นั่นคือกระบวนการ Process และก็ Output ได้ออกมา เป็นอะไรนะคะ โอ.เค. นั่นคือที่เขียนในตาราง เรายังเหลือเขียนเป็น Pseudo อีก คือตอนนี้ต้องดึงให้ได้ก่อน ว่าอะไรมันจะเป็น Input อะไรจะ เป็น Output อะไรจะเป็น Process นะคะ ต้องดึงออกมาให้ได้ก่อน (ล่าม) เพื่อนไม่เข้าใจครับ เขาขอถามได้ไหมครับ เขาชี้ไปข้าง ๆ น่ะครับ ช่วย เปลี่ยนกล้องได้ไหมครับ ขั้นตอนมี 4 อย่างนะครับผม (อาจารย์) คราม ครามจะถามอะไรครับ ข้อไหนลูก ถามข้อไหนครับ ข้อที่ 2 หรือข้อที่ 4 (ล่าม) Input น่ะครับ Input น่ะ (อาจารย์) โจทย์ข้อไหนครับ มันมีโจทย์ 2 ข้อ ลูก ข้อที่ 2 หรือข้อที่ 4 นี่ ๆ โจทย์ที่อยู่ ข้างบนน่ะ เห็นไหม ที่อยู่บนสไลด์น่ะ ข้อที่ 2 หรือข้อที่ 4 โจทย์ข้อที่ 2 ใช่ไหม โจทย์ข้อที่ 2 (ล่าม) ใช่ครับ (อาจารย์) โจทย์ข้อที่ 2 นะคะ ที่เมื่อกี้ถามว่า ตอนแรกที่แม่ถามบีว่ารู้จักเลขคู่เลขคี่ไหม ครามรู้จักไหมครับ อะไรคือเลขคู่ เลข 1 เลข 1 เป็นเลขอะไรลูก เลข 1 เลขคู่ หรือเลขคี่ (ล่าม) เลขคี่ครับ (อาจารย์) ใช่ไหมคะ เลข 2 เป็นเลข (ล่าม) เลขคู่ครับ (อาจารย์) นั่นก็คือเมื่อเราต้องการ จะหาเลขคู่ หรือเลขคี่นี่ สิ่งแรก Input ที่จะใส่ลงไป เห็นไหมคะ Input ก็ต้องเป็น อะไรเท่านั้น เลขเท่านั้น เลยใช้คำว่า "Number" เข้าใจหรือยัง เพราะใส่ Name ลงไป จะหาเลขคู่ เลขคี่ได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องใส่ลงไป ก็คือ Number เท่านั้นนะคะ โอ.เค. ทีนี้มาดูช่องที่ 2 Process Process นั่นก็คือ อะไรที่จะทำให้เรารู้ ว่าเลขที่เราใส่ลงไปนี่ มันเป็นเลขคู่ หรือเลขคี่นะคะ ก็คือในหลักการทางคณิตศาสตร์ สิ่งที่จะระบุได้ว่าเลขใดเป็นเลขคู่ ก็คือเมื่อจำนวน ใด ๆ หรือตัวเลขใด ๆ หารด้วยเลข 2 หารด้วย 2 ใช่ไหมคะ หารด้วย 2 ลงตัว ก็คือไมมีเศษ นึกออกนะ จำนวนนั้นจะหมายถึงเลขคู่ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เราจะเอามาใช้ เพื่อเช็กว่าเลขใดเป็นเลขคู่ หรือเลขใดเป็นเลขคี่ ก็คือเอา Input ที่เราใส่เข้าไปน่ะ ให้มันไปหาร 2 มันถึงมีข้อความว่า "Number/2" เห็นไหมคะ ถ้าในทางภาษาคอมพิวเตอร์ เครื่องหมายหาร เครื่องหมายหารในภาษาคอมพิวเตอร์ คือ เครื่องหมาย Slash (/) น่ะค่ะ คอมพิวเตอร์จะใช้เครื่องหมาย Slash (/) มันจะไม่ใช้ที่มันเป็นขีดแล้วมีจุดข้างบน 2 จุด เราจะไม่ใช้อย่างนั้น อันนั้นเป็นเครื่องหมายคณิตศาสตร์ การหารทางคณิตศาสตร์ แต่ถ้าเป็นคอมฯ คอมฯ นี่ เครื่องหมายหารจะเป็นตัวนี้ จะเป็นเครื่องหมาย Slash (/) อย่างนี้ จะใช้ตัวนี้นะคะ คอมฯ รู้จักตัวนี้ คอมฯ รู้จักว่าตัวนี้คือเครื่องหมายหาร (/) โอ.