﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ

2
00:00:04.006 --> 00:00:08.006
สวัสดีเด็ก ๆ ทุกคน

3
00:00:08.008 --> 00:00:12.008
บ่ายวันนี้นะคะ หัวข้อ

4
00:00:12.009 --> 00:00:16.009
ที่เราจะเรียนในวันนี้

5
00:00:16.011 --> 00:00:20.011
เป็นการใช้คำสั่งที่จะควบคุม

6
00:00:20.011 --> 00:00:24.011
การทำงานของโปรแกรมที่เป็นลักษณะ

7
00:00:24.012 --> 00:00:28.012
ที่เรียกว่า Control Flow มาครับ

8
00:00:28.013 --> 00:00:32.013

9
00:00:32.014 --> 00:00:36.014

10
00:00:36.014 --> 00:00:40.014

11
00:00:40.017 --> 00:00:44.017
ซึ่งจะมี...

12
00:00:44.020 --> 00:00:48.020

13
00:00:48.020 --> 00:00:52.020
ซึ่งจะมี 2 แบบ

14
00:00:52.022 --> 00:00:56.022
ด้วยกันนะคะ คำสั่งที่จะใช้ควบคุมการทำงานแบบ

15
00:00:56.022 --> 00:01:00.022
Control Flow นี่ มีอยู่ 2 ลักษณะ

16
00:01:00.023 --> 00:01:04.023
ก็คือสั่งแบบเงื่อนไข

17
00:01:04.024 --> 00:01:08.024
กับสั่งแบบให้ทำซ้ำ ก็คือมันจะควบคุม

18
00:01:08.030 --> 00:01:12.030
ให้โปรแกรมทำงานตามเงื่อนไข

19
00:01:12.031 --> 00:01:16.031
จะให้ทำงานตามเงื่อนไขที่เรากำหนด กับแบบที่ 2 จะ

20
00:01:16.031 --> 00:01:20.031
ให้โปรแกรมทำซ้ำ ทำซ้ำนะคะ

21
00:01:20.032 --> 00:01:24.032
ต้องทำซ้ำ ซึ่ง

22
00:01:24.033 --> 00:01:28.033
แบบเงื่อนไขเราจะเรียก

23
00:01:28.035 --> 00:01:32.035
ว่า conditional Statement

24
00:01:32.036 --> 00:01:36.036
เพื่อการทำงาน

25
00:01:36.038 --> 00:01:40.038
แบบมีเงื่อนไข กับถ้าแบบทำซ้ำนะคะ

26
00:01:40.039 --> 00:01:44.039
จะเรียกว่า Interletion Statement

27
00:01:44.039 --> 00:01:48.039
Interation Statement

28
00:01:48.039 --> 00:01:52.039
i

29
00:01:52.039 --> 00:01:56.039
วันนี้น่าจะได้แค่แบบเงื่อนไข ตัวเดียว

30
00:01:56.041 --> 00:02:00.041
ยาวนะคะ เพราะฉะนั้นหัวข้อในวันนี้เราจะ

31
00:02:00.041 --> 00:02:04.041
เขียนโปรแกรม นั่นไง

32
00:02:04.043 --> 00:02:08.043
ปอยเอ่ย ไวรัสแน่นอน

33
00:02:08.051 --> 00:02:12.051

34
00:02:12.053 --> 00:02:16.053
เราจะ

35
00:02:16.054 --> 00:02:20.054
เรียนหัวข้อนี้นะคะ คำสั่งแบบ

36
00:02:20.056 --> 00:02:24.000
มีเงื่อนไขนะคะ

37
00:02:24.057 --> 00:02:28.057
มาดูกันนะคะ ว่าเป็นอย่างไร

38
00:02:28.058 --> 00:02:32.058

39
00:02:32.060 --> 00:02:36.060
เห็นไหม กดผิดอันอีก

40
00:02:36.061 --> 00:02:40.061
ถัดไป

41
00:02:40.061 --> 00:02:44.061
คำสั่งแบบมีเงื่อนไขนะคะ

42
00:02:44.063 --> 00:02:48.063
ในไฟทอนจะมี

43
00:02:48.063 --> 00:02:52.063
3 ตัว จะมี 3 คำสั่ง

44
00:02:52.063 --> 00:02:56.063
ก็คือ if นั่นเอง if เงื่อนไข คือ ถ้า

45
00:02:56.067 --> 00:03:00.067
แบบที่ 1 คำสั่งที่ 1 คำสั่ง If ใช้ ณ

46
00:03:00.068 --> 00:03:04.068
เป็นคำสั่งที่ให้

47
00:03:04.069 --> 00:03:08.069
โปรแกรมนี่สร้างเงื่อนไขให้โปรแกรม

48
00:03:08.070 --> 00:03:12.070
กำหนดว่ามีเงื่อนไขว่าทำอย่างนี้

49
00:03:12.073 --> 00:03:16.073
แล้วได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร ได้แค่

50
00:03:16.075 --> 00:03:20.075
1 ทาง ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำงาน

51
00:03:20.076 --> 00:03:24.076
ก็คือมันจะทำงานก็ต่อเมื่อ มันจะทำงาน

52
00:03:24.078 --> 00:03:28.078
ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขที่กำหนดเป็นจริง

53
00:03:28.078 --> 00:03:32.078
ถึงจะทำนะคะ ถ้าใช้ If ตัวเดียว

54
00:03:32.079 --> 00:03:36.079
คำสั่งที่ 2 if แล้วมี Else

55
00:03:36.080 --> 00:03:40.080
ด้วย ถ้า If Else

56
00:03:40.081 --> 00:03:44.081
เป็นเงื่อนไขเหมือนกัน สำหรับ

57
00:03:44.082 --> 00:03:48.082
สร้างเงื่อนไขให้โปรแกรมไปทำงานตามเงื่อนที่กำหนด

58
00:03:48.083 --> 00:03:52.083
แต่ตัวนี้นะคะ ถ้าใช้ if else

59
00:03:52.084 --> 00:03:56.084
จะทำงานก็ต่อเมื่อ เห็นไหมคะ

60
00:03:56.092 --> 00:04:00.092

61
00:04:00.093 --> 00:04:04.093
โปรแกรมจะทำงานที่คำสั่ง Else

62
00:04:04.096 --> 00:04:08.096
else นะคะ else นะ

63
00:04:08.096 --> 00:04:12.096
ที่คำสั่ง if ไม่เป็นจริง

64
00:04:12.097 --> 00:04:16.097
มันจะต้อง... คือเวลาเขียนนี่

65
00:04:16.098 --> 00:04:20.098
If Else นี่ If จะขึ้นก่อน

66
00:04:20.099 --> 00:04:24.099
if ไม่เป็นจริง มันจะข้ามไปทำที่ else

67
00:04:24.100 --> 00:04:28.100
นะคะ จะต้องมี if ก่อน else นะคะ

68
00:04:28.101 --> 00:04:32.101
ก็คือถ้าเงื่อนไขไม่เป็นจริง

69
00:04:32.104 --> 00:04:36.104
ถึงจะเริ่มทำงานนะคะ ถ้าใช้ If Else

70
00:04:36.104 --> 00:04:40.104
ถ้าใช้ if เฉย ๆ เงื่อนไขต้องเป็นจริงเท่านั้นถึงจะ

71
00:04:40.106 --> 00:04:44.106
ทำนะคะ แต่ if else นี่ เงื่อนไขไม่เป็นจริง

72
00:04:44.107 --> 00:04:48.107
ใน If ไม่เป็นจริงถึงจะเริ่มทำงาน

73
00:04:48.117 --> 00:04:52.117
ส่วนตัวสุดท้าย

74
00:04:52.119 --> 00:04:56.119
มันมาจาก elif นะคะ

75
00:04:56.119 --> 00:05:00.119
นะคะ ก็จะเป็นการทำงานที่

76
00:05:00.121 --> 00:05:04.121
มีเงื่อนไข

77
00:05:04.123 --> 00:05:08.123
แบบเป็นทางเลือก ให้นึกถึงเหมือนสร้างเมนู

78
00:05:08.132 --> 00:05:12.132
นึกออกนะ เลือกเมนูที่ 1 ไปไหน เมนูที่

79
00:05:12.133 --> 00:05:16.133
2 ไปไหน นั่นคือแบบเป็นทางเลือกนะคะ ถ้าเป็น

80
00:05:16.134 --> 00:05:20.134
else if

81
00:05:20.136 --> 00:05:24.136
คำสั่ง Else  If จะใช้

82
00:05:24.137 --> 00:05:28.137
หลังจาก if เพราะฉะนั้นต้องมี if ขึ้นมาก่อน

83
00:05:28.138 --> 00:05:32.138
นะคะ และ else

84
00:05:32.140 --> 00:05:36.140
จะเป็นเงื่อนไขสุดท้าย เดี๋ยวมีรูปแบบให้ดู

85
00:05:36.141 --> 00:05:40.141
เวลาเขียนโปรแกรมเราบอกแล้วว่าจะต้องเขียน

86
00:05:40.141 --> 00:05:44.141
ตามรูปแบบนะคะ เขียนผิดรูปแบบ

87
00:05:44.141 --> 00:05:48.141
Sintax จะ Error

88
00:05:48.143 --> 00:05:52.143
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เด็ก ๆ จะต้องจำก็คือดูรูปแบบ

89
00:05:52.145 --> 00:05:56.145
ของแต่ละคำสั่งให้ดี ๆ นะคะ

90
00:05:56.145 --> 00:06:00.145
มันมี 3 ตัวนี้ รูปแบบมันจะไม่เหมือนกันนะ

91
00:06:00.146 --> 00:06:04.146
มันจะคล้าย ๆ อาจจะจำสลับ เพราะฉะนั้น สังเกตดี ๆ ด้วย

92
00:06:04.146 --> 00:06:08.146
นะคะ มาดูที่รูปแบบที่ 1

93
00:06:08.147 --> 00:06:12.147
ถ้า If ตัวเดียว

94
00:06:12.149 --> 00:06:16.149
นะคะ วิธีเขียน

95
00:06:16.150 --> 00:06:20.150
รูปแบบคำสั่ง if

96
00:06:20.151 --> 00:06:24.151
จะต้องพิมพ์คำว่า "if"

97
00:06:24.153 --> 00:06:28.153
ด้วยตัวเล็ก บอกแล้วว่า ถ้าเป็นคำสั่งนะคะ

98
00:06:28.155 --> 00:06:32.155
ถ้าพิมพ์คำสั่งใน Python

99
00:06:32.157 --> 00:06:36.157
จะใช้ตัวเล็กเสมอ if

100
00:06:36.158 --> 00:06:40.158
อันนี้แปลให้นะคะ if แล้ว

101
00:06:40.160 --> 00:06:44.160
ตามด้วยเงื่อนไข

102
00:06:44.171 --> 00:06:48.171
มันจะต้องมีคำสั่ง if แล้วตามด้วยเงื่อนไข

103
00:06:48.183 --> 00:06:52.183
ที่เรากำหนดเองนึกออกนะ

104
00:06:52.183 --> 00:06:56.183
นะคะ เสร็จแล้วจะต้อง...

105
00:06:56.185 --> 00:07:00.185
เมื่อพิมพ์ if แล้วตามด้วยเงื่อนไข

106
00:07:00.186 --> 00:07:04.186
เครื่องหมาย Colon เสมอนะคะ

107
00:07:04.186 --> 00:07:08.186
เมื่อใช้คำสั่ง if แล้วมีเงื่อนไข

108
00:07:08.198 --> 00:07:12.198
ถ้าไม่มีโคลอนปิด

109
00:07:12.198 --> 00:07:16.198
หรือไม่ก็ซินแท็ก

110
00:07:16.200 --> 00:07:20.200
รูปแบบตัวใดขาดไป

111
00:07:20.202 --> 00:07:24.202
นะคะ ขาดไม่ได้ เพราะบางครั้ง

112
00:07:24.202 --> 00:07:28.202
บางคำสั่งของ... ถ้าเป็น

113
00:07:28.203 --> 00:07:32.203
ภาษา C ส่วนใหญ่มันก็จะมีเครื่องหมายปิด

114
00:07:32.205 --> 00:07:36.205
อะไรอย่างนี้นะ แต่ถ้าใน Python

115
00:07:36.206 --> 00:07:40.206
เท่านั้นมันถึงจะมี Semi Colon มาปิด

116
00:07:40.215 --> 00:07:44.215
ต้องจำด้วยว่าตัวไหนที่ควรมี ตัวไหนไม่ควรมี

117
00:07:44.216 --> 00:07:48.216
เมื่อเสร็จประโยคที่บอกว่า if ตามด้วยเงื่อนไข

118
00:07:48.217 --> 00:07:52.217
และมีเงื่อนไขอะไรแล้ว ตามมาด้วยส่วนของคำสั่ง

119
00:07:52.218 --> 00:07:56.218
ต่อไปได้เลย คำสั่งที่จะให้โปรแกรมมันทำต่อไปน่ะ

120
00:07:56.232 --> 00:08:00.232
นึกออกนะคะ ก็คือ

121
00:08:00.234 --> 00:08:04.234
พอบอกเงื่อนไขเสร็จ

122
00:08:04.234 --> 00:08:08.234
เราจะให้มันทำอะไรให้แสดงผล หรือว่า

123
00:08:08.235 --> 00:08:12.235
อะไรก็แล้วแต่ นั่นก็คือคำสั่งที่จะให้พิมพ์ตามมา

124
00:08:12.236 --> 00:08:16.236
จะมีบรรทัดเดียวหรือ 2 บรรทัด 3 บรรทัดก็แล้วแต่

125
00:08:16.238 --> 00:08:20.238
แต่ในรูปแบบนี่เขียนแค่ 2 บรรทัด ไม่ได้บอกว่า

126
00:08:20.238 --> 00:08:24.238
มีคำสั่งแค่บรรทัดเดียว ไม่ใช่นะคะ

127
00:08:24.239 --> 00:08:28.239
อาจจะมี 2 ก็ได้ 3 ก็ได้แล้วแต่เราจะเขียนคำสั่ง

128
00:08:28.240 --> 00:08:32.240
อะไรเพิ่มเข้ามา นึกออกนะ

129
00:08:32.242 --> 00:08:36.242
จากรูปแบบ ลองมาดูตัวอย่าง

130
00:08:36.243 --> 00:08:40.243
ตัวอย่างนี้นะคะ ยกตัวอย่างคะแนนสอบ

131
00:08:40.244 --> 00:08:44.244
คัดเลือกครูนี่ ตั้งเกณฑ์ไว้ว่า

132
00:08:44.246 --> 00:08:48.246
ถ้าสอบผ่าน ก็คือต้องได้คะแนน

133
00:08:48.246 --> 00:08:52.246
60 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ถึงจะสอบผ่าน

134
00:08:52.254 --> 00:08:56.254
คัดเลือกครู ครูที่เขาไปสอบกันล่าสุด

135
00:08:56.256 --> 00:09:00.256
คุณครูพากันโวยวายว่า

136
00:09:00.267 --> 00:09:04.267
สร้างข้อสอบกลัวคนสอบได้นะคะ สงสัย

137
00:09:04.268 --> 00:09:08.268
ตำแหน่งมีน้อยเลยคัดเอาหัวกระทิ

138
00:09:08.268 --> 00:09:12.268
เพราะฉะนั้น

139
00:09:12.270 --> 00:09:16.270
เงื่อนไขที่จะกำหนดของเรา

140
00:09:16.270 --> 00:09:20.270
ก็คือต้องได้คะแนนเท่าไร 60 เปอร์เซ็นต์

141
00:09:20.271 --> 00:09:24.271
ใช่ไหม เพราะฉะนั้น รูปปแบบ ก็คือ

142
00:09:24.271 --> 00:09:28.271
ใช้คำว่า if นี่

143
00:09:28.272 --> 00:09:32.272
ตัว i เวลาพิมพ์บางทีไปกดโดนตัว l

144
00:09:32.273 --> 00:09:36.273
ความจริง i นะคะ if

145
00:09:36.275 --> 00:09:40.275

146
00:09:40.275 --> 00:09:44.275
if ตามด้วยเงื่อนไขก็

147
00:09:44.277 --> 00:09:48.277
คือ คะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ

148
00:09:48.277 --> 00:09:52.277
ก็คือถ้า 60

149
00:09:52.277 --> 00:09:56.277
ใช่ไหม ถ้าได้ 60 ก็ถือว่าผ่าน แต่ต่ำกว่า 60 ไม่ได้

150
00:09:56.280 --> 00:10:00.280
จะไม่ได้เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เครื่องหมายมากกว่าหรือน้อยกว่า

151
00:10:00.281 --> 00:10:04.281
นะคะ 60 ถึงจะ

152
00:10:04.282 --> 00:10:08.282
ถือว่าผ่าน เพราะฉะนั้น

153
00:10:08.284 --> 00:10:12.284
พอคำสั่งต่อมาที่อยากให้แสดง ก็คือใช้

154
00:10:12.284 --> 00:10:16.284
print นะคะ ใช้ print นะคะ เพื่อแสดงผลออกทางหน้าจอ

155
00:10:16.285 --> 00:10:20.285
Print ด้วยข้อความว่า "

