคะ เดินเข้ามาในห้องล็อกที่ 2 แล้วก็วางบนโต๊ะครูเลยนะคะ โอ.เค. ค่ะ มิน่าครูหาไม่เจอนะคะ โอ.เค. ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวครูค่อยไปอ่าน งานที่พวกเราตอบครูมานะคะ สำหรับงานอีกชิ้นหนึ่งงานกลุ่ม กลุ่มของกาญจนสิริ อยู่ไหนคะ ใช่ ๆ ค้นบทความได้ไหมคะ กลุ่มเรา อ๋อ ยัง ๆ โอ.เค. อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ครูยังไม่เห็นงาน กลุ่มจุฑามาศ อะไรนะ มีเรื่องแล้วหรือยัง ค้นออกมาได้หรือยัง โอ.เค. สมาชิกกลุ่มเรา 4 คน มีใครบ้าง ตอนนี้อยู่ครบไหม ขาดจุฑามาศ เอ้า! แล้วไม่ใช่จุฑามาศใช่ไหมคะ [เสียงหัวเราะ] (อาจารย์) โอ.เค. ถ้าอย่างนั้น โอ.เค. เดี๋ยวก่อนที่เราเรียนเนื้อหาในวันนี้นะคะ ซึ่งเนื้อหาในวันนี้เราจะเรียนเกี่ยวกับ การกำหนดประชากรศึกษา แล้วก็การกำหนดขนาดตัวอย่าง สำหรับงานวิจัย แล้วก็วิธีการสุ่มตัวอย่าง ดังนั้นก่อนที่เราจะเรียนวันนี้ เราจะต้องมีบทความที่ เราสนใจศึกษาเสียก่อนนะคะ เดี๋ยวครูจะให้เวลา 5 นาที ให้ทุกกลุ่มประชุมทีมกัน อ่านบทความที่เราคัดเลือกมาแล้ว แล้วก็ตอบคำถาม 5 ข้อ เหมือนเดิมนะคะ คำถาม 5 ข้อ ก็คือ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ได้ผลลัพธ์อย่างไรนะคะ ใช้เวลา 10 นาที โอ.เค. นะคะ สำหรับกลุ่มที่ยังไม่มีบทความ ก็ให้รีบค้นหาในอินเทอร์เน็ตเลยนะคะ หรือกลุ่มไหนที่ค้นแล้วมีบทความหลายเรื่อง อยากจะแบ่งให้เพื่อนก็ได้นะคะ ใช้เวลา 10 นาทีนะคะ เป็นงานกลุ่ม เดี๋ยวครูจะได้เริ่มสอนเนื้อหาถัดไปค่ะ โอ.เค. เมื่อกี้ครูเดินดูพวกเราทำงานนะคะ ก็พบว่าทักษะหนึ่งที่ควรจะพัฒนา ก็คือ การสืบค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตนะคะ อย่างเช่น การสืบค้นบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ หรือมีการเผยแพร่แล้วนะคะ ให้เราใช้ Search Engine ไหนก็ได้ ตอนนี้สมมุติว่า ครูใช้ Google นะคะ ครูอยากจะได้ งานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องผ้าคราม พวกเรารู้จัก คำว่า "ผ้าคราม" ไหมคะ คือเราจะต้องมีสิ่งที่เราอยากจะรู้ หรือประเด็นเสียก่อน ถ้าเราค้นกว้าง ๆ มันเหมือน งมเข็มในมหาสมุทร เข้าใจไหมคะ ตอนนี้ครูอยากได้งานวิจัย ที่เขาทำเกี่ยวกับผ้าครามนะคะ เป็นบทความครูก็ใช้ บทความวิจัย บวกคำว่า "ผ้าคราม" นะคะ เดี๋ยวครูทำให้ดูนะคะ ตอนนี้ คำค้น ครูมี 2 คำ เห็นไหมคะ เป็นบทความวิจัยบวก บวกก็คือ คำว่า "และ" นะคะ ผ้าคราม แล้วก็ Enter การค้นแบบนี้ยังกว้างอีก เห็นไหมคะ Search Engine มันจะค้นมาให้เยอะแยะเลย แต่ถ้าเราอยากให้ มันเป็นเฉพาะไฟล์ PDF นะคะ ให้เราพิมพ์ต่อหลังจาก คำว่า "ผ้าคราม" ว่า PDF หรือจะใช้คำสั่งว่า File Type PDF ก็ได้นะคะ ตอนนี้ครูต่อด้วย PDF เห็นไหมคะว่ามันจะค้นให้ เฉพาะไฟล์อะไรขึ้นมาก่อนคะ PDF ตอนนี้เรายังอยากให้มันค้นเอาเฉพาะ ข้อมูลที่เผยแพร่ภายในปีนี้เท่านั้น เราก็ไปที่... เพิ่มเติมหรือเปล่า อยู่ไหนนะเดี๋ยวนะ เครื่องมือ ตรงนี้นะคะ เห็นไหมคะเครื่องมือ เขาบอกภาษาใดก็ได้ เป็นภาษาอังกฤษก็ได้ แต่ว่าเรา Key Word เราเป็นภาษาไทยนะคะ แน่นอนมันต้องค้นเป็นภาษาไทยมาให้ เวลาใดก็ได้นี่เราเปลี่ยนนะคะ เราเอาเฉพาะอะไรคะ ปีที่ผ่านมา งานมันก็จะเป็นอย่างไรคะ ใหม่ขึ้นมา ถ้าจะเอาใหม่มาก ๆ เราเอาอย่างไรคะ ชั่วโมงที่ผ่านมา เมื่อกี้เลย มีไหมมีใครโพสต์เรื่องนี้ไหม มีใครเผยแพร่เรื่องนี้ไหมนะคะ แต่ว่ามันระยะเวลามันล่าสุด ขอบเขตเวลามันก็แคบนะคะ เรื่องที่เราจะค้นหามันก็น้อยลง ดังนั้น เราก็จะใช้เวลาขอบเขตของเวลามากขึ้น เพื่อให้มีโอกาสค้นพบ บทความที่เราต้องการมากขึ้นนะคะ อันนี้เราคลิกคำว่า "ปีที่ผ่านมา" นะคะ อันนี้เราก็จะเจอบทความวิจัยเยอะแยะเลย อย่างเช่น อันนี้เป็นแนวทางการเพิ่มมูลค่าผ้าไหมมัดหมี่ ที่มีประสิทธิภาพเห็นไหมคะ เราค้นได้เร็วขึ้นนะคะ อันนี้คือวิธีการสืบค้นหาบทความวิจัย ที่เราสนใจศึกษานะคะ ตอนนี้พวกเราคงจะเข้าใจวิธีการสืบค้นนะคะ เวลาสืบค้นเราต้องมีคำค้นที่ตรงเรื่อง ตรงประเด็นเสียก่อนนะคะ เอ๊ะ ๆ ชื่อเรื่องอะไรนะ การซื้อของออนไลน์ใช่ไหม กลุ่มนั้นได้หรือยังคะ ได้บทความแล้วบอกครูหน่อย ทำงานกลุ่มเป็นอย่างไรบ้างคะ กลุ่ม... จตุรงค์ใช่ไหมคะ อ๋อ! จตุพร จตุพรเขียนส่งครูหรือยัง ไอ้กระดาษที่... คำตอบเสร็จหรือยังคะ โอ.เค. ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวเราเรียนกันไป แล้วก็เขียนไปด้วยก็แล้วกันนะคะ ตอนนี้พวกเราครูคิดว่า 4 กลุ่มนะคะ เท่าที่เดินดูเมื่อกี้ ก็คือได้บทความแล้ว เดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้เนื้อหาวันนี้ จากบทความที่เราเลือก แต่ว่าเราจะต้องไปอ่านศึกษาเพิ่มเติม นอกเวลาในชั้นเรียนนะคะ ตอนนี้ขอให้ทุกคนกลับที่นั่งนะคะ กลับที่นั่งของตัวเองแล้วก็ ทุกกลุ่มจะต้องส่งไฟล์บทความวิจัย ให้กับเพื่อน ๆ ในกลุ่มนะคะ พอครูถามกลุ่มไหน เราก็ต้องเปิด PDF ขึ้นมาอ่านได้นะคะ ตอนนี้พวกเรามี LINE กลุ่มห้องไหมคะ หรือ Facebook เราใช่ Facebook ใช่ไหม โอ.เค. ให้แต่ละกลุ่มส่งไฟล์แลกกันนะคะ ให้เรามีไฟล์ของกลุ่มเพื่อนด้วย โอ.เค. เดี๋ยวเรามาดูเนื้อหาวันนี้นะคะ อย่างนั้นครูสอนยาวเลยนะ ไม่พักเบรกนะคะ เนื้อหาวันนี้ก็คือเราจะศึกษาเกี่ยวกับ การกำหนดประชากรศึกษา แล้วก็การกำหนดขนาดตัวอย่าง วิธีการสุ่มตัวอย่าง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วนะคะ เราจะทราบอยู่แล้วว่าการวิจัยก็คือ การศึกษาที่มีลักษณะแบบแผนใช่ไหมคะ มีหลักการสามารถตรวจสอบได้ แล้วเป็นการศึกษาในลักษณะวนซ้ำ เป็น Cycle เป็นวัฏจักรใช่ไหมคะ เริ่มจากต้องมีปัญหาหรือประเด็น ที่เราอยากจะรู้ จริงไหม อย่างเช่น อยากจะรู้ว่าวัยรุ่นเขามีพฤติกรรม การใช้สมาร์ตโฟนอย่างไร ใช่ไหมคะทุกวันนี้ หรือว่าพ่อค้าแม่ค้าเขาใช้เทคโนโลยีไอทีนี่ ไปส่งเสริมการขาย การตลาดเขาอย่างไร ใช่ไหมคะ ทุกวันนี้ไปขายของทั่ว ๆ ไป เดินเร่ขายไม่ได้แล้วได้ลูกค้านิดเดียว แต่ถ้าคุณขายในเว็บไซต์ หรือไลฟ์ขายนี่ ลูกค้าคุณเป็นอย่างไรคะ ทั่วโลก ถ้าคุณพูดภาษาอังกฤษได้ ลูกค้าคุณก็เป็นชาวต่างชาติได้ โอ.เค. ไหมคะ เริ่มจากประเด็นที่เราจะศึกษา ดังนั้น พอเรามีประเด็นที่จะศึกษาแล้ว เราจึงจะกำหนดประชากรที่ศึกษาได้นะคะ ประชากรที่ศึกษาภาษาอังกฤษ เขาใช้คำว่า "Population" นะคะ อาจจะเป็นอะไรก็ได้ เป็นคน สิ่งของ หรือเป็นค่าที่เกิดจากการวัดก็ได้ แต่ข้อมูลเหล่านั้นนะคะ มันจะต้องมีสิ่งที่เราสนใจ อย่างเช่น ถ้าเป็นคน พฤติกรรมการใช้สมาร์ตโฟนของนักศึกษา ประชากรที่ศึกษาควรเป็นใครคะ เป็นนักศึกษา โอ.เค. คราวนี้นักศึกษา มันกว้างใหญ่ไพศาลมากเลย ถ้าเราอยากจะรู้ว่าพฤติกรรมการใช้สมาร์ตโฟน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ที่ลงทะเบียนเรียนในปีการศึกษา 2562 ภาคปกติเท่านั้น ประชากรของเราก็เป็นใครคะ เป็นนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนที่ไหนคะ ม. ราชภัฏสกลนคร ปีการศึกษา 2562 แล้วก็ศึกษาเฉพาะภาคปกติ ทุกคณะเลยใช่ไหมคะ คณะไหนก็ได้ จริงไหม แต่เราจะไม่ถามคนเรียน ป. โท จริงไหมคะ เพราะเราสนใจเฉพาะระดับปริญญาตรี สมมุตินะคะ อันนี้คือลักษณะของ Population ที่เราจะศึกษานะคะ บางครั้งประชากรที่ศึกษาเป็นหน่วย ที่สามารถวัดได้จับต้องได้ว่ามีกี่ชิ้น ถ้าเป็นคนนับได้ว่ามีกี่คน เขาเรียกว่า "ประชากรจำกัด" นะคะ แต่บางครั้งข้อมูลที่เราศึกษานี่ มันไม่สามารถนับจำนวนได้ ว่ามีทั้งหมดกี่คน กี่ชิ้น กี่อัน ยกตัวอย่าง เช่น ปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในบรรยากาศ ชั้นบรรยากาศ จังหวัดสกลนคร เราไปนับได้ไหมคะว่ามันมีเท่าไร ไม่ได้ หรือปริมาณออกซิเจนในน้ำห้วยทราย แบบนี้เป็นต้นนะคะ มันจะเป็นค่าที่เราไม่สามารถนับได้ว่า มันมีจำนวนชิ้นเท่าใดนะคะ ลักษณะประชากรแบบที่ 2 นี้ เราเรียกว่า "ประชากรอนันต์" นะคะ ดังนั้นประชากรมี 2 อย่างนะคะ ประชากรจำกัด ก็คือเป็นเซตจำกัด นับจำนวนได้ว่ามีทั้งหมดกี่คน กี่ชิ้น กี่อัน แบบที่ 2 ก็คือ ประชากรเป็นเซตอนันต์ นับไม่ได้ว่ามีสิ่งของนั้น ๆ น่ะ อยู่กี่ชิ้น กี่อัน อย่างเช่น ปริมาณออกซิเจนในน้ำ โอ.เค. ไหมคะ ปริมาณฝุ่นในชั้นบรรยากาศแบบนี้ โอ.