เค. ส่วนในช่องที่ 3 ช่อง Decision คือแค่หารแล้ว มันจะต้องมากำหนดทางเลือกไง ว่า ถ้า 2 หาร ประโยคนี้แม่ยังเขียนไม่หมด ไปเขียนต่อ ช่อง Decision น่ะ ก็คือถ้าตัวเลขนั้น ที่เราป้อนลงไปนี่ มาหารด้วย 2 ถ้าหารแล้วนะคะ ไม่มีเศษ ตรง Output ก็ต้องให้ Display ต้องมีต่อว่า If Number/2 == อะไรก็แล้วแต่ ระบุลงไป แล้วก็มีประโยคต่อมา ว่า "Display" Display คือ การแสดงผลนั่นเอง ก็คือ แสดงคำว่า "เลขคู่" หรือแสดง คำว่า "เลขคี่" นั่นเองนะคะ มันก็จะมาเป็น Output ที่จะให้ Display ออกมานั่นเอง เข้าใจหรือยัง (ล่าม) ในช่องที่ 3 นะครับผม (อาจารย์) ช่องที่ 3 ช่องที่ 3 นี่ (ล่าม) ครับผม คู่ หาร 2 นะครับ เท่ากับให้กับให้หาเลขที่มันตรงกับเลขคู่ 2, 4, 6, 8 อะไรอย่างนี้ใช่ไหมครับ (อาจารย์) มันไม่ใช่ว่าให้หาเลขที่มันตรง มันจะต้อง เป็นเหมือนว่าเมื่อหารแล้ว หารด้วย 2 แล้ว แล้วมันไม่มีเศษค่ะ นึกออกนะ ถ้าเลขคี่เวลาหาร มันจะได้เศษ 0.5 เสมอเลย มันจะเหลือเศษ 1 เสมอ ใช่ไหมคะ แต่ถ้าหารด้วย 2 นี่ มันจะไม่มีเศษ มันจะเป็น 0 เสมอนี่ เราก็ให้มันแสดงข้อความว่า "เลขคู่" ตรงนี้กำหนดทางเลือกน่ะค่ะ การตัดสินใจให้มัน ก็คือเมื่อเลขนี้โดนหารด้วย 2 แล้วนี่ เออ มันจะต้องแสดง ถ้าหารด้วย 2 แล้ว เท่ากับ 0 ไม่ใช่ เท่ากับ 0 ถ้าหารด้วย 2 แล้ว เท่ากับ เดี๋ยวนะ ใช้ตัวช่วย เลขเยอะ ในภาษาคอมพิวเตอร์ รู้สึกจะเป็น เศษ ๆ เศษ Odd กับ Even ถ้า น่าจะใช้ว่า If Number/2=Even Even นั่นคือคู่ Odd นั่นคือคี่นะคะ ก็คือถ้าเป็น Even นี่ ให้แสดงเลขคู่ แต่ถ้าเป็น Odd แสดงเลขคี่ คือประโยคนี้ยังเขียนไม่จบ ให้ไปเขียนต่อ ว่าทางเลือกของมันน่ะ ทำอย่างไรที่มันจะแสดงคำว่า "เลขคู่" กระบวนการที่หารด้วย 2 แล้วผลลัพธ์ของมันนี่ แล้วออกมาเป็น คำว่า "เลขคู่" หรือ "เลขคี่" ในช่องที่ 4 นะคะ ตัวนี้ไปเติมเพิ่ม ไปเติมเพิ่ม เปิดดูใน Google ช่วยก็ได้ เข้าใจไหม ครามเข้าใจหรือยัง พอนึกภาพออกหรือยังคะ นะ ดูเฉลยนะคะ เดี๋ยวจะเฉลย คือทุกอย่าง บอกแล้วว่าคอมพิวเตอร์ อยู่ดี ๆ ประมวลผลเองไม่ได้ นึกออกนะ อยู่ดี ๆ ทำงานเองไม่ได้ ต้องมีการป้อนข้อมูล หรือรับข้อมูลเข้าไปเสียก่อน ซึ่งก็คือจำนวน ซึ่งก็คือ Input นั่นเอง ให้ดูที่ข้อที่ 2 