156
00:10:20.287 --> 00:10:24.287
ขอแสดงความยินดีด้วย คุณสอบผ่าน

157
00:10:24.295 --> 00:10:28.295
อย่างนี้เป็นต้น หรือเราไม่ใช้ตัวนี้ก็ได้

158
00:10:28.295 --> 00:10:32.295
ใช้อะไรได้อีก นึกถึงนะคะ

159
00:10:32.297 --> 00:10:36.297
ถึงนะคะ ก็คือแล้วแต่ว่าเราต้องการให้

160
00:10:36.299 --> 00:10:40.299
คำสั่งต่อไปทำอะไร เราก็ใช้คำสั่งนั้น

161
00:10:40.300 --> 00:10:44.300
นะคะ นี่ก็คือรูปแบบของ

162
00:10:44.300 --> 00:10:48.300
if ตัวเดียว ดูดี ๆ นะคะ if ตัวเดียว

163
00:10:48.314 --> 00:10:52.314

164
00:10:52.314 --> 00:10:56.314
ถ้าอย่างเดียว ถ้าคะแนน

165
00:10:56.315 --> 00:11:00.315
แปลเป็นไทย if นี่ก็คือคำว่า "ถ้า"

166
00:11:00.321 --> 00:11:04.321
ถ้าคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 60

167
00:11:04.322 --> 00:11:08.322
เพราะฉะนั้น เมื่อมันเป็นจริงมันถึงจะมา print

168
00:11:08.324 --> 00:11:12.324
ขอแสดงความยินดีด้วย คุณสอบผ่าน

169
00:11:12.325 --> 00:11:16.325
นึกออกนะคะ

170
00:11:16.326 --> 00:11:20.326
มาดูรูปแบบต่อไป

171
00:11:20.339 --> 00:11:24.339

172
00:11:24.341 --> 00:11:28.341
คำสั่งที่ 2 รูปแบบที่ 2

173
00:11:28.344 --> 00:11:32.344
If แล้วก็มี Else ถ้าใช้

174
00:11:32.344 --> 00:11:36.344
รูปแบบของ if else

175
00:11:36.345 --> 00:11:40.345
if ตัวแรกเหมือนเดิมเลย

176
00:11:40.346 --> 00:11:44.346
แล้วก็มีส่วนที่เพิ่มมาก็คือ else

177
00:11:44.347 --> 00:11:48.347
Else จะต้องปิดด้วยเครื่องหมาย Corol

178
00:11:48.349 --> 00:11:52.349
เห็นไหมมันจะมีบางอันปิดโคลอน

179
00:11:52.349 --> 00:11:56.349
และก็ตามด้วยคำสั่งที่จะให้ทำ

180
00:11:56.350 --> 00:12:00.350
เราบอกไว้แล้วว่า

181
00:12:00.351 --> 00:12:04.351
ถ้าใช้ If Else มันจะทำงาน

182
00:12:04.352 --> 00:12:08.352
เมื่อตัวนี้เงื่อนไข ในตัวไม่เป็นจริง

183
00:12:08.353 --> 00:12:12.353
ไม่เป็นจริง มันจะข้ามมาทำตัวที่เท่าไรคะ

184
00:12:12.359 --> 00:12:16.359
ตัวที่ 2 ถูกไหมคะ

185
00:12:16.361 --> 00:12:20.361
มันจะข้ามมาทำงานที่ Else

186
00:12:20.362 --> 00:12:24.362
เพราะฉะนั้นหลักการเดียวกัน ดูตัวอย่างแรก

187
00:12:24.363 --> 00:12:28.363
ก็คือเมื่อคะแนน 60

188
00:12:28.366 --> 00:12:32.366
ถ้าเป็นจริงมันถึงจะทำคำสั่งที่ 1

189
00:12:32.368 --> 00:12:36.368
ถูกไหมคะ พอไม่เป็นจริง มันจะข้ามเลย

190
00:12:36.369 --> 00:12:40.369
เพราะฉะนั้นถ้าคะแนนไม่ใช่ 60 เท่ากับ

191
00:12:40.372 --> 00:12:44.372
หรือต่ำกว่า 60 มันจะมาแสดง

192
00:12:44.373 --> 00:12:48.373
คำสั่งที่ 2 ก็คือขอแสดงความเสียใจด้วย

193
00:12:48.373 --> 00:12:52.373
คุณสอบไม่ผ่าน นี่คือการใช้ If Else

194
00:12:52.385 --> 00:12:56.385
เห็นไหมดูเงื่อนไข เมื่อมันตรวจแล้วนี่

195
00:12:56.385 --> 00:13:00.385
if else นี่ ถ้าเช็กตามเงื่อนไข

196
00:13:00.385 --> 00:13:04.385
ที่ 1 แล้ว ไม่เป็นจริง

197
00:13:04.386 --> 00:13:08.386
มันจะมาทำคำสั่งที่อยู่ถัดจากคำว่า

198
00:13:08.386 --> 00:13:12.386
อยู่ถัดจากคำว่า else ทันที

199
00:13:12.386 --> 00:13:16.386
มันจะมาทำคำสั่งที่อยู่ท้ายคำว่า else

200
00:13:16.387 --> 00:13:20.387
ที่อยู่ต่อจากคำว่า "else" เท่านั้น

201
00:13:20.388 --> 00:13:24.388

202
00:13:24.389 --> 00:13:28.389
นี่คือรูปแบบคำสั่ง if else

203
00:13:28.389 --> 00:13:32.389
และตัวสุดท้ายของเรา

204
00:13:32.392 --> 00:13:36.392
นะคะ ก่อนจะไปตัวสุดท้ายนี่

205
00:13:36.393 --> 00:13:40.393
เราจะให้ทดลองเขียนโปรแกรม

206
00:13:40.394 --> 00:13:44.394
จำได้นะ ตอนที่ให้ทำ

207
00:13:44.395 --> 00:13:48.395
Sudo Code

208
00:13:48.395 --> 00:13:52.395
หาเลขคู่เลขคี่ จำได้นะคะ

209
00:13:52.396 --> 00:13:56.396
ทีนี้จะทำอัลกอริทึม

210
00:13:56.398 --> 00:14:00.398
กำหนดอยู่ 3 อย่าง

211
00:14:00.399 --> 00:14:04.399
1 2 3

212
00:14:04.399 --> 00:14:08.399
อัลกอริทึมบอกไว้ว่าให้รับข้อมูล

213
00:14:08.400 --> 00:14:12.400
1 ตัว เปิดโปรแกรมเพื่อจะ

214
00:14:12.401 --> 00:14:16.401
สร้างนะคะ จะสร้างโปรแกรมตรวจหาเลขคู่

215
00:14:16.402 --> 00:14:20.402
เลขคี่นี่ อันดับแรก

216
00:14:20.402 --> 00:14:24.402
เข้าที่ Python ของเรานะคะ

217
00:14:24.403 --> 00:14:28.403
เปิด Python เราขึ้นมา

218
00:14:28.404 --> 00:14:32.404

219
00:14:32.407 --> 00:14:36.407
ทำไมไม่ขึ้น เปิดโปรแกรม Python ค้นหาด้วย

220
00:14:36.409 --> 00:14:40.409
py

221
00:14:40.410 --> 00:14:44.410

222
00:14:44.410 --> 00:14:48.410
คลิกเพื่อเปิด

223
00:14:48.410 --> 00:14:52.410
ทำไมมันขาวสะขนาดนี้

224
00:14:52.411 --> 00:14:56.411
ไม่เป็นไร เดี๋ยวปรับสี แล้วคลิก

225
00:14:56.412 --> 00:15:00.412
ที่... เพราะบางคนมันจะไม่เข้า Python

226
00:15:00.414 --> 00:15:04.414
shell ถ้าของใครเข้า python shell แล้ว

227
00:15:04.416 --> 00:15:08.416
แต่ถ้าใครไม่เข้า

228
00:15:08.416 --> 00:15:12.416

229
00:15:12.416 --> 00:15:16.416

230
00:15:16.420 --> 00:15:20.420
เดี๋ยว ๆ

231
00:15:20.423 --> 00:15:24.423

232
00:15:24.424 --> 00:15:28.424
เราใช้ Python อะไร i-d-l-e ใช่ไหม

233
00:15:28.426 --> 00:15:32.426
P - Y

234
00:15:32.427 --> 00:15:36.427

235
00:15:36.428 --> 00:15:40.428

236
00:15:40.440 --> 00:15:44.440

237
00:15:44.441 --> 00:15:48.441

238
00:15:48.443 --> 00:15:52.443

239
00:15:52.444 --> 00:15:56.444

240
00:15:56.446 --> 00:16:00.446

241
00:16:00.448 --> 00:16:04.448

242
00:16:04.452 --> 00:16:08.452
เราต้องใช้ตัวนี้นะคะ idl python

243
00:16:08.453 --> 00:16:12.453
e Python นี่ ค้นด้วย i-e-l-d

244
00:16:12.454 --> 00:16:16.454
แล้วก็ Python

245
00:16:16.455 --> 00:16:20.455
คลิกเพื่อเปิดนะคะ คลิกเพื่อเปิด

246
00:16:20.457 --> 00:16:24.457

247
00:16:24.458 --> 00:16:28.458

248
00:16:28.459 --> 00:16:32.459

249
00:16:32.459 --> 00:16:36.459

250
00:16:36.461 --> 00:16:40.461
ขึ้นแล้วลืมขยาย

251
00:16:40.466 --> 00:16:44.466
ทีนี้ของบางคนไม่ขึ้นอย่างนี้ ให้คลิกที่

252
00:16:44.467 --> 00:16:48.467
เมนูไฟล์นะคะ ถ้าของใครไม่ขึ้น

253
00:16:48.467 --> 00:16:52.467
หน้าต่างนี้ ของใครที่เปิดมาแล้วไม่ขึ้นหน้าต่้

254
00:16:52.473 --> 00:16:56.473
ไม่ขึ้นหน้าต่าง untitle คลิกที่

255
00:16:56.473 --> 00:17:00.473
New File 1 ครั้ง มันจะขึ้น

256
00:17:00.474 --> 00:17:04.474
ตัวนี้ขึ้นมานะคะ

257
00:17:04.476 --> 00:17:08.476
โอ.เคง. ไหม ได้หน้าต่างแบบนี้นะคะ

258
00:17:08.477 --> 00:17:12.477
นะคะ

259
00:17:12.477 --> 00:17:16.477

260
00:17:16.479 --> 00:17:20.479
เจอหรือเปล่า ๆ

261
00:17:20.479 --> 00:17:24.479

262
00:17:24.480 --> 00:17:28.480
ดู

263
00:17:28.484 --> 00:17:32.484
โจทย์ของเราดี ๆ นะคะ รับข้อมูลตัวเลข

264
00:17:32.484 --> 00:17:36.484
1 จำนวน เพราะฉะนั้น

265
00:17:36.486 --> 00:17:40.486
ในสัปดาห์ที่แล้ว คำสั่งในการ Input

266
00:17:40.487 --> 00:17:44.487
ก็คือ input ใช่ไหม เราจะต้องกำหนด

267
00:17:44.495 --> 00:17:48.495
ตัวแปร 1 ตัวเพื่อรับข้อมูลที่เป็นตัวเลข

268
00:17:48.496 --> 00:17:52.496
นะคะ

269
00:17:52.496 --> 00:17:56.496
ดูโจทย์ดี ๆ ก่อนนะ บรรทัดที่ 1

270
00:17:56.497 --> 00:18:00.497
คำสั่งที่ 1 รับข้อมูลตัวเลข 1

271
00:18:00.498 --> 00:18:04.498
จำนวน โอ.เค. ไหม

272
00:18:04.499 --> 00:18:08.499
บางคนอาจจะบอกว่าจำไม่ได้แล้ว

273
00:18:08.501 --> 00:18:12.501

274
00:18:12.503 --> 00:18:16.503

275
00:18:16.505 --> 00:18:20.505

276
00:18:20.508 --> 00:18:24.508

277
00:18:24.511 --> 00:18:28.511

278
00:18:28.512 --> 00:18:32.512

279
00:18:32.514 --> 00:18:36.514

280
00:18:36.517 --> 00:18:40.517

281
00:18:40.519 --> 00:18:44.519

282
00:18:44.521 --> 00:18:48.521

283
00:18:48.523 --> 00:18:52.523

284
00:18:52.524 --> 00:18:56.524

285
00:18:56.526 --> 00:19:00.526

286
00:19:00.527 --> 00:19:04.527

287
00:19:04.532 --> 00:19:08.532

288
00:19:08.534 --> 00:19:12.534

289
00:19:12.549 --> 00:19:16.549

290
00:19:16.550 --> 00:19:20.550

291
00:19:20.552 --> 00:19:24.552

292
00:19:24.553 --> 00:19:28.553
คำสั่งแรกของเราก็คือ

293
00:19:28.555 --> 00:19:32.555
รับค่า เห็นไหมคะ รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์

294
00:19:32.569 --> 00:19:36.569
เพราะฉะนั้นคำสั่งแรกต้องใช้อะไร

295
00:19:36.569 --> 00:19:40.569
นะคะ input อะไร ถ้าเป็นข้อความใช้

296
00:19:40.571 --> 00:19:44.571
รูปแบบนี้ใช่ไหมคะ ถ้าเป็นจำนวนเต็ม

297
00:19:44.572 --> 00:19:48.572
ดูรูปแบบดี ๆ นะคะ

298
00:19:48.574 --> 00:19:52.574
ก็คือต้อง

299
00:19:52.574 --> 00:19:56.574
ประกาศตัวแปรใช่ไหม

300
00:19:56.575 --> 00:20:00.575
พร้อมด้วยคำสั่ง input เห็นไหมคะ เห็นไหม

301
00:20:00.576 --> 00:20:04.576

302
00:20:04.577 --> 00:20:08.577
เขียนแบบ

303
00:20:08.578 --> 00:20:12.578
สั้นนะคะ เขียนแบบสั้น เพราะฉะนั้น

304
00:20:12.579 --> 00:20:16.579
บรรทัดแรกของเรา

305
00:20:16.580 --> 00:20:20.580
ก็คือ... ภาษาอังกฤษ

306
00:20:20.581 --> 00:20:24.581
ตัวเลข ตัวเลขในภาษาอังกฤษคือคำว่า

307
00:20:24.581 --> 00:20:28.581
number เพราะฉะนั้น ตัวแปรที่เราจะใช้

308
00:20:28.582 --> 00:20:32.582
ชื่อว่า "NUMBER"

309
00:20:32.584 --> 00:20:36.584
บอกแล้วว่าต้องจำด้วยนะคะ

310
00:20:36.585 --> 00:20:40.585
บางทีแม่พิมพ์ตัวใหญ่ แต่ตัวเองพิมพ์ตัวเล็ก

311
00:20:40.586 --> 00:20:44.586
เรียกใช้อย่ามาหลงเรียกตัวใหญ่ตามแม่นะ

312
00:20:44.586 --> 00:20:48.586
เพราะอะไร ตัวแปรใน Python

313
00:20:48.588 --> 00:20:52.588
มันจะแยกตัวใหญ่ก็เป็นอีกตัวหนึ่ง ตัวเล็กก็เป้นอีกตัว

314
00:20:52.588 --> 00:20:56.588
นะคะ เพราะฉะนั้น คือตอนดู

315
00:20:56.589 --> 00:21:00.589
บนหน้าจอนี่ แม่พิมพ์ตัวใหญ่

316
00:21:00.590 --> 00:21:04.590
แต่ตัวเองพิมพ์ตัวเล็ก เวลาเรียกใช้ตัวเองก็ต้องพิมพ์ตัวเล็ก

317
00:21:04.591 --> 00:21:08.591
ของตัวเองเข้าใจหรือเปล่า

318
00:21:08.593 --> 00:21:12.593

319
00:21:12.594 --> 00:21:16.594
ดูรูปแบบ ดูรูปแบบ Number

320
00:21:16.595 --> 00:21:20.595
แล้วตามด้วยอะไรคะ ตัวแปรชื่อ Number ใช่ไหม

321
00:21:20.606 --> 00:21:24.606

322
00:21:24.607 --> 00:21:28.607

323
00:21:28.607 --> 00:21:32.607
นะคะ

324
00:21:32.608 --> 00:21:36.608
เราจะ...