เค. ไหมคะ เรามาดูประชากรที่เราศึกษานะคะ ถ้าเราเปรียบเทียบเป็นเซตใหญ่ ก็คือก้อนนี้ ก้อนนี้เป็นเซตใหญ่เลยนะคะ ก้อนนี้ เราจะเห็นว่ามันจะมีคุณลักษณะที่เราสนใจศึกษา อย่างเช่น ถ้าเป็นบุคคลทั่ว ๆ ไป ชาวบ้าน ประชาชน ในจังหวัดสกลนคร เราสนใจว่า เขามีรายได้โดยเฉลี่ยเท่าใดนะคะ ถ้าเราเก็บข้อมูลรายได้ของทุกคนมารวมกัน เราก็หาได้ว่า ประชาชนในจังหวัดสกลนครนี้ มีรายได้โดยเฉลี่ยเท่าใด ตัวนี้นะคะ เราเรียกว่า "ค่าพารามิเตอร์" หรือที่เรียกว่า "ค่าเฉลี่ยประชากร" เป็นตัว μ นะคะ ถ้าเราสนใจข้อมูลที่เป็นสัดส่วนของประชากร อย่างเช่น สัดส่วนของประชาชนในจังหวัดสกลนคร ที่เห็นด้วย กับการยุบพรรคสีส้ม สมมุตินะคะ [เสียงหัวเราะ] (อาจารย์) สัดส่วนนี้แทนด้วยตัว P, P ใหญ่นะคะ เราจะเห็นว่าค่าพารามิเตอร์นี่ มันเป็นค่าคงที่ ที่มีอยู่ค่าเดียว แต่เราไม่ทราบค่าว่ามันมีค่าเท่าไร แล้วเราอยากจะรู้ค่าของพารามิเตอร์นั้นนะคะ คราวนี้เราจะเก็บข้อมูลจาก ทุก ๆ คน ทุก ๆ หน่วยในประชากรนี่ บางครั้งต้องใช้เวลามาก เสียเวลา 2. ใช้งบประมาณมากนะคะ ทั้ง ๆ ที่การศึกษาเรามีงบจำกัด หรือบางครั้ง บางเรื่อง การที่เราไปเก็บข้อมูลกับหน่วยที่ให้ข้อมูล หน่วยข้อมูลนั้นจะสิ้นสภาพไป หรือถูกทำลายไปนะคะ จะทำให้ไม่สามารถนำหน่วยตัวอย่างนั้น ไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้นะคะ เราก็เลยมีความจำเป็น จะต้องสุ่มตัวอย่างออกมานะคะ ตัวอย่าง ศัพท์คำนี้นะคะ Sample ตัวอย่าง หมายถึง Subset ของประชากร เพื่อเราจะเอาข้อมูลที่ได้จากตัวอย่าง ไปทำการอนุมาน หรือทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับ ค่าพารามิเตอร์ในทางสถิตต่อไปนะคะ คำตอบของเราจะมีความถูกต้อง แม่นยำแค่ไหน ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของตัวอย่างที่เราเก็บมา ถ้าตัวอย่างเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร คำตอบที่ได้ก็จะมีความน่าเชื่อถือนะคะ หรือพูดง่าย ๆ คือการเก็บตัวอย่างนั้น เราจะไม่ให้มีความลำเอียงโดยเด็ดขาดนะคะ แล้วก็เก็บข้อมูลให้มันครบทุกลักษณะของประชาชน ถ้าประชากรมี 5 อาชีพ ตัวอย่างก็ต้องมี 5 อาชีพ แบบนี้เป็นต้นนะคะ กลุ่มตัวอย่าง เรามาดูนะคะว่าข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง เราจะเรียกว่า "ค่าสถิติ" เห็นไหมคะ ค่าสถิติมันจะมีค่าเฉลี่ยตัวอย่าง เราจะแทนด้วยตัว x̄ เราจะเอาตัว x̄ เป็นตัวประมาณค่าเฉลี่ยประชากรก็คือตัว μ จากภาพเมื่อกี้นะคะ จากเหตุผลที่ว่าข้อศึกษาของเรานะคะ จะมีข้อสรุปที่น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของตัวอย่างว่า ตัวอย่างมันเป็นตัวแทนที่ดีหรือไม่นะคะ ดังนั้น สิ่งมีผลต่อมาก็คือวิธีการสุ่มตัวอย่าง จะต้องเป็นวิธีการสุ่มที่เหมาะสมกับ เรื่องที่เราทำการศึกษานะคะ วิธีการสุ่มตัวอย่าง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Sampling" นะคะ คำนี้นะคะ Sampling วิธีการสุ่มตัวอย่างมีอยู่ 2 วิธี ใหญ่ ๆ อย่างแรกเลย การสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็น ความน่าจะเป็นก็คือโอกาส เป็นการให้ทุก ๆ หน่วยที่อยู่ในประชากร มีสิทธิ์ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง ด้วยความน่าจะเป็นเท่า ๆ กันนะคะ ประโยชน์ของการสุ่มตัวอย่าง โดยอาศัยความน่าจะเป็นก็คือ มันจะทำให้เราสามารถอนุมาน ในทางสถิติได้ดีนะคะ แต่คราวนี้เราจะเลือกวิธีการสุ่ม ที่อาศัยความน่าจะเป็นวิธีการใดนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของประชากร แล้วก็วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเป็นหลักนะคะ วิธีการสุ่มตัวอย่าง อย่างง่ายนะคะอันแรก ข้อ 1.1 นะคะ การสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็น แบบที่ 1 ก็คือ การเลือกตัวอย่างอย่างง่าย Simple Random Sampling วิธีการนี้มีความหมายก็คือ ให้ทุกหน่วยในประชากรมีสิทธิ์ถูกเลือก เป็นตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็นเท่า ๆ กันนะคะ ดังนั้น งานวิจัยใดถ้าประชากรที่เราศึกษานี้ มีความไม่แตกต่างกันมากนะคะ เราก็ใช้วิธีการเลือกอย่างง่าย วิธีการเลือกอย่างง่ายจริง ๆ เราต้องสุ่มนะคะ ไม่ใช่ว่าเดินไปเจอใครแล้วเราก็ถาม แบบนั้นไม่ใช่นะคะ วิธีการเลือกอย่างง่าย ยกตัวอย่าง เช่น ห้องเรามีกี่คนคะ 21 คน ถ้าครูจะเลือก 2 คน ให้เป็นผู้โชคดีครูจะเลี้ยงส้มตำ ครูจะสุ่มตัวอย่าง 2 คน ครูมีจำนวนวิธีที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดก็คือ N ห้องเรามีกี่คนนะ 21 เลือกมา 2 ก็เป็น 21 C2 มีจำนวนวิธีที่เกิดขึ้นได้นะคะ ก็คือ 21 C2 ใช้หลักการจัดหมู่นะคะ ทุก ๆ คน ก็มีสิทธิ์ถูกเลือก มาได้รับสิทธิ์ตรงนั้น มันไม่ใช่ว่า ครูเจอใครก่อนครูก็เลือกคนนั้น มันไม่ใช่นะคะ คราวนี้วิธีที่ 2 ถ้าเกิดข้อมูลที่เราสนใจศึกษานี้ มันมีการจัดลำดับเรียงกันอยู่แล้วเบื้องต้นนะคะ และเรื่องที่เราทำการศึกษานี่ ถ้าเราไม่จัดเรียงข้อมูลมันอาจจะทำให้เราเกิด การเลือกตัวแทนที่ไม่เหมาะสมนะคะ เราก็จะใช้วิธีการเลือกแบบที่ 2 คือการเลือกตัวอย่างแบบมีระบบ ยกตัวอย่าง เช่น เดี๋ยวครูเขียนให้ดูนะคะ ยกตัวอย่าง การเลือกตัวอย่างแบบมีระบบ สมมุติว่า คุณครูพละคนหนึ่งนะคะ ศึกษาเกี่ยวกับความสามารถในการกระโดดสูง คือคุณครูพละท่านนี้นะคะ คิดค้นวิธีที่จะช่วยให้นักกีฬาหรือนักเรียนนี่ สปริงข้อเท้าได้มากกว่าปกติ พวกเราเข้าใจคำว่า "สปริงข้อเท้า" ไหมคะ ทำไมคนเราสูงเท่ากัน แต่คนหนึ่งกระโดดได้สูง อีกคนหนึ่งกระโดดได้ไม่สูงเท่าเรา มันเป็นเรื่องความสามารถความยืดหยุ่น ของร่างกายและเป็น Tactic เทคนิคนะคะ อย่างที่เราเห็นชัดคือ นักกีฬาวอลเลย์บอลอย่างนี้ เห็นไหมคะ หรือบาส เขาจะมีการสปริง หรือ Take ข้อเท้าได้ดีขึ้น แล้วก็ได้สูงกว่าคนที่ไม่ได้ถูกฝึกนะคะ ถ้าครูพละคนนี้นะคะ จะสุ่มเลือกนักเรียนในชั้นเรียน มาให้ได้รับการฝึกสอนกระโดด โดยวิธีพิเศษนี้นะคะ ก็คือฝึก Take ข้อเท้า ถ้าคุณครูคนนี้ มีลูกศิษย์ N, N นี่ก็คือขนาดประชากรนะคะ 50 คน คุณครูคนนี้ ต้องการเลือกตัวแทนเพียง 10 คน ขนาดตัวอย่างเราแทนด้วย n มีค่าเป็น 10 คน ถ้าสุ่มโดยวิธีที่ 1 สุ่มแบบง่ายนะคะ สุ่มใครก็ได้นะคะ Simple Random Sampling ก็คือ SRS ตัวย่อของมัน จะมีจำนวนวิธีทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ ก็เท่ากับ 50 คน เลือกมาคราวละ 10 คน เลือกใครก็ได้ ซึ่งถ้าเกิดไปเกิดเหตุการณ์นี้นะคะ 10 คน 10 คนนี้กระโดด กระโดดสูงนะคะ แล้ววัดความสามารถในการกระโดดสูงก็คือ ความสูงที่เขากระโดดได้ อันนี้คือชุดที่ 1 ที่อาจเกิดขึ้น หรืออาจจะได้ชุดที่ 2 เราดูสิ ตัวอย่างชุดที่ 1 กับชุดที่ 2 เราว่าชุดไหนจะกระโดดสูงได้ดีกว่ากันคะ ชุดที่ 2 เพราะอะไรคะ สูงยาวเข่าดีเหมือนนักกีฬาไทย คีริน เห็นไหม นักวิ่งลมกรด สูงยาวเข่าดีไหม ถ้าวิ่งแข่งกันคนขายาวได้เปรียบคนขาสั้น ในเรื่องของสรีระนะคะ เหมือนกันเลยความสามารถในการกระโดดสูงเราดูว่า ถ้าผู้วิจัย อาจารย์ครูพละคนนี้ สุ่มนักเรียนโดยวิธี SRS ได้ชุดที่ 1 กับชุดที่ 2 มันมีความแตกต่างกัน ด้านสรีระ เห็นไหมคะ อาจจะทำให้ผลวิจัยที่ได้มีความคาดเคลื่อน เนื่องจากปัจจัยแฝง เราจะเห็นว่า ชุดที่ 1 โอ้โหกลุ่มตัวอย่างมีแต่คนตัวเตี้ย ๆ แสดงว่ากระโดดสูงได้แค่ 1 เมตร แสดงว่าวิธีเขย่งเท้าของโค้ชคนนี้ไม่ดี ซึ่งจริงวิธีการกระโดดแบบเขย่งเท้านี้ มันอาจจะดีก็ได้ ข้อสรุปมันผิดเพี้ยนไป หรือถ้าสุ่มตัวอย่างได้ชุดที่ 2 โอ้โหได้แต่คนตัวสูง ๆ นักเรียน 10 คนนี้สูงหมดเลย ผลกระโดดสูง 1 เมตร 50 เซนติเมตร 1.5 เมตร กระโดดได้ดีมาก แสดงว่าวิธีเขย่งของอาจารย์คนนี้สุดยอด สรุปผลเข้าข้างตัวเองเลย บอกว่าวิธีเขย่งของตัวเองมันเจ๋งเป้ง เด็กกระโดดได้ดีขึ้น แท้ที่จริงแล้วมันมีปัจจัยรบกวนจริงไหมคะ เห็นไหม เนื่องจากนักเรียนห้องนี้ มีทั้งคนเตี้ยมีทั้งคนสูง ถ้าเราสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย มันอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ว่าได้แต่คนเตี้ยหมด หรือได้แต่คนสูงหมดมันจะทำให้ข้อสรุปของเรา มันมีความเอนเอียงและไม่ยุติธรรมนะคะ ดังนั้น วิธีการที่ 2 จึงจะแก้ปัญหาจุดนี้ ก็คือ สุ่มโดยวิธีแบบมีระบบ หรือ Systematic นะคะ วิธีที่ 2 ทำอย่างไร อาจารย์คนนี้ก็เอาลูกศิษย์มาเพื่อลดปัจจัยแฝง หรือปัจจัยรบกวนที่มีต่อเรื่องที่เขาศึกษา คือความสามารถในการกระโดดสูง ปัจจัยรบกวนตัวนั้นก็คืออะไรคะ ส่วนสูงของนักเรียน จริงไหม ก็เอานักเรียนมาเข้าแถวกัน จัดเรียงกันไปตามความสูง คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 คนที่ 4, 5, 6... ครูเขียน Index ไม่ตรงกับรูปเท่าไรนะคะ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ 48, 49, 50 ถ้าเราเรียงนักเรียนแบบมีระบบ ก็คือเรียงโดยใช้ความสูงนะคะ วิธีการเลือกตัอย่างแบบมีระบบ เราต้องใช้ช่วงสุ่ม k ที่เท่า ๆ กัน โดยเราจะต้องคำนวณหาช่วงสุ่ม k เสียก่อน k จะมีค่าเท่ากับขนาดประชากร หารด้วยขนาดตัวอย่างที่เราต้องการ อันนี้เป็นกรณีอย่างง่ายที่ N กับ n มันหารกันลงตัวนะคะ มันเป็นตัวอย่าง มี 50 คน ต้องการเลือกกี่คนคะ 10 คน 50 หาร 10 มีค่าเป็น 5 แสดงว่าช่วงกระโดดของเรามีค่าเป็น 5 ดังนั้น วิธีการนะคะ นักเรียนคนที่ 1 ถึงคนที่ 5 5 คนแรกตรงนี้ เราจะหาใครก็ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการสุ่ม เขียนเลข 1 เลข 2 เลข 3 เลข 4 เลข 5 ใส่กระดาษ ทำฉลาก เขย่า ๆ ๆ ปั๊บ วิธีการนี้คือการสุ่มอย่างง่ายนะคะ แอบแฝงอยู่ จากเลข 1 ถึงเลข 5 สุ่มได้หมายเลขอะไรก็ตาม สมมุติสุ่มได้ หมายเลข 2 คนที่ 2 ถูกเลือกเป็นตัวอย่างอัตโนมัติ คนที่ 2 คือจุดเริ่มต้น ใช่ไหมคะ หน่วยตัวอย่างคนถัดไปที่ถูกเลือกอัตโนมัติก็คือ คนที่ 2 แล้วบวกด้วย k, 2 + k, k มีค่าเป็น 5, 2 + 5 เป็น 7 เห็นไหมคะ คนที่ 2 แล้วต่อไปคนที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง ก็คือ คนที่ 7 คนถัดไปคือคนที่เท่าไรคะ 7 + 5 เป็น 12 โอ.