ในตัวอย่างบนนี้นะคะ ในตารางนี่ โจทย์ข้อที่ 2 เราบอกว่า เลขคู่ เลขคี่ ก็คือนั่นก็คือต้องการให้หา ว่าอะไรคือเลขคู่ อะไรคือเลขคี่ แต่มันจะหาได้ก็ต่อเมื่อ ก็ต่อเมื่ออะไรคะ เราก็ต้องมีการ Input ลงไปก่อน นึกออกนะคะ ต้องมีการป้อนข้อมูลให้มันเสียก่อน ทีนี้ข้อมูลที่จะป้อนลงไปนี่นะคะ ที่ใช้คำว่า "Number" เพราะว่าอะไร เพราะ 1. คือ ไม่ได้ระบุว่าเป็นเลขอะไร เพราะฉะนั้นถ้าใช้ Number ก็คือสามารถใส่ตัวเลขใด ๆ ลงไปก็ได้ นึกออกนะ ก็คือใส่จำนวนอะไรลงไปก็ได้นะคะ เสร็จแล้วให้ มาดูที่ช่องที่ 2 กระบวนการ หรือ Process สิ่งที่จะทำให้เรารู้ ว่าอะไร เลขใดเป็นเลขคู่ เลขใดเป็นเลขคี่ ในทางคณิตศาสตร์ มันบอกไว้ว่า เอา 2 จำนวนทุกจำนวน จำนวนเลขใดก็แล้วแต่ เมื่อไปหารด้วย 2 แล้วไม่มีเศษนะคะ ถ้าไม่มีเศษ เลขนั้นจะเป็นเลขคู่ หรือบางทีเขาบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ ที่หารด้วย 2 แล้วลงตัว ให้นึกง่าย ๆ เมื่อเรา ท่องสูตรคูณ สูตรคูณแม่ 2 2 x 1 = 2, 2 x 2 = 4 นั่นคือจำนวนที่เลข 2 หารลงตัว ให้ดูที่แม่ 2 เป็นหลัก นะคะ เห็นไหมคะ 2 x 1 เป็น 2 2 ไปคูณ 1 เป็น 2 2 x 2 เป็น 4 2 x 3 เป็น 6 นั่นก็คือวิธีการหาร มันจะไล่จากการท่องสูตรคูณนั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้นมันจึงมาเป็น ช่องที่ 3 ที่บอกว่า "Decision" Decision ก็คือทางเลือก ทางเลือกเพื่อให้มันรู้ว่า อะไรคือเลขคู่ อะไรคือเลขคี่ อันนี้ยังใส่ไม่หมด เพราะฉะนั้นถ้าเราเขียนเป็นคำสั่ง มันก็จะต้องบอกว่า ถ้าจำนวนนั้น ไปหารด้วย 2 แล้ว ต้องมี "แล้ว" ต่อ If Number/2 ใช้ว่า "แล้ว" หรือ "เท่ากับ" เลยก็ได้ เราจะใช้เท่ากับเลยก็ได้ ถ้าเลขคี่หารด้วย 2 มันจะมีเศษ คือเท่าไรคะ .5 ใช่ไหม เราใช้ตัวนั้นเป็นหลักก็ได้ นึกออกไหม ถ้าเท่ากับ .5 เมื่อไหร่ปุ๊บ มันคือเลขคี่ แต่ถ้ามันไม่เท่ากับ .5 มันก็จะเป็นเลขอะไรลูก เลขคู่ใช่ไหมคะ นั่นคือทางเลือกของมัน มี 2 วิธีการที่บอก หรือแต่ถ้าไปกำหนดตัวแปร เช่น บอกว่าเป็น แต่มันจะมีอีก ไม่แน่ใจตัวนี้ มันจะมี Odd กับ Even น่ะ Odd ก็คือเลขคู่ Even ก็คือเลขคี่ อย่างนั้นก็ได้ ใช้ได้ 2 รูปแบบ นะคะ ทีนี้มาดูข้อที่ 4 บวกเลข 1-10 วิธีการบวกเลข 1-10 แถว แถวเราหายไปไหน แทรกแถว ข้อที่ 4 นะคะ บวกเลข คำสั่ง หรือผลลัพธ์ ก็คือต้องการหาผลบวกของเลข 1-10 เพราะฉะนั้น Input ควรเริ่มจากอะไรเท่านั้น นึกออกนะ เพราะระบุไว้แล้ว ว่าบวกเลขเริ่มต้น