﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.004 --> 00:00:08.004

3
00:00:08.006 --> 00:00:12.006

4
00:00:12.007 --> 00:00:16.007
(คุณครู) สวัสดีครับนักเรียน วันนี้

5
00:00:16.008 --> 00:00:20.008
ครูชำนาญการสาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

6
00:00:20.010 --> 00:00:24.010
วันนี้เราจะมานำเสนอการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

7
00:00:24.011 --> 00:00:28.011
สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก

8
00:00:28.011 --> 00:00:32.011
ที่ วอ 3.1 เข้าใจ

9
00:00:32.012 --> 00:00:36.012
การเกิดและวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี

10
00:00:36.014 --> 00:00:40.014
ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ และปฏิสัมพันธ์

11
00:00:40.021 --> 00:00:44.021
ระหว่างระบบสุริยะ รวมถึงการใช้เครื่องมือต่าง ๆ

12
00:00:44.022 --> 00:00:48.022
ซึ่งในตอนที่แล้วเราได้ศึกษาในเรื่องเอกภพ

13
00:00:48.023 --> 00:00:52.023
ทฏดีบิ๊กแบงที่เกิดเอกพ

14
00:00:52.037 --> 00:00:56.037
หลักการสำคัญที่คอยสนับสนุนทฤษฎี

15
00:00:56.039 --> 00:01:00.039
และการขยายตัวของเอกภพ หลังจากเกิดการขยายตัวของเอกภพ

16
00:01:00.039 --> 00:01:04.039
ที่เราทราบในตอนที่ 1 แล้ว เอกภพ

17
00:01:04.041 --> 00:01:08.041
อุณหภูมิจะลดลงเร็วในช่วงแรก

18
00:01:08.054 --> 00:01:12.054
ได้ถือกำเนิดมากขึ้น สสารได้

19
00:01:12.055 --> 00:01:16.055
ดึงดูด อุณหภูมิจะลดลงอย่างช้า ๆ  มาถึงปัจจุบัน

20
00:01:16.056 --> 00:01:20.056
ที่ทำให้เราได้ศึกษา ในปัจจุบันมีหลักฐานอยู่

21
00:01:20.057 --> 00:01:24.057
2 หลักฐานที่สำคัญคอยสนับสนุน

22
00:01:24.058 --> 00:01:28.058
เอกภพและอุณหภูมิพื้นหลัง

23
00:01:28.058 --> 00:01:32.058
ไมโครเวฟหรือพื้นหลังของอวากาศ

24
00:01:32.059 --> 00:01:36.059
จะได้ศึกษา 2 หลักฐานสำคัญ หลักฐานที่ 1

25
00:01:36.059 --> 00:01:40.059
การขยายตัวของเอกภพ เราจะทำแบบทดลอง

26
00:01:40.067 --> 00:01:44.067
ของการขยายตัวของเอกภพก่อนนะครับ กิจกรรมที่ 1

27
00:01:44.067 --> 00:01:48.067
ขยายตัวของเอกภพ โดยเราจะขยายตัว

28
00:01:48.079 --> 00:01:52.079
ขยายตัวอย่างง่าย อธิบาย

29
00:01:52.079 --> 00:01:56.079
ในการเคลื่อนของกาแล็กซีจำลองและ

30
00:01:56.081 --> 00:02:00.081
จะต้องอธิบายการขยายตัวของเอกภพแบบจำลอง // เมื่อสักครู่

31
00:02:00.083 --> 00:02:04.083
นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการขยายตัวของเอกภพ

32
00:02:04.094 --> 00:02:08.094
พื้นฐานต่าง ๆ วันนี้นะครับ จะมีการทดลองสนุก ๆ

33
00:02:08.094 --> 00:02:12.094
ที่นักเรียนสามารถทดลองกันได้ง่าย ๆ มีอุปกรณ์ดัง

34
00:02:12.096 --> 00:02:16.096
ต่อไปนี้ครับ อุปกรณ์ชิ้นแรกครับจะเป็นลูกโป่งครับ

35
00:02:16.107 --> 00:02:20.107
ซึ่งลูกโป้งนี้นี่นะครับ จะต้องเป็นลูกโป่งชนิดกลม

36
00:02:20.108 --> 00:02:24.108
ที่จะมองเห็นหลังจากที่เราเป่าลูกโป่งได้

37
00:02:24.108 --> 00:02:28.108
กระดาษสติกเกอร์หรือกระดาษเมจิกครับ

38
00:02:28.108 --> 00:02:32.108
ถ้านักเรียนมีอย่างใดอย่างหนึ่ง นักเรียนสามาราถเอาไปทำได้นะครับ

39
00:02:32.110 --> 00:02:36.110
หลัก ๆ เราต้องการที่จะทำจุดสังเกตบนลูกโป่งขอ

40
00:02:36.110 --> 00:02:40.110
ต่อมานะครับ อย่างที่ 3 ก็คือกระดาษกราฟนะครับ

41
00:02:40.113 --> 00:02:44.113
กระดาษกราฟนะครับ ถ้าหากไม่มีตัวเป็นช่องฟอร์ม

42
00:02:44.114 --> 00:02:48.114
ต่อการ

43
00:02:48.114 --> 00:02:52.114
ในการเขียนกราฟได้ครับ อย่างที่ 4 นะครับ

44
00:02:52.115 --> 00:02:56.115
ยางรัดครับ ซึ่งในส่วนของยางรัดนี่จะ

45
00:02:56.117 --> 00:03:00.117
มัดลูกโป่งเพื่อให้ลูกโป่งพองตัวอยู่ได้ครับ ส่วนต่อไป

46
00:03:00.118 --> 00:03:04.118
สายวัด สายวัดตรงนี้นะครับ ถ้าหากนักเรียนไม่มี

47
00:03:04.119 --> 00:03:08.119
สามารถที่จะใช้อย่างอื่นเทียบเคียงได้ หรืออาจจะใช้เส้นด้าย

48
00:03:08.120 --> 00:03:12.120
หรือเส้นไหมพรมนะครับ ไปทาบบริเวณ

49
00:03:12.121 --> 00:03:16.121
นั้นนี่นะครับ ด้วยความที่พื้นผิวโค้งนี่ เส้นด้าย

50
00:03:16.122 --> 00:03:20.122
ก็จะแนบไปตามผิวลูกโป่ง และเราเอาเส้นด้ายไปวัดกับ

51
00:03:20.123 --> 00:03:24.123
ไม้บันทัน นาฬิกา

52
00:03:24.124 --> 00:03:28.124
ซึ่งในส่วนของนาฬิกาจับเวลา สามารถใช้ได้ทั้ง

53
00:03:28.124 --> 00:03:32.124
ที่เป็นอนาล็อกและดิจิทัลได้เลยนะครับ และนี่เป็นอุปกรณ์

54
00:03:32.124 --> 00:03:36.124
ทั้ง 6 อย่างครับ หลังจากที่เราเตรียมอุปกรณ์

55
00:03:36.125 --> 00:03:40.125
เรียบร้อยแล้วนะครับ เราก็จะเริ่มขึ้นตอนการทดลองเลยครับ

56
00:03:40.130 --> 00:03:44.130
เริ่มต้นนะครับ เราจะนำลูกโป่งมา 1 ลูก

57
00:03:44.130 --> 00:03:48.130
ใช้ปากกาเมจิกครับ จุดลงไปบนลูกโป่ง 8 จุด

58
00:03:48.131 --> 00:03:52.131
ครับ ในแต่ละจุดนักเรียนต้องให้หมายเลขไว้ด้วยนะครับ ว่า

59
00:03:52.131 --> 00:03:56.131
เป็นจุดที่ 1 จุดที่ 2 จุดที่ 3

60
00:03:56.133 --> 00:04:00.133
จนครบเรียบร้อยนะครับ เราจะต้องทำการวัดระยะห่าง

61
00:04:00.135 --> 00:04:04.135
ระหว่างจุดเหล่านี้นะครับ สำหรับการวัดระห่างระหว่างจะสามารถ

62
00:04:04.137 --> 00:04:08.137
ใช้สายวัดนะครับ วัดได้ แต่

63
00:04:08.138 --> 00:04:12.138
อย่างไรก็ตามนะครับ ตัวลูกโป่งของเราปัจจุบันยังแบนอยู่นะครับ เรา

64
00:04:12.138 --> 00:04:16.138
สามารถที่จะวัดด้วยไม้บรรทัดได้นะครับ เพื่อความสะดวก

65
00:04:16.139 --> 00:04:20.139
กับนักเรียน แต่การวัดตรงนี้นี่ ครูขอแนะนำว่าขอให้เรา

66
00:04:20.139 --> 00:04:24.139
วัดซ้ำนะครับ ถ้าเราวัดซ้ำแล้วหาค่าเฉลี่ย เราจะได้ค่า

67
00:04:24.139 --> 00:04:28.139
ใกล้เคียงกับค่าที่เป็นจริงได้มากที่สุดครับ

68
00:04:28.144 --> 00:04:32.144
เมื่อนักเรียนวัดนะครับ ไม่ว่าจะได้ค่าเท่าไรก็แล้วแต่ บันทึก

69
00:04:32.144 --> 00:04:36.144
ลงในตารางผลการบันทึกการทดลองด้วย

70
00:04:36.145 --> 00:04:40.145
นี่นะครับ ไม่หลงลืมค่าที่วัดได้ และจะนำเอาค่านี้ไปใช้ในการ

71
00:04:40.146 --> 00:04:44.146
วิเคราะห์ข้อมูลต่อไปได้ครับ

72
00:04:44.147 --> 00:04:48.147

73
00:04:48.148 --> 00:04:52.148
ในลำดับต่อมานะครับ เมื่อนักเรียนบัน

74
00:04:52.150 --> 00:04:56.150
บันทึกผลเรียบร้อยนะครับ ในการวัดครั้งแรก

75
00:04:56.151 --> 00:05:00.151
เราจะเป่าลูกโป่งครับ การเป่าลูกโป่งนี่เราจะเป่า 2 ครั้ง

76
00:05:00.152 --> 00:05:04.152
ในครั้งแรก เราจะเป่าให้ลูกโป่งพองออกมาประมาณนี้

77
00:05:04.152 --> 00:05:08.152
ซึ่งจะได้ลักษณะประมาณนี้ครับ

78
00:05:08.152 --> 00:05:12.152
ลูกโป่งที่ได้มานักเรียนสังเกตุได้ไหมครับ ว่าจุด

79
00:05:12.153 --> 00:05:16.153
ก็จะมีลักษณะการกระจายตัวนะครับ คล้าย ๆ กับแบบเดิม

80
00:05:16.155 --> 00:05:20.155
แต่เพียงแต่ว่าจะมีระยะห่างนี่เปลี่ยนไป เราจะ

81
00:05:20.155 --> 00:05:24.155
ทำการวัดนะครับ ระหว่างจุดเหล่านี้ โดยใช้จุดที่ 1 เป็นการอ้างอิง

82
00:05:24.156 --> 00:05:28.156
การวัดตอนนี้นี่ จะสังเกตได้ว่าเราต้องใช้สายวัดครับ

83
00:05:28.165 --> 00:05:32.165
สายวัดไว้นะครับ รู้ไหมเพราะอะไร

84
00:05:32.166 --> 00:05:36.166
เพราะว่าตอนนี้พื้นผิวของลูกโป่งนี่

85
00:05:36.177 --> 00:05:40.177
ดังนั้นเราก็จะใช้สายวัดนี่ วัดจุดที่ 1 ไปยังจุดต่าง ๆ

86
00:05:40.178 --> 00:05:44.178
และอย่าลืมนะครับ หลังจากที่ครบเรียบร้อย ขอใหนักเรียน

87
00:05:44.180 --> 00:05:48.180
บันทึกผลลงไปในตารางบันทึกผลด้วยครับ

88
00:05:48.180 --> 00:05:52.180

89
00:05:52.180 --> 00:05:56.180

90
00:05:56.181 --> 00:06:00.181

91
00:06:00.182 --> 00:06:04.182

92
00:06:04.184 --> 00:06:08.184
หลังจากที่เราบันทึกผลในรอบที่ 2

93
00:06:08.185 --> 00:06:12.185
เรียบร้ิอยแล้ว สิ่งที่นักเรียนต้องทำเพิ่มเติมนะครับ คือ นักเรียนต้องเป่า

94
00:06:12.186 --> 00:06:16.186
ลูกโป่งอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ลูกโป่งใบเดิมนี่ละครับ

95
00:06:16.187 --> 00:06:20.187
ขนาดของลูกโป่งก็จะใหญ่ขึ้นแบบนี้ครับ

96
00:06:20.201 --> 00:06:24.201
ตอนนี้นี่เชื่อว่า

97
00:06:24.201 --> 00:06:28.201
นักเรียนทางบ้านสังเกตว่าลูกโป่ง

98
00:06:28.213 --> 00:06:32.213
ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นการกระจายของจุดก็จะมีระยะห่างมากขึ้น

99
00:06:32.214 --> 00:06:36.214
ในส่วนของระยะห่างนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปนะครับ

100
00:06:36.217 --> 00:06:40.217
แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเปลี่ยนไปเท่าไร แน่นอนครับ เราต้อง

101
00:06:40.219 --> 00:06:44.219
วัดอีกครั้งหนึ่งครับ อุปกรณ์การวัดของเรายังเป็นเช่นเดิม

