﻿WEBVTT

00:00:00.007 --> 00:09:18.655
[ไม่มีเสียง]

00:09:18.679 --> 00:09:20.492
(อาจารย์) เราน่ะ
จะกดไลก์อะไรของเราน่ะ

00:09:21.175 --> 00:09:28.955
มันถูกต้องไหมหรือมีผลกระทบกับใครไหม
ถ้าเราโพสต์เราแชร์เราส่งต่อน่ะไปน่ะนะคะ

00:09:29.504 --> 00:09:32.786
เวลาที่เราอ่านข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

00:09:33.485 --> 00:09:36.099
ในเครือข่ายในที่ไหนก็แล้วแต่ที่ส่งมาให้เรานี่ค่ะ

00:09:36.519 --> 00:09:41.373
เราจะต้องเลือกนะคะ เลือกดูว่าข้อมูลไหน
มีความน่าเชื่อถือมาจากแหล่งไหน

00:09:41.802 --> 00:09:44.659
อันนี้คือความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลนะคะ

00:09:45.588 --> 00:09:48.926
มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน
ทุกคนดูโฆษณานี้

00:09:50.211 --> 00:09:53.060
รู้จักน้ำอัดลม 2 ยี่ห้อนี้ไหมคะ

00:09:55.581 --> 00:09:59.629
เคยทานไหม ชอบยี่ห้องไหนเอ่ย

00:10:00.872 --> 00:10:01.539
(นักศึกษาชาย) ชอบเท่ากัน

00:10:02.063 --> 00:10:03.355
(อาจารย์) ชอบเท่ากันไหมคะ

00:10:06.053 --> 00:10:08.859
จักรพันธ์เป็นผู้ไม่มีจริยธรรมนะคะ

00:10:09.331 --> 00:10:13.755
Choice มี ก. ข. ค. ง. นะคะ
จักรพันธ์ก็จะตอบ จ. จานครับอย่างนี้ค่ะ

00:10:14.802 --> 00:10:20.616
ครูบอกว่า "จักรพันธ์ให้เลือกเอา
ระหว่าง A, B, C, D

00:10:20.644 --> 00:10:22.886
คุณจะเอาเกรดไหน" 
"ผมเอา Z " อย่างนี้ค่ะ

00:10:23.251 --> 00:10:24.855
ก็จะเป็นประเภทแบบนั้นนะคะ

00:10:25.453 --> 00:10:26.505
เราดูข้อมูลนี้

00:10:27.183 --> 00:10:31.812
เขาบอกว่า จากโพลนะคะ
เขาไปสำรวจที่ไหนมาไม่รู้ล่ะนะคะ

00:10:32.058 --> 00:10:35.157
มีคนที่ชอบเป๊ปซี่นี่ 53 เปอร์เซ็นต์

00:10:36.141 --> 00:10:37.201
ดื่มเป๊ปซี่น่ะค่ะ

00:10:37.530 --> 00:10:42.274
แล้วก็มีคนที่ชอบดื่มโค้ก 47 เปอร์เซ็นต์

00:10:44.230 --> 00:10:45.830
เชื่อถือได้ไหมโพลนี้

00:10:46.292 --> 00:10:47.347
(นักศึกษาหญิง) ได้ค่ะ

00:10:48.735 --> 00:10:53.451
(อาจารย์) ไม่มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงนะคะ
ไปสำรวจใครก็ไม่รู้

00:10:53.808 --> 00:10:56.301
ถามว่าเขามาโพสต์แบบนี้ใครได้ประโยชน์

00:10:56.587 --> 00:10:57.103
(นักศึกษาหญิง) เขา

00:10:57.643 --> 00:10:58.496
(อาจารย์) เขาคือ

00:11:00.270 --> 00:11:02.174
เขาทำแบบนี้เพื่ออะไรเขาทำอย่างนี้

00:11:02.277 --> 00:11:03.702
(นักศึกษาหญิง) เขาทำเพื่อเป็นการเชียร์โฆษณา

00:11:04.507 --> 00:11:08.189
(อาจารย์) เป็นการเชียร์โฆษณานะ
ว่าตัวไหน

00:11:08.248 --> 00:11:12.221
สมมติว่าเอามาอ่านปุ๊บ
เรายังไม่เคยทานน้ำอัดลมอย่างนี้ค่ะ

00:11:12.245 --> 00:11:17.430
อ๋อ มีคนทานอันนี้เยอะ เราก็จะ
มันเป็นการโฆษณารูปแบบหนึ่งนะคะ

00:11:17.624 --> 00:11:22.421
ถ้าเราเห็นแบบนี้นะคะ
ในเครือข่ายนะ ในอินเทอร์เน็ตนี่

00:11:22.445 --> 00:11:24.668
เราต้องดูก่อนว่า อ๋อ มันเชื่อถือได้ไหม

00:11:24.867 --> 00:11:29.851
เขามีแหล่งตัวไหน เขาไปสำรวจแถวไหน
มีแหล่งข้อมูลให้ไหมนะคะ ให้ตรวจสอบก่อนนะ

00:11:31.375 --> 00:11:32.397
คราวนี้นะคะ

00:11:32.445 --> 00:11:36.484
ถ้าพูดถึง Information Property นะคะ
ความเป็นเจ้าของ

00:11:37.237 --> 00:11:42.524
ความเป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น
อัษฎาวุธพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาตัวหนึ่งนะคะ

00:11:42.549 --> 00:11:48.049
แล้วมีคนก๊อบปี้ไปแจกเลย
ใครอยากใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้ฟรีอย่างนี้ค่ะ

00:11:48.074 --> 00:11:50.961
ทั้ง ๆ ที่ความตั้งใจของอัษฎาวุธ
พัฒนาขึ้นมาเพื่อขาย

00:11:51.580 --> 00:11:54.019
เขาก็ไปทำซ้ำแจกไปทั่วแล้วไม่มีใครซื้อแล้ว

00:11:54.308 --> 00:11:56.267
อันนี้คือการละเมิดนะคะ

00:11:56.292 --> 00:11:59.251
เขาเรียก "ความเป็นเจ้าของ" นะคะ

00:11:59.612 --> 00:12:05.219
ฉะนั้น การทำซ้ำ
โดยที่ไม่ได้รับสิทธิให้ทำน่ะ

00:12:05.243 --> 00:12:07.988
อันนี้คือผิดนะคะ ผิดกฎหมายเลยนะคะ

00:12:08.519 --> 00:12:11.651
ฉะนั้น ความเป็นเจ้าของ
จะพูดถึงการลอกเลียนแบบทำซ้ำ

00:12:11.675 --> 00:12:14.267
หรือละเมิดลิขสิทธิ์นะคะ
พูดถึง Copyright น่ะ

00:12:14.826 --> 00:12:17.397
คือการละเมิดความเป็นเจ้าของนะคะ

00:12:19.376 --> 00:12:21.334
เวลาแสดงความเป็นเจ้าของนะคะ

00:12:21.358 --> 00:12:24.842
อย่างที่ครูบอกไป
เวลาที่เราเข้าไปในเว็บไซต์ต่าง ๆ น่ะ

00:12:24.866 --> 00:12:26.488
มันจะมีคำชี้แจงนะคะ

00:12:26.836 --> 00:12:29.653
ให้เราดูแล้วกันนะคะ
ตัวไหนที่มันเกี่ยวข้องกับเรา

00:12:30.413 --> 00:12:36.885
สุดท้ายนะคะ จริยธรรมกับยุคสารสนเทศ
จะพูดถึงการ Accessibillity ข้อมูล

00:12:37.710 --> 00:12:39.845
ก็คือการเข้าถึงข้อมูลนะคะ

00:12:40.106 --> 00:12:45.251
ทุกคนจะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลตามสิทธิ์ที่ได้รับ
ยกตัวอย่างเช่น ระบบบริหารการศึกษา

00:12:45.609 --> 00:12:49.344
นักศึกษาสามารถเข้าไปทำอะไรได้บ้างในระบบการศึกษา

00:12:50.991 --> 00:12:52.226
ดูประวัติตัวเองได้ไหมคะ

00:12:53.853 --> 00:12:54.905
ดูเกรดตัวเองได้ไหมคะ

00:12:55.702 --> 00:12:56.905
ดูเกรดเพื่อนได้ไหมคะ

00:12:59.408 --> 00:13:00.725
แก้ไขเกรดตัวเองได้ไหม

00:13:02.075 --> 00:13:04.052
ดูได้อย่างเดียว
แก้ไขประวัติตัวเองได้ไหม

00:13:05.478 --> 00:13:09.528
ถ้าเราไปเปลี่ยนชื่อมาเราเข้าไปในระบบ
แล้วแก้ไขจากชื่อเดิมเป็นชื่อใหม่แบบนี้เลยได้ไหม

00:13:11.155 --> 00:13:11.810
แล้วทำอะไรได้บ้าง

00:13:14.421 --> 00:13:16.114
เรียกดูได้อย่างเดียว

00:13:16.320 --> 00:13:17.706
อันนี้คือการเข้าถึงข้อมูล

00:13:18.114 --> 00:13:21.215
เกรดก็ดูได้เฉพาะเกรดตัวเองนะคะ

00:13:21.485 --> 00:13:25.738
แต่ถ้าเกิดเป็นสิทธิ์ อาจารย์ที่ปรึกษานี่
จะเข้าไปดูเกรดนักศึกษาได้ทุกคน

00:13:25.765 --> 00:13:28.833
อย่างนี้ค่ะ อันนี้คือสิทธิ์การเข้าถึงนะคะ

00:13:29.721 --> 00:13:34.446
แต่ก็แก้ไขไม่ได้นะคะ คนที่มีสิทธิ์แก้ไขได้
ก็คือผู้ดูแลระบบนะคะ

00:13:34.470 --> 00:13:36.946
อย่างเช่น ส่งเกรดไปแล้วส่งเกรดผิด

00:13:37.494 --> 00:13:40.886
เราต้องการแก้ไขเกรดนี่
เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากมากนะคะ

00:13:40.933 --> 00:13:45.765
ต้องทำบันทึกต้องเข้าที่ประชุม
ต้องกลั่นกรองหลายขั้นตอนนะคะ

00:13:47.361 --> 00:13:53.946
ฉะนั้นนะคะ การเข้าถึงข้อมูล
ทุกคนก็จะมีสิทธิ์ตามสิทธิ์ของตัวเองนะคะ

00:13:54.198 --> 00:13:56.071
ก็จะได้อยู่ในส่วนของตัวเอง

00:13:57.738 --> 00:14:01.821
คราวนี้ถ้าพูดถึงการเข้าถึงข้อมูลนะคะ
ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตนะคะ

00:14:01.845 --> 00:14:03.952
เวลาที่เราเห็นข้อมูลเห็นภาพนี่

00:14:04.583 --> 00:14:08.325
เราต้องดูด้วยว่าภาพนั้น
เขาต้องการสื่อว่าอะไรนะคะ

00:14:08.349 --> 00:14:15.020
มีคำอธิบายเพิ่มเติมไหม มีแสดงถึงลิงก์
หรือสิทธิ์ในการเข้าถึงนะคะข้อมูล

00:14:18.559 --> 00:14:23.440
คราวนี้ถ้าพูดถึงสังคมออนไลน์นะคะ
จรรยาบรรณการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์

00:14:25.266 --> 00:14:26.821
รู้จักสังคมออนไลน์ไหมคะ

00:14:27.600 --> 00:14:30.771
โซเชียลมีเดียใช้อะไรบ้าง

00:14:32.346 --> 00:14:33.540
เราใช้โปรแกรมอะไรบ้าง

00:14:35.264 --> 00:14:35.905
Facebook

00:14:40.357 --> 00:14:40.920
Youtube

00:14:42.055 --> 00:14:42.734
Line

00:14:43.865 --> 00:14:44.726
Twitter

00:14:46.051 --> 00:14:47.238
Instagram หมดหรือยัง

00:14:48.561 --> 00:14:52.942
พวกนี้ที่เรากล่าวมา แปลว่า พวกเรารู้จักนะ
โซเชียลมีเดียนะคะ

00:14:53.934 --> 00:14:58.821
การใช้โซเชียลมีเดียแบบมีจรรยาบรรณ
คือทำอย่างไร

00:14:58.846 --> 00:15:02.153
1. อย่าสร้างความเสียหายให้ผู้อื่น

00:15:06.441 --> 00:15:11.480
ให้เราเช็กข้อมูลที่ได้รับมานะคะ
ว่าเชื่อถือได้ไหม

00:15:11.946 --> 00:15:14.168
มีแหล่งอ้างอิงหรือเปล่านะคะ

00:15:15.361 --> 00:15:20.670
เวลาที่เราทำนะคะ
โพสต์หรือเวลาเราอ่านอะไรนี่ อย่ารบกวนผู้อื่น

00:15:21.730 --> 00:15:25.571
หรือเราใช้โซเชียลมีเดียในการขายของได้นะ

00:15:26.285 --> 00:15:28.927
อย่าโฆษณาเกินจริงนะคะ

00:15:32.743 --> 00:15:35.762
ฉะนั้น แก้ไขปรับปรุงข้อมูล

00:15:35.786 --> 00:15:41.166
เขาบอกว่าถ้าเกิดเราตกเป็นเหยื่อ
ของโปรแกรมนะคะที่ไม่พึงประสงค์น่ะ

00:15:41.904 --> 00:15:45.189
เราก็ควรจะบอกคนอื่น
ว่าให้ระวังโปรแกรมนี้นะคะ

00:15:45.847 --> 00:15:49.177
อันนี้คือการใช้สังคมออนไลน์นะคะ

00:15:49.379 --> 00:15:50.899
ให้มีจรรยาบรรณ

00:15:51.287 --> 00:15:55.390
อย่าคิดว่าในเมื่อเราโดนหลอกไปแล้ว
คนอื่นก็ต้องโดนด้วย

00:15:55.624 --> 00:15:57.650
อันนี้คือไม่มีจรรยาบรรณนะคะ

00:16:00.201 --> 00:16:04.339
ต่อไปเรามาดูอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นะคะ

00:16:05.490 --> 00:16:11.655
วันนี้ล่ะ เราจะได้รู้ความจริง 1 อย่าง
1 ข้อที่เหมือนจำผิดมาตลอดชีวิต

00:16:11.753 --> 00:16:16.405
ว่าคนนี้เป็นแบบนี้นะคะ
จริง ๆ แล้วมันหมายถึงอะไร

00:16:16.429 --> 00:16:19.468
ในมุมมองทางด้านคอมพิวเตอร์นี่ค่ะ

00:16:20.971 --> 00:16:26.627
อาชญากรรม ก็คือการนำเอาข้อมูลไปใช้
โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตนะคะ

00:16:26.652 --> 00:16:30.821
รวมถึงการสร้างความเสียหายให้กับคนอื่น
หรือหน่วยงานอื่นนะคะ

00:16:32.274 --> 00:16:35.718
เกิดขึ้นกรณีที่คนขาดจริยธรรมที่ดี

00:16:35.892 --> 00:16:37.813
ก็จะเกิดอาชญากรรมขึ้นนะคะ

00:16:38.095 --> 00:16:42.685
บางอาชญากรรมนี่ก่อให้เกิดความเสียหาย
ถึงขั้นผิดกฏหมาย

00:16:42.720 --> 00:16:44.471
ได้รับบทลงโทษนะคะ

00:16:44.860 --> 00:16:47.280
ทั้งจำคุกแล้วก็เสียค่าปรับนะ

00:16:47.910 --> 00:16:51.503
คราวนี้อาชญากรรมทางคอม(พิวเตอร์)นะคะ
มีอยู่ 9 ประเภท

00:16:54.364 --> 00:16:57.486
ประเภทแรก
ก็คือการขโมยข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

00:17:00.013 --> 00:17:04.159
การขโมยข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างไร

00:17:05.384 --> 00:17:07.400
อะไรคือการขโมยทางอินเทอร์เน็ต

00:17:10.595 --> 00:17:12.500
เคยขโมยข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตไหมคะ

00:17:13.757 --> 00:17:15.805
เราอาจจะขโมยโดยไม่ตั้งใจก็ได้

00:17:17.190 --> 00:17:19.863
เราเอาข้อมูลเขามา
แล้วเราไม่ได้อ้างอิงเขาน่ะค่ะ

00:17:20.360 --> 00:17:23.153
เป็นการขโมยข้อมูลนะคะ

00:17:23.335 --> 00:17:27.998
ถ้าเราเอาข้อมูลเขามาแล้ว
เราเอามาพิมพ์มาโพสต์ทำอะไรของเรานี่

00:17:28.022 --> 00:17:31.282
แล้วเราไม่ได้อ้างอิงว่าเอามาจากไหน
นั่นคือการขโมยข้อมูลแล้วนะคะ

00:17:33.682 --> 00:17:37.545
หรือเอาระบบนะคะ
มาปกปิดความผิดตัวเอง

00:17:38.211 --> 00:17:42.748
มีความผิดแล้ว
ใช้ระบบปกปิดความผิดตนเองทำอย่างไร

00:17:44.714 --> 00:17:50.863
อย่างเช่น ถ้าเป็นสังคมออนไลน์นะคะ
สื่อสังคมออนไลน์นี่เราจะมีหลาย Account

00:17:52.736 --> 00:17:54.667
ทำไมเราต้องมีหลาย Account

00:17:57.611 --> 00:17:58.474
เอาไว้ทำอะไร

00:18:00.013 --> 00:18:02.283
ใครมีเฟซ(บุ๊ก) มากกว่า 1 ยกมือ

00:18:03.687 --> 00:18:04.905
อันนี้คือหลาย Account

00:18:04.981 --> 00:18:06.414
ใครมีไลน์มากกว่า 1

00:18:11.001 --> 00:18:13.243
เพื่ออะไร ทำไมต้องมีหลาย Account

00:18:15.870 --> 00:18:17.147
เริ่มส่อทุจริต

00:18:18.343 --> 00:18:21.927
เริ่มส่อพฤติกรรมที่ไม่มีจริยธรรมนะคะ

00:18:23.954 --> 00:18:28.403
การละเมิด, ปลอมแปลงรูปแบบ,
ลอกเลียนแบบซอฟต์แวร์อย่างนี้ค่ะ

00:18:28.517 --> 00:18:30.335
เป็นอาชญากรรมตัวหนึ่งนะคะ

00:18:30.429 --> 00:18:37.905
หรือใช้คอมพิวเตอร์เพื่อแพร่ภาพเสียงนะคะ
สื่ออนาจาร ข้อมูลสื่อไม่เหมาะสม

00:18:38.134 --> 00:18:39.887
ถือเป็นอาชญากรรมนะคะ

00:18:40.613 --> 00:18:43.030
หรือแม้กระทั่งใช้คอมพิวเตอร์ฟอกเงิน

00:18:43.978 --> 00:18:45.068
เคยทำไมคะจักรพันธ์

00:18:45.981 --> 00:18:47.484
เพราะว่าไม่มีเงินให้ฟอกค่ะ

00:18:51.275 --> 00:18:56.196
มันเป็นความโชคดีที่เราไม่ได้ฟอกเงิน
เพราะว่าเราไม่มีเงินให้ฟอกนะคะ

00:18:56.666 --> 00:18:57.782
ก็เลยโชคดีไป

00:18:59.450 --> 00:19:01.260
เป็นความโชคดีบนความโชคร้าย

00:19:05.018 --> 00:19:10.627
การฟอกเงิน เช่น
มันมีหลายเว็บ(ไซต์)นะ

00:19:12.103 --> 00:19:18.160
การฟอกเงิน คือเหมือนเราแจ้ง
เอาอย่างนี้เอาแบบฮิต ๆ กันเลยตอนนี้

00:19:18.211 --> 00:19:22.279
ขายของออนไลน์ เราไม่มีหน้าร้านจริง
นึกออกไหมคะ นึกออกหรือเปล่า

00:19:23.013 --> 00:19:25.898
มันจะมีขายจริงนะคะ กับไม่ได้ขายจริง

00:19:26.353 --> 00:19:31.113
แต่เราสร้างร้านขึ้นมา
ในโลกสังคมออนไลน์น่ะนะคะ

00:19:32.430 --> 00:19:33.443
ถ้าเราขายจริงน่ะ

00:19:34.144 --> 00:19:37.788
ถ้าเราขายจริง ก็คือการขายรูปแบบหนึ่งนะคะ
ไม่ใช่การฟอกเงิน

00:19:40.212 --> 00:19:45.138
อาจจะขายไปเริ่มต้นพอแบบมีลูกค้าเยอะขึ้น
เราก็เลิกขายแล้วค่ะ

00:19:45.670 --> 00:19:48.212
แต่ลูกค้ายังสั่งของอยู่นะแบบนี้ค่ะ

00:19:48.794 --> 00:19:52.749
หรือเปิดหลาย ๆ บัญชี
หรือพฤติกรรมคล้าย ๆ จักรพันธ์นี่

00:19:52.774 --> 00:19:54.949
ก็ส่อไปทางนั้นนะคะ

00:19:55.405 --> 00:19:58.548
คือ ส่อถึงแบบมีหลาย Account
ทำไมต้องมีหลาย Account

00:19:58.691 --> 00:20:01.104
เป็นคนมีโลกหลายใบน่ะค่ะ อย่างนี้

00:20:04.199 --> 00:20:09.851
แล้วแต่ การฟอกเงิน คือ ไม่ได้ทำจริงน่ะ
แต่บอกว่าจริงน่ะค่ะ แบบนี้นะคะ