325
00:21:36.609 --> 00:21:40.609

326
00:21:40.610 --> 00:21:44.610

327
00:21:44.612 --> 00:21:48.612

328
00:21:48.613 --> 00:21:52.613

329
00:21:52.618 --> 00:21:56.618

330
00:21:56.620 --> 00:22:00.620

331
00:22:00.624 --> 00:22:04.624

332
00:22:04.625 --> 00:22:08.625
เดี๋ยวขอดู

333
00:22:08.627 --> 00:22:12.627
ทำไม Font ใน

334
00:22:12.627 --> 00:22:16.627
อันนี้แค่ไทย สรุปไวรัส

335
00:22:16.628 --> 00:22:20.628
รับประทานแน่นอน

336
00:22:20.629 --> 00:22:24.629

337
00:22:24.631 --> 00:22:28.631
นะคะ ตัวนี้นะคะ เราจะใช้

338
00:22:28.632 --> 00:22:32.632
ตัวแปรชื่อว่า Number

339
00:22:32.632 --> 00:22:36.632

340
00:22:36.633 --> 00:22:40.633
เพื่อรับข้อมูลใช่ไหมคะ

341
00:22:40.636 --> 00:22:44.636
เวลาประกาศตัวแปร

342
00:22:44.638 --> 00:22:48.638
ก็คือต้องใช้ เครื่องหมายอะไร เท่ากับ

343
00:22:48.639 --> 00:22:52.639
= เสมอนะคะ = เสมอ

344
00:22:52.640 --> 00:22:56.640

345
00:22:56.642 --> 00:23:00.642
ทำอย่างไร ถึงจะเขียนพอ เขียนตัวใหญ่ไป

346
00:23:00.644 --> 00:23:04.644
เดี๋ยว ๆ

347
00:23:04.645 --> 00:23:08.645

348
00:23:08.646 --> 00:23:12.646

349
00:23:12.646 --> 00:23:16.646

350
00:23:16.648 --> 00:23:20.648

351
00:23:20.652 --> 00:23:24.652
เดี๋ยวลบก่อนนะ

352
00:23:24.653 --> 00:23:28.653
นะคะ เราจะใช้

353
00:23:28.654 --> 00:23:32.654
ตัวแปรชื่อว่า Number

354
00:23:32.656 --> 00:23:36.656

355
00:23:36.657 --> 00:23:40.657
เห็นไหมคะ

356
00:23:40.658 --> 00:23:44.658
รูปแบบการประกาศตัวแปร ก็คือมีชื่อตัวแปร

357
00:23:44.658 --> 00:23:48.658
ที่จะประกาศแล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย =

358
00:23:48.660 --> 00:23:52.660
แล้วก็ตามด้วยเขาเรียกว่าอะไร

359
00:23:52.661 --> 00:23:56.661
ชนิดของข้อมูลหรือ Data Type ชนิด

360
00:23:56.661 --> 00:24:00.661
ของเรานะคะ ตอนนี้เราจะให้

361
00:24:00.662 --> 00:24:04.662
มันรับค่าด้วย เราใช้รูปแบบสั้น ๆ ก็คือ

362
00:24:04.662 --> 00:24:08.662
ตามด้วยคำสั่งชนิดของข้อมูล จำนวน

363
00:24:08.663 --> 00:24:12.663
เต็ม ก็คืออะไรคะ in อะไร

364
00:24:12.664 --> 00:24:16.664
int Integer นั่นเอง แล้ว

365
00:24:16.665 --> 00:24:20.665
ตามด้วยอะไร ( นะคะ

366
00:24:20.665 --> 00:24:24.665
วงเล็บและตามด้วยคำสั่ง Input

367
00:24:24.666 --> 00:24:28.666
นั่นเองนะคะ และเราจะ

368
00:24:28.668 --> 00:24:32.668
ให้มันรับค่าออกทางคีย์บอร์ด

369
00:24:32.669 --> 00:24:36.669
ตามด้วยเครื่องหมาย Input

370
00:24:36.670 --> 00:24:40.670

371
00:24:40.671 --> 00:24:44.671

372
00:24:44.672 --> 00:24:48.672

373
00:24:48.673 --> 00:24:52.673
ใน Input รูปแบบของ Input มันจะต้อง

374
00:24:52.675 --> 00:24:56.675
ลืม ๆ ลบ ๆ

375
00:24:56.677 --> 00:25:00.677
ลบไป 1 ใช่ไหม เพราะ

376
00:25:00.684 --> 00:25:04.684
เมื่อใช้คำสั่ง input นะคะ คำสั่ง input นี่

377
00:25:04.686 --> 00:25:08.686
รูปแบบมันจะเป็น แบบนี้

378
00:25:08.689 --> 00:25:12.689
ก็คือคำสั่ง input

379
00:25:12.690 --> 00:25:16.690
แล้วตามด้วย

380
00:25:16.690 --> 00:25:20.690
() อย่างนี้มันคือรูปแบบของคำสั่ง input

381
00:25:20.691 --> 00:25:24.691
หรือฟังก์ชัน Input เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะใช้

382
00:25:24.692 --> 00:25:28.692
เปิด วงเล็บปิด และเราเตือนไว้แล้วว่า

383
00:25:28.693 --> 00:25:32.693
ถ้าเมื่อใดที่มีวงเล็บให้เช็กว่า

384
00:25:32.700 --> 00:25:36.700
วงเล็บตัวเองเปิดไปกี่อันแล้ว 1 2

385
00:25:36.702 --> 00:25:40.702
ปิด 1 อัน Sintax

386
00:25:40.702 --> 00:25:44.702
2 อัน เห็นไหมคะ

387
00:25:44.702 --> 00:25:48.702
วงเล็บเปิดวงเล็บปิดต้องดูด้วย

388
00:25:48.704 --> 00:25:52.704
ว่าปิดให้ครบ

389
00:25:52.706 --> 00:25:56.706

390
00:25:56.706 --> 00:26:00.706
เพราะฉะนั้นเมื่อให้พิมพ์นะคะ

391
00:26:00.707 --> 00:26:04.707
โปรแกรมนะคะ เราจะต้องประกาศตัวแปรที่ชื่อว่า Number

392
00:26:04.708 --> 00:26:08.708

393
00:26:08.709 --> 00:26:12.709

394
00:26:12.709 --> 00:26:16.709

395
00:26:16.709 --> 00:26:20.709
เพราะฉะนั้น เราต้องการ

396
00:26:20.710 --> 00:26:24.710
รู้เลขคู่เลขคี่ เพราะฉะนั้นชนิดตัวแปร

397
00:26:24.712 --> 00:26:28.712
ของเราก็คือให้รับเป็นจำนวนเต็ม เพราะถ้าเป็นเศษ

398
00:26:28.713 --> 00:26:32.713
มันจะไม่รู้จัก

399
00:26:32.715 --> 00:26:36.715

400
00:26:36.716 --> 00:26:40.716

401
00:26:40.717 --> 00:26:44.717
สังเกตนะคะ ถ้าใช้ IDLE นี่

402
00:26:44.718 --> 00:26:48.718
ตัวใดที่เป็นคำสั่งสี สังเกตสีที่จะมา

403
00:26:48.718 --> 00:26:52.718
int

404
00:26:52.718 --> 00:26:56.718
วิธีที่จะทำให้เราไม่ลืมว่า

405
00:26:56.719 --> 00:27:00.719
เราเปิดวงเล็บไปกี่อัน เพราะฉะนั้น เปิดและปิ

406
00:27:00.721 --> 00:27:04.721
นึกออกไหม พิมพ์เปิดแล้วพิมพ์ปิด

407
00:27:04.722 --> 00:27:08.722
และข้างในค่อยเข้าไปข้างในวงเล็บ

408
00:27:08.723 --> 00:27:12.723
เพื่อจะใส่ข้อมูลหรือข้อความหรือคำสั่งอะไรก็ได้ ใส่

409
00:27:12.723 --> 00:27:16.723
เข้าไป ซึ่งในที่นี้

410
00:27:16.724 --> 00:27:20.724
เราจะใส่คำสั่ง input

411
00:27:20.725 --> 00:27:24.725
แล้วก็ตามด้วย () ทันที

412
00:27:24.726 --> 00:27:28.726
เห็นไหม มันก็จะมีรูปแบบให้ดู int Integer อย่างนี้

413
00:27:28.727 --> 00:27:32.727
หรือสามารถ

414
00:27:32.727 --> 00:27:36.727
พิมพ์ได้ 2 รูปแบบเห็นไหมคะ

415
00:27:36.728 --> 00:27:40.728
ก็คือเพื่อให้เราเช็กรูปแบบ

416
00:27:40.729 --> 00:27:44.729
ของการเขียนโปรแกรมนี้

417
00:27:44.731 --> 00:27:48.731
ถ้าใช้ IDL มันจะขึ้นอย่างนี้ ว่าถูกหรือยัง

418
00:27:48.732 --> 00:27:52.732
นั่นคือ คำสั่งที่ 1

419
00:27:52.738 --> 00:27:56.738
มาดูคำสั่งที่ 2 กำหนดเงื่อนไข

420
00:27:56.739 --> 00:28:00.739
เห็นไหมคะ ให้ดู

421
00:28:00.740 --> 00:28:04.740
ที่คำสั่งที่ 2 กำหนดเงื่อนไข เราจะกำหนดเงื่อนไขว่าอย่าไงร

422
00:28:04.741 --> 00:28:08.741

423
00:28:08.742 --> 00:28:12.742
ในตอนที่ให้ทำ Pseudo code

424
00:28:12.743 --> 00:28:16.743
ของเลขคู่ เลขคี่ เราจะเช็กได้ว่า

425
00:28:16.743 --> 00:28:20.743
เป็นเลขคู่หรือเลขคี่ก็ต่อเมื่อจำนวน

426
00:28:20.743 --> 00:28:24.743
หรือตัวเลขที่เราป้อนเข้าไปเอาไปหารด้วย

427
00:28:24.743 --> 00:28:28.743
2 ใช่ไหม หารด้วย 2 แล้ว

428
00:28:28.744 --> 00:28:32.744
ค่ามันคือถ้าเป็น 0 มันหารลงตัวใช่ไหมคะ

429
00:28:32.757 --> 00:28:36.757
ก็คือถ้าหารด้วย 2 แล้ว ได้ค่าเท่ากับ 0 เมื่อไร

430
00:28:36.757 --> 00:28:40.757
นึกออกนะ มันจะต้อง

431
00:28:40.758 --> 00:28:44.758
เลขนั้น ก็คือเลขอะไรคะ

432
00:28:44.758 --> 00:28:48.758
คู่หรือคี่

433
00:28:48.758 --> 00:28:52.758
นึกว่าจะต้องคี่ ต้องจำให้ได้นะ

434
00:28:52.759 --> 00:28:56.759
เลขที่เมื่อเอา 2 ไปหารถูกไหม แล้ว

435
00:28:56.760 --> 00:29:00.760
ลงตัว ก็คือมันจะไม่มีเศษน่ะ

436
00:29:00.761 --> 00:29:04.761
มันจะเหลือ 0 คือเท่ากับ 0 ปุ๊บนี่มัาจะเป็นเลขคู่

437
00:29:04.762 --> 00:29:08.762
ถ้าเลขตัวใดที่เอา 2 ไปหาร

438
00:29:08.762 --> 00:29:12.762
ก็คือหารแล้วไม่ลงตัวนะคะ มันจะ

439
00:29:12.762 --> 00:29:16.762
เป็นเลขคี่ ตอนนี้เราต้องการ

440
00:29:16.762 --> 00:29:20.762
แค่ 1 เงื่อนไข ก็คือให้มันแสดง

441
00:29:20.773 --> 00:29:24.773
เงื่อนไขที่เมื่อหารด้วย 0 ลงตัว

442
00:29:24.773 --> 00:29:28.773
เพราะฉะนั้น เงื่อนไขที่เราจะใช้

443
00:29:28.774 --> 00:29:32.774
ถ้า ถ้าอะไรคะ ตัวแปร

444
00:29:32.786 --> 00:29:36.786
เราชื่อว่าอะไร ตัวแปรตัวเลข

445
00:29:36.786 --> 00:29:40.786
ที่รับไปชื่ออะไร จำได้หรือเปล่า บอกไปเมื่อกี้ เขียนไป

446
00:29:40.787 --> 00:29:44.787
ถ้าอะไรเออ if

447
00:29:44.787 --> 00:29:48.787
Number ใช่ไหม if Number

448
00:29:48.790 --> 00:29:52.790
ทำอะไร หารด้วยเท่าไร หารด้วย 2

449
00:29:52.794 --> 00:29:56.794
แล้วเท่ากับ 0 แต่ทีนี้

450
00:29:56.794 --> 00:30:00.794
ในเขาเรียกว่าอะไร ใน

451
00:30:00.794 --> 00:30:04.794
Python มันจะมีตัวดำเนินการ

452
00:30:04.796 --> 00:30:08.796
ทางคณิตศาสตร์ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า

453
00:30:08.798 --> 00:30:12.798
โมดูลเลทนี้คือตัว

454
00:30:12.799 --> 00:30:16.799
วิธีการหารน่ะ เหมือนกันแต่ว่า

455
00:30:16.800 --> 00:30:20.800
หารแล้วเขาเรียกว่าอะไรน่ะ

456
00:30:20.800 --> 00:30:24.800
หารแล้ว...

457
00:30:24.801 --> 00:30:28.801
ค่าที่ออกมาไม่มีเศษ ตัดเศษอะไรสักอย่าง

458
00:30:28.803 --> 00:30:32.803
นี่ล่ะนะคะ โมดูเลท

459
00:30:32.803 --> 00:30:36.803
เราจะต้องใช้คำสั่งนั้น ก็คือถ้าโดยปกติ

460
00:30:36.804 --> 00:30:40.804
ถ้าโดยปกติ

461
00:30:40.805 --> 00:30:44.805

462
00:30:44.806 --> 00:30:48.806
อยากให้ดูตัวดำเนินการของ Python

463
00:30:48.808 --> 00:30:52.808

464
00:30:52.809 --> 00:30:56.809

465
00:30:56.810 --> 00:31:00.810

466
00:31:00.810 --> 00:31:04.810

467
00:31:04.812 --> 00:31:08.812
ของ Python นะคะ

468
00:31:08.813 --> 00:31:12.813
ในภาษา Python นี่มีอะไรบ้าง

469
00:31:12.815 --> 00:31:16.815

470
00:31:16.816 --> 00:31:20.816
นี่ สิ่งที่เด็ก ๆ จะต้อง

471
00:31:20.818 --> 00:31:24.818
จำอีกตัวหนึ่ง ก็คือ

472
00:31:24.819 --> 00:31:28.819
ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ของ Python

473
00:31:28.823 --> 00:31:32.823
เพราะอะไร เพราะบางทีภาษาซี หาร

474
00:31:32.824 --> 00:31:36.824
หารใช่ไหมคะ คูณใช้เหมือนกัน

475
00:31:36.825 --> 00:31:40.825
Additon ก็คือ +

476
00:31:40.827 --> 00:31:44.827
เพราะบางโปรแกรมใช้ ++ นะ

477
00:31:44.833 --> 00:31:48.833
บางโปรแกรมใช้ลบ  ๆ อย่างนี้

478
00:31:48.834 --> 00:31:52.834
มันใช้อย่างไรนะคะ ตัวที่เราจะใช้เมื่อกี้

479
00:31:52.835 --> 00:31:56.835
ที่บอกว่า Modu

480
00:31:56.835 --> 00:32:00.835
คือตัวนี้นะคะ

481
00:32:00.836 --> 00:32:04.836
เราจะใช้ตัวที่ 1 2 3 4 5 6

482
00:32:04.837 --> 00:32:08.837
ตัวที่ 6 นะคะ ใช่ไหม 2 4 6

483
00:32:08.848 --> 00:32:12.848
4 6 Modu Modu อะไรนี่

484
00:32:12.849 --> 00:32:16.849

485
00:32:16.850 --> 00:32:20.850
มันใช้คำว่า โมดูลโลนะคะ

486
00:32:20.851 --> 00:32:24.851
คือบางภาษาใช้ Modulo

487
00:32:24.852 --> 00:32:28.852
แต่ของ Python มันใช้ Modulo นะคะ เดี๋ยว

488
00:32:28.853 --> 00:32:32.853
ขอเบรกแป๊บหนึ่งนะคะ

489
00:32:32.854 --> 00:32:36.854

490
00:32:36.856 --> 00:32:40.856

491
00:32:40.857 --> 00:32:44.857

492
00:32:44.859 --> 00:32:48.859

493
00:32:48.864 --> 00:32:52.864

494
00:32:52.865 --> 00:32:56.865

495
00:32:56.868 --> 00:33:00.868

496
00:33:00.869 --> 00:33:04.869

497
00:33:04.871 --> 00:33:08.871

498
00:33:08.873 --> 00:33:12.873

499
00:33:12.874 --> 00:33:16.874
ให้ดูที่ข้อที่ 3 ด้วย

500
00:33:16.877 --> 00:33:20.877
การแสดงผล แสดง 2 ตัวนะ ดูดี ๆ

501
00:33:20.878 --> 00:33:24.878
แสดงตัวเลขที่รับมาใช่ไหม

502
00:33:24.880 --> 00:33:28.880
ว่าเลขที่เอาเข้ามาคือเลขอะไร

503
00:33:28.883 --> 00:33:32.883
ค่อยแสดงข้อความว่าเลขนี้เป็น

504
00:33:32.883 --> 00:33:36.883
คู่หรือเป็นเลขคี่ โอ.เค. นะคะ เดี๋ยวลองทำก่อน

505
00:33:36.885 --> 00:33:40.885
เดี๋ยวมาดูต่อ ขอเบรกแป๊บหนึ่ง

506
00:33:40.885 --> 00:33:44.885

507
00:33:44.899 --> 00:33:48.899

508
00:33:48.899 --> 00:33:52.899

509
00:33:52.900 --> 00:33:56.900

510
00:33:56.902 --> 00:34:00.902

511
00:34:00.904 --> 00:34:04.904

512
00:34:04.907 --> 00:34:08.907

513
00:34:08.908 --> 00:34:12.908

514
00:34:12.909 --> 00:34:16.909

515
00:34:16.911 --> 00:34:20.911

516
00:34:20.915 --> 00:34:24.915

517
00:34:24.918 --> 00:34:28.918

518
00:34:28.919 --> 00:34:32.919

519
00:34:32.922 --> 00:34:36.922

520
00:34:36.924 --> 00:34:40.924

521
00:34:40.926 --> 00:34:44.926

522
00:34:44.927 --> 00:34:48.927

523
00:34:48.928 --> 00:34:52.928

524
00:34:52.930 --> 00:34:56.930

525
00:34:56.933 --> 00:35:00.933

526
00:35:00.934 --> 00:35:04.934

527
00:35:04.938 --> 00:35:08.938

528
00:35:08.940 --> 00:35:12.940

529
00:35:12.942 --> 00:35:16.942

530
00:35:16.945 --> 00:35:20.945

531
00:35:20.946 --> 00:35:24.946

532
00:35:24.948 --> 00:35:28.948

533
00:35:28.949 --> 00:35:32.949

534
00:35:32.950 --> 00:35:36.950

535
00:35:36.952 --> 00:35:40.952

536
00:35:40.954 --> 00:35:44.954

537
00:35:44.956 --> 00:35:48.956

538
00:35:48.959 --> 00:35:52.959

539
00:35:52.960 --> 00:35:56.960

540
00:35:56.962 --> 00:36:00.962

541
00:36:00.965 --> 00:36:04.965

542
00:36:04.968 --> 00:36:08.968

543
00:36:08.971 --> 00:36:12.971

544
00:36:12.973 --> 00:36:16.973

545
00:36:16.975 --> 00:36:20.975
โอ.เค. นะคะ เริ่มนะคะ

546
00:36:20.978 --> 00:36:24.978
ดูต่อนะคะ คำสั่งที่ 2 กำหนดเงื่อนไข

547
00:36:24.979 --> 00:36:28.979
รูปแบบของ if ที่เราจะใช้ ก็คือ

548
00:36:28.980 --> 00:36:32.980
if ตามด้วยเงื่อนไขที่เราจะกำหนด

549
00:36:32.981 --> 00:36:36.981
นะคะ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขของเราก็คือ เมือ่