102
00:06:44.220 --> 00:06:48.220
เพราะว่า อุปกรณ์นี้ครับ จะเหมาะกับการวัด

103
00:06:48.220 --> 00:06:52.220
ที่ว่า ที่มีผิวสัมผัสที่ไม่เรียบ

104
00:06:52.221 --> 00:06:56.221
แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ถ้าที่บ้านของนักเรียนไม่มีที่วัด

105
00:06:56.222 --> 00:07:00.222
นักเรียนสามารถใช้เส้นด้ายนะครับ หรือเส้นไหมพรม ทาบ

106
00:07:00.222 --> 00:07:04.222
บริเวณจุดต่าง ๆ ตรงนี้ แล้วนำไปเทียบบนบรรทัด

107
00:07:04.223 --> 00:07:08.223
นักเรียนก็จะได้ระยะห่างของแต่ละจุดนะครับ

108
00:07:08.223 --> 00:07:12.223
และที่สำคัญที่สุดนะครับ อย่าลืมบันทึกผลการทดลองนะครับ

109
00:07:12.225 --> 00:07:16.225

110
00:07:16.225 --> 00:07:20.225
เมื่อนักเรียนบันทึกผลการทดลงเรียบร้อย

111
00:07:20.226 --> 00:07:24.226
นะครับ ในฐานะที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

112
00:07:24.226 --> 00:07:28.226
เหล่านี้นะครับ มาลองคำนวน

113
00:07:28.226 --> 00:07:32.226
ด้วยสูตรตามที่คุณครูสอนเอาไว้ข้างต้น

114
00:07:32.227 --> 00:07:36.227
แล้วหลังจากนั้นเราก็จะมา Plot ออกมาเป็นกราฟครับ

115
00:07:36.229 --> 00:07:40.229
ซึ่งกราฟตัวนี้นี่ก็จะแสดงลักษณะการขยายตัว

116
00:07:40.229 --> 00:07:44.229
ของเอกภพ ซึ่งมีลักษณะของลูกโป่งตรงนี้เป็นแบบจำลอง

117
00:07:44.231 --> 00:07:48.231
ได้นั่นเองครับ ในที่นี้นะครับ คุณครูก็อยากจะแนะนำ

118
00:07:48.231 --> 00:07:52.231
ให้นักเรียนลองเอาการทดลองนี้ไปลองทำที่บ้านแล้ว

119
00:07:52.243 --> 00:07:56.243
อย่าลืมแชร์ผลนี้ให้กับคุณครูด้วยนะครับ (คุณครู) หลังจากที่

120
00:07:56.243 --> 00:08:00.243
ได้ทำการทดลองแล้ว บันทึกผลการทดลอง และนำมาเขียนการวิเคราะห์

121
00:08:00.244 --> 00:08:04.244
การทดลอง เราจะมาช่วยกันตอบคำถามท้ายการทดลองนี้กันนะครับ

122
00:08:04.246 --> 00:08:08.246
ในการเป่าลูกโป่ง ครั้งที่ 2

123
00:08:08.246 --> 00:08:12.246
ผิวลูกโป่งระหว่างกาแล็กซีจำลองกับกาแล็กซีจริง มี

124
00:08:12.248 --> 00:08:16.248
การเปลี่ยนแปลงอย่างไร

125
00:08:16.248 --> 00:08:20.248

126
00:08:20.249 --> 00:08:24.249
ระยะทางบนผิวของลูกโป่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

127
00:08:24.250 --> 00:08:28.250
ก. ข. ค. และ ง. กับกาแลกซี่

128
00:08:28.250 --> 00:08:32.250
อ้างอิงจะเพิ่มขึ้นเลื่อย ๆ คำถามที่ 2

129
00:08:32.252 --> 00:08:36.252
ความเร็วในการเคลื่อนที่ของกาแล็กซีเหมือน

130
00:08:36.254 --> 00:08:40.254
หรือต่างกันอย่างไร

131
00:08:40.255 --> 00:08:44.255
ความเร็วที่นักเรียนได้นำก

132
00:08:44.256 --> 00:08:48.256
ของกาแลกซี่ทั้ง 2 ที่เป่าทั้ง 2 ครั้ง

133
00:08:48.258 --> 00:08:52.258
มาหารด้วยเวลา พบว่า ความเร็วของกาแล็กซี

134
00:08:52.265 --> 00:08:56.265
ต่าง ๆ มีความเร็วไม่เท่ากัน กาแล็กซีใด

135
00:08:56.265 --> 00:09:00.265
เร็วที่สุด และกาแล็กซีนั้นจะอยู่ห่างจาก

136
00:09:00.266 --> 00:09:04.266
กาแลกซีอ้างอิงอย่างไร เมื่อเทียบกับกาแลกซีอื่น

137
00:09:04.267 --> 00:09:08.267
เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด คือกาแล็กซี่

138
00:09:08.272 --> 00:09:12.272
มากที่สุด กาแล็กซีจำลองใดเคลื่อนที่ได้ช้าที่สุด

139
00:09:12.272 --> 00:09:16.272
และกาแล็กซีนั้นห่างจากกาแล็กซีอ้างอิง

140
00:09:16.273 --> 00:09:20.273
เมื่อเปรียบเทียบกับกาแลกซีอื่น

141
00:09:20.274 --> 00:09:24.274
กาแล็กซี่ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุด

142
00:09:24.277 --> 00:09:28.277
คือกาแลกซี่ที่มีการอ้างอิงน้อยที่สุด

143
00:09:28.278 --> 00:09:32.278
การขยายตัวของลูกโป่งกับการขยายตัวของเอกภพ

144
00:09:32.278 --> 00:09:36.278
หรือต่างกันอย่างไร

145
00:09:36.279 --> 00:09:40.279
ลักษณะ

146
00:09:40.279 --> 00:09:44.279
เหมือนกัน คือการแรง หรือพลังงานภาย

147
00:09:44.280 --> 00:09:48.280
ในการที่ทำให้ขยายตัวบนพื้นผิว

148
00:09:48.280 --> 00:09:52.280
อยู่ห่าง กาแล็กซีอ้างอิงมากมีความการเคลื่อนที่มาก

149
00:09:52.281 --> 00:09:56.281
ส่วนกาแล็กซีที่มีระยะห่างจากกาแล็กซี

150
00:09:56.282 --> 00:10:00.282
อ้างอิงน้อย จะเคลื่อนที่ได้ช้ากว่า และการตอบคำถาม

151
00:10:00.284 --> 00:10:04.284
ท้ายการทดลอง เราสามารถสรุปผลการทดลองได้ดังนี้

152
00:10:04.285 --> 00:10:08.285
1. เมื่อเราเป่าลูกโป่งให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะมีปริมาณ

153
00:10:08.285 --> 00:10:12.285
จะเพิ่มขึ้นและสักเกตุเห็นกาแล็กซีจำลอง

154
00:10:12.285 --> 00:10:16.285
ห่างออกจากกัน 2. เมื่อนำข้อมูลระยะห่าง

155
00:10:16.287 --> 00:10:20.287
ระหว่างกาแลกซี จะพบกว่ากาแลกซีแปรผันตรง

156
00:10:20.287 --> 00:10:24.287
ไปกับความเร็วในการเคลื่อนที่ ข้อสรุปข้อที่ 3

157
00:10:24.288 --> 00:10:28.288
คือกาแลกซี่ที่อยู่ไกลเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า

158
00:10:28.289 --> 00:10:32.289
กาแล็กซีที่อยู่ใกล้ จากการที่เราทดลอง

159
00:10:32.290 --> 00:10:36.290
ลักษณะการขยายตัวของลูกโป่งกับการขยายตัว

160
00:10:36.290 --> 00:10:40.290
ของเอกภพได้ โดยนักเรียนนำความเร็วกับระยะห่างของกาแลกซี

161
00:10:40.291 --> 00:10:44.291
จากที่เราได้เป่าทั้ง 2 นำมาหารเวลา

162
00:10:44.292 --> 00:10:48.292
พบว่าความเร็วของกาแลกซี่ต่างกัน และกราฟ

163
00:10:48.293 --> 00:10:52.293
กราฟความสำคัญระหว่างความเร็วและความสำคัญ

164
00:10:52.294 --> 00:10:56.294
เส้นตรง โดยมีการศึกษาอย่างจริงจัง

165
00:10:56.294 --> 00:11:00.294
และได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการขยายตัวของเอกภพ ที่เราเรียกว่า "

166
00:11:00.294 --> 00:11:04.294
กฎของฮาเบอร์

167
00:11:04.296 --> 00:11:08.296
ระหว่างกาแลกซี่ต่างๆ และความเร็ว

168
00:11:08.296 --> 00:11:12.296
และความเร็วของกาแล็กซีที่เราเฝ้าสังเกตุได้

169
00:11:12.297 --> 00:11:16.297
เอ็ดวิน ฮับเบิล นักดาราศาสตร์

170
00:11:16.297 --> 00:11:20.297
ชาวอเมริกันที่ศึกษากาแลกซีต่าง ๆ วัดระยะห่าง

171
00:11:20.298 --> 00:11:24.298
D และอัตราเร็ว V

172
00:11:24.299 --> 00:11:28.299
แปรผันไปกับ V ไปกับ HD

173
00:11:28.299 --> 00:11:32.299
เมื่อ ค่า H คือข่าคงที่ของ ฮอบเบิ้ล

174
00:11:32.299 --> 00:11:36.299
กฏนี้ได้อธิบายว่ากาแล็กซีจะเคลื่อนที่

175
00:11:36.300 --> 00:11:40.300
โดยอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้นตามระยะห่างกาแลกซี

176
00:11:40.301 --> 00:11:44.301
ที่อยู่ไกลเคลื่อนที่ออกเร็วกว่าเอกภพที่อยู่ใกล้

177
00:11:44.301 --> 00:11:48.301
นั่นคือเอกภพกำลังขยายตัว V = HcD

178
00:11:48.302 --> 00:11:52.302

179
00:11:52.303 --> 00:11:56.303
อธิบายว่ากาแล็กซีจะเคลื่อนที่ออกไปไกล

180
00:11:56.304 --> 00:12:00.304
ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นตามระยะทาง

181
00:12:00.310 --> 00:12:04.310
จะเคลื่อนที่ออกไปเร็วกว่ากาแล็กซีที่อยู่ใกล้

182
00:12:04.316 --> 00:12:08.316
เอกภพกำลังขยายตัว ความหมายของ V คือ

183
00:12:08.317 --> 00:12:12.317

184
00:12:12.319 --> 00:12:16.319
มีหน่วยเป็นกิโลเมตรต่อวินาที V

185
00:12:16.319 --> 00:12:20.319
คือ ระยะทางกาแลกซีจากผู้สังเกต มีหน่วยเป็น

186
00:12:20.320 --> 00:12:24.320
เมกะพาเสก

187
00:12:24.321 --> 00:12:28.321
ซึ่งมีค่าประมาณ 67.8 กิโลเมตร

188
00:12:28.322 --> 00:12:32.322

189
00:12:32.322 --> 00:12:36.322
ของฮับเบิล พาเซ็ก คือ หน่วย

190
00:12:36.324 --> 00:12:40.324
วัดระยะทางทางดาราศาสตร์

191
00:12:40.324 --> 00:12:44.324
ในการสังเกตเทียบกับดาวอ้างอิง หรือดาว

192
00:12:44.326 --> 00:12:48.326
ซึ่ง 1 จะมีระยะประมาณ

193
00:12:48.326 --> 00:12:52.326
3.26 ปีแสง หรือ

194
00:12:52.327 --> 00:12:56.327
265 AU ประมาณ

195
00:12:56.328 --> 00:13:00.328
206,665 เท่า

196
00:13:00.328 --> 00:13:04.328
ซึ่งเมกพาเซก ก็คือ 1,000,000 พาเซกนั่นเอง

197
00:13:04.328 --> 00:13:08.328
นั่นเองครับ เป็นอย่างไรบ้างครับ หลักฐาน

198
00:13:08.329 --> 00:13:12.329
คอยสนับสนุนทฎดีการ

199
00:13:12.330 --> 00:13:16.330
สัมพันธ์ของการขยายตัวแล้ว เรายังมีหลักฐาน

200
00:13:16.334 --> 00:13:20.334
1 ประการครับ คือ การเฝ้าสังเกตและเฝ้าตรวจจับสัญญาณ

201
00:13:20.336 --> 00:13:24.336
จากเอกภพพื้นหลังได้ แล้วเราจะติดตาม

202
00:13:24.336 --> 00:13:28.336
สำหรับหลักฐานอีกหลากฐานหนึ่ง คือ สัญญาณของเอกภพ

203
00:13:28.337 --> 00:13:32.337
ได้นะครับ โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

204
00:13:32.337 --> 00:13:36.337
(ติวเตอร์) ในการแบ่งโครงสร้างโลก

205
00:13:36.338 --> 00:13:40.338
แบ่งออกเป็น 3 3 ชั้นนะ ชั้นแรก คือ เปลือกโลกนะ

206
00:13:40.339 --> 00:13:44.339
หรือเราเรียกว่าคลาสนะครับ

207
00:13:44.339 --> 00:13:48.339
และเหมือนกันอย่างไร มาเริ่มกันเลยนะ เปลือกโลก

208
00:13:48.340 --> 00:13:52.340
โลกอยู่ชั้นนอกสุดและเป็นของแข็ง

209
00:13:52.342 --> 00:13:56.342
แสดงว่าที่น้อง ๆ ยืนอยู่นี่ ยืนอยู่บนชั้นเปลือกโลกนะ