เค. เห็นไหมคะ ช่วงสุ่มมันจะกระโดดไปเรื่อย ๆ ในกรณีนี้นะคะ ตัวอย่างที่ได้ ก็คือ นักเรียนคนที่2 คนที่ 7 คนที่ 12 ถัดไปคนที่เท่าไรคะ 17 ถัดไป 22 ถัดไป 27 ถัดไป 32 ถัดไป ครูเขียนผิดใช่ไหม 37 นะคะ ต่อไปเป็น 42 และ 47 ครบ 10 คนไหม ครบ เห็นไหมคะ อันนี้คือ จะทำให้ตัวอย่างที่ได้นี่ มีทั้งคนตัวเตี้ย ๆ คนที่อยู่ตรงกลาง แล้วคนที่สูง ๆ เห็นไหมคะ อันนี้คือวิธีการสุ่มแบบที่ 2 คือการสุ่มแบบมีระบบนะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือข้อมูลมันจะต้อง ถูกจัดเรียงกันเสียก่อน มันอาจจะถูกจัดเรียงโดยบัญชีรายชื่อก็ได้ หรือถูกจัดเรียงโดยคุณลักษณะหนึ่งลักษณะใด ที่เป็นปัจจัยแฝงที่มีผลต่อเรื่องที่เราศึกษา อย่างเช่นเรื่องนี้นะคะ ในกรณีที่ N หาร n ไม่ลงตัว ยกตัวอย่าง เช่น ยกตัวอย่าง เช่น มี N มีค่า เป็น 50 นะคะ เราจะเลือก n 12 คน เราจัดเรียงนักศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรียงเรียบร้อยแล้ว หา k เท่ากับ N หาร n มีค่าเป็น 50 หาร 12 กดเครื่องคิดเลขให้ครูหน่อยค่ะ เป็นเท่าไรคะ เดี๋ยวครูลองถามเบอร์... ครูลองถามเบอร์ 7 เป็นเท่าไรคะ 50 ÷ 12 ใช้เครื่องคิดเลขเลยค่ะ ในคอมพิวเตอร์เรามีใช่ไหมคะ Calculator เครื่องคิดเลข 50 ÷ 12 Partner บอกครูด้วยนะคะ (ล่าม) 4, 4.16 (อาจารย์) 4.1, 4.1 อะไรคะ ถ้าตอบ 2 ตำแหน่ง 4.16 ในกรณีนี้นะคะ ช่วง k ของ เราเป็นทศนิยมไม่ลงตัว ความจริงเราปัดขึ้นเลยนะคะ เพราะว่าส่วนที่มันเกินมานิดหนึ่ง เราถือว่าช่วง k มันเกิดขึ้นแล้ว มันทศนิยมเท่าไรก็ตามเราจะปัดขึ้นหมดเลย แสดงว่าช่วงสุ่มเราต้องใช้เท่าไรคะ 5 ช่วงสุ่มกระโดดนะคะ ใช้ 5 เหมือนเดิม วิธีการแก้ปัญหาในกรณีนี้ เราจะเอานักเรียน 50 คนนี้ มาจัดเรียงเป็นวงกลม 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15 ไปเรื่อย ๆ จนถึง 48, 49, 50 แต่คนที่ 1 จะถูกนับรอบ ต่อเนื่องไปอีก คนที่ 1 ก็จะมี Order เป็นคนที่เท่าไรด้วยคะ 51, 52 นับวนเป็นพวงมาลัยเลยนะคะ วิธีการพอเราจัดเรียงอย่างนี้เสร็จแล้ว อันนี้เราใช้ช่วงสุ่ม k เป็น 5 นะคะ 5 คนแรก เลือกใครก็ได้โดยวิธีอย่างง่าย ทำฉลากจับมาปั๊บเป็นเลข 4 คนที่ 4 ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง คนที่ถัดไปที่ถูกเลือกอัตโนมัติ ก็คือ 4 บวกอะไรคะ 4 + 5 เป็นคนที่ 9 ถัดไปก็เป็นอะไรคะ เป็น 14 ถัดไปเป็นคนที่เท่าไรเอ่ย 19 แล้วถัดไปก็เป็นคนที่ 24 อะไรอีกคะ 29 ไปเรื่อย ๆ จนถึงคนสุดท้ายคือคนที่ ลองนับต่อไปสิ เดี๋ยว เดี๋ยวนะครูลองถามเพื่อนเราหน่อยนะ หมายเลข... เดี๋ยวนะครูลองใช้เทคโนโลยีหน่อยนิดหนึ่ง ครูลองถามคนนี้ดูสิ เบอร์ 22 ค่ะ ลองถามนักศึกษา เบอร์ 22 คนอื่นช่วยคิดด้วยนะคะ ในระหว่างรอคนที่ 22 เราถามคนอื่นก่อนก็ได้ คนนี้ เบอร์ 8 เบอร์ 8 ครูถามว่า คนที่ 24 ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง ถัดไปเป็นคนที่ 29 ถัดจากคนที่ 29 เป็นคนที่เท่าไรคะ 29 แล้วบวกด้วยช่วงสุ่ม 5 29 + 5 เป็น 30 25 + 9 เป็นเท่าไรคะ (ล่าม) เป็น 34 (อาจารย์) 34 ถูกต้องนะคะ คนถัดมาเป็นคน 34 แล้ว ถัดจาก 34 คือคนที่เท่าไรคะ ตอบอีกค่ะ อีกครั้งหนึ่ง คนถัดไปอีกค่ะ ตอบเลยค่ะ ถัดจากคนที่ 34 34 บวกช่วงสุ่ม k เป็น 5 34 + 5 เป็น (ล่าม) 39 (อาจารย์) 39 ตอบอีกค่ะ ตอบอีกจนถึงคนสุดท้ายเลย 39 ถัดไปเป็นคนที่เท่าไรคะ อีกคำถามคะ อีกคำถาม 39 + 4 เป็น... อ้อ! 39 + 5 ค่ะ (อาจารย์) เป็นเท่าไรคะ (ล่าม) 40 (อาจารย์) 40... 44 ตอนนี้คนที่ 44 ถูกเลือกเป็นตัวอย่างนะคะ เดี๋ยวครูเขียนใหม่นะคะว่า ตัวอย่างเราเป็นคนที่เท่าไรบ้าง เป็นคนที่ 4 คนที่ 9 คนที่ 14 คนที่ 19 คนที่ 24 คนที่ 29, 34, 39, 44 ตอนนี้ได้กี่คนแล้วคะ 9 เห็นไหมคะ ต่อไปคน... นักเรียนคนที่ 10 คน ที่จะถูกเลือกคือคนลำดับที่เท่าไร ขอถามเบอร์ 11 ค่ะ เบอร์ 11 หูดีใช่ไหม หูดีตอบได้เลย ถามว่าคนถัดไปคือคนที่เท่าไรคะ ที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง ตอนนี้อยู่คนที่ 44 แล้วค่ะ ถัดไปเป็นคนที่... (นักศึกษา) 49 ค่ะ (อาจารย์) 49 คำนวณโดยเอา 44 ไปบวก k เป็น 5 ใช่ไหมคะ 49 ถัดไปเป็นคนที่เท่าไรคะ ตอบอีกสิ สังเกตนะคะว่า 49 อยู่ตรงนี้แล้วใช่ไหมคะ มันกระโดดไปอีกเท่าไรคะ 5 ใช่ไหมคะ 1, 2, 3, 4, 5 คนที่ 52, 53, 54 คนที่ 54 ถูกเลือก แต่ความจริงแล้ว คือคนที่เท่าไรนั่นเอง คนที่ 4 เห็นไหมคะ มันจะถูกวนกลับมา คนสุดท้ายที่ถูกเลือก คือคนที่เท่าไรคะ 1, 2, 3, 4 คนนี้ไปแล้วหรือยัง ไปแล้ว ดังนั้นเราต้องนับเป็น 1, 2, 3, 4, 5 ดังนั้น คนที่ถูกเลือกคนสุดท้าย คือคนหมายเลขอะไรคะ ใช่ไหมคะ เพราะความจริงคือเรานับได้ตกคนที่ 9 แต่คนที่ 9 ถูกเลือกไปแล้ว เขาถูกดึงออกไปแล้วใช่ไหมคะ การสุ่มตัวอย่างในลักษณะนี้ มันเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใส่คืนนะคะ เพราะคนที่ 9 ถูกถามไปแล้วเราจะไม่ถามซ้ำ ดังนั้นก็ต้องขยับมาเป็นคนที่ 10 โอ.เค. ไหมคะ อันนี้คือการเลือกตัวอย่างแบบมีระบบ ในกรณีที่ช่วงสุ่ม k ของเรามันหารไม่ลงตัวนะคะ ให้เอาจำนวนคนน่ะมาร้อยเป็นวงกลม แล้วก็สุ่มในลักษณะแบบนี้นะคะ จนได้ตัวอย่างครบตามขนาดที่เราต้องการ โอ.เค. นะคะ ต่อไปวิธีที่ 3 วิธีที่ 3 นี้คือ การสุ่มตัวอย่างที่มีความพิเศษ ด้วยว่าประชากรที่ศึกษามีความหลากหลาย แบ่งออกเป็นชั้นภูมิย่อย ๆ โดยที่ภายในชั้นภูมิเดียวกันนี่มีความคล้ายคลึงกันนะคะ อย่างภาพนี้ ประชากรที่เราศึกษานะคะ แบ่งออกเป็น 3 ชั้นภูมิ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มีนโยบายจะขึ้นค่าหน่วยกิต อยากจะรู้ว่านักศึกษามีความคิดเห็นอย่างไร ถ้ามหาวิทยาลัยเราจะขึ้นค่าหน่วยกิตนะคะ ขึ้นค่าหน่วยกิตแพงขึ้น ทุกวันนี้เราเรียนถูกมากเลยค่าเทอม นักศึกษาแบ่งออก เป็นคนที่มีคิคเห็นคล้าย ๆ กันนะคะ กลุ่มนี้ แต่ตอนนี้ 2 คนนี้อมยิ้ม แสดงว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปนะ อะไร ๆ ก็แพงขึ้น ที่เราเรียนทุกวันนี้ก็ถูกมาก ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะขึ้นหน่วยกิตฉันก็ โอ.เค. ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่เป็นไร ใช่ไหมคะ เราจะเห็นว่าชั้นภูมิที่ 1 นี่ ตัวแทน 2 คนนี้มีความคิดเห็นคล้ายกัน ก็คือยินดีไม่เป็นไรนะคะ มีรอยยิ้ม แต่วงกลมข้างล่าง 2 คนนี้เป็นอย่างไรคะ ยิ้มไหม ไม่ยิ้ม หน้าตาเฉย ๆ จะขึ้นก็ได้ ไม่ขึ้นก็ได้ เพราะว่าฉันไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร เพราะฉันกู้ กยศ. เห็นไหม 2 คนนี้ขึ้นก็ได้ไม่ขึ้นก็ได้ แล้วแต่ ใช่ไหมคะ ชั้นภูมิที่ 2 2 คนนี้ก็มีความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกัน ชั้นภูมิที่ 3 นี่โหเป็นคนจำนวนมากเลย รู้สึกโอ.เค. ไหม ดูมีรอยยิ้มไหมคะ ไม่มี หน้าตาบูดเบี้ยว ไม่ Happy เลย แต่ในความไม่ Happy เหล่านี้ เขาอาจจะความไม่ Happy เท่ากัน คนนี้อาจจะรู้สึก หรือขึ้นค่าเทอม ความรู้สึกไม่พอใจนิดหน่อย แต่คนนี้ โห! ขึ้นค่าเทอมจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายล่ะ เห็นไหมคะระดับความไม่พอใจ มันยังมีความแตกต่างกันอยู่ แต่ก็ยังไปในทิศทางเดียวกัน คือเขาก็รู้สึกเป็นอย่างไรคะ ไม่พอใจ เราจะเห็นว่าประชากรนักศึกษาของเรานี่ แบ่งออกเป็นชั้นภูมิย่อย 3 ชั้นภูมิ ก็คือคนที่รู้สึกยินดีเห็นด้วย คือชั้นภูมิที่ 1 ชั้นภูมิที่ 2 รู้สึกเฉย ชั้นภูมิที่ 3 รู้สึกไม่พอใจเลยนะคะ ถ้าประชากรของเราแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยในนี้นะคะ เราดูกลุ่มย่อย ในกลุ่มย่อยมีความคล้ายคลึงกัน แต่ต่างชั้นภูมิตรงนี้ ชั้นภูมิที่ 1 กับชั้นภูมิที่ 2 มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันสุดขั้ว เห็นไหมคะ ถ้าประชากรถูกแบ่งออกเป็นชั้นภูมิแบบนี้แล้ว เวลาเก็บข้อมูล เราจะต้องเก็บข้อมูลแบบชั้นภูมิ ภาษาอังกฤษเขาใช่คำว่า "Stratified Sampling" นะคะ การเก็บข้อมูลแบบชั้นภูมิ ก็คือจะต้องสุ่มตัวอย่าง จากทุก ๆ ชั้นภูมิ อย่างเป็นสัดส่วนกัน ชั้นภูมิที่ 1 มีคนน้อย ตัวอย่างก็ต้องสุ่มมา เป็นสัดส่วนน้อย เห็นไหมคะ ชั้นภูมิที่ 2 ก็คนก็น้อย ก็สุ่มมาเป็นสัดส่วนคนน้อย ชั้นภูมิที่ 3 มีคนจำนวนมาก ไม่เห็นด้วย ๆ ๆ ไม่ โอ.เค. ๆ เห็นไหมคะ ก็ต้องสุ่มมาเป็นจำนวนมากหน่อย เห็นไหมคะ สิ่งที่เราทำวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิตรงนี้ มันจะทำให้เราได้ตัวอย่างที่มีครบ ทุกลักษณะของประชากร ทำให้ตัวอย่างเป็นตัวแทนที่ดี โอ.เค. ไหมคะ วิธีการนี้นะคะ ข้อมูลจะต้องถูกแบ่งเป็นชั้นภูมิ ภายในชั้นภูมิมีความเหมือนกัน ต่างชั้นภูมิมีความแตกต่างกัน เวลาสุ่มต้องสุ่มจากทุก ๆ ชั้นภูมิ โอ.