550
00:36:36.981 --> 00:36:40.981
จำนวนนี้ ถ้าจำนวนที่เรารับเข้ามานี่

551
00:36:40.983 --> 00:36:44.983
3 หาร 2 ได้เท่าไร

552
00:36:44.984 --> 00:36:48.984
ถ้าจำนวนที่เรารับ

553
00:36:48.984 --> 00:36:52.984
เข้ามานะคะ

554
00:36:52.986 --> 00:36:56.986
ถ้าจำนวนที่เรารับ

555
00:36:56.987 --> 00:37:00.987
เข้ามาทำการ Modulo แล้ว

556
00:37:00.988 --> 00:37:04.988
Modulo ใช้คำสั่งดำเนินการที่ชื่อว่า "

557
00:37:04.990 --> 00:37:08.990
Modulo เท่ากับเท่าไรนะคะ

558
00:37:08.990 --> 00:37:12.990
แล้วค่อยมา

559
00:37:12.991 --> 00:37:16.991
ทำคำสั่งต่อมาก็คือให้แสดงข้อมูล

560
00:37:16.992 --> 00:37:20.992
ตัวเลขที่รับเข้ามาในตอนแรก

561
00:37:20.993 --> 00:37:24.993
และข้อความนะคะ เพราะฉะนั้นต้องแสดง 2 อย่าง

562
00:37:24.994 --> 00:37:28.994
ดูรูปแบบเงื่อนไขของ if ก่อน

563
00:37:28.995 --> 00:37:32.995
ก็คือพิมพ์ if ใช่ไหมคะ

564
00:37:32.995 --> 00:37:36.995
if แล้วตามด้วยอะไร

565
00:37:36.996 --> 00:37:40.996
ตัวแปร ใช่ไหมตัวแปรที่เราประกาศไป

566
00:37:40.999 --> 00:37:44.999

567
00:37:45.000 --> 00:37:49.000

568
00:37:49.002 --> 00:37:53.002

569
00:37:53.013 --> 00:37:57.013

570
00:37:57.015 --> 00:38:01.015

571
00:38:01.018 --> 00:38:05.018

572
00:38:05.020 --> 00:38:09.020
ใช้ตัวดำเนินการที่เป็น

573
00:38:09.023 --> 00:38:13.023
รูปแบบเครื่องหมายอะไรคะ

574
00:38:13.025 --> 00:38:17.025
เหมือนเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

575
00:38:17.025 --> 00:38:21.025
เห็นไหมคะ

576
00:38:21.026 --> 00:38:25.026
a % b อย่างนี้นะคะ

577
00:38:25.027 --> 00:38:29.027

578
00:38:29.028 --> 00:38:33.028

579
00:38:33.030 --> 00:38:37.030

580
00:38:37.031 --> 00:38:41.031

581
00:38:41.032 --> 00:38:45.032

582
00:38:45.037 --> 00:38:49.037

583
00:38:49.037 --> 00:38:53.037

584
00:38:53.038 --> 00:38:57.038

585
00:38:57.040 --> 00:39:01.040

586
00:39:01.042 --> 00:39:05.042

587
00:39:05.046 --> 00:39:09.046
ใช้ Modulo ก็คือใช้

588
00:39:09.047 --> 00:39:13.047
เครื่องหมายเปอร์เซ็นต์อย่างนี้นะคะ

589
00:39:13.049 --> 00:39:17.049
เท่ากับเท่าไร

590
00:39:17.049 --> 00:39:21.049
0 ใช่ไหม ต้อง

591
00:39:21.051 --> 00:39:25.051
= 0

592
00:39:25.051 --> 00:39:29.051

593
00:39:29.052 --> 00:39:33.052
แล้วอย่าลืมปิดด้วยอะไรคะ

594
00:39:33.054 --> 00:39:37.054
เครื่องหมายอะไร เซมิโคลอน

595
00:39:37.055 --> 00:39:41.055
ไม่ใช่ Semi ใช่ไหม

596
00:39:41.057 --> 00:39:45.057
เสร็จเงื่อนไขจะต้องปิดด้วยโคลอนเสอม ขาดไม่ได้ตัวนี้

597
00:39:45.058 --> 00:39:49.058
เพื่อให้รู้ว่ากำหนดเงื่อนไขเสร็จแล้ว

598
00:39:49.059 --> 00:39:53.059

599
00:39:53.061 --> 00:39:57.061
ใส่ 2 เข้าไปด้วย ลืม ๆ

600
00:39:57.062 --> 00:40:01.062

601
00:40:01.064 --> 00:40:05.064
ขาดไปตัวหนึ่ง

602
00:40:05.065 --> 00:40:09.065
ไป Modulo กับ 2 นะคะ

603
00:40:09.067 --> 00:40:13.067
แล้วได้ค่าเป็น 0 ถึงจะ

604
00:40:13.077 --> 00:40:17.077
ไอ้นี่นะ Modulo 2 = 0

605
00:40:17.077 --> 00:40:21.077
ใส่ 2 ตรงนี้นะคะ หลังเครื่องหมาย Modulo

606
00:40:21.077 --> 00:40:25.077

607
00:40:25.077 --> 00:40:29.077
แล้วค่อยมาทำคำสั่งแสดงตัวเลข

608
00:40:29.078 --> 00:40:33.078
ก็คือคำสั่งอะไรคะ print

609
00:40:33.079 --> 00:40:37.079
print

610
00:40:37.081 --> 00:40:41.081
print อะไร เราอยากให้

611
00:40:41.082 --> 00:40:45.082
Print อะไรครับ ตัวแปรชื่อว่าอะไร

612
00:40:45.083 --> 00:40:49.083
ใช่ไหม เพราะแสดงตัวเลขที่รับมา

613
00:40:49.084 --> 00:40:53.084
เพราะฉะนั้นต้องปรินต์ตัวแปรตัวนี้ออกมา

614
00:40:53.085 --> 00:40:57.085

615
00:40:57.086 --> 00:41:01.086

616
00:41:01.088 --> 00:41:05.088
ใช่ไหม ถูกไหมครับ เมื่อต้องการให้มันแสดง

617
00:41:05.098 --> 00:41:09.098
ตัวเลขที่รับมา ตัวเลขมันถูกเก็บในตัวแปรที่ชื่อว่า

618
00:41:09.099 --> 00:41:13.099
number ใช่ไหมคะ

619
00:41:13.100 --> 00:41:17.100
เพราะฉะนั้น นี่คำสั่ง Print นี่

620
00:41:17.100 --> 00:41:21.100
คำสั่งที่เราใช้ก็คือ

621
00:41:21.102 --> 00:41:25.102
คำสั่ง print

622
00:41:25.102 --> 00:41:29.102
p-r-i-n-t

623
00:41:29.104 --> 00:41:33.104
ตามด้วย (Print อะไร

624
00:41:33.104 --> 00:41:37.104
Number

625
00:41:37.106 --> 00:41:41.106

626
00:41:41.107 --> 00:41:45.107

627
00:41:45.107 --> 00:41:49.107

628
00:41:49.108 --> 00:41:53.108
เท่ากับ ใส่เครื่องหมายเท่ากับ (=)

629
00:41:53.112 --> 00:41:57.112
แล้วก็ข้อความว่าเป็นเลขอะไรคะ

630
00:41:57.113 --> 00:42:01.113
ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงของเรา ก็คือ

631
00:42:01.113 --> 00:42:05.113
Modulo กับ 2 แล้วได้ 0 เลขนั้นจะ

632
00:42:05.120 --> 00:42:09.120
เป็นเลขอะไรคะ เลขคู่หรือเลขคี่ เลขคู่

633
00:42:09.134 --> 00:42:13.134
เพราะฉะนั้นในเครื่องหมายคำพูดก็คือ

634
00:42:13.135 --> 00:42:17.135
เลขคู่นะคะ

635
00:42:17.136 --> 00:42:21.136
เสร็จแล้ว

636
00:42:21.137 --> 00:42:25.137
เสร็จแล้ว สิ่งที่จะ

637
00:42:25.138 --> 00:42:29.138
ขาดไป จำได้ไหม คำสั่ง Input

638
00:42:29.139 --> 00:42:33.139
ควรจะมีคำสั่งเพิ่มอีกคำสั่งหนึ่ง เดี๋ยว

639
00:42:33.147 --> 00:42:37.147
ให้ดูรูปแบบ

640
00:42:37.147 --> 00:42:41.147
เพราะไม่อย่างนั้นคนที่มาทำจะไม่รู้ใช่ไหมคะ

641
00:42:41.149 --> 00:42:45.149
ว่า...

642
00:42:45.149 --> 00:42:49.149
สิ่ง

643
00:42:49.150 --> 00:42:53.150
ที่ต้องมีเพิ่มในการเขียนโปรแกรมรับค่า

644
00:42:53.152 --> 00:42:57.152
ก็คือจะต้อง

645
00:42:57.153 --> 00:43:01.153
พิมพ์ข้อความเพิ่มเติมใช่ไหม

646
00:43:01.154 --> 00:43:05.154
พิมพ์ข้อความเพิ่มเติมเข้าไปใน input ว่า

647
00:43:05.155 --> 00:43:09.155
ในวงเล็บต้อน

648
00:43:09.155 --> 00:43:13.155
อะไรคะ ป้อนจำนวน 1 จำนวนก็ได้

649
00:43:13.172 --> 00:43:17.172
นะคะ ใส่เข้าไป เขาจะได้รู้ว่า

650
00:43:17.172 --> 00:43:21.172
ตรงนี้ให้คุณใส่จำนวนลงไปนะ

651
00:43:21.173 --> 00:43:25.173
ป้อนตัวเลข 1 จำนวน

652
00:43:25.174 --> 00:43:29.174
หรือใส่ตัวเลขนะคะ เพราะฉะนั้น

653
00:43:29.182 --> 00:43:33.182
ถ้าใช้ตัวนี้จะไม่พอ อย่างนั้น

654
00:43:33.183 --> 00:43:37.183
งั้นเรามาดูที่โปรแกรมของเราเลย

655
00:43:37.184 --> 00:43:41.184
นะคะ นี่

656
00:43:41.185 --> 00:43:45.185
ในช่อง input เห็นไหม

657
00:43:45.187 --> 00:43:49.187
ควรเพิ่มข้อความเพื่อให้มันแสดง

658
00:43:49.188 --> 00:43:53.188
การรับค่าลงไป

659
00:43:53.188 --> 00:43:57.188

660
00:43:57.190 --> 00:44:01.190

661
00:44:01.190 --> 00:44:05.190

662
00:44:05.191 --> 00:44:09.191

663
00:44:09.195 --> 00:44:13.195

664
00:44:13.198 --> 00:44:17.198

665
00:44:17.200 --> 00:44:21.200

666
00:44:21.202 --> 00:44:25.202

667
00:44:25.204 --> 00:44:29.204
นี่ยังไม่รวมความจริงเราจะต้อง

668
00:44:29.205 --> 00:44:33.205
เขียน Comment ก่อนใช่ไหมว่า...

669
00:44:33.206 --> 00:44:37.206

670
00:44:37.207 --> 00:44:41.207

671
00:44:41.209 --> 00:44:45.209

672
00:44:45.209 --> 00:44:49.209

673
00:44:49.213 --> 00:44:53.213

674
00:44:53.219 --> 00:44:57.219

675
00:44:57.220 --> 00:45:01.220

676
00:45:01.222 --> 00:45:05.222

677
00:45:05.224 --> 00:45:09.224
เขียน Comment ไว้ว่า

678
00:45:09.224 --> 00:45:13.224
ตรงส่วนนี้ใช่ไหม เราทำอะไร

679
00:45:13.226 --> 00:45:17.226
จะเขียนไว้ข้างบน หรือ

680
00:45:17.227 --> 00:45:21.227
จะเขียนไว้ด้านข้างก็ได้

681
00:45:21.235 --> 00:45:25.235

682
00:45:25.236 --> 00:45:29.236

683
00:45:29.238 --> 00:45:33.238
เห็นไหมคะ

684
00:45:33.240 --> 00:45:37.240
จะเขียนไว้ข้างบนหรือเขียนไว้ด้านข้างก็ได้

685
00:45:37.242 --> 00:45:41.242
เพื่อจะได้รู้ว่าเรา ตรงส่วนนี้

686
00:45:41.252 --> 00:45:45.252
เราใช้ทำอะไร มี comment ไว้ if

687
00:45:45.252 --> 00:45:49.252

688
00:45:49.259 --> 00:45:53.259

689
00:45:53.260 --> 00:45:57.260

690
00:45:57.262 --> 00:46:01.262

691
00:46:01.265 --> 00:46:05.265

692
00:46:05.270 --> 00:46:09.270

693
00:46:09.272 --> 00:46:13.272

694
00:46:13.273 --> 00:46:17.273

695
00:46:17.278 --> 00:46:21.278
เห็นไหมคะ รูปแบบของคำสั่ง

696
00:46:21.280 --> 00:46:25.280
print แล้วจะต้องมีวงเล็บ เห็นหรือเปล่า

697
00:46:25.280 --> 00:46:29.280
ตามด้วยค่า

698
00:46:29.282 --> 00:46:33.282
ที่จะให้แสดงใช่ไหม

699
00:46:33.284 --> 00:46:37.284
ค่าที่เราจะให้แสดงก็คือค่าของ

700
00:46:37.284 --> 00:46:41.284
ตัวเลขที่เรารับเข้ามานะคะ

701
00:46:41.285 --> 00:46:45.285
ก็คือตัวแปรที่ชื่อว่า Number

702
00:46:45.285 --> 00:46:49.285

703
00:46:49.285 --> 00:46:53.285

704
00:46:53.287 --> 00:46:57.287
แล้วใส่เครื่องหมายเท่ากับ (=)

705
00:46:57.288 --> 00:47:01.288

706
00:47:01.300 --> 00:47:05.300

707
00:47:05.304 --> 00:47:09.304

708
00:47:09.306 --> 00:47:13.306

709
00:47:13.307 --> 00:47:17.307

710
00:47:17.311 --> 00:47:21.311

711
00:47:21.316 --> 00:47:25.316

712
00:47:25.317 --> 00:47:29.317
อยากรู้ว่า Run ได้ไหม กดอะไร F อะไร

713
00:47:29.318 --> 00:47:33.318
จำได้หรือเปล่า F5

714
00:47:33.319 --> 00:47:37.319
นะคะ ถ้าเรา

715
00:47:37.320 --> 00:47:41.320
พิมพ์โปรแกรมเสร็จ เขียนโค้ด

716
00:47:41.322 --> 00:47:45.322
เสร็จแล้วน่ะ กด F5 เพื่อ Run

717
00:47:45.322 --> 00:47:49.322
นะคะ กด F5 มันจะให้ มันจะถามก่อนว่า

718
00:47:49.323 --> 00:47:53.323
ต้องการ save หรือไม่ เราก็คลิก ok

719
00:47:53.323 --> 00:47:57.323
แล้วมันก็จะ

720
00:47:57.324 --> 00:48:01.324
ให้เราตั้งชื่อโปรแกรมนะคะ

721
00:48:01.324 --> 00:48:05.324
เราก็จะตั้งว่า

722
00:48:05.325 --> 00:48:09.325

723
00:48:09.327 --> 00:48:13.327
Odd คือ เลขคู่

724
00:48:13.328 --> 00:48:17.328
Even คือ เลขคี่นะคะ เสร็จแล้วกด Save

725
00:48:17.328 --> 00:48:21.328

726
00:48:21.328 --> 00:48:25.328
...

727
00:48:25.330 --> 00:48:29.330
Scaning Sting

728
00:48:29.330 --> 00:48:33.330
ตรงนี้ใช่หรือเปล่า

729
00:48:33.331 --> 00:48:37.331

730
00:48:37.331 --> 00:48:41.331

731
00:48:41.334 --> 00:48:45.334

732
00:48:45.336 --> 00:48:49.336

733
00:48:49.340 --> 00:48:53.340
รู้แล้วผิดอะไร

734
00:48:53.340 --> 00:48:57.340
มีเครื่องหมายคำพูดเปิด ไม่มีเครื่องหมายคำพูดปิด

735
00:48:57.341 --> 00:49:01.341
โอ.เค. สังเกตวงเล็บ

736
00:49:01.342 --> 00:49:05.342

737
00:49:05.343 --> 00:49:09.343
โอ.เค.

738
00:49:09.344 --> 00:49:13.344

739
00:49:13.345 --> 00:49:17.345
Unperfectpident

740
00:49:17.348 --> 00:49:21.348
ไม่รู้จักตัวนี้ คลิก OK

741
00:49:21.349 --> 00:49:25.349

742
00:49:25.350 --> 00:49:29.350

743
00:49:29.350 --> 00:49:33.350
ขาดอะไรคะ

744
00:49:33.351 --> 00:49:37.351
บรรทัด if ขาดอะไร จำได้หรือเปล่า

745
00:49:37.351 --> 00:49:41.351
ขาด Corl

746
00:49:41.353 --> 00:49:45.353
โปรแกรมมันจะเตือนทุกครั้งเลย

747
00:49:45.353 --> 00:49:49.353
พิมพ์ if ผิดหรือ

748
00:49:49.355 --> 00:49:53.355

749
00:49:53.356 --> 00:49:57.356
ถ้าขึ้น Error

750
00:49:57.358 --> 00:50:01.358
นะคะ ใช้ google ช่วยให้ได้

751
00:50:01.360 --> 00:50:05.360
มากที่สุด

752
00:50:05.370 --> 00:50:09.370

753
00:50:09.372 --> 00:50:13.372

754
00:50:13.375 --> 00:50:17.375
อัน ....