210
00:13:56.343 --> 00:14:00.343
ไม่ได้อยู่ข้างล่างนะ 2. ครับ จะมีความหนาไม่เกิน

211
00:14:00.343 --> 00:14:04.343
70 กิโลเมตร อย่างที่พี่นัตตี้เคยบอกไว้ว่า

212
00:14:04.345 --> 00:14:08.345
โครงสร้างโลกนี่ เราไม่เคยเจาะลงไปถึง 70 กิโลเมตร

213
00:14:08.345 --> 00:14:12.345
มากถึง 70 กิโลเมตร

214
00:14:12.346 --> 00:14:16.346
โครงสร้างโลกที่เป็นเปลือกโลกนี่ ไม่เกิน 70 กิโลเมตร

215
00:14:16.346 --> 00:14:20.346
โครงสร้างโลกที่เป็นส่วนเปลือกโลกครับ เราแบ่งออกเป็น

216
00:14:20.346 --> 00:14:24.346
2 ส่วน ค่อย ๆ ไปนะ ส่วนแรกครับ

217
00:14:24.348 --> 00:14:28.348
ภาคพื้นทวีป

218
00:14:28.348 --> 00:14:32.348
ว่า คือ เปลือกโลกทวีปนะ ที่นัทตี้ของเรียกว่า

219
00:14:32.348 --> 00:14:36.348
ภาคพื้นสมุทรนะครับ พี่อาทตี้ขอเรียกง่าย ๆ

220
00:14:36.348 --> 00:14:40.348
ว่าเปลือกโลกสมุทร 2 ส่วนนี้แตกต่างกันอย่างไร

221
00:14:40.349 --> 00:14:44.349
ค่อย ๆ ไปนะครับ

222
00:14:44.351 --> 00:14:48.351
มันคือบริเวณที่รองรับแผ่นดินหรือภูเขา

223
00:14:48.357 --> 00:14:52.357
หรือสิ่งที่มันอยู่เป็นของแข็ง

224
00:14:52.357 --> 00:14:56.357
แผ่นดิน ทวีปต่าง ๆ หรือแม้แต่พื้นที่ต่าง ๆ รวมถึง

225
00:14:56.358 --> 00:15:00.358
ภูเขา หรือไม่ก็เป็นเทือกเขาด้วย

226
00:15:00.364 --> 00:15:04.364
นะครับ แต่ถ้าเป็นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทร

227
00:15:04.364 --> 00:15:08.364
จะรองรับพื้นน้ำ และรองรับทะเล

228
00:15:08.364 --> 00:15:12.364
เหลือกโลกภาคพื้นทวีป หรือ ภาคพื้นสมุทร

229
00:15:12.371 --> 00:15:16.371
อย่างแรกครับ ดูสีก่อนเลย ดู

230
00:15:16.372 --> 00:15:20.372
ความหนาก่อนเลย ถ้าเปลือกโลกภาคพื้นทวีป

231
00:15:20.373 --> 00:15:24.373
จะมีความหนากว่านะครับ หนากว่า

232
00:15:24.374 --> 00:15:28.374
แต่พอดูเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรแล้ว

233
00:15:28.374 --> 00:15:32.374
อันนี้จะมีความบางกว่า ได้ไหมครับ พอเจาะ

234
00:15:32.376 --> 00:15:36.376
ลึกลงไปแล้วนี่ เปลือกโลกภาคพื้นทวีป

235
00:15:36.376 --> 00:15:40.376
นี่ สูงสุดประมาณ 70 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นเปลือกโลก

236
00:15:40.377 --> 00:15:44.377
ภาคพื้นสมุทรนี่หนาแค่

237
00:15:44.377 --> 00:15:48.377
มันต้องรองรับในส่วนของภูเขา

238
00:15:48.379 --> 00:15:52.379
สูง ๆ ไว้ด้วยนะ พอเรานับสูง ๆ แล้ว

239
00:15:52.385 --> 00:15:56.385
ชั้นที่เป็นฐานมันด้วย มันจึงหนากว่า ได้นะ

240
00:15:56.385 --> 00:16:00.385
ส่วนที่ 2 ครับ เนื่องจากว่าเปลือกโลก

241
00:16:00.387 --> 00:16:04.387
ภาคพื้นสมุทรจำเป็นต้องรองรับพื้นน้ำทั้งหมด

242
00:16:04.388 --> 00:16:08.388
เปลือกโลกรองรับพื้นสมุทร

243
00:16:08.390 --> 00:16:12.390
ลองรับพวกภูเขาแผ่นดิน น้ำและ

244
00:16:12.391 --> 00:16:16.391
มหาสมุทรมันกว้างใหญ่มาก และน้ำจะมี

245
00:16:16.392 --> 00:16:20.392
แรงดันเป็นของตัวเอง นั่นหมายความว่าเปลือกโลก

246
00:16:20.394 --> 00:16:24.394
ภาคพื้นสมุทรจึงจำเป็น

247
00:16:24.394 --> 00:16:28.394
ต้องของแสดงความเสียใจ

248
00:16:28.396 --> 00:16:32.396
ชาวลาวด้วยพอเขื่อนแตกน้ำทะลักออกมา น้ำ

249
00:16:32.397 --> 00:16:36.397
มีแรงดันมหาศาลมาก นั่นหมายความว่า

250
00:16:36.397 --> 00:16:40.397
เปลือกโลกภาคพื้นสมุทรจะต้องรองรับ

251
00:16:40.400 --> 00:16:44.400
ความดันของน้ำสูงมาก จึงจำเป็นต้องมีความ

252
00:16:44.401 --> 00:16:48.401
หนาแน่นสูงอันนี้ต้องจำนะครับ

253
00:16:48.402 --> 00:16:52.402
ความหนาแน่นสูง ซึ่งถ้าเทียบกับเปลือกโลก

254
00:16:52.403 --> 00:16:56.403
ภาคพื้นทวีปแล้ว เปลือกโลกภาคพื้นทวีป

255
00:16:56.405 --> 00:17:00.405
ความหนาแน่น ความหนาแน่น

256
00:17:00.405 --> 00:17:04.405
ต่ำกว่า ตอนนี้ครับ ธาตุที่เป็นองค์แ

257
00:17:04.405 --> 00:17:08.405
ภาคที่เป็นองค์ประกอบของเปลือกโลกนี่ คือ

258
00:17:08.406 --> 00:17:12.406
ธาตุออกซิเจน ในโลกของเรามีธาตุ

259
00:17:12.407 --> 00:17:16.407
ออกซิเจนอยู่สูงมาก แสดงว่าเปลือกโลก

260
00:17:16.408 --> 00:17:20.408
ภาคพื้นทวีปหรือมหาสมุทรก็ตาม มีออกซิเจนเป็น

261
00:17:20.420 --> 00:17:24.420
ธาตุนะครับ

262
00:17:24.422 --> 00:17:28.422
อันที่ 1 จะต้องมี ออกซิเจน

263
00:17:28.423 --> 00:17:32.423
ครับ ได้แล้วนะ ออกซิเจน

264
00:17:32.424 --> 00:17:36.424
โอ.เค. นะ ออกซิเจนจะต้องมีนะ

265
00:17:36.424 --> 00:17:40.424
ส่วนที่ 2 ครับ เนื่องจากว่า

266
00:17:40.425 --> 00:17:44.425
เวลาที่เปลือกโลกพวกนี้มันเป็นหินนะ

267
00:17:44.426 --> 00:17:48.426
ของแมกม่าหรือลาวาที่อยู่ใต้

268
00:17:48.426 --> 00:17:52.426
โลกและหินที่เป็นองค์ประกอบ

269
00:17:52.427 --> 00:17:56.427
พี่จะพูดอีกทีหนึ่งนะ หินอัคนีนี่

270
00:17:56.427 --> 00:18:00.427
จะมีองค์ประกอบสำคัญนิดหนึ่ง ธาตุหลัก ๆ คือ ซิลิกอน

271
00:18:00.429 --> 00:18:04.429
แสดงว่าเปลือกโลกในภาคพื้นสมุทร

272
00:18:04.429 --> 00:18:08.429
ภาคพื้นทวีป มันเป็นองค์ประกอบ

273
00:18:08.430 --> 00:18:12.430
กอบได้ไหม ซิลิคอน ตัวภาษาอังกฤษใช้อะไรนะ

274
00:18:12.430 --> 00:18:16.430
S แล้วก็ I นะ S เฉย ๆ ซัลเฟอร์ฯ

275
00:18:16.430 --> 00:18:20.430
เด็กชอบเขียนผิดตลอด น้อง ๆ ที่อยู่สายศิลป์

276
00:18:20.432 --> 00:18:24.432
ไม่ต้องกลัวว่าจะตามไม่ทันนะครับ เดี๋ยวพี่นัตตี้จะไปช้า ๆ

277
00:18:24.432 --> 00:18:28.432
สายวิทย์ สายศิลป์นะ บอกไว้ก่อนนะ

278
00:18:28.447 --> 00:18:32.447
มีทั้งในเปลือกโลกภาคพื้นทวีป

279
00:18:32.447 --> 00:18:36.447
มีองค์ประกอบเหมือนกัน นี่ครับออกซิเจนกับซิลิคอน

280
00:18:36.449 --> 00:18:40.449
แต่ ๆ ๆ ๆ ปรากฏว่าในเปลือกโลกภาคพื้นทวีป

281
00:18:40.449 --> 00:18:44.449
กับสมุทรดันมีอีก 1 ธาตุครับ

282
00:18:44.450 --> 00:18:48.450
อันนี้ล่ะ ต้องได้ นอกจากออกซิเจนกับซิลิกอนแล้ว

283
00:18:48.452 --> 00:18:52.452
เหมือนกันแล้วในเปลือกโลกภาคพื้นทวีป มีความ

284
00:18:52.454 --> 00:18:56.454
ต่างกับเปลือกโลกต่างจากภาคพื้นสมุทรอยู่ 1 ธาตุครับ

285
00:18:56.454 --> 00:19:00.454
ในเปลือกโลกภาคพื้นทวีปจะมีธาตุ

286
00:19:00.455 --> 00:19:04.455
อะลูมิเนียม รู้จักไหม

287
00:19:04.456 --> 00:19:08.456
นี่เป็นธาตุอลูมิเนียมนะ ตัวย่อคือ

288
00:19:08.456 --> 00:19:12.456
Al ในขณะที่เปลือกโลกภาคพื้นทวีปนะ จะมี

289
00:19:12.457 --> 00:19:16.457
ธาตุที่ต่างกันที่ไม่ใช่อะลูมิเนียม คือ

290
00:19:16.457 --> 00:19:20.457
แมกนีเซียม ได้นะ

291
00:19:20.466 --> 00:19:24.466
ที่ใช้แม็กนี่เซียมคือ MG

292
00:19:24.467 --> 00:19:28.467
ทบทวน ๆ ธาตุที่เป็นองค์ประกอบ

293
00:19:28.467 --> 00:19:32.467
ของเปลือกโลกครับ หลัก ๆ เลย คือ ธาตุ ออกซิเจน เป็นองประกอบหลั

294
00:19:32.468 --> 00:19:36.468
น้อง ๆ ครับในเปลือกโลกของเราจะมี

295
00:19:36.469 --> 00:19:40.469
ออกซิเจนอยู่สูงมาก แสดงว่าจะเป็นเปลือกโลกภาคพื้นทวีป

296
00:19:40.470 --> 00:19:44.470
หรือสมุทรก็ตาม ต้องมีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลัก

297
00:19:44.478 --> 00:19:48.478
พี่นัทตี้เขียน 2 ฝั่งเลยนะ ธาตุที่

298
00:19:48.478 --> 00:19:52.478
1 จะต้องมีธาตุออกซิเจน

299
00:19:52.479 --> 00:19:56.479
ออกซิเจนตัวภาษาอังกฤษใช้ตัว O

300
00:19:56.479 --> 00:20:00.479
โอ.เค. นะ ออกซิเจนจะต้องมีนะครับ ส่วนที่ 2 ครับ

301
00:20:00.479 --> 00:20:04.479
เนื่องจากว่าเวลาที่เปลือกโลกพวกนี้มันเป็นหินนะ

302
00:20:04.479 --> 00:20:08.479
มันเป็นหินนะ มันจะเป็นหินจากการเย็น

303
00:20:08.480 --> 00:20:12.480
ตัวของแม็กม่าหรือลาวาที่อยู่ใต้โลก และหินที่เ

304
00:20:12.481 --> 00:20:16.481
ที่เป็นองค์ประกอบของเปลือกโลกนะครับ จะเป็นหินอัคนี

305
00:20:16.481 --> 00:20:20.481
ซึ่งเดี๋ยวพี่นัตตี้จะพูดอีกทีหนึ่งนะ หินอัคนี

306
00:20:20.482 --> 00:20:24.482
อยู่ 1 ธาตุหลัก ๆ คือซิลิกอน และภาคพื้นทวีป

307
00:20:24.493 --> 00:20:28.493
แสดงว่าในเปลือกโลกทางภาคพื้นสมุทรและภาคพื้นทวีป

