﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000
จากประโยคเมื่อกี้จะกลายเป็นประพจน์ทันที

2
00:00:04.005 --> 00:00:08.005

3
00:00:08.007 --> 00:00:12.007

4
00:00:12.009 --> 00:00:16.009
ประพจน์ คือ

5
00:00:16.011 --> 00:00:20.011
ข้อความประพจน์อันเดียวที่บอกว่าจริงหรือเท็จ

6
00:00:20.012 --> 00:00:24.012

7
00:00:24.015 --> 00:00:28.015

8
00:00:28.016 --> 00:00:32.016
ประพจน์ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษอะไรก็ได้

9
00:00:32.023 --> 00:00:36.023
เราก็มักจะใช้เป็นตัว P P Q R S นะคะ

10
00:00:36.025 --> 00:00:40.025

11
00:00:40.026 --> 00:00:44.026

12
00:00:44.028 --> 00:00:48.028
ทุกชนิดถ่ายรูปได้ ทุกวันนี้เป็นจริงนะคะ

13
00:00:48.030 --> 00:00:52.030
หรือประพจน์ที่ 2 ประพจน์กิลด์ วันที่ 2 มกราคม ของทุกปี

14
00:00:52.031 --> 00:00:56.031
เป็นวันปีใหม่ อันนี้ก็มีค่าความจริงเป็นจริง

15
00:00:56.032 --> 00:01:00.032

16
00:01:00.033 --> 00:01:04.033
เดี่ยวนะคะ ทีนี้ถ้าประพจน์เชิงเดี่ยว

17
00:01:04.034 --> 00:01:08.034
ที่มีนิเศษ ก็คือคำว่าไม่ ้

18
00:01:08.035 --> 00:01:12.035
ตัวไม่นี่ ในสัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์เราใช้เป็นตัวหนอน

19
00:01:12.036 --> 00:01:16.036

20
00:01:16.038 --> 00:01:20.038
ถ้าเป็นการพิมพ์ดีดก็คือตัวนี้

21
00:01:20.039 --> 00:01:24.039
ต่อไปประโยคชนิดที่ 2 ก็คือ

22
00:01:24.040 --> 00:01:28.040
ประโยคเชิงประกอบนะคะ

23
00:01:28.041 --> 00:01:32.041

24
00:01:32.042 --> 00:01:36.042
ภาษาอังกฤษเขาให้ใช้คำว่า

25
00:01:36.043 --> 00:01:40.043
ประโยคเชิงประกอบก็คือ ประโยคเชิงประกอบตัวเดียว

26
00:01:40.045 --> 00:01:44.045
เชิงเดี่ยว 2 อัน มาประกอบกัน รวมกัน

27
00:01:44.046 --> 00:01:48.046

28
00:01:48.047 --> 00:01:52.047
ก็ประกอบไปด้วย 4 อย่างนะคะ อย่างแรก คือ หรือ

29
00:01:52.050 --> 00:01:56.050
ตัว V ตรงนี้นะคะ

30
00:01:56.052 --> 00:02:00.052
ถ้ามีเพื่อนขอเข้าห้องทักครูด้วยนะคะ บอกอาจารย์คะ มีเพื่อนขอเข้าห้อง

31
00:02:00.053 --> 00:02:04.053

32
00:02:04.054 --> 00:02:08.054
ตัวที่ 2

33
00:02:08.055 --> 00:02:12.055
ตัวและ ประโยคที่เชื่อมด้วยคำว่า "และ"

34
00:02:12.057 --> 00:02:16.057
นะคะ ก็็คือเหมือนตัว V กลับหัวตัวนี้

35
00:02:16.058 --> 00:02:20.058

36
00:02:20.060 --> 00:02:24.060
เขาเรียกว่า "ตัวและ" นั่นล่ะ หรือตัว And

37
00:02:24.061 --> 00:02:28.061
ครูจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษ

38
00:02:28.062 --> 00:02:32.062
เรียกว่าตัว And ตัวประโยคตัวเชื่อม

39
00:02:32.063 --> 00:02:36.063

40
00:02:36.064 --> 00:02:40.064
ส่วนใหญ่ตัวเชื่อมถ้า แล้ว นะคะ

41
00:02:40.065 --> 00:02:44.065
โดยที่จะเป็นเหตุเกิดแบบนี้แล้วผลลัพธ์

42
00:02:44.067 --> 00:02:48.067
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนะคะ สัญลักษณ์จะใช้เป็นลูกศรทางเดียว

43
00:02:48.070 --> 00:02:52.070

44
00:02:52.071 --> 00:02:56.071
เป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกันนะคะ ก็คือ

45
00:02:56.072 --> 00:03:00.072
ตัวเชื่อมก็ต่อเมื่อ สัญลักษณ์ที่ใช้

46
00:03:00.073 --> 00:03:04.073
ก็เปรียบเทียบเหมือนกับค่าแล้ว 2 ทิศทาง 2 หัว

47
00:03:04.074 --> 00:03:08.074

48
00:03:08.075 --> 00:03:12.075
ประโยคก็ต่อเมื่อ อย่างเช่น นักศึกษาจะได้เกรด A ก็ต่อเมื่อ

49
00:03:12.076 --> 00:03:16.076
คะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 80 อย่างนี้นะคะ

50
00:03:16.077 --> 00:03:20.077
ดังนี้ เราก็จะรู้ได้เลยว่าถ้านักศึกษาคนไหนได้ A

51
00:03:20.079 --> 00:03:24.079

52
00:03:24.080 --> 00:03:28.080
ในมุมกลับกัน ถ้าเด็กคนไหนได้คะแนนมากกว่า หรือ 80 ขึ้นไป

53
00:03:28.081 --> 00:03:32.081
เราก็จะรู้อัตโนมัติ

54
00:03:32.085 --> 00:03:36.085
นะคะ อันนี้เป็นลักษณะที่ 2 ทีนี้เรามาดูว่า

55
00:03:36.086 --> 00:03:40.086

56
00:03:40.087 --> 00:03:44.087
เหตุการณ์ที่เกิดจากประพจน์มันเชื่อมกันนะคะ

57
00:03:44.088 --> 00:03:48.088

58
00:03:48.089 --> 00:03:52.089
ความเดี่ยวนี่มันง่าย จริงหรือเท็จทั้งนั้น

59
00:03:52.090 --> 00:03:56.090

60
00:03:56.091 --> 00:04:00.091
ที่มันรวมกันหรือประกอบกันนี่ ในภาพรว

61
00:04:00.092 --> 00:04:04.092
มันเป็นจริงหรือเท็จ มีหลักการด

62
00:04:04.093 --> 00:04:08.093
สำหรับประพจน์เชิงประกอบที่เชื่

63
00:04:08.094 --> 00:04:12.094
เหมือนตัว V นี่ ถ้ามี

64
00:04:12.095 --> 00:04:16.095
2 ประพจน์ เชิงเดี่ยว ก็คือ

65
00:04:16.096 --> 00:04:20.096
หรือ Q

66
00:04:20.097 --> 00:04:21.266
ตรงนี้

67
00:04:24.098 --> 00:04:28.098
กรณีที่ 4 ก็คือ Q เป็นเท็จ

68
00:04:28.100 --> 00:04:32.100

69
00:04:32.101 --> 00:04:36.101
เราจะอ่านว่า

70
00:04:36.102 --> 00:04:40.102
หรือเท็จก็เป็นเท็จนะคะ

71
00:04:40.104 --> 00:04:44.104
ตรงนี้ พอดีครูเปิด

72
00:04:44.105 --> 00:04:48.105
ตรงนี้นะคะ ส่วน

73
00:04:48.106 --> 00:04:52.106
กรณีที่ 1 นี่ P เป็นจริง

74
00:04:52.107 --> 00:04:56.107
หรือ Q เป็นจริง พอมันมาเชื่อมกัน

75
00:04:56.108 --> 00:05:00.108
ก็เป็น P หรือ Q มีค่าความจริงเป็นจริง

76
00:05:00.109 --> 00:05:04.109
ถ้าท่องเร็ว ๆ ก็

77
00:05:04.110 --> 00:05:07.275
จะเป็น จริง เป็นจริง

78
00:05:08.111 --> 00:05:12.111
อันที่ 3 เท็จหรือจริง ก็เ)

79
00:05:12.112 --> 00:05:16.112
ถ้าประพจน์เชิงประกอบใด มันเชื่อมกันด้วยตัวหรือ

80
00:05:16.113 --> 00:05:20.113
Ցป็นจริง สรุปว่า

81
00:05:20.114 --> 00:05:24.114
ประโยคทั้งหมดนั้นเป็นจริงหมดนะคะ

82
00:05:24.116 --> 00:05:28.116
ต่อไป

83
00:05:28.117 --> 00:05:32.117
ต่อไปตัวเชื่อมตัวที่ 2

84
00:05:32.118 --> 00:05:36.118
เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวครู

85
00:05:36.120 --> 00:05:40.120
ยกตัวอย่างก่อนนะ

86
00:05:40.124 --> 00:05:44.124
ไวรัสโคโรนา แพร่เข้าสู่ร่างกายของ

87
00:05:44.125 --> 00:05:48.125
เรานี่โดยการแพร่เชื้อละอองฝอย

88
00:05:48.125 --> 00:05:52.125
เป็นประโยคที่มีเป็นประพจน์

89
00:05:52.126 --> 00:05:56.126
หาค่าความจริงได้นะคะ ประพจน์ที่ 1 เราแทนด้วยตัว P

90
00:05:56.128 --> 00:06:00.128
มีค่าความจริงเป็นจริง มันเชื่อม

91
00:06:00.129 --> 00:06:04.129
ง่าย ๆ นะครับ วันหนึ่งสมมติติดเชื้อ 10,000 คน 5,000 คน

92
00:06:04.130 --> 00:06:08.130
อยู่ในกรุงเทพหมานครนะครับ

93
00:06:08.131 --> 00:06:12.131
ในทุก ๆ วันนี่มีคนออกจากโรงพยาบาล 3,000-4,000 คน

94
00:06:12.132 --> 00:06:16.132
ก็จะเหลืออีกประมาณ

95
00:06:16.133 --> 00:06:20.133
เข้าระบบ

96
00:06:20.134 --> 00:06:24.134
ที่จะอยู่บ้านได้ ที่จริงแล้ว ตอนนี้

97
00:06:24.135 --> 00:06:28.135
(อาจารย์) ไม่ใช่เสียงครูค่ะ

98
00:06:28.136 --> 00:06:32.136
เสียงใครล่ะคะ ใครเปิดอะไรช่วยรบกวนปิดหน่อยค่ะ

99
00:06:32.138 --> 00:06:36.138
สักสัปดาห์ 2 สัปดาห์

100
00:06:36.138 --> 00:06:40.138

101
00:06:40.139 --> 00:06:44.139

102
00:06:44.140 --> 00:06:48.140
นักศึกษาช่วยปิดเสียงให้ครูหน่อยค่ะ

103
00:06:48.141 --> 00:06:52.141
เดี๋ยวครูต้องไปอันนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้น

104
00:06:52.142 --> 00:06:56.142

105
00:06:56.143 --> 00:07:00.143

106
00:07:00.143 --> 00:07:04.143

107
00:07:04.146 --> 00:07:08.146

108
00:07:08.153 --> 00:07:12.153

109
00:07:12.156 --> 00:07:16.156

110
00:07:16.158 --> 00:07:20.158

111
00:07:20.160 --> 00:07:24.160

112
00:07:24.162 --> 00:07:28.162

113
00:07:28.164 --> 00:07:32.164

114
00:07:32.166 --> 00:07:36.166

115
00:07:36.169 --> 00:07:40.169

116
00:07:40.172 --> 00:07:44.172

117
00:07:44.173 --> 00:07:48.173

118
00:07:48.176 --> 00:07:52.176

119
00:07:52.177 --> 00:07:56.177

120
00:07:56.179 --> 00:08:00.179

121
00:08:00.180 --> 00:08:04.180

122
00:08:04.183 --> 00:08:08.183

123
00:08:08.184 --> 00:08:12.184

124
00:08:12.186 --> 00:08:16.186

125
00:08:16.188 --> 00:08:20.188

126
00:08:20.190 --> 00:08:24.190

127
00:08:24.192 --> 00:08:28.192

128
00:08:28.194 --> 00:08:32.194

129
00:08:32.198 --> 00:08:36.198

130
00:08:36.199 --> 00:08:40.199

131
00:08:40.201 --> 00:08:44.201

132
00:08:44.203 --> 00:08:48.203

133
00:08:48.204 --> 00:08:52.204
(ล่าม)

134
00:08:52.205 --> 00:08:56.205
ขอโทษนะคะ ตอนนี้อาจารย์กำลังพูดอยู่หรือเปล่าคะ

135
00:08:56.210 --> 00:09:00.210
พอดีว่าทางเด็ก ๆ ไม่ได้ยิน รบกวนอาจารย์เปิดเสียง

136
00:09:00.211 --> 00:09:04.211

137
00:09:04.212 --> 00:09:08.212

138
00:09:08.213 --> 00:09:12.213
อาจารย์ลืมเปิดไมค์หรือเปล่า

139
00:09:12.216 --> 00:09:16.216

140
00:09:16.217 --> 00:09:20.217

141
00:09:20.218 --> 00:09:24.218

142
00:09:24.220 --> 00:09:28.220

143
00:09:28.222 --> 00:09:32.222

144
00:09:32.224 --> 00:09:36.224

145
00:09:36.226 --> 00:09:40.226

146
00:09:40.228 --> 00:09:44.228
ไม่ได้ยินเลยครับ

147
00:09:44.230 --> 00:09:48.230

148
00:09:48.231 --> 00:09:52.231

149
00:09:52.232 --> 00:09:56.232
โอ.เค. เข้าใจแล้ว ขอบคุณค่ะ

150
00:09:56.233 --> 00:10:00.233
พอดีว่า อีกเครื่องเป็นโฮสต์ แต่อีกเครื่องต่อไมค์

151
00:10:00.234 --> 00:10:04.234
ตอนนี้ได้ยินเสียงชัดแล้วนะ ตัวอย่างที่ 2

152
00:10:04.235 --> 00:10:08.235
นะคะ ตัวอย่างที่ 2 นี้ ขอบคุณมากนะคะ

153
00:10:08.236 --> 00:10:12.236
นักศึกษากับคุณครูล่ามที่ช่วยสะท้อนนะคะ

154
00:10:12.237 --> 00:10:16.237
มันใช้ 2 เครื่องอาจจะมองไม่ค่อยทัน ตัวอย่างที่ 2

155
00:10:16.239 --> 00:10:20.239
จะเห็นว่าประพจน์ที่ 1 ก็มีค่าความจริงเป็นเท็จ

156
00:10:20.240 --> 00:10:24.240
ประพจน์ที่ 2 ก็มีค่าความจริงเป็น

157
00:10:24.241 --> 00:10:28.241
เท็จหรือเท็จจึงมีค่าความจริงเป็นเท็จ

158
00:10:28.242 --> 00:10:32.242
อันนี้คือตัวอย่าง ต่อไปเดี๋ยวดู

159
00:10:32.243 --> 00:10:36.243
กรณีที่มันเชื่อมด้วยคำว่า

160
00:10:36.244 --> 00:10:40.244

161
00:10:40.245 --> 00:10:44.245
(ล่าม)

162
00:10:44.247 --> 00:10:48.247

163
00:10:48.249 --> 00:10:52.249
(นักศึกษา) ครูเงียบอีกแล้ว

164
00:10:52.252 --> 00:10:56.252

165
00:10:56.253 --> 00:11:00.253

166
00:11:00.255 --> 00:11:04.255
(นักศึกษา) อาจารย์เสียงหายไปอีกแล้วค่ะ

167
00:11:04.256 --> 00:11:08.256
อีกแล้วครับ (อาจารย์) โอ.เค. ๆ ค่ะ มันปิดไปเอง

168
00:11:08.257 --> 00:11:12.257
ได้อย่างไร โอ.เค. ตอนนี้ได้ยินเสียงไหมคะ

169
00:11:12.258 --> 00:11:16.258
(ล่าม) ได้ยินแล้วครับ (อาจารย์)

170
00:11:16.259 --> 00:11:20.259
ประพจน์ ที่เชื่อมด้วย และ

171
00:11:20.261 --> 00:11:24.261
จริงและจริงถึงจะเป็นจริงนะคะ

172
00:11:24.261 --> 00:11:28.261
นอกนั้น ถ้ามีจำง่าย ๆ มันจะตรงกันข้ามกับหรือนะคะ

173
00:11:28.262 --> 00:11:32.262
สำหรับและนี่ มีประพจน์หนึ่งประพจน์ใด

174
00:11:32.263 --> 00:11:36.263
ถือว่า ที่เชื่อมกันด้วย และ จะเป็นจริงทันที

175
00:11:36.266 --> 00:11:40.266
โอ.เค. ตัวอย่างให้ P

176
00:11:40.267 --> 00:11:44.267
ประพจน์ P แทนด้วยโปรแกรม Paint

177
00:11:44.269 --> 00:11:48.269
ช่วยคำนวณ Q ก็คือ Excel เป็นโปรแกรมช่วยคำนวณ

178
00:11:48.270 --> 00:11:52.270
เวลามันเชื่อมด้วยคำว่าและ

179
00:11:52.270 --> 00:11:56.270
เป็นเท็จ เพราะ

180
00:11:56.270 --> 00:12:00.270
เท็จและจริงเป็นเท็จนะคะ

181
00:12:00.271 --> 00:12:04.271
คราวนี้มาดูตัวอย่างที่ 2 ลองใช้ตัวอย่างทาง

182
00:12:04.272 --> 00:12:08.272
คณิตศาสตร์นิดหนึ่ง 0

183
00:12:08.273 --> 00:12:12.273
เป็นจำนวนนับ จริงไหม เวลาเรานับสิ่งของนะคะ

184
00:12:12.273 --> 00:12:16.273
นับสิ่งของนะคะ เราจะไม่นับ 0 เห็นไหม

185
00:12:16.275 --> 00:12:20.275
อย่างเช่น มีปากกา 1 ด้าม มีปากกา 2 ด้าม

186
00:12:20.275 --> 00:12:24.275
มีปากกา 3 ด้ามอย่างนี้เรื่อย ๆ

187
00:12:24.276 --> 00:12:28.276
มีนักเรียนมาเรียน 1 คน 2 คน

188
00:12:28.277 --> 00:12:32.277
ดังนั้น จำนวนนับนี่จะเริ่มจาก 1 เสมอ

189
00:12:32.277 --> 00:12:36.277
0 ไม่ได้เป็นจำนวนนับ ประพจน์ที่ 1 นี่

190
00:12:36.279 --> 00:12:40.279
มีค่าความจริงเป็นเท็จ

191
00:12:40.280 --> 00:12:44.280
สมการ เป็นสมการนะคะ 4 + 6 =

192
00:12:44.280 --> 00:12:48.280
6 - 4 มันเป็นสมการ

193
00:12:48.282 --> 00:12:52.282
เป็นประพจน์หาค่าความจริงได้ แต่มันมีค่าความจริงเป็นเท็จ

194
00:12:52.284 --> 00:12:56.284
นะคะ เพราะ 10 - 6 = 4

195
00:12:56.285 --> 00:13:00.285
เป็นเท่าไรคะ เป็น 2 เท็จและเท็จ เป็นเท็จนะคะ

196
00:13:00.287 --> 00:13:04.287
โอ.เค. นะคะ อันนี้คือตัวอย่างของ

197
00:13:04.288 --> 00:13:08.288
ประพจน์ด้วยตัวเชื่อมและนะคะ

198
00:13:08.290 --> 00:13:12.290
ต่อไปการเชื่อมประพจน์ด้วย

199
00:13:12.291 --> 00:13:16.291
ตัวเชื่อมถ้าแล้ว

200
00:13:16.292 --> 00:13:20.292
ถ้า แล้วนี่ จะมีกรณีพิเศษอยู่กรณีเดียว

201
00:13:20.294 --> 00:13:24.294
ถ้าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ คือ กรณีที่ 2 นะคะ

202
00:13:24.295 --> 00:13:28.295
ถ้าเหตุเป็นจริงและผลเป็นเท็จ

203
00:13:28.297 --> 00:13:32.297
รับไม่ได้แล้ว ค่าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ

204
00:13:32.298 --> 00:13:36.298
แต่ตรงกันข้ามกับตัวนี้นะคะ ตัวที่ 3 นี่

205
00:13:36.299 --> 00:13:40.299
ถ้าเท็จแล้วจริงเป็นจริง หมายความว่า

206
00:13:40.300 --> 00:13:44.300
แต่ผลลัพธ์มันเป็นจริงเราจะตั้ง

207
00:13:44.301 --> 00:13:48.301
นะคะ จะตรงกันข้าม จำง่าย ๆ นะคะ

208
00:13:48.302 --> 00:13:52.302
เป็นเท็จกรณีเดียว ก็คือกรณีที่ 2

209
00:13:52.303 --> 00:13:56.303
ถ้าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ นอกนั้นเป็นจริงหมด

210
00:13:56.304 --> 00:14:00.304
โอ.เค. นะคะ ประโยคตัวอย่าง

211
00:14:00.306 --> 00:14:04.306
ถ้าให้ประพจน์ P แทน

212
00:14:04.307 --> 00:14:08.307
หนูบินได้ หนูในที่นี้นี่ ไม่ใช่สรรพนามเรียกตัวเองนะคะ

213
00:14:08.308 --> 00:14:12.308
หมายถึงหนูที่มีหางยาว ๆ

214
00:14:12.310 --> 00:14:16.310
หนูกินข้าวในนา หนูบินได้

215
00:14:16.312 --> 00:14:20.312
เป็นประพจน์แรก ประพจน์นี้เราก็จะรู้ว่า

216
00:14:20.313 --> 00:14:24.313
หนูมันบินไม่ได้นะคะ แสดงว่ามันมีค่าความจริงเป็นเท็จ

217
00:14:24.313 --> 00:14:28.313
ประพจน์ Q แมวบินได้ แมวเมี๊ยว ๆ นะคะ

218
00:14:28.314 --> 00:14:32.314
แมวบินไม่ได้เช่นเดียวกัน

219
00:14:32.315 --> 00:14:36.315
พอมันรวมเป็นด้วยประโยคถ้าแล้ว

220
00:14:36.316 --> 00:14:40.316
ถ้า P แล้ว Q ถ้าหนูบินได้ แล้ว

221
00:14:40.317 --> 00:14:44.317
กลับกลายเป็นจริงนะคะ เชื่อมด้วยเงื่อนไขถ้า แล้ว

222
00:14:44.318 --> 00:14:48.318
นะคะ ก็คือเท็จแล้ว

223
00:14:48.319 --> 00:14:52.319
แล้วเท็จเป็นจริง โอ.เค. นะคะ

224
00:14:52.320 --> 00:14:56.320
ส่วนต่อไป ตัวอย่างที่ 2 ถ้า 1

225
00:14:56.321 --> 00:15:00.321
เป็นจำนวนนับ ถ้า 1 เป็นจำนวนนับ แสดงว่า 1

226
00:15:00.322 --> 00:15:04.322
แรกนะคะ มีค่าความจริงเป็นจริง

227
00:15:04.323 --> 00:15:08.323
ประพจน์ที่ 2 4 + 6 =

228
00:15:08.324 --> 00:15:12.324
6 - 4 อันนี้เป็นประพจน์ที่ 2 มีค่าความจริง

229
00:15:12.325 --> 00:15:16.325
เป็นเท็จ เรามาเชื่อมกันด้วยถ้า แล้ว ก็จะเป็น

230
00:15:16.326 --> 00:15:20.326
ถ้าจริงแล้วเท็จก็เป็นเท็จ

231
00:15:20.327 --> 00:15:24.327
มันเป็นเงื่อนไขที่ 2 กรณีพิเศษของ ถ้า แล้ว เลย

232
00:15:24.328 --> 00:15:28.328
สุดท้าย ตัวเชื่อม ตัวเชื่อม

233
00:15:28.329 --> 00:15:32.329
ด้วยก็ต่อเมื่อ ตัวเชื่อมก็ต่อเมื่อนี่มีลักษณะคล้าบถ้าแล้ว

234
00:15:32.331 --> 00:15:36.331
แต่เป็น 2 ทิศทาง

235
00:15:36.332 --> 00:15:40.332
สามารถเป็นเหตุไปหาผลแล้วก็เป็น

236
00:15:40.333 --> 00:15:44.333
ผลย้อนกลับมาหาเหตุ ไปเป็นได้ทั้ง 2 ทางนะคะ

237
00:15:44.334 --> 00:15:48.334
หลักการจำง่าย ๆ ก็คือมีประพจน์เชิงเดี่ยวเชื่อมกัน

238
00:15:48.335 --> 00:15:52.335
ด้วยก็ต่อเมื่อนะคะ P

239
00:15:52.336 --> 00:15:56.336
ก็ต่อเมื่อ Q ก็เป็นคอลัมน์ที่ 3 ตรงนี้นะคะ

240
00:15:56.337 --> 00:16:00.337
มันจะมีค่าความจริง ก็ต่อเมื่อ P

241
00:16:00.338 --> 00:16:04.338
และ Q มีค่าความจริงที่ตรงกันหรือเหมือนกัน

242
00:16:04.340 --> 00:16:08.340
อย่างเช่นกรณีที่ 1 ตรงนี้นะคะ P เป็นจริง

243
00:16:08.340 --> 00:16:12.340
Q เป็นจริง ทำให้ประพจน์

244
00:16:12.341 --> 00:16:16.341
เชิงประกอบ P ก็ต่อเมื่อ

245
00:16:16.342 --> 00:16:20.342
มีค่าความจริงเป็นจริง อีกกรณีก็คือ

246
00:16:20.344 --> 00:16:24.344
ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นเท็จ เป็นเท็จเลย

247
00:16:24.345 --> 00:16:28.345
หน้าตามันเหมือนกัน ค่าความจริงมันตรงกันหรือเปล่า

