WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.006 --> 00:00:08.006
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ ล่ามได้ยินอาจารย์ไหมคะ

3
00:00:08.009 --> 00:00:12.009

4
00:00:12.009 --> 00:00:16.009
น่าจะไม่ได้ยิน

5
00:00:16.009 --> 00:00:20.009
ทุกคนเข้า ได้ยินเสียงอาจารย์ไหมคะ

6
00:00:20.011 --> 00:00:24.011
ครูล่าม

7
00:00:24.013 --> 00:00:28.013
โอ.เค. นะคะ ทุกคนเปิดสไลด์

8
00:00:28.014 --> 00:00:32.014
ที่อาจารย์อัปฯ ให้ที่ Classroom มีใครเปิดไม่ได้

9
00:00:32.015 --> 00:00:36.015
ไม่มีนะ

10
00:00:36.016 --> 00:00:40.016
พาร์ทที่ 2 นะคะ เราจะเรียน ทฤษฎี

11
00:00:40.017 --> 00:00:44.017
6 บท 6 เรื่องด้วยกัน

12
00:00:44.018 --> 00:00:48.018
ส่วนของการแบ่งคะแนนนะคะ พอดีอาจารย์แบ่งกับอาจารย์ปิยะวรรณ

13
00:00:48.019 --> 00:00:52.019
คนละครึ่ง ก็คือ 50 : 50

14
00:00:52.020 --> 00:00:56.020
ก็จะมี 50 นี่มาจากไหนบ้าง 30

15
00:00:56.020 --> 00:01:00.020
คะแนนจะมาจากการสอบ

16
00:01:00.021 --> 00:01:04.021
นะคะ จริง ๆ มันเป็นสอบทฤษฎีแต่เขาจับให้เป็น

17
00:01:04.022 --> 00:01:08.022
ปลายภาค ก็คือเป็น Filnal

18
00:01:08.024 --> 00:01:12.024
30 คะแนน เป็นข้อสอบของส่วนกลาง ครูไม่ได้ออก

19
00:01:12.025 --> 00:01:16.025
เองเนื้อหาเป็นของส่วนกลาง

20
00:01:16.026 --> 00:01:20.026
เหมือนกันนะคะ ถามว่ายากไหม

21
00:01:20.027 --> 00:01:24.027
ยากเลยหรือ เนื้อหาก็

22
00:01:24.028 --> 00:01:28.028
จะเป็น ด้วยความที่วิชานี้ เป็นวิชาที่อยู่ในกลุ่มของ

23
00:01:28.029 --> 00:01:32.029
ศึกษาทั่วไปหรือ Gen

24
00:01:32.030 --> 00:01:36.030
คือ 6 บทที่ คือ 6 เรื่อง

25
00:01:36.031 --> 00:01:40.031
ไม่ได้ลงลึก แต่เราต้องรู้ในทั้ง 6

26
00:01:40.032 --> 00:01:44.032
เนื้อหานี้นะคะ สไลด์ก็ของส่วนกลาง

27
00:01:44.033 --> 00:01:48.033
ส่วนกลาง ครูมีหน้าที่มาอธิบาย

28
00:01:48.034 --> 00:01:52.034
เราสงสัยตรงไหนก็สอบถามเพิ่มเติมนะคะ พอเรียน

29
00:01:52.035 --> 00:01:56.035
6 บทนี้เสร็จ เราจะมีสอบ จริง ๆ คือสอบปลายภาคนั่นล่ะ

30
00:01:56.036 --> 00:02:00.036
แล้วก็เป็นเนื้อหาของ 6 บทนี้

31
00:02:00.037 --> 00:02:04.037
ครูก็เลยคุยกับอาจารย์ปิยวรรณให้อาจารย์สอน

32
00:02:04.039 --> 00:02:08.039
เพราะ... เชิญค่ะ

33
00:02:08.040 --> 00:02:12.040
เพราะว่า ถ้าครูสอนทษฏีก่ น

34
00:02:12.041 --> 00:02:16.041
กว่าที่เราจะสอบปลายภาค มันจะผ่านไปอีก 2 เดือน

35
00:02:16.042 --> 00:02:20.042
กลัวลืมแต่อันนี้ คือ เรียนเสร็จ

36
00:02:20.043 --> 00:02:24.043
เราก็สอบเลย จะได้ไม่ลืมนะคะ บางคนบอกไม่ได้ลืม

37
00:02:24.044 --> 00:02:28.044
ยังไม่ได้จำเลย

38
00:02:28.045 --> 00:02:32.045
เนื้อหาค่อนข้างเยอะนะคะ เยอะพอสมควร

39
00:02:32.046 --> 00:02:36.046
เดี๋ยวจะค่อย ๆ อธิบาย

40
00:02:36.047 --> 00:02:40.047
ไปแล้วกันนะ เราสงสัยตรงไหนนะคะ ต้องการรู้

41
00:02:40.048 --> 00:02:44.048
ตัวไหนเพิ่มเติม ก็ยกมือถามไปได้เลย

42
00:02:44.048 --> 00:02:48.048
โอ.เค. เดี๋ยวเช็กชื่อให้ที่มา

43
00:02:48.049 --> 00:02:52.049
ธีรพลนะ โอ.เค. ค่ะ

44
00:02:52.051 --> 00:02:56.051
ที่มาเพิ่มก่อน สไลด์อาจารย์จะอัปฯ ให้

45
00:02:56.052 --> 00:03:00.052
ทุกวันนะคะ แล้วท้ายสไลด์มันจะมีแบบฝึกหัดอยู่

46
00:03:00.053 --> 00:03:04.053
ส่วนของเรา 50 คะแนนนี่ จะมา

47
00:03:04.054 --> 00:03:08.054
30 คะแนนที่เป็นสอบ ข้อสอบกลาง

48
00:03:08.055 --> 00:03:12.055
เป็นข้อสอบปลายภาค อีก 10 คะแนนนะคะ มาจากแบบฝึกหัด

49
00:03:12.056 --> 00:03:16.056
แล้วก็เหลืออยู่ 10 คะแนน

50
00:03:16.057 --> 00:03:20.057
ส่วนของครูแบ่งกับอาจารย์ปิยะวรรณ

51
00:03:20.058 --> 00:03:24.058
อีก 10 คะแนนก็จะเป็นคะแนนรายงาน

52
00:03:24.059 --> 00:03:28.059
คะแนนมีส่วนร่วมในชั้นเรียนนะคะ ครูจะ

53
00:03:28.060 --> 00:03:32.060
ไม่บรรยายไปคนเดียว ก็จะมีถามนักศึกษา

54
00:03:32.060 --> 00:03:36.060
ทราบคำตอบ ก็ตอบมา

55
00:03:36.061 --> 00:03:40.061
อันนี้เป็นคะแนนที่ไม่หารอีก

56
00:03:40.062 --> 00:03:44.062
ใครตอบอันนี้ได้ให้ 2 คะแนน ก็คือให้ 2 คะแนนเลย เอาไปรวมเลย

57
00:03:44.063 --> 00:03:48.063
ไม่หาร ไม่หารอีกนะคะ

58
00:03:48.064 --> 00:03:52.064
ฉะนั้น เก็บไปเรื่อย ๆ นะคะ

59
00:03:52.064 --> 00:03:56.064
ต้องตั้งใจเรียนนะคะ แล้วก็พยายาม

60
00:03:56.065 --> 00:04:00.065
เก็บคะแนนไปให้ได้เยอะที่สุด ด้วยความที่

61
00:04:00.066 --> 00:04:04.066
วิชานี้นะคะ เป็นวิชา jened

62
00:04:04.067 --> 00:04:08.067
เพราะของเราคือ

63
00:04:08.068 --> 00:04:12.068
เทคโนโลยีคอมฯ ไง เทคโนฯ คอมฯ

64
00:04:12.069 --> 00:04:16.069
เราปรับปรุงหลักสูตรมาจากไอที แต่พื้นฐาน

65
00:04:16.070 --> 00:04:20.070
เราก็จะรู้เท่ากับ IT นั่นล่ะ แต่แก่นแท้

66
00:04:20.071 --> 00:04:24.071
ก็เอก IT ค่ะ

67
00:04:24.072 --> 00:04:28.072
ในส่วนของเนื้อหานะคะ 6 บท

68
00:04:28.073 --> 00:04:32.073
ก็ต้องเรียนอย่างน้อย 6 สัปดาห์เลย ครูจะไม่มาอัดให้

69
00:04:32.074 --> 00:04:36.074
วันนี้เรียน 2 บท วันนี้เรียน 3 บท ไม่มีประโยชน์

70
00:04:36.075 --> 00:04:40.075
มันเยอะนะคะ ถามว่าถ้าแค่สอนให้จบ สอนวันเดียวก็

71
00:04:40.076 --> 00:04:44.076
จบนะ สอนวันเดียวก็หมดค่ะ ครูสอนทีเดียว

72
00:04:44.078 --> 00:04:48.078
จนถึงบทที่ 6 เลย แล้วนักศึกษาได้อะไร

73
00:04:48.079 --> 00:04:52.079
ก็ได้ฟังค่ะ เข้าหูนี้ บางทีก็ไม่เข้า ผ่านไป

74
00:04:52.080 --> 00:04:56.080
ฉะนั้นค่อย ๆ อธิบายทำความเข้าใจไป สงสัย

75
00:04:56.081 --> 00:05:00.081
ก็ถามเราก็ทำแบบฝึกหัดท้ายบทมา

76
00:05:00.083 --> 00:05:04.083
ส่งทาง Classroom มา ตรวจเสร็จครูก็จะแจ้ง

77
00:05:04.083 --> 00:05:08.083
กลับไป เราก็รู้คะแนนไปเรื่อย เก็บปลายภ

78
00:05:08.085 --> 00:05:12.085
นะคะ โอ.เค. นะคะ บทที่ 1

79
00:05:12.087 --> 00:05:16.087
นะคะ จริง ๆ เรียนวิชานี้ทฤษฎีนี้

80
00:05:16.088 --> 00:05:20.088
ที่เราต้องรู้ ก็คือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร รู้ความหมาย

81
00:05:20.089 --> 00:05:24.089
ความเป็นมานะคะ ประเภท

82
00:05:24.090 --> 00:05:28.090
จริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว นักศึกษา

83
00:05:28.091 --> 00:05:32.091
เกิดในยุคเทคโนโลยีอยู่แล้ว

84
00:05:32.091 --> 00:05:36.091
แต่บางทีเราไม่รู้ว่าไอ้ที่เราใช้

85
00:05:36.093 --> 00:05:40.093
อยู่ทุกวันนี่มันคือเทคโนโลยีไหม หรือมันคือ

86
00:05:40.095 --> 00:05:44.095
เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ไหม โอ.เค.

87
00:05:44.096 --> 00:05:48.096

88
00:05:48.096 --> 00:05:52.096
ตรงไหนที่เป็นข้อสอบ

89
00:05:52.097 --> 00:05:56.097
ทำอย่างไรถึงจะจำได้ เอาวิธีการ

90
00:05:56.098 --> 00:06:00.098
เทคนิคของแต่ละคน แต่อาจารย์จะบอกตรงนี้คือ

91
00:06:00.099 --> 00:06:04.099
ข้อสอบนะ อันนี้ก็แล้วแต่เราจะจด

92
00:06:04.100 --> 00:06:08.100
เราจะพริ้น ปกติสไลด์ครูจะอัปให้ 1 สัปดาห์ก่อนเรียน

93
00:06:08.102 --> 00:06:12.102
อย่างวันนี้เราเรียนบทที่หนึ่งเสร็จ อย่างวันนี้

94
00:06:12.104 --> 00:06:16.104
เราก็ทำแบบฝึกหัดมา แล้วไม่เกินวันพุธ

95
00:06:16.105 --> 00:06:20.105
ครูก็อัพฯ บทที่ 2 ให้

96
00:06:20.106 --> 00:06:24.106
พริ้นมาก่อนได้เลยนะคะ พริ้นสไลด์มา หรือเราจะใช้เทคนิค

97
00:06:24.107 --> 00:06:28.107
วิธีการไหนก็แล้วแต่ เอาเทคนิคแต่ละคน

98
00:06:28.109 --> 00:06:32.109
คอมพิวเตอร์คืออะไร

99
00:06:32.110 --> 00:06:36.110
ถ้าไม่อ่านความหมายตามนี้แล้วให้นักศึกษาอธิบาย

100
00:06:36.111 --> 00:06:40.111
ในความคิดของนักศึกษาเอง

101
00:06:40.112 --> 00:06:44.112
ตอนนี้ครูยังจำชื่อใครยังไม่ได้

102
00:06:44.113 --> 00:06:48.113
ครูสุ่มถามเลยได้ไหม

103
00:06:48.113 --> 00:06:52.113
ครูอยากรู้ว่าในมุมมอง

104
00:06:52.115 --> 00:06:56.115
ในความคิดของเอก

105
00:06:56.116 --> 00:07:00.116
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และดิจิทัลนี่

106
00:07:00.117 --> 00:07:04.117
โดยที่ไม่อ่านตามนี้ อันนี้เขาบอก

107
00:07:04.118 --> 00:07:08.118
เราว่ามัน คือ อันนี้นะคะ

108
00:07:08.119 --> 00:07:12.119
แต่ในความคิดของนักศึกษาน่ะ ให้เรานิยาม เราจะนิยามว่าอย่างไร

109
00:07:12.120 --> 00:07:16.120
นะคะ ขออนุญาตถาม

110
00:07:16.121 --> 00:07:20.121
ถามหัวหน้าห้องก่อน

111
00:07:20.122 --> 00:07:24.122
ดูเป็นความหวัง จักรพัน Stand up

112
00:07:24.122 --> 00:07:28.122
ถ้าพูดถึงคอมพิวเตอร์เราจะนิยาม

113
00:07:28.123 --> 00:07:32.123
ความหมายว่าอย่างไรเอ่ย ในความคิดของเรา

114
00:07:32.122 --> 00:07:36.122
เพราะเราคิดแบบนี้ เพราะเรายังไม่ได้เรียน

115
00:07:36.123 --> 00:07:40.123
ไปเราค่อยคิดเหมือนกัน เอาความคิดของเราก่อน

116
00:07:40.124 --> 00:07:44.124
คอมพิวเตอร์คืออะไรคะ

117
00:07:44.125 --> 00:07:48.125
มีอีกไหม

118
00:07:48.128 --> 00:07:52.128
จักรพันธ์บอก คอมพิวเตอร์ก็คือ เครื่องคำนวณ

119
00:07:52.129 --> 00:07:56.129
หมดหรือยัง

120
00:07:56.130 --> 00:08:00.130
ทำไมตอบสั้นจัง นั่งลง ผมท่องมาตั้งแต่อนุบาลเลยครับ

121
00:08:00.131 --> 00:08:04.131
คอมพิวเตอร์คือเครื่องคำนวณ เหมือนเล่นต่อคำ

122
00:08:04.132 --> 00:08:08.132
เครื่องคำนวณ คนต่อไป

123
00:08:08.133 --> 00:08:12.133
กรพจ

124
00:08:12.134 --> 00:08:16.134
คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไรคะ ในความคิดเรา

125
00:08:16.135 --> 00:08:20.135
อุปกรณ์ที่...

126
00:08:20.136 --> 00:08:24.136
อ๋อ โอ.เค. นั่งลง

127
00:08:24.137 --> 00:08:28.137
ไม่ได้ทำแค่คำนวณ

128
00:08:28.138 --> 00:08:32.138
ท

129
00:08:32.140 --> 00:08:36.140

130
00:08:36.142 --> 00:08:40.142
เป็น Brain

131
00:08:40.144 --> 00:08:44.144
Robot สมองหุ่นยน์ที่มีสมอง

132
00:08:44.145 --> 00:08:48.145
นะคะ

133
00:08:48.146 --> 00:08:52.146
พัฒนันท์

134
00:08:52.147 --> 00:08:56.147

135
00:08:56.147 --> 00:09:00.147
อำนวยความสะดวกพัฒนันตอบแบบนั้น

136
00:09:00.149 --> 00:09:04.149
อะไรก็แล้วแต่ โอ.เค. ค่ะ นั่งลง อะไรก็แล้วแต่ที่มา

137
00:09:04.150 --> 00:09:08.150
อำนวยความสะดวก ก็น่าจะเป็นคอมพิวเตอร์

138
00:09:08.150 --> 00:09:12.150
มีอีกไหมคะ ที่อยากตอบ แต่ครูยังไม่ถาม

139
00:09:12.151 --> 00:09:16.151
อยากตอบเลยค่ะ

140
00:09:16.152 --> 00:09:20.152
จริง ๆ แล้วนะคะ ถ้า

141
00:09:20.153 --> 00:09:24.153
เขาบอกว่าคอมพิวเตอร์ ก็คือ

142
00:09:24.154 --> 00:09:28.154
อันนี้คือความหมายของคอมพิวเตอร์

143
00:09:28.158 --> 00:09:32.158
หมายถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

144
00:09:32.160 --> 00:09:36.160
นะคะ คำว่า "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" ต้องเป็น

145
00:09:36.161 --> 00:09:40.161
อย่างไรคะ

146
00:09:40.163 --> 00:09:44.163
ต้องใช้ ไฟ หล่อเลี้ยง

147
00:09:44.165 --> 00:09:48.165
ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่นี่ในการเลี้ยง

148
00:09:48.166 --> 00:09:52.166
เรียกว่า "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" นะคะ

149
00:09:52.168 --> 00:09:56.168
แต่คราวนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี่มัน

150
00:09:56.169 --> 00:10:00.169
เยอะมาก หลอดไฟ ต้องใช้ไฟ แอร์ ก็

151
00:10:00.170 --> 00:10:04.170
ใช้ไฟนะคะ แต่เราก็ไม่ได้เรียกว่า "คอมพิวเตอร์"

152
00:10:04.171 --> 00:10:08.171
นะคะ ลักษณะที่ทำให้คอมพิวเตอร์มันเฉพาะ

153
00:10:08.172 --> 00:10:12.172
คือดึงออกมมาจากอิเล็กทรอนิกส์

154
00:10:12.173 --> 00:10:16.173
ใช้ในการ Manage ข้อมูล จัดการข้อมูล

155
00:10:16.174 --> 00:10:20.174
นะคะ จัดการข้อมูลนี่

156
00:10:20.175 --> 00:10:24.175
ทำอย่างไรบ้าง เดี๋ยวค่อยว่ากัน แต่ลักษณะการจัดการนี่

157
00:10:24.176 --> 00:10:28.176
คอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรม เราใช้คำว่า

158
00:10:28.178 --> 00:10:32.178
ชุดคำสั่งนะคะ

159
00:10:32.179 --> 00:10:36.179
จะมีชุดคำสั่งกำหนดเอาไว้แล้ว

160
00:10:36.180 --> 00:10:40.180
เพื่อควบคุมให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

161
00:10:40.181 --> 00:10:44.181
ไม่สามารถทำงานได้เอง คิดได้เอง

162
00:10:44.182 --> 00:10:48.182
เหมือนมนุษย์ ทำไม่ได้ค่ะ ต้องทำตามคำสั่ง

163
00:10:48.184 --> 00:10:52.184
นะคะ ที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น

164
00:10:52.185 --> 00:10:56.185
ซึ่งระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์นี่มีอยู่

165
00:10:56.187 --> 00:11:00.187
4 ส่วนด้วยกัน อะไรก็แล้วแต่นะคะ ในโลกนี้

166
00:11:00.189 --> 00:11:04.189
นี่ ถ้ามีกระบวนการทำงาน

167
00:11:04.190 --> 00:11:08.190
4 ส่วนต่อไปนี้ เราจะเรียนกอิเล็กทรอนิกส์ดีไว

168
00:11:08.191 --> 00:11:12.191
เป็นคอมพิวเตอร์ 1. รับข้อมูลได้

169
00:11:12.192 --> 00:11:16.192
โดยผ่านอุปกรณ์ตัวไหนก็ช่าง

170
00:11:16.193 --> 00:11:20.193
แต่สามารถ Input ข้อมูลเข้าไปในตัวนั้น

171
00:11:20.194 --> 00:11:24.194
ได้ 2. นะคะ

172
00:11:24.195 --> 00:11:28.195
พอรับเข้ามาเสร็จ ประมวลผลได้ การประมวลผล

173
00:11:28.197 --> 00:11:32.197
Prosent มันย่อย

174
00:11:32.198 --> 00:11:36.198
ผลไม่ได้หมายถึง แค่การ บวก ลบ คูณ หารนะคะ

175
00:11:36.199 --> 00:11:40.199
การประมวลผลไม่ได้หมายถึงแค่ว่าการคำนวณ

176
00:11:40.199 --> 00:11:44.199
มันประมวลผลได้เยอะกว่านั้น คำว่า "Process" น่ะ

177
00:11:44.200 --> 00:11:48.200
นะคะ เก็บเอาไว้

178
00:11:48.201 --> 00:11:52.201
หรือแสดงผลเลยก็ได้ หรือไปแสดงผลที่หลังก็ได้

179
00:11:52.202 --> 00:11:56.202
แต่สิ่งที่ pro

180
00:11:56.202 --> 00:12:00.202
เก็บเอาไว้ระยะยาวนะคะ เรา

181
00:12:00.203 --> 00:12:04.203
มีไหนคุณสมบัตินี้

182
00:12:04.204 --> 00:12:08.204
ถ้าเราเป็น Robot แสดงว่าเราเป็นคอมพิวเตอร์

183
00:12:08.205 --> 00:12:12.205
เก็บขอมูลได้นานไหมคะ เดี๋ยวเราจะ

184
00:12:12.206 --> 00:12:16.206
ทดสอบกันนะคะ ว่าเก็บข้อมูลได้นานจริงหรือเปล่า

185
00:12:16.207 --> 00:12:20.207
อย่างวันนี้เรียนไปแล้ว สัปดาห์ก่อนเรียนครูก็จะทบทวนก่อน

186
00:12:20.207 --> 00:12:24.207
1 สัปดาห์ผ่านไป ยังเก็บข้อมูลได้ไหม

187
00:12:24.208 --> 00:12:28.208
ทดสอบนะคะ ว่าจักรพันธุ์ เป็นหุ่นยนต์ที่แฝ

188
00:12:28.209 --> 00:12:32.209
ในโลกอนาคตที่แฝงตัวมาหรือเปล่า อย่างนี้นะคะ ไม่ใช่

189
00:12:32.209 --> 00:12:36.209
ออกจากห้อง ก็ลืมแล้วนะคะ

190
00:12:36.210 --> 00:12:40.210
อันนี้คือขั้นตอนการทำงานนะคะ

191
00:12:40.211 --> 00:12:44.211
พอเป็นคอมพิวเตอร์เราก็จะคุ้นเคยกับตัวคอมพิวเตอร์นี้

192
00:12:44.212 --> 00:12:48.212
นะคะ มีแค่เมาส์กับคีย์บอร์ดไหม

193
00:12:48.216 --> 00:12:52.216
ไม่ค่ะ เยอะนะคะ

194
00:12:52.217 --> 00:12:56.217
แต่เขาเอา Input Unit

195
00:12:56.218 --> 00:13:00.218
เมาส์นะ คีย์บอร์ดนะ ทุกวันนี้

196
00:13:00.219 --> 00:13:04.219
ไม่ต้องใช้ 2 อย่างนี้ก็ได้นะคะ

197
00:13:04.221 --> 00:13:08.221
พอ Input เข้าไปปุ๊บ ก็ไปสู่กระบวนการ

198
00:13:08.221 --> 00:13:12.221
Unit กระบวนการที่ 2 Process ค่ะ

199
00:13:12.222 --> 00:13:16.222
การ Prosess นี่ไม่ได้มีแค่การ

200
00:13:16.223 --> 00:13:20.223
มันไม่ได้มีแค่คำนวณ เพราะอย่างเช่น

201
00:13:20.224 --> 00:13:24.224
ครูพิมพ์ กรอกข้อมูล ก็คือเป็นชื่อนักศึกษา

202
00:13:24.225 --> 00:13:28.225
เราจะ Process อย่างไรกับชื่อนักศึกษา

203
00:13:28.226 --> 00:13:32.226
สิ่งที่เราป้อนเข้าไปเรียกว่า "ข้อมูล"