308
00:20:28.493 --> 00:20:32.493
จะมีธาตุที่ 2 เป็นองค์ประกอบครับ คือ

309
00:20:32.494 --> 00:20:36.494
ได้ไหม ซิลิกอน ใช้ตัวย่อ

310
00:20:36.495 --> 00:20:40.495
S แล้วก็ I นะ S เฉย ๆ ซัลเฟอร์นะ เด็ก ๆ ชอบ

311
00:20:40.495 --> 00:20:44.495
ตลอดนะครับ น้อง ๆ ที่อยู่สายศิลป์ไม่ต้องกลีว

312
00:20:44.497 --> 00:20:48.497
เดี๋ยวพี่นัทตี้จะไปช้า ๆ จะได้ทั้ง

313
00:20:48.497 --> 00:20:52.497
สายวิทสายศิลป์นะ

314
00:20:52.499 --> 00:20:56.499
ภาคพื้นทวีปและสมุทร เราจึงจัดแบ่งว่ามีองค์ประกอบ

315
00:20:56.499 --> 00:21:00.499
เหมือนกัน นี่ครับ ออกซิเจนกับซิลิกอน

316
00:21:00.500 --> 00:21:04.500
แต่ปรากฎว่าภาคพื้นทวีป

317
00:21:04.501 --> 00:21:08.501
ดันมีอีก 1 ธาตุครั้ง ที่มีความแตกต่างกัน อันนี่ล่ะ

318
00:21:08.503 --> 00:21:12.503
ต้องได้ นอกจากออกซิเจนและซิลิคอน

319
00:21:12.516 --> 00:21:16.516
เปลือกโลกภาคพื้นทวีป มีธาตุ

320
00:21:16.527 --> 00:21:20.527
ต่างกับเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรอยู่ 1 ธาตุครับ ในเปลือกโลก

321
00:21:20.529 --> 00:21:24.529
ภาคพื้นทวีปจะมีธาตอะลูมิเนียม

322
00:21:24.530 --> 00:21:28.530
รู้จักไหม รู้จักแต่แท่งอลูมิเนียมนะ

323
00:21:28.531 --> 00:21:32.531
นี่เป็น ธาตุอะลูมิเนียม ตัวย่อ คือ Al

324
00:21:32.533 --> 00:21:36.533
ในขณะที่เปลือกโลกภาคพื้นสมุทรครับจะมี

325
00:21:36.533 --> 00:21:40.533
ธาตุที่ต่างกันที่ไม่ใช่อะลูมีเนียมล่ะ

326
00:21:40.534 --> 00:21:44.534
ได้ไหมครับ ได้นะ ตัวย่อที่ใช้แม็กนีเซียม

327
00:21:44.534 --> 00:21:48.534
MG นะครับ ทบทวน ๆ

328
00:21:48.535 --> 00:21:52.535
ทบทวน ๆ น้องดูตัวอย่างนี้นะครับ

329
00:21:52.535 --> 00:21:56.535
แทรกซ้อนครับ พี่อาทตี้บอกเลยครับ

330
00:21:56.536 --> 00:22:00.536
คือ หินแกรนิต เชื่อพี่นัตตี้นะ คือ หิน

331
00:22:00.536 --> 00:22:04.536
แกรนิกพอเลย ส่วนภาคพื้นสมุทร

332
00:22:04.537 --> 00:22:08.537
ที่เป็นอัคนีปุ๊บ จำไว้เลยนะครับ คือ บาซอล

333
00:22:08.538 --> 00:22:12.538
น้อง ๆ ครับ อาซอล คือพระเอก

334
00:22:12.539 --> 00:22:16.539
พระเอกมาก ๆ ในการออกข้อสอบธรีวิทยา

335
00:22:16.540 --> 00:22:20.540
ถามอะไรก็ตามเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรนะ

336
00:22:20.541 --> 00:22:24.541
ฟันธงครับ ได้ไหมครับ

337
00:22:24.542 --> 00:22:28.542
โอ้โห ก่อนจะไปจากชั้นเนื้อโลกครับ

338
00:22:28.543 --> 00:22:32.543
ครับ ปรากฏว่าไปชั้นเนื้อโลก

339
00:22:32.553 --> 00:22:36.553
พี่อาทตี้สรุปแล้วว่า

340
00:22:36.555 --> 00:22:40.555
ก่อนจะเจอชั้นเนื้อโลกครับ พบว่ามีส่วนหนึ่งที่เป็น

341
00:22:40.556 --> 00:22:44.556
ของแข็ง หนาประมาณสัก 1 กิโลเมตร

342
00:22:44.567 --> 00:22:48.567
หินไม่เหมือนกับเปลือกโลก และ

343
00:22:48.567 --> 00:22:52.567
ไม่เหมือนกับเนื้อโลกนึกออกไหม

344
00:22:52.568 --> 00:22:56.568
ประมาณสมมตินะครับ สมมติหนาประมาณ 1 กิโลเมตร

345
00:22:56.569 --> 00:23:00.569
หนา 1 กิโลเมตร ขออนุญาตเขียนตัวย่อภาษาอังกฤษนะ ได้ไหม

346
00:23:00.571 --> 00:23:04.571
1 กิโลเมตร นะ ปรากฏ

347
00:23:04.573 --> 00:23:08.573
ว่า หินก็ไม่เหมือนกัน ความหนาแน่นก็

348
00:23:08.574 --> 00:23:12.574
ไม่เหมือนกันเอาคลื่นไปทบสอบก็ได้ความเร็วไม่เหมือนกัน

349
00:23:12.575 --> 00:23:16.575
ก็เลยจัดเป็นรอยต่อสะ ปรากฎว่า

350
00:23:16.576 --> 00:23:20.576
นักธรณีวิทยาครับ จัด 1 กิโลเมตร เป็น

351
00:23:20.590 --> 00:23:24.590
รอยต่อระหว่างเปลือกโลกกับเนื้อโลก ออกข้อสอบเมื่อ

352
00:23:24.591 --> 00:23:28.591
ปี 59 นะ ถ้าพี่นัตตี้จำไม่ผิดนะ

353
00:23:28.592 --> 00:23:32.592
ลอยต่อนี่ชื่อว่า โมโฮโล

354
00:23:32.592 --> 00:23:36.592
ถ้าชื่อยากน้องจำแค่นี้พอ

355
00:23:36.594 --> 00:23:40.594
รอยต่อ Moho

356
00:23:40.595 --> 00:23:44.595
มาดูความสำคัญของชั้นเนื้อโลกกัน

357
00:23:44.596 --> 00:23:48.596
ชั้นเนื้อโลกมีความสำคัญอย่างไรครับ ชั้นเนื้อโลก

358
00:23:48.597 --> 00:23:52.597
เป็นชั้นที่เป็นลองเหลขหนืด ของ

359
00:23:52.610 --> 00:23:56.610
เหลวเสียทีเดียวนะ เป็นหินเหนียวหนืด

360
00:23:56.611 --> 00:24:00.611
ซึ่งหินเหลวหนืดนี่

361
00:24:00.613 --> 00:24:04.613
เรียกมันว่า ส่วนของเมนเทอร์

362
00:24:04.613 --> 00:24:08.613
นะครับ ส่วนของชั้นเนื้อโลก เราให้

363
00:24:08.614 --> 00:24:12.614
อีกชื่อหนึ่งว่า ชั้นแมนเทิ้ล

364
00:24:12.614 --> 00:24:16.614
เรียกชั้นนี้ว่าชั้น Mantle

365
00:24:16.615 --> 00:24:20.615
ได้ไหม ชั้นแมนเทอร์เป็นชั้นของหินเหลวหนืด

366
00:24:20.616 --> 00:24:24.616
พี่นัตตี้บอกกว่านะ ว่าไม่ใช่ทั้งหมด

367
00:24:24.617 --> 00:24:28.617
ส่วนบน ที่จะมีหินเหลวหนืด ซึ่งชั้นนี้เราจะเรียกว่า แมคม่า

368
00:24:28.617 --> 00:24:32.617
ซึ่งหินเหลวหนืดมีชื่อเรียกว่า

369
00:24:32.617 --> 00:24:36.617
แมกมานะครับ ซึ่งแมกมาตัวนี้ครับ

370
00:24:36.618 --> 00:24:40.618
ที่ข้อสอบเคยออกด้วยนะ เขาถามความแตกต่างของ

371
00:24:40.618 --> 00:24:44.618
2 คำนี้ครับ แม็กม่านี่

372
00:24:44.619 --> 00:24:48.619
เราจะเปลี่ยนชื่อเป็น

373
00:24:48.628 --> 00:24:52.628
ลาวา ข้อสอบ o-net ปี 50 หรือ

374
00:24:52.629 --> 00:24:56.629
51 นี่ ถามง่าย ๆ เลยว่า แมกมากับลาวา

375
00:24:56.631 --> 00:25:00.631
ต่างกันอย่างไร พี่นัตตี้ตอบให้เลยครับ ไม่ต่าง

376
00:25:00.634 --> 00:25:04.634
องค์ประกอบเหมือนกันหมดเลย

377
00:25:04.635 --> 00:25:08.635
ถ้าแมกม่าต้องอยู่ใต้ดิน ถ้าลาวาคือปะทุออกไปแล้ว

378
00:25:08.636 --> 00:25:12.636
ธาตุลาวาคือธาตุที่ประทุออกไปแล้วจำได้ไหม

379
00:25:12.638 --> 00:25:16.638
ลาวาเย็นตัวเป็นอะไร จำได้เปล่า ลาวาเย็นตัวจะ

380
00:25:16.649 --> 00:25:20.649
เป็น... เมื่อเย็นตัว ดูสิใครจะจำได้

381
00:25:20.650 --> 00:25:24.650
เมื่อเย็นตัวจะกลายเป็นอะไรครับ จะกลายเป็น

382
00:25:24.651 --> 00:25:28.651
หินอัคนี

383
00:25:28.663 --> 00:25:32.663
แต่อัคนี

384
00:25:32.664 --> 00:25:36.664
อัคนี ๆ โอ.เค. ไหมครับ ได้นะ

385
00:25:36.664 --> 00:25:40.664
ได้นะ คราวนี้ในเมื่อมันพูกถึง

386
00:25:40.665 --> 00:25:44.665
องค์ประกอบเป็นหลัก เพราะฉะนั้นนี่ สิ่งที่เหมือนกัน

387
00:25:44.677 --> 00:25:48.677
ก็คือธาตุที่เป็นองค์ประกอบ

388
00:25:48.678 --> 00:25:52.678
ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อโลกมีหลัก ๆ เป็น 3 องค์ประกอบ

389
00:25:52.679 --> 00:25:56.679
แมกนีเซียม และอะลูมิเนียม ให้ความรู้หน่อย

390
00:25:56.680 --> 00:26:00.680
ทวนความรู้หน่อย เหล็ก ภาษาอังกฤษใช้อะไรลูก

391
00:26:00.694 --> 00:26:04.694
I ron นะ

392
00:26:04.694 --> 00:26:08.694
นะครับ แมกนีเซียมครับ MG

393
00:26:08.696 --> 00:26:12.696
อะลูมิเนียมพูดไปแล้ว

394
00:26:12.697 --> 00:26:16.697
ได้นะ มี 3 อันนะครับ เหล็ก แมกนีเซียมและอะลูมิเนียม

395
00:26:16.698 --> 00:26:20.698
อีกรอบครับ ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อโลก มี เหล็ก

396
00:26:20.699 --> 00:26:24.699
แม็กนีเซียม และอะลูมิเนียม ครับ

397
00:26:24.710 --> 00:26:28.710
เป็นชั้นที่มีความหนามาก

398
00:26:28.710 --> 00:26:32.710
ถ้านับทั้งหมดนะ

399
00:26:32.712 --> 00:26:36.712
นับจากชั้นเปลือกโลกนะครับ บางตำรานี่

400
00:26:36.720 --> 00:26:40.720
บางหนังสือบางเล่มนี่ลงมา 3,000

401
00:26:40.721 --> 00:26:44.721
เพราะอะไรล่ะ เพราะชั้นเปลือกมีแค่ 7 กิโลเมตร

402
00:26:44.729 --> 00:26:48.729
ไม่ได้เสี้ยวเลยนะ

403
00:26:48.730 --> 00:26:52.730
อุณหภูมิสูงมากครับ สูงถึง 4,000 หรือ 8,000 องศ

404
00:26:52.731 --> 00:26:56.731
สาเหตุว่าทำไมชั้นนี้ของ

405
00:26:56.732 --> 00:27:00.732
หินทั้งหมดนะครับ ถึงจะกลายเป็นหินหนืด เพราะอุณหภูมิมันสูง

406
00:27:00.732 --> 00:27:04.732
ชั้นแก่นโลกครับ อันนี้ต้องรู้เลย

407
00:27:04.732 --> 00:27:08.732
เป็นชั้นมีความหนาแน่นนะ หนาแน่นนะไม่ใช่หนา

408
00:27:08.732 --> 00:27:12.732
ถ้าหนาเฉย ๆ นี่เป็นเนื้อโลก

409
00:27:12.734 --> 00:27:16.734
ประมาณเนื้อโลก แต่ถ้าหนาแน่นสุด คือ

410
00:27:16.734 --> 00:27:20.734
แก่นโลกเลย คอร์

411
00:27:20.735 --> 00:27:24.735
Core

412
00:27:24.735 --> 00:27:28.735
คอล ถ้าหนาแน่นครับ

413
00:27:28.736 --> 00:27:32.736
สุดชั้นนี้เลยนะครับ พี่นัตตี้

414
00:27:32.737 --> 00:27:36.737
10,000 นะลูกนะ 10,000 กิโลกรัม

415
00:27:36.738 --> 00:27:40.738
ต่อลูกบาศก์เมตร หนาแน่นมาก ๆ

416
00:27:40.739 --> 00:27:44.739
ได้ไหม ทำไหมถึงหนาแน่นขนาดนี้ครับ

417
00:27:44.741 --> 00:27:48.741
มันเป็นชั้นอยู่ข้างล่างสุด มันเป็นชั้นที่ถูกกดทับ

418
00:27:48.741 --> 00:27:52.741
ลงมานึกออกนะ มันหนาแน่นสุดนะ

419
00:27:52.742 --> 00:27:56.742
กว่ากิโลเมตรจากชั้นเนื้อโลก แต่พี่อาทตี้ไปหาข้อมูลมา

420
00:27:56.751 --> 00:28:00.751
ในการแบ่ง...