00:20:10.084 --> 00:20:13.762
รวมถึงการเปิดบัญชีหลอก ๆ น่ะ

00:20:14.492 --> 00:20:17.219
เราสังเกตว่าเวลาเราไปเปิดบัญชีนี่
เขาจะถามเยอะนะ

00:20:17.365 --> 00:20:22.911
เปิดทำไม เปิดแล้ว... คือ
ตอนเปิดนี่ง่ายค่ะ แต่ตอนปิดนี่ยากนะคะ

00:20:22.936 --> 00:20:26.629
ฉะนั้น ถ้าบัญชีไหนที่เราไม่ใช้แล้ว
ให้เราไปปิดนะคะ

00:20:26.654 --> 00:20:30.928
มันไม่ปิดไปเองนะคะ บัญชีน่ะ
อันนี้วิเคราะห์เป็นความรู้นะ

00:20:30.952 --> 00:20:33.992
ทุกคนต้องรู้ว่าทุกครั้งที่เราไปเปิดบัญชีไว้น่ะค่ะ

00:20:34.959 --> 00:20:37.001
ถ้ามันไม่มีข้อมูลหมุนเวียน

00:20:37.213 --> 00:20:42.959
ธนาคารจะคิดค่ารักษาบัญชี
เดือนละ 50 บาท นะคะ

00:20:42.992 --> 00:20:46.802
กลายเป็นว่าเรามีบัญชีนี้
แต่เราไม่ได้ใช้ แต่เราไม่ปิด

00:20:48.130 --> 00:20:52.861
วันดีคืนดีธนาคารก็จะมีหนังสือแจ้งมาถึงเรา
ให้ไปจ่ายหนี้ค่ะเท่านี้ ค่ารักษาบัญชี

00:20:53.253 --> 00:21:00.101
ฉะนั้น ถ้าเราไม่ใช้ไปปิดบัญชีนั้นนะคะ
อย่าเปิดทิ้งไว้เฉย ๆ นะคะ

00:21:02.583 --> 00:21:03.714
ต่อไปนะคะ

00:21:03.738 --> 00:21:09.888
อาชญากรรมอันที่ 6 ก็คือพวกก่อกวน
ทำลายระบบสาธารณูปโภค

00:21:10.821 --> 00:21:15.030
อันนี้มันเป็นข้อดีของ...
มองว่าเป็นข้อดีของพวกเรานะ

00:21:15.122 --> 00:21:19.624
เพราะว่าเราคงไม่มีความสามารถ
ที่จะไปทำลายระบบสาธารณูปโภคได้

00:21:20.826 --> 00:21:26.841
เราคงไม่สามารถไปทำลายระบบจ่ายค่าบิล
ค่าน้ำ ค่าไฟได้น่ะ นึกออกไหมนะคะ

00:21:26.866 --> 00:21:32.086
หรือเป็นความโชคดีที่เราไม่มีความรู้
ถึงขั้นไปทำระบบทำลายระบบเขานะคะ

00:21:32.368 --> 00:21:33.569
วันนี้มีแต่ข้อดี

00:21:36.985 --> 00:21:41.711
อาชญากรรมอันที่ 7 นะคะ
ก็คือหลอกลวงให้ร่วมทำการค้าด้วย

00:21:42.584 --> 00:21:46.332
พวกแชร์พวก... แต่ไม่มีจริงน่ะนะ

00:21:46.725 --> 00:21:51.287
เหมือนบอกว่ามีกลุ่มนี้
แต่จริง ๆ คือมันไม่มีน่ะนะคะ

00:21:51.312 --> 00:21:54.285
เปิดขึ้นมาเพื่อบังหน้า
แล้วทำอย่างอื่นอย่างนี้ค่ะ

00:21:54.582 --> 00:21:58.011
เขาเรียก "การทำธุรกิจแบบปลอม" น่ะนะคะ
ทำแบบปลอม ๆ

00:21:59.252 --> 00:22:03.573
รวมถึงการแทรกแซงข้อมูลแล้ว
ก็นำข้อมูลนั้นมาเป็นประโยชน์ต่อตน

00:22:04.692 --> 00:22:10.295
เช่น ค้นหารหัส
เราอาจจะทำหน้า Phishing ขึ้นมา

00:22:10.636 --> 00:22:14.268
หน้า Phishing
คือ หน้าที่ทำเลียนแบบเว็บฯ จริง

00:22:14.771 --> 00:22:19.890
แล้วลูกค้าก็มากรอกข้อมูลนะคะ
แล้วก็เก็บ Cookies ไว้นะคะ

00:22:19.915 --> 00:22:27.007
เช่น ขอข้อมูลบัตรเครดิต รหัสผ่านอย่างนี้ค่ะ
หรือเลขที่บัตรประชาชน หรือเลขที่บัญชีอย่างนี้ค่ะ

00:22:28.071 --> 00:22:31.503
ฉะนั้นนะคะ
แนะนำว่าเราเรียนคอมพิวเตอร์นี่

00:22:31.729 --> 00:22:34.983
เวลาที่เราจะเข้าไปเว็บฯ ไหน
แอป(พลิเคชัน) ไหนนี่

00:22:35.412 --> 00:22:39.962
ให้เราพิมพ์ URL ตรง ๆ
เราอย่าใช้วิธีการคลิกลิงก์

00:22:40.568 --> 00:22:41.771
อย่าขี้เกียจค่ะ

00:22:42.281 --> 00:22:45.446
การทำ Phishing
คือ การทำหน้าเว็บฯ ปลอมขึ้นมา

00:22:45.470 --> 00:22:47.815
แล้วเขาอาจจะแบบเปลี่ยน

00:22:49.232 --> 00:22:53.125
คือ ถ้าเราไม่สังเกตเราจะไม่เห็น
ว่ามันคนละหน้าเว็บฯ น่ะ

00:22:53.692 --> 00:22:56.208
เวลาที่เราคลิกลิงก์ต่อมันจะเป็นยาว ๆ
ใช่ไหมคะ

00:22:56.232 --> 00:23:00.210
เราก็ไม่ได้สังเกตว่าอันนี้มันคือเว็บฯ จริงไหม
หรือไม่จริงนะคะ

00:23:00.481 --> 00:23:03.664
หรือแม้กระทั่งตอนนี้เราใช้ E-Banking ไหมคะ

00:23:06.052 --> 00:23:08.441
เวลาใช้ E-banking อย่าใช้ WiFi ค่ะ

00:23:11.817 --> 00:23:14.976
ให้ใช้เซลลูลาร์ของเครื่องนึกออกไหมคะ

00:23:15.595 --> 00:23:18.749
ก็คือให้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของมือถือน่ะค่ะ

00:23:20.102 --> 00:23:24.379
อย่าใช้เครือข่าย WiFi ในการทำธุรกรรมนะคะ

00:23:24.408 --> 00:23:28.247
เพราะว่าความปลอดภัยมันจะต่ำ
ถ้าเป็นเครือข่าย WiFi นะคะ

00:23:28.451 --> 00:23:31.946
แต่ถ้าเกิดเป็นระบบของมือถือน่ะนะคะ

00:23:31.970 --> 00:23:35.356
มันเป็นเซลลูลาร์นะ
รับสัญญาณโดยตรง ไม่ใช้ WiFi

00:23:35.645 --> 00:23:39.211
ตัวนั้นความปลอดภัยจะดีกว่าระบบ WiFi นะคะ

00:23:41.441 --> 00:23:45.984
สุดท้าย ก็คือการใช้คอมพิวเตอร์
โอนเงินจากบัญชีผู้อื่นเข้าบัญชีตัวเอง

00:23:46.632 --> 00:23:49.152
อันนี้คืออาชญากรรมนะคะ 9 ประเภท

00:23:50.572 --> 00:23:52.446
ผิดกฎหมายนะคะ

00:23:55.138 --> 00:23:58.295
การลักลอบเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ

00:23:58.320 --> 00:24:00.515
อันนี้อธิบายไปแล้วนะ เราต้อง...

00:24:01.840 --> 00:24:07.645
คือพวกเราจะด้อยเรื่อง... ถ้าเปิดเว็บฯ
ขึ้นมาแล้วมันเป็นภาษาอังกฤษ

00:24:09.889 --> 00:24:14.096
ซึ่งเรามีความเชี่ยวชาญมาก
เห็นปุ๊บกดผ่านเลย บางทีก็กดอะไรไปไม่รู้

00:24:15.467 --> 00:24:16.863
ดูดี ๆ นะคะ

00:24:17.459 --> 00:24:21.161
สังเกตว่าไอ้ที่มันเด้งขึ้นมาน่ะ
มันคืออะไรนะคะ

00:24:22.695 --> 00:24:26.923
บางทีมันเป็นเว็บฯ
ที่กับอีกอย่างหนึ่งที่น่าเป็นห่วง

00:24:26.947 --> 00:24:29.394
คือ เวลามีเมลแปลก ๆ
มาที่อีเมลเราน่ะค่ะ

00:24:29.808 --> 00:24:33.636
เราไม่ต้องเป็นคนอยากรู้อยากเห็นนะ
นึกออกไหม

00:24:34.570 --> 00:24:37.777
คือ บางทีใครส่งอะไรมาคลิกปุ๊บเข้าไปน่ะค่ะ

00:24:38.197 --> 00:24:41.566
มันเป็นขั้นตอนแรก
ของการขโมยข้อมูลในเครื่องเรา

00:24:41.591 --> 00:24:45.238
เพราะตอนนี้การทำรีโมตนี่มันง่าย
รู้จักการทำรีโมตไหมคะ

00:24:46.464 --> 00:24:52.922
รีโมท คือ เรานั่งอยู่อีกที่หนึ่ง
แต่เราสามารถคอนโทรลเครื่องของคนอื่นน่ะได้

00:24:53.049 --> 00:24:54.787
อันนี้คือการทำรีโมตนะคะ

00:24:55.200 --> 00:24:57.406
มันคงไม่เกิดเหตุขึ้นทันที

00:24:57.747 --> 00:25:00.081
แต่มันจะฝังและเก็บข้อมูลเราเรื่อย
ๆ

00:25:00.304 --> 00:25:05.180
จนถึงจุดหนึ่งน่ะค่ะ
ที่เขาสร้างอาชญากรรมได้น่ะเขาก็จทำ

00:25:05.585 --> 00:25:07.924
อาจจะลบข้อมูลหรือปล่อยไวรัสหรือทำอะไรก็ได้

00:25:07.948 --> 00:25:12.277
ถ้าตราบใดที่ตอนนั้นน่ะ
เขาแฮกข้อมูลของเราได้แล้วนะคะ

00:25:12.745 --> 00:25:14.350
ฉะนั้น ให้ระวังนะคะ

00:25:14.694 --> 00:25:18.185
คราวนี้เรามาดูคนที่เกี่ยวข้อง
กับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์บ้างนะคะ

00:25:18.209 --> 00:25:19.726
มี 3 กลุ่มด้วยกัน

00:25:20.107 --> 00:25:21.613
เราจะเป็นกลุ่มไหนดี

00:25:22.486 --> 00:25:26.488
มีแฮกเกอร์, แครกเกอร์
แล้วก็สคริปต์คิดดี้นะคะ

00:25:28.851 --> 00:25:30.071
แฮกเกอร์คืออะไร

00:25:33.417 --> 00:25:34.233
แฮกเกอร์นะ

00:25:35.858 --> 00:25:37.212
สงสัยไม่ได้กินข้าวเที่ยง

00:25:38.932 --> 00:25:44.268
แฮกเกอร์ ก็คือคนที่จะเป็นแฮกเกอร์ได้
ต้องเป็น 1 เป็นโปรแกรมเมอร์น่ะค่ะ

00:25:44.533 --> 00:25:45.521
เราเป็นแฮกเกอร์ได้ไหม

00:25:47.331 --> 00:25:50.264
คือ ไม่ใช่ไก่กาอาราเร่
ที่จะไปเป็นแฮกเกอร์ได้นะคะ

00:25:50.470 --> 00:25:53.069
เราต้องมีความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรม

00:25:53.300 --> 00:25:56.953
รู้ทางด้านระบบฐานข้อมูล
รู้ทางด้านระบบเครือข่ายค่ะ

00:25:57.505 --> 00:25:59.457
ก็คือโปรแกรมเมอร์นั่นล่ะนะคะ

00:25:59.814 --> 00:26:04.251
ปกติแล้วนะคะแฮกเกอร์นี่
เขาจะพัฒนาระบบขึ้นมานะคะ

00:26:04.339 --> 00:26:07.021
เสร็จแล้วเขาก็จะหาช่องทางเจาะระบบตัวเอง

00:26:07.137 --> 00:26:08.942
เพื่อดูว่ามีช่องโหว่ตรงไหน

00:26:09.346 --> 00:26:11.655
แฮกเกอร์นี่ไม่ไปเจาะระบบคนอื่นนะคะ

00:26:12.886 --> 00:26:19.085
ฉะนั้น แฮกเกอร์นี่เราจะเรียกว่า White hat
White hat ก็คือบุคคล กลุ่มคนดี

00:26:19.577 --> 00:26:23.849
ที่ทำหน้าที่ทดสอบระบบตัวเอง
โดยการเจาะระบบตัวเองนะคะ

00:26:24.811 --> 00:26:27.161
ฉะนั้น แฮกเกอร์นี่คือดี

00:26:29.989 --> 00:26:32.522
คราวนี้ถ้าเป็นแครกเกอร์

00:26:32.712 --> 00:26:33.061
คราวนี้

00:26:34.776 --> 00:26:38.405
อันนี้ตรงกันข้ามกับแฮกเกอร์น่ะนะคะ

00:26:39.635 --> 00:26:44.058
แครกเกอร์ ก็คือคุณสมบัติ
คือ 1. เป็นโปรแกรมเมอร์ค่ะ

00:26:44.910 --> 00:26:47.739
เป็น SA นะคะ System Analyst

00:26:47.795 --> 00:26:52.828
ก็คือวิเคราะห์ระบบจัดการทางด้านฐานข้อมูลได้
แล้วก็มีความรู้ทางด้านเครือข่ายนะคะ

00:26:53.081 --> 00:26:55.787
แต่ไปเจาะระบบคนอื่นทีนี้

00:26:56.457 --> 00:26:59.714
เพื่อขโมยข้อมูล
เพื่อเข้าไปดูอะไรก็แล้วแต่นี่

00:27:00.056 --> 00:27:02.440
อันนี้เราเรียกว่าแครกเกอร์

00:27:03.093 --> 00:27:05.969
ถ้าในข้อสอบถามแยกให้ออกว่าใครเป็นใครนะ

00:27:07.183 --> 00:27:08.071
โอ.เค.

00:27:08.699 --> 00:27:12.013
ถือว่าแครกเกอร์นี่มีเจตนาไม่ดีนะคะ

00:27:12.077 --> 00:27:15.530
แต่ถ้าเกิดเป็นแฮกเกอร์เจาะระบบตัวเอง

00:27:15.792 --> 00:27:19.632
เพื่อดูว่ามันมีช่องโหว่ตรงไหน
แล้วก็ไปปิดช่องโหว่ตรงนั้นนะคะ

00:27:20.184 --> 00:27:21.724
แต่เราน่าจะเป็นกลุ่ม

00:27:22.414 --> 00:27:24.204
เควิน มิตนิค นะคะ

00:27:24.652 --> 00:27:28.405
เควิน มิตนิคนี่เป็นคนเก่งมากนะคะ
ครูเคยอ่านประวัติเขาช่วงหนึ่ง

00:27:28.565 --> 00:27:30.073
คือ ตอนวัยรุ่นเหมือนพวกเรานี่

00:27:30.629 --> 00:27:32.010
เขาเป็นโปรแกรมเมอร์น่ะค่ะ

00:27:32.224 --> 00:27:34.542
เขาก็พัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมานะคะ

00:27:35.358 --> 00:27:40.359
เสร็จแล้ว คือ การแฮกระบบ
มันคือการเขียนโปรแกรมนะ

00:27:40.505 --> 00:27:42.711
และไปแทรกแซงนะคะ

00:27:42.736 --> 00:27:46.246
หรือไปเปิด Port สำหรับดึงข้อมูล

00:27:46.254 --> 00:27:50.344
สำหรับการเข้าไปเอาข้อมูลที่เป็นของบริษัท
หรือขององค์กรหรือของคน

00:27:50.471 --> 00:27:51.614
แล้วแต่นะคะ

00:27:51.922 --> 00:27:55.413
แต่คราวนี้พอโตขึ้นนะคะ
เขามีวุฒิภาวะ เขาก็เปลี่ยนจาก...

00:27:56.102 --> 00:28:02.349
เขาได้รับโทษน่ะช่วงหนึ่งนะคะ โดนจับ
เพราะว่าโดนจับได้เพราะว่าเขาทำผิดนะคะ

00:28:02.396 --> 00:28:03.341
เขาไปแฮกระบบนี่ล่ะ

00:28:03.658 --> 00:28:09.162
คราวนี้ตอนนี้นะคะ พอเขามีวุฒิภาวะถึงขั้น
ที่ไม่ใช่วัยรุ่นแล้วล่ะ ไม่อยากรู้อยากลองแล้วล่ะ

00:28:09.381 --> 00:28:14.821
เขาก็มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแฮกระบบน่ะ
เป็นอย่างไร ทำอย่างไรนะคะ

00:28:16.638 --> 00:28:22.257
ฉะนั้น คนนี้ก็เลยช่วงวัยรุ่นนี่
เขาจะมีพฤติกรรมเป็นแครกเกอร์นะคะ

00:28:24.006 --> 00:28:26.069
คราวนี้ถ้าเป็นสคริปต์คิดดี้ล่ะ

00:28:26.525 --> 00:28:28.239
จะเหมือนพวกเรานี่ค่ะ เป็นวัยรุ่น

00:28:29.001 --> 00:28:31.020
เขียนโค้ดได้ไหม ได้นิดหน่อย

00:28:31.785 --> 00:28:34.467
การเป็นสคริปต์คิดดี้
เราไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเอง

00:28:34.492 --> 00:28:36.419
ไม่จำเป็นต้องเขียนสคริปต์เองนะคะ

00:28:36.824 --> 00:28:39.694
เราอาจจะไปโหลดสคริปต์มา
แล้วเราอยากรู้อยากลองน่ะ

00:28:39.800 --> 00:28:44.016
เราเอามาทดลอง ลองเอาสคริปต์นี้ไปวางตรงนี้
แล้วมันจะแฮกระบบนี้ได้

00:28:44.040 --> 00:28:46.428
คือ อยากรู้อยากลองเฉย ๆ น่ะนะคะ

00:28:46.480 --> 00:28:47.936
เป็นกลุ่มที่แบบกลุ่มนี้จะเยอะ

00:28:48.480 --> 00:28:53.182
อย่างเช่น อยากรู้ว่าเพื่อนไปแฮกอีเมลเพื่อน
อย่างนี้ค่ะ

00:28:53.926 --> 00:29:00.466
หรือใช้วิธีการแฮก E-Banking
อันนี้คือหนักขึ้นไปนะคะ

00:29:00.753 --> 00:29:03.030
แต่จะเป็นกลุ่มสคริปต์คิดดี้นะคะ

00:29:03.054 --> 00:29:08.440
สคริปต์คิดดี้ ก็คืออยากรู้เฉย ๆ
อยากลองวิชาน่ะกลุ่มนี้นะคะ

00:29:09.614 --> 00:29:15.571
หรือใช้โปรแกรมก่อกวนต่าง ๆ นะคะ
อันนี้เราเรียกกลุ่มสคริปต์คิดดี้นะคะ

00:29:16.178 --> 00:29:20.716
นอกจากนี้นะคะ อาชญากรรมทางคอม(พิวเตอร์)
อาจจะเป็นการทำลายหรือขโมยอุปกรณ์นะคะ

00:29:20.835 --> 00:29:24.306
อาจจะเกิดจากความไม่รอบคอบของกลุ่มคน
หรือองค์กรนั้นนะคะ

00:29:24.330 --> 00:29:26.905
ว่างอุปกรณ์ไว้ล่อตาโจรอย่างนี้

00:29:27.095 --> 00:29:30.980
อาจจะไม่ได้อยากเป็นโจร
แต่พอเห็นแล้วมันน่าขโมยนะ ก็ขโมย

00:29:31.257 --> 00:29:33.141
ไม่ได้คิดมาจากบ้านว่าจะขโมยค่ะ

00:29:33.284 --> 00:29:36.428
แต่พอเห็นแล้วมันน่าขโมยเขาก็จะขโมยนะคะ

00:29:36.872 --> 00:29:39.065
เราเคยเห็นข่าวไหม

00:29:39.433 --> 00:29:43.375
ไปจอดรถทิ้งไว้
แล้วก็เข้าเซเว่น(อีเลฟเว่น)อย่างนี้ค่ะ

00:29:43.593 --> 00:29:45.639
แต่สตาร์ตรถไว้อยู่เสียบกุญแจไว้

00:29:47.347 --> 00:29:51.823
แล้วรถหาย เคยได้ข่าวแบบนี้ไหมคะ
อันนี้คือประมาท

00:29:52.913 --> 00:29:56.619
คนที่ขโมยเขาอาจจะไม่ตั้งใจ
ว่าจะมาขโมยรถเรานึกออกไหมคะ