204
00:13:32.227 --> 00:13:36.227
ใช่ไหมคะ Raw Data ก็คือข้อมูลดิบนะ ครูพิมพ์

205
00:13:36.227 --> 00:13:40.227
ชื่อ-นามสกุลเข้าไป ทุกคนเลย

206
00:13:40.228 --> 00:13:44.228
ตอนนี้ สมมติทุกคน

207
00:13:44.229 --> 00:13:48.229
ที่เป็นชื่อ-นามสกุลอย่างไร

208
00:13:48.230 --> 00:13:52.230
ให้เป็น Information

209
00:13:52.231 --> 00:13:56.231
สิ่งที่ป้อนเข้าไป เราเรียก "ข้อมูลดิบ

210
00:13:56.232 --> 00:14:00.232
กับชื่อสกุลนี้ ทำอย่างไรให้มันจะเป็นสารสนเทศ

211
00:14:00.234 --> 00:14:04.234
ทำอย่างไรคะ

212
00:14:04.235 --> 00:14:08.235
Process อย่างไรได้บ้าง บวก ลบ คูณ หาร ได้ไหม

213
00:14:08.236 --> 00:14:12.236
เอาจักรพันธ์มาบงก

214
00:14:12.237 --> 00:14:16.237
เอาชื่อมาบวกชื่อได้อะไรคะ

215
00:14:16.238 --> 00:14:20.238

216
00:14:20.239 --> 00:14:24.239
อย่างนั้นเรา Process อย่างไรได้บ้าง ถ้าไม่ใช่

217
00:14:24.240 --> 00:14:28.240
บวก, ลบ, คูณ, หาร

218
00:14:28.241 --> 00:14:32.241
ถึงเรียกว่า Process ถ้าเรากรอกเข้า ๆ

219
00:14:32.242 --> 00:14:36.242
ไปมันก็ไล่กันไปค่ะ

220
00:14:36.243 --> 00:14:40.243
เรียกข้อมูลดิบเหมือนเดิม

221
00:14:40.244 --> 00:14:44.244
มันต้อง Process ตัวนี้ เพื่อแให้ได้

222
00:14:44.245 --> 00:14:48.245
Infromation  นักศึกษามี Idea

223
00:14:48.246 --> 00:14:52.246
ที่จะ Process ข้อมูลที่เป็นชื่อ-นามสกุล

224
00:14:52.248 --> 00:14:56.248
อย่างไรบ้าง นี่คือคำถาม

225
00:14:56.249 --> 00:15:00.249
ทำอย่างไรบ้างคะ เรียงลำดับ

226
00:15:00.250 --> 00:15:04.250
ตามอะไร

227
00:15:04.251 --> 00:15:08.251
เรียงลำดับตามตัวอักษร

228
00:15:08.252 --> 00:15:12.252
โอ.เค. คือ มันต้องมี If ให้ข้อมูลน่ะค่ะ

229
00:15:12.253 --> 00:15:16.253
If ก็คือเงื่อนไข เราอาจจะเรียงลำตามตัวอักษร

230
00:15:16.254 --> 00:15:20.254
อันนี้คือความซอกซ้อนอีกสเตปหนึ่ง หรือ

231
00:15:20.256 --> 00:15:24.256
เรียงลำดับตามลำดับการป้อนถูกไหมคะ

232
00:15:24.257 --> 00:15:28.257
ใครป้อนชื่อใครก่อนก็เป็นลำดับ 1 ไล่ไป

233
00:15:28.259 --> 00:15:32.259
หรือป้อนชื่อใครก่อนก็ไม่สำคัญ

234
00:15:32.261 --> 00:15:36.261
แต่เราจะ Souce ข้อมูล

235
00:15:36.262 --> 00:15:40.262
เริ่มมีหุ่นยนต์แฝงตัวอยู่

236
00:15:40.263 --> 00:15:44.263
ในกลุ่มเรา เริ่มรู้ว่าไม่ต้องคำนวณก็ได้นะคะ

237
00:15:44.264 --> 00:15:48.264
เสร็จแล้วเก็บข้อมูลเอาไว้ค่ะ คอมพิวเตอร์จะมีส่วน

238
00:15:48.265 --> 00:15:52.265
ที่เก็บข้อมูลในตัว เรารู้จัก

239
00:15:52.266 --> 00:15:56.266
หน่วยความจำตัวนั้นไหมคะ ตัวนี้

240
00:15:56.278 --> 00:16:00.278
เขาใช้คำว่า "หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง" แปลว่ามัน

241
00:16:00.280 --> 00:16:04.280
ต้องมีหน่วยเก็บข้อมูลหลักใช่ไหม หน่วยเก็บข้อมูล

242
00:16:04.281 --> 00:16:08.281
Main Memories นะ

243
00:16:08.282 --> 00:16:12.282
ตัว Main น่ะค่ะ

244
00:16:12.283 --> 00:16:16.283
มีอีกไหม แคส เป็นรอม

245
00:16:16.284 --> 00:16:20.284
ระบบนะคะ แต่มันต้องมีกระบวนการนี้

246
00:16:20.285 --> 00:16:24.285
คือเก็บในตัว และเก็บผ่าน

247
00:16:24.286 --> 00:16:28.286
เราเรียกหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง

248
00:16:28.287 --> 00:16:32.287
นะคะ แต่มันก็จะมีตัวหลักอย่างที่ครูบอกไปนะคะ

249
00:16:32.288 --> 00:16:36.288
พอถึงเวลาหนึ่งสามารถเข้าข้อมูลมาแสดงเป็น

250
00:16:36.289 --> 00:16:40.289
Unit ออกมา อันนี้คือ 4 Step

251
00:16:40.290 --> 00:16:44.290
การทำงานของสิ่งที่เราเรียกว่า "

252
00:16:44.291 --> 00:16:48.291
ที่เป็นคอมพิวเตอร์ ถ้ามีครบแบบนี้เมื่อไหร่

253
00:16:48.292 --> 00:16:52.292
อุปกรณ์ตัวนั้นน่ะ คือ คอมฯ คือคอมพิวเตอร์

254
00:16:52.292 --> 00:16:56.292
นะคะ คือ คอมพิวเตอร์

255
00:16:56.292 --> 00:17:00.292
คราวนี้เราลองมาดูลักษณะ

256
00:17:00.293 --> 00:17:04.293
เอาไว้แบ่งน่ะ เอาไว้แบ่งประเภทน่ะนะคะ ว่า

257
00:17:04.294 --> 00:17:08.294
อันนี้คือคอมฯ ไหม ว่าอันนี้ไม่ใช่

258
00:17:08.295 --> 00:17:12.295
ถ้าคอมพิวเตอร์จะต้องมีความเร็ว

259
00:17:12.296 --> 00:17:16.296
ทำงานเร็ว เราทำงานเร็วไหม

260
00:17:16.297 --> 00:17:20.297
ทำน่ะเร็วแน่นอน

261
00:17:20.298 --> 00:17:24.298
แต่ถึงไหม ไม่รู้ แต่เร็ว

262
00:17:24.299 --> 00:17:28.299
2. เชื่อถือได้ไหม

263
00:17:28.300 --> 00:17:32.300
สิ่งที่จักรพันธุ์พูดเชื่อถือได้ไหม

264
00:17:32.301 --> 00:17:36.301
เชื่อได้นะคะ ได้กี่เปอร์เซ็นต์

265
00:17:36.304 --> 00:17:40.304
ไม่รู้นะคะ แต่เชื่อได้นะคะ

266
00:17:40.305 --> 00:17:44.305
ข้อมูลที่ นอกจากมีความเร็ว

267
00:17:44.306 --> 00:17:48.306
เชื่อถือได้ต้องมีความถูกต้องแม่นยำด้วยนะ

268
00:17:48.307 --> 00:17:52.307
ข้อมูลที่ได้ออกมานะคะ เก็บข้อมูล

269
00:17:52.308 --> 00:17:56.308
ได้เยอะไหม คำว่า "ได้เยอะ" นี่คือ

270
00:17:56.309 --> 00:18:00.309
เราเก็บข้อมูลได้เยอะไหม

271
00:18:00.310 --> 00:18:04.310
หลายกิ๊กเลย

272
00:18:04.311 --> 00:18:08.311
พออันนี้คือข้อมูลเฉพาะอย่างนะคะ

273
00:18:08.311 --> 00:18:12.311
ข้อมูลรายบุคคล

274
00:18:12.312 --> 00:18:16.312
นอกจากเก็บได้เยอะแล้วนะคะ

275
00:18:16.313 --> 00:18:20.313
ถ่ายโอนได้เร็ว

276
00:18:20.313 --> 00:18:24.313
โอนเร็วไหม

277
00:18:24.314 --> 00:18:28.314
ถ้าโอนไม่เร็ว ก็แปลว่าไม่ใช่คอมฯ นะ

278
00:18:28.316 --> 00:18:32.316
จักรพันธ์บอกว่า ผมก็อยากจะโอนเร็วเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้

279
00:18:32.318 --> 00:18:36.318
จะโอนอะไร โอนหนี้ให้ได้ไหม

280
00:18:36.318 --> 00:18:40.318
อันนี้คือลักษณะของคอมพิวเตอร์นะคะ

281
00:18:40.319 --> 00:18:44.319
คราวนี้เรามาดูวิวัฒนาการ ถ้าเราเคยอ่านหนัง

282
00:18:44.320 --> 00:18:48.320
นะคะ หนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บ้าง

283
00:18:48.321 --> 00:18:52.321
จะได้ไม่เป็นบังคับว่าทุกคนเคยอ่าน

284
00:18:52.322 --> 00:18:56.322
เราจะต้องรู้หรือเคยได้ยินมาบ้าง

285
00:18:56.322 --> 00:19:00.322
นะคะ ว่า วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์นี่มันแบ่งเป็น 3

286
00:19:00.323 --> 00:19:04.323
3 ช่วง นะคะ ใน

287
00:19:04.325 --> 00:19:08.325
ช่วงแรกนะคะ เราจะเรียกว่า

288
00:19:08.326 --> 00:19:12.326
ช่วงก่อนเครื่องจักร อันนี้มันใช้ได้ไหม

289
00:19:12.327 --> 00:19:16.327
ใช้ไม่ได้นะ มียุคก่อนเครื่องจักร

290
00:19:16.328 --> 00:19:20.328
มียุคก่อนเครื่องจักร

291
00:19:20.329 --> 00:19:24.329
ยุคหลังเครื่องจักร

292
00:19:24.330 --> 00:19:28.330
นี่ไง สงสัยจักรพันธ์อ

293
00:19:28.331 --> 00:19:32.331
แค่นี้ เลยตอบมาว่าคอมพิวเตอร์คือ

294
00:19:32.332 --> 00:19:36.332
เครื่องคำนวณครับ จบเลย 50 สไลด์

295
00:19:36.333 --> 00:19:40.333
อ่านไป 3 สไลด์ พอมาถึง ไสไลด์

296
00:19:40.335 --> 00:19:44.335
จำมาตลอดเลยตั้งแต่เกิดมานะคะ คอมพิวเตอร์

297
00:19:44.337 --> 00:19:48.337
คือเครื่องคำนวณครับ จะตอบลูกคิดแล้ว

298
00:19:48.338 --> 00:19:52.338
ก็เลยบอกว่าเครื่องคำนวณจบ อันนี้

299
00:19:52.339 --> 00:19:56.339
เป็นจุดเริ่มต้น

300
00:19:56.340 --> 00:20:00.340
ของก่อนที่จะเป็นคอมพิวเตอร์น่ะค่ะ คือ เหมือนเรา

301
00:20:00.341 --> 00:20:04.341
จะทำงาน หรือทำอะไรสักอย่างหนึ่ง มันต้อ

302
00:20:04.343 --> 00:20:08.343
นะคะ จุดคิด เริ่มต้นประเด็น

303
00:20:08.344 --> 00:20:12.344
ประเด็นอย่างนี้น่ะค่ะ อันนี้

304
00:20:12.345 --> 00:20:16.345
อย่างเราเห็นลูกคิด เราคิดไหมว่าวันหน้า

305
00:20:16.346 --> 00:20:20.346
เราจะประดิษฐ์อะไร ไม่น่าคิดได้นะ

306
00:20:20.347 --> 00:20:24.347
เหมือนกับเห็นอุปกรณ์อะไรสักอย่าง

307
00:20:24.348 --> 00:20:28.348
ขึ้นมาวันหน้าเราจะเอาอันนี้ไปพัฒนา

308
00:20:28.349 --> 00:20:32.349
มีไหม ไม่มีความคิดนั้นเลย

309
00:20:32.351 --> 00:20:36.351
ไม่เคยแทรกซึมเข้ามาเพื่อจุดประกายอะไร

310
00:20:36.352 --> 00:20:40.352
แค่เห็นอันนี้

311
00:20:40.353 --> 00:20:44.353
เห็นอันนี้เขาก็ไปประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ได้

312
00:20:44.354 --> 00:20:48.354
ฉะนั้น ก็ไม่แปลก ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักวิทยาศาสตร์นะคะ

313
00:20:48.355 --> 00:20:52.355
อันนี้คือจุดแรก ใช้งานเป็นไหมคะ

314
00:20:52.356 --> 00:20:56.356
เคยใช้เมื่อ

315
00:20:56.358 --> 00:21:00.358
3 ชาติที่แล้ว ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว

316
00:21:00.359 --> 00:21:04.359
เคยใช้นานมาแล้วนะคะ

317
00:21:04.360 --> 00:21:08.360
ลูกคิด เกิดทันไหม ทุกวันนี้

318
00:21:08.361 --> 00:21:12.361
ยังมีใช้ไหม เราจะเห็นลูกคิดที่ไหน

319
00:21:12.362 --> 00:21:16.362
แต่มันจะเป็นสี ๆ นะ

320
00:21:16.363 --> 00:21:20.363
มันจะเป็นแบบของเด็กเล่นน่ะ เขาให้เด็ก

321
00:21:20.363 --> 00:21:24.363
ฝึกคิดน่ะค่ะ แต่มันจะเป็นสี หรือร้านแบบ

322
00:21:24.364 --> 00:21:28.364
เก่าแก่หน่อย ฉะนั้น

323
00:21:28.365 --> 00:21:32.365
ออกตัวไว้แล้วว่าไม่เคยใช้

324
00:21:32.366 --> 00:21:36.366
เพราะมัน... มันจะมีความทรงจำครั้งสุดท้าย

325
00:21:36.366 --> 00:21:40.366
จำได้ว่ามันจะฝึกคิด อันนี้คือแทนหลักเลขน่ะ

326
00:21:40.367 --> 00:21:44.367
หลักเลขนะคะ หลังจากนั้นก็จำไม่ได้

327
00:21:44.367 --> 00:21:48.367
เพราะตอนนี้เอาคำนวณเราหยิบอันนี้ขึ้นมาไหม

328
00:21:48.368 --> 00:21:52.368
หยิบอะไร ไม่หยิบโทรศัพท์

329
00:21:52.369 --> 00:21:56.369
ก็หยิบเครื่องคิดเลขที่อยู่ใกล้มือ แล้วก็จิ้มเลย

330
00:21:56.370 --> 00:22:00.370
พออันนี้คิดอย่างไรนะ เห็นปุ๊บ

331
00:22:00.372 --> 00:22:04.372
เอาไปประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ดีกว่า

332
00:22:04.373 --> 00:22:08.373
เรานี่เห็นปุ๊บเรามาทำอะไรล่ะ งง

333
00:22:08.374 --> 00:22:12.374
ต่อมานะคะ มีพัฒนาต่อมาเป็นแบบ Napre

334
00:22:12.375 --> 00:22:16.375
Bone แท่งเนเปียร์นะคะ

335
00:22:16.376 --> 00:22:20.376
นะคะ ตัวนี้เขาเอาไว้คำนวณ

336
00:22:20.377 --> 00:22:24.377
เหมือนรุ่นเรานี่เกิดทันยุค

337
00:22:24.378 --> 00:22:28.378
สูตรคูณไหม

338
00:22:28.379 --> 00:22:32.379
สมัยประถม มัธยม มีสูตรคูณไหม

339
00:22:32.380 --> 00:22:36.380
ท่องได้ถึงสูตรไหน

340
00:22:36.381 --> 00:22:40.381
สูตร 2 สูตร 2 เองหรือ

341
00:22:40.382 --> 00:22:44.382
เดี๋ยวนะ ไอ้ท่องถึงสูตร 2 นี่

342
00:22:44.383 --> 00:22:48.383
เริ่มท่องจากสูตรไหน 12

343
00:22:48.385 --> 00:22:52.385
ตอนนี้ยังท่องได้ไหมคะ

344
00:22:52.386 --> 00:22:56.386
ท่องได้สูตรไหนบ้าง

345
00:22:56.388 --> 00:23:00.388
มีเลือกท่องได้ด้วยนะ

346
00:23:00.389 --> 00:23:04.389
เออ ดีมาก เดี๋ยวจะให้โชว์สเตป

347
00:23:04.390 --> 00:23:08.390
การท่องสูตรคูณ

348
00:23:08.391 --> 00:23:12.391

349
00:23:12.392 --> 00:23:16.392
ตัวนี้นะคะ เป็นจุด... เขาเรียก "อุปกรณ์คำนวฯ

350
00:23:16.395 --> 00:23:20.395
ที่ช่วยคูณเลข ในเครื่องเรา มันจะ

351
00:23:20.396 --> 00:23:24.396
ซูมดูได้ว่าการคูณของเขา

352
00:23:24.399 --> 00:23:28.399
นี่ค่ะ แต่เขาก็คิดดีนะ เห็นลูกคิดปุ๊บ มาคิดอันนี้ต่อ

353
00:23:28.401 --> 00:23:32.401
มาคิดว่า ถ้าคูณ

354
00:23:32.403 --> 00:23:36.403
ใช้หลักการอะไร อันนี้ชาวสก็อต

355
00:23:36.403 --> 00:23:40.403
เป็นคนคิดนะคะ 4 คูณ 1

356
00:23:40.405 --> 00:23:44.405
ได้ 4 ดูไล่แถวลงมาเลยค่ะ อันนี้คือบน คอลัมน์บน

357
00:23:44.406 --> 00:23:48.406
แถวบนเลยนะคะ เอาตัวบนนี่

358
00:23:48.406 --> 00:23:52.406
มาคูณกับเลขข้างหน้า แล้วก็ได้คำตอบมาเป็นตัวนี้

359
00:23:52.407 --> 00:23:56.407
นะคะ ไล่ลงมา พอเป็นคำตอบที่เป็น 2 หลัก

360
00:23:56.408 --> 00:24:00.408
นะคะ เช่น 4 x 3 เป็น 12 เลขบนจะเป็น 1

361
00:24:00.409 --> 00:24:04.409
ทับอยู่ด้วยเลข 2 นะคะ ก็มีพัฒนา

362
00:24:04.410 --> 00:24:08.410
ต่อมาอีก 3 ตัวนี้ เป็นยุคก่อนเครื่องจักร

363
00:24:08.411 --> 00:24:12.411
นะคะ ก็มาเป็นสไลด์ลูเลอร์

364
00:24:12.412 --> 00:24:16.412
นะคะ คือตัวแท่งเนเปียร์นี่มันช่วยคูณ

365
00:24:16.413 --> 00:24:20.413
เคยเห็น

366
00:24:20.414 --> 00:24:24.414
เคยใช้งานแท่งอะไรแบบนี้ไหม

367
00:24:24.415 --> 00:24:28.415
เอามาขีดเส้น

368
00:24:28.416 --> 00:24:32.416
ให้มันตรงนะคะ เคยดูรายละเอียด

369
00:24:32.416 --> 00:24:36.416
ในนี้ไหม ไม่รู้ไว้ทำอะไร รู้แค่ว่า

370
00:24:36.417 --> 00:24:40.417
เอามาขีดเส้น เหมือนไม้เมื่อก่อนเรียกอะไรนะ

371
00:24:40.419 --> 00:24:44.419
สมัยครูเรียกแท่งโปรเทค

372
00:24:44.420 --> 00:24:48.420
นะคะ แต่พอมีเตอร์ ๆ นี่

373
00:24:48.421 --> 00:24:52.421
ผู้ปกครองก็จะคิดว่ามันต้องแพง

374
00:24:52.423 --> 00:24:56.423
ขอสตางค์ซื้อไม้โปรแทรกเตอร์หน่อย 2,000

375
00:24:56.424 --> 00:25:00.424
มันเป็นอะไรเตอร์ ๆ ต้องเป็นอะไรแบบแพง ๆ

376
00:25:00.425 --> 00:25:04.425
ไม้โปรแทรกเตอร์กี่บาท

377
00:25:04.426 --> 00:25:08.426
สมัยครูน่าจะแบบ 50 สตางค์

378
00:25:08.426 --> 00:25:12.426
อันนี้ ใช้หลักอังกอริทึม

379
00:25:12.427 --> 00:25:16.427
อัลกอริทึมนะ

380
00:25:16.431 --> 00:25:20.431
คิดนะคะ ใช้ในการคูณ ใช้ในการหาร ไอ้ไม้นี่นะ

381
00:25:20.432 --> 00:25:24.432
ไม้บรรทัดคำนวณนี่นะ ต่อมา

382
00:25:24.433 --> 00:25:28.433
ก็เป็นยุคของ Calulating Cloc

383
00:25:28.433 --> 00:25:32.433
ยุคของเครื่องจักรแล้วนะคะ เริ่มมี

384
00:25:32.434 --> 00:25:36.434
กลไกนะคะ จักรกล

385
00:25:36.435 --> 00:25:40.435
ในการคำนวณนะคะ

386
00:25:40.435 --> 00:25:44.435
ก็คือเขาปรับปรุงมาตั้งแต่ลูกคิด

387
00:25:44.437 --> 00:25:48.437
แล้วก็มาเป็นไม้บรรทัด

388
00:25:48.438 --> 00:25:52.438
นะคะ คำนวณ แล้วก็มาเป็นนาฬิกาคำนวณ

389
00:25:52.440 --> 00:25:56.440
เขาก็คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเรื่อย ๆ

390
00:25:56.440 --> 00:26:00.440
นะคะ เป็นเครื่องคำนวณ ของปาสคลาว

391
00:26:00.441 --> 00:26:04.441
นะคะ ปาสคาวก็คิด

392
00:26:04.442 --> 00:26:08.442
ที่ใช้ฟันเฟืองเป็นเครื่องแรก

393
00:26:08.443 --> 00:26:12.443
พวกนี้เราไม่ต้องท่องจำมันทั้งหมด เราแค่จำลักษณะ