421
00:28:00.752 --> 00:28:04.752

422
00:28:04.755 --> 00:28:08.755
จากชั้น จำได้ไหม

423
00:28:08.757 --> 00:28:12.757
จำได้ไหม ซึ่งมันจะเป็นการแบ่ง

424
00:28:12.757 --> 00:28:16.757
ชั้นนอกชั้นใน แต่ละชั้นนี่ก็ประมาณ 1,000 กว่ากิโลเมตร

425
00:28:16.772 --> 00:28:20.772
ได้ไหม ทวนสิ ลองทบทวนนะ

426
00:28:20.773 --> 00:28:24.773
แก่นโลกชั้นนอก

427
00:28:24.773 --> 00:28:28.773
ของอะไรลูก สำคัญมากเลย ของเหลวนะ

428
00:28:28.773 --> 00:28:32.773
เดี๋ยววันนี้จะทบทวนนะ ของ

429
00:28:32.775 --> 00:28:36.775
แข็งนะ โอ.เค. นะ มันถึงจะแบ่งเป็นนอกกับใน

430
00:28:36.777 --> 00:28:40.777
แต่หนูจ๋าที่รักทั้งหลาย เราแบ่ง

431
00:28:40.777 --> 00:28:44.777
เป็นชั้นนอก ชั้นใน อันนี้เราแบ่งตามอะไรลูก

432
00:28:44.777 --> 00:28:48.777
สถานะโอ.เค. ไหม แต่วันนี้ครับ

433
00:28:48.778 --> 00:28:52.778
ที่พี่นัตตี้สอนวันนี้เราจะแบ่งไหม เราจะแบ่ง

434
00:28:52.785 --> 00:28:56.785
แก่นโลกทั้งหมด ธาตุเป็นองค์ประกอบ เป็นองค์ประกอบเดียวกัน

435
00:28:56.786 --> 00:29:00.786
คืออะไร อันนี้ไม่น่าเชื่อ

436
00:29:00.787 --> 00:29:04.787
แค่ประโยคสั้น ๆ เด็ก ๆ O-NET ออกข้อสอบ

437
00:29:04.787 --> 00:29:08.787
1 ครั้ง แพท 2 อีก 1 ครั้ง

438
00:29:08.787 --> 00:29:12.787
ไม่น่าเชื่อนะ องค์ประกอบของแก่นโลกประกอบด้วยอะไร

439
00:29:12.789 --> 00:29:16.789
2 อย่างครับ ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล

440
00:29:16.790 --> 00:29:20.790
นิเกิล มีนิเกิลโผล่ขึ้นมานะ

441
00:29:20.790 --> 00:29:24.790
เห็นไปแล้วนะ คือ FE นิเกิลครับ คือ

442
00:29:24.790 --> 00:29:28.790
NI อีกทีหนึ่งออกชื่อเป็นทางเคมี

443
00:29:28.791 --> 00:29:32.791
ต้องสอนใหม่นะ ถ้าเด็กสายวิทย์จะได้นะแต่เด็กสายศิลป์คงไม่

444
00:29:32.791 --> 00:29:36.791
ได้นะ น้อง ๆ ครับ

445
00:29:36.791 --> 00:29:40.791
สงสัยไหมว่า อยู่ลึกเกือบ 6,000 ถ้าอยู่บนผิวโลกนะ

446
00:29:40.791 --> 00:29:44.791
รู้ได้อย่างไรว่ามีเหล็กกับนิเกิล

447
00:29:44.792 --> 00:29:48.792
จากอะไร มาดูนะครับ สิ่งที่เขาศึกษา และทำให้เขารู้ว่า

448
00:29:48.804 --> 00:29:52.804
ศึกษาและทำให้เขารู้ ว่านี่คือ นิกเกิล

449
00:29:52.805 --> 00:29:56.805
อุกาบาตเหล็ก อันนี้ต้องรู้นะครับ

450
00:29:56.805 --> 00:30:00.805
อุกกาบาตเหล็กคืออะไรครับน้อง ๆ อุกาบาต คือ วัตถุที่ตกลงมา

451
00:30:00.806 --> 00:30:04.806
แล้วผ่านการเผาไหม้จากชั้นบรรยากาศโลก

452
00:30:04.809 --> 00:30:08.809
อาจจะเป็นเศษซากจากดาวน้อ

453
00:30:08.810 --> 00:30:12.810
หรือว่าดาวเคราะห์น้อย

454
00:30:12.818 --> 00:30:16.818
คราวนี้อุกาบาตมีทั้งหมด 3 ประเภทนะ

455
00:30:16.818 --> 00:30:20.818
เรื่องของดาราศาสตร์จะกลับมาพูดอีกทีนะ

456
00:30:20.819 --> 00:30:24.819
มีหิน มีเหล็ก มีผสม ทำไมเขา

457
00:30:24.820 --> 00:30:28.820
สนใจอุกาบาตเหล็กอย่างเดียว เพราะตรงนี้ครับ

458
00:30:28.821 --> 00:30:32.821
อุกาบาตเหล็ก คือ ชิ้นส่วน ชิ้น

459
00:30:32.821 --> 00:30:36.821
ส่วนจากดาวเคราะห์น้อย

460
00:30:36.823 --> 00:30:40.823
แล้วดาวเคราะห์น้อยคืออะไรครับพี่นัตตี้ ดาวเคราะห์น้อย

461
00:30:40.823 --> 00:30:44.823
มันคือวัตถุที่เหลือจากการจะเป็นดาวเคราะห์

462
00:30:44.823 --> 00:30:48.823
นักธรณีวิทยา

463
00:30:48.825 --> 00:30:52.825
ถ้าชิ้นส่วนที่เหลือจากดาวเคราะห์ มันเหลือแค่ไหน

464
00:30:52.826 --> 00:30:56.826
โลกเราที่มันอยู่ตรงกลางหรือแก่นนี่

465
00:30:56.827 --> 00:31:00.827
ของวัตถุพวกนี้มันน่าจะมีองค์ประกอบเดียวกัน

466
00:31:00.828 --> 00:31:04.828
อันนี้พี่นัตตีบอกก่อนว่ามันคือการสันนิษฐานนะ

467
00:31:04.828 --> 00:31:08.828
ที่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ได้ไหมครับ

468
00:31:08.829 --> 00:31:12.829
ตอนนี้เราสรุปสุดท้ายแล้ว เราแบ่ง

469
00:31:12.840 --> 00:31:16.840
โครงสร้างโลกตามองค์ประกอบออกเป็น 3 โครน

470
00:31:16.841 --> 00:31:20.841
คือเป็น 1. ครับ

471
00:31:20.841 --> 00:31:24.841
ชั้นเปลือกโลก ถูกไหมครับ ได้นะ

472
00:31:24.844 --> 00:31:28.844
ซึ่งเปลือกโลกนี้เราแบ่งเป็น 2 ส่วน

473
00:31:28.846 --> 00:31:32.846
ทวีป พี่นัตตี้ของเขียนง่าย ๆ นะส่วน

474
00:31:32.846 --> 00:31:36.846
พื้นสมุทรถูกไหมครับ ส่วนที่ 2 ครับ

475
00:31:36.857 --> 00:31:40.857
คือ ส่วนของชั้นเนื้อโลกนะ

476
00:31:40.858 --> 00:31:44.858
เนื้อโลกนะครับ และส่วนที่ 3 ครับ คือส่วนของชั้น

477
00:31:44.860 --> 00:31:48.860
แก่นโลก น้อง ๆ ระหวังโดนข้อสอบหลอกนะ

478
00:31:48.861 --> 00:31:52.861
ถ้าเป็นตามองค์ประกอบต้องแบ่งแก่นโลกเป็นชั้นนอกชั้นใน

479
00:31:52.862 --> 00:31:56.862
เป็นชั้นนอกชั้นในก็ต่อเมื่อใช้สถานะนะ

480
00:31:56.862 --> 00:32:00.862
ได้ไหมครับ คราวนี้สิ่งที่พี่นัตตี้ต้องสรุปรวมให้กับน้อง ๆ

481
00:32:00.871 --> 00:32:04.871
ก็คือความรู้ตั้งแต่ครั้ง 2 ครั้งที่แล้ว ที่

482
00:32:04.872 --> 00:32:08.872
เราเอาโครงสร้างโลก ที่แบ่งตาม

483
00:32:08.872 --> 00:32:12.872
สถานะและแบ่งตามองค์กระกอบมาสรุปเป็น

484
00:32:12.874 --> 00:32:16.874
รวบยอด น้อง ๆ ต้องได้นะครับ ค่อย ๆ ไปนะ

485
00:32:16.875 --> 00:32:20.875
ส่วนฝั่งซ้ายครับ ส่วนของสีฟ้า

486
00:32:20.877 --> 00:32:24.877
อันนี้คือการแบ่งโครงสร้างโลกตามสถานะ

487
00:32:24.877 --> 00:32:28.877
ถูกไหมครับ ส่วนฝั่งขวาแบ่งตาม

488
00:32:28.878 --> 00:32:32.878
องค์ประกอบน้อง ๆ ดูตรงนี้นิดหนึ่ง

489
00:32:32.878 --> 00:32:36.878
ต้องเอามารวบกันครับ เพราะว่ามันชอบมี

490
00:32:36.879 --> 00:32:40.879
คำถามถามว่าธรนีภาคที่อยู่ใน

491
00:32:40.879 --> 00:32:44.879
การแบ่งสถานะนี่ มันคือตรง

492
00:32:44.879 --> 00:32:48.879
โน่นนี่นั่น ทันไหม

493
00:32:48.881 --> 00:32:52.881
เริ่มจากที่ง่าย ๆ ก่อนอันนี้ คือ แก่นโลก

494
00:32:52.881 --> 00:32:56.881
บอกเลยไม่ค่อยมีในข้อสอบ เพราะว่าถ้า

495
00:32:56.882 --> 00:33:00.882
เป็นแก่นโลกครับ แบ่งตามองค์ประกอบ ถ้าเทียบกับ

496
00:33:00.884 --> 00:33:04.884
การแบ่งตามสถานะ ก็คือการแบ่งตามชั้นนอกชั้นใน

497
00:33:04.884 --> 00:33:08.884
ได้ไหม ได้นะ แต่

498
00:33:08.888 --> 00:33:12.888
ที่ออกสอบบ่อยครับ คืออันนี้ครับ ทรณีภาคครับ

499
00:33:12.888 --> 00:33:16.888
ถ้าน้อง ๆ ยังจำได้นะ ธรณีภาคเป็นข้องแข็ง 100 เปอร์เซ็นต์

500
00:33:16.889 --> 00:33:20.889
ถูกไหมครับ แต่ฐานธรนีภาคเป็นพลาสติกนะ

501
00:33:20.889 --> 00:33:24.889
ธรณีภาคครับ คาบเกี่ยว

502
00:33:24.891 --> 00:33:28.891
ตรงไหนขององค์ประกอบที่เป็นส่วนของ

503
00:33:28.892 --> 00:33:32.892
คาบเกี่ยวของเปลือกโลก และ เนื้อโลก

504
00:33:32.893 --> 00:33:36.893
ซึ่งจำได้ไหมเมื่อสักครู่นี้พี่อาทตี้

505
00:33:36.894 --> 00:33:40.894
ขออนุญาตแบ่งเนื้อโลกเป็น 3 ส่วน คือ บนสุด

506
00:33:40.895 --> 00:33:44.895
บนและล่าง ชั้นธรณีภาคครับ

507
00:33:44.896 --> 00:33:48.896
คาบเกี่ยวเปลือกโลก

508
00:33:48.898 --> 00:33:52.898
ชั้นบนสุดได้ไหมนี่พี่นัตตี้แบ่ง

509
00:33:52.899 --> 00:33:56.899
แต่ถ้าเป็นชั้นฐานธรณีภาค

510
00:33:56.900 --> 00:34:00.900
เอาเนื้อโลกชั้นบนเฉย ๆ

511
00:34:00.900 --> 00:34:04.900
สรุปอีกรอบหนึ่งนะครับ ถ้าพูดถึง

512
00:34:04.902 --> 00:34:08.902
การแบ่งตามสถานะ ธรณีภาคนะ

513
00:34:08.903 --> 00:34:12.903
จะอยู่ในส่วนของการแบ่งองค์ประกอบ

514
00:34:12.904 --> 00:34:16.904
และเนื้อโลกชั้นบนสุด อันนี้ต้องได้นะ

515
00:34:16.905 --> 00:34:20.905
Memory เก็บไว้นะครับ 2. ถ้าเป็นฐานธรณีภาค

516
00:34:20.908 --> 00:34:24.908
เอาส่วนที่เป็นเนื้อโลกชั้นบนไป ได้ไหม

517
00:34:24.908 --> 00:34:28.908
ส่วนชั้นมี

518
00:34:28.909 --> 00:34:32.909
ชั้นล่างเพราะส่วนนี้ ถ้าเทียบกับสถานะมัน

519
00:34:32.911 --> 00:34:36.911
มันคือของแข็ง ได้ไหมครับ ได้นะ

520
00:34:36.911 --> 00:34:40.911
นี่คือการสรุปรวบยอดของการเรียนครั้งที่แล้ว

521
00:34:40.911 --> 00:34:44.911
กับครั้งนี้นะครับ หวังว่า

522
00:34:44.911 --> 00:34:48.911
น้องๆ ครับ เรามีทฤษฎีที่สนับสนุนบิ๊กแบง

523
00:34:48.913 --> 00:34:52.913
และน่าเชื่อถือ คือ 2 ทฤษฎี

524
00:34:52.914 --> 00:34:56.914
ก่อนเลยคือทฤษฏีการขยายตัวของเอกภพ

525
00:34:56.915 --> 00:35:00.915
โอ.เค. ไหม อันนี้มีแต่ทฤษฎี

526
00:35:00.916 --> 00:35:04.916
วันนี้นะ แต่ครั้งหน้าครับ น้อง ๆ พี่นัตตี้ของดอกจันไว้ก่อน

