﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.003 --> 00:00:08.003

3
00:00:08.004 --> 00:00:12.004
[เสียงดนตรี]

4
00:00:12.009 --> 00:00:16.009

5
00:00:16.010 --> 00:00:20.010

6
00:00:20.014 --> 00:00:24.014

7
00:00:24.017 --> 00:00:28.017

8
00:00:28.019 --> 00:00:32.019
(อาจารย์) สวัสดีครับนักเรียน วันนี้มาพบกับ

9
00:00:32.020 --> 00:00:36.020
คุณครูธีรภัทรนะครับ เราจะมาเรียนเรื่องระบบคุ้มกัน

10
00:00:36.023 --> 00:00:40.023
ในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ จะอยู่

11
00:00:40.024 --> 00:00:44.024
ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ จะอยู่ใน

12
00:00:44.025 --> 00:00:48.025
เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์นะครับ

13
00:00:48.026 --> 00:00:52.026
ในหัวข้อที่ 2.4 ในหัวข้อ 2.4

14
00:00:52.027 --> 00:00:56.027
จะมีอยู่ด้วยกัน 3 หัวข้อย่อย จะมี

15
00:00:56.028 --> 00:01:00.028
การต่อต้านกำทำลายสิ่งแปลกปลอม

16
00:01:00.030 --> 00:01:04.030
ก็จะเป็นกลไกแบบจำเพาะ กลไกที่ 3 เรื่องความผิดปกติ

17
00:01:04.031 --> 00:01:08.031
ของระบบภูมิคุ้มกัน ในวันนี้

18
00:01:08.032 --> 00:01:12.032
เราจะมาเรียนกันหัวข้อย่อยแรกนะครับ กลกลต่อต้าน

19
00:01:12.033 --> 00:01:16.033
สิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพราะ แต่ก่อนอื่นนี่ เราจะเรียน

20
00:01:16.035 --> 00:01:20.035
เนื้อหาคร่าว ๆ กันก่อนว่าระบบภูมิคุ้มกันคืออะไร

21
00:01:20.036 --> 00:01:24.036
นะครับ จุดประสงค์ของ

22
00:01:24.037 --> 00:01:28.037
เรื่องนี้นะครับ คาดหวังว่านักเรียนจะอธิบาย

23
00:01:28.038 --> 00:01:32.038
ของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่

24
00:01:32.039 --> 00:01:36.039
ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้นะคะ อันที่ 2 อธิบาย

25
00:01:36.040 --> 00:01:40.040
หรือเขียนแผนผังการต่อต้าน

26
00:01:40.043 --> 00:01:44.043
ทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะได้นะครับ มาดู

27
00:01:44.043 --> 00:01:48.043
รูปนี้กันนะครับ นักเรียนรู้จักอะไรในรูปนี้บ้าง

28
00:01:48.043 --> 00:01:52.043
ครูจะให้เวลาลองคิดนะครับ

29
00:01:52.044 --> 00:01:56.044

30
00:01:56.044 --> 00:02:00.044
มันก็คือเชื้อโรค

31
00:02:00.046 --> 00:02:04.046
หรือสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในตัวเรานั่นเอง

32
00