ที่เลข 1 เพราะฉะนั้น Input จะมาใส่ Number เหมือนข้อแรกได้ไหม ก็ตัวเลขเหมือนกัน แต่ไม่ได้เพราะอะไร เพราะตรงโจทย์มันบอกว่า บวกเลขเริ่มที่เลข 1 ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น Input ของเรามันจะกลายเป็น จะใช้ 1 เลยไม่ได้ คอมพิวเตอร์มันจะต้องรู้จักสิ่งนี้ก่อน มันจะต้องใช้วิธีการระบุว่า มันจะเป็นแค่ ภาษาไทยเสียอย่างนั้น ใช้ Number เหมือนกันก็ได้ แต่จะต้องมีการระบุค่า Number Number= ใส่เครื่องหมายเท่ากับ (=) แล้วก็ 1 (Number=1) ก็คือ ระบุเลยว่า พิมพ์ผิดอีก ลืมดู Nember Number ก็คือระบุเลยว่าเลขนี้เท่ากับ 1 เท่านั้นนะ เท่ากับ 1 เท่านั้น แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ Number เฉย ๆ นี่ เลขอะไรก็ได้ นึกออกไหม เห็นไหม มันจะเห็นความต่างเลยว่า เมื่อใส่เครื่องหมายเท่ากับ (=) นั่นก็คือเป็นการกำหนดค่า ให้จำนวนนั้น ๆ เท่ากับ 1 เสมอ ทีนี้สิ่งที่จะทำต่อมา Process 1 แล้วทำอะไร เอาไปทำอะไรคะ เอาไปบวกนะคะ เอาไปบวก เพราะฉะนั้น จากข้อที่ 2 Number/2 นี่ ของเรามันจะเป็น Number อะไรคะ บวกอะไร ทีนี้มาดูการบวก บวกอย่างไร ใช่ไหม ถ้าบอกว่า บวก 2 ตอนแรกน่ะจะถูก แต่พอครั้งต่อไป บวก 2 มันจะบวก 2 ซ้ำอีกนะ มันต้องบวกทีละเท่าไร มันคือการบวกเพิ่มแค่ 1 เท่านั้น นึกออกนะ เข้าใจนะคะ Number++ ถ้า Number++ เราจะไม่ใช้ Number+1 นะ ในทางคอมพิวเตอร์ Number++ นั่นหมายถึง หมายความว่า Number นั้นบวก แล้วบวกเพิ่มทีละ 1, 1 นึกออกนะคะ มันจะบวกเพิ่ม มันจะ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ มันจะบวกเพิ่มของมันอัตโนมัติน่ะ นึกออกนะคะ ไม่ต้องระบุตัวเลขลงไป มันจะเป็น Number++ นะคะ ตรง Decision จะไม่มี เพราะตัวนี้วิธีการมันมีแค่บวกอย่างเดียว เงื่อนไขไม่ได้มีอย่างอื่น ว่าไปบวกอะไรพิศดารเลย นึกออกไหม เพราะผลลัพธ์มันได้แค่ค่าเดียวเท่านั้น มันจะไม่เหมือนในกรณีข้อ 2 ผลลัพธ์มันสามารถเป็นได้ 2 อย่าง ถูกไหมคะ ไม่เป็นเลขคู่ ก็จะเป็นเลขคี่ ให้สังเกตที่อะไรด้วย เวลาจะมี Decision ได้ ให้ดูที่ผลลัพธ์ ก็คือถ้าผลลัพธ์ มี 2 ทาง นะคะ มีค่าออกมาได้เป็น 2 อย่าง มันจะมี Decision แต่ถ้าผลลัพธ์ มีค่าได้แค่อย่างเดียวเท่านั้น มันจะไม่มี Decision เพราะฉะนั้นในช่อง Decision ในข้อที่ 4 มันจะไม่มีนะคะ ในข้อนี้จะไม่มี แล้วในช่องสุดท้าย ก็คือตัวผลลัพธ์ที่ได้ ก็คือจำนวนเลขที่บวกจาก 1-10 