﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:03.154
[เสียงดนตรี]

2
00:00:04.003 --> 00:00:07.154
(คุณครูนุชสุคนธ์) สวัสดีค่ะ นักเรียน

3
00:00:08.004 --> 00:00:11.154
วันนี้นะคะ ครูนุชสุคนธ์ ปานแดงค่ะ

4
00:00:12.005 --> 00:00:16.005

5
00:00:16.005 --> 00:00:19.153
จากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม

6
00:00:20.010 --> 00:00:23.153
ในวันนี้ค่ะ - เราจะมาพูดถึงการอ่านวรรณคดีนะคะ

7
00:00:24.012 --> 00:00:27.153
ต่อจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ๆ มาค่ะ

8
00:00:28.012 --> 00:00:32.012
ในวันนี้ค่ะ เราจะมาพูดถึงเรื่องการอ่าน วรรณคดี

9
00:00:32.014 --> 00:00:35.154
ซึ่งเราได้พูดถึงการเล่นเสียงไปแล้วนะคะ

10
00:00:36.016 --> 00:00:39.153
ในวันนี้ค่ะ เราจะพูดถึงการอ่านวรรณคดี - ในส่วนของการเล่นคำนั่นเองค่ะ

11
00:00:40.025 --> 00:00:43.154
ในการเล่นคำค่ะ - ก็คือการสรรคำมาเรียงร้อยในคำประพันธ์นะคะ

12
00:00:44.026 --> 00:00:48.026
อวดฝีมือของกวีในการอวดเสียง

13
00:00:48.027 --> 00:00:51.154
โดยพลิกแพลงให้เกิดความหมายพิเศษ - และแปลกออกไปจากที่ใช้กันอยู่ค่ะ

14
00:00:52.034 --> 00:00:55.154
เพื่ออวดฝีมือของกวีเช่นเดียวกับการเล่นเสียง

15
00:00:56.034 --> 00:00:59.154
ที่จะกล่าวถึงในทีนี้ ก็คือการเล่นคำพ้อง - การเล่นคำซ้ำ และการเล่นคำเชิงถามค่ะ

16
00:01:00.041 --> 00:01:04.041
พ้องรูปและการเล่นพ้องเสียงค่ะ มี

17
00:01:04.043 --> 00:01:07.153
เรามาดูในส่วนของการเล่นคำพ้องกันค่ะ

18
00:01:08.044 --> 00:01:11.154
ซึ่งการเล่นคำพ้องนั้น - ก็สามารถแบ่งได้เป็นการเล่นคำพ้องรูป

19
00:01:12.045 --> 00:01:15.155
และการเล่นคำพ้องเสียงนะคะ

20
00:01:16.046 --> 00:01:20.046
ต่างกันค่ะ และเขียนต่างกันด้วยค่ะ เรามาดูตัวอย่างกันค่ะ

21
00:01:20.048 --> 00:01:23.154
พ้องรูปนั้นก็หมายถึงเขียนเหมือนกันนะคะ

22
00:01:24.049 --> 00:01:27.154
อ่านเหมือนกันแต่ความหมายแตกต่างกันค่ะ

23
00:01:28.064 --> 00:01:31.154
ส่วนการเล่นการพ้องเสียงนะคะ

24
00:01:32.064 --> 00:01:36.064
ค่ะ จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์บทประพันธ์ของพระบาทสม

25
00:01:36.066 --> 00:01:39.153
คำพ้องเสียง ก็คือเสียงเหมือนกันค่ะ

26
00:01:40.067 --> 00:01:43.153
แต่ความหมายนั้นต่างกันค่ะ - และเขียนต่างกันด้วยค่ะ

27
00:01:44.068 --> 00:01:47.154
เรามาดูตัวอย่างกันค่ะ

28
00:01:48.082 --> 00:01:52.082
นกแก้วชนิดหนึ่งนั่นเอง เกาะอยู่บนเถาวัลย์นั่นเอค

29
00:01:52.083 --> 00:01:55.153
การเล่นคำพ้องนะคะ ก็คือการนำคำพ้องมาใช้คู่กัน

30
00:01:56.084 --> 00:01:59.153
ให้เกิดความหมายที่สัมพันธ์กัน

31
00:02:00.086 --> 00:02:03.154
อย่างเช่น เบญจวรรณจับวัลย์มาลี - เหมือนวันเจ้าวอนพี่ให้ตามกวางค่ะ

32
00:02:04.086 --> 00:02:08.086
วันแรกก็เบญจวรรณซึ่งแปลว่านกแก้ว

33
00:02:08.088 --> 00:02:11.154
จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์

34
00:02:12.089 --> 00:02:15.154
พระราชนิพนธ์ พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า - จุฬาโลกมหาราชค่ะ

35
00:02:16.090 --> 00:02:19.153
ในตอนนี้นะคะ เมื่อทศกัณฐ์ลักนางสีดาไป

36
00:02:20.091 --> 00:02:24.091
สัมพันธ์กันอย่างกลมกลืนนั่นเองค่ะ การประพั

37
00:02:24.093 --> 00:02:27.153
พระรามก็ออกตามหานางค่ะ

38
00:02:28.094 --> 00:02:31.167
ขณะที่เดินทางกลางป่าพระรามเห็นนกเบญจวรรณ - นกแก้วชนิดหนึ่งนั่นเอง

39
00:02:32.095 --> 00:02:35.153
เกาะอยู่ที่เถาวัลย์ค่ะ นี่คือวันที่ 2 นะคะ

40
00:02:36.101 --> 00:02:40.101
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักที่รอถ้า

41
00:02:40.102 --> 00:02:43.153
และก็ทำให้นึกถึงวันที่นางสีดา - ทูลอ้อนวอนให้พระองค์ออกไปตามกวางทองค่ะ

42
00:02:44.110 --> 00:02:47.154
กวีเล่นคำที่มีเสียงวันถึง 3 คำด้วยกันนะคะ

43
00:02:48.120 --> 00:02:51.154
ซึ่งวันแรก ก็คือเบญจวรรณ - ที่แปลว่า นกแก้วชนิดหนึ่ง

44
00:02:52.121 --> 00:02:56.121
นั่นหมายถึงคำว่าหยุดค่ะ และคำว่ารอถ้าหมายถึงการรอคอยค่ะ

45
00:02:56.123 --> 00:02:59.154
วันที่ 2 ก็คือเถาวัลย์นั่นเอง

46
00:03:00.124 --> 00:03:03.153
แล้ววันที่ 3 ก็คือวันเวลานั่นเองนะคะ

47
00:03:04.126 --> 00:03:07.153
เพราะฉะนั้นนี่ตรงนี้จะเห็นว่ากวีนี่ - ใช้การสรรคำมาเป็นอย่างดี

48
00:03:08.127 --> 00:03:12.127
นั่นเองค่ะ แล้วต่อจากนี้นะคะ มีอีกเรื่องหนึ่ง

49
00:03:12.129 --> 00:03:15.153
โดยนำมาใช้ให้มีความหมายสัมพันธ์กัน - ได้อย่างกลมกลืนเลยทีเดียวค่ะ

50
00:03:16.130 --> 00:03:19.153
ในการเล่นคำพ้องนะคะ

51
00:03:20.131 --> 00:03:23.153
ก็เป็นกลวิธีการประพันธ์ที่กวีไทยนิยมมากค่ะ

52
00:03:24.132 --> 00:03:28.132
ในบทคร่ำครวญของกุมาร

53
00:03:28.134 --> 00:03:31.153
บางครั้งนอกจากจะใช้คำพ้องเสียง - ดังตัวอย่างข้างต้นแล้ว

54
00:03:32.135 --> 00:03:35.154
ยังมีคำพ้องรูปด้วยค่ะ

55
00:03:36.137 --> 00:03:39.154
ตัวอย่างเช่น

56
00:03:40.137 --> 00:03:44.137
แลที่แม่จะ

57
00:03:44.138 --> 00:03:47.153
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักที่รอรา - แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง

58
00:03:48.139 --> 00:03:51.154
จากนิราศพระบาทของสุนทรภู่ค่ะ

59
00:03:52.140 --> 00:03:55.154
ซึ่ง "รอ" ในคำแรกนั้น - หมายถึง หลักปักกันกระแสน้ำ

60
00:03:56.140 --> 00:04:00.140
มาจากเรื่องมหาเวทสันดร

61
00:04:00.142 --> 00:04:03.154
ส่วน รอ ในคำว่า "รอรา" นั้น - หมายถึงว่า หยุด ค่ะ

62
00:04:04.143 --> 00:04:07.154
และคำว่า "รอท่า" ก็หมายถึง การรอคอยค่ะ

63
00:04:08.144 --> 00:04:11.153
เพราะฉะนั้นทั้ง 3 รอ นี้

64
00:04:12.145 --> 00:04:16.145
เต็มความสามารถแล้ว

65
00:04:16.147 --> 00:04:19.154
เขียนเหมือนกันแต่ความหมายนั้นต่างกันนะคะ

66
00:04:20.148 --> 00:04:24.148
ก็ถือว่าเป็นการเล่นคำพ้อง - ที่เป็นคำพ้องเสียงนั่นเองค่ะ

67
00:04:24.152 --> 00:04:28.152
และนอกจากนี้นะคะ

68
00:04:28.163 --> 00:04:32.163
แล้วก็ได้ตามหาจนหมดกำลังเดินตามหา ก็คือหมดแรงฝีเท้าแล้ว

69
00:04:32.177 --> 00:04:36.153
นอกจากการเล่นคำพ้องแล้ว - ก็ยังมีการเล่นคำซ้ำอีกค่ะ

70
00:04:36.177 --> 00:04:40.154
การเล่นคำซ้ำนะคะ ก็คือการนำคำคำเดียวมาใช้ซ้ำ ๆ

71
00:04:40.178 --> 00:04:44.153
ในที่ใกล้ ๆ กันเพื่อย้ำความหมายของข้อความ - ให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น

72
00:04:44.179 --> 00:04:48.179
อาลัยกับความสิ้นหวัดสุดยิ่งยวดของแม่ ทำทุกอย่างสุดฝีมือ

73
00:04:48.179 --> 00:04:52.153
ดังตัวอย่าง ในบทคร่ำครวญของพระนางมัทรีค่ะ

74
00:04:52.179 --> 00:04:56.167
เมื่อตามหาสองกุมารไม่พบ

75
00:04:56.179 --> 00:05:00.153
แต่แม่เที่ยวเซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศ - ทั่วประเทศทุกราวป่า

76
00:05:00.188 --> 00:05:04.188
ก็คือการเรียงถ้อยคำให้เป็นประโยชน์เชิงถามค่ะ

77
00:05:04.189 --> 00:05:08.154
สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล

78
00:05:08.189 --> 00:05:12.154
สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง

79
00:05:12.190 --> 00:05:16.154
สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้อง

80
00:05:16.191 --> 00:05:20.191
การประพันธ์นี้ว่า วาทะการวาทะศิลป์ค่ะ

81
00:05:20.192 --> 00:05:24.154
สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน

82
00:05:24.194 --> 00:05:28.153
ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด

83
00:05:28.194 --> 00:05:32.154
ตรงนี้มาจากเรื่องมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

84
00:05:32.194 --> 00:05:36.194
แข็งหรือไม่ ไม่อวดหยิ่งหญิงไทยไม่ใช่ชั่ว

85
00:05:36.195 --> 00:05:40.153
ในสำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหนค่ะ

86
00:05:40.197 --> 00:05:44.153
เห็นไหมคะว่ากวีมีการเล่นคำว่า "สุด" ซ้ำ ๆ กัน

87
00:05:44.197 --> 00:05:48.154
เพื่อสื่อว่าพระนางมัทรีนี่ - ได้พยายามตามหาสองกุมาร

88
00:05:48.199 --> 00:05:52.199
การใช้คำเชิงถามว่า แข็งหรือไม่ ใช้เมื่อไร เป็นคำถามที่ใช้ยั่ว

89
00:05:52.200 --> 00:05:56.154
อย่างเต็มความสามารถแล้วก็ยังไม่พบ

90
00:05:56.206 --> 00:06:00.153
เพราะทั้ง 2 นี่ลับสายตามไป - ซึ่งก็คือคำว่า "สุดนัยนา"

91
00:06:00.207 --> 00:06:04.153
ไม่ได้ยินเสียงแล้ว ก็คือสุดโสต

92
00:06:04.207 --> 00:06:08.207
การใช้เสน่ห์ผูกมันสามีนั้น

93
00:06:08.209 --> 00:06:12.165
พระนางมัทรีได้พร่ำเรียก - พระโอรสพระธิดาจนสิ้นเสียง ก็คือสุดสุรเสียง

94
00:06:12.210 --> 00:06:16.154
และก็ได้ตามหาจนหมดกำลังเดินไม่ไหว - ก็คือสุดฝีเท้านั่นเอง

95
00:06:16.211 --> 00:06:20.154
บทรำพันนี้นะคะ จบลงด้วยการซ้ำคำ

96
00:06:20.213 --> 00:06:24.213
เจดีที่สร้างยังล้างรัก เสียใจนัก

97
00:06:24.213 --> 00:06:28.153
สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิดเห็นไหมคะ

98
00:06:28.213 --> 00:06:32.154
ว่าก็เป็นการบอกกล่าวว่าความทอดอาลัย

99
00:06:32.214 --> 00:06:36.153
และความสิ้นหวังอย่างยิ่งยวด - ของแม่ผู้พรากจากลูก

100
00:06:36.214 --> 00:06:40.214
จากนิราชภูเขาทอง ใช้คำจากนิราศ

101
00:06:40.215 --> 00:06:44.153
ทำทุกอย่างสุดผีมือแล้วก็ยังไม่เจอลูกเลยค่ะ

102
00:06:44.217 --> 00:06:48.154
นอกจากนี้ค่ะ เล่นคำพ้องแล้วนะคะ

103
00:06:48.217 --> 00:06:52.154
เราก็ยังมีการเล่นคำเชิงถามค่ะ

104
00:06:52.219 --> 00:06:56.219
จะไม่สูญสลายไปเช่นเดียวกันกับ

105
00:06:56.219 --> 00:07:00.153
ซึ่งการเล่นคำเชิงถามนะคะ - ก็คือการเรียงถ้อยคำนะคะ

106
00:07:00.221 --> 00:07:04.154
ให้เป็นประโยคเชิงถามค่ะ - แต่เจตนาที่แท้จริงแล้วไม่ได้ถามค่ะ

107
00:07:04.221 --> 00:07:08.153
เพราะไม่ได้ต้องการคำตอบนะคะ

108
00:07:08.222 --> 00:07:12.222
ภาพขึ้น หรือภาพขึ้นในใจให้กับผู้อ่าน

109
00:07:12.224 --> 00:07:16.154
แต่ต้องการเน้นให้ข้อความมีน้ำหนัก - ดึงดูดความสนใจ และให้ผู้ฟังคิดตามค่ะ

110
00:07:16.226 --> 00:07:20.154
บางท่านเรียกกลวิธีการประพันธ์นี้ว่า

111
00:07:20.227 --> 00:07:24.153
"การใช้ประโยคคำถามเชิงวาทศิลป์" นะคะ

112
00:07:24.229 --> 00:07:28.229
สิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับสิ่งหนึ่ง เป็นการอุปมา

113
00:07:28.229 --> 00:07:32.153
เพราะเป็นวิธีการที่นิยมใช้กัน - ในการพูดต่อประชุมชนค่ะ

114
00:07:32.242 --> 00:07:36.153
เมื่อผู้พูดต้องการสร้างอารมณ์แก่ผู้ฟัง - เพื่อให้เกิดผลตามเจตนารมณ์

115
00:07:36.242 --> 00:07:40.154
เปลก็ไกวดาบก็แกว่งแข็งหรือไม่ - ไม่อวดหยิ่งหญิงไทยมิใช่ชั่ว

116
00:07:40.242 --> 00:07:44.242
ในโครงบทนี้ คุณแม่หนา ผสุทา

117
00:07:44.243 --> 00:07:48.154
ไหนไถถากกรากกรำไหนทำครัว - ใช่รู้จักแต่จะยั่วผัวเมื่อไรนะคะ

118
00:07:48.243 --> 00:07:52.154
นารีเรืองนาม พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ - กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ค่ะ

119
00:07:52.244 --> 00:07:56.153
การใช้คำเชิงถามว่าแข็งหรือไม่นะคะ

120
00:07:56.244 --> 00:08:00.244
บรมวงเธอ เดชาดิศรค่ะ

121
00:08:00.245 --> 00:08:04.153
ใช่เมื่อไรเป็นการเล่นคำที่เป็นคำถาม - เพื่อยั่วให้ผู้อ่านสะดุดคิด

122
00:08:04.246 --> 00:08:08.153
ว่าที่จริงนั้นผู้หญิงไทยนั้นแข็งแกร่งนะคะ

123
00:08:08.248 --> 00:08:12.154
และก็มีความสามารถมากกว่านั้นนะคะ

124
00:08:12.249 --> 00:08:16.249
นั่นเอง ลักษณะเด่นที่มีร่วมกันนะคะ

125
00:08:16.250 --> 00:08:20.154
การใช้เสน่ห์ผูกมัดใจสามี - อย่างที่มักจะเข้าใจกันนี่

126
00:08:20.251 --> 00:08:24.154
จึงเป็นการเข้าใจผิดค่ะ

127
00:08:24.252 --> 00:08:28.154
ค่ะ และในนิราศภูเขาทองนะคะ

128
00:08:28.253 --> 00:08:32.253
ลักษณะเด่นของอากาศและท้องฟ้า คือ กว้างค่ะ

129
00:08:32.254 --> 00:08:36.153
สุนทรภู่รำพันถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่ง - เมื่อได้เห็นเจดีย์อยู่ในสภาพปรักหักพังค่ะ

130
00:08:36.264 --> 00:08:40.154
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก

131
00:08:40.264 --> 00:08:44.154
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น

132
00:08:44.266 --> 00:08:48.266
ก็คือสูงนั่นเอง คำที่แสดงคำว่า

133
00:08:48.266 --> 00:08:52.154
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ

134
00:08:52.267 --> 00:08:56.153
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น

135
00:08:56.268 --> 00:09:00.153
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น

136
00:09:00.270 --> 00:09:04.270
คำที่แสดงความเปรียบเทียบก็คือคำว่า สู้ ค่ะ

137
00:09:04.270 --> 00:09:08.154
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นนะคะ

138
00:09:08.271 --> 00:09:12.153
จากนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ค่ะ

139
00:09:12.273 --> 00:09:16.153
ตรงนี้มีคำว่า "กระนี้หรือ" นะคะ

140
00:09:16.274 --> 00:09:20.274
เช่น เชียงใหม่เหมือนกับกรุงเทพ อย่างนี้เราไม่เรียกว่าคำอุป

141
00:09:20.275 --> 00:09:24.153
ที่เป็นการเล่นคำเชิงถามค่ะ

142
00:09:24.283 --> 00:09:28.153
การใช้คำเชิงถามว่ากระนี้หรือ - เป็นการกระตุ้นให้ผู้ฟังฉุกคิดว่า

143
00:09:28.292 --> 00:09:32.154
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมีหรือ - ที่ชื่อเสียงของเราจะไม่สูญสลายไป

144
00:09:32.297 --> 00:09:36.297
ดังตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ เป็นภาพสินสมุทร

145
00:09:36.299 --> 00:09:40.154
เช่นเดียวกับถาวรวัตถุทั้งหลายค่ะ

146
00:09:40.299 --> 00:09:44.155
นอกจากการเล่นเสียง เล่นคำ - นั่นคือ วรรณศิลป์แล้วนะคะนักเรียน

147
00:09:44.301 --> 00:09:48.154
สิ่งที่นักเรียนจะได้พบ ก็คือภาพพจน์ค่ะ

148
00:09:48.302 --> 00:09:52.302
มีศักดา จากนิทานคำกลอนของ สุทรภู่

149
00:09:52.303 --> 00:09:56.153
เป็นสิ่งที่กวีพยายามที่จะสร้างจินตภาพขึ้น - หรือภาพขึ้นในใจให้กับผู้อ่าน

150
00:09:56.303 --> 00:10:00.153
โดยการเรียบเรียงถ้อยคำด้วยวิธีการต่าง ๆ

151
00:10:00.304 --> 00:10:04.154
ให้พิเศษกว่าการเรียงลำดับคำ

152
00:10:04.314 --> 00:10:08.314
ทั้งหมดนะคะ ลองดูค่ะ ในข้อความในวรรคที่ 1 และ วรรคที่ 4

153
00:10:08.314 --> 00:10:12.154
หรือการใช้ความหมายของคำตามปกติค่ะ

154
00:10:12.315 --> 00:10:16.153
ภาพพจน์ที่จะกล่าวถึงในที่นี้นะคะ

155
00:10:16.316 --> 00:10:20.154
ก็ได้แก่ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง - ว่าเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่งค่ะ

156
00:10:20.317 --> 00:10:24.317
เช่นเดียวกับที่เราพูดว่า ลูกหน้าดีเหมือนกับพ่อแม่

157
00:10:24.318 --> 00:10:28.154
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อุปมา" ค่ะ

158
00:10:28.327 --> 00:10:32.154
โดยนำ 2 สิ่งที่ต่างจำพวกกัน

159
00:10:32.328 --> 00:10:36.154
แต่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน - มาเปรียบเทียบกันนะคะ

160
00:10:36.341 --> 00:10:40.341
เป็นดวงตาที่แดงโชดช่วง

161
00:10:40.343 --> 00:10:44.153
และใช้คำแสดงความเปรียบว่า - เหมือน คล้าย ดัง เป็นต้นค่ะ

162
00:10:44.344 --> 00:10:48.153
ดังตัวอย่างในโคลงบทนี้

163
00:10:48.346 --> 00:10:52.154
คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา

164
00:10:52.347 --> 00:10:56.347
ที่เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เหมือนกันหรือเป็นสิ่งที่เรียกว่า "อุปมา

165
00:10:56.348 --> 00:11:00.153
คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง

166
00:11:00.349 --> 00:11:04.153
คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ

167
00:11:04.358 --> 00:11:08.154
คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร

168
00:11:08.359 --> 00:11:12.359
อุปลักษณ์ คือ การนำสิ่ง 2 สิ่งที่มีจุดเด่นมาเปรี

169
00:11:12.361 --> 00:11:16.153
โคลงโลกนิติพระนิพนธ์

170
00:11:16.368 --> 00:11:20.167
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ - กรมพระยาเดชาดิศรค่ะ

171
00:11:20.368 --> 00:11:24.154
มาดูกันค่ะ - ว่าภาพพจน์นะคะ ที่เราต้องการให้เห็น

172
00:11:24.369 --> 00:11:28.369
พระนางมัทซีได้ ...

173
00:11:28.370 --> 00:11:32.154
ก็คือสิ่งที่ต้องการกล่าวถึง

174
00:11:32.372 --> 00:11:36.153
ก็คือพระคุณของแม่สิ่งแรกเลยนะคะ

175
00:11:36.375 --> 00:11:40.154
สิ่งที่เขานำมาเปรียบเทียบ - ก็คือแผ่นดินหรือพสุธานั่นเอง

176
00:11:40.380 --> 00:11:44.380
สำนวณของพระเจ้าระคัง

177
00:11:44.383 --> 00:11:48.154
ลักษณะเด่นที่มีร่วมกันนะคะ คือ ความหนาหนักค่ะ

178
00:11:48.384 --> 00:11:52.154
และคำที่แสดงคำเปรียบเทียบ

179
00:11:52.386 --> 00:11:56.153
ก็คือคำว่า "เพี้ยง" นั่นเอง - ที่แปลว่าเหมือนนะคะ

180
00:11:56.386 --> 00:12:00.386
ก็คือดวงจันทร์เป็นการเน้นความสำคัญให้กับนางธิดา

181
00:12:00.388 --> 00:12:04.153
หรือพระคุณของพ่อค่ะ

182
00:12:04.398 --> 00:12:08.154
เราเปรียบพระคุณของพ่อเหมือนกับท้องฟ้าค่ะ - หรือกับอากาศนั่นเอง

183
00:12:08.399 --> 00:12:12.154
ลักษณะเด่นของอากาศหรือท้องฟ้า ก็คือกว้างค่ะ

184
00:12:12.399 --> 00:12:16.399
ภาพพจน์ที่ 3

185
00:12:16.400 --> 00:12:20.154
คำที่แสดงความเปรียบเทียบ ก็คือคำว่า "ดุจ" ค่ะ

186
00:12:20.402 --> 00:12:24.153
และยังมีการเปรียบเทียบพระคุณของพี่นะคะ

187
00:12:24.403 --> 00:12:28.154
ก็เปรียบได้กับภูเขาค่ะ หรือศิขราเมรุมาศค่ะ

188
00:12:28.404 --> 00:12:32.404
บุคคลวัตร สิ่ง ๆ นี้จะพบเจอกับ

189
00:12:32.405 --> 00:12:36.154
ลักษณะเด่นที่เรามีร่วมกัน ก็คือสูงนั่นเองนะคะ

190
00:12:36.406 --> 00:12:40.155
คำที่แสดงความเปรียบเทียบ - ก็คือ คำว่า "พ่าง" ค่ะ

191
00:12:40.411 --> 00:12:44.156
และพระคุณของครูค่ะ

192
00:12:44.411 --> 00:12:48.411
ต่างส่งเสียงร้อง

193
00:12:48.412 --> 00:12:52.155
สิ่งที่เป็นตัวเปรียบเทียบ - ก็คือท้องน้ำหรือสาครนั่นเอง

194
00:12:52.413 --> 00:12:56.153
เพราะฉะนั้นลักษณะเด่นที่นักเรียนได้เห็นเลย - ก็คือท้องน้ำนั้นกว้างค่ะ

195
00:12:56.413 --> 00:13:00.154
เพราะฉะนั้นคำที่แสดงความเปรียบเทียบ - ก็คือ คำว่า "สู้" นั่นเองค่ะ

196
00:13:00.413 --> 00:13:04.413
ร้องระงมภัย จากประเวทสันดร

197
00:13:04.415 --> 00:13:08.154
ตรงนี้ก็เป็นการอุปมา - ให้พวกเราได้เห็นอย่างชัดเจนนะคะ

198
00:13:08.417 --> 00:13:12.154
แต่มีข้อควรจำประการหนึ่งค่ะ

199
00:13:12.419 --> 00:13:16.154
ว่าหากสิ่งที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบนั้นนี่ - เป็นสิ่ง ๆ เดียวกันหรือพวกเดียวกัน

200
00:13:16.419 --> 00:13:20.419
นะคะ แต่ยังร้องให้เป็นภาษามนุษย์ด้วยค่ะ

201
00:13:20.420 --> 00:13:24.154
อย่างเช่น เชียงใหม่เหมือนกับกรุงเทพฯ

202
00:13:24.421 --> 00:13:28.153
อย่างนี้เราไม่เรียกว่าเป็น "อุปมา" นะคะ

203
00:13:28.423 --> 00:13:32.154
แต่ว่ามันเป็นการเปรียบเทียบแบบธรรมดา

204
00:13:32.424 --> 00:13:36.424
นะคะ ก็คือการเรียนเสียงธรรมชาติค่ะ

205
00:13:36.426 --> 00:13:40.153
ดังนั้นจะดูแต่เพียง คำว่า - "เหมือน" "ดัง" "คล้าย" เท่านั้นไม่ได้ค่ะ

206
00:13:40.427 --> 00:13:44.154
จะต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด - ของบทเปรียบเทียบด้วย

207
00:13:44.428 --> 00:13:48.154
ดังตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ

208
00:13:48.428 --> 00:13:52.428
และเรียกนกกาเหว่า จากสิ่งที่ได้ยิน

209
00:13:52.429 --> 00:13:56.154
เป็นบทพรรณนาภาพสินสมุทร - ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีค่ะ

210
00:13:56.430 --> 00:14:00.153
ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนองค์พระทรงเดช

211
00:14:00.430 --> 00:14:04.153
แต่ดวงเนตรแดงดูดังสุริย์ฉาย

212
00:14:04.432 --> 00:14:08.432
เสียงคนร้อง เสียงสัตว์ร้อง เสียงดนตรี นะคะ

213
00:14:08.433 --> 00:14:12.153
ทรงกำลังดังพระยาคชาพลาย

214
00:14:12.434 --> 00:14:16.154
มีเขียวคล้ายชนนีมีศักดา

215
00:14:16.434 --> 00:14:20.153
จากนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่

216
00:14:20.435 --> 00:14:24.435
พระนิพนเจ้าฟ้า

217
00:14:24.436 --> 00:14:28.153
เห็นไหมคะ จะมีคำว่า "เหมือน" - คำว่า "ดัง" นะคะ และก็คำว่า "คล้าย"

218
00:14:28.439 --> 00:14:32.154
ถ้าเรามองภาพรวมนี่ เราก็จะคิดว่า - บทประพันธ์นี้นี่ เป็นการอุปมาทั้งหมดนะคะ