248
00:16:28.346 --> 00:16:32.346
ประโยคความรวมนั้นนะคะ ที่เชื่อมด้วยก็ต่อเมื่อ

249
00:16:32.348 --> 00:16:36.348
ก็จะเป็นจริงทันที ยกตัวอย่าง

250
00:16:36.349 --> 00:16:40.349
เหมือนประโยคเดิมนะคะ แต่เปลี่ยนตัวเชื่อม ถ้าตัวนี้

251
00:16:40.350 --> 00:16:44.350
P นะคะ เป็นประพจน์หนูบินได้เหมือนเดิม

252
00:16:44.351 --> 00:16:48.351
Q ก็เป็นประพจน์แมวบินได้ เราก็มา

253
00:16:48.352 --> 00:16:52.352
เชื่อมด้วยก็ต่อเมื่อตรงนี้นะคะ

254
00:16:52.354 --> 00:16:56.354
หนูบินได้ก็ต่อเมื่อหมูบินได้

255
00:16:56.354 --> 00:17:00.354
ตรงนี้นะคะ มันจะเป็นเท็จก็ต่อเมื่อเท็จ

256
00:17:00.356 --> 00:17:04.356
ค่าความจริงมันตรงกัน คือ เป็นเท็จทั้ง 2 อัน

257
00:17:04.357 --> 00:17:08.357
ทั้งซ้ายกับขวาปุ๊บ ตัวเชื่อมกลายเป็นความจริงทันที

258
00:17:08.358 --> 00:17:12.358
ประพจน์ความรวมนี้จึงมีค่าความจริง

259
00:17:12.359 --> 00:17:16.359
จริงนะคะ ต่อไปตัวอย่างที่ 2

260
00:17:16.360 --> 00:17:20.360
1 เป็นจำนวนนับ มีค่าความจริงเป็นจริง

261
00:17:20.365 --> 00:17:24.365
นะคะ เชื่อมด้วยประพจน์อันที่ 2

262
00:17:24.366 --> 00:17:28.366
4 + 6 = 6 + 4

263
00:17:28.367 --> 00:17:32.367
- 10 ประพจน์นี้มีค่าเป็นเท็จ

264
00:17:32.369 --> 00:17:36.369
ก็ต่อเมื่อ ก็กลายเป็นจริง

265
00:17:36.370 --> 00:17:40.370
ก็ต่อเมื่อเท็จ เลยให้ค่าความจริงที่ไม่ตรงกันนะคะ

266
00:17:40.372 --> 00:17:44.372
ก็เลยประโยคความรวมม

267
00:17:44.373 --> 00:17:48.373
อันนี้ก็เป็นการทบทวนการเชื่อม

268
00:17:48.374 --> 00:17:52.374
ประพจน์เชิงเดี่ยวได้ตัวเชื่อมทางตรรกะศาสตร์

269
00:17:52.376 --> 00:17:56.376
4 อย่างนะคะ ก็คือ และ หรือ ถ้า แล้ว ก็ต่อเมื่อ

270
00:17:56.377 --> 00:18:00.377
สำหรับการใช้ประโยคพิเศษ

271
00:18:00.378 --> 00:18:04.378
ตัว Not ตัว Not นี่ ถ้าเดิมประโยค

272
00:18:04.379 --> 00:18:08.379
มันมีค่าความจริงเป็นจริงนะคะ อย่างเช่น ประพจน์ P

273
00:18:08.380 --> 00:18:12.380
เดิมมีค่าความจริงเป็นจริง

274
00:18:12.381 --> 00:18:16.381
ค่าความจริงมันจะตรงกันข้าม จากจริงเป็นเท็จ จากเท็จเป็นจริง

275
00:18:16.382 --> 00:18:20.382
จริง โอ.เค. นะคะ เลยสรุปเป็นตาราง

276
00:18:20.383 --> 00:18:24.383
ค่าความจริงได้ดังในสไลด์นี้นะคะ

277
00:18:24.384 --> 00:18:28.384
ในกรณีที่มี 2 ประพจน์เดี่ยว P

278
00:18:28.386 --> 00:18:32.386
และ Q เวลาเราเชื่อมด้วยตัวเชื่อม ตักศาสตร์

279
00:18:32.387 --> 00:18:36.387
และหรือ ตัวนี้นะคะ คอลัมน์ที่ 3

280
00:18:36.388 --> 00:18:40.388
นี่คือและ หรือ

281
00:18:40.390 --> 00:18:44.390
ถ้าแล้ว ถ้าแล้วตรงนี้นะคะ ก็ต่อเมื่อ

282
00:18:44.391 --> 00:18:48.391
อันนี้เป็นตัวนี้เสร็จ Not

283
00:18:48.392 --> 00:18:52.392
การสร้างตารางค่าความจริง จะมีจำนวนกรณี

284
00:18:52.392 --> 00:18:56.392
ทั้งหมดที่เป็นไปได้ เท่ากับ 2 ยกกำลัง n

285
00:18:56.392 --> 00:19:00.392
โดยที่ N เท่ากับจำนวนประพจน์

286
00:19:00.393 --> 00:19:04.393

287
00:19:04.397 --> 00:19:08.397
โอ.เค.

288
00:19:08.399 --> 00:19:12.399
คราวนี้เราจะมาฝึกเขียนประโยคบอกเล่า ให้เป็น

289
00:19:12.401 --> 00:19:16.401
ประโยคทางตรรกศาสตร์นะคะ เพื่อที่เราจะตัดสินใจหรือ

290
00:19:16.403 --> 00:19:20.403
หาข้อสรุปของประโยคความรวมได้

291
00:19:20.404 --> 00:19:24.404
ง่ายขึ้นนะคะ คราวนี้เรามาดูประโยคที่เขาให้มานะคะ

292
00:19:24.406 --> 00:19:28.406
ว่า ถ้าข้อความเขาเขียนว่า ถ้าหนูบินได้

293
00:19:28.407 --> 00:19:32.407
และแมวบินได้ แล้วสุนัขบินได้

294
00:19:32.410 --> 00:19:36.410
เรามองหาประโยคที่มีประพจน์ก่อน ประพจน์เชิงเดี่ยว

295
00:19:36.411 --> 00:19:40.411
เป็นประพจน์ก่อน ประพจน์เชิงเดี่ยวนะคะ

296
00:19:40.411 --> 00:19:44.411
เราจะเห็นว่าประพจน์ที่ 1 ก็คือตรงนี้ หนูบินได้

297
00:19:44.412 --> 00:19:48.412
ให้เป็น P นะคะ แมวบินได้ประพจน์ที่ 2 ก็เป็น Q

298
00:19:48.412 --> 00:19:52.412
อันที่ 3 สุนัขบินได้ ก็แทนให้เป็นตัว R

299
00:19:52.414 --> 00:19:56.414
นะคะ พอเขียนเป็นประโยคทางตรรกะศาสตร์

300
00:19:56.415 --> 00:20:00.415
สัญลักษณ์ก็จะเกิดเป็นสัญลักษณ์แบบนี้นะคะ

301
00:20:00.416 --> 00:20:04.416
ในวงเล็บ ในวงเล็บตรงนี้เป็นเหตุนะคะ หนูบินได้

302
00:20:04.417 --> 00:20:08.417
ก็แทนด้วย P P และ แมวบินได้เป็น Q ก็เป็น P และ Q

303
00:20:08.418 --> 00:20:12.418

304
00:20:12.420 --> 00:20:16.420
โอ.เค. นะคะ อันนี้คือจากข้อความ

305
00:20:16.421 --> 00:20:20.421
บอกเล่ากลายเป็นประโยคสัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์

306
00:20:20.424 --> 00:20:24.424
อันนี้คือตัวอย่างที่ 1 ต่อไป ตัวอย่างที่ 2

307
00:20:24.424 --> 00:20:28.424
ถ้าฝนตก ฝนตกก็เป็นประพจน์ที่ 1

308
00:20:28.425 --> 00:20:32.425
แต่เป็นประพจน์ที่ 1 นะคะ

309
00:20:32.426 --> 00:20:36.426
จะไปหาปลา นายแดงจะไปหาปลาก็เป็นประพจน์ที่ 2

310
00:20:36.427 --> 00:20:40.427
แทนด้วยตัว Q แต่นายแดงไม่ไปหาปลา

311
00:20:40.430 --> 00:20:44.430
ไม่ไปหาปลา ไม่ไปตกปลา

312
00:20:44.431 --> 00:20:48.431
ดังนั้น ฝนไม่ตก เห็นไหมคะ

313
00:20:48.432 --> 00:20:52.432
นายแดงไม่ไปตกปลา แสดงว่าเป็นนิเสธธ

314
00:20:52.433 --> 00:20:56.433
ของ Q ดังนั้น ในประโยคบอกเล่า

315
00:20:56.434 --> 00:21:00.434
ในชีวิตประจำวันเราจะเจอคำว่า

316
00:21:00.434 --> 00:21:04.434
ดังนั้นนี่ จะเป็นของการให้เหตุผล จะมี

317
00:21:04.435 --> 00:21:08.435
ลักษณะอธิบายโดยใช้ภาษาไทยของเรา แต่พอมาใช้เป็นสัญลักษณ์

318
00:21:08.436 --> 00:21:12.436
ทางตักศาสตร์ ก็เสมือนคำว่า "ถ้าแล้ว"

319
00:21:12.437 --> 00:21:16.437
ถ้าแล้วนะคะ ถ้าเกิดเหตุการณ์สิ่งเหล่านี้

320
00:21:16.438 --> 00:21:20.438
แล้วนี่ จะสรุปว่า

321
00:21:20.439 --> 00:21:24.439
ฝนไม่ตกนะคะ ก็เลยเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์ได้ว่า

322
00:21:24.442 --> 00:21:28.442
ถ้านะคะ ถ้าแล้วก็คือตัวนี้นะคะ

323
00:21:28.443 --> 00:21:32.443
ถ้า แล้ว ก็คือตัวนี้ ถ้า แล้ว

324
00:21:32.444 --> 00:21:36.444
คราวนี้มาดูเหตุ เหตุเกิดขึ้น

325
00:21:36.446 --> 00:21:40.446
มีอะไรบ้าง อันที่ 1 P และ Q

326
00:21:40.447 --> 00:21:44.447
ก็คือ ถ้าฝนตกแล้วนายแดงจะไปหาปลา

327
00:21:44.448 --> 00:21:48.448
นะคะ แทนด้วยวงเล็บนี้ P

328
00:21:48.452 --> 00:21:52.452
แล้ว Q คำว่า แต่ นี่

329
00:21:52.453 --> 00:21:56.453
เป็นประโยคของ... อีก 10 นาที Zoom จะตัดเวลาน

330
00:21:56.457 --> 00:22:00.457
เดี๋ยวครูจะส่งลิงก์ให้ใหม่ในไลน์กลุ่มนะคะ

331
00:22:00.470 --> 00:22:04.470
ประโยคบอกเล่าภาษาไทยเหมือนเล่าเรื่อง

332
00:22:04.472 --> 00:22:08.472
ในทางตรรกะศาสตร์ ก็คือบอกเราว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น

333
00:22:08.479 --> 00:22:12.479
เหมือนกันนะ ตอนนี้มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเหมือนกัน

334
00:22:12.480 --> 00:22:16.480
ดังนั้นตัวเชื่อม จึงเชื่อมด้วยคำว่าและ

335
00:22:16.481 --> 00:22:20.481
และอะไร และเกิดอะไร แดงไม่ไปตกปลา

336
00:22:20.482 --> 00:22:24.482
และ Not Q ดังนั้นก็กลายเป็นว่า

337
00:22:24.483 --> 00:22:28.483
ถ้า แล้ว ฝนไม่ตกก็คือ Not P

338
00:22:28.484 --> 00:22:32.484
ตรงนี้นะคะ ถึงตรงนี้

339
00:22:32.487 --> 00:22:36.487
ตรงนี้มีคำถามไหมคะ ใครอยากจะถามพิมพ์แช็ตมาได้เลยนะ

340
00:22:36.489 --> 00:22:40.489

341
00:22:40.502 --> 00:22:44.502
ถ้าครูพูดเร็วไปก็สะกิด ๆ ได้นะ

342
00:22:44.504 --> 00:22:48.504
เรามาดูเวลาเราหาค่าความจริงประพจน์เชิงประกอบ

343
00:22:48.504 --> 00:22:52.504
หรือประพจน์ความรวม บางครั้งเขาก็ใช้คำนี้นะคะ

344
00:22:52.505 --> 00:22:56.505
คือ ประพจน์ที่มันรวม ๆ กับประพจน์เดี่ยวของเรานี่

345
00:22:56.506 --> 00:23:00.506
มันจะมีการหาค่าความจริงในลักษณะใช้แผนผังง่าย ๆ นะคะ

346
00:23:00.507 --> 00:23:04.507
ดังต่อไปนี้ ยกตัวอย่างเช่น

347
00:23:04.508 --> 00:23:08.508
ให้ P มีค่าความจริงเป็นเท็จ

348
00:23:08.510 --> 00:23:12.510
เป็นจริง R มีค่าความจริงเป็น

349
00:23:12.511 --> 00:23:16.511
จริง 3 ประพจน์เดี่ยวนี้เอามารวมกัน

350
00:23:16.512 --> 00:23:20.512
ประกอบกันด้วยตัวเชื่อม

351
00:23:20.514 --> 00:23:24.514
P หรือ Q แล้ว R ถามว่า

352
00:23:24.517 --> 00:23:28.517
ประพจน์เชิงประกอบนี้จะมีค่าความจริงเป็น

353
00:23:28.518 --> 00:23:32.518
สุดท้ายแล้วเป็นจริงหรือเท็จ เสียดายสไลด์ครู

354
00:23:32.521 --> 00:23:36.521
มันขยับนะคะ

355
00:23:36.523 --> 00:23:40.523
แป๊บหนึ่ง แป๊บหนึ่งค่ะ

356
00:23:40.525 --> 00:23:44.525

357
00:23:44.526 --> 00:23:48.526

358
00:23:48.528 --> 00:23:52.528

359
00:23:52.532 --> 00:23:56.532

360
00:23:56.534 --> 00:24:00.534

361
00:24:00.536 --> 00:24:04.536

362
00:24:04.538 --> 00:24:08.538

363
00:24:08.540 --> 00:24:12.540
โอ.เค. แป๊บหนึ่งนะคะ

364
00:24:12.545 --> 00:24:16.545
สไลด์ครูขยับ

365
00:24:16.547 --> 00:24:20.547
ดูใน Power Point เลย ครูเข้าไปแก้

366
00:24:20.551 --> 00:24:24.551
ตัวอย่างที่ 1 P หรือ Q

367
00:24:24.552 --> 00:24:28.552
Q ตรงนี้นะคะ P หรือ Q แล้ว R

368
00:24:28.553 --> 00:24:32.553
เวลาเราจะหาความจริงของประพจน์

369
00:24:32.556 --> 00:24:36.556
เชิงประกอบตัวนี้เราก็เขียนค่าความจริงของประพจน์เดี่ยวไว้ข้างใต้เลย

370
00:24:36.557 --> 00:24:40.557
เขากำหนดให้เป็นเท็จ

371
00:24:40.558 --> 00:24:44.558
Q เป็นจริง R เป็นจริง เวลา

372
00:24:44.559 --> 00:24:48.559
เราหาค่าความจริงของประพจน์เชิงประกอบ ให้เราทำให้วงเล็บ

373
00:24:48.559 --> 00:24:52.559
เสมือนเราแก้สมการทางคณิตศาสตร์นะคะ

374
00:24:52.561 --> 00:24:56.561

375
00:24:56.564 --> 00:25:00.564

376
00:25:00.565 --> 00:25:04.565
นั้นเสียก่อนนะคะ

377
00:25:04.567 --> 00:25:08.567

378
00:25:08.569 --> 00:25:12.569
เสียงคุณครูเป็นอะไรครับ

379
00:25:12.570 --> 00:25:16.570
P หรือ Q

380
00:25:16.571 --> 00:25:20.571
แล้วก็แทนลงไป เท็จหรือจริง...

381
00:25:20.573 --> 00:25:24.573

382
00:25:24.574 --> 00:25:28.574
โอ.เค. ตอนนี้ใส่ค่าความจริงลงไปแล้วนะคะ

383
00:25:28.575 --> 00:25:32.575
ตอนนี้เราก็มาดูตรงนี้นะคะ เท็จ

384
00:25:32.576 --> 00:25:36.576
หรือจริง เป็นอะไรคะ เป็นจริง

385
00:25:36.578 --> 00:25:40.578
ค่ะ เราได้จริงมาแล้วค่ะตรงนี้

386
00:25:40.579 --> 00:25:44.579
ไปเชื่อมกับ R ถ้าแล้ว

387
00:25:44.580 --> 00:25:48.580
ตัวเชื่อม ถ้า แล้ว ก็จะเป็น

388
00:25:48.581 --> 00:25:52.581
ถ้า จริง แล้ว จริง มีค่า

389
00:25:52.584 --> 00:25:56.584
ความจริงเป็นจริง โอ.เค. ไหมคะ

390
00:25:56.585 --> 00:26:00.585
ก็แสดงว่าประโยคที่ 1 มีค่าความจริงเป็นจริง

391
00:26:00.587 --> 00:26:04.587
โอ.เค. นะคะ ต่อไปตัวอย่างที่ 2

392
00:26:04.589 --> 00:26:08.589
ถ้ากำหนด T เป็นเท็จ Q เป็นจริง

393
00:26:08.591 --> 00:26:12.591
R เป็นจริง หาค่าความจริงของ 2.0

394
00:26:12.593 --> 00:26:16.593
เหมือนเดิมเลย เราก็เขียนค่าความจริงเป็น

395
00:26:16.594 --> 00:26:20.594
ประพจน์เชิงเดี่ยว

396
00:26:20.600 --> 00:26:24.600
ตามที่โจทย์กำหลดให้นะคะ เราก็ใส่

397
00:26:24.601 --> 00:26:28.601
P ไว้ แล้วใส่ค่าเท็จอยู่ข้างล่าง

398
00:26:28.603 --> 00:26:32.603
คราวนี้มันมี Not มันจะทำให้ค่าความจริงตรงกันข้าม

399
00:26:32.604 --> 00:26:36.604
นะคะ ตัวนี้กลายเป็นจริง

400
00:26:36.604 --> 00:26:40.604
เห็นไหมคะ จริงนี่ ครูก็จะเขียนคำว่า Not

401
00:26:40.606 --> 00:26:44.606
เห็นไหมคะ ตรงนี้ เพราะ P มันเปิด Not

402
00:26:44.607 --> 00:26:48.607
Q โจทย์กำหนดให้เป็นจริง

403
00:26:48.608 --> 00:26:52.608
R นี่เป็นจริง แต่ Not ของมันก็กลายเป็นเท็จ

404
00:26:52.609 --> 00:26:56.609
...

405
00:26:56.610 --> 00:27:00.610

406
00:27:00.611 --> 00:27:04.611
ด้านซ้ายมือก่อน

407
00:27:04.612 --> 00:27:08.612
ซ้ายมือก่อนนะคะ ซ้ายมือของจริง

408
00:27:08.615 --> 00:27:12.615
มีค่าคาวมจริงเป็นจริงหมด

409
00:27:12.616 --> 00:27:16.616
ประพจน์ที่มันเชื่อมด้วยและนี่จะเป็นจริงหมด

410
00:27:16.617 --> 00:27:20.617
ด้านซ้ายของเราเป็นจริง

411
00:27:20.619 --> 00:27:24.619
แดง ๆ นี่นะคะ ตัวเชื่อมด้วยหรือ ตัวเชื่อมด้วยหรือ

412
00:27:24.620 --> 00:27:28.620
เท็จหรือเท็จ เราก็จะจำระลึกได้ว่า

413
00:27:28.621 --> 00:27:32.621
ถ้าเป็นหรือปุ๊บนี่

414
00:27:32.623 --> 00:27:36.623
ซึ่งตรงกับกรณีข้อ 2.1 พอดีนะคะ

415
00:27:36.624 --> 00:27:40.624
ก็เป็นเท็จ พอได้แล้ว เราจึงเอาจริง

416
00:27:40.626 --> 00:27:44.626
ตัวข่างล่างนี่ไปเชื่อมกับตัวเท็จสีแดง

417
00:27:44.627 --> 00:27:48.627
ข้างล่างนี้นะคะ ด้วยตัวเชื่อมก็ต่อเมื่อ

418
00:27:48.629 --> 00:27:52.629
เราก็ระลึกไปถึงค่าความจริง

419
00:27:52.630 --> 00:27:56.630
ถ้าตัวเชื่อมเป็นก็ต่อเมื่อนี่

420
00:27:56.631 --> 00:28:00.631
มันจะเป็นจริงก็เฉพาะค่าความจริงมันตรงกัน

421
00:28:00.632 --> 00:28:04.632
เหมือนกัน เป็นฝาแฝดกันนะคะ

422
00:28:04.633 --> 00:28:08.633
ถ้าซ้ายขวาเหมือนกันปั๊บ

423
00:28:08.634 --> 00:28:12.634
ข้อ 2.1 นี่ มันจะไม่เหมือนกันนะคะ

424
00:28:12.635 --> 00:28:16.635
ด้านขวามือของครูนี่เป็นเท็จ

425
00:28:16.636 --> 00:28:20.636
สีแดง ค่าความจริงมันไม่ตรงกัน ดังนั้น ทำให้ประโยค

426
00:28:20.637 --> 00:28:24.637
ข้อ 2.1 เป็นเท็จ

427
00:28:24.639 --> 00:28:28.639
ได้แล้วนะคะ ต่อไป

428
00:28:28.640 --> 00:28:32.640
2.2 นะคะ

429
00:28:32.642 --> 00:28:36.642
ให้หาค่าความจริงของประพจน์เชิงประกอบ

430
00:28:36.645 --> 00:28:40.645
หรือในวงเล็บแล้ว Q แล้ว R

431
00:28:40.646 --> 00:28:44.646
ถ้าแล้วในวงเล็บ Not Q หรือ R

432
00:28:44.647 --> 00:28:48.647
เราก็มาดูก่อนว่าเรามาทำในวงเล็บนะคะ

433
00:28:48.649 --> 00:28:52.649
ตอนนี้เขียนค่าความจริงประกบไว้ก่อน ตรงนี้ครูลัดเลย

434
00:28:52.650 --> 00:28:56.650
Q นี่มันเป็นเท็จ แต่ Not ของมันให้เป็นจริง

435
00:28:56.651 --> 00:29:00.651

436
00:29:00.653 --> 00:29:04.653
ทำในวงเล็บ วงเล็บแรกนี่

437
00:29:04.655 --> 00:29:08.655
มองเฉพาะ Q แล้ว R นะคะ เท็จแล้วจริงมีค่า

438
00:29:08.656 --> 00:29:12.656
เป็นอะไรคะ เท็จแล้วจริง

439
00:29:12.657 --> 00:29:16.657
ถ้าเหตุมันไม่ดีแล้วผลมันออกมาดีเราก็ยอมรับได้นะคะ

440
00:29:16.658 --> 00:29:20.658
มีค่าความจริงเป็นจริง แต่นี่เป็นจริงนะคะ ส่วน

441
00:29:20.658 --> 00:29:24.658
วงเล็บที่ 2 นี่ ตัวเชื่อมมันเป็นหรือ

442
00:29:24.660 --> 00:29:28.660
เราไม่ต้องไปดูเลย ไม่ต้องไปดูข้างหลังเลย

443
00:29:28.671 --> 00:29:32.671
ออกมาเป็นจริงหมด ก็มีค่าความจริงเป็นจริง ต่อไป

444
00:29:32.672 --> 00:29:36.672
ได้แล้วนะคะ ต่อไปทำในวงเล็บก้ามปู

445
00:29:36.674 --> 00:29:40.674
ด้านซ้ายมือนะคะ เราจะหาความจริงของเท็จ

446
00:29:40.676 --> 00:29:44.676
หรือจริง

447
00:29:44.677 --> 00:29:48.677
หรือนี่ขอให้มีอันหนึ่งอันใดเป็นจริงนี่ เป็นจริงหมด