00:29:56.861 --> 00:29:58.551
แต่เขาเห็นแล้วมันน่าขโมยนะ

00:29:59.297 --> 00:30:04.575
คือ รถก็สตาร์ตอยู่แต่คนน่ะอยู่ในร้านค้า
แล้วก็ไม่มีใครอยู่ที่รถ

00:30:04.936 --> 00:30:09.150
หรือบางเคสที่เคยเห็นข่าว คือ
มีเด็กอยู่ในรถนึกออกไหมคะ

00:30:09.435 --> 00:30:14.153
แต่พ่อแม่เข้าห้องน้ำหรือไป
หรือเข้าร้านไปอย่างนี้ค่ะ

00:30:14.443 --> 00:30:16.005
อันนี้คือความประมาทนะคะ

00:30:18.800 --> 00:30:22.764
คราวนี้การขโมยโปรแกรมคอมฯ นะคะ
ถือเป็นอาชญากรรมตัวหนึ่งเหมือนกันนะคะ

00:30:22.788 --> 00:30:24.273
เพราะว่าขโมยข้อมูลนะ

00:30:24.895 --> 00:30:26.911
ก็ถือว่าผิดกฎหมายเหมือนกันนะคะ

00:30:27.197 --> 00:30:34.442
แต่ว่าถ้าเป็นการขโมยซอฟต์แวร์นี่ค่ะ
เข้าจะมีกลุ่มที่ดูแลพวกนี้อยู่นะคะ

00:30:36.302 --> 00:30:39.071
เราเรียกกลุ่ม
"Business Software Alliance" นะคะ

00:30:39.095 --> 00:30:45.363
ทั่วประเทศนี่มีอยู่หลายเขาเรียกว่าอะไร
ครอบคลุมตอนนี้มีมากกว่า 60 ประเทศแล้วนะคะ

00:30:45.387 --> 00:30:51.337
ตัวนี้เป็นสไลด์เก่า เขาไม่ถามในข้อสอบหรอก
ว่ากลุ่ม BSA นี่มีทั้งหมดกี่ประเทศ

00:30:51.642 --> 00:30:53.253
ไม่ได้ถามตัวเลขแบบนี้นะคะ

00:30:53.681 --> 00:30:56.038
แต่เขาจะถามว่า... ถ้าครูจำไม่ผิดนะ

00:30:56.063 --> 00:31:00.379
ใครสุ่มได้ข้อนั้นก็ตอบให้ถูกแล้วกันนะคะ
ว่าการขโมยซอฟต์แวร์นะคะ

00:31:00.404 --> 00:31:02.015
กลุ่มผู้ผลิตน่ะ

00:31:03.023 --> 00:31:07.689
ที่ดูแลกการขโมยซอฟต์แวร์น่ะ
คือ กลุ่มที่เรียกว่าอะไรนะคะ

00:31:07.714 --> 00:31:10.140
ชื่อมันก็คือ
Business Software Alliance นะคะ

00:31:10.473 --> 00:31:11.783
BSA

00:31:12.609 --> 00:31:14.905
เขาจะดูแลเกี่ยวกับการขโมยซอฟต์แวร์

00:31:16.498 --> 00:31:19.514
ก็คืออย่างเราพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมา
บริษัทเราพัฒนาซอฟต์แวร์นี่ค่ะ

00:31:19.921 --> 00:31:21.659
แล้วมีคนไม่ซื้อแต่ขโมย

00:31:22.861 --> 00:31:25.289
การใช้เอาอย่างนี้เราใช้ Windows อยู่ตอนนี้

00:31:25.535 --> 00:31:27.168
เราใช้ Windows แท้หรือเปล่า

00:31:28.168 --> 00:31:31.196
อันนี้ขโมยซอฟต์แวร์นะคะ

00:31:31.220 --> 00:31:35.199
เราก็จะมีข้ออ้างว่าเราใช้เพื่อการศึกษา

00:31:35.787 --> 00:31:41.881
เมื่อไรก็ตามที่เราเอา Windows นี่
ไปทำทางด้านธุรกิจน่ะผิดนะคะ

00:31:41.905 --> 00:31:43.988
ถ้าเขามาตรวจผิดนะคะ

00:31:47.075 --> 00:31:48.250
ต่อไปนะคะ

00:31:48.719 --> 00:31:54.972
มันมีโปรแกรมที่ก่อกวนหรือทำลายระบบนะคะ
อีก 3 อย่าง อีก 3 โปรแกรมประสงค์ร้าย

00:31:56.136 --> 00:31:58.111
ตอบครูมาก่อนที่อ่านสไลด์

00:31:59.027 --> 00:32:03.392
ไวรัส, เวิร์มกับโทรจันฮอร์สต่างกันอย่างไร

00:32:04.366 --> 00:32:06.373
เอาความเข้าใจเราน่ะ 3 อันนี้

00:32:07.019 --> 00:32:10.168
Computer Virus, Worm
แล้วก็ Trojan horses

00:32:19.520 --> 00:32:20.750
ติดเวิร์มแล้วเป็นอย่างไรคะ

00:32:25.186 --> 00:32:26.674
เครื่องจะอืดหรือแฮงค์

00:32:38.358 --> 00:32:39.283
แล้วไวรัสล่ะ

00:32:45.962 --> 00:32:48.819
เราไม่ได้ตั้งใจลงกับโปรแกรมนั้น

00:32:49.489 --> 00:32:52.588
ส่วนมากแล้วถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ไวรัสนี่

00:32:52.628 --> 00:32:57.515
มันจะมากับเซตโปรแกรมที่เวลาติดตั้งนี่
มันเลือกไม่ได้น่ะค่ะ

00:32:58.666 --> 00:32:59.905
มันจะลงทั้งก้อนน่ะ

00:33:00.233 --> 00:33:05.109
แล้ว 1 ไฟล์นั้นน่ะ
มันจะเป็นไวรัสนะคะ

00:33:05.672 --> 00:33:08.961
คราวนี้เรามาดูลักษณะนะ
เอาไวรัสคอม(พิวเตอร์)ก่อน

00:33:09.393 --> 00:33:12.745
เราต้อง อันนี้เราเข้าใจลักษณะแต่ละตัว

00:33:13.472 --> 00:33:16.662
เพราะในข้อสอบเขาจะถาม
ว่าลักษณะนี้มันคืออะไร

00:33:17.400 --> 00:33:18.151
โจทย์น่ะค่ะ

00:33:18.455 --> 00:33:21.258
มันคือไวรัส คือ เวิร์ม
หรือคือโทรจันนะคะ

00:33:22.123 --> 00:33:24.228
ถ้าเป็นไวรัสคอมฯ

00:33:26.422 --> 00:33:34.208
มันจะติดเมื่อเราไปคลิกที่ไฟล์นั้น
คลิกเปิดน่ะค่ะ หรือคลิกลิงก์นะคะ

00:33:34.541 --> 00:33:40.311
โดยปกติแล้วนะคะ โปรแกรมเมอร์นี่
ที่พัฒนาตัวโปรแกรมไวรัสขึ้นมานี่ค่ะ

00:33:41.065 --> 00:33:44.958
เขาจะมีเป้าหมายน่ะ นะคะ

00:33:45.132 --> 00:33:47.176
กระจายไวรัสไปเพื่ออะไร

00:33:48.337 --> 00:33:50.575
ถ้าเครื่องเราติดไวรัสแล้วมันเป็นอย่างไร

00:33:51.833 --> 00:33:53.405
มือถือติดไวรัสได้ไหมคะ

00:33:54.488 --> 00:33:57.641
ตอนนี้สมาร์ตโฟนติดไวรัสได้
เคยเจอไหมคะ

00:33:58.657 --> 00:33:59.822
เราแก้ไขอย่างไร

00:34:04.076 --> 00:34:06.196
มันเป็นอาการอย่างไรคะ ติดไวรัส

00:34:07.888 --> 00:34:09.785
ล้างเครื่องโดยการเอาไปจุ่มลงน้ำนี่หรือ

00:34:12.823 --> 00:34:14.077
ตั้งค่าโรงงาน

00:34:15.569 --> 00:34:17.655
วิธีการแก้ไขคือตั้งค่าโรงงาน

00:34:17.963 --> 00:34:21.152
มันก็จะลบโปรแกรมแอป(พลิเคชัน)ทั้งหมด
ที่เราโหลดมา

00:34:21.176 --> 00:34:24.446
แล้วไปตั้งค่าเริ่มต้นของโรงงานนะคะ

00:34:26.004 --> 00:34:29.863
มีใครเคยติดไวรัสที่สมาร์ตโฟนไหมคะ

00:34:32.535 --> 00:34:34.551
มันเป็นอาการอย่างไรเราถึงรู้ว่ามันติดไวรัส

00:34:44.102 --> 00:34:46.808
เดี๋ยวมันโพสต์ให้เราหรือไปโพสต์ให้เพื่อน

00:34:50.501 --> 00:34:52.008
ส่งข้อความไปทั่ว

00:34:59.774 --> 00:35:01.123
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัส

00:35:04.004 --> 00:35:05.738
อันนี้ให้ระวังนะคะ

00:35:06.347 --> 00:35:11.670
ครูถึงบอกว่าเวลาที่มีข้อความหรือมีเมล
หรือมีอะไรมาแปลก ๆ อย่าสงสัยใคร่รู้

00:35:13.440 --> 00:35:19.411
อย่าสงสัยใคร่รู้มาก
ถ้าเราไม่รู้แหล่งกำเนิดของต้นทางน่ะนะคะ

00:35:19.436 --> 00:35:24.672
อย่างไปคลิกอะไรมั่วซั่วไปนะคะ
มันจะทำให้เครื่องเราติดไวรัสนะคะ

00:35:26.307 --> 00:35:29.720
ถ้ากรณีที่ส่งข้อความมายืมสตางค์ล่ะ

00:35:34.413 --> 00:35:38.653
ถ้าเป็นครูนี่ จักรพันธ์ส่งมาปุ๊บ
ครูจะคิดเลยว่าเครื่องจักรพันธ์ติดไวรัส

00:35:39.415 --> 00:35:40.766
จักรพันธ์มันคงยืมสตางค์หรอก

00:35:40.842 --> 00:35:45.390
มันต้องมีใครเอาของ เอาแฮกเฟซ(บุ๊ก)
ไลน์จักรพันธ์แล้วก็ยืมสตางค์

00:35:45.508 --> 00:35:48.642
เพราะว่าปกติแล้วป๋าจักรพันธ์นี่
ต้องมีสตางค์นะคะ

00:35:49.198 --> 00:35:50.147
ครูจะคิดแบบนี้

00:35:56.660 --> 00:35:57.657
โลกหลายใบ

00:35:59.216 --> 00:36:01.978
คราวนี้ถ้าเป็นเวิร์มนะคะ
เวิร์มนี่หนักกว่าไวรัส

00:36:03.343 --> 00:36:06.482
เวิร์มนี่จะเห็นผลชัด
เวลาเครื่องเราติดเวิร์มนะคะ

00:36:06.507 --> 00:36:08.215
เราเรียก "หนอนอินเทอร์เน็ต"

00:36:09.778 --> 00:36:16.532
เครื่องเรามันจะหน่วยความจำเต็มเร็ว,
อืด, แฮงค์ อันนี้คือเวิร์ม

00:36:17.155 --> 00:36:22.655
หรือลบข้อมูลบางไฟล์ไปเลย
ไฟล์ที่เคยเปิดงานได้มันจะเปิดไม่ได้น่ะค่ะ

00:36:23.453 --> 00:36:28.358
วันดีคืนดีนะคะ เอาแฟลชไดร์ฟมาเสียบปุ๊บ
จะพรีเซนต์งาน เปิดไม่ได้ค่ะ

00:36:29.382 --> 00:36:33.020
ไฟล์โดนลบไปแล้วอย่างนี้ค่ะ ให้ระวัง

00:36:34.057 --> 00:36:35.811
บางทีมันก็สำเนาตัวเองเลยค่ะ

00:36:35.899 --> 00:36:40.185
แล้วมันจะทำให้ไดฟ์เราน่ะ
มันเต็มนะคะ อันนี้คือเวิร์ม

00:36:41.191 --> 00:36:43.479
ถ้าเป็นโทรจันฮอร์สนะคะ

00:36:43.512 --> 00:36:47.613
โทรจันฮอร์สนี่มันคือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่แฝงตัวมา

00:36:48.465 --> 00:36:55.348
เราเคยดูเรื่อง ดูการ์ตูนเรื่องนี้นะ
เคยดูไหมคะ เรื่อง โทรจัน

00:36:58.430 --> 00:36:59.101
เขาคือใคร

00:37:00.502 --> 00:37:04.268
ลักษณะการทำงานของโทรจันนี่
คือ แฝงตัวเข้าไปอยู่นิ่ง ๆ

00:37:06.102 --> 00:37:08.324
ใช่มันเป็นการ์ตูน ลองไป Search ดู

00:37:09.780 --> 00:37:14.655
มันจะแฝงเข้าไปปุ๊บในเครื่องเรา
มันจะทำงานเมื่อถึงเวลาที่เขาตั้งค่าไว้

00:37:15.005 --> 00:37:20.295
เช่น ครูบอกว่าเซตค่าโทรจันไปนะคะ
ให้แฟลชไดร์ฟจักรพันธ์ไป

00:37:20.496 --> 00:37:24.743
จักรพันธ์ก็เอาไป ก๊อบ(ปี้)ไฟล์นี้ลงไป
วันที่ก๊อบฯ มันก็นิ่งค่ะ

00:37:25.159 --> 00:37:30.530
ครูตั้งไว้ว่าวันศุกร์ที่ 9 ให้เครื่องจักรพันธ์
ลบข้อมูลทั้งหมดรีเซตตัวเอง

00:37:31.115 --> 00:37:35.136
พอถึงวันที่กำหนด
ข้อมูลมันก็จะหายไปแบบนี้ค่ะ

00:37:35.271 --> 00:37:43.466
คือ โทรจันมันจะไม่ทำงานทันที
แต่มันจะทำงานตามเวลาที่ตั้งค่าไว้นะคะ

00:37:43.490 --> 00:37:47.208
เราเรียก "โทรจันฮอร์ส"
เหมือนเป็นแบบ เขาเรียกอะไรนะ

00:37:47.881 --> 00:37:49.310
เหมือนเป็นไส้ศึกน่ะ

00:37:52.123 --> 00:37:56.530
ส่งไส้สึกเข้าไปในทัพ
ไส้ศึกก็จะไปปลอมตัวเป็นทหารนะ

00:37:56.869 --> 00:38:02.248
เข้าไปอยู่นิ่ง ๆ พอถึงเวลาก็จะไปทะลุทะลวง
ส่งข้อมูลนู่นนี่นั่นอารมณ์ประมาณนั้นนะคะ

00:38:02.272 --> 00:38:02.962
คือ โทรจัน

00:38:06.212 --> 00:38:08.347
ใช่ ไอ้ม้าตัวใหญ่ ๆ เห็นหรือยังเรื่องอะไร

00:38:13.273 --> 00:38:14.444
มีการ์ตูหลายเรื่อง

00:38:17.316 --> 00:38:18.181
จริงจัง

00:38:20.258 --> 00:38:21.940
คราวนี้รู้จักสปายแวร์ไหม

00:38:25.407 --> 00:38:27.383
ม้าตัวใหญ่ ๆ นั่นล่ะ แล้วคนอยู่ในม้าน่ะ

00:38:28.229 --> 00:38:30.987
คนที่... ม้าไม้น่ะ เรื่องนั้นล่ะ

00:38:32.827 --> 00:38:34.343
อยู่ในม้าไม้ตัวนั้น

00:38:34.946 --> 00:38:40.988
จนถึงเวลาก็ออกมาปฏิบัติการนะคะ
หลบอยู่ในม้า ม้าไม้ใหญ่ ๆ ตัวนั้นน่ะ

00:38:41.217 --> 00:38:41.979
ชื่อเรื่องอะไรนะ

00:38:43.896 --> 00:38:45.503
ม้าโทรจันนี่ล่ะค่ะ โทรจันฮอร์ส

00:38:46.225 --> 00:38:47.905
สปายแวร์คืออะไร

00:38:49.574 --> 00:38:52.274
สปายแวร์เป็นแบบโฆษณาน่ะค่ะ

00:38:53.804 --> 00:38:54.896
เอาไว้ก่อกวน

00:38:56.010 --> 00:38:58.999
มันก็จะโฆษณาเด้งขึ้นมา
นี่เราเรียก "สปายแวร์" นะคะ

00:39:02.479 --> 00:39:05.155
ถ้าเป็นสแปมเมลล่ะ เคยได้สแปมเมลไหมคะ

00:39:07.266 --> 00:39:11.191
หรือข้อความที่แบบส่งกระจายไป
ข้อความเยอะ ๆ น่ะ

00:39:11.932 --> 00:39:15.048
ส่งไปที่เมล ส่งไปที่โซเชียล(มีเดีย)นะ

00:39:17.715 --> 00:39:19.710
ส่วนมากแล้วจะเป็นเมลนะคะ

00:39:19.992 --> 00:39:24.039
ครูถึงบอกว่าถ้าเป็นเมล
ที่เราไม่รู้แหล่งที่มาน่ะลบทิ้งไปเลยนะคะ

00:39:27.234 --> 00:39:32.265
ต่อไป Phishing อันนี้พูดไปแล้วนะคะ
การทำ Phishing ก็คือการทำหน้าเว็บฯ ปลอม

00:39:32.974 --> 00:39:37.571
ถ้าผู้ใช้... ถ้าเราพิมพ์ URLตรง ๆ นะคะ

00:39:37.894 --> 00:39:39.519
เราจะไม่โดน Phishing

00:39:39.797 --> 00:39:43.043
แต่ถ้าเกิดเราไปคลิกลิงก์
เราจะมีโอกาสโดน Phishing ได้

00:39:43.321 --> 00:39:48.099
เพราะบางลิงก์บางเว็บฯ บางแอปฯ
มันจะยาว ๆ นะ เราไม่ได้สังเกตน่ะค่ะ

00:39:49.242 --> 00:39:55.133
อย่างเช่น ส่วนมากแล้ว
เขาจะทำกับพวกธุรกรรมออนไลน์นะคะ

00:39:55.166 --> 00:39:57.829
หน้า Phishing คือทำ URL ปลอมขึ้นมา

00:39:58.219 --> 00:40:00.822
แล้วบางคนไม่ได้สังเกต
เขาก็จะเอาลิงก์ไปแปะไว้

00:40:01.370 --> 00:40:05.383
พอขึ้นมาปุ๊บเราแทบดูไม่ออก
ว่าอันนี้มันคือหน้าปลอมหรือหน้าจริง

00:40:05.733 --> 00:40:09.771
ฉะนั้น วิธีสังเกต
คือ ให้ดูว่า URL มันถูกไหมนะคะ

00:40:10.208 --> 00:40:12.798
ทางที่ดีคือพิมพ์ URL เองนะคะ

00:40:14.750 --> 00:40:18.839
ส่วนมากแล้ว Phishing
เขาจะทำกับพวกระบบการเงินออนไลน์นะคะ

00:40:20.232 --> 00:40:26.048
คราวนี้การรักษาความปลอดภัยนะคะ
วิธีง่ายสุดเบสิกสุดเลยคือติดตั้ง Antivirus

00:40:28.469 --> 00:40:30.932
1. เครื่องควรติดตั้ง Antivirus เยอะไหม

00:40:41.476 --> 00:40:42.626
ไวรัสคือ Antivirus ค่ะ

00:40:45.415 --> 00:40:49.977
ตัว Antivirus มัน ก็คือฐานข้อมูลไวรัส
เหมือนเราฉีดวัคซีนน่ะ

00:40:51.588 --> 00:40:55.530
การฉีดวัคซีน
คือ การเอาเชื้อโรคเข้าไปในตัวเรา

00:40:55.738 --> 00:40:57.280
เชื้อนั้นน่ะเข้าไปในตัวเรา

00:40:57.802 --> 00:41:01.377
ปกติแล้วร่างกายมนุษย์
มันจะสร้างตัว Anti ขึ้นมานะ

00:41:02.139 --> 00:41:04.396
กับมันจะเรียนรู้เชื้อโรคตัวนี้น่ะค่ะ

00:41:04.463 --> 00:41:07.838
แล้วมันก็จะสร้างตัว Anti เชื้อโรคตัวนี้นะคะ

00:41:08.085 --> 00:41:11.017
ถามอย่างนี้ฉีดวัคซีน COVID แล้ว
ไม่เป็น COVID จริงไหม

00:41:12.460 --> 00:41:13.444
เป็นเหมือนเดิมค่ะ

00:41:15.447 --> 00:41:18.093
เพราะเชื้อที่ฉีดเข้าไปคือเชื้อโควิดนั่นล่ะนะคะ

00:41:18.427 --> 00:41:22.452
ฉะนั้น ร่างกายแต่ละคน
มันจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันนะคะ

00:41:23.415 --> 00:41:27.769
ฉะนั้นนะคะ การติดตั้ง Antivirus
ก็คือการติดตั้งไวรัสลงไปที่เครื่องเรา