219
00:14:32.439 --> 00:14:36.154
ลองดูค่ะ

220
00:14:36.441 --> 00:14:40.441
พระนิพน เจ้าฟ้าธรรมมาธิเบตค่ะ

221
00:14:40.443 --> 00:14:44.154
ในข้อความในวรรคที่ 1 และวรรคที่ 4 นะคะ

222
00:14:44.444 --> 00:14:48.154
บอกว่าสินสมุทรนี่

223
00:14:48.444 --> 00:14:52.154
มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับพระอภัยมณีผู้เป็นบิดา

224
00:14:52.455 --> 00:14:56.455
เกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

225
00:14:56.455 --> 00:15:00.153
และก็มีเขี้ยวเหมือนนางยักษ์ผู้เป็นมารดา

226
00:15:00.456 --> 00:15:04.154
ซึ่งตรงนี้นี่ถือเป็นการเปรียบเทียบแบบธรรมดา

227
00:15:04.456 --> 00:15:08.154
เช่นเดียวกับที่เราพูดว่า - ลูกหน้าตาดีเหมือนกับพ่อแม่นะคะ

228
00:15:08.463 --> 00:15:12.463
ถึงภาพที่ตาเห็นนะคะ แต่เกิดจากภาพที่ได้ยินเสียงนะคะ

229
00:15:12.464 --> 00:15:16.154
ส่วนข้อความในวรรคที่ 2 - เป็นการเปรียบเทียบดวงตาของสินสมุทร

230
00:15:16.465 --> 00:15:20.155
ว่าเหมือน... แดงเหมือนกับแสงอาทิตย์ค่ะ

231
00:15:20.481 --> 00:15:24.154
เป็นการเปรียบเทียบอย่างอุปมา - เพื่อให้ผู้อ่านนี่เกิดจินตภาพ

232
00:15:24.495 --> 00:15:28.495
เหตุใดกวีถึงใช้ภาพพจน์

233
00:15:28.496 --> 00:15:32.154
ว่าเป็นดวงตาที่แดงโชติช่วง - และก็น่ากลัวเพียงใดค่ะ

234
00:15:32.496 --> 00:15:36.154
ส่วนเช่นเดียวกับข้อความในวรรคที่ 3

235
00:15:36.497 --> 00:15:40.153
ซึ่งเปรียบพละ... พละกำลังของสินสมุทรนะคะ

236
00:15:40.497 --> 00:15:44.497
และพบกันใหม่ในคาบต่อไปค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

237
00:15:44.498 --> 00:15:48.154
ว่าเทียบเท่ากับกำลังของช้าง - นี่ก็ถือว่าเป็นอุปมาค่ะ

238
00:15:48.498 --> 00:15:52.153
เพราะฉะนั้นนักเรียนจะต้องพิจารณาให้ดีนะคะ

239
00:15:52.498 --> 00:15:56.153
ว่าตรงไหนนะคะ - ที่เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เหมือนกัน

240
00:15:56.498 --> 00:16:00.498
การสันคำมันเป็นอย่างไร ลักษณะของ

241
00:16:00.498 --> 00:16:04.153
หรือตรงไหนที่เป็นการเปรียบเทียบ - ที่เรียกว่า "อุปมา" ค่ะ

242
00:16:04.511 --> 00:16:08.153
ลองสังเกตดูดี ๆ ค่ะ

243
00:16:08.511 --> 00:16:12.154
ภาพพจน์ที่ 2 ค่ะ ที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้ค่ะ

244
00:16:12.512 --> 00:16:16.512
ประเด็นคำตอบต่อไปนี้นะคะ การสรร

245
00:16:16.513 --> 00:16:20.153
คือ การเปรียบว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

246
00:16:20.514 --> 00:16:24.153
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อุปลักษณ์" ค่ะ

247
00:16:24.515 --> 00:16:28.153
โดยนำสิ่ง 2 สิ่งที่ต่างจำพวกกัน

248
00:16:28.516 --> 00:16:32.516
งดงาม สื่อความได้แล้วนะ สื่อความคิด สื่ออารมณ์

249
00:16:32.517 --> 00:16:36.153
แต่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน มาเปรียบเทียบกัน - เช่นเดียวกับอุปมาค่ะ

250
00:16:36.517 --> 00:16:40.154
แต่ไม่ใช้คำแสดงความเปรียบว่า - เหมือน คล้าย ดังค่ะ อย่างอุปมานะคะ

251
00:16:40.532 --> 00:16:44.154
ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกค่ะ

252
00:16:44.534 --> 00:16:48.534
คือสื่อไปเลื่อย ๆ ได้ แต่ต้องเหมาะกับคำนั้น ๆ ด้วย

253
00:16:48.535 --> 00:16:52.153
พระนางมัทรีรำพันถึงพระโอรส - และพระธิดาว่าดังนี้ค่ะ

254
00:16:52.535 --> 00:16:56.153
(เสียงบรรยาย) - โอ้เจ้าดวงสุริยันจันทรทั้งคู่ของแม่เอ่ย

255
00:16:56.545 --> 00:17:00.154
แม่ไม่รู้เลยว่าเจ้า - จะหนีพระมารดาไปสู่พาราใดไม่รู้ที่...

256
00:17:00.546 --> 00:17:04.546
ความรู้สึกอารมณ์แล้ว เราต้องดูความเหมาะสม

257
00:17:04.548 --> 00:17:08.153
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี - สำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหน

258
00:17:08.548 --> 00:17:12.153
(คุณครูนุชสุคนธ์) - แทนที่เราจะเปรียบเทียบอย่างอุปมา

259
00:17:12.550 --> 00:17:16.153
ว่าพระโอรสเหมือนดวงอาทิตย์ - และพระธิดาเหมือนกับดวงจันทร์

260
00:17:16.550 --> 00:17:20.550
และรวมถึงฐานะกับบุคคลในเรื่องด้วย

261
00:17:20.552 --> 00:17:24.154
ซึ่งให้แสงสว่างแก่ผู้เป็นมารดา แต่ในที่นี้ค่ะ

262
00:17:24.553 --> 00:17:28.154
เปรียบว่าพระโอรสนั้น คือ ดวงอาทิตย์ - และพระธิดา ก็คือดวงจันทร์

263
00:17:28.553 --> 00:17:32.154
ซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของพระโอรส พระธิดา

264
00:17:32.554 --> 00:17:36.554
ใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับวรรณคดี

265
00:17:36.555 --> 00:17:40.154
ที่มีต่อพระนางมัทรีให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้นค่ะ

266
00:17:40.557 --> 00:17:44.154
วิธีเปรียบเช่นนี้ - เรียกกันว่า "อุปลักษณ์" นั่นเองค่ะ

267
00:17:44.570 --> 00:17:48.154
นักเรียนพอจะเข้าใจ - อุปมาและอุปลักษณ์แล้วนะคะ

268
00:17:48.571 --> 00:17:52.571
มันถึงจะเป็นเรื่องของการสรรคำ

269
00:17:52.572 --> 00:17:56.154
ภาพพจน์ที่ 3 ที่นักเรียนจะต้องเจอเลยนะคะ

270
00:17:56.573 --> 00:18:00.154
ก็คือการสมมุติสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิตนะคะ

271
00:18:00.573 --> 00:18:04.154
เหมือนกับพวก พืช สัตว์นะคะ - หรือความคิดที่เป็นนามธรรมค่ะ

272
00:18:04.579 --> 00:18:08.579
นะคะ ถูกต้องตรงตามความหมายเพราะอะไร

273
00:18:08.579 --> 00:18:12.155
ให้มีความคิด ความรู้สึกแสดงออกเยี่ยงมนุษย์

274
00:18:12.580 --> 00:18:16.154
เราเรียกสิ่ง ๆ นี้ว่า "บุคคลวัต" ค่ะ

275
00:18:16.580 --> 00:18:20.154
ตัวอย่างที่จะพบมากนะคะ - ได้แก่ ตัวละครสัตว์ในนิทานต่าง ๆ ค่ะ

276
00:18:20.582 --> 00:18:24.582
เพราะฉะนั้นมาดู ลองใช้คำตัวอย่าง

277
00:18:24.583 --> 00:18:28.154
ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกค่ะ

278
00:18:28.585 --> 00:18:32.154
มีบทพรรณนาป่าที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี - และพระโอรส พระธิดาพำนักอยู่

279
00:18:32.586 --> 00:18:36.154
ฝูงนกต่างส่งเสียงร้อง - ถวายพระพรกันเซ็งแซ่นะคะ

280
00:18:36.586 --> 00:18:40.586
เอามาปรุง สัปไป

281
00:18:40.586 --> 00:18:44.154
ตัวอย่างค่ะ ฝูงทิชาชาติชวนกันชื่นชม

282
00:18:44.588 --> 00:18:48.153
ถวายชัยส่งเสียงใสเสนาะป่า - ร้องเป็นภาษามนุษย์อำนวยพร

283
00:18:48.589 --> 00:18:52.154
ต่าง ๆ ก็ทูลถวายพร - พระเพรียกพร้องร้องระงมไพร

284
00:18:52.598 --> 00:18:56.598
เรื่องของขุนช้างขุนแผนนะ อย่างที่เราเห็น

285
00:18:56.599 --> 00:19:00.153
จากมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์จุลพน

286
00:19:00.599 --> 00:19:04.168
พระราชนิพนธ์ - พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

287
00:19:04.600 --> 00:19:08.153
ค่ะ กวีมิเพียงแต่กำหนดให้นกหรือฝูกที่ทิชาชาติ - แสดงกิริยาอาการของมนุษย์

288
00:19:08.604 --> 00:19:12.604
มันจะมีหนึ่งคำศัพท์ที่เราเห็น มันใช้คำนี้ ใช่มันเห็นภาพนะ

289
00:19:12.604 --> 00:19:16.154
เช่น ชวนกันทูลถวายพระพรเท่านั้นนะคะ

290
00:19:16.605 --> 00:19:20.154
แต่ยังให้ร้องเป็นภาษามนุษย์ด้วยค่ะ

291
00:19:20.605 --> 00:19:24.154
บรรยากาศของการต้อนรับความร่มรื่นสบายใจ

292
00:19:24.606 --> 00:19:28.606
สำหรับแผ่นขนมเบื่องนะ มันมีใส้หวาน

293
00:19:28.608 --> 00:19:32.153
จึงเป็นฉากสำคัญในตอนนี้ค่ะ

294
00:19:32.615 --> 00:19:36.153
บ่งบอกว่าพระเวสสันดร - จะประทับอยู่ในป่านี้อย่างมีความสุขค่ะ

295
00:19:36.626 --> 00:19:40.153
ค่ะ สำหรับประเด็นภาพพจน์ต่อมานะคะ

296
00:19:40.632 --> 00:19:44.632
ดู เขาใช้คำว่าละเลง คือ การป้ายและทา

297
00:19:44.633 --> 00:19:48.154
ก็คือการเลียนเสียงธรรมชาติค่ะ

298
00:19:48.634 --> 00:19:52.154
หรือที่เราเรียกกันว่า "สัทพจน์" นั่นเองนะคะ

299
00:19:52.647 --> 00:19:56.153
ถ้อยคำในภาษาส่วนหนึ่งนี่ - เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติค่ะ

300
00:19:56.659 --> 00:20:00.659
เหมือนทาหน้า เหมือนเวลาเราเอาครีมมาทาหน้า

301
00:20:00.659 --> 00:20:04.154
เราเรียกนกชนิดหนึ่งว่า "กา"

302
00:20:04.660 --> 00:20:08.153
เพราะอะไรคะ - ก็เพราะเราได้ยินมันร้องว่า กา ๆ ไงคะ

303
00:20:08.662 --> 00:20:12.154
และเรียกนกกาเหว่าจากเสียงที่ได้ยิน

304
00:20:12.662 --> 00:20:16.662
เป็นการป้ายหรือทาแผล่ออกไป

305
00:20:16.664 --> 00:20:20.154
เพราะว่ามันร้องว่า กาเหว่า ๆ นะคะ

306
00:20:20.666 --> 00:20:24.153
ซึ่งในวรรณคดีนี่

307
00:20:24.666 --> 00:20:28.154
การเลียนเสียงธรรมชาติ - เป็นกลวิธีการประพันธ์อย่างหนึ่งค่ะ

308
00:20:28.668 --> 00:20:32.668
มันเป็นวิธีการทำด้วยวิธีการนี้

309
00:20:32.669 --> 00:20:36.154
ที่ถ่ายเสียงต่าง ๆ ที่มิใช่คำพูด

310
00:20:36.670 --> 00:20:40.153
อย่างเช่น เสียงสัตว์ร้อง เสียงคนร้อง - เสียงดนตรีนะคะ

311
00:20:40.670 --> 00:20:44.153
ไว้ในบทประพันธ์เพื่อให้ผู้อ่านนี่ - เกิดความรู้สึกว่าได้ยินเสียงนั้น ๆ เอง

312
00:20:44.670 --> 00:20:48.670
เขาบอกว่าอะไร ถ้าเป็นคำอื่นมันไม่ตรงไม่ชัดนะ

313
00:20:48.672 --> 00:20:52.154
ตามเนื้อความในเรื่องไปด้วย

314
00:20:52.681 --> 00:20:56.154
ตัวอย่างเช่น ดูงูขู่ฝูดฝู้ พรูพรู

315
00:20:56.681 --> 00:21:00.155
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง - พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร

316
00:21:00.682 --> 00:21:04.682
จนไปถึงพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงพระอินทร์ พระพรม

317
00:21:04.684 --> 00:21:08.154
ฝูดฝู้ เป็นคำเลียนเสียงขู่ของงูค่ะ

318
00:21:08.684 --> 00:21:12.154
ทำนองเดียวกับคำว่า "ฟ่อ ๆ" - ที่เราใช้กันทุกวันนี้ค่ะ

319
00:21:12.688 --> 00:21:16.154
นกกระเรียนเวียนลงหนอง - ตรอมเที่ยวย่องร้องแกร๋แกร๋

320
00:21:16.688 --> 00:21:20.688
มันก็มีระดับของภาษา ระดับของภาษาเราใช้กับคนชั้นไหน

321
00:21:20.690 --> 00:21:24.154
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง - พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรนะคะ

322
00:21:24.692 --> 00:21:28.154
แกร๋แกร๋ค่ะ เป็นการเลียนเสียงร้อง - ของนกกระเรียนนั่นเองค่ะ

323
00:21:28.702 --> 00:21:32.154
ค่ะ อีกหนึ่งตัวอย่างค่ะ

324
00:21:32.702 --> 00:21:36.702
เราแม้ เราจะใช้กับเพื่อนเรา

325
00:21:36.704 --> 00:21:40.154
ขุนมอญร่อนง้าวฟาด ฉาดฉะค่ะ

326
00:21:40.704 --> 00:21:44.154
โคลงภาพพระราชพงศาวดาร

327
00:21:44.715 --> 00:21:48.154
พระราชนิพนธ์ - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

328
00:21:48.715 --> 00:21:52.715
การเลือกใช้คำ ก็ทำไม ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับในเรื่อง

329
00:21:52.716 --> 00:21:56.154
ฉาดฉะ เป็นคำเลียนเสียงอาวุธค่ะ

330
00:21:56.717 --> 00:22:00.154
ที่กระทบกันขณะที่ใช้ฟาดฟันกันนั่นเองค่ะ

331
00:22:00.718 --> 00:22:04.153
คำเลียนเสียงธรรมชาติเป็นที่นิยมใช้เพื่อให้ผู้อ่าน - สามารถสร้างจินตภาพขึ้นตามกวีได้ค่ะ

332
00:22:04.718 --> 00:22:08.718
เขาไม่ได้พูดตรง ๆ มันก็ทำไม มันเป็นระดับของบุคคลนั้น ๆ

333
00:22:08.719 --> 00:22:12.153
เพราะจินตภาพมิได้เกิดจากจินตนาการ - ถึงภาพที่ตาเห็นเท่านั้นนะคะ

334
00:22:12.730 --> 00:22:16.153
แต่อาจเกิดจากเสียงที่หูได้ยินได้ด้วยค่ะ

335
00:22:16.731 --> 00:22:20.154
และนี่ก็คือภาพพจน์ที่เกิดขึ้นนะคะ - ในการแต่งคำประพันธ์ค่ะ

336
00:22:20.741 --> 00:22:24.741
เพราะว่าแต่ละเรื่องอย่างที่บอกมันมีระดับสูงและระดับต่ำ

337
00:22:24.742 --> 00:22:28.165
ค่ะ มาถึงกิจกรรมท้ายบทเรียนในวันนี้ค่ะ

338
00:22:28.743 --> 00:22:32.154
นักเรียนคิดว่าเหตุใด - กวีจึงใช้ภาพพจน์ในการประพันธ์วรรณคดี

339
00:22:32.743 --> 00:22:36.154
และการเลือกใช้ภาพพจน์ที่กวีนำมาใช้นั้น - มีความสำคัญต่อเนื้อหาของวรรณคดีอย่างไร

340
00:22:36.745 --> 00:22:40.745
นับสมุด อย่างอ้างอง

341
00:22:40.746 --> 00:22:44.154
จงอธิบายและยกเหตุผลประกอบนะคะ

342
00:22:44.748 --> 00:22:48.155
และตอบคำถามลงในกระดาษ A4 ค่ะ

343
00:22:48.750 --> 00:22:52.153
และพบกันใหม่ในคาบต่อไปค่ะ

344
00:22:52.750 --> 00:22:56.750
อ้างถึงทรงพระทรงครุท

345
00:22:56.752 --> 00:23:00.154
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

346
00:23:00.752 --> 00:23:04.154
(คุณครู) ในวันนี้นะคะ - เราจะเรียนในส่วนของศิลปะการประพันธ์นะ

347
00:23:04.753 --> 00:23:08.154
มาดูในส่วนของหลัก ๆ เลย - ในเรื่องของการสรรคำนะ

348
00:23:08.754 --> 00:23:12.754
จักรกรี เพราะนั้น เราด฿คำประพันธ์

349
00:23:12.756 --> 00:23:16.153
มาดูว่าการสรรคำนี่มันเป็นอย่างไร

350
00:23:16.756 --> 00:23:20.153
ลักษณะของความงาม - ของการประพันธ์ประเภทนั้น ๆ นี่

351
00:23:20.757 --> 00:23:24.154
ในเรื่องของการสำคำ... สรรคำนี่ - เราดูตรงไหนบ้าง

352
00:23:24.758 --> 00:23:28.758
เพราะฉะนั้น บอกว่าอะไร

353
00:23:28.760 --> 00:23:32.153
เราจับจุดไหนนะ เป็นประเด็น - ในการที่ใว้สำหรับในการตอบคำถาม

354
00:23:32.767 --> 00:23:36.153
หรือว่าเป็นประเด็นของในการถามข้อสอบนะ - ประเด็นคำตอบตรงนี้นะคะ

355
00:23:36.767 --> 00:23:40.153
การสรรคำ การสรรคำคืออะไร

356
00:23:40.768 --> 00:23:44.768
พระจักรีนี้ ทำไม เป็นผู้ที่มีความสูงส่ง เพราะอะไร

357
00:23:44.770 --> 00:23:48.153
การสรรคำ ก็คือในส่วนของการเลือกใช้คำ

358
00:23:48.770 --> 00:23:52.154
ให้สื่อความคิดนี่ คีย์ของมัน คือ การสื่อนะ

359
00:23:52.771 --> 00:23:56.153
สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก - และอารมณ์ได้อย่างงดงาม

360
00:23:56.773 --> 00:24:00.773
คำราชาศัพท์ บาด พระบาท

361
00:24:00.774 --> 00:24:04.154
สื่อความได้แล้วนะ

362
00:24:04.776 --> 00:24:08.153
สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก - และอารมณ์

363
00:24:08.777 --> 00:24:12.154
โอ้โห มันเป็นเรื่องของ Feeling จริง ๆ นะ

364
00:24:12.781 --> 00:24:16.781
อะไรอย่างนี้มันจะรู้สึกอย่างไร มันแบบแทบเท้า

365
00:24:16.782 --> 00:24:20.153
โดยทำไม ต้องคำนึงถึงเรื่องอะไร

366
00:24:20.783 --> 00:24:24.153
ความเหมาะสมของเนื้อหา - และรูปแบบคำประพันธ์ด้วย

367
00:24:24.784 --> 00:24:28.154
คือ สื่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้ - แต่ทำไม ถ้ามันไม่เหมาะสมกับเนื้อหานั้น ๆ

368
00:24:28.785 --> 00:24:32.785
คำที่มีคำวิเศษคำที่มีความหายสูง

369
00:24:32.786 --> 00:24:36.154
หรือมันไม่ตรงกับลักษณะ - ของรูปแบบคำประพันธ์นั้น ๆ

370
00:24:36.795 --> 00:24:40.153
ก็ไม่ถือว่าเป็นการสรรคำที่ดี

371
00:24:40.795 --> 00:24:44.153
หรือการเลือกใช้ให้เกิดศิลปะ - การประพันธ์ที่ดีนะคะ

372
00:24:44.797 --> 00:24:48.797
มาก่อนก็สามารถเข้าใจฐานะและเนื้อเรื่องของบุคคล

373
00:24:48.798 --> 00:24:52.153
เพราะฉะนั้น - เราดูทั้งในส่วนของการสื่อความคิดนะคะ

374
00:24:52.800 --> 00:24:56.153
ความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก อารมณ์แล้ว - เราต้องดูถึงอะไร

375
00:24:56.801 --> 00:25:00.153
คำนึงถึงความเหมาะสม เหมาะสมนะคะ

376
00:25:00.801 --> 00:25:04.801
ของข้อที่ 3 เขาพูดถึงอะไร เขาพูดถึงฉันทลักษณ์ ให้เหมาะสม

377
00:25:04.803 --> 00:25:08.154
เหมาะสมในส่วนของ 2 ส่วน

378
00:25:08.808 --> 00:25:12.153
ก็คือเรื่องของเนื้อหา - และรูปแบบคำประพันธ์กันนะคะ

379
00:25:12.810 --> 00:25:16.153
เพราะฉะนั้นการสรรคำทำได้อะไร

380
00:25:16.810 --> 00:25:20.810
หลากหลายเช่น วรรณคดียอพระเกียรติ

381
00:25:20.812 --> 00:25:24.153
ทำได้ 3 ส่วน ก็คือเรื่องการอะไร

382
00:25:24.812 --> 00:25:28.153
การเลือกใช้คำให้เหมาะแก่เนื้อเรื่อง - และรวมถึงฐานะของบุคคลในเรื่องด้วย

383
00:25:28.813 --> 00:25:32.153
บอกแล้วถึงความเหมาะสม - เนื้อหารูปแบบคำประพันธ์นะ

384
00:25:32.813 --> 00:25:36.813
การใช้คำประพันธ์ที่ใช้ฉันทลักษณ์ที่แตกต่างกันไป

385
00:25:36.814 --> 00:25:40.154
เนื้อหาเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง - และฐานะของบุคคลในเรื่องไหม

386
00:25:40.815 --> 00:25:44.154
การใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมายนะคะ

387
00:25:44.817 --> 00:25:48.154
และส่วนที่ 3 ในเรื่องของอะไร

388
00:25:48.818 --> 00:25:52.818
วรรณคดียอพระเกียรติแต่งด้วยโครง

389
00:25:52.818 --> 00:25:56.154
การใช้เลือกใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสม - กับเนื้อหาของวรรณคดีนะ

390
00:25:56.827 --> 00:26:00.154
3 ส่วนหลัก ๆ เลย - เหมาะกับเนื้อเรื่องฐานะของบุคคล

391
00:26:00.827 --> 00:26:04.154
2. ในเรื่องของการใช้คำถูกต้องตามความหมาย

392
00:26:04.829 --> 00:26:08.829
แสงเสริปก่อนหาม

393
00:26:08.830 --> 00:26:12.153
3. ก็คือเลือกใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะกับเนื้อหา - ของวรรณคดีนั้น ๆ นะคะ

394
00:26:12.830 --> 00:26:16.153
มันถึงจะเป็นเรื่องของการสรรคำ - ที่เป็นศิลปะนะคะ

395
00:26:16.832 --> 00:26:20.154
กวีจะต้องเลือกสรรคำให้ตรงตามที่ต้องการ - แก่บริบท เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

396
00:26:20.834 --> 00:26:24.834
อะไร ถ้าเราไปดูก็จะรู้ว่ามันเกิดขึ้นในช่วงใด รบ

397
00:26:24.836 --> 00:26:28.154
รวมถึงโวหารและรูปแบบของคำประพันธ์ด้วยนะ

398
00:26:28.840 --> 00:26:32.153
มาดูในเรื่องแรก การเลือกใช้คำให้ถูกต้อง - ตรงตามความหมายนะคะ

399
00:26:32.842 --> 00:26:36.153
ถูกต้องตรงตามความหมาย

400
00:26:36.844 --> 00:26:40.844
ในการบรรยายลักษณะของเนื้อหา

401
00:26:40.846 --> 00:26:44.153
เพราะอะไร เพราะบางคำนี่มันสามารถใช้บริบท

402
00:26:44.851 --> 00:26:48.155
ใน... ในบริบทนี้ใช้ได้ - แต่อีกบริบทหนึ่ง มันดูว่ามันแปลก ๆ

403
00:26:48.852 --> 00:26:52.154
มันดูแล้วมันไม่เข้ากัน - หรือมัน... ความหมายมันจะผิดเพี้ยนไปได้นะคะ

404
00:26:52.867 --> 00:26:56.867
มันก็มีการใช้สัมผัสบังคับล

405
00:26:56.869 --> 00:27:00.169
เพราะฉะนั้นมาดูตัวอย่างของการเลือกใช้คำ - ให้ถูกต้องตามความหมายที่ต้องการ

406
00:27:00.873 --> 00:27:04.154
สร้อยฟ้าศรีมาลาว่าเจ้าคะ

407
00:27:04.874 --> 00:27:08.154
ตั้งกะทะก่อไฟอยู่อึงมี่

408
00:27:08.884 --> 00:27:12.884
เมื่อการบังคับลูกเอกลูกโท

409
00:27:12.884 --> 00:27:16.153
ค่อยใส่ไข่น้ำตาลที่หวานดี

410
00:27:16.885 --> 00:27:20.154
แป้งมีเอามาปรุงกุ้งสับไป

411
00:27:20.886 --> 00:27:24.154
ศรีมาลาละเลงแผ่นบางบาง

412
00:27:24.887 --> 00:27:28.887
นะคะ ยอพระเกียต มันจะเห็นความสำคัญของการใช้คำวรร

413
00:27:28.888 --> 00:27:32.154
แซะใส่จานวางออกไปให้ที

414
00:27:32.889 --> 00:27:36.154
สร้อยฟ้าไม่สันทัดอึดอัดใจ

415
00:27:36.889 --> 00:27:40.153
ปามแป้งใส่ไล้หน้าหนาสิ้นทีนะคะ

416
00:27:40.889 --> 00:27:44.889
ตรงกับทำไม ตรงกับการใช้เนื้อหาของการ ยอ

417
00:27:44.890 --> 00:27:48.153
จากเรื่องของขุนช้างขุนแผนนะ

418
00:27:48.891 --> 00:27:52.154
เราจะเห็นอะไร เห็น... ตอนนี้เขาน่าจะอะไร

419
00:27:52.892 --> 00:27:56.153
อยู่ในครัวก่อไฟกันอึงมี่ - กะทะอึงมี่กันเลย ก่อไฟเลย

420
00:27:56.892 --> 00:28:00.892
การศึกครั้งนี้ก็จะทำไม เลื่องลือไปทั่วทุกแห่งหน

421
00:28:00.894 --> 00:28:04.153
กำลังทำ... ทำขนมอะไรบางอย่างนะ

422
00:28:04.905 --> 00:28:08.153
มันมีแป้ง มีกุ้งสับ มาละเลงอะไรอย่างนี้ - ใส่จานถูกไหม

423
00:28:08.912 --> 00:28:12.153
เพราะฉะนั้นมันจะมี 1 คำศัพท์ - ที่เราเห็นว่า เอ๊ะ เขาใช้คำนี้

424
00:28:12.912 --> 00:28:16.912
ลักษณะของร่ายได้ มันไม่มีการบังคับนะ

425
00:28:16.912 --> 00:28:20.154
คำนี้มันแบบ... - มัน... มันใช่ มันเห็นภาพนะ

426
00:28:20.914 --> 00:28:24.154
อะไร คำว่าอะไร คำว่า "ละเลง" - เราเห็นคำว่า "ละเลง" นะคะ ละเลง

427
00:28:24.914 --> 00:28:28.153
ละเลง ละเลงเป็นอะไร การทำขั้นตอนทำไม

428
00:28:28.927 --> 00:28:32.927
น้อยแค่ไหน แต่งได้เห็นไหม วรรณคดีศาสนา

429
00:28:32.929 --> 00:28:36.154
สำหรับแผ่นขนมเบื้อง - ถ้าเราเคย... เราเคยกินขนมเบื้องกันนะ

430
00:28:36.933 --> 00:28:40.154
ก็จะเห็นขนมเบื้องมีใส้หวาน ใส้เค็มนะ

431
00:28:40.934 --> 00:28:44.154
กุ้งสับนี้น่าจะเป็นอะไร ใส้เค็มนะ ใส้เค็ม

432
00:28:44.934 --> 00:28:48.934
ทั้ง 3 องค์ได้ทรงพระสาวนี

433
00:28:48.935 --> 00:28:52.153
เห็นใส้หวานนะ ใส้หวาน ใส้เค็มขนมเบื้อง

434
00:28:52.936 --> 00:28:56.154
และมันก็จะมีขนมเหมือน... - คล้าย ๆ ขนมเบื้องญวนอีกนะอะไรอย่างนี้

435
00:28:56.937 --> 00:29:00.154
ดูเขาใช้คำว่า "ละเลง" แปลว่า ป้ายหรือทา

436
00:29:00.937 --> 00:29:04.937
นางพระยามัทรี

437
00:29:04.938 --> 00:29:08.153
แผ่ออกไปด้วยวิธีเป็นวงกลมนะ เป็นวงกลม

438
00:29:08.939 --> 00:29:12.154
ถ้าสมมุติเราใช้ทาทำไม - เราก็จะรู้สึกว่าเหมือนอะไร

439
00:29:12.952 --> 00:29:16.154
เอา ๆ เอาแป้งมาทำไม ปะหน้าธรรมดา

440
00:29:16.953 --> 00:29:20.953
สุดท้ายเป็นคำใดคำหนึ่งที่สัมผัสได้

441
00:29:20.954 --> 00:29:24.153
ปะหน้าธรรมดา เหมือนทา ทาหน้า

442
00:29:24.955 --> 00:29:28.153
เหมือนเวลาเราแบบว่า - อ๋อ เรากำลังทาครีมทาหน้า

443
00:29:28.957 --> 00:29:32.153
ไอ้ทาตรงนี้ ถ้าไปใช้ศรีมาลาทาแผ่นบาง ๆ

444
00:29:32.958 --> 00:29:36.958
เพื่อให้เนื้อหาทำไม ครบถ้วนกระบวนการ

445
00:29:36.959 --> 00:29:40.154
เราก็จะเข้าใจ... อาจจะเข้าใจว่า - อ๋อ เอามาทาธรรมดา ทาโปะ ๆ ไปอย่างนี้

446
00:29:40.961 --> 00:29:44.153
แต่ทำไมกวีเลือกที่จะใช้คำว่า "ละเลง"

447
00:29:44.961 --> 00:29:48.153
ซึ่งละเลงมันทำไม เป็นการป้ายหรือทาแผ่ออกไป

448
00:29:48.961 --> 00:29:52.961
นิทานมักแต่งด้วยกลอนและกาพย์

449
00:29:52.963 --> 00:29:56.153
เราก็จะเห็นว่าวิธีการคือ...