448
00:29:48.678 --> 00:29:52.678
ด้านซ้ายมือนี่เป็นจริงนะคะ ได้แ้ลว

449
00:29:52.679 --> 00:29:56.679
ต่อไปตัดสินใจตรงนี้นะคะ

450
00:29:56.681 --> 00:30:00.681
ถ้าแล้ว

451
00:30:00.682 --> 00:30:04.682
เราจะใช้จริงตัวนี้นะคะ ถ้าจริง

452
00:30:04.683 --> 00:30:08.683
แล้ว จริง มีค่าความจริงเป็น

453
00:30:08.699 --> 00:30:12.699
จริง ดังนั้น ประพจน์เชิงประกอบ 2.2

454
00:30:12.700 --> 00:30:16.700

455
00:30:16.702 --> 00:30:20.702
ตอนนี้ก็เดี๋ยว Zoom

456
00:30:20.703 --> 00:30:24.703
เดี๋ยว ZOOM จะหมดเวลาอีก 1

457
00:30:24.707 --> 00:30:26.437
Ց

458
00:30:36.712 --> 00:30:40.712

459
00:30:40.713 --> 00:30:41.447
คะ ก่อนจะพักเบรก ก

460
00:30:44.715 --> 00:30:48.715

461
00:30:48.716 --> 00:30:49.259
ค่ะ

462
00:30:52.717 --> 00:30:56.717

463
00:30:56.721 --> 00:31:00.721

464
00:31:00.727 --> 00:31:04.727

465
00:31:04.728 --> 00:31:08.728

466
00:31:08.730 --> 00:31:12.730

467
00:31:12.731 --> 00:31:16.731

468
00:31:16.736 --> 00:31:20.736

469
00:31:20.738 --> 00:31:24.738

470
00:31:24.741 --> 00:31:28.741

471
00:31:28.743 --> 00:31:32.743

472
00:31:32.744 --> 00:31:36.744

473
00:31:36.745 --> 00:31:40.745

474
00:31:40.747 --> 00:31:44.747

475
00:31:44.748 --> 00:31:48.748

476
00:31:48.750 --> 00:31:52.750

477
00:31:52.752 --> 00:31:56.752

478
00:31:56.754 --> 00:32:00.754

479
00:32:00.755 --> 00:32:04.755

480
00:32:04.757 --> 00:32:08.757

481
00:32:08.758 --> 00:32:12.758

482
00:32:12.760 --> 00:32:16.760

483
00:32:16.763 --> 00:32:20.763

484
00:32:20.766 --> 00:32:24.766

485
00:32:24.769 --> 00:32:28.769

486
00:32:28.772 --> 00:32:32.772

487
00:32:32.774 --> 00:32:36.774

488
00:32:36.776 --> 00:32:40.776

489
00:32:40.779 --> 00:32:44.779

490
00:32:44.781 --> 00:32:48.781

491
00:32:48.784 --> 00:32:52.784

492
00:32:52.787 --> 00:32:56.787

493
00:32:56.789 --> 00:33:00.789

494
00:33:00.792 --> 00:33:04.792

495
00:33:04.793 --> 00:33:08.793

496
00:33:08.794 --> 00:33:12.794

497
00:33:12.796 --> 00:33:16.796

498
00:33:16.797 --> 00:33:20.797

499
00:33:20.799 --> 00:33:24.799

500
00:33:24.800 --> 00:33:28.800

501
00:33:28.802 --> 00:33:32.802

502
00:33:32.804 --> 00:33:36.804

503
00:33:36.806 --> 00:33:40.806

504
00:33:40.807 --> 00:33:44.807

505
00:33:44.808 --> 00:33:48.808

506
00:33:48.810 --> 00:33:52.810

507
00:33:52.811 --> 00:33:56.811

508
00:33:56.813 --> 00:34:00.813

509
00:34:00.816 --> 00:34:04.816

510
00:34:04.819 --> 00:34:08.819

511
00:34:08.820 --> 00:34:12.820

512
00:34:12.821 --> 00:34:16.821

513
00:34:16.824 --> 00:34:20.824

514
00:34:20.825 --> 00:34:24.825

515
00:34:24.827 --> 00:34:28.827

516
00:34:28.829 --> 00:34:32.829

517
00:34:32.831 --> 00:34:36.831

518
00:34:36.833 --> 00:34:40.833

519
00:34:40.835 --> 00:34:44.835

520
00:34:44.838 --> 00:34:48.838

521
00:34:48.840 --> 00:34:52.840

522
00:34:52.841 --> 00:34:56.841

523
00:34:56.843 --> 00:35:00.843

524
00:35:00.846 --> 00:35:04.846

525
00:35:04.848 --> 00:35:08.848

526
00:35:08.851 --> 00:35:12.851

527
00:35:12.854 --> 00:35:16.854

528
00:35:16.856 --> 00:35:20.856

529
00:35:20.857 --> 00:35:24.857

530
00:35:24.858 --> 00:35:28.858

531
00:35:28.859 --> 00:35:32.859

532
00:35:32.861 --> 00:35:36.861

533
00:35:36.863 --> 00:35:40.863

534
00:35:40.866 --> 00:35:44.866

535
00:35:44.867 --> 00:35:48.867

536
00:35:48.868 --> 00:35:52.868

537
00:35:52.871 --> 00:35:56.871

538
00:35:56.873 --> 00:36:00.873

539
00:36:00.875 --> 00:36:04.875

540
00:36:04.876 --> 00:36:08.876

541
00:36:08.878 --> 00:36:12.878

542
00:36:12.880 --> 00:36:16.880

543
00:36:16.881 --> 00:36:20.881

544
00:36:20.883 --> 00:36:24.883

545
00:36:24.886 --> 00:36:28.886

546
00:36:28.888 --> 00:36:32.888

547
00:36:32.890 --> 00:36:36.890

548
00:36:36.891 --> 00:36:40.891

549
00:36:40.892 --> 00:36:44.892

550
00:36:44.895 --> 00:36:48.895

551
00:36:48.896 --> 00:36:52.896

552
00:36:52.902 --> 00:36:56.902

553
00:36:56.904 --> 00:37:00.904

554
00:37:00.906 --> 00:37:04.906

555
00:37:04.907 --> 00:37:08.907

556
00:37:08.909 --> 00:37:12.909

557
00:37:12.911 --> 00:37:16.911

558
00:37:16.913 --> 00:37:20.913

559
00:37:20.915 --> 00:37:24.915

560
00:37:24.916 --> 00:37:28.916

561
00:37:28.918 --> 00:37:32.918

562
00:37:32.920 --> 00:37:36.920

563
00:37:36.923 --> 00:37:40.923

564
00:37:40.926 --> 00:37:44.926

565
00:37:44.928 --> 00:37:48.928

566
00:37:48.930 --> 00:37:52.930

567
00:37:52.931 --> 00:37:56.931

568
00:37:56.934 --> 00:38:00.934

569
00:38:00.936 --> 00:38:04.936

570
00:38:04.937 --> 00:38:08.937

571
00:38:08.939 --> 00:38:12.939

572
00:38:12.941 --> 00:38:16.941

573
00:38:16.942 --> 00:38:20.942

574
00:38:20.944 --> 00:38:24.944

575
00:38:24.945 --> 00:38:28.945

576
00:38:28.946 --> 00:38:32.946

577
00:38:32.948 --> 00:38:36.948

578
00:38:36.949 --> 00:38:40.949

579
00:38:40.950 --> 00:38:44.950

580
00:38:44.952 --> 00:38:48.952

581
00:38:48.954 --> 00:38:52.954

582
00:38:52.956 --> 00:38:56.956

583
00:38:56.958 --> 00:39:00.958

584
00:39:00.963 --> 00:39:04.963

585
00:39:04.964 --> 00:39:08.964

586
00:39:08.968 --> 00:39:12.968

587
00:39:12.970 --> 00:39:16.970

588
00:39:16.972 --> 00:39:20.972

589
00:39:20.973 --> 00:39:24.973

590
00:39:24.981 --> 00:39:28.981

591
00:39:28.983 --> 00:39:32.983

592
00:39:32.984 --> 00:39:36.984

593
00:39:36.986 --> 00:39:40.986

594
00:39:40.988 --> 00:39:44.988

595
00:39:44.990 --> 00:39:48.990

596
00:39:48.993 --> 00:39:52.993

597
00:39:52.995 --> 00:39:56.995

598
00:39:56.996 --> 00:40:00.996

599
00:40:00.998 --> 00:40:04.998

600
00:40:05.003 --> 00:40:09.003

601
00:40:09.004 --> 00:40:13.004

602
00:40:13.007 --> 00:40:17.007

603
00:40:17.014 --> 00:40:21.014

604
00:40:21.016 --> 00:40:25.016

605
00:40:25.018 --> 00:40:29.018

606
00:40:29.029 --> 00:40:33.029

607
00:40:33.031 --> 00:40:37.031

608
00:40:37.033 --> 00:40:41.033

609
00:40:41.035 --> 00:40:45.035

610
00:40:45.036 --> 00:40:49.036

611
00:40:49.038 --> 00:40:53.038

612
00:40:53.042 --> 00:40:57.042

613
00:40:57.044 --> 00:41:01.044

614
00:41:01.047 --> 00:41:05.047

615
00:41:05.048 --> 00:41:09.048

616
00:41:09.051 --> 00:41:13.051

617
00:41:13.053 --> 00:41:17.053

618
00:41:17.055 --> 00:41:21.055

619
00:41:21.057 --> 00:41:25.057

620
00:41:25.059 --> 00:41:29.059

621
00:41:29.060 --> 00:41:33.060

622
00:41:33.063 --> 00:41:37.063
ครูได้นะคะ เดี๋ยวลองใช้สื่อช่วยสอนใหม่ ๆ เรื่อย

623
00:41:37.064 --> 00:41:41.064

624
00:41:41.065 --> 00:41:45.065
สำหรับเนื้อหาที่เราจะคุยกันต่อไป

625
00:41:45.065 --> 00:41:49.065
นะคะ คือ การ

626
00:41:49.066 --> 00:41:53.066
หาเหตุผลนะคะ ซึ่งการหาเหตุผลตรงนี้นี่

627
00:41:53.067 --> 00:41:57.067
ก็จะเป็นตรรกศาสตร์นะคะ คำว่า "ตรรก"

628
00:41:57.068 --> 00:42:01.068
บวกกับคำว่า ศาสตร์

629
00:42:01.071 --> 00:42:05.071
ก็คือความคิด ความเป็นแบบมีเหตุมีผลนะคะ

630
00:42:05.072 --> 00:42:09.072
บวกด้วยศาสตร์ ศาสตร์ก็คือวิชา ดังนั้น ตรรกศาสตร์ ก็คือ

631
00:42:09.078 --> 00:42:13.078
แบบสมเหตุนะคะ

632
00:42:13.080 --> 00:42:17.080
ดังนั้นใครเรียนตรรกะศาสตร์

633
00:42:17.083 --> 00:42:21.083
ได้อย่างมีเหตุผลก็จะกลายเป็น

634
00:42:21.084 --> 00:42:25.084
คนที่มีเหตุผลตลอดนะคะ เราคิดอะไร

635
00:42:25.085 --> 00:42:29.085
ให้มันสมเหตุสมผลนะคะ ต่อไป

636
00:42:29.086 --> 00:42:33.086
เรามาดูนะคะ ว่า การหาเหตุผล

637
00:42:33.090 --> 00:42:37.090
นี่ มันจะมีการพิสูจน์อยู่อย่างหนึ่ง

638
00:42:37.091 --> 00:42:41.091
ที่เขาเรียกว่าการพิสูจน์แบบหักล้าง ถ้าเราจะสรุปผล

639
00:42:41.094 --> 00:42:45.094
อะไรสักอย่างหนึ่งนะคะ ถ้าเราบอกว่ามันเป็นจริง

640
00:42:45.095 --> 00:42:49.095
แสดงว่าเราพูดกี่ครั้ง ๆ ด้วยเหตุผลมา

641
00:42:49.096 --> 00:42:53.096
กี่ครั้งมันก็ยังเป็นจริงอยู่นะคะ

642
00:42:53.097 --> 00:42:57.097
อย่างเช่น พระอาทิตย์ขึ้นที่ทางทิศตะวันออก

643
00:42:57.100 --> 00:43:01.100
ครูอยู่ที่ประเทศไทย พระอาทิตย์ก็ยังขึ้นที่ทิศตะวันออก

644
00:43:01.101 --> 00:43:05.101
พระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทิศตะวันออก

645
00:43:05.101 --> 00:43:09.101
ตื่นเช้ามาพระอาทิตย์ก็ยังขึ้นที่ทางทิศตะวันออก

646
00:43:09.104 --> 00:43:13.104
หรือไปเที่ยวญี่ปุ่นบ้าง อยู่ที่ญี่ปุ่นบ้าง

647
00:43:13.105 --> 00:43:17.105
ตื่นเช้ามาพระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทิศตะวันออก

648
00:43:17.106 --> 00:43:21.106
เห็นไหมคะ ถ้าแบบนี้จะเป็นค่าความจริง

649
00:43:21.107 --> 00:43:25.107
ยอมรับได้ไม่ว่าจะเกิดเหตุกาณรณ์นั้นที่ไหนที่ไหน

650
00:43:25.109 --> 00:43:29.109
นะคะ พระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทศตะวันออก

651
00:43:29.110 --> 00:43:33.110
โอ.เค. แต่ถ้าเกิดมีเหตุการณ์

652
00:43:33.111 --> 00:43:37.111
เหตุการณ์หนึ่งที่มันไม่จริงนั้น

653
00:43:37.112 --> 00:43:41.112
สามารถสรุปได้ว่า

654
00:43:41.113 --> 00:43:45.113
เป็นจริงได้ นี่มาสรุป

655
00:43:45.114 --> 00:43:49.114
เพื่อให้เราตัดสินใจได้ อย่างแรกเลย

656
00:43:49.115 --> 00:43:53.115
ถ้ามีเหตุการณ์หรือข้อความเรีง

657
00:43:53.117 --> 00:43:57.117
ได้ว่าอะไรเป็นเหตุแล้วอะไรเป็นผล

658
00:43:57.118 --> 00:44:01.118
นะคะ ตัวอย่างเช่น มานะ

659
00:44:01.120 --> 00:44:05.120
ชอบไปห้องสมุด เพราะที่นั่นมีหนังสือให้อ่านมากมาย

660
00:44:05.121 --> 00:44:09.121
ครูก็ชอบไปนะคะ เพราะที่นั่นเงียบสงบ

661
00:44:09.122 --> 00:44:13.122
ทีนี้เราจะเห็นนะคะ ว่า

662
00:44:13.122 --> 00:44:17.122
มานะชอบไปห้องสมุด

663
00:44:17.123 --> 00:44:21.123
ใช่ไหม เป็นเหตุไหม

664
00:44:21.125 --> 00:44:25.125
(นักศึกษา) เป็น (อาจารย์) จริงหรือเปล่า อย่าโดนครูลวงนะ

665
00:44:25.126 --> 00:44:29.126
(นักศึกษา) ไม่ลวงครับ (อาจารย์)

666
00:44:29.153 --> 00:44:33.153
ดูนะคะ ครูเปลี่ยนเลเซอร์ได้แล้ว

667
00:44:33.156 --> 00:44:37.156
ตรงนี้นะคะ ถ้าเป็นประโยคภาษาไทยนี่

668
00:44:37.162 --> 00:44:41.162
มานะชอบไปห้องสมุด เพราะ เพราะอะไร

669
00:44:41.163 --> 00:44:45.163
เห็นไหม เวลาครูถามนักเรียน

670
00:44:45.164 --> 00:44:49.164
ทำไมไม่มาเรียน เป็นอะไรหรือ

671
00:44:49.165 --> 00:44:53.165
เพราะอะไรหรือ แสดงว่าครูกำลังถามหาเหตุผลใช่ไหม ว่านักศึกษาคนนั้น

672
00:44:53.166 --> 00:44:57.166
ป่วยหรือเปล่าไม่มาเรียน หรือว่าต้องทำงานช่วยที่บ้าน

673
00:44:57.167 --> 00:45:01.167
เพราะเหตุผลใด มีติดสิ่งใด

674
00:45:01.169 --> 00:45:05.169
ใช่ไหมคะ ฉะนั้น ประโยคภาษาไทยนี่

675
00:45:05.170 --> 00:45:09.170
ถ้าเป็นประโยคที่มีคำว่า "เพราะ" นี่ เพราะ บอก

676
00:45:09.172 --> 00:45:13.172
เหตุจริงไหม ต้องคิดถึงเวลา

677
00:45:13.173 --> 00:45:17.173
ที่ครูถามว่าทำไมวันนั้นเราไม่มาเรียนล่ะ

678
00:45:17.175 --> 00:45:21.175
ครูถาม เพราะว่าครูต้องการเหตุผล ถูกไหมคะ

679
00:45:21.176 --> 00:45:25.176
ดังนั้น ประโยคที่ 1 นี่ เหตุก็คือ

680
00:45:25.177 --> 00:45:29.177
ห้องสมุดมีหนังสือให้อ่านมากมาย

681
00:45:29.181 --> 00:45:33.181
จึงเกิดผลหรือส่งผลให้ ผลนะคะ

682
00:45:33.181 --> 00:45:37.181
ก็คือมานะชอบไปห้องสมุด นักศึกษาเลคียร์นะคะ

683
00:45:37.182 --> 00:45:41.182
ประโยคที่ 1 เหตุก็คือห้องสมุดมีหนังสือมากมาย

684
00:45:41.183 --> 00:45:45.183
ผลก็คือ มานะชอบไปห้องสมุด

685
00:45:45.185 --> 00:45:49.185
โอ.เค. นะคะ ต่อไปตัวที่ 2

686
00:45:49.186 --> 00:45:53.186
กิตติเรียนวิชา

687
00:45:53.187 --> 00:45:57.187
ภาษาอังกฤษและ... เพิ่ม

688
00:45:57.196 --> 00:46:01.196
จึงทำให้ได้รับทุน

689
00:46:01.196 --> 00:46:05.196
ตรงนี้ทำให้ได้รับทุนแลกเปลี่ยนต่างประเทศ

690
00:46:05.198 --> 00:46:09.198
เราจะเห็นเลยว่าประโยคนี้ ถ้า

691
00:46:09.201 --> 00:46:13.201
ภาษาไทยมีคำว่า "ทำให้" ก็แสดงว่า...

692
00:46:13.202 --> 00:46:17.202
ใช่ไหมคะ เป็น ... สังเกตที่เหตุ

693
00:46:17.203 --> 00:46:21.203
จะเกิดก่อนผลเสมอ เหตุจะเกิดก่อน

694
00:46:21.204 --> 00:46:25.204
จึงเกิดผลนะคะ ให้คิดถึงว่า

695
00:46:25.208 --> 00:46:29.208
เพราะเราปลูกต้นมะม่วงเราจึงได้กินผลมะม่วง

696
00:46:29.209 --> 00:46:33.209
ดังนั้นเหตุเราจึงต้องปลูกมะม่วงก่อน

697
00:46:33.210 --> 00:46:37.210
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเราจึงได้ผลมะม่วงรับประทาน

698
00:46:37.211 --> 00:46:41.211
นะคะ เหมือนประโยคที่ 2 เลย กิตติ

699
00:46:41.212 --> 00:46:45.212
เรียนภาษาอังกฤษและภาษาเวียดนามเพิ่ม ก็ได้ 2 ภาษาเลยนะ

700
00:46:45.217 --> 00:46:49.217
เรียนเพิ่ม ผลลัพธ์ ทำให้เขาได้รับทุน

701
00:46:49.218 --> 00:46:53.218
เห็นไหมคะ

702
00:46:53.218 --> 00:46:57.218
ผล ก็คือได้รับทุน ประโยคเป็นผล

703
00:46:57.221 --> 00:47:01.221
ต่างจากประโยคที่ 1 นะ ภาษาไทยเรา

704
00:47:01.222 --> 00:47:05.222
มีความหลากหลายนะคะ ต่อไป ข้อ 3 นะคะ

705
00:47:05.226 --> 00:47:09.226
ใคร ๆ ก็ใช้ไลน์ ใคร ๆ ก็ใช้ไลน์

706
00:47:09.226 --> 00:47:13.226
ดังนั้น การสื่อสารระหว่างบุคคลจึงมี

707
00:47:13.249 --> 00:47:17.249
หลายช่องทางมากขึ้น ตอนนี้ขอตัวแทนนักศึกษาหน่อย

708
00:47:17.250 --> 00:47:21.250
ใครก็ได้บอกครูหน่อยอะไรเป็นเหตุ

709
00:47:21.250 --> 00:47:25.250
ที่ว่าใคร ๆ ก็ใช้ไลน์

710
00:47:25.252 --> 00:47:29.252
จึงมีหลายช่องทางมากขึ้น

711
00:47:29.255 --> 00:47:33.255
(นักศึกษา) ใคร ๆ ก็ใช้ LINE เป็นเหตุครับ

712
00:47:33.256 --> 00:47:37.256
ผลก็คือ สื่อสารมีหลายช่องทางนะคะ

713
00:47:37.257 --> 00:47:41.257
ถูกต้องนะคะ ตรงนี้ สเต็ปแรก

714
00:47:41.258 --> 00:47:45.258
เวลาเราจะวิเคราะห์ตรรกศาสตร์นี่ เราก็ต้องหาเหตุ

715
00:47:45.263 --> 00:47:49.263
ให้ถูกต้อง หาผลให้ถูกต้องนะคะ

716
00:47:49.264 --> 00:47:53.264
อันนี้เราถึงจะสรุปผลได้ การสรุปผลทางตรรกะศาสตร์

717
00:47:53.265 --> 00:47:57.265
จะมี 2 วิธีนะคะ วิธีแรกก็คือ

718
00:47:57.266 --> 00:48:01.266
อะไร หรือ Eductive คือ มีลักษณะที่ว่า

719
00:48:01.267 --> 00:48:05.267
การให้เหตุผลจะเริ่มต้นด้วยเหตุใหญ่ ๆ เหตุใหญ่ ๆ ก่อน

720
00:48:05.268 --> 00:48:09.268
จากนั้นดูเหตุใหญ่ ๆ และเหตุย่อย

721
00:48:09.270 --> 00:48:13.270
ยกตัวอย่างเช่น เหตุสัตว์ทุกชนิด

722
00:48:13.272 --> 00:48:17.272
ต้องกินอาหาร ครูขออธิบายเพิ่มเลยนะคะ ก็คือ

723
00:48:17.273 --> 00:48:21.273
ข้อความภาษาไทย สัตว์ทุกชนิดต้องกินอาหาร

724
00:48:21.274 --> 00:48:25.274
ภาพพอยด์เลอร์

725
00:48:25.276 --> 00:48:29.276
ภาพขวามือ ครูจะใช้ขวามือ 2 วงกลม วงรี 2 วงรี

726
00:48:29.277 --> 00:48:33.277
ไอ้กลม ๆ รี ๆ นี่ล่ะ อยู่ทางด้านซ้ายมือนะคะ

727
00:48:33.278 --> 00:48:37.278
วงกลมสีดำนี่ก็จะเป็นเซตของ

728
00:48:37.281 --> 00:48:41.281
สิ่งที่เราต้องกินอาหารในที่นี้มีมากมาย

729
00:48:41.284 --> 00:48:45.284
อาจจะมีข้างนอกนี้อีกนะคะ

730
00:48:45.285 --> 00:48:49.285
ครูอาจจะยกตัวอย่างอย่างไรดีค่ะ

731
00:48:49.286 --> 00:48:53.286
ถ้าโต๊ะมันกินอาหารได้ โต๊ะมันก็อยู่ตรงพอยน์เตอร์สีแดง

732
00:48:53.287 --> 00:48:57.287
เซ็ตที่ 2 ก็คือ

733
00:48:57.287 --> 00:49:01.287
เขียนเป็นเซ็ต 2 เซ็ตอยู่

734
00:49:01.288 --> 00:49:05.288
ในหลักคณิตศาสตร์แล้ว สัตว์นี่ เป็นซับเซ็ต

735
00:49:05.289 --> 00:49:09.289
ของสีดำ เซ็ตสีดำ เห็นไหมคะ เซ็ตสีดำนี่เป็น

736
00:49:09.290 --> 00:49:13.290
สิ่งที่เริ่มกินอาหาร ศัพท์นี้เป็น

737
00:49:13.291 --> 00:49:17.291
เซ็ตสีดำ ภาพ 2 ภาพนี้

738
00:49:17.292 --> 00:49:21.292
ซ้อนกัน จึงแทนประโยคที่ว่าสัตว์ทุกชนิด

739
00:49:21.294 --> 00:49:25.294
ต้องกินอาหาร โอ.เค. ไหมคะ ต่อไปเหตุที่ 2

740
00:49:25.297 --> 00:49:29.297
คนทุกคนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง

741
00:49:29.297 --> 00:49:33.297
เกิดเซ็ตใหม่เกิดขึ้น ก็คือ

742
00:49:33.300 --> 00:49:37.300
ที่อยู่ในวงกลมของสัตว์อีกทีหนึ่งนะคะ

743
00:49:37.302 --> 00:49:41.302
ครูแทนด้วยเซ็ตสีชมพู

744
00:49:41.305 --> 00:49:45.305
เริ่มสัตว์ใหญ่

745
00:49:45.308 --> 00:49:49.308
เซ็ตที่ใหญ่ที่สุด ก็คือ

746
00:49:49.310 --> 00:49:53.310
ลองลงมาก็เป็นของสัตว์ ลองลงมาเล็ก ๆ อีกที่หนึ่ง

747
00:49:53.312 --> 00:49:57.312
เป็นเซ็ตของคน คนอยู่ในสัตว์อีกที เพราะคนเป็นสัตว์ชนิด

748
00:49:57.313 --> 00:50:01.313
ดังนั้นจากภาพนี้ สรุปได้เลยว่า เซ็ตสีชมพู

749
00:50:01.315 --> 00:50:05.315
อยู่ในสีดำนะคะ นั่นหมายความว่า

750
00:50:05.316 --> 00:50:09.316
คนต้องกินอาหารนะคะ

751
00:50:09.317 --> 00:50:13.317
อันนี้คือการสรุปแบบ... เกิดจากภาพใหญ่

752
00:50:13.319 --> 00:50:17.319
แล้วก็เป็นเหตุเล็ก ๆ แล้วก็หาความสัมพันธ์กัน

753
00:50:17.327 --> 00:50:21.327
การแบบนี้ค่อนข้างจะง่ายนะคะ

754
00:50:21.332 --> 00:50:25.332
แล้วก็แย้งยากนะคะ ดูที่ 2

755
00:50:25.336 --> 00:50:29.336
การให้เหตุผลแบบอุปนัย

756
00:50:29.337 --> 00:50:33.337
การให้เหตุผลแบบอุปนัย

757
00:50:33.338 --> 00:50:37.338
ทีนี้ตรงกันข้ามกับนิรนัย

758
00:50:37.338 --> 00:50:41.338
ย่อย ๆ หลาย ๆ เหตุ เป็นอิสระ มันเกิด

759
00:50:41.339 --> 00:50:45.339
ซ้ำ ๆ คล้ายกัน... แล้วในที่สุด

760
00:50:45.339 --> 00:50:49.339
เราก็อาศัยเหตุการณ์ย่อย ๆ

761
00:50:49.341 --> 00:50:53.341
บ่อยมาก เกิดซ้ำ ๆ ๆ ๆ จน

762
00:50:53.343 --> 00:50:57.343
เราสามารถสรุปเป็นกฎ เป็นกฎนะคะ หรือว่า

763
00:50:57.344 --> 00:51:01.344
เป็นทฤษฎีหรือเป็นข้อที่ยอมรับกัน

764
00:51:01.347 --> 00:51:05.347
ยกตัวอย่างเช่น ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยนะ

765
00:51:05.363 --> 00:51:09.363
ประเทศไทย สมัยก่อน

766
00:51:09.365 --> 00:51:13.365
เรา อีสุกอีใส่ เราก็ไปเที่ยวทะเลนะคะ

767
00:51:13.367 --> 00:51:17.367
สกลนครเราอยู่ตรงนี้นะคะ เราไปเที่ยวจังหวัดนี้ คือ

768
00:51:17.369 --> 00:51:21.369
จังหวัดอะไรเอ่ย ตราดใช่ไหม

769
00:51:21.370 --> 00:51:25.370
ใต้สุดของภาคตะวันออก จังหวัดตราด

770
00:51:25.370 --> 00:51:29.370
ไปเที่ยวละตรงนี้ กินน้ำทะเลเข้าไป น้ำทะเลเค็มจัง

771
00:51:29.376 --> 00:51:33.376
น้ำทะเลที่จังหวัดตราดเค็ม ถัดมา

772
00:51:33.378 --> 00:51:37.378
ไปดูสิ ภูเก็ต

773
00:51:37.379 --> 00:51:41.379
เคอร์ฟิวโควิด ไปเที่ยวภูเก็ต

774
00:51:41.380 --> 00:51:45.380
ไปกินน้ำทะเลที่ภูเก็ต

775
00:51:45.381 --> 00:51:49.381
ที่ภูเก็ตก็เค็ม ที่ชุมพร ทะเลที่ชุมพร

776
00:51:49.382 --> 00:51:53.382
ที่ประจวบฯ ก็เค็มหมด ไม่ว่าเราไปที่ทะเลจุดไหน

777
00:51:53.385 --> 00:51:57.385
เราไปดื่มน้ำทะเลเข้า เราก็รู้สึกน้ำทะเลมันเค็ม

778
00:51:57.386 --> 00:52:01.386
เราก็เลยสรุปไปว่าน้ำทะเลมี

779
00:52:01.387 --> 00:52:05.387
รสเค็มนะคะ ตัวอย่างการให้เหตุผลแบบ

780
00:52:05.388 --> 00:52:09.388
อุปนัย อีกอย่างหนึ่งนะคะ คนตรงนี้ทุกคนต้องตา

781
00:52:09.389 --> 00:52:13.389
ครูก็ทำเป็นเซ็ต 2 เซ็ตแล้ว

782
00:52:13.390 --> 00:52:17.390
สิ่งที่ต้องตายนะคะ สิ่งที่ต้องตาย

783
00:52:17.391 --> 00:52:21.391
เป็นวงกลมสี... วงลีสีเทา ๆ

784
00:52:21.392 --> 00:52:25.392
คนทุกคน คนอยู่ในซักเซต

785
00:52:25.393 --> 00:52:29.393
นะคะ

786
00:52:29.394 --> 00:52:33.394
เครื่องค้าง โอ.เค.