527
00:35:04.918 --> 00:35:08.918
ในเรื่องนี้มีคำนวณครับ มีคำนวณครับ

528
00:35:08.918 --> 00:35:12.918
เพราะครั้งหน้านะครับ น้อง ๆ ติดเครื่องคิดเลข

529
00:35:12.919 --> 00:35:16.919
เอาเครื่องคิดเลขมาก่อน มาช่วยกันจิ้มก่อน

530
00:35:16.920 --> 00:35:20.920
ห้องสอบไม่มี เพราะฉะนั้นใครอยากคิดสดก็ได้

531
00:35:20.922 --> 00:35:24.922
ใครอยากจะเอาเครื่องคิดเลขมาจิ้มเพื่อทดก็ได้

532
00:35:24.923 --> 00:35:28.923
แต่วันนี้ยังไม่มีครับ แต่อันนี้พูดถึงครั้งต่อไป

533
00:35:28.924 --> 00:35:32.924
จะได้เตรียมตัวทัน ต่อไปครับ ทฤษฎีที่ 2 คือ

534
00:35:32.926 --> 00:35:36.926
ทฤษฏีอุณหภูมิพื้นหลัง แต่เอาไว้วันหลัง

535
00:35:36.927 --> 00:35:40.927
วันนี้ครับ ขอครั้งแรก ผู้ชายสูบไปป์

536
00:35:40.928 --> 00:35:44.928
คือใคร น้อง ๆ ครั้ง น้อง ๆ จะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้

537
00:35:44.929 --> 00:35:48.929
ไม่ได้เด็ดขาด เหมือนกับที่นักเรียนที่ต้องรู้จัก อัลเฟ็ด

538
00:35:48.931 --> 00:35:52.931
... ยังจำกันได้อยู่ไหม ...

539
00:35:52.940 --> 00:35:56.940
นักธรณีวิทยาที่อธิบายทวีปเลื่อน

540
00:35:56.941 --> 00:36:00.941
เช่นเดียวกันครับ ทฤษฎีการขยายตัวของ

541
00:36:00.942 --> 00:36:04.942
เอกภพ คิดค้นด้วยนักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์

542
00:36:04.942 --> 00:36:08.942
นักดาราศาสตร์ นักฟิสิกส์

543
00:36:08.944 --> 00:36:12.944
ไม่มีเขียนให้ก็ได้ ชื่อว่า

544
00:36:12.944 --> 00:36:16.944
เอ็ดวิน พี ฮับเบิล

545
00:36:16.945 --> 00:36:20.945
P Hubbel

546
00:36:20.948 --> 00:36:24.948
พูดคำนี้ปุ๊บ หลาย ๆ คนบอกว่า อ๋อ

547
00:36:24.950 --> 00:36:28.950
หนูเคยได้ยินค่ะ โอ.เค. ไม่ผิดครับ ฮับเปิ้ล

548
00:36:28.950 --> 00:36:32.950
ปัจจุบันน้อง ๆ อาจจะเคยได้ยินคำว่า ฮับเบิลจาก

549
00:36:32.951 --> 00:36:36.951
วิทยุ เครื่องแรกของโลก แต่เครื่องนั้น

550
00:36:36.952 --> 00:36:40.952
กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลไม่ได้คิดนะ แต่

551
00:36:40.952 --> 00:36:44.952
ให้เกียรติฮับเบิลในการตั้งชื่อเฉย ๆ ครับ

552
00:36:44.953 --> 00:36:48.953
น้อง ๆ พี่แน้ตตี้ให้เมมโมรี่

553
00:36:48.954 --> 00:36:52.954
ครับ ฮับเบิลกระทำเกือบทุกอย่าง ศึกษา

554
00:36:52.954 --> 00:36:56.954
ทุกอย่างครับ เกี่ยวกับ เกี่ยวกับ

555
00:36:56.956 --> 00:37:00.956
กาแลกซี ก็คือเป็นเจ้าของ Samsung

556
00:37:00.957 --> 00:37:04.957
นั่นเอง พูดเล่น แซว เขา

557
00:37:04.958 --> 00:37:08.958
ศึกษาเกี่ยวกับกาแลกซี่ เขานั่งดู

558
00:37:08.960 --> 00:37:12.960
นั่งจดบันทึก ไม่ใช่นับทุก นั่งจุดบันทึก

559
00:37:12.960 --> 00:37:16.960
ร่างกาแลกซี นั่งดูการเคลื่อนที่ของกาแล็กซี

560
00:37:16.965 --> 00:37:20.965
วันหนึ่งครับน้อง ๆ เขาศึกษาพบอะไรครับ

561
00:37:20.966 --> 00:37:24.966
ภาพนี้นะ เพราะนี่คือภาพจริง ๆ ที่เขาศึกษาเลยนะ

562
00:37:24.966 --> 00:37:28.966
วัน ๆ หนึ่งเขาเจอ

563
00:37:28.979 --> 00:37:32.979
นี่เคลื่อนที่ออกห่างจากเขาตลอดเวลา เห็น

564
00:37:32.980 --> 00:37:36.980
ไหม ค่อย ๆ ตามนะ วันหนึ่งครับ เขาเห็นกาแล็กซีเคลื่อนที่

565
00:37:36.981 --> 00:37:40.981
ห่างจากตัวเขาตลอดเวลา เขาก็เลยสันนิษฐานว่า

566
00:37:40.987 --> 00:37:44.987
วัตถุตอนนี้ครับ กำลังขยายออก

567
00:37:44.988 --> 00:37:48.988
ขยายออก ขยายออกตลอดเวลา ชื่อพวกนี้ครับ

568
00:37:48.991 --> 00:37:52.991
โคโรน่า โบเรริส

569
00:37:52.991 --> 00:37:56.991
เห็นไหมครับ ตำแหน่งที่เขาศึกษาคือ

570
00:37:56.992 --> 00:38:00.992
ตรงนี้นะครับ ตรงนี้ ตรงนี้ ตรงนี้ เห็นไหมครับ

571
00:38:01.006 --> 00:38:05.006
มันเคลื่อนที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ

572
00:38:05.007 --> 00:38:09.007
เขาเอาไปอธิบายและพูดว่า

573
00:38:09.008 --> 00:38:13.008
วัตถุที่มันระเบิดได้ถ้ามันยังมีแรงล้นเหลือ

574
00:38:13.008 --> 00:38:17.008
อยู่จากการระเบิดจะทำให้อันนั้นน่ะ กระจายตัวออกไปได้นะรับ

575
00:38:17.009 --> 00:38:21.009
น้อง ๆ ครับ วันนี้กลับบ้านขอสตางค์แม่ไปซื้อลูกโป่ง

576
00:38:21.010 --> 00:38:25.010
ขอสตางค์แม่ไปซื้อลูกโปงนะ

577
00:38:25.010 --> 00:38:29.010
ถ้าเป่าจนถึงจุดหนึ่งที่มันละเบิด ชิ้นส่วนของลูกโป่ง

578
00:38:29.015 --> 00:38:33.015
มันจะประจายออก นึกออกไหม กระจายตัวออกตราบใดที่

579
00:38:33.015 --> 00:38:37.015
ยังมีแรงดันจากการระเบิดมันก็ยัง

580
00:38:37.017 --> 00:38:41.017
กระจายตัวออกไปได้ไกล ๆ โอ.เค. ไหมครับ ฮับเบิลอธิบายว่า

581
00:38:41.017 --> 00:38:45.017
วัตถุอะไรก็ตามครับ ที่กำลังจะ

582
00:38:45.019 --> 00:38:49.019
เคลื่อนที่ห่างออกไปจากเขาเสมอ

583
00:38:49.020 --> 00:38:53.020
หรือพูดง่าย ๆ คือวัตถุที่เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกตุ

584
00:38:53.020 --> 00:38:57.020
ฟังนะครับ อันนี้ทฤษฏีของสำคัญนะ

585
00:38:57.021 --> 00:39:01.021
ฮับเบิลบอกว่าวัตถุที่เคลื่อนที่

586
00:39:01.023 --> 00:39:05.023
ที่เคลื่อนที่ห่างจาก

587
00:39:05.025 --> 00:39:09.025
ห่างจากผู้สังเกต

588
00:39:09.025 --> 00:39:13.025
มันจะเป็นไปตามปรากฏการณ์

589
00:39:13.026 --> 00:39:17.026
หนึ่งของทางฟิสิกส์ครับ เรียกว่า

590
00:39:17.027 --> 00:39:21.027
ขออนุญาตลูก ปรากฏการณ์

591
00:39:21.028 --> 00:39:25.028
เคลื่อนทางแดง

592
00:39:25.030 --> 00:39:29.030
ทันไหม

593
00:39:29.030 --> 00:39:33.030
หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า RedShift

594
00:39:33.030 --> 00:39:37.030
RedShift คือ พูดตาม Spectrum

595
00:39:37.032 --> 00:39:41.032
พูดตามสเปกตรัมของฟิสิกส์

596
00:39:41.037 --> 00:39:45.037
นี่นะ พี่นัตตี้อยู่ตรงนี้ครับ

597
00:39:45.037 --> 00:39:49.037
ยืนท้าวเอวอยู่ มันเหมือนวัตถุ

598
00:39:49.039 --> 00:39:53.039
เลื่อนห่างออกจากพี่นัตตี้ออกไป

599
00:39:53.040 --> 00:39:57.040
ขออภัย ใช้รูปนี้เลยดีกว่า

600
00:39:57.041 --> 00:40:01.041
นี่ครับ ลูกศรไปอย่างนี้เลย เลื่อนจากพี่นัตตี้

601
00:40:01.043 --> 00:40:05.043
ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ครับ คือ Red ship

602
00:40:05.044 --> 00:40:09.044
เข้าหาพี่นัตตี้ครับ จะเรียก

603
00:40:09.045 --> 00:40:13.045
จะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า BlueShift

604
00:40:13.046 --> 00:40:17.046
กาแล็กซีของน้อง ๆ กำลังเคลื่อนที่ห่างออกจากน้อง ๆ อยู่ตลอดเวลา

605
00:40:17.046 --> 00:40:21.046
อย่างนี้ครับ เราห่างจากผู้สังเกต เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Red Shipe

606
00:40:21.047 --> 00:40:25.047
ได้ไหมครับ กราฟนี้ครับ คือกราฟจริง ๆ ที่เขาศึกษากัน

607
00:40:25.048 --> 00:40:29.048
เอ็ดวิน ฮับเบิล

608
00:40:29.049 --> 00:40:33.049
ระยะห่างของกาแล็กซีนะครับ

609
00:40:33.049 --> 00:40:37.049
ที่น่ะมีความสัมพันธ์กัน

610
00:40:37.050 --> 00:40:41.050
อธิบายจากรูปทางด้านขวานะ นี่วาดเองนะ สมมติ

611
00:40:41.050 --> 00:40:45.050
พี่นัตตี้อยู่ตรงนี้ครับ 3 จุดนะ นี่คือ

612
00:40:45.051 --> 00:40:49.051
กาแลกซี่ A ครับ กาแลกซี่ B กาแลกซี่

613
00:40:49.052 --> 00:40:53.052
C เอ็ดวินฮับเบิลครับ บอกว่า ความห่างของกาแล็กซี

614
00:40:53.054 --> 00:40:57.054
A, B, C ครับ ที่เห็นแน่ ๆ คือ

615
00:40:57.055 --> 00:41:01.055
ระยะห่างต่างกัน

616
00:41:01.056 --> 00:41:05.056
ค่อย ๆ ไปนะ วันนี้พี่นัตตี้จะไปให้ช้าที่สุดนะ

617
00:41:05.057 --> 00:41:09.057
ปรากฎว่าระยะห่างที่ปรากฎ

618
00:41:09.057 --> 00:41:13.057
สิ่งทีฮับเบิล ศึกษาต่อนั้น คือ กาแล็กซี่

619
00:41:13.058 --> 00:41:17.058
B และ C มีความเร็ว

620
00:41:17.058 --> 00:41:21.058
ที่เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกตนี่เร็วต่างกันด้วย