450
00:29:56.963 --> 00:30:00.154
ความหมายของมัน - คือ แผ่ออกไป เป็นวิธีเป็นวงกลม

451
00:30:00.964 --> 00:30:04.153
มันก็จะทำไม เห็นภาพของความอะไร

452
00:30:04.964 --> 00:30:08.964
เข้าใจ แต่ทำไมสร้างอารมณ์สะเทือนใจได้

453
00:30:08.966 --> 00:30:12.153
การทำขนมที่มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น

454
00:30:12.967 --> 00:30:16.153
ว่าลักษณะของวิธีการทำขนมเบื้องนี่

455
00:30:16.969 --> 00:30:20.154
มันเป็นวิธีการทำด้วย... ด้วยวิธีการแบบนี้

456
00:30:20.969 --> 00:30:24.969
นิทานที่อะไรเน้นความเรียบง่ายและสร้างความสะเทือน

457
00:30:24.970 --> 00:30:28.153
การใช้คำศัพท์นี้ มันเลยเป็นคำศัพท์ - ที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นนะ

458
00:30:28.971 --> 00:30:32.153
ว่า อ๋อ วิธีการทำขนมเบื้อง - มันเป็นวิธีการที่ทำในรูปแบบนี้

459
00:30:32.972 --> 00:30:36.153
ทำตรงแบบนี้นะคะ

460
00:30:36.972 --> 00:30:40.972
ไม่เบานารีที่เบา ไม่เว้นในตา

461
00:30:40.973 --> 00:30:44.153
เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าอะไร

462
00:30:44.973 --> 00:30:48.153
ก็ถ้าเป็นคำอื่น มันไม่ตรงไม่ชัดนะ - แต่เห็นคำนี้ใช้ชัดเจน

463
00:30:48.987 --> 00:30:52.153
2. คือ เรื่องอะไร การเลือกใช้คำ

464
00:30:52.987 --> 00:30:56.987
เลือกใช้ให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจง่าย

465
00:30:56.988 --> 00:31:00.153
เหมาะสมแก่เนื้อเรื่อง - และฐานะของบุคคลในเรื่อง

466
00:31:01.001 --> 00:31:04.153
เนื้อเรื่องของบุคคลนะคะ ในเรื่องหนึ่ง ๆ นี่

467
00:31:05.002 --> 00:31:08.153
มันมีตั้งแต่ยาจกจนไปถึงพระมหากษัตริย์

468
00:31:09.013 --> 00:31:13.013
เพราะว่ากลอนบทละคร ใช้แต่ง

469
00:31:13.014 --> 00:31:16.153
จนถึงพระอินทร์ พระพรหม - สูงส่งขนาดนั้นเลยนะ

470
00:31:17.014 --> 00:31:20.155
เพราะฉะนั้นเราเห็นว่าแต่ในเรื่องแต่ละเรื่องน่ะ

471
00:31:21.022 --> 00:31:24.153
เหมือนเวลาคำ... การใช้คำในภาษาไทย

472
00:31:25.022 --> 00:31:29.022
วรรณคดียอพระเกียรติมันทำไม

473
00:31:29.023 --> 00:31:32.153
เราก็จะทำไม ดูกาลเทศะ ดูระดับ - มัน... ภาษาไทยเราก็มีระดับของภาษา

474
00:31:33.024 --> 00:31:36.153
ลักษณะของภาษานี่ เราใช้กับคนชั้นไหนถูกไหม

475
00:31:37.025 --> 00:31:40.154
ระดับของคนประเภทไหน ระดับไหน

476
00:31:41.025 --> 00:31:45.025
กลอนหรือกาพย์นะคะ ส่วนต่อมา เรื่องของกาพย์และกลอน

477
00:31:45.027 --> 00:31:48.153
หรือการสื่อความกับเพื่อนตรง ๆ เลย - ก็จะใช้คำง่าย ๆ

478
00:31:49.028 --> 00:31:52.153
ไม่ต้องประดิษฐ์คำ เอาง่าย ๆ ไม่ต้องประดิษฐ์คำ

479
00:31:53.033 --> 00:31:56.153
หรือใช้คำราชาศัพท์กับเพื่อนเรา

480
00:31:57.033 --> 00:32:01.033
ผู้อ่านเข้าใจ เช่นเรื่องอะไร เรื่องอีเหนา

481
00:32:01.035 --> 00:32:04.154
แม้แต่ว่าถ้าสมมุติว่าบางคนบอก อ๋อ ไม่ค่ะ

482
00:32:05.036 --> 00:32:08.153
หนูก็อยากฝึกทักษะการใช้คำราชาศัพท์ - หนูก็ใช้คำราชาศัพท์กับเพื่อน

483
00:32:09.038 --> 00:32:12.153
ก็จะรู้สึกว่า เอ๊ มันเป็นบทสนทนาทำไม

484
00:32:13.038 --> 00:32:17.038
มีลายละเอียด ลายละเอียด แล้วก็เป็นเรื่องยาวนะ

485
00:32:17.039 --> 00:32:20.154
ที่ดูเหมือนจักร ๆ วง ๆ อย่างนี้ใช่ไหมนะ

486
00:32:21.040 --> 00:32:24.153
เพราะฉะนั้นบางคนนะ

487
00:32:25.041 --> 00:32:28.154
ลักษณะที่ดี การเลือกใช้คำก็ทำไม

488
00:32:29.047 --> 00:32:33.047
ก็เลยจะได้สื่อเนื้อเรื่องให้ผู้อ่านได้ครบถ้วนนะ

489
00:32:33.049 --> 00:32:36.154
ก็ต้องทำให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

490
00:32:37.049 --> 00:32:40.154
และฐานะของบุคคลในเรื่องนั้น ๆ นะคะ

491
00:32:41.057 --> 00:32:44.153
เพราะอะไร การใช้คำที่มันทำไม

492
00:32:45.059 --> 00:32:49.059
เท้ามีพระเชถา มีพระเวชชัยล่า

493
00:32:49.060 --> 00:32:52.154
ตรงตามฐานะ เหมาะสมกับฐานะนี่ - จะเห็นทำไม

494
00:32:53.061 --> 00:32:56.154
เราก็จะเห็นลักษณะของ... - อ๋อ การที่เราเลือกใช้คำนี้

495
00:32:57.076 --> 00:33:00.153
ถึงแม้เขาไม่ได้พูดตรง ๆ - เราก็จะรู้ว่าฐานะของบุคคลนั้น ๆ ทำไม

496
00:33:01.077 --> 00:33:05.077
เห็นตัวละคร

497
00:33:05.078 --> 00:33:08.153
เป็นระดับไหน เป็นรูปแบบไหน - เห็นฐานะของบุคคลนั้นอย่างชัดเจน

498
00:33:09.079 --> 00:33:12.153
และเข้าใจ และทำให้สามารถเห็น - เข้าใจถึงปฏิสัมพันธ์ของตัวละคร

499
00:33:13.080 --> 00:33:16.153
ที่ต่างฐานะกันได้ด้วยนะคะ

500
00:33:17.091 --> 00:33:21.091
ตรงไหนพี่บอกไปแล้ว กลอนบทละคร

501
00:33:21.092 --> 00:33:24.153
เพราะว่าแต่ละเรื่องอย่างที่บอก - มีตั้งแต่ระดับสูงจนระดับล่างสุด ๆ นะ

502
00:33:25.092 --> 00:33:28.153
ฉะนั้นดู ตัวอย่างการเลือกใช้คำ - ที่เหมาะสมแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

503
00:33:29.093 --> 00:33:32.153
เนื้อเรื่องนะคะ

504
00:33:33.093 --> 00:33:37.093
สุภาพมากขึ้น กลอนสุภาพมากกว่า

505
00:33:37.095 --> 00:33:40.154
แต่สังหารผลาญชีพชีวัน

506
00:33:41.097 --> 00:33:44.153
กุม... กุมภัณฑ์ตายยับนับสมุทร

507
00:33:45.103 --> 00:33:48.155
อย่าอ้างองค์พระทรงครุฑ

508
00:33:49.103 --> 00:33:53.103
ลายละเอียดตัวละครจำนวนมาก

509
00:33:53.104 --> 00:33:56.153
ผู้เป็นมงกุฎธาตรี

510
00:33:57.105 --> 00:34:00.153
ตัวกูยกมาจะสังหาร

511
00:34:01.106 --> 00:34:04.153
ตัดเอาเศียรมารยักษี

512
00:34:05.106 --> 00:34:09.106
ส่วนท้ายเรื่องของอะไร วรรณคดีแบบแผน

513
00:34:09.108 --> 00:34:12.153
ไปถวายเบื้องบาทพระจักรี

514
00:34:13.108 --> 00:34:16.153
ยังที่สุวรรณพลับพลานะคะ

515
00:34:17.108 --> 00:34:20.154
จากเรื่องรามเกียรติ์นะ

516
00:34:21.109 --> 00:34:25.109
มีจุประสงค์เฉพาะแตกต่าง แตกต่างจากอะไร

517
00:34:25.110 --> 00:34:28.153
เราจะเห็นแล้วล่ะ ว่าอ้างถึงองค์พระทรงครุฑ

518
00:34:29.123 --> 00:34:32.153
มีคำราชา... มีคำที่แบบบ่งบอกว่า - ฐานะของตัวละครนั้นทำไม สูงนะ

519
00:34:33.125 --> 00:34:36.153
พระองค์พระทรงครุฑนะ แล้วมีอะไร

520
00:34:37.126 --> 00:34:41.126
เช่นมัทนะพาธา สมุทร

521
00:34:41.128 --> 00:34:44.153
เป็นยักษ์ มียักษ์ เอาเศียรยักษ์นะ

522
00:34:45.130 --> 00:34:48.153
และก็อะไร พระจักรี พระจักรี

523
00:34:49.131 --> 00:34:52.154
เพราะฉะนั้นเราดูคำประพันธ์

524
00:34:53.131 --> 00:34:57.131

525
00:34:57.133 --> 00:35:00.153
ตัวกู แสดงว่าตัวกูผู้พูดนี่ทำไม

526
00:35:01.135 --> 00:35:04.153
ฐานะต้องต่ำศักดิ์กว่าคนที่ทำไม

527
00:35:05.135 --> 00:35:08.154
เขาจะไปถวายการรับใช้

528
00:35:09.137 --> 00:35:13.137

529
00:35:13.138 --> 00:35:16.153
หรือว่ามาด้วยเหตุนี่ ว่าทำเพื่อพระจักรีนี่นะ

530
00:35:17.139 --> 00:35:20.153
เพราะว่าอย่างไร - บอกว่าอะไร ในที่นี้ทำไม ผู้สูงศักดิ์กว่า

531
00:35:21.139 --> 00:35:24.153
พระจักรีในที่นี้ ก็คือหมายถึงอะไร - หมายถึงพระนารายณ์นะคะ

532
00:35:25.140 --> 00:35:29.140

533
00:35:29.142 --> 00:35:32.153
ในเรื่องก็คือ หมายถึงพระนารายณ์

534
00:35:33.143 --> 00:35:36.154
แต่ถ้าหากเราไม่มีความรู้ - ในด้านของวรรณคดีรามเกียรติ์มาก่อน

535
00:35:37.144 --> 00:35:40.153
เราก็จะรู้แค่ว่า อ้อ พระจักรีนี่

536
00:35:41.145 --> 00:35:45.145
นะคะ มาดูหลัก ๆ เรื่องของศิลปะการคำ

537
00:35:45.146 --> 00:35:48.153
พระจักรีนี่แสดงว่าเป็นผู้ที่ทำไม มีความสูงส่ง

538
00:35:49.146 --> 00:35:52.153
เพราะอะไร - เพราะว่ามี... มีการใช้คำสังเกตจากอะไร

539
00:35:53.146 --> 00:35:56.153
จากคำว่า "ถวายเบื้องบาท" - ถวายเบื้องบาทนะคะ

540
00:35:57.146 --> 00:36:01.146
ของตัวละครและใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา

541
00:36:01.148 --> 00:36:05.148
มันเป็นหนึ่งในทำไม คำราชาศัพท์นะ

542
00:36:05.149 --> 00:36:09.149
บาท พระบาท พระบาท แปลว่าอะไร เท้า นะ

543
00:36:09.149 --> 00:36:13.149
ถ้าเราจะใช้คำว่า "เท้า" ธรรมดาแบบ... - จะตัดไปเพื่ออะไร

544
00:36:13.150 --> 00:36:17.150
นะคะ ก็ตรงน่ะ ตรงกับบริบทนั้น ๆ

545
00:36:17.151 --> 00:36:21.151
ถวาย ถวาย... - ไปแทบ... แทบเท้าอะไรอย่างนี้

546
00:36:21.152 --> 00:36:25.152
มันก็จะรู้สึกว่าถ้าธรรมดาใช่หรือเปล่า - ใช้คำว่า "แทบเท้า"

547
00:36:25.158 --> 00:36:29.153
ธรรมดาก็เหมือน - อาจจะเป็นคนปุถุชนธรรมดาทั่วไป

548
00:36:29.160 --> 00:36:33.160
คำสามัญธรรมดาได้ ส่วนเรื่องที่ 3 คืออะไร

549
00:36:33.161 --> 00:36:37.153
อาจจะเป็นแบบแค่คนระดับกลาง ๆ อะไรอย่างนี้

550
00:36:37.161 --> 00:36:41.154
แต่พอบอกว่า "ถวายเบื้องบาท" - ซึ้งเบื้องบาทในที่นี้ บาทเป็นคำราชาศัพท์

551
00:36:41.171 --> 00:36:45.153
คำที่มันมีคำพิเศษมากขึ้น

552
00:36:45.175 --> 00:36:49.175
เพราะต้องใช้ศัพท์สูง ต้องใช้อะไร

553
00:36:49.176 --> 00:36:53.153
บ่งบอกถึงฐานะที่สูงของคน... - คนที่เราพูดกล่าวถึงมากขึ้น

554
00:36:53.176 --> 00:36:57.154
เพราะฉะนั้นมันเลยรู้สึกว่าคำคำนี้

555
00:36:57.178 --> 00:37:01.154
"ถวายเบื้องบาท" นี่เป็นการเลือกใช้คำทำไม

556
00:37:01.178 --> 00:37:05.178
พวกวรรณคดีบทละคร ก็ใช้กาพย์กลอนเป็นหลักนะคะ

557
00:37:05.178 --> 00:37:09.153
ที่เหมาะสมกับฐานะของบุคคล

558
00:37:09.180 --> 00:37:13.154
ซึ่งจะทำให้ผู้... - ผู้ที่แบบไม่ได้มีความรู้วรรณคดีนั้นมาก่อนนี่

559
00:37:13.180 --> 00:37:17.154
ก็จะสามารถเข้าใจฐานะ หรือเข้าใจเนื้อเรื่อง - คนบริบทของเรื่อง ๆ นั้นได้

560
00:37:17.194 --> 00:37:21.194
ในเรื่อง การเลือกใช้คำที่ตรงกับความหมาย

561
00:37:21.196 --> 00:37:25.154
ว่ากำลังกล่าวถึงคน... บุคคลในระดับใด

562
00:37:25.197 --> 00:37:29.154
และเรื่องเป็นแบบระดับใดด้วยน่ะนะคะ - นั่นเองนะคะ

563
00:37:29.197 --> 00:37:33.153
ในส่วนของข้อที่ 3

564
00:37:33.198 --> 00:37:37.198
ที่อ่านไป ข้อ 5 เลือกใช้คำที่สระสรวยมาแต่ง

565
00:37:37.199 --> 00:37:41.154
ข้อที่ 3 เขาพูดถึงอะไร

566
00:37:41.200 --> 00:37:45.154
การใช้ฉันทลักษณ์ - และให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวรรณคดีนะคะ

567
00:37:45.200 --> 00:37:49.154
วรรณคดีของไทยมันมีหลายเรื่อง

568
00:37:49.201 --> 00:37:53.201
เราบอกว่ามันเป็นกลอนแบบนิทานพื้นบ้าน

569
00:37:53.203 --> 00:37:57.154
และก็มีวัตถุประสงค์ - ในการแต่งในหลากหลายรูปแบบ

570
00:37:57.203 --> 00:38:01.154
เพราะฉะนั้นวรรณคดีนี่ - มันก็จะมีเนื้อหาหลากหลาย

571
00:38:01.203 --> 00:38:05.154
เช่น เขาบอกอะไร

572
00:38:05.204 --> 00:38:09.204
บางทีอาจจะไม่เหมาะกับบริบทในเรื่องนั้น

573
00:38:09.205 --> 00:38:13.153
วรรณณคดียอพระเกียรติ พระมหากษัตริย์

574
00:38:13.205 --> 00:38:17.154
วรรณคดีเกี่ยวกับประเภท วรรณคดีนิทาน - วรรณคดีศาสนา

575
00:38:17.206 --> 00:38:21.154
วรรณคดีที่เป็นประเภทนิราศนั่นเองนะคะ

576
00:38:21.207 --> 00:38:25.207
ได้ามีความรุ้ในวรรณคดีนัน้มาก่อน

577
00:38:25.208 --> 00:38:29.154
วรรณคดีต่างนี่จะมีลักษณะ... - ลักษณะการใช้คำประพันธ์

578
00:38:29.208 --> 00:38:33.154
หรือฉันทลักษณ์ที่แตกต่างกันไปนะคะ - ที่แตกต่างกันไป

579
00:38:33.209 --> 00:38:37.154
อย่างเช่น มาดูวรรณคดียอพระเกียรติ

580
00:38:37.209 --> 00:38:41.209
ข้อ 1 และข้อ 2 ทำไมถูกทั้งคู่ แต่ข้อ 3 การเป็นเอกภาพ

581
00:38:41.209 --> 00:38:45.154
เขาบอกอะไร - วรรณคดียอพระเกียรติมักแต่งด้วย...

582
00:38:45.210 --> 00:38:49.155
แต่งด้วยโคลง อุ๊ย ขอโทษค่ะ

583
00:38:49.211 --> 00:38:53.154
วรรณคดียอพระเกียรติแต่งด้วยโคลง

584
00:38:53.212 --> 00:38:57.212
ข้อ 4 นะคะ ข้อที่ 3 การเลือกใช้คำที่ถูกต้องตาม

585
00:38:57.213 --> 00:39:01.154
โคลง เช่น โคลงยอพระเกียรติ - สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

586
00:39:01.213 --> 00:39:05.154
โคลงยอพระเกียรติ - สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนะคะ

587
00:39:05.213 --> 00:39:09.155
ไพรินทรนาศเพี้ยง พลมาร

588
00:39:09.214 --> 00:39:13.214
ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง ข้อ 4 ตอบ

589
00:39:13.215 --> 00:39:17.154
พระดั่งองค์อวดาร แต่กี้

590
00:39:17.215 --> 00:39:21.154
แสนเศิกห่อนหาญราญ รอนราพณ์ แลฤา

591
00:39:21.215 --> 00:39:25.154
ดาลตระดกเดชลี้ ประลาตหล้าแหล่งสถานนะคะ

592
00:39:25.217 --> 00:39:29.217
ผู้อ่านเลือกใช้คำได้ถูกต้องไหม

593
00:39:29.217 --> 00:39:33.154
จากลิลิตตะเลงพ่ายนะ เราก็จะเห็นอะไร

594
00:39:33.219 --> 00:39:37.154
ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับอะไร

595
00:39:37.220 --> 00:39:41.154
เรื่องของการยอพระเกียรติ

596
00:39:41.220 --> 00:39:45.220
เสียในการอ่านตางไหน เพราะบางคำในบริบทบางคำ

597
00:39:45.221 --> 00:39:49.154
ตะเลงพ่าย ถ้าเราไปดูเราก็จะรู้ว่า - อ๋อ มันเป็นช่วงของการอะไร

598
00:39:49.238 --> 00:39:53.154
รบนะ สมัยที่อะไร พระนเรศวรรบกับ...

599
00:39:53.238 --> 00:39:57.155
ปกป้องประเทศนะ รบกับอะไร พม่านะ

600
00:39:57.239 --> 00:40:01.239
หรือถ้าใช้ หรือถ้าเราใช้คำว่า "มหากษัตริย์"

601
00:40:01.240 --> 00:40:05.154
เป็นการยอพระเกียรตินะคะ - สมเด็จพระนเรศวรนะ

602
00:40:05.240 --> 00:40:09.154
กวีก็เลยเลือกใช้โคลง - ในการบรรยายลักษณะของเนื้อหานะคะ

603
00:40:09.251 --> 00:40:13.154
เป็นวรรณคดียอพระเกียรติ - สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

604
00:40:13.255 --> 00:40:17.255
เพราะเรามีเรื่องลำดับภาษาเข้ามาเกี่ยวข้อง

605
00:40:17.255 --> 00:40:21.154
เพราะฉะนั้นการใช้โคลงอย่างที่บอกไป

606
00:40:21.256 --> 00:40:25.154
พวกกาพย์ กลอน  มันก็จะเป็นการบังคับสัมผัส

607
00:40:25.268 --> 00:40:29.155
ที่... มันก็มีการใช้การสัมผัสบังคับล่ะ

608
00:40:29.277 --> 00:40:33.277
ที่ไปกำหนดตัวโคลงเรื่อง แต่มันต้องวางโคลงเรื่องมาก่อน

609
00:40:33.277 --> 00:40:37.154
แต่ว่าคำประพันธ์ประเภท - อย่างเช่น พวกโคลง พวกฉันท์นี่

610
00:40:37.278 --> 00:40:41.155
มันจะมีลักษณะพิเศษมากขึ้น

611
00:40:41.279 --> 00:40:45.154
มีการบังคับที่พิเศษมากขึ้น

612
00:40:45.280 --> 00:40:49.280
ข้อนี้ ข้อที่ถูกต้อง คือ 4 ข้อที่ 1 แลัข้อที่ 2

613
00:40:49.281 --> 00:40:53.154
อย่างโคลงนี่มีการบังคับที่อะไร - เรื่องของวรรณยุกต์ถูกไหม รูปเอก รูปโท

614
00:40:53.284 --> 00:40:57.154
เพราะฉะนั้นเมื่อการบังคับรูปเอก รูปโทแล้ว

615
00:40:57.284 --> 00:41:01.154
เราก็จะเห็นอะไร - ความสามารถของการเลือกใช้คำ

616
00:41:01.284 --> 00:41:05.284
เพศ ไม่ถูกต้อง วรรณคดีนิทาน

617
00:41:05.286 --> 00:41:09.154
ให้ตรงกับการบังคับโคลงแล้วนี่

618
00:41:09.288 --> 00:41:13.154
ในเรื่องของคำเอก คำโทแล้วนี่

619
00:41:13.288 --> 00:41:17.155
ศัพท์ที่นำมาใช้นี่ ก็จะเป็นศัพท์ที่ทำไม สูง

620
00:41:17.289 --> 00:41:21.289
ข้อไหนที่ไม่ถูกต้องเราดูแล้ว

621
00:41:21.290 --> 00:41:25.154
เพื่อให้เหมาะสมกับอะไร

622
00:41:25.291 --> 00:41:29.155
เนื้อความของการยอพระเกียรตินะคะ - ยอพระเกียรติ

623
00:41:29.297 --> 00:41:33.154
มันก็จะเห็นความสามารถของกวีล่ะ

624
00:41:33.301 --> 00:41:37.301
วรรณคดีบทละคร เพราะอะไร เรานิยมใช้บทกวีนิพนธ์

625
00:41:37.302 --> 00:41:41.155
ทั้งในเรื่องของการเลือกใช้คำ - เลือกใช้คำศัพท์นะคะ

626
00:41:41.302 --> 00:41:45.155
และก็การ... ลักษณะของความยากตรงนี้ล่ะ

627
00:41:45.302 --> 00:41:49.155
มันให้เรารู้สึกว่า - อ๋อ มันเป็นการเลือกศัพท์ที่มันตรงกับทำไม

628
00:41:49.302 --> 00:41:53.302

629
00:41:53.303 --> 00:41:57.155
กับการใช้ในเนื้อหา เนื้อความในการยอ - ยอกษัตริย์นะคะ

630
00:41:57.305 --> 00:42:01.155
และก็ในส่วนของนี่ก็มีเรื่องของอะไร - การใช้การเปรียบนะคะ

631
00:42:01.314 --> 00:42:05.155
การออกศึกของพระนเรศวรที่ทำไม

632
00:42:05.314 --> 00:42:09.314
ใดนิยมแต่งด้วย ร่ายตลอดเรื่อง นิยมแต่งด้วยร่าย

633
00:42:09.315 --> 00:42:13.155
เหมือนพระนารายณ์อวตาร - มาปราบหมู่มารนะคะ

634
00:42:13.315 --> 00:42:17.155
การศึกครั้งนี้ก็ทำไม - จะเลื่องลือไปทั่วทุกแห่งหนนะ

635
00:42:17.327 --> 00:42:21.155
อันนี้เราก็จะเห็นลักษณะของโคลงที่นำมาใช้

636
00:42:21.327 --> 00:42:25.327
ตลอดเรื่อง เขาบอกว่าไร นิราศ เอาอย่างนี้ดีกว่า นิทานเราแต่งด้วยอะไร

637
00:42:25.328 --> 00:42:29.159
คำประพันธ์เหมาะกับการนำไปใช้เพื่ออะไรนะคะ

638
00:42:29.331 --> 00:42:33.155
ส่วนต่อมาในเรื่องของวรรณคดีศาสนา

639
00:42:33.332 --> 00:42:37.155
วรรณคดีศาสนา ถ้าเราจำลักษณะของร่ายได้

640
00:42:37.333 --> 00:42:41.333
วรรณคดีศาสนาเราบอกว่าอะไร

641
00:42:41.333 --> 00:42:45.163
ร่ายมันไม่มีการบังคับถูกไหม

642
00:42:45.334 --> 00:42:49.155
ร่ายยาว ร่ายยาวนั้นทำไม ไม่มีบังคับฉันทะ

643
00:42:49.334 --> 00:42:53.155
ไม่มีบังคับจำนวนคำในวรรค

644
00:42:53.336 --> 00:42:57.336
ทำไม บทนำร่าย 1 บท เพื่ออะไร ไว้บูชาครู

645
00:42:57.336 --> 00:43:01.169
และก็สามารถแต่งตาม... แต่งไปได้เรื่อย ๆ

646
00:43:01.337 --> 00:43:05.170
ไม่ได้บังคับการจบถูกไหม

647
00:43:05.345 --> 00:43:09.155
อยากจะแต่งยาวมากน้อยแค่ไหน แต่งได้

648
00:43:09.348 --> 00:43:13.348

649
00:43:13.348 --> 00:43:17.155
เพราะฉะนั้นวรรณคดีศาสนานี่ - จึงมักจะแต่งด้วยร่ายยาวหรือฉันท์ หรือคำหลวง

650
00:43:17.349 --> 00:43:21.154
เช่น ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก - มหาชาติคำหลวง นันโทปนันทสูตรคำหลวงนะคะ