00:41:27.793 --> 00:41:30.902
ให้เครื่องเราเรียนรู้ว่าอันนี้คือไวรัสนะคะ

00:41:31.085 --> 00:41:34.039
แต่ถ้าเกิดเป็นไวรัสตัวใหม่มันก็จะไม่รู้จัก

00:41:34.519 --> 00:41:38.441
ฉะนั้น ตัว Antivirus นี่
พอเราติดตั้งเสร็จ ติดตั้งตัวเดียวก็พอนะคะ

00:41:39.024 --> 00:41:44.508
เพราะว่าเวลาที่เครื่องทำงาน
เรา Boost เครื่องเสร็จนะ มันจะสแกนไวรัส

00:41:45.550 --> 00:41:49.139
ถ้าเราติดตั้งหลายตัว
โปรแกรมนี้ก็สแกน โปรแกรมนี้ก็สแกน

00:41:49.171 --> 00:41:50.849
โปรแกรม... อย่างนี้ค่ะสแกนทุกตัว

00:41:51.167 --> 00:41:53.645
มันจะทำให้เครื่องเรามันช้า
มันอืดนะคะ

00:41:54.018 --> 00:41:59.730
ฉะนั้น ติดตั้งตัวเดียว
แต่อัปเดตให้เป็นปัจจุบันนะคะ เอาทีละอัน

00:42:00.554 --> 00:42:02.657
มีเยอะแยะนะคะ โปรแกรม Antivirus

00:42:04.747 --> 00:42:06.629
ถ้าเป็นระบบเครือข่ายนะคะ

00:42:06.661 --> 00:42:10.552
ในวงของเครือข่าย
เขาก็จะติดตั้ง Firewall นะคะ

00:42:10.577 --> 00:42:11.859
รู้จัก Firewall ไหม

00:42:13.018 --> 00:42:17.728
Firewall System เป็นระบบตรวจสอบนะคะ

00:42:17.753 --> 00:42:21.999
คือ ถ้าเราเครื่องเราเครื่องเดียวนี่
เราไม่ต้องติดตั้ง Firewall ค่ะ

00:42:22.182 --> 00:42:26.496
แต่ถ้าเกิดเราต้องใช้เครือข่ายเชื่อมต่อเครือข่าย
ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปน่ะนะคะ

00:42:26.520 --> 00:42:29.673
หรือเป็นระบบของหน่วยงานอย่างนี้ค่ะ
ต้องตั้งติดตั้ง Firewall นะคะ

00:42:30.157 --> 00:42:36.071
เพื่อทำหน้าที่ป้องกันตรวจสอบ
หรือดักจับคนที่บุกรุกเข้ามานะคะ

00:42:38.124 --> 00:42:43.272
Firewall มันจะคอยติดตามไปด้วย
ว่าเข้ามาแล้วไปทำอะไร

00:42:43.296 --> 00:42:45.612
มันจะมีเก็บ Log File ไว้นะคะ

00:42:45.628 --> 00:42:49.104
เข้าไปดูข้อมูลตัวไหนบ้าง
มันก็จะมี Log File ให้นะคะ

00:42:49.532 --> 00:42:54.716
การติดตั้ง Filewall เราจะติดตั้ง
ระหว่างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับองค์กร

00:42:54.807 --> 00:42:57.089
Firewall จะติดตั้งตรงกลางค่ะ

00:42:58.286 --> 00:43:03.543
ของเส้นทางหลักในการเชื่อมต่อไปยังเครือข่าย
อันนี้คือการติดตั้ง Firewall นะคะ

00:43:04.877 --> 00:43:08.804
รวมถึงการ Encryption ข้อมูล
ก็ถือว่ามีความสำคัญนะคะ

00:43:09.050 --> 00:43:12.852
Encrypt หมายถึงการเข้ารหัสให้ข้อมูลนะคะ

00:43:12.876 --> 00:43:16.240
ปกติแล้วเวลาเราส่งข้อมูลหาเพื่อนในแช็ตนี่
เรา Encrypt ไหม

00:43:17.375 --> 00:43:18.753
ส่งรหัสไปด้วยไหมคะ

00:43:20.335 --> 00:43:23.637
เรานัดเพื่อนไปกินชาบู
ก็พิมพ์ไปตรง ๆ เลยนะ

00:43:24.049 --> 00:43:25.605
เพราะข้อมูลมันไม่ได้สำคัญอะไร

00:43:26.084 --> 00:43:30.508
แต่ถ้าเกิดเราจะส่งรหัสอะไรอย่างหนึ่งให้เพื่อนนี่

00:43:30.877 --> 00:43:35.946
การ Encrypt ข้อมูลวิธีที่ง่ายที่สุด
ก็คือการบวกหรือลบข้อมูลเพิ่มขึ้น

00:43:35.970 --> 00:43:39.504
เช่น มัณฑณาฝากเพื่อนกดสตางค์

00:43:40.523 --> 00:43:42.170
ก็เลยอยากบอกรหัสผ่านเพื่อน

00:43:42.646 --> 00:43:44.222
อันนี้คือการ Encrypt ข้อมูลนะคะ

00:43:45.340 --> 00:43:49.884
ปกติแล้วมัณฑนาตั้งรหัสไว้ 1111
เลข 1 4 ตัว

00:43:50.209 --> 00:43:57.058
แต่บอกเพื่อนว่าบวกไป 3 นะ รหัสผ่านฉันน่ะ
บวกไป 3 แต่ไม่ได้พิมพ์ในโซเชียลน่ะค่ะ

00:43:57.883 --> 00:43:59.768
แต่พิมพ์ในโซเชียลฯ ว่า 1111

00:44:01.666 --> 00:44:06.676
แต่การเข้ารหัสของเรา
คือ คุยกันรู้กันต้นทางกับปลายทางนี่นะคะ

00:44:07.041 --> 00:44:10.519
ว่าให้บวกไปอีก 3 หลักนะ อย่างนี้ค่ะ

00:44:10.876 --> 00:44:15.361
การ Encrypt เราทำได้ตั้งตัวเลข
และก็ตัวอักษรนะคะ

00:44:18.091 --> 00:44:23.025
เช่น แทนที่คนอื่นนะคะ แฮกโซเชียลฯ
เข้ามา แฮกไลน์เราเข้ามา

00:44:23.795 --> 00:44:27.790
รหัสเอทีเอ็มของมัณฑณา คือ 1111
พอไปกดมันไม่ได้

00:44:28.152 --> 00:44:30.077
เพราะจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ 1 4 ตัว

00:44:30.802 --> 00:44:32.393
จริง ๆ แล้วมันคือเลขอะไรคะ

00:44:34.660 --> 00:44:35.438
มันคือเลขอะไร

00:44:36.517 --> 00:44:37.049
No

00:44:39.565 --> 00:44:40.293
เลขอะไร

00:44:40.920 --> 00:44:43.851
เลข 4 4 ตัว
เพราะอะไรถึงเป็นเลข 4 4 ตัว

00:44:44.576 --> 00:44:46.552
เพราะเราคุยกันแล้วว่าให้บวกไป 3

00:44:46.959 --> 00:44:50.502
อันนี้คือการเข้ารหัสข้อมูลที่ง่ายที่สุดนะคะ

00:44:50.756 --> 00:44:56.431
ถ้าเป็นตัวอักษรเหมือนกันนะคะ
ให้นับไปอีก 3 ตัว อันนี้คือการเข้ารหัสนะคะ

00:44:57.269 --> 00:45:01.550
ก็จะรู้เฉพาะคนที่เข้ารหัสกับคนที่ถอดรหัสนะคะ

00:45:01.575 --> 00:45:03.489
คนอื่นมาอ่านก็จะเป็นเหมือนแบบนี้

00:45:03.640 --> 00:45:05.517
เป็นตัวที่ Ciphertext

00:45:05.671 --> 00:45:11.238
Ciphertext ก็คือข้อความที่มันอ่านไม่ออก
เป็นตัวขยักขย่อนนี่ค่ะ เป็นแบบนี้อ่านไม่ได้

00:45:11.665 --> 00:45:16.493
ปลายทางก็จะมีตัวถอดรหัส
เหมือนกับต้นทางเป็นคนล็อกกุญแจน่ะ

00:45:16.548 --> 00:45:19.902
ปลายทางก็จะมีลูกกุญแจสำหรับเปิดนะคะ

00:45:20.362 --> 00:45:22.566
อันนี้คือการเข้าและถอดรหัสง่ายสุด

00:45:26.847 --> 00:45:27.577
คราวนี้นะคะ

00:45:27.601 --> 00:45:31.363
การรักษาความปลอดภัยให้กับระบบคอมพิวเตอร์
อีกวิธีการหนึ่ง ก็คือการ Backup ข้อมูล

00:45:32.020 --> 00:45:33.702
เคยทำไหมคะ Backup ข้อมูล

00:45:35.201 --> 00:45:37.185
ควรทำให้เป็นนิสัย

00:45:37.827 --> 00:45:40.755
ตอนนี้เหมือนไม่มีอะไรสำคัญในชีวิต
ก็ไม่ Backup

00:45:41.366 --> 00:45:43.446
ทุกอย่างอยู่ในคอมพิวเตอร์หมดเลย

00:45:44.541 --> 00:45:45.200
เป็นไหมคะ

00:45:46.470 --> 00:45:50.563
เครื่องคอมพิวเตอร์นี่มันจะชอบแฮงค์
ชอบตาย ชอบเปิดไม่ได้วันไหน

00:45:53.431 --> 00:45:56.016
วันที่เราจะต้องไปทำเสนองานโปรเจกต์

00:45:56.387 --> 00:45:58.506
วันที่เราต้องไปนำเสนองานตัวนี้

00:45:58.901 --> 00:46:00.521
อาจารย์สั่งงานไปแล้ว 1 เดือน

00:46:00.648 --> 00:46:06.307
ทำมา 3-4 สัปดาห์ไม่เป็นอะไร
พอวันถึง... พอถึงวันไปนำเสนอคอมฯ ตาย

00:46:08.400 --> 00:46:09.878
คอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่...

00:46:13.374 --> 00:46:14.906
เป็นอะไรที่อธิยานไม่ได้นะ

00:46:15.988 --> 00:46:17.964
คือเวลาเกิดปัญหาขึ้นมานี่ค่ะ

00:46:18.618 --> 00:46:22.144
บางทีหายโดยไม่ต้องทำอะไร

00:46:24.806 --> 00:46:27.963
บางทีมันก็ไม่เป็นอะไร เปิดได้อยู่ดี ๆ

00:46:28.364 --> 00:46:34.946
แต่พอถึงวันสำคัญที่ต้องไปทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
ตายเสียอย่างนั้นนะคะ

00:46:35.489 --> 00:46:37.420
ทำอะไรนะ

00:46:37.445 --> 00:46:39.363
ทำโปรเจกต์มาตั้งเยอะอย่างนี้ค่ะ

00:46:39.804 --> 00:46:43.530
มั่นใจมากเก็บในโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ล่ะ
สมมตินะคะ

00:46:43.910 --> 00:46:47.667
เราก็ทำมาทั้งเทอม
ผ่านไป 4 เดือน 5 เดือน 6 เดือน

00:46:47.690 --> 00:46:49.979
พอวันที่ต้องไปสอบตายเสียอย่างนั้น

00:46:51.089 --> 00:46:53.359
แบบนี้นะคะ มันจะชอบเป็นแบบนี้

00:46:53.672 --> 00:46:58.524
เป็นเทคโนโลยีคอมฯ นี่
เป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้นะคะ

00:46:58.549 --> 00:46:59.736
อยากตายวันไหนก็ตาย

00:47:00.005 --> 00:47:03.484
ส่วนมากมันจะตายวันที่เราจะตายแล้วน่ะ

00:47:03.659 --> 00:47:04.817
เราก็จะตายแล้วน่ะ

00:47:05.325 --> 00:47:10.005
ไฟล์ใช้งานได้อยู่ดี ๆ เปิดได้อยู่ดี ๆ
พอต้องไปส่งตายเสียอย่างนั้นนะคะ

00:47:10.362 --> 00:47:12.306
ฉะนั้น วิธีการป้องกันนะคะ

00:47:12.331 --> 00:47:15.571
เราอย่าประมาทในชีวิต
ให้ Backup ข้อมูลเอาไว้นะคะ

00:47:16.349 --> 00:47:19.002
รุ่นพี่เราหลายคนเรียนไม่จบเพราะเหตุผลนี้ล่ะ

00:47:19.573 --> 00:47:23.469
มันใจมากคอมพิวเตอร์เครื่องนี้
ใช้มาตั้งแต่ปี 2 ครับ ปี 3 ปี 4

00:47:24.243 --> 00:47:28.685
พอวันที่จะมาส่งโปรเจกต์
คอมฯ ตายเสียอย่างนั้นนะคะ

00:47:29.026 --> 00:47:31.708
แล้วทำอย่างไรทีนี้
ทำมาแทบตายแล้วให้ไปทำใหม่

00:47:33.018 --> 00:47:37.159
1. ทำทันทีไหมทำใหม่
ทำใจเสียก่อน

00:47:38.956 --> 00:47:41.027
หนีออกจากโลกนี้ไป ไปอยู่โลกหน้า

00:47:41.880 --> 00:47:44.163
ทำใจได้ค่อยกลับมาไหม คราวนี้มันเสียเวลาไหม

00:47:44.591 --> 00:47:50.342
เราเขียนโปรแกรมไปตั้ง 3 เดือนแล้วน่ะ
เสร็จแล้วน่ะนะคะ

00:47:50.367 --> 00:47:53.511
ฉะนั้น อย่างประมาทในชีวิต
Backup เอาไว้

00:47:53.971 --> 00:47:56.389
บางคนนะคะ เหมือนจะฉลาด

00:47:56.472 --> 00:48:00.557
ทีนี้งานอยู่ที่ Drive D ใช่ไหม
Backup เอาไว้ Drive C

00:48:01.071 --> 00:48:02.936
Backup เอาไว้ Drive E นะคะ

00:48:03.637 --> 00:48:05.678
ก็ฮาร์ดดิสก์ตัวนี้มันตายน่ะนึกออกไหม

00:48:08.392 --> 00:48:12.677
คุณจะ Backup อย่างไร
ให้ข้อมูลปลอดภัย บอกมา

00:48:15.394 --> 00:48:17.695
เอาไว้ที่อื่น โอ.เค.

00:48:17.719 --> 00:48:19.198
เอาไว้ไม่ก็เอาไว้ที่ Cloud นะ

00:48:21.233 --> 00:48:23.313
อย่า Backup ไว้ในเครื่องเดียวกันค่ะ

00:48:23.585 --> 00:48:25.423
อย่าฉลาดแบบนั้นนะคะ

00:48:25.447 --> 00:48:31.163
เพราะสุดท้ายพอฮาร์ดดิสก์มันเจ๊ง
มันเจ๊งหมดเลยนะคะ Backup ไว้ที่อื่น

00:48:34.851 --> 00:48:36.462
ไม่ใช่เครื่องเพื่อนมันไว้ใจได้หรือเปล่า

00:48:38.144 --> 00:48:38.474
จบ

00:48:42.971 --> 00:48:44.225
มีคำถามไหมคะ บทนนี้

00:48:46.772 --> 00:48:47.613
ไม่ต้องค่ะ

00:48:48.227 --> 00:48:50.270
เพราะว่าแบบฝึกหัดทำครบแล้ว

00:48:53.323 --> 00:48:56.905
มีคำถามไหมถามมา
ถ้าไม่ถามครูจะให้นำเสนองาน

00:48:58.056 --> 00:49:01.249
ไม่เคยสงสัยอะไรเลย
ตอนทำข้อสอบให้เป็นเช่นนี้นะ

00:49:05.861 --> 00:49:06.682
สงสัยว่า

00:49:17.210 --> 00:49:17.913
ถามว่า

00:49:20.297 --> 00:49:25.928
ไวรัสคอมพิวเตอร์
ประเด็นจะอยู่ตรงที่ไวรัสจะต้องมีพาหะนำ

00:49:26.739 --> 00:49:31.631
เอาอย่างนี้ไอ้ 3 ตัวนั้นน่ะ
มันมีไวรัส, เวิร์ม แล้วก็โทรจันฮอร์ส

00:49:31.846 --> 00:49:35.243
ลักษณะเด่นของมัน
ไวรัสมันไม่สามารถแพร่กระจายตัวได้เอง

00:49:35.640 --> 00:49:37.155
จนกว่าเราจะไปคลิก

00:49:38.707 --> 00:49:41.487
ลักษณะเด่นของมัน
คือ เราต้องไปทำอะไรกับมันน่ะค่ะ

00:49:41.932 --> 00:49:47.817
ถ้ามันอยู่นิ่ง ๆ มีคนส่งเมลไวรัสมาให้เรา
เรากดลบทิ้ง เครื่องเราไม่ติดไวรัส

00:49:48.405 --> 00:49:52.238
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปคลิก
อยากดูน่ะ

00:49:52.727 --> 00:49:57.049
ปุ๊บมันจะสำเนาตัวเองปึ๊บลงไป
อันนั้นคือไวรัสนะคะ

00:49:57.073 --> 00:50:01.088
มันจะเป็นเขาเรียกอะไรล่ะ
ไวรัสมันไม่สามารถทำงานได้เอง

00:50:01.422 --> 00:50:03.318
จนกว่าเราจะไปทำอะไรกับมัน

00:50:04.025 --> 00:50:05.770
แต่ถ้าเป็นเวิร์มอันนี้ต่างกัน

00:50:06.258 --> 00:50:07.363
ติดเวิร์มปุ๊บนี่

00:50:07.742 --> 00:50:10.749
ลักษณะเด่นของเวิร์ม
เวิร์มนี่มันจะหนักกว่าไวรัส

00:50:10.773 --> 00:50:15.606
ฉะนั้น ลักษณะที่มันเกิดขึ้นกับคอมฯ นี่
เราต้องแยกให้ออกว่ามันคืออะไร

00:50:15.686 --> 00:50:17.698
อย่าเรียกว่า "ไวรัส" เหมารวมไป

00:50:18.154 --> 00:50:21.006
ถ้าเป็นเวิร์มนะคะ
เราไม่ต้องทำอะไรกับมันค่ะ

00:50:21.546 --> 00:50:25.470
แค่เครื่องเราติดเวิร์มปุ๊บนี่
มันจะสำเนาตัวเอง...

00:50:25.921 --> 00:50:30.745
ทำให้พื้นที่ความจำพื้นที่เก็บข้อมูลของเราเต็มเร็ว

00:50:31.834 --> 00:50:36.063
ข้อมูลบางอย่างโดนลบไป
หรือเครื่องดับไป

00:50:37.939 --> 00:50:40.303
มันจะลบเลย ลบข้อมูลหรือสำเนาตัวเอง

00:50:41.791 --> 00:50:45.396
ในเครื่องเรา คือหน่วยความจำมันเต็มน่ะ
มันก็ทำอะไรไม่ได้

00:50:46.233 --> 00:50:49.409
อันนี้ คือ เวิร์มซึ่งมันจะรุนแรงกว่าไวรัส

00:50:50.885 --> 00:50:52.385
คราวนี้ถ้าเป็นโทรจันฮอร์ส

00:50:54.095 --> 00:50:56.149
ม้าโทรจันมันทำงานอย่างไรนะจักรพันธ์

00:50:56.522 --> 00:50:57.935
ไอ้ม้าตัวใหญ่ ๆ น่ะทำอย่างไรนะ

00:51:00.249 --> 00:51:01.432
Troy น่ะมันทำงานอย่างไร

00:51:02.487 --> 00:51:07.408
มันจะหลบอยู่ในอยู่ในม้าตัวนั้นนะ
ก็เลยเรียก "โทรจันฮอร์ส"Trojan Horse

00:51:07.483 --> 00:51:09.755
เรื่องอะไรนะ Troy Troy ใช่ไหม

00:51:11.517 --> 00:51:14.299
มันจะหลบอยู่ในเครื่องเรา

00:51:14.779 --> 00:51:19.655
จนกว่าถึงเวลาที่คนที่ควบคุมมันน่ะ
สั่งการ

00:51:20.525 --> 00:51:23.038
อันนี้คือลักษณะของ 3 ตัวนี้

00:51:23.859 --> 00:51:26.541
ซึ่งมันต่างกัน โอ.เค. นะ

00:51:26.791 --> 00:51:29.457
มันจะมีโจทย์มาค่ะ แต่ครูไม่มั่นใจว่าโจทย์

00:51:30.346 --> 00:51:33.595
คือ บทหนึ่งน่ะเรื่องหนึ่ง
เขาจะออกข้อสอบมาหลาย...