621
00:41:21.069 --> 00:41:25.069
ทันไหม เอ็ดวิน พีฮาเบิล

622
00:41:25.070 --> 00:41:29.070
เลยบอกว่า เอ็ดวิน ฮับเบิลเลยบอกว่า

623
00:41:29.072 --> 00:41:33.072
หาความเร็วของกาแล็กซี

624
00:41:33.073 --> 00:41:37.073
เท่าไร เร็วเท่าไรสมมตินะ เคลื่อนที่เร็ว

625
00:41:37.074 --> 00:41:41.074
เท่าไรก็บันทึกไว้ B เท่าไรก็บันทึกไว้

626
00:41:41.074 --> 00:41:45.074
C เท่าไร เราทดไว้ ปรากฏว่า

627
00:41:45.090 --> 00:41:49.090
น้อง ๆ กราฟแกน X ดิสแทน

628
00:41:49.091 --> 00:41:53.091
คือระยะทาง หรือจริง ๆ คือ ระยะห่าง

629
00:41:53.091 --> 00:41:57.091
ของกาแล็กซี ค่อย ๆ ไปนะครับ

630
00:41:57.092 --> 00:42:01.092
น้อง ๆ ครับ เหตุผลที่พี่นัตตี้เลือกรูปภาพที่เป็นภาษาอังกฤษ

631
00:42:01.093 --> 00:42:05.093
เสียส่วนใหญ่ เพราะมันจะค่อยข้างเคลียร์นะ

632
00:42:05.095 --> 00:42:09.095
เดี๋ยวตรงไหนมีภาษาอังกฤษจะแปลให้ สัญญา

633
00:42:09.095 --> 00:42:13.095
นะครับ แนวตั้งหรือแกน

634
00:42:13.096 --> 00:42:17.096
แกน Y คือ ความเร็วครับ ความเร็ว

635
00:42:17.097 --> 00:42:21.097
ที่กาแลกซีเคลื่อนที่

636
00:42:21.098 --> 00:42:25.098
ซึ่งต่อจากนี้ครับ น้อง ๆ พี่นัตตี้จะใช้

637
00:42:25.099 --> 00:42:29.099
คำว่า ความเร็วที่กาแล็กซีเคลื่อนที่

638
00:42:29.101 --> 00:42:33.101
แปลว่า พี่นัตตี้จะให้นิยามมันว่า ความเร็ว

639
00:42:33.102 --> 00:42:37.102
ถอยห่าง

640
00:42:37.103 --> 00:42:41.103
ทำไมถึงใช้ความเร็วถอยห่างครับ เพราะ

641
00:42:41.104 --> 00:42:45.104
มันพูดถึงระยะ หรือความเร็วของกาแล็กซี

642
00:42:45.106 --> 00:42:49.106
โอ.เค. นะมันก็เลยถอยห่างไปเรื่อย ๆ

643
00:42:49.107 --> 00:42:53.107
เกิดอะไรขึ้นครับ ลูก

644
00:42:53.119 --> 00:42:57.119
แต่ละจุดน้อง ๆ ครับ ที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ

645
00:42:57.120 --> 00:43:01.120
คือความเร็ว กับระยะทาง ไปเรื่อย ๆ

646
00:43:01.122 --> 00:43:05.122
โอ.เค. ไหม ตามคณิตศาสตร์นะ

647
00:43:05.122 --> 00:43:09.122
น้อง ๆ ครับ มันอาจจะไม่ได้เป๊ะมาก เวลานักฟิสิกซ์

648
00:43:09.124 --> 00:43:13.124
เขียนกราฟนี้ครับ ต่อให้มันไม่แปะ ต่อให้มันไม่เป็นเส้นตรง

649
00:43:13.128 --> 00:43:17.128
เขาก็จะพยายามครับ ลากผ่านจุดให้มันมากที่สุด

650
00:43:17.128 --> 00:43:21.128
ปรากฏครับ ลากผ่านแล้วมันเกิด

651
00:43:21.129 --> 00:43:25.129
เป็นกราฟเส้นตรงครับ นี่คือกราฟเส้นตรง

652
00:43:25.130 --> 00:43:29.130
ความหมายของคำว่า กราฟเส้นตรง

653
00:43:29.131 --> 00:43:33.131
หมายความว่า ความเร็วครับ ความเร็ว

654
00:43:33.131 --> 00:43:37.131
ขอโทษทีลูก ความเร็วกับระยะทาง

655
00:43:37.132 --> 00:43:41.132
หรือระยะห่างของกาแลกซี มีความสัมพันธ์ใน

656
00:43:41.133 --> 00:43:45.133
เชิงแนวโน้มเดียวกัน หมายความว่า

657
00:43:45.143 --> 00:43:49.143
นี่เลยครับ น้อง ๆ สรุปตัวนี้เลยครับ

658
00:43:49.145 --> 00:43:53.145
เปรียบเทียบ 2 จุดนะ ถ้าความเร็วมาก ระยะทางน

659
00:43:53.145 --> 00:43:57.145
ความเร็วน้อยด้วย ระยะทางมาก

660
00:43:57.148 --> 00:44:01.148
นี่คือ Main idea ครับ

661
00:44:01.149 --> 00:44:05.149
ไปตามให้ทันครับ เอ็ดวิน ฮับเบิลครับ

662
00:44:05.150 --> 00:44:09.150
เอ็ดวิน ฮับเบิลเลยเปิด

663
00:44:09.150 --> 00:44:13.150
ห่างและระยะห่างของกาแล็กซี พี่นัตตี้ให้

664
00:44:13.151 --> 00:44:17.151
ตัวแปรก่อน V ครับ คือ ความเร็วถอยห่าง

665
00:44:17.152 --> 00:44:21.152
โอ.เค. ไหม

666
00:44:21.153 --> 00:44:25.153
ความเร็วถอยห่าง ส่วน D ครับน้อง ๆ D

667
00:44:25.153 --> 00:44:29.153
ระยะห่าง ระยะห่างของ กาแล็กซี

668
00:44:29.166 --> 00:44:33.166
กาแล็กซีได้ไหมครับ ได้นะ

669
00:44:33.166 --> 00:44:37.166
น้อง ๆ ครับ เครื่องหมายนี้แสดงถึงวิทยาศาสตร์

670
00:44:37.167 --> 00:44:41.167
ไม่ใช่แอลฟา แอลฟาเป็นฟิสิกส์ในวิทยาศาสตร์เรานะ

671
00:44:41.173 --> 00:44:45.173
คือเครื่องหมายแปรผันครับ ฉะนั้นพี่นัตตี้ของใช้คำ

672
00:44:45.173 --> 00:44:49.173
ว่า ความสัมพันธ์ที่ เอ็ดวิน

673
00:44:49.173 --> 00:44:53.173
พีฮับเบิลได้จากการคำนวณ คือ

674
00:44:53.174 --> 00:44:57.174
ความเร็วถอยห่างแปรผันตรง

675
00:44:57.176 --> 00:45:01.176
กับระยะห่างของกาแลกซี ความหมายอีกทีครับ

676
00:45:01.178 --> 00:45:05.178
ถ้าความเร็วมาก แสดงว่ากาแล็กซีอยู่ห่างจากเรามาก

677
00:45:05.178 --> 00:45:09.178
ถ้ากาแล็กซีเคลื่อนที่ช้า แสดงว่า

678
00:45:09.180 --> 00:45:13.180
ได้ช้าแสดงว่า ระยะห่างของแกแล็คซีอยู่ห่าง

679
00:45:13.181 --> 00:45:17.181
ได้ไหม เคลียร์ไหม ถ้าเคลียร์ครับ

680
00:45:17.193 --> 00:45:21.193
ไปต่อครับ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ใช้เครื่องหมายนี้ครับ

681
00:45:21.194 --> 00:45:25.194
เพราะเครื่องหมายนี้คำนวณไม่ได้ เราจะเปลี่ยนครับ น้อง ๆ

682
00:45:25.194 --> 00:45:29.194
อันนี้สำคัญแล้วนะ อันไหนสำคัญจะบอกนะ

683
00:45:29.197 --> 00:45:33.197
ครับ เปลี่ยนจากเครื่งอหมายครับ เปลี่ยนจากแปลผัน

684
00:45:33.197 --> 00:45:37.197
ไปเป็นเครื่องหมายเท่ากับครับ

685
00:45:37.197 --> 00:45:41.197
ซึ่งทางคณิตศาสตร์แล้ว เปลี่ยนเครื่องหมายแปรผันเป็นเครื่องหมายเท่ากับ

686
00:45:41.199 --> 00:45:45.199
มีค่าคงที่ครับ ไปกันยาว ๆ

687
00:45:45.201 --> 00:45:49.201
เมื่อต้องการเปลี่ยนเป็นสัมการ

688
00:45:49.205 --> 00:45:53.205
เอ็ดวินพีฮับเบิลจึงสร้างสมการ

689
00:45:53.212 --> 00:45:57.212
โดยเปลี่ยนจากเครื่องหมายแปรผันเป็นเครื่องหมายเท่ากับ

690
00:45:57.213 --> 00:46:01.213
ดอกจันไว้กี่ดอกดีล่ะ เมื่อกี้ล้านดอก

691
00:46:01.214 --> 00:46:05.214
โอ.เค. 2,000,000 ดอก นี่

692
00:46:05.215 --> 00:46:09.215
เห็นไหม ง่ายไหม ดอกจันทน์ 2 ล้าน ดอก สำคัญนะ

693
00:46:09.216 --> 00:46:13.216
นะ น้อง ๆ ครับ สมการนี้ คือ

694
00:46:13.217 --> 00:46:17.217
V = H0D พูดอีกรอบครับ

695
00:46:17.218 --> 00:46:21.218
เท่ากับ H0D ขออีกรอบครับ

696
00:46:21.220 --> 00:46:25.220
เท่ากับ H0D

697
00:46:25.221 --> 00:46:29.221
ที่ได้รับการยอมรับ ในการ

698
00:46:29.222 --> 00:46:33.222
หาความเร็วถอยห่างของ เอ็ดวี

699
00:46:33.223 --> 00:46:37.223
เราจึงตั้งชื่อสมการนี้ว่า

700
00:46:37.225 --> 00:46:41.225
กฎของฮับเบิล ได้ไหม เพราะฮับเบิลคิดเรื่องนี้

701
00:46:41.226 --> 00:46:45.226
เป็นคนแรกครับ น้อง ๆ ครับ

702
00:46:45.226 --> 00:46:49.226
เริ่มมาใช้ตัวแปรกันครับ ตัวแปร

703
00:46:49.228 --> 00:46:53.228
ตัวแปลของพี่นัตตี้ครับ คือ

704
00:46:53.228 --> 00:46:57.228
เวลาคำนวณทางฟิสิกส์ครับ

705
00:46:57.229 --> 00:47:01.229
คือเรื่องอะไรรู้ไหมให้ทาย หน่วยครับ

706
00:47:01.230 --> 00:47:05.230
จะแบบเข้มงวดกับน้องมาก ๆ เลน ไม่ใส่หน่วย

707
00:47:05.230 --> 00:47:09.230
แปลกนะ สมมติน้อง ๆ คิดมาได้

708
00:47:09.231 --> 00:47:13.231
ค่าอะไรก็ตามครับ ตอบน่ะตอบ

709
00:47:13.231 --> 00:47:17.231
พี่นัตตี้เคยโดนครูแกล้งไง

710
00:47:17.232 --> 00:47:21.232
สมมติว่าหาความเร็ว สมมติว่าหาความเร็ว

711
00:47:21.234 --> 00:47:25.234
คุณครูแกล้งเลย ไม่ใส่หน่วยบาทมาก

712
00:47:25.235 --> 00:47:29.235
น้อง ๆ ไม่ได้โหดร้ายหรอกครับ คุณครูฟิสิกซ์ อยากให้น้อง ๆ

713
00:47:29.235 --> 00:47:33.235

714
00:47:33.236 --> 00:47:37.236
ห้ามประมาท ห้ามพลาด อันนี้

715
00:47:37.237 --> 00:47:41.237
ก็เช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นสมการทางฟิสิกส์ครับ

716
00:47:41.237 --> 00:47:45.237
เพราะฉะนั้น หน่วยจึงมีความสำคัญครับ

717
00:47:45.239 --> 00:47:49.239
ค่อย ๆ เริ่มต้นก่อน V มันคือ

718
00:47:49.239 --> 00:47:53.239

719
00:47:53.240 --> 00:47:57.240
ความเร็วถอยห่างออกจากเราครับ

720
00:47:57.241 --> 00:48:01.241
หน่วยเป็นกิโลเมตรครับ ขออนุญาตเป็นภาษาไทยก่อนนะ

721
00:48:01.243 --> 00:48:05.243
กิโลเมตรครับ ต่อวินาที

722
00:48:05.244 --> 00:48:09.244
ถามว่าเร็วไม่เร็ว

723
00:48:09.244 --> 00:48:13.244
เร็วนะ ถือว่าเป็นความเร็วที่มา

724
00:48:13.247 --> 00:48:17.247
เหมือนน้อง ๆ เคลื่อนที่ 1 วิไป 1 กิโลเมตร

725
00:48:17.248 --> 00:48:21.248
ขออนุญาตเป็นตัวย่อครับ กิโลเมตร/วินาที ครับ

726
00:48:21.250 --> 00:48:25.250
เคลียร์ไหม เคลียร์นะ D เมื่อกี้พูดไปแล้วนะ D

727
00:48:25.251 --> 00:48:29.251
ระยะห่างถูกไหมครับ ระยะห่างกาแล็กซี

728
00:48:29.251 --> 00:48:33.251
ครับ น้อง ๆ ครับ ดอกจันอันนี้ไว้นะครับ พี่นัตตี้มั่นใจว่าน้อง ๆ

