﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.005 --> 00:00:08.005

3
00:00:08.006 --> 00:00:12.006

4
00:00:12.008 --> 00:00:16.008

5
00:00:16.010 --> 00:00:20.010
ครูชื่อชสคล

6
00:00:20.010 --> 00:00:24.010
วิทยาคมค่ะ ครั้งที่แล้วนะคะ ครูได้พูดถึงวรรณคดี

7
00:00:24.011 --> 00:00:28.011
ในเบื้องต้นนะคะ ในวันนี้นะคะ เราจะมาพูดถึงเรื่อง

8
00:00:28.012 --> 00:00:32.012

9
00:00:32.017 --> 00:00:36.017
เราจะมาทำความรู้จักกับคำว่าวรรณคดีและ

10
00:00:36.030 --> 00:00:40.030
งานศิลปะที่ใช้ภาษาเป็นสื่อเรียกว่า "

11
00:00:40.031 --> 00:00:44.031
วรรณกรรม เป็นผลงานสร้างสรรค์

12
00:00:44.035 --> 00:00:48.035
และความนึกคิดของมนุษย์ค่ะ วรรณกรรมเรื่องใดที่คนอ่านแล้ว

13
00:00:48.036 --> 00:00:52.036
อ่านอีก แล้วก็ถ่ายทอดสืบต่อกันมาอย่างช้านาน

14
00:00:52.037 --> 00:00:56.037
ที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษา

15
00:00:56.038 --> 00:01:00.038
อย่างหนึ่ง และมีกลุ่มบุคคลในอดีตกล่าวยกย่องไว้อีก

16
00:01:00.039 --> 00:01:04.039
อย่างหนึ่ง เราเรียกวรรณกรรมประเภทนี้ว่าวรรณคดีค่ะ

17
00:01:04.040 --> 00:01:08.040
ซึ่งวรรณคดีนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งจากวรรกรรม

18
00:01:08.041 --> 00:01:12.041
งานเขียนค่ะ และเพื่อแยกออกมาจากวรรณคดีในปัจจุบัน

19
00:01:12.047 --> 00:01:16.047
เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น ที่เราอ่านกันอยู่ทุกวันนี้ เรา

20
00:01:16.048 --> 00:01:20.048
จะเน้นแล้วเจาะลงไปอีกว่าเป็นผลงานบรรพ

21
00:01:20.048 --> 00:01:24.048
ของคนไทยสร้างสรรค์ และสืบทอดมาจนถึงลูกหบลาน

22
00:01:24.050 --> 00:01:28.050
วรรณคดีของคนโบราณนั้นว่า "วรรณคดีมรดก" ค่ะ

23
00:01:28.052 --> 00:01:32.052
ตัวอย่างเช่น วรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระร่วง

24
00:01:32.052 --> 00:01:36.052
รามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน เป็นต้นค่ะ

25
00:01:36.057 --> 00:01:40.057
และเนื่องจากวรรณคดีใช้ภาษาเป็นสื่อ และ

26
00:01:40.057 --> 00:01:44.057
ภาษาก็มีทั้งที่เป็นคำพูดและเป็นตัวอักษร

27
00:01:44.058 --> 00:01:48.058
เราจึงอาจจำแนกวรรณคดีออกเป็น 2 ประเภท เช่น

28
00:01:48.059 --> 00:01:52.059
วรรณคดีมุขปาฐะ ซึ่งสืบต่อ

29
00:01:52.060 --> 00:01:56.060
กันมาแบบปากต่อปากนั่นเอง เช่น เพลงพื้นบ้าน

30
00:01:56.060 --> 00:02:00.060
บทร้องเล่นเป็นต้นนะคะ และวรรณคดีลายลักษณ์

31
00:02:00.061 --> 00:02:04.061
ซึ่งได้แก่การจดบันทึกไว้ในสมุดไทย

32
00:02:04.063 --> 00:02:08.063
ต้นฉบับใบลานหรือมีพิมพ์เผยแพร่แล้ว

33
00:02:08.063 --> 00:02:12.063
เป็นต้นค่ะ วรรณคดีอาจจำแนก

34
00:02:12.064 --> 00:02:16.064
งาน เป็นวรรรณคดีท้องถิ่นและวรรณคดีราชสำนัก

35
00:02:16.066 --> 00:02:20.066
นะคะ ซึ่งวรรณคดีท้องถิ่น เช่น นิทานชาวบ้าน

36
00:02:20.067 --> 00:02:24.067
ถิ่นอีสาน ถิ่นใต้ หรือวรรณคดีราชสำนัก

37
00:02:24.067 --> 00:02:28.067
ส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานของพระมหากษัตริย์ หรือข้า

