[เสียงดนตรี] (คุณปวีณา ฟักทอง - ผู้ดำเนินรายการ) สวัสดีค่ะ ต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่การแถลงข่าวจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือว่า ศบค. จากทำเนียบรัฐบาลนะคะ ซึ่งการแถลงข่าววันนี้ค่ะ เป็นวันอังคารนะคะ หลาย ๆ คนอาจจะรอเรื่องของมาตรการ แต่เรื่องของสถานการณ์ของโรค ก็ยังคงเป็นประเด็นที่เราจะยังคงต้องติดตามต่อไป เพื่อที่จะดูว่าขณะนี้เรื่องของสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง ลำดับแรกค่ะ เรียนเชิญทางนายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงชี้แจงในรายละเอียด ทั้งเรื่องของสถานการณ์และมาตรการต่าง ๆ เรียนเชิญค่ะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ) กราบสวัสดีครับ พี่น้องประชาชนครับ ผมนายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน มารายงานตัวในฐานะโฆษก ศบค. นะครับ รายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประจำวันที่ 28 เมษายน 2563 นะครับ ท่านผู้ชมครับชีวิตวิถีใหม่ คงชินกับเรื่องของการใส่หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้ากันแล้วนะครับ ถือว่าเราจะต้องปรับตัว กับ New Normal หรือชีวิตวิถีใหม่ ภาษาไทย ๆ เรานี่นะครับ ใช้เป็นทุกวันเลยนะครับ ถ้าวันไหนไม่มี มันจะรู้สึกว่าเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่งนะครับ พยายามที่จะต้องใช้อยู่ทุกวันนะครับ เขาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราในการป้องกันการติดเชื้อ ครับ มาสู่การรายงานนะครับ วันนี้ต่ำ 10 เป็นวันที่ 2 ครับ เราพบรายใหม่ ผู้ป่วยรายใหม่ในวันนี้คือ 7 รายครับ แล้วก็ทำให้ผู้ป่วยยืนยันสะสมวันนี้เป็น 2,938 รายนะครับ แล้วก็หายป่วยไปแล้วนะครับ เพิ่มขึ้นวันนี้ 43 ราย รวมเป็น 2,652 ราย แต่ว่าก็ยังมีภาพเดิม ๆ นะครับ ก็คือผู้ป่วยในวัยช่วงอายุ 20-29 พบสูงที่สุดนะครับ แล้วก็ 30-39 ก็รองลงมานะครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องเพ่งเป้าไปที่นะครับ จังหวัดที่มีการสะสมสูงสุดก็คือกรุงเทพฯ และนนทบุรี 1,650 นะครับ ภาคเหนือ ก็อยู่ที่ 94 ภาคกลางจะอยู่ที่ 373 ภาคใต้อยู่ที่ 671 นะครับ แล้วก็เสียชีวิต วันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2 ราย นะครับ เป็นรวมเป็น 54 รายนะครับ รายที่ต้องรายงานก็เป็นรายที่ 53 นะครับ เป็นผู้ป่วยชายไทย อายุ 52 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันจากการไปประชุมสัมมนา เริ่มป่วยวันที่ 19 มีนาคม ด้วยอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัวนะครับ วันที่ 21 มีนาคม เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร แพทย์ก็ได้เก็บตัวอย่าง ส่งตรวจหาเชื้อ COVID-19 ซึ่งผลก็ยืนยันนะครับ วันที่ 24 เมษายน ประทานโทษครับ 24 มีนาคม ยังคงมีอาการไข้ 38.2 องศา และคลื่นไส้ แพทย์จึงเก็บตัวอย่าง ส่งตรวจอีกครั้งหนึ่ง ผลก็ออกมายืนยันนะครับ ว่าเป็นผู้ป่วย COVID-19 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม ผู้ป่วยอาการแย่ลง และมีภาวะปอดรั่ว แพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจและเสียชีวิต ในวันที่ 27 เมษายน ด้วยอาการของระบบทางเดินหายใจล้มเหลว แล้วก็ภาวะไตวาย เฉียบพลัน รายที่ 20… ประทานโทษครับ รายที่ 54 ครับ เป็นผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 63 ปี อาชีพค้าขาย เป็นเจ้าของร้านอาหาร ทำหน้าที่รับเงินนะครับ มีภาวะอ้วน มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันคนในครอบครัว ซึ่งมีทั้งสามีและหลานสาวป่วยเป็นโรค COVID-19 นี้ เริ่มป่วย วันที่ 24 มีนาคม ด้วยอาการไข้ มึนศีรษะ เข้ารับการรักษาในคลินิกแห่งหนึ่ง ต่อมาอาการไม่ดีขึ้น จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัดภูเก็ต วันที่ 1 เมษายน ด้วยอาการไข้ หายใจเหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย แพทย์เก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อ ผลตรวจยืนยันเป็นผู้ป่วย COVID-19 และต่อมาผู้ป่วยมีอาการแย่ลง แพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจและเสียชีวิตในวันที่ 27 เมษายน ด้วยภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ ร่วมกับระบบหายใจล้มเหลว ขอแสดงความเสียใจกับทั้ง 2 ครอบครัวนะครับ สิ่งที่เราเห็นตรงนี้ ก็คือมีประวัติยืนยันในการสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ทั้งคู่เลยนะครับ อันนี้ก็อย่างที่บอกว่าเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการมี Social Distance แล้วก็รักษาระยะห่าง แม้คนในครอบครัวของเราเองนะครับ ก็ต้องพยายามทำให้เป็นชีวิตวิถีใหม่อยู่เรื่อย ๆ นะครับ เพราะว่าเรื่องนี้เราไม่ทราบว่าใครติดเชื้ออะไร มาอย่างไร ตอนนี้ให้ระวังกันไว้ว่าทุกคนมีโอกาสที่จะติดเชื้อกันได้ทั้งสิ้นนะครับ มาดูเรื่องของแผนภูมิเป็นรูปกราฟนะครับ วันนี้ก็ต้องดีใจกับคนทั้งประเทศว่าเราต่ำ 10 เป็นวันที่ 2 ก็คือทำให้ตัวของกราฟสีแดง ที่ท่านเห็นนะครับ ก็คงที่ คงตัวมา ซึ่งมีไม่กี่ราย ไม่กี่ประเทศในโลกนี้นะครับ ที่จะได้เห็นภาพนี้นะครับ ในการที่จะติดเชื้อจำนวนน้อย แต่ว่าก็เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ขอพวกเราได้ภาคภูมิใจ แล้วก็เป็นกำลังให้กับทุกคน ที่จะต้องรักษาระยะห่าง รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ๆ นะครับ ในเรื่องที่อยากบอก อย่างที่บอกไว้ว่าการ์ดอย่าตก ที่ว่านี้นะครับ ซึ่งวันนี้ที่เราทำได้ 7 ราย เกิดขึ้น จากเมื่อ 7 และ 14 วันที่แล้ว ที่ท่านร่วมมือกันอย่างดี วันนี้ที่ท่านทำอะไร อย่างไร ก็จะไปปรากฏผล ในอีก 7 และ 14 วันข้างหน้า เพราะฉะนั้นต้องขอแรงทุกท่านนะครับ ยังต้องกระทำตัวสม่ำเสมอ อย่างนี้แล้วก็ให้เข้มงวดอย่างนี้ไปตลอด ซึ่งเราก็จะได้อยู่รอดปลอดภัยกันทุกคนนะครับ ก็มาดูใน 7 รายนี้ ว่าเป็นอย่างไรนะครับ ก็พบว่าเป็นกลุ่มก้อนที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา กรุงเทพฯ นครราชสีมา นี่ 1 คนนะครับ กรุงเทพมหานคร 3 คน แล้วก็ภูเก็ต อีก 3 คนนะครับ ในนี้ก็จะพบว่าเป็นการสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีการยืนยันก่อนหน้านี้นะครับ 5 รายนะครับ แล้วก็เป็นกลุ่มก้อนที่ไปเที่ยว ไปสถานที่ชุมชนแออัด ไปงานแฟร์ ไปคอนเสิร์ตตลอดนัด ใน กทม. 1 คนนะครับ แล้วก็อยู่ในระหว่างการสอบสวน โรคอีก 1 คนนะครับ อันนี้ซึ่งเป็นคนจีนนะครับ ซึ่งกำลังสอบสวนโรคอยู่ ซึ่งได้รับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วนะครับ มาดูเรื่องของการจังหวัดต่าง ๆ ที่ มีการกระจายตัวนะครับ สีเขียวดีที่สุดนะครับ ไม่เจอเชื้อโรคมาเลย เข้ามาในจังหวัดของตัวเองเลย ยังคงที่ ที่ 9 นะครับ 13 จังหวัด อยู่ในช่วงเวลาเกือบ ๆ 1 เดือน ไม่มีรายงานผู้ป่วยเลยนะครับ ต้องให้เครดิตจังหวัดใหม่นะครับ อุตรดิตถ์มาเพิ่ม ทำให้ตรงนี้ดีขึ้นนะครับ ก็มีทั้งจันทบุรี ราชบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี นะครับ มหาสารคราม มุกดาหาร ยโสธรและร้อยเอ็ด นะครับ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ที่มีการขยับไป ก็คือมีนนทบุรีลงจากสีแดงลงมาเป็นสีส้มนะครับ แล้วก็นครราชสีมาขยับขึ้นไป เมื่อวานนี้มาเจอ เคสใหม่ 1 รายที่ว่า ก็เลยทำให้ไปอยู่ในสีแดงนะครับ ปัตตานีก็มาจากสีแดงก็ลงมาอยู่ที่สีส้มนี้ เช่นเดียวกันกับเลย จากสีส้มมาอยู่สีเหลืองนะครับ แล้วก็นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ก็ขยับจากสีส้มมาสีเหลือง ก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ทุกจังหวัดนะครับ ที่ช่วยกัน ในการดูแลภายในจังหวัดของตัวเองให้ได้อย่างดีนะครับ เมื่อวานนี้ได้มีคำถามถึงมาว่า อยากจะรู้ว่าภาพของคนที่สูงอายุนี่ มีการเจ็บป่วยมากน้อยแค่ไหนนะครับ แล้วลักษณะของการเกิดโรคนี้ต่าง ๆ เป็นอย่างไร วันนี้ก็ต้องขอบคุณทางกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขนะครับ ที่นำชุดการวิเคราะห์มาให้ดูนะครับ อันนี้เป็นการนำภาพของผู้ป่วยทั้งหมด 328 รายนะครับ ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งคิดเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยทั้งหมดนะครับ มาในกลุ่มนี้นี่มีผุู้ป่วยที่เสียชีวิตไป 21 รายนะครับ ก็ถือว่าเยอะพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงครับ ผู้ชาย 2.3 ต่อ 1 ผู้หญิง 1 คนนะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวไทย มีต่างชาติอยู่แค่ 14 เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็อายุส่วนใหญ่อยู่ที่ 60-69 ปี ก็ประมาณ 2 ใน 3 หรือ 66 เปอร์เซ็นต์นะครับ เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยง เอา 328 ราย มาไล่ประวัติเสี่ยงมีอะไรบ้างนะครับ ก็พบว่า 1. คือพิธีทางศาสนา การไปร่วมพิธีทางศาสนา พบถึง 24 เปอร์เซ็นต์นะครับ เกือบ ๆ 1 ใน 4 นะครับ แล้วก็เกี่ยวข้องกับมวยและผู้สัมผัสอีกเกือบ ๆ 1 ใน 4 นะครับ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงนี่อาจจะสะสมรวม ๆ กันนะครับ ตรงนี้มีผู้ป่วยยืนยันด้วยนะครับ สัมผัส รวมผู้ป่วยยืนยันอีก 18 เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากต่างประเทศอีก 10 เปอร์เซ็นต์ มีอาชีพเสี่ยงไปยังชุม… และไปสถานที่ชุมชน แออัด อันนี้ประมาณสัก 6 เปอร์เซ็นต์ ประทานโทษ 7 เปอร์เซ็นต์ แล้วชาวไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ 6 เปอร์เซ็นต์ ก็เอาประเด็นนี้มาดูกันนะครับ ว่าจังหวัดที่มีอัตราการป่วยของผู้สูงอายุมากที่สุดคืออะไร ก็ไล่เรียงมานะครับ ก็พบว่ามี 3 จังหวัดครับ คือ ยะลา ภูเก็ต และปัตตานี ซึ่ง 2 จังหวัด จะมีประเด็นที่เป็นความเสี่ยงใกล้เคียงกัน คือเชื่อมโยงกับผู้ประกอบพิธีทางศาสนาในต่างประเทศ ซึ่งอันนี้นำเรียนนะครับ ว่าเราเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้เชิงสถิติ แล้วมาหาความ… เขาเรียกอะไร ข้อมูลทางวิชาการ เพื่อจะได้นำเรียนไปยังพี่น้องที่อยู่ตามจังหวัดที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ ได้ดูแลนะครับในช่วงตอนนี้ ก็เป็นช่วงที่เราจะต้องลดตัวเลขนี้ให้ได้ ก็ฝากไปยังพี่น้องที่มีความเสี่ยงนะครับ แล้วก็กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มปู่ ย่า ตา ยายของเราเองนะครับ ที่จะต้องดูแลเขาเป็นอย่างดีนะครับ เพราะว่ามีการเสียชีวิตก็ค่อนข้างมากด้วยนะครับ มาดูครับว่าจำนวนผู้ป่วยยืนยัน ตามปัจจัยเสี่ยงที่จำแนกตามรายสัปดาห์นี้เป็นอย่างไรบ้าง ก็จะเห็นว่ากลุ่มก้อนต่าง ๆ ก็คล้าย ๆ เดิมนะครับ ก็จะไปอยู่ที่สัมผัสกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ แต่มีอันหนึ่งที่จะเยอะขึ้นนะครับ ก็คือการค้นหาเชิงรุก หรือ Active Case Finding ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่เรากำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างสูงนะครับ แล้วก็มาดูปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ นะครับ เรามาเจอใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกรอบขวามือนะครับ กลุ่มใหญ่ที่สุด ก็คือ กลุ่มที่ยังสัมผัสกับคนอื่น ๆ นะครับ ที่เป็นรายยืนยันก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นใครที่เป็นญาตินะครับ ของคนที่เป็นรายยืนยันก่อนหน้า ท่านต้องป้องกันตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์ เลยนะครับ เพราะกลุ่มนี้ใน 2 สัปดาห์นี้ มีคนที่ติดขึ้นมาอีก 151 ราย เยอะมากครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าจะลดได้ ก็คือ ถ้าท่านรู้ว่าญาติป่วยนะครับ เราเองต้องดูแลตัวเอง ร่างกายอย่างดี แล้วป้องกันให้อย่างดี ล้างมือนะครับ ใส่หน้ากากนะครับ แล้วก็กินร้อนนะครับ ช้อนส่วนตัว อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องบอกกันเป็นประจำนะครับ กับอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ ศูนย์กักคนเข้าเมืองนะครับ การค้นหาเชิงรุกนะครับ แล้วก็ในตลาดนัด อะไรทั้งหลายที่เราพูดกันบ่อย ๆ นี้ พูดจนกระทั่งอยากจะให้คุณผู้ชมจำได้นะครับ ว่าความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ป้องกันได้ทั้งสิ้นเลยนะครับ ไปดูสถานการณ์โลกครับ สำหรับโลกนะครับ ก็คือสหรัฐอเมริกา ยังมาอันดับ 1 นะครับ ในลักษณะของ New Case ก็คือ 23,196 นะครับ แล้วก็รัสเซียมาเป็นอันดับ 2 ก็คืออยู่ที่ 6,198 เจอกันทีหนึ่งเป็นหมื่นกับหลาย ๆ พันเลยนะครับนี่ แล้วก็อังกฤษก็เจอไปเมื่อวานนี้อีก 4,309 คนนะครับ อัตราการตายล่ะครับ สหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้มีจำนวนผู้เสียชีวิตไป 1,384 นะครับ รองลงมาก็คือ ฝรั่งเศส 437 นะครับ แล้วก็อังกฤษที่ 360 ทำให้ตัวเลขรวมตอนนี้ของทั้งโลกไปแตะที่ 3,000,000 แล้วครับ 3,065,374 คนนะครับ แล้วก็เสียชีวิตไป 211,606 คน อันนี้คือความหนักของโรคนี้ที่ยังอยู่กับเรานะครับ ส่วนทางประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา สิงคโปร์ เมื่อวานนี้บวกไป 799 ยอดรวมเป็น 14,000 กว่าคนแล้วนะครับ เช่นเดียวกันกับญี่ปุ่นก็ 14,000 กว่าคน ตัวเลขห่างกันหลัก 10 เท่านั้นเอง แล้วก็ป่วยเพิ่มขึ้นไปเมื่อวานนี้ของญี่ปุ่น 884 นะครับ ก็พอ ๆ กันเลยนะครับ 2 ประเทศนี้ จากเดิมที่เราเคยชื่นชมว่าเขาพยายามควบคุมได้ดี ตอนนี้เขามีเรื่องของยอดเพิ่มขึ้นทุกวันนะครับ เกาหลีนี่พอ ๆ กันกับเรานะครับ ลงมาที่ 14 นะครับ เลข 2 หลักนะครับ ซึ่งเราอาจจะนำเขานิดหน่อยนะครับ แล้วตัวเลขอื่น ๆ ก็เป็นที่น่าจะต้องเรียนรู้กัน สรุปเรื่องของข้อมูลทางข่าวต่างประเทศมีอะไรบ้างครับ ก็ในเมื่อสิงคโปร์มีตัวเลขที่เยอะ ตอนนี้เขาทำอย่างไรบ้างครับ สิงคโปร์เร่งผลิตเตียงผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ต้องจัดหาสถานที่ เช่น