651
00:43:21.350 --> 00:43:25.155
อย่างตัวอย่าง ส่วนเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ - ได้ทรงพระเสาวนีย์... ได้ฟังพระเสาวนีย์

652
00:43:25.350 --> 00:43:29.350
เรื่องของอะไร ร่ายตลอดเรื่อง งั้นถ้าร่ายตลอดเรื่อง

653
00:43:29.351 --> 00:43:33.155
พระมัทรีเธอไหว้วอนขอหนทาง

654
00:43:33.353 --> 00:43:37.155
พระพักตร์นางนองด้วยน้ำพระเนตร

655
00:43:37.354 --> 00:43:41.155
เทพพระเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ

656
00:43:41.356 --> 00:43:45.356
ไม่จำกัดจำนวนคำตลอดวรรค

657
00:43:45.357 --> 00:43:49.155
ก็พากันอุฏฐาการคลาไคล - ให้มรคาแก่นางพระยามัทรีนะคะ

658
00:43:49.367 --> 00:43:53.155
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

659
00:43:53.367 --> 00:43:57.155
เราจะเห็นแล้วลักษณะที่เราเรียนก่อนหน้านี้นะ

660
00:43:57.368 --> 00:44:01.368
ครบถ้วยในเนื้อหาแล้สก็ส่วนใหญ่นิยมเป็นอะไร วรรณคดีศาสนา

661
00:44:01.368 --> 00:44:05.155
เรื่องของลักษณะของคำประพันธ์ - ประเภทร่ายนะ

662
00:44:05.370 --> 00:44:09.155
ร่ายไม่ได้จำกัดหรือไม่ได้บังคับ - เรื่องของจำนวนคำในแต่ละวรรคนะ

663
00:44:09.370 --> 00:44:13.155
แต่มีสัมผัส สัมผัสคำสุดท้าย - ไปคำใดคำหนึ่งของวรรคถัดไปได้นะ

664
00:44:13.371 --> 00:44:17.371
มหาเวทสันดรชาดก

665
00:44:17.372 --> 00:44:21.155
เพราะฉะนั้นด้วยความที่วรรณคดีศาสนานี่ - มันมีลักษณะของการอะไร

666
00:44:21.373 --> 00:44:25.155
คล้ายบทสวดนะคะ

667
00:44:25.373 --> 00:44:29.155
มีคำบาลีทำไม แทรกอยู่มาก

668
00:44:29.374 --> 00:44:33.374
ก็คืออะไร ถูกต้องตามบริบท ถูกต้องตามบริบท

669
00:44:33.375 --> 00:44:37.155
จึงทำไม นิยมแต่งร่ายเพื่อให้เนื้อหาทำไม - ครบถ้วนกระบวนความนะ

670
00:44:37.375 --> 00:44:41.155
อย่างที่บอกไปลักษณะของร่าย - คือ ไม่จำกัดจำนวนคำในแต่ละวรรค

671
00:44:41.376 --> 00:44:45.155
กวีทำไม ก็เลยสามารถเรียบเรียงถ้อยคำ - ได้อย่างง่ายนะคะ

672
00:44:45.389 --> 00:44:49.389
นะคะ

673
00:44:49.391 --> 00:44:53.155
ในส่วนของวรรณคดีนิทาน

674
00:44:53.392 --> 00:44:57.155
วรรณคดีนิทาน มักแต่งด้วยกลอนและกาพย์

675
00:44:57.394 --> 00:45:01.155
กลอนและกาพย์ กาพย์เราเรียนไปแล้ว

676
00:45:01.395 --> 00:45:05.395
ของบุคคลนะ เหมาะสมกับฐานะบุคคลนั้น ๆ

677
00:45:05.397 --> 00:45:09.156
กาพย์สุรางคนางค์ 28 กาพย์ฉบัง 16 - กาพย์ยานี 11 อย่างนี้นะคะ

678
00:45:09.397 --> 00:45:13.155
พระอภัยมณีและบทละครนอกต่าง ๆ ทำไม

679
00:45:13.407 --> 00:45:17.156
นิทาน - เพราะนิทานเน้นในความเรียบง่าย เข้าใจ

680
00:45:17.407 --> 00:45:21.407
ก็ตามนะคะ เราจะได้เข้าใจ เข้าใจบริบทสถานะภาพ

681
00:45:21.409 --> 00:45:25.155
แต่ทำไม สร้างอารมณ์สะเทือนใจได้นะคะ

682
00:45:25.409 --> 00:45:29.156
เพราะกลอน กาพย์นะ

683
00:45:29.409 --> 00:45:33.156
มันไม่... ด้วยความที่มันไม่ได้บังคับเยอะมาก - เหมือนอันอื่นอยู่แล้ว

684
00:45:33.411 --> 00:45:37.411
ได้อย่างดีและชัดเจนมากยิ่งขึ้น เรื่องที่ 3 คือการใช้อะไร

685
00:45:37.411 --> 00:45:41.165
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้หวือหวา

686
00:45:41.412 --> 00:45:45.155
เพราะฉะนั้นมันทำไม - มันก็เลยเหมาะกับการใช้วรรณคดีนิทาน

687
00:45:45.413 --> 00:45:49.155
ที่อะไร เน้นความเรียบง่าย เข้าใจง่าย - และสร้างสะเทือนอารมณ์ได้นะคะ

688
00:45:49.414 --> 00:45:53.414
มันก็จะทำไม อารมณ์เนื้อหา ของตัวละคร

689
00:45:53.414 --> 00:45:57.167
พระไชย ดูนะคะ ในกาพย์พระไชยสุริยา

690
00:45:57.415 --> 00:46:01.156
พระไชยสุริยาภูมี - พาพระมเหสีมาที่ในลำสำเภา

691
00:46:01.415 --> 00:46:05.155
ข้าวปลาหาไป... ไปไม่เบา - นารีที่เยาว์เอาไปในเภตรา

692
00:46:05.416 --> 00:46:09.416
สอดคล้อง สอดรับกันดีนะคะ

693
00:46:09.418 --> 00:46:13.156
เห็นตัวอย่างของอะไร กาพย์ฉบัง 16 ทำไม

694
00:46:13.419 --> 00:46:17.156
กาพย์ฉบัง 16 ใช้จำนวนคำต่อบทน้อยมาก

695
00:46:17.421 --> 00:46:21.155
ก็คืออะไร หน้ามีทั้งหมด 3... 3 วรรค - 6 4 6 เห็นไหม

696
00:46:21.421 --> 00:46:25.421

697
00:46:25.422 --> 00:46:29.156
แต่กวีทำไม เลือกใช้ให้ผู้อ่านเห็นภาพเข้าใจง่าย - ชัดเจนและรวดเร็ว

698
00:46:29.423 --> 00:46:33.156
ไม่เน้นรายละเอียด - ดูเขาบอกว่าเขาไม่ได้เน้นรายละเอียดนะ

699
00:46:33.424 --> 00:46:37.155
รายละเอียดเท่ากับกลอนบทละครที่เป็นเรื่องยาว

700
00:46:37.426 --> 00:46:41.426

701
00:46:41.427 --> 00:46:45.155
เพราะว่าอะไรกลอนบทละครเราทำไม

702
00:46:45.440 --> 00:46:49.156
เอาไว้สำหรับในการที่แต่งเพื่อ... - เพื่อใช้แสดงละครด้วยก็ได้

703
00:46:49.442 --> 00:46:53.155
หรือว่าใช้ในการที่ปรับบทบรรยาย - ที่ให้เขียนรายละเอียดเยอะนะคะ

704
00:46:53.442 --> 00:46:57.155
เพราะฉะนั้นหรือในการที่มันทำไม

705
00:46:57.444 --> 00:47:01.155
แตกต่างจากบทวรรณคดีพวกยอพระเกียรติที่ทำไมใช้ศัพท์สูง

706
00:47:01.444 --> 00:47:05.155
และเน้นรายละเอียด - เน้นวีรกรรมของพระมหากษัตริย์นะ

707
00:47:05.445 --> 00:47:09.156
มันก็จะมีลักษณะของการใช้คำประพันธ์ - ที่รูปแบบแตกต่างกัน

708
00:47:09.455 --> 00:47:13.155
เน้นเข้าใจง่าย เรียบง่าย

709
00:47:13.455 --> 00:47:17.155
ในวรรณคดีนิทาน - ก็จะใช้พวกกลอนหรือกาพย์นะคะ

710
00:47:17.456 --> 00:47:21.156
ส่วนต่อมาในเรื่องของกลอนบทละคร

711
00:47:21.456 --> 00:47:25.156
กลอนบทละครมักจะแต่งด้วยอะไร

712
00:47:25.459 --> 00:47:29.155
อ๋อ การแต่ง แต่งด้วยมักจะแต่งด้วยกลอนสุภาพ

713
00:47:29.460 --> 00:47:33.155
ต้องใช้จำนวนคำมาก - เพื่อสื่อเนื้อเรื่องให้ผู้เข้า ผู้อ่านเข้าใจ

714
00:47:33.461 --> 00:47:37.155
เช่น เรื่องอะไรรามเกียรติ์หรืออิเหนา

715
00:47:37.462 --> 00:47:41.155
เพราะฉะนั้นวรรณคดีนิทาน - ไม่ได้เน้นคำจำนวนเยอะมาก

716
00:47:41.464 --> 00:47:45.156
ทำไม - เน้นให้รู้ว่าเข้าใจง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย

717
00:47:45.464 --> 00:47:49.155
ตัวละครทำอะไร ไปมาอย่างไร

718
00:47:49.476 --> 00:47:53.156
แต่กลอนบทละครทำไม เน้นรายละเอียด

719
00:47:53.476 --> 00:47:57.156
มีรายละเอียด - รายละเอียดแล้วก็เป็นเรื่องยาว

720
00:47:57.478 --> 00:48:01.156
ทำไม - ก็เลยเป็นกลอนสุภาพนะคะ

721
00:48:01.480 --> 00:48:05.156
ใช้กลอนสุภาพเพื่อสื่อ - จำ... เพราะว่าจำนวนคำมันมากอยู่แล้ว

722
00:48:05.481 --> 00:48:09.155
ก็เลยจะได้สื่อเนื้อเรื่องได้ครบถ้วน - ผู้อ่านเข้าใจได้นะคะ

723
00:48:09.483 --> 00:48:13.156
มาจะกล่าวบทไป - เราจะเห็นวรรณคดีบทละครทำไม

724
00:48:13.489 --> 00:48:17.155
บัดนั้น เมื่อนั้น มาจะกล่าวบทไปนะ

725
00:48:17.491 --> 00:48:21.156
อันนี้บอกอะไรในเรื่องของอิเหนา

726
00:48:21.491 --> 00:48:25.155
มาจะกล่าวบทไป ถึงระตูจรกาเป็นใหญ่

727
00:48:25.492 --> 00:48:29.155
ท้าวมีพระเชษฐาร่วมฤทัย - ผ่านเวียงชัยล่าสำสืบพงศ์พันธุ์

728
00:48:29.494 --> 00:48:33.156
มีธิดานารีวิไลลักษณ์ - ผิวพักตร์ผ่องเพียงดวงบุหลัน

729
00:48:33.495 --> 00:48:37.155
ชื่อระเด่นกุสุมาลาวัณย์ - ตุนาหงันกับสังคามาระตา

730
00:48:37.498 --> 00:48:41.155
เห็นตัวละครมีกุสุมากับสังคามาระตานะ

731
00:48:41.507 --> 00:48:45.155
แล้วก็มีตัวละครอะไร จรกานะ

732
00:48:45.508 --> 00:48:49.156
มาจะกล่าวบทไป ก็คือมันตัดตอนขึ้นตอนใหม่นะ

733
00:48:49.509 --> 00:48:53.156
เหมือนตอนตัดตอนขึ้นตอนใหม่นะ

734
00:48:53.510 --> 00:48:57.156
ก็จะใช้มา มาจะกล่าวบทไปนะคะ

735
00:48:57.511 --> 00:49:01.156
กลอนบทละครจะต่างกับกลอนนิทานทำไม - ตรงไหน

736
00:49:01.511 --> 00:49:05.155
ที่บอกไปแล้ว กลอนบทละครต่างกับคำกลอนนิทาน

737
00:49:05.511 --> 00:49:09.155
เพราะอะไรเป็นเรื่องยาวและใช้แสดงละครจริง

738
00:49:09.513 --> 00:49:13.155
อย่างที่บอกไป - มีรายละเอียดใช้ในการแสดงละครด้วยนะ

739
00:49:13.513 --> 00:49:17.156
รายละเอียดมันเยอะ - ก็เลยใช้เป็นเรื่องของกลอนสุภาพมากขึ้น

740
00:49:17.513 --> 00:49:21.156
กลอนสุภาพมากกว่านะคะ

741
00:49:21.514 --> 00:49:25.156
นิยมใช้เป็นแบบนั้นนะคะ

742
00:49:25.521 --> 00:49:29.156
เช่น ละครในสมัยก่อน ทำไม - เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท

743
00:49:29.523 --> 00:49:33.155
ละครในนะ แบบหลัก ๆ เลย - รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุทนี่

744
00:49:33.523 --> 00:49:37.156
จะใช้สำหรับการบรรยายรายละเอียดตัวละครมาก

745
00:49:37.523 --> 00:49:41.156
พอจำนวนคำมันมาก

746
00:49:41.524 --> 00:49:45.155
การแต่งกลอนสุภาพมันจึงเหมาะ เหมาะกว่า - เหมาะสมกว่า

747
00:49:45.524 --> 00:49:49.155
ฉันทลักษณ์ที่มีจำนวนคำต่อวรรคมากนะคะ

748
00:49:49.526 --> 00:49:53.155
และ... และกวีนี่สามารถทำไม

749
00:49:53.526 --> 00:49:57.156
บรรยายรายละเอียดของตัวละครได้มาก - ได้มากเช่นเดียวกันด้วยนะคะ

750
00:49:57.526 --> 00:50:01.156
สุดท้าย ต่อมานี่เรื่องของอะไร - วรรณคดีแบบแผน

751
00:50:01.527 --> 00:50:05.156
วรรณคดีแบบแผนค่อนข้างที่จะทำไม

752
00:50:05.528 --> 00:50:09.156
ไม่... ไม่ค่อยคุ้นชินนะ วรรณคดีแบบแผนนะคะ

753
00:50:09.530 --> 00:50:13.156
เขาจะบอกว่าอะไร

754
00:50:13.530 --> 00:50:17.156
วรรณคดีแบบแผน - เป็นวรรณคดีที่มีจุดประสงค์เฉพาะแตกต่างนะคะ

755
00:50:17.531 --> 00:50:21.156
แตกต่างตามอะไร ตาม... ตามการใช้น่ะ

756
00:50:21.532 --> 00:50:25.156
บางอย่างก็คือเพื่อแสดงความสามารถของกวี

757
00:50:25.532 --> 00:50:29.156
เพื่อเป็นคำสอน - หรือดัดแปลงมาจากวรรณคดีสันสกฤต

758
00:50:29.532 --> 00:50:33.156
ได้แก่ พวกคำฉันท์ต่าง ๆ

759
00:50:33.532 --> 00:50:37.156
เช่น มัทนะพาตรา... พาธา - สมุทรโฆษคำฉันท์ สามัคคีเภทคำฉันท์นะคะ

760
00:50:37.545 --> 00:50:41.156
จากตัวอย่างนะ สมุทรโฆษคำฉันท์

761
00:50:41.546 --> 00:50:45.156
พระราชเอารสประเสริฐ ธด้วยรูปพิทยา

762
00:50:45.547 --> 00:50:49.156
ศึกษาธนูคุณคุณา ธิกศักดิสมบูรณ์นะ

763
00:50:49.547 --> 00:50:53.156
ตัวอย่างจะเห็นว่ามีการทำไม ใช้คำ

764
00:50:53.548 --> 00:50:57.156
เราจะเห็นคำสันสกฤตเยอะนะ

765
00:50:57.550 --> 00:51:01.156
คำสันสกฤต พวกคำฉันท์นี่มักจะใช้นะ - ร่ายก็ใช้คำบาลี สันสกฤตเยอะ

766
00:51:01.550 --> 00:51:05.156
ใช้คำสันสกฤตเยอะ

767
00:51:05.551 --> 00:51:09.156
และคำส่วนมากออกเสียงอะกึ่งเสียงได้

768
00:51:09.552 --> 00:51:13.156
สามารถเข้าคำครุ ลหุตามบังคับฉันท์ได้

769
00:51:13.553 --> 00:51:17.156
มันก็เลยเป็นลักษณะแล้วก็ยังเป็นการสร้าง - แสดงความสามารถของกวีนะคะ

770
00:51:17.553 --> 00:51:21.156
เพราะฉะนั้นในกลอนแบบแผนนี่ก็จะนิยมนะ

771
00:51:21.554 --> 00:51:25.155
ในเรื่องของการใช้คำฉันท์ต่าง ๆ

772
00:51:25.580 --> 00:51:29.156
เพราะอะไร ใช้คำสันสกฤตได้ ออกเสียงอะได้

773
00:51:29.581 --> 00:51:33.156
มันตรงพวกเข้ากับพวกครุ ลหุได้นะคะ

774
00:51:33.607 --> 00:51:37.156
และก็เป็นการแสดงความสามารถของกวี - อีกด้วยนะคะ ต่าง ๆ เหล่านี้

775
00:51:37.615 --> 00:51:41.156
ในส่วนของ Memory มีสูตรจำนะคะ

776
00:51:41.617 --> 00:51:45.156
เราดูหลัก ๆ เรื่องของการสัง... สรรคำนะ

777
00:51:45.617 --> 00:51:49.156
ศิลปะการประพันธ์ - ประเภทในเรื่องของการสรรคำ

778
00:51:49.618 --> 00:51:53.156
สรรคำมี 3 ส่วนหลัก ๆ เลย

779
00:51:53.619 --> 00:51:57.156
เรื่องการของใช้คำถูกต้อง ตรงความหมายนะคะ

780
00:51:57.620 --> 00:52:01.156
เรื่องของการใช้คำ - เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ฐานะของตัวละคร

781
00:52:01.621 --> 00:52:05.156
และส่วนที่ 3 - คือ ใช้ฉันทลักษณ์เหมาะสมกับเนื้อหานะคะ

782
00:52:05.622 --> 00:52:09.156
เลือกใช้ตรงตามความหมาย - ก็คือในเรื่องของการอะไร

783
00:52:09.623 --> 00:52:13.156
ใช้คำให้ถูกต้องตามบริบท

784
00:52:13.624 --> 00:52:17.156
เพื่อและเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน - สื่อความถูกต้องตรงความหมายนะคะ

785
00:52:17.624 --> 00:52:21.156
ก็ตรงน่ะ ตรงตามความหมายตรงตามบริบทนั้น ๆ

786
00:52:21.624 --> 00:52:25.156
2. ในเรื่องของเหมาะสมกับเนื้อหา - และฐานะของตัวละคร

787
00:52:25.630 --> 00:52:29.156
ก็คือดูว่าคำไหน - เหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง

788
00:52:29.631 --> 00:52:33.156
ถ้าตัวละครเป็นอะไร พระราชาอย่างนี้ - ก็ต้องใช้ที่มันคำราชาศัพท์

789
00:52:33.632 --> 00:52:37.156
ถ้าต่ำศักดิ์กว่า ก็ใช้คำสามัญธรรมดาได้นะคะ

790
00:52:37.638 --> 00:52:41.156
ส่วนที่ 3 เรื่องของอะไร

791
00:52:41.638 --> 00:52:45.156
การใช้ฉันทลักษณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหา

792
00:52:45.640 --> 00:52:49.156
เลือกฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - และก็อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

793
00:52:49.640 --> 00:52:53.156
อย่างยอพระเกียรติ ทำไม มักนิยมใช้เป็นอะไร

794
00:52:53.652 --> 00:52:57.156
ใช้เป็นโคลงเพราะทำไม - เพราะต้องใช้ศัพท์สูงนะคะ

795
00:52:57.653 --> 00:53:01.156
ส่วนวรรณคดีนิทาน อ่านเข้าใจง่าย

796
00:53:01.654 --> 00:53:05.156
เข้าใจแบบ อ่านเรียบง่าย เข้าใจง่าย

797
00:53:05.654 --> 00:53:09.156
ไม่ซับซ้อน ไม่... เนื้อหาไม่ได้เยอะมาก

798
00:53:09.654 --> 00:53:13.156
หรืออย่างวรรณคดีนิทานทำไม - ก็นิยมที่เป็นอะไร กาพย์และกลอนนะคะ

799
00:53:13.655 --> 00:53:17.156
รายละเอียดไม่เยอะ - เท่ากับพวกวรรณคดีบทละครนะคะ

800
00:53:17.656 --> 00:53:21.156
ก็จะใช้กาพย์กลอนเป็นหลักนะคะ

801
00:53:21.657 --> 00:53:25.157
Application นำไปใช้นะคะ

802
00:53:25.675 --> 00:53:29.156
ดูแบบฝึกหัดแรกกันเลยนะคะ

803
00:53:29.676 --> 00:53:33.156
แบบฝึกหัดที่ 1 นะคะ

804
00:53:33.676 --> 00:53:37.156
ข้อ 1 ข้อใดไม่ใช่การสรรคำ

805
00:53:37.677 --> 00:53:41.156
การเลือกคำให้เหมาะกับเนื้อเรื่อง

806
00:53:41.679 --> 00:53:45.156
การเลือกคำให้เหมาะแก่ฐานะบุคคลในเรื่อง

807
00:53:45.683 --> 00:53:49.156
การเลือกใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย

808
00:53:49.683 --> 00:53:53.156
การใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - ของวรรณคดี

809
00:53:53.683 --> 00:53:57.156
และการใช้... เลือกสรรเฉพาะคำ - ที่อลังการสละสลวยมากมาแต่ง

810
00:53:57.684 --> 00:54:01.156
อะไรที่มันดูประหลาดที่สุดน่ะ

811
00:54:01.685 --> 00:54:05.156
มันเห็นแล้วเมื่อกี้ที่อ่านไปก็คืออะไร

812
00:54:05.701 --> 00:54:09.156
ข้อ 5 เลือกสรรเฉพาะคำ - ที่อลังการสละสลวยมาแต่ง

813
00:54:09.701 --> 00:54:13.157
เราบอกแล้วมันแต่งทำไม เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

814
00:54:13.714 --> 00:54:17.156
เหมาะสมกับตัวละคร เหมาะสมกับฐานะเขา

815
00:54:17.729 --> 00:54:21.156
ถูกต้องตามความหมายใช่ไหม

816
00:54:21.729 --> 00:54:25.156
เพราะฉะนั้นมันไม่จำเป็นเสมอไปว่า - ความอลังการนี้มันจะเหมาะสม

817
00:54:25.730 --> 00:54:29.156
บางอย่างเราบอกว่าเป็นกลอนประเภท - กลอนนิทานพื้นบ้าน

818
00:54:29.731 --> 00:54:33.156
กาพย์นิทานพื้นบ้านธรรมดา - กาพย์แบบนิทานพื้นบ้านเลย

819
00:54:33.731 --> 00:54:37.156
เราจำเป็นต้องใช้คำที่อลังการไหม - ในเมื่อเราพูดกับชาวบ้าน

820
00:54:37.732 --> 00:54:41.156
เราใช้คำที่เขาเข้าใจง่าย - สื่อความเข้าใจง่ายดีกว่า

821
00:54:41.733 --> 00:54:45.156
คำที่มันอลังการบางทีมันอาจจะไม่เหมาะ - กับบริบทเนื้อเรื่องนั้น

822
00:54:45.741 --> 00:54:49.156
เพราะฉะนั้นตอบข้อ 5 นะคะ

823
00:54:49.741 --> 00:54:53.156
ข้อที่ 2 การเลือกใช้คำให้เหมาะสม - แก่ฐานะของบุคคล มีเรื่องดีอย่างไร

824
00:54:53.746 --> 00:54:57.156
ช่วยให้เห็นภาพตัวละครต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น

825
00:54:57.746 --> 00:55:01.156
ช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่าน

826
00:55:01.747 --> 00:55:05.156
2. ช่วยให้ผู้อ่านไม่มีความรู้ - เกี่ยวกับวรรณคดีนั้นมาก่อน

827
00:55:05.748 --> 00:55:09.156
เข้าใจปฏิสัมพันธ์ของตัวละครได้ดีขึ้น

828
00:55:09.749 --> 00:55:13.157
ช่วยให้เนื้อเรื่องมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น - ไม่ออกนอกเรื่องจนเกินไป

829
00:55:13.754 --> 00:55:17.156
ข้อ 4 ข้อ 1 และข้อ 2 ถูก

830
00:55:17.755 --> 00:55:21.156
ข้อ 5 ไม่มีข้อใดถูก

831
00:55:21.757 --> 00:55:25.156
เกี่ยวกับอะไร ข้อที่พูดมาเมื่อกี้

832
00:55:25.761 --> 00:55:29.156
คำบรรยายเมื่อกี้ คือ ข้อ 1 และข้อ 2 ทำไม - ถูกทั้งคู่

833
00:55:29.767 --> 00:55:33.156
แต่ข้อที่ 3 ทำไม เป็นเอกภาพมากขึ้น - เราไม่ ไม่ได้พูดถึงเรื่องนะ

834
00:55:33.768 --> 00:55:37.156
ในเรื่องของการสรรคำ - เกี่ยวกับความเป็นเอกภาพ

835
00:55:37.775 --> 00:55:41.156
การเป็นเอกภาพมันต้องวางตั้งแต่อะไร - เรื่องของโคลงเรื่องที่วางมาถูกไหม

836
00:55:41.791 --> 00:55:45.157
เพราะฉะนั้นข้อนี้ต้องตอบข้อ 4 นะคะ

837
00:55:45.791 --> 00:55:49.156
ข้อที่ 3 การเลือกใช้คำที่ถูกต้อง - ตรงตามความหมายมีข้อดีอย่างไร

838
00:55:49.796 --> 00:55:53.156
ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้อง

839
00:55:53.796 --> 00:55:57.157
ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

840
00:55:57.797 --> 00:56:01.157
ช่วยให้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

841
00:56:01.798 --> 00:56:05.156
ข้อ 4 ตอบข้อ 1 ข้อ 2 ถูก

842
00:56:05.799 --> 00:56:09.156
ข้อ 5 ข้อ 1 ข้อ 3 ถูก

843
00:56:09.799 --> 00:56:13.156
บางคนบอกว่า - ครูไม่คิดคำตอบชอยส์อื่นแล้วใช่ไหมคะ

844
00:56:13.814 --> 00:56:17.156
ใช่ค่ะ เราจะให้ลองจับคู่กัน - ว่าข้อไหนเป็นข้อที่ถูกต้องนะคะ

845
00:56:17.825 --> 00:56:21.156
เพราะฉะนั้นดูข้อ... - ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องไหม

846
00:56:21.826 --> 00:56:25.156
เลือกใช้คำถูกต้องตรงตามความหมาย

847
00:56:25.826 --> 00:56:29.156
ถูก - มันก็ต้องให้มันเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องนะ ชัดเจน

848
00:56:29.827 --> 00:56:33.156
ข้อ 2 ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

849
00:56:33.827 --> 00:56:37.156
ข้อที่ 3 ช่วยให้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

850
00:56:37.828 --> 00:56:41.156
ไม่ทำให้อรรถรสเสียในการอ่าน ตรงไหม

851
00:56:41.828 --> 00:56:45.156
เพราะว่าถ้าบางคำ - คำบริบทบางคำมาเสียสวยหรูเลย

852
00:56:45.830 --> 00:56:49.156
สวัสดีขออะไรนะ

853
00:56:49.831 --> 00:56:53.156
สมมุติพูดกับตัวละครธรรมดา - แล้วใช้คำราชาศัพท์อย่างนี้

854
00:56:53.833 --> 00:56:57.156
ก็จะงง ๆ ว่า เอ๊ะ มันแปลว่าอะไร

855
00:56:57.833 --> 00:57:01.156
หรือถ้าใช้ - หรือถ้าเราพูดถึงตัวละครที่เป็นพระมหากษัตริย์

856
00:57:01.834 --> 00:57:05.156
แล้วแบบว่า... เมื่อกี้มีตัวอย่างอะไร - แทบพระบาทใช่ไหม

857
00:57:05.835 --> 00:57:09.156
ก็อาจจะเป็นแบบอะไร เท้า กราบกรานเท้า

858
00:57:09.836 --> 00:57:13.156
ก็จะงง ๆ ว่า เอ๊ะ ตัวละครนี้มัน... มันไม่ทำไม

859
00:57:13.836 --> 00:57:17.157
คำมันไม่ใช้สัมพันธ์กัน

860
00:57:17.838 --> 00:57:21.156
เพราะเรามันมีเรื่องของระดับภาษา - เข้ามาเกี่ยวข้องนะ

861
00:57:21.849 --> 00:57:25.157
เพราะฉะนั้นไม่ทำให้เสียอรรถรสไหม

862
00:57:25.850 --> 00:57:29.156
การใช้คำที่ถูกต้องไม่ทำให้เสียอรรถรส ใช่

863
00:57:29.856 --> 00:57:33.156
แต่ถ้าไม่ใช้คำไม่ถูกต้องนี่ - เสียอรรถรสแน่นอนนะคะ