38
00:02:28.069 --> 00:02:32.069
เช่น วรรณคดีเรื่อง อิเหนา ตะเลงพ่าย

39
00:02:32.069 --> 00:02:36.069
นิราศภูเขาทองค่ะ เมื่อเราอ่านวรรณคดีแล้ว รู้

40
00:02:36.070 --> 00:02:40.070
จุดมุ่งหมายแล้ว สิ่งที่เราจะต้องหาให้ได้จากวรรณคดีนะคะ

41
00:02:40.071 --> 00:02:44.071
ก็คือคุณค่าของวรรณคดีค่ะ วรรณคดีมีบทบาท

42
00:02:44.072 --> 00:02:48.072
งานศิลปะประเภทอื่น ๆ ค่ะ ซึ่งสร้างควม

43
00:02:48.073 --> 00:02:52.073
จรรโลงใจด้วย ความบันเทิงใจ ก็คือความอิ่มอกอิ่มใจ

44
00:02:52.085 --> 00:02:56.085
อิ่มอารมณ์เมื่อได้เสพรสงานศิลปะ

45
00:02:56.087 --> 00:03:00.087
เมื่อเราได้เสพรสของอาหารนั่นเอง ส่วนความจรรโลจใจ

46
00:03:00.088 --> 00:03:04.088
หมายถึงสิ่งที่ทำให้เราเกิดความผ่องแพ่ว

47
00:03:04.089 --> 00:03:08.089
ร่าเริง หายจากความหมกมุ่นกังวลใจ

48
00:03:08.091 --> 00:03:12.091
ขัดเกลาและมีอารมณ์ที่กล่อมเกลาแล้ว

49
00:03:12.091 --> 00:03:16.091
เป็นสิ่งที่กล่อมมนุษย์

50
00:03:16.092 --> 00:03:20.092
และความเป็นจริงของชีวิตนั่นเองค่ะ โดยทั่วไปแล้ว

51
00:03:20.094 --> 00:03:24.094
เรามักถือกันว่า บทบาทสำคัญของวรรณคดี

52
00:03:24.095 --> 00:03:28.095
ก็คือการให้บันเทิงใจมากกว่าจันโลงใจ

53
00:03:28.097 --> 00:03:32.097
หากลองพิจารณาดูวรรณคดีจริง ๆ แล้วนะคะ

54
00:03:32.098 --> 00:03:36.098
แล้วจะพบว่าบทบาททั้ง 2 น่ะ มีความสำคัญ

55
00:03:36.098 --> 00:03:40.098
ควบคู่กันมาค่ะ กวีไทย

56
00:03:40.098 --> 00:03:44.098
ประพันธ์ให้มีความเพลิดเพลินด้วย

57
00:03:44.102 --> 00:03:48.102
ของผู้อ่านหรือผู้ฟังไปด้วย

58
00:03:48.103 --> 00:03:52.103
ทั้งคุณค่าทางด้านอารมณ์และคุณค่าทางด้านจิตใจ

59
00:03:52.104 --> 00:03:56.104
มาดูกันค่ะ ว่าคุณค่าทางด้านอารมณ์เป็นอย่างไร

60
00:03:56.105 --> 00:04:00.105
ทุกวันนี้เราหาความเพลิดเพลินใจจากการท่องเที่ยว ดูหนังสือ

61
00:04:00.106 --> 00:04:04.106
ดูภาพยนตร์ ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสทอ

62
00:04:04.109 --> 00:04:08.109
ไม่มีโอกาสเช่นนี้ใช่ไหมคะ สิ่งจรรโลงใจของเขาคือ

63
00:04:08.110 --> 00:04:12.110
การดูมหรศพ เช่น โขน ละคะ

64
00:04:12.110 --> 00:04:16.110
แต่งหนังสือขึ้นมาเพื่อใช้เป็นบทในการแสดงมหรสพ

65
00:04:16.111 --> 00:04:20.111
เช่น รามเกียรติเป็นบทภาคโขน

66
00:04:20.112 --> 00:04:24.112
เป็นต้น เนื้อเรื่องของวรรณคดีประเภทนี้เน้นเรื่อง

67
00:04:24.113 --> 00:04:28.113
และชวนติดตามค่ะ เช่น เรื่องของการพจญภัย เรื่องรัก

68
00:04:28.114 --> 00:04:32.114
เรื่องรบ เป็นต้น แต่ขณะเดียวกันวรรณคดีประเภทน

69
00:04:32.116 --> 00:04:36.116
ก็แต่งไว้สำหรับอ่านด้วย เช่นเดียวกับวรรณคดีประเภท

70
00:04:36.116 --> 00:04:40.116
ด้วยค่ะ ในการอ่านหนังสือของคนสมัยก่อน

71
00:04:40.118 --> 00:04:44.118
นะคะ ส่วนใหญ่มักไม่อ่านเงียบ ๆ อยู่ในใจ ไม่อ่านออกเสียง

72
00:04:44.118 --> 00:04:48.118
อย่างเช่นทุกวันนี้นะคะนักเรียน แต่จะอ่านออกเสียงค่ะ

73
00:04:48.119 --> 00:04:52.119
เนื้อเรื่องที่สนุกสนาน เพื่อการฟังความไพเราะไปด้วย

74
00:04:52.120 --> 00:04:56.120
ความอิ่มอารมณ์ของวรรณคดีจึง

75
00:04:56.120 --> 00:05:00.120
ชวนติดตาม และเสียงไพเราะที่ทำให้เพลินอารมณ์ค่ะ

76
00:05:00.120 --> 00:05:04.120
ในการประพันธ์วรรณคดีจึงต้องคำนึงถึงเสียงของคำประพันธ์เป็นสำคัญค่ะ

77
00:05:04.121 --> 00:05:08.121
คุณค่าทางด้านที่ 2 ก็คือคุณค่าทางด้านคุณธรรมค่าะ

78
00:05:08.123 --> 00:05:12.123
เมื่อนักเรียนลองพิจารณาวรรณคดีไทย

79
00:05:12.123 --> 00:05:16.123
จะพบว่ากวีมีความตั้งใจ ที่จะแสดงคุณธรรมไว้

80
00:05:16.125 --> 00:05:20.125
ในผลงานของตนค่ะ อาจจะเป็นทางตรงในวรรณคดี

81
00:05:20.126 --> 00:05:24.126
คำสอน หรืออาจจะเป็นทางอ้อมที่จบลงด้วยข้อคิด

82
00:05:24.135 --> 00:05:28.135
ข้อคิดหรือคติเตือนใจ ตัวอย่างประเภทแรก

83
00:05:28.137 --> 00:05:32.137
จะพบได้จากวรรณคดีที่คนไทย

84
00:05:32.137 --> 00:05:36.137
ให้เป็นปึกแผ่น วรรณคดีสมัยนั้น

85
00:05:36.137 --> 00:05:40.137
คติ เป็นข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต

86
00:05:40.139 --> 00:05:44.139
ส่วนวรรณคดีบรรเทิง กวีจะแฝง

87
00:05:44.141 --> 00:05:48.141
อาจปรากฏในคำพูดของตัวละคร

88
00:05:48.142 --> 00:05:52.142
ต่อ ๆ กันมา จะกลายเป็นคติสอนใจค่ะ อย่างเช่นคำสอนของฤษี

89
00:05:52.153 --> 00:05:56.153
ในเรื่องพระอภัยมณี ฤาษีเห็นว่า

90
00:05:56.154 --> 00:06:00.154
มากเกินไปจึงเสียทีชีเปลือย ชีเปลือยหลอกให้สุดสาคร