00:51:34.292 --> 00:51:35.303
เขาเรียกอะไรหลายโจทย์

00:51:35.866 --> 00:51:38.571
ครอบในเรื่องนี้น่ะค่ะ
อย่างเช่น ถามเรื่องไวรัสนี่

00:51:38.779 --> 00:51:41.901
จักรพันธ์อาจจะได้คำถามมาว่า

00:51:42.052 --> 00:51:46.640
"ลักษณะการแฝงตัวเข้าไปที่เครื่อง
รอเวลาเพื่อทำงาน" อันนี้เรียกว่าอะไร

00:51:48.378 --> 00:51:53.362
อัษฎาวุธอาจจะได้โจทย์
ว่าลักษณะโปรแกรมนะคะ

00:51:53.512 --> 00:51:58.562
ที่ติดตั้งที่เครื่องเราหรือมีคนส่งเมลมา
จะไม่ทำงานจนกว่าเราไปคลิก

00:51:59.072 --> 00:52:05.947
อันนี้คือพฤติกรรมของตัวของในตัวไหน

00:52:07.244 --> 00:52:13.280
มันก็จะมีไวรัสมีเวิร์มมีโทรจันมีอะไรก็ว่าไป
สแปม, สปายเมลอะไรก็ว่าไป

00:52:13.857 --> 00:52:19.519
เพราะฉะนั้น
เราต้องจำลักษณะเด่นของแต่ละตัวให้ได้นะคะ

00:52:20.345 --> 00:52:20.882
โอ.เค. นะ

00:52:24.666 --> 00:52:25.909
ถามเพิ่มเติมไหมคะ

00:52:28.431 --> 00:52:29.110
มีอีกไหม

00:52:32.784 --> 00:52:34.737
ถ้าไม่มีจะให้นำเสนองานแล้วนะ

00:52:36.285 --> 00:52:39.745
มาไหมกลุ่มที่ 1 Router

00:52:44.259 --> 00:52:46.838
ค่ะ กลุ่มที่ 1 Router มีใครบ้าง

00:52:47.917 --> 00:52:48.934
แนะนำสมาชิกด้วยนะ

00:52:49.747 --> 00:52:50.779
เชิญเลยค่ะ

00:54:29.804 --> 00:54:32.265
(นักศึกษา) สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับ

00:54:32.360 --> 00:54:35.095
วันนี้เราจะมานำเสนอเรื่อง...

00:54:38.523 --> 00:54:39.108
ขอสวัส...

00:54:40.969 --> 00:54:45.261
เรียนอาจารย์ รายวิชา
และเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับ

00:54:45.333 --> 00:54:47.388
วันนี้เราจะมานำเสนอเรื่อง Router ครับ

00:54:47.585 --> 00:54:52.396
สวัสดีครับผม นาย...
มีสมาชิก 5 ท่านดังนี้ครับ

00:54:53.261 --> 00:54:55.005
สวัสดีครับ ผมนายปรเมศร์ สารหงส์

00:54:55.958 --> 00:54:57.537
ผมนายนราวิชญ์ สกนธวัฒน์

00:54:58.844 --> 00:55:00.942
ผมนายอนุภาพ สุวรรณมาโจ

00:55:02.930 --> 00:55:05.930
สวัสดีครับผมนายทวิรัตน์ เหลารอดวันครับ

00:55:07.228 --> 00:55:10.288
(นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ
ดิฉันนางสาวศศิกานต์ โคตรสมบัติ ค่ะ

00:55:15.618 --> 00:55:16.086
ครับ

00:55:16.586 --> 00:55:17.545
Router คืออะไร

00:55:17.596 --> 00:55:24.283
Router คือ อุปกรณ์ชนิดหนึ่ง
ที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายอย่างหนึ่งนะครับ

00:55:26.835 --> 00:55:30.312
ซึ่งถ้าแปลความหมายของคำว่า "Rounter"
ก็คือถนนนั่นเองนะครับ

00:55:31.531 --> 00:55:36.428
ซึ่งการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับเราต์เตอร์

00:55:37.929 --> 00:55:43.689
จะทำให้เราสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
ได้มากกว่า 1 เครื่องในเวลาเดียวกัน

00:55:44.940 --> 00:55:47.595
ซึ่ง Router นั้นจะมีการที่ใช้ในการ...

00:55:49.162 --> 00:55:50.750
ที่ใช้ในการควบคุมการทำงาน

00:55:50.774 --> 00:55:54.528
เรียกว่า "Internetwork Operating System"
หรือ IOS

00:55:54.932 --> 00:55:59.311
และตัว Router จะมีช่อง
ที่ใช้เสียบต่อสายสัญญาณ

00:55:59.355 --> 00:56:01.328
เรียกว่า "Port" หรือ "LAN"

00:56:01.594 --> 00:56:03.428
โดยทั่วไปมักมี 4 Port นะครับ

00:56:04.344 --> 00:56:06.628
หรือมากกว่าใน Router 1 ตัวครับ

00:56:07.798 --> 00:56:09.895
คุณสมบัติ ของ Router นะครับ

00:56:10.556 --> 00:56:13.895
Router ทำหน้าที่คล้าย Switch

00:56:16.246 --> 00:56:19.874
ทำให้สามารถเชื่อมต่อได้หลายเครื่องพร้อมกัน

00:56:20.020 --> 00:56:27.465
2. Router บางรุ่นรองรับการทำงาน
Wire หรือ Wireless นะครับ

00:56:27.617 --> 00:56:28.005
3

00:56:28.030 --> 00:56:28.674
(อาจารย์) Wire หรือ Wireless

00:56:29.014 --> 00:56:29.995
(นักศึกษาชาย) Wire

00:56:30.777 --> 00:56:32.418
Wire หรือ Wireless ครับ

00:56:32.736 --> 00:56:36.216
3. เป็น ADSL ในตัว

00:56:36.300 --> 00:56:40.374
4. Firewall หรือ Firewall IP

00:56:40.398 --> 00:56:41.162
รอง...

00:56:41.442 --> 00:56:42.521
(อาจารย์) Firewall

00:56:43.101 --> 00:56:44.173
Firewall

00:56:44.244 --> 00:56:50.829
Firewall IP รับการทำงานเชื่อมต่อทางไกล
แบบมี Security

00:56:50.917 --> 00:56:52.984
5. มี Antivirus

00:56:53.083 --> 00:56:54.894
Router รุ่มใหม่บางรุ่นนะครับ

00:56:54.933 --> 00:56:56.859
มี Antivirus ฝังอยู่ด้วยครับ

00:57:00.663 --> 00:57:02.577
Router มี 4 ชนิดนะครับ

00:57:02.665 --> 00:57:05.498
ชนิดที่ 1 คือ Router ธรรมดาที่เราใช้กันทั่วไป

00:57:05.590 --> 00:57:09.266
กับ Modem Router, Wireless Router

00:57:09.690 --> 00:57:11.668
แล้วก็ Wireless Modem Router นะครับ

00:57:16.727 --> 00:57:17.785
Router นะครับ

00:57:17.955 --> 00:57:22.325
ประเภทนี้ คือ จะไม่สามารถ
เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วยตัวเอง

00:57:22.391 --> 00:57:25.258
จำเป็นต้องอุปการณ์เสริมในการเชื่อมต่อเพิ่มครับ

00:57:25.572 --> 00:57:31.050
แต่ข้อดี คือ จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และไม่ค่อยมีข้อผิดพลาดครับ

00:57:36.506 --> 00:57:37.736
Modem Router นะครับ

00:57:38.090 --> 00:57:42.495
ก็จะเห็นได้ทั่วไปการผสมระหว่าง
Modem กับ Router นะครับ

00:57:43.175 --> 00:57:49.584
ทำให้สบายในการใช้งาน โดย Modem Router
จะสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

00:57:52.128 --> 00:57:57.576
ได้ด้วยตัวเอง และสามารถกระจายข้อมูลมากมาย
ไปยังคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อได้ทันที

00:57:57.937 --> 00:58:01.370
โดย Modem Router
จะมี Port LAN มาให้ 4 Port ครับ

00:58:05.000 --> 00:58:10.278
ส่วน Wireless Modem Router นะครับ
เหมือนกับ Modem Router ทุกอย่างเลยนะครับ

00:58:11.282 --> 00:58:17.709
เพียงแต่สามารถปล่อยสัญญาณแบบไร้สาย
ให้กับเครื่องมือที่สามารถรองรับ

00:58:19.412 --> 00:58:22.879
สัญญาณแบบไร้สาย
จะมี Port LAN มาให้ 4 Port ครับ

00:58:24.121 --> 00:58:26.144
และมีสัญญาณ Wifi ให้ 2 เสาครับ

00:58:28.315 --> 00:58:32.869
อาจจะมี 4-6 เสา
แล้วแต่รุ่นในการใช้งานของ Router ครับ

00:58:33.785 --> 00:58:36.662
มีความคล่องตัวและเป็นที่นิยมในปัจจุบันครับ

00:58:42.845 --> 00:58:45.203
(นักศึกษาหญิง) ค่ะ หลักการทำงานของ Router

00:58:45.724 --> 00:58:51.415
หน้าที่หลักของ Router นั้น
คือ การส่งข้อมูลในช่องทางที่ดีที่สุด

00:58:51.514 --> 00:58:54.940
กับปลายทางที่มีการระบุไว้ใน Packet ข้อมูล

00:58:55.214 --> 00:59:02.049
โดยการทำงานของ Router จะใช้โปรโตคอลที่
ทำงานในระดับบนหรือ Layer 3 ขึ้นไป

00:59:02.074 --> 00:59:04.567
เช่น IP และ IPX เป็นต้น

00:59:04.726 --> 00:59:11.190
เมื่อมีการส่งข้อมูลให้กับ Router
ในรูปแบบของ Layer 2 คือ Data Link Layer

00:59:11.804 --> 00:59:17.445
Router ก็จะทำการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับ

00:59:17.512 --> 00:59:20.713
ว่าเป็นข้อมูลที่ใช้โปรโตคอลระดับใด

00:59:21.587 --> 00:59:24.912
และหาปลายทางที่ต้องการส่งข้อมูล

00:59:25.229 --> 00:59:29.328
เมื่อทำการตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย
Router จะส่งข้อมูลไปยังปลายทาง

00:59:29.577 --> 00:59:32.463
ซึ่งถือว่าจบกระบวนการทำงานของ Router

00:59:36.579 --> 00:59:37.745
Wireless Router

00:59:38.271 --> 00:59:43.149
เป็น Router ที่ไม่สามารถ
เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วยตัวเอง

00:59:43.173 --> 00:59:44.736
เช่นเดียวกับ Router

00:59:46.171 --> 00:59:47.322
ไม่มี Wireless หรือ

00:59:55.517 --> 00:59:56.890
(นักศึกษาชาย) Wireless Router
(นักศึกษาหญิง) หรือ

01:00:02.456 --> 01:00:03.194
4 ประเภทไหน

01:00:05.839 --> 01:00:07.688
(อาจารย์) ย้อนกลับไป
ประเภท Router มีอะไรบ้าง

01:00:08.352 --> 01:00:13.074
(นักศึกษาชาย) มี Modem Router,
Wireless Modem Router, Wireless Router

01:00:15.543 --> 01:00:17.370
(นักศึกษาหญิง) หลักการทำงานของ Router

01:00:18.380 --> 01:00:18.799
แล้วก็...

01:00:19.711 --> 01:00:21.782
[เสียงไม่ชัดเจน]

01:00:22.038 --> 01:00:24.768
(นักศึกษาหญิง) อ่านก่อนแล้วก็กลับหลัง
อย่างนี้หรือ

01:00:26.654 --> 01:00:27.747
ต้องอ่านใหม่ใช่ไหม

01:00:28.272 --> 01:00:29.218
เอาใหม่ ๆ

01:00:31.020 --> 01:00:35.620
Wireless Router เป็น Router
ที่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง

01:00:36.599 --> 01:00:37.787
เช่นเดียวกับ Router

01:00:38.282 --> 01:00:43.763
แม้กระนั้นสำหรับแบบนี้
จะสามารถกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต

01:00:44.346 --> 01:00:47.589
ที่ได้รับด้วยระบบไม่มีสาย

01:00:47.855 --> 01:00:50.495
หรือว่า Wireless ได้

01:00:50.566 --> 01:00:56.093
และยังกระจายสัญญาณผ่านสายนำสัญญาณ
จาก Port LAN ทั้ง 4 Port

01:00:56.422 --> 01:01:00.828
ที่ไม่มีการติดตั้งมากับตัวเครื่อง
เมื่อได้พร้อม...

01:01:01.627 --> 01:01:02.912
เมื่อได้พร้อมด้วย

01:01:05.183 --> 01:01:09.952
นอกจากจะเป็น Wireless Router แล้ว

01:01:10.024 --> 01:01:13.828
Router ประเภทยังสามารถ...

01:01:17.896 --> 01:01:19.912
เป็น Access Point ได้ด้วย อ่านแล้วงง

01:01:23.623 --> 01:01:25.537
หลักการทำงานของ Router

01:01:27.054 --> 01:01:31.659
หน้าทีหลักของ Router นั้น
ก็คือการส่งข้อมูลไปยังช่องทางที่ดีที่สุด

01:01:31.723 --> 01:01:35.972
ให้กับปลายทางที่มีการระบุไว้
ใน Package ข้อมูล

01:01:36.409 --> 01:01:44.021
โดยการทำงานของ Router จะใช้โปรโตคอล
ที่ทำงานในระดับบนหรือ layer 3 ขึ้นไป

01:01:44.072 --> 01:01:46.303
เช่น IP และ IPX เป็นต้น

01:01:46.823 --> 01:01:53.230
เมื่อมีการส่งข้อมูลให้กับ Router
ในรูปแบบของ Layer 2 คือ Data Link Layer

01:01:53.774 --> 01:01:59.549
Routerก็จะทำการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับ
ว่าเป็นข้อมูลที่ใช้โปรโตคอลระดับใด

01:02:00.339 --> 01:02:05.912
และเพื่อหาปลายทางที่ต้องการหาข้อมูล
เมื่อทำการตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย

01:02:06.074 --> 01:02:08.487
Router ก็จะส่งข้อมูลไปยังปลายทาง

01:02:08.760 --> 01:02:13.542
ซึ่งถือว่ากระบวนการทำงานของ Router
เสร็จสมบูรณ์

01:02:14.260 --> 01:02:15.701
จบการทำงานของ Router

01:02:23.275 --> 01:02:25.037
(นักศึกษาชาย) ข้อดีของ Router นะครับ

01:02:26.102 --> 01:02:30.703
Router เป็นอุปกรณ์ที่จัดความเรียบร้อย
ของเครือข่าย

01:02:30.727 --> 01:02:35.569
และจัดการเชื่อมโยงของเครือข่าย
ที่มีความหลากหลายได้นะครับ

01:02:37.912 --> 01:02:43.323
1. Router สามารถช่วยเพิ่มการใช้งาน
ของระบบเครือข่ายได้

01:02:43.386 --> 01:02:48.019
เพราะ Router ตัวหนึ่งสามารถเชื่อมต่อ
กับคอมพิวเตอร์ได้มากกว่า 1 เครื่องครับ

01:02:49.412 --> 01:02:54.559
2. Router สามารถปล่อยสัญญาณ
Wifi หรือ Wireless ได้

01:02:55.372 --> 01:02:59.832
และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำสายสัญญาณ

01:02:59.991 --> 01:03:02.662
และทำให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งาน

01:03:03.197 --> 01:03:08.724
นอกจากนั้น Router ยังมีความปลอดภัยของข้อมูล
ที่ส่งผ่าน Wireless อีกด้วยครับ

01:03:10.712 --> 01:03:17.706
3. Router บางรุ่น
มีการติดตั้งโปแกรมป้องกันไวรัสด้วยนะครับ

01:03:19.087 --> 01:03:20.954
ทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน

01:03:20.997 --> 01:03:24.533
นอกจากนั้น Router สามารถป้องกันข้อมูล
ที่ส่งผ่าน Router ได้

01:03:24.568 --> 01:03:29.912
ด้วยการเลือกซื้อ Router
ตามลักษณะการใช้งาน

01:03:30.116 --> 01:03:33.373
ส่วนมากจะนิยมเป็น
Wireless Modem Router นะครับ

01:03:34.401 --> 01:03:36.553
ซึ่งมีความสามารถครบครัน โดยส่วนมากนะครับ

01:03:37.728 --> 01:03:42.370
โดยส่วนมาก Router ประเภทนี้
จะถูกเรียกว่า "All in One"

01:03:43.633 --> 01:03:50.180
เพราะมีสามารถที่เป็นได้ทั้ง Modem Router
และตัวกระจายสัญญาณ Wireless ภายในตัวเดียว

01:03:51.569 --> 01:03:55.102
ที่สำคัญราคาของ Router ประเภทนี้
ก็ไม่ได้แพงมากครับ

01:03:56.646 --> 01:03:58.174
ข้อเสียของ Router นะครับ

01:03:58.984 --> 01:04:01.787
Router ทำงานภายใต้ OSI เท่านั้น

01:04:02.184 --> 01:04:05.912
และจะไม่ติดต่อหรือส่งข้อมูล
ในรูปแบบของโปรโตคอลที่ไม่รู้จัก

01:04:06.564 --> 01:04:09.080
แล้วก็ข้อ 2 นะครับ

01:04:10.473 --> 01:04:13.328
ราคาแพงกว่า Switch แล้วก็ Hub ครับผม

01:04:48.781 --> 01:04:52.828
คือ รูปแบบการรับส่งข้อมูล
ระหว่าอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายครับ

01:05:27.588 --> 01:05:29.412
ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ครับ

01:06:40.848 --> 01:06:44.101
(นักศึกษาชาย) ก็บางคนก็หาข้อมูลครับ

01:06:44.597 --> 01:06:46.960
บางคนก็ทำสไลด์ครับ

01:06:50.565 --> 01:06:53.753
แล้วก็แบ่งนำเสนอด้วยกันทั้งหมดครับ

01:06:55.924 --> 01:06:56.652
ขอบคุณครับ

01:08:20.474 --> 01:08:20.910
(นักศึกษาชาย) ครับผม

01:08:23.656 --> 01:08:25.830
สวัสดีอาจารย์ประจำรายวิชานะครับ

01:08:25.969 --> 01:08:29.428
แล้วก็เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทุกคนด้วยนะครับผม

01:08:29.862 --> 01:08:31.027
วันนี้ครับ กลุ่มพวกเรานะครับ

01:08:31.085 --> 01:08:34.494
ก็ต่อจากกลุ่มเมื่อกี้เลยนะครับ
เป็นเรื่องของ Modem นะครับ

01:08:35.187 --> 01:08:36.412
ก็ผมนะครับ

01:08:36.457 --> 01:08:37.961
นายอัษฎาวุธ ยางธิสาร ครับ

01:08:45.969 --> 01:08:47.300
(นักศึกษาหญิง) ค่ะ สวัสดีค่ะ

01:08:47.332 --> 01:08:50.162
ดิฉันชื่อนางสาวสิตาพร วงศ์ษา นะคะ

01:08:51.897 --> 01:08:52.920
(นักศึกษาหญิง) ค่ะ สวัสดีค่ะ

01:08:52.975 --> 01:08:55.162
ดิฉันนางสาวมัณฑนา วงษ์สูงเนิน ค่ะ

01:09:07.458 --> 01:09:09.420
ครับผม Modem นะครับ

01:09:09.515 --> 01:09:13.390
Modem นะครับ
ก็จะเป็นคำที่ย่อมากจากคำ 2 คำนะครับ

01:09:13.426 --> 01:09:15.978
คำว่า "Mo" แล้วก็ "DEM" นะครับ

01:09:16.367 --> 01:09:19.522
ในคำว่า Mo นะครับ
ที่ย่อมาจากคำว่า "Modulation" นะครับ

01:09:19.575 --> 01:09:22.469
ก็จะเป็นการแปลงสัญญาณดิจิทัลนะครับ

01:09:22.560 --> 01:09:26.133
จากเครื่องคอมพิวเตอร์ในต้นทาง
ให้เป็นสัญญาณ Analog

01:09:26.158 --> 01:09:29.188
เพื่อส่งไปยังสายที่เป็น...