864
00:57:33.858 --> 00:57:37.156
แต่ส่วนข้อ 3 เขาบอกอะไร - ใช้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

865
00:57:37.859 --> 00:57:41.156
การใช้คำไม่ได้เป็นส่วนที่ไปกำหนดตัวโครงเรื่อง - และการลำดับเรื่อง

866
00:57:41.860 --> 00:57:45.157
เพราะฉะนั้น - มันต้องถูกวางโครงเรื่องมาก่อนถูกไหม

867
00:57:45.860 --> 00:57:49.156
วางโครงเรื่องมาก่อน - แล้วลำดับเรื่องราวเป็นอย่างไร

868
00:57:49.860 --> 00:57:53.157
การใช้คำเป็นส่วนที่ทำไม - ในการดึง... ดำเนินเรื่องไปใช้

869
00:57:53.861 --> 00:57:57.157
เพราะฉะนั้นข้อนี้ข้อที่ถูกต้องคืออะไร

870
00:57:57.861 --> 00:58:01.156
ข้อ 4 ก็คือ ข้อ 1 และข้อ 2 - อันนี้ทำไม ไม่เกี่ยวกันนะคะ ไม่เกี่ยวกัน

871
00:58:01.861 --> 00:58:05.156
ข้อที่ 4 ข้อใดจับคู่ฉันทลักษณ์ - ที่นิยมแต่งในวรรณคดีแต่ละประเภทไม่ถูกต้อง

872
00:58:05.865 --> 00:58:09.156
วรรณคดีนิทานใช้กาพย์ กลอน

873
00:58:09.867 --> 00:58:13.157
วรรณคดีศาสนา ร่าย คำหลวง

874
00:58:13.868 --> 00:58:17.157
วรรณคดีแบบแผน ฉันท์

875
00:58:17.869 --> 00:58:21.157
วรรณคดียอพระเกียรติ โคลง ลิลิต

876
00:58:21.871 --> 00:58:25.156
วรรณคดีบทละคร คือ กาพย์

877
00:58:25.872 --> 00:58:29.156
เพราะอะไร ข้อไหนที่ไม่ถูกต้อง เราดูแล้ว

878
00:58:29.875 --> 00:58:33.156
วรรณคดีนิทาน เมื่อกี้เราเรียนไปกาพย์ กลอน

879
00:58:33.876 --> 00:58:37.157
ซึ่งต่างจากวรรณคดีบทละคร - ที่วรรณคดีบทละครนิยมใช้กลอนสุภาพ

880
00:58:37.877 --> 00:58:41.156
ตอบง่าย ๆ เลย สังเกตดูเลย

881
00:58:41.878 --> 00:58:45.157
ถ้าจับคู่วรรณคดีนิทานบทละครนะ

882
00:58:45.879 --> 00:58:49.156
ทำไม เขานิยมใช้กลอนสุภาพเพราะอะไร

883
00:58:49.880 --> 00:58:53.156
เพราะมันเป็นเรื่องที่มันเป็นเรื่องยาว - มีรายละเอียด

884
00:58:53.881 --> 00:58:57.156
จะเขียนกันไม่พอ

885
00:58:57.882 --> 00:59:01.156
จึงนิยมใช้อะไร - กลอนสุภาพนะคะ นิยมใช้กลอนสุภาพ

886
00:59:01.883 --> 00:59:05.157
ฉะนั้นข้อนี้ตอบ 5 นะคะ

887
00:59:05.885 --> 00:59:09.157
ข้อ 5 วรรณคดีประเภทใด - นิยมแต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

888
00:59:09.885 --> 00:59:13.157
นิยมแต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

889
00:59:13.887 --> 00:59:17.157
วรรณคดียอพระเกียรติ วรรณคดีนิทาน - วรรณคดีศาสนา วรรณคดีบทละคร

890
00:59:17.888 --> 00:59:21.156
แต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

891
00:59:21.889 --> 00:59:25.157
เขาบอกว่าอะไร นิราศ - เอาอย่างนี้ดีกว่า นิทาน

892
00:59:25.889 --> 00:59:29.157
นิทานเราใช้อะไร แต่งด้วยอะไร

893
00:59:29.890 --> 00:59:33.157
แต่งด้วยกลอน กาพย์ใช่ไหม

894
00:59:33.891 --> 00:59:37.156
วรรณคดีในบทละคร เรานิยมแต่งด้วยอะไร - กลอนสุภาพ

895
00:59:37.892 --> 00:59:41.157
วรรณคดีศาสนา เราบอกว่าอะไร - มันก็ใช้ร่ายล่ะค่ะ

896
00:59:41.892 --> 00:59:45.157
วรรณคดียอพระเกียรติ เราบอกว่าอะไร - เป็นโคลง ส่วนใหญ่นิยมเป็นโคลง

897
00:59:45.894 --> 00:59:49.157
วรรณคดีนิราศมันก็ได้หมดน่ะ

898
00:59:49.895 --> 00:59:53.156
ทั้ง... มีทั้งอะไร - โคลง มีทั้งร่าย แต่นิยมทำไม บทนำ

899
00:59:53.896 --> 00:59:57.157
ร่าย 1 บท เพื่ออะไร - ไว้สำหรับบูชาครู สิ่งศักดิ์สิทธิ์

900
00:59:57.896 --> 01:00:01.157
ยอพระเกียรติเป็นอะไร โคลงหรือลิลิต

901
01:00:01.898 --> 01:00:05.157
ลิลิตก็มีอะไร การเข้าโคลง ร้อยโคลง - ร้อยโคลงกับร่ายเห็นไหม ตลอดสลับเรื่อง

902
01:00:05.899 --> 01:00:09.157
ส่วนหนึ่งเขาถามอะไรเรื่องของอะไร - ร่ายตลอดเรื่อง

903
01:00:09.900 --> 01:00:13.156
ฉะนั้นถ้าร่ายตลอดเรื่อง - ส่วนหนึ่งที่เขาบอกว่าอะไร

904
01:00:13.901 --> 01:00:17.156
นิยม เพราะว่ามันเป็นอะไร - ส่วนใหญ่เป็นพวกคำที่มันอะไร เป็นบาลี สันสกฤต

905
01:00:17.901 --> 01:00:21.157
บาลี สันสกฤต - แล้วไม่จำกัดจำนวนคำในแต่ละวรรค

906
01:00:21.903 --> 01:00:25.157
ไม่ค่อย... เอาแค่มันทำไม เชื่อมสัมผัสกัน

907
01:00:25.903 --> 01:00:29.157
เพราะฉะนั้นให้มันครบถ้วน ครบถ้วนอักขระ

908
01:00:29.904 --> 01:00:33.157
ครบในส่วนของคำบาลี สันสกฤต - ที่มาใช้ได้และก็ครบถ้วนในเนื้อหา

909
01:00:33.904 --> 01:00:37.157
เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่นี่ นิยมที่จะเป็นอะไร - วรรณคดีอะไร ประเภทไหน

910
01:00:37.905 --> 01:00:41.157
วรรณคดีศาสนา ศาสนานะคะ

911
01:00:41.906 --> 01:00:45.157
เพราะว่านิยมที่ทำไม - ให้มันครบถ้วนตลอดเรื่อง ตลอดทั้งคำนะ

912
01:00:45.911 --> 01:00:49.157
อย่างเช่นที่เราเจอก็คือพวกอะไร

913
01:00:49.912 --> 01:00:53.156
มหาเวสสันดรชาดก - มหาชาติคำหลวงอะไรอย่างนี้ค่ะ นะคะ

914
01:00:53.914 --> 01:00:57.156
สำหรับเรื่องของการสรรคำนะ

915
01:00:57.914 --> 01:01:01.157
สรรคำหลัก ๆ มี 3 ส่วนนะ

916
01:01:01.915 --> 01:01:05.156
ในเรื่องของอะไร - การสรรคำเพื่อใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย

917
01:01:05.923 --> 01:01:09.157
ก็คืออะไร ถูกต้องตามบริบท

918
01:01:09.924 --> 01:01:13.157
ถูกต้องบริบทเพื่ออะไร

919
01:01:13.924 --> 01:01:17.158
ให้เห็นภาพชัดเจนและสื่อความแก่ผู้อ่าน - ได้อย่างถูกต้องตรงความหมายนะคะ

920
01:01:17.924 --> 01:01:21.157
ต้องตามบริบทนะ ภาพชัดเจน - และสื่อความได้ถูกต้องตรงตามความหมายนะคะ

921
01:01:21.924 --> 01:01:25.157
ชัดเจนและตรงความหมาย

922
01:01:25.934 --> 01:01:29.157
การเลือกทำไม - ข้อที่ 2 ในส่วนของการเลือกใช้คำ

923
01:01:29.939 --> 01:01:33.157
ให้เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคลนะคะ

924
01:01:33.939 --> 01:01:37.157
เหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง

925
01:01:37.950 --> 01:01:41.157
ดูชนชั้นเป็นชนชั้นไหน

926
01:01:41.952 --> 01:01:45.157
เพราะมันทำไม มีเรื่องของอะไร - คำไทยมีเรื่องของระดับของภาษาอย่างนั้น

927
01:01:45.952 --> 01:01:49.158
ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคล

928
01:01:49.953 --> 01:01:53.156
แม้อยู่ในเรื่องของวรรณกรรม - หรือวรรณคดีเองก็ตามนะคะ

929
01:01:53.953 --> 01:01:57.157
เราจะได้เข้าใจ เข้าใจบริบท - เข้าใจสถานภาพ

930
01:01:57.954 --> 01:02:01.157
ถึงแม้ถ้าเราไม่พูดตรง ๆ ว่าเขาเป็นกษัตริย์นี่

931
01:02:01.955 --> 01:02:05.157
เราก็เข้าใจจากการทำไม - จากคำที่อยู่ใกล้เคียง

932
01:02:05.956 --> 01:02:09.157
คำที่อยู่ในบริบทนั้น ๆ นะคะ

933
01:02:09.957 --> 01:02:13.157
ก็จะเข้าใจสถานะหรือเข้าใจเนื้อเรื่องราว - ได้อย่างดีและชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ

934
01:02:13.957 --> 01:02:17.157
ในส่วนของที่ 3 ก็เรื่องของอะไร - การใช้ฉันทลักษณ์

935
01:02:17.959 --> 01:02:21.157
ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวรรณคดี

936
01:02:21.959 --> 01:02:25.157
ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวรรณคดี

937
01:02:25.960 --> 01:02:29.158
เพราะว่าเลือกฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - มันก็จะทำไม

938
01:02:29.960 --> 01:02:33.157
อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเหมาะสมกับเนื้อหา

939
01:02:33.960 --> 01:02:37.157
เหมาะสมกับตัว... ความรู้สึกของตัวละครนะคะ

940
01:02:37.961 --> 01:02:41.157
มันก็จะทำให้เข้าใจคำ จำนวนคำ - เวลามันลงในตัวของฉันทลักษณ์นั้น ๆ

941
01:02:41.970 --> 01:02:45.157
เมื่อไปบวกกับจุดประสงค์นี่ - มันก็จะสอดคล้องสอดรับกันได้อย่างดีนะคะ

942
01:02:45.971 --> 01:02:49.157
(บรรยาย) ผลิตรายการโดย - สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

943
01:02:49.971 --> 01:02:53.157
เวลาคลิป 46.20 นาที /เวลาทำ 5 ชั่วโมง 35 นาที -

944
01:02:53.986 --> 01:02:57.157
[เสียงดนตรี]

945
01:02:57.988 --> 01:03:01.157
(คุณครูนุชสุคนธ์) สวัสดีค่ะ นักเรียน

946
01:03:01.989 --> 01:03:05.157
วันนี้นะคะ ครูนุชสุคนธ์ ปานแดงค่ะ

947
01:03:05.995 --> 01:03:09.157
จากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม

948
01:03:09.997 --> 01:03:13.157
ในวันนี้ค่ะ - เราจะมาพูดถึงการอ่านวรรณคดีนะคะ

949
01:03:13.997 --> 01:03:17.158
ต่อจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ๆ มาค่ะ

950
01:03:18.000 --> 01:03:21.157
ซึ่งเราได้พูดถึงการเล่นเสียงไปแล้วนะคะ

951
01:03:22.001 --> 01:03:25.157
ในวันนี้ค่ะ เราจะพูดถึงการอ่านวรรณคดี - ในส่วนของการเล่นคำนั่นเองค่ะ

952
01:03:26.003 --> 01:03:29.158
ในการเล่นคำค่ะ - ก็คือการสรรคำมาเรียงร้อยในคำประพันธ์นะคะ

953
01:03:30.003 --> 01:03:33.158
โดยพลิกแพลงให้เกิดความหมายพิเศษ - และแปลกออกไปจากที่ใช้กันอยู่ค่ะ

954
01:03:34.015 --> 01:03:37.157
เพื่ออวดฝีมือของกวีเช่นเดียวกับการเล่นเสียง

955
01:03:38.016 --> 01:03:41.157
ที่จะกล่าวถึงในทีนี้ ก็คือการเล่นคำพ้อง - การเล่นคำซ้ำ และการเล่นคำเชิงถามค่ะ

956
01:03:42.016 --> 01:03:45.157
เรามาดูในส่วนของการเล่นคำพ้องกันค่ะ

957
01:03:46.017 --> 01:03:49.157
ซึ่งการเล่นคำพ้องนั้น - ก็สามารถแบ่งได้เป็นการเล่นคำพ้องรูป

958
01:03:50.018 --> 01:03:53.157
และการเล่นคำพ้องเสียงนะคะ

959
01:03:54.019 --> 01:03:57.157
พ้องรูปนั้นก็หมายถึงเขียนเหมือนกันนะคะ

960
01:03:58.020 --> 01:04:01.157
อ่านเหมือนกันแต่ความหมายแตกต่างกันค่ะ

961
01:04:02.021 --> 01:04:05.158
ส่วนการเล่นการพ้องเสียงนะคะ

962
01:04:06.026 --> 01:04:09.157
คำพ้องเสียง ก็คือเสียงเหมือนกันค่ะ

963
01:04:10.027 --> 01:04:13.157
แต่ความหมายนั้นต่างกันค่ะ - และเขียนต่างกันด้วยค่ะ

964
01:04:14.033 --> 01:04:17.157
เรามาดูตัวอย่างกันค่ะ

965
01:04:18.033 --> 01:04:21.157
การเล่นคำพ้องนะคะ ก็คือการนำคำพ้องมาใช้คู่กัน

966
01:04:22.035 --> 01:04:25.157
ให้เกิดความหมายที่สัมพันธ์กัน

967
01:04:26.035 --> 01:04:29.158
อย่างเช่น เบญจวรรณจับวัลย์มาลี - เหมือนวันเจ้าวอนพี่ให้ตามกวางค่ะ

968
01:04:30.036 --> 01:04:33.158
จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์

969
01:04:34.038 --> 01:04:37.157
พระราชนิพนธ์ พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า - จุฬาโลกมหาราชค่ะ

970
01:04:38.039 --> 01:04:41.157
ในตอนนี้นะคะ เมื่อทศกัณฐ์ลักนางสีดาไป

971
01:04:42.042 --> 01:04:45.157
พระรามก็ออกตามหานางค่ะ

972
01:04:46.043 --> 01:04:49.157
ขณะที่เดินทางกลางป่าพระรามเห็นนกเบญจวรรณ - นกแก้วชนิดหนึ่งนั่นเอง

973
01:04:50.043 --> 01:04:53.157
เกาะอยู่ที่เถาวัลย์ค่ะ นี่คือวันที่ 2 นะคะ

974
01:04:54.044 --> 01:04:57.157
และก็ทำให้นึกถึงวันที่นางสีดา - ทูลอ้อนวอนให้พระองค์ออกไปตามกวางทองค่ะ

975
01:04:58.045 --> 01:05:01.157
กวีเล่นคำที่มีเสียงวันถึง 3 คำด้วยกันนะคะ

976
01:05:02.046 --> 01:05:05.158
ซึ่งวันแรก ก็คือเบญจวรรณ - ที่แปลว่า นกแก้วชนิดหนึ่ง

977
01:05:06.047 --> 01:05:09.157
วันที่ 2 ก็คือเถาวัลย์นั่นเอง

978
01:05:10.048 --> 01:05:13.157
แล้ววันที่ 3 ก็คือวันเวลานั่นเองนะคะ

979
01:05:14.050 --> 01:05:17.157
เพราะฉะนั้นนี่ตรงนี้จะเห็นว่ากวีนี่ - ใช้การสรรคำมาเป็นอย่างดี

980
01:05:18.058 --> 01:05:21.158
โดยนำมาใช้ให้มีความหมายสัมพันธ์กัน - ได้อย่างกลมกลืนเลยทีเดียวค่ะ

981
01:05:22.060 --> 01:05:25.157
ในการเล่นคำพ้องนะคะ

982
01:05:26.061 --> 01:05:29.157
ก็เป็นกลวิธีการประพันธ์ที่กวีไทยนิยมมากค่ะ

983
01:05:30.061 --> 01:05:33.158
บางครั้งนอกจากจะใช้คำพ้องเสียง - ดังตัวอย่างข้างต้นแล้ว

984
01:05:34.062 --> 01:05:37.157
ยังมีคำพ้องรูปด้วยค่ะ

985
01:05:38.066 --> 01:05:41.157
ตัวอย่างเช่น

986
01:05:42.068 --> 01:05:45.158
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักที่รอรา - แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง

987
01:05:46.068 --> 01:05:49.158
จากนิราศพระบาทของสุนทรภู่ค่ะ

988
01:05:50.069 --> 01:05:53.157
ซึ่ง "รอ" ในคำแรกนั้น - หมายถึง หลักปักกันกระแสน้ำ

989
01:05:54.070 --> 01:05:57.157
ส่วน รอ ในคำว่า "รอรา" นั้น - หมายถึงว่า หยุด ค่ะ

990
01:05:58.071 --> 01:06:01.158
และคำว่า "รอท่า" ก็หมายถึง การรอคอยค่ะ

991
01:06:02.073 --> 01:06:05.158
เพราะฉะนั้นทั้ง 3 รอ นี้

992
01:06:06.074 --> 01:06:09.157
เขียนเหมือนกันแต่ความหมายนั้นต่างกันนะคะ

993
01:06:10.075 --> 01:06:13.157
ก็ถือว่าเป็นการเล่นคำพ้อง - ที่เป็นคำพ้องเสียงนั่นเองค่ะ

994
01:06:14.087 --> 01:06:17.158
และนอกจากนี้นะคะ

995
01:06:18.088 --> 01:06:21.157
นอกจากการเล่นคำพ้องแล้ว - ก็ยังมีการเล่นคำซ้ำอีกค่ะ

996
01:06:22.090 --> 01:06:25.157
การเล่นคำซ้ำนะคะ ก็คือการนำคำคำเดียวมาใช้ซ้ำ ๆ

997
01:06:26.090 --> 01:06:29.158
ในที่ใกล้ ๆ กันเพื่อย้ำความหมายของข้อความ - ให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น

998
01:06:30.090 --> 01:06:33.157
ดังตัวอย่าง ในบทคร่ำครวญของพระนางมัทรีค่ะ

999
01:06:34.092 --> 01:06:37.157
เมื่อตามหาสองกุมารไม่พบ

1000
01:06:38.093 --> 01:06:41.157
แต่แม่เที่ยวเซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศ - ทั่วประเทศทุกราวป่า

1001
01:06:42.096 --> 01:06:45.158
สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล

1002
01:06:46.096 --> 01:06:49.157
สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง

1003
01:06:50.099 --> 01:06:53.157
สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้อง

1004
01:06:54.099 --> 01:06:57.158
สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน

1005
01:06:58.099 --> 01:07:01.157
ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด

1006
01:07:02.100 --> 01:07:05.157
ตรงนี้มาจากเรื่องมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

1007
01:07:06.101 --> 01:07:09.157
ในสำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหนค่ะ

1008
01:07:10.102 --> 01:07:13.158
เห็นไหมคะว่ากวีมีการเล่นคำว่า "สุด" ซ้ำ ๆ กัน

1009
01:07:14.104 --> 01:07:17.157
เพื่อสื่อว่าพระนางมัทรีนี่ - ได้พยายามตามหาสองกุมาร

1010
01:07:18.106 --> 01:07:21.158
อย่างเต็มความสามารถแล้วก็ยังไม่พบ

1011
01:07:22.112 --> 01:07:25.157
เพราะทั้ง 2 นี่ลับสายตามไป - ซึ่งก็คือคำว่า "สุดนัยนา"

1012
01:07:26.112 --> 01:07:29.159
ไม่ได้ยินเสียงแล้ว ก็คือสุดโสต

1013
01:07:30.112 --> 01:07:33.158
พระนางมัทรีได้พร่ำเรียก - พระโอรสพระธิดาจนสิ้นเสียง ก็คือสุดสุรเสียง

1014
01:07:34.115 --> 01:07:37.158
และก็ได้ตามหาจนหมดกำลังเดินไม่ไหว - ก็คือสุดฝีเท้านั่นเอง

1015
01:07:38.127 --> 01:07:41.157
บทรำพันนี้นะคะ จบลงด้วยการซ้ำคำ

1016
01:07:42.127 --> 01:07:45.157
สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิดเห็นไหมคะ

1017
01:07:46.129 --> 01:07:49.157
ว่าก็เป็นการบอกกล่าวว่าความทอดอาลัย

1018
01:07:50.130 --> 01:07:53.159
และความสิ้นหวังอย่างยิ่งยวด - ของแม่ผู้พรากจากลูก

1019
01:07:54.144 --> 01:07:57.157
ทำทุกอย่างสุดผีมือแล้วก็ยังไม่เจอลูกเลยค่ะ

1020
01:07:58.146 --> 01:08:01.157
นอกจากนี้ค่ะ เล่นคำพ้องแล้วนะคะ

1021
01:08:02.147 --> 01:08:05.158
เราก็ยังมีการเล่นคำเชิงถามค่ะ

1022
01:08:06.147 --> 01:08:09.159
ซึ่งการเล่นคำเชิงถามนะคะ - ก็คือการเรียงถ้อยคำนะคะ

1023
01:08:10.148 --> 01:08:14.148
ให้เป็นประโยคเชิงถามค่ะ - แต่เจตนาที่แท้จริงแล้วไม่ได้ถามค่ะ

1024
01:08:14.149 --> 01:08:18.149
เพราะไม่ได้ต้องการคำตอบนะคะ

1025
01:08:18.149 --> 01:08:22.149
แต่ต้องการเน้นให้ข้อความมีน้ำหนัก - ดึงดูดความสนใจ และให้ผู้ฟังคิดตามค่ะ

1026
01:08:22.150 --> 01:08:26.150
บางท่านเรียกกลวิธีการประพันธ์นี้ว่า

1027
01:08:26.151 --> 01:08:30.151
"การใช้ประโยคคำถามเชิงวาทศิลป์" นะคะ

1028
01:08:30.152 --> 01:08:34.152
เพราะเป็นวิธีการที่นิยมใช้กัน - ในการพูดต่อประชุมชนค่ะ

1029
01:08:34.154 --> 01:08:38.154
เมื่อผู้พูดต้องการสร้างอารมณ์แก่ผู้ฟัง - เพื่อให้เกิดผลตามเจตนารมณ์

1030
01:08:38.155 --> 01:08:42.155
เปลก็ไกวดาบก็แกว่งแข็งหรือไม่ - ไม่อวดหยิ่งหญิงไทยมิใช่ชั่ว

1031
01:08:42.156 --> 01:08:46.156
ไหนไถถากกรากกรำไหนทำครัว - ใช่รู้จักแต่จะยั่วผัวเมื่อไรนะคะ

1032
01:08:46.156 --> 01:08:50.156
นารีเรืองนาม พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ - กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ค่ะ

1033
01:08:50.167 --> 01:08:54.159
การใช้คำเชิงถามว่าแข็งหรือไม่นะคะ

1034
01:08:54.171 --> 01:08:58.158
ใช่เมื่อไรเป็นการเล่นคำที่เป็นคำถาม - เพื่อยั่วให้ผู้อ่านสะดุดคิด

1035
01:08:58.178 --> 01:09:02.158
ว่าที่จริงนั้นผู้หญิงไทยนั้นแข็งแกร่งนะคะ

1036
01:09:02.180 --> 01:09:06.158
และก็มีความสามารถมากกว่านั้นนะคะ

1037
01:09:06.181 --> 01:09:10.158
การใช้เสน่ห์ผูกมัดใจสามี - อย่างที่มักจะเข้าใจกันนี่

1038
01:09:10.181 --> 01:09:14.158
จึงเป็นการเข้าใจผิดค่ะ

1039
01:09:14.183 --> 01:09:18.159
ค่ะ และในนิราศภูเขาทองนะคะ

1040
01:09:18.183 --> 01:09:22.158
สุนทรภู่รำพันถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่ง - เมื่อได้เห็นเจดีย์อยู่ในสภาพปรักหักพังค่ะ

1041
01:09:22.185 --> 01:09:26.159
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก

1042
01:09:26.186 --> 01:09:30.159
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น

1043
01:09:30.186 --> 01:09:34.158
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ

1044
01:09:34.187 --> 01:09:38.158
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น

1045
01:09:38.187 --> 01:09:42.158
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น

1046
01:09:42.188 --> 01:09:46.158
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นนะคะ

1047
01:09:46.189 --> 01:09:50.158
จากนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ค่ะ

1048
01:09:50.191 --> 01:09:54.158
ตรงนี้มีคำว่า "กระนี้หรือ" นะคะ

1049
01:09:54.191 --> 01:09:58.158
ที่เป็นการเล่นคำเชิงถามค่ะ

1050
01:09:58.192 --> 01:10:02.157
การใช้คำเชิงถามว่ากระนี้หรือ - เป็นการกระตุ้นให้ผู้ฟังฉุกคิดว่า

1051
01:10:02.193 --> 01:10:06.158
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมีหรือ - ที่ชื่อเสียงของเราจะไม่สูญสลายไป

1052
01:10:06.194 --> 01:10:10.158
เช่นเดียวกับถาวรวัตถุทั้งหลายค่ะ

1053
01:10:10.195 --> 01:10:14.158
นอกจากการเล่นเสียง เล่นคำ - นั่นคือ วรรณศิลป์แล้วนะคะนักเรียน

1054
01:10:14.197 --> 01:10:18.158
สิ่งที่นักเรียนจะได้พบ ก็คือภาพพจน์ค่ะ

1055
01:10:18.197 --> 01:10:22.159
เป็นสิ่งที่กวีพยายามที่จะสร้างจินตภาพขึ้น - หรือภาพขึ้นในใจให้กับผู้อ่าน

1056
01:10:22.198 --> 01:10:26.157
โดยการเรียบเรียงถ้อยคำด้วยวิธีการต่าง ๆ

1057
01:10:26.199 --> 01:10:30.158
ให้พิเศษกว่าการเรียงลำดับคำ

1058
01:10:30.200 --> 01:10:34.158
หรือการใช้ความหมายของคำตามปกติค่ะ

1059
01:10:34.200 --> 01:10:38.159
ภาพพจน์ที่จะกล่าวถึงในที่นี้นะคะ

1060
01:10:38.201 --> 01:10:42.158
ก็ได้แก่ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง - ว่าเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่งค่ะ

1061
01:10:42.203 --> 01:10:46.157
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อุปมา" ค่ะ

1062
01:10:46.203 --> 01:10:50.157
โดยนำ 2 สิ่งที่ต่างจำพวกกัน

1063
01:10:50.204 --> 01:10:54.157
แต่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน - มาเปรียบเทียบกันนะคะ

1064
01:10:54.205 --> 01:10:58.157
และใช้คำแสดงความเปรียบว่า - เหมือน คล้าย ดัง เป็นต้นค่ะ

1065
01:10:58.205 --> 01:11:02.157
ดังตัวอย่างในโคลงบทนี้

1066
01:11:02.205 --> 01:11:06.157
คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา

1067
01:11:06.206 --> 01:11:10.158
คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง

1068
01:11:10.207 --> 01:11:14.157
คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ

1069
01:11:14.208 --> 01:11:18.157
คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร

1070
01:11:18.208 --> 01:11:22.157
โคลงโลกนิติพระนิพนธ์

1071
01:11:22.209 --> 01:11:26.157
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ - กรมพระยาเดชาดิศรค่ะ

1072
01:11:26.210 --> 01:11:30.157
มาดูกันค่ะ - ว่าภาพพจน์นะคะ ที่เราต้องการให้เห็น

1073
01:11:30.211 --> 01:11:34.158
ก็คือสิ่งที่ต้องการกล่าวถึง

1074
01:11:34.211 --> 01:11:38.157
ก็คือพระคุณของแม่สิ่งแรกเลยนะคะ

1075
01:11:38.213 --> 01:11:42.157
สิ่งที่เขานำมาเปรียบเทียบ - ก็คือแผ่นดินหรือพสุธานั่นเอง

1076
01:11:42.213 --> 01:11:46.157
ลักษณะเด่นที่มีร่วมกันนะคะ คือ ความหนาหนักค่ะ

1077
01:11:46.215 --> 01:11:50.157
และคำที่แสดงคำเปรียบเทียบ

1078
01:11:50.216 --> 01:11:54.157
ก็คือคำว่า "เพี้ยง" นั่นเอง - ที่แปลว่าเหมือนนะคะ