91
00:06:00.154 --> 00:06:04.154
ไปเรียนมนต์บนเขา แล้วผลักตกเหว

92
00:06:04.154 --> 00:06:08.154
ม้านิลมังกรไป ฤษีมาช่วยสุดสาครได้

93
00:06:08.155 --> 00:06:12.155
แล้วก็ให้คำสอนว่า อย่าไว้ใจมนุษย์

94
00:06:12.155 --> 00:06:16.155
สุดลึกล้ำ เหนือกำหนด ถึงเถาวลย์

95
00:06:16.157 --> 00:06:20.157
พันเกี่ยว ที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดหนึ่งใน

96
00:06:20.157 --> 00:06:24.157
น้ำใจคน เห็นไหมคะว่านี่เป็นคำสอนที่หลาย ๆ คนได้ยิน

97
00:06:24.158 --> 00:06:28.158
นะคะ แล้วก็ถูกใช้สอนมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

98
00:06:28.160 --> 00:06:32.160
วรรณคดียังน่าจะเป็นทางหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจมนุษย์

99
00:06:32.161 --> 00:06:36.161
ได้มากขึ้นด้วยนะคะ ปฏิกิริยาที่ตัวละครแสดงออก

100
00:06:36.161 --> 00:06:40.161
ก็เหมือนที่มนุษย์ทั่วไปมีค่ะ แต่อาจจะต่างไป

101
00:06:40.172 --> 00:06:44.172
เพราะเงื่อนไขที่กำหนดด้วยค่านิยม และความเชื่อ

102
00:06:44.173 --> 00:06:48.173
ยุคสมัยและถิ่นที่ วรรณคดีไม่ได้เกิดจาก

103
00:06:48.178 --> 00:06:52.178
ส่วนหนึ่งเกิดจากประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์

104
00:06:52.179 --> 00:06:56.179
หรือนักเขียนถ่ายทอดไว้ในผลงานก็คือมุมมองของชีวิต

105
00:06:56.180 --> 00:07:00.180
หรือบทวิจารณ์ที่เขามีต่อชีวิต บท

106
00:07:00.182 --> 00:07:04.182
วิจาร

107
00:07:04.182 --> 00:07:08.182
พระราม ที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีโบราณ

108
00:07:08.182 --> 00:07:12.182
เรื่องของมนุษย์ที่มีความรัก โลภ โกรธ

109
00:07:12.196 --> 00:07:16.196
และหลงนั่นเองค่ะ แสดงออกกันไปด้วยบทบาท

110
00:07:16.196 --> 00:07:20.196
ของนนทกชวนให้เราคิด ว่านนทก

111
00:07:20.212 --> 00:07:24.212
ต้องพินาศเพราะใจกำเริบ อหังกา

112
00:07:24.212 --> 00:07:28.212
ตามไปเราก็น่าจะได้อะไรจากการอ่านวรรณคดีโบราณมากกว่า

113
00:07:28.213 --> 00:07:32.213
เพียงการเรื่องเพื่อเอาความบันเทิงใจอย่างเดียวนะคะ

114
00:07:32.214 --> 00:07:36.214
กำลังสัมผัสความนึกคิดของตัวละครในครั้งนั้น เราก็

115
00:07:36.216 --> 00:07:40.216
อาจจะรู้สึกว่าความคิดนี้ หรือว่าความรู้สึกอย่างนี้

116
00:07:40.216 --> 00:07:44.216
ก็เคยเกิดขึ้นในใจกับเราหรือคนใกล้ชิดกับเราเช่นเดียวกัน

117
00:07:44.216 --> 00:07:48.216
ค่ะ และที่สำคัญคำนี้ค่ะ นักเรียน

118
00:07:48.217 --> 00:07:52.217
จะต้องรู้จักกับคำว่า "ค่านิยม" ด้วยนะคะ

119
00:07:52.218 --> 00:07:56.218
ก็หมายถึงความรู้สึก ความคิด หรือความเชื่อของมนุษย์

120
00:07:56.229 --> 00:08:00.229
มีความหมาย หรือมีความสำคัญต่อตน หรือกลุ่มของตน

121
00:08:00.241 --> 00:08:04.241
เพียงใด ค่านิยมจึ

122
00:08:04.243 --> 00:08:08.243
กระทำสิ่งหนึ่งหรือเว้นกระทำสิ่งหนึ่ง เช่น

123
00:08:08.255 --> 00:08:12.255
เรื่องการรักนวลสงวนตัว ทำให้หญิงไทยประพฤติตน

124
00:08:12.255 --> 00:08:16.255
เป็นกุลสตรี ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจ

125
00:08:16.255 --> 00:08:20.255
ก่อนห่ามค่ะ เมื่อเรารู้ถึงคุณค่าของวรรณคดีแล้ว

126
00:08:20.256 --> 00:08:24.256
นอกจากนี้จากที่คุณครูได้บอกไปเบื้องต้นนะคะ

127
00:08:24.257 --> 00:08:28.257
ก็เหมือนกับศิลปะประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นศิลปะ

128
00:08:28.257 --> 00:08:32.257
ในวรรคดีหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วรรณศิลป์

129
00:08:32.258 --> 00:08:36.258
จะต้องเรียนรู้ด้วยเช่นกันค่ะ ศิลปปะหาร

130
00:08:36.258 --> 00:08:40.258
สร้างสรรค์วรรณคดีให้มีความงาม ความไพเราะ

131
00:08:40.259 --> 00:08:44.259
และความหมาย เป็นที่จับใจผู้อ่าน

132
00:08:44.264 --> 00:08:48.264

133
00:08:48.266 --> 00:08:52.266
แต่จะต้องคิดกลวิธีเพื่อให้ผลงาน

134
00:08:52.266 --> 00:08:56.266
ออกมาอย่างเหมาะเจาะ เพื่อสื่อถึงความหมาย

135
00:08:56.267 --> 00:09:00.267
ด้วยวิธีการประพันธ์ที่สำคัญ

136
00:09:00.269 --> 00:09:04.269
ในที่นี้จะกล่าวถึงการเล่นเสียง เล่นคำ และภาพพจน์ค่ะ

137
00:09:04.275 --> 00:09:08.275

138
00:09:08.277 --> 00:09:12.277
ให้มีเสียงสัมผัสเป็นพิเศษกว่าปกติ เพื่อให้

139
00:09:12.278 --> 00:09:16.278
เสียงที่ไพเราะน่าฟัง และเพื่ออวดฝีมือของกวีด้วย

140
00:09:16.280 --> 00:09:20.280
มีทั้งการเล่นเสียงพยัญชนะ การเล่นเสียงสระ

141
00:09:20.280 --> 00:09:24.280
วรรณยุกต์ค่ะ ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้ค่ะ

142
00:09:24.282 --> 00:09:28.282
จิบจับเจา ....

143
00:09:28.282 --> 00:09:32.282
จันจาจ่าจ้า คันคอย

144
00:09:32.284 --> 00:09:36.284
ค่อยคอยหา เห็นโทษ ซ้อนซ่อน

145
00:09:36.284 --> 00:09:40.284
นิ่งเร้าเอาขวัญ จากโคลงอักษร 3 หมู่ ของ

146
00:09:40.285 --> 00:09:44.285
พระศรีมโหสทค่ะ นักเรียนจะสังเกต

147
00:09:44.286 --> 00:09:48.286
ได้ว่ามีการเล่นเสียงพยัญชนะนะคะ ก็คือเล่นเสียง

148
00:09:48.288 --> 00:09:52.288
หลายพยางค์ติด ๆ กัน คำประพันธ์ร้อยกรอง

149
00:09:52.288 --> 00:09:56.288
สัมผัสพยัญชนะค่ะ แต่กวีก็ใช้เสียงสัมผัสพยัญชนะ

150
00:09:56.289 --> 00:10:00.289
เพื่อให้มีความไพเราะ ปกตินี้มีการประสาน

151
00:10:00.299 --> 00:10:04.299
เสียง 2-3 เสียง ตัวอย่างเช่นนะคะ ปัญญา

152
00:10:04.299 --> 00:10:08.299
ตรองตริ ล้ำลึกหลาย

153
00:10:08.299 --> 00:10:12.299
พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