เค. นะคะ แต่บางครั้งเราจะทำให้ข้อมูลมันมา คนคิดเหมือนกันมาอยู่ใกล้ ๆ กันนี่ มันทำได้ยากนะคะ บางเรื่องนะคะ มันก็จะใช้วิธีที่ 4 วิธีที่ 4 การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม หรือ Cluster Sampling นะคะ วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบที่ 4 นี้ ประชากรนะคะ จะมีความแตกต่าง หลากหลายแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนใหญ่จะแบ่งไปตามพื้นที่ โดยมีลักษณะที่ว่าในแต่ละกลุ่มนะคะ จะมีความแตกต่างกันสูง เปรียบเทียบเหมือนเรื่องขึ้นค่าเทอมเมื่อกี้ ถ้ามหาวิทยาลัยจะประกาศขึ้นค่าหน่วยกิต กลุ่มที่ 1 นักศึกษาเอกไอที เอกไอทีเป็นอย่างไรคะ มีคนเห็นด้วยไหม มี มีคนเฉย ๆ ไหม มี มีคนไม่ โอ.เค. มี นี่เห็นไหมคะ กลุ่มที่ 1 คือนักศึกษาเอกไอทีกลุ่มที่ 2 เป็นนักศึกษาเอกคณิตศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์เป็นอย่างไรบ้างคะ คนที่เห็นด้วยก็มี คนที่เฉย ๆ ก็มี คนที่รู้สึกไม่พอใจก็มีปะปนกันอยู่ เห็นไหมคะ ในกลุ่มคณิตศาสตร์นี่ ก็จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเอง คือในกลุ่มเขาก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เหมือนกัน เห็นไหมคะ หรือเป็นนักศึกษาเอกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ กลุ่มที่ 3 คนที่เห็นด้วยก็มี คนที่ไม่รู้สึกยินดียินร้ายก็มี คนที่ไม่พอใจก็มีเหมือนกัน มีความแตกต่างสูง ถ้าข้อมูลถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ แบบนี้แล้ว เรามาดูนะคะลักษณะข้อมูลในกลุ่มเดียวกันนี่ จะมีความแตกต่างกัน แต่ระหว่างกลุ่มจะคล้ายคลึงกัน เห็นไหมคะ กลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 2 เห็นไหมคะ มีคนครบทุก 3 ลักษณะเลย เวลาสุ่มข้อมูลเราจะสุ่มกลุ่ม สุ่มกลุ่มตอนนี้มีอยู่ 3 กลุ่ม เขียนฉลากหมายเลข 1 หมายเลข 2 หมายเลข 3 ใส่กระป๋องเขย่า จับได้เป็นเลข 2 ก็หมายความว่ากลุ่มที่ 2 ทุก ๆ คนที่อยู่ กลุ่มที่ 2 จะถูกเลือก เป็นตัวอย่างอัตโนมัตินะคะ เห็นไหมคะว่าตัวอย่างก็จะมีครบทุกลักษณะเลย โอ.เค. ไหมคะ แบบนี้คือการสุ่มกลุ่ม ยกตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ วิธีการสุ่มกลุ่ม ในชีวิตประจำวันของคนเรา เวลาครูไปวัดกับแม่กับยาย ตอนเช้า ๆ เสาร์อาทิตย์ เวลาจัดอาหารถวายพระ ชาวบ้านเขาจะให้ แบบมีอาหารมาหลายชนิดใช่ไหมคะ อาหารคาว อาหารหวาน ผลไม้ ข้าวเหนียว ข้าวสวย คนที่ไปวัดตอนเช้า ๆ เขาจะจัดอาหารเหล่านี้ ลงในแต่ละถาด เห็นไหมคะ ทุก ๆ ถาดก็จะมีอาหารครบทุกอย่างเลย ก็คือมีอาหารคาว มีอาหารของหวาน มีผลไม้ มีน้ำดื่ม ทุกถาดจะเหมือนกัน ดังนั้น เวลาเราจะสุ่ม หรือว่าหยิบอาหารประเคนถวายพระ เราหยิบถาดไหนก็ได้ แต่หยิบไปแค่ถาดเดียว หยิบไปแค่ถาดเดียวพระก็จะฉันอาหารที่อยู่ในถาดนั้น ซึ่งมีครบทุกประเภทที่เราจัดไว้ โอ.เค. ไหมคะ อันนี้คือการสุ่มกลุ่ม ทวนนะคะว่า วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบที่ 1 คือการสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็น มีอยู่ 4 วิธีย่อย วิธีแรกก็คือ การสุ่มอย่างง่าย 2. สุ่มมีระบบ 3. สุ่มแบบชั้นภูมิ 4. สุ่มแบบกลุ่ม โอ.เค. นะคะ แต่ในการทำงานวิจัยจริงบางครั้งข้อมูล หรือประชากรที่เราศึกษานี่ มีจำนวนมากและกระจายอยู่ตามพื้นที่นะคะ เราอาจจะทำการสุ่มหลายขั้นตอน อย่างเช่น เมื่อก่อนตอนที่ครูไปประเมินความพึงพอใจ ที่มีต่อการใช้บริการ... ความพึงพอใจที่มีต่อการให้บริการ ของหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่งนะคะ เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น คราวนี้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่บริการ เขามีจำนวนมาก งบประมาณเรามีจำกัดในการไปเก็บข้อมูล เราก็มีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายชั้น หรือหลายขั้นตอนนะคะ ก็คือในตำบลนี้เราอาจจะแบ่งตำบล เป็นหมู่บ้านใช่ไหมคะ ในหมู่บ้านเราก็สุ่มบ้าน พอสุ่มหมู่บ้านแล้ว เราอาจจะเอาเลขที่บ้านตามกับผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็กระจาย ตามแผนที่นะคะ แล้วก็สุ่มแบบมีระบบต่อ โดยการใช้หมายเลขที่บ้านนะคะ ที่ตั้งของบ้านที่อยู่ตามถนน เราก็ใช้ช่วงสุ่ม k กระโดดนะคะ ให้มันได้ตัวอย่างประชาชน ที่กระจายไปตามพื้นที่ ที่ให้บริการของหน่วยงานรัฐนั้นนะคะ อันนี้เราเรียกว่า การสุ่มแบบหลายขั้นตอนนะคะ ซึ่งการสุ่มหลายขั้นตอนนี้ ในแต่ละขั้นตอนอาจจะใช้วิธีใดก็ได้ จาก 4 วิธีพื้นฐาน 4 วิธีพื้ฐานก็คือ สุ่มอย่างง่าย มีระบบ ชั้นภูมิ แล้วก็สุ่มกลุ่มนะคะ คราวนี้มาดู งานวิจัยบางเรื่องนะคะ เราก็ไม่สามารถสุ่มตัวอย่าง โดยอาศัยความน่าจะเป็นได้ เนื่องจากปัญหาวิจัยมีความเฉพาะเจาะจง จะไปสุ่มอย่างง่ายกับใครก็ได้ ไม่ได้นะคะ อย่างเช่น อยากจะศึกษาพฤติกรรม ของหญิงตั้งครรภ์ที่สูบบุหรี่ อยากจะรู้ว่าบุหรี่นี่มันจะส่งผลไป ถึงทารกในครรภ์หรือไม่ แบบนี้นะคะ เราไปสุ่มอย่างง่ายได้ไหมคะ ไม่ได้ ถ้าได้ผู้ชายตายห่าผู้ชายล่ะ ผู้ชายท้องไม่ได้ ใช่ไหม แถมได้ผู้หญิงที่ไม่ท้อง ก็ไม่ตรงกับเรื่องอีก ใช่ไหมคะ หรือถ้าเกิดเขาได้ผู้หญิงที่ท้อง สุ่มอย่างง่ายได้ผู้หญิงท้อง เขาก็ไม่เคยสูบบุหรี่อีก ก็ไม่ตรงกับเรื่องใช่ไหมคะ ถ้างานวิจัยมันมีเฉพาะเจาะจงแบบนี้นะคะ โดยเฉพาะทางการแพทย์ ก็อาจจะต้อง มีการสุ่มตัวอย่างที่ไม่อาศัยความน่าจะเป็น อย่างเช่น การเลือกโดยบังเอิญนะคะ หรือการเลือกแบบโควตา อย่างที่ 3 คือการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง อย่างตัวอย่างที่ครูอธิบายเมื่อสักครู่นะคะ พฤติกรรมของหญิงมีครรภ์ที่สูบบุหรี่นะคะ อยากรู้ว่าบุหรี่ส่งผลต่อทารกในครรภ์อย่างไร นักวิจัยอาจจะใช้วิธีการเลือกตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง ก็คือกำหนดคุณลักษณะของตัวอย่าง ที่เราจะศึกษาไว้ล่วงหน้า ในกรณีนี้อาจจะเปิดรับอาสาสมัคร ของหญิงมีครรภ์ที่มีพฤติกรรมติดบุหรี่ แล้วประสงค์อยากจะเลิก อะไรแบบนี้นะคะ เราก็ประกาศรับอาสาสมัครคนที่มีลักษณะแบบนี้ เข้าร่วมโครงการกับเรานะคะ ส่วนการเลือกตัวอย่าง อย่างบังเอิญ เพื่อความสะดวกในการเก็บข้อมูล ถ้าเป็นเรื่องไม่ซีเรียส อย่างเช่น อยากจะถามว่า เราอยากจะถามว่าประชาชนมีความพึงพอใจ ต่อสินค้าบางชนิดของเราหรือไม่นะคะ อย่างเช่นผงซักฟอกยี่ห้อหนึ่ง ไปเดินอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า ไปแจกตัวอย่างผงซักฟอก แล้วก็ถามเราว่า เคยใช้ผงซักฟอกยี่ห้อง A ไหมคะ ถ้าเราบอกว่าเราเคย เป็นอย่างไรบ้างคะ ชอบไหมคะ เห็นไหมคะ พนักงานสนามเขาเจอเราเขาก็ถาม เพราะเราบังเอิญไปที่ห้างสรรพสินค้าพอดี แต่ถ้าเราไม่ไปเราอยู่บ้าน เราก็ไม่ได้เป็นตัวอย่างให้เขา เห็นไหมคะ อันนี้คือบังเอิญนะคะ บังเอิญเจอในพื้นที่เวลาที่เขากำหนด เขาก็เลือกเราเป็นตัวอย่างนะคะ หรือวิธีสุดท้าย วิธีสุ่มแบบก้อนหิมะ วิธีสุ่มก้อนหิมะก็เป็นลักษณะคล้าย ๆ เก็บ 1 คน เก็บข้อมูลจากหน่วยตัวอย่างคนที่ 1 เสร็จแล้ว จะถามเขาว่า มีใครที่เขารู้จักพอจะแนะนำ ให้เราไปเก็บข้อมูลต่ออีกได้ไหมคะ แบบนี้นะคะ หรือเป็นบุคคแนะนำ เป็นต้นนะคะ การธุรกิจหลายอย่างก็ใช้ระบบแนะนำ แม้กระทั่งระบบขายประกัน ประกันภัยรถยนต์นะคะ ถ้าเราซื้อประกันกับเขาแล้ว แล้วเราแนะนำให้เพื่อนเราไปซื้อกับเขาอีก เราจะได้ค่า Commission เห็นไหมคะ อันนี้คือการเก็บข้อมูลลักษณะก้อนหิมะ เก็บจากคนที่ 1 แล้วก็กระจายไป คนรอบข้างของเขานะคะ ตอนนี้จบคอนเซ็ปต์การสุ่มตัวอย่างนะคะ สรุป เดี๋ยวครูจะให้นักศึกษาบางคน ช่วยสรุปให้หน่อยนะคะ ว่าวันนี้เราคุยกันประเด็นเรื่อง วิธีการสุ่มตัวอย่างเป็นอย่างไรบ้าง เลขที่ 16 ใครนะ พลอย ขอถามพลอย พลอยมาไหมคะ อ๋อหนูพลอย โอ.เค. วิธีการสุ่มตัวอย่างมีกี่วิธีคะ วิธีการสุ่มตัวอย่าง วิธีใหญ่ก่อน วิธีใหญ่มีกี่วิธีคะ 2 วิธีแรกคือการสุ่มโดยอาศัยความน่าจะเป็น วิธีการนี้จะดีใช่ไหมคะ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง ด้วยโอกาสเกิดเท่า ๆ กัน ซึ่งมีลักษณะอยู่กี่... ลักษณะย่อยอยู่กี่อย่างคะ 4 ใช่ไหมพลอย 4 อย่างนะคะ แอน แอน หนูแอน ไหนคะ หนูแอนอยู่ไหนคะ หนูแอน ๆ อ๋อ 21 หรือ ไม่นั่งตามเครื่อง โอ.เค. หนูแอน หนูแอนพูดได้อยู่ใช่ไหม โอ.เค. ๆ ค่ะ หนูแอนสรุปวิธี การสุ่มตัวอย่างที่ใช้ความน่าจะเป็นนะคะ มีกี่วิธีคะ วิธีย่อยมีกี่วิธี ตอบแค่ว่า มีกี่วิธีนะคะ หนูแอนมีกี่วิธี ก. 2 วิธี ข. 3 วิธี ค. 4 วิธี ง. ถูกทุกข้อ [เสียงหัวเราะ] (ล่าม) 4 วิธีค่ะ (อาจารย์) 4 วิธี โอ.เค. นะคะ 4 วิธี ทุกคนทวนนะคะ 1.วิธีอย่างง่าย อย่างง่าย ภาษาอังกฤษใช่ตัวย่อ SRS วิธีที่ 2 สุ่มแบบมีระบบ Systematic ตัวย่อใช้เป็น SYS จดเองนะคะ วิธีที่ 2 SYS วิธีที่ 3 ชั้นภูมิ ตัวย่อใช่แค่คำว่า "ST" นะคะ Stratified ก็ใช้ ST ก็เป็นรู้กันนะคะ 4. Cluster ตัวย่อไม่มีนะคะ ใช้คำเต็ม Cluster ไปเลย ก็คือสุ่มกลุ่ม โอ.เค. เดี๋ยว เราจะพักเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ 10 นาที แล้วมาเรียนต่อใน Part 2 เรื่องการคำนวณ หาขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมในงานวิจัยนะคะ เดี๋ยวเราพัก 10 นาที เบรกนะคะ ค่ะ ๆ โอ.