01:09:29.243 --> 01:09:32.711
ที่เป็น Dem นะครับ
หรือย่อมาจาก Demodulation นะครับ

01:09:32.905 --> 01:09:36.590
Demodulation นี่นะครับ
จะเป็นการสลับกันนะครับ

01:09:36.695 --> 01:09:39.756
ก็จะเป็นการแปลงสัญญาณ Analog ครับ

01:09:40.257 --> 01:09:41.669
ให้เป็นสัญญาณดิจิทัลนะครับ

01:09:41.717 --> 01:09:45.218
เพื่อที่จะส่งกลับมายังเครื่องคอมพิวเตอร์นะครับ

01:09:45.262 --> 01:09:47.046
ก็เหมือนดังรูปนะครับ

01:09:47.129 --> 01:09:48.740
ประเภทของ Modem นะครับ

01:09:48.801 --> 01:09:50.083
จะมีอยู่ 2 ประเภทนะครับ

01:09:50.108 --> 01:09:54.304
ได้แก่ External Modem นะครับ
หรือว่าเป็น Modem ชนิดติดตั้งภายนอกนะครับ

01:09:54.545 --> 01:09:57.546
แล้วก็ Internal Modem นะครับ

01:09:57.583 --> 01:10:00.162
หรือว่าเป็น Modem ชนิดกับติดต่อภายในนะครับ

01:10:00.537 --> 01:10:03.620
มาเริ่มกันที่ Modem ชนิดติดตั้งภายนอกนะครับ

01:10:03.969 --> 01:10:05.918
ก็จะต่อกับซีเรียลพอร์ตนะครับ

01:10:05.973 --> 01:10:10.733
โดยใช้หัวต่อเป็น DB-25 นะครับ
หรือว่า DB-9 นะครับ

01:10:10.848 --> 01:10:12.848
ต่อกับ Com1, Com2 นะครับ

01:10:12.899 --> 01:10:15.597
ที่เราเรียกกันหรือว่าช่อง USB นั่นเองนะครับ

01:10:16.174 --> 01:10:17.080
ข้อดีนะครับ

01:10:17.318 --> 01:10:21.170
ข้อดีของ Modem ชนิดติดตั้งภายนอกนี่

01:10:21.210 --> 01:10:22.911
ก็เคลื่อนย้ายได้สะดวกนะครับ

01:10:22.980 --> 01:10:24.757
ติดตั้งได้ง่าย ไม่เปลือง Slot นะครับ

01:10:25.158 --> 01:10:26.412
ส่วนข้อเสียนะครับ

01:10:26.762 --> 01:10:29.114
ในการใช้ Modem นี่นะครับ

01:10:29.225 --> 01:10:33.941
ก็จะต้องเสีย Port ไป 1 Port นะครับ
ทำให้ต้องเสียไฟเลี้ยงเยอะมากขึ้นนะครับ

01:10:34.024 --> 01:10:38.040
ทำให้ต้องมีกำลังในการจ่ายไฟ
ของ Power Supply ครับ

01:10:38.123 --> 01:10:39.795
ต้องซัพพอร์ตด้วยครับผม

01:10:40.460 --> 01:10:45.230
ส่วน Modem ชนิดติดตั้งภายนอกนะครับ
หรือว่า Internal Modem นะครับ

01:10:45.766 --> 01:10:47.136
Modem ลักษณะนี้นะครับ

01:10:47.247 --> 01:10:51.412
จะเสียบติดกับ Slot
ที่อยู่ภายใน PC ของตัวเครื่องเลยนะครับ

01:10:51.854 --> 01:10:54.578
จะใช้เฉพาะใน PC เท่านั้นนะครับ

01:10:54.635 --> 01:10:58.600
ไม่สามารถใช้กับโน้ตบุ๊กได้นะครับ
ใน Modem ชนิดนี้

01:10:58.949 --> 01:10:59.828
ก็ข้อดีนะครับ

01:10:59.958 --> 01:11:06.014
ก็ใช้ไฟเลี้ยงน้อยนะครับ
สำหรับเครื่องสเปคต่ำ ๆ นะครับ

01:11:06.086 --> 01:11:07.412
แล้วก็ราคาถูกนะครับ

01:11:07.632 --> 01:11:09.995
ส่วนข้อเสียนี่คือจะเป็นการ...

01:11:10.033 --> 01:11:14.591
คล้าย ๆ ว่าจะแกะติดตั้งได้ยากนะครับ

01:11:14.713 --> 01:11:21.247
เพราะว่ามันต้องติดตั้งบนภายใน ถ้าจะถอดออก
ก็ต้องถอดพวกเคส ถอดบน PC ออกมาเลยนะครับ

01:11:22.840 --> 01:11:24.623
คุณลักษณะที่แตกต่างของ Modem นะครับ

01:11:24.659 --> 01:11:25.925
ก็จะมีดังนี้นะครับ

01:11:26.230 --> 01:11:28.162
ความเร็วการรับส่งสัญญาณนะครับ

01:11:28.242 --> 01:11:30.096
ความสามารถในการบีบอัดข้อมูล

01:11:30.315 --> 01:11:34.298
ความสามารถในการเป็นโทรสารนะครับ

01:11:34.397 --> 01:11:35.912
ความสามารถในการควบคุม

01:11:36.402 --> 01:11:37.387
ความผิดพลาดนะครับ

01:11:37.412 --> 01:11:41.995
ออกแบบใช้งานภายในแล้วก็ภายนอกนะครับ
แล้วก็เป็นโทรศัพท์ได้นะครับผม

01:11:43.103 --> 01:11:47.702
มาเริ่มกันที่การความเร็ว
ในการรับส่งข้อมูลนะครับ

01:11:48.066 --> 01:11:50.143
อัตรานะครับ หรือว่า Late นะครับ

01:11:50.552 --> 01:11:53.881
ที่ Modem สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้นี่ครับ

01:11:53.940 --> 01:11:59.778
จะนับกันแบบบิตต่อวินาที
หรือว่ากิโลบิตต่อวินาทีนะครับ

01:11:59.962 --> 01:12:03.078
ในการนับของความเร็วของ Modem นี่

01:12:03.770 --> 01:12:06.317
จะตัดเลข 0 ออกไปนะครับ

01:12:06.439 --> 01:12:09.827
เหมือนว่า 50,000 bps นี่ครับ

01:12:09.852 --> 01:12:14.495
ก็จะไปย่อไปที่ 50,000 K ประมาณนี้

01:12:14.561 --> 01:12:17.150
50 K ใช่ครับ

01:12:19.157 --> 01:12:22.612
ส่วนความในส่วนที่ 2 นะครับ

01:12:22.636 --> 01:12:24.281
ความสามารถที่บีดอัดข้อมูลนะครับ

01:12:24.625 --> 01:12:27.437
Modem นี่สามารถส่งออกได้นะครับ

01:12:27.520 --> 01:12:30.931
โดยการที่ขนาดบีบอัดข้อมูลนี่

01:12:30.955 --> 01:12:32.922
จะบีบอัดข้อมูลก่อนส่งไป

01:12:33.017 --> 01:12:38.653
ทำให้การส่งข้อมูลนี่ ทำให้ราบลื่น
แล้วก็ส่งได้ทีละจำนวนมาก ๆ นะครับ

01:12:39.853 --> 01:12:40.705
ส่วนต่อไปนะครับ

01:12:42.301 --> 01:12:44.294
ความสามารถในการเป็นโทรสารนะครับ

01:12:44.718 --> 01:12:46.245
ใน Modem รุ่นใหม่ ๆ นะครับ

01:12:46.325 --> 01:12:50.578
สามารถส่ง Fax ได้ สามารถตอบกลับได้นะครับ

01:12:50.916 --> 01:12:56.353
แต่รุ่นเก่า ๆ นี่คือไม่สามารถส่งเป็น Fax ได้
หรืออะไรครับ

01:12:56.403 --> 01:13:00.124
แต่ตอนนี้คือเป็นทั้งเครื่องพิมพ์
หรือว่าเครื่องพรินต์ได้ในตัวเดียวกันครับ

01:13:04.406 --> 01:13:06.870
(นักศึกษาหญิง)
ความสามารถในการควบคุมความผิดพลาดนะคะ

01:13:06.932 --> 01:13:11.787
Modem จะใช้วิธีการควบคุมความผิดพลาด
Error Control ต่าง ๆ มากมาย

01:13:12.045 --> 01:13:17.568
หลายวิธีในการตรวจสอบเพื่อการยืนยัน
ว่าจะไม่มีข้อมูลใด ๆ สูญหายไป

01:13:17.620 --> 01:13:21.207
ระหว่างส่งถ่ายข้อมูลอีกเครื่องหนึ่ง
ไปยังอีกเครื่องหนึ่งค่ะ

01:13:23.509 --> 01:13:25.596
ออกแบบใช้ได้ทั้งภายนอกและภายใน

01:13:25.620 --> 01:13:28.077
Modem ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปนะคะ

01:13:28.327 --> 01:13:31.953
จะมีอยู่ 2 รูปแบบ
คือ Modem แบบติดตั้งภายนอก

01:13:32.667 --> 01:13:34.699
External Modem

01:13:34.803 --> 01:13:38.245
และแบบติดตั้งภายใน Internal Modem ค่ะ

01:13:39.334 --> 01:13:44.693
ใช้เป็นโทรศัพท์ได้ Modem บางรุ่น
มีการใส่วงจรโทรศัพท์ธรรมดาเข้าไป

01:13:44.924 --> 01:13:48.370
พร้อมกับความสามารถในการสื่อสารข้อมูล
และโทรสารด้วยค่ะ

01:13:53.789 --> 01:13:55.462
ค่ะ สำหรับ...

01:13:57.315 --> 01:14:00.193
ค่ะ สำหรับใช้ Modem ทำอะไรได้บ้างนะคะ

01:14:00.514 --> 01:14:07.155
สามารถพบปะพูดคุย, ใช้บริการต่าง ๆ
จากที่บ้าน, เข้าท่องไปบนอินเทอร์เน็ตค่ะ

01:14:07.528 --> 01:14:09.953
เข้าถึงบริการออนไลน์ได้

01:14:12.197 --> 01:14:16.078
ดาวน์โหลดข้อมูล, รูปภาพ
โปรแกรม Shereware ได้ค่ะ

01:14:17.033 --> 01:14:18.422
ส่ง...

01:14:18.811 --> 01:14:22.035
รับส่งโทรสารได้ ตอบรับโทรศัพท์ได้

01:14:27.717 --> 01:14:28.495
ขอบคุณค่ะ

01:14:31.108 --> 01:14:33.451
การเลือกซื้อ Modem นะคะ

01:14:33.641 --> 01:14:36.350
เข้ากันได้กับระบบคอมพิวเตอร์ของคุณไหม

01:14:36.528 --> 01:14:40.924
เข้ากันได้กับระบบทำงาน OS
ของคอมพิวเตอร์ของคุณหรือเปล่า

01:14:41.206 --> 01:14:43.372
ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ

01:14:44.312 --> 01:14:46.476
เป็น Modem ภายนอกหรือภายใน

01:14:46.552 --> 01:14:50.482
การบีบอัดข้อมูล
ความสามารถในการควบคุมการผิดพลาด

01:14:50.827 --> 01:14:53.785
รับส่งโทรสารได้ ซอฟต์แวร์สื่อสาร

01:14:58.312 --> 01:15:00.620
สิ่งที่ใช้ร่วมกับโมเดมนะคะ

01:15:00.964 --> 01:15:03.578
ซอฟต์แวร์สื่อสาร Port อนุกรม

01:15:03.929 --> 01:15:05.759
Fast UART

01:15:05.930 --> 01:15:09.516
เป็น Chip อันหนึ่งที่ติดตั้งของคอมพิวเตอร์

01:15:09.711 --> 01:15:13.204
เพื่อควบคุมการไหลของข้อมูลเข้าและออก

01:15:14.037 --> 01:15:15.613
จาก Port อนุกรม

01:15:15.974 --> 01:15:17.203
Serial Cable

01:15:17.455 --> 01:15:22.953
เป็น Cable ที่นำมาต่อ Modem
กับ Port อนุกรมของคอมพิวเตอร์

01:15:23.379 --> 01:15:29.245
ต้องตรวจสอบดูว่าเป็นต้อง Connecter
แบบ 9 ขา หรือ 25 ขาค่ะ

01:15:30.110 --> 01:15:31.289
Expansion Slot

01:15:32.122 --> 01:15:35.811
ถ้า Modem เป็นแบบติดตั้งภายนอก ขอโทษค่ะ

01:15:36.007 --> 01:15:38.856
ถ้า Modem เป็นแบบติดตั้งภายใน

01:15:39.034 --> 01:15:46.742
จะต้องมี Expansion Slot ใช้งานโดย
จะต้องถอดฝาครอบตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ออก

01:15:46.792 --> 01:15:51.745
และติดตั้ง Modem
ลงไปบน Expansion Slot ขอบคุณค่ะ

01:16:01.221 --> 01:16:02.531
(นักศึกษาชาย) ครับ ไปอีกก็ได้

01:16:04.649 --> 01:16:07.179
ครับผม มีอะไรจะสอบถามไหมครับ

01:16:12.197 --> 01:16:12.828
ย้อนกลับไป

01:16:12.977 --> 01:16:14.953
[เสียงไม่ชัดเจน]

01:16:15.316 --> 01:16:15.816
(อาจารย์) อันนี้ ๆ

01:16:15.917 --> 01:16:16.453
(นักศึกษาชาย) ด้าน...

01:16:17.532 --> 01:16:18.370
รายชื่อ

01:16:22.171 --> 01:16:25.522
Modem ในเครือข่ายก็หลัก ๆ
คือ แปลงสัญญาณครับ

01:16:25.660 --> 01:16:28.828
แปลงสัญญาณดิจิทัลนี่ครับ
เป็นสัญญาณ Analog

01:16:29.275 --> 01:16:35.045
เพื่อส่งไปยังปลายทางน่ะครับ
จากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยสายโทรศัพท์นะครับ

01:16:36.282 --> 01:16:42.117
ถ้าจะแปลงกลับก็อาจจะเป็นส่วนของ Dem น่ะครับ

01:16:42.226 --> 01:16:44.763
ที่ย่อมาจาก Demodulation น่ะครับ

01:16:45.187 --> 01:16:48.191
จะแปลงสัญญาณ Analog เป็นดิจิทัลกลับมา

01:16:52.585 --> 01:16:54.746
Modem ตัวใหม่ ๆ ในตอนนี้นะครับ

01:16:54.852 --> 01:16:58.170
ก็ย้อนกลับไปในสไลด์ ก็จะเป็นการ...

01:16:59.519 --> 01:17:01.160
สามารถเป็นโทรสารได้ครับ

01:17:01.308 --> 01:17:04.695
ส่ง Fax ได้ สามารถโทร. ได้ครับ

01:17:08.539 --> 01:17:09.870
ครับ ขอบคุณครับ

01:18:59.465 --> 01:19:01.772
(นักศึกษาชาย) ครับสวัสดีครับ
ผมนายจักรพันธ์ อำนวย ครับ

01:19:04.287 --> 01:19:07.167
(นักศึกษาชาย) ครับ สวัสดีครับ
ผมนายศักดา มีระหงษ์ ครับ

01:19:08.823 --> 01:19:11.321
(นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ
ผมนายพัทธนันท์ ผดุงศิลป์ครับ

01:19:18.576 --> 01:19:20.908
(นักศึกษาชาย) ครับ
อันนี้ก็นายสรจักร นะครับ

01:19:21.916 --> 01:19:24.120
แล้วก็ชื่ออะไร

01:19:25.941 --> 01:19:29.325
ดำรงศักดิ์ ครับ แล้วก็สุมาวดี ครับ

01:19:36.429 --> 01:19:37.328
Hub นะครับ

01:19:38.222 --> 01:19:44.367
เป็นอุปกรณ์ศูนย์กลางที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นให้เข้าด้วยกันนะครับ

01:19:48.175 --> 01:19:50.453
Hub ในระบบเครือข่ายนะครับ

01:19:50.982 --> 01:19:56.452
Hub เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงสัญญาณ
ของอุปกรณ์เครือข่ายเข้าด้วยกัน

01:19:57.151 --> 01:20:00.828
การที่จะทำให้คอมพิวเตอร์
และเครื่องคอมพิวเตอร์รู้จักกัน

01:20:02.186 --> 01:20:06.280
หรือส่งข้อมูลถึงกันได้
จะต้องผ่านอุปกรณ์ตัวนี้

01:20:07.911 --> 01:20:10.602
ปัจจุบัน Hub ถูกเปรียบเทียบกับ Switch

01:20:11.979 --> 01:20:18.008
ซึ่งมีความสามารถสูงกว่า
และถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

01:20:18.116 --> 01:20:21.630
ที่ใช้เชื่อมโยงในระบบเครือข่าย

01:20:22.071 --> 01:20:24.953
เรียกว่า "Hub ตกกระป๋อง"

01:20:26.510 --> 01:20:31.538
โดยทั่วไปจะมีลักษณะ
เหมือนกล่องสี่เหลี่ยมแต่แบน

01:20:31.562 --> 01:20:37.988
มีความสูงประมาณ 1-3 นิ้วแล้วแต่รุ่น
มีช่องเล็ก ๆ เอาไว้เสียบสาย LAN

01:20:38.126 --> 01:20:42.835
และแต่ละเส้นที่ลากโยงมาจากคอมพิวเตอร์

01:20:43.307 --> 01:20:47.908
มีหลายรุ่น เช่น Hub 4 Prot,

01:20:48.705 --> 01:20:53.899
8 Prot, 16 Prot, 24 Prot
และ 48 Port เป็นต้น

01:20:54.213 --> 01:20:57.737
หน้าตารูปร่างของ Hub จะเหมือนกันกับ Switch

01:20:57.942 --> 01:21:01.037
ดังนั้นการเลือกซื้อต้อนระวังให้ดี

01:21:15.350 --> 01:21:18.389
ความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ Hub นะครับ

01:21:18.556 --> 01:21:27.292
ความเร็วสูงสุด คือ 100 Mbps ครับ

01:22:05.408 --> 01:22:11.912
ความเร็วต่ำสุด คือ 10 Mbps

01:22:12.635 --> 01:22:18.711
บางรุ่นรองรับทั้ง 10 และ 100 Mbps

01:22:25.131 --> 01:22:26.453
(นักศึกษาชาย) Switch นะครับ

01:22:27.972 --> 01:22:30.870
Switch นั้นทำงานใน 2 ระดับครับ

01:22:32.202 --> 01:22:34.912
Layer ทั้ง 2

01:22:35.350 --> 01:22:36.896
ระดับของ Layer 2 นะครับ

01:22:37.186 --> 01:22:40.495
ซึ่งเป็นการทำงานในระดับ
Data Link Layer นะครับ

01:22:40.528 --> 01:22:41.888
ในกรณีของอินเทอร์เน็ตนั้น

01:22:42.324 --> 01:22:48.650
ก็จะมีความเกี่ยวพันกับอุปกรณ์
ที่มีหลักการในการทำงานในลักษณะเดียวกัน

01:22:49.003 --> 01:22:54.759
ซึ่งจะมีหลักการทำงาน
ก็คือจะส่งข้อมูลจาก Port นะครับ อันหนึ่ง

01:22:54.953 --> 01:22:57.162
ไปอีกหลายทางนะครับ

01:22:58.815 --> 01:23:05.097
เฉพาะเจาะจง ข้อมูลนั้น
จะไม่สามารถถูกส่งออกไปยัง Port อื่น

01:23:05.498 --> 01:23:10.677
ยกเว้นมีความจำเป็น
เป็นกรณีซึ่งข้อมูลที่ส่ง...

01:24:34.127 --> 01:24:36.007
ความแตกต่างของ Hup กับ Switch นะครับ

01:24:42.602 --> 01:24:44.921
Hub กับ Switch นะครับ จะทำงานคล้ายกันครับ

01:24:45.099 --> 01:24:49.468
เพียงแต่ Hub นี่เวลาส่งข้อมูล
จะส่งเป็นแบบ Broadcast ครับ

01:24:49.578 --> 01:24:51.820
หรือการกระจายไปทุก ๆ เครื่องครับ

01:24:52.539 --> 01:24:57.414
ส่วน Switch นี่ Switch จะดูก่อน
ว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลของเครื่องนั้นหรือเปล่าครับ

01:24:57.794 --> 01:24:58.953
ก่อนที่มันจะส่งออกไปครับ

01:24:59.707 --> 01:25:03.222
ดังนั้น Hub จึงสามารถ LAN ได้เยอะกว่า

01:25:06.284 --> 01:25:08.317
ถ้าเป็นความแบบว่า...

01:25:09.496 --> 01:25:11.828
ถ้าเป็นความซับซ้อนหรือ...

01:25:15.159 --> 01:25:18.547
ความซับซ้อนและความปลอดภัย
ผมเชื่อว่าจะเป็น Switch ที่ดีกว่า

01:25:18.694 --> 01:25:20.499
เพราะตรวจสอบข้อมูลได้เยอะกว่า

01:25:21.186 --> 01:25:26.537
แต่ว่า Hub นี่

01:25:28.356 --> 01:25:31.569
ยกตัวอย่าง ผมชวนโจ้ไปกินหมูกะทะอย่างนี้ครับ

01:25:31.922 --> 01:25:36.090
โจ้ก็จะแพร่กระจายไปถึงเพื่อน
ว่าไปกินหมูกะทะกัน

01:25:36.114 --> 01:25:37.397
ทุกคนก็จะไปกินอย่างนี้น่ะครับ

01:25:38.982 --> 01:25:42.403
[เสียงไม่ชัดเจน]

01:25:43.032 --> 01:25:43.588
(นักศึกษาชาย) ครับผม

01:25:43.733 --> 01:25:51.606
[เสียงไม่ชัดเจน]

01:25:52.360 --> 01:25:55.912
(นักศึกษา) ครับ
เดี๋ยวไปร่วมเรื่องส่วนตัวอย่างนี้ครับ

01:25:58.561 --> 01:26:14.636
[เสียงไม่ชัดเจน]

01:26:14.983 --> 01:26:16.587
ส่วนความเร็วนี่

01:26:17.373 --> 01:26:23.578
Hub นี่จะเป็นการส่งความเร็วที่...
เหมือนแบ่ง ๆ แชร์ ๆ กันไปครับ

01:26:24.539 --> 01:26:30.569
อย่างเช่น มี 100 Mbps กระจายไป 10 เครื่อง
จะได้คนละ 10 Mbps ครับ

01:26:31.931 --> 01:26:36.839
แต่ Switch นี่จะเป็นส่งการ...
ส่งที่อย่างไร

01:26:37.169 --> 01:26:38.914
ได้... ครับ

01:26:39.387 --> 01:26:42.400
คือ 100 Mbps
เครื่องนั้นก็จะได้ 100 Mbps เลยครับ

01:26:42.680 --> 01:26:48.474
[เสียงไม่ชัดเจน]

01:26:50.041 --> 01:26:53.825
ส่วน Hub ที่นิยมใช้มี 2 ประเภทครับ
คือ Small Hub ครับ

01:26:54.340 --> 01:26:58.328
Small Hub จะเป็นแบบการใช้
ที่เหมาะกับองค์กรเล็ก ๆ ครับ

01:26:58.731 --> 01:27:04.574
เหมาะกับประมาณ 6-16 เครื่องประมาณนี้ครับ

01:27:05.181 --> 01:27:06.412
ไม่เกิน 16 เครื่องครับ

01:27:07.609 --> 01:27:10.537
ส่วน Rack mount ก็จะอยู่ที่ประมาณ...