394
00:26:12.444 --> 00:26:16.444
เด่น นะคะ ในข้อสอบ

395
00:26:16.446 --> 00:26:20.446
ข้อสอบจะมีการถามความหมายของคอมพิวเตอร์

396
00:26:20.446 --> 00:26:24.446
ถามว่าตัวไหนเกิดก่อน-หลัง

397
00:26:24.447 --> 00:26:28.447
หลักการท่องจำนะคะ จริง ๆ เราต้องท่อ

398
00:26:28.448 --> 00:26:32.448
เราต้องทำความเข้าใจ เพราะข้อความมันเยอะ

399
00:26:32.449 --> 00:26:36.449
เราจำให้ได้ว่าก่อนเครื่องจักรนี่มีอะไร

400
00:26:36.450 --> 00:26:40.450
ยุคเครื่องจักรนี่มีอะไร ยุคหลังเครื่องจักรนี่

401
00:26:40.451 --> 00:26:44.451
มีอะไรบ้าง จำเป็นกลุ่มน่ะค่ะ

402
00:26:44.452 --> 00:26:48.452
ลูกคิดอยู่ยุคไหน

403
00:26:48.452 --> 00:26:52.452
เราก็นึกถึงลักษณะกายภาพของลูกคิด มันไม่มี

404
00:26:52.454 --> 00:26:56.454
กลไกอะไรนะ มันก็จะเป็นยุคก่อนเครื่องจักรกล

405
00:26:56.455 --> 00:27:00.455
นะคะ แท่งเนเปียร์

406
00:27:00.456 --> 00:27:04.456
ครูบอกว่าใช้คำนวณ จักรพันธ์บอกว่าจำได้ถึงสูตร 12

407
00:27:04.457 --> 00:27:08.457
การจำข้อมูลต้องมาจากแหล่งอ้างอิง

408
00:27:08.458 --> 00:27:12.458
แบบนี้ค่ะ ใช้คำนวณ แต่มันไม่ได้มีกลไก อันนี้

409
00:27:12.459 --> 00:27:16.459
ก่อนเครื่องจักรอย่างนี้ค่ะ

410
00:27:16.460 --> 00:27:20.460
อันนี้เริ่มเป็นเครื่องคำนวณเป็นเครื่องจักร

411
00:27:20.461 --> 00:27:24.461
เป็นเครื่องจักรนักคณิตศาสตร์เป็นคนคิด

412
00:27:24.466 --> 00:27:28.466
การคำนวณนะคะ ใช้ บวก ลบ คูณ หาร นะคะ ใช้

413
00:27:28.467 --> 00:27:32.467
สมัยแรก ๆ นะ ใช้ได้ แต่ไม่แม่นยำนะ

414
00:27:32.467 --> 00:27:36.467
หน้าตาก็จะเปลี่ยนไป เราก็

415
00:27:36.468 --> 00:27:40.468
เราสังเกตการตั้งชื่อ พวกนี้เรียกว่านวัตกรรม

416
00:27:40.468 --> 00:27:44.468
สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นมานะคะ ใหม่ ๆ

417
00:27:44.469 --> 00:27:48.469
จะให้เกียรติผู้ที่คิดค้น

418
00:27:48.469 --> 00:27:52.469
นะคะ อย่างตัวนี้นะคะ

419
00:27:52.469 --> 00:27:56.469
เครื่องคำนวณของไลนิส

420
00:27:56.470 --> 00:28:00.470
ของวินแฮมนะคะ ก๊อตฟรีส ก้

421
00:28:00.471 --> 00:28:04.471
ให้เกียรติคนนั้นนะคะ

422
00:28:04.472 --> 00:28:08.472
ไลนิสนี่ เป็นผู้ค้นพบเลขฐาน 2

423
00:28:08.473 --> 00:28:12.473
รู้จักเลขฐาน 2 ไหมคะ เลขฐาน 2

424
00:28:12.472 --> 00:28:16.472
มีเลขอะไรบ้าง 0 กับ 1 ในชีวิตประจำวัน

425
00:28:16.480 --> 00:28:20.480
นักศึกษาใช้เลขฐานอะไรเป็นหลัก

426
00:28:20.480 --> 00:28:24.480
ถ้าใช้ฐาน 2 นี่ คุณจะพูด

427
00:28:24.481 --> 00:28:28.481
แค่ 0 1 0 1 1 แค่นี้นะคะ

428
00:28:28.482 --> 00:28:32.482
ไปตลาดนี่ซื้อปลาหน่อย 0 0 0 0 1

429
00:28:32.483 --> 00:28:36.483
คนไม่มีสิทธิ์ไปซื้อปลา 20 บาื

430
00:28:36.484 --> 00:28:40.484
ซื้อหมู 30 บาท เพราะเลขฐาน 2 ไง

431
00:28:40.485 --> 00:28:44.485
ฐานก็จะมี 0 1 0 0 1

432
00:28:44.486 --> 00:28:48.486
แค่นั้น สรุปแล้วในชีวิตประจำวันใช้เลขฐานอะไรเอ่ย

433
00:28:48.487 --> 00:28:52.487
ฐานสิบ มีเลขอะไรบ้าง

434
00:28:52.489 --> 00:28:56.489
ไม่ใช่ 0-10 นะคะ

435
00:28:56.490 --> 00:29:00.490
ก็จะมีจำนวนเท่ากับเลขฐานนั้นแต่จะน้อย

436
00:29:00.491 --> 00:29:04.491
อยู่ -1 น่ะนะคะ เลขฐานในโลกนี้

437
00:29:04.492 --> 00:29:08.492
มีฐานอะไรบ้าง ห้ามตอบซ้ำกัน

438
00:29:08.493 --> 00:29:12.493
ครูตอบเลขฐาน 2 No

439
00:29:12.494 --> 00:29:16.494
เลขฐาน 4 ไม่มีนะคะอย่าไปจำผิด

440
00:29:16.495 --> 00:29:20.495
เลขฐาน 2 เลขฐาน 8

441
00:29:20.496 --> 00:29:24.496
เลขฐานสิบ เลขฐานสิบหก

442
00:29:24.497 --> 00:29:28.497
หมดหรือยัง เลขฐาน 16 มีเลขไหนถึงไหน

443
00:29:28.499 --> 00:29:32.499
0

444
00:29:32.500 --> 00:29:36.500
ถึง 15 หรือเปล่า

445
00:29:36.502 --> 00:29:40.502

446
00:29:40.503 --> 00:29:44.503
A นี่คือ 0-15

447
00:29:44.504 --> 00:29:48.504
นะคะ ฐาน 16 นี่ คือ 0-9

448
00:29:48.505 --> 00:29:52.505
10 นี่เป็น

449
00:29:52.506 --> 00:29:56.506
A ไล่ไปนะคะ

450
00:29:56.508 --> 00:30:00.508
สวัสดีจ้ะ เริ่มมีเลขฐาน 2 มา

451
00:30:00.509 --> 00:30:04.509
นะคะ เราใช้ในชีวิตประจำวันเป็นเลขฐาน 10

452
00:30:04.509 --> 00:30:08.509
ตอบในข้อสอบให้ถูกนะคะ อย่าไปตอบเลขฐาน 2 นะคะ

453
00:30:08.510 --> 00:30:12.510
ต่อมานะคะ เครื่องจักรกล ก็จะเป็น

454
00:30:12.511 --> 00:30:16.511
แจกการ์ดรูม อันนี้จะเป็นชาวฝรั่งเศสคิดนะคะ

455
00:30:16.512 --> 00:30:20.512
นะคะ มารี่แจ็กการ์ด

456
00:30:20.513 --> 00:30:24.513
ชุดคำสั่ง เพราะชุดคำสั่งนี่ ภาษาไทยใช้ชุดคำสั่งนะ

457
00:30:24.514 --> 00:30:28.514
แต่เรานี่ เราจะเรียก "โปรแกรม" นะคะ

458
00:30:28.516 --> 00:30:32.516
ถือเป็นเครื่องจักรที่มีโปรแกรม

459
00:30:32.517 --> 00:30:36.517
เป็นเครื่องแรก เครื่องที่มีฟันเฟืองเป็น

460
00:30:36.518 --> 00:30:40.518
เครื่องแรก คือ จักรพันธ์ผู้มีความจำดี ครูพูดไป

461
00:30:40.519 --> 00:30:44.519
เมื่อ 10 นาทีที่แล้ว เครื่องที่มีฟันเฟื่องเป็นเครื่อ

462
00:30:44.519 --> 00:30:48.519
คือ

463
00:30:48.521 --> 00:30:52.521
ถูกหรือเปล่า

464
00:30:52.521 --> 00:30:56.521
ถูกไหมคะ

465
00:30:56.522 --> 00:31:00.522

466
00:31:00.523 --> 00:31:04.523
ครูบอกว่า คุณเป็นคอมพิวเตอร์ไหม

467
00:31:04.525 --> 00:31:08.525
คอมพิวเตอร์ไหม ต้องมีความถูกต้องแม่นยำ

468
00:31:08.527 --> 00:31:12.527
จำได้เยอะ และถ่ายโอนได้เร็วนะคะ

469
00:31:12.528 --> 00:31:16.528
ฉะนั้น ครูจะพูดเฉพาะตัวที่เป็น Keyword

470
00:31:16.529 --> 00:31:20.529
ตื่นเต้นไง

471
00:31:20.529 --> 00:31:24.529
รีบูทไหม

472
00:31:24.530 --> 00:31:28.530
อันนี้ถือเป็น

473
00:31:28.530 --> 00:31:32.530
ที่ใช้โปรแกรมเป็นเครื่องแรก

474
00:31:32.532 --> 00:31:36.532
มีชุดคำสั่งน่ะค่ะ แล้วก็ประดิษฐ์

475
00:31:36.533 --> 00:31:40.533
เครื่องเจาะบัตรด้วย ไว้เก็บข้อมูล

476
00:31:40.534 --> 00:31:44.534
เราดูหน้าตานักวิทยาศาสตร์แต่ละคน มิน่าล่ะ

477
00:31:44.535 --> 00:31:48.535
เราถึงเป็นคนธรรมดา มันต้องมีลักษณะเฉพาะนะคะ

478
00:31:48.536 --> 00:31:52.536
เป็นอะไรที่ดูเป็นผู้รู้

479
00:31:52.536 --> 00:31:56.536
ผู้รู้ผู้ตื่น แล้วมาเป็นชาน แบบเบด

480
00:31:56.537 --> 00:32:00.537
เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนไหมคะ

481
00:32:00.537 --> 00:32:04.537
เป็นคนประดิษฐ์ Difranet

482
00:32:04.538 --> 00:32:08.538
ก็คือเครื่องคำนวณผลต่าง คำนวณ

483
00:32:08.539 --> 00:32:12.539
ผลต่าง นี่คืออะไรเอ่ย

484
00:32:12.540 --> 00:32:16.540
คำนวณผลต่าง

485
00:32:16.541 --> 00:32:20.541
การหาอะไร การหาค่าอะไร

486
00:32:20.543 --> 00:32:24.543
ใบ้ให้ ก. บวก ข. ลบ

487
00:32:24.544 --> 00:32:28.544
- ค.ควาย คูณ ง. งู หาร

488
00:32:28.544 --> 00:32:32.544

489
00:32:32.545 --> 00:32:36.545

490
00:32:36.546 --> 00:32:40.546
จ. จาน ที่กล่าวมาผิดหมด

491
00:32:40.546 --> 00:32:44.546
ใครเลือก + ยกมือ ก. ไก่

492
00:32:44.549 --> 00:32:48.549
เงียบ ข.ไข่ ลบ

493
00:32:48.550 --> 00:32:52.550
1, 2, 3 มีลอกกันด้วย

494
00:32:52.550 --> 00:32:56.550
ค.ควาย คูณ ง. งู

495
00:32:56.551 --> 00:33:00.551
หาร จ. จาร

496
00:33:00.551 --> 00:33:04.551
ที่เหลือต้องยกหมดเลยค่ะ ไม่รู้เลย

497
00:33:04.552 --> 00:33:08.552
Differnt คือ

498
00:33:08.553 --> 00:33:12.553
จริง ๆ แปลตามตัว

499
00:33:12.554 --> 00:33:16.554
หมายถึงว่าตัวตั้งนะ แล้วก็ค่า

500
00:33:16.555 --> 00:33:20.555
ที่กำหนดนะ แล้วไอ้ที่เหลือล่ะ

501
00:33:20.555 --> 00:33:24.555
ไอ้ที่เหลือน่ะ แปลว่าเหลือจากอะไร

502
00:33:24.556 --> 00:33:28.556
มีผลไม้ อยู่ 5 ลูก มีคน

503
00:33:28.557 --> 00:33:32.557
เอาไป 3 ลูก ไอ้ที่เหลือนะ คือ ค่าอะไร

504
00:33:32.558 --> 00:33:36.558
คือ ผลต่าง ก็คือการลบ

505
00:33:36.559 --> 00:33:40.559
ผลต่างคือลบนะคะ  เรียนไปแล้วอย่าไปตอบ

506
00:33:40.560 --> 00:33:44.560
เด็กรุ่นนี้ไม่รู้จักผลต่างนะคะ

507
00:33:44.561 --> 00:33:48.561
ชานแบ็บเบด

508
00:33:48.562 --> 00:33:52.562
ชาวอังกฤษนะคะ เขามีตารางนะคะ ตารางคำนวณ

509
00:33:52.562 --> 00:33:56.562
สำหรับการคำนวณนะคะ

510
00:33:56.563 --> 00:34:00.563
ยังเป็น เป็นอะไรนะ

511
00:34:00.564 --> 00:34:04.564
เป็นอีกอย่างหนึ่ง เขามียศฐาบรรดาศักดิ์

512
00:34:04.564 --> 00:34:08.564
อยู่นะ ยังไม่เฉลยข้ามไปก่อน

513
00:34:08.565 --> 00:34:12.565
ต่อมานะคะ ลูกชายเขาก็เอาหลักการคิดนะคะ

514
00:34:12.566 --> 00:34:16.566
ของพ่อนี่ มาพัฒนา เราเรียกว่า Analyical

515
00:34:16.567 --> 00:34:20.567
engine

516
00:34:20.568 --> 00:34:24.568
ยังเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลการคำนวณอยู่

517
00:34:24.568 --> 00:34:28.568
เครื่อง มันจะสามารถ

518
00:34:28.569 --> 00:34:32.569
มันจะสามารถอินพุท เข้าไป

519
00:34:32.570 --> 00:34:36.570
ผลได้ควบคุมให้ตัวเครื่องจักรนี่ทำงาน

520
00:34:36.571 --> 00:34:40.571
ให้ตัวเครื่องจักรนี่ทำงาน และมีเก็บข้อมูลไว้เป็นหน่วยความ

521
00:34:40.572 --> 00:34:44.572
คนอื่นนี่คือ

522
00:34:44.572 --> 00:34:48.572
ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์  1 อย่าง

523
00:34:48.572 --> 00:34:52.572
แบบเบดนี่ เขามีสิ่งประดิษฐ์หลายอย่าง

524
00:34:52.573 --> 00:34:56.573
ได้รับสมญานามว่า

525
00:34:56.575 --> 00:35:00.575
ได้รับสมญานามว่า

526
00:35:00.577 --> 00:35:04.577
... จุด ๆ ไว้ก่อน

527
00:35:04.577 --> 00:35:08.577
ไม่เคยได้ยินชื่อชาญแบบเลด

528
00:35:08.579 --> 00:35:12.579
เอาจริงหรือ เดี๋ยวค่อยเฉลย

529
00:35:12.580 --> 00:35:16.580
ต่อมา

530
00:35:16.581 --> 00:35:20.581
นะคะ ยุคของเครื่องจักร หลังจาก

531
00:35:20.582 --> 00:35:24.582
เครื่อง anal

532
00:35:24.582 --> 00:35:28.582
อันนี้คือเครื่อง เราเรียก "เครื่อง A B C" อย่างที่บอก

533
00:35:28.583 --> 00:35:32.583
การตั้งชื่อนวัตกรรมพวกสิ่งประดิษฐ์เราจะให้เกียรติ

534
00:35:32.584 --> 00:35:36.584
นะคะ อันนี้ก็คือ จอร์นวี

535
00:35:36.585 --> 00:35:40.585
กับลูกศิษย์ของเขา ประดิษฐ์

536
00:35:40.586 --> 00:35:44.586
เครื่องคำนวณขนาดเล็ก แต่เครื่องนี้ใช้หลอด

537
00:35:44.588 --> 00:35:48.588
ใช้หลอดสูญกาศในการทำงาน

538
00:35:48.589 --> 00:35:52.589
เครื่องคอมพิวเตอร์ระบบดิจิทัลเครื่องแรก

539
00:35:52.590 --> 00:35:56.590
อันนี้พอผ่านไป 3 สไลด์จะถามอีกทีนะคะ

540
00:35:56.591 --> 00:36:00.591
ตัวนี้เป็นเครื่อง... เขาเรียกอะไร

541
00:36:00.592 --> 00:36:04.592
"เครื่องคำนวณ" แต่มันมีขนาดเล็กนะคะ

542
00:36:04.592 --> 00:36:08.592
มันจะใช้ตัว Walcome

543
00:36:08.593 --> 00:36:12.593
ในระบบการทำงานนะคะ ถือเป็นระบบ

544
00:36:12.593 --> 00:36:16.593
คอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบดิจิทัลน่ะ เครื่องแรก

545
00:36:16.594 --> 00:36:20.594
ก่อนหน้านี้มันเป็นอะนาล็อกมานะคะ

546
00:36:20.595 --> 00:36:24.595
ต่อมานะคะ ก็จะมีการประดิษฐ์

547
00:36:24.596 --> 00:36:28.596
mark one อันนี้เป็นชื่อของเครื่อง

548
00:36:28.597 --> 00:36:32.597

549
00:36:32.598 --> 00:36:36.598
ขนาดของเครื่องคือทั้งหมดนี่นะคะ

550
00:36:36.598 --> 00:36:40.598
คือทั้งหมดนี้ 1 ห้องน่ะ คือ 1 เครื่อง

551
00:36:40.599 --> 00:36:44.599
อันนี้ คือ ขนาดของเครื่องนะคะ

552
00:36:44.600 --> 00:36:48.600
อันนี้คือ Harword เป็นคนประดิษฐ์

553
00:36:48.601 --> 00:36:52.601
อันนี้ได้ทุนของ IBM

554
00:36:52.603 --> 00:36:56.603
นะคะ IBM ก็จ้าง เป็นเครื่องคิดเลข

555
00:36:56.604 --> 00:37:00.604
นั้นนี่

556
00:37:00.605 --> 00:37:04.605
อันนี้ใช้คิดเลขค่ะ แต่เราเรียกว่า

557
00:37:04.607 --> 00:37:08.607
"เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์"

558
00:37:08.608 --> 00:37:12.608
แล้วก็มี อินิแอค เ

559
00:37:12.608 --> 00:37:16.608
อินิแบค เอสแบค

560
00:37:16.609 --> 00:37:20.609
ย่อย ๆ ๆ ลงไปอีกนะคะ แล้วก็มี

561
00:37:20.610 --> 00:37:24.610
ของมอสรี เป็นคนประดิษฐ์ EDa

562
00:37:24.611 --> 00:37:28.611
กับ S Cave

563
00:37:28.611 --> 00:37:32.611
อันนี้ ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก

564
00:37:32.611 --> 00:37:36.611
ที่ใช้ระบบเลขฐาน 10

565
00:37:36.614 --> 00:37:40.614
แต่ละเครื่องมันจะมีจุดเด่นนะ

566
00:37:40.615 --> 00:37:44.615
เราอย่าไปท่องทั้งหมด เอาแบบจุดเด่น

567
00:37:44.616 --> 00:37:48.616
ทำอะไร เขาใช้ในกองทัพของทหารน่ะค่ะ

568
00:37:48.617 --> 00:37:52.617
ใช้ทำอะไร ใช้คำนวณ

569
00:37:52.618 --> 00:37:56.618
วิถีกระสุน รู้จักกระสุน

570
00:37:56.618 --> 00:38:00.618
วิถีกระสุนคือ แปลเป็นภาษาบ้านเราสิ

571
00:38:00.618 --> 00:38:04.618
คือ การยิง

572
00:38:04.618 --> 00:38:08.618
กระสุนนี่นะ ยิงแบบหวังเป้านะคะ

573
00:38:08.619 --> 00:38:12.619
ไม่เหมือนยิงกระปอมนะคะ

574
00:38:12.619 --> 00:38:16.619
มันไม่มีวิธีกระสุนแบบ

575
00:38:16.620 --> 00:38:20.620
คำนวณได้น่ะ แต่ของเขาวิถีกระสุน

576
00:38:20.621 --> 00:38:24.621
คำนวณได้ ให้กระสุนไปทางไหน

577
00:38:24.622 --> 00:38:28.622
นะคะ ก็ใช้เครื่องคำนวณนี้ในการคำนวณ

578
00:38:28.623 --> 00:38:32.623
ทิศทาง เราเรียกวิถีกระสุน แล้วก็

579
00:38:32.623 --> 00:38:36.623
มีเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อีกตัวหนึ่งนะคะ เราเรียก

580
00:38:36.624 --> 00:38:40.624
"S Vac" มี

581
00:38:40.626 --> 00:38:44.626
หน่วยเก็บข้อมูล เราเรียก "หน่วยความจำ

582
00:38:44.628 --> 00:38:48.628
ต่อไป ก็จะเป็น

583
00:38:48.629 --> 00:38:52.629
U nivac เริ่มเยอะ

584
00:38:52.630 --> 00:38:56.630
ตัวนี้ถือเป็นเครื่องแรกของโลกที่ใช้ในงานธุรกิจ

585
00:38:56.631 --> 00:39:00.631
ใช้เลขฐานสิบเหมือนกัน

586
00:39:00.632 --> 00:39:04.632
ไอ้เครื่องใหญ่ ๆ นี่ล่ะค่ะ

587
00:39:04.633 --> 00:39:08.633
อันนี้ ก็คือหมดยุคของเครื่องจักร

588
00:39:08.634 --> 00:39:12.634
ต่อไปนะคะ เราจะมาพูดถึง

589
00:39:12.635 --> 00:39:16.635
ตัวเทคโนโลยีหลัก

590
00:39:16.636 --> 00:39:20.636
อย่างตัว Walcome till

591
00:39:20.637 --> 00:39:24.637
ก็คือหลอยศูนย์ยากาศ

592
00:39:24.638 --> 00:39:28.638
แต่นักศึกษาไม่ต้องท่องจำ ไม่มีในข้อสอบค่ะ

593
00:39:28.641 --> 00:39:32.641
ปี พ.ศ. ปี ค.ศ. ไม่ต้องไปท่อง ตัดออกไป

594
00:39:32.641 --> 00:39:36.641
เปลืองพื้นที่สมองน้อย ๆ ของเรา

595
00:39:36.642 --> 00:39:40.642
รู้แค่ว่าหลอดศูนย์ยากาศ

596
00:39:40.643 --> 00:39:44.643
อุปกรณ์ที่ใช้เป็นอันดับแรกในการประดิษฐ์

597
00:39:44.645 --> 00:39:48.645
เครื่องคอมพิวเตอร์ ก็คือใช้หลอดสูญกาศนะคะ

598
00:39:48.646 --> 00:39:52.646
เราสังเกตว่า คอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ

599
00:39:52.647 --> 00:39:56.647
จะใช้ในแวดวงทหาร จะให้ในแวด

600
00:39:56.648 --> 00:40:00.648
วงการธุรกิจ เพราะมันมีกำไรขาดทุน

601
00:40:00.648 --> 00:40:04.648
นะคะ มันมีข้อมูลตัวเลขเยอะ ๆ

602
00:40:04.650 --> 00:40:08.650
นะคะ แวดวงการศึกษาหลัง ๆ

603
00:40:08.651 --> 00:40:12.651
นะคะ อันนี้ คือ หลอดศูนย์ยากาศ

604
00:40:12.651 --> 00:40:16.651
คราวนี้หลอดสูญญากาศมันมีลักษณะ

605
00:40:16.652 --> 00:40:20.652
เฉพาะนะคะ เขาใช้หลอดสูญกาศ

606
00:40:20.654 --> 00:40:24.654
เป็นหลักในการประดิษฐ์คิดค้น พวก

607
00:40:24.656 --> 00:40:28.656
เครื่งอจักรกลต่าง ๆ แต่ลักษณะของ

608
00:40:28.658 --> 00:40:32.658
หลอดสูญญากาศ คือ มันจะใช้พลังงานในการทำงานน่ะสูง