เค. ค่ะ (อาจารย์) เดี๋ยวครูเช็กชื่อก่อนนนะคะ ก่อนจะเรียนคลาส 2 เลขที่ 1 ฌริกานต์ เลขที่ 2 อชิ... เลขที่ 2 ค่ะ ไหนคะ ค่ะ เลขที่ 2 นี่ชื่อเล่นแอนใช่ไหมคะ ศิริชัย ไหนคะ ศริชัยยกมือ อ๋อ เลขที่ 5 ไหนคะ โอ.เค. เลขที่ 6 กาญจนา ยกมือหน่อยค่ะ อ๋อ นั่งคนเดียว Pertner เขาไม่มีหรือคะ มุกมา ๆ ช่วยครูก่อนมา มุกมาเร็ว ๆ เนย เตยหรือเนย เตย เลขที่ 7 อ๋อชื่อเตย ไม่ ๆ เลขที่ 7 นี่ ยุ้ยหรือ ชื่อจริง นัทสิกานต์... นัทสินีใช่ไหมคะ นันท์สินี ยุ้ย อ๋อ สุรเชษฐ์ ฟ้า เลขที่ 9 ฟ้า เลขที่ 10 เต้ ไหนคะเต้ อ๋อ คือครูอยากจะจำว่าเราแต่ละ คนชื่ออะไรด้วยนะคะ เพราะครูยังจำพวกเราทุกคนไม่ครบนะคะ เลขที่ 11 จุฑามาศ ไหนคะ อ๋อ 12 ภิสิทธิ์ 13 คมกริช คมกริชค่ะ 14 โสภิดา 15 อรสา 16 เยาวลักษณ์ อ๋อขอโทษค่ะ เสาวลักษณ์ พลอย 17 กาญจนสิริ ไหนคะ 18 วันวิสาข์ 19 วิภาภรณ์ 20 พัชราภา 21 ณัฐสุดา ไม่มาใช่ไหมคะ หนูใช่ไหม อ๋อ เดี๋ยวถ้าเขามาแล้วบอกครูนะว่าคนไหนนะ จตุพร โอ.เค. เรียนต่อ เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ คือเรื่องการวิจัยนี่มันเป็นเรื่องที่ต้อง เป็นการศึกษาที่อาศัยประสบการณ์ ในระดับปริญญาตรีของเรานี่ให้เข้าใจหลักการบ้าง ในส่วนที่ประเด็นที่สำคัญนะคะ วิธีการเรียนอันหนึ่งก็คือ ให้เราศึกษาค้นคว้า จากงานวิจัยที่คนอื่นเขาทำไว้ เพื่อที่เราจะได้เห็นรูปแบบหรือกระบวนการการศึกษาวิจัยนั้น ๆ นะคะ คราวนี้เรามาดูว่า พอเรารู้จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแล้วนะคะ อย่างเช่น งานวิจัยที่ครูให้ไปอ่าน เรื่องนี้จำได้ไหมคะ ผลกระทบของทรัพยากรเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ส่งผลต่อความสามารถทางไอทีสมัยใหม่ และผลดำเนินการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วันนั้นเราจำกันได้ว่าเราสนใจตัวแปรต้นใช่ไหมคะ ตัวแปรต้น ก็คือทรัพยากรไอที ที่มีอยู่ตรงนี้ในปัจจุบัน ส่งผลต่อตัวแปรตาม 2 ตัว ใช่ไหมคะ ตัวแปรตามตัวที่ 1 ก็คือ ความสามารถด้านไอทีสมัยใหม่ ส่วนตัวแปรตัวที่ 2 ก็คือ ผลดำเนินการของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นะคะ นั่งให้เรียบร้อยก่อนค่ะ เวลาเราอ่านบทความนะคะ สิ่งแรกคือเราอ่านชื่อเรื่อง เป็นชื่อเรื่องที่สนใจไหม เราก็ไปอ่านความสำคัญของปัญหา เราจะเข้าใจว่า คณะนักวิจัยทำไมเขาถึงศึกษาเรื่องนั้นนะคะ เราอ่านบทความวิจัยนะคะ อย่างแรกเราจะเห็นความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา ถัดจากนั้น หัวข้อถัดมาที่เราจะเจอก็คือ สมมุติฐานการวิจัย และวัตถุประสงค์ของการวิจัยใช่ไหมคะ สมมุติฐานการวิจัยนี่มันจะเป็นลักษณะ เหมือนข้อคำถามที่นักวิจัยเขาอยากจะหาคำตอบ ในสิ่งที่เขาสงสัยว่า ตอนนี้ข้อสงสัยของเขามันเป็นจริงไหมนะคะ อย่างเช่นเรื่องนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัยก็คือ เพื่อทดสอบความสัมพันธ์และผลกระทบ เห็นไหมคะ ทดสอบ 2 อย่างนะ เขาทดสอบความสัมพันธ์กับผลกระทบว่าไอที ว่าทรัพยากรด้านไอทีที่มีอยู่ตรงนี้ ส่งผลต่ออะไรคะ ไอทีสมัยใหม่กับผลดำเนินงาน ของธุรกิจเขาหรือไม่ โอ.เค. ไหม คราวนี้ การสุ่มตัวอย่างของเขาเรามาดู จะรู้ว่าเขาสุ่มตัวอย่างโดยมีวิธีอะไร เราก็ต้องรู้ก่อน Step แรกว่า ประชากรที่เขาศึกษาเป็นใครใช่ไหมคะ อย่างงานวิจัยนี้ นักวิจัยเขากำหนดประชากรที่ศึกษา เป็นผู้บริหารฝ่ายไอที ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวนเท่าไรคะ จำนวน 5 ไม่มีใครหรือแป๊บหนึ่งนะคะ แป๊บหนึ่ง หมายเลข 8 หมายเลข 8 หมายเลข 8 ครูถามอีก งานวิจัยนี้ประชากรมีจำนวนทั้งหมดกี่คนคะ จากสไลด์นี้ประชากรมีทั้งหมดกี่คน กี่คนคะ 8,400 8,400 คนนะคะ เราจะเห็นว่า เขารู้ได้อย่างไรว่า มีทั้งหมด 8,400 คน เขาอ้างอิงจากไหน เวลาอ่านบทความวิจัย เราจะเห็นการอ้างอิงในเนื้อหา ส่วนนี้สำคัญมากเวลาเราไปคัดลอก หรือจะอ้างอิงงานใคร เราจะต้องมีการอ้างอิงในเนื้อหา เพราะถ้าเราไม่เขียน 1. ข้อมูลนั้นจะขาดความน่าเชื่อถือ 2. สำคัญมาก อาจจะเป็นการคัดลอกผลงานวิชาการ ของผู้อื่นโดยที่เราไม่ได้เจตนา ซึ่งผิดจรรยาบรรณของนักวิจัยนะคะ จำไว้นะเวลาเราจะศึกษาอะไร ถ้าเรามีการคัดลอกหรืออ้างอิงงานของใคร เราจะต้องมีการอ้างอิงในเนื้อหา สำหรับสถิติตรงนี้จะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ รู้ได้อย่างไร เรามาดู หลังคำว่า 8,400 อ้างอิงไว้ 17 17 ตรงนี้หมายถึงอะไรทราบไหม 17 ตรงก็นี้คือ เป็นเอกสารอ้างอิงหมายเลขที่ 17 ถ้าเราไปดู Paper บทความวิจัยฉบับเต็มนะคะ ที่ครูให้ไปเดี๋ยวเราลองมาเปิดดู ตัวนี้นะคะ อันนี้คือ Paper ตัวเต็ม เราอยากรู้ว่าหมายเลขที่ 17 คืออะไร เราเลื่อนมาตรงเอกสารอ้างอิงหน้าสุดท้าย เห็นไหมคะ 17 ก็คือเขาอ้างอิงจากอะไรคะ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 2559 ระบบคลังข้อมูลธุรกิจ สืบค้นจาก URL นี้ เห็นไหมคะ ดังนั้นงานวิจัยอะไร ถ้าเกิดเราไปเอาข้อมูล จากไหนมาเราก็ต้องอ้างอิง ถ้าเราสนใจพฤติกรรมการใช้สมาร์ตโฟน ของนักศึกษา ม. ราชภัฏสกลนคร ซึ่งตอนนี้มีทั้งหมด สมมุติ 12,000 คน รู้ได้อย่างไร 12,000 คน เราก็อ้างอิงว่าเราไปถามที่ไหนมาคะ สำนักงานทะเบียน โอ.เค. ไหมคะ เราก็ต้องอ้างอิงหน่วยงาน ที่เขาเก็บบันทึกข้อมูลส่วนนี้ไว้ แล้วก็ต้องเขียนอ้างอิงในลักษณะนี้ โอ.เค. นะคะ อันนี้ประเด็นแรกก็คือ เรารู้ว่าประชากรเป็นใคร มีจำนวนเท่าไรแล้ว เราค่อยมาออกแบบวิธีการสุ่มตัวอย่าง และกำหนดขนาดตัวอย่าง อย่างงานวิจัยนี้ กลุ่มตัวอย่างนะคะ ผู้วิจัยกำหนดไปเลย เห็นไหมคะว่า จะต้องเป็นผู้บริหารเท่านั้น เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการไม่เอา จะเอาแต่เฉพาะผู้บริหารและจำนวน 400 คน ขนาดตัวอย่าง n มีค่าเป็น 400 400 นี่คำนวนได้อย่างไร เราก็ดูเขาเปิดตารางสำเร็จรูปของ Krejcie Morgan นะคะ แสดงว่าวิธีการกำหนดขนาดตัวอย่าง วิธีหนึ่งที่เราอาจจะทำได้ก็คือ ใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie Morgan ดูรายละเอียดจากเอกสารอ้างอิงหมายเลข 18 เห็นไหมคะ แล้วเขาใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอะไรคะ แบบแบ่งชั้นภูมิ ข้อสำคัญเวลาเขียน Paper หรือบทความวิจัย พอเราบอกเขาว่า เราสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิแล้ว เราควรจะบอกเขาว่าชั้นภูมิของคุณ หรืองานที่คุณศึกษาคืออะไรนะคะ ตอนนี้ชั้นภูมิของเขาแบ่งไปตามอะไรคะ ภูมิภาค ที่ตั้งธุรกิจ เห็นไหมคะ อย่างเช่น ชั้นภูมิภาคเหนือ ชั้นภูมิภาคอีสาน ชั้นภูมิภาคใต้ ชั้นภูมิภาคกลาง มี 4 ชั้นภูมิ นี้สมมุตินะคะ เวลาเก็บตัวอย่างก็ต้องเก็บมาจากทุก ๆ ชั้นภูมิ ก็คือ ทุก ๆ ภาค โอ.เค. ไหมคะ อันนี้คือ ตัวอย่างที่ 1 นะ ส่วนบทความที่ 2 ที่ให้เราไปอ่านนะคะ ก็จะเป็นเรื่องการพัฒนาบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ แบบมีปฏิสัมพันธ์ ตรงนี้วัตถุประสงค์มี 3 ข้อ เป็นลักษณะการพัฒนาสื่อการเรียนนะคะ คือเราจะต้องสร้างบทเรียน อิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์เสียก่อนนะคะ แล้วค่อยมาศึกษาประสิทธิภาพของมัน เรามาดูประชากร ประชากรที่นักวิจัยออกแบบไว้นะคะ ก็เป็นผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาและผู้สอน แสดงว่าประชากรเป็นทั้งนักเรียน และเป็นทั้งอาจารย์เห็นไหมคะ ดังนี้ ตัวอย่างก็เลยต้องประกอบไปด้วย 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ก็คือประกอบด้วยผู้สอน ผู้สอนคนนี้ต้องมีหน้าที่ ใช้บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์นี้ด้วยนะคะ เขาสุ่มตัวอย่างมีกี่คนคะ 5 คน ซึ่งการสุ่มตรงนี้ ครูว่าไม่ได้ใช้ความน่าจะเป็นนะคะ เพราะว่า 5 คนนี้ ถูก Fix กำหนดเจาะจงลงไปเลยว่า ต้องเป็นผู้สอน 5 คนนี้นะ ที่ใช้บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์นี้นะคะ ถูกกำหนดมาแล้ว ว่าเป็นใครสอนบ้างนะคะ นาย A สอน นาย A ก็ต้องมาเข้างานวิจัยนี้นะคะ ส่วนที่ 2 ผู้เรียนนะคะ ตรงนี้ผู้เรียน จำนวน 150 คน ก็คือนักเรียนที่เรียนใน 5 วิชานี้นะคะ ทั้ง 2 ส่วนนี้ ผู้วิจัยมีการกำหนดตัวอย่าง โดยใช้วิธีเจาะจงเห็นไหมคะ ไม่ได้สุ่มอย่างง่าย ไม่ได้สุ่มแบบชั้นภูมินะคะ เป็นการใช้ตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น เพื่อตอบโจทย์วิจัยที่มันเฉพาะ ก็คือการพัฒนาสื่อนี้ แล้วก็ใช้สอนนะคะ ใช้สอนในหน่วยงานแห่งหนึ่ง ก็คือจากงานวิจัยนี้นะคะ คราวนี้เรามาดูว่า การกำหนดขนาดตัวอย่างนี่ เราต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง 1. ค่าใช้จ่าย ยิ่งใช้ขนาดตัวอย่างมาก ไปถามคนจำนวนมากก็ต้องใช้เงินเยอะนะคะ ใช้เวลามากนะคะ อันนี้จะต้องคิดว่า งานวิจัยเรามีงบประมาณเท่าไรนะคะ 2. ถ้าประชากรมีขนาดใหญ่ เราก็ควรจะเลือก ตัวอย่างที่มันใหญ่ไม่ใช่เล็กนะคะ แต่ถ้าเกิดประชากรขนาดใหญ่ นั้นมันมีความเหมือนกันมาก ก็ไม่มีความจำเป็นต้องสุ่มตัวอย่างมาจำนวนมาก ยกตัวอย่าง เช่น การชิมแกงใน 1 หม้อ ต้มยำนะคะ 1 หม้อ เราอยากจะชิมว่ามันอร่อยไหม การชิมก็คือการสุ่มตัวอย่าง เพราะว่าเราใช้ทัพพีคน ๆ ๆ ๆ นี่ไป ให้มันเข้าเนื้อเข้ารสชาติเดียวกันในหม้อนั้น เราใช้ช้อนตักมาแค่ชิมแค่คำเดียว เราก็รู้ว่าแกงต้มยำนั้นอร่อยไหมนะคะ อันนี้ก็จะเป็นความสำคัญอีกอันหนึ่ง ที่เราต้องพิจารณา ก็คือความเหมือนกันของประชากร ถ้าประชากรมีความหลากหลาย คุณต้องสุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่นะคะ แล้วก็ถ้าเกิดต้องการให้คำตอบของงานวิจัย มีความแม่นยำมากเท่าไรก็ตาม ยิ่งต้องใช้ขนาดตัวอย่าง ขนาดใหญ่ขึ้น โอ.