01:27:10.772 --> 01:27:12.942
เครือข่ายใหญ่ครับ 12 เครื่องขึ้นไปครับ

01:28:55.144 --> 01:28:59.469
(นักศึกษาหญิง) ค่ะ เรียนอาจารย์ประจำวิชา
และสวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ

01:28:59.530 --> 01:29:01.245
เรากลุ่ม Access Point ค่ะ

01:29:02.184 --> 01:29:03.751
มีสมาชิกดังนี้ค่ะ

01:29:13.020 --> 01:29:16.510
ค่ะ คนแรกนะคะ

01:29:16.808 --> 01:29:20.140
นายกรพจน์ รมราศรี ค่ะ

01:29:21.033 --> 01:29:24.912
2. นายทศทิศ ทองประไพ ค่ะ

01:29:26.090 --> 01:29:28.530
ดิฉันนางสาวผกามาศ อินทเสย์ ค่ะ

01:29:29.859 --> 01:29:33.527
นายกันตวิชญ์ ภูวงศ์บัติ

01:29:33.594 --> 01:29:35.800
นายนายธีรพล บุตรวงค์

01:29:35.869 --> 01:29:37.428
นายนายมงคล บัวศรี

01:29:37.471 --> 01:29:40.495
และก็นางสาวณิชนัญ หัสขันธ์ ค่ะ

01:29:42.643 --> 01:29:45.771
ค่ะ Access point นะคะ

01:29:45.879 --> 01:29:49.784
คือ อุปกรณ์ที่มีหน้าที่
กระจายสัญญาณ Wireless ค่ะ

01:29:51.062 --> 01:29:56.623
ที่สามารถสร้างเครือข่ายไร้สาย
จากระบบ LAN ได้ดีที่สุดค่ะ

01:29:56.678 --> 01:30:02.653
ทำหน้าที่กระจายสัญญาณออกไปยังเครื่องลูกข่าย
ที่อยู่ในรัศมีการกระจายสัญญาณโดยรอบค่ะ

01:30:05.044 --> 01:30:06.714
Access Point นะคะ

01:30:06.790 --> 01:30:11.027
จะมีลักษณะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับการดีไซน์ของแต่ละบริษัทค่ะ

01:30:11.134 --> 01:30:15.757
แต่สิ่งหนึ่งที่จะเหมือนกัน
ก็คือใน Access Point จะมีช่อง ๆ หนึ่งค่ะ

01:30:15.791 --> 01:30:19.531
ที่สามารถเสียบสาย LAN เพียงสายเดียวค่ะ

01:30:19.555 --> 01:30:25.076
ช่องนั้นนะคะ ที่รับสัญญาณอินเทอร์เน็ต
หรือเชื่อมต่อ Network จากเครือข่าย LAN

01:30:25.334 --> 01:30:27.787
เข้ากับเครื่องลูกข่ายที่เชื่อมต่อแบบไร้สายค่ะ

01:30:36.161 --> 01:30:37.507
(นักศึกษาชาย) พื้นฐานของ AP นะครับ

01:30:38.926 --> 01:30:43.131
นั้นจะมีไฟแสดงสถานะครับ อยู่ 3 สถานะ

01:30:46.768 --> 01:30:47.787
Access Point ครับ

01:30:48.363 --> 01:30:52.649
(อาจารย์) ต้องบอกก่อนว่า Access point นี่
ย่อว่า AP

01:30:53.362 --> 01:30:55.997
[เสียงไม่ชัดเจน]

01:31:03.648 --> 01:31:05.453
(นักศึกษาชาย)
พื้นฐานของ Access Point นะครับ

01:31:05.997 --> 01:31:08.214
มีไฟสถานะอยู่ 3 สถานะนะครับ

01:31:08.809 --> 01:31:09.995
มีไฟ Power ครับ

01:31:11.026 --> 01:31:12.370
แสดงถึงการเปิด-ปิดครับ

01:31:13.457 --> 01:31:16.949
แล้วก็ไฟ Link ครับ ใช้แสดงสถานะสาย LAN

01:31:17.064 --> 01:31:17.799
ว่าเชื่อม...

01:31:18.752 --> 01:31:22.253
ไฟ Link มีสถานะ...

01:31:23.563 --> 01:31:26.515
แสดงสถานะว่ามีการเชื่อมต่อหรือไม่ครับ

01:31:28.345 --> 01:31:32.703
ไฟสถานะ ACT

01:31:33.857 --> 01:31:37.828
ไฟแสดงสถานะส่งข้อมูลผ่าน Access Point ครับ

01:31:39.110 --> 01:31:42.440
สถานะกระพริบตลอดเมื่อใช้งานครับ

01:31:46.273 --> 01:31:48.662
(นักศึกษาชาย)
การใช้งาน Access Point นะครับ

01:31:48.880 --> 01:31:51.412
เป็นเรื่องที่ง่ายนะครับ

01:31:51.478 --> 01:31:54.245
ถ้าเทียบกับอุปกรณ์ Wireless ชนิดอื่นนะครับ

01:31:54.615 --> 01:31:57.768
การใช้งาน Access Point นั้น
ไม่ต้องมีการตั้งค่าอะไรเลยครับ

01:32:01.494 --> 01:32:07.757
เพียงเสียบสาย LAN แล้วก็ตั้งค่า IP
ให้อยู่วงเดียวกับตัว Modem ครับ

01:32:07.834 --> 01:32:09.291
ก็จะสามารถใช้งานได้แล้วครับ

01:32:13.667 --> 01:32:16.176
(นักศึกษาชาย) ครับ
ส่วนประโยชน์ของ Access Point นะครับผม

01:32:16.352 --> 01:32:18.849
คือ ง่ายต่อการติดตั้งนะครับผม

01:32:18.873 --> 01:32:22.005
เพราะการติดตั้ง
เราไม่ได้ Setup เปลี่ยน IP อะไรยากนะครับ

01:32:22.064 --> 01:32:25.329
แค่ดึงจากสัญญาณตัวแม่แล้วก็มาขยายต่อนะครับ

01:32:25.397 --> 01:32:28.752
แล้วก็ง่ายต่อการ...
ง่ายต่อผู้ใช้นะครับ

01:32:28.776 --> 01:32:31.769
ผู้ใช้งานก็ไม่ยากต่อการเชื่อมต่อนะครับผม

01:32:31.852 --> 01:32:33.885
ถ้าเปรียบเสมือนง่าย ๆ นะครับ

01:32:34.000 --> 01:32:39.206
ของ Access Point ก็เหมือนพี่จ๊อบนะครับ
อยู่หน้าห้อง แล้วผมอยู่หลังห้อง

01:32:39.274 --> 01:32:42.529
แล้วทีนี้พี่จ๊อบพูดในระดับปกติ
ผมอาจจะไม่ได้ยิน

01:32:42.572 --> 01:32:44.513
ได้ยินหรือไม่ได้ชัดนะครับ

01:32:44.611 --> 01:32:48.134
ก็ต้องมีอุปกรณ์กลางนะครับ
มาอยู่กลางห้องนี้ครับ

01:32:48.182 --> 01:32:50.895
เพื่อส่งเสียงนั้นให้ผมได้ยินแบบชัดเจนนี่

01:32:50.952 --> 01:32:56.217
ก็เหมือนคล้าย ๆ กันกับ Access Point ครับ
ให้เราได้รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้คงที่นะครับ

01:32:56.241 --> 01:32:59.709
และก็สามารถ Link ข้อมูลได้ต่อเนื่องครับผม

01:33:02.171 --> 01:33:04.870
(นักศึกษาชาย) ครับ
ก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ครับ

01:33:46.440 --> 01:33:49.494
(อาจารย์) นำเสนอครบทุกกลุ่มแล้วนะคะ
เดี๋ยวให้ส่งสไลด์ให้ด้วย

01:33:49.568 --> 01:33:53.310
เดี๋ยวครูโพสต์หัวข้อให้นะคะ ในนั้นล่ะ

01:33:53.673 --> 01:33:56.037
กลุ่มของจักรพันธ์เพิ่มสมาชิกในกลุ่มนะ

01:33:57.499 --> 01:33:58.967
คราวนี้ Comment หน่อย

01:33:59.256 --> 01:34:02.608
นำเสนอไปเมื่อกี้นะคะ ได้เต็ม 1 กลุ่ม บอกคะแนนเลย

01:34:03.394 --> 01:34:07.070
เดี๋ยวคราวหน้านะคะ
คราวหน้าที่เจอกันเดี๋ยวจะบอกคะแนนอยู่

01:34:07.735 --> 01:34:10.995
คราวหน้าที่เจอกัน
ครูจะบอกคะแนนในส่วนพาร์ทครู

01:34:11.356 --> 01:34:13.100
เพราะแบ่งกันคนละครึ่งกับอาจารย์ปิยวรรณ

01:34:13.462 --> 01:34:14.745
อาจารย์ปิยวรรณสอนปฏิบัตินะ

01:34:15.062 --> 01:34:17.622
ถ้าทางครูนี่เก็บ 50 ค่ะ แบ่งกันครละครึ่ง

01:34:18.134 --> 01:34:23.028
ใน 50 มีอะไรบ้างก็ 30 คะแน
ก็คือสอบปลายภาคนะคะ

01:34:25.725 --> 01:34:28.926
10 คะแนนมาจากแบบฝึกหัดท้ายบทนะคะ

01:34:29.946 --> 01:34:34.085
5 คะแนนมาจากรายงานเมื่อกี้นะคะ
แล้วอีก 5 คะแนน ก็คือคะแนนเข้าเรียนนะคะ

01:34:34.250 --> 01:34:37.045
ส่วนของอาจารย์ปิยวรรณ
ก็แล้วแต่ว่าอาจารย์จะแจงอย่างไร

01:34:37.069 --> 01:34:41.062
แต่ของครู 50 คะแนนนี่
มาจากที่กล่าวไปแล้วนะคะ

01:34:41.094 --> 01:34:41.953
Final 30

01:34:43.264 --> 01:34:44.570
10 คะแนนมาจากแบบฝึกหัด

01:34:45.340 --> 01:34:49.843
5 คะแนนมาจากรายงานกลุ่มเมื่อกี้
อีก 5 คะแนน ก็คือเข้าเรียนนะคะ โอ.เค.

01:34:51.251 --> 01:34:54.252
คราวนี้กลุ่มที่ 1 นะคะ เมื่อกี้ที่นำเสนอไป

01:34:54.394 --> 01:34:57.453
กลุ่มที่ 1 พูดถึงเรื่อง Router นะ

01:35:00.035 --> 01:35:02.224
เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยากนะ

01:35:02.498 --> 01:35:03.551
ยากในการ...

01:35:05.031 --> 01:35:06.370
ยากในการเข้าใจ

01:35:06.497 --> 01:35:10.667
เพราะว่าถ้าพูดถึงอุปกรณ์เครือข่าย
เราต้องรู้จัก OSI Model ก่อน

01:35:10.699 --> 01:35:15.382
แต่ด้วยความที่มันต้องมาพูด
ในเนื้อหาของคอมฯ พื้นฐานน่ะ

01:35:15.871 --> 01:35:18.830
วิชานี้ เป็นวิชาที่เรียนทุกเรื่องแต่ไม่ลึก

01:35:19.263 --> 01:35:23.028
สังเกตจากมันมี 7 เรื่องที่เราต้องเรียนนะคะ

01:35:23.374 --> 01:35:25.745
7 เรื่องมีอะไรบ้าง เอามาทวนกันหน่อย

01:35:25.769 --> 01:35:28.245
เพราะวันพฤหัสบดีเราเจอกันเราสอบเลยนะ

01:35:28.675 --> 01:35:31.662
พรุ่งนี้หยุด อ่านหนังสือนะคะ

01:35:31.964 --> 01:35:35.059
ครูบอกเลยว่า ที่สอนมา 10 กว่าปีนี่

01:35:35.658 --> 01:35:38.703
คนที่ตกแน่นอน คือ คนที่ไม่อ่านหนังสือมาเลยค่ะ

01:35:40.116 --> 01:35:42.620
ข้อสอบออกจากในเนื้อหาทั้งหมดเลย

01:35:42.899 --> 01:35:46.924
และความรู้รอบตัวส่วนหนึ่งน่ะค่ะ

01:35:47.236 --> 01:35:50.995
แต่ 80 เปอร์เซ็นต์น่ะ
คือ ในเนื้อหาที่เราเรียนใน 7 บทนั้น

01:35:51.591 --> 01:35:54.828
ใน 7 บทนั้นรวมเนื้อหา
ที่เพื่อนนำเสนอวันนี้ด้วยนะคะ

01:35:54.911 --> 01:35:56.953
อุปกรณ์พวกนั้นน่ะด้วยนะคะ

01:35:57.007 --> 01:35:58.544
ในสไลด์ครูให้ไปหมดเลย

01:35:59.050 --> 01:36:01.745
ทุกเรื่องเลยนะคะ ไปอ่านนะคะ

01:36:02.543 --> 01:36:06.287
คราวนี้วันที่สอบนะคะ
10.00 น. วันพฤหัสบดีนี่

01:36:07.103 --> 01:36:10.867
เราเตรียมตัวมาให้ดีว่าเราจะสอบผ่านมือถือ
หรือเราจะสอบในคอมพิวเตอร์

01:36:11.299 --> 01:36:12.287
จริง ๆ ก็ไม่ได้ต่างกัน

01:36:12.338 --> 01:36:17.828
เพราะข้อสอบมันเป็นข้อสอบออนไลน์
แต่เรามาสอบรวมกันในห้องนี้

01:36:17.862 --> 01:36:19.968
ครูจะได้เห็นว่าใครเป็นอย่างไร อะไรอย่างไร

01:36:20.234 --> 01:36:22.870
เพราะครูจะบอกคะแนนเก็บวันนั้นด้วยนะคะ

01:36:22.924 --> 01:36:27.663
แต่จริง ๆ แล้วพอเราสอบเสร็จ
เราจะเห็นคะแนนเลยค่ะ

01:36:28.559 --> 01:36:32.328
ครูจะเปิดหน้าคะแนนให้เลย
เพราะในข้อสอบชุดนั้นจะตรวจให้เลย

01:36:32.878 --> 01:36:35.912
ตรวจให้อัตโนมัติ ใครส่งมาปุ๊บจะรู้คะแนนเลย

01:36:36.431 --> 01:36:40.486
แล้วคะแนนตัวนั้นมันเป็นคะแนนดิบ
ก็คือเต็ม 60

01:36:42.119 --> 01:36:43.037
ไม่ใช่เต็ม 60

01:36:43.572 --> 01:36:45.870
60 ข้อ ข้อละ 1 คะแนนน่ะค่ะ

01:36:46.075 --> 01:36:49.097
ให้เราหาร 2 เพราะคะแนนเต็ม 30 คะแนน

01:36:49.719 --> 01:36:52.720
ฉะนั้น ส่งมาปุ๊บ จักรพันธ์ส่งปุ๊บ
เห็นคะแนนตัวเองเลยค่ะ

01:36:52.779 --> 01:36:54.306
คุณก็หาร 2 ได้เท่าไร คือ เท่านั้น

01:36:56.211 --> 01:37:00.557
60 ข้อนะคะ ให้เวลา 2 ชั่วโมงนะคะ

01:37:00.601 --> 01:37:06.328
ฉะนั้น สอบปุ๊บเราก็จะรู้เลย
ว่าเต็ม 50 เราได้เท่าไรนะคะ

01:37:07.511 --> 01:37:12.662
อ่านหนังสือมาดี ๆ นะคะ
ครูจะเปิดโชว์ที่หน้าจอเลย

01:37:13.086 --> 01:37:16.828
ใครส่งมาปุ๊บก็จะเห็นคะแนนเพื่อนไล่มาเลย

01:37:17.085 --> 01:37:19.828
เพราะข้อสอบมันอยู่ใน Google form นะคะ

01:37:20.073 --> 01:37:22.160
ครูจะโชว์หน้าที่เป็นโชว์คะแนนให้เลย

01:37:23.104 --> 01:37:26.620
ฉะนั้น นะคะ ถ้าเราไม่อ่านหนังสือมาเลยนะคะ

01:37:26.989 --> 01:37:30.370
ข้อสอบ 60 ข้อตกแน่นอนค่ะ ครูบอกเลย

01:37:31.997 --> 01:37:34.203
ถามว่าข้อสอบยากไหมนะคะ

01:37:35.261 --> 01:37:36.974
ครูเข้าไปทำผิดข้อหนึ่ง

01:37:37.406 --> 01:37:38.412
ครูยังทำผิดเลยนะ

01:37:39.694 --> 01:37:41.594
คือ ข้อสอบไม่ได้ออกเองคนเดียว

01:37:41.618 --> 01:37:44.156
มันเป็นขอสอบกลาง
เหมือนเนื้อหานี่ค่ะ เป็นเนื้อหากลาง

01:37:44.532 --> 01:37:51.169
ก็จะมีคณะกรรมการออก
และเขาก็กรองมานะคะ

01:37:51.792 --> 01:37:56.622
ฉะนั้น ครูบอกไปแล้วว่าข้อสอบจริง ๆ น่ะ
ข้อสอบมันมีอยู่ 100 ข้อ

01:37:57.665 --> 01:38:00.703
มันก็จะ Random ไปนะ
ไม่รู้ใครจะได้ข้อไหนล่ะ

01:38:00.774 --> 01:38:03.117
แต่ทุกคนจะทำแค่ 60 ข้อ

01:38:04.475 --> 01:38:06.309
ได้ทำ 60 ข้อแน่ ๆ ค่ะ

01:38:07.428 --> 01:38:09.412
แต่ไม่รู้ใครจะได้ทำข้อไหน

01:38:09.473 --> 01:38:12.245
เพราะเขามีเป็นคลังข้อสอบ
แล้วมันจะ Random มา

01:38:12.969 --> 01:38:16.115
ฉะนั้น ทุกคนต้องไปอ่านดี ๆ นะคะ

01:38:17.211 --> 01:38:18.828
ส่งปุ๊บรู้คะแนนเลย

01:38:19.570 --> 01:38:22.871
ครูจะตั้งเวลาไว้นะคะ
2 ชั่วโมง ถ้าใครส่งไม่ทัน

01:38:23.995 --> 01:38:27.787
มันจะเริ่มจับเวลาคนแรกเข้าไปน่ะค่ะ

01:38:29.467 --> 01:38:31.578
ฉะนั้น จักรพันธ์มา 11 โมงก็ได้

01:38:32.487 --> 01:38:33.995
แต่พอถึงเวลา

01:38:34.245 --> 01:38:35.328
มันหมดเวลาน่ะค่ะ

01:38:35.975 --> 01:38:38.912
ก็ถือว่าเราไม่ได้สอบ
มันไม่ได้ตัดสิทธิ์ตอนที่เข้าไปนะ

01:38:39.660 --> 01:38:43.244
มันจะแจ้งผลตอนที่คุณส่งน่ะ
มันจะบอกว่าหมดเวลาส่งแล้ว

01:38:46.176 --> 01:38:50.057
ครูจะตั้งเวลาให้ 2 ชั่วโมง
ก็คือ เริ่ม 10.00 น. ถึง 12.00 น.

01:38:50.778 --> 01:38:54.911
ฉะนั้น คนแรกเข้าไปปุ๊บ
มันก็จะไล่ลดลงมาเลย จาก 120 นาทีน่ะ

01:38:55.423 --> 01:38:56.495
จะลดลงมาเรื่อย ๆ

01:38:56.693 --> 01:38:59.745
แต่ปกติที่ผ่านมาก็ไม่มีใครทำไม่ทันนะ

01:39:00.328 --> 01:39:04.054
คนที่ทำเร็วสุด 25 นาทีนะคะ

01:39:04.110 --> 01:39:06.087
ถูกไป 49 ข้อ

01:39:07.440 --> 01:39:08.953
เอก รปส. มั้ง

01:39:11.553 --> 01:39:13.620
มันเป็น Choice ค่ะ

01:39:14.617 --> 01:39:15.203
ติ๊ก

01:39:16.783 --> 01:39:19.748
เราติ๊กเอามันมี 4 Choice ค่ะ
ก., ข., ค., ง.