729
00:48:33.253 --> 00:48:37.253
ไม่เคยรู้จักหน่วยนี้แน่ ๆ ครับ เป็นหน่วย

730
00:48:37.254 --> 00:48:41.254
การวัดดาราศาสตร์ที่ค่อนข้าง

731
00:48:41.263 --> 00:48:45.263
ยังไม่ติดหูพวกเราเท่าไร น้อง ๆ อาจะเคยได้ยินคำว่า

732
00:48:45.263 --> 00:48:49.263
หรือน้อง ๆ จะเก่งขึ้นมาหน่อย ดาราศาสตร์ปีแสง

733
00:48:49.264 --> 00:48:53.264
อาจจะเคยได้ยินบ้าง แต่หน่วยนี้ครับ

734
00:48:53.265 --> 00:48:57.265
อาจจะยังไม่สอนเครื่องกฏอ

735
00:48:57.279 --> 00:49:01.279
เฉพาะหน่วย หรือการวัดระยะทางทางดาราศาสตร์อย่างเดียวก่อน

736
00:49:01.281 --> 00:49:05.281
หน่วยนี้ครับ คือ แม็กพาเซก

737
00:49:05.282 --> 00:49:09.282
ถ้าใครเคยได้ยินนะ แสดงว่าเป็นเจ้าพ่อดาราศาสตร์

738
00:49:09.283 --> 00:49:13.283
น่ะ แบบชอบดาราศาสตร์มากอะไรแบบนี้

739
00:49:13.285 --> 00:49:17.285
เมกะพาเซ็กครับ พี่ขออนุญาตใช้ตัวย่อครับ

740
00:49:17.285 --> 00:49:21.285
ได้ไหม น้อง ๆ ครับ ถ้าเป็นน้อง ๆ สายวิทย์

741
00:49:21.286 --> 00:49:25.286
คำว่า

742
00:49:25.287 --> 00:49:29.287
มันคือเป็นคำทีซิส

743
00:49:29.287 --> 00:49:33.287
เอาไว้ข้างหน้าคำของน้อง ๆ ที่มีความหมายอยู่แล้ว

744
00:49:33.287 --> 00:49:37.287
คือ 10 กำลัง 6 เดี๋ยวค่อยมาว่ากันครับ

745
00:49:37.288 --> 00:49:41.288
มีความหมายทั้งหมด สุดท้ายครับ H0 ครับ H0 คือ

746
00:49:41.289 --> 00:49:45.289
ค่าคงที่ครับ อย่างที่พี่นัตตี้บอกว่า

747
00:49:45.290 --> 00:49:49.290
เราเปลี่ยนเครื่องหมายแปรผัน

748
00:49:49.292 --> 00:49:53.292
ดังนัน้ H0 คือค่าคงที่ฮับเบิลครับ

749
00:49:53.292 --> 00:49:57.292
ได้ไหม น้อง ๆ

750
00:49:57.293 --> 00:50:01.293
ในสมัยก่อน ค่าคงที่ฮับเบิลยังไม่...

751
00:50:01.295 --> 00:50:05.295
ยังไม่นิ่ง

752
00:50:05.296 --> 00:50:09.296
ยังไม่แบบ กราฟ

753
00:50:09.298 --> 00:50:13.298
กราปรับเปลี่ยนอยู่แต่วันนี้ครับน้อง ๆ

754
00:50:13.301 --> 00:50:17.301
เป๊ะแล้วครับ แต่พี่นัตตี้

755
00:50:17.301 --> 00:50:21.301
จะเอาตัวเลขที่ให้น้อง ๆ ใช้นี่เป็นตัวเลขเดียวเลย เพราะค่าตัวเลขฮับเบิล

756
00:50:21.301 --> 00:50:25.301
ค่าคงที่ ที่เขาคิดมานี่ คือค่า 73

757
00:50:25.303 --> 00:50:29.303
หมายความว่ามันยังมีเออเร่อได้อยู่

758
00:50:29.305 --> 00:50:33.305
-3 ถึง +3

759
00:50:33.318 --> 00:50:37.318
ข้อสอบ O-net เคยออกครับ

760
00:50:37.323 --> 00:50:41.323
เอาแค่ 75 ก็พอ ได้นะ หน่วยของค่าคงที่ฮับเบิลครับ

761
00:50:41.325 --> 00:50:45.325
คือ กิโลเมตรต่อวินาที

762
00:50:45.326 --> 00:50:49.326
ต่อเมกกาพาเซก

763
00:50:49.326 --> 00:50:53.326
พี่นัตตี้ขอกำหนดความคงที่ ฮับเบิล

764
00:50:53.328 --> 00:50:57.328
ไว้ที่ 75 กิโลเมตรต่อวินาที ต่อพาเซ็ก

765
00:50:57.329 --> 00:51:01.329
เราใช้ค่านี้นะครับ ส่วนใหญ่ O-NET ก็บอกนะ O-NET ก็บอกนะครับ

766
00:51:01.331 --> 00:51:05.331
ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีค่าอื่นนะ

767
00:51:05.332 --> 00:51:09.332
ขี้เกียจตั้งชื่อกาแล็กซีนะ เดี๋ยวน้อง ๆ จะเห็นเลข ABCD

768
00:51:09.333 --> 00:51:13.333
เต็มไปหมดเลยนะครับ น้อง ๆ ครับ ความเร็วกาแล็กซี

769
00:51:13.333 --> 00:51:17.333
12 เมกะพาเซ็กครับ จงหาว่า

770
00:51:17.333 --> 00:51:21.333
มีความเร็วถอยห่างเท่าไร น้อง ๆ ครับ การทำโจทย์ทางฟิสิกส์ ทำโจทย์ทางดาราศาสตร์

771
00:51:21.335 --> 00:51:25.335
หรือทำโจทย์ฟิสิกส์ หรือทำโจทย์ทางดาราศาสตร์

772
00:51:25.335 --> 00:51:29.335
ที่พี่นัตตี้ทำก่อนเป็นพื้นฐาน

773
00:51:29.335 --> 00:51:33.335
ต่อให้น้อง ๆ มีความเข้าใจแล้วก็ตาม

774
00:51:33.336 --> 00:51:37.336
มันจะทำได้ สิ่งที่พี่นัตตี้อยากให้ทำคือ

775
00:51:37.338 --> 00:51:41.338
ขีดเส้นใต้ครับ และบอกว่าสิ่งนั้นคืออะไรที่โจทย์ให้มา

776
00:51:41.339 --> 00:51:45.339
โอ.เค. ไหม แล้วสิ่งนั้นคือสิ่งที่โจทย์กำลังถามหา

777
00:51:45.340 --> 00:51:49.340
น้อง ๆ ครับ กาแล้กซี อยู่นอกโลก

778
00:51:49.352 --> 00:51:53.352
ครับ สิ่งนี้ คือ สิ่งอะไรครับ พี่ให้มา

779
00:51:53.353 --> 00:51:57.353
ครับ กำลังให้อะไรมา นี่คือห่างจากโลกครับ ระยะทางแน่นอน

780
00:51:57.354 --> 00:52:01.354
คือระยะทางแน่นอน ตัวแปรจากสูตรของเรา คือ

781
00:52:01.355 --> 00:52:05.355
ตัว D ให้ D มาครับน้อง ๆ

782
00:52:05.356 --> 00:52:09.356
ขีดตรงนี้ล่ะ

783
00:52:09.360 --> 00:52:13.360
ก็ไม่ว่ากันแต่พี่นัตตี้

784
00:52:13.361 --> 00:52:17.361
ที่พี่อยากบอกในข้อสอบ O-net หรือจะเป็น Pat

785
00:52:17.362 --> 00:52:21.362
หรือจะเป็นแพลตก็ตาม วิชาสามัญก็ตาม

786
00:52:21.363 --> 00:52:25.363
เป็นของหนู หนู ๆ ขีดเขียนได้หมดครับ

787
00:52:25.371 --> 00:52:29.371
วงกลมได้ อย่างเดียวที่อย่าทำคือ อย่าเอากลับบ้าน

788
00:52:29.372 --> 00:52:33.372
นะ อันนี้ผิดกฎนะ โดนตัดสิทธิ์การเข้าสอบ

789
00:52:33.385 --> 00:52:37.385
เพราะฉะนั้นน้อง ๆ ขีดเลยครับ

790
00:52:37.385 --> 00:52:41.385
จงหาครับ โจทย์ถามอะไรครับ ถามว่าความเร็วถอยห่าง

791
00:52:41.395 --> 00:52:45.395
เท่าไร ทีนี้โจทย์หาความเร็วถอยห่างคือเท่าไร

792
00:52:45.396 --> 00:52:49.396
ง่ายครับน้อง ๆ โจทย์ หา V ครับ

793
00:52:49.411 --> 00:52:53.411
ให้ D มาแสดงว่าครับ ข้อนี้มี DกับV

794
00:52:53.412 --> 00:52:57.412
ต้องวิ่งไปที่สูตรกฏของฮับเบิลใช่ไหม เพราะฉะนั้น

795
00:52:57.414 --> 00:53:01.414
พี่นัตตี้ตั้งสูตรก่อนเลยครับ น้อง ๆ บอกว่าอะไรครับ

796
00:53:01.425 --> 00:53:05.425
จากสูตร นี่คือแบบเบสิกมาก

797
00:53:05.426 --> 00:53:09.426
หลังจากนี้ ข้ามสเตป

798
00:53:09.426 --> 00:53:13.426
V = H0D โจทย์

799
00:53:13.427 --> 00:53:17.427
กำหนดอะไรมาให้แล้วครับ

800
00:53:17.428 --> 00:53:21.428
ไม่ใช่ โทษทีลูก โจทย์ถาม D ใช่ไหมครับ

801
00:53:21.430 --> 00:53:25.430
เราทิ้งตัวแปร V ไว้ H0 ครับ ไม่ต้อง

802
00:53:25.430 --> 00:53:29.430
โจทย์กำหนดมาแล้วครับ คือค่าคงที่ 75

803
00:53:29.431 --> 00:53:33.431
ครับ ง่ายไหม D ครับ คือค่า

804
00:53:33.433 --> 00:53:37.433
ระยะทางของกาแล็กซี น้อง ๆ ครับ

805
00:53:37.433 --> 00:53:41.433
พี่นัตตี้บอกเลยว่า ถ้าจะหลอก ถ้าจะหลอก

806
00:53:41.435 --> 00:53:45.435
ลอกได้อย่างเดียวครับ จะลอกได้คือหน่วย

807
00:53:45.436 --> 00:53:49.436
ถ้าจะหลอก หลอกหน่วยได้อย่างเดียว

808
00:53:49.436 --> 00:53:53.436
ครับ นั้นข้อนี้ครับ มีหน่วนคือ เมก้าพาเส็ก

809
00:53:53.437 --> 00:53:57.437
ถือว่าโจทย์ไม่ได้หลอกมา เพราะฉะนั้น ใส่เข้าไปเลยครับ

810
00:53:57.437 --> 00:54:01.437
คือ 12 ครับ โอ.เค. พี่นัตตี้ขออนุญาตเปิดดูนะ พี่นัตตี้

811
00:54:01.437 --> 00:54:05.437
คิดตัวเลขมาให้น้อง ๆ เรียบร้อยแล้วครับน้อง ๆ ความเร็ว

812
00:54:05.446 --> 00:54:09.446
900 ครับ น้อง ๆ จบไหม ซึ่ง

813
00:54:09.447 --> 00:54:13.447
900 ซึ่ง 900 หน่วนเป้

814
00:54:13.447 --> 00:54:17.447
นักเรียน น้อง ๆ ความเร็วถอยห่างครับ

815
00:54:17.455 --> 00:54:21.455
ต่อวินาทีครับ (บรรยาย) ผลิตรายการโดย

816
00:54:21.455 --> 00:54:25.455
สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน

817
00:54:25.456 --> 00:54:29.456

818
00:54:29.460 --> 00:54:33.460

819
00:54:33.461 --> 00:54:37.461

820
00:54:37.462 --> 00:54:41.462

821
00:54:41.463 --> 00:54:45.463

822
00:54:45.464 --> 00:54:49.464

823
00:54:49.465 --> 00:54:53.465

824
00:54:53.466 --> 00:54:57.466

825
00:54:57.469 --> 00:55:01.469

826
00:55:01.470 --> 00:55:05.470

827
00:55:05.471 --> 00:55:09.471

828
00:55:09.473 --> 00:55:13.473

829
00:55:13.475 --> 00:55:17.475

830
00:55:17.476 --> 00:55:20.477

831
00:55:21.478 --> 00:55:24.478

832
00:55:25.480 --> 00:55:28.483

833
00:55:29.483 --> 00:55:32.486

834
00:55:33.484 --> 00:55:36.486

835
00:55:37.484 --> 00:55:37.485

836
00:55:41.485 --> 00:55:41.489

837
00:55:57.502 --> 00:55:57.505

838
00:55:45.489 --> 00:55:45.493

839
00:55:49.493 --> 00:55:49.498

840
00:55:53.498 --> 00:55:53.502