787
00:52:33.396 --> 00:52:37.396
นิดหนึ่ง เหตุที่ 2 นกทุกชนิดต้องตาย

788
00:52:37.398 --> 00:52:41.398
เซ็ตของนกก็เกิดขึ้น

789
00:52:41.399 --> 00:52:45.399
เวลาครูพูด ครูรู้สึกว่าเสียงครูจะไปเร็วกว่าภาพ

790
00:52:45.400 --> 00:52:49.400
อันที่ 3 เหตุที่ 3

791
00:52:49.401 --> 00:52:53.401
แมลงทุกชนิดต้องตาย เห็นไหมคะ ก็เกิดเซ็ตของแมลง

792
00:52:53.402 --> 00:52:57.402
ในสิ่งที่ต้องตายอย่างนี้

793
00:52:57.404 --> 00:53:01.404
เหตุที่ 4

794
00:53:01.405 --> 00:53:05.405
ต้นไม้ทุกชนิดต้องตาย ต้องมี

795
00:53:05.406 --> 00:53:09.406
เซ็ตต้นไม้เกิดขึ้น ตรงนี้นะคะ เซ็ตของต้นไม้

796
00:53:09.407 --> 00:53:13.407
ต่อไป กดผิดเลย

797
00:53:13.409 --> 00:53:17.409
ไม่ได้มองจอนั้น เหตุหญ้าทุกชนิดต้องตาย

798
00:53:17.410 --> 00:53:21.410
เกิดขึ้น เป็นซับเซ็ตของสิ่งที่ต้องตาย

799
00:53:21.413 --> 00:53:25.413
6. งูทุกชนิดต้องตาย

800
00:53:25.414 --> 00:53:29.414
เหตุย่อย ๆ เหตุที่ 8 นะคะ

801
00:53:29.416 --> 00:53:33.416
เหตุที่ 8 นะคะ ปลาทุกชนิดต้องตาย

802
00:53:33.417 --> 00:53:37.417
9. อามิบาทุกชนิดต้องตาย

803
00:53:37.418 --> 00:53:41.418
10. แบตทีเรียทุกชนิดต้องตาย

804
00:53:41.419 --> 00:53:45.419
มีเซ็ตย่อยมากมาย อย่างนี้เราดูซ้ำ ๆ ได้นะคะ

805
00:53:45.420 --> 00:53:49.420
พวกเหล่านี้นี่ คนก็ดี

806
00:53:49.421 --> 00:53:53.421
นกก็ดี แมลงก็ดี ต้นไหม มันมีความสัมพันธ์

807
00:53:53.422 --> 00:53:57.422
กันอย่างไรบ้างล่ะ นอกจากว่ามันต้องตาย

808
00:53:57.425 --> 00:54:01.425
มันเป็นสิ่งมีชีวิตใช่ไหมคะ

809
00:54:01.426 --> 00:54:05.426
ของมันจากเหตุย่อย ๆ นะคะ เราจึงสรุปได้ว่า

810
00:54:05.427 --> 00:54:09.427
สิ่งที่ทุกชนิดต้องตาย

811
00:54:09.427 --> 00:54:13.427
อันนี้ก็เป็นการให้เหตุผลแบบอุปนัย

812
00:54:13.430 --> 00:54:17.430
โอ.เค. นะคะ อันนี้

813
00:54:17.431 --> 00:54:21.431
อันนี้ก็สรุปอีกนะคะ

814
00:54:21.432 --> 00:54:25.432
ก็คือแบบนิรนัย กับอุปนัย ทีนี้เวลา

815
00:54:25.433 --> 00:54:29.433
หาข้อ... เขาเรียกกว่า "ค่าความจริง

816
00:54:29.435 --> 00:54:33.435
ของประพจน์ ควรเขียนความเรียง

817
00:54:33.436 --> 00:54:37.436
ประโยคในทางภาษาไทยเรานี่ ให้เป็นตรรกะศาสตร์

818
00:54:37.437 --> 00:54:41.437
โดยใช้สัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์

819
00:54:41.438 --> 00:54:45.438
หรือ... นี่มาช่วย เลยทำให้เราทำการพิสูจน์

820
00:54:45.440 --> 00:54:49.440
หรือหาค่าความจริงง่ายขึ้น

821
00:54:49.441 --> 00:54:53.441
ดังนี้ อีกการหนึ่ง ก็คือการเขียนเป็นสมการ

822
00:54:53.443 --> 00:54:57.443
ก็อาจจะทำให้ง่ายขึ้นแล้ว

823
00:54:57.445 --> 00:55:01.445
ก็มีอีก... ที่เราไม่รู้ตัวคือแผนภาพ

824
00:55:01.446 --> 00:55:05.446
สมเหตุสมผล

825
00:55:05.448 --> 00:55:09.448
หลักการพิสูจน์ความสมเหตุสมผ

826
00:55:09.453 --> 00:55:13.453
นะคะ ถ้าเราสามารถแย้งได้แม้แต่กรณีเดียว

827
00:55:13.455 --> 00:55:17.455
ถือว่าข้อที่ได้ไม่สมเหตุสมผล

828
00:55:17.457 --> 00:55:21.457
สุ่มเหตุผล

829
00:55:21.458 --> 00:55:25.458
คราวนี้ภาพออยเลอร์

830
00:55:25.459 --> 00:55:29.459
ที่ใช้จะมีอยู่ 4 รูปแบบมาตรฐาน

831
00:55:29.460 --> 00:55:33.460
อย่างแรก ก็คือกำหนดเซ็ตให้มา 2 เซ็ต เซ็ต A และเซ็ต B

832
00:55:33.461 --> 00:55:37.461
A ทุกตัวเป็น B

833
00:55:37.462 --> 00:55:41.462
เป็น B แสดงว่า A ซับเซ็ต

834
00:55:41.463 --> 00:55:45.463
ของ B นะคะ แสดงว่า A เป็นเซ็ตย่อย

835
00:55:45.463 --> 00:55:49.463
พอเราเรียนเป็นวงกลม A จะเป็นวงกลม

836
00:55:49.467 --> 00:55:53.467
B จะใหญ่กว่า A

837
00:55:53.468 --> 00:55:57.468
พยายามลดการใช้ศัพท์ทางคณิตศาสตร์นะคะ เพื่อ

838
00:55:57.468 --> 00:56:01.468
ให้เราเข้าใจง่าย ๆ ขึ้น ก็คือ

839
00:56:01.469 --> 00:56:05.469
A เป็นเซ็ตย่อยนะคะ เป็นเซ็ตย่อยของ B

840
00:56:05.470 --> 00:56:09.470
แสดงว่า B ใหญ่กว่า A นะคะ

841
00:56:09.471 --> 00:56:13.471
จะต้องอยู่ใน B ด้วย จากภาพที่ 1 นะคะ

842
00:56:13.472 --> 00:56:17.472
แทนด้วยสีขาว ๆ ตรงนี้นะคะ สีขาว ๆ ตรงนี้นะคะ

843
00:56:17.473 --> 00:56:21.473
คือ A ทุกตัวเป็น B

844
00:56:21.475 --> 00:56:25.475
ต่อไปอันที่ 2 ถ้า A บางตัวเป็น B ล่ะ

845
00:56:25.475 --> 00:56:29.475
เขียนเป็นวงกลมหรือวงรี 2 อัน

846
00:56:29.476 --> 00:56:33.476
ติดกันนิดหนึ่ง ติดหันนิดหนึ่งนี่

847
00:56:33.478 --> 00:56:37.478
ภาษาคณิตศาสตร์เขาเรียกว่า "มีส่วนที่ทับกัน"

848
00:56:37.479 --> 00:56:41.479
หรือเรียกว่า อินเตอร์เซกชัน

849
00:56:41.480 --> 00:56:45.480
เราจะเห็นว่า A ด้านนี้นะคะ

850
00:56:45.480 --> 00:56:49.480
ไม่เป็น B แต่ A ที่อยู่ในสีขาวนี้

851
00:56:49.481 --> 00:56:53.481
เป็น B เราจึงสรุปได้ว่ามี A บางตัวเป็น B

852
00:56:53.482 --> 00:56:57.482
และในทางกลับกัน ก็มี B บางตัวเป็น A

853
00:56:57.483 --> 00:57:01.483
ถ้ามีคำว่าบาง มันมี 2 วงกลม

854
00:57:01.486 --> 00:57:05.486
มันเกี่ยวกับ มันไม่มีอันหนึ่งอันใดใหญ่กว่ากัน

855
00:57:05.491 --> 00:57:09.491
มันเกี่ยวกัน มีบางส่วนบางอย่างมันเกี่ยวกันอยู่

856
00:57:09.492 --> 00:57:13.492
อันที่ 3 ไม่มีตัวใดเป็น B

857
00:57:13.494 --> 00:57:17.494
แสดงว่า A กับ B ไม่มีความสัมพันธ์

858
00:57:17.495 --> 00:57:21.495
ไม่เกิดร่วมกันเลย ไม่ทับกันเลยนะคะ

859
00:57:21.496 --> 00:57:25.496
กับแยก B ออกจากกัน เราจะเห็นว่าไม่มี A ตัวใดเป็น B

860
00:57:25.498 --> 00:57:29.498
และทำนองกลับกัน ไม่มีตัวไหนเป็นเอ นะคะ

861
00:57:29.499 --> 00:57:33.499
คราวนี้อันนี้ข้อเสียจริง ๆ

862
00:57:33.501 --> 00:57:37.501
เมื่อกี้ครูก็แอบอธิบายไปแล้ว ในข้อ 2 นะคะ

863
00:57:37.505 --> 00:57:41.505
ไม่เป็น B ก็คือเขียนเหมือนภาพที่ 2 นะคะ

864
00:57:41.508 --> 00:57:45.508
แต่ A บางตัวไม่เป็น B

865
00:57:45.509 --> 00:57:49.509
คือ A บางตัวไม่เป็น B แต่ด้านนี้

866
00:57:49.511 --> 00:57:53.511
ก็คือ A บางตัวเป็น B โอ.เค. นะคะ

867
00:57:53.512 --> 00:57:57.512
แล้วก็เวลาเราพิสูจน์อย่างอีกอย่างหนึ่งเป็นกติกานะคะ

868
00:57:57.513 --> 00:58:01.513
ที่เราจะกำหนดให้สิ่งของสิ่งหนึ่งสิ่งใด

869
00:58:01.514 --> 00:58:05.514
ที่เป็นเพียงสิ่งเดียว เราจะไม่ใช้วงกลมแต่เราจะใช้เป็นจุด

870
00:58:05.516 --> 00:58:09.516
แต่ในสไลด์นี้ครูทำจุดใหญ่หน่อยนะคะ ครูกลัว

871
00:58:09.517 --> 00:58:13.517
เรามองไม่เห็นนะคะ เป็นจุดใหญ่หน่อย

872
00:58:13.519 --> 00:58:17.519
ครูก็เลยแรเงาเป็นสีแดง

873
00:58:17.520 --> 00:58:21.520
โอ.เค. เราจะใช้ภาพออยเลอร์ตรงนี้

874
00:58:21.521 --> 00:58:25.521
วาดรูปของเซ็ตตามประโยคเงื่อนไข

875
00:58:25.524 --> 00:58:29.524
ของตรรกศาสตร์ในการหาค่าความจริงนะคะ

876
00:58:29.526 --> 00:58:33.526
ตัวอย่างที่ 1 นักฟุตบอลทุกคนเป็น

877
00:58:33.527 --> 00:58:37.527
เป็นนักวิ่ง พิจารณาข้อความนี้นะคะ

878
00:58:37.528 --> 00:58:41.528
จึงมีเซ็ตเกิดขึ้น 2 เซ็ต

879
00:58:41.529 --> 00:58:45.529
กับเซ็ตของนักฟุตบอล เขาบอกว่า "นักฟุตบอลทุกคนเป็นนักวิ่ง"

880
00:58:45.530 --> 00:58:49.530
แสดงว่านักฟุตบอล กวิน

881
00:58:49.531 --> 00:58:53.531
เป็นมือโกลใช่ไหมคะ

882
00:58:53.532 --> 00:58:57.532
แบบนี้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

883
00:58:57.533 --> 00:59:01.533
รุ่นของครูก็เป็นนักวิ่งมาก่อนอย่างนี้นะคะ

884
00:59:01.534 --> 00:59:05.534
นักฟุตบอลส่วนย่อยของนักวิ่ง

885
00:59:05.535 --> 00:59:09.535
นะคะ เราก็จะเขียนเป็นเซ็ตได้ 2 เซ็ต

886
00:59:09.536 --> 00:59:13.536
ก็คือเซ็ตสีดำนี่ ก็คือ

887
00:59:13.538 --> 00:59:17.538
เป็นเซ็ตของนักวิ่ง นักฟุตบอลเป็นเซ็ตสีน้ำเงิน

888
00:59:17.540 --> 00:59:21.540
ประโยคที่ 1 นักฟุต

889
00:59:21.541 --> 00:59:25.541
ถูกต้องนะคะ เหตุที่ 2

890
00:59:25.541 --> 00:59:29.541
กวินเป็นจุดสีเขียว ที่อยู่ในเซ็ต

891
00:59:29.544 --> 00:59:33.544
จากภาพนี้สรุปได้ไหมว่ากวินเป็นนักวิ่ง สรุปได้ไหมคะ

892
00:59:33.545 --> 00:59:37.545

893
00:59:37.546 --> 00:59:41.546
สีดำด้วย กวินไม่ได้อยู่ในสีน้ำเงิน จึงสรุปได้ว่า

894
00:59:41.554 --> 00:59:45.554
สีดำด้วย ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า

895
00:59:45.555 --> 00:59:49.555
แบบนี้เป็นการสรุปแบบสมเหตุสมผลนะ

896
00:59:49.556 --> 00:59:53.556

897
00:59:53.557 --> 00:59:57.557
ไมค์ครูหอนหรือเปล่าคะ

898
00:59:57.558 --> 01:00:01.558
โอ.เค. ตัวอย่างที่ 2 นะคะ

899
01:00:01.559 --> 01:00:05.559
ตัวอย่างที่ 2 โลหะ

900
01:00:05.560 --> 01:00:07.872
่2

901
01:00:09.561 --> 01:00:13.561
คำว่า "โลหะ"

902
01:00:13.563 --> 01:00:17.563
เป็นที่ 2 โลหะเป็นสื่อ

903
01:00:17.565 --> 01:00:21.565
จะทำให้เรารู้ว่าโลหะเป็นเซ็ต

904
01:00:21.567 --> 01:00:25.567
สีฟ้านะคะ ภาพนี้

905
01:00:25.568 --> 01:00:29.568
สื่อไฟฟ้าจะแทนด้วยเซ็ตสีดำนะคะ

906
01:00:29.570 --> 01:00:33.570
เซ็ตสีน้ำเงิน

907
01:00:33.572 --> 01:00:37.572
เป็นวงสีน้ำเงิน

908
01:00:37.581 --> 01:00:41.581
ิสิ่งนี้เ)้นสื่อไฟฟ้

909
01:00:41.582 --> 01:00:45.582
สื่อไฟฟ้านี่แทนด้วยของสิ่งเดียว

910
01:00:45.584 --> 01:00:49.584
นะคะ ตรงนี้

911
01:00:49.585 --> 01:00:53.585
วงกลมสีดำ แต่ไม่อยู่ในสีน้ำเงิน

912
01:00:53.587 --> 01:00:57.587
อยู่ตรงนี้ หรือสิ่งนี้อาจจะอยู่ตรงนี้ก็ได้ ถ้าอยู่ตรงนี้

913
01:00:57.588 --> 01:01:01.588
ความหมายมันเปลี่ยนนะ

914
01:01:01.591 --> 01:01:05.591
อยู่ข้อนี้เห็นไหมคะ

915
01:01:05.592 --> 01:01:09.592
เปลี่ยนไป

916
01:01:09.593 --> 01:01:13.593
ถ้าเราสรุปผลว่า

917
01:01:13.595 --> 01:01:17.595
โลหะ ชนิดโลหะ

918
01:01:17.599 --> 01:01:21.599
เราสรุปได้ไหมคะ เป็นภาพที่ 1

919
01:01:21.600 --> 01:01:25.600

920
01:01:25.601 --> 01:01:29.601
ถ้าเป็นภาพที่ 1 สีนี้เป็นโลหะ

921
01:01:29.603 --> 01:01:33.603
เป็นโลหะ สรุปได้ไหม ไม่ได้ เพราะ

922
01:01:33.604 --> 01:01:37.604
ว่าอันนี้มันได้อยู่ใน

923
01:01:37.605 --> 01:01:41.605
แต่นี้สรุปได้ไหม

924
01:01:41.608 --> 01:01:45.608
อยู่ในโลหะ

925
01:01:45.608 --> 01:01:49.608
เราจะเห็นนะคะ ว่า

926
01:01:49.614 --> 01:01:53.614
วงกลมที่ 1 สรุปไม่ได้

927
01:01:53.615 --> 01:01:57.615
ที่ 2 สรุปได้ เมื่อกี้เราพูดกันแล้วว่าถ้าเราจะ

928
01:01:57.616 --> 01:02:01.616
สมเหตุสมผล ทุกกรณี

929
01:02:01.617 --> 01:02:05.617
ต้องสมเหตุสมผลเป็นจริงได้นะคะ ถ้ามันไม่ได้

930
01:02:05.619 --> 01:02:09.619
แม้แต่กรณีเดียว เราถือว่า

931
01:02:09.620 --> 01:02:13.620
ข้อสรุปนั้นไม่สมเหตุสมผลหรือไม่สามารถสรุปได้

932
01:02:13.622 --> 01:02:17.622
อย่างตัวอย่าง 2 นี่ จึงตอบไปว่า

933
01:02:17.623 --> 01:02:21.623
เราไม่สามารถสรุปได้นะคะ ว่าสิ่งนี้เป็นโลหะ

934
01:02:21.624 --> 01:02:25.624
เพราะว่ามันเป็นได้กี่กรณีคะ

935
01:02:25.625 --> 01:02:29.625
จะเป็นก็ได้หรือโลหะก็ได้

936
01:02:29.626 --> 01:02:33.626
แผนภาพที่อธิบายด้านขวามือของครู

937
01:02:33.626 --> 01:02:37.626
นะคะ ต่อ

938
01:02:37.628 --> 01:02:41.628
ไปตัวอย่างที่ 3

939
01:02:41.629 --> 01:02:45.629
อันที่ 2 ไม่ใช่สื่อไฟฟ้า

940
01:02:45.634 --> 01:02:49.634
สิ่งนี้อยู่นอกวงกลมสีดำ

941
01:02:49.636 --> 01:02:53.636

942
01:02:53.638 --> 01:02:57.638
คุณดูจออีกเครื่องหนึ่งนะคะ

943
01:02:57.639 --> 01:03:01.639
ครูบรรยายนี้ Power Point มันขึ้น

944
01:03:01.640 --> 01:03:05.640
นักศึกษา พร้อมไหม

945
01:03:05.641 --> 01:03:09.641

946
01:03:09.643 --> 01:03:13.643
อย่าฟังเพลินไปนะคะ ตอนนี้เราจะเห็ฯจากภาพ

947
01:03:13.645 --> 01:03:17.645
จากภาพสิ่งนี้นี่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า สิ่งนี้นี่จะอยู่สีเขียว

948
01:03:17.646 --> 01:03:21.646
มันอยู่นอก

949
01:03:21.647 --> 01:03:25.647
วงกลมสีดำ เห็นไหมคะ

950
01:03:25.648 --> 01:03:29.648
สิ่งนี้นี่ มันต้องอยู่ข้างนอก

951
01:03:29.649 --> 01:03:33.649
จากภาพนี้เราจะเห็นเลยว่า

952
01:03:33.650 --> 01:03:37.650
สีน้ำเงินเหมือนกัน อย่างนั้นฉันสรุปเลยว่าสีนี้

953
01:03:37.651 --> 01:03:41.651
ก็ไม่เป็นโลหะ สรุปได้ไหมคะ

954
01:03:41.652 --> 01:03:45.652
สรุปได้ไหมเอ่ย

955
01:03:45.654 --> 01:03:49.654
อดิศร อดิศรอยู่ไหมคะ

956
01:03:49.655 --> 01:03:53.655

957
01:03:53.655 --> 01:03:57.655
มีอัลฟาเบต อัลฟาเบตจะตอบไหมคะ

958
01:03:57.657 --> 01:04:01.657
ครูเห็นเราเปิดไมค์นิด ๆ หน่อย ๆ

959
01:04:01.659 --> 01:04:05.659
(นักศึกษา) สรุปได้ครับ (อาจารย์) Alphabet

960
01:04:05.661 --> 01:04:09.661
เราใช้ชื่อนี้ ที่จริงเราชื่ออะไรคะ

961
01:04:09.662 --> 01:04:13.662

962
01:04:13.663 --> 01:04:17.663
ก็แชร์ไอเดียกับเพื่อนแล้วนะคะ ถูกต้อง

963
01:04:17.664 --> 01:04:21.664
นะคะ สามารถสรุปได้ว่าสิ่งนี้ไม่เป็นโลหะ

964
01:04:21.665 --> 01:04:25.665
คราวนี้ แบบทดสอบในชั้นเรียน

965
01:04:25.666 --> 01:04:29.666
เดี๋ยวครูจะให้

966
01:04:29.668 --> 01:04:33.668
พวกเรา

967
01:04:33.669 --> 01:04:37.669
ครูล่ามคะ คือ เราพอจะทราบได้ไหมคะ ว่า

968
01:04:37.670 --> 01:04:41.670
นักเรียนคนไหนเป็นอย่างไรน่ะค่ะ (ล่าม) พอดีว่า

969
01:04:41.672 --> 01:04:45.672
ทางล่ามจะเห็นแค่

970
01:04:45.672 --> 01:04:49.672
น้องบางคนน่ะค่ะ แต่ทางล่ามไม่ได้มีรายชื่อน่ะค่ะ

971
01:04:49.674 --> 01:04:53.674
(อาจารย์) ค่ะ ๆ โอ.เค.

972
01:04:53.675 --> 01:04:57.675
อย่างนั้นแบบทดสอบในชั้นเรียนตรงนี้ให้นักศึกษา

973
01:04:57.677 --> 01:05:01.677
ไปทำเป็นการบ้านแล้วค่อยมาคุยกันครั้งหน้าดีไหมคะ

974
01:05:01.678 --> 01:05:05.678
เผื่อเราจะมีเวลาที่จะสอบถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

975
01:05:05.678 --> 01:05:09.678
กับเพื่อนด้วยกันหรือจะทักไอดี

976
01:05:09.680 --> 01:05:13.680
ส่วนตัวมาถามครูก็ได้ หรือว่าแอบคิดดูก่อน แล้ว

977
01:05:13.680 --> 01:05:17.680
ส่งมาให้ครูดูว่าใช่-ไม่ใช่ ไม่ทราบว่านักศึกษาสะดวกไหมคะ

978
01:05:17.681 --> 01:05:21.681
หรือว่าจะทำด้วยกันในห้องเลย ให้ครูพา

979
01:05:21.683 --> 01:05:25.683
ทำให้ดู ใครจะเอาแบบที่ 1 พิมพ์ 1

980
01:05:25.683 --> 01:05:29.683
พิมพ์ 2 (ล่าม) ทำการบ้านครับ (อาจารย์)

981
01:05:29.684 --> 01:05:33.684
ขอบคุณนะคะ (ล่าม) นักศึกษาบอกทำเป็นการบ้านค่ะ

982
01:05:33.685 --> 01:05:37.685
โอ.เค. ถ้าทำการบ้านเป็นโอ.เค.