154
00:10:12.299 --> 00:10:16.299
มีเสียงสัมผัสพยัญชนะ ก็คือ ตรอง และ ติ

155
00:10:16.301 --> 00:10:20.301
ลึก หลาย นะคะ แต่ในโครงอักษร 3 หมู่ที่ยก

156
00:10:20.303 --> 00:10:24.303
มาข้างต้นนี้ มีสัมผัสพยัญชนะดังนี้ค่ะ

157
00:10:24.304 --> 00:10:28.304
บาทแรกค่ะใช้เสียงพยัญชนะ จอ ค่ะ

158
00:10:28.306 --> 00:10:32.306
ติดกัน 5 เสียง ก็คื จิบ จับ

159
00:10:32.307 --> 00:10:36.307
เจา เจ่า เจ้า นะคะ บาทที่ 2 ค่ะ

160
00:10:36.308 --> 00:10:40.308
ใช้เสียงพยัญชนะ จ. ติดกันถึง 7 เสียง

161
00:10:40.308 --> 00:10:44.308
ก็คือจอกจากจันจา จ่าจ้า

162
00:10:44.311 --> 00:10:48.311
บาทที่ 3 ใช้เสียงพยัญชนะ "

163
00:10:48.313 --> 00:10:52.313
เคอะติดกัน 4 เสียง ก็คือ เคา คอ

164
00:10:52.315 --> 00:10:56.315
ค่อย คอย นะคะ และบาทที่ 4 ค่ะ ใช้พยัญชนะ ซ.ซ

165
00:10:56.315 --> 00:11:00.315
นะคะ หรือ เซอะติดกัน 4 เสียง ก็คือ ซอน

166
00:11:00.316 --> 00:11:04.316
ซ่อน ซ้อน ซิ่ว นะคะ ซึ่งการใช้เสียงใน

167
00:11:04.317 --> 00:11:08.317
ลักษณะนี้นะคะ เราเรียกว่า "การเล่นเสียงพยัญชนะ" ค่ะ

168
00:11:08.318 --> 00:11:12.318
ในการเล่นเสียงสระนะคะ ก็คือการใช้เสียงสระติด ๆ กัน

169
00:11:12.319 --> 00:11:16.319
สัมผัสสระหลายพยางค์ติด ๆ กันค่ะ

170
00:11:16.319 --> 00:11:20.319
มีสัมผัสสระเป็นสัมผัสนอกตามข้อฉันทลักษณ์

171
00:11:20.320 --> 00:11:24.320
อยู่แล้ว แต่กวีได้เพิ่มสัมผัสสระในวรรคอีก

172
00:11:24.321 --> 00:11:28.321
โดยมีคำที่เล่นเสียงพยัญชนะมาใช้ด้วยกัน

173
00:11:28.322 --> 00:11:32.322
กันอีก ได้แก่ เจาเจ่าเจ้า เสียงสระเอาค่ะ

174
00:11:32.335 --> 00:11:36.335
ค่ะ จั่น จัน เสียงสระอะ

175
00:11:36.335 --> 00:11:40.335
แม่กน จาจ่าจ้า

176
00:11:40.336 --> 00:11:44.336

177
00:11:44.340 --> 00:11:48.340
ซอนซ่อนซ้อน เสียงสระออและแม่กน

178
00:11:48.340 --> 00:11:52.340
ค่ะ การใช้เสียงสัมผัสลักษณะนี้ คือ

179
00:11:52.340 --> 00:11:56.340
การเล่นเสียงสระนั่นเองค่ะ

180
00:11:56.342 --> 00:12:00.342
ต่อไปค่ะ เป็นการเล่นเสียงวรรณยุกต์ค่ะ

181
00:12:00.344 --> 00:12:04.344
ก็คือการใช้คำที่ไล่ระดับเสียงจาก 2-

182
00:12:04.344 --> 00:12:08.344
3 ระดับ เป็นชุด ๆ ไป ตัวอย่างของโคลงบทนี้ได้แก่

183
00:12:08.345 --> 00:12:12.345
เจา เจ่า เจ้า เสียงสามัญเอกโท

184
00:12:12.346 --> 00:12:16.346
จั่น จัน เสียงสามัญ

185
00:12:16.352 --> 00:12:20.352
เสียงสามัญเอกโท ค้อยค่อย

186
00:12:20.352 --> 00:12:24.352
คอย เสียงตรี โท

187
00:12:24.355 --> 00:12:28.355
เสียงสามัญ โท และตรีค่ะ

188
00:12:28.356 --> 00:12:32.356
การเล่นเสียงทั้ง 3 ลักษณะนี้ค่ะ ทำได้ยากค่ะ

189
00:12:32.357 --> 00:12:36.357
มุ่งเน้นเรื่องใช้คำให้เกิดเสียงไพเราะเวลาประพันธ์