609
00:40:32.660 --> 00:40:36.660
ทำให้เกิดความร้อนได้เร็วนะคะ

610
00:40:36.661 --> 00:40:40.661
ตัวเครื่องก็มี ก็ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่

611
00:40:40.662 --> 00:40:44.662
เพื่อระบายความร้อนได้ดี

612
00:40:44.663 --> 00:40:48.663
เปิดทำงานไปนะคะ อาจจะชั่วโมงหนึ่งก็ต้องปิด เพราะมันร้อน

613
00:40:48.664 --> 00:40:52.664
อันนี้คือลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วงแรก ๆ

614
00:40:52.665 --> 00:40:56.665
คืออย่าง X vac Uniac

615
00:40:56.665 --> 00:41:00.665
เพราะว่าใช้หลอดสูญญากาศ

616
00:41:00.666 --> 00:41:04.666
ใช้ภาษา

617
00:41:04.667 --> 00:41:08.667
เคยได้ยินภาษาแมชชิล

618
00:41:08.667 --> 00:41:12.667
ภาษาระดับต่ำ ที่ใช้เลขฐาน 2

619
00:41:12.668 --> 00:41:16.668
เป็นหลักนะคะ ก็คือ

620
00:41:16.669 --> 00:41:20.669
ใช้ 0 1 0 1 น่ะ ในการเขียนโปรแกรม เราเรียก "

621
00:41:20.670 --> 00:41:24.670
ภาษาเครื่องนะคะ ถือเป็นภาษาระดับต่ำ

622
00:41:24.672 --> 00:41:28.672
แล้วก็มีภาษาสัญลักษณ์ เราเรียก

623
00:41:28.673 --> 00:41:32.673
simbolic เป็นสัญลักษณ์น่ะของ

624
00:41:32.674 --> 00:41:36.674
เลขฐาน 2 น่ะ ยุคแรก เราจะเขียนโปรแกรมสั่งงาน

625
00:41:36.676 --> 00:41:40.676
เราต้องรู้รหัสเลขฐานสองนะคะ

626
00:41:40.677 --> 00:41:44.677
ต่อมานะคะ ด้วยข้อจำกัดของหลอดสูญญากาศ

627
00:41:44.679 --> 00:41:48.679
หลอดสูญญากาศที่ให้พลังงานไฟฟ้า

628
00:41:48.680 --> 00:41:52.680
ใช้พลังงานความร้อนสูงน่ะ

629
00:41:52.681 --> 00:41:56.681
เปิดคอมฯ ไม่นานก็ต้องปิด

630
00:41:56.682 --> 00:42:00.682
ก็เลยมีพัฒนามาใช้ทรานซิสเตอร์แทน

631
00:42:00.683 --> 00:42:04.683
เล็กแต่เวลาใช้งานเราจะใช้ร่วมกับ

632
00:42:04.685 --> 00:42:08.685
อุปกรณ์อื่นนะ ไม่ได้ใช้แค่ทรานซิสเตอร์อย่างเดียวนะคะ

633
00:42:08.686 --> 00:42:12.686
เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์เรียกว่าเป็น สูญกาสส

634
00:42:12.687 --> 00:42:16.687
แต่สามารถจุข้อมูลได้มากกว่า

635
00:42:16.687 --> 00:42:20.687
ไม่ต้องใช้เวลาในการวอมเครื่องนาน

636
00:42:20.688 --> 00:42:24.688
เปิดเครื่องได้นานขึ้นนะคะ วอมเครื่องก็

637
00:42:24.689 --> 00:42:28.689
เหมือนการบูธน่ะ ถ้าใช้สูญกาศ

638
00:42:28.690 --> 00:42:32.690
แต่พอเป็นทรานซิสเตอร์ยุคที่ 2

639
00:42:32.691 --> 00:42:36.691
นะคะ อันแรก คือ เววคัม

640
00:42:36.692 --> 00:42:40.692
นะคะ แล้วก็เกิดภาษาสัญลักษณ์

641
00:42:40.693 --> 00:42:44.693
ขึ้นมาอย่างจริงจัง ก็คือ Asmbiy

642
00:42:44.697 --> 00:42:48.697
เคยเขียนไหม ไม่เคย

643
00:42:48.698 --> 00:42:52.698
ไม่เคย ตัว แอสซำบี่ เป็นตัว

644
00:42:52.699 --> 00:42:56.699
ควบคุมเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์

645
00:42:56.700 --> 00:43:00.700
ควบคุมหุ่นยนต์น่ะค่ะ

646
00:43:00.701 --> 00:43:04.632
ก็ตัวภาษาสัญลักษณ์

647
00:43:04.702 --> 00:43:08.702
ปรับนะคะ ทุกวันนี้ตัวที่ใช้ คือ phyton

648
00:43:08.703 --> 00:43:12.703
ภาษา C น่ะ อย่างนี้นะคะ ใช้ในการควบคุม

649
00:43:12.703 --> 00:43:16.703
พอมายุคทรานซิสเตอร์นี่

650
00:43:16.704 --> 00:43:20.704
มีภาษาระดับสูงเกิดขึ้น ทำให้เกิดตัว

651
00:43:20.705 --> 00:43:24.705
แปลเขาเรียกตัวแปลภาษา

652
00:43:24.705 --> 00:43:28.705
ก็คือ Compirler กับ Interpiter

653
00:43:28.708 --> 00:43:32.708
การคอมไพล์โปรแกรมไปเป็นภาษาระดับสูง

654
00:43:32.709 --> 00:43:36.709
เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์รู้ ภาษาระดับสูงคือคน

655
00:43:36.710 --> 00:43:40.710
สูง คือ คนเรียนรู้ได้ง่าย แต่คอม

656
00:43:40.711 --> 00:43:44.711
ไม่เข้าใจ ต้องผ่านตัวแปลภาษาก่อนนะคะ

657
00:43:44.712 --> 00:43:48.712
แล้วก็มาเป็นยุคอินเท

658
00:43:48.714 --> 00:43:52.714
เซอกิจ ไอซีมียุคแรก

659
00:43:52.723 --> 00:43:56.723
IC ยุคแรกจะเป็นวงจรรวม

660
00:43:56.724 --> 00:44:00.724
นะคะ ตัวนี้เป็นยุคแรกของ IC นะคะ IC

661
00:44:00.725 --> 00:44:04.725
คือตัวเล็ก ๆ แบบนี้

662
00:44:04.731 --> 00:44:08.731
1 ตัวก็คือ ขึ้นอยู่กับว่า

663
00:44:08.732 --> 00:44:12.732
มีคุณสมบัติทำอะไรได้น่ะค่ะ เขาเรียก IC

664
00:44:12.734 --> 00:44:16.734

665
00:44:16.735 --> 00:44:20.735
แล้วก็เกิดในยุคที่เป็นแผงวงจร

666
00:44:20.736 --> 00:44:24.736
นะคะ ในวงจรรวม ก็เกิดระบบปฏิบัติการเกิดขึ้น

667
00:44:24.737 --> 00:44:28.737
เกิดขึ้นถ้าในข้อสอบเขาถามว่า

668
00:44:28.737 --> 00:44:32.737
Operating system เกิดในยุคไหน ยุคหลอดสูญญากาศไหม

669
00:44:32.737 --> 00:44:36.737
หรือยุคทรานซิเตอร์

670
00:44:36.738 --> 00:44:40.738
หรือยุค วงจรรวม

671
00:44:40.739 --> 00:44:44.739
หรือวงจรรวมขาดใหญ่

672
00:44:44.739 --> 00:44:48.739
อันนี้เราต้องแยกให้ออกว่ามันอยู่ตรงไหน

673
00:44:48.740 --> 00:44:52.740
นะคะ OS เกิดในยุค IC นะคะ

674
00:44:52.741 --> 00:44:56.741
แล้วก็มาเป็น VLSI

675
00:44:56.742 --> 00:45:00.742
I อันนี้เป็นวงจรขนาดใหญ่ ใหญ่ขึ้น

676
00:45:00.743 --> 00:45:04.743
แต่ว่าเป็นวงจรที่มีขนาดใหญ่ ใหญ่ขึ้น สั่งงานได้เยอะขึ้น

677
00:45:04.744 --> 00:45:08.744
ขนาดของวงจรน่ะ แผงวงจรน่ะมันจะ

678
00:45:08.745 --> 00:45:12.745
เป็นขนาดใหญ่ขึ้น ถ้าเป็นทุกวันนี้ก็คือ

679
00:45:12.745 --> 00:45:16.745
mainboard รู้จัก

680
00:45:16.747 --> 00:45:20.747
เมื่อก่อนมันจะเป็นเล็ก ๆ นะ

681
00:45:20.749 --> 00:45:24.749
ก็คือ 1 อย่าง ก็คือทำงาน 1 อย่าง

682
00:45:24.750 --> 00:45:28.750
แต่พอเป็น Mainboard นี่

683
00:45:28.751 --> 00:45:32.751
มีวงจรในนั้นนะคะ มีอุปกรณ์หลายตัว

684
00:45:32.752 --> 00:45:36.752
ที่ไปต่อกับ Mainboard ที่ไปทำงานมากขึ้นนะคะ

685
00:45:36.753 --> 00:45:40.753
ยุคแผ

686
00:45:40.755 --> 00:45:44.755
แล้วปัจจุบันล่ะ

687
00:45:44.758 --> 00:45:48.758
คอมพิวเตอร์ในบุคปัจจุบันนะคะ

688
00:45:48.759 --> 00:45:52.759
ไม่ได้ใช้ในการคำนวณอย่างเดียว

689
00:45:52.760 --> 00:45:56.760
ต้องมีความฉลาด ความฉลาด คือ

690
00:45:56.760 --> 00:46:00.760
ทำงานได้ใกล้เคียงกับมนุษย์

691
00:46:00.761 --> 00:46:04.761
ช่วยตัดสินใจ ช่วยทำงานมากกว่าแค่คำนวณน่ะค่ะ

692
00:46:04.762 --> 00:46:08.762
คือ ลักษณะของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันถึงอนาคตนะคะ

693
00:46:08.763 --> 00:46:12.763
เราเรียกยุค "ปัญญาประดิษฐ์" ค่ะ AI

694
00:46:12.764 --> 00:46:16.764
เป็นอีกสาขาหนึ่งที่น่าเรียน

695
00:46:16.767 --> 00:46:20.767
เรียนแล้วก็ไปสร้างหุ่นยนต์

696
00:46:20.768 --> 00:46:24.768
หุ่นยนต์ที่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์ ตอนนี้ยังผลิตไม่ได้

697
00:46:24.770 --> 00:46:28.770
ยังผลิตหุ่นยนต์ที่ฉลาดเหมือนมนุษย์ไม่ไ้ด

698
00:46:28.771 --> 00:46:32.771
เพราะอะไร

699
00:46:32.774 --> 00:46:36.774
ในฐานะที่

700
00:46:36.776 --> 00:46:40.776
ทุกคนเป็นมนุษย์ เคยคิดอย่างหนึ่งแล้วพูดออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง

701
00:46:40.778 --> 00:46:44.778
ไหมคะ หุ่นยนต์ทำแบบนั้นได้ไหมคะ ไม่ได้ค่ะ

702
00:46:44.779 --> 00:46:48.779
ทำแบบนั้นได้ไหม ไม่ได้ค่ะ หุ่นยนต์

703
00:46:48.780 --> 00:46:52.780
ก็คือเครื่องจักรกล มันจะทำงาน

704
00:46:52.781 --> 00:46:56.781
ตามชุดคำสั่งที่เราเขียนให้ ถ้าเราเขียน

705
00:46:56.782 --> 00:47:00.782
แบบนี้ คำตอบ ก็คือได้แบบนี้ จักรพันธ์

706
00:47:00.783 --> 00:47:04.783
อาจจะแบบ ทำไมอาจารย์สอนนานจัง

707
00:47:04.784 --> 00:47:08.784
ครูถามจักรพันธุ์เรียนสนุกไหม

708
00:47:08.785 --> 00:47:12.785
อันนี้ คือ มนุษย์นะคะ แต่หุ่นยนต์ทำแบบนี้ไม่ได้

709
00:47:12.786 --> 00:47:16.786
ฉะนั้น การพัฒนาเครื่องจักรกล

710
00:47:16.787 --> 00:47:20.787
ให้ทำงานได้เหมือนกับมนุษย์เลย ยังยากอยู่

711
00:47:20.788 --> 00:47:24.788
เขาก็เลยใช้วิธีการมาประดิษฐ์สิ่งรอบข้าง

712
00:47:24.789 --> 00:47:28.789
มนุษย์ยากใช้ไหม มาทำรอบข้างเถอะค่ะ

713
00:47:28.790 --> 00:47:32.790
ให้มีความฉลาดน่ะค่ะ เราก็เลยเรียก

714
00:47:32.791 --> 00:47:36.791
ระบบที่เกิดขึ้น เรียบ ๆ เคียง ๆ

715
00:47:36.792 --> 00:47:40.792
AI นี่ว่า IOT

716
00:47:40.795 --> 00:47:44.795
เคยได้ยินไหมคะ คำนี้ Internet of thing

717
00:47:44.795 --> 00:47:48.795
นะคะ คืออะไร

718
00:47:48.795 --> 00:47:52.795
ก็คือระบบอะไรก็แล้วแต่

719
00:47:52.796 --> 00:47:56.796
เคลือข่ายอินเท

720
00:47:56.797 --> 00:48:00.797
Internet of Thing คือ เชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

721
00:48:00.798 --> 00:48:04.798
แล้วควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้นให้ทำงานได้

722
00:48:04.799 --> 00:48:08.799
แบบแบบไหน

723
00:48:08.800 --> 00:48:12.800
แบบตามคำสั่งอาจจะตั้งเวลาไว้

724
00:48:12.801 --> 00:48:16.801
หรือแค่กดสวิตช์ อย่างนี้น่ะค่ะ

725
00:48:16.802 --> 00:48:20.802
อยู่ในยุคของปัญญาประดิษฐ์น่ะ

726
00:48:20.803 --> 00:48:24.803
การเขียนโปรแกรมก็เป็นภาษา

727
00:48:24.804 --> 00:48:28.804
เชิง Object รู้จักไหมคะ

728
00:48:28.805 --> 00:48:32.805
คือ เมื่อก่อนการเขียนโปรแกรมมันจะเป็นแบบภาษาโครงสร้างนะ

729
00:48:32.807 --> 00:48:36.807
ภาษาโครงสร้างนี่เขียนอย่างไรเอ่ย

730
00:48:36.808 --> 00:48:40.808
เขียนทีละบรรทัด คีย์เข้าไป

731
00:48:40.808 --> 00:48:44.808
แล้วสั่ง Rus มันก็จะทำงานได้อย่างหนึ่ง

732
00:48:44.809 --> 00:48:48.809
แต่ภาษาเชิง Object นี่ เราไม่ต้องไปจำ Sytax อะไร

733
00:48:48.810 --> 00:48:52.810
ลากวัตถุมาวาง แล้วดับเบิลคลิกเข้าไป

734
00:48:52.811 --> 00:48:56.811
เขียนคำสั่งควบคุมตัว Object นั้น

735
00:48:56.811 --> 00:49:00.811
นั้นตัวโปรแกรมภาษาโครงสร้าง

736
00:49:00.812 --> 00:49:04.812
เราต้องเขียนครบทุกบรรทัด แล้วก็สั่งให้โปรแกรม

737
00:49:04.813 --> 00:49:08.813
มัน Comply

738
00:49:08.814 --> 00:49:12.814
ว่ารับค่าข้อมูลหรืออะไร

739
00:49:12.815 --> 00:49:16.815
นักศึกษาออกแบบหน้าจอให้สวยงามได้เลยค่ะ แล้วค่อย

740
00:49:16.816 --> 00:49:20.816
เขียนโค้ดที่หลัง เราจะเห็นหน้าตาก่อน ส่วนการทำงาน

741
00:49:20.818 --> 00:49:24.818
จะอยู่ทีหลัง แต่เชิงโครงสร้างนี่

742
00:49:24.820 --> 00:49:28.820
เราถึงจะเห็นผลลัพธ์

743
00:49:28.821 --> 00:49:32.821
นะคะ

744
00:49:32.822 --> 00:49:36.822
ไม่รู้เกิดในยุคนี้ดีไหม ได้เรียนเขียนโปรแกรม

745
00:49:36.823 --> 00:49:40.823
ที่เป็นแบบโครงสร้างไหมคะ

746
00:49:40.824 --> 00:49:44.824
ภาษาอะไรเอ่ย ภาษา C

747
00:49:44.825 --> 00:49:48.825
C เป็นภาษาโครงสร้างค่ะ

748
00:49:48.826 --> 00:49:52.826
คนอื่นได้เรียนไหม ได้เรียนทั้งห้องนะ

749
00:49:52.827 --> 00:49:56.827
เคยเขียนภาษา C ไหมคะ

750
00:49:56.828 --> 00:50:00.828
จักรพันธ์เคย เหมือนจะ

751
00:50:00.829 --> 00:50:04.829
กำลัง ตอนนี้กำลังประมวลผลอยู่ว่าเรียนตอนไหนนะ

752
00:50:04.830 --> 00:50:08.830
ภาษา C นี่เขียนอย่างไร เป็น

753
00:50:08.831 --> 00:50:12.831
บรรทัด ๆ ๆ หรือเอา

754
00:50:12.832 --> 00:50:16.832
ภาษา C

755
00:50:16.832 --> 00:50:20.832
จะมี 2 โหมดนะคะ ภาษา C

756
00:50:20.834 --> 00:50:24.834
เวอร์ชันของจักรพันธ์นี่ เป็นกึ่ง Object

757
00:50:24.836 --> 00:50:28.836
ถ้าภาษา C โดยต้นกำหนดนี่

758
00:50:28.839 --> 00:50:32.839
เขียนโค้ดในหน้าจอสีเทา สีน้ำเงิน

759
00:50:32.840 --> 00:50:36.840
แล้วแต่เวอร์ชัน เขียนเสร็จ Compie ค่ะ

760
00:50:36.843 --> 00:50:40.843
เสร็จ ถึงจะได้หน้าจอรับข้อมูล

761
00:50:40.844 --> 00:50:44.844
นะคะ แต่อีกเวอร์ชันหนึ่ง เขาเรียก 2 โหมด

762
00:50:44.845 --> 00:50:48.845
นะคะ โหมดที่เป็นคอมมาน กับโหมดที่เป็นออฟเจ็ก

763
00:50:48.846 --> 00:50:52.846
นะคะ เขาก็พัฒนาตัวภาษา ให้

764
00:50:52.848 --> 00:50:56.848
ตัวภาษาให้มันสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้นนะคะ เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น

765
00:50:56.849 --> 00:51:00.849
เหมือนในรูป อันนี้คือ C ดูจากเครื่อง

766
00:51:00.850 --> 00:51:04.850
C แบบโครงสร้างสมัยโบราณเลย

767
00:51:04.851 --> 00:51:08.851
คีย์คำสั่ง พิมพ์คำสั่ง

768
00:51:08.852 --> 00:51:12.852
ผิด มันก็ว่าให้เราด้วยนะคะ Back Command

769
00:51:12.852 --> 00:51:16.852
แปลว่า คำสั่งที่เราพิมพ์น่ะมันผิด หรือ

770
00:51:16.853 --> 00:51:20.853
ถ้ารูปแบบผิด มันก็จะบอกว่า Sintace Error

771
00:51:20.853 --> 00:51:24.853
แปลว่าเจ้าน่ะ เขียนคำสั่งผิด

772
00:51:24.855 --> 00:51:28.855
มันจะเช็กทุกบรรทัดเลยค่ะ บางทีมันก็บอกว่า

773
00:51:28.856 --> 00:51:32.856
เราลืมใส่จุด ลืมใส่จุดนี่ก็ผิดนะ

774
00:51:32.857 --> 00:51:36.857
เราเรียก พูนสต็อปนะ หรือ โคลอน

775
00:51:36.857 --> 00:51:40.857
เวลาเขียนภาษาคำสั่งแบบนี้

776
00:51:40.858 --> 00:51:44.858
นะคะ แต่ข้อดีของมัน คือ มันยากตอนเขียน แต่ตอน Compile

777
00:51:44.859 --> 00:51:48.859
ตอน Run นี่ง่าย Comply

778
00:51:48.860 --> 00:51:52.860
เพราะมันไม่ได้เป็นกราฟิกนะ ไม่ได้เป็น Object

779
00:51:52.861 --> 00:51:56.861
คราวนี้นะคะ เราอ่านโจทย์ให้ดีนะคะ

780
00:51:56.862 --> 00:52:00.862
ในข้อสอบจะถามว่าคอมพิวเตอร์จะแบ่งเป็นกี่ประเภท

781
00:52:00.863 --> 00:52:04.863
แต่ในโจทย์นะคะ ที่ครูเห็น แอบไปส่องข้อส บ

782
00:52:04.864 --> 00:52:08.864
การแบ่งประเภทคอมพิวเตอร์นี่ มันขึ้นอยู่กับเกณฑ์

783
00:52:08.865 --> 00:52:12.865
เราต้องอาบโจทย์ให้จบ

784
00:52:12.866 --> 00:52:16.866
นะคะ ว่า

785
00:52:16.867 --> 00:52:20.867
ใช้เกณฑ์อะไรแบ่ง เกณฑ์ขนาด

786
00:52:20.868 --> 00:52:24.868
เกณฑ์ราคา เกณฑ์ประสิทธิภาพ

787
00:52:24.869 --> 00:52:28.869
หรือเกณฑ์ในการประมวลผลความเร็ว

788
00:52:28.871 --> 00:52:32.871
นะคะ อย่าเพิ่งเห็นโจทย์ปุ๊บ อ่านครึ่งโจทย์แล้วตอบ

789
00:52:32.871 --> 00:52:36.871
อ่านโจทย์ให้จบวิเคราะห์

790
00:52:36.872 --> 00:52:40.872
โดยใช้เกณฑ์อะไร แล้วค่อยตอบ

791
00:52:40.873 --> 00:52:44.873
นะคะ 60 ข้อ

792
00:52:44.874 --> 00:52:48.874
รู้สึกให้เวลา ถ้าเป็นเรา 60 นี่ เราใช้เวลาทำแค่ไหน

793
00:52:48.875 --> 00:52:52.875
ข้อละ 1 นาที เสร็จไหม

794
00:52:52.876 --> 00:52:56.876
ข้อสอบเสร็จ หรือเรา

795
00:52:56.877 --> 00:53:00.877
เสร็จ ข้อสอบก็เสร็จ

796
00:53:00.878 --> 00:53:04.878
ปกติครูให้เวลา 2 ชั่วโมง ให้ข้อละ 2 นาทีน่ะค่ะ

797
00:53:04.879 --> 00:53:08.879
ไม่มีคำนวณ

798
00:53:08.879 --> 00:53:12.879
ข้อสอบที่ทำไว้ นักศึกษาที่ทำ

799
00:53:12.880 --> 00:53:16.880
ปุ๊ปสอบเสร็จส่งข้อสอบรู้คะแนนเลย

800
00:53:16.881 --> 00:53:20.881
ตกก็คือรู้เลย ผ่านก็รู้เลย

801
00:53:20.885 --> 00:53:24.885
แก้ก็ไม่ได้ แต่เดี๋ยวค่อยว่ากันนะคะ

802
00:53:24.885 --> 00:53:28.885
ข้อสอบนั้นมีเนื้อหาทุกบทเลย

803
00:53:28.886 --> 00:53:32.886
6 บทนี้น่ะ

804
00:53:32.887 --> 00:53:36.887
ทำแบบออนไลน์นั่นล่ะ แต่ออนไลน์ในห้องนี้ เราก็เปิด ก็เอา