1079
01:11:54.216 --> 01:11:58.157
หรือพระคุณของพ่อค่ะ

1080
01:11:58.217 --> 01:12:02.156
เราเปรียบพระคุณของพ่อเหมือนกับท้องฟ้าค่ะ - หรือกับอากาศนั่นเอง

1081
01:12:02.218 --> 01:12:06.156
ลักษณะเด่นของอากาศหรือท้องฟ้า ก็คือกว้างค่ะ

1082
01:12:06.220 --> 01:12:10.156
คำที่แสดงความเปรียบเทียบ ก็คือคำว่า "ดุจ" ค่ะ

1083
01:12:10.221 --> 01:12:14.156
และยังมีการเปรียบเทียบพระคุณของพี่นะคะ

1084
01:12:14.221 --> 01:12:18.156
ก็เปรียบได้กับภูเขาค่ะ หรือศิขราเมรุมาศค่ะ

1085
01:12:18.222 --> 01:12:22.156
ลักษณะเด่นที่เรามีร่วมกัน ก็คือสูงนั่นเองนะคะ

1086
01:12:22.223 --> 01:12:26.156
คำที่แสดงความเปรียบเทียบ - ก็คือ คำว่า "พ่าง" ค่ะ

1087
01:12:26.224 --> 01:12:30.156
และพระคุณของครูค่ะ

1088
01:12:30.226 --> 01:12:34.156
สิ่งที่เป็นตัวเปรียบเทียบ - ก็คือท้องน้ำหรือสาครนั่นเอง

1089
01:12:34.226 --> 01:12:38.157
เพราะฉะนั้นลักษณะเด่นที่นักเรียนได้เห็นเลย - ก็คือท้องน้ำนั้นกว้างค่ะ

1090
01:12:38.231 --> 01:12:42.156
เพราะฉะนั้นคำที่แสดงความเปรียบเทียบ - ก็คือ คำว่า "สู้" นั่นเองค่ะ

1091
01:12:42.231 --> 01:12:46.156
ตรงนี้ก็เป็นการอุปมา - ให้พวกเราได้เห็นอย่างชัดเจนนะคะ

1092
01:12:46.231 --> 01:12:50.157
แต่มีข้อควรจำประการหนึ่งค่ะ

1093
01:12:50.232 --> 01:12:54.156
ว่าหากสิ่งที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบนั้นนี่ - เป็นสิ่ง ๆ เดียวกันหรือพวกเดียวกัน

1094
01:12:54.233 --> 01:12:58.156
อย่างเช่น เชียงใหม่เหมือนกับกรุงเทพฯ

1095
01:12:58.235 --> 01:13:02.156
อย่างนี้เราไม่เรียกว่าเป็น "อุปมา" นะคะ

1096
01:13:02.236 --> 01:13:06.156
แต่ว่ามันเป็นการเปรียบเทียบแบบธรรมดา

1097
01:13:06.237 --> 01:13:10.156
ดังนั้นจะดูแต่เพียง คำว่า - "เหมือน" "ดัง" "คล้าย" เท่านั้นไม่ได้ค่ะ

1098
01:13:10.238 --> 01:13:14.156
จะต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด - ของบทเปรียบเทียบด้วย

1099
01:13:14.250 --> 01:13:18.156
ดังตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ

1100
01:13:18.251 --> 01:13:22.156
เป็นบทพรรณนาภาพสินสมุทร - ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีค่ะ

1101
01:13:22.253 --> 01:13:26.156
ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนองค์พระทรงเดช

1102
01:13:26.253 --> 01:13:30.156
แต่ดวงเนตรแดงดูดังสุริย์ฉาย

1103
01:13:30.256 --> 01:13:34.155
ทรงกำลังดังพระยาคชาพลาย

1104
01:13:34.257 --> 01:13:38.156
มีเขียวคล้ายชนนีมีศักดา

1105
01:13:38.258 --> 01:13:42.156
จากนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่

1106
01:13:42.271 --> 01:13:46.155
เห็นไหมคะ จะมีคำว่า "เหมือน" - คำว่า "ดัง" นะคะ และก็คำว่า "คล้าย"

1107
01:13:46.272 --> 01:13:50.156
ถ้าเรามองภาพรวมนี่ เราก็จะคิดว่า - บทประพันธ์นี้นี่ เป็นการอุปมาทั้งหมดนะคะ

1108
01:13:50.277 --> 01:13:54.156
ลองดูค่ะ

1109
01:13:54.278 --> 01:13:58.156
ในข้อความในวรรคที่ 1 และวรรคที่ 4 นะคะ

1110
01:13:58.280 --> 01:14:02.155
บอกว่าสินสมุทรนี่

1111
01:14:02.280 --> 01:14:06.155
มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับพระอภัยมณีผู้เป็นบิดา

1112
01:14:06.281 --> 01:14:10.155
และก็มีเขี้ยวเหมือนนางยักษ์ผู้เป็นมารดา

1113
01:14:10.281 --> 01:14:14.155
ซึ่งตรงนี้นี่ถือเป็นการเปรียบเทียบแบบธรรมดา

1114
01:14:14.282 --> 01:14:18.155
เช่นเดียวกับที่เราพูดว่า - ลูกหน้าตาดีเหมือนกับพ่อแม่นะคะ

1115
01:14:18.282 --> 01:14:22.155
ส่วนข้อความในวรรคที่ 2 - เป็นการเปรียบเทียบดวงตาของสินสมุทร

1116
01:14:22.283 --> 01:14:26.156
ว่าเหมือน... แดงเหมือนกับแสงอาทิตย์ค่ะ

1117
01:14:26.285 --> 01:14:30.155
เป็นการเปรียบเทียบอย่างอุปมา - เพื่อให้ผู้อ่านนี่เกิดจินตภาพ

1118
01:14:30.286 --> 01:14:34.155
ว่าเป็นดวงตาที่แดงโชติช่วง - และก็น่ากลัวเพียงใดค่ะ

1119
01:14:34.286 --> 01:14:38.155
ส่วนเช่นเดียวกับข้อความในวรรคที่ 3

1120
01:14:38.287 --> 01:14:42.155
ซึ่งเปรียบพละ... พละกำลังของสินสมุทรนะคะ

1121
01:14:42.308 --> 01:14:46.155
ว่าเทียบเท่ากับกำลังของช้าง - นี่ก็ถือว่าเป็นอุปมาค่ะ

1122
01:14:46.321 --> 01:14:50.155
เพราะฉะนั้นนักเรียนจะต้องพิจารณาให้ดีนะคะ

1123
01:14:50.321 --> 01:14:54.155
ว่าตรงไหนนะคะ - ที่เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เหมือนกัน

1124
01:14:54.323 --> 01:14:58.155
หรือตรงไหนที่เป็นการเปรียบเทียบ - ที่เรียกว่า "อุปมา" ค่ะ

1125
01:14:58.324 --> 01:15:02.155
ลองสังเกตดูดี ๆ ค่ะ

1126
01:15:02.325 --> 01:15:06.155
ภาพพจน์ที่ 2 ค่ะ ที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้ค่ะ

1127
01:15:06.341 --> 01:15:10.155
คือ การเปรียบว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

1128
01:15:10.342 --> 01:15:14.155
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อุปลักษณ์" ค่ะ

1129
01:15:14.344 --> 01:15:18.155
โดยนำสิ่ง 2 สิ่งที่ต่างจำพวกกัน

1130
01:15:18.345 --> 01:15:22.155
แต่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน มาเปรียบเทียบกัน - เช่นเดียวกับอุปมาค่ะ

1131
01:15:22.355 --> 01:15:26.155
แต่ไม่ใช้คำแสดงความเปรียบว่า - เหมือน คล้าย ดังค่ะ อย่างอุปมานะคะ

1132
01:15:26.355 --> 01:15:30.155
ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกค่ะ

1133
01:15:30.357 --> 01:15:34.155
พระนางมัทรีรำพันถึงพระโอรส - และพระธิดาว่าดังนี้ค่ะ

1134
01:15:34.357 --> 01:15:38.155
(เสียงบรรยาย) - โอ้เจ้าดวงสุริยันจันทรทั้งคู่ของแม่เอ่ย

1135
01:15:38.358 --> 01:15:42.155
แม่ไม่รู้เลยว่าเจ้า - จะหนีพระมารดาไปสู่พาราใดไม่รู้ที่...

1136
01:15:42.358 --> 01:15:46.155
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี - สำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหน

1137
01:15:46.359 --> 01:15:50.154
(คุณครูนุชสุคนธ์) - แทนที่เราจะเปรียบเทียบอย่างอุปมา

1138
01:15:50.360 --> 01:15:54.154
ว่าพระโอรสเหมือนดวงอาทิตย์ - และพระธิดาเหมือนกับดวงจันทร์

1139
01:15:54.361 --> 01:15:58.155
ซึ่งให้แสงสว่างแก่ผู้เป็นมารดา แต่ในที่นี้ค่ะ

1140
01:15:58.363 --> 01:16:02.154
เปรียบว่าพระโอรสนั้น คือ ดวงอาทิตย์ - และพระธิดา ก็คือดวงจันทร์

1141
01:16:02.363 --> 01:16:06.155
ซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของพระโอรส พระธิดา

1142
01:16:06.363 --> 01:16:10.155
ที่มีต่อพระนางมัทรีให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้นค่ะ

1143
01:16:10.364 --> 01:16:14.155
วิธีเปรียบเช่นนี้ - เรียกกันว่า "อุปลักษณ์" นั่นเองค่ะ

1144
01:16:14.366 --> 01:16:18.154
นักเรียนพอจะเข้าใจ - อุปมาและอุปลักษณ์แล้วนะคะ

1145
01:16:18.368 --> 01:16:22.154
ภาพพจน์ที่ 3 ที่นักเรียนจะต้องเจอเลยนะคะ

1146
01:16:22.369 --> 01:16:26.155
ก็คือการสมมุติสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิตนะคะ

1147
01:16:26.369 --> 01:16:30.155
เหมือนกับพวก พืช สัตว์นะคะ - หรือความคิดที่เป็นนามธรรมค่ะ

1148
01:16:30.376 --> 01:16:34.154
ให้มีความคิด ความรู้สึกแสดงออกเยี่ยงมนุษย์

1149
01:16:34.377 --> 01:16:38.154
เราเรียกสิ่ง ๆ นี้ว่า "บุคคลวัต" ค่ะ

1150
01:16:38.389 --> 01:16:42.155
ตัวอย่างที่จะพบมากนะคะ - ได้แก่ ตัวละครสัตว์ในนิทานต่าง ๆ ค่ะ

1151
01:16:42.390 --> 01:16:46.154
ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกค่ะ

1152
01:16:46.391 --> 01:16:50.154
มีบทพรรณนาป่าที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี - และพระโอรส พระธิดาพำนักอยู่

1153
01:16:50.404 --> 01:16:54.154
ฝูงนกต่างส่งเสียงร้อง - ถวายพระพรกันเซ็งแซ่นะคะ

1154
01:16:54.405 --> 01:16:58.155
ตัวอย่างค่ะ ฝูงทิชาชาติชวนกันชื่นชม

1155
01:16:58.406 --> 01:17:02.154
ถวายชัยส่งเสียงใสเสนาะป่า - ร้องเป็นภาษามนุษย์อำนวยพร

1156
01:17:02.407 --> 01:17:06.154
ต่าง ๆ ก็ทูลถวายพร - พระเพรียกพร้องร้องระงมไพร

1157
01:17:06.408 --> 01:17:10.154
จากมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์จุลพน

1158
01:17:10.408 --> 01:17:14.155
พระราชนิพนธ์ - พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

1159
01:17:14.409 --> 01:17:18.154
ค่ะ กวีมิเพียงแต่กำหนดให้นกหรือฝูกที่ทิชาชาติ - แสดงกิริยาอาการของมนุษย์

1160
01:17:18.410 --> 01:17:22.155
เช่น ชวนกันทูลถวายพระพรเท่านั้นนะคะ

1161
01:17:22.411 --> 01:17:26.154
แต่ยังให้ร้องเป็นภาษามนุษย์ด้วยค่ะ

1162
01:17:26.412 --> 01:17:30.155
บรรยากาศของการต้อนรับความร่มรื่นสบายใจ

1163
01:17:30.413 --> 01:17:34.154
จึงเป็นฉากสำคัญในตอนนี้ค่ะ

1164
01:17:34.416 --> 01:17:38.154
บ่งบอกว่าพระเวสสันดร - จะประทับอยู่ในป่านี้อย่างมีความสุขค่ะ

1165
01:17:38.416 --> 01:17:42.154
ค่ะ สำหรับประเด็นภาพพจน์ต่อมานะคะ

1166
01:17:42.417 --> 01:17:46.154
ก็คือการเลียนเสียงธรรมชาติค่ะ

1167
01:17:46.418 --> 01:17:50.154
หรือที่เราเรียกกันว่า "สัทพจน์" นั่นเองนะคะ

1168
01:17:50.419 --> 01:17:54.154
ถ้อยคำในภาษาส่วนหนึ่งนี่ - เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติค่ะ

1169
01:17:54.419 --> 01:17:58.154
เราเรียกนกชนิดหนึ่งว่า "กา"

1170
01:17:58.420 --> 01:18:02.154
เพราะอะไรคะ - ก็เพราะเราได้ยินมันร้องว่า กา ๆ ไงคะ

1171
01:18:02.421 --> 01:18:06.153
และเรียกนกกาเหว่าจากเสียงที่ได้ยิน

1172
01:18:06.422 --> 01:18:10.154
เพราะว่ามันร้องว่า กาเหว่า ๆ นะคะ

1173
01:18:10.423 --> 01:18:14.154
ซึ่งในวรรณคดีนี่

1174
01:18:14.423 --> 01:18:18.153
การเลียนเสียงธรรมชาติ - เป็นกลวิธีการประพันธ์อย่างหนึ่งค่ะ

1175
01:18:18.424 --> 01:18:22.154
ที่ถ่ายเสียงต่าง ๆ ที่มิใช่คำพูด

1176
01:18:22.424 --> 01:18:26.153
อย่างเช่น เสียงสัตว์ร้อง เสียงคนร้อง - เสียงดนตรีนะคะ

1177
01:18:26.425 --> 01:18:30.154
ไว้ในบทประพันธ์เพื่อให้ผู้อ่านนี่ - เกิดความรู้สึกว่าได้ยินเสียงนั้น ๆ เอง

1178
01:18:30.436 --> 01:18:34.154
ตามเนื้อความในเรื่องไปด้วย

1179
01:18:34.438 --> 01:18:38.154
ตัวอย่างเช่น ดูงูขู่ฝูดฝู้ พรูพรู

1180
01:18:38.439 --> 01:18:42.155
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง - พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร

1181
01:18:42.445 --> 01:18:46.154
ฝูดฝู้ เป็นคำเลียนเสียงขู่ของงูค่ะ

1182
01:18:46.445 --> 01:18:50.154
ทำนองเดียวกับคำว่า "ฟ่อ ๆ" - ที่เราใช้กันทุกวันนี้ค่ะ

1183
01:18:50.445 --> 01:18:54.154
นกกระเรียนเวียนลงหนอง - ตรอมเที่ยวย่องร้องแกร๋แกร๋

1184
01:18:54.446 --> 01:18:58.153
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง - พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรนะคะ

1185
01:18:58.447 --> 01:19:02.153
แกร๋แกร๋ค่ะ เป็นการเลียนเสียงร้อง - ของนกกระเรียนนั่นเองค่ะ

1186
01:19:02.448 --> 01:19:06.153
ค่ะ อีกหนึ่งตัวอย่างค่ะ

1187
01:19:06.450 --> 01:19:10.153
ขุนมอญร่อนง้าวฟาด ฉาดฉะค่ะ

1188
01:19:10.451 --> 01:19:14.154
โคลงภาพพระราชพงศาวดาร

1189
01:19:14.452 --> 01:19:18.154
พระราชนิพนธ์ - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

1190
01:19:18.457 --> 01:19:22.154
ฉาดฉะ เป็นคำเลียนเสียงอาวุธค่ะ

1191
01:19:22.458 --> 01:19:26.153
ที่กระทบกันขณะที่ใช้ฟาดฟันกันนั่นเองค่ะ

1192
01:19:26.459 --> 01:19:30.154
คำเลียนเสียงธรรมชาติเป็นที่นิยมใช้เพื่อให้ผู้อ่าน - สามารถสร้างจินตภาพขึ้นตามกวีได้ค่ะ

1193
01:19:30.459 --> 01:19:34.153
เพราะจินตภาพมิได้เกิดจากจินตนาการ - ถึงภาพที่ตาเห็นเท่านั้นนะคะ

1194
01:19:34.459 --> 01:19:38.153
แต่อาจเกิดจากเสียงที่หูได้ยินได้ด้วยค่ะ

1195
01:19:38.472 --> 01:19:42.153
และนี่ก็คือภาพพจน์ที่เกิดขึ้นนะคะ - ในการแต่งคำประพันธ์ค่ะ

1196
01:19:42.473 --> 01:19:46.153
ค่ะ มาถึงกิจกรรมท้ายบทเรียนในวันนี้ค่ะ

1197
01:19:46.477 --> 01:19:50.153
นักเรียนคิดว่าเหตุใด - กวีจึงใช้ภาพพจน์ในการประพันธ์วรรณคดี

1198
01:19:50.477 --> 01:19:54.153
และการเลือกใช้ภาพพจน์ที่กวีนำมาใช้นั้น - มีความสำคัญต่อเนื้อหาของวรรณคดีอย่างไร

1199
01:19:54.478 --> 01:19:58.153
จงอธิบายและยกเหตุผลประกอบนะคะ

1200
01:19:58.479 --> 01:20:02.153
และตอบคำถามลงในกระดาษ A4 ค่ะ

1201
01:20:02.479 --> 01:20:06.153
และพบกันใหม่ในคาบต่อไปค่ะ

1202
01:20:06.480 --> 01:20:10.153
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

1203
01:20:10.482 --> 01:20:14.153
(คุณครู) ในวันนี้นะคะ - เราจะเรียนในส่วนของศิลปะการประพันธ์นะ

1204
01:20:14.492 --> 01:20:18.153
มาดูในส่วนของหลัก ๆ เลย - ในเรื่องของการสรรคำนะ

1205
01:20:18.503 --> 01:20:22.153
มาดูว่าการสรรคำนี่มันเป็นอย่างไร

1206
01:20:22.504 --> 01:20:26.153
ลักษณะของความงาม - ของการประพันธ์ประเภทนั้น ๆ นี่

1207
01:20:26.505 --> 01:20:30.153
ในเรื่องของการสำคำ... สรรคำนี่ - เราดูตรงไหนบ้าง

1208
01:20:30.505 --> 01:20:34.153
เราจับจุดไหนนะ เป็นประเด็น - ในการที่ใว้สำหรับในการตอบคำถาม

1209
01:20:34.505 --> 01:20:38.153
หรือว่าเป็นประเด็นของในการถามข้อสอบนะ - ประเด็นคำตอบตรงนี้นะคะ

1210
01:20:38.505 --> 01:20:42.153
การสรรคำ การสรรคำคืออะไร

1211
01:20:42.505 --> 01:20:46.153
การสรรคำ ก็คือในส่วนของการเลือกใช้คำ

1212
01:20:46.506 --> 01:20:50.153
ให้สื่อความคิดนี่ คีย์ของมัน คือ การสื่อนะ

1213
01:20:50.508 --> 01:20:54.153
สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก - และอารมณ์ได้อย่างงดงาม

1214
01:20:54.508 --> 01:20:58.153
สื่อความได้แล้วนะ

1215
01:20:58.510 --> 01:21:02.153
สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก - และอารมณ์

1216
01:21:02.514 --> 01:21:06.153
โอ้โห มันเป็นเรื่องของ Feeling จริง ๆ นะ

1217
01:21:06.514 --> 01:21:10.153
โดยทำไม ต้องคำนึงถึงเรื่องอะไร

1218
01:21:10.514 --> 01:21:14.153
ความเหมาะสมของเนื้อหา - และรูปแบบคำประพันธ์ด้วย

1219
01:21:14.516 --> 01:21:18.153
คือ สื่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้ - แต่ทำไม ถ้ามันไม่เหมาะสมกับเนื้อหานั้น ๆ

1220
01:21:18.518 --> 01:21:22.153
หรือมันไม่ตรงกับลักษณะ - ของรูปแบบคำประพันธ์นั้น ๆ

1221
01:21:22.519 --> 01:21:26.153
ก็ไม่ถือว่าเป็นการสรรคำที่ดี

1222
01:21:26.519 --> 01:21:30.153
หรือการเลือกใช้ให้เกิดศิลปะ - การประพันธ์ที่ดีนะคะ

1223
01:21:30.520 --> 01:21:34.153
เพราะฉะนั้น - เราดูทั้งในส่วนของการสื่อความคิดนะคะ

1224
01:21:34.521 --> 01:21:38.153
ความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก อารมณ์แล้ว - เราต้องดูถึงอะไร

1225
01:21:38.522 --> 01:21:42.152
คำนึงถึงความเหมาะสม เหมาะสมนะคะ

1226
01:21:42.522 --> 01:21:46.153
เหมาะสมในส่วนของ 2 ส่วน

1227
01:21:46.524 --> 01:21:50.153
ก็คือเรื่องของเนื้อหา - และรูปแบบคำประพันธ์กันนะคะ

1228
01:21:50.524 --> 01:21:54.152
เพราะฉะนั้นการสรรคำทำได้อะไร

1229
01:21:54.525 --> 01:21:58.153
ทำได้ 3 ส่วน ก็คือเรื่องการอะไร

1230
01:21:58.526 --> 01:22:02.152
การเลือกใช้คำให้เหมาะแก่เนื้อเรื่อง - และรวมถึงฐานะของบุคคลในเรื่องด้วย

1231
01:22:02.527 --> 01:22:06.153
บอกแล้วถึงความเหมาะสม - เนื้อหารูปแบบคำประพันธ์นะ

1232
01:22:06.529 --> 01:22:10.153
เนื้อหาเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง - และฐานะของบุคคลในเรื่องไหม

1233
01:22:10.529 --> 01:22:14.153
การใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมายนะคะ

1234
01:22:14.530 --> 01:22:18.153
และส่วนที่ 3 ในเรื่องของอะไร

1235
01:22:18.532 --> 01:22:22.153
การใช้เลือกใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสม - กับเนื้อหาของวรรณคดีนะ

1236
01:22:22.532 --> 01:22:26.152
3 ส่วนหลัก ๆ เลย - เหมาะกับเนื้อเรื่องฐานะของบุคคล

1237
01:22:26.534 --> 01:22:30.153
2. ในเรื่องของการใช้คำถูกต้องตามความหมาย

1238
01:22:30.534 --> 01:22:34.153
3. ก็คือเลือกใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะกับเนื้อหา - ของวรรณคดีนั้น ๆ นะคะ

1239
01:22:34.535 --> 01:22:38.152
มันถึงจะเป็นเรื่องของการสรรคำ - ที่เป็นศิลปะนะคะ

1240
01:22:38.537 --> 01:22:42.152
กวีจะต้องเลือกสรรคำให้ตรงตามที่ต้องการ - แก่บริบท เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

1241
01:22:42.537 --> 01:22:46.153
รวมถึงโวหารและรูปแบบของคำประพันธ์ด้วยนะ

1242
01:22:46.538 --> 01:22:50.153
มาดูในเรื่องแรก การเลือกใช้คำให้ถูกต้อง - ตรงตามความหมายนะคะ

1243
01:22:50.539 --> 01:22:54.152
ถูกต้องตรงตามความหมาย

1244
01:22:54.541 --> 01:22:58.152
เพราะอะไร เพราะบางคำนี่มันสามารถใช้บริบท

1245
01:22:58.542 --> 01:23:02.152
ใน... ในบริบทนี้ใช้ได้ - แต่อีกบริบทหนึ่ง มันดูว่ามันแปลก ๆ

1246
01:23:02.544 --> 01:23:06.152
มันดูแล้วมันไม่เข้ากัน - หรือมัน... ความหมายมันจะผิดเพี้ยนไปได้นะคะ

1247
01:23:06.544 --> 01:23:10.153
เพราะฉะนั้นมาดูตัวอย่างของการเลือกใช้คำ - ให้ถูกต้องตามความหมายที่ต้องการ

1248
01:23:10.548 --> 01:23:14.152
สร้อยฟ้าศรีมาลาว่าเจ้าคะ

1249
01:23:14.549 --> 01:23:18.152
ตั้งกะทะก่อไฟอยู่อึงมี่

1250
01:23:18.549 --> 01:23:22.152
ค่อยใส่ไข่น้ำตาลที่หวานดี

1251
01:23:22.549 --> 01:23:26.152
แป้งมีเอามาปรุงกุ้งสับไป

1252
01:23:26.550 --> 01:23:30.152
ศรีมาลาละเลงแผ่นบางบาง

1253
01:23:30.552 --> 01:23:34.153
แซะใส่จานวางออกไปให้ที

1254
01:23:34.553 --> 01:23:38.152
สร้อยฟ้าไม่สันทัดอึดอัดใจ

1255
01:23:38.554 --> 01:23:42.152
ปามแป้งใส่ไล้หน้าหนาสิ้นทีนะคะ

1256
01:23:42.561 --> 01:23:46.153
จากเรื่องของขุนช้างขุนแผนนะ

1257
01:23:46.561 --> 01:23:50.162
เราจะเห็นอะไร เห็น... ตอนนี้เขาน่าจะอะไร

1258
01:23:50.562 --> 01:23:54.152
อยู่ในครัวก่อไฟกันอึงมี่ - กะทะอึงมี่กันเลย ก่อไฟเลย

1259
01:23:54.563 --> 01:23:58.152
กำลังทำ... ทำขนมอะไรบางอย่างนะ

1260
01:23:58.564 --> 01:24:02.152
มันมีแป้ง มีกุ้งสับ มาละเลงอะไรอย่างนี้ - ใส่จานถูกไหม

1261
01:24:02.565 --> 01:24:06.152
เพราะฉะนั้นมันจะมี 1 คำศัพท์ - ที่เราเห็นว่า เอ๊ะ เขาใช้คำนี้

1262
01:24:06.566 --> 01:24:10.152
คำนี้มันแบบ... - มัน... มันใช่ มันเห็นภาพนะ

1263
01:24:10.568 --> 01:24:14.152
อะไร คำว่าอะไร คำว่า "ละเลง" - เราเห็นคำว่า "ละเลง" นะคะ ละเลง

1264
01:24:14.568 --> 01:24:18.152
ละเลง ละเลงเป็นอะไร การทำขั้นตอนทำไม

1265
01:24:18.569 --> 01:24:22.152
สำหรับแผ่นขนมเบื้อง - ถ้าเราเคย... เราเคยกินขนมเบื้องกันนะ

1266
01:24:22.574 --> 01:24:26.152
ก็จะเห็นขนมเบื้องมีใส้หวาน ใส้เค็มนะ

1267
01:24:26.579 --> 01:24:30.153
กุ้งสับนี้น่าจะเป็นอะไร ใส้เค็มนะ ใส้เค็ม

1268
01:24:30.581 --> 01:24:34.153
เห็นใส้หวานนะ ใส้หวาน ใส้เค็มขนมเบื้อง

1269
01:24:34.581 --> 01:24:38.152
และมันก็จะมีขนมเหมือน... - คล้าย ๆ ขนมเบื้องญวนอีกนะอะไรอย่างนี้

1270
01:24:38.581 --> 01:24:42.152
ดูเขาใช้คำว่า "ละเลง" แปลว่า ป้ายหรือทา

1271
01:24:42.581 --> 01:24:46.152
แผ่ออกไปด้วยวิธีเป็นวงกลมนะ เป็นวงกลม

1272
01:24:46.591 --> 01:24:50.152
ถ้าสมมุติเราใช้ทาทำไม - เราก็จะรู้สึกว่าเหมือนอะไร

1273
01:24:50.593 --> 01:24:54.152
เอา ๆ เอาแป้งมาทำไม ปะหน้าธรรมดา

1274
01:24:54.595 --> 01:24:58.152
ปะหน้าธรรมดา เหมือนทา ทาหน้า

1275
01:24:58.595 --> 01:25:02.152
เหมือนเวลาเราแบบว่า - อ๋อ เรากำลังทาครีมทาหน้า

1276
01:25:02.596 --> 01:25:06.152
ไอ้ทาตรงนี้ ถ้าไปใช้ศรีมาลาทาแผ่นบาง ๆ

1277
01:25:06.596 --> 01:25:10.152
เราก็จะเข้าใจ... อาจจะเข้าใจว่า - อ๋อ เอามาทาธรรมดา ทาโปะ ๆ ไปอย่างนี้

1278
01:25:10.598 --> 01:25:14.152
แต่ทำไมกวีเลือกที่จะใช้คำว่า "ละเลง"

1279
01:25:14.601 --> 01:25:18.152
ซึ่งละเลงมันทำไม เป็นการป้ายหรือทาแผ่ออกไป

1280
01:25:18.602 --> 01:25:22.152
เราก็จะเห็นว่าวิธีการคือ...