755
00:50:17.380 --> 00:50:21.380

756
00:50:21.382 --> 00:50:25.382

757
00:50:25.384 --> 00:50:29.384

758
00:50:29.389 --> 00:50:33.389
เว้นวรรคหรือการแบ่งบล็อกผิด

759
00:50:33.390 --> 00:50:37.390
เว้นวรรคหรือการแบ่งวรรคผิด

760
00:50:37.395 --> 00:50:41.395
นะคะ

761
00:50:41.395 --> 00:50:45.395
ถ้าขึ้นคำว่า ""

762
00:50:45.395 --> 00:50:49.395
เพราะฉะนั้นเราจะต้อง

763
00:50:49.396 --> 00:50:53.370
ทำอย่างไรครับ

764
00:50:53.399 --> 00:50:57.399

765
00:50:57.399 --> 00:51:01.399
เราก็ไม่ได้เว้นนี่ มันเว้นอีกนี่น่า

766
00:51:01.402 --> 00:51:05.402
เกิดอะไรขึ้นกับมัน

767
00:51:05.403 --> 00:51:09.403
if

768
00:51:09.403 --> 00:51:13.403
ลองติดกันนะคะ

769
00:51:13.405 --> 00:51:17.405
...

770
00:51:17.405 --> 00:51:21.405
รูปแบบไม่ถูกต้อง

771
00:51:21.407 --> 00:51:25.407
Syntax ของ Operate

772
00:51:25.409 --> 00:51:29.409
เท่ากับ... วรรคหรือ

773
00:51:29.412 --> 00:51:33.412
วรรคใช่ไหม มันจะขึ้นเตือน

774
00:51:33.414 --> 00:51:37.414
เมื่อโค้ดเราถึง

775
00:51:37.414 --> 00:51:41.414
Syntax ก็คือ

776
00:51:41.415 --> 00:51:45.415
รูปแบบนะคะ  เราใส่รูปแบบไม่ถูกต้องเขาจะขึ้น...

777
00:51:45.416 --> 00:51:49.416
เตือน

778
00:51:49.417 --> 00:51:53.417

779
00:51:53.418 --> 00:51:57.418

780
00:51:57.419 --> 00:52:01.419

781
00:52:01.421 --> 00:52:05.421
เท่ากับ ลองใส่เท่ากับ 2 ตัวสิ

782
00:52:05.426 --> 00:52:09.426

783
00:52:09.427 --> 00:52:13.427
แสดงว่าคนละ Version หรือ อันนี้ก็ของ

784
00:52:13.431 --> 00:52:17.431
Python ตัวนี้ ตัวนี้ของก็ของ Python

785
00:52:17.432 --> 00:52:21.432
นี่ไง เวอร์ชันไหนหว่า

786
00:52:21.434 --> 00:52:25.434
ของตัวนี้

787
00:52:25.437 --> 00:52:29.437
บอกใส่เท่ากับตัวเดียว แต่

788
00:52:29.446 --> 00:52:33.446
แต่ในโปรแกรมเราต้องใส่ 2 ตัว

789
00:52:33.447 --> 00:52:37.447

790
00:52:37.448 --> 00:52:41.448

791
00:52:41.450 --> 00:52:45.450
Division

792
00:52:45.452 --> 00:52:49.452

793
00:52:49.455 --> 00:52:53.455
ถ้าใคร Run ผ่าน

794
00:52:53.456 --> 00:52:57.456
จะขึ้นแบบนี้นะคะ บอกว่าให้ป้อนตัวเลข

795
00:52:57.456 --> 00:53:01.456
ก่อนอันดับแรก เอาเลขอะไรดีครับ

796
00:53:01.458 --> 00:53:05.458
ทดสอบ 21

797
00:53:05.459 --> 00:53:09.459
มันจะไม่ขึ้น เราหาเลขคู่ เพราะฉะนั้นเราต้องใส่เลขคู่

798
00:53:09.462 --> 00:53:13.462
เข้าไป 28

799
00:53:13.462 --> 00:53:17.462

800
00:53:17.463 --> 00:53:21.463
Trackbank error

801
00:53:21.464 --> 00:53:25.464
Error ที่บรรทัดที่

802
00:53:25.466 --> 00:53:29.466
ตรง module นี้

803
00:53:29.466 --> 00:53:33.466
คำสั่ง Print ผิด

804
00:53:33.466 --> 00:53:37.466
เพราะฉะนั้นเราจะต้องไปดูรูปแบบของคำสั่ง print ด้วย

805
00:53:37.467 --> 00:53:41.467
Input...

806
00:53:41.467 --> 00:53:45.467
print อยู่ไหน

807
00:53:45.468 --> 00:53:49.468
คำสั่ง Print

808
00:53:49.469 --> 00:53:53.469
เราอยู่ไฟล์ที่เท่าไร

809
00:53:53.470 --> 00:53:57.470

810
00:53:57.471 --> 00:54:01.471

811
00:54:01.476 --> 00:54:05.476

812
00:54:05.477 --> 00:54:09.477

813
00:54:09.481 --> 00:54:13.481

814
00:54:13.486 --> 00:54:17.486

815
00:54:17.488 --> 00:54:21.488

816
00:54:21.489 --> 00:54:25.489

817
00:54:25.493 --> 00:54:29.493

818
00:54:29.496 --> 00:54:33.496

819
00:54:33.497 --> 00:54:37.497

820
00:54:37.500 --> 00:54:41.500
คำสั่ง print

821
00:54:41.501 --> 00:54:45.501
เราหายไปไหน

822
00:54:45.501 --> 00:54:49.501

823
00:54:49.501 --> 00:54:53.501

824
00:54:53.503 --> 00:54:57.503

825
00:54:57.508 --> 00:55:01.508

826
00:55:01.512 --> 00:55:05.512

827
00:55:05.513 --> 00:55:09.513

828
00:55:09.514 --> 00:55:13.514

829
00:55:13.516 --> 00:55:17.516
มาดูรูปแบบคำสั่ง print ใน Python

830
00:55:17.518 --> 00:55:21.518
print data

831
00:55:21.519 --> 00:55:25.519
ก็ถูกแล้วนี่ ข้อมูลหรือตัวแปรที่ต้องการ

832
00:55:25.521 --> 00:55:29.521
ที่ต้องการทำมาแสดง print วงเล็บ

833
00:55:29.525 --> 00:55:33.525
ตามด้วย data

834
00:55:33.525 --> 00:55:37.525

835
00:55:37.525 --> 00:55:41.525

836
00:55:41.525 --> 00:55:45.525

837
00:55:45.527 --> 00:55:49.527

838
00:55:49.531 --> 00:55:53.531

839
00:55:53.533 --> 00:55:57.533
แล้วทำไมมันว่าเรา

840
00:55:57.537 --> 00:56:01.537
Syntax Error

841
00:56:01.550 --> 00:56:05.550
ตามด้วยข้อมูลนี้ เครื่องหา

842
00:56:05.551 --> 00:56:09.551
print ข้อมูลนี้ เครื่องหมายเท่ากับ

843
00:56:09.552 --> 00:56:13.552

844
00:56:13.554 --> 00:56:17.554

845
00:56:17.554 --> 00:56:21.554

846
00:56:21.556 --> 00:56:25.556

847
00:56:25.557 --> 00:56:29.557
Data 1

848
00:56:29.559 --> 00:56:33.559
เครื่องหมายเท่ากับ (=) แล้วก็...

849
00:56:33.561 --> 00:56:37.561

850
00:56:37.561 --> 00:56:41.561

851
00:56:41.561 --> 00:56:45.561

852
00:56:45.562 --> 00:56:49.562

853
00:56:49.566 --> 00:56:53.566

854
00:56:53.571 --> 00:56:57.571

855
00:56:57.572 --> 00:57:01.572

856
00:57:01.574 --> 00:57:05.574

857
00:57:05.576 --> 00:57:09.576

858
00:57:09.577 --> 00:57:13.577

859
00:57:13.578 --> 00:57:17.578
ทำไม

860
00:57:17.580 --> 00:57:21.580
มันขึ้น Error บรรทัดนี้ Type Error

861
00:57:21.581 --> 00:57:25.581
...

862
00:57:25.582 --> 00:57:29.545

863
00:57:29.584 --> 00:57:33.584

864
00:57:33.585 --> 00:57:37.585
ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่หว่า

865
00:57:37.586 --> 00:57:41.586
ตัวแปรที่ประกาศ Number

866
00:57:41.588 --> 00:57:45.566

867
00:57:45.588 --> 00:57:49.588

868
00:57:49.589 --> 00:57:53.589
ต้องใส่คอมม่าก่อนหรือ เวอร์ชันไหนนี่

869
00:57:53.590 --> 00:57:57.590

870
00:57:57.591 --> 00:58:01.591

871
00:58:01.592 --> 00:58:05.592
นั่นสิ

872
00:58:05.592 --> 00:58:09.592
Error อีกไหม

873
00:58:09.593 --> 00:58:13.593
ทดสอบ 24

874
00:58:13.597 --> 00:58:17.597
โอ.เค. ไม่ให้ใส่เท่ากับ

875
00:58:17.598 --> 00:58:21.598
เท่ากับ รูปแบบไม่ถูกเลยหรือ Version ไหน

876
00:58:21.599 --> 00:58:25.599
แสดงว่าเป็นแบบ...

877
00:58:25.601 --> 00:58:29.601

878
00:58:29.614 --> 00:58:33.614

879
00:58:33.615 --> 00:58:37.615
โอ.เค. เพราะฉะนั้น ดูรูปแบบ

880
00:58:37.616 --> 00:58:41.616
ดี ๆ นะคะ ตอนนี้เราสับสนรูปแบบหลายเวอร์ชันเหลือเกิน

881
00:58:41.618 --> 00:58:45.618
อันดับแรก เมื่อกี้ที่มัน Error บรรทัดนี้เพราะว่า

882
00:58:45.618 --> 00:58:49.618
เราใช้เครื่องหมายเท่ากับ

883
00:58:49.628 --> 00:58:53.628
Save บอกว่ามันต้องเป็นเครื่องหมาย

884
00:58:53.629 --> 00:58:57.629
ตามด้วยคำว่า "เลขคู่"

885
00:58:57.629 --> 00:59:01.629
เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้มีเท่ากับ

886
00:59:01.630 --> 00:59:05.630
ก็ต้อง

887
00:59:05.630 --> 00:59:09.630
อยู่ในวงเล็บอย่างนี้นะคะ

888
00:59:09.632 --> 00:59:13.632
ทดสอบใหม่

889
00:59:13.634 --> 00:59:17.634

890
00:59:17.636 --> 00:59:21.636
66 คือเลขคู่

891
00:59:21.638 --> 00:59:25.638
ผลของการรันโปรแกรม

892
00:59:25.639 --> 00:59:29.639
จะต้อง 1. จะต้องมีตัวที่บอกว่า...

893
00:59:29.639 --> 00:59:33.639
ข้อความที่บอกว่า ตัวเลขที่เราจะป้อนเข้าไป

894
00:59:33.641 --> 00:59:37.641
แล้วก็ตามด้วยตัวเลขที่เราป้อน

895
00:59:37.648 --> 00:59:41.648
ตัวเลขนั้นแล้วก็บอก่าเป็นเลขคู๋นะคะ

896
00:59:41.660 --> 00:59:45.660
ถ้าเลขที่ใส่เข้าไปเป็นเลขคู่

897
00:59:45.661 --> 00:59:49.661
ถ้า if ตัวเดียว

898
00:59:49.662 --> 00:59:53.662
เพื่อให้มันเช็ก

899
00:59:53.663 --> 00:59:57.663
เลขคี่ลงไป ดูนะคะ

900
00:59:57.664 --> 01:00:01.664
ทดสอบ กด F5 เพื่อ Run โปรแกรม

901
01:00:01.665 --> 01:00:05.665
หน้านี้คือหน้าแสดงผลนะ เพราะฉะนั้น

902
01:00:05.667 --> 01:00:09.667
หน้าที่รันก็คือตัวนี้ ตัวที่เป็น

903
01:00:09.671 --> 01:00:13.671
ตัวนี้ กด F5

904
01:00:13.681 --> 01:00:17.681
แล้วมันจะขึ้นว่ากรุณาป้อนตัวเลข เราก็จะ

905
01:00:17.682 --> 01:00:21.682
ใส่เลขคี่ เช่น 23

906
01:00:21.682 --> 01:00:25.682
พอกด enter

907
01:00:25.683 --> 01:00:29.683

908
01:00:29.684 --> 01:00:33.684

909
01:00:33.685 --> 01:00:37.685
จอล้น เดี๋ยวเคลียร์

910
01:00:37.687 --> 01:00:41.687
เคลียร์โค้ดนะคะ

911
01:00:41.688 --> 01:00:45.688
รันใหม่ เพื่อจะเคลียร์

912
01:00:45.689 --> 01:00:49.689
ไอ้ตัวหน้านี้ จะได้เห็น

913
01:00:49.690 --> 01:00:53.690
23 เห็นไหมคะ

914
01:00:53.690 --> 01:00:57.690
มันจะไม่ทำอะไรเลย มันจะข้ามมาที่สถานะ

915
01:00:57.691 --> 01:01:01.691
ก็คือพร้อมป้อนข้อความใหม่หรือ

916
01:01:01.691 --> 01:01:05.691
อะไรก็แล้วแต่ ก็คือหลุดออกมาเลย เพราะเงื่อนไขเป็นเท็จ

917
01:01:05.693 --> 01:01:09.693
จะไม่ทำอะไรต่อ ก็คือสิ้นสุดการทำงานทันนะคะ

918
01:01:09.704 --> 01:01:13.704
ถ้าพักเงื่อนไขเป็น

919
01:01:13.709 --> 01:01:17.709
เท็จมันจะสิ้นสุดการทำงาน

920
01:01:17.709 --> 01:01:21.709
แต่ทีนี้สิ่งที่เราจะต้องเพิ่มเข้าไป ถูกไหม

921
01:01:21.709 --> 01:01:25.709
นั่นก็คือ ถ้าเราตอ้

922
01:01:25.710 --> 01:01:29.710
รู้ว่า ถ้ามัน

923
01:01:29.712 --> 01:01:33.712
ถ้าเลขที่เราป้อนเข้าไป

924
01:01:33.712 --> 01:01:37.712
มันไม่เป็นเลขคู่ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ if อะไรคะ

925
01:01:37.714 --> 01:01:41.714
ตัวที่ 2 ก็คือ If  Else

926
01:01:41.714 --> 01:01:45.714
ลองเพิ่ม else เข้าไป

927
01:01:45.727 --> 01:01:49.727
else นะคะ .

928
01:01:49.727 --> 01:01:53.727
เข้าไป แล้วตามด้วย

929
01:01:53.740 --> 01:01:57.740
คำสั่ง แสดงผลข้อความที่ตรงกันข้ามกับเลขคู่

930
01:01:57.740 --> 01:02:01.740
ที่ตรงกันข้ามกับเลขคู่ ก็คือ

931
01:02:01.741 --> 01:02:05.741
เลขคี่นะคะ ลองทำเองเดี๋ยวจะเดินตรวจ

932
01:02:05.751 --> 01:02:09.751
เติมประโยคที่เหลือ รูปแบบที่เหลือนะคะ

933
01:02:09.752 --> 01:02:13.752
ใช้อะไร ใช้ Else If นะคะ

934
01:02:13.753 --> 01:02:17.753
เงื่อนไขนี้ สเตทเมนท์นี้ รูปแบบ

935
01:02:17.754 --> 01:02:21.754
นี้นะคะ ใส่เข้าไป

936
01:02:21.754 --> 01:02:25.754

937
01:02:25.756 --> 01:02:29.756

938
01:02:29.759 --> 01:02:33.759

939
01:02:33.764 --> 01:02:37.764

940
01:02:37.766 --> 01:02:41.766

941
01:02:41.768 --> 01:02:45.768
อยากให้เพิ่มส่วนหัวของโปรแกรมเข้าไปด้วย

942
01:02:45.769 --> 01:02:49.769

943
01:02:49.770 --> 01:02:53.770

944
01:02:53.772 --> 01:02:57.772

945
01:02:57.774 --> 01:03:01.774

946
01:03:01.775 --> 01:03:05.775

947
01:03:05.775 --> 01:03:09.775

948
01:03:09.779 --> 01:03:13.779

949
01:03:13.781 --> 01:03:17.781

950
01:03:17.786 --> 01:03:21.786

951
01:03:21.792 --> 01:03:25.792

952
01:03:25.798 --> 01:03:29.798

953
01:03:29.799 --> 01:03:33.799

954
01:03:33.803 --> 01:03:37.803

955
01:03:37.808 --> 01:03:41.808

956
01:03:41.810 --> 01:03:45.810

957
01:03:45.811 --> 01:03:49.811

958
01:03:49.813 --> 01:03:53.813

959
01:03:53.815 --> 01:03:57.815

960
01:03:57.818 --> 01:04:01.818

961
01:04:01.819 --> 01:04:05.819

962
01:04:05.822 --> 01:04:09.822

963
01:04:09.825 --> 01:04:13.825

964
01:04:13.826 --> 01:04:17.826

965
01:04:17.828 --> 01:04:21.828

966
01:04:21.830 --> 01:04:25.830

967
01:04:25.832 --> 01:04:29.832

968
01:04:29.833 --> 01:04:33.833

969
01:04:33.835 --> 01:04:37.835

970
01:04:37.836 --> 01:04:41.836

971
01:04:41.837 --> 01:04:45.837
เราจะซ่อน

972
01:04:45.837 --> 01:04:49.837
คำสั่งเรานะ ทำเองนะ

973
01:04:49.838 --> 01:04:53.838

974
01:04:53.842 --> 01:04:57.842
เด็ก ๆ ต้อง

975
01:04:57.846 --> 01:05:01.846
ทดสอบ ลองเขียน

976
01:05:01.847 --> 01:05:05.847
คำสั่ง else เพิ่มนะคะ ดูรูปแบบดี ๆ เดี๋ยว Feed หน้ารูปแบบไว้ให้