ศูนย์แสดงสินค้าชางงีนะครับ แล้วก็สถานที่อื่น ๆ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อที่มาภายในประเทศที่สูงขึ้นนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็ประมาณ 14,000 อย่างที่ว่านะครับ สูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และเป็น อันดับ 6 ของเอเชีย ร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด เป็นแรงงานต่างชาตินะครับ อันนี้จาก Reuters แล้วก็ทางสิงคโปร์ก็ไปพบนะครับ ว่ามีผู้ป่วยชาวอังกฤษที่โกหกข้อมูลการเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งอันนี้ก็ทำให้เขาต้องมีการเนรเทศชายชาวสหราชอาณาจักร ซึ่งอายุ 60 ปี แต่งงานกับหญิงที่มีสถานะเป็นผู้อาศัยถาวรที่สิงคโปร์นะครับ และไม่อนุญาตให้เดินทางเข้ามายังสิงคโปร์อีกนะครับ ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็นนะครับที่เกิดขึ้นที่สิงคโปร์ ซึ่งก็หวังว่าคนไทยเรา ซึ่งอยู่รวมกันกับชาวต่างชาติก็ไม่อยากให้เกิดภาพนี้นะครับ ขอให้เกิดความรวมมือกันตรงนี้ด้วย ไปดูเรื่องของการนำคนไทยกลับจากต่างประเทศนะครับ ตอนนี้สเปนวันนี้จะกลับมานะครับ 12 คน แล้วก็นิวเดลี จากอินเดีย 189 คนนะครับ อินเดียอีกกลุ่มหนึ่งมาจากมุมไบ อีก 189 ตอนนี้รวมแล้วกลับมาจาก 21 ประเทศนะครับ ตั้งแต่วันที่ 4-27 เมษายนนี้ จำนวนรวมถึง 2,769 คนนะครับ แล้วไปดูนี่ ผมมีเอกสารที่ได้รับรายงานมาเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้มีคิวของคนที่จะบินกลับมาจากต่างประเทศอีกหลายประเทศเลยนะครับ ทั้งอินเดีย ฟิลิปปินส์ มัลดีฟส์ ศรีลังกา นะครับ สิงคโปร์ กาฐมาณฑุ นะครับ คาซัคสถาน เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ สเปน นะครับ จะเข้ามาอยู่อีกจำนวนมากทีเดียว ซึ่งอันนี้อยู่ในรายชื่อ ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศก็จะได้ดูแลให้อยู่นะครับ สำหรับในด่านของพื้นที่ที่เป็นทางบกนะครับ ก็ผมอยากให้ท่านผู้ชมได้เห็นภาพนี้ ก็จะได้มั่นใจนะครับ ว่าไม่ใช่แค่ทางอากาศเท่านั้น ลงสนามบินเท่านั้นที่เราดูแล แต่ว่าด่านทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบประเทศไทย ก็มีทางฝ่ายมั่นคงดูแลให้อยู่นะครับ ซึ่งตอนนี้ เมียนมาร์ 14 คน เมื่อวานนี้ผ่านแดนเข้ามา มาเลเซีย อีก 303 คนที่ผ่านเข้ามา สปป. ลาว อีก 8 คน และกัมพูชาอีก 7 คน ทุกคนนะครับ ต้องเข้าในสถานกักกันตัวของที่รัฐฯ จัดให้นะครับ ซึ่งเมื่อวานนี้มีคนไม่ลงทะเบียนอยู่ 28 คนนะครับ ที่นอกจากนั้นก็ลงทะเบียนให้หมด แล้วเราก็มีการจัดพื้นที่ให้รองรับ ที่เรียกว่า สถานกักกันที่รัฐจัดให้ที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ เป็น “Local Quarantine” นะครับ 76 จังหวัดนะครับ ส่วนนี้กระทรวงมหาดไทยดูแลให้ครับ รวม ๆ แล้วนี่มีทั้งหมด 799 แห่ง รับได้ประมาณ 21,000 กว่าคน ตอนนี้นอนอยู่จริง ๆ นี่ เพียงแค่ 5,000 กับ 12 คน เท่านั้นเอง สะสมแล้วก็คือ ประทานโทษ กลับบ้านแล้วคือ 1,564 นะครับ รวมแล้วสะสมที่เราดูแลกันมาก็คือ 6,576 คน แต่ในส่วนของส่วนกลางที่ลงจากเครื่อง แล้วก็ลงมาที่พักนี่ โดยทางกระทรวงกลาโหม ฝ่ายมั่นคงอีกส่วนหนึ่งก็ดูแลอยู่นะครับ มีจำนวนห้องพักถึง 5,400 กว่าห้องนะครับ เข้าพักไปแล้ว 2,272 ห้องนะครับ ตอนนี้ดูแลคนไปแล้ว 3,612 คนตามรายละเอียดที่ว่านี้นะครับ ก็ต้องขอขอบพระคุณ ฝ่ายความมั่นคงทุกส่วนนะครับ ที่เราจะต้องมีการ Seal รอบประเทศให้ได้อย่างดี ในแผนที่ประเทศไทยนะ ท่านดูเลยนะครับ ขอบพื้นที่เราดูหมด คนที่บินมาลงเราก็ดูแลเขาด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนที่จะมีการนำเชื้อเข้ามาจากต่างประเทศ มีระบบการดูแลที่ชัดเจน เหลือภายในประเทศที่พวกเราต้องเดินต้องสัมผัสกันนะครับ แล้วมีเชื้อที่อยู่ภายในประเทศของเราเท่านั้น ที่เราก็จะต้องดูแลพวกเรากันเองอย่างดี อย่าให้มีการกระจายเชื้อเพิ่มขึ้นนะครับ ซึ่งอันนี้วิธีการดูแลของคนภายในประเทศเรา ก็ทางตำรวจอีกล่ะครับที่มาดูแล ก็อยากให้ท่านอยู่ที่บ้าน มีเคอร์ฟิวก็นอนอยู่บ้านนะครับ อย่าไปมั่วสุมกัน เมื่อวานนี้พบว่ามีมั่วสุมกันอยู่นะครับ รายงานมาที่ต้องดำเนินคดี ถึง 143 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ จำนวนมากทีเดียวนะครับ 84 แล้วก็ออกนอกเคหสถาน โดยที่มีเหตุผลไม่สมควรเท่าไรนักนะครับ เพิ่มขึ้นอีก 12 นำเรียนว่าอยากให้ท่านร่วมมือเพื่อพวกเราจะได้มีสุขภาพที่ดี เราจะต้องใช้ชีวิตวิถีใหม่ ซึ่งเป็นภาพที่เราจะต้องคุ้นชินกันไปนะครับ การอยู่ระยะห่างเกินกว่า 2 เมตร การใช้ชีวิตต่าง ๆ การซื้อของ การตัดผม การอะไรทั้งหลาย ซึ่งวันนี้ต้องรอ มติ ครม. นะครับ ว่าจะต้องมีมาตรการอะไร อย่างไร ซึ่งทุกคนก็คงอยากจะต้องการกลับไปสู่ภาวะปกติตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องดูแล อยากได้อย่างไรก็ต้องลงทุนชีวิตที่ต้องปรับสมดุลใหม่นะครับ วิถีใหม่ให้มันพอ ๆ กันนะครับ เพื่อให้เราสามารถควบคุมและป้องกันโรคได้ วันนี้ขออนุญาตสรุปรายงานสำหรับวันนี้เพียงแค่นี้ครับ (คุณปวีณา) ค่ะ วันนี้ก็ยังคงมีประเด็นฝากคำถามมานะคะ ทั้งจากทางภาคประชาชน รวมถึงสื่อมวลชนด้วยนะคะ ที่มาติดตามการแถลงข่าว และส่งคำถามผ่านทางช่องทาง Online มานะคะ คำถามแรกเริ่มที่ประเด็นจาก ช่อง 3 ก่อนนะคะ มีการสอบถามมาว่า อย่างเมื่อวานนี้นี่ เราเห็นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร เป็น 0 ส่วนวันนี้นี่ พบอยู่ 3 คน ตัวเลขดังกล่าว ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่และในภาวะที่คนกรุงเทพมหานคร นี่ออกมานอกบ้านมากขึ้น แต่ตัวเลขลดลงไปเรื่อย ๆ สะท้อนว่าประชาชนเข้าใจและรู้จักการป้องกันโรคมากขึ้น ลักษณะแบบนี้จะสามารถคลายล็อกให้ประชาชนในกรุงเทพฯ ได้หรือไม่คะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ครับ ก็ต้องชมคนกรุงเทพฯ ที่ทำให้ตัวเลขเป็น 0 เมื่อวานนี้ แต่ก็อย่างที่บอก วางใจได้ เบาใจไม่ได้ วันนี้เป็น 3 เลยนะครับ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราจะต้องไปค้นหาให้เจอเคสนั้น อย่างที่เราบอกว่าสมมติฐานก็คือไม่ใช่ว่าเชื้อจะหายไปเป็น 0 นะครับ เพียงแต่ว่าเราจะต้องมีการตรวจหาคนที่มีความเสี่ยงเข้ามาสู่ระบบของการตรวจให้ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่าเบาใจ วางใจ ใช้ชีวิตให้เหมือนเดิม ยังไม่ได้ครับ เพราะอย่างที่บอกว่าถ้าจะให้เหมือนเดิมได้ มีทางเดียวคือต้องมีวัคซีน หรือยารักษาให้หายได้ ตอนนี้ยังไม่มี เพราะฉะนั้นเราจะต้องอยู่กับเขา อยู่กับเชื้อโรค ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่กับใครนี่นะครับ เราต้องป้องกันตัวเองไม่ให้ติดโรค เพราะฉะนั้นวันนี้ยังต้องเข้มนะครับ ในเรื่องของการป้องกัน ควบคุมอย่างดี เพื่อตัวเลขนี้จะยังคงต่อในอีก 14 วันข้างหน้า ถ้าท่านทำตอนนี้เหมือนเมื่อ 14 วันที่แล้ว เหมือน 7 วันที่แล้ว ท่านก็จะได้ตัวเลขอย่างนี้ แต่ถ้าวันนี้ท่านไม่ได้ทำตัวเหมือนอย่าง 7 วันที่แล้ว ท่านปล่อยปละละเลย ตัวเลขขึ้นแน่ ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านทำก็บ่งบอก กับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับ (คุณปวีณา) ค่ะ แต่ว่าถึงคุณหมอจะบอกว่าตอนนี้เรายังป้องกัน แต่ว่าถ้าเห็นจากตัวเลขหลายคนก็จะตั้งคำถามว่า ถ้ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็น 0 บ้าง หรือว่า 3 คนบ้าง แสดงว่าคนรอบตัวของเรา คนใกล้ชิดของเรานี่ ไม่ติดเชื้อเราก็ใช้ชีวิตปกติได้แล้ว อย่างนั้นได้ไหมคะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ก็จริง ๆ แล้วอย่างที่บอกว่าเราไม่สามารถสรุปได้นะครับ ว่าจะเป็น 0 อย่างที่ว่า เพราะวันนี้ไม่มี พรุ่งนี้ก็มี อันที่ 2 ก็คือว่าคนที่อยู่รอบ ๆ ข้างเรา ถึงแม้จะติดเชื้อก็ไม่รู้ก็ได้นะครับ ว่าเขาจะมีเชื้ออยู่ไหม เพราะเขาอาจจะไม่แสดงอาการได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกว่ามีคนประมาณสัก 80 เปอร์เซ็นต์ ที่อาการน้อยหรือไม่มีอาการเลย เพราะไปรับเขาออกมาจากบ้านไป ไม่รู้เจอใครมาบ้าง อย่างเมื่อกี้ที่บอกว่าไปงาน ไปชุมชน ไปตลาดนัด ไปอะไรทั้งหลายมา กลับมาเป็นก็มีครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องที่ เกิดขึ้นแล้ว แล้วผมก็เอามาบอกเล่าอยู่เป็นประจำ เพื่อให้ได้รับทราบว่ามีตัวอย่างมาแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้วางใจยังไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นจะต้องดูแลอย่างเข้มข้นเหมือนเดิมครับ (คุณปวีณา) ค่ะ ในประเด็นนี้ ต่อเนื่องคำถามจากภาคประชาชนนะคะ ที่เป็นข้อเสนอแนะเข้ามา เขาเป็นการสอบถามเรื่องของการปูพรมตรวจทั่วประเทศค่ะ อย่างที่ทาง ศบค. เคยบอกว่า การที่เราปูพรมตรวจนี่เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า แต่มุมมองของท่านนี้มองว่าคุ้มค่า หากทำถูกวิธี หากอย่างเช่นยกตัวอย่างนี่นะคะ คือการเริ่มต้นด้วยการคัดกรองด้วย Rapid Test ก่อน เพราะว่ามีต้นทุนถูก จากนั้นใครมีผลบวกก็ค่อยทำ PCR ต่อไป เขามองว่าถ้าเราใช้งบประมาณ ประมาณ 10,000 ล้าน ปูพรมตรวจไวรัสทั่วประเทศ จะทำให้ประเทศนั้นปลอดเชื้อเร็วขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น ประชาชน ภาคธุรกิจ ก็กลับมามีรายได้เร็วขึ้น และรัฐบาลก็สามารถประหยัดเงิน ที่จะต้องมากระตุ้นเศรษฐกิจได้นับแสนล้านบาท ข้อเท็จจริงเรื่องนี้อยากให้คุณหมอช่วยอธิบายนิดหนึ่งค่ะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลในเชิงวิชาการนะครับ แล้วก็มาบวกรวมกันกับนโยบายในเชิงการบริหารจัดการ ซึ่งอันนี้รับทราบกันมาอยู่แล้วนะครับ ว่าเรื่องของการตรวจเชื้อนี่ ดีที่สุดก็คือเป็นเรื่องของการตรวจโดยการใช้ที่เรียกว่า “PCR” PCR ก็ที่เราเห็นภาพนะครับ ก็คือการตรวจโดยใช้... โดยมันมีอยู่ 2 วิธีแล้วครับตอนนี้ ก็คือใช้ไม้พันสำลีแยงเข้าไปที่จมูก แล้วไปตรวจที่บริเวณที่เราเรียกว่า “โพรงจมูก” นะครับ ด้านหลังนี่ กับอีกมีวิธีที่ 2 คือการใช้น้ำลาย ที่จะตรวจได้นะครับ ซึ่งอันนี้เป็นการพัฒนาขึ้นมาใหม่ แทนที่จะล้วงเข้าไปแล้วทำให้เกิดการ... เขาเรียกอะไร มันจะไปกระตุ้นการอาเจียน แล้วก็ไอออกมานี่ บางทีก็จะเป็นอันตรายต่อผู้ตรวจ ตอนหลังมามีการพัฒนาอีกวิธีหนึ่งนะครับ อีกวิธีหนึ่งนี่คือการตรวจที่เรียกว่า “Rapid Test” ที่ว่าคือการตรวจแบบต้นทุนถูกกว่าเจาะเลือด แต่อันนั้นก็ผลออกมา ก็ยังไม่ค่อยได้มีการรับรองเท่าไรนัก อย่างที่บอกว่าการตรวจหาภูมิคุ้มกันตรงนี้อาจจะช้าไปเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้ทางวิชาการคุยกันแล้วครับว่า ยังต้องการการตรวจแบบมาตรฐาน ก็คือการตรวจแบบ PCR ที่ว่านี้ แล้วก็คราวนี้จะตรวจมาตรฐาน ก็จะต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ต้องใช้คนมากมาย ต้องใช้ชุด PPE ป้องกันตัว โน่นนี่นั่น เปลืองเข้าไปอีกนะครับ แต่เปลืองน่ะไม่ว่าครับ มีการพิสูจน์ออกมาแล้วทางเชิงวิชาการ พบว่าไปปูพรมทั้งหมดเลย ตรวจเจอนิดเดียว กับการเลือกกลุ่มบางกลุ่ม แล้วก็ไปตรวจ ปรากฏว่าเจอเชื้อเยอะกว่า 2 วิธีนี้ถูกมีการออกแบบมา แล้วทดลองทำแล้ว ที่สุดแล้วเลือกเอาเข้าไปในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเฉพาะ เช่น ตอนนี้เราไปดูที่แรงงานต่างด้าว เราไปดูคนที่อยู่ขอบชายแดน เราไปดูในแรงงานแออัด เราไปดูในกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มเสี่ยงนะครับ หรืออย่างที่จะบอกว่า นี่ถ้าจะเปิดตลอดนี่ สมมติว่าอะไรทั้งหลายนี้ ลองไปดูสิว่าคนที่อยู่ในตลาดสดหรือคนจำนวนมาก ๆ อย่างนี้ จะมีโอกาสเสี่ยงบ้างไหม ก็เป็นการดีไซน์ออกมานะครับ เอาข้อมูลทางเชิงวิชาการเป็นตัวตั้งนะครับ แล้วก็มีนโยบายมานะครับ ทางท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ไปหางบประมาณมาให้ ผ่านทางท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้งบประมาณมาก้อนหนึ่ง ประมาณสัก 3,000 ล้าน ตอนนี้ถูกกว่าหมื่นล้านหน่อยหนึ่ง แต่ว่าต้องหากลุ่มเฉพาะเจาะจงนะครับ แล้วก็ใช้งบประมาณนี้ให้เป็นประโยชน์ คือ ตรวจแบบปูพรมนี่ ต้องตรวจกันเป็นหมื่น ๆ ราย หรือแสน ๆ ราย ก็พอ ๆ กันครับ แต่ว่ามันเป็นหมื่นล้าน จะต้องใช้เป็นหมื่นล้านมันก็ไม่ไหว แต่ตอนนี้เป็นแค่ระดับพันล้าน ก็สามารถที่จะได้ตัวเลขออกมาเพื่อให้เกิดความสบายใจได้ เมื่อเช้าก็ยังประชุมคุยกันในศูนย์ EOC ของกระทรวงสาธารณสุข ท่านปลัดฯ ก็สั่งการให้ทางผู้ตรวจราชการทุกเขตนะครับ ได้ไปจำเพาะ เขาเรียกวางแผนเฉพาะเจาะจงในกลุ่มที่มีความเสี่ยง ของทุกเขตส่วนราชการของประเทศไทยนี่นะครับ แล้วก็เอามาวางแผนนะครับ แล้วก็ประสานกันกับทาง สปสช. นะครับ กับกรมควบคุมโรคซึ่งเป็น 2 แหล่งงบประมาณ ที่ตอนนี้มีงบประมาณมาตั้งอยู่ แล้วเราก็จะตรวจแล้วเอาผลตรงนั้นมา เพื่อที่จะดึงคนที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย อยู่ในสังคมของไทยเรานี่ เข้ามาสู่การรักษาโดยเร็ว ก็จะกำจัดเชื้อ จะทำให้ได้โดยเร็ว ภายในสักประมาณ 2 สัปดาห์ ใกล้ ๆ ตรงนี้นะครับ ให้โดยเร็ว ซึ่งจะสอดคล้องกับช่วงของการที่จะมีการผ่อนปรนในมาตรการที่เราบังคับใช้ในการ… หรือเราจะเรียกว่า “ชีวิตวิถีใหม่” ตรงนี้นะครับ ก็เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลแล้วก็เอามาช่วยกัน ทำให้เกิดการมีออกไปใช้ชีวิตได้ดีขึ้น แล้วคนที่ติดเชื้อก็ได้รับการดูแลอย่างดีด้วยนะครับ คงจะได้เห็นกันเร็ว ๆ นี้ครับ (คุณปวีณา) ค่ะ คำถามต่อไปจากช่อง 9 นะคะ เป็นคำถามถึงเรื่องของตัวเลขบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ ที่ติดเชื้อ COVID-19 ว่าขณะนี้ยอดล่าสุดนี่ ติดเชื้ออยู่ที่จำนวนเท่าไร แบ่งเป็นพยาบาลกี่คน แล้วก็เป็นแพทย์กี่คนคะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) อันนี้ผมต้องขอบอกว่า เดี๋ยวขอจะยกไปไว้ครั้งหน้านะครับ แต่ว่าเท่าที่จำได้คือในการรายงานประมาณสักสัปดาห์ 2 สัปดาห์มานี่ 