1281
01:25:22.603 --> 01:25:26.153
ความหมายของมัน - คือ แผ่ออกไป เป็นวิธีเป็นวงกลม

1282
01:25:26.604 --> 01:25:30.152
มันก็จะทำไม เห็นภาพของความอะไร

1283
01:25:30.605 --> 01:25:34.152
การทำขนมที่มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น

1284
01:25:34.607 --> 01:25:38.152
ว่าลักษณะของวิธีการทำขนมเบื้องนี่

1285
01:25:38.607 --> 01:25:42.152
มันเป็นวิธีการทำด้วย... ด้วยวิธีการแบบนี้

1286
01:25:42.608 --> 01:25:46.152
การใช้คำศัพท์นี้ มันเลยเป็นคำศัพท์ - ที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นนะ

1287
01:25:46.618 --> 01:25:50.152
ว่า อ๋อ วิธีการทำขนมเบื้อง - มันเป็นวิธีการที่ทำในรูปแบบนี้

1288
01:25:50.636 --> 01:25:54.152
ทำตรงแบบนี้นะคะ

1289
01:25:54.637 --> 01:25:58.152
เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าอะไร

1290
01:25:58.650 --> 01:26:02.152
ก็ถ้าเป็นคำอื่น มันไม่ตรงไม่ชัดนะ - แต่เห็นคำนี้ใช้ชัดเจน

1291
01:26:02.650 --> 01:26:06.152
2. คือ เรื่องอะไร การเลือกใช้คำ

1292
01:26:06.650 --> 01:26:10.152
เหมาะสมแก่เนื้อเรื่อง - และฐานะของบุคคลในเรื่อง

1293
01:26:10.651 --> 01:26:14.152
เนื้อเรื่องของบุคคลนะคะ ในเรื่องหนึ่ง ๆ นี่

1294
01:26:14.653 --> 01:26:18.152
มันมีตั้งแต่ยาจกจนไปถึงพระมหากษัตริย์

1295
01:26:18.653 --> 01:26:22.152
จนถึงพระอินทร์ พระพรหม - สูงส่งขนาดนั้นเลยนะ

1296
01:26:22.654 --> 01:26:26.152
เพราะฉะนั้นเราเห็นว่าแต่ในเรื่องแต่ละเรื่องน่ะ

1297
01:26:26.655 --> 01:26:30.152
เหมือนเวลาคำ... การใช้คำในภาษาไทย

1298
01:26:30.657 --> 01:26:34.151
เราก็จะทำไม ดูกาลเทศะ ดูระดับ - มัน... ภาษาไทยเราก็มีระดับของภาษา

1299
01:26:34.657 --> 01:26:38.152
ลักษณะของภาษานี่ เราใช้กับคนชั้นไหนถูกไหม

1300
01:26:38.658 --> 01:26:42.152
ระดับของคนประเภทไหน ระดับไหน

1301
01:26:42.659 --> 01:26:46.152
หรือการสื่อความกับเพื่อนตรง ๆ เลย - ก็จะใช้คำง่าย ๆ

1302
01:26:46.661 --> 01:26:50.152
ไม่ต้องประดิษฐ์คำ เอาง่าย ๆ ไม่ต้องประดิษฐ์คำ

1303
01:26:50.661 --> 01:26:54.152
หรือใช้คำราชาศัพท์กับเพื่อนเรา

1304
01:26:54.662 --> 01:26:58.152
แม้แต่ว่าถ้าสมมุติว่าบางคนบอก อ๋อ ไม่ค่ะ

1305
01:26:58.663 --> 01:27:02.152
หนูก็อยากฝึกทักษะการใช้คำราชาศัพท์ - หนูก็ใช้คำราชาศัพท์กับเพื่อน

1306
01:27:02.663 --> 01:27:06.151
ก็จะรู้สึกว่า เอ๊ มันเป็นบทสนทนาทำไม

1307
01:27:06.664 --> 01:27:10.151
ที่ดูเหมือนจักร ๆ วง ๆ อย่างนี้ใช่ไหมนะ

1308
01:27:10.666 --> 01:27:14.152
เพราะฉะนั้นบางคนนะ

1309
01:27:14.666 --> 01:27:18.152
ลักษณะที่ดี การเลือกใช้คำก็ทำไม

1310
01:27:18.671 --> 01:27:22.152
ก็ต้องทำให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

1311
01:27:22.671 --> 01:27:26.152
และฐานะของบุคคลในเรื่องนั้น ๆ นะคะ

1312
01:27:26.672 --> 01:27:30.152
เพราะอะไร การใช้คำที่มันทำไม

1313
01:27:30.673 --> 01:27:34.152
ตรงตามฐานะ เหมาะสมกับฐานะนี่ - จะเห็นทำไม

1314
01:27:34.674 --> 01:27:38.151
เราก็จะเห็นลักษณะของ... - อ๋อ การที่เราเลือกใช้คำนี้

1315
01:27:38.674 --> 01:27:42.152
ถึงแม้เขาไม่ได้พูดตรง ๆ - เราก็จะรู้ว่าฐานะของบุคคลนั้น ๆ ทำไม

1316
01:27:42.675 --> 01:27:46.152
เป็นระดับไหน เป็นรูปแบบไหน - เห็นฐานะของบุคคลนั้นอย่างชัดเจน

1317
01:27:46.690 --> 01:27:50.152
และเข้าใจ และทำให้สามารถเห็น - เข้าใจถึงปฏิสัมพันธ์ของตัวละคร

1318
01:27:50.691 --> 01:27:54.152
ที่ต่างฐานะกันได้ด้วยนะคะ

1319
01:27:54.693 --> 01:27:58.152
เพราะว่าแต่ละเรื่องอย่างที่บอก - มีตั้งแต่ระดับสูงจนระดับล่างสุด ๆ นะ

1320
01:27:58.693 --> 01:28:02.152
ฉะนั้นดู ตัวอย่างการเลือกใช้คำ - ที่เหมาะสมแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

1321
01:28:02.694 --> 01:28:06.151
เนื้อเรื่องนะคะ

1322
01:28:06.694 --> 01:28:10.151
แต่สังหารผลาญชีพชีวัน

1323
01:28:10.695 --> 01:28:14.151
กุม... กุมภัณฑ์ตายยับนับสมุทร

1324
01:28:14.701 --> 01:28:18.151
อย่าอ้างองค์พระทรงครุฑ

1325
01:28:18.704 --> 01:28:22.152
ผู้เป็นมงกุฎธาตรี

1326
01:28:22.705 --> 01:28:26.152
ตัวกูยกมาจะสังหาร

1327
01:28:26.706 --> 01:28:30.151
ตัดเอาเศียรมารยักษี

1328
01:28:30.708 --> 01:28:34.151
ไปถวายเบื้องบาทพระจักรี

1329
01:28:34.708 --> 01:28:38.152
ยังที่สุวรรณพลับพลานะคะ

1330
01:28:38.710 --> 01:28:42.152
จากเรื่องรามเกียรติ์นะ

1331
01:28:42.711 --> 01:28:46.152
เราจะเห็นแล้วล่ะ ว่าอ้างถึงองค์พระทรงครุฑ

1332
01:28:46.711 --> 01:28:50.151
มีคำราชา... มีคำที่แบบบ่งบอกว่า - ฐานะของตัวละครนั้นทำไม สูงนะ

1333
01:28:50.712 --> 01:28:54.151
พระองค์พระทรงครุฑนะ แล้วมีอะไร

1334
01:28:54.713 --> 01:28:58.151
เป็นยักษ์ มียักษ์ เอาเศียรยักษ์นะ

1335
01:28:58.713 --> 01:29:02.151
และก็อะไร พระจักรี พระจักรี

1336
01:29:02.713 --> 01:29:06.152
เพราะฉะนั้นเราดูคำประพันธ์

1337
01:29:06.714 --> 01:29:10.151
ตัวกู แสดงว่าตัวกูผู้พูดนี่ทำไม

1338
01:29:10.715 --> 01:29:14.151
ฐานะต้องต่ำศักดิ์กว่าคนที่ทำไม

1339
01:29:14.716 --> 01:29:18.152
เขาจะไปถวายการรับใช้

1340
01:29:18.718 --> 01:29:22.152
หรือว่ามาด้วยเหตุนี่ ว่าทำเพื่อพระจักรีนี่นะ

1341
01:29:22.718 --> 01:29:26.152
เพราะว่าอย่างไร - บอกว่าอะไร ในที่นี้ทำไม ผู้สูงศักดิ์กว่า

1342
01:29:26.719 --> 01:29:30.151
พระจักรีในที่นี้ ก็คือหมายถึงอะไร - หมายถึงพระนารายณ์นะคะ

1343
01:29:30.720 --> 01:29:34.152
ในเรื่องก็คือ หมายถึงพระนารายณ์

1344
01:29:34.721 --> 01:29:38.151
แต่ถ้าหากเราไม่มีความรู้ - ในด้านของวรรณคดีรามเกียรติ์มาก่อน

1345
01:29:38.722 --> 01:29:42.151
เราก็จะรู้แค่ว่า อ้อ พระจักรีนี่

1346
01:29:42.722 --> 01:29:46.151
พระจักรีนี่แสดงว่าเป็นผู้ที่ทำไม มีความสูงส่ง

1347
01:29:46.724 --> 01:29:50.152
เพราะอะไร - เพราะว่ามี... มีการใช้คำสังเกตจากอะไร

1348
01:29:50.731 --> 01:29:54.152
จากคำว่า "ถวายเบื้องบาท" - ถวายเบื้องบาทนะคะ

1349
01:29:54.732 --> 01:29:58.151
มันเป็นหนึ่งในทำไม คำราชาศัพท์นะ

1350
01:29:58.732 --> 01:30:02.151
บาท พระบาท พระบาท แปลว่าอะไร เท้า นะ

1351
01:30:02.733 --> 01:30:06.151
ถ้าเราจะใช้คำว่า "เท้า" ธรรมดาแบบ... - จะตัดไปเพื่ออะไร

1352
01:30:06.738 --> 01:30:10.151
ถวาย ถวาย... - ไปแทบ... แทบเท้าอะไรอย่างนี้

1353
01:30:10.738 --> 01:30:14.151
มันก็จะรู้สึกว่าถ้าธรรมดาใช่หรือเปล่า - ใช้คำว่า "แทบเท้า"

1354
01:30:14.740 --> 01:30:18.151
ธรรมดาก็เหมือน - อาจจะเป็นคนปุถุชนธรรมดาทั่วไป

1355
01:30:18.740 --> 01:30:22.151
อาจจะเป็นแบบแค่คนระดับกลาง ๆ อะไรอย่างนี้

1356
01:30:22.740 --> 01:30:26.151
แต่พอบอกว่า "ถวายเบื้องบาท" - ซึ้งเบื้องบาทในที่นี้ บาทเป็นคำราชาศัพท์

1357
01:30:26.741 --> 01:30:30.151
คำที่มันมีคำพิเศษมากขึ้น

1358
01:30:30.741 --> 01:30:34.151
บ่งบอกถึงฐานะที่สูงของคน... - คนที่เราพูดกล่าวถึงมากขึ้น

1359
01:30:34.742 --> 01:30:38.151
เพราะฉะนั้นมันเลยรู้สึกว่าคำคำนี้

1360
01:30:38.757 --> 01:30:42.152
"ถวายเบื้องบาท" นี่เป็นการเลือกใช้คำทำไม

1361
01:30:42.757 --> 01:30:46.151
ที่เหมาะสมกับฐานะของบุคคล

1362
01:30:46.758 --> 01:30:50.151
ซึ่งจะทำให้ผู้... - ผู้ที่แบบไม่ได้มีความรู้วรรณคดีนั้นมาก่อนนี่

1363
01:30:50.759 --> 01:30:54.151
ก็จะสามารถเข้าใจฐานะ หรือเข้าใจเนื้อเรื่อง - คนบริบทของเรื่อง ๆ นั้นได้

1364
01:30:54.775 --> 01:30:58.152
ว่ากำลังกล่าวถึงคน... บุคคลในระดับใด

1365
01:30:58.776 --> 01:31:02.151
และเรื่องเป็นแบบระดับใดด้วยน่ะนะคะ - นั่นเองนะคะ

1366
01:31:02.776 --> 01:31:06.151
ในส่วนของข้อที่ 3

1367
01:31:06.777 --> 01:31:10.151
ข้อที่ 3 เขาพูดถึงอะไร

1368
01:31:10.778 --> 01:31:14.151
การใช้ฉันทลักษณ์ - และให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวรรณคดีนะคะ

1369
01:31:14.778 --> 01:31:18.152
วรรณคดีของไทยมันมีหลายเรื่อง

1370
01:31:18.780 --> 01:31:22.151
และก็มีวัตถุประสงค์ - ในการแต่งในหลากหลายรูปแบบ

1371
01:31:22.780 --> 01:31:26.151
เพราะฉะนั้นวรรณคดีนี่ - มันก็จะมีเนื้อหาหลากหลาย

1372
01:31:26.781 --> 01:31:30.151
เช่น เขาบอกอะไร

1373
01:31:30.782 --> 01:31:34.151
วรรณณคดียอพระเกียรติ พระมหากษัตริย์

1374
01:31:34.783 --> 01:31:38.151
วรรณคดีเกี่ยวกับประเภท วรรณคดีนิทาน - วรรณคดีศาสนา

1375
01:31:38.793 --> 01:31:42.151
วรรณคดีที่เป็นประเภทนิราศนั่นเองนะคะ

1376
01:31:42.794 --> 01:31:46.151
วรรณคดีต่างนี่จะมีลักษณะ... - ลักษณะการใช้คำประพันธ์

1377
01:31:46.794 --> 01:31:50.151
หรือฉันทลักษณ์ที่แตกต่างกันไปนะคะ - ที่แตกต่างกันไป

1378
01:31:50.795 --> 01:31:54.151
อย่างเช่น มาดูวรรณคดียอพระเกียรติ

1379
01:31:54.795 --> 01:31:58.151
เขาบอกอะไร - วรรณคดียอพระเกียรติมักแต่งด้วย...

1380
01:31:58.796 --> 01:32:02.151
แต่งด้วยโคลง อุ๊ย ขอโทษค่ะ

1381
01:32:02.797 --> 01:32:06.151
วรรณคดียอพระเกียรติแต่งด้วยโคลง

1382
01:32:06.799 --> 01:32:10.151
โคลง เช่น โคลงยอพระเกียรติ - สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

1383
01:32:10.800 --> 01:32:14.151
โคลงยอพระเกียรติ - สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนะคะ

1384
01:32:14.806 --> 01:32:18.151
ไพรินทรนาศเพี้ยง พลมาร

1385
01:32:18.806 --> 01:32:22.151
พระดั่งองค์อวดาร แต่กี้

1386
01:32:22.807 --> 01:32:26.151
แสนเศิกห่อนหาญราญ รอนราพณ์ แลฤา

1387
01:32:26.807 --> 01:32:30.151
ดาลตระดกเดชลี้ ประลาตหล้าแหล่งสถานนะคะ

1388
01:32:30.808 --> 01:32:34.151
จากลิลิตตะเลงพ่ายนะ เราก็จะเห็นอะไร

1389
01:32:34.809 --> 01:32:38.151
ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับอะไร

1390
01:32:38.809 --> 01:32:42.151
เรื่องของการยอพระเกียรติ

1391
01:32:42.810 --> 01:32:46.151
ตะเลงพ่าย ถ้าเราไปดูเราก็จะรู้ว่า - อ๋อ มันเป็นช่วงของการอะไร

1392
01:32:46.810 --> 01:32:50.151
รบนะ สมัยที่อะไร พระนเรศวรรบกับ...

1393
01:32:50.811 --> 01:32:54.151
ปกป้องประเทศนะ รบกับอะไร พม่านะ

1394
01:32:54.811 --> 01:32:58.151
เป็นการยอพระเกียรตินะคะ - สมเด็จพระนเรศวรนะ

1395
01:32:58.811 --> 01:33:02.151
กวีก็เลยเลือกใช้โคลง - ในการบรรยายลักษณะของเนื้อหานะคะ

1396
01:33:02.817 --> 01:33:06.151
เป็นวรรณคดียอพระเกียรติ - สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

1397
01:33:06.833 --> 01:33:10.151
เพราะฉะนั้นการใช้โคลงอย่างที่บอกไป

1398
01:33:10.833 --> 01:33:14.151
พวกกาพย์ กลอน  มันก็จะเป็นการบังคับสัมผัส

1399
01:33:14.835 --> 01:33:18.151
ที่... มันก็มีการใช้การสัมผัสบังคับล่ะ

1400
01:33:18.836 --> 01:33:22.151
แต่ว่าคำประพันธ์ประเภท - อย่างเช่น พวกโคลง พวกฉันท์นี่

1401
01:33:22.838 --> 01:33:26.151
มันจะมีลักษณะพิเศษมากขึ้น

1402
01:33:26.840 --> 01:33:30.151
มีการบังคับที่พิเศษมากขึ้น

1403
01:33:30.841 --> 01:33:34.151
อย่างโคลงนี่มีการบังคับที่อะไร - เรื่องของวรรณยุกต์ถูกไหม รูปเอก รูปโท

1404
01:33:34.841 --> 01:33:38.151
เพราะฉะนั้นเมื่อการบังคับรูปเอก รูปโทแล้ว

1405
01:33:38.842 --> 01:33:42.151
เราก็จะเห็นอะไร - ความสามารถของการเลือกใช้คำ

1406
01:33:42.842 --> 01:33:46.151
ให้ตรงกับการบังคับโคลงแล้วนี่

1407
01:33:46.844 --> 01:33:50.151
ในเรื่องของคำเอก คำโทแล้วนี่

1408
01:33:50.858 --> 01:33:54.151
ศัพท์ที่นำมาใช้นี่ ก็จะเป็นศัพท์ที่ทำไม สูง

1409
01:33:54.859 --> 01:33:58.151
เพื่อให้เหมาะสมกับอะไร

1410
01:33:58.861 --> 01:34:02.151
เนื้อความของการยอพระเกียรตินะคะ - ยอพระเกียรติ

1411
01:34:02.861 --> 01:34:06.150
มันก็จะเห็นความสามารถของกวีล่ะ

1412
01:34:06.862 --> 01:34:10.150
ทั้งในเรื่องของการเลือกใช้คำ - เลือกใช้คำศัพท์นะคะ

1413
01:34:10.870 --> 01:34:14.151
และก็การ... ลักษณะของความยากตรงนี้ล่ะ

1414
01:34:14.871 --> 01:34:18.151
มันให้เรารู้สึกว่า - อ๋อ มันเป็นการเลือกศัพท์ที่มันตรงกับทำไม

1415
01:34:18.874 --> 01:34:22.151
กับการใช้ในเนื้อหา เนื้อความในการยอ - ยอกษัตริย์นะคะ

1416
01:34:22.875 --> 01:34:26.151
และก็ในส่วนของนี่ก็มีเรื่องของอะไร - การใช้การเปรียบนะคะ

1417
01:34:26.876 --> 01:34:30.151
การออกศึกของพระนเรศวรที่ทำไม

1418
01:34:30.876 --> 01:34:34.150
เหมือนพระนารายณ์อวตาร - มาปราบหมู่มารนะคะ

1419
01:34:34.877 --> 01:34:38.151
การศึกครั้งนี้ก็ทำไม - จะเลื่องลือไปทั่วทุกแห่งหนนะ

1420
01:34:38.878 --> 01:34:42.151
อันนี้เราก็จะเห็นลักษณะของโคลงที่นำมาใช้

1421
01:34:42.878 --> 01:34:46.150
คำประพันธ์เหมาะกับการนำไปใช้เพื่ออะไรนะคะ

1422
01:34:46.879 --> 01:34:50.151
ส่วนต่อมาในเรื่องของวรรณคดีศาสนา

1423
01:34:50.879 --> 01:34:54.151
วรรณคดีศาสนา ถ้าเราจำลักษณะของร่ายได้

1424
01:34:54.881 --> 01:34:58.151
ร่ายมันไม่มีการบังคับถูกไหม

1425
01:34:58.881 --> 01:35:02.151
ร่ายยาว ร่ายยาวนั้นทำไม ไม่มีบังคับฉันทะ

1426
01:35:02.881 --> 01:35:06.151
ไม่มีบังคับจำนวนคำในวรรค

1427
01:35:06.882 --> 01:35:10.151
และก็สามารถแต่งตาม... แต่งไปได้เรื่อย ๆ

1428
01:35:10.883 --> 01:35:14.151
ไม่ได้บังคับการจบถูกไหม

1429
01:35:14.885 --> 01:35:18.151
อยากจะแต่งยาวมากน้อยแค่ไหน แต่งได้

1430
01:35:18.885 --> 01:35:22.151
เพราะฉะนั้นวรรณคดีศาสนานี่ - จึงมักจะแต่งด้วยร่ายยาวหรือฉันท์ หรือคำหลวง

1431
01:35:22.886 --> 01:35:26.151
เช่น ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก - มหาชาติคำหลวง นันโทปนันทสูตรคำหลวงนะคะ

1432
01:35:26.887 --> 01:35:30.150
อย่างตัวอย่าง ส่วนเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ - ได้ทรงพระเสาวนีย์... ได้ฟังพระเสาวนีย์

1433
01:35:30.887 --> 01:35:34.150
พระมัทรีเธอไหว้วอนขอหนทาง

1434
01:35:34.888 --> 01:35:38.151
พระพักตร์นางนองด้วยน้ำพระเนตร

1435
01:35:38.888 --> 01:35:42.150
เทพพระเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ

1436
01:35:42.890 --> 01:35:46.151
ก็พากันอุฏฐาการคลาไคล - ให้มรคาแก่นางพระยามัทรีนะคะ

1437
01:35:46.891 --> 01:35:50.151
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

1438
01:35:50.892 --> 01:35:54.151
เราจะเห็นแล้วลักษณะที่เราเรียนก่อนหน้านี้นะ

1439
01:35:54.893 --> 01:35:58.150
เรื่องของลักษณะของคำประพันธ์ - ประเภทร่ายนะ

1440
01:35:58.894 --> 01:36:02.150
ร่ายไม่ได้จำกัดหรือไม่ได้บังคับ - เรื่องของจำนวนคำในแต่ละวรรคนะ

1441
01:36:02.895 --> 01:36:06.150
แต่มีสัมผัส สัมผัสคำสุดท้าย - ไปคำใดคำหนึ่งของวรรคถัดไปได้นะ

1442
01:36:06.897 --> 01:36:10.150
เพราะฉะนั้นด้วยความที่วรรณคดีศาสนานี่ - มันมีลักษณะของการอะไร

1443
01:36:10.897 --> 01:36:14.151
คล้ายบทสวดนะคะ

1444
01:36:14.898 --> 01:36:18.150
มีคำบาลีทำไม แทรกอยู่มาก

1445
01:36:18.899 --> 01:36:22.150
จึงทำไม นิยมแต่งร่ายเพื่อให้เนื้อหาทำไม - ครบถ้วนกระบวนความนะ

1446
01:36:22.899 --> 01:36:26.150
อย่างที่บอกไปลักษณะของร่าย - คือ ไม่จำกัดจำนวนคำในแต่ละวรรค

1447
01:36:26.901 --> 01:36:30.151
กวีทำไม ก็เลยสามารถเรียบเรียงถ้อยคำ - ได้อย่างง่ายนะคะ

1448
01:36:30.901 --> 01:36:34.151
ในส่วนของวรรณคดีนิทาน

1449
01:36:34.902 --> 01:36:38.150
วรรณคดีนิทาน มักแต่งด้วยกลอนและกาพย์

1450
01:36:38.902 --> 01:36:42.150
กลอนและกาพย์ กาพย์เราเรียนไปแล้ว

1451
01:36:42.906 --> 01:36:46.151
กาพย์สุรางคนางค์ 28 กาพย์ฉบัง 16 - กาพย์ยานี 11 อย่างนี้นะคะ

1452
01:36:46.907 --> 01:36:50.150
พระอภัยมณีและบทละครนอกต่าง ๆ ทำไม

1453
01:36:50.908 --> 01:36:54.150
นิทาน - เพราะนิทานเน้นในความเรียบง่าย เข้าใจ

1454
01:36:54.908 --> 01:36:58.150
แต่ทำไม สร้างอารมณ์สะเทือนใจได้นะคะ

1455
01:36:58.909 --> 01:37:02.151
เพราะกลอน กาพย์นะ

1456
01:37:02.909 --> 01:37:06.151
มันไม่... ด้วยความที่มันไม่ได้บังคับเยอะมาก - เหมือนอันอื่นอยู่แล้ว

1457
01:37:06.921 --> 01:37:10.150
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้หวือหวา

1458
01:37:10.921 --> 01:37:14.151
เพราะฉะนั้นมันทำไม - มันก็เลยเหมาะกับการใช้วรรณคดีนิทาน

1459
01:37:14.922 --> 01:37:18.150
ที่อะไร เน้นความเรียบง่าย เข้าใจง่าย - และสร้างสะเทือนอารมณ์ได้นะคะ

1460
01:37:18.923 --> 01:37:22.150
พระไชย ดูนะคะ ในกาพย์พระไชยสุริยา

1461
01:37:22.924 --> 01:37:26.150
พระไชยสุริยาภูมี - พาพระมเหสีมาที่ในลำสำเภา

1462
01:37:26.926 --> 01:37:30.150
ข้าวปลาหาไป... ไปไม่เบา - นารีที่เยาว์เอาไปในเภตรา

1463
01:37:30.926 --> 01:37:34.150
เห็นตัวอย่างของอะไร กาพย์ฉบัง 16 ทำไม

1464
01:37:34.927 --> 01:37:38.151
กาพย์ฉบัง 16 ใช้จำนวนคำต่อบทน้อยมาก

1465
01:37:38.928 --> 01:37:42.151
ก็คืออะไร หน้ามีทั้งหมด 3... 3 วรรค - 6 4 6 เห็นไหม

1466
01:37:42.929 --> 01:37:46.150
แต่กวีทำไม เลือกใช้ให้ผู้อ่านเห็นภาพเข้าใจง่าย - ชัดเจนและรวดเร็ว

1467
01:37:46.930 --> 01:37:50.151
ไม่เน้นรายละเอียด - ดูเขาบอกว่าเขาไม่ได้เน้นรายละเอียดนะ

1468
01:37:50.940 --> 01:37:54.150
รายละเอียดเท่ากับกลอนบทละครที่เป็นเรื่องยาว

1469
01:37:54.940 --> 01:37:58.150
เพราะว่าอะไรกลอนบทละครเราทำไม

1470
01:37:58.940 --> 01:38:02.151
เอาไว้สำหรับในการที่แต่งเพื่อ... - เพื่อใช้แสดงละครด้วยก็ได้

1471
01:38:02.946 --> 01:38:06.150
หรือว่าใช้ในการที่ปรับบทบรรยาย - ที่ให้เขียนรายละเอียดเยอะนะคะ

1472
01:38:06.947 --> 01:38:10.151
เพราะฉะนั้นหรือในการที่มันทำไม

1473
01:38:10.948 --> 01:38:14.151
แตกต่างจากบทวรรณคดีพวกยอพระเกียรติที่ทำไมใช้ศัพท์สูง

1474
01:38:14.950 --> 01:38:18.150
และเน้นรายละเอียด - เน้นวีรกรรมของพระมหากษัตริย์นะ

1475
01:38:18.950 --> 01:38:22.150
มันก็จะมีลักษณะของการใช้คำประพันธ์ - ที่รูปแบบแตกต่างกัน

1476
01:38:22.952 --> 01:38:26.151
เน้นเข้าใจง่าย เรียบง่าย

1477
01:38:26.952 --> 01:38:30.150
ในวรรณคดีนิทาน - ก็จะใช้พวกกลอนหรือกาพย์นะคะ

1478
01:38:30.960 --> 01:38:34.150
ส่วนต่อมาในเรื่องของกลอนบทละคร

1479
01:38:34.961 --> 01:38:38.150
กลอนบทละครมักจะแต่งด้วยอะไร

1480
01:38:38.963 --> 01:38:42.150
อ๋อ การแต่ง แต่งด้วยมักจะแต่งด้วยกลอนสุภาพ

1481
01:38:42.963 --> 01:38:46.150
ต้องใช้จำนวนคำมาก - เพื่อสื่อเนื้อเรื่องให้ผู้เข้า ผู้อ่านเข้าใจ

1482
01:38:46.964 --> 01:38:50.150
เช่น เรื่องอะไรรามเกียรติ์หรืออิเหนา

1483
01:38:50.965 --> 01:38:54.150
เพราะฉะนั้นวรรณคดีนิทาน - ไม่ได้เน้นคำจำนวนเยอะมาก

1484
01:38:54.966 --> 01:38:58.150
ทำไม - เน้นให้รู้ว่าเข้าใจง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย

1485
01:38:58.967 --> 01:39:02.150
ตัวละครทำอะไร ไปมาอย่างไร

1486
01:39:02.967 --> 01:39:06.150
แต่กลอนบทละครทำไม เน้นรายละเอียด

1487
01:39:06.969 --> 01:39:10.150
มีรายละเอียด - รายละเอียดแล้วก็เป็นเรื่องยาว

1488
01:39:10.970 --> 01:39:14.151
ทำไม - ก็เลยเป็นกลอนสุภาพนะคะ

1489
01:39:14.970 --> 01:39:18.150
ใช้กลอนสุภาพเพื่อสื่อ - จำ... เพราะว่าจำนวนคำมันมากอยู่แล้ว