เค. นะคะ แล้วถ้าเกิดต้องการให้ความคลาดเคลื่อนมันน้อย ก็ต้องสุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้น โอ.เค. ไหมคะ อันนี้คือสิ่งที่เราต้องคำนึกถึง เวลากำหนดขนาดตัวอย่างนะคะ คราวนี้เรามาดูการคำนวณอย่างง่าย อย่างแรกนะคะ การกำหนดขนาดตัวอย่าง โดยวิธีของ Taro Yamane ซึ่งเราต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์ว่า Taro Yamane นี่ เป็นการกำหนดขนาดตัวอย่างเพื่อมุ่งคำนวณ หรือประมาณค่าสัดส่วนของประชากรเป็นหลักนะคะ ดังนั้น ประชากรที่เราศึกษาจะต้องแบ่งเป็นคุณลักษณะเชิงกลุ่ม อย่างเช่น ที่ครูยกตัวอย่าง ถ้ามหาวิทยาลัยจะขึ้นค่าหน่วยกิต นักศึกษาพอใจหรือไม่พอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เห็นไหมคะ สัดส่วนนักศึกษาที่เห็นด้วยเป็นจำนวนเท่าใด ตัวนี้ล่ะเขาเรียกว่า "การประมาณค่าสัดส่วน" นะคะ ตัวสูตรที่ใช้ในการคำนวณ ความหมายนะคะ n ก็คือขนาดตัวอย่าง มีค่าเท่ากับ N ขนาดประชากร หารด้วย 1 บวก N คูณ e ยกกำลัง 2 e ย่อมาจากคำว่า "Error" ก็คือความคลาดเคลื่อน ความคลาดเคลื่อนของตัวประมาณสัดส่วนตัวอย่าง จะแตกต่างจากค่าสัดส่วนประชากร เราจะให้มันแตกต่างกัน ได้กี่เปอร์เซ็นต์นะคะ e ส่วนใหญ่ถ้าแตกต่างกันได้ 1 เปอร์เซ็นต์ e ก็จะมีค่าเป็น 0.01 ถ้าให้มันแตกต่างกันได้ไม่เกิน 0.5 ก็คือแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ e ก็เป็น 0.05 นะคะ ค่า e ส่วนใหญ่จะใช้อยู่แค่ 2 ระดับ ก็คือ 0.01 กับ 0.05 แต่บางงานถ้าเกิดงบประมาณมันมีจำกัด e ตรงนี้ก็อาจจะเพิ่มเป็น 0.1 ก็ได้นะคะ คราวนี้เรามาดูว่าวิธีการคำนวณคำนวณอย่างไร จากตัวสูตรนี้นะคะ จากงานวิจัยที่ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่นะคะ ผลกระทบของทรัพยากรไอที ที่มีต่อความสามารถด้านไอทีสมัยใหม่ และผลดำเนินการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้พวกเราเปิดเครื่องคิดเลขเลยนะคะ ลองทำตามเขาดู ว่าจาก Paper นี้นะคะ เขาบอกประชากรมีค่า 8,400 คน เห็นไหมคะ อ้างอิงจากเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช่ไหมคะ ตรงนี้ ถ้าเราคำนวณเอาค่านี้ไปคำนวณ หาขนาดตัวอย่างโดยวิธี Taro Yamane ตอนนี้ถ้ากำหนดให้ความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้แค่ 5 เปอร์เซ็นต์ e เท่ากับ 0.05 แล้ว n จะมีค่าเท่ากับเท่าไร ทดเลยนะคะ เอากระดาษมาทดแทนค่าตามสูตรนี้นะคะ n เท่ากับ N ก็คือ 8,400 ส่วนด้วย 1 + 8,400 คูณ 0.05 ยกกำลัง 2 ตามตัวสูตรนี้เลย ในระหว่างนี้ให้นักศึกษากดเครื่องคิดเลขนะคะ เดี๋ยวครูจะเดินถามว่าเท่ากับเท่าไร ผู้โชคดี ได้คำตอบยังคะ ได้แล้วนะคะ เดี๋ยวครูลองถามคนนี้ดูสิ 13 เต่าใช่ไหมคะ เต้ ๆ หมายเลข 13 เต้ ใช่ไหม กดเครื่องคิดเลขได้เท่าไรคะ (ล่าม) ยังไม่ได้คิดเลยครับ (อาจารย์) คิดเลย ครูรอค่ะ ครูรอ คนอื่นก็คิดด้วยนะคะ เดี๋ยวเต้ตอบแล้ว ครูจะถามคนที่ 2 ว่าคิดได้ตรงกันกับเต้หรือไม่ ทุกคนคิดนะคะ คิดของใครของมันเลย n มีค่าเท่าไร จากสมการนี้นะคะ 8,400 หารด้วย 1 บวก 8,400 คูณ 0.05 ยกกำลัง 2 เราใช้เครื่องคิดเลขในสมาร์ตโฟนก็ได้ หรือใน PC เราก็ได้นะคะ เท่าที่ครูเดินดูสักครู่นะคะ พบว่าพวกเรามีปัญหาในการใช้เครื่องคำนวณด้วย ถ้าเราใช้เครื่องคิดเลขไม่ถูกต้องคำตอบที่ได้ก็ผิด นั้นในเบื้องต้นให้พวกเราคำนวณทีละจุด จดคำตอบไว้ แล้วก็เอาไปแทนค่าลงไป ในสมการไปเรื่อย ๆ จนได้คำตอบ ถ้าเราได้คำตอบแล้ว ครูจะบอกวิธีการ กดเครื่องคิดเลขที่มีความเป็นมืออาชีพนะคะ Step แรกจากตัวสูตรนี้มันเป็นเศษส่วน เศษมันเป็นจำนวนเดียว 8,400 เราก็อย่าเพิ่งกดก็ได้ เรามาดูตัวที่มันยุ่งยาก อยู่ตัวหารข้างล่าง 1 บวกด้วย 8,400 คูณ 0.05 ยกกำลัง 2 ให้เรากดอะไรก่อนคะ 0.05 ยกกำลัง 2 กดตามเลย 0.05 ยกกำลัง 2 เดี๋ยวครูจะพากดวิธีบ้าน ๆ เอาวิธีบ้านก่อนนะ เดี๋ยวครูเปิดเครื่องคิดเลขให้ดูด้วยพร้อม ๆ กัน ตอนนี้หน้าจอพวกเรามีเครื่องคิดเลข เหมือนครูไหม เหมือนไหมคะ โอ.เค. ครูจะกดเครื่องคิดเลข 0.5 ยกกำลัง 2 จริง ๆ ครูคิดในใจได้อยู่นะ 0.05 แล้วก็ทำไมคะ ยกกำลัง 2 ตรงนี้นะคะ X ยกกำลัง 2 เห็นไหม แสดงว่า 0.05 ยกกำลัง 2 มีค่าเป็นเท่าไรคะ 0.0025 จากนั้นเอาค่านี้ไปคูณอะไร 8,400 คูณ 8,400 กดเท่ากับ เป็นเท่าไรคะ 21 จากนั้นเอาไปทำไมคะ บวก 1 บวก 1 เท่ากับ ความจริงมันปัดนะ คำตอบมันปัด ไม่เป็นอะไร 22 จากสมการใน PowerPoint 8,400 หารด้วยอะไรคะ หารด้วย 22 โอ.เค. เต้ตอบครูได้แล้ว 8,400 หาร 22 เป็นเท่าไร เต้ตอบเท่าไร ตอบทศนิยม 1 ตำแหน่ง (ล่าม) 381 ครับ (อาจารย์) จุดอะไรคะ ทศนิยม 1 ตำแหน่ง ตอบโดยประมาณค่ะ จุด (ล่าม) จุด 1 ครับ (อาจารย์) จุด 81 ไหม (ล่าม) จุด 8... จุด 81 ไหม (ล่าม) จุด 81 ครับ (อาจารย์) โอ.เค. จุด 81 ตรงกันกับครูเลยใช่ไหมคะ ทุกคน กดได้เท่ากันกับครูไหม มีใครได้ไม่เท่ากับครูบ้าง มีไหม ไม่มีนะ เรากดเครื่องคิดเลขได้ขนาดตัวอย่างเท่ากับ 381.81 หน่วยเป็นมันคน คนเป็นจำนวนนับ อันนี้ให้จำไว้เลยนะคะ ว่าคนเป็นจำนวนนับ ทศนิยมเท่าไรก็ตามให้ปัดขึ้นเสมอ ไม่ว่ามันจะเป็น .1, .2, .3 เพราะเราถือว่าหน่วยนั้นเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น เราก็ตอบเป็นจำนวนเต็มก็คือ ใช้ตัวอย่างจำนวน 382 คนนะคะ อันนี้ก็เป็นเสน่ห์อีก ถึงแม้ว่าเราคำนวณได้ 382 เราก็จะมีการเผื่อ เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้เสมอ อย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ หรือจะปัดตัวเลขนี้ ให้เป็นตัวเลขกลม ๆ คือปัดขึ้น ดังนั้น ผู้วิจัยอาจจะใช้ตัวอย่าง ขนาด 400 คนก็ได้นะคะ เหมือนอย่างใน Paper นี้ สุดท้ายแล้วใช้กี่คนเอ่ย เรามาดู Paper เต็มนะคะ ตอนนี้พวกเราเปิดไฟล์บทความที่ครูให้นะคะ ดูในหน้า... หน้า 53 นะคะ ในหัวข้อวิธีดำเนินการวิจัย เห็นไหมคะว่า ผู้วิจัยใช้ตัวอย่าง ขนาดกี่ร้อยคนคะ 400 คน แต่ค่าที่แท้จริงคำนวณได้ มันเป็นเท่าไรคะ ถ้าใช้โดยวิธี Taro Yamane 382 เราจะไม่ปัดลงเด็ดขาด ใช่ไหมคะ อาจารย์ขา งบไม่ค่อยมีเอา 350 ได้ไหม ไม่ได้ เพราะความคลาดเคลื่อนเรากำหนดไว้ กี่เปอร์เซ็นต์คะ 5 เปอร์เซ็นต์ มันกำหนดไว้แล้ว 5 เปอร์เซ็นต์ ถ้าความคลาดเคลื่อนได้ 382 คุณจะปัดลงไม่ได้ ถ้าคุณปัดลง Error ของคุณมันจะเพิ่มขึ้นนะคะ ดังนั้น วิธีการปัด มีแต่ปัดขึ้นอย่างเดียวนะคะ หรือถ้าเกิดอยากให้ตัวอย่างมันลดลง คุณยอมรับได้ไหมที่คุณจะเพิ่มค่า e, Error ของคุณ ถ้าเราใช้ Error เป็น 0.05 มันคำนวณได้เป็น 382 แต่เราต้องการลด n เราก็ไปเพิ่ม e นะคะ ให้ e มีค่าเป็นผิดพลาดได้ 10 เปอร์เซ็นต์ เรายอมรับได้ไหม ถ้าเราใช้ความผิดพลาด 10 เปอร์เซ็นต์ n มันจะลดลงนะคะ อันนี้มันเป็นหลักการในการกำหนด ขนาดตัวอย่างโดยวิธี Taro Yamane ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประมาณค่าสัดส่วนประชากรเป็นสำคัญนะคะ คราวนี้ อีกวิธีหนึ่ง วิธีของ Cochran นะคะ จริง ๆ ของ Cochran นี่ สูตรนี้ก็มีความเหมาะ สำหรับการประมาณค่าสัดส่วนเหมือนกัน แต่ที่มาของสูตรนะคะก็คือ ใช้การแจกแจงของข้อมูลที่มีการแจกแจง แบบปกติมาร่วมพิจารณาในตัวสูตร ดูในตัวสูตรนะคะ ตรงนี้ n ก็คือขนาดตัวอย่าง ที่เรากำลังจะคำนวณหาค่านะคะ n เท่ากับ p คูณ (1-p) คูณด้วย Z-Score นะคะ ยกกำลัง 2 ส่วนด้วย e ยกกำลัง 2 ความหมายในตัวสูตรตรงนี้ก็คือ p ก็คือสัดส่วนประชากรที่มีลักษณะที่เราสนใจ ดังนั้น 1-p ถ้าในตำราเล่มอื่นจะแทนด้วยตัว q นะคะ 1-p ก็คือสัดส่วนประชากรที่มีลักษณะ ที่เราไม่สนใจ โอ.