983
01:05:37.684 --> 01:05:41.684
รหัสประจำตัวเลขคี่ ทำข้อ A

984
01:05:41.686 --> 01:05:45.686
(ล่าม) มีปัญหานิดหนึ่งนะครับ

985
01:05:45.688 --> 01:05:49.688
พอดีว่าผมเป็นคนหูหนวก อาจจะไม่ค่อยเข้าใจในคำหรือประโยค

986
01:05:49.688 --> 01:05:53.688
เหล่านี้น่ะครับ คุณครูคะ ครูล่าม

987
01:05:53.692 --> 01:05:57.692
คุณครูล่ามคะ ให้เขาจับคู่กันได้ไหมคะ

988
01:05:57.693 --> 01:06:01.693
ระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษ

989
01:06:01.694 --> 01:06:05.694
ได้ไหมคะ ฮัลโหล (ล่าม)

990
01:06:05.695 --> 01:06:09.695
หูดีกับหูหนวกรวมได้ไหม

991
01:06:09.698 --> 01:06:13.698
เด็กปกติกับเด็กพิเศษจับคู่กัน

992
01:06:13.699 --> 01:06:17.699
ได้ไหมคะ

993
01:06:17.700 --> 01:06:21.700
อาจารย์ค่ะ ขออนุญาตค่ะ

994
01:06:21.704 --> 01:06:25.704
อาจารย์คะ รุ่นนี้จะเป็นเด็กพิเศษหมดเลยค่ะ

995
01:06:25.706 --> 01:06:29.706
หมดเลยหรือคะ

996
01:06:29.707 --> 01:06:33.707
มีปกติกี่คนคะ

997
01:06:33.708 --> 01:06:37.708
เหมือนกับ 5 คนหรือเปล่า

998
01:06:37.710 --> 01:06:41.710

999
01:06:41.711 --> 01:06:45.711
เอาอย่างไรดีหนอ

1000
01:06:45.712 --> 01:06:49.712
เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะคะ

1001
01:06:49.714 --> 01:06:53.714
คุณครูล่ามค่ะ

1002
01:06:53.715 --> 01:06:57.715
มีเด็กปกติไหมคะ (ล่าม) ฮัลโหลค่ะ (อาจารย์) มีเด็กปกติ(ล่าม)

1003
01:06:57.716 --> 01:07:01.716
ค่ะ มีเด็กพิเศษกี่คนคะ

1004
01:07:01.717 --> 01:07:05.717
เพราะว่าทางล่ามเป็นล่ามทางไกลน่ะค่ะ

1005
01:07:05.719 --> 01:07:09.719
ต้องถามทาง TA

1006
01:07:09.721 --> 01:07:13.721
ที่สกลน่ะค่ะ (อาจารย์) อ๋อโอ.เค. ๆ ค่ะ

1007
01:07:13.721 --> 01:07:17.721
โทษทีนะคะ พอดีว่า... (ล่าม) ไม่เป็นอะไรค่ะ

1008
01:07:17.723 --> 01:07:21.723
เป็นของ DSS

1009
01:07:21.724 --> 01:07:25.724
ขออนุญาตแจ้งอาจารย์ค่ะ

1010
01:07:25.726 --> 01:07:29.726
ตอนนี้ห้องพิเศษจะเป็นนักศึกษาหูหนวก 9 คนค่ะ

1011
01:07:29.727 --> 01:07:33.727
ค่ะ อาจารย์แล้วก็นักศึกษา

1012
01:07:33.728 --> 01:07:37.728
ตานี่ 3 คนค่ะ แล้วก็มีน้อง LD

1013
01:07:37.731 --> 01:07:41.731
อีกประมาณ 2 คนค่ะ

1014
01:07:41.734 --> 01:07:45.734
อะไรใหม่นะคะ ขออีกครั้งหนึ่งค่ะ

1015
01:07:45.735 --> 01:07:49.735
(ล่าม) น้องหูหนวกนี่ 9 คนค่ะ (อาจารย์) หูหนวก 9

1016
01:07:49.735 --> 01:07:53.735
ค่ะ (ล่าม) แล้วก็น้อง

1017
01:07:53.736 --> 01:07:57.736
ตาเลือนลาง 1 คน แล้วก็ตาบอด 2 คนค่ะ (อาจารย์)

1018
01:07:57.740 --> 01:08:01.740
ตาบอด 2 คนค่ะ มีน้องร่างกาย

1019
01:08:01.741 --> 01:08:05.741
ร่างกาย 1 คนค่ะ

1020
01:08:05.744 --> 01:08:09.744
(อาจารย์) ร่างกาย 1 คนค่ะ (ล่าม) แล้วก็มีน้อง

1021
01:08:09.746 --> 01:08:13.746
LD 1 ค่ะ (อาจารย์) LD 1 (ล่าม) สติปัญญา 1

1022
01:08:13.747 --> 01:08:17.747
ค่ะ แล้วก็ออทิสติก 1

1023
01:08:17.749 --> 01:08:21.749
ปัญญา 1 แล้วก็ออ 1

1024
01:08:21.750 --> 01:08:25.750
ปกติมีเท่าไรคะ ขอโทษนะคะ (ล่าม)

1025
01:08:25.752 --> 01:08:29.752
ตอนนี้ทั้งหมดนี่ตามรายชื่อจะเป็น 16 คนค่ะ

1026
01:08:29.754 --> 01:08:33.754
16 นะคะ ล่าม 10

1027
01:08:33.755 --> 01:08:37.755
ก็แสดงว่าไม่มีปกติเลยหรือ

1028
01:08:37.756 --> 01:08:41.756
อาจารย์ (อาจารย์) Alphabet (ล่าม)

1029
01:08:41.757 --> 01:08:45.757
น้องตาเลือนลางค่ะ แต่ว่าน้องพอดูได้ (อาจารย์)

1030
01:08:45.759 --> 01:08:49.759
อ๋อเข้าใจแล้ว ๆ

1031
01:08:49.761 --> 01:08:53.761
เอาเป็นเอาว่า

1032
01:08:53.762 --> 01:08:57.762
เอาเป็นว่า (นักศึกษา) หนูก็ปกตินะคะ (นักศึกษา)

1033
01:08:57.764 --> 01:09:01.764

1034
01:09:01.765 --> 01:09:05.765
ก็เอาอย่างนี้

1035
01:09:05.766 --> 01:09:09.766
ครูพาทำดีกว่านะ ให้พวกเรานั่ง

1036
01:09:09.768 --> 01:09:13.768
เล็กเชอร์ไป ถ้าไม่เข้าใจ

1037
01:09:13.769 --> 01:09:17.769
ก็แล้วกันนะคะ ข้อ 1 เดี๋ยวครูพาทำเลย

1038
01:09:17.770 --> 01:09:21.770
โอ.เค. ค่ะ เข้าใจแล้ว

1039
01:09:21.772 --> 01:09:25.772

1040
01:09:25.773 --> 01:09:29.773
โอ.เค. เดี๋ยวจะแชร์หน้าจอ

1041
01:09:29.775 --> 01:09:33.775

1042
01:09:33.776 --> 01:09:37.776

1043
01:09:37.779 --> 01:09:41.779

1044
01:09:41.781 --> 01:09:45.781

1045
01:09:45.785 --> 01:09:49.785

1046
01:09:49.790 --> 01:09:53.790
เดี๋ยวรอสักครู่นะคะ กำลังสวิตช์เครื่อง

1047
01:09:53.792 --> 01:09:57.792
รอสักครู่นิดหนึ่งนะคะ เดี๋ยวจะพาทำเลย

1048
01:09:57.794 --> 01:10:01.794
ตอนนี้ต้องไปไว้ก่อน

1049
01:10:01.796 --> 01:10:05.796

1050
01:10:05.797 --> 01:10:09.797

1051
01:10:09.798 --> 01:10:13.798

1052
01:10:13.803 --> 01:10:17.803

1053
01:10:17.805 --> 01:10:21.805

1054
01:10:21.807 --> 01:10:25.807

1055
01:10:25.811 --> 01:10:29.811

1056
01:10:29.815 --> 01:10:33.815

1057
01:10:33.817 --> 01:10:37.817

1058
01:10:37.821 --> 01:10:41.821

1059
01:10:41.824 --> 01:10:45.824

1060
01:10:45.825 --> 01:10:49.825

1061
01:10:49.827 --> 01:10:53.827
นักศึกษาคะ เดี๋ยวเราลองมาใช้

1062
01:10:53.829 --> 01:10:57.829
กระดานร่วมกันนะคะ

1063
01:10:57.833 --> 01:11:01.833
ทดลองใช้ โอ้วลืมไป

1064
01:11:01.834 --> 01:11:05.834
ลืมไป โอ.เค.

1065
01:11:05.835 --> 01:11:09.835
ก็ลองดูนะคะ เผื่อเรา...

1066
01:11:09.837 --> 01:11:13.837
บางคนอาจจะมองได้อยู่นะ

1067
01:11:13.844 --> 01:11:17.844
เดี๋ยวเราเข้า Jeanbot

1068
01:11:17.846 --> 01:11:21.846
เข้าได้ไหมเอ่ย

1069
01:11:21.850 --> 01:11:25.850

1070
01:11:25.852 --> 01:11:29.852

1071
01:11:29.854 --> 01:11:33.854

1072
01:11:33.856 --> 01:11:37.856

1073
01:11:37.858 --> 01:11:41.858

1074
01:11:41.861 --> 01:11:45.861

1075
01:11:45.862 --> 01:11:49.862

1076
01:11:49.864 --> 01:11:53.864

1077
01:11:53.866 --> 01:11:57.866

1078
01:11:57.868 --> 01:12:01.868

1079
01:12:01.870 --> 01:12:05.870

1080
01:12:05.871 --> 01:12:09.871

1081
01:12:09.873 --> 01:12:13.873

1082
01:12:13.875 --> 01:12:17.875

1083
01:12:17.878 --> 01:12:21.878

1084
01:12:21.881 --> 01:12:25.881

1085
01:12:25.882 --> 01:12:29.882

1086
01:12:29.884 --> 01:12:33.884

1087
01:12:33.887 --> 01:12:37.887

1088
01:12:37.888 --> 01:12:41.888

1089
01:12:41.890 --> 01:12:45.890

1090
01:12:45.904 --> 01:12:49.904
ไม่ทราบว่าเข้าแจมบอร์ดได้ไหมคะ

1091
01:12:49.907 --> 01:12:53.907
ส่งลิงก์ให้ไปในไลน์กลุ่มค่ะ (นักศึกษา) ผมเข้าไม่ได้ครับ

1092
01:12:53.909 --> 01:12:57.909
(อาจารย์) เข้าไม่ได้ใช่ไหมคั

1093
01:12:57.910 --> 01:13:01.910

1094
01:13:01.911 --> 01:13:05.911

1095
01:13:05.912 --> 01:13:09.912

1096
01:13:09.914 --> 01:13:13.914
เดี๋ยวสักครูนะคะ ครูไม่แน่ใ

1097
01:13:13.916 --> 01:13:17.916
ตั้งค่าแค่สำหรับที่ได้รับลิงก์

1098
01:13:17.917 --> 01:13:21.917
มีคนเข้ามาแล้ว

1099
01:13:21.918 --> 01:13:25.918

1100
01:13:25.919 --> 01:13:29.919

1101
01:13:29.921 --> 01:13:33.921

1102
01:13:33.926 --> 01:13:37.926
อันนี้

1103
01:13:37.929 --> 01:13:41.929
(ล่าม) อันนี้ต้องการจะไปสอนตรงนู้น

1104
01:13:41.931 --> 01:13:45.931
อีกลิงก์หนึ่งใช่ไหมคะ มันเหมือน

1105
01:13:45.932 --> 01:13:49.932
อุปกรณ์เหมือนกระดานไวท์บอร์ดน่ะค่ะ

1106
01:13:49.933 --> 01:13:53.933
นักเรียนจะต้องมีแอปฯ 2 ตัว ก็คือ

1107
01:13:53.934 --> 01:13:57.934
มี Google Meet ตัวหนึ่ง กับบอร์ด

1108
01:13:57.935 --> 01:14:01.935
อีกตัวหนึ่งค่ะ พอดีเราจะใช้กระดานร่วมกัน พอดี

1109
01:14:01.936 --> 01:14:05.936
เราเข้า LINE กลุ่มน่ะค่ะ แล้วคลิกลิงก์ที่ส่งให้

1110
01:14:05.937 --> 01:14:09.937
เกิดหน้าต่างแจมบอร์ดเกิดขึ้นค่ะ

1111
01:14:09.939 --> 01:14:13.939
ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปค่ะ (ล่าม) รบกวนอาจารย์

1112
01:14:13.940 --> 01:14:17.940
ช่วยส่งเข้าทางกลุ่ม (นักศึกษา) อาจารย์ครับ ของผมมันขึ้น ...

1113
01:14:17.942 --> 01:14:21.942

1114
01:14:21.943 --> 01:14:25.943
แป๊บหนึ่งนะคะ

1115
01:14:25.944 --> 01:14:29.944

1116
01:14:29.945 --> 01:14:33.945
เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่ง

1117
01:14:33.954 --> 01:14:37.954
โอ.เค. เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ แป๊บหนึ่ง

1118
01:14:37.955 --> 01:14:41.955
ลองเข้าไปใหม่สิคะ ได้ไหมคะ

1119
01:14:41.955 --> 01:14:45.955
ครูเองก็ได้เรียนรู้

1120
01:14:45.957 --> 01:14:49.957
ใหม่ ๆ กับพวกเรานะคะ

1121
01:14:49.960 --> 01:14:53.960
เทคโนโลยีไปเร็วมาก

1122
01:14:53.963 --> 01:14:57.963
เข้าแล้วใช่ไหมคะ

1123
01:14:57.964 --> 01:15:01.964

1124
01:15:01.965 --> 01:15:05.965

1125
01:15:05.966 --> 01:15:09.966

1126
01:15:09.969 --> 01:15:13.969

1127
01:15:13.972 --> 01:15:17.972

1128
01:15:17.976 --> 01:15:21.976

1129
01:15:21.979 --> 01:15:25.979

1130
01:15:25.981 --> 01:15:29.981

1131
01:15:29.982 --> 01:15:33.982

1132
01:15:33.984 --> 01:15:37.984
...

1133
01:15:37.986 --> 01:15:41.986

1134
01:15:41.988 --> 01:15:45.988

1135
01:15:45.989 --> 01:15:49.989

1136
01:15:49.992 --> 01:15:53.992
ถ้าใครเข้ามาใน Jam Board แล้ว

1137
01:15:53.994 --> 01:15:57.994
ลอง... ใครที่ขีดเขียนได้

1138
01:15:58.001 --> 01:16:02.001
ลองขีดเขียนดูสิ ขีดเขียนชื่อตัวเองได้ไหม

1139
01:16:02.002 --> 01:16:06.002
อย่างเช่น ครูเขียนชื่อตัวเอง

1140
01:16:06.003 --> 01:16:10.003
อาจารย์วิมาแล้ว

1141
01:16:10.006 --> 01:16:14.006
พวกเราลองขีดเขียนกระดาษเล่นกับครูหน่อยค่ะ

1142
01:16:14.006 --> 01:16:18.006
อาจารย์วิมาแล้วนะคะ

1143
01:16:18.007 --> 01:16:22.007

1144
01:16:22.008 --> 01:16:26.008

1145
01:16:26.010 --> 01:16:30.010

1146
01:16:30.014 --> 01:16:34.014
ลบได้นะคะ

1147
01:16:34.018 --> 01:16:38.018

1148
01:16:38.019 --> 01:16:42.019

1149
01:16:42.021 --> 01:16:46.021

1150
01:16:46.023 --> 01:16:50.023

1151
01:16:50.026 --> 01:16:54.026

1152
01:16:54.026 --> 01:16:58.026

1153
01:16:58.028 --> 01:17:02.028

1154
01:17:02.030 --> 01:17:06.030

1155
01:17:06.032 --> 01:17:10.032

1156
01:17:10.034 --> 01:17:14.034

1157
01:17:14.036 --> 01:17:18.036

1158
01:17:18.038 --> 01:17:22.038

1159
01:17:22.040 --> 01:17:26.040

1160
01:17:26.042 --> 01:17:30.042
(ล่าม) ตอนนี้นักเรียนหูหนวกกำลังเข้าไ

1161
01:17:30.043 --> 01:17:34.043
นะคะอาจารย์ (อาจารย์) ค่ะ ๆ เดี๋ยวรอก่อนนะคะ

1162
01:17:34.045 --> 01:17:38.045
ขอแป๊บหนึ่งนะคะ

1163
01:17:38.046 --> 01:17:42.046

1164
01:17:42.047 --> 01:17:46.047

1165
01:17:46.049 --> 01:17:50.049

1166
01:17:50.050 --> 01:17:54.050

1167
01:17:54.051 --> 01:17:58.051

1168
01:17:58.052 --> 01:18:02.052

1169
01:18:02.053 --> 01:18:06.053
พอดีเครื่องที่บ้าน

1170
01:18:06.055 --> 01:18:10.055
ก็ช้าค่ะ นักศึกษาเข้ามาแล้วลอง

1171
01:18:10.057 --> 01:18:14.057
ขีดเขียนกระดานเล่นก่อนก็ได้นะคะ

1172
01:18:14.058 --> 01:18:18.058
โอ.เค.

1173
01:18:18.059 --> 01:18:22.059

1174
01:18:22.060 --> 01:18:26.060

1175
01:18:26.061 --> 01:18:30.061

1176
01:18:30.063 --> 01:18:34.063
โอ.เค.

1177
01:18:34.066 --> 01:18:38.066
ตอนนี้เรามาดูข้อ A นะคะ

1178
01:18:38.069 --> 01:18:42.069
เดี๋ยวครูจะพาทำแบบทดสอบในชั้นเรียน

1179
01:18:42.071 --> 01:18:46.071
ดังนั้น ก็ถ้าครูถามนักศึกษา

1180
01:18:46.073 --> 01:18:50.073
ใครตอบได้ ก็เป็นตัวแทนห้องนะคะ ตอบ

1181
01:18:50.075 --> 01:18:54.075
อันนี้คือโจทย์ ไม่ทราบว่ามองเห็นไหมคะ

1182
01:18:54.076 --> 01:18:58.076
มองเห็นไหมเอ่ย

1183
01:18:58.078 --> 01:19:02.078

1184
01:19:02.078 --> 01:19:06.078
ครูจะทำข้อที่ 1 ก่อนนะคะ ข้อที่ 1 ตรงนี้นี่

1185
01:19:06.079 --> 01:19:10.079
เขาบอกว่าเหตุที่ 1 นักฟุตบอลทุกคน

1186
01:19:10.080 --> 01:19:14.080
เป็นคนแข็งแรง แสดงว่านักฟุตบอลเป็น

1187
01:19:14.081 --> 01:19:18.081
เซ็ตย่อยนะคะ ครูก็จะเขียน

1188
01:19:18.083 --> 01:19:22.083

1189
01:19:22.084 --> 01:19:26.084
เครื่องครูก็จะช้าด้วย

1190
01:19:26.086 --> 01:19:30.086
แป๊บหนึ่ง ข้อ A นะคะ ความจริงครู

1191
01:19:30.087 --> 01:19:34.087
เขียนสวยกว่านี้นะคะ นักศึกษา แต่ว่าอินเทอร์เน็ตกับปากกานี่

1192
01:19:34.088 --> 01:19:38.088
ไม่ค่อยเวิร์กเลย เหตุที่ 1 ครู

1193
01:19:38.088 --> 01:19:42.088
ก็จะวาดเป็นวงกลมใหญ่อันนี้ก็คือ

1194
01:19:42.089 --> 01:19:46.089
คนแข็งแรง

1195
01:19:46.090 --> 01:19:50.090
มันดีเลย์ด้วย

1196
01:19:50.091 --> 01:19:54.091

1197
01:19:54.092 --> 01:19:58.092

1198
01:19:58.093 --> 01:20:02.093

1199
01:20:02.095 --> 01:20:06.095

1200
01:20:06.096 --> 01:20:10.096

1201
01:20:10.099 --> 01:20:14.099
คนแข็งแรงจะเป็นวงกลมสี

1202
01:20:14.101 --> 01:20:18.101
สีฟ้า ๆ นะคะ

1203
01:20:18.102 --> 01:20:22.102
ส่วนเซ็ตที่ 2 ก็คือนักฟุตบอล

1204
01:20:22.103 --> 01:20:26.103

1205
01:20:26.104 --> 01:20:30.104
นักฟุตบอลครูแทนด้วยสีดำ

1206
01:20:30.105 --> 01:20:34.105

1207
01:20:34.106 --> 01:20:38.106

1208
01:20:38.107 --> 01:20:42.107

1209
01:20:42.109 --> 01:20:46.109

1210
01:20:46.110 --> 01:20:50.110
ปากกาครูเขียนไม่ได้

1211
01:20:50.112 --> 01:20:54.112
เครื่องค้าง

1212
01:20:54.114 --> 01:20:58.114

1213
01:20:58.116 --> 01:21:02.116

1214
01:21:02.117 --> 01:21:06.117
แย่จัง

1215
01:21:06.118 --> 01:21:10.118
เอาอย่างไรดีนะ

1216
01:21:10.120 --> 01:21:14.120
เขียนไม่ได้

1217
01:21:14.121 --> 01:21:18.121

1218
01:21:18.122 --> 01:21:22.122
เดี๋ยวขอให้นักศึกษาเขียนวงกลมสีดำในวงกลมสีฟ้า

1219
01:21:22.124 --> 01:21:26.124
ให้ครูหน่อยค่ะ ใครก็ได้

1220
01:21:26.125 --> 01:21:30.125
ทุกคนมีสิทธิ์เขียนนะคะ

1221
01:21:30.126 --> 01:21:34.126
พอดีปากกาครูเขียนไม่ออกน่ะ (นักศึกษา) มันขึ้นว่า View Only

1222
01:21:34.129 --> 01:21:38.129
อ้อ หรอ โอ.เค. ให้เป็น

1223
01:21:38.131 --> 01:21:42.131

1224
01:21:42.132 --> 01:21:46.132

1225
01:21:46.134 --> 01:21:50.134

1226
01:21:50.137 --> 01:21:54.137
ดีมาก ๆ นะคะ

1227
01:21:54.141 --> 01:21:58.141
โอ.เค. เขียนได้เลยค่ะ นักศึกษาเป็น Editor หมดทุกคน

1228
01:21:58.142 --> 01:22:02.142
ใครก็ได้สักคนหนึ่ง เขียนสีดำ

1229
01:22:02.145 --> 01:22:06.145
ในวงกลมสีฟ้าให้ครูหน่อยค่ะ

1230
01:22:06.148 --> 01:22:10.148
เขียนเลย ช่วยครูหน่อยค่ะ

1231
01:22:10.150 --> 01:22:14.150
ตัว Spen

1232
01:22:14.151 --> 01:22:18.151
มีคนใจดีเขียนให้แล้วนะคะ

1233
01:22:18.152 --> 01:22:22.152
อย่างนั้นเขียนสีดำว่าเป็นนักฟุตบอลได้ไหมคะ

1234
01:22:22.153 --> 01:22:26.153
ติดกับสีดำหน่อย เพื่อนจะได้รู้ด้วย

1235
01:22:26.155 --> 01:22:30.155
ขอบคุณค่ะ ไม่ทราบใครกำลังเขียนช่วยคร

1236
01:22:30.156 --> 01:22:34.156
(นักศึกษา) พงษ์พรครับ (อาจารย์)

1237
01:22:34.157 --> 01:22:38.157
ขอบคุณมาก เธอเขียนแทนครูตลอดเลยนะ ปากกาครูมีปัญหา

1238
01:22:38.158 --> 01:22:42.158
โอ.เค. พงษ์พรเขียนมาอธิบายได้ว่า

1239
01:22:42.158 --> 01:22:46.158
อธิบายได้ว่านักฟุตบอลทุกคนเป็นคน

1240
01:22:46.160 --> 01:22:50.160
แข็งแรงนะคะ ต่อไปเหตุที่ 2

1241
01:22:50.161 --> 01:22:54.161
คนแข็งแรงทุกคนเป็นคนวิ่งเร็ว

1242
01:22:54.162 --> 01:22:58.162
พงษ์พรครูเรียกเธอถูกไหม

1243
01:22:58.163 --> 01:23:02.163

1244
01:23:02.164 --> 01:23:06.164
เดี๋ยวเราเขียนวงกลมสีเขียว

1245
01:23:06.165 --> 01:23:10.165
คลุมวงกลมสีฟ้าอีกทีหนึ่งได้ไหมคะ แล้วเขียนว่าเป็น

1246
01:23:10.166 --> 01:23:14.166
คนวิ่งเร็ว ตรงนี้ข้อ 2 นะคะ คนแข็งแรง

1247
01:23:14.167 --> 01:23:18.167
ทุกคนนี่เป็นเซ็ตย่อย อยู่

1248
01:23:18.170 --> 01:23:22.170
ภายใต้วงกลมสีเขียว สีเขียวนี่ คือ

1249
01:23:22.173 --> 01:23:26.173
คนวิ่งเร็ว

1250
01:23:26.174 --> 01:23:30.174

1251
01:23:30.175 --> 01:23:34.175

1252
01:23:34.176 --> 01:23:38.176

1253
01:23:38.178 --> 01:23:42.178

1254
01:23:42.180 --> 01:23:46.180
ขอบคุณค่ะ โอ.เค. ข้อที่ 3

1255
01:23:46.184 --> 01:23:50.184
ข้อที่ 3 สุชาตินี่เป็นคน ๆ เดียวนะ

1256
01:23:50.185 --> 01:23:54.185
หรือว่าสิ่งเดียวนี่เราใช้เป็นจุด

1257
01:23:54.186 --> 01:23:58.186
นะคะ สุชาติเป็นคนวิ่งเร็ว แสดงว่าสุชาติ

1258
01:23:58.188 --> 01:24:02.188
อยู่ตรงไหนก็ได้ในวงกลมสี

1259
01:24:02.189 --> 01:24:06.189
เขียว เราจะเห็นว่า

1260
01:24:06.190 --> 01:24:10.190
สุชาติอยู่ได้หลายที่เลยนะคะ เดี๋ยว

1261
01:24:10.191 --> 01:24:14.191
ครูจะลองใช้เมาส์ครูบ้างสิ

1262
01:24:14.192 --> 01:24:18.192

1263
01:24:18.193 --> 01:24:22.193
สุชาติอาจจะอยู่ตรงนี้ก็ได้

1264
01:24:22.194 --> 01:24:26.194

1265
01:24:26.195 --> 01:24:30.195

1266
01:24:30.196 --> 01:24:34.196

1267
01:24:34.197 --> 01:24:38.197

1268
01:24:38.199 --> 01:24:42.199

1269
01:24:42.201 --> 01:24:46.201
ครูขอแรงช่วยเขียนจุดสุชาติให้หน่อยค่ะ

1270
01:24:46.203 --> 01:24:50.203
กรณีที่ 1 สุชาติอาจจะอยู่

1271
01:24:50.204 --> 01:24:54.204
ในวงกลมสีเขียวแต่ไม่อยู่ในวงกลมสีฟ้าค่ะ

1272
01:24:54.206 --> 01:24:58.206
ตรงไหนก็ได้ค่ะ อันนี้

1273
01:24:58.207 --> 01:25:02.207
เขียนว่าสุชาติและวงเล็บเลข 1 เอาไว้ด้วยค่ะ

1274
01:25:02.208 --> 01:25:06.208
เขียนของสุชาติ แล้ววงเล็บเลข 1 ไว้

1275
01:25:06.209 --> 01:25:10.209
ไว้ อันนี้คือกรณีที่ 1 ที่เป็นไปได้

1276
01:25:10.211 --> 01:25:14.211
หรือกรณีที่ 2 สุชาติอาจจะอยู่ในกรณีสีเขียว

1277
01:25:14.213 --> 01:25:18.213
วงกลมสีฟ้าก็ได้ อยู่ในสีฟ้าค่ะ แต่ไม่ได้อยู่ในสีดำนะ