01:39:20.101 --> 01:39:22.377
อ่านโจทย์ให้เข้าใจ แล้วเราก็เลือก

01:39:23.076 --> 01:39:26.208
แปลว่าถ้าเป็น Choice นี่
ครูช่วยอะไรไม่ได้เลยนะ

01:39:26.232 --> 01:39:30.639
มันไม่ใช่เขียนตอบนะ
มันมีโอกาสถูกข้อละ 25 เปอร์เซ็นต์น่ะ

01:39:30.727 --> 01:39:33.162
ใน 4 Choice นั้นน่ะ

01:39:33.960 --> 01:39:36.995
100 ใช่ไหม ก็แบ่งเป็น 4 Choice
ก็ Choice ละ 25

01:39:38.100 --> 01:39:40.191
มันไม่ได้เป็น 50/50 นะ

01:39:40.247 --> 01:39:42.347
ถ้าข้อสอบถูกมันจะเป็น 50/50 ใช่ไหม

01:39:42.423 --> 01:39:45.078
แต่อันนี้คือ มีโอกาสถูก 25 เปอร์เซ็นต์

01:39:45.713 --> 01:39:48.871
ฉะนั้น ถ้าเดาต้องโชคดีมาก ๆ ถึงจะถูก

01:39:48.936 --> 01:39:50.287
เพราะมันมี 4 Choice

01:39:52.088 --> 01:39:54.582
ต้องดวงดีด้วยนะคะ

01:39:54.821 --> 01:40:00.459
คราวนี้อย่าไปเลือกข้อที่ถูกทุกข้อน่ะทั้งหมด

01:40:00.685 --> 01:40:03.192
มันไม่ได้ถูกทุกข้อเสมอไปนะคะ เป็นห่วง

01:40:05.992 --> 01:40:09.311
ใช่ คุณต้องอ่านโจทย์ดี ๆ ว่าเขาถามอะไร

01:40:09.402 --> 01:40:13.328
คือที่ครูเป็นห่วง
คือ ดูจากที่ทำแบบฝึกหัดส่งน่ะ

01:40:14.733 --> 01:40:18.953
แล้วเราตอบมาไม่ตรงกับที่โจทย์ต้องการน่ะ

01:40:19.570 --> 01:40:23.828
มันบ่งบอกถึงการแปลความนะ

01:40:25.495 --> 01:40:29.287
มันสื่อถึงว่าเราแปลความผิดน่ะ

01:40:30.265 --> 01:40:36.328
อย่างเช่น ให้บอกความหมายของ Software
แต่เราบอกประเภทอย่างนี้ค่ะ

01:40:37.185 --> 01:40:40.675
อันนี้ คือ สื่อความหมาย
ไม่ตรงกับที่โจทย์ต้องการนะคะ

01:40:41.025 --> 01:40:42.867
ก็เลยมีความเป็นห่วงอยู่

01:40:43.201 --> 01:40:44.912
อ่านหนังสือมาดี ๆ นะคะ

01:40:45.171 --> 01:40:46.972
อย่างน้อย 3 รอบ

01:40:48.357 --> 01:40:52.078
อ่านและสรุปเป็นความเข้าใจของเราแต่ละระทบ
จับประเด็นให้ได้

01:40:52.102 --> 01:40:54.452
จริง ๆ ครูแนะข้อสอบให้ในแต่ละบท

01:40:54.998 --> 01:40:56.620
ครูบอกแล้วว่าอันนี้เขาจะออกข้อสอบนะ

01:40:57.098 --> 01:41:00.234
เรื่องนี้ ๆ แต่โจทย์นี่ก็จะต่างกันไปนะคะ

01:41:00.282 --> 01:41:03.195
เพราะข้อสอบมันมีข้อสอบหลายข้อนะ

01:41:03.370 --> 01:41:06.495
เขาจะถามโจทย์ต่างกันไป
แต่ถามเรื่องนั้นล่ะ อย่างนี้ค่ะ

01:41:08.765 --> 01:41:11.094
คราวนี้พูดถึง Comment การนำเสนอก่อนนะ

01:41:11.119 --> 01:41:13.397
กลุ่มที่ 1 นำเสนอเรื่อง Router นะคะ

01:41:13.455 --> 01:41:17.745
สไลด์ โอ.เค. อ่านได้ชัดเจน แต่ชมก่อน

01:41:19.300 --> 01:41:24.026
คนที่นำเสนอแบบราบลื่นน่ะ
แปลว่า อ่านสไลด์มาก่อน

01:41:26.340 --> 01:41:30.995
อ่านสไดล์มาก่อนหมายถึง
ว่าอ่านและทำความเข้าใจมาเราจะพูดได้น่ะค่ะ

01:41:31.334 --> 01:41:33.743
อาจจะมีดูเนื้อหาบ้าง เพราะเนื้อหามันเยอะนะ

01:41:34.406 --> 01:41:35.578
แต่ไม่ใช่อ่านทั้งหมดน่ะค่ะ

01:41:36.279 --> 01:41:39.703
แต่บางคน คือ มาอ่านทั้งหมดเลย
มาอ่านให้ฟังวันนี้เลย

01:41:40.424 --> 01:41:43.495
คือ ไม่สรุปให้เลยว่าอะไรนะคะ

01:41:43.786 --> 01:41:46.953
ฉะนั้นครูจะหักคะแนนส่วนนั้นไป

01:41:47.772 --> 01:41:53.948
ครูจะถือว่าในเมื่อเป็นงานกลุ่ม
ก็จะให้คะแนนเท่ากันทั้งกลุ่มนะคะ

01:41:53.972 --> 01:41:57.249
กลุ่มที่ 1 ก็เลยให้ 4.5
อันนี้ถือว่าได้เยอะนะ

01:41:59.294 --> 01:42:00.870
จริง ๆ น่าจะให้ 4 คะแนนนะ

01:42:01.748 --> 01:42:02.870
อยากลดลงอีกจังเลย

01:42:04.026 --> 01:42:09.120
คือ คิดเผื่อไว้ว่าถ้าให้น้อยมาก
แล้วไปสอบ Final แล้วทำไม่ได้

01:42:09.328 --> 01:42:10.836
คือ ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ

01:42:11.415 --> 01:42:14.916
ถ้าเราทำได้กี่คะแนน
มันก็หาร 2 ก็ตามนั้นน่ะ

01:42:15.161 --> 01:42:17.120
กลุ่มที่ 1 ให้ 4.5 นั่นล่ะ

01:42:18.005 --> 01:42:21.078
กลุ่มที่ 2 คราวนี้อัษฎาวุธนำเสนอดีมาก

01:42:22.295 --> 01:42:22.958
แต่...

01:42:24.788 --> 01:42:26.370
สไลด์อ่านไม่ออกเลยค่ะ

01:42:27.068 --> 01:42:29.306
ครูนั่งอยู่โน่นนี่ ครูเพ่งสายตามาก

01:42:30.858 --> 01:42:32.987
คือ มันอ่านไม่ชัดอย่างไร

01:42:33.253 --> 01:42:34.614
1. Font เล็ก

01:42:35.697 --> 01:42:38.162
2. สี Font มันจม

01:42:39.287 --> 01:42:40.620
รู้จักสี Font จมนะ

01:42:41.131 --> 01:42:46.203
สี Font จม หมายถึงว่า Background
กับ Foreground น่ะมันกลืนกัน

01:42:46.779 --> 01:42:48.870
มันทำให้สี Font น่ะมันไม่ชัด

01:42:52.335 --> 01:42:55.787
มันกลืนกันน่ะค่ะ
เขาเรียกว่า "สีมันจม" น่ะค่ะ

01:42:56.109 --> 01:42:58.993
กลุ่มนี้ และทีนี้มันเป็นประเด็นหลัก

01:42:59.192 --> 01:43:01.118
เพราะเรานำเสนอผ่านสไลด์ใช่ไหมคะ

01:43:01.423 --> 01:43:04.744
ครูก็เลยหักไป 1 คะแนน
ได้ 4 คะแนนกลุ่มนี้นะคะ

01:43:05.189 --> 01:43:06.828
คราวนี้กลุ่ม Hub Switch

01:43:08.637 --> 01:43:13.453
กลุ่ม Hub Switch นี่
หักคะแนนส่วนไม่รอบคอบ

01:43:17.693 --> 01:43:21.870
คือ คำว่าอะไรนะ

01:43:21.993 --> 01:43:23.287
ชีวิตเปลี่ยนน่ะ

01:43:25.042 --> 01:43:28.953
ครูย้ำหลายรอบเกี่ยวกับการให้หน่วยข้อมูลนะ

01:43:30.198 --> 01:43:32.203
คือ เราศาสตร์ด้านนี้น่ะค่ะ

01:43:32.253 --> 01:43:34.805
คุณต้องให้ความสำคัญกับหน่วยของข้อมูล

01:43:34.850 --> 01:43:41.856
ครูบอกแล้วว่าถ้าเป็นหน่วยตัวใหญ่
มันคือหน่วยของความจุค่ะ

01:43:42.598 --> 01:43:46.325
จะเป็น MB จะเป็น GB จะเป็นอะไรก็ตาม

01:43:46.385 --> 01:43:51.040
แต่ถ้าเป็นหน่วยของความจุ
ตัวที่ 2 จะเป็นตัวใหญ่นะคะ

01:43:51.079 --> 01:43:53.302
ถ้าเป็นหน่วยของความเร็วนะคะ

01:43:53.367 --> 01:43:55.340
มันจะเป็นตัวใหญ่แค่ตัวแรก

01:43:55.520 --> 01:43:56.912
ตัวหลังมันจะตัวเล็ก

01:43:57.189 --> 01:44:00.328
แล้วมันก็ต่างกันเลยนะ
Bit กับ Byte ต่างกันเยอะนะ

01:44:00.803 --> 01:44:05.772
หน่วยของความเร็วมันจะเป็น
Mb, Gb, Kbps อย่างนี้ค่ะ

01:44:06.419 --> 01:44:08.328
และตามด้วย per sec

01:44:08.784 --> 01:44:10.827
per second ก็คือต่อวินาที

01:44:11.160 --> 01:44:13.412
เพราะคอมพิวเตอร์มันทำงานเป็นวินาที

01:44:13.805 --> 01:44:15.235
ฉะนั้น เวลาอ่านนะคะ

01:44:15.259 --> 01:44:18.870
อ่านโจทย์ข้อสอบนี่ให้เวลา 2 ชั่วโมง
อ่านดี ๆ ไม่ต้องรีบค่ะ

01:44:20.177 --> 01:44:21.301
อ่านให้ละเอียด

01:44:21.850 --> 01:44:26.410
เขาจะมี Choice หลอกเยอะเหมือนกัน
คิดดูว่า 60 ข้อนี่ครูทำผิดไปข้อหนึ่งเลยนะ

01:44:26.799 --> 01:44:27.745
ไม่รู้ข้อไหนผิด

01:44:28.895 --> 01:44:30.287
มั่นใจมากว่าต้องถูกหมด

01:44:30.839 --> 01:44:35.870
ไปทำอีกรอบก็ยังผิดข้อหนึ่ง
แต่ข้อสอบมัน Random ไป

01:44:35.989 --> 01:44:37.402
มันไม่ได้เป็นข้อเดิมทั้งหมดน่ะค่ะ

01:44:38.587 --> 01:44:43.354
ใน 100 ข้อทางข้อสอบเขามี 100
เขาจะ Random มาให้เราคนละ 60

01:44:44.025 --> 01:44:46.078
ฉะนั้น มันก็จะมีข้อที่ซ้ำกัน

01:44:47.419 --> 01:44:49.828
ไม่เหมือนกันเป๊ะสักคน

01:44:50.262 --> 01:44:54.828
อาจจะมี 1 หรือ 2 คนในห้องนี้
ที่ได้ข้อสอบชุดเดียวกันเลยนะคะ

01:44:54.852 --> 01:44:58.287
แต่ใครล่ะ ฉะนั้นพึ่งคนอื่นค่ะ
พึ่งตันเองค่ะ

01:44:58.678 --> 01:45:01.570
อ่านหนังสือมาดี ๆ ทำความเข้าใจมานะคะ

01:45:02.681 --> 01:45:06.662
กลุ่ม Hub Switch ให้ 4 คะแนนนะคะ

01:45:07.502 --> 01:45:12.527
หักทั้งส่วนที่เป็นไม่รอบคอบในหน่วนนะคะ

01:45:12.567 --> 01:45:15.828
แล้วก็ตอบคำถาม

01:45:17.498 --> 01:45:18.953
ตอบคำถามอย่าคาดเดานะคะ

01:45:19.609 --> 01:45:23.319
คือ เวลาทำรายงานนี่
เราถือว่าเราเป็นกลุ่มเชี่ยวชาญ

01:45:23.343 --> 01:45:26.090
เราต้องรู้ดีกว่าคนอื่นนะคะ

01:45:29.497 --> 01:45:32.995
คราวนี้กลุ่มสุดท้ายก็เลยให้เต็มนะคะ

01:45:33.981 --> 01:45:34.995
ปรบมือให้เพื่อนหน่อย

01:45:35.680 --> 01:45:37.328
1 คะแนนนี่สำคัญไหม

01:45:38.696 --> 01:45:40.828
79 ได้เกรดอะไร

01:45:41.492 --> 01:45:42.787
ได้แค่ B+ นะคะ

01:45:43.273 --> 01:45:46.245
ทีนี้ 79 อาจารย์แพรตะวันช่วยใคร

01:45:47.055 --> 01:45:52.723
ครูจะช่วยคนที่ 1 มาเรียนสม่ำเสมอนะคะ

01:45:52.790 --> 01:45:58.819
ส่งงานครบและใส่ใจในการส่งงานนะคะ

01:45:59.755 --> 01:46:01.119
ไม่คาดการณ์ว่าเป็นตัวเองเลยหรือ

01:46:02.636 --> 01:46:05.348
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คือ สอนเป็นคู่นะ

01:46:05.444 --> 01:46:08.432
ครูจะไปดูคะแนนกับอาจารย์ปิยวรรณด้วยนะคะ

01:46:08.456 --> 01:46:10.094
ไม่ได้สอนคนเดียวนะคะ

01:46:12.634 --> 01:46:14.269
ทำไมนะอาจารย์ปิยวรรณบอกคะแนนเก็บหรือยัง

01:46:20.206 --> 01:46:23.069
เดี๋ยวส่วนของครูเราจะรู้
ส่วนของคะแนน 50 คะแนน

01:46:23.093 --> 01:46:25.107
พาร์ทของครูวันที่สอบเลยนะคะ

01:46:25.318 --> 01:46:28.280
เพราะว่าแบบฝึกหัดตรวจเสร็จแล้วนะคะ

01:46:28.331 --> 01:46:30.706
คะแนนวันนี้ก็แจ้งคะแนนไปแล้ว

01:46:31.143 --> 01:46:32.912
แล้วคะแนนมาเรียนนะคะ

01:46:33.156 --> 01:46:37.453
คนที่ได้เต็มคะแนนมาเรียน
พาร์ทของครูนี่ จะมีทวีรัตน์

01:46:38.584 --> 01:46:42.328
อันนี้คือได้เต็ม เต็ม 5
เพราะว่าแบ่งกันคนละครึ่งกับอาจารย์ปิยวรรณนะ

01:46:42.428 --> 01:46:44.115
ส่วนของอาจารย์ปิยวรรณก็จะมีเช็กชื่อน่ะค่ะ

01:46:44.394 --> 01:46:45.995
ครูก็เลยแบ่งกันคนละ 5 นะคะ

01:46:47.499 --> 01:46:54.120
คนที่ได้เต็มจะมี ทวีรัตน์, จักรพันธ์
จริง ๆ วันนี้จักรพันธ์มาสาย หักคะแนนดีไหม

01:46:54.288 --> 01:46:56.423
(นักศึกษาหญิง) ไม่ดีค่ะ

01:46:56.639 --> 01:46:58.203
(อาจารย์) ครูเป็นคนยุติธรรม

01:46:59.433 --> 01:47:03.162
ถ้าใครคิดว่าวันนี้จักรพันธ์มาสาย
ควรหัก 0.5 ยกมือ

01:47:06.314 --> 01:47:07.138
ดูสายตามัน

01:47:08.889 --> 01:47:11.662
ทุกคนกำลังจะยกมือ

01:47:11.979 --> 01:47:14.635
โอ.เค. นะคะ เพื่อนบอกว่าควรเห็นใจ

01:47:16.329 --> 01:47:16.921
งั้นไม่หัก

01:47:17.067 --> 01:47:23.115
[เสียงไม่ชัดเจน]

01:47:23.551 --> 01:47:25.495
(อาจารย์) ออกมาจากบ้านเมียคนที่ 2

01:47:27.245 --> 01:47:29.312
เอาอย่างนี้แล้วกันไม่ไล่เป็นคนนะคะ

01:47:29.370 --> 01:47:31.287
สรุปแล้ว พัทธนันท์นี่มาหรือเปล่า

01:47:32.297 --> 01:47:32.802
ไหน

01:47:36.382 --> 01:47:37.620
คนที่มาสายนี่นะ

01:47:39.533 --> 01:47:41.953
โอ.เค. ให้อภัยที่ตอบคำถามดี

01:47:45.338 --> 01:47:47.531
ก็ถือว่าเราได้คะแนนได้อยู่นะคะ

01:47:47.590 --> 01:47:51.285
เพราะว่าขอหัก 1 คะแนนในส่วนที่นำเสนอไปนะ

01:47:51.595 --> 01:47:55.579
คือ ให้เราใส่ใจในงานที่นำเสนองาน
เพราะอันนี้มันคืองานวิชาการ

01:47:55.662 --> 01:47:58.608
อีกอย่างหนึ่งที่ต้องบอก
คือ เวลาเราออกไปนำเสนอหน้าห้อง

01:47:58.632 --> 01:47:59.745
แล้วเป็นกลุ่มแบบนี้ค่ะ

01:47:59.769 --> 01:48:02.168
อันนี้เป็นมารยาทในการนำเสนองานนะคะ บอกไว้

01:48:02.534 --> 01:48:04.203
บอกไว้เพราะว่าเราเป็น ปี 1

01:48:05.180 --> 01:48:10.703
การแนะนำตัวนะคะ เราจะต้องเรียน
ใครที่ใหญ่ที่สุดในห้องน่ะค่ะ

01:48:11.244 --> 01:48:13.311
เรียนอาจารย์ก่อน แล้วค่อนสวัสดี

01:48:13.386 --> 01:48:14.953
คำทักทายมันจะต่างกันนะคะ

01:48:15.277 --> 01:48:17.207
เรียนอาจารย์ประจำวิชา

01:48:17.660 --> 01:48:20.328
สวัสดีเพื่อน ๆ น้อง ๆ คะ

01:48:20.560 --> 01:48:23.078
และก็นำสมาชิกทุกคนและสุดท้ายเป็นเรา

01:48:23.860 --> 01:48:27.357
อันนี้คือมารยาทอย่าแนะนำตัวเองก่อนนะคะ

01:48:27.480 --> 01:48:29.203
อย่าแนะนำตัวเองกลาง ๆ

01:48:29.443 --> 01:48:33.259
ให้แนะนำสมาชิกทุกคน และสุดท้ายดิฉันหรือผม

01:48:33.787 --> 01:48:35.995
นายหรือนางสาวอะไรก็ว่าไป

01:48:36.230 --> 01:48:39.840
อันนี้คือมารยาทในสังคมนะคะ

01:48:39.851 --> 01:48:42.495
แจ้งไว้เพราะเราจะต้องเจอกันอีกนาน

01:48:42.902 --> 01:48:44.037
ยาวนานไปเลย

01:48:44.501 --> 01:48:47.418
ครูถือว่าบอกแล้วในคอสที่เจอกันนะคะ

01:48:47.443 --> 01:48:49.120
ถ้าเจออะไรอีกก็จะแนะนำไป

01:48:49.348 --> 01:48:54.203
เราต้องนำเสนองานหน้าชั้นอีก
ไม่ต่ำกว่า 5-60 เลยล่ะ ตลอด 4 ปีที่เราอยู่ที่นี่

01:48:54.536 --> 01:48:56.537
เราจะต้องปรับไปนะคะ

01:48:57.138 --> 01:48:59.812
โอ.เค. อ่านหนังสือมานะ

01:48:59.876 --> 01:49:04.069
เจอกันวันพฤหัสบดี 10.00 น. ห้องนี้
ห้องนี้ว่างนะ

01:49:04.694 --> 01:49:07.515
ห้องนี้ว่าอย่างนั้นใช้ห้องนี้ค่ะ เอาที่เราสะดวก

01:49:08.515 --> 01:49:12.045
คราวนี้วันนั้นใครจะเป็นล่ามให้

01:49:12.329 --> 01:49:14.174
ไม่ใช้ล่ามในนี้ค่ะ

01:49:14.491 --> 01:49:15.533
แค่นำเสนอ...

01:49:15.661 --> 01:49:19.453
แค่อธิบายตอนที่จะเริ่มทำข้อสอบแค่นั้นเอง

01:49:21.243 --> 01:49:22.453
ได้อย่างนั้นให้เปา

01:49:22.508 --> 01:49:25.495
เปามาช่วยนะในช่วงแรกค่ะ

01:49:26.320 --> 01:49:32.329
เดี๋ยวก่อนเลิกนะคะ
เราจะต้องขอบคุณอาจารย์ล่ามก่อนนะคะ

01:49:32.401 --> 01:49:35.245
ล่ามมาให้ทั้งเทอมเลย ขอบพระคุณมากนะคะ

01:49:37.275 --> 01:49:41.500
ค่ะ โอ.เค. ไป

01:49:42.270 --> 01:49:45.336
(นักศึกษาชาย) นักศึกษาทำความเคารพ
ขอบคุณครับ

01:49:45.851 --> 01:49:46.415
(อาจารย์) ค่ะ