977
01:05:05.847 --> 01:05:09.847
รูปแบบคำสั่ง If, Else

978
01:05:09.849 --> 01:05:13.849
ทำต่อ ทำ if else ต่อ มี

979
01:05:13.849 --> 01:05:17.849
if แล้วเติม else เข้าไปแค่นั้นเอง

980
01:05:17.851 --> 01:05:21.851

981
01:05:21.851 --> 01:05:25.851
ดูที่รูปแบบเป็นหลัก

982
01:05:25.852 --> 01:05:29.852

983
01:05:29.852 --> 01:05:33.852
ก็ว่าอยู่มองไม่เห็น

984
01:05:33.854 --> 01:05:37.854

985
01:05:37.854 --> 01:05:41.854

986
01:05:41.856 --> 01:05:45.856

987
01:05:45.861 --> 01:05:49.861

988
01:05:49.863 --> 01:05:53.863

989
01:05:53.865 --> 01:05:57.865

990
01:05:57.867 --> 01:06:01.867

991
01:06:01.868 --> 01:06:05.868

992
01:06:05.871 --> 01:06:09.871

993
01:06:09.872 --> 01:06:13.872

994
01:06:13.876 --> 01:06:17.876

995
01:06:17.878 --> 01:06:21.878

996
01:06:21.880 --> 01:06:25.880

997
01:06:25.883 --> 01:06:29.883

998
01:06:29.888 --> 01:06:33.888

999
01:06:33.890 --> 01:06:37.890

1000
01:06:37.893 --> 01:06:41.893

1001
01:06:41.895 --> 01:06:45.895

1002
01:06:45.900 --> 01:06:49.900
ไม่ต้องสร้างใหม่ถูกไหม

1003
01:06:49.902 --> 01:06:53.902
พิมพ์ต่อ พิมพ์ต่อได้เลยเพราะ

1004
01:06:53.903 --> 01:06:57.903
เงื่อนไขคือเงื่อนไขเดียวกันใช่ไหมคะ เพียงแค่มี else เข้ามา

1005
01:06:57.911 --> 01:07:01.911

1006
01:07:01.913 --> 01:07:05.913
เมื่อมันไม่ใช่เลขคู่ ก็ต้องเป็น

1007
01:07:05.914 --> 01:07:09.914
เลขคี่ขึ้นมาแทนนะคะ

1008
01:07:09.929 --> 01:07:13.929

1009
01:07:13.933 --> 01:07:17.933

1010
01:07:17.936 --> 01:07:21.936

1011
01:07:21.938 --> 01:07:25.938

1012
01:07:25.940 --> 01:07:29.940

1013
01:07:29.941 --> 01:07:33.941

1014
01:07:33.944 --> 01:07:37.944

1015
01:07:37.946 --> 01:07:41.946

1016
01:07:41.948 --> 01:07:45.948

1017
01:07:45.950 --> 01:07:49.950

1018
01:07:49.955 --> 01:07:53.955

1019
01:07:53.956 --> 01:07:57.956

1020
01:07:57.957 --> 01:08:01.957

1021
01:08:01.959 --> 01:08:05.959

1022
01:08:05.961 --> 01:08:09.961

1023
01:08:09.965 --> 01:08:13.965

1024
01:08:13.967 --> 01:08:17.967

1025
01:08:17.968 --> 01:08:21.968

1026
01:08:21.970 --> 01:08:25.970

1027
01:08:25.971 --> 01:08:29.971
ไม่เปิดเครื่องหรือ

1028
01:08:29.971 --> 01:08:33.971

1029
01:08:33.972 --> 01:08:37.972
ดูดี ๆ นะคะ

1030
01:08:37.973 --> 01:08:41.973
คำสั่งต่อมาที่จะทำเพิ่ม ก็คือทำแค่ else เข้าไป

1031
01:08:41.975 --> 01:08:45.975
เพราะเราระบุ ระบุว่าเลขที่เราต้องการหาคือเลขคู่

1032
01:08:45.976 --> 01:08:49.976

1033
01:08:49.976 --> 01:08:53.976
กับเลขคี่ ตอนแรกเราได้เลขคู่แล้ว

1034
01:08:53.977 --> 01:08:57.977
เพราะฉะนั้นต่อมาเราจะต้องให้มันแสดง

1035
01:08:57.978 --> 01:09:01.978
คำว่าเลขคี่ด้วย เพราะว่าถ้า

1036
01:09:01.992 --> 01:09:05.992
เมื่อป้อนตัวเลขเข้าไปแล้วนะคะ แล้ว

1037
01:09:05.992 --> 01:09:09.992
ไม่ได้ มันไม่ได้เป็นเลขคู่

1038
01:09:09.993 --> 01:09:13.993
มันก็แสดงคำว่าเลขคี่ออกมา

1039
01:09:13.994 --> 01:09:17.994
เพราะฉะนั้น คำสั่งจะต้องคลอบคลุม

1040
01:09:17.995 --> 01:09:21.995

1041
01:09:21.998 --> 01:09:25.998

1042
01:09:25.998 --> 01:09:29.998

1043
01:09:30.001 --> 01:09:34.001
ดูนะคะ คำสั่งเราถึงแค่

1044
01:09:34.003 --> 01:09:38.003
if กับตรงนี้ใช่ไหม

1045
01:09:38.004 --> 01:09:42.004
2 บรรทัดนี้ ถูกไหม คำสั่งที่ 1

1046
01:09:42.005 --> 01:09:46.005
else เพราะฉะนั้นจะต้อง

1047
01:09:46.007 --> 01:09:50.007
พิมพ์ else แล้วตามด้วย

1048
01:09:50.014 --> 01:09:54.014
เครื่องหมาย Colon เสร็จแล้วให้ย้อน

1049
01:09:54.014 --> 01:09:58.014
ไปดูที่สเตจเมนต์แรก

1050
01:09:58.016 --> 01:10:02.016
เพราะฉะนั้น statement ที่ 2

1051
01:10:02.019 --> 01:10:06.019
ผลที่มันแสดง Statement แรก

1052
01:10:06.021 --> 01:10:10.021
เลขคู่ใช่ไหม Statment ที่ 2 ผลที่ต้องแสดงเป็น

1053
01:10:10.021 --> 01:10:14.021
เลขอะไร เข้าใจหรือยัง

1054
01:10:14.022 --> 01:10:18.022
บีลองพิมพ์ดู

1055
01:10:18.024 --> 01:10:22.024

1056
01:10:22.029 --> 01:10:26.029

1057
01:10:26.031 --> 01:10:30.031

1058
01:10:30.035 --> 01:10:34.035

1059
01:10:34.036 --> 01:10:38.036

1060
01:10:38.038 --> 01:10:42.038

1061
01:10:42.040 --> 01:10:46.040

1062
01:10:46.045 --> 01:10:50.045

1063
01:10:50.050 --> 01:10:54.050

1064
01:10:54.051 --> 01:10:58.051

1065
01:10:58.052 --> 01:11:02.052

1066
01:11:02.054 --> 01:11:06.054

1067
01:11:06.055 --> 01:11:10.055

1068
01:11:10.056 --> 01:11:14.056

1069
01:11:14.057 --> 01:11:18.057

1070
01:11:18.059 --> 01:11:22.059

1071
01:11:22.061 --> 01:11:26.061

1072
01:11:26.062 --> 01:11:30.062

1073
01:11:30.063 --> 01:11:34.063

1074
01:11:34.067 --> 01:11:38.067

1075
01:11:38.068 --> 01:11:42.068
ลืมไปว่าตัวเอง Freeze หน้าจอ

1076
01:11:42.070 --> 01:11:46.070
บีดูนะคะ คือ

1077
01:11:46.071 --> 01:11:50.071
ตอนที่เราพิมพ์ประโยคแรกนะ บีนะ

1078
01:11:50.073 --> 01:11:54.073
ก็คือมีคำสั่ง if แล้วก็

1079
01:11:54.073 --> 01:11:58.073
เงื่อนไขแล้วก็ตามด้วยเงื่อนไขที่ 2

1080
01:11:58.075 --> 01:12:02.075
Statement ที่ 1 ซึ่ง

1081
01:12:02.075 --> 01:12:06.075
ให้บีเพิ่ม พิมพ์เพิ่มก็คือ

1082
01:12:06.077 --> 01:12:10.077
เมื่อเรามี if แล้วเราจะต้องมี else

1083
01:12:10.079 --> 01:12:14.079
พิมพ์ else เพิ่ม else

1084
01:12:14.086 --> 01:12:18.086
มาดูว่าใน Statement แรก ที่อยู่

1085
01:12:18.087 --> 01:12:22.087
ต่อจาก if น่ะ เราพิมพ์คำสั่งอะไรลงไป

1086
01:12:22.095 --> 01:12:26.095
ใช่ไหมคะ พอใน else

1087
01:12:26.097 --> 01:12:30.097
คำสั่งนั้นจากแสดงเลขคู่

1088
01:12:30.097 --> 01:12:34.097
ให้แสดงเป็น... ทำไมมันไม่ได้

1089
01:12:34.099 --> 01:12:38.099

1090
01:12:38.099 --> 01:12:42.099

1091
01:12:42.100 --> 01:12:46.100
ยังว่าอยู่ บีดูนะคะ

1092
01:12:46.101 --> 01:12:50.101
ก็คือให้เปรียบเทียบจาก

1093
01:12:50.101 --> 01:12:54.101
คำสั่งแรก ๆ เราบอกว่า ถ้าเ

1094
01:12:54.102 --> 01:12:58.102
ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง แสดงเป็นคู่ แต่

1095
01:12:58.102 --> 01:13:02.102
จะต้องการให้แสดงมันมีอยู่ 2 อัน ก็คือ

1096
01:13:02.103 --> 01:13:06.103
ถ้าหารแล้วลงตัว แสดงคำว่า

1097
01:13:06.104 --> 01:13:10.104
"เลขคู่" แต่ถ้าไม่ลงตัว มัน

1098
01:13:10.105 --> 01:13:14.105
แสดงคำว่าอะไรคะ

1099
01:13:14.106 --> 01:13:18.106
อะไร เลขคี่แทนนะคะ เพราะฉะนั้นจะเปลี่ยนกัน

1100
01:13:18.107 --> 01:13:22.107
รูปแบบเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนแค่ข้อความ

1101
01:13:22.108 --> 01:13:26.108
ที่จะแสดง

1102
01:13:26.109 --> 01:13:30.109

1103
01:13:30.109 --> 01:13:34.109

1104
01:13:34.111 --> 01:13:38.111

1105
01:13:38.117 --> 01:13:42.117
แค่... ตรงสเตจเมนต์ที่

1106
01:13:42.122 --> 01:13:46.122
ต่อจาก if มันจะเป็นคำสั่ง print

1107
01:13:46.123 --> 01:13:50.123
แล้วมีคำว่าเลขคู่แสดงใช่ไหมคะ

1108
01:13:50.123 --> 01:13:54.123
แต่ใน Statement ที่ 2

1109
01:13:54.123 --> 01:13:58.123
สิ่งที่จะต้องแสดง ก็คือเลขอะไร

1110
01:13:58.123 --> 01:14:02.123

1111
01:14:02.124 --> 01:14:06.124

1112
01:14:06.139 --> 01:14:10.139

1113
01:14:10.141 --> 01:14:14.141
ดูโจทย์ดี ๆ

1114
01:14:14.144 --> 01:14:18.144
เดี๋ยวให้ดูโจทย์

1115
01:14:18.145 --> 01:14:22.145
เห็นไหม

1116
01:14:22.151 --> 01:14:26.151
เห็นไหมคะ ใช่ไหม

1117
01:14:26.163 --> 01:14:30.163
อันที่ 1 มันแสดงเลขคู่

1118
01:14:30.163 --> 01:14:34.163
ถูกไหมคะ เพราะฉะนั้น อันที่ 2

1119
01:14:34.164 --> 01:14:38.164
มันก็ต้องแสดงค่านี้ออกมา

1120
01:14:38.172 --> 01:14:42.172
ใช่ไหม ถ้ามันไม่ใช่ ถ้าเป็นจริงแสดงเลขคู่

1121
01:14:42.172 --> 01:14:46.172
ถ้าเป็นจริง T แสดงเลขคู่

1122
01:14:46.173 --> 01:14:50.173
ถ้าไม่จริง f แสดง

1123
01:14:50.174 --> 01:14:54.174
เลขคี่นะคะ

1124
01:14:54.175 --> 01:14:58.175
ตรงนี้เงื่อนไขเป็นจริง

1125
01:14:58.178 --> 01:15:02.178
ตรงนี้เงื่อนไขเป็นเท็จ

1126
01:15:02.178 --> 01:15:06.178
to all f เพราะฉะนั้นถ้าเป็ฯ

1127
01:15:06.180 --> 01:15:10.180
จริงเราให้มันแสดงคำว่าเลขคู่

1128
01:15:10.180 --> 01:15:14.180
แต่ถ้ามันเป็นเท็จ ให้มันแสดงคำว่า "เลขคี่" แทน

1129
01:15:14.180 --> 01:15:18.180
เลขคี่แทน

1130
01:15:18.180 --> 01:15:22.180

1131
01:15:22.181 --> 01:15:26.181

1132
01:15:26.183 --> 01:15:30.183

1133
01:15:30.185 --> 01:15:34.185

1134
01:15:34.187 --> 01:15:38.187

1135
01:15:38.188 --> 01:15:42.188

1136
01:15:42.192 --> 01:15:46.192

1137
01:15:46.193 --> 01:15:50.193

1138
01:15:50.195 --> 01:15:54.195

1139
01:15:54.197 --> 01:15:58.197

1140
01:15:58.198 --> 01:16:02.198

1141
01:16:02.199 --> 01:16:06.199

1142
01:16:06.203 --> 01:16:10.203

1143
01:16:10.204 --> 01:16:14.204

1144
01:16:14.205 --> 01:16:18.205

1145
01:16:18.207 --> 01:16:22.207

1146
01:16:22.209 --> 01:16:26.209

1147
01:16:26.210 --> 01:16:30.210

1148
01:16:30.211 --> 01:16:34.211
เพราะฉะนั้นถ้า

1149
01:16:34.213 --> 01:16:38.213
ใช้ If,

1150
01:16:38.214 --> 01:16:42.214
ให้เช็กว่า ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงเราต้องการให้

1151
01:16:42.216 --> 01:16:46.216
ให้มันทำอะไร แล้วถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ

1152
01:16:46.217 --> 01:16:50.217

1153
01:16:50.229 --> 01:16:54.229
เราให้ทำอะไรนะคะ

1154
01:16:54.230 --> 01:16:58.230
ตรง else ถ้า if else

1155
01:16:58.242 --> 01:17:02.242
นะ ถึงมาทำตัวนี้

1156
01:17:02.242 --> 01:17:06.242
ขอโทษ ๆ

1157
01:17:06.245 --> 01:17:10.245

1158
01:17:10.245 --> 01:17:14.245

1159
01:17:14.247 --> 01:17:18.247

1160
01:17:18.249 --> 01:17:22.249
ถ้าใช้ if else นั้น เงื่อนไขมันเช็กว่า

1161
01:17:22.255 --> 01:17:26.255
เป็นจริง นะคะ มันจะมาทำที่ตัวนี้

1162
01:17:26.256 --> 01:17:30.256
เพราะฉะนั้นตัวนี้ต้องเป็นเท็จ if else

1163
01:17:30.258 --> 01:17:34.258
ตรงนี้ต้องเป็นเท็จ if else

1164
01:17:34.259 --> 01:17:38.259

1165
01:17:38.260 --> 01:17:42.260
ตัวนี้จะเป็นจริง ก็คือ

1166
01:17:42.260 --> 01:17:46.260
ที่ตรงกันข้ามกับเลขคู่ก็คือเลขคี่

1167
01:17:46.262 --> 01:17:50.262
มาทำงานตัวนี้ก่อน

1168
01:17:50.263 --> 01:17:54.263
ตัวแรก

1169
01:17:54.264 --> 01:17:58.264
ของเรา ถ้า if เฉย ๆ นี่

1170
01:17:58.265 --> 01:18:02.265
ตรงนี้เป็นจริงถึงจะทำงาน

1171
01:18:02.266 --> 01:18:06.266
เงื่อนไขเป็นจริงถึงจะทำงานนะคะ

1172
01:18:06.267 --> 01:18:10.267

1173
01:18:10.268 --> 01:18:14.268

1174
01:18:14.269 --> 01:18:18.269

1175
01:18:18.273 --> 01:18:22.273

1176
01:18:22.274 --> 01:18:26.274
นี่ ถ้าเงื่อนไขตรงนี้เป็นจริง

1177
01:18:26.276 --> 01:18:30.276
มันถึงจะทำตรงนี้ มันถึงจะมาทำตรงนี้

1178
01:18:30.276 --> 01:18:34.276
แต่ถ้า if else นี่ ตรงนี้

1179
01:18:34.278 --> 01:18:38.278
สิ้นสุด

1180
01:18:38.278 --> 01:18:42.278
การนำเสนอ

1181
01:18:42.280 --> 01:18:46.280
ถ้าเป็น if, else

1182
01:18:46.282 --> 01:18:50.282
ถ้าเป็น if else

1183
01:18:50.283 --> 01:18:54.283
เงื่อนไขตรงนี้เป็นเท็จ

1184
01:18:54.284 --> 01:18:58.284
แล้วมันจะมาทำตัวนี้ จะมาทำตัวนี้

1185
01:18:58.284 --> 01:19:02.284
นี่ ถ้าเป็นเท็จ มันจะข้ามไง

1186
01:19:02.286 --> 01:19:06.286
มันจะไม่ทำคำสั่งนี้ มันจะข้ามมาทำคำสั่งนี้

1187
01:19:06.286 --> 01:19:10.286
นะคะ นี่คือ else

1188
01:19:10.286 --> 01:19:14.286

1189
01:19:14.288 --> 01:19:18.288

1190
01:19:18.289 --> 01:19:22.289

1191
01:19:22.290 --> 01:19:26.290

1192
01:19:26.292 --> 01:19:30.292

1193
01:19:30.294 --> 01:19:34.294

1194
01:19:34.299 --> 01:19:38.299

1195
01:19:38.304 --> 01:19:42.304

1196
01:19:42.305 --> 01:19:46.305

1197
01:19:46.306 --> 01:19:50.306

1198
01:19:50.310 --> 01:19:54.310

1199
01:19:54.312 --> 01:19:58.312

1200
01:19:58.314 --> 01:20:02.314

1201
01:20:02.316 --> 01:20:06.316

1202
01:20:06.321 --> 01:20:10.321

1203
01:20:10.322 --> 01:20:14.322

1204
01:20:14.323 --> 01:20:18.323

1205
01:20:18.324 --> 01:20:22.324

1206
01:20:22.329 --> 01:20:26.329
อะตอม อะตอมดูตรง

1207
01:20:26.330 --> 01:20:30.330

1208
01:20:30.331 --> 01:20:34.331
ตรงนี้นะ

1209
01:20:34.332 --> 01:20:38.332
ตรงนี้ ถ้าเมื่อกด F5 ปุ๊บ

1210
01:20:38.332 --> 01:20:42.332
ของแม่ไม่ error ของอะตอม

1211
01:20:42.333 --> 01:20:46.333
ถ้ามันขึ้นสีแดงนี่ ถ้าสีแดง

1212
01:20:46.347 --> 01:20:50.347
ที่ขึ้นมามันเป็นสีแดงน่ะ อะตอมดูนะครับ ว่า

1213
01:20:50.349 --> 01:20:54.349
ไอ้ตรงสีแดงมันขึ้นตรงส่วนไหน บรรทัดไหน

1214
01:20:54.349 --> 01:20:58.349

1215
01:20:58.351 --> 01:21:02.351
มันจะบอก Line นะ

1216
01:21:02.352 --> 01:21:06.352

1217
01:21:06.353 --> 01:21:10.353

1218
01:21:10.354 --> 01:21:14.354

1219
01:21:14.365 --> 01:21:18.365

1220
01:21:18.367 --> 01:21:22.367

1221
01:21:22.368 --> 01:21:26.368

1222
01:21:26.369 --> 01:21:30.369

1223
01:21:30.372 --> 01:21:34.372

1224
01:21:34.373 --> 01:21:38.373

1225
01:21:38.375 --> 01:21:42.375

1226
01:21:42.380 --> 01:21:46.380

1227
01:21:46.382 --> 01:21:50.382

1228
01:21:50.383 --> 01:21:54.383

1229
01:21:54.385 --> 01:21:58.385

1230
01:21:58.390 --> 01:22:02.390
โอ.เค. นะ อะตอม

1231
01:22:02.392 --> 01:22:06.392
ต้องดูตรงตัวสีแดงที่ขึ้น มันจะบอก

1232
01:22:06.392 --> 01:22:10.392
ตำแหน่งที่เราผิด ว่าผิดตรงไหน เมื่อกี้ input

1233
01:22:10.392 --> 01:22:14.392
ของอะตอม อะตอมพิมพ์ตัวสุดท้าย เป็น

1234
01:22:14.393 --> 01:22:18.393
ตัว i เป็นตัว t

1235
01:22:18.394 --> 01:22:22.394
input ต้องเป็นตัว i-n-p-u-t

1236
01:22:22.395 --> 01:22:26.395
อะตอมแก้ตรงนั้นแล้วลองกด F5 ใหม่

1237
01:22:26.396 --> 01:22:30.396
ผ่านหรือยัง ผ่านหรือยัง

1238
01:22:30.398 --> 01:22:34.398

1239
01:22:34.398 --> 01:22:38.398

1240
01:22:38.400 --> 01:22:42.400

1241
01:22:42.401 --> 01:22:46.401

1242
01:22:46.404 --> 01:22:50.404

1243
01:22:50.406 --> 01:22:54.406

1244
01:22:54.409 --> 01:22:58.409

1245
01:22:58.411 --> 01:23:02.411

1246
01:23:02.411 --> 01:23:06.411

1247
01:23:06.413 --> 01:23:10.413

1248
01:23:10.413 --> 01:23:14.413

1249
01:23:14.414 --> 01:23:18.414
อะตอมดูนะคะ ดูตรงนี้

1250
01:23:18.419 --> 01:23:22.419

1251
01:23:22.420 --> 01:23:26.420
ตัวแปรเห็นไหม

1252
01:23:26.423 --> 01:23:30.423
Number Number นี้คือ

1253
01:23:30.424 --> 01:23:34.424
ชื่อตัวแปรที่เราประกาศ อะตอมพิมพ์ด้วยตัวใหญ่

1254
01:23:34.424 --> 01:23:38.424
แต่ตอนไปเรียกใช้เป็นตัวพิมพ์เล็ก

1255
01:23:38.426 --> 01:23:42.426
เข้าใจไหม เพราะฉะนั้น ต้องแก้

1256
01:23:42.427 --> 01:23:46.427
ต้องแก้ Number ให้เป็น...

1257
01:23:46.427 --> 01:23:50.427
ประกาศด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ตอนเลือกใช้ก็ต้องเป็น

1258
01:23:50.428 --> 01:23:54.428
ตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะฉะนั้นแก้นะคะ แก้เสียก่อน

1259
01:23:54.430 --> 01:23:58.430

1260
01:23:58.443 --> 01:24:02.443

1261
01:24:02.445 --> 01:24:06.445

1262
01:24:06.448 --> 01:24:10.448
เพราะฉะนั้นต้องจำว่า ตอนประกาศ

1263
01:24:10.450 --> 01:24:14.450
ให้ดูย้อนกลับไปที่ตัวที่เราประกาศ

1264
01:24:14.452 --> 01:24:18.452
ว่าเราใช้ตัวพิมพ์เล็ก

1265
01:24:18.462 --> 01:24:22.462
หรือตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะพอประกาศตัวพิมพ์ใหญ่ แต่

1266
01:24:22.463 --> 01:24:26.463
ตอนมาเรียก เรียกมาตอนพิมพ์เล็ก

1267
01:24:26.464 --> 01:24:30.464
มันจะเป็นคนละตัวกันนะคะ

1268
01:24:30.466 --> 01:24:34.466

1269
01:24:34.468 --> 01:24:38.468

1270
01:24:38.469 --> 01:24:42.469

1271
01:24:42.470 --> 01:24:46.470

1272
01:24:46.473 --> 01:24:50.473

1273
01:24:50.475 --> 01:24:54.475

1274
01:24:54.480 --> 01:24:58.480

1275
01:24:58.483 --> 01:25:02.483

1276
01:25:02.484 --> 01:25:06.484

1277
01:25:06.486 --> 01:25:10.486

1278
01:25:10.487 --> 01:25:14.487

1279
01:25:14.490 --> 01:25:18.490

1280
01:25:18.491 --> 01:25:22.491

1281
01:25:22.493 --> 01:25:26.493

1282
01:25:26.496 --> 01:25:30.496

1283
01:25:30.497 --> 01:25:34.497

1284
01:25:34.499 --> 01:25:38.499

1285
01:25:38.501 --> 01:25:42.501

1286
01:25:42.503 --> 01:25:46.503

1287
01:25:46.506 --> 01:25:50.506

1288
01:25:50.507 --> 01:25:54.507

1289
01:25:54.509 --> 01:25:58.509

1290
01:25:58.509 --> 01:26:02.509

1291
01:26:02.510 --> 01:26:06.510

1292
01:26:06.511 --> 01:26:10.511

1293
01:26:10.514 --> 01:26:14.514

1294
01:26:14.519 --> 01:26:18.519

1295
01:26:18.520 --> 01:26:22.520

1296
01:26:22.520 --> 01:26:26.520

1297
01:26:26.522 --> 01:26:30.522

1298
01:26:30.526 --> 01:26:34.526

1299
01:26:34.528 --> 01:26:38.528

1300
01:26:38.530 --> 01:26:42.530

1301
01:26:42.531 --> 01:26:46.531

1302
01:26:46.534 --> 01:26:50.534

1303
01:26:50.535 --> 01:26:54.535

1304
01:26:54.537 --> 01:26:58.537

1305
01:26:58.538 --> 01:27:02.538

1306
01:27:02.540 --> 01:27:06.540

1307
01:27:06.541 --> 01:27:10.541

1308
01:27:10.543 --> 01:27:14.543

1309
01:27:14.545 --> 01:27:18.545

1310
01:27:18.546 --> 01:27:22.546

1311
01:27:22.548 --> 01:27:26.548

1312
01:27:26.550 --> 01:27:30.550

1313
01:27:30.552 --> 01:27:34.552

1314
01:27:34.556 --> 01:27:38.556

1315
01:27:38.556 --> 01:27:42.556

1316
01:27:42.557 --> 01:27:46.557

1317
01:27:46.558 --> 01:27:50.558

1318
01:27:50.563 --> 01:27:54.563

1319
01:27:54.564 --> 01:27:58.564

1320
01:27:58.565 --> 01:28:02.565

1321
01:28:02.567 --> 01:28:06.567

1322
01:28:06.569 --> 01:28:10.569

1323
01:28:10.570 --> 01:28:14.570

1324
01:28:14.571 --> 01:28:18.571

1325
01:28:18.573 --> 01:28:22.573

1326
01:28:22.574 --> 01:28:26.574

1327
01:28:26.577 --> 01:28:30.577

1328
01:28:30.578 --> 01:28:34.578

1329
01:28:34.580 --> 01:28:38.580

1330
01:28:38.581 --> 01:28:42.581

1331
01:28:42.583 --> 01:28:46.583

1332
01:28:46.584 --> 01:28:50.584

1333
01:28:50.586 --> 01:28:54.586

1334
01:28:54.587 --> 01:28:58.587

1335
01:28:58.589 --> 01:29:02.589

1336
01:29:02.590 --> 01:29:06.590

1337
01:29:06.592 --> 01:29:10.592

1338
01:29:10.594 --> 01:29:14.594

1339
01:29:14.596 --> 01:29:18.596

1340
01:29:18.598 --> 01:29:22.598
ให้

1341
01:29:22.600 --> 01:29:26.600
อะตอมเปลี่ยนเครื่องหมาย = ที่

1342
01:29:26.603 --> 01:29:30.603
พิกัดคำว่า number น่ะคะ่

1343
01:29:30.604 --> 01:29:34.604
เครื่องหมาย Semi Colon

1344
01:29:34.605 --> 01:29:38.605
เท่ากับเปลี่ยนเป็น ;

1345
01:29:38.605 --> 01:29:42.605
เปลี่ยนเป็นเครื่องหมาย...

1346
01:29:42.605 --> 01:29:46.605
อะไรนะ ไม่ใช่

1347
01:29:46.607 --> 01:29:50.607
ไม่ใช่ เควสชันมาร์ก

1348
01:29:50.607 --> 01:29:54.607
คอมม่า เปลี่ยนเป็นคอมม่า ขอโทษ ๆ

1349
01:29:54.609 --> 01:29:58.609
เปลี่ยนเครื่องหมาย =

1350
01:29:58.610 --> 01:30:02.610
ตรงคำสั่ง print เปลี่ยนหรือยังครับ เปลี่ยน

1351
01:30:02.612 --> 01:30:06.612
ทั้ง 2 อันเลยนะ ไม่อย่างนั้นมันจะผิดอีก

1352
01:30:06.613 --> 01:30:10.613

1353
01:30:10.614 --> 01:30:14.614
เปลี่ยนเป็นเครื่องหมาย (,)

1354
01:30:14.615 --> 01:30:18.615
โอ.เค. ไหม

1355
01:30:18.616 --> 01:30:22.616

1356
01:30:22.617 --> 01:30:26.617

1357
01:30:26.618 --> 01:30:30.618

1358
01:30:30.624 --> 01:30:34.624

1359
01:30:34.626 --> 01:30:38.626

1360
01:30:38.628 --> 01:30:42.628

1361
01:30:42.630 --> 01:30:46.630

1362
01:30:46.631 --> 01:30:50.631

1363
01:30:50.632 --> 01:30:54.632

1364
01:30:54.634 --> 01:30:58.634

1365
01:30:58.635 --> 01:31:02.635

1366
01:31:02.637 --> 01:31:06.637

1367
01:31:06.639 --> 01:31:10.639

1368
01:31:10.640 --> 01:31:14.640

1369
01:31:14.642 --> 01:31:18.642

1370
01:31:18.645 --> 01:31:22.645

1371
01:31:22.646 --> 01:31:26.646

1372
01:31:26.648 --> 01:31:30.648

1373
01:31:30.654 --> 01:31:34.654

1374
01:31:34.655 --> 01:31:38.655

1375
01:31:38.657 --> 01:31:42.657
เปิด

1376
01:31:42.659 --> 01:31:46.659
โปรแกรมตัวเองนะคะ แล้ว Run ให้ดู ให้มันขึ้น

1377
01:31:46.662 --> 01:31:50.662
คำว่า... กด F5

1378
01:31:50.666 --> 01:31:54.666
ปุ๊บ มันจะต้องขึ้นคำว่า กรุณา

1379
01:31:54.668 --> 01:31:58.668
ป้อนตัวเลขขึ้นมาก่อน

1380
01:31:58.670 --> 01:32:02.670

1381
01:32:02.671 --> 01:32:06.671
นะคะ เมื่อใส่เข้าไป เช่น

1382
01:32:06.673 --> 01:32:10.673
สมมติใส่ 48 48 เป็นเลข

1383
01:32:10.673 --> 01:32:14.673
คู่ เพราะฉะนั้น ถ้ากด Enter

1384
01:32:14.674 --> 01:32:18.674
มันจะต้องบอกว่า 48 เท่ากับเลขคู่

1385
01:32:18.675 --> 01:32:22.675
ทีนี้อยากเช็กว่า else ก็คือเลขคี่

1386
01:32:22.676 --> 01:32:26.676
เราต้องกด F5 อีกครั้งหนึ่ง

1387
01:32:26.677 --> 01:32:30.677
กด F5 อีกครั้งหนึ่ง

1388
01:32:30.678 --> 01:32:34.678
แล้วใส่เลขจำนวนที่เป็นเลขคี่

1389
01:32:34.689 --> 01:32:38.689
เช่น 37 เมื่อกด Enter

1390
01:32:38.689 --> 01:32:42.689
มันจะต้องบอกว่า 37 =

1391
01:32:42.691 --> 01:32:46.691
เลขคี่ เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์