1278
01:25:18.222 --> 01:25:22.222

1279
01:25:22.223 --> 01:25:26.223
จุดสีแดงอีกจุดหนึ่ง โอ.เค. สุชาติ

1280
01:25:26.224 --> 01:25:30.224
อยู่ในสีฟ้าแต่ไม่อยู่ในสีดำ

1281
01:25:30.225 --> 01:25:34.225
อีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้ สุชาติ

1282
01:25:34.227 --> 01:25:38.227
อยู่ในสีดำด้วยค่ะ เป็นในกรณีที่ 3 ด้วยค่ะ

1283
01:25:38.228 --> 01:25:42.228
โอ.เค. ที่เพื่อนเขียนตรงนี้

1284
01:25:42.231 --> 01:25:46.231
ช่วยครู ก็คือสุชาตินี่

1285
01:25:46.234 --> 01:25:50.234
ไม่ว่าเขาจะเป็นกรณีที่ 1 กรณีที่ 2 กรณีที่ 3

1286
01:25:50.235 --> 01:25:54.235
นี่ เขาก็ล้วนแต่เป็นคนวิ่งเร็วใช่ไหมคะ

1287
01:25:54.236 --> 01:25:58.236
แต่การที่เขาเป็นคนวิ่งเร็วนี่

1288
01:25:58.237 --> 01:26:02.237
มันก็มี 3 รูปแบบที่เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น

1289
01:26:02.240 --> 01:26:06.240
รูปแบบที่ 1 สุชาติ 1 นี่เป็นคนวิ่งเร็วอย่างเดียว

1290
01:26:06.244 --> 01:26:10.244
ไม่ได้เป็นแข็งแรง

1291
01:26:10.246 --> 01:26:14.246
ของสุชาติที่เป็นไปได้ หรือกรณีที่ 2

1292
01:26:14.247 --> 01:26:18.247
สุชาติเป็นคนวิ่งเร็ว และสุขาติ

1293
01:26:18.248 --> 01:26:22.248
ก็เป็นคนแข็งแรง แต่ไม่ได้เป็นนักฟุตบอล นี่คือกรณีที่ 2 ของสุชาติ

1294
01:26:22.255 --> 01:26:26.255
นะคะ กรณีที่ 3 ของกรณี

1295
01:26:26.256 --> 01:26:30.256
สุชาติเป็นคนวิ่งเร็ว เป็นคนแข็งแรง

1296
01:26:30.257 --> 01:26:34.257
แล้วก็เป็นนักฟุตบอล ในเมื่อสุชาติ

1297
01:26:34.264 --> 01:26:38.264
มีลักษณะที่เป็นไปได้ 3 กรณี ผลสรุป

1298
01:26:38.273 --> 01:26:42.273
เขาสรุปว่า สุชาติเป็นนักฟุตบอล

1299
01:26:42.275 --> 01:26:46.275
มันใช้ได้ไหมคะ ถ้า

1300
01:26:46.278 --> 01:26:50.278
ทั้ง 3 กรณี ก็ให้สุชาติเป็นนักฟุตบอลได้

1301
01:26:50.279 --> 01:26:54.279
กรณีที่ 1 สุชาติเป็นนักฟุตบอลไหม ไม่ได้เป็น

1302
01:26:54.281 --> 01:26:58.281
ด้วยกากบาทด้วย หน้าวงกลม

1303
01:26:58.281 --> 01:27:02.281
สุชาติ 1 ให้ครูหน่อยค่ะ กากบาทเล็ก ๆ

1304
01:27:02.283 --> 01:27:06.283
ผลตรงนี้ก็ไม่สอดคล้องกับข้อสรุปนะคะ

1305
01:27:06.286 --> 01:27:10.286
สุชาติเป็นคงวิ่งเร็ว

1306
01:27:10.286 --> 01:27:14.286
กากบาท โอ.เค. สุดท้าย

1307
01:27:14.288 --> 01:27:18.288
สุชาตินี่สอดคล้อง

1308
01:27:18.292 --> 01:27:22.292
ค่ะ โอ.เค. เราก็สรุปได้ว่า

1309
01:27:22.293 --> 01:27:26.293
จาก 3 กรณีที่เป็นไปได้นะคะ มี 2 กรณีที่ไม่สอดคล้อง

1310
01:27:26.294 --> 01:27:30.294
กับผลข้อสรุป ดังนั้น ข้อ a

1311
01:27:30.295 --> 01:27:34.295
นี่เป็นการสรุปไม่สมเหตุสมผล

1312
01:27:34.296 --> 01:27:38.296
โอ.เค. ไหมคะ ถ้ามันจะสรุปสมเหตุสมผลนี่

1313
01:27:38.300 --> 01:27:42.300
ทุก ๆ กรณีที่เป็นไปได้

1314
01:27:42.301 --> 01:27:46.301
จะต้องสอดคล้องกับข้อสรุป โอ.เค. ไหมคะ

1315
01:27:46.303 --> 01:27:50.303
อันนี้ตอบข้อ ก. ไก่ ตอบข้อ A

1316
01:27:50.323 --> 01:27:54.323
ก็คือการสรุปไม่สมเหตุสมผล

1317
01:27:54.330 --> 01:27:58.330
โอ.เค.

1318
01:27:58.330 --> 01:28:02.330
ตอนนี้เดี๋ยวเราพักสัก 5 นาทีนะคะ

1319
01:28:02.331 --> 01:28:06.331
ให้นักศึกษาลองคิดข้อ 2

1320
01:28:06.332 --> 01:28:10.332
แล้วก็วาดรูปเลย ในกระดานนะคะ เดี๋ยวครูขอเวลา

1321
01:28:10.333 --> 01:28:14.333
เช็กปากกาตัวเองสักเล็กน้อย นักศึกษาสามารถ

1322
01:28:14.334 --> 01:28:18.334
ลบข้อนี้ทิ้งได้นะคะ แล้วทำ

1323
01:28:18.335 --> 01:28:22.335
ข้อ 2 รอ

1324
01:28:22.338 --> 01:28:26.338
โอ.เค.

1325
01:28:26.339 --> 01:28:30.339
ขอให้นักศึกษาเป็นตัวแทนห้องก็ได้นะคะ ทำ

1326
01:28:30.341 --> 01:28:34.341
ข้อ b เลย ลบทิ้ง ๆ

1327
01:28:34.343 --> 01:28:38.343
ในระหว่างที่ครูเช็กปากกาครูก็จะอธิบายไปด้วย

1328
01:28:38.343 --> 01:28:42.343
นะคะ เหตุ ข้อ B นะคะ

1329
01:28:42.344 --> 01:28:46.344
เหตุที่ 1 สัตว์ป่าดุร้าย... สัตว์ป่า

1330
01:28:46.345 --> 01:28:50.345
ทุกตัวเป็นสัตว์ดุร้าย วงที่ใหญ่

1331
01:28:50.346 --> 01:28:54.346
ข้างนอกนะคะ จะเป็นสัตว์ดุร้าย

1332
01:28:54.347 --> 01:28:58.347
ข้างในนี้จะเป็นสัตว์ป่า

1333
01:28:58.348 --> 01:29:02.348
สีฟ้าเป็นสัตว์ดุร้ายก็แล้วกันนะคะ

1334
01:29:02.350 --> 01:29:06.350
เป็นสัตว์ดุร้าย

1335
01:29:06.352 --> 01:29:10.352
ใช้เปลี่ยนสีอีกนะคะ ใช้อีกสีหนึ่ง

1336
01:29:10.353 --> 01:29:14.353
จะอยู่ในสัตว์ดุร้ายนะคะ

1337
01:29:14.354 --> 01:29:18.354
อีกสีหนึ่ง สีดำ

1338
01:29:18.355 --> 01:29:22.355

1339
01:29:22.358 --> 01:29:26.358
เหตุที่ 2 สัตว์ดุร้ายบางตัว

1340
01:29:26.359 --> 01:29:30.359
เป็นสิงโต เราก็คิดถาพออยล์

1341
01:29:30.360 --> 01:29:34.360
บางตัว ต้องมี 2 วงกลมมันซ้อนกันใช่ไหมคะ

1342
01:29:34.365 --> 01:29:38.365
แสดงว่าวงกลมที่ 3 นิดหน่อย

1343
01:29:38.366 --> 01:29:42.366
เราวาดสิงโตให้มันไปเกี่ยวกับ

1344
01:29:42.368 --> 01:29:46.368
สัตว์ดุร้ายนิดหนึ่ง ให้มันเกี่ยว ๆ นะคะ

1345
01:29:46.370 --> 01:29:50.370
สัตว์ดุร้าย

1346
01:29:50.371 --> 01:29:54.371
ถ้าเขียนสีเขียวแบบนี้ (นักศึกษา) อาจารย์

1347
01:29:54.372 --> 01:29:58.372
อย่างนี้หรือครับ (อาจารย์) เดี๋ยวนะ

1348
01:29:58.374 --> 01:30:02.374
แดสงว่าสีเขียวนี้เป็นสิงโต

1349
01:30:02.375 --> 01:30:06.375
เพราะว่ามันเป็นวงเล็ก ลบใหม่ค่ะ

1350
01:30:06.376 --> 01:30:10.376
ให้มันเกี่ยวกับสีฟ้า ไม่ค่ะ ให้มัน

1351
01:30:10.377 --> 01:30:14.377
ให้มันเกี่ยวกัน (นักศึกษา) ให้เกี่ยว (อาจารย์) ให้มันเกี่ยวกัน

1352
01:30:14.378 --> 01:30:18.378
อันนี้มันไม่เกี่ยวกัน อันนี้สีเขียวมันถูกทับ

1353
01:30:18.380 --> 01:30:22.380
โดยสีฟ้า (นักศึกษา) อย่างนี้หรือครับ (อาจารย์)

1354
01:30:22.386 --> 01:30:26.386
โป๊ะเช๊ะเลย

1355
01:30:26.387 --> 01:30:30.387
เดี๋ยวเปลี่ยนใหม่นิดหนึ่งครับ (อาจารย์) เขียนใหม่ได้ค่ะ ให้เขียน

1356
01:30:30.388 --> 01:30:34.388
มาถึงสีดำได้ไหมคะ (นักศึกษา) โอ.เค. ครับ

1357
01:30:34.390 --> 01:30:38.390
โอ.เค. ได้ ๆ ค่ะ ขอบคุณมากเลย ถ้าไม่ได้เธอครูแย่แน่

1358
01:30:38.391 --> 01:30:42.391
โอ.เค. สีเขียวนี้คือสิงโต เราจะเห็นสัตว์ดุร้าย

1359
01:30:42.394 --> 01:30:46.394
เราจะเห็นนะคะ ว่า

1360
01:30:46.395 --> 01:30:50.395
เป็นสิงโต จริงไหมคะ สัตว์ดูร้าย

1361
01:30:50.396 --> 01:30:54.396
บางตัวเป็นสิงโต คือ ตรงที่เป็นสีฟ้ามันอินเตอร์เซกกับ

1362
01:30:54.397 --> 01:30:58.397
สีเขียว โอ.เค. นะคะ ต่อไปแมวทุกตัว

1363
01:30:58.399 --> 01:31:02.399
เป็นสิงโต

1364
01:31:02.400 --> 01:31:06.400
แมวทุกตัว แมวเป็นเซ็ตย่อย

1365
01:31:06.402 --> 01:31:10.402
ของสิงโต แสดงว่าแมวนี่อยู่ส่วนไหนก็ได้นะคะ

1366
01:31:10.403 --> 01:31:14.403
เขียนแมวเลย แมว 1

1367
01:31:14.405 --> 01:31:18.405
แมว 1 คราวนี้เขียนอีกอันหนึ่ง

1368
01:31:18.406 --> 01:31:22.406
อยู่ในสีฟ้าค่ะ แล้วก็อยู่ในสีเขียว

1369
01:31:22.408 --> 01:31:26.408
นี่คือเหตุการณ์ที่ 2 ที่เป็นไปได้นะคะ

1370
01:31:26.409 --> 01:31:30.409
เป็นใหญ่กว่านั้น อันที่ 3 อยู่ในสีดำ

1371
01:31:30.411 --> 01:31:34.411
เป็นแมว แมวทุกตัว

1372
01:31:34.421 --> 01:31:38.421
โอ.เค. เห็นไหมคะ ว่าประโยคที่ 3 นี่ แมวทุกตัว

1373
01:31:38.432 --> 01:31:42.432
เป็นสิงโตนี่มันเป็นไปได้กี่รูปแบบค่ะ 3 รูปแบบ

1374
01:31:42.434 --> 01:31:46.434
รูปแบบที่ 1 นี่ แมวทุกตัวเป็นสิงโต

1375
01:31:46.435 --> 01:31:50.435
เห็นไหมคะ

1376
01:31:50.435 --> 01:31:54.435
รูปแบบที่ 2 แมวทุกตัวเป็นรูปแบบสิงโต

1377
01:31:54.437 --> 01:31:58.437
แล้วก็เป็นสัตว์ดุร้าย รูปแบบที่ 3

1378
01:31:58.438 --> 01:32:02.438
แมวทุกตัวเป็นสิงโต แล้วก็เป็นสัตว์ดุร้าย

1379
01:32:02.438 --> 01:32:06.438
แล้วก็เป็นสัตว์ป่า เห็นไหมคะ

1380
01:32:06.439 --> 01:32:10.439
ข้อสรุปเขาบอกว่าแมวทุกตัวเป็นสัตว์ดุร้าย

1381
01:32:10.440 --> 01:32:14.440
ข้อที่ 1 สอดคล้องไหมคะ ถ้าสอดคล้องติ๊กถูก

1382
01:32:14.442 --> 01:32:18.442
ถ้าไม่สอดคล้องติ๊กผิด

1383
01:32:18.443 --> 01:32:22.443
ข้อ 1 แมว 1 นี่สอดคล้องไหมคะ

1384
01:32:22.444 --> 01:32:26.444
แมวทุกตัวเป็นสิงโต (นักศึกษา) ไม่ (อาจารย์)

1385
01:32:26.444 --> 01:32:30.444
เดี๋ยวติ๊กถูกก่อน ติ๊กสิ

1386
01:32:30.446 --> 01:32:34.446
แมวทุกตัวเป็นสิงโตถูก อ๋อ ๆ ขอโทษค่ะ ๆ

1387
01:32:34.446 --> 01:32:38.446
ใช่แล้ว ๆ ครูอ่านผิดประโยคนะคะ

1388
01:32:38.448 --> 01:32:42.448
แมว เขาบอกว่าแมวทุกตัวเป็นสัตว์ดุร้าย นักศึกษาทำถูกแล้วนะคะ

1389
01:32:42.449 --> 01:32:46.449
กากบาท X เลย นักศึกษาทำถูกแล้วนะ

1390
01:32:46.450 --> 01:32:50.450
โอ.เค. ค่ะ มาดูแมว 2 แมวทุกตัวเป็น

1391
01:32:50.452 --> 01:32:54.452
สัตว์ดุร้ายใช่ไหมคะ 2. นี่ถูกนะ

1392
01:32:54.453 --> 01:32:58.453
แมวนี้ดุร้ายนะคะ อยู่ในสีฟ้า อันที่ 3

1393
01:32:58.454 --> 01:33:02.454
แมว 3 ดุร้ายไหม ก็อยู่ในสีฟ้าอยู่นะ ก็ถูกค่ะ

1394
01:33:02.455 --> 01:33:06.455
เราจะเห็นว่า

1395
01:33:06.457 --> 01:33:10.457
3 กรณีที่เป็นไปได้ แต่มี 1 กรณี

1396
01:33:10.458 --> 01:33:14.458
ที่ไม่สามารถสรุปได้ว่าแมวเป็นวัตว์ดุร้าย

1397
01:33:14.461 --> 01:33:18.461
เพราะแมวเป็นแค่สิงโตนะคะ ดังนั้น จึงตอบได้ว่า

1398
01:33:18.462 --> 01:33:22.462
ข้อ 4 จึงตอบว่า เป็นการสรุปไม่

1399
01:33:22.463 --> 01:33:26.463
สมเหตุสมผล โอ.เค

1400
01:33:26.465 --> 01:33:30.465
มีคำถาม

1401
01:33:30.470 --> 01:33:34.470
ไหมเอ่ย

1402
01:33:34.472 --> 01:33:38.472
นี่คือ

1403
01:33:38.473 --> 01:33:42.473
ครูยังไม่ได้แคปเราเลย

1404
01:33:42.477 --> 01:33:46.477
มากเลย Undo ได้ไหม

1405
01:33:46.479 --> 01:33:50.479
เดี๋ยวครูขอ Undo ก่อนนะ ครูจะ Undo ย้อนได้กี่รอบนี่

1406
01:33:50.480 --> 01:33:54.480
ครูจะ Undo ย้อนได้กี่รอบ

1407
01:33:54.482 --> 01:33:58.482
ได้สักข้อหนึ่งก็ดีแล้ว นักศึกษา

1408
01:33:58.483 --> 01:34:02.483
มีข้อคำถามจะถามไหมคะ สำหรับ

1409
01:34:02.484 --> 01:34:06.484
แบบฝึกหัดในห้อง (นักศึกษา) ได้แล้วครับ (อาจารย์)

1410
01:34:06.486 --> 01:34:10.486
เดี๋ยวครูแคปไว้ก่อนนะ

1411
01:34:10.487 --> 01:34:14.487
ตายนะ เราเรียนในยุคที่เรียกว่า

1412
01:34:14.489 --> 01:34:18.489
ทันสมัยมาก (นักศึกษา) วาดในกระดานดำ

1413
01:34:18.490 --> 01:34:22.490
วาดในกระดานดำให้ครู

1414
01:34:22.491 --> 01:34:26.491
เดี๋ยวนะคะ

1415
01:34:26.493 --> 01:34:30.493
ครูให้เลือกมาตอบ (นักศึกษา) เขาให้ทำ เป็นคนเขียนกระดาน

1416
01:34:30.495 --> 01:34:34.495
(อาจารย์) [เสียงหัวเราะ]

1417
01:34:34.498 --> 01:34:38.498

1418
01:34:38.499 --> 01:34:42.499
อ๋อคุยกับน้องครับ

1419
01:34:42.501 --> 01:34:46.501
ค่ะ...

1420
01:34:46.502 --> 01:34:50.502

1421
01:34:50.503 --> 01:34:54.503

1422
01:34:54.506 --> 01:34:58.506
ครูก็แซว ๆ เล่น ๆ นะคะ

1423
01:34:58.507 --> 01:35:02.507
เป็นตัวอย่างที่จะใช้ในข้อสอบนักศึกษานะคะ

1424
01:35:02.508 --> 01:35:06.508
ก็ตอนนี้มีตัวแทนนักศึกษา

1425
01:35:06.509 --> 01:35:10.509
ช่วยแสดงให้ครูเห็นนะคะ ว่า

1426
01:35:10.512 --> 01:35:14.512
พวกเราพอจะเข้าใจนะคะ ในสิ่งที่เราจะหาเหตุผลตรงนี้

1427
01:35:14.516 --> 01:35:18.516
อธิบายในการจะหาเหตุผลตรงนี้

1428
01:35:18.519 --> 01:35:22.519
มานะคะ

1429
01:35:22.520 --> 01:35:26.520
แป๊บหนึ่ง

1430
01:35:26.521 --> 01:35:30.521
แสดงว่าเรามีปากกาใช่ไหม

1431
01:35:30.522 --> 01:35:34.522

1432
01:35:34.524 --> 01:35:38.524
นักศึกษามีปากกาใช่ไหมคะ (นักศึกษา) มีอยู่ครับ

1433
01:35:38.525 --> 01:35:42.525
(อาจารย์) มีอยู่ โอ.เค. ถ้าอย่างนั้นเราจะกลับไปที่

1434
01:35:42.526 --> 01:35:46.526
สไลด์พาวเวอร์พ้อยกันนะคะ เดี๋ยวครูจะอธิบาย

1435
01:35:46.532 --> 01:35:50.532
เล็กน้อย เดี๋ยววันนี้เราคงจะจบเนื้อหากันแล้วล่ะ

1436
01:35:50.538 --> 01:35:54.538
(อาจารย์) ขออนุญาตปิด Jam Board

1437
01:35:54.542 --> 01:35:58.542
เดี๋ยวเรากลับไปดู Power Point กันนะ

1438
01:35:58.544 --> 01:36:02.544

1439
01:36:02.546 --> 01:36:06.546

1440
01:36:06.548 --> 01:36:10.548

1441
01:36:10.551 --> 01:36:14.551

1442
01:36:14.552 --> 01:36:18.552

1443
01:36:18.553 --> 01:36:22.553

1444
01:36:22.554 --> 01:36:26.554
ตอนนี้เรากลับมาที่

1445
01:36:26.556 --> 01:36:30.556
Google Meet นะคะ แอปพลิเคชันที่เรา

1446
01:36:30.558 --> 01:36:34.558
ใช้ช่วยการเรียนการสอนออนไลน์

1447
01:36:34.559 --> 01:36:38.559
นะคะ 1. ก็คือเราใช้ไลน์กลุ่มในการพูดคุยสื่อสารกันนะ

1448
01:36:38.560 --> 01:36:42.560
2. เราก็จะใช้ Google Meet

1449
01:36:42.561 --> 01:36:46.561
ในการนำเสนอ 3. เราก็ใช้ Jamboard นักศึกษาก็ช่วยครู

1450
01:36:46.563 --> 01:36:50.563
ได้เป็นอย่างดีเลย ใช้กระดานร่วมกัน

1451
01:36:50.566 --> 01:36:54.566
และก็อันที่ 4. อาจจะใช้ Zoom Zoom ข้อดี

1452
01:36:54.566 --> 01:36:58.566
มันจะมีข้อดี คือ การประมวลผลมันจะเร็วกว่า

1453
01:36:58.568 --> 01:37:02.568
นะคะ ในการแสดงภาพตรงนี้ออกไป ตอนนี้เราทำ

1454
01:37:02.568 --> 01:37:06.568
อันนี้เราทำอันนี้เสร็จแล้ว เราจะมาดู

1455
01:37:06.570 --> 01:37:10.570
หัวข้อกรณีที่เราจะหาค่า

1456
01:37:10.578 --> 01:37:14.578
ความจริง กรณีที่เราไม่ทราบค่า

1457
01:37:14.579 --> 01:37:18.579
ความจริงของประพจน์เลย เราจะแจก

1458
01:37:18.581 --> 01:37:22.581
แจงออกมาทุกกรณีเลย

1459
01:37:22.583 --> 01:37:26.583
สร้างตารางค่าความจริงนะคะ การสร้าง

1460
01:37:26.584 --> 01:37:30.584
ตารางค่าความจริงตรงนี้ ทำไม

1461
01:37:30.585 --> 01:37:34.585
ครูแชร์สไลด์แล้วมันไม่ขึ้นนะ

1462
01:37:34.587 --> 01:37:38.587
เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ นักศึกษา

1463
01:37:38.588 --> 01:37:42.588
ทำใหม่ก่อน

1464
01:37:42.589 --> 01:37:46.589

1465
01:37:46.591 --> 01:37:50.591

1466
01:37:50.592 --> 01:37:54.592
ต้องใช้

1467
01:37:54.593 --> 01:37:58.593
ใช้พลังเยอะกว่าปกติ

1468
01:37:58.598 --> 01:38:02.598
ชัดเจนไหมคะ นักศึกษา

1469
01:38:02.599 --> 01:38:06.599

1470
01:38:06.600 --> 01:38:10.600
อันนี้เราจะมา

1471
01:38:10.601 --> 01:38:14.601
สร้างค่าความจริงของประพจน์ความรวม

1472
01:38:14.605 --> 01:38:18.605
ทุก ๆ กรณีที่เป็นไปได้ ซึ่งเราเรียกว่าตารางค่าความจริง

1473
01:38:18.607 --> 01:38:22.607
นะคะ การสร้างตารางค่าความจริงน่ะ จะมีความเป็นไปได้

1474
01:38:22.608 --> 01:38:26.608
2 ยกกำลัง N โดยที่ประพจน์

1475
01:38:26.610 --> 01:38:30.610
ประโยคที่บอกว่า P หรือ

1476
01:38:30.612 --> 01:38:34.612
Not P P หรือ Not P

1477
01:38:34.613 --> 01:38:38.613
ตรงนี้ ตรงนี้นะคะ

1478
01:38:38.614 --> 01:38:42.614
มันมีประพจน์เดียว 2 ยกกำลัง 1

1479
01:38:42.616 --> 01:38:46.616
ตารางนี้ก็เลยมี 2 แถว 2 แถวมีค่าความจริง

1480
01:38:46.620 --> 01:38:50.620
ของ P ก็เป็นไปได้ 2 อย่าง

1481
01:38:50.621 --> 01:38:54.621
พอเราใส่ Not ไปปุ๊บจากจริงเป็นเท็จ จากเท็จเป็นจริง

1482
01:38:54.622 --> 01:38:58.622
จากนั้นเรา not

1483
01:38:58.623 --> 01:39:02.623
จริงหรือเท็จเป็นจริงนะคะ

1484
01:39:02.625 --> 01:39:06.625
อันที่ 2 เท็จหรือจริง เป็นจริง

1485
01:39:06.626 --> 01:39:10.626
เพราะว่าประโยคหรือนี่ ขอให้มีอันหนึ่งอันใดเป็นจริง

1486
01:39:10.628 --> 01:39:14.628
ใช่ไหมคะ

1487
01:39:14.629 --> 01:39:18.629

1488
01:39:18.630 --> 01:39:22.630
โอ.เค.