805
00:53:36.887 --> 00:53:40.887
มือถือ Scen

806
00:53:40.889 --> 00:53:44.889
แต่อ่านโจทย์ดี ๆ สอบก็เดี๋ยวดูก่อน

807
00:53:44.890 --> 00:53:48.890
ว่าสอบที่ไหน เพิ่งเรียนบทที่ 1 สอบเลยเหรอ

808
00:53:48.891 --> 00:53:52.891
Close

809
00:53:52.891 --> 00:53:56.891
ครูถึงบอกหลักการท่องจำไง

810
00:53:56.892 --> 00:54:00.892
บทที่ 1 มีข้อสอบอยู่ 6 ข้อ

811
00:54:00.893 --> 00:54:04.893
ครูบอกมาแล้ว 6 ข้อแล้วนะ

812
00:54:04.894 --> 00:54:08.894
ถึงจุดนี้ 6 บทค่ะ อันนี้บทที่ 1

813
00:54:08.895 --> 00:54:12.895
บทแรกมี... มันมี 60 ข้อน่ะค่ะ

814
00:54:12.896 --> 00:54:16.896
บทละ 6 ข้อ พูดผิด

815
00:54:16.897 --> 00:54:20.897
ทบละ 10 ข้อ

816
00:54:20.898 --> 00:54:24.898
ก่อนหน้านี้มันมี 80 ข้อ

817
00:54:24.899 --> 00:54:28.899
มีเวอร์ชันที่ 1 80 ข้อ 40 คะแนน

818
00:54:28.900 --> 00:54:32.900
เขาว่ามันเยอะไป ในทีมงาน

819
00:54:32.901 --> 00:54:36.901
ทีมงานนั้นน่ะ ทีมงาน

820
00:54:36.902 --> 00:54:40.902
ส่วนกลาง เขาก็เลย Prove เหลือแค่ 60 ข้อ

821
00:54:40.903 --> 00:54:44.903
นะคะ 30 คะแนน

822
00:54:44.905 --> 00:54:48.905
ที่ผ่านมา บอก

823
00:54:48.906 --> 00:54:52.906
สถิตินะ เหมือนเล่นเกม คนที่

824
00:54:52.906 --> 00:54:56.906
ทำได้สูงสุด เราว่าได้เท่าไร

825
00:54:56.908 --> 00:55:00.908
30 นี่แค่ผ่านเองนะ

826
00:55:00.909 --> 00:55:04.909
เอาคะแนน เอาจำนวนข้อสิ

827
00:55:04.911 --> 00:55:08.911
เราคิดว่าเขาทำได้เท่าไร

828
00:55:08.911 --> 00:55:12.911
58 ข้อ

829
00:55:12.913 --> 00:55:16.913

830
00:55:16.913 --> 00:55:20.913
เราจะเป็นคนที่ทำได้เต็มใช่ไหม

831
00:55:20.915 --> 00:55:24.915
สงสัยจะได้เต็มส่วน

832
00:55:24.917 --> 00:55:28.917
เดี๋ยวก็รู้นะคะ

833
00:55:28.919 --> 00:55:32.919
บทละ 10 ข้อ จากตั้งแต่ที่ครู

834
00:55:32.920 --> 00:55:36.920
เข้ามายืนตรงนี้ บอกข้อสอบไปแล้ว 5 ข้อ

835
00:55:36.921 --> 00:55:40.921
บอกมาเรื่อย ๆ เลย ตรงนี้ก็ออกข้อสอบนะ

836
00:55:40.923 --> 00:55:44.923
ตรงนี้เขาออกข้อสอบนะ ตรงนี้คือข้อสอบนะ

837
00:55:44.924 --> 00:55:48.924
ฉะนั้น ถ้าใครมีแบบ Lacher

838
00:55:48.925 --> 00:55:52.925
จดไว้ที่ไหนก็ได้ค่ะ พอเวลาสอบ

839
00:55:52.926 --> 00:55:56.926
มัน Close ไม่ได้อาบน้ำเลยนะ

840
00:55:56.927 --> 00:56:00.927
จดที่ไหนก็ได้ค่ะ

841
00:56:00.928 --> 00:56:04.928
จดใส่มือเพื่อน จดใส่...

842
00:56:04.928 --> 00:56:08.928
จดใส่ 5 ข้อเอง

843
00:56:08.930 --> 00:56:12.930
เห็นไหมเราก็ไปแชร์กับเพื่อนไง

844
00:56:12.931 --> 00:56:16.931
ที่ครูบอกข้อสอบอย่างนี้ค่ะ หนึ่งในนั้น

845
00:56:16.933 --> 00:56:20.933
เขาถามเลยว่าบิดาแห่งคอมพิวเตอร์คือใคร

846
00:56:20.933 --> 00:56:24.933
ใคร

847
00:56:24.934 --> 00:56:28.934

848
00:56:28.935 --> 00:56:32.935
ประยุทธ์ อย่าเล่นของสูงนะคะ

849
00:56:32.937 --> 00:56:36.937
บิดาแห่งคอมพิวเตอร์คือใคร

850
00:56:36.939 --> 00:56:40.939
ให้ทาย มีอีกไหมคะ

851
00:56:40.940 --> 00:56:44.940
มีอีกำไหมคะ ลองทายดู คน

852
00:56:44.941 --> 00:56:48.941
ที่จะได้รับยกย่องเป็นบิดาคอมพิวเตอร์จะต้องมีการพัฒนา

853
00:56:48.941 --> 00:56:52.941
อย่างต่อเนื่อง แม้แต่รุ่นลูกหลาน

854
00:56:52.943 --> 00:56:56.943
ชาน แบปเบทเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์นะคะ

855
00:56:56.944 --> 00:57:00.944
ไม่ใช่จักรพันธุ์นะคะ

856
00:57:00.945 --> 00:57:04.945
ไม่ใช่ เอ๊ะ ข้อสอบข้อนี้ไม่มีเฉลย ไม่มี

857
00:57:04.947 --> 00:57:08.947
ที่ท่องมาทำไมไม่มี โอ.เค. นะ

858
00:57:08.948 --> 00:57:12.948
เรามาดูคอมพิวเตอร์ยุคนี้

859
00:57:12.950 --> 00:57:16.950
ยุคซูเปอร์คอมพิวเตอร์

860
00:57:16.952 --> 00:57:20.952
ครูก็ยังไม่เกิดเหมือนกัน 1960

861
00:57:20.953 --> 00:57:24.953
เกิดก่อนครูนิดหน่อย อันนี้ปี ค.ศ.

862
00:57:24.954 --> 00:57:28.954
อย่างที่ครูบอกไปว่า คอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ เขาใช้ในแวดวงทหาร

863
00:57:28.956 --> 00:57:32.956
แล้วก็มาเป็นแวดวงการทำธุรกิจ

864
00:57:32.957 --> 00:57:36.957
นะคะ การศึกษานี่หลัง ๆ มานะคะ เคยได้ยิน

865
00:57:36.958 --> 00:57:40.958
ชูเปอร์คอมพิวเตอร์ไหมเอ่ย เคยเห็นไหม

866
00:57:40.959 --> 00:57:44.959
นี่ดูในรูป

867
00:57:44.961 --> 00:57:48.961
นะ น่าจะมีอีกสักเครื่องนะครูว่า

868
00:57:48.961 --> 00:57:52.961
อันนี้เป็นการแบ่งคอมพิวเตอร์ตามประสิทธิภาพการทำงานนะคะ

869
00:57:52.962 --> 00:57:56.962
ตามขนาดและราคา เครื่องละไม่กี่สิบล้าน

870
00:57:56.963 --> 00:58:00.963
แค่นั้นเอง ขนหน้าแข้งไม่ร่วง เพราะร่วงไปหมดแล้ว

871
00:58:00.964 --> 00:58:04.964
นะ

872
00:58:04.965 --> 00:58:08.965
เป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่นะคะ

873
00:58:08.965 --> 00:58:12.965
ราคาแพง สามารถคำนวณ

874
00:58:12.966 --> 00:58:16.966
ได้แบบซับซ้อน ยุคโน่นนะ

875
00:58:16.967 --> 00:58:20.967
วันนี้ยังมีไหม ประเทศไทยมีไหม

876
00:58:20.967 --> 00:58:24.967
ประเทศไทยนี่ก็รวยนะ

877
00:58:24.968 --> 00:58:28.968
จนแต่เรานี่ล่ะ

878
00:58:28.969 --> 00:58:32.969
มีคนรวย

879
00:58:32.971 --> 00:58:36.971
แต่เราอยู่ในกลุ่มคนจน เราก็มา

880
00:58:36.973 --> 00:58:40.973
เป็น Mainframe นะคะ อันนี้เรียงตามประสิทธิภาพ

881
00:58:40.975 --> 00:58:44.975
การทำงาน ถ้าเขาให้เรียงลำดับ

882
00:58:44.975 --> 00:58:48.975
เราต้องเรียงให้ถูกนะคะ อะไรใหญ่สุด

883
00:58:48.975 --> 00:58:52.975
ประสิทธิภาพรองลงมา ๆ

884
00:58:52.976 --> 00:58:56.976
รองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ก็คือ Mainframe

885
00:58:56.978 --> 00:59:00.978
Mindfrom

886
00:59:00.979 --> 00:59:04.979
ใครตอบอันนี้ได้ให้ 2 คะแนน

887
00:59:04.980 --> 00:59:08.980
แบบ local กับรีโมท

888
00:59:08.981 --> 00:59:12.981
ตอบได้อันหนึ่งใน 1 คะแนน ตอบได้ทั้งคู่ให้ 2 คะแนน

889
00:59:12.982 --> 00:59:16.982

890
00:59:16.983 --> 00:59:20.983
เดี๋ยว ๆ เรียบเรียงคำพูดดี ๆ

891
00:59:20.986 --> 00:59:24.986
ทำงานแบบ Locle

892
00:59:24.986 --> 00:59:28.986
เป็นอย่างไรเอ่ย

893
00:59:28.987 --> 00:59:32.987

894
00:59:32.990 --> 00:59:36.990
ก็ ถูกเปล่า

895
00:59:36.991 --> 00:59:40.991
ยัง ยังไม่ถูกค่ะ

896
00:59:40.992 --> 00:59:44.992
ค่ะ ข้างหลัง

897
00:59:44.993 --> 00:59:48.993
อะไรนะ พูดดัง ๆ นะ เพราะว่าครูก็หูตึง

898
00:59:48.994 --> 00:59:52.994
ครูก็อายุเยอะแล้ว หูก็ไม่ค่อยได้ยิน

899
00:59:52.996 --> 00:59:56.996
ตอบมาเลยค่ะ ไม่มีหัก

900
00:59:56.997 --> 01:00:00.997
สุ่มไปอาจจะถูกได้คะแนนไป

901
01:00:00.998 --> 01:00:04.998
การทำงาน Locat เป็็นอย่างไร

902
01:00:04.999 --> 01:00:08.999
ทำงานแบบ Remote เป็นอย่างไร

903
01:00:08.999 --> 01:00:12.999

904
01:00:13.001 --> 01:00:17.001
งานนี้มีแต่ได้ค่ะ ถ้าตอบ ตอบมาอันหนึ่งก็ได้

905
01:00:17.003 --> 01:00:21.003

906
01:00:21.004 --> 01:00:25.004
หมดหรือยัง

907
01:00:25.004 --> 01:00:29.004
รีโมท คือ ทำจากข้องนอก

908
01:00:29.007 --> 01:00:33.007
เข้ามาที่ตัวเครื่องหลัก

909
01:00:33.008 --> 01:00:37.008
โอ.เค. ได้ 1 คะแนน

910
01:00:37.009 --> 01:00:41.009
โอ.เค. พฤหัสบดีเท่าไร

911
01:00:41.009 --> 01:00:45.009
เรา 04

912
01:00:45.011 --> 01:00:49.011
กรพจ นะ ได้ 1 คะแนน

913
01:00:49.012 --> 01:00:53.012
Remoet คือ

914
01:00:53.014 --> 01:00:57.014
เราเปิดเครื่อง วิธีทำงาน

915
01:00:57.016 --> 01:01:01.016
เห็นภาพนะ แล้วเราอยู่ที่บ้าน

916
01:01:01.018 --> 01:01:05.018
หรืออยู่ที่อื่น แต่เราสามารถ

917
01:01:05.019 --> 01:01:09.019
เปิดเครื่องที่เราใช้งานที่อื่นน่ะค่ะ มาทำงานไ้ด

918
01:01:09.018 --> 01:01:13.018
เครื่องที่ทำงานได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งหน้าเครื่อง

919
01:01:13.019 --> 01:01:17.019
หลักเขาเรียกการรีโมท

920
01:01:17.020 --> 01:01:21.020
เอาง่ายสุด เวลาเราใช้รีโมท นึกออกไหมคะ เราต้องไปกด

921
01:01:21.021 --> 01:01:25.021
ที่เครื่องไหม เราอยู่ไกล ๆ ได้ไหม

922
01:01:25.022 --> 01:01:29.022
อันนั้นคือรีโมต กดจากนี้

923
01:01:29.022 --> 01:01:33.022
แต่เครื่องมันต้องเปิดอยู่นะ

924
01:01:33.023 --> 01:01:37.023
มันต้องแชร์ไว้นะ

925
01:01:37.025 --> 01:01:41.025
นึกออกไหมคะ เปิดเครื่องเฉย ๆ ก็ไม่ได้

926
01:01:41.029 --> 01:01:45.029
มันต้องแชร์พอร์ตด้วย

927
01:01:45.031 --> 01:01:49.031
ทำอะไร ยังไม่ได้ Locle เลย

928
01:01:49.032 --> 01:01:53.032
2 คำนี้มันตรงข้ามกันสิ

929
01:01:53.033 --> 01:01:57.033
ตอบค่ะ

930
01:01:57.034 --> 01:02:01.015

931
01:02:01.035 --> 01:02:05.035
ทีละคนใครจะตอบก่อน

932
01:02:05.035 --> 01:02:09.035
ครูใบ้ให้แล้วนะ

933
01:02:09.037 --> 01:02:13.037

934
01:02:13.038 --> 01:02:17.038
เป็นอย่างไรเอ่ย ตอบค่ะ

935
01:02:17.039 --> 01:02:21.039
ยัง

936
01:02:21.040 --> 01:02:25.040
ขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อย

937
01:02:25.041 --> 01:02:29.041

938
01:02:29.042 --> 01:02:33.042

939
01:02:33.045 --> 01:02:37.045

940
01:02:37.046 --> 01:02:41.046
อันนี้ Intranet ยังไม่ใช่ Local

941
01:02:41.047 --> 01:02:45.047
แบบไหน เฉพาะที่อย่างไร

942
01:02:45.048 --> 01:02:49.048

943
01:02:49.049 --> 01:02:53.049
พูด

944
01:02:53.051 --> 01:02:57.051
พอมาเรียนคอมพิวเตอร์ก็เริ่มคิดเยอะ

945
01:02:57.053 --> 01:03:01.053

946
01:03:01.054 --> 01:03:05.054
มีต่างจากที่ตอบมาไหมคะ เรา

947
01:03:05.056 --> 01:03:09.056
คิดเยอะ

948
01:03:09.057 --> 01:03:13.057
เฉลย

949
01:03:13.060 --> 01:03:17.060
อย่างไร แบบไหน

950
01:03:17.062 --> 01:03:21.062

951
01:03:21.063 --> 01:03:25.063

952
01:03:25.064 --> 01:03:29.064
เป็นสิ่งที่เข้าใจแต่อธิบายไม่ได้

953
01:03:29.065 --> 01:03:33.065
เหมือนเป็นการนิยามความรัก

954
01:03:33.065 --> 01:03:37.065
เพิ่งผ่านวันวาเลนไทน์มา

955
01:03:37.066 --> 01:03:41.066
บางคนก็

956
01:03:41.067 --> 01:03:45.067
อกหักไป สรุปคืออะไรคะ

957
01:03:45.070 --> 01:03:49.070

958
01:03:49.070 --> 01:03:53.070
รีโมตมันตอบยากกว่าอีกนะ

959
01:03:53.072 --> 01:03:57.072
แบ่งกันกับ แบ่งคะแนนกันกับ

960
01:03:57.074 --> 01:04:01.074
กรพจ คนละหนึ่ง Local คือ นั่งทำงานหน้าจอ

961
01:04:01.076 --> 01:04:05.076
เครื่องนั้นล่ะ โอ.เค. ไหม

962
01:04:05.077 --> 01:04:09.077
รีโมตคือไปนั่งเครื่องอื่น แต่สั่งงานเครื่องนี้

963
01:04:09.077 --> 01:04:13.077
ไหมคะ โอ.เค. มันยากตรงไหน

964
01:04:13.078 --> 01:04:17.078
Local คือ ท่องถิ่น

965
01:04:17.079 --> 01:04:21.079
ภาษาอังกฤษมันดิ้นได้

966
01:04:21.080 --> 01:04:25.080
บางคนกำลังจะตอบท้องถิ่น ตอนนี้เราอยู่ในเมือง

967
01:04:25.081 --> 01:04:29.081
ท้องถิ่น เราอยู่ในเมือง เราออก

968
01:04:29.081 --> 01:04:33.081
ไปต่างจังหวัด Local คือ เหมือนที่เราใช้คอมพิวเตอร์นี่ค่ะ

969
01:04:33.082 --> 01:04:37.082
นั่งอยู่หน้าเครื่องนี้ ก็ใช้เครื่องนี้

970
01:04:37.083 --> 01:04:41.083
ใช้ทรัพยากรเครื่องนี้ อันนี้คือ local

971
01:04:41.084 --> 01:04:45.084
แต่รีโมท คือ

972
01:04:45.085 --> 01:04:49.085
นั่งเครื่องอื่นแต่ควบคุมเครื่องนี้

973
01:04:49.086 --> 01:04:53.086
เหมือนเรานั่งอยู่แต่ทีวีอยู่โน้นน่ะ

974
01:04:53.087 --> 01:04:57.087
โอ.เค. นะ ผ่านไป

975
01:04:57.089 --> 01:05:01.089
ใช่แต่เราควบคุมน่ะ

976
01:05:01.090 --> 01:05:05.090
เราควบคุมเพื่อนน่ะให้ทำงาน ต่อไปขนาดเล็กลงไป

977
01:05:05.091 --> 01:05:09.091
ก็คือ mimicom นะคะ

978
01:05:09.092 --> 01:05:13.092
ก็ยังถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่อยู่นะ แต่ใช้กับ

979
01:05:13.093 --> 01:05:17.093
องค์กรที่มีขนาดกลางขึ้นมาถ้าเป็น

980
01:05:17.094 --> 01:05:21.094
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ หรือ Mainframe นี่

981
01:05:21.094 --> 01:05:25.094
เท่ากับห้องหนึ่งอย่างนี้นะ

982
01:05:25.094 --> 01:05:29.094
แต่ถ้าเกิดเป็น Mini Comp

983
01:05:29.095 --> 01:05:33.095
กับ PC ที่เราใช้กันนะคะ

984
01:05:33.097 --> 01:05:37.097
เก็บข้อมูลได้น้อยลง ได้น้อยลงไม่ได้หมายความว่า

985
01:05:37.098 --> 01:05:41.098
น้อยลงเมื่อเทียบกับซูเปอร์คอมฯน่ะ

986
01:05:41.098 --> 01:05:45.098
แล้วก็มี work station

987
01:05:45.099 --> 01:05:49.099
จะทำงานด้านกราฟิกได้ ดู

988
01:05:49.100 --> 01:05:53.100
แบบนี้นะคะ คือ แต่ละเครื่องสามารถสั่งงาน

989
01:05:53.101 --> 01:05:57.101
ผ่าน มีระบบบริการให้

990
01:05:57.102 --> 01:06:01.102
ใช้หลายเครื่อง แต่ทำงานเดียวกันนะคะ เป็น

991
01:06:01.103 --> 01:06:05.103

992
01:06:05.104 --> 01:06:09.104
สามารถประมวลผลได้จากหลาย ๆ เครื่อง

993
01:06:09.106 --> 01:06:13.106
เคยทำงานแบบนี้ไหมคะ เราสามารถ อย่างตอนนี้

994
01:06:13.108 --> 01:06:17.108
เราแชร์จอได้ เรามีคอมพ์อยู่

995
01:06:17.108 --> 01:06:21.108
2-3 จอแต่เล่นเกมด้วยกัน

996
01:06:21.110 --> 01:06:25.110
อันนี้เรียกว่า "เครื่อง Workstation" นะคะ ส่วนมากใช้กับ

997
01:06:25.111 --> 01:06:29.111
งานทางด้านกราฟิก ตัดต่อโน้นนี่

998
01:06:29.112 --> 01:06:33.112
แล้วก็มาเป็น ไมโคร คอมฯ

999
01:06:33.113 --> 01:06:37.113
ไมโครคอมฯ

1000
01:06:37.113 --> 01:06:41.113
เราจะไม่เรียก ถ้าเราเรียก "ไมโคร" จะเรียกตามขนาด

1001
01:06:41.114 --> 01:06:45.114
ก็คือ PC นะคะ

1002
01:06:45.114 --> 01:06:49.114
PC ก็คือ Persernal com

1003
01:06:49.115 --> 01:06:53.115
แต่ไมโครคอมจะเรียกตามขนาด

1004
01:06:53.118 --> 01:06:57.118
แต่ถ้าเกิดเรียกตามการใช้งาน เราจะเรียกว่า "PC"

1005
01:06:57.119 --> 01:07:01.119
คอมฯ ตั้งโต๊ะ แรก ๆ จะมี 2 บริษัทพัฒนา

1006
01:07:01.119 --> 01:07:05.119
ก็คือ IBM กับ บริษัท Apple นะ

1007
01:07:05.121 --> 01:07:09.121
บริษัท Apple

1008
01:07:09.123 --> 01:07:13.123
เล็กลงไปอีก ก็คือ Notebook นะคะ

1009
01:07:13.124 --> 01:07:17.124
จริงไหม เขาบอกว่าคอมพิวเตอร์

1010
01:07:17.125 --> 01:07:21.125
โน้ตบุ๊กที่มีประสิทธิภาพเท่ากับกับ PC

1011
01:07:21.127 --> 01:07:25.127
Note book จะแพงกว่า เราคิดว่ามัน

1012
01:07:25.128 --> 01:07:29.128
เป็นเพราะอะไรคะ

1013
01:07:29.129 --> 01:07:33.129
เป้าหมายของ PC คือ

1014
01:07:33.131 --> 01:07:37.131
อยู่กับที่นะ แบบ Local

1015
01:07:37.132 --> 01:07:41.132
Note book ล่ะ Local ค่ะ

1016
01:07:41.133 --> 01:07:45.133
ก็ Local ค่ะ แต่ Local ได้หลายที่

1017
01:07:45.133 --> 01:07:49.133
ไม่ได้ อยู่ที่เดิม

1018
01:07:49.134 --> 01:07:53.134
นะคะ วัสดุอุปกรณ์ที่เอามาใช้เลยต้อง

1019
01:07:53.135 --> 01:07:57.135
เล็ก เบา อย่างนี้นะ

1020
01:07:57.136 --> 01:08:01.136
Notebook รุ่นใหม่ ๆ จะไม่มี CD-ROM

1021
01:08:01.137 --> 01:08:05.137
เพื่อให้ขนาดตัวเครื่องมีขนาดเล็ก

1022
01:08:05.138 --> 01:08:09.138
น้ำหนักเบานะคะ เน้นการ

1023
01:08:09.139 --> 01:08:13.139
ใช้งานนอกสถานที่ เล็กกว่า Notebook มีไหมคะ

1024
01:08:13.139 --> 01:08:17.139
เราเกิดทันอันนี้ไหม ทุกวันนี้ยังมีไหม

1025
01:08:17.140 --> 01:08:21.140
เขาใช้ทำอะไร

1026
01:08:21.142 --> 01:08:25.142
ใช้งานเฉพาะ เฉพาะอย่าง

1027
01:08:25.143 --> 01:08:29.143
เฉพาะอย่าง เก็บข้อมูลเฉพาะอย่าง

1028
01:08:29.145 --> 01:08:33.145
ใช่มือถือไหม

1029
01:08:33.146 --> 01:08:37.146
ไม่ใช่ มือถือทำได้มากกว่านี้ไหม

1030
01:08:37.148 --> 01:08:41.148
ถูกต้อง มือถือทำได้มากกว่านี้

1031
01:08:41.149 --> 01:08:45.149
อันนี้ทำได้แค่ อย่างจักรพันธุ์ซื้อมาเครื่องหนึ่ง

1032
01:08:45.150 --> 01:08:49.150
คุณก็มาติดตั้งระบบค่ะ

1033
01:08:49.150 --> 01:08:53.150
ถ้าเรียกว่า "คอมพิวเตอร์" นะ คือ 1.