80 บวก ๆ ครับ 80-90 กว่าคนแล้วครับตอนนี้ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ แต่อย่างไรก็ตามแต่เดี๋ยวจะไปให้ทางกระทรวงสาธารณสุข นำข้อมูลนี้ทบทวนมาแล้ว ผมมานำเสนอพี่น้องประชาชนต่อครับ ในครั้งหน้าครับ (คุณปวีณา) ค่ะ สำหรับประเด็นต่อไปเป็นเรื่องของมาตรการนะคะ เป็นจากสถานีโทรทัศน์ NBT นะคะ ที่สอบถามว่า หลังจากที่เมื่อวานนี้เรามีการแถลงว่าเราขยายเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ออกไป 1 มาตรการ นั่นก็คือเรื่องของการชะลอการเดินทางเข้าประเทศ ปัญหาที่ตามมาคือหลาย ๆ คนที่เป็นคนไทยอยู่ในต่างประเทศ ซื้อตั๋วเอาไว้แล้วเพื่อที่จะเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นไป แต่พอมีมาตรการนี้ที่คงไว้นี่ ทำให้เขามีผลกระทบ จึงมีคำถามว่าแล้วในส่วนของรัฐบาลและภาครัฐนี่ จะเข้าไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี่อย่างไรคะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ครับ ก่อนอื่นก็ต้องขออภัยนะครับ ที่ท่านได้รับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นตรงนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นตามมาตรการที่เราได้... ต้องมีการป้องกันนะครับ ในเรื่องของการแพร่เชื้อที่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งอันนี้ก็เป็นมาตรการที่ทั่วโลก ก็ทำกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ประเทศไทย ถ้าท่านมีภารกิจ ที่จะจำเป็นหรือเร่งด่วนหรืออะไรก็ตามแต่ อยู่ในประเทศไหนก็แล้วแต่นะครับ ตรงนี้ขอนำเรียนว่า เรามีสถานกงสุลนะครับ หรือเอกอัครราชทูตทั้งหลายที่ประจำประเทศต่าง ๆ ท่านไปลงทะเบียนหรือร้องขอความช่วยเหลือ หรือทิ้งเบอร์ไว้ หรือจะติดต่อพูดคุยอะไรทั้งหลาย ได้ในทุก ๆ ที่ทั่วโลกเลยนะครับ ซึ่งเราเคยเบอร์โทร. อะไรต่าง ๆ ไปบ้างแล้วนะครับ ทางเจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่สถานทูตนั้นจะเป็นผู้รับเรื่อง แล้วก็จะจัดลำดับความสำคัญ แล้วก็จะดูแลช่วยเหลือท่านนะครับ จนกระทั่งถ้าท่านสามารถอยู่ตรงนั้นได้ ก็จะมีบางทีก็เอาถุงยังชีพไปให้ท่าน ถ้าต้องการที่จะกลับอย่างไร เดี๋ยวกระบวนการของการพากลับ ก็จะเกิดขึ้นตามที่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมนะครับ ครับผม (คุณปวีณา) ค่ะ อีก 1 มาตรการที่มีการสอบถามเข้ามา ก็คือเรื่องของการเปิดร้านค้า เปิดตลาด หรือสถานประกอบการ ถึงแม้ว่าตอนนี้นี่จะยังไม่ได้มีการกำหนดชัดเจน แต่มีการตั้งข้อสงสัยแล้วก็คำถามว่า จากที่เราจะขอความร่วมมือนี่ เราปรับเปลี่ยนได้ไหมคะ เป็นให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขออกเป็นข้อบังคับ เพื่อให้สถานประกอบการนั้น ๆ นี่ ต้องทำตาม เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด แล้วก็ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจด้วยค่ะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ครับ จริง ๆ ก็มีอยู่แล้วนะครับ ในการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วก็เขาจะมีเรื่องของข้อ 11 มาตรการ การป้องกันโรค ซึ่งก็ต้องถือเป็น… เขาเรียกอะไร มาตรฐานกลาง ซึ่งทุก ๆ ท่านจะต้องทำ ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่นนะครับ ที่ข้อกำหนดตรงนี้ที่มีอยู่ในมือผมนี่ พอดีนี่ ให้มีมาตรการการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนด เพื่อใช้ในการปฏิบัติในการทั่วไป หรือใช้ในกรณีผ่อนผัน หรือยกเว้นการปฏิบัติ ตามข้อกำหนดดังนี้ ให้ทำความสะอาดโดยการเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสของสถานที่ที่เกี่ยวข้องก่อนจัดกิจกรรม หรือกำจัดขยะมูลฝอยเป็นประจำทุกวัน ให้เจ้าหน้าที่ผู้ประกอบการ ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมกิจกรรม ใช้หน้ากากอนามัย หรือสวมหน้ากากนะครับ ล้างมือก็พูดถึง นั่งเว้นระยะ หรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อเป็นการป้องกันติดต่อสัมผัสครับ สิ่งเหล่านี้มีปราฏอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรทั้งหลาย มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการพื้นฐาน ที่ท่านต้องร่วมมือ ให้ความร่วมมือ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นกิจการที่จะต้องค้าขาย จะต้องขายของกันอย่างที่เห็นนะ ผมเห็นน่ารักมากเลย มีคนขายอาหารที่จะเป็นตักตามสั่งน่ะนะครับ แล้วเขาก็ติดป้ายข้างหน้าบอกว่า ถ้าไม่สวมหน้ากากอนามัยก็ให้ไปยืนห่าง ๆ หน่อยนะครับ แล้วก็เว้นไป 14 วันแล้วค่อยมาเจอกัน อย่างนี้นะครับ น่ารักมากนะครับ แต่ถ้าเป็นคนที่ใส่หน้ากากอนามัยก็มาเลย เขาก็บริการให้ก่อนอะไรอย่างนี้ครับ บางทีก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคงแล้วช่วยกันดูแล หลาย ๆ คนก็รู้เรื่องนี้ หลาย ๆ คนก็ปฏิบัติได้อย่างดี เอาคนที่ปฏิบัติได้อย่างดี นี่นะครับมาช่วยให้สังคมเราอยู่อย่างปลอดภัยอย่างนี้นะครับ แล้วก็ช่วยกัน คนที่ยังไม่ได้อยู่ในกรอบ อยู่ในการปฏิบัตินี้ก็เข้ามาสู่วิถีชีวิต ชีวิตวิถีใหม่อย่างนี้นะครับ เราก็จะได้อยู่ด้วยกันทุกคน พอทุก ๆ คนทำเหมือนกันมันเป็นภาพที่น่ารักมากเลยครับ แล้วอย่างที่ผมชมทุก ๆ ครั้งเวลาขับรถมาที่ทำเนียบนี้ ก็จะผ่านนะครับ ก็จะมองเห็นคนร่วมมือกันใส่หน้ากากกันกลายเป็นเรื่องปกติ อันนี้ก็จะเป็นภาพที่เราจะเห็นชินตา แล้วก็ทำเป็นเรื่องปกติไปนะครับ ขอบคุณครับ (คุณปวีณา) ค่ะ สุดท้ายนะคะ ให้ทางท่านโฆษกฯ ฝากประเด็น เพิ่มเติมถึงประชาชนที่ติดตามการแถลงข่าวทางบ้านค่ะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ครับ เพื่อกระชับนะครับ ก็ขอฝากคำเดิมนี่นะครับ ชีวิตวิถีใหม่นะครับ เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องปรับตัว ผมก็ต้องปรับตัว ทุกคนต้องปรับตัว แล้วเราก็จะมีชีวิตที่มีความสุขกับกิจกรรมทุก ๆ กิจกรรมที่จะมา สามารถทำได้ทั้งสิ้นครับ ท่านจะค้าขาย ท่านจะอยู่ที่บ้าน ท่านจะทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ให้ระลึกรู้ว่าเราต้องมีชีวิตวิถีใหม่ ในมาตรการต่าง ๆ ที่พูดออกไปนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นใส่หน้ากาก ล้างมือนะครับ กินช้อนตัวเองทั้งหลายเหล่านี้ ทำจนกระทั่งเป็นประจำ ก็จะเป็นสิ่งที่เราป้องกัน เราก็ไม่ป่วย ญาติของเราก็ไม่ป่วย ทั้งประเทศก็ไม่ป่วย แล้วเราก็จะประสบความสำเร็จไปพร้อม ๆ กัน ที่สุดแล้วการกลับมาสู่ภาคปกตินะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้า การขาย เศรษฐกิจก็จะกลับมา ได้โดยเร็ว โดยที่มีการสูญเสียน้อยที่สุด ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้ความร่วมมือครับ (คุณปวีณา) ค่ะ กราบขอบพระคุณนะคะ ท่านโฆษก ศบค. นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน นะคะ ก็สรุปเรื่องของสถานการณ์วันนี้นะคะ เบื้องต้นนี่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 7 คนนะคะ วันนี้ถือว่าเป็นการคงตัวเลขหลักหน่วยเลขเดียวนี่ เป็นวันที่ 2 ต่อเนื่องแล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็นข่าวดี แต่ว่าอย่างที่ทาง นายแพทย์ ทวีศิลป์ เน้นย้ำนะคะ ว่าตอนนี้นี่เราก็ยังไม่สามารถที่จะนิ่งนอนใจได้ ลำดับต่อไปนะคะ ในช่วงของการแถลงข่าวของเรา ซึ่งเป็นประจำทุกวันค่ะ เราจะเป็นการสรุปประเด็นเรื่องของการแถลงข่าว ทั้งเรื่องของสถานการณ์โรคที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มาตรการนะคะ ที่ภาครัฐมีเพิ่มเติมออกมาในแต่ละวัน รวมถึงเรื่องของการดูแลคนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ นะคะ เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกันมากยิ่งขึ้นทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยและทั่วโลกค่ะ เรียนเชิญทางท่านณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สรุปประเด็นการแถลงข่าวเป็นภาคภาษาอังกฤษค่ะ (คุณณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ) ครับ สวัสดีครับ ก็จากกระทรวงการต่างประเทศนะคะ ก็ขออนุญาตสรุปคำแถลงของท่านโฆษกฯ เป็นภาษาอังกฤษทุกวันนะครับ เพื่อประโยชน์ของสื่อมวลชน ชาวต่างชาติ แล้วก็เพื่อให้โลกได้รับทราบว่าไทยเราก็มุ่งมั่นร่วมมือ แล้วก็เป็นหนึ่งเดียวนะครับ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณณัฐภาณุ) อดทนอีกนิดเราก็จะผ่านมันไปได้ [ภาษาต่างประเทศ] (คุณณัฐภาณุ) สวัสดีครับ (คุณปวีณา) ค่ะ ขอบพระคุณนะคะ ท่านณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ นะคะ อย่างที่ท่านบอกว่าอดทนอีกนิด แล้วเราก็จะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะคะ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนสามารถช่วยกันได้ เรื่องของชีวิตวิถีใหม่ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะคะ สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างระหว่างกัน ก็จะช่วยให้เราสามารถดูแลทั้งตัวเราเองและคนใกล้ชิดได้ วันนี้หมดเวลาของการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 แล้วนะคะ ดิฉันปวีณา ฟักทอง พร้อมทีมงานลาไปก่อน สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี] [สิ้นสุดการถอดบทความ]