1392
01:32:46.692 --> 01:32:50.692
จะต้องแสดงทั้ง 2 อย่างนะคะ

1393
01:32:50.692 --> 01:32:54.692
เปิดโปรแกรมตัวเอง แล้วกด F5 รอไว้

1394
01:32:54.693 --> 01:32:58.693
เดี๋ยวจะไปบอกว่าให้ใส่เลขอะไร เพื่อจะไปเช็ก

1395
01:32:58.693 --> 01:33:02.693
ว่าเลขนั้นแสดงผลถูกต้องไหม

1396
01:33:02.694 --> 01:33:06.694

1397
01:33:06.702 --> 01:33:10.702

1398
01:33:10.703 --> 01:33:14.703

1399
01:33:14.708 --> 01:33:18.708

1400
01:33:18.713 --> 01:33:22.713

1401
01:33:22.713 --> 01:33:26.713

1402
01:33:26.718 --> 01:33:30.718

1403
01:33:30.720 --> 01:33:34.720

1404
01:33:34.722 --> 01:33:38.722

1405
01:33:38.723 --> 01:33:42.723

1406
01:33:42.726 --> 01:33:46.726

1407
01:33:46.727 --> 01:33:50.727

1408
01:33:50.732 --> 01:33:54.732

1409
01:33:54.732 --> 01:33:58.732

1410
01:33:58.734 --> 01:34:02.734

1411
01:34:02.735 --> 01:34:06.735

1412
01:34:06.737 --> 01:34:10.737

1413
01:34:10.740 --> 01:34:14.740

1414
01:34:14.742 --> 01:34:18.742

1415
01:34:18.743 --> 01:34:22.743

1416
01:34:22.744 --> 01:34:26.744

1417
01:34:26.748 --> 01:34:30.748

1418
01:34:30.750 --> 01:34:34.750

1419
01:34:34.753 --> 01:34:38.753

1420
01:34:38.754 --> 01:34:42.754

1421
01:34:42.755 --> 01:34:46.755

1422
01:34:46.757 --> 01:34:50.757

1423
01:34:50.759 --> 01:34:54.759

1424
01:34:54.760 --> 01:34:58.760

1425
01:34:58.762 --> 01:35:02.762

1426
01:35:02.765 --> 01:35:06.765

1427
01:35:06.766 --> 01:35:10.766

1428
01:35:10.771 --> 01:35:14.771

1429
01:35:14.772 --> 01:35:18.772

1430
01:35:18.774 --> 01:35:22.774

1431
01:35:22.777 --> 01:35:26.777

1432
01:35:26.778 --> 01:35:30.778

1433
01:35:30.780 --> 01:35:34.780

1434
01:35:34.782 --> 01:35:38.782

1435
01:35:38.783 --> 01:35:42.783

1436
01:35:42.786 --> 01:35:46.786

1437
01:35:46.788 --> 01:35:50.788

1438
01:35:50.790 --> 01:35:54.790

1439
01:35:54.791 --> 01:35:58.791

1440
01:35:58.792 --> 01:36:02.792

1441
01:36:02.793 --> 01:36:06.793

1442
01:36:06.796 --> 01:36:10.796

1443
01:36:10.797 --> 01:36:14.608

1444
01:36:14.798 --> 01:36:18.798

1445
01:36:18.799 --> 01:36:22.799

1446
01:36:22.802 --> 01:36:26.802

1447
01:36:26.804 --> 01:36:30.804

1448
01:36:30.808 --> 01:36:34.808

1449
01:36:34.809 --> 01:36:38.809

1450
01:36:38.811 --> 01:36:42.811

1451
01:36:42.816 --> 01:36:46.816

1452
01:36:46.817 --> 01:36:50.817

1453
01:36:50.819 --> 01:36:54.819

1454
01:36:54.821 --> 01:36:58.821
ตอนนี้เหลือ B

1455
01:36:58.823 --> 01:37:02.823
บีจะพิมพ์ให้มันขึ้นข้างบน

1456
01:37:02.824 --> 01:37:06.824
เหมือนอย่างนี้ใช่ไหม ตกแต่งใช่ไหม

1457
01:37:06.837 --> 01:37:10.837
บีดูที่ส่วนของโค้ดก็คือบรรทัดนี้นะคะ

1458
01:37:10.838 --> 01:37:14.838
ที่เราต้องการให้มันโชว์

1459
01:37:14.840 --> 01:37:18.840
เห็นหรือเปล่า

1460
01:37:18.841 --> 01:37:22.841
เดี๋ยวเปิดให้ดู

1461
01:37:22.843 --> 01:37:26.843
คู่กัน ตัวนี้คือโปรแกรมที่เราเขียน

1462
01:37:26.843 --> 01:37:30.843
พอกด ตัวนี้คือตัวที่เรา

1463
01:37:30.845 --> 01:37:34.845
รันนะคะ ทางซ้ายมือที่

1464
01:37:34.845 --> 01:37:38.845
เป็นโค้ดนะ ที่เราพิมพ์โค้ด ส่วน

1465
01:37:38.847 --> 01:37:42.847
หน้าต่างขวามือนี่ก็คือ

1466
01:37:42.847 --> 01:37:46.847
ผลการรันโปรแกรมของเรา

1467
01:37:46.848 --> 01:37:50.848
ของเรา เพราะฉะนั้น

1468
01:37:50.849 --> 01:37:54.849
เวลาดู บีต้องดูฝั่ง

1469
01:37:54.851 --> 01:37:58.851
ทางซ้ายมือ เพราะทางนี้ม้นเป็นผลแล้ว เพราะ

1470
01:37:58.851 --> 01:38:02.851
ถ้าทำตรงโปรแกรมไม่ถูกมัน

1471
01:38:02.851 --> 01:38:06.851
ก็จะรันไม่ออก เพราะฉะนั้นก็ดูทางซ้ายมือก่อน

1472
01:38:06.852 --> 01:38:10.852

1473
01:38:10.858 --> 01:38:14.858

1474
01:38:14.859 --> 01:38:18.859

1475
01:38:18.860 --> 01:38:22.860

1476
01:38:22.862 --> 01:38:26.862

1477
01:38:26.864 --> 01:38:30.864

1478
01:38:30.865 --> 01:38:34.865

1479
01:38:34.867 --> 01:38:38.867

1480
01:38:38.869 --> 01:38:42.869

1481
01:38:42.871 --> 01:38:46.871

1482
01:38:46.873 --> 01:38:50.873

1483
01:38:50.874 --> 01:38:54.874
เพราะฉะนั้น ดูการบ้านนะคะ การบ้านที่จะให้ทำ

1484
01:38:54.875 --> 01:38:58.875

1485
01:38:58.876 --> 01:39:02.876

1486
01:39:02.876 --> 01:39:06.876
ก็คือ

1487
01:39:06.878 --> 01:39:10.878
จะให้ตัดเกรดจากคะแนน

1488
01:39:10.879 --> 01:39:14.879
ตัวนี้ใช้ else if ดูรูปแบบ else if ให้ด

1489
01:39:14.880 --> 01:39:18.880
else, if ดู

1490
01:39:18.881 --> 01:39:22.881
else if ก่อน

1491
01:39:22.882 --> 01:39:26.882
จะต้องประกอบด้วย 1

1492
01:39:26.884 --> 01:39:30.884
if ก่อน มี if ก่อน

1493
01:39:30.886 --> 01:39:34.886
ส่วน else, if นี่ ขึ้นอยู่กับ

1494
01:39:34.887 --> 01:39:38.887
ทางเลือกเพราะฉะนั้นตัดเกรด

1495
01:39:38.887 --> 01:39:42.887
มี A, B, C,

1496
01:39:42.889 --> 01:39:46.889
D แล้วก็ F

1497
01:39:46.889 --> 01:39:50.889
เพราะฉะนั้น ทางเลือกกี่ทางคะ A B C

1498
01:39:50.889 --> 01:39:54.889
d f 5 ทางเลือกนะคะ

1499
01:39:54.889 --> 01:39:58.889
if ที่ 1 คือทางเลือกแรก

1500
01:39:58.899 --> 01:40:02.899
เพราะฉะนั้น else if จะต้องมีกี่อัน

1501
01:40:02.899 --> 01:40:06.899
ดูดี ๆ

1502
01:40:06.900 --> 01:40:10.900
ถ้า 5 1 ให้

1503
01:40:10.901 --> 01:40:14.901
ตี 1 คือ A ใช่ไหม 2 ฺB, C

1504
01:40:14.902 --> 01:40:18.902
และตัวสุดท้าย คือ F ถูกไหม

1505
01:40:18.903 --> 01:40:22.903
เข้าใจง่าย ๆ นะ โอ.เค. ไหม เพราะฉะนั้น else, iev

1506
01:40:22.904 --> 01:40:26.904
จะมีกี่ตัวนึกออกนะคะ ถูกต้องไหม

1507
01:40:26.905 --> 01:40:30.905
ไหม เพราะหัวคือทางเลือกแรก

1508
01:40:30.906 --> 01:40:34.906
และท้าย else คือ ทางเลือกสุดท้าย

1509
01:40:34.914 --> 01:40:38.914
เพราะฉะนั้นใน if ก็คือทางเลือก

1510
01:40:38.915 --> 01:40:42.915
จำง่าย ๆ นะคะ ก็คือ

1511
01:40:42.916 --> 01:40:46.916
นะ อันนี้คือทางเลือก

1512
01:40:46.916 --> 01:40:50.916
ที่ 1 ใช่ไหม อันนี้คือทางเลือกสุดท้าย

1513
01:40:50.917 --> 01:40:54.917

1514
01:40:54.918 --> 01:40:58.918
เพราะฉะนั้น

1515
01:40:58.918 --> 01:41:02.918
ที่อยู่ตรง else if จะมีกี่ตัว

1516
01:41:02.919 --> 01:41:06.919
จำนวนที่เหลือของจากตัวแรก

1517
01:41:06.920 --> 01:41:10.920
กับตัวสุดท้าย นั่นก็จะเป็น else, if นะคะ

1518
01:41:10.921 --> 01:41:14.921
รูปแบบเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นให้

1519
01:41:14.921 --> 01:41:18.921
ดู ให้ดูตัวอย่างส่วนลด

1520
01:41:18.921 --> 01:41:22.921
ตัวอย่างตรวจสอบส่วนลด 200 บาท

1521
01:41:22.922 --> 01:41:26.922
ถ้าจำนวนเงินบอกว่า

1522
01:41:26.923 --> 01:41:30.923
ถ้าราคาสินค้าที่ซื้อ 1000 บาท

1523
01:41:30.923 --> 01:41:34.923
เราจะ Print ส่วนลดให้ 200 บาท

1524
01:41:34.925 --> 01:41:38.925
ออกมาให้ว่าคุณได้ส่วนลด 200 แต่ถ้า

1525
01:41:38.925 --> 01:41:42.925
จำนวนเงินที่เราซื้อสินค้า 500

1526
01:41:42.927 --> 01:41:46.927
ลืมปิดวงเล็บขอโทษ

1527
01:41:46.928 --> 01:41:50.928
100 คือเงื่อนไข ดูเงื่อนไขด้วย

1528
01:41:50.929 --> 01:41:54.929
แล้วทางเลือกเรามีกี่ทางเห็นไหมคะ

1529
01:41:54.931 --> 01:41:58.931
มี 3 ส่วนลด ก็คือ 300 บาท

1530
01:41:58.931 --> 01:42:02.931
และ 50 บาท แต่เกรดของเราก็จะมี

1531
01:42:02.934 --> 01:42:06.934

1532
01:42:06.943 --> 01:42:10.943
คะแนนของเรานะคะ ให้ใส่

1533
01:42:10.944 --> 01:42:14.944
A B

1534
01:42:14.945 --> 01:42:18.945
C

1535
01:42:18.946 --> 01:42:22.946
D,

1536
01:42:22.946 --> 01:42:26.946
E และ F นะคะ

1537
01:42:26.947 --> 01:42:30.947
เพราะฉะนั้นมี 1

1538
01:42:30.956 --> 01:42:34.956
2 3 4

1539
01:42:34.958 --> 01:42:38.958
4

1540
01:42:38.958 --> 01:42:42.958
ไม่ใช่ E สิ ตัวนี้ต้องเป็น F นะ

1541
01:42:42.959 --> 01:42:46.959
เราไม่มี E นะ เกรดเราไม่มีื E

1542
01:42:46.959 --> 01:42:50.959
เดี๋ยวแก้

1543
01:42:50.960 --> 01:42:54.960
และก็ F F คือ อันที่ 5

1544
01:42:54.962 --> 01:42:58.962
อันนี้คืออันที่ 5 นะคะ

1545
01:42:58.962 --> 01:43:02.962
เพราะฉะนั้น ทางเลือกเรามี 5 อัน 5 ทางเลือกนะคะ

1546
01:43:02.963 --> 01:43:06.963
ให้เด็ก ๆ ดูที่

1547
01:43:06.964 --> 01:43:10.964
รูปแบบดี ๆ แล้วก็ตัวอย่าง

1548
01:43:10.979 --> 01:43:14.979
เห็นไหม ตัวอย่างที่เขียนให้ดูแล้ว

1549
01:43:14.979 --> 01:43:18.979
ลืมปิดวงเล็บ พิมพ์ด้วยความไวแสง

1550
01:43:18.980 --> 01:43:22.980
พอไปพิมพ์เดี๋ยว Error

1551
01:43:22.980 --> 01:43:26.980
นะคะ อย่าลืมปิดวงเล็บ รูปแบบของ

1552
01:43:26.981 --> 01:43:30.981
else if จะต้องเปิด

1553
01:43:30.982 --> 01:43:34.982
ด้วย if เสมอ แล้วทางเลือกที่ 2

1554
01:43:34.982 --> 01:43:38.982
ถึงจะเป็น ก็คือตรงกลาง

1555
01:43:38.983 --> 01:43:42.983
ใช้ else if เพราะฉะนั้น ทางเลือกตรงกลาง

1556
01:43:42.984 --> 01:43:46.984
วิธีเช็กว่าเรามีทางเลือก

1557
01:43:46.985 --> 01:43:50.985
กี่ตัว ตัวไหนจะเป็นใช้ else, if

1558
01:43:50.986 --> 01:43:54.986
ดูจากตัวแรกใช้ if ทางเลือกแรกใช้ if

1559
01:43:54.987 --> 01:43:58.987
และทางเลือกสุดท้ายจะมาจบที่ else

1560
01:43:58.988 --> 01:44:02.988
เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ 1 ใช่ if ทางเลือกที่ 5

1561
01:44:02.989 --> 01:44:06.989
ใช้ else เพราะฉะนั้น 2 3 4 ทางเลือก

1562
01:44:06.991 --> 01:44:10.991
เราจะใช้ 2 3 4

1563
01:44:10.991 --> 01:44:14.991
ตัวนะคะ

1564
01:44:14.991 --> 01:44:18.991
เราต้องการให้แสดง

1565
01:44:18.991 --> 01:44:22.991
ทั้งคะแนน ดูโจทย์ด้วยนะคะ โจทย์บอกว่า

1566
01:44:22.991 --> 01:44:26.991
ให้

1567
01:44:26.992 --> 01:44:30.992
แสดงคะแนนด้วย คะแนนและเกรดที่ได้

1568
01:44:30.992 --> 01:44:34.992
มันจะเหมือนการแสดงผลเลขคู่ เลขคี่

1569
01:44:34.993 --> 01:44:38.993
แต่เปลี่ยนจากแสดงตัวเลขเป็นแสดงคะแนน

1570
01:44:38.994 --> 01:44:42.994
แล้วก็แสดงเกรด เกรดที่เรา ในทาง

1571
01:44:43.007 --> 01:44:47.007
เลือกที่เรามีให้ 5 อัน ก็คือ

1572
01:44:47.007 --> 01:44:51.007
A B C D แล้วก็ F นะคะ

1573
01:44:51.009 --> 01:44:55.009
A B C D แล้วก็ F 5 ตัว

1574
01:44:55.009 --> 01:44:59.009
F นั่นคือตก สอบตก

1575
01:44:59.011 --> 01:45:03.011
ไม่ผ่านก็คือต่ำกว่า 50 คะแนน

1576
01:45:03.011 --> 01:45:07.011
บอกทางเลือกสุดท้ายว่าคะแนนต่ำกว่า 50

1577
01:45:07.012 --> 01:45:11.012
ถือว่าสอบตก หรือได้ F เพราะฉะนั้น

1578
01:45:11.014 --> 01:45:15.014
4 ตัวที่เหลือไปปรับเกณฑ์

1579
01:45:15.015 --> 01:45:19.015
ก็คือถ้า

1580
01:45:19.017 --> 01:45:23.017
ต่ำกว่า 50 คะแนน คือ ให้เกรดคือ F เท่านั้น

1581
01:45:23.017 --> 01:45:27.017
นะคะ ให้เกรดคือ F เท่านั้น โอ.เค. นะคะ

1582
01:45:27.019 --> 01:45:31.019
นี่คือ

1583
01:45:31.021 --> 01:45:35.021
การบ้านที่จะต้องทำมานะคะ

1584
01:45:35.023 --> 01:45:39.023
ตรวจในสัปดาห์หน้า ให้ทดลองเขียนโปรแกรมด้วยตัวเอง

1585
01:45:39.024 --> 01:45:43.024
ตัดเกรดจากคะแนนนะคะ ทั้งหมดมี

1586
01:45:43.025 --> 01:45:47.025
5 ตัว มี 5 ทางเลือก

1587
01:45:47.027 --> 01:45:51.027
จะตัดได้ก็ต่อเมื่อให้กรอกคะแนน

1588
01:45:51.028 --> 01:45:55.028
เข้าไปก่อน แล้วค่อยมาใส่เงื่อนไข แล้วก็

1589
01:45:55.029 --> 01:45:59.029
แสดงผลนะคะ

1590
01:45:59.030 --> 01:46:03.030
มีใครสงสัยแบบฝึกหัด การบ้าน

1591
01:46:03.031 --> 01:46:07.031
ข้อนี้ไหม รีบถามนะ

1592
01:46:07.032 --> 01:46:11.032
ดูรูปแบบดี ๆ นะคะ จำรูปแบบไว้ด้วย

1593
01:46:11.033 --> 01:46:15.033

1594
01:46:15.034 --> 01:46:19.034
ดูรูปแบบให้ดี ๆ

1595
01:46:19.036 --> 01:46:23.036
ดูจากรูปแบบแล้วก็ดูจากตัวอย่างนะคะ

1596
01:46:23.038 --> 01:46:27.038

1597
01:46:27.038 --> 01:46:31.038

1598
01:46:31.038 --> 01:46:35.038

1599
01:46:35.040 --> 01:46:39.040

1600
01:46:39.042 --> 01:46:43.042

1601
01:46:43.044 --> 01:46:47.044

1602
01:46:47.049 --> 01:46:51.049
ถ้าไม่มี

1603
01:46:51.050 --> 01:46:55.050
ใครสงสัยการบ้าน สัปดาห์นี้พอแค่นี้ค่ะ

1604
01:46:55.051 --> 01:46:59.051
กินข้าวไข่เจียว

1605
01:46:59.052 --> 01:47:03.052
โอ.เค.

1606
01:47:03.053 --> 01:47:07.053
ขอบคุณทางล่ามค่ะ

1607
01:47:07.055 --> 01:47:11.055
ขอบคุณค่ะ

1608
01:47:11.055 --> 01:47:15.055

1609
01:47:15.055 --> 01:47:19.055
[สิ้นสุดการถอดความ]

1610
01:47:19.056 --> 01:47:22.936

1611
01:47:23.057 --> 01:47:27.057

1612
01:47:27.057 --> 01:47:31.057

1613
01:47:31.059 --> 01:47:35.059

1614
01:47:35.062 --> 01:47:39.062

1615
01:47:39.063 --> 01:47:43.063

1616
01:47:43.065 --> 01:47:47.065

1617
01:47:47.066 --> 01:47:50.070

1618
01:47:51.068 --> 01:47:54.071

1619
01:47:55.068 --> 01:47:55.069