นั่นเอง นั่นคือผลลัพธ์นะคะ ให้แสดง Display อะไร นะคะ ทีนี้ลอง ลองจับสิ่งที่เขียน ในตาราง มาเขียนเป็น Pseudo Code นะคะ ให้ดูที่ตาราง ให้ดู Pseudo Code ตัวแรก Input การรับข้อมูล ก็คือ Input รูปแบบ เวลาเขียน ก็คือเราจะบอกว่ารับค่าอะไร อันนี้อธิบายเป็นภาษาไทยก่อน แต่เวลาเขียนให้ดูฝั่งภาษาอังกฤษนะครับ ใช้ Leave ก็ได้ ใช้ Get ก็ได้ หรือใช้ Input ก็ได้ เห็นไหมคะ ให้เข้าใจเหมือนกันทุกคน ตอนนี้ ก็คือถ้าใช้รับค่าตัวเลข ให้ใช้คำว่า "Get" แล้วกัน Get นะคะ ใช้ Get ตัวเลขในภาษาอังกฤษ ก็คือคำว่า "Number" เห็นไหมคะ คำสั่งในข้อที่ 2 คำสั่งแรก ก็คือ Get Number จะเป็น 1 เวลาเขียน Pseudo Code กฎของการเขียน Pseudo Code 1 บรรทัด เวลาเขียนนะคะ 1 บรรทัด ต่อ 1 คำสั่งนะคะ 1 บรรทัด มีเพียง 1 ประโยคคำสั่ง เพราะฉะนั้นบรรทัดแรก Input นะคะ ก็คือการรับค่านี่ เพราะฉะนั้น คำสั่งบรรทัดแรก ก็คือเราจะรับค่า ให้รับค่าตัวเลข ก็คือใช้คำสั่ง Get number เขียนแค่บรรทัดเดียว นะคะ มีกำหนดค่าไหม ในข้อที่ 2 เรา ข้อที่ 2 ไม่มีกำหนดค่า แต่ข้อไหนมีคะ ข้อที่ 4 ใช่ไหมคะ ที่กำหนดค่าตัวเลข เป็นเริ่มที่อะไร เริ่มที่ 1 โอ.เค. ไหมคะ ถ้าใช้กำหนดค่า มันจะใช้ "Set" เราจะใช้คำว่า "Set" เห็นไหมคะ Set อะไรเมื่อกี้ เราจะ Set number เท่ากับเท่าไรคะ 1 นะคะ กำหนด ถ้าเมื่อใดที่ กำหนดค่านี่ ให้ใช้คำสั่ง "Set" แต่ข้อที่ 2 เราไม่มีการกำหนดค่าถูกไหมนะคะ แต่ถ้าเป็น Decision การเลือกจากเงื่อนไข เงื่อนไขในข้อที่ 2 ของเรา ก็คือเราระบุว่า ถ้าตัวเลขของเรานั้น หารด้วย 2 แล้วนะคะ ไม่มีเศษ หรือได้เท่ากับเท่าไรนะ 0. 5 ใช่ไหม ถ้าไม่เท่ากับ 0.5 ให้แสดงคำว่า "เลขคู่" แต่ถ้าเท่ากับ 0.5 จะต้องแสดง "เลขคี่" อย่างนี้นะคะ ทีนี้ แต่เมื่อมีการคำนวณนี่ อยู่ดี ๆ นี่ Tax มันจะไม่ขึ้นมานะคะ Tax มันหมายถึง ภาษีใช่ไหม ภาษีมันมีสูตรในการคำนวณ ก็คือเงินเดือน คูณ 10 หารด้วย 100 แต่ของเราที่เราจะคำนวณ ก็คือเราจะเอาตัวเลขนั้น ไปหาร 2 นะคะ แต่มันจะต้องมี เขาเรียกว่าอะไรล่ะ คืออยู่ดี ๆ พอหารนี่ เอาเลขนั้นไปหารนี่ มันจะต้องมีตัวแปรที่จะใช้เก็บ นึกออกนะ เก็บค่าตัวเลขนั้นนะคะ เพราะฉะนั้น Odd ใช้ตัวแปรอยู่ 2 ตัว ที่จะแยก ให้ค้น Google สิ คำว่า "เลขคู่" ในภาษาอังกฤษว่าอะไร เลขคี่ในภาษาอังกฤษ ว่าอะไร ใช้ชื่อนั้นเป็นตัวแปร ลอง Search Google ลอง Search Google พิมพ์ "เลขคู่" แล้วให้แปลเป็นภาษาอังกฤษนะคะ Odd หรือ Even ให้เสร็จข้อนี้ ให้เสร็จข้อนี้ แล้วข้ออื่นไปทำต่อ คืออยู่ดี ๆ มันจะไม่โชว์ผลออกมาได้เลยนะ ต้องระบุด้วย มันจะต้องมีตัวแปรมาคั่นก่อน เหมือน Tax น่ะ เราจะไม่รู้เลย ว่าไอ้ค่าของ Tax เกิดจากอะไร นึกออกนะคะ Salary มาจากไหน เห็นไหม Salary ก็คือตัวแปร ว่ามาจากคำว่า "เงินเดือน" ใช่ไหมคะ มันลักษณะเดียวกัน เมื่อเราจะหา Odd ใช่ไหม Odd คือเลขอะไร เลขคู่ เลขคี่ คือ Odd เลขคู่ คือ Odd เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณค่า Odd= เราใช้คำว่า "Odd" ก็ได้ เท่ากับ อย่างนี้ก็ได้ หรือเป็นเงื่อนไขก็ได้ นึกออกนะ ก็คือเกิดจาก Number หารด้วย 2 (Number/2) แล้วเท่ากับเท่าไร Number นั้นหารด้วย 2 (number/2) ถ้ามีเศษ ค่ามันออกมา จะต้อง จะเป็น Odd ก็ต่อเมื่อเป็นคู่หรือเป็นคี่ ให้นึกถึง ตัวนั้นด้วยนะคะ วิธีเขียน อันนี้เดี๋ยวให้ พี่ปอยบอกว่าหมดเวลาแล้ว เราจะให้ไปทำเป็นการบ้าน การบ้าน ก็คือให้ลองเขียน Pseudo Code นะคะ อธิบายตัวสุดท้ายก่อน ถ้าใช้คำสั่งสำหรับแสดงข้อมูล ถ้าไม่ได้ Print ออกทาง Printer ก็คือแสดงในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้ใช้ Display อย่างเดียวเท่านั้นเลย โอ.เค. ไหมคะ แต่ถ้าให้ Print Print ทาง Printer ให้ใช้คำว่า "Print" นะคะ คำสั่งแสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใช้ "Display" แต่ถ้าแสดงผลออกทางเครื่องพิมพ์ ให้ใช้ "Print" ให้ใช้ 2 คำสั่งนี้พอ เพราะฉะนั้นค่าสุดท้าย ที่จะแสดงคือค่าของอะไร นึกออกแล้วใช่ไหม ก็คือค่าของ Odd กับ Even นั่นเอง ที่ให้หา นึกออกนะคะ แต่ทีนี้ตอนคำนวณ หา Odd, Even น่ะ ไปเขียนเอานะคะ ไปเขียนเอา ไปกำหนดเงื่อนไขเอานะคะ เพราะฉะนั้นในสัปดาห์หน้า การบ้าน ที่จะต้องไปทำนะคะ เด็ก ๆ จะต้องเขียน Pseudo Code ของ 2 ข้อนี้ออกมา ของการหาเลขคู่ หาค่า เลขคู่ เลขคี่ แล้วก็หาการบวกเลข จำนวน 1-10 นะคะ ลองเขียนเป็น Pseudo Code ออกมาให้ดู อย่าลืมว่าหลักการง่าย ๆ ก็คือ 1 คำสั่ง ต่อ 1 บรรทัดเท่านั้น ในคำสั่งมีไม่เกิน มีไม่เกินตามรูปแบบในสไลด์นี่ค่ะ ก็คือ เห็นไหมคะ มีคำสั่งกำหนดค่า มีคำสั่งรับค่า ต้องมีแน่นอน ต้องมี Input แน่นอน เห็นไหม ถึงได้ให้ไล่ Input, Output ออกมาเสียก่อนนะคะ เงื่อนไข ถ้ามี ถ้าไม่มี เห็นไหม นะคะ คำนวณนะคะ บางข้ออาจจะไม่มีคำสั่งนี้ก็ได้ ดูด้วยนะคะ บางตัวอาจจะไม่มี แต่ที่มี