เค. นะคะ อย่างเช่น การขึ้นค่าเทอมของนักศึกษา หรือขึ้นค่าหน่วยกิต คนที่เห็นด้วย คิดเป็นสัดส่วน p เป็น 0.6 60 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วย ดังนั้น 1-p ก็จะเป็นส่วนที่เหลือ ก็คือ 40 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ 1-0.6 ก็เป็น 0.4 0.4 ตรงนี้นะคะ ก็เป็นสัดส่วนของประชากรที่ไม่เห็นด้วย คูณกับ Z ตรงนี้คือ เป็นความน่าจะเป็น ของการแจกแจงแบบปกติมาตรฐาน ที่ขึ้นอยู่กับระดับนัยสำคัญ ที่เรากำหนดล่วงหน้านะคะ ถ้าเราใช้ความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ค่า Z-Score จะมีค่าเป็น 1.96 เสมอ เราจำไปเลยนะคะ ถ้าความเชื่อมั่นสูงขึ้นเป็น 99 เปอร์เซ็นต์ Z-Score ก็มีค่าสูงขึ้นเป็น 2.58 อันนี้ได้จากการเปิดตารางสำเร็จรูปนะคะ หรือใช้ซอฟต์แวร์คำนวณ ส่วน e หรือ Error ก็คือความคลาดเคลื่อน ที่เรายอมรับได้นะคะว่า ค่าประมาณกับค่าพารามิเตอร์ มันจะต่างกันได้กี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือตัวสูตร ส่วนในกรณีที่เราไม่ทราบค่าสัดส่วนประชากร เราจะสมมุติกรณีที่ต้องใช้ N ก็คือให้ p เป็น 0.5 เทอมนี้นะคะ p คูณ 1-p จะมีค่า Maximum เมื่อ p เป็น 0.5 นะคะ สูตรที่ได้ก็เลยเปลี่ยนเป็น n n นะคะ เท่ากับ Z-Score ยกกำลัง 2 ส่วน 4 คูณ e ยกกำลัง 2 ดูตัวอย่าง จากบทความเดิมนะคะ สถานการณ์เดิม ประชากร คือผู้บริหารฝ่ายไอที ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 8,400 คน ถ้าเราใช้สูตรของ Cochran ในการกำหนดขนาดตัวอย่าง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ไม่ทราบค่าสัดส่วนประชากรนะคะ ตรงนี้ ถ้า e มีค่าไม่เกิน 0.05 แล้ว n เป็นเท่าไร จากตัวสูตรนี้นะคะ n เท่ากับ Z-Score ตรงนี้ความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ Z-Score มีค่าเป็นเท่าไรคะ 1.96 ก็แทนค่าลงไป 1.96 ยกกำลัง 2 หารด้วย 4 คูณ e 0.05 ยกกำลัง 2 ทุกคนกดเครื่องคิดเลขเลยค่ะ ครูอยากรู้ว่า n มีค่าเท่าไร โดยวิธีของ Cochran นะคะ สูตรอยู่ข้างล่างแล้ว ใช้เวลาคิดนะคะ คิด ๆ เมื่อกี้ครูบอกใช้เครื่องคิดเลขแล้ว เดี๋ยวครูเดินดูนะคะ ใครเล่นมือถือ Facebook หรือเล่นสมาร์ตโฟน อื่นที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ครูกำลังสอน ครูเดินไปครูจะทำการริบมือถือนะคะ 1.96 ยกกำลัง 2 หาร 4 คูณด้วย 0.05 ยกกำลัง 2 มีใครได้คำตอบแล้วบ้างคะ ถามเราค่ะ ได้เท่าไรคะ เพื่อนข้าง ๆ ช่วยดูด้วยนะ n มีค่าเท่าไรคะ ได้เท่าไรคะ จริงหรือเปล่า โอ.เค. เดี๋ยวรอเพื่อนอีก หมายเลข 23 ก่อนนะคะ กำลังตอบ ได้เท่ากับครูไหมคะ 384.16 ได้เท่ากันกับครูไหมคะ เดี๋ยวรอหมายเลข 23 ชื่ออะไรนี่ เต่า คมกริช เดี๋ยวรอเต่าตอบ โอ.เค. พวกเราตอนนี้เปิด โปรแกรมเครื่องคิดเลขเหมือนครูไหมคะ เปิด... ตอนนี้เดี๋ยวครูจะแนะนำ การใช้เครื่องคิดเลขใน PC นิดหนึ่งนะคะ เนื่องจากการกดสมการมีความซับซ้อน ให้เราใช้เครื่องคิดเลขแบบวิทยาศาสตร์ ก่อนอื่นนะคะเราเปิด Calculator มาแล้ว มันจะเป็นหมวด Standard พื้นฐานแบบนี้ เห็นไหมคะ ตอนนี้ให้เราไปคลิกที่เมนูย่อยของเขา ให้เลือกเป็นเครื่องคิดเลขแบบวิทยาศาสตร์นะคะ ก็คือ Sciencetific เห็นไหมคะ มันจะเป็นกรวยเคมีอยู่เห็นไหมคะ แล้วคลิกเลือก จากนั้น สมการของเราก็คือ เศษ 1.96 ยกกำลัง 2 เพื่อความถูกต้อง ให้เราเปิดวงเล็บก่อน 1 ครั้ง เราคลิกที่วงเล็บ 1 ครั้ง สังเกตเราคลิกวงเล็บเปิดปั๊บ มันจะมีเลข 1 เล็ก ๆ ห้อยอยู่ ให้รู้ว่า เปิดวงเล็บครั้งที่ 1 กำลังเปิดอยู่นะคะ จากนั้นก็กด 1.96 ยกกำลัง 2 ปิดวงเล็บ พอเราปิดปั๊บ อีกวงเล็บเปิดหมายเลข 1 หายไปแล้ว เห็นไหมคะ มันเปิดแล้วก็ปิดเรียบร้อยไปในตัวมันแล้ว จากนั้นหาร หาร สิ่งที่เราสังเกตทุก ๆ ครั้งที่เรากดนะคะ ตรงแถบคำสั่งข้างบนตรงนี้เห็นไหมคะ มันจะมีคำว่าวงเล็บเปิด Square Root หรืออะไรคะ อ๋อ ไม่ใช่ Square Root Square นะคะไม่มีตัว T Square แปลว่า ยกกำลัง 2 Square 1.96 ปิดวงเล็บ ๆ แล้วก็หาร เพราะครูกดหารไปแล้ว ตัวส่วนก็ต้องใส่วงเล็บเปิดนะคะ เปิดวงเล็บ 4 คูณ เปิดวงเล็บอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ครูเปิดวงเล็บไปกี่ครั้ง 2 ครั้ง มีเลข 2 ห้อยอยู่เห็นไหมคะ คุณเปิดวงเล็บไป 2 ครั้ง เวลาปิดคุณก็ต้องปิดให้ครบนะคะ ต่อไปในวงเล็บอันที่ 2 นี้ ก็พิมพ์ลงไปว่าเป็น 0.05 ยกกำลัง 2 0.05 ยกกำลัง 2 ปิดวงเล็บครั้งที่ 1 แล้วก็เปิดอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็กดเครื่องหมายเท่ากับ เห็นไหมคะ นี่แถบคำสั่งมันเกิดขึ้น Square 1.96 หาร วงเล็บเปิด 4 คูณ Square 0.05 วงเล็บปิด 2 ครั้ง เท่ากับ มีค่าเป็น 384.16 เห็นไหมคะ แสดงว่า ขนาดตัวอย่างสำหรับงานวิจัยนี้ ถ้าใช้สูตรของ Cochran เมื่อกำหนดความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ แล้วให้ Error เกิดได้ ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์นะคะ จะต้องใช้ตัวอย่างอยู่ 385 คน เห็นไหมคะ จุด 16 เกิดขึ้นนิดเดียวไม่ถึง 5 ก็ช่าง แต่เราต้องปัดขึ้นเสมอ จำไว้นะคะ n มีค่าเป็น 385 แต่ในงานวิจัยนี้ก็บอกแล้วนะคะ เขาเผื่อเหลือเผื่อขาดเลยปัดขึ้นเป็น 400 โอ.เค. ไหมคะ มาดูการใช้ Excel คำนวณ ตอนนี้ให้พวกเรา เปิด Excel ขึ้นมา เราจะใช้ Excel แทนเครื่องคิดเลข เพราะว่าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ของการเปลี่ยนค่าพารามิเตอร์บางค่า ว่ามันส่งผลต่อ N อย่างไรนะคะ เปิด Excel ขึ้นมาแล้ว เราพิมพ์ตามครูนะคะ N เท่ากับ e เท่ากับ... แล้วก็วิธี Taro Yamane พิมพ์แค่ส่วนนี้ พิมพ์แค่ส่วนนี้ตามครู เปิด Excel นะคะ เพื่อความรวดเร็วให้เราพิมพ์ เหมือนในพื้นที่ Background สีเหลืองของครู ตัวสูตรเราไม่ต้องพิมพ์นะคะ เพราะครูใช้โปรแกรม Mathtype ซึ่งพวกเราอาจจะไม่มี ให้ดูตัวสูตรกับครูไป แต่พิมพ์เฉพาะไอ้ตารางช่อง 2 ช่องนี้ มี N เท่ากับนะคะ แล้วก็เว้นว่างไว้ ตรงนี้เดี๋ยวเราจะเติมตัวเลขลงไป สำหรับรายวิชานี้ ส่วนแรกพวกเราต้องทำความเข้าใจ เรื่องการวิจัยเสียก่อนสักเล็กน้อยนะคะ ส่วนการวิเคราะห์สถิติที่ต้องใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เราค่อยเรียนในเนื้อหาลำดับถัด ๆ ไป ในส่วนนี้ต้องเป็นคอนเซ็ปต์ก่อน และเราจะต้องอ่านงานคนอื่นเยอะ ๆ นะคะ เพื่อให้เกิดไอเดียและความเข้าใจพื้นฐาน ค่ะ โอ.เค. เดี๋ยวพวกเรามาคำนวณ พร้อมกันกับครูเลยนะคะ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ใส่เส้นขอบ หรือสร้าง ตีช่องใน Excel ก็ไม่เป็นอะไรนะคะ เดี๋ยวเรามาคำนวณขนาดตัวอย่าง โดยวิธี Taro Yamane อันดับแรก เราจะต้องรู้ใช่ไหมคะ ว่าประชากรเรามีขนาดเท่าไร ขนาดประชากร แทนด้วยสัญลักษณ์ N เราก็กำหนดอยู่ในช่องข้าง ๆ N เท่ากับ คือการใช้ Excel มันจะมีการพิมพ์อ้างอิง ที่อยู่ของข้อมูล ที่เรียกว่า "Cell" นะคะ อย่างใน Sheet แผ่นงานของครูนี่ ครูจะต้องตอบลงไปในช่อง G อะไรคะ คอลัมน์ G แถวที่ 2 เวลาเราดูชื่อ Cell เราดูตรงนี้นะคะ เห็นไหมตรงเมาส์ที่ครูชี้เห็นไหมคะ ที่ช่อง G2 ของครูเป็นขนาดประชากร ครูก็ตอบลงไปเป็น 8,400 ของเราอาจจะเป็นช่องอื่นก็ได้นะคะ ไม่เป็น G2 กับครูได้นะ อาจจะเป็นช่อง H ช่อง E หรือ F ก็ได้ แล้วแต่ชิ้นงานของคุณ ถัดมาข้างล่าง Error เท่ากับเท่าไร ตอนนี้เราจะใช้ Error มีค่าเป็น 0.05 ครูพิมพ์ลงไปเป็น 0.05 นะคะ ขนาดตัวอย่าง n ครูจะให้คำตอบ n อยู่ในช่องนี้นะคะ ช่อง J5 ใน Sheet งานของครูนะคะ J5 จะเป็นขนาดตัวอย่างที่คำนวณ โดยใช้สูตรของ Taro Yamane สูตรของ Taro Yamane ก็คือ n เท่ากับ N หารด้วย 1 บวก N คูณ e ยกกำลัง 2 วิธีการพิมพ์สูตร ครูก็ดับเบิลคลิกเข้าไป ที่ช่อง J5 ที่จะเป็นคำตอบนะคะ จะมี Cursor กระพริบอยู่ ครูก็พิมพ์เท่ากับ การใช้ Excel เวลาคำนวณอะไรก็แล้วแต่ จะต้องขึ้นด้วยเครื่องหมายเท่ากับ เป็นการสั่งให้โปรแกรมมันรู้ว่าเรากำลังจะ ให้มันคำนวณหรือประมวลผลอะไรบางอย่าง เท่ากับ N ตอนนี้ N เท่ากับ 8,400 ครูก็ไม่ต้องพิมพ์ 8,400 ครูเอาเมาส์มาคลิกเลข 8,400 แต่ในแถบสูตรมันจะเกิดคำว่า “G2” เพราะเป็นการอ้างอิงข้อมูล โดยใช้ที่อยู่กล่องที่มันอยู่นะคะ 8,400 หารด้วย กดหารที่คีย์บอร์ดนะคะ วงเล็บเปิด ตอนนี้กดคีย์บอร์ดนะคะ วงเล็บเปิด 1 บวกอะไรคะ 8,400 ครูก็เอาเมาส์มาคลิกที่ 8,400 จะเกิด G2 ขึ้นอีกแล้วเพราะมันอ้างอิงที่อยู่ ตอนนี้ G2 มีค่าเป็น 8,400 เห็นไหมคะ คูณวงเล็บเปิดอีกครั้งหนึ่ง e ก็เอาเมาส์มาคลิกที่ 0.05 แต่ในแถบสูตรจะเกิดขึ้นเป็น G3 จากนั้นยกกำลัง 2 ให้กด Shift และเลข 6 นะคะ จะเกิดปุ่ม Hat ขึ้นมา หมายถึงการยกกำลัง 2 เราดูในแถบสูตรที่เรากำลังพิมพ์สูตรนะคะ วงเล็บเปิดเรามีกี่ครั้ง 2 ครั้ง เวลาปิดเราก็ปิด 2 ครั้งนะคะ ปิดสีแดง ต่อไปครูปิดสีดำครบแล้ว เห็นไหมคะ นี้คือสูตรที่ใช้หา n แล้วก็ Enter ใครเสร็จแล้ว Enter นะคะ คำตอบมาแล้ว (อาจารย์) เดี๋ยวครู Copy สูตรไปให้ดูข้าง ๆ สูตรของพวกเรา อาจจะแตกต่างจากครู เนื่องจากว่าที่อยู่ของข้อมูลเรา อยู่คนละช่องกับครูนะคะ อันนี้คือแถบสูตรนะคะ อันนี้คือแถบสูตร ใช่ค่ะ G3 ของครูคือ 0.05 กดตรงไหนคะ นี่พิมพ์ตามนี้เลยค่ะ แต่ว่าตอนนี้ครูพิมพ์ โดยเว้น 1 ช่องไฟ Character ข้างหน้าเครื่องหมายเท่ากับ มันจึงมีคุณสมบัติเป็น Text หรือข้อความ แต่ถ้าครูลบช่องไฟนี้ออกปั๊บ ประโยคนี้จะถูก Compute หรือคำนวณเป็นตัวเลขทันทีค่ะ ใช่ค่ะ แล้วกด Enter ค่ะ มาไหมคะ 381.82, 812 มันปัดมาไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวครูจะขยายให้เราดูทศนิยมมากขึ้น เห็นไหม แล้วขยายช่องให้มันกว้างขึ้น ความละเอียดของจำนวนทศนิยมก็มากขึ้น เราก็จะเห็นค่าที่แท้จริงมากขึ้น ได้เท่ากันกับครูหรือยัง ต่อไปครูจะบอกคาถาลับ เพราะว่าจำนวนคนเราไม่เป็นทศนิยมใช่ไหมคะ เราจะต้องให้มันปัดให้เราเสมอ มันมีคำสั่งที่มันปัดตัวเลขให้เราตลอด โดยที่เราไม่ต้องมาปัดเอง ดูดี ๆ นะคะ ให้เราดับเบิลคลิกเข้าไป ที่คำตอบ 381 นี้ ดับเบิลคลิกเข้าไป ให้ Cursor อยู่ข้างหน้าตัว G ตัวแรกเลย เห็นไหมคะ ให้มันกระพริบ ๆ อยู่ เราจะใช้ฟังก์ชันในการปัดเศษขึ้น ที่เรียกว่า “Round Up” นะคะ พิมพ์ R-o-u-n-d Round ก็คือการปัดเศษ แต่เราจะปัดขึ้นเสมอ ไม่ว่ามันจะทศนิยมเท่าไรก็ตาม Round Up แล้วก็วงเล็บเปิด อย่าเพิ่ง Enter นะคะ จากนั้นเราพิมพ์ Round Up วงเล็บเปิด ประโยคสูตรยังเหมือนเดิมนะคะ ไม่ต้องแก้ไข ให้เราเลื่อน Cursor ไปท้ายประโยค ใส่ Comma และใส่เลข 0 เป็นการบอกว่า เธอปัดเศษขึ้นนะ ทศนิยมไม่เอาเลย ให้ตอบเป็นจำนวนเต็มเสมอนะคะ แล้วก็ปิดวงเล็บ แล้ว Enter ค่ะ มันปัดขึ้นให้เห็นไหมคะ เป็น 382 เดี๋ยวครูทำให้ดูนะคะ ขา เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง ๆ ๆ เดี๋ยวครู Copy สูตรให้ดู อันนี้คือตัวสูตรนะคะ สังเกตนะคะว่า Round Up ตรงนี้ เราพิมพ์แล้วก็ตามด้วยอะไรคะ วงเล็บเปิด นี่คือส่วนที่เพิ่มเติมเข้าไป แล้วก็เพิ่มอันนี้เข้าไปนะคะ เพิ่มวงเล็บปิดตรงนี้นะคะ นี่ ๆ เห็นไหม หลังวงเล็บปิดนี่เปลี่ยนเป็น เพิ่ม Comma เข้าไป นี่คือส่วนที่เราเพิ่มเติมจากเดิม เห็นไหมคะ สีดำ คือคำสั่งเดิม สีแดง คือคำสั่งที่เพิ่มเข้าไป เพื่อให้มันปัดทศนิยมให้เราขึ้นเสมอ คราวนี้ถ้าเกิดเราจะใช้ Error เราบอกว่า n ตรงนี้ มันเยอะไป ไม่มีเงินไปเก็บ เราเพิ่มความคลาดเคลื่อนได้ไหม ไม่ต้องเอาหรอก 5 เปอร์เซ็นต์ เอาความคลาดเคลื่อน 10 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ 0.1 0.10 ตอนนี้เราจะลองคำนวณสถานการณ์เดียวกัน แต่ใช้ Error เป็น 10 นะคะ ที่ช่อง K5 ของครูจะเป็นคำตอบ กรณีที่ N เป็น 8,400 แล้ว e มีค่าเป็น 10 เปอร์เซ็นต์นะคะ ตอนนี้เราสามารถคัดลอกสูตรได้ แต่ครูจะให้เราพิมพ์เข้าไปใหม่ เพื่อเป็นการทำซ้ำ ได้ทบทวนนะคะ ถ้าชำนาญแล้ว การ Copy สูตร คัดลอกสูตร คุณจะทำได้ด้วยตัวคุณเองอยู่แล้วนะคะ เท่ากับ Round Up, R-o-u-n-d-U-p วงเล็บเปิดอะไรคะ วงเล็บเปิดแล้วเลียนแบบข้างล่างเลย ไปคลิกขนาดประชากร G2 หาร วงเล็บเปิด 1 บวก ไปคลิกขนาดประชากร n คูณ วงเล็บเปิด Error ตอนนี้ Error ของเรา เราจิ้มตัวนี้ได้ไหม ไม่ได้นะคะ เราจิ้มตัวไหนคะ จิ้มตัวนี้นะ 0.1 อยู่หัวตารางนี่ หรือค่า K ของเราตรงนี้ เราจิ้มตรงนี้ แล้วก็ยกกำลัง 2 แล้วก็ปิดวงเล็บ ปิดวงเล็บอีกครั้งหนึ่ง Comma 0 แล้วก็ปิดวงเล็บ ตามนี้เลย ใครได้แล้ว Enter ตอบเป็นเท่าไรคะ โอ.เค. โอ้โหเห็นไหม เห็นนี่ไหมคะว่า ถ้าความคลาดเคลื่อนสูงขึ้น ขนาดตัวอย่างเป็นอย่างไรคะ ลดลง แต่ดีไหม อยากสร้างบ้านที่มีความคลาดเคลื่อนไหม เสาเอย อะไรอย่างนี้ ทำงานอะไรเราไม่อยากให้มีความคลาดเคลื่อนนะคะ ดังนั้น จึงเป็นเสน่ห์ของนักวิจัย ที่จะต้องเลือกความคลาดเคลื่อนที่เหมาะสม ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โอ.เค. ไหมคะ เราจำตรงนี้ไว้นะคะ ส่วนตรงนี้ครูฝากทำเป็นการบ้านนะคะ ความเชื่อมั่นของ Cochran 95 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้มีค่าเป็นเท่าไรคะ 1.96 Error เป็น 0.05 n เป็นเท่าไร ให้คุณไปหามา 2 ช่องนะคะ กรณีเป็น 0.10 ด้วย ตรงนี้ให้นักศึกษาทำเป็นการบ้าน ทำเป็นการบ้าน แล้ววิธีการส่งการบ้านวันนี้นะคะ ให้ Save ไฟล์ Excel เป็นชื่อกับรหัสประจำตัวนักศึกษาของตัวเอง แล้วส่งให้ครูทาง Email โอ.เค. ไหมคะ Email ครูมีนะ ทุกคนเป็นงานเดี่ยวนะคะ Save ไฟล์ Excel ส่งครู กำหนดส่งการบ้าน ภายในวันศุกร์นี้ ภายในวันศุกร์นะคะ ให้เวลาหลายวันอยู่นะ โอ.เค. ให้ไปหา 2 ช่องนี้นะคะว่า n จะมีค่าเป็นเท่าไร เดี๋ยวครูทำช่องสี... สีฟ้าไว้ให้ ช่องสีฟ้าเป็นช่องที่เราจะหาคำตอบให้ครู นักศึกษาอย่าลอกกันหรือส่งไฟล์ให้เพื่อน แล้ว Save เปลี่ยนชื่อนะคะ ครูเช็กได้ ครูเช็กได้ว่าเราทำเองไม่ทำเอง เดี๋ยวครูเข้ามาในห้องแล้วครูถามคำสั่ง ถ้าเราตอบคำสั่งไม่ได้ ครูไม่ให้คะแนน โอ.เค. ไหม ดังนั้น เราจะต้องจำคำสั่งได้ว่า เราใช้คำสั่งอย่างไรในการหาค่า n สำหรับงานที่ให้ทำในห้อง เดี๋ยวให้เรากลับไป ประชุมทีมแล้วก็เขียนใหม่มาส่งครูนะคะ เขียนสวย ๆ ทำสะสมไว้ก่อน นักศึกษามีคำถามไหมคะ มีไหม เดี๋ยวจะหมดเวลาเรียนแล้วนะคะ จะเที่ยงตรงแล้ว วันนี้เราเริ่มกันช้า คะ ช่องนี้ใช่ไหมคะ คำสั่งของตัวนี้นะคะ สูตรที่ 2 นี่ ค่า Error ครูใช้ 0.1 ครูเลยเอาเมาส์มาจิ้มตรงนี้นะคะ ซึ่งที่อยู่ของ 0.1 ก็คือ K3 ตรงนี้เลยเปลี่ยนเป็น K3 ในชิ้นงานของเรา ถ้า 0.1 มันไปอยู่ช่องไหน สูตรของเรามันจะเป็นชื่อช่องนั้นนะคะ มันจะเปลี่ยนไปแล้วแต่ของใครของมัน มันจะไม่เหมือนกันนะคะ เดี๋ยวไฟล์นี้อยู่ในเครื่องที่ Desktop, Folder, Stat and Research for IT Bss นะคะ ใครจะมา Copy ไฟล์ Excel ของครู ก็ Copy เอาไปดูเป็นตัวอย่างได้นะคะ ตอนนี้เดี๋ยวเราคุยกันนิดหนึ่งนะคะ เรื่องการเรียนการสอน วันนี้เราจะ Rate นิดหนึ่ง เพราะว่านักศึกษามาช้า เพราะครูมารอ จริงไหม ดังนั้นเดี๋ยวเราต้องรักษาเวลาช่วยกัน เดี๋ยวสัปดาห์หน้าครูจะเริ่มสอน 8.50 น. พวกเรามาตรงเวลาได้ไหมคะ สัญญานะ ถ้าใครมาช้าให้ทำอย่างไร ห้ามมาสาย โอ.เค. ไหมคะ ให้มาตรงเวลา มาก่อนเวลา เพราะว่าเราจะเรียนกันถึงเวลา 11.30 น. พอ เพราะการสอนระยะเวลายาวนาน พวกเรามีความเหนื่อยล้าทางสมอง เข้าใจไหมคะ ก็คือ 11.30 น. นี่ ครูสอนจบแล้ว เผื่อใครอยากจะถามจะได้มีเวลาคุย หรือสอบถามในประเด็นที่ยังตามไม่ทัน โอ.เค. ไหมคะ สัปดาห์หน้ามาตรงเวลานะคะ ถ้าใครมาช้าก็ไม่เช็กชื่อเรียนให้ ถ้าครูเช็กชื่อข้ามไปแล้วก็คือข้ามไปเลย โอ.เค. ไหมคะ แล้วก็การแต่งกาย ขอให้นักศึกษาแต่งกายชุดนักศึกษา ตามระเบียบมหาวิทยาลัยนะคะ ยกเว้นสัปดาห์ใด วันใดที่เราต้องมีงานห้อง มีกิจกรรมห้อง ที่ต้องใส่ชุดพิเศษ ก็ให้แจ้งครูเป็นครั้ง ๆ ไป แล้วก็แต่งกายให้เหมือนกัน โอ.เค. ไหมคะ ได้ไหม เงียบไม่มีเสียงสวรรค์ ได้นะคะ ชุดนักศึกษาเรานี่น่ารักนะคะ เป็นชุดที่เรียบร้อยมาก เวลาเราใส่ชุดนักศึกษา เราก็จะดูเป็นเด็ก ดูไม่หน้าแก่ นะจตุพร [เสียงหัวเราะ] (อาจารย์) เดี๋ยวไม่รู้ใครเป็นลูกศิษย์ใครเป็นอาจารย์ หน้าตาเท่า ๆ กันไปหมดเลยนะคะ ก็แต่งกายให้มันเรียบร้อย เพราะเวลาไปทำงานแล้ว เราจะหวนคิดถึงวัยนักศึกษาของเรานะคะ ส่วนเนื้อหาถ้าใครไม่ทัน หรือมีประเด็นอื่นอยากจะสอบถามเพิ่มเติม ครูอยู่ที่ตึก 7 ชั้น 1 ถ้าครูไป... ถ้าเธอออกไปหาครูแล้วไม่เจอครูในห้องนั้น ให้เขียนโน้ตไว้ โอ.เค. ไหมคะ ว่าจะขอพบปรึกษาเรื่องใด วันเวลาใดก็ได้นะคะ แล้วก็การส่งงานให้ส่งที่ไหนคะ บนโต๊ะ อีกอันหนึ่งตอนที่ครูเดินดู ครูเห็นหลายคน เล่น Facebook ตอนที่ครูกำลังสอน ครูก็ไม่เข้าใจว่าพวกเราทำอะไรกันอยู่นะ ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรืออย่างไร เราต้องรู้หน้าที่และบทบาทของตัวเอง เข้าใจไหมคะ ถ้าไม่เข้าใจหรือเหนื่อย ก็ยกมือบอกครูว่า อาจารย์ครับ อาจารย์คะ ขอพัก ครูก็จะให้พัก โอ.เค. ไหม คือเรา... การเรียนการสอนคือการเดินทางร่วมกันระหว่างครูกับเรานะคะ เรามีอะไรเราคุยกันได้ แต่การที่ครูกำลังสอน แล้วพวกเราเล่นมือถือนี่ ครูว่าร้อยทั้งร้อยพวกเราก็ไม่เข้าใจ เพราะเราไม่ได้ฟัง จริงไหม สำหรับเพื่อนที่เรียนได้ดีเข้าใจเนื้อหา ก็ให้มีความเอื้อเฟื้อ สำหรับเพื่อน Partner ของเราด้วย เพราะเราจะเรียนไปด้วยกัน เป็นเพื่อนกันไปจน 4 ปี เข้าใจไหมคะ การเรียนอย่าเรียนคนเดียว มันไม่เกิดผล ยิ่งรู้ยิ่งบอกคนอื่น เรายิ่งเข้าใจมากขึ้นนะคะ ให้แบ่งปัน ยิ่งแบ่งปันยิ่งจะได้ โอ.เค. นะคะ การบ้านวันนี้ส่งทางไหนคะ Email ส่งก่อนวันอะไรเอ่ย วันศุกร์เที่ยงตรงนะ ครูนับเที่ยงตรง ใครส่งช้าครูไม่รับงาน พวกเราจะต้องฝึกมีระเบียบวินัยด้วยค่ะ โอ.เค. มีคำถามไหม อะไรนะคะ (นักศึกษา) ส่งให้ Email อาจารย์หรือครับ (อาจารย์) ใช่ค่ะ ส่งมา Email สำหรับงานกลุ่ม งานกลุ่มอย่าเพิ่งส่งนะคะ เพราะว่าครูเห็น... ครูว่าจะพูดประเด็นนี้อยู่ ดูสิ่งที่ครูได้รับจากเธอ กระดาษเดี๋ยวนั่นเดี๋ยว... เป็นเอาว่าเวลามาเรียนวิชานี้ทุกครั้ง ให้พกกระดาษรายงานมาด้วย ถ้าครูบอกว่าให้ทำงานส่ง เราก็ใช้ กระดาษรายงานที่มันสุภาพเรียบร้อยนะคะ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของห้องเรา แล้วงานที่ให้อ่านก็ให้อ่านไปเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้ครูกำลังพาเธอทำวิจัย ดังนั้นเธอจะต้องเข้าใจประเด็นวิจัย ด้วยตัวเธอเองก่อน คือเธอต้องอ่านแล้วก็มาคุยกับครู แล้วครูก็จะให้คำแนะนำว่า ประเด็นนั้นประเด็นนี้ ควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะคะ คือการวิจัยนี้ มันจะสอนแบบเล่าเลยไม่ได้มันต้องปฏิบัติ แล้วก็ทำด้วยตัวเองนะคะ ดังนั้น ตอนนี้ ทุกกลุ่มได้บทความวิจัยแล้ว เราก็ไปอ่านทำความเข้าใจบทความของตัวเอง ถ้าไม่เข้าใจก็มาถามครู เดี๋ยวครูจะบอกอธิบายว่า อันนี้มันอยู่ในระดับของเรา อันนี้มันเกินชั้น ชั้น Level ที่เราจะเรียน ครูก็จะได้บอกเรานะคะ ก็หวังว่าพวกเราจะมากันตรงเวลา ในสัปดาห์ถัดไปนะคะ ค่ะ โอ.เค. ค่ะ วันนี้สวัสดีค่ะ (นักศึกษา) ทำความเคารพ ขอบคุณค่ะ / ครับ (อาจารย์) ค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]