1034
01:08:53.151 --> 01:08:57.151
ค่ายไหนก็ช่างแต่ต้องมี OS แต่ถ้าเป็น PDA

1035
01:08:57.152 --> 01:09:01.152
มันก็จะมีโปรแกรมเฉพาะอย่าง

1036
01:09:01.154 --> 01:09:05.154
ซื้อ PDA มาสำหรับเก็บข้อมูลประชากร ก็

1037
01:09:05.155 --> 01:09:09.155
ติดตั้งโปรแกรมสำหรับเก็บข้อมูล

1038
01:09:09.156 --> 01:09:13.156
หรือจดค่าไฟ จดค่าน้ำ

1039
01:09:13.157 --> 01:09:17.157
ปริ้นท์บิน มันจะเป็นระบบของเขา

1040
01:09:17.158 --> 01:09:21.158
นะคะ ต่อมานะคะ คอมพิวเตอร์

1041
01:09:21.160 --> 01:09:25.160
ยังถูกฝังเข้าไปในอุปกรณ์ต่าง ๆ เยอะแยะมากยา

1042
01:09:25.161 --> 01:09:29.161
ที่มันสามารถทำงานได้แบบ Internet opting

1043
01:09:29.162 --> 01:09:33.162
นะคะ นาฬิกา โทรศัพท์

1044
01:09:33.163 --> 01:09:37.163
ไมโครเวฟ แอร์ ไฟ ทุกอย่างเลยที่เป็น Electronic Devices นะคะ

1045
01:09:37.164 --> 01:09:41.164
เราเรียกว่า

1046
01:09:41.165 --> 01:09:45.165
Embested

1047
01:09:45.166 --> 01:09:49.166
แบบระบบคอมพิวเตอร์ที่ฝังไว้

1048
01:09:49.167 --> 01:09:53.167
ได้เฉพาะนะคะ เฉพาะอย่าง ประโยชน์

1049
01:09:53.168 --> 01:09:57.168
เยอะแยะมากมาย หน่วยงานไหนที่ไม่ใช้

1050
01:09:57.169 --> 01:10:01.169
หรืองานอะไรที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์บ้าง

1051
01:10:01.171 --> 01:10:05.171
มีไหมคะ

1052
01:10:05.173 --> 01:10:09.173
เลี้ยงวัว

1053
01:10:09.174 --> 01:10:13.174
ใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไร [เสียงหัวเราะ]

1054
01:10:13.175 --> 01:10:17.175
ใช้ควบคุม

1055
01:10:17.179 --> 01:10:21.179
ใช้โฆษณาขาย

1056
01:10:21.189 --> 01:10:25.189
คิดดีมาก

1057
01:10:25.192 --> 01:10:29.192
ครูถามว่าเลี้ยงวัวใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไร

1058
01:10:29.193 --> 01:10:33.193
ใช้เล่นเกม ขณะ ที่ปล่อยวัวไปกินหญ้า

1059
01:10:33.195 --> 01:10:37.195

1060
01:10:37.197 --> 01:10:41.197
ทำให้วัวผ่อนคลาย

1061
01:10:41.198 --> 01:10:45.198
จะได้...

1062
01:10:45.199 --> 01:10:49.199
มันดูเป็นระบบแบบว่า คือ

1063
01:10:49.200 --> 01:10:53.200
งานด้านไหนก็ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งนั้นน่ะ

1064
01:10:53.201 --> 01:10:57.201
ยิ่งตอนนี้นะ แล้วคอมพิวเตอร์ในอนาคต

1065
01:10:57.202 --> 01:11:01.202
จะเป็นอย่างไร เราว่า

1066
01:11:01.203 --> 01:11:05.203
อันนี้ไม่ใช่อนาคตแล้ว

1067
01:11:05.204 --> 01:11:09.204
สไลด์นี้น่าจะปรับได้แล้ว Expert system

1068
01:11:09.205 --> 01:11:13.205
มีเยอะแยะทุกวันนี้ค่ะ หุ่นยนต์มีไหม

1069
01:11:13.206 --> 01:11:17.206
รถยนต์ก็ยังไร้คนขับ

1070
01:11:17.207 --> 01:11:21.207
สมัยเรานี่ สมัยเรา

1071
01:11:21.209 --> 01:11:25.209
คือ สมัยนี้ล่ะ ถามว่า

1072
01:11:25.210 --> 01:11:29.210
เวลาเกิดอุบัติเหตุนี่

1073
01:11:29.213 --> 01:11:33.213
เกิดเพราะรถยนต์ หรือเกิดเพราะคนขับ

1074
01:11:33.214 --> 01:11:37.214
เพราะว่า

1075
01:11:37.216 --> 01:11:41.216
เพราะว่าเบรกมันแตก

1076
01:11:41.217 --> 01:11:45.217
เพราะว่ายางระเบิดนะ

1077
01:11:45.218 --> 01:11:49.218

1078
01:11:49.219 --> 01:11:53.219

1079
01:11:53.221 --> 01:11:57.221
ถามว่าถ้าระบบในอนาคต

1080
01:11:57.223 --> 01:12:01.223
รถยนต์เป็นระบบไร้คนขับ จะเกิดอุบัติเหตุไหม

1081
01:12:01.223 --> 01:12:05.223
(นักศึกษา) ไม่ (อาจารย์) แต่ระบบต้องเวิร์กนะ

1082
01:12:05.225 --> 01:12:09.225
เรามองข้ามชอตไป

1083
01:12:09.226 --> 01:12:13.226
ไม่มีคนขับ

1084
01:12:13.227 --> 01:12:17.227
รถทุกคันนี่

1085
01:12:17.228 --> 01:12:21.228
มี Sensor รอบตัว เรานึกถึง

1086
01:12:21.229 --> 01:12:25.229
นึกถึงประเทศอื่นได้ไหม

1087
01:12:25.230 --> 01:12:29.230
เดี๋ยว COVID ก็มา

1088
01:12:29.232 --> 01:12:33.232
ไม่ต้องใช้คนขับ

1089
01:12:33.232 --> 01:12:37.232
รถทุกคันขับเอง

1090
01:12:37.232 --> 01:12:41.232
เราขึ้นไปนั่งปุ๊บ คิดตาม

1091
01:12:41.233 --> 01:12:45.233
จินตนาการตามไป เพราะเราเป็นเอกคอมพิวเตอร์

1092
01:12:45.239 --> 01:12:49.239
ขึ้นไปนั่งปุ๊บทำอย่างไร

1093
01:12:49.241 --> 01:12:53.241
สั่งงานด้วย

1094
01:12:53.248 --> 01:12:57.248
ถ้าเกิดสั่งงานด้วยการกระพริบตา

1095
01:12:57.250 --> 01:13:01.250
ไปนะ

1096
01:13:01.251 --> 01:13:05.251
สั่งงานด้วยเสียงนะคะ จักรพันธ์ขึ้นไปนั่งปุ๊บ

1097
01:13:05.254 --> 01:13:09.254
เราก็สั่งงานด้วยเสียงเลย ว่า

1098
01:13:09.256 --> 01:13:13.256
เราจะไปไหน รถก็จะพาวิ่งไป

1099
01:13:13.256 --> 01:13:17.256
มีแวะข้างทางไหม

1100
01:13:17.257 --> 01:13:21.257
แวะข้างทางไหม (นักศึกษา) แวะครับ (อาจารย์)

1101
01:13:21.258 --> 01:13:25.258
แวะทำอะไร

1102
01:13:25.259 --> 01:13:29.259
ไปเช็กผลดำเนินการของป่า

1103
01:13:29.260 --> 01:13:33.260
นะคะ อเมซอนของปั้ม

1104
01:13:33.261 --> 01:13:37.261
ธุรกิจดีไหม

1105
01:13:37.263 --> 01:13:41.263
แวะไปทุกปั๊ม

1106
01:13:41.264 --> 01:13:45.264
ไปตรวจสอบผลดำเนินการว่า ปั้มนี้ขายดีไหม

1107
01:13:45.265 --> 01:13:49.265
คาวนี้พอไร้คนขับ อุบัติเหตุลดลง

1108
01:13:49.266 --> 01:13:53.266
นะคะ เพราะรถยนต์ที่ไร้คนขับ

1109
01:13:53.267 --> 01:13:57.267
มันก็คือหุ่นยนต์นะ มี Sensor รถ

1110
01:13:57.268 --> 01:14:01.268
ทุกคันก็จะเด้งออก ใกล้กันก็จะเด้งออก

1111
01:14:01.270 --> 01:14:05.270
ก็ดีเหมือนกันนะ

1112
01:14:05.271 --> 01:14:09.271
ตอนนี้เขามีอยู่นะ เคยติดตามข่าวที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไหมคะ

1113
01:14:09.273 --> 01:14:13.273
มี

1114
01:14:13.274 --> 01:14:17.274
มาก ภาษีแพงกว่าตัวรถ

1115
01:14:17.275 --> 01:14:21.275
ทุกวันนี้ก็เป็น เราก็รอ

1116
01:14:21.276 --> 01:14:25.276
นะคะ

1117
01:14:25.277 --> 01:14:29.277
แปลงเรือดำน้ำมาเป็น อย่าไปยุ่งกับเขาเลย

1118
01:14:29.279 --> 01:14:33.279

1119
01:14:33.281 --> 01:14:37.281
เรานี่

1120
01:14:37.282 --> 01:14:41.282
ซื้อรถ เยอะ

1121
01:14:41.284 --> 01:14:45.284
คราวนี้เรามาดู

1122
01:14:45.286 --> 01:14:49.286

1123
01:14:49.287 --> 01:14:53.287
4 คำนี้มันจะวนเวียนอยู่กับเรานี่ล่ะ

1124
01:14:53.288 --> 01:14:57.288
ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, Peopleware

1125
01:14:57.289 --> 01:15:01.289
นะคะ เดี๋ยวรถอัตโนมัติก็ขี่

1126
01:15:01.289 --> 01:15:05.289
ก็รอป๋าจักรพันธ์

1127
01:15:05.291 --> 01:15:09.291
ก็เชียมาก ก็

1128
01:15:09.292 --> 01:15:13.292
รถยนต์ไร้คนขับไง กลับบ้านวันศุกร์ถึงบ้านวันอาทิตย์น่ะ

1129
01:15:13.293 --> 01:15:17.293
ไปสำรวจ

1130
01:15:17.295 --> 01:15:21.295
ไปสำรวจ อ้อมไปอีกโลก

1131
01:15:21.296 --> 01:15:25.296
เป็นหุ่นยนต์ใช่ไหม อันนี

1132
01:15:25.297 --> 01:15:29.297
เป็นหุ่นยนต์ใช่ไหม อันนี้คือองค์ประกอบของคอมฯ นะคะ

1133
01:15:29.298 --> 01:15:33.298

1134
01:15:33.299 --> 01:15:37.299
ฮาร์ดแวร์คืออะไร

1135
01:15:37.300 --> 01:15:41.300
อะไรบ้าง

1136
01:15:41.301 --> 01:15:45.301
ในห้องนี้ที่เป็นฮาร์ดแวร์ ตอบมา 1 อย่าง ห้ามซ้ำกัน

1137
01:15:45.302 --> 01:15:49.302
หัวชาร์จแบต โอ.เค.

1138
01:15:49.303 --> 01:15:53.303
จอคอม ห้ามซ้ำกัน โทรศัพท์ คีย์บอร์ด เมาส์

1139
01:15:53.304 --> 01:15:57.304
อะแดปเตอร์ อยู

1140
01:15:57.306 --> 01:16:01.306
นี่อยู่ห้องนี้ด้วยหรือ หูฟัง

1141
01:16:01.307 --> 01:16:05.307
ลำโพง หมดยัง

1142
01:16:05.308 --> 01:16:09.308
ไหนใครยังไม่ตอบ

1143
01:16:09.309 --> 01:16:13.309
ทุกอย่างที่

1144
01:16:13.311 --> 01:16:17.311
จับต้อง มองเห็น

1145
01:16:17.313 --> 01:16:21.313
ต้องการที่อยู่มีตัวตน คือ ฮาร์ดแวร์

1146
01:16:21.314 --> 01:16:25.314
นะคะ แต่พอถามถึงฮาร์ดแวร์ค

1147
01:16:25.315 --> 01:16:29.315
คอมฯ ก็คือสิ่งที่ประกอบ

1148
01:16:29.316 --> 01:16:33.316
เป็นตัวคอมพิวเตอร์นี่ล่ะนะคะ

1149
01:16:33.317 --> 01:16:37.317
อันนี้คือฮาร์ดแวร์คอมฯ

1150
01:16:37.318 --> 01:16:41.318
เดี๋ยวเราค่อยเรียนในรายละเอียด

1151
01:16:41.320 --> 01:16:45.320
เลยนะคะ สมัยครูเรียนนี่การเรียน

1152
01:16:45.321 --> 01:16:49.321
วิชาฮาร์ดแวร์นี่ เป็นวิชาที่

1153
01:16:49.321 --> 01:16:53.321
เรียนรู้ด้วยตัวเองนะคะ เข้าไปในห้อง รือ

1154
01:16:53.322 --> 01:16:57.322
หรือออกมา คอมพิวเตอร์ตั้งโต้ะ กองไว้

1155
01:16:57.323 --> 01:17:01.323
ทุกคนประกอบ

1156
01:17:01.324 --> 01:17:05.324
ประกอบพร้อมใช้งานได้ ก็คือผ่านวิชานั้น

1157
01:17:05.326 --> 01:17:09.326

1158
01:17:09.327 --> 01:17:13.297
บางแล้วประกอบ

1159
01:17:13.329 --> 01:17:17.329
มาคได้นะ

1160
01:17:17.333 --> 01:17:21.333
ครูถึงถามว่าทุกคนสามารถรื้อออกได้ไหม

1161
01:17:21.336 --> 01:17:25.336
รื้อออกได้ใช่ไหม รื้อได้ค่ะ แต่อย่า

1162
01:17:25.337 --> 01:17:29.337
ไม่น้อตจะชอบเหลือ

1163
01:17:29.339 --> 01:17:33.339
ถามว่าทำไมน็อต

1164
01:17:33.340 --> 01:17:37.340
เวลาเราประกอบไปมันไม่เคยไม่พอนะ

1165
01:17:37.341 --> 01:17:41.341
ส่วนมากมันจะเหลือ

1166
01:17:41.343 --> 01:17:45.343
ตอนที่รื้อออกมา

1167
01:17:45.344 --> 01:17:49.344
เราประกอบคืนไป ทำไมมัน

1168
01:17:49.345 --> 01:17:53.345
แยกออกมาน่ะ เหมือนมันเพิ่มปริมาณขึ้นมา

1169
01:17:53.348 --> 01:17:57.348
ทำไมหาไม่เจอตรงช่องที่ต้องต่อน็อตตัวนี้

1170
01:17:57.349 --> 01:18:01.349
เราก็จะคิดเข้าข้างตัวเอง

1171
01:18:01.350 --> 01:18:05.350
แถม ใช้ไประยะหนึ่ง ตัวนั้นตัวนี้

1172
01:18:05.352 --> 01:18:09.352
เริ่มหลุด เห็นไหม ฮาร์ดิสก์เริ่มสั่น

1173
01:18:09.353 --> 01:18:13.353
จะเป็นแบบนั้น แล้วซอฟต์แวร์ล่ะ

1174
01:18:13.355 --> 01:18:17.355

1175
01:18:17.357 --> 01:18:21.357

1176
01:18:21.357 --> 01:18:25.357
ชุดคำสั่งที่เป็นอย่างไรคะ

1177
01:18:25.358 --> 01:18:29.358

1178
01:18:29.359 --> 01:18:33.359
เอาไว้คอนโทรฮาร์ดแวร์

1179
01:18:33.361 --> 01:18:37.361
เอาแบบภาษาบ้าน ๆ นะคะ

1180
01:18:37.362 --> 01:18:41.362
ถ้าใช้โปรแกรม ถ้าใช้คำว่า "โปรแกรม" นะ

1181
01:18:41.363 --> 01:18:45.363
มันสั้นไปนะคะ ก็จะใช้คำว่า

1182
01:18:45.364 --> 01:18:49.364
การเขียนชุดคำสั่ง ควบคุมอุปกรณ์

1183
01:18:49.364 --> 01:18:53.364
อันนี้ คือ ซอฟต์แวร์

1184
01:18:53.365 --> 01:18:57.365
ซอฟต์แวร์มี 2 ประเภทใหญ่ ๆ เลย ซอฟต์แวร์ของตัวระบบเอง

1185
01:18:57.366 --> 01:19:01.366
Solftware

1186
01:19:01.367 --> 01:19:05.367
ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์จะต้องมี Operation

1187
01:19:05.370 --> 01:19:09.370
จะเป็นของค่ายไหนก็ช่าง ต้องมี

1188
01:19:09.370 --> 01:19:13.370
Operating System นะคะ 2.

1189
01:19:13.370 --> 01:19:17.370
ซอฟต์แวร์ประยุกต์

1190
01:19:17.372 --> 01:19:21.372
นะคะ มันจะมีบทที่พูดถึงนี่อยู่

1191
01:19:21.373 --> 01:19:25.373
ยัง เพราะรู้ว่าจะตอบเลยข้ามไป

1192
01:19:25.374 --> 01:19:29.374
ต่อไปนะคะ People ware เราเป็น People ไหม

1193
01:19:29.375 --> 01:19:33.375
กำลังจะเป็น

1194
01:19:33.376 --> 01:19:37.376
มีกำลังจะเป็นด้วยหรอ เหมือนกับหุ่นยนต์

1195
01:19:37.377 --> 01:19:41.377
ตั้งเวลาไว้ตอนนี้ยังไม่เป็นค่ะ อีก 10 นาที

1196
01:19:41.379 --> 01:19:45.379
จะเป็นอย่างนี้ค่ะ People ware มี 3 กลุ่มนะคะ

1197
01:19:45.380 --> 01:19:49.380
เราอยู่ในกลุ่มไหนเอ่ย

1198
01:19:49.381 --> 01:19:53.381
ไม่อยู่กลุ่มที่ 2 หรอ ผู้ใช้ทั่ว

1199
01:19:53.382 --> 01:19:57.382
ไปนะคะ เราเรียก endUser

1200
01:19:57.382 --> 01:20:01.382
นะคะ ก็คือใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรก็ช่าง ดูหนัง เล่นเกม บันเทิงไป

1201
01:20:01.383 --> 01:20:05.383
อะไรไปนะคะ กลุ่มที่ 2 คือเราเรียก

1202
01:20:05.384 --> 01:20:09.384
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เราก็จะเจาะลงไป

1203
01:20:09.385 --> 01:20:13.385
ถ้าเชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบระบบ

1204
01:20:13.386 --> 01:20:17.386
เราก็จะเรียก "SA" นะคะ

1205
01:20:17.387 --> 01:20:21.387
system อเะไเอ่ย

1206
01:20:21.388 --> 01:20:25.388
อนาไลท์ซีด วิเคราะห์

1207
01:20:25.389 --> 01:20:29.389
ระบบถ้าเราเชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมเราเรียกว่า

1208
01:20:29.390 --> 01:20:33.390
เชี่ยวชาญทางด้านการเขียนโปรแกรม เรียกว่า "

1209
01:20:33.391 --> 01:20:37.391
Programmer

1210
01:20:37.393 --> 01:20:41.393
ควบคุม โน่น นี่ มันก็จะ

1211
01:20:41.395 --> 01:20:45.395
มีเสต็ป

1212
01:20:45.396 --> 01:20:49.396
เราอยู่กลุ่มที่ 1 วันหน้าไม่แน่เราอาจอยู่กลุ่ม

1213
01:20:49.397 --> 01:20:53.397
วันหน้าถัดไปอีก ก็ไม่แน่เราอาจจะไปอยู่

1214
01:20:53.399 --> 01:20:57.399
นะคะ

1215
01:20:57.400 --> 01:21:01.400
หรืออาจจะไปอยู่ในนี้ เพราะเรา คือ หุ่นยนต์

1216
01:21:01.401 --> 01:21:05.401
นะคะ คราวนี้เรามาพูดถึง Raw Data กับ

1217
01:21:05.401 --> 01:21:09.401
Information หน่อย

1218
01:21:09.402 --> 01:21:13.402
นะคะ ข้อมูลกับสารสนเทศต่างกัน

1219
01:21:13.403 --> 01:21:17.403
อย่างไร

1220
01:21:17.405 --> 01:21:21.405
ให้นักศึกษายกตัวอย่างแล้วกันนะคะ

1221
01:21:21.405 --> 01:21:25.405
ยกตัวอย่าง 2 อย่าง คือ 1. ข้อมูล

1222
01:21:25.406 --> 01:21:29.406
2 แปลงข้อมูลตัวนี้ไปเป็น Information

1223
01:21:29.407 --> 01:21:33.407

1224
01:21:33.408 --> 01:21:37.408
ให้นักศึกษาแต่ละคน ห้ามตอบซ้ำกันนะคะ

1225
01:21:37.409 --> 01:21:41.409
ยกตัวอย่างข้อมูลดิบ

1226
01:21:41.410 --> 01:21:45.410
และ information ข้อมูลดิบนั้น

1227
01:21:45.411 --> 01:21:49.411
โดยบอกโปรเสทด้วย

1228
01:21:49.412 --> 01:21:53.412
ทำอย่างไรกับข้อมูลดิบตัวนี้เพื่อให้เป็น Information

1229
01:21:53.413 --> 01:21:57.413

1230
01:21:57.414 --> 01:22:01.414
น่าจะสุ่มนะ จับฉลากอะไรอย่างนี้นะ

1231
01:22:01.415 --> 01:22:05.415
คิดไวก่อนห้ามตอบซ้ำกัน

1232
01:22:05.416 --> 01:22:09.416
ครูสุ่มเอาแล้วกัน เอาปากกาจิ้ม

1233
01:22:09.417 --> 01:22:13.417
อัฎาวุฒิ

1234
01:22:13.418 --> 01:22:17.418
1 อย่าง

1235
01:22:17.421 --> 01:22:21.421

1236
01:22:21.422 --> 01:22:25.422
แปลงเป็นไอ้นั่น อย่าใส่โค้ดลับมา

1237
01:22:25.423 --> 01:22:29.423

1238
01:22:29.425 --> 01:22:33.425
แปลงเป็น รหัสนักศึกษา

1239
01:22:33.428 --> 01:22:37.428
ถึงจะเป็น infomation

1240
01:22:37.429 --> 01:22:41.392

1241
01:22:41.430 --> 01:22:45.430

1242
01:22:45.430 --> 01:22:49.430
เอาไปทำอย่างไรเอ่ย

1243
01:22:49.436 --> 01:22:53.436

1244
01:22:53.438 --> 01:22:57.438
รหัสนักศึกษานี่เป็นข้อมูลดิบ

1245
01:22:57.439 --> 01:23:01.439
หรือเป็น Information แล้ว

1246
01:23:01.441 --> 01:23:05.441
งั้นแปลงกลับมาเป็นข้อมูลดิบ

1247
01:23:05.441 --> 01:23:09.441
ยังสิ ชื่อ

1248
01:23:09.442 --> 01:23:13.442
ก็คืออีกชื่อค่ะ เรารหัสนักศึกษาก่อน

1249
01:23:13.443 --> 01:23:17.443
ค่ะ ใบ้ ในรหัสนักศึกษา

1250
01:23:17.445 --> 01:23:21.445
บอกอะไรบ้าง ปีอะไร

1251
01:23:21.446 --> 01:23:25.446
เดี๋ยวนะ

1252
01:23:25.447 --> 01:23:29.447
ปี พ.ศ. หรือปีการศึกษา (นักศึกษา) ปีการศึกษา (อาจารย์)

1253
01:23:29.448 --> 01:23:33.448
ปีการศึกษาที่...

1254
01:23:33.449 --> 01:23:37.449
ที่เราเข้า เราออก เราจบ

1255
01:23:37.451 --> 01:23:41.451
ปีที่เรา

1256
01:23:41.451 --> 01:23:45.451
สมัครเรียน บอกอะไรอีก

1257
01:23:45.451 --> 01:23:49.451

1258
01:23:49.453 --> 01:23:53.453
ค่ะ อือ

1259
01:23:53.455 --> 01:23:57.455
โอ.เค. ตัวนั้นน่ะ คือ ข้อมูลดิบ

1260
01:23:57.455 --> 01:24:01.455
Information คือ รหัสนักศึกษา

1261
01:24:01.456 --> 01:24:05.456
ก็คือเอามารวมกันแล้วสื่อความหมายนะคะ ถ้าแยกกัน

1262
01:24:05.457 --> 01:24:09.457
ก็จะมีปี ปีการศึกษาที่เรา

1263
01:24:09.457 --> 01:24:13.457
สมัครเรียนรหัสคณะ

1264
01:24:13.458 --> 01:24:17.458
รหัสสาขา ห้อง เลขที่

1265
01:24:17.459 --> 01:24:21.459
รวมกันปุ๊บ แปลงร่าง

1266
01:24:21.460 --> 01:24:25.460
เป็นรหัสนักศึกษาเป็น Information

1267
01:24:25.462 --> 01:24:29.462
จิ้มใหม่

1268
01:24:29.466 --> 01:24:33.466
จิ้มแบบตั้งใจ

1269
01:24:33.468 --> 01:24:37.468

1270
01:24:37.471 --> 01:24:41.471
ศักดิ์ดา

1271
01:24:41.473 --> 01:24:45.473

1272
01:24:45.474 --> 01:24:49.474
มาไหมคะ (นักศึกษา) มาครับ (อาจารย์) Standup

1273
01:24:49.475 --> 01:24:53.475
Stand up

1274
01:24:53.476 --> 01:24:57.476
1 ข้อมูล 1 Information

1275
01:24:57.477 --> 01:25:01.477
นะ สราวุฒิบอกว่าเป็น Indormation ก

1276
01:25:01.478 --> 01:25:05.478
ใบ้ให้ย้อนกลับไปเป็นข้อมูลดิบ

1277
01:25:05.479 --> 01:25:09.479
ของเรายกตัวอย่างอะไรดีเอ่ย

1278
01:25:09.480 --> 01:25:13.480
1 อย่างค่ะ เยอะค่ะ ในโลกนี้

1279
01:25:13.482 --> 01:25:17.482

1280
01:25:17.483 --> 01:25:21.483
เกริ่นมาก่อน เดี๋ยวครูค่อยบอกว่ามันเป็นข้อมูลดิบ

1281
01:25:21.485 --> 01:25:25.485
หรือมันเป็น Information

1282
01:25:25.486 --> 01:25:29.486
ชื่อ

1283
01:25:29.487 --> 01:25:33.487
ชื่อนี้เป็นข้อมูลดิบ หรือ

1284
01:25:33.488 --> 01:25:37.488
เป็น Information

1285
01:25:37.489 --> 01:25:41.489
จะฝึกให้คิดแบบล้ำลึก

1286
01:25:41.490 --> 01:25:45.490
ชื่อเป็นอะไรคะ

1287
01:25:45.491 --> 01:25:49.491
เป็น Information แล้ว

1288
01:25:49.492 --> 01:25:53.492
แล้วข้อมูลดิบของชื่อล่ะคะ

1289
01:25:53.492 --> 01:25:57.492

1290
01:25:57.493 --> 01:26:01.493

1291
01:26:01.494 --> 01:26:05.494
ใช้หลักการเดียวกันกับสราวุฒิ

1292
01:26:05.496 --> 01:26:09.496
อธิบายมา

1293
01:26:09.497 --> 01:26:13.497

1294
01:26:13.498 --> 01:26:17.498
คือพอเป็น Challacter

1295
01:26:17.499 --> 01:26:21.499
ไปได้ 2 ทางมันจะไปเป็นแบบตัวเลขนะคะ

1296
01:26:21.501 --> 01:26:25.501
จริง ๆ แล้วน่ะ Information ของระบบนี้ มันอาจจะเป็นข้อมูลของระบบโน้น

1297
01:26:25.502 --> 01:26:29.502
มันอาจจะเป็นข้อมูลของระบบโน้น

1298
01:26:29.503 --> 01:26:33.503
อย่างเช่น ถ้าเรามีข้อมูลดิบ คิดไปก่อนนะ เดี๋ยวจะกลับไปถาม

1299
01:26:33.504 --> 01:26:37.504
เรามีข้อมูลดิบอยู่ก้อนหนึ่งน่ะค่ะ

1300
01:26:37.506 --> 01:26:41.506
เราก็เอามา Process ได้สารเทศออกมา

1301
01:26:41.507 --> 01:26:45.507
1 ตัว เอาสารสนเทศตัวที่ 1 นี่ไปเข้าระบบ

1302
01:26:45.509 --> 01:26:49.509
ใหม่ ก็เป็นข้อมูลดิบของระบบนั้น

1303
01:26:49.511 --> 01:26:53.511
ไป Process อีก ได้สารสนเทศเป็น

1304
01:26:53.512 --> 01:26:57.512
ตัวที่ 2 เอาข้อมูลตัวที่ 2

1305
01:26:57.513 --> 01:27:01.513
ไปเข้าระบบที่ 3 ประมวลผล ได้ออกมา

1306
01:27:01.514 --> 01:27:05.514
เป็น Information ของระบบถัดไป

1307
01:27:05.520 --> 01:27:09.520
แล้วแต่ว่า

1308
01:27:09.521 --> 01:27:13.521
เราจะอธิบายอย่างไร นึกออกไหมคะ

1309
01:27:13.523 --> 01:27:17.523
ถูก ขึ้นอยู่กับว่าเรา

1310
01:27:17.525 --> 01:27:21.525
อธิบายไปข้างหน้า อย่างสราวุธไปอยู่ปลายทาง

1311
01:27:21.526 --> 01:27:25.526
แล้วย้อนกลับมาต้นทาง ซึ่งมัน

1312
01:27:25.528 --> 01:27:29.528
มันไม่ผิด มันขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์

1313
01:27:29.530 --> 01:27:33.530
และอธิบายให้ครูฟัง ให้เพื่อนเข้าใจ

1314
01:27:33.531 --> 01:27:37.531
นะ จริง ๆ แล้วรหัสเป็นข้อมูลดิบก็ได้

1315
01:27:37.532 --> 01:27:41.532
แต่เราอธิบายย้อนกลับ

1316
01:27:41.534 --> 01:27:45.534
ก็ไม่ผิด เราย้อนกลับไปว่ารหัสเป็นรหัสที่รวมกัน

1317
01:27:45.535 --> 01:27:49.535
ระหว่างปีที่เข้าโน้นนี่นั่น โอ.เค.

1318
01:27:49.536 --> 01:27:53.536
แต่ถ้าสราวุธอธิบายต่อไป

1319
01:27:53.538 --> 01:27:57.538
รหัสเข้าไปฟิวรหัสทั้งหมด แล้วเอาไป

1320
01:27:57.539 --> 01:28:01.539
จัดเรียง ก็แปลว่ารหัสนี้เป็นข้อมูลดิบ

1321
01:28:01.541 --> 01:28:05.541
แต่พอการจัดเรียงเสร็จ เรียงจากมากไปน้อย น้อยไปมาก

1322
01:28:05.564 --> 01:28:09.564
มันก็เป็น Information ไง

1323
01:28:09.564 --> 01:28:13.564
คราวนี้มาที่ชื่อ ชื่อของเรา

1324
01:28:13.565 --> 01:28:17.565
เป็น Information ใช่ไหมคะ หรือเป็นข้อมูลดิบ

1325
01:28:17.566 --> 01:28:21.566
ที่เราตอบน่ะ ชื่อน่ะ

1326
01:28:21.567 --> 01:28:25.567
อันนี้คือฝึก ฝึกวิเคราะห์ค่ะ

1327
01:28:25.569 --> 01:28:29.569
สรุปว่าชื่อเป็น

1328
01:28:29.570 --> 01:28:33.570
Data หรือเป็น information

1329
01:28:33.571 --> 01:28:37.571
เป็น Information อย่างนั้นย้อนกลับมา

1330
01:28:37.572 --> 01:28:41.572
ข้อมูลดิบของชื่อคือ

1331
01:28:41.573 --> 01:28:45.573
คืออะไร

1332
01:28:45.574 --> 01:28:49.574
ฝึก อันนี้คือการฝึก คิดวิเคราะห์

1333
01:28:49.574 --> 01:28:53.574
ไม่ต้องซีเรียสนะคะ

1334
01:28:53.575 --> 01:28:57.575
คือเอาตามที่เราคิดก่อน

1335
01:28:57.576 --> 01:29:01.576
ให้กระบวนการในการคิดน่ะค่ะ

1336
01:29:01.576 --> 01:29:05.576
ฝึกคิดค่ะ

1337
01:29:05.577 --> 01:29:09.577

1338
01:29:09.578 --> 01:29:13.578

1339
01:29:13.580 --> 01:29:17.580
ยังสิ

1340
01:29:17.583 --> 01:29:21.583
เราจะไม่โยงไปข้อมูลอื่น

1341
01:29:21.585 --> 01:29:25.585
เอาแค่ชื่อค่ะ

1342
01:29:25.586 --> 01:29:29.586

1343
01:29:29.587 --> 01:29:33.587
เอกคอมพิวเตอร์เป็นเอก

1344
01:29:33.590 --> 01:29:37.590
ล้ำลึก

1345
01:29:37.591 --> 01:29:41.591
มีคิดต่อไป กลับคิดย้อนกลับไป

1346
01:29:41.592 --> 01:29:45.592
สรุปว่าชื่อเป็น Information นะคะ แล้วข้อมูลดิบ

1347
01:29:45.594 --> 01:29:49.594
ของชื่อ คือ

1348
01:29:49.595 --> 01:29:53.595
อย่าพูดถึง

1349
01:29:53.597 --> 01:29:57.597
บุคคลที่ 3 แยกออกมาเป็น

1350
01:29:57.597 --> 01:30:01.597
Chalacter

1351
01:30:01.599 --> 01:30:05.599
อย่างเดียว โอ.เค. นั่งลง ได้อยู่แต่

1352
01:30:05.599 --> 01:30:09.599
ยังอธิบายไม่ได้ เวลาทำข้อสอบ

1353
01:30:09.600 --> 01:30:13.600
คือบอกไว้ก่อน เรายังจะเจอกันไปไปอีกนาน

1354
01:30:13.601 --> 01:30:17.601
ตามจองล้างจองผลาญ ตั้งแต่ปี 1-4 เลย

1355
01:30:17.602 --> 01:30:21.602
เจอกันทุกเทอม เจอกันตั้งแต่เทอมโน้นเทอมนี้

1356
01:30:21.603 --> 01:30:25.603
เจอกันอีกแล้วนี่ค่ะ จากที่ตอนนี้จำได้แค่หน้า

1357
01:30:25.604 --> 01:30:29.604
ต่อไปก็จะชื่อและหน้านี้ ชื่อเล่น ที่อยู่

1358
01:30:29.605 --> 01:30:33.605
ชื่อ

1359
01:30:33.606 --> 01:30:37.606
ชื่อนะคะ ถ้าเราดูที่ชื่อ

1360
01:30:37.608 --> 01:30:41.608
ตั้งต้น ชื่อเป็น information ย้อนกลับไป Charctor

1361
01:30:41.610 --> 01:30:45.610
ที่มาประกอบเป็นชื่อน่ะ

1362
01:30:45.611 --> 01:30:49.611
คือ สระ ตัวอักษร

1363
01:30:49.612 --> 01:30:53.612
วรรณยุกต์ การออกเสียงทั้งหมด

1364
01:30:53.613 --> 01:30:57.613
นะคะ เรียกว่า "character"

1365
01:30:57.614 --> 01:31:01.614
วิธีการนับ Chalter

1366
01:31:01.615 --> 01:31:05.615
ทศทิศน์ มีกี่ Chalacter

1367
01:31:05.616 --> 01:31:09.616

1368
01:31:09.617 --> 01:31:13.617
ทศทิศ มี 3 พยางค์

1369
01:31:13.618 --> 01:31:17.618
มีกี่ Chacter

1370
01:31:17.619 --> 01:31:21.619
เอาชื่อสั้นสุดแล้วนะนี่

1371
01:31:21.620 --> 01:31:25.620
(นักศึกษา)  3 ครับ (อาจารย์)  No

1372
01:31:25.621 --> 01:31:29.621
(นักศึกษา) 4 (อาจารย์) ยัง

1373
01:31:29.622 --> 01:31:33.622
เราต้องมีหลักในการเดา

1374
01:31:33.622 --> 01:31:37.622
ครูบอกว่า ทศทิศย์คือ 3 พยางค์นะ

1375
01:31:37.624 --> 01:31:41.624
มี

1376
01:31:41.625 --> 01:31:45.625
5 Charactor คิดอย่างไร

1377
01:31:45.627 --> 01:31:49.627
มี 4 ตัวอักษร

1378
01:31:49.628 --> 01:31:53.628
กับ 1 สระ สระก็

1379
01:31:53.629 --> 01:31:57.629
คือ 1 Character นะคะ

1380
01:31:57.630 --> 01:32:01.630
ฉะนั้น ถ้าคิดย้อนกลับไปนะคะ เราบอกว่าชื่อ

1381
01:32:01.631 --> 01:32:05.631
เป็น Information ก็ต้องย้อนกลับไปที่ Character

1382
01:32:05.632 --> 01:32:09.632
แต่ถ้าเกิดเราไม่ย้อนกลับไป ชื่อ

1383
01:32:09.634 --> 01:32:13.634
เป็นข้อมูล แล้วเราจะทำให้ชื่อ

1384
01:32:13.635 --> 01:32:17.635
ไปเป็น information ได้อย่างไร

1385
01:32:17.636 --> 01:32:21.636
แปลความหมาย

1386
01:32:21.638 --> 01:32:25.638
ทำอย่างไร 1 แปลความหมาย

1387
01:32:25.639 --> 01:32:29.639
ของชื่อออกมา รู้จักความหมาย

1388
01:32:29.641 --> 01:32:33.641
ของชื่อตัวเองไหมคะ

1389
01:32:33.642 --> 01:32:37.642
มันจะมี... ชื่อที่แปลยาก

1390
01:32:37.643 --> 01:32:41.643
คือชื่อ ชื่อผสมนะ การสมานคำ

1391
01:32:41.646 --> 01:32:45.646
มันก็จะแปล บางที

1392
01:32:45.647 --> 01:32:49.647
คำนี้มีความหมายอย่างหนึ่ง ชื่อนี้มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มารวมกัน

1393
01:32:49.648 --> 01:32:53.648
ไม่ได้แปลว่าความหมาย 2 อันนั้นมาต่อกันนะคะ

1394
01:32:53.649 --> 01:32:57.649
ภาษาไทยก็ดิ้นได้ ออกเสียง

1395
01:32:57.650 --> 01:33:01.650
เหมือนกันไม่จำเป็นต้องเขียนเหมือนกันนะ

1396
01:33:01.652 --> 01:33:05.652
ไม่จำเป็นต้องความหมายเหมือนกันนะ หรือ

1397
01:33:05.653 --> 01:33:09.653
ชื่อเป็นข้อมูลดิบ จะไปเป็น Information

1398
01:33:09.654 --> 01:33:13.654
เอาชื่อไปจัดเรียงเหมือนรหัสก็ได้ หรือแบ่งกลุ่ม

1399
01:33:13.655 --> 01:33:17.655
ตามชื่อก็ได้ ก.ไก่

1400
01:33:17.655 --> 01:33:21.655
-ค.ควาย อยู่กลุ่มที่ 1 แบ่งตามชื่อ

1401
01:33:21.656 --> 01:33:25.656
หรือเรียงจาก ก. ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก

1402
01:33:25.656 --> 01:33:29.656
นะคะ โอ.เค.

1403
01:33:29.657 --> 01:33:33.657
คราวนี้

1404
01:33:33.658 --> 01:33:37.658
เรามาโยงกับคอมพิวเตอร์ดูนะคะ

1405
01:33:37.659 --> 01:33:41.659
ข้อมูลนะคะ ที่เราจะนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์นี่จะต้อง

1406
01:33:41.660 --> 01:33:45.660
แปลงร่างก่อน ทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์

1407
01:33:45.661 --> 01:33:49.661
เข้าใจ เช่น คือ

1408
01:33:49.662 --> 01:33:53.662
ภาษาที่เราพูดมันเป็นภาษาระดับสูงค่ะ ภาษาที่เราเขียนโปรแกรม Object

1409
01:33:53.663 --> 01:33:57.663
ก็เป็นภาษาระดับสูงนะคะ

1410
01:33:57.664 --> 01:34:01.664
เราคีย์คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษคอมพ์ ก็ไม่รู้นะ

1411
01:34:01.665 --> 01:34:05.665
เอากระทั่งกด ก.ไก่ คอมก็ไม่รู้ค่ะ

1412
01:34:05.665 --> 01:34:09.665
ว่าเป็น ก.ไก่ นะคะ สิ่งที่คอมพิวเตอร์รับรู้ คือ

1413
01:34:09.665 --> 01:34:13.665
011 0111 อะไรพวกนั้นน่ะ เลขฐานสอง

1414
01:34:13.666 --> 01:34:17.666
เรากด ก.ไก่ปุ๊บ

1415
01:34:17.667 --> 01:34:21.667
ว่า ก.ไก่ นี่ คือ รหัสอะไร

1416
01:34:21.668 --> 01:34:25.668
ถึงจะทำงานตามคำสั่งได้ ฉะนั้น

1417
01:34:25.669 --> 01:34:29.669
คอมพิวเตอร์มันต้องประมวลผลเร็ว เป็นวินาที

1418
01:34:29.671 --> 01:34:33.671
เพราะเวลาพิมพ์คีย์บอร์ดเรากดทีละตัวไหม

1419
01:34:33.671 --> 01:34:37.671
กดปุ๊บเราเห็น ก.ไก่

1420
01:34:37.673 --> 01:34:41.673
ที่หน้าจอเลยไหม เราคิดไปว่ามันจะต้องไปแปลง

1421
01:34:41.674 --> 01:34:45.674
กี่สเต็ปถึงโชว ก. ไก่ ขึ้นมา

1422
01:34:45.674 --> 01:34:49.674
คอมพิวเตอร์ทำงานได้หลายล้านคำสั่ง

1423
01:34:49.675 --> 01:34:53.675
มนุษย์ล่ะ 1 วิฯ เราทำอะไรได้บ้าง

1424
01:34:53.675 --> 01:34:57.675
ยังไม่ได้ขยับ กระพริบตายังไม่ลืม

1425
01:34:57.676 --> 01:35:01.676
คือหลับตาลงยังไม่ได้ลืมตาขึ้น

1426
01:35:01.677 --> 01:35:05.677
แต่คอมพ์นี้ประมวลผลไปแล้ว หลาย

1427
01:35:05.678 --> 01:35:09.678
คำสั่งนะคะ คราวนี้

1428
01:35:09.679 --> 01:35:13.679
เรามาดูตัวนี้นะคะ

1429
01:35:13.680 --> 01:35:17.680
อันนี้คือข้อมูลในรูปของตัวเลขฐานสอง

1430
01:35:17.681 --> 01:35:21.681
1 ไบต์

1431
01:35:21.682 --> 01:35:25.682

1432
01:35:25.684 --> 01:35:29.684
ถ้าเราเปิดสวิตช์จะเป็นออนทั้งหมด แทนด้วย 1

1433
01:35:29.686 --> 01:35:33.686
คอมพิวเตอร์รับรู้แค่สถานะทางไฟฟ้า

1434
01:35:33.687 --> 01:35:37.687
On กับ Off

1435
01:35:37.688 --> 01:35:41.688
คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มันไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเราพิมพ์

1436
01:35:41.689 --> 01:35:45.689
ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย

1437
01:35:45.690 --> 01:35:49.690
แล้วก็ไปแปลง 0110 นี่คือ ก. ไก่ นะ

1438
01:35:49.692 --> 01:35:53.692
1001 ก็คือเลข 2 นะ อย่างนี้ค่ะ

1439
01:35:53.692 --> 01:35:57.692
ฉะนั้น ถ้าเป็น On ทั้งหมด มัน

1440
01:35:57.694 --> 01:36:01.694
ก็จะรับรู้ว่ามันคือรหัสแอสกี้นี้

1441
01:36:01.695 --> 01:36:05.695
เราเรียกว่า

1442
01:36:05.696 --> 01:36:09.696
มันก็จะแปลงค่ะ เราพิมพ์เลข 0

1443
01:36:09.698 --> 01:36:13.698
แปลงเป็น Code binale ก่อน

1444
01:36:13.700 --> 01:36:17.700
แทนด้วยแอสกี้ Text ฉ

1445
01:36:17.701 --> 01:36:21.701
ว่าอะไร เช่น แทนด้วย 0011000

1446
01:36:21.702 --> 01:36:25.702
อันนี้คือเลข 0 1 ไบต์มี

1447
01:36:25.703 --> 01:36:29.703
ทั้งหมด 8 Character

1448
01:36:29.704 --> 01:36:33.704
ไม่เรียก Character เรียก 8 บิตน่ะ

1449
01:36:33.705 --> 01:36:37.705
1 ตัวนี้คือ 1 Bit คร่าว

1450
01:36:37.706 --> 01:36:41.706
1 ตัวนะคะ

1451
01:36:41.707 --> 01:36:45.707
เรียกว่า 1 ไบท์

1452
01:36:45.708 --> 01:36:49.708
1 ไบท์ ก็คือ 8 บิต

1453
01:36:49.710 --> 01:36:53.710
Character 1 ตัวเราจะเรียกว่า 1 B

1454
01:36:53.710 --> 01:36:57.710
1 ไบต์ มีขนาด 8 บิต

1455
01:36:57.711 --> 01:37:01.711
ชื่อจักรพันธุ์มีทั้งหมดกี่บิต

1456
01:37:01.712 --> 01:37:05.712
ทุกคนคำนวณ

1457
01:37:05.713 --> 01:37:09.713
ชื่อตัวเอง เอาแค่ชื่อค่ะ

1458
01:37:09.714 --> 01:37:13.714
ให้คำนวณชื่อตัวเองเป็น Bit

1459
01:37:13.715 --> 01:37:17.715

1460
01:37:17.716 --> 01:37:21.716
คิดยากไป บอกจำนวนไบต์ชื่อตัวเองมาก่อน

1461
01:37:21.717 --> 01:37:25.717
จักรพันธ์มีทั้งหมดกี่ Byte

1462
01:37:25.718 --> 01:37:29.718
9 ชาแลกเตอร์ใช่ไหมคะ มี

1463
01:37:29.718 --> 01:37:33.718
กี่บิต คิดอย่างไร

1464
01:37:33.720 --> 01:37:37.720
เราวิธีคิดนะ

1465
01:37:37.721 --> 01:37:41.721
ทศทิศมีทั้งหมดกี่ Byte

1466
01:37:41.722 --> 01:37:45.722
5 ไบต์ คิดเป็นกี่บิต

1467
01:37:45.723 --> 01:37:49.723

1468
01:37:49.724 --> 01:37:53.724
1 ไบต์เท่ากับ 8 บิต

1469
01:37:53.725 --> 01:37:57.725
เอาวิธีการ ไม่เอาคำตอบ

1470
01:37:57.726 --> 01:38:01.726
1 ไบต์ เท่ากับ 8 บิต

1471
01:38:01.726 --> 01:38:05.726
กี่ไบท์ คูณ 8 เข้าไป

1472
01:38:05.727 --> 01:38:09.727
จักรพันธ์มีทั้งหมดกี่ไบต์

1473
01:38:09.728 --> 01:38:13.728
1 Character คือ 1 ิByte ค่ะ

1474
01:38:13.729 --> 01:38:17.729
บิตก็คือตัวเลข แต่ละสถานะ

1475
01:38:17.728 --> 01:38:21.728
สถานะ 0 1 1 0 น่ะ

1476
01:38:21.730 --> 01:38:25.730
คือ บิต

1477
01:38:25.731 --> 01:38:29.731
1 Character มีค่าเท่ากับ 1 Byte

1478
01:38:29.733 --> 01:38:33.733
1 ไบต์ มีค่าเท่ากับ

1479
01:38:33.734 --> 01:38:37.734
8 บิต ฉะนั้นวิธีคิด เอาฉะเ

1480
01:38:37.734 --> 01:38:41.734
เอาวิธีคิด นับทุกตัว

1481
01:38:41.735 --> 01:38:45.735
แล้วตอบว่ากี่ Character

1482
01:38:45.736 --> 01:38:49.736
1 ชาแลคเตอร์เท่ากับ 1 ไบต์

1483
01:38:49.738 --> 01:38:53.738
ถ้าวิธีการคิด เราก็ต้องนับมี

1484
01:38:53.739 --> 01:38:57.739
กี่ Character ก็คือกี่ไบต์

1485
01:38:57.740 --> 01:39:01.740
* 8 เข้าไป เป็น Bit

1486
01:39:01.741 --> 01:39:05.741
งั้นไม่ถามเพราะคิดแล้ว

1487
01:39:05.742 --> 01:39:09.742
ครูบอกว่าไม่เอาคำตอบไง เอาวิธีคิด

1488
01:39:09.743 --> 01:39:13.743
จบ

1489
01:39:13.744 --> 01:39:17.744
แหล่งอ้างอิงเยอะมากมาย

1490
01:39:17.745 --> 01:39:21.745
ทำแบบฝึกหัดส่งด้วยนะเด็ก ๆ

1491
01:39:21.746 --> 01:39:25.746
ส่งวันไหนดี

1492
01:39:25.747 --> 01:39:29.747
เอาวิธีที่ถนัด พิมพ์แล้วส่งไฟล์

1493
01:39:29.748 --> 01:39:33.748
พิมพ์แล้วส่งไฟล์ ส่งที่ไหน

1494
01:39:33.749 --> 01:39:37.749
ส่งใน class room

1495
01:39:37.750 --> 01:39:41.750
Classroom ตัวไหน

1496
01:39:41.751 --> 01:39:45.751
แบบฝึกหัดบทที่ 1

1497
01:39:45.751 --> 01:39:49.751
ทำเผื่อได้ไหม

1498
01:39:49.754 --> 01:39:53.754
ตอนนี้ยังไม่เห็นสไลด์

1499
01:39:53.754 --> 01:39:57.754

1500
01:39:57.755 --> 01:40:01.755
ครูมีความล้ำลึก

1501
01:40:01.757 --> 01:40:05.757
[เสียงหัวเราะ]

1502
01:40:05.758 --> 01:40:09.758
กลัวนักศึกษาเครียด

1503
01:40:09.760 --> 01:40:13.760
เคลียด จะโพสสไลด์ทุกบท

1504
01:40:13.761 --> 01:40:17.761
ก็ต้องไปนั่งทำ ครูก็เลย

1505
01:40:17.762 --> 01:40:21.762
โพสต์แบบฝึกหัดไว้ มี 6 บทนะ แต่ให้ทำทีละบท

1506
01:40:21.763 --> 01:40:25.763

1507
01:40:25.764 --> 01:40:29.764
โพสบทที่ 1 ให้แล้ว

1508
01:40:29.765 --> 01:40:33.765
นะคะ ครูก็เคยเป็นนักศึกษามาก่อนนะ

1509
01:40:33.766 --> 01:40:37.766
ครูก็จะคิดล้ำลึกกว่าอัฎาวุฒิไป 1

1510
01:40:37.766 --> 01:40:41.766
ทำบทที่ 1 ให้เสร็จก่อน

1511
01:40:41.768 --> 01:40:45.768
ส่งภายในวันไหนดี

1512
01:40:45.769 --> 01:40:49.769

1513
01:40:49.770 --> 01:40:53.770
เราจะใช้เวลาทำนานไหม

1514
01:40:53.770 --> 01:40:57.770
นานเลยหรอ แบบฝึกหัดบทที่ 1

1515
01:40:57.771 --> 01:41:01.771
อันนี้ให้ 2 คะแนนค่ะ ไม่ได้ให้ทำฟรี

1516
01:41:01.772 --> 01:41:05.772
แล้วครูตรวจเสร็จ ครูก็จะมี Comment ให้ ผิดข้อนี้ข้อโน้น

1517
01:41:05.780 --> 01:41:09.780
วันไหนดี

1518
01:41:09.781 --> 01:41:13.781
วันนี้วันที่ 15 ค่ะ

1519
01:41:13.782 --> 01:41:17.782
เราจะส่งวันไหน

1520
01:41:17.783 --> 01:41:21.783
(นักศึกษา) 22 ครับ (อาจารย์) เราต้อง

1521
01:41:21.785 --> 01:41:25.785
ส่งก่อนเรียน

1522
01:41:25.786 --> 01:41:29.786
เดี๋ยว คิดว่า การบ้านบทนี้

1523
01:41:29.786 --> 01:41:33.786
จะทำเมื่อไร

1524
01:41:33.788 --> 01:41:37.788
จะใช้เวลาทำนานไหม

1525
01:41:37.789 --> 01:41:41.789
(นักศึกษา) นานค่ะ (อาจารย์) 8 ข้อนี้นะ

1526
01:41:41.790 --> 01:41:45.790
ทำไมหลายวิชา มากองรวมกัน

1527
01:41:45.790 --> 01:41:49.790
ทำไม

1528
01:41:49.792 --> 01:41:53.792
แต่ละวิชามันถึงไม่มี Session ของตะว

1529
01:41:53.793 --> 01:41:57.793
อ้ออาจารย์สั่งวันนี้ ตอนเย็นก็เสร็จ

1530
01:41:57.794 --> 01:42:01.794
วันนี้เรียนกี่วิชา

1531
01:42:01.795 --> 01:42:05.795
แล้วไปรวมกับใครอีก (นักศึกษา)  อาทิตย์ที่แล้ว (อาจารย์)

1532
01:42:05.796 --> 01:42:09.796
ทำไมวิชาอาทิตย์ที่แล้วมันแยกออก

1533
01:42:09.797 --> 01:42:13.797
เป็นอาทิตย์ที่แล้ว

1534
01:42:13.797 --> 01:42:17.797
ให้ส่งวันนี้ก่อน 00.00 น.

1535
01:42:17.798 --> 01:42:21.798

1536
01:42:21.799 --> 01:42:25.799

1537
01:42:25.802 --> 01:42:29.802
เพราะว่าครูมีความสงสารนักศึกษาที่งานจะไปกองรวมกัน

1538
01:42:29.803 --> 01:42:33.803
ครูก็เลย ตัด เซกวิชาครูออกปุ๊บ

1539
01:42:33.805 --> 01:42:37.805

1540
01:42:37.806 --> 01:42:41.806
วันนี้

1541
01:42:41.808 --> 01:42:45.808
เพราะ...

1542
01:42:45.809 --> 01:42:49.809
ครูถึงถามไงว่า

1543
01:42:49.809 --> 01:42:53.809
ถ้าครูสั่งการบ้านวันนี้ทำถึงวันไหน

1544
01:42:53.810 --> 01:42:57.810

1545
01:42:57.810 --> 01:43:01.810
อย่างนั้นใจดีกว่านั้น ให้ส่งก่อนกลับ

1546
01:43:01.812 --> 01:43:05.812
ก่อนกลับวันนี้

1547
01:43:05.813 --> 01:43:09.813
งานจะได้ไม่ไปกอง งาน

1548
01:43:09.814 --> 01:43:13.814
อาจารย์ แพร่ตะวัน งานอาจารย์ ปิยะวรรณ ไปกองรวมกัน

1549
01:43:13.815 --> 01:43:17.815

1550
01:43:17.817 --> 01:43:21.817
เราเหลือเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนกลับ 8 ข้อ

1551
01:43:21.819 --> 01:43:25.819
เห็นไหมความ

1552
01:43:25.820 --> 01:43:29.820
requirement จะเริ่มน้อยลง

1553
01:43:29.820 --> 01:43:33.820
จากตอนแรก ส่ง 22 ครับ

1554
01:43:33.821 --> 01:43:37.821
ครูก็บอก คุณจะทำวันไหน

1555
01:43:37.822 --> 01:43:41.822
ตอบไม่ได้วันเสาร์ก็ได้

1556
01:43:41.823 --> 01:43:45.823
วันอาทิตย์ก็ได้ เห็นไหม

1557
01:43:45.824 --> 01:43:49.824
ครูหันไปดูเวลา เพิ่ง 15.00 น. เองหรือ

1558
01:43:49.826 --> 01:43:53.826
แค่ 8 ข้อ ใช้เวลาไม่ถึงนาที

1559
01:43:53.827 --> 01:43:57.827
เปิด Word ขึ้นมาค่ะ

1560
01:43:57.828 --> 01:44:01.828
ทำให้เสร็จเลยค่ะ ก่อนกลับ งานครูจะได้ไม่ไปกองอยู่

1561
01:44:01.829 --> 01:44:05.829
ครูหวังดีนะนี่

1562
01:44:05.829 --> 01:44:09.829
มีความสงสารพวกเราที่งานเยอะ

1563
01:44:09.830 --> 01:44:13.830
เนื้อหา

1564
01:44:13.831 --> 01:44:17.831
โอ.เค. มีคำถามไหมคะ ไม่มีเลยหรือ

1565
01:44:17.832 --> 01:44:21.832

1566
01:44:21.833 --> 01:44:25.833
มีแต่เดินหน้า

1567
01:44:25.834 --> 01:44:29.834
อย่างเดียวไม่เคยถอยหลังหลับไป โอ.เค.

1568
01:44:29.835 --> 01:44:33.835
อย่างนั้นให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดน่ะ

1569
01:44:33.835 --> 01:44:37.835
ขอบคุณพี่ล่ามก่อนนะคะ วันนี้เราใช้ล่ามออนไลน์

1570
01:44:37.837 --> 01:44:41.837
ขอบคุณมากนะคะ ก็สิ้นสุดการใช้ล่ามตอนนี้

1571
01:44:41.838 --> 01:44:45.838
ทำแบบฝึกหัดค่ะ ของคุณค่ะ

1572
01:44:45.839 --> 01:44:49.839

1573
01:44:49.840 --> 01:44:53.840
[สิ้นสุดการถอดความ]

1574
01:44:53.843 --> 01:44:57.843

1575
01:44:57.844 --> 01:45:01.844

1576
01:45:01.846 --> 01:45:05.846

1577
01:45:05.848 --> 01:45:09.848

1578
01:45:09.852 --> 01:45:13.852

1579
01:45:13.854 --> 01:45:17.854

1580
01:45:17.856 --> 01:45:21.856

1581
01:45:21.857 --> 01:45:25.857
เป็นส่งช้า

1582
01:45:25.858 --> 01:45:29.858

1583
01:45:29.859 --> 01:45:33.859

1584
01:45:33.860 --> 01:45:37.860

1585
01:45:37.861 --> 01:45:41.861

1586
01:45:41.863 --> 01:45:45.863

1587
01:45:49.866 --> 01:45:52.865

1588
01:45:53.867 --> 01:45:57.867

1589
01:45:57.870 --> 01:46:01.870

1590
01:46:01.871 --> 01:46:01.871

1591
01:46:05.872 --> 01:46:05.873

1592
01:46:09.873 --> 01:46:09.875


ย่างนั้นไม่ถามเพราะคิดแล้ว

01:38:29.440 --> 01:38:31.710
ครูบอกว่าไม่เอาคำตอบไง
เอาวิธีคิด

01:38:34.790 --> 01:38:37.760
จบ แหล่งอ้างอิงเยอะมากมาย

01:38:38.620 --> 01:38:43.500
ไปคลิกลิงก์นะ
ทำแบบฝึกหัดส่งด้วยนะเด็ก ๆ

01:38:44.900 --> 01:38:49.730
ส่งวันไหนดี เอาวิธีที่ถนัด

01:38:51.650 --> 01:38:55.570
พิมพ์แล้วส่งไฟล์ ส่งที่ไหนเอ่ย

01:38:55.692 --> 01:38:56.935
(นักศึกษา) Classroom

01:38:56.960 --> 01:39:00.350
(อาจารย์) ส่งใน Classroom
ส่งให้ถูกที่นะคะ

01:39:01.050 --> 01:39:02.540
Classroom ตัวไหน

01:39:03.010 --> 01:39:03.810
(นักศึกษาชาย) ตัวล่าสุดครับ

01:39:05.220 --> 01:39:09.800
(อาจารย์) แบบฝึกหัดบทที่ 1
(นักศึกษาชาย) ถ้าทำต่อกันทำเผื่อได้ไหมครับ

01:39:11.090 --> 01:39:14.000
(อาจารย์) ทำเผื่อได้ไหม
ตอนนี้ยังไม่เห็นสไลด์

01:39:14.760 --> 01:39:20.730
[เสียงหัวเราะ]

01:39:21.320 --> 01:39:23.320
ครูมีความล้ำลึก

01:39:31.180 --> 01:39:37.650
กลัวนักศึกษาเครียด
จะโพสต์สไลด์ทุกบทก็ต้องไปนั่งทำ

01:39:39.960 --> 01:39:43.190
ครูก็เลยโพสต์แบบฝึกหัดไว้ มี 6 บทนะ

01:39:43.520 --> 01:39:52.860
แต่ให้ทำทีละบท
โพสต์บทที่ 1 ให้แล้วนะคะ

01:39:54.130 --> 01:39:55.910
ครูก็เคยเป็นนักศึกษามาก่อนนะ

01:39:57.210 --> 01:39:59.730
ครูก็จะคิดล้ำลึกกว่าอัษฎาวุธไป 1 สเต็ป

01:40:01.030 --> 01:40:02.650
ทำบทที่ 1 ให้เสร็จก่อน

01:40:06.720 --> 01:40:11.400
ส่งภายในวันไหนดี
(นักศึกษาชาย) ตอนเย็นอีกวันครับ

01:40:12.780 --> 01:40:16.440
(อาจารย์) เราจะใช้เวลาทำนานไหม
(นักศึกษาหญิง) นานค่ะ หลายวิชา

01:40:16.890 --> 01:40:20.732
(อาจารย์) นานเลยหรือ
แบบฝึกหัดบทที่ 1 ส่งภายใน...

01:40:20.757 --> 01:40:22.850
อันนี้ให้ 2 คะแนนค่ะ ไม่ได้ให้ทำฟรี

01:40:24.060 --> 01:40:25.090
แล้วครูตรวจเสร็จ

01:40:25.230 --> 01:40:27.790
ครูก็จะมี Comment ให้
ผิดข้อนั้น ข้อนี้ ข้อโน้น

01:40:28.620 --> 01:40:31.200
(นักศึกษาชาย) ภายในวันที่...
(อาจารย์) วันไหนดี

01:40:31.380 --> 01:40:32.940
(นักศึกษาชาย) 27 ครับ อาทิตย์ต่อไป

01:40:33.220 --> 01:40:36.780
(อาจารย์) วันนี้วันที่ 15 ค่ะ

01:40:37.720 --> 01:40:42.035
เราจะส่งวันไหน
(นักศึกษา) 22 ครับ / 22 ค่ะ

01:40:42.140 --> 01:40:44.790
(อาจารย์) เราต้องส่งก่อนเรียน

01:40:45.260 --> 01:40:47.060
(นักศึกษา) 22 ครับ / 21 ค่ะ
(อาจารย์) เดี๋ยว

01:40:47.150 --> 01:40:49.630
(นักศึกษา) 21 ก่อนเที่ยงคืน

01:40:50.410 --> 01:40:53.490
(อาจารย์) คิดว่าการบ้านบทนี้จะทำเมื่อไร

01:40:57.630 --> 01:41:01.280
จะใช้เวลาทำนานไหม
(นักศึกษา) นานครับ / นานค่ะ

01:41:01.480 --> 01:41:05.827
(อาจารย์) 8 ข้อนี้นะ
(นักศึกษา) ครับ / ค่ะ หลายวิชาค่ะ

01:41:05.960 --> 01:41:08.560
(อาจารย์) ทำไมหลายวิชา
มันถึงมากองรวมกัน

01:41:08.710 --> 01:41:11.650
[เสียงหัวเราะ]

01:41:11.800 --> 01:41:19.250
ทำไมแต่ละวิชามันถึงไม่มี Section ของตัวเอง
เช่น อาจารย์สั่งวันนี้ ตอนเย็นก็เสร็จ

01:41:21.470 --> 01:41:24.550
วันนี้เรียนกี่วิชา
(นักศึกษา) วิชาเดียวครับ / วิชาเดียวค่ะ

01:41:24.760 --> 01:41:27.170
(อาจารย์) แล้วไปรวมกับใครอีก
(นักศึกษา) อาทิตย์ที่แล้ว

01:41:29.400 --> 01:41:33.120
(อาจารย์) ทำไมวิชาอาทิตย์ที่แล้ว
มันถึงไม่แยก Sec ออกไปเป็นอาทิตย์ที่แล้ว

01:41:33.550 --> 01:41:35.190
(นักศึกษาหญิง)
เพราะว่าอาทิตย์ที่แล้วไม่ได้ทำค่ะ

01:41:37.890 --> 01:41:39.550
(อาจารย์) ให้ส่งวันนี้ก่อน 00.00 น.

01:41:40.460 --> 01:41:44.720
(นักศึกษา) ครูวันจันทร์ไม่ว่าง
วันนี้ไม่ว่างนะคะ

01:41:48.530 --> 01:41:52.530
(อาจารย์) เพราะว่าครูมีความสงสารนักศึกษา
ที่งานจะไปกองรวมกัน

01:41:53.810 --> 01:41:56.590
ครูก็เลยตัด Sec วิชาครูออกมาปุ๊บ

01:42:01.960 --> 01:42:05.970
(อาจารย์) วันนี้ เพราะ...

01:42:10.970 --> 01:42:15.600
ครูถึงถามไง ว่าถ้าครูสั่งการบ้านวันนี้
คุณจะทำเมื่อไร

01:42:17.712 --> 01:42:20.126
(นักศึกษาหญิง) พรุ่งนี้ได้ไหมคะอาจารย์

01:42:21.300 --> 01:42:23.990
(อาจารย์) อย่างนั้นใจดีกว่านั้น
ให้ส่งก่อนกลับ

01:42:26.780 --> 01:42:27.800
ก่อนกลับวันนี้

01:42:30.750 --> 01:42:32.070
งานจะได้ไม่ไปกอง

01:42:32.150 --> 01:42:34.100
โห งานอาจารย์แพรตะวัน
งานอาจารย์ปิยวรรณ

01:42:34.125 --> 01:42:36.440
งานอาจารย์... เต็มไปหมดเลยทีนี้

01:42:39.970 --> 01:42:43.530
เราเหลือเวลา 1
ชั่วโมงก่อนกลับ 8 ข้อ

01:42:46.580 --> 01:42:51.030
เห็นไหม
ความ Requirement มันจะเริ่มน้อยลง

01:42:53.440 --> 01:42:58.670
จากตอนแรก ส่ง 22 ครับ
ครูก็บอก คุณจะทำวันไหน

01:43:01.030 --> 01:43:05.260
ตอบไม่ได้ วันเสาร์ก็ได้
วันอาทิตย์ก็ได้

01:43:08.500 --> 01:43:11.820
เห็นไหม ครูหันไปดูเวลา
เพิ่ง 15.00 น. เองหรือ

01:43:12.682 --> 01:43:16.580
โห แค่ 8 ข้อ
ใช้เวลาไม่ถึงนาที 30 นาที

01:43:16.720 --> 01:43:18.940
เปิด Word ขึ้นมาค่ะ

01:43:20.660 --> 01:43:22.230
ทำให้เสร็จเลยค่ะ ก่อนกลับ

01:43:22.550 --> 01:43:24.440
งานครูจะได้ไม่ไปกองอยู่

01:43:27.180 --> 01:43:31.920
ครูหวังดีนะนี่
มีความสงสารพวกเราที่งานเยอะ

01:43:35.753 --> 01:43:38.896
เนื้อหา โอ.เค. มีคำถามไหมคะ

01:43:39.040 --> 01:43:40.809
(นักศึกษาชาย) ไม่มีแล้วครับ
(อาจารย์) ไม่มีเลยหรือ

01:43:42.625 --> 01:43:47.053
(นักศึกษาชาย) อาจารย์ทวนข้อสอบครับ
ผมจำไม่ได้แล้วครับ

01:43:47.620 --> 01:43:51.150
(อาจารย์) มีแต่เดินหน้าอย่างเดียว
ไม่เคยถอยหลังกลับไป

01:43:52.111 --> 01:43:54.860
โอ.เค. อย่างนั้นให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดนะ

01:43:55.870 --> 01:43:58.490
อย่างนั้นก็ขอบคุณพี่ล่ามก่อนนะคะ

01:43:58.550 --> 01:44:01.860
วันนี้เราใช้ล่ามออนไลน์นะคะ
ขอบคุณมากนะคะ

01:44:02.310 --> 01:44:06.590
อย่างนั้นก็สิ้นสุดการใช้ล่ามตอนนี้
เดี๋ยวให้เด็กทำแบบฝึกหัดค่ะ ขอบคุณค่ะ