ก็คือ Output ต้องมีอยู่แล้วนะคะ คำสั่งนี้ต้องมีบรรทัดแสดง Output อยู่แล้ว แล้วก็ Input น่ะ มีแน่นอนอยู่แล้วนะคะ แต่ Decision นี่ อาจจะไม่มีก็ได้ เห็นไหม บางข้ออาจจะไม่มี แต่บางข้อจะมีนะคะ เพราะฉะนั้น ไอ้การบ้าน 2 ตัวนั้นน่ะ ขอบอกเลยว่า คำสั่งไม่เกิน 10 บรรทัดแน่นอนนะคะ มีคำสั่งไม่เกิน 10 บรรทัดแน่นอน ทั้ง 2 ข้อเลยนะคะ ลองทำเป็นการบ้านแล้วกันนะคะ โดยการดึงจากข้อมูลที่เราวิเคราะห์ ออกมาเป็นตารางนั่นล่ะ มาเขียนเป็นคำสั่ง มีใครสงสัยให้ถาม เพราะเดี๋ยวจะปล่อยแล้วนะคะ เพราะหมดเวลาแล้ว สงสัยรูปแบบอะไรไหม รูปแบบการเขียนไหม นะคะ คำสั่งจะต้องเขียนในรูปภาษาอังกฤษเท่านั้น ถ้ากลัวนึกไม่ออก ภาษาอังกฤษนึกไม่ออก เขียนเป็นภาษาไทย เหมือนตัวอย่างอย่างนี้ก่อนก็ได้ นึกออกไหม แล้วค่อยไปค้น Google มา ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ แต่ที่จะต้องส่ง ก็คือต้องส่งในรูปคำสั่งที่เป็นภาษาอังกฤษ นึกออกนะ นะคะ คือถ้า... คิดยาก งง ๆ ๆ ๆ ๆ ลองเขียนคำสั่งนี้ คำสั่งแรก เป็นภาษาไทยก่อน แล้วค่อยมาแปลงเป็นภาษาอังกฤษ ไล่ไป ใช่ ๆ ๆ ไม่ใช่เขียนใส่กระดาษมาส่ง พิมพ์สิ เดี๋ยวอ่านไม่ออก เดี๋ยวเผื่อเขียน อะไรนะ Set, Get บางคนเขียนตะหวัดนะ Set มันจะกลายเป็น Get ไปอีก นึกออกนะคะ เพราะฉะนั้นพิมพ์ส่งนะคะ พิมพ์ส่ง ให้พิมพ์ส่ง เดี๋ยวเขียนตัว Set กับตัว Get เขียนคล้าย ๆ กัน จะกลายเป็นคำสั่งเดียวกัน ซึ่งจะเป็นไม่ถูกต้อง ถูกไหม คือแทนที่จะบอกรับค่า เขียนหวัด ๆ มา แม่อ่านเป็น Set เหมือนกันอย่างนี้ แสดงว่า ตัวเองเขียนผิด แต่ความจริงตัวเองจะบอกว่า หนูก็เขียน Get แล้ว แต่ลายมือหนู มันเป็น Set ไปได้อย่างไร เข้าใจไหม เพราะฉะนั้นพิมพ์นะคะ จะได้ไม่เกิดปัญหา ว่า Set กับ Get เป็นตัวเดียวกัน แล้วถ้าพิมพ์ปุ๊บ ภาษาอังกฤษนะ ถ้ามันผิดตัวนี้มันก็จะขึ้น Error ใช่ไหม ถ้าพิมพ์ในคอมน่ะ มันก็จะเห็น มันก็จะ... เราก็จะได้แก้คำให้ถูกต้องได้นะคะ ถ้าไม่มีข้อสงสัย สัปดาห์นี้พอแค่นี้นะคะ ก็คือถ้าเราเขียน Pseudo code ได้ เราก็จะไปเขียนผังงานต่อได้นะคะ เสียงโทรศัพท์ใครดัง ใช่ ๆ ๆ อย่างนี้ เขียนอย่างนี้ จะก่อน ก็คือถ้ายังนึกภาษาอังกฤษไม่ออกน่ะ ลองเขียนไล่ออกมาเป็นภาษาไทยก่อนก็ได้ แต่เวลาส่งน่ะ ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น โอ.เค. ไหมครับ ใครเป็นหัวหน้าห้อง ห้องเราใครเป็นหัวหน้าห้อง ไอซ์หรือ (อาจารย์) ขอบคุณค่ะ