1489
01:39:22.632 --> 01:39:26.632
ต่อไปนะคะ เราก็มาดู...

1490
01:39:26.632 --> 01:39:30.632

1491
01:39:30.635 --> 01:39:34.635
มี 2 ประพจน์นะคะ มี Not P กับ Not Q

1492
01:39:34.637 --> 01:39:38.637
P ก็มีค่าความจริงได้ 2 อย่าง

1493
01:39:38.638 --> 01:39:42.638
Q ก็มีค่าความจริงเป็น 2 อย่าง

1494
01:39:42.641 --> 01:39:46.641
4 แถวนะคะ

1495
01:39:46.644 --> 01:39:50.644
ของ P และ Q ดังต่อไปนี้

1496
01:39:50.645 --> 01:39:54.645
4 กรณีนี้เราจะหาร 2 แบ่งเป็น

1497
01:39:54.646 --> 01:39:58.646
2 ครั้ง เป็นเท็จ 2 ครั้งนะคะ สำหรับ P

1498
01:39:58.649 --> 01:40:02.649
พอดีว่าทางล่ามไม่เห็นสไลด์อาจารย์ค่ะ

1499
01:40:02.650 --> 01:40:06.650
หรือคะ นักศึกษาเห็นสไลด์ของครูไหมคะ

1500
01:40:06.651 --> 01:40:10.651
(นักศึกษา) เห็นครับ (อาจารย์) เน็ตมันช้าค่ะ คือ

1501
01:40:10.652 --> 01:40:14.652
เครื่องมันจะหน่วงนิดหนึ่งค่ะ (ล่าม) ค่ะ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์)

1502
01:40:14.653 --> 01:40:18.653
เป็นปัญหามากเลยค่ะ

1503
01:40:18.661 --> 01:40:22.661
นะคะ คือ เน็ตที่บ้านมันได้เท่านี้

1504
01:40:22.662 --> 01:40:26.662
คิดด้วยกันค่ะ โอ.เค. ค่ะ

1505
01:40:26.664 --> 01:40:30.664
สำหรับ Q นี่ก็จะมีค่าความจริง 2 อย่าง

1506
01:40:30.665 --> 01:40:34.665
จริงเท็จ จริงเท็จสลับกันไป

1507
01:40:34.666 --> 01:40:38.666
หรือว่าสร้างทุก ๆ กรณีที่เป็นไปได้

1508
01:40:38.667 --> 01:40:42.667
ไม่ทราบว่าของคุณครูล่ามเห็นไหมคะ

1509
01:40:42.670 --> 01:40:46.670
ถ้าไม่เห็นเดี๋ยวจะ Stop Share แล้วเปิดใหม่

1510
01:40:46.673 --> 01:40:50.673
(ล่าม) ทางล่ามยังไม่เห็นค่ะ (ล่าม) ล่ามเห็นสไลด์

1511
01:40:50.674 --> 01:40:54.674
เปิดใหม่นะคะ (ล่าม) ล่ามอีกคนหนึ่งเห็นสไลด์

1512
01:40:54.677 --> 01:40:58.677
ล่ามอีกคนหนึ่งเห็นสไลด์ของอาจารย์ค่ะ

1513
01:40:58.678 --> 01:41:02.678
(อาจารย์) ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากเลย

1514
01:41:02.679 --> 01:41:06.679
อาจจะยังไม่เห็นค่ะ

1515
01:41:06.683 --> 01:41:10.683
(อาจารย์) ค่ะขอบคุณมากเลยนะคะ

1516
01:41:10.685 --> 01:41:14.685
ตอนนี้เรามาดู 4 กรณีตรงนี้ที่เป็นไปได้

1517
01:41:14.686 --> 01:41:18.686
ตรงนี้นะคะ กรณีที่ 1 นี่ P มันเป็นจริง

1518
01:41:18.687 --> 01:41:22.687
พอเราใส่ not ของมัน

1519
01:41:22.688 --> 01:41:26.688
มันเป็นสิ่งตรงกันข้ามนะคะ

1520
01:41:26.689 --> 01:41:30.689
จากเท็จก็กลายเป็นจริง คอลัมน์ที่ 3

1521
01:41:30.689 --> 01:41:34.689
เกิดขึ้นแล้ว ต่อไปคอลัมน์ที่ 4 Not

1522
01:41:34.691 --> 01:41:38.691
Q ตัวนี้มาใส่ not ข้างหน้า

1523
01:41:38.693 --> 01:41:42.693
จากจริงก็กลายเป็นเท็จ

1524
01:41:42.695 --> 01:41:46.695
ค่าความจริงก็จะเป็นเท็จ จริง

1525
01:41:46.699 --> 01:41:50.699
เท็จ จริง นะคะ สลับเรียบร้อยเลยใช่ไหมคะ

1526
01:41:50.700 --> 01:41:54.700
ก็จะได้คำตอบแล้วนะคะ

1527
01:41:54.701 --> 01:41:58.701
จากข้อ 2 นี่หาความเป็นจริงที่เป็นไปได้

1528
01:41:58.702 --> 01:42:02.702
ของประพจน์ประกอบ แล้วเอา

1529
01:42:02.703 --> 01:42:06.703
คอลัมน์ที่ 3 และคอลัมน์ที่ 4 มาเชื่อมกันด้วยและ

1530
01:42:06.704 --> 01:42:10.704
เราทบทวนตัวเองก่อนแป๊บหนึ่ง ถ้า และ

1531
01:42:10.707 --> 01:42:14.707
มันจะเป็นจริงกรณีเดียว

1532
01:42:14.708 --> 01:42:18.708
ทั้งหมด ถ้ามีเท็จแม้แต่อันหนึ่งอันใด

1533
01:42:18.709 --> 01:42:22.709
เราให้มันเป็นเท็จนะคะ เราทบทวนกฎกติกาได้

1534
01:42:22.712 --> 01:42:26.712
เราก็มาจัดเลย กรณีที่ 1 มีเท็จ

1535
01:42:26.713 --> 01:42:30.713
เท็จหรือเท็จเป็นเท็จ

1536
01:42:30.714 --> 01:42:34.714
่ช่องที่ 1 เท็จ

1537
01:42:34.715 --> 01:42:38.715
หรือจริง มีเท็จก็เป็นเท็จ เท็จและนะคะ ขอโทษ

1538
01:42:38.716 --> 01:42:42.716
ครูพูดผิดนะคะ จริงและ

1539
01:42:42.717 --> 01:42:46.717
เท็จ มีเท็จก็กลายเป็นเท็จ

1540
01:42:46.718 --> 01:42:50.718
อันที่ 4 จริงและจริง เป็นจริง แสดงว่าจริงอันเดียว

1541
01:42:50.719 --> 01:42:54.719
นอกนั้นเท็จหมดเลยนะคะ

1542
01:42:54.720 --> 01:42:58.720
อันนี้ได้แล้ว ต่อไปประพจน์ที่ 3

1543
01:42:58.721 --> 01:43:02.721
P หรือ Q

1544
01:43:02.722 --> 01:43:06.722
ตอนนี้มีแต่ 2 ประพจน์ แต่ว่าตัวเชื่อตรรกศาสตร์

1545
01:43:06.723 --> 01:43:10.723
มากขึ้นนะคะ มีตัวเชื่อมตรรกศาสตร์ 2 ตัวแล้ว

1546
01:43:10.724 --> 01:43:14.724
มีหรือถ้าแล้ว เดี๋ยวเราทำในวงเล็บก่อน

1547
01:43:14.725 --> 01:43:18.725
นะคะ ทำในวงเล็บก็คือทำ P หรือ Q ก่อน

1548
01:43:18.726 --> 01:43:22.726
ค่าความจริงของ P กับ Q ก็คือ Ganerate

1549
01:43:22.727 --> 01:43:26.727
หรือว่าสร้างได้ 3 รูปแบบเหมือนเดิมนะคะ

1550
01:43:26.728 --> 01:43:30.728
อันนี้เป็นแพทเทิลตายตัวของมันเลย

1551
01:43:30.734 --> 01:43:34.734

1552
01:43:34.735 --> 01:43:38.735
มันก็จะครบกรณีทั้งหมดที่เป็นไปได้

1553
01:43:38.736 --> 01:43:42.736
คราวนี้เรามาทำคอลัมน์ที่ 3 เชื่อมด้วยตัวเชื่อมหรือ

1554
01:43:42.737 --> 01:43:46.737
หรือนี่เราก็ระลึกกฎกติกา

1555
01:43:46.738 --> 01:43:50.738
หรือ หรือนี่เป็นเท็จกรณีเดียว

1556
01:43:50.739 --> 01:43:54.739
ต้องเท็จหมด ทุกอย่างต้องเท็จถึงเป็นจริง

1557
01:43:54.740 --> 01:43:58.740
ถ้ามีจริงนิดหนึ่ง ถือว่าประโยคนั้นเป็นจริงหมด

1558
01:43:58.742 --> 01:44:02.742
ถ้าเราทบทวนกฎกติการตรงนี้แล้ว

1559
01:44:02.743 --> 01:44:06.743
เท็จหรือเท็จเป็นเท็จ นอกนั้นเป็นจริงหมด

1560
01:44:06.747 --> 01:44:10.747
นะคะ เห็นไหม ได้แล้ว 3 อันบน

1561
01:44:10.748 --> 01:44:14.748
เป็นจริงหมดเลยนะคะ ได้แล้วนะคะ ต่อไป

1562
01:44:14.749 --> 01:44:18.749
เราจะหาหลังลูกศร

1563
01:44:18.749 --> 01:44:22.749
Not P ก่อน ก็คือหาค่าความจริง

1564
01:44:22.750 --> 01:44:26.750
นะคะ เคยเป็น จริง จริง เท็จ เท็จ ก็เป็น

1565
01:44:26.751 --> 01:44:30.751
เท็จเท็จจริงจริง สลับกัน

1566
01:44:30.752 --> 01:44:34.752
เอาคอลัมน์ที่ 3 ที่ 4

1567
01:44:34.756 --> 01:44:38.756
พอจะพูดถึงถ้าแล้ว

1568
01:44:38.757 --> 01:44:42.757
ถ้า แล้วนี่ พิเศษอยู่อย่างเดียว

1569
01:44:42.758 --> 01:44:46.758
ถ้าเหตุมันแย่แต่ผลมันดีเราจะยอมรับว่าอย่างไรคะ

1570
01:44:46.759 --> 01:44:50.759
มันดี ใช่ไหมคะ ถ้าเท็จแล้วจริงเป็นจริง

1571
01:44:50.760 --> 01:44:54.760
ถ้าเท็จแล้วจริงเป็นจริง

1572
01:44:54.762 --> 01:44:58.762
เป็นจริง โอ.เค. ไหม

1573
01:44:58.763 --> 01:45:02.763

1574
01:45:02.766 --> 01:45:06.766
มาดูกรณีที่ 1 นะคะ

1575
01:45:06.767 --> 01:45:10.767
ตอนนี้ถ้าเราดูประโยคตอนแรก

1576
01:45:10.769 --> 01:45:14.769
อันที่ 3 นี่ ถ้าจริงแล้วจริง เป็นจริงแน่นอน

1577
01:45:14.770 --> 01:45:18.770
พอดีสไลด์ หาอันนี้เป็นจริงนะคะ

1578
01:45:18.770 --> 01:45:22.770
อันนี้ถ้าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ

1579
01:45:22.773 --> 01:45:26.773
ที่ครูอธิบายไป

1580
01:45:26.773 --> 01:45:30.773
มันดี เราก็จะยอมรับว่ามันเป็นดี

1581
01:45:30.774 --> 01:45:34.774
อันนี้มีกรณีที่ 1 กับ 2 นะคะ ที่ประโยคถ้าแล้วจะเป็นเท็จ

1582
01:45:34.775 --> 01:45:38.775
ก็คือ ถ้าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ

1583
01:45:38.779 --> 01:45:42.779
อันนี้เหมือนถ้าเหตุเป็นดีแต่ผลเป็นแย่

1584
01:45:42.781 --> 01:45:46.781
ผลก็เป็นแย่นะคะ ซึ่งก็เป็นเท็จไป

1585
01:45:46.782 --> 01:45:50.782
ต่อไปข้อ 4 หาข้อ 4 ตรงนี้

1586
01:45:50.783 --> 01:45:54.783
เพิ่มประพจน์เชิงเดี่ยวขึ้นมา

1587
01:45:54.784 --> 01:45:58.784
3 ประพจน์ก็คือ

1588
01:45:58.785 --> 01:46:02.785
P Q R มีค่าความจริงเป็นอย่างไรบ้าง

1589
01:46:02.787 --> 01:46:06.787
ทุก ๆ ค่าความของเธอขึ้นมา ดังนั้น ฉันจะสร้างค่าความจริงของเธอได้

1590
01:46:06.788 --> 01:46:10.788
กี่กรณี 2 ยกกำลัง 3 เป็น 8

1591
01:46:10.788 --> 01:46:14.788
ก็ได้ 8 กรณี 8 กรณีหรือ 8 แถว

1592
01:46:14.790 --> 01:46:18.790
เราก็จะสร้างค่าความจริงก่อน ของ P นี่ เราจะสร้าง

1593
01:46:18.793 --> 01:46:22.793
8 หาร 2 เป็น 4 เราก็เขียนจริง 4 ครั้ง เท็จ 4 ครั้ง

1594
01:46:22.794 --> 01:46:26.794
ของ Q นี่เราก็แบ่งทีละครึ่ง

1595
01:46:26.795 --> 01:46:30.795
เอา 4 ไปหาร 2

1596
01:46:30.796 --> 01:46:34.796
คราวละ 2 มันจะคิดเป็นครึ่ง ๆ ไปเรื่อย ๆ

1597
01:46:34.797 --> 01:46:38.797
นะคะ ส่วน R อันสุดท้ายนี่จะเป็นจริง เท็จ จริง เท็จ สลับกัน

1598
01:46:38.799 --> 01:46:42.799
นี่คือเทคนิกการสร้างที่เป็นไปได้

1599
01:46:42.800 --> 01:46:46.800
จากนั้นประโยคถ้าแล้วเรามาทำ

1600
01:46:46.802 --> 01:46:50.802
ก็คือทำในวงเล็บก่อนนะคะ

1601
01:46:50.803 --> 01:46:54.803
P และ Q กรณีเดียวทุกอย่างต้องเป็นจริงหมด

1602
01:46:54.804 --> 01:46:58.804
ถ้ามีเท็จนิดหนึ่งนี่ ให้เป็นเท็จเลย

1603
01:46:58.806 --> 01:47:02.806
ตรงนี้นะคะ อันที่ 1 อันที่ 2 เป็นจริงหมด

1604
01:47:02.808 --> 01:47:06.808
แสดงว่าบรรทัดที่ 1, 2 เป็นจริง

1605
01:47:06.809 --> 01:47:10.809
เป็นเท็จหมด ก็จะได้ว่า

1606
01:47:10.809 --> 01:47:14.809
คอลัมน์ที่ 3 P และ Q มีความเป็นจริง

1607
01:47:14.810 --> 01:47:18.810
แค่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 กับกรณีที่ 2

1608
01:47:18.832 --> 01:47:22.832
โอ.เค. นะคะ ได้แล้ว

1609
01:47:22.833 --> 01:47:26.833
ต่อไปเราจะหาประโยคความรวมของถ้าแล้ว

1610
01:47:26.834 --> 01:47:30.834
โดยเอาคอลัมน์ที่ 3 ถ้าคอลัมน์ที่ 4

1611
01:47:30.835 --> 01:47:34.835
ตรงนี้นะคะ ถ้าแล้วนี่

1612
01:47:34.836 --> 01:47:38.836
มันมีอย่างเดียว ก็คือถ้า จริง

1613
01:47:38.837 --> 01:47:42.837
แล้วเท็จเราจะให้เป็นเท็จนะคะ นอกนั้นเราให้เป็นจริงหมด

1614
01:47:42.838 --> 01:47:46.838
นอกนั้นให้เป็นจริงหมด

1615
01:47:46.839 --> 01:47:50.839
ถ้าจริงแล้วเท็จ ตรงนี้ก็จะเท็จ

1616
01:47:50.841 --> 01:47:54.841
อันนี้เท็จแล้วจริง ก็ยอมรับได้ให้เป็นจริง

1617
01:47:54.844 --> 01:47:58.844
อันที่ 4 เท็จแล้วเท็จ

1618
01:47:58.844 --> 01:48:02.844
เท็จแล้วจริง เราให้เป็นจริง

1619
01:48:02.846 --> 01:48:06.846
เท็จแล้วจริงเราก็ให้เป็นจริง เท็จแล้วจริงก็เป็นเท็จ

1620
01:48:06.848 --> 01:48:10.848
แสดงว่าเป็นเท็จกรณีเดียว ก็คือกรณีที่ 2

1621
01:48:10.848 --> 01:48:14.848
นะคะ นอกนั้นเป็นจริงหมด

1622
01:48:14.849 --> 01:48:18.849
โอ.เค.

1623
01:48:18.853 --> 01:48:22.853
อันนี้ก็คือตัวอย่างการสร้าง

1624
01:48:22.854 --> 01:48:26.854
ของการสร้างประพจน์เชิงประกอบ

1625
01:48:26.855 --> 01:48:30.855
จากประพจน์เชิงเดี่ยว 3 ประพจน์ P Q R

1626
01:48:30.856 --> 01:48:34.856
ก็มีจำนวนที่เป็นไปได้

1627
01:48:34.857 --> 01:48:38.857
เป็น 8 นะคะ ดังนี้ ก็เป็นสุดท้ายของวันนี้แล้ว

1628
01:48:38.858 --> 01:48:42.858
อันนี้ก็คงสุกท้ายของวันนี้แล้ว

1629
01:48:42.860 --> 01:48:46.860
แนะนำนิดหนึ่ง ก็คือการพิสูจน์ค่าความจริง

1630
01:48:46.861 --> 01:48:50.861
ที่เป็นไปได้ทุกกรณีถ้าเราทำได้แล้วนะคะ

1631
01:48:50.869 --> 01:48:54.869
ทุก ๆ กรณีที่เกิดขึ้นมันมีค่าความจริงเป็นจริงหมด

1632
01:48:54.869 --> 01:48:58.869
เราจะเรียกประพจน์นั้นว่าสัจจะนิรันดร์

1633
01:48:58.870 --> 01:49:02.870
หรือ... ดังนั้น

1634
01:49:02.871 --> 01:49:06.871
ประพจน์ที่มีค่าเป็นจริงทุกกรณี

1635
01:49:06.872 --> 01:49:10.872
อันนี้ตรงกันข้าม ถ้าเราพิสูจน์

1636
01:49:10.874 --> 01:49:14.874
ทุก ๆ กรณีที่เกิดขึ้นเป็นประพจน์หมด

1637
01:49:14.875 --> 01:49:18.875
เราเรียกว่าประโยคหรืออประพจน์คัดแย้งนะคะ

1638
01:49:18.876 --> 01:49:22.876
เราเรียกประพจน์ขัดแข้งนะคะ สุดท้าย

1639
01:49:22.877 --> 01:49:26.877
อันที่ 3 นี่ มันก็เป็นกรณีที่เป็นไปได้

1640
01:49:26.878 --> 01:49:30.878
คือ บางครั้งมันอาจจะจริงบ้าง เท็จบ้าง เราเรียกว่า Contigen นพ

1641
01:49:30.885 --> 01:49:34.885
ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้

1642
01:49:34.886 --> 01:49:38.886
เอามาใช้ในทางพิสูจน์เท่าไร

1643
01:49:38.887 --> 01:49:42.887
ในการพิสูจน์ทฤษฎีต่าง ๆ

1644
01:49:42.888 --> 01:49:46.888
นะคะ อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ทางเทค

1645
01:49:46.890 --> 01:49:50.890
ตรงนี้

1646
01:49:50.891 --> 01:49:54.891

1647
01:49:54.892 --> 01:49:58.892
คุณครูอุ๋ยใช่ไหมคะ

1648
01:49:58.893 --> 01:50:02.893
อยู่ไหมเอ่ย ถ้าให้

1649
01:50:02.894 --> 01:50:06.894
นักศึกษาทำได้ไหมคะข้อนี้

1650
01:50:06.896 --> 01:50:10.896

1651
01:50:10.898 --> 01:50:14.898
ครูปิดคำตอบไว้นะคะ

1652
01:50:14.901 --> 01:50:18.901
ตอนนี้เราจะหาค่าความจริงแล้ว Q

1653
01:50:18.902 --> 01:50:22.902
และ Not P เราก็ generate

1654
01:50:22.903 --> 01:50:26.903
ทุกกรณีเรียบร้อยแล้วนะคะ

1655
01:50:26.907 --> 01:50:30.907
P แล้ว Q

1656
01:50:30.910 --> 01:50:34.910
ช่องที่ 1

1657
01:50:34.911 --> 01:50:38.911
ตรงนี้นะคะ จริงแล้วเท็จเป็นอะไรคะ ขอตัวแทนนักศึกษา

1658
01:50:38.912 --> 01:50:42.912
ได้เลย (นักศึกษา) เป็นเท็จครับ

1659
01:50:42.913 --> 01:50:46.913
ช่องที่ 2 ล่ะครับ ช่องที่ 2 ถัดลงมา (นักศึกษา) gmH0

1660
01:50:46.919 --> 01:50:50.919
(อาจารย์) เท็จค่ะ ขอบคุณค่ะ ช่องที่ 3 (นักศึกษา)  เท็จครับ

1661
01:50:50.920 --> 01:50:54.920
(อาจารย์) จริง โอ.เค. ช่องที่ 4 ก็เป็น (นักศึกษา) จริงครับ (อาจารย์)

1662
01:50:54.922 --> 01:50:58.922
โอ.เค. ตรงนี้นักศึกษาตอบถูก

1663
01:50:58.923 --> 01:51:02.923
นะคะ ครูพิมพ์สไลด์ผิด ครูก็เลย

1664
01:51:02.924 --> 01:51:06.924
ไม่ทราบว่าที่ส่งให้พวกเราไปเห็นคำตอบไหม

1665
01:51:06.929 --> 01:51:10.929
ขอโทษ ๆ ถูกไหม ๆ ครูดูช่องผิด

1666
01:51:10.930 --> 01:51:14.930
จริงตัวนี้นะคะ ขอโทษที

1667
01:51:14.931 --> 01:51:18.931
กดปุ่มผิด เฉลยไปก่อนเลย

1668
01:51:18.933 --> 01:51:22.933
จริงแล้วจริงเป็นจริง มาดู 2 คอลัมน์นี้นะคะ

1669
01:51:22.935 --> 01:51:26.935
จริงแล้วจริงเป็นจริง จริงแล้วเท็จเป็นเท็จ

1670
01:51:26.937 --> 01:51:30.937
ต่อไปเราจะเอาคอลัมน์ที่ 3 เชื่อมกับ

1671
01:51:30.944 --> 01:51:34.944
4 3 กับ 4 นี่เชื่อมกัน ด้วยตัวเชื่อม

1672
01:51:34.946 --> 01:51:38.946
ตรรกศาสตร์ และ และนี่เป็นจริงกรณีเดียว และเป็นจริงหมด

1673
01:51:38.947 --> 01:51:42.947
เราจะเห็นได้เลยว่าบรรทัดที่ 3 กับ 4 นี่เป็นจริงหมด

1674
01:51:42.948 --> 01:51:46.948
เห็นไหมคะ ตรงนี้ ก็จะได้

1675
01:51:46.949 --> 01:51:50.949
มันมีเท็จตรงนี้

1676
01:51:50.950 --> 01:51:54.950
ที่ 1 เป็นเท็จนะคะ อันที่ 2 เป็นเท้จ

1677
01:51:54.951 --> 01:51:58.951
อันที่ 3 เป็นจริง อันที่ 4 ก็เป็นจริง โอ.เค. นะคะ อันนี้

1678
01:51:58.952 --> 01:52:02.952
ดังนั้นประโยคประพจน์ความรวมนี้นะคะ

1679
01:52:02.954 --> 01:52:06.954
ความรวมนี้นะคะ

1680
01:52:06.956 --> 01:52:10.956
อาจจะมีจริงบ้าง หรือเท็จบ้าง เรียกว่า Entigen

1681
01:52:10.959 --> 01:52:14.959
อันนี้เรากำลังวิเคราะห์นะคะ ว่าประพจน์กำหนดให้นี่

1682
01:52:14.960 --> 01:52:18.960
มันมีลักษณะสัจจะนิรันดร์ไหม

1683
01:52:18.963 --> 01:52:22.963
หรือว่าเป็น Contigent นะคะ

1684
01:52:22.973 --> 01:52:26.973
อีกนิดหนึ่ง อีดนิดหนึ่งนะคะ ลองดูประพจน

1685
01:52:26.973 --> 01:52:30.973
P และ Q แล้ว P หาในวงเล็บก่อน

1686
01:52:30.975 --> 01:52:34.975
ถ้า P และ Q

1687
01:52:34.976 --> 01:52:38.976
จากสไลด์นี้ บรรทัดที่ 1 นี่

1688
01:52:38.977 --> 01:52:42.977
เพราะว่ามันเป็นจริงหมด นอกนั้นมันเป็นเท็จ

1689
01:52:42.978 --> 01:52:46.978
เพราะว่ามันมีเท็จนะคะตรงนี้ ต่อไปเราเอา

1690
01:52:46.979 --> 01:52:50.979
คอลัมน์ที่ 3 เชื่อมกับ คอลัมน์ ที่ 1

1691
01:52:50.985 --> 01:52:54.985
อันแรกนะคะ จริง แล้ว จริง เป็นจริง

1692
01:52:54.986 --> 01:52:58.986
อันที่ 2 เท็จ ตรงนี้นะคะ

1693
01:52:58.989 --> 01:53:02.989
ตรงนี้เท็ตแล้วจริงเป็นจริง ยอมรับได้นะคะ อันที่ 3

1694
01:53:02.990 --> 01:53:06.990
เท็จ

1695
01:53:06.991 --> 01:53:10.991
เท็จแล้วเท็จเป็นจริง

1696
01:53:10.992 --> 01:53:14.992
เขาเป็นแบบนั้นนะคะ อันที่ 4 ก็เช่นเดียวกัน

1697
01:53:14.993 --> 01:53:18.993
นะคะ ก็คือเท็จแล้วเท็จ

1698
01:53:18.994 --> 01:53:22.994
ก็เป็นจริง สำหรับตัวอย่างนี้เราจะเห็นว่า

1699
01:53:22.995 --> 01:53:26.995
ประพจน์ความรวมนี้มีค่าความจริงเป็นจริงหมด

1700
01:53:26.996 --> 01:53:30.996
เรียกว่า

1701
01:53:30.998 --> 01:53:34.998
P และ Q แล้ว P เป็นสัจนิรันดร์

1702
01:53:34.999 --> 01:53:38.999
อันนี้คือสัจจะนิรันดร์

1703
01:53:39.001 --> 01:53:43.001
สุดท้าย สุดท้ายแล้วสุดท้าย

1704
01:53:43.002 --> 01:53:47.002
เราจะวิเคราะห์ค่าความจริงของประพจน์

1705
01:53:47.003 --> 01:53:51.003
P แล้ว Not Q ก็ต่อเมื่อ P และ Q

1706
01:53:51.004 --> 01:53:55.004
ดูคอลัมน์ที่ 3 ยะตะ เนสขะหสตงสใขนิ

1707
01:53:55.005 --> 01:53:59.005
ก่อน P แล้ว Not Q เราเอาคอลัมน์ที่ 1

1708
01:53:59.007 --> 01:54:03.007
เป็นตัวตั้งก่อน ถ้า P แล้ว คอลัมน์ที่ 3

1709
01:54:03.009 --> 01:54:07.009
ถ้าแล้วเป็นเท็จกรณีเดียวถ้า...