190
00:12:36.361 --> 00:12:40.361
แต่ก็ต้องคำนึงถึงความหมายของบทประพันธ์

191
00:12:40.362 --> 00:12:44.362
ข้างต้นนี้กวีบรรยายภาพนกกระจิบ ที่เกาะอยู่

192
00:12:44.362 --> 00:12:48.362
จนกระทั่งนกตัวที่เป็นเจ้าของรังกลับมาค่ะ

193
00:12:48.362 --> 00:12:52.362
และนกกระจับก็ส่งเสียงร้อง

194
00:12:52.362 --> 00:12:56.362
นกเค้าที่เฝ้าคอยอยู่นั้น

195
00:12:56.364 --> 00:13:00.364
และซ้อนหน้าแม้จะอยู่นิ่ง ๆ ยังน่ากลัว เห็นไหมคะ

196
00:13:00.364 --> 00:13:04.364
ทั้งความสามารถในการสรรคำ และความหมายของคำด้วย

197
00:13:04.366 --> 00:13:08.366
นะคะ อันนี้ตัวอย่างการเล่นเสียงอีกประเภทหนึ่งนะคะ

198
00:13:08.374 --> 00:13:12.374
กาบและโคลงบทต่อไปนี้

199
00:13:12.374 --> 00:13:16.374
งูสุดสู้

200
00:13:16.375 --> 00:13:20.375
หนูมูทู รูงูขู่ ฟุดด

201
00:13:20.376 --> 00:13:24.376
หนูสู่รูงูงู สุดสู้

202
00:13:24.376 --> 00:13:28.376
หนูสู้ งูอยู่ หนูรู้งูงูรู้

203
00:13:28.377 --> 00:13:32.377
รูปทู่มูทู่ กาพย์ห่อโครงประพาททองแดง

204
00:13:32.377 --> 00:13:36.377
พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเ

205
00:13:36.378 --> 00:13:40.378
จะเห็นว่ามีการใช้สัมผัสสระ

206
00:13:40.379 --> 00:13:44.379
นะคะ แล้วก็สัมผัสพยัญชนะได้อย่างดีเลย

207
00:13:44.379 --> 00:13:48.379
ต่อไปเรามาฝากไว้ที่กิจกรรมท้ายบทเรียนนะคะ

208
00:13:48.379 --> 00:13:52.379
นักเรียนลองพิจารณาดูว่า บทประพันธ์

209
00:13:52.380 --> 00:13:56.380
ถนัดในเบื้องหน้า โน้นก็เขาใหญ่

210
00:13:56.393 --> 00:14:00.393
อย่างพยัฆเมฆ มีพันเขียว

211
00:14:00.395 --> 00:14:04.395
ดังลายรัตนนพมณีแรม

212
00:14:04.406 --> 00:14:08.406
มีวรรณศิลป์ด้านการเล่นเสียงอย่างใดบ้าง

213
00:14:08.407 --> 00:14:12.407
ด้วยนะคะ ตอบคำถามลงในกระดาษ A4 ค่ะ ลองดูนะคะ

214
00:14:12.409 --> 00:14:16.409
นักเรียนทุกคนคงจะทำได้ค่ะ สำหรับวันนี้

215
00:14:16.410 --> 00:14:20.410
สวัสดีค่ะ (บรรยาย) ผลิตรายการโดย สำนักงานกรรมการ

216
00:14:20.411 --> 00:14:24.411
การศึกษาขั้นพื้นฐาน

217
00:14:24.411 --> 00:14:28.411

218
00:14:28.413 --> 00:14:32.413

219
00:14:32.413 --> 00:14:36.413

220
00:14:36.414 --> 00:14:40.414

221
00:14:40.416 --> 00:14:44.416

222
00:14:44.416 --> 00:14:48.416

223
00:14:48.418 --> 00:14:52.418

224
00:14:52.420 --> 00:14:56.420

225
00:14:56.421 --> 00:14:59.422