1490
01:39:18.972 --> 01:39:22.150
ก็เลยจะได้สื่อเนื้อเรื่องได้ครบถ้วน - ผู้อ่านเข้าใจได้นะคะ

1491
01:39:22.973 --> 01:39:26.150
มาจะกล่าวบทไป - เราจะเห็นวรรณคดีบทละครทำไม

1492
01:39:26.973 --> 01:39:30.150
บัดนั้น เมื่อนั้น มาจะกล่าวบทไปนะ

1493
01:39:30.986 --> 01:39:34.150
อันนี้บอกอะไรในเรื่องของอิเหนา

1494
01:39:34.987 --> 01:39:38.151
มาจะกล่าวบทไป ถึงระตูจรกาเป็นใหญ่

1495
01:39:38.987 --> 01:39:42.151
ท้าวมีพระเชษฐาร่วมฤทัย - ผ่านเวียงชัยล่าสำสืบพงศ์พันธุ์

1496
01:39:42.987 --> 01:39:46.150
มีธิดานารีวิไลลักษณ์ - ผิวพักตร์ผ่องเพียงดวงบุหลัน

1497
01:39:46.988 --> 01:39:50.150
ชื่อระเด่นกุสุมาลาวัณย์ - ตุนาหงันกับสังคามาระตา

1498
01:39:50.989 --> 01:39:54.150
เห็นตัวละครมีกุสุมากับสังคามาระตานะ

1499
01:39:54.991 --> 01:39:58.150
แล้วก็มีตัวละครอะไร จรกานะ

1500
01:39:58.992 --> 01:40:02.150
มาจะกล่าวบทไป ก็คือมันตัดตอนขึ้นตอนใหม่นะ

1501
01:40:02.993 --> 01:40:06.150
เหมือนตอนตัดตอนขึ้นตอนใหม่นะ

1502
01:40:06.994 --> 01:40:10.150
ก็จะใช้มา มาจะกล่าวบทไปนะคะ

1503
01:40:10.994 --> 01:40:14.150
กลอนบทละครจะต่างกับกลอนนิทานทำไม - ตรงไหน

1504
01:40:14.995 --> 01:40:18.150
ที่บอกไปแล้ว กลอนบทละครต่างกับคำกลอนนิทาน

1505
01:40:18.996 --> 01:40:22.150
เพราะอะไรเป็นเรื่องยาวและใช้แสดงละครจริง

1506
01:40:22.997 --> 01:40:26.150
อย่างที่บอกไป - มีรายละเอียดใช้ในการแสดงละครด้วยนะ

1507
01:40:26.998 --> 01:40:30.150
รายละเอียดมันเยอะ - ก็เลยใช้เป็นเรื่องของกลอนสุภาพมากขึ้น

1508
01:40:30.999 --> 01:40:34.151
กลอนสุภาพมากกว่านะคะ

1509
01:40:35.001 --> 01:40:38.150
นิยมใช้เป็นแบบนั้นนะคะ

1510
01:40:39.001 --> 01:40:42.150
เช่น ละครในสมัยก่อน ทำไม - เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท

1511
01:40:43.005 --> 01:40:46.150
ละครในนะ แบบหลัก ๆ เลย - รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุทนี่

1512
01:40:47.005 --> 01:40:50.150
จะใช้สำหรับการบรรยายรายละเอียดตัวละครมาก

1513
01:40:51.006 --> 01:40:54.151
พอจำนวนคำมันมาก

1514
01:40:55.006 --> 01:40:58.150
การแต่งกลอนสุภาพมันจึงเหมาะ เหมาะกว่า - เหมาะสมกว่า

1515
01:40:59.007 --> 01:41:02.150
ฉันทลักษณ์ที่มีจำนวนคำต่อวรรคมากนะคะ

1516
01:41:03.009 --> 01:41:06.150
และ... และกวีนี่สามารถทำไม

1517
01:41:07.009 --> 01:41:10.150
บรรยายรายละเอียดของตัวละครได้มาก - ได้มากเช่นเดียวกันด้วยนะคะ

1518
01:41:11.009 --> 01:41:14.151
สุดท้าย ต่อมานี่เรื่องของอะไร - วรรณคดีแบบแผน

1519
01:41:15.010 --> 01:41:18.150
วรรณคดีแบบแผนค่อนข้างที่จะทำไม

1520
01:41:19.012 --> 01:41:22.150
ไม่... ไม่ค่อยคุ้นชินนะ วรรณคดีแบบแผนนะคะ

1521
01:41:23.022 --> 01:41:26.150
เขาจะบอกว่าอะไร

1522
01:41:27.022 --> 01:41:30.150
วรรณคดีแบบแผน - เป็นวรรณคดีที่มีจุดประสงค์เฉพาะแตกต่างนะคะ

1523
01:41:31.023 --> 01:41:34.150
แตกต่างตามอะไร ตาม... ตามการใช้น่ะ

1524
01:41:35.023 --> 01:41:38.150
บางอย่างก็คือเพื่อแสดงความสามารถของกวี

1525
01:41:39.025 --> 01:41:42.150
เพื่อเป็นคำสอน - หรือดัดแปลงมาจากวรรณคดีสันสกฤต

1526
01:41:43.025 --> 01:41:46.150
ได้แก่ พวกคำฉันท์ต่าง ๆ

1527
01:41:47.026 --> 01:41:50.150
เช่น มัทนะพาตรา... พาธา - สมุทรโฆษคำฉันท์ สามัคคีเภทคำฉันท์นะคะ

1528
01:41:51.036 --> 01:41:54.150
จากตัวอย่างนะ สมุทรโฆษคำฉันท์

1529
01:41:55.037 --> 01:41:58.150
พระราชเอารสประเสริฐ ธด้วยรูปพิทยา

1530
01:41:59.039 --> 01:42:02.150
ศึกษาธนูคุณคุณา ธิกศักดิสมบูรณ์นะ

1531
01:42:03.039 --> 01:42:06.150
ตัวอย่างจะเห็นว่ามีการทำไม ใช้คำ

1532
01:42:07.042 --> 01:42:10.150
เราจะเห็นคำสันสกฤตเยอะนะ

1533
01:42:11.044 --> 01:42:14.150
คำสันสกฤต พวกคำฉันท์นี่มักจะใช้นะ - ร่ายก็ใช้คำบาลี สันสกฤตเยอะ

1534
01:42:15.044 --> 01:42:18.151
ใช้คำสันสกฤตเยอะ

1535
01:42:19.045 --> 01:42:22.150
และคำส่วนมากออกเสียงอะกึ่งเสียงได้

1536
01:42:23.047 --> 01:42:26.150
สามารถเข้าคำครุ ลหุตามบังคับฉันท์ได้

1537
01:42:27.047 --> 01:42:30.150
มันก็เลยเป็นลักษณะแล้วก็ยังเป็นการสร้าง - แสดงความสามารถของกวีนะคะ

1538
01:42:31.052 --> 01:42:34.150
เพราะฉะนั้นในกลอนแบบแผนนี่ก็จะนิยมนะ

1539
01:42:35.053 --> 01:42:38.150
ในเรื่องของการใช้คำฉันท์ต่าง ๆ

1540
01:42:39.054 --> 01:42:42.150
เพราะอะไร ใช้คำสันสกฤตได้ ออกเสียงอะได้

1541
01:42:43.067 --> 01:42:46.150
มันตรงพวกเข้ากับพวกครุ ลหุได้นะคะ

1542
01:42:47.067 --> 01:42:50.150
และก็เป็นการแสดงความสามารถของกวี - อีกด้วยนะคะ ต่าง ๆ เหล่านี้

1543
01:42:51.069 --> 01:42:54.150
ในส่วนของ Memory มีสูตรจำนะคะ

1544
01:42:55.069 --> 01:42:58.150
เราดูหลัก ๆ เรื่องของการสัง... สรรคำนะ

1545
01:42:59.070 --> 01:43:02.150
ศิลปะการประพันธ์ - ประเภทในเรื่องของการสรรคำ

1546
01:43:03.071 --> 01:43:06.150
สรรคำมี 3 ส่วนหลัก ๆ เลย

1547
01:43:07.072 --> 01:43:10.150
เรื่องการของใช้คำถูกต้อง ตรงความหมายนะคะ

1548
01:43:11.073 --> 01:43:14.150
เรื่องของการใช้คำ - เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ฐานะของตัวละคร

1549
01:43:15.077 --> 01:43:18.150
และส่วนที่ 3 - คือ ใช้ฉันทลักษณ์เหมาะสมกับเนื้อหานะคะ

1550
01:43:19.078 --> 01:43:22.150
เลือกใช้ตรงตามความหมาย - ก็คือในเรื่องของการอะไร

1551
01:43:23.078 --> 01:43:26.150
ใช้คำให้ถูกต้องตามบริบท

1552
01:43:27.080 --> 01:43:30.150
เพื่อและเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน - สื่อความถูกต้องตรงความหมายนะคะ

1553
01:43:31.080 --> 01:43:34.150
ก็ตรงน่ะ ตรงตามความหมายตรงตามบริบทนั้น ๆ

1554
01:43:35.082 --> 01:43:38.150
2. ในเรื่องของเหมาะสมกับเนื้อหา - และฐานะของตัวละคร

1555
01:43:39.084 --> 01:43:42.150
ก็คือดูว่าคำไหน - เหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง

1556
01:43:43.086 --> 01:43:46.150
ถ้าตัวละครเป็นอะไร พระราชาอย่างนี้ - ก็ต้องใช้ที่มันคำราชาศัพท์

1557
01:43:47.097 --> 01:43:50.150
ถ้าต่ำศักดิ์กว่า ก็ใช้คำสามัญธรรมดาได้นะคะ

1558
01:43:51.097 --> 01:43:54.150
ส่วนที่ 3 เรื่องของอะไร

1559
01:43:55.098 --> 01:43:58.150
การใช้ฉันทลักษณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหา

1560
01:43:59.100 --> 01:44:02.150
เลือกฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - และก็อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

1561
01:44:03.101 --> 01:44:06.150
อย่างยอพระเกียรติ ทำไม มักนิยมใช้เป็นอะไร

1562
01:44:07.101 --> 01:44:10.150
ใช้เป็นโคลงเพราะทำไม - เพราะต้องใช้ศัพท์สูงนะคะ

1563
01:44:11.104 --> 01:44:14.150
ส่วนวรรณคดีนิทาน อ่านเข้าใจง่าย

1564
01:44:15.105 --> 01:44:18.150
เข้าใจแบบ อ่านเรียบง่าย เข้าใจง่าย

1565
01:44:19.105 --> 01:44:22.150
ไม่ซับซ้อน ไม่... เนื้อหาไม่ได้เยอะมาก

1566
01:44:23.107 --> 01:44:26.150
หรืออย่างวรรณคดีนิทานทำไม - ก็นิยมที่เป็นอะไร กาพย์และกลอนนะคะ

1567
01:44:27.113 --> 01:44:30.150
รายละเอียดไม่เยอะ - เท่ากับพวกวรรณคดีบทละครนะคะ

1568
01:44:31.113 --> 01:44:34.150
ก็จะใช้กาพย์กลอนเป็นหลักนะคะ

1569
01:44:35.113 --> 01:44:38.150
Application นำไปใช้นะคะ

1570
01:44:39.114 --> 01:44:42.150
ดูแบบฝึกหัดแรกกันเลยนะคะ

1571
01:44:43.128 --> 01:44:46.150
แบบฝึกหัดที่ 1 นะคะ

1572
01:44:47.130 --> 01:44:50.150
ข้อ 1 ข้อใดไม่ใช่การสรรคำ

1573
01:44:51.130 --> 01:44:54.150
การเลือกคำให้เหมาะกับเนื้อเรื่อง

1574
01:44:55.143 --> 01:44:58.150
การเลือกคำให้เหมาะแก่ฐานะบุคคลในเรื่อง

1575
01:44:59.144 --> 01:45:02.150
การเลือกใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย

1576
01:45:03.145 --> 01:45:06.150
การใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - ของวรรณคดี

1577
01:45:07.146 --> 01:45:10.150
และการใช้... เลือกสรรเฉพาะคำ - ที่อลังการสละสลวยมากมาแต่ง

1578
01:45:11.146 --> 01:45:14.150
อะไรที่มันดูประหลาดที่สุดน่ะ

1579
01:45:15.148 --> 01:45:19.148
มันเห็นแล้วเมื่อกี้ที่อ่านไปก็คืออะไร

1580
01:45:19.150 --> 01:45:23.150
ข้อ 5 เลือกสรรเฉพาะคำ - ที่อลังการสละสลวยมาแต่ง

1581
01:45:23.157 --> 01:45:27.153
เราบอกแล้วมันแต่งทำไม เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

1582
01:45:27.158 --> 01:45:31.151
เหมาะสมกับตัวละคร เหมาะสมกับฐานะเขา

1583
01:45:31.159 --> 01:45:35.151
ถูกต้องตามความหมายใช่ไหม

1584
01:45:35.171 --> 01:45:39.150
เพราะฉะนั้นมันไม่จำเป็นเสมอไปว่า - ความอลังการนี้มันจะเหมาะสม

1585
01:45:39.172 --> 01:45:43.151
บางอย่างเราบอกว่าเป็นกลอนประเภท - กลอนนิทานพื้นบ้าน

1586
01:45:43.173 --> 01:45:47.151
กาพย์นิทานพื้นบ้านธรรมดา - กาพย์แบบนิทานพื้นบ้านเลย

1587
01:45:47.175 --> 01:45:51.151
เราจำเป็นต้องใช้คำที่อลังการไหม - ในเมื่อเราพูดกับชาวบ้าน

1588
01:45:51.175 --> 01:45:55.151
เราใช้คำที่เขาเข้าใจง่าย - สื่อความเข้าใจง่ายดีกว่า

1589
01:45:55.177 --> 01:45:59.151
คำที่มันอลังการบางทีมันอาจจะไม่เหมาะ - กับบริบทเนื้อเรื่องนั้น

1590
01:45:59.179 --> 01:46:03.151
เพราะฉะนั้นตอบข้อ 5 นะคะ

1591
01:46:03.180 --> 01:46:07.151
ข้อที่ 2 การเลือกใช้คำให้เหมาะสม - แก่ฐานะของบุคคล มีเรื่องดีอย่างไร

1592
01:46:07.180 --> 01:46:11.151
ช่วยให้เห็นภาพตัวละครต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น

1593
01:46:11.181 --> 01:46:15.151
ช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่าน

1594
01:46:15.181 --> 01:46:19.151
2. ช่วยให้ผู้อ่านไม่มีความรู้ - เกี่ยวกับวรรณคดีนั้นมาก่อน

1595
01:46:19.184 --> 01:46:23.151
เข้าใจปฏิสัมพันธ์ของตัวละครได้ดีขึ้น

1596
01:46:23.185 --> 01:46:27.151
ช่วยให้เนื้อเรื่องมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น - ไม่ออกนอกเรื่องจนเกินไป

1597
01:46:27.185 --> 01:46:31.151
ข้อ 4 ข้อ 1 และข้อ 2 ถูก

1598
01:46:31.186 --> 01:46:35.151
ข้อ 5 ไม่มีข้อใดถูก

1599
01:46:35.188 --> 01:46:39.151
เกี่ยวกับอะไร ข้อที่พูดมาเมื่อกี้

1600
01:46:39.189 --> 01:46:43.151
คำบรรยายเมื่อกี้ คือ ข้อ 1 และข้อ 2 ทำไม - ถูกทั้งคู่

1601
01:46:43.190 --> 01:46:47.154
แต่ข้อที่ 3 ทำไม เป็นเอกภาพมากขึ้น - เราไม่ ไม่ได้พูดถึงเรื่องนะ

1602
01:46:47.191 --> 01:46:51.151
ในเรื่องของการสรรคำ - เกี่ยวกับความเป็นเอกภาพ

1603
01:46:51.191 --> 01:46:55.151
การเป็นเอกภาพมันต้องวางตั้งแต่อะไร - เรื่องของโคลงเรื่องที่วางมาถูกไหม

1604
01:46:55.192 --> 01:46:59.151
เพราะฉะนั้นข้อนี้ต้องตอบข้อ 4 นะคะ

1605
01:46:59.193 --> 01:47:03.152
ข้อที่ 3 การเลือกใช้คำที่ถูกต้อง - ตรงตามความหมายมีข้อดีอย่างไร

1606
01:47:03.193 --> 01:47:07.151
ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้อง

1607
01:47:07.193 --> 01:47:11.152
ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

1608
01:47:11.194 --> 01:47:15.152
ช่วยให้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

1609
01:47:15.195 --> 01:47:19.152
ข้อ 4 ตอบข้อ 1 ข้อ 2 ถูก

1610
01:47:19.196 --> 01:47:23.154
ข้อ 5 ข้อ 1 ข้อ 3 ถูก

1611
01:47:23.197 --> 01:47:27.152
บางคนบอกว่า - ครูไม่คิดคำตอบชอยส์อื่นแล้วใช่ไหมคะ

1612
01:47:27.198 --> 01:47:31.152
ใช่ค่ะ เราจะให้ลองจับคู่กัน - ว่าข้อไหนเป็นข้อที่ถูกต้องนะคะ

1613
01:47:31.199 --> 01:47:35.152
เพราะฉะนั้นดูข้อ... - ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องไหม

1614
01:47:35.199 --> 01:47:39.152
เลือกใช้คำถูกต้องตรงตามความหมาย

1615
01:47:39.200 --> 01:47:43.152
ถูก - มันก็ต้องให้มันเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องนะ ชัดเจน

1616
01:47:43.201 --> 01:47:47.152
ข้อ 2 ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

1617
01:47:47.201 --> 01:47:51.152
ข้อที่ 3 ช่วยให้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

1618
01:47:51.202 --> 01:47:55.152
ไม่ทำให้อรรถรสเสียในการอ่าน ตรงไหม

1619
01:47:55.202 --> 01:47:59.152
เพราะว่าถ้าบางคำ - คำบริบทบางคำมาเสียสวยหรูเลย

1620
01:47:59.202 --> 01:48:03.152
สวัสดีขออะไรนะ

1621
01:48:03.203 --> 01:48:07.152
สมมุติพูดกับตัวละครธรรมดา - แล้วใช้คำราชาศัพท์อย่างนี้

1622
01:48:07.204 --> 01:48:11.152
ก็จะงง ๆ ว่า เอ๊ะ มันแปลว่าอะไร

1623
01:48:11.204 --> 01:48:15.152
หรือถ้าใช้ - หรือถ้าเราพูดถึงตัวละครที่เป็นพระมหากษัตริย์

1624
01:48:15.205 --> 01:48:19.152
แล้วแบบว่า... เมื่อกี้มีตัวอย่างอะไร - แทบพระบาทใช่ไหม

1625
01:48:19.205 --> 01:48:23.152
ก็อาจจะเป็นแบบอะไร เท้า กราบกรานเท้า

1626
01:48:23.206 --> 01:48:27.153
ก็จะงง ๆ ว่า เอ๊ะ ตัวละครนี้มัน... มันไม่ทำไม

1627
01:48:27.206 --> 01:48:31.152
คำมันไม่ใช้สัมพันธ์กัน

1628
01:48:31.207 --> 01:48:35.152
เพราะเรามันมีเรื่องของระดับภาษา - เข้ามาเกี่ยวข้องนะ

1629
01:48:35.208 --> 01:48:39.152
เพราะฉะนั้นไม่ทำให้เสียอรรถรสไหม

1630
01:48:39.209 --> 01:48:43.153
การใช้คำที่ถูกต้องไม่ทำให้เสียอรรถรส ใช่

1631
01:48:43.209 --> 01:48:47.153
แต่ถ้าไม่ใช้คำไม่ถูกต้องนี่ - เสียอรรถรสแน่นอนนะคะ

1632
01:48:47.209 --> 01:48:51.153
แต่ส่วนข้อ 3 เขาบอกอะไร - ใช้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

1633
01:48:51.210 --> 01:48:55.153
การใช้คำไม่ได้เป็นส่วนที่ไปกำหนดตัวโครงเรื่อง - และการลำดับเรื่อง

1634
01:48:55.211 --> 01:48:59.153
เพราะฉะนั้น - มันต้องถูกวางโครงเรื่องมาก่อนถูกไหม

1635
01:48:59.211 --> 01:49:03.152
วางโครงเรื่องมาก่อน - แล้วลำดับเรื่องราวเป็นอย่างไร

1636
01:49:03.212 --> 01:49:07.153
การใช้คำเป็นส่วนที่ทำไม - ในการดึง... ดำเนินเรื่องไปใช้

1637
01:49:07.213 --> 01:49:11.153
เพราะฉะนั้นข้อนี้ข้อที่ถูกต้องคืออะไร

1638
01:49:11.213 --> 01:49:15.153
ข้อ 4 ก็คือ ข้อ 1 และข้อ 2 - อันนี้ทำไม ไม่เกี่ยวกันนะคะ ไม่เกี่ยวกัน

1639
01:49:15.229 --> 01:49:19.152
ข้อที่ 4 ข้อใดจับคู่ฉันทลักษณ์ - ที่นิยมแต่งในวรรณคดีแต่ละประเภทไม่ถูกต้อง

1640
01:49:19.230 --> 01:49:23.153
วรรณคดีนิทานใช้กาพย์ กลอน

1641
01:49:23.231 --> 01:49:27.153
วรรณคดีศาสนา ร่าย คำหลวง

1642
01:49:27.231 --> 01:49:31.153
วรรณคดีแบบแผน ฉันท์

1643
01:49:31.234 --> 01:49:35.153
วรรณคดียอพระเกียรติ โคลง ลิลิต

1644
01:49:35.234 --> 01:49:39.153
วรรณคดีบทละคร คือ กาพย์

1645
01:49:39.235 --> 01:49:43.153
เพราะอะไร ข้อไหนที่ไม่ถูกต้อง เราดูแล้ว

1646
01:49:43.235 --> 01:49:47.153
วรรณคดีนิทาน เมื่อกี้เราเรียนไปกาพย์ กลอน

1647
01:49:47.236 --> 01:49:51.153
ซึ่งต่างจากวรรณคดีบทละคร - ที่วรรณคดีบทละครนิยมใช้กลอนสุภาพ

1648
01:49:51.237 --> 01:49:55.153
ตอบง่าย ๆ เลย สังเกตดูเลย

1649
01:49:55.237 --> 01:49:59.153
ถ้าจับคู่วรรณคดีนิทานบทละครนะ

1650
01:49:59.239 --> 01:50:03.153
ทำไม เขานิยมใช้กลอนสุภาพเพราะอะไร

1651
01:50:03.240 --> 01:50:07.153
เพราะมันเป็นเรื่องที่มันเป็นเรื่องยาว - มีรายละเอียด

1652
01:50:07.248 --> 01:50:11.153
จะเขียนกันไม่พอ

1653
01:50:11.249 --> 01:50:15.153
จึงนิยมใช้อะไร - กลอนสุภาพนะคะ นิยมใช้กลอนสุภาพ

1654
01:50:15.254 --> 01:50:19.154
ฉะนั้นข้อนี้ตอบ 5 นะคะ

1655
01:50:19.254 --> 01:50:23.153
ข้อ 5 วรรณคดีประเภทใด - นิยมแต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

1656
01:50:23.256 --> 01:50:27.153
นิยมแต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

1657
01:50:27.256 --> 01:50:31.154
วรรณคดียอพระเกียรติ วรรณคดีนิทาน - วรรณคดีศาสนา วรรณคดีบทละคร

1658
01:50:31.258 --> 01:50:35.153
แต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

1659
01:50:35.258 --> 01:50:39.153
เขาบอกว่าอะไร นิราศ - เอาอย่างนี้ดีกว่า นิทาน

1660
01:50:39.259 --> 01:50:43.153
นิทานเราใช้อะไร แต่งด้วยอะไร

1661
01:50:43.260 --> 01:50:47.153
แต่งด้วยกลอน กาพย์ใช่ไหม

1662
01:50:47.262 --> 01:50:51.154
วรรณคดีในบทละคร เรานิยมแต่งด้วยอะไร - กลอนสุภาพ

1663
01:50:51.262 --> 01:50:55.153
วรรณคดีศาสนา เราบอกว่าอะไร - มันก็ใช้ร่ายล่ะค่ะ

1664
01:50:55.264 --> 01:50:59.154
วรรณคดียอพระเกียรติ เราบอกว่าอะไร - เป็นโคลง ส่วนใหญ่นิยมเป็นโคลง

1665
01:50:59.265 --> 01:51:03.154
วรรณคดีนิราศมันก็ได้หมดน่ะ

1666
01:51:03.265 --> 01:51:07.156
ทั้ง... มีทั้งอะไร - โคลง มีทั้งร่าย แต่นิยมทำไม บทนำ

1667
01:51:07.266 --> 01:51:11.154
ร่าย 1 บท เพื่ออะไร - ไว้สำหรับบูชาครู สิ่งศักดิ์สิทธิ์

1668
01:51:11.267 --> 01:51:15.154
ยอพระเกียรติเป็นอะไร โคลงหรือลิลิต

1669
01:51:15.268 --> 01:51:19.154
ลิลิตก็มีอะไร การเข้าโคลง ร้อยโคลง - ร้อยโคลงกับร่ายเห็นไหม ตลอดสลับเรื่อง

1670
01:51:19.277 --> 01:51:23.153
ส่วนหนึ่งเขาถามอะไรเรื่องของอะไร - ร่ายตลอดเรื่อง

1671
01:51:23.278 --> 01:51:27.154
ฉะนั้นถ้าร่ายตลอดเรื่อง - ส่วนหนึ่งที่เขาบอกว่าอะไร

1672
01:51:27.279 --> 01:51:31.154
นิยม เพราะว่ามันเป็นอะไร - ส่วนใหญ่เป็นพวกคำที่มันอะไร เป็นบาลี สันสกฤต

1673
01:51:31.282 --> 01:51:35.153
บาลี สันสกฤต - แล้วไม่จำกัดจำนวนคำในแต่ละวรรค

1674
01:51:35.283 --> 01:51:39.154
ไม่ค่อย... เอาแค่มันทำไม เชื่อมสัมผัสกัน

1675
01:51:39.284 --> 01:51:43.154
เพราะฉะนั้นให้มันครบถ้วน ครบถ้วนอักขระ

1676
01:51:43.285 --> 01:51:47.166
ครบในส่วนของคำบาลี สันสกฤต - ที่มาใช้ได้และก็ครบถ้วนในเนื้อหา

1677
01:51:47.301 --> 01:51:51.154
เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่นี่ นิยมที่จะเป็นอะไร - วรรณคดีอะไร ประเภทไหน

1678
01:51:51.301 --> 01:51:55.154
วรรณคดีศาสนา ศาสนานะคะ

1679
01:51:55.302 --> 01:51:59.154
เพราะว่านิยมที่ทำไม - ให้มันครบถ้วนตลอดเรื่อง ตลอดทั้งคำนะ

1680
01:51:59.306 --> 01:52:03.154
อย่างเช่นที่เราเจอก็คือพวกอะไร

1681
01:52:03.307 --> 01:52:07.154
มหาเวสสันดรชาดก - มหาชาติคำหลวงอะไรอย่างนี้ค่ะ นะคะ

1682
01:52:07.308 --> 01:52:11.154
สำหรับเรื่องของการสรรคำนะ

1683
01:52:11.327 --> 01:52:15.154
สรรคำหลัก ๆ มี 3 ส่วนนะ

1684
01:52:15.339 --> 01:52:19.154
ในเรื่องของอะไร - การสรรคำเพื่อใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย

1685
01:52:19.339 --> 01:52:23.154
ก็คืออะไร ถูกต้องตามบริบท

1686
01:52:23.340 --> 01:52:27.154
ถูกต้องบริบทเพื่ออะไร

1687
01:52:27.353 --> 01:52:31.154
ให้เห็นภาพชัดเจนและสื่อความแก่ผู้อ่าน - ได้อย่างถูกต้องตรงความหมายนะคะ

1688
01:52:31.353 --> 01:52:35.154
ต้องตามบริบทนะ ภาพชัดเจน - และสื่อความได้ถูกต้องตรงตามความหมายนะคะ

1689
01:52:35.353 --> 01:52:39.154
ชัดเจนและตรงความหมาย

1690
01:52:39.363 --> 01:52:43.154
การเลือกทำไม - ข้อที่ 2 ในส่วนของการเลือกใช้คำ

1691
01:52:43.363 --> 01:52:47.154
ให้เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคลนะคะ

1692
01:52:47.365 --> 01:52:51.154
เหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง

1693
01:52:51.365 --> 01:52:55.154
ดูชนชั้นเป็นชนชั้นไหน

1694
01:52:55.366 --> 01:52:59.154
เพราะมันทำไม มีเรื่องของอะไร - คำไทยมีเรื่องของระดับของภาษาอย่างนั้น

1695
01:52:59.366 --> 01:53:03.154
ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคล

1696
01:53:03.367 --> 01:53:07.154
แม้อยู่ในเรื่องของวรรณกรรม - หรือวรรณคดีเองก็ตามนะคะ