1710
01:54:07.010 --> 01:54:11.010
ตรงนี้ครูทำสีหลอกไว้นะคะ ตรงนี้

1711
01:54:11.011 --> 01:54:15.011
กรณีแรกนะคะ จริง

1712
01:54:15.012 --> 01:54:19.012
แล้วเท็จเป็นเท็จ

1713
01:54:19.013 --> 01:54:23.013
ได้นะคะ เป็นเท็จ อันที่ 2

1714
01:54:23.015 --> 01:54:27.015
จริงแล้วจริงเป็นจริง อันที่ 3

1715
01:54:27.017 --> 01:54:31.017
เท็จแล้วเท็จก็เป็นจริง

1716
01:54:31.018 --> 01:54:35.018
อันนี้ก็เท็จแล้วจริงก็เป็นจริงนะคะ อันนี้

1717
01:54:35.019 --> 01:54:39.019
ได้แล้ว ด้านซ้ายมือ ต่อไปหาด้านขวามือ

1718
01:54:39.020 --> 01:54:43.020
ด้านขวามือก็คือ P และ Q

1719
01:54:43.027 --> 01:54:47.027
เป็นจริงเหมือนกันทั้งคู่นะคะ คือกรณีที่ 1 เป็นจริง

1720
01:54:47.028 --> 01:54:51.028
นอกนั้นเป็นเท็จหมด ต่อไปเราจะเอา

1721
01:54:51.029 --> 01:54:55.029
ประโยคที่คอลัมน์ที่ 4 เชื่อมกับคอลัมน์ที่ 5

1722
01:54:55.030 --> 01:54:59.030
ด้วยตัวเชื่อต่อเมื่อ

1723
01:54:59.031 --> 01:55:03.031
ความจริง ถ้าค่าความจริง

1724
01:55:03.033 --> 01:55:07.033
ฉันจริง เราก็จะเป็นจริง ถ้าเธอเท็จฉันเท็จ

1725
01:55:07.034 --> 01:55:11.034
เราก็จะเป็นจริง โอ.เค. นะคะ เรามาดู

1726
01:55:11.036 --> 01:55:15.036
กรณีที่ 1ค่าความจริงเป็นเท็จ

1727
01:55:15.037 --> 01:55:19.037
เท็จนะคะ เราจะเห็นเลย

1728
01:55:19.038 --> 01:55:23.038
ค่าความจริงมันไม่เป็นจริงนะคะ มันเป็นเท็จหมด

1729
01:55:23.040 --> 01:55:27.040
เราจะเห็นว่าประโยคที่กำหนดให้นี่ P

1730
01:55:27.041 --> 01:55:31.041
แล้ว not q ต่อเมื่อ P และ q

1731
01:55:31.042 --> 01:55:35.042
ทุกกรณี เราจะเรียกประพจน์นี้ว่า

1732
01:55:35.044 --> 01:55:39.044
ประพจน์ขัดแย้ง โอ.เค.

1733
01:55:39.045 --> 01:55:43.045

1734
01:55:43.047 --> 01:55:47.047
ก็อันนี้อีกแป๊บหนึ่งนะคะ

1735
01:55:47.047 --> 01:55:51.047
กำหนดให้ 2 ประพจน์นี้

1736
01:55:51.048 --> 01:55:55.048
เราจะเรียกว่า 2 ประพจน์นี้มารวมกัน

1737
01:55:55.049 --> 01:55:59.049
หรือว่าเทียบเท่ากันนะคะ

1738
01:55:59.050 --> 01:56:03.050
ก็เดี๋ยววันนี้ครูจะฝากนักศึกษา

1739
01:56:03.052 --> 01:56:07.052
ลองเติมค่าความจริงในสไลด์นี้เป็นการบ้าน

1740
01:56:07.054 --> 01:56:11.054
เป็นการบ้านนะคะ พอจะทำได้ไหมเอ่ย

1741
01:56:11.056 --> 01:56:15.056
มันจะมีค่าความจริงหายไปกี่ช่องคะ

1742
01:56:15.057 --> 01:56:19.057
8 ช่อง

1743
01:56:19.058 --> 01:56:23.058
พอจะทำได้ไหมคะ

1744
01:56:23.064 --> 01:56:27.064

1745
01:56:27.064 --> 01:56:31.064
แต่ครูก็อาจจะลำบากนิดหนึ่ง

1746
01:56:31.066 --> 01:56:35.066
พวกเราจะทำอย่างไรดี เดี๋ยวครูดูสถิติ

1747
01:56:35.068 --> 01:56:39.068

1748
01:56:39.069 --> 01:56:43.069
เป็นเอาว่า ให้เราลองไปฝึกทบทวน

1749
01:56:43.070 --> 01:56:47.070
จากตัวอย่างนี้นะคะ ว่าค่าความจริง 8 ช่องนี้

1750
01:56:47.071 --> 01:56:51.071
มันมันเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร

1751
01:56:51.073 --> 01:56:55.073
นะคะ ถ้ามันมีค่าความจริงหรือเท็จนี่

1752
01:56:55.074 --> 01:56:59.074
ตรงกันทุก ๆ กรณี 4 ช่องนี้ตรงกัน

1753
01:56:59.074 --> 01:57:03.074
หมดเลย เราจะถือว่า 2 ประพจน์นี้มัน... กัน

1754
01:57:03.075 --> 01:57:07.075
เดี๋ยวฝากให้เราไปทำเป็นการบ้าน

1755
01:57:07.077 --> 01:57:11.077
ครั้งหน้าเราค่อยมาต่อกันดีกว่านะ

1756
01:57:11.078 --> 01:57:15.078
คุยกันมานานพอสมควร

1757
01:57:15.080 --> 01:57:19.080
นักศึกษาเหนื่อยไหมคะ

1758
01:57:19.081 --> 01:57:23.081

1759
01:57:23.083 --> 01:57:27.083
ไม่ค่อยเหนื่อยนะครับ (อาจารย์)

1760
01:57:27.086 --> 01:57:31.086
แข็งแรงดีจังเลย

1761
01:57:31.087 --> 01:57:35.087
หรือว่าจะช่วยกันทำดี

1762
01:57:35.088 --> 01:57:39.088
ก็เดี๋ยวคุยกันดีกว่านะ

1763
01:57:39.089 --> 01:57:43.089
มากขึ้น ๆ ก็

1764
01:57:43.090 --> 01:57:47.090
ขอให้นักศึกษาเปิดกล้องได้ไหมคะ

1765
01:57:47.091 --> 01:57:51.091
เดี๋ยวเราพูดคุยกันสักเล็กน้อย เผื่อเราเดินเจอกันที่ตลาด

1766
01:57:51.092 --> 01:57:55.092
จะทักทายกันได้

1767
01:57:55.095 --> 01:57:59.095

1768
01:57:59.096 --> 01:58:03.096
เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง

1769
01:58:03.098 --> 01:58:07.098
เดี๋ยวครูจะเช็กชื่อนักศึกษานะคะ เดี๋ยวครูเปิดไฟล์ก่อน

1770
01:58:07.100 --> 01:58:11.100

1771
01:58:11.100 --> 01:58:15.100

1772
01:58:15.102 --> 01:58:19.102

1773
01:58:19.104 --> 01:58:23.104
หนูไม่ได้ค่ะ หนูอยู่ในรถ

1774
01:58:23.106 --> 01:58:27.106
ศิริลักษณ์อยู่ในรถ ขับรถเองหรือว่า

1775
01:58:27.107 --> 01:58:31.107

1776
01:58:31.108 --> 01:58:35.108
เปิดกล้องได้นะ ถ้าไม่ได้ขับรถเอง

1777
01:58:35.109 --> 01:58:39.109
เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ

1778
01:58:39.110 --> 01:58:43.110
ครูก็อยู่บ้าน ครูก็อยู่ในชุดไพรเวท มากเลยง

1779
01:58:43.111 --> 01:58:47.111
นี้นะคะ แต่ไม่สุภาพ

1780
01:58:47.112 --> 01:58:51.112
ใส่ชุดตามสบาย

1781
01:58:51.113 --> 01:58:55.113
เดี๋ยวนะคะ ครูจะแชร์ชื่อพวกเรา

1782
01:58:55.114 --> 01:58:59.114

1783
01:58:59.115 --> 01:59:03.115

1784
01:59:03.116 --> 01:59:07.116

1785
01:59:07.119 --> 01:59:11.119

1786
01:59:11.121 --> 01:59:15.121
เห็นไหมคะ

1787
01:59:15.122 --> 01:59:19.122
เดี๋ยวครูจะขึ้นหน้า

1788
01:59:19.123 --> 01:59:23.123

1789
01:59:23.125 --> 01:59:27.125
เปิดกล้องแป๊บเดียว

1790
01:59:27.127 --> 01:59:31.127
ปิดแล้วหรอคะ ในช่วงเวลาสุดท้าย

1791
01:59:31.131 --> 01:59:35.131
รบกวนเปิดกล้องหน่อยได้ไหม ถ้าคนที่สะดวก

1792
01:59:35.132 --> 01:59:39.132
ตอนนี้กำลังจะเช็กชื่อนะคะ

1793
01:59:39.133 --> 01:59:43.133
คือ เช็กชื่อจะทำให้เรารู้จักกันมากขึ้นนะคะ

1794
01:59:43.134 --> 01:59:47.134
นะ เวลาเจอกัน ทิพย์รัตน์มาไหมคะ

1795
01:59:47.137 --> 01:59:51.137
ถ้านักศึกษาไม่สะดวกพูด

1796
01:59:51.139 --> 01:59:55.139
หรือว่าติดขัด พิมพ์นะคะ มาค่ะ อย่างนี้นะคะ

1797
01:59:55.140 --> 01:59:59.140
เพราะว่าจอครูบางทีมันไม่เห็นผู้ร่วมชั้นเรียกทุกคนนะคะ

1798
01:59:59.141 --> 02:00:03.141
ตกหล่นได้

1799
02:00:03.142 --> 02:00:07.142
ทิพย์รัตน์

1800
02:00:07.143 --> 02:00:11.143
ุทุกคนก็ใช้นามแฝง

1801
02:00:11.145 --> 02:00:15.145
ศิริลักษณ์เมื่อกี้อยู่ในรถนะ

1802
02:00:15.149 --> 02:00:19.149
อดิสรค่ะ

1803
02:00:19.153 --> 02:00:23.153

1804
02:00:23.154 --> 02:00:27.154
(นักศึกษา) มาค่ะ

1805
02:00:27.158 --> 02:00:31.158

1806
02:00:31.160 --> 02:00:35.160
เมื่อกี้เสียงใครเอ่ย คุณสุภาภรณ์

1807
02:00:35.162 --> 02:00:39.162
นพกิต (ล่าม) ไม่ ๆ ค่ะ จะแจ้งว่าน้องมาค่ะ

1808
02:00:39.163 --> 02:00:43.163
ค่ะ ๆ พอดีจอมันไม่ครบ ก็อยากจะเห็นหน้าเขานะคะ

1809
02:00:43.165 --> 02:00:47.165
ก็เลยอาจจะเรียกชื่อตรงนี้

1810
02:00:47.168 --> 02:00:51.168
แต่ว่านักศึกษาก็ปิดกล้อง

1811
02:00:51.169 --> 02:00:55.169
พงพรคนนี้ใช่ไหมที่ช่วยเขียนกระดาน

1812
02:00:55.171 --> 02:00:59.171
ใช่ไหมคะ (นักศึกษา) ผมครับ

1813
02:00:59.172 --> 02:01:03.172
(อาจารย์) โอ.เค. ขอบคุณมากนะคะ ถ้าปากกาครูมีปัญหา

1814
02:01:03.174 --> 02:01:07.174
ครูจะรบกวนเธออีกครั้งหนึ่ง

1815
02:01:07.175 --> 02:01:11.175
โอ.เค. ต่อไปจันทกานต์

1816
02:01:11.176 --> 02:01:15.176
จันทร์กานต์ เดี๋ยวครูกำลัง

1817
02:01:15.178 --> 02:01:19.178
เลื่อนดูอยู่ จันทกานต์มานะคะ

1818
02:01:19.179 --> 02:01:23.179
หมวกสีแดง ๆ ใช่ไหมคะ

1819
02:01:23.180 --> 02:01:27.180
โอ.เค.

1820
02:01:27.181 --> 02:01:31.181
กัญญานัตร เห็นแล้ว

1821
02:01:31.183 --> 02:01:35.183
อยู่สนามฟุตบอล

1822
02:01:35.185 --> 02:01:39.185

1823
02:01:39.186 --> 02:01:43.186
มา

1824
02:01:43.188 --> 02:01:47.188
เดชา เดชาพลมานะคะ

1825
02:01:47.190 --> 02:01:51.190
วาริษา วาริษา

1826
02:01:51.191 --> 02:01:55.191
มา ธัญลดา

1827
02:01:55.193 --> 02:01:59.193
ภัทรดาอยู่ในห้องไหมคะ

1828
02:01:59.194 --> 02:02:03.194
เดี๋ยวครูกำลังเลื่อนหาทีละคนอยู่

1829
02:02:03.195 --> 02:02:07.195
มิ้น หนูมิ้น ชื่อเล่นมิ้น

1830
02:02:07.196 --> 02:02:11.196
มา

1831
02:02:11.200 --> 02:02:15.200
เทพอักษร (นักศึกษา) มาครับ

1832
02:02:15.202 --> 02:02:19.202
(อาจารย์) โอ.เค.

1833
02:02:19.203 --> 02:02:23.203
เทพอักษรมา

1834
02:02:23.204 --> 02:02:27.204
ธนพัฒน์ค่ะ

1835
02:02:27.205 --> 02:02:31.205
ก็พิมพ์บอกครูได้

1836
02:02:31.206 --> 02:02:35.206
ธนพัฒน์มานะคะ เดี๋ยวขอดู

1837
02:02:35.207 --> 02:02:39.207
หน้าโปรไฟล์หน่อย

1838
02:02:39.208 --> 02:02:43.208
โอ.เค. สันติภาพ

1839
02:02:43.209 --> 02:02:47.209
(นักศึกษา) มาครับผม (อาจารย์) โอ.เค. ค่ะ

1840
02:02:47.210 --> 02:02:51.210
ทำไมถึงมีธนพัฒน์

1841
02:02:51.211 --> 02:02:55.211
ถึงมีธนพัฒน์ 2 ที่

1842
02:02:55.214 --> 02:02:59.214
คุณอุ๋ยคะ

1843
02:02:59.218 --> 02:03:03.218
อันนี้โหลดจากอินเทอร์เน็ตนะคะ

1844
02:03:03.219 --> 02:03:07.219
ในระบบของทะเบียนมหาวิทยาลัย (ล่าม)

1845
02:03:07.220 --> 02:03:11.220
รู้แล้วค่ะ แจ้งแล้วค่ะ สงสัยยังไม่ตัดชื่อออก

1846
02:03:11.222 --> 02:03:15.222
ชื่อน้องซ้ำกันค่ะ

1847
02:03:15.223 --> 02:03:19.223
ไอดีอะไรนี่ส่งเสริมจะแจ้งอีกทีหนึ่ง

1848
02:03:19.226 --> 02:03:23.226
13 (อาจารย์) 13 ค่ะ โอ.เค. ค่ะ (ล่าม)

1849
02:03:23.229 --> 02:03:27.229
ทางส่งเสริมอีกทีค่ะ ว่าตัดหรือยัง

1850
02:03:27.231 --> 02:03:31.231
นพกร

1851
02:03:31.232 --> 02:03:35.232

1852
02:03:35.233 --> 02:03:39.233
โอ.เค. ก็

1853
02:03:39.235 --> 02:03:43.235
วันนี้เราก็คุยกันเท่านี้ล่ะนะ

1854
02:03:43.235 --> 02:03:47.235
วันนี้เราคุยกันเรื่อง ตรรกะศาสตร์

1855
02:03:47.236 --> 02:03:51.236
ให้ฟังคร่าว ๆ นะ ที่เราคุยกันก็จะมี

1856
02:03:51.237 --> 02:03:55.237
การหาค่าความจริงของประพจน์ที่มี

1857
02:03:55.238 --> 02:03:59.238
ด้วยตัวเชื่อม 4 อย่าง ก็คือตัวเชื่อมและ หรือ ถ้า แล้ว

1858
02:03:59.239 --> 02:04:03.239
ก็ต่อเมื่อ สรุปทบทวน

1859
02:04:03.240 --> 02:04:07.240
และนี่ ประพจน์

1860
02:04:07.241 --> 02:04:11.241
จะมีค่าความจริงกรณีเดียว คือ ทุกอย่างต้องจริงหมด

1861
02:04:11.242 --> 02:04:15.242
แต่ถ้าเชื่อมด้วยหรือ ขอแค่มีอันหนึ่งอันใด

1862
02:04:15.243 --> 02:04:19.243
เป็นจริง ก็จะถือว่าทั้งหมดนั้นเป็นจริง

1863
02:04:19.243 --> 02:04:23.243
หรือนี่จะเป็นเท็จกรณีเดียวนี้

1864
02:04:23.247 --> 02:04:27.247
ต้องเท็จ คราวนี้ถ้าเชื่อม

1865
02:04:27.248 --> 02:04:31.248
ถ้าแล้วนี่มีกรณีเดียว

1866
02:04:31.249 --> 02:04:35.249
มีใคร

1867
02:04:35.250 --> 02:04:39.250
ถ้าจริงนี่

1868
02:04:39.252 --> 02:04:43.252
ให้เป็นจริงนะคะ

1869
02:04:43.254 --> 02:04:47.254
สำหรับการเชื่อมด้วยก็ต่อเมื่อ ก็ต่อเมื่อนี่

1870
02:04:47.255 --> 02:04:51.134
ก็มีค่าความจริง

1871
02:04:51.258 --> 02:04:55.258
ชนิดเดียวกันนะคะ จริงก็ต่อเมื่อจริง

1872
02:04:55.259 --> 02:04:59.259
เท็จ ก็ต่อเมื่อเท็จเป็นเท็จนะคะ

1873
02:04:59.260 --> 02:05:03.260
สำหรับการสร้างค่าความจริงของประพจน์เชิงประกอบ

1874
02:05:03.261 --> 02:05:07.261
ในกรณีที่เราไม่ทราบความจริงเขา

1875
02:05:07.263 --> 02:05:11.263
เราเรียกว่าการสร้างตารางค่าความจริง

1876
02:05:11.264 --> 02:05:15.264
ซึ่งถ้าทุกกรณีนั้นมีค่าความจริงเป็นจริง

1877
02:05:15.265 --> 02:05:19.265
เราเรียกประพจน์นั้นว่า "สัจนิรันดร์"

1878
02:05:19.266 --> 02:05:23.266
ทุกกรณีเราเป็นเท็จ เราจะเป็นประพจน์ขัดแข้ง

1879
02:05:23.267 --> 02:05:27.267
ถ้ามันมีจริงบ้าง

1880
02:05:27.268 --> 02:05:31.268
เราเรียกว่า Antigen นะคะ แล้วทีนี้การหาค่า

1881
02:05:31.269 --> 02:05:35.269
ความจริงหรือการสรุปแบบการให้เหตุผลนะคะ

1882
02:05:35.271 --> 02:05:39.271
ว่ามันสรุปสมเหตุสมผลหรือไม่

1883
02:05:39.272 --> 02:05:43.272
แผนภาพ

1884
02:05:43.274 --> 02:05:47.274
พงษ์พรช่วยครูเขียนกระดาน แล้วดู

1885
02:05:47.274 --> 02:05:51.274
วิธีการคิดนะคะ ว่าเราใช้วงกลมหรือเรื่องของเซ็ตนี่

1886
02:05:51.275 --> 02:05:55.275
มาช่วยสรุปหาข้อสรุปนะคะ มันสรุป

1887
02:05:55.275 --> 02:05:59.275
มันสรุปสมเหตุสมผลหรือไม่

1888
02:05:59.277 --> 02:06:03.277
ทุก ๆ กรณีที่เป็นไปได้นี่ ก็ต้องสอดคล้อง

1889
02:06:03.278 --> 02:06:07.278
กับข้อสรุป เราถึงจะบอกว่ามันสมเหตุสมผล ถ้าแม้มี 1

1890
02:06:07.279 --> 02:06:11.279
กรณีใด ที่มันขัดแย้งกับข้อสรุป

1891
02:06:11.280 --> 02:06:15.280
เราจะถือว่าข้อสรุปนั้นไม่สมเหตุสมผล

1892
02:06:15.281 --> 02:06:19.281
สำหรับเนื้อหาในวันนี้ครูก็ทบทวนเท่านี้

1893
02:06:19.282 --> 02:06:23.282
นะคะ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าครูจะส่งเอกสาร

1894
02:06:23.283 --> 02:06:27.283
การบรรยายทางช่องทางล่วงหน้า

1895
02:06:27.284 --> 02:06:31.284
นะคะ ตอนนี้...

1896
02:06:31.286 --> 02:06:35.286
การเรียนการสอนมีปัญหา หรือมีข้อเสนอแนะ

1897
02:06:35.288 --> 02:06:39.288
มีข้อติดขัดอะไร เป็นการเรียนรู้ระหว่างครูกับเรา

1898
02:06:39.289 --> 02:06:43.289
นะคะ เราสามารถพิมพ์แจ้งครูได้ หรือจะทัก

1899
02:06:43.290 --> 02:06:47.290
ไอดีส่วนตัวมาก้ได้ ครูก็จะยินดี

1900
02:06:47.291 --> 02:06:51.291
โอ.เค. มีคำถามสำหรับวันนี้ไหมคะ

1901
02:06:51.292 --> 02:06:55.292
พิมพ์ได้นะคะ พิมพ์ได้

1902
02:06:55.294 --> 02:06:59.294
พิมพ์ให้ดู

1903
02:06:59.294 --> 02:07:03.294
ตรงไหนแล้ว

1904
02:07:03.295 --> 02:07:07.295
ถ้าไม่มีคำถาม ก็วันนี้ขอบคุณครูล่าม

1905
02:07:07.298 --> 02:07:11.298
ืทุกท่านนะคะ ขอบคุณนะคะ ขอบใจนักเรียนที่เข้าชั้นเรียน

1906
02:07:11.299 --> 02:07:15.299
ขอบคุณอาจารย์ค่ะ

1907
02:07:15.301 --> 02:07:19.301
(อาจารย์) ขอบคุณทุกคนเลย สวัสดีนะคะ

1908
02:07:19.303 --> 02:07:23.303
เดี๋ยวสัปดาห์หน้าเจอกันค่ะ

1909
02:07:23.304 --> 02:07:27.304
(ล่าม) สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์) สวัสดีค่ะ

1910
02:07:27.305 --> 02:07:31.305

1911
02:07:31.306 --> 02:07:35.306

1912
02:07:35.308 --> 02:07:39.308

1913
02:07:39.310 --> 02:07:43.310

1914
02:07:43.312 --> 02:07:47.312

1915
02:07:47.313 --> 02:07:51.313

1916
02:07:51.315 --> 02:07:55.315

1917
02:07:55.318 --> 02:07:59.318

1918
02:07:59.319 --> 02:08:03.319

1919
02:08:03.321 --> 02:08:07.321

1920
02:08:07.322 --> 02:08:11.322

1921
02:08:11.325 --> 02:08:15.325

1922
02:08:15.326 --> 02:08:19.326

1923
02:08:19.329 --> 02:08:23.329

1924
02:08:23.331 --> 02:08:26.331

1925
02:08:27.333 --> 02:08:30.335

1926
02:08:31.334 --> 02:08:31.335

1927
02:08:35.336 --> 02:08:35.340

1928
02:08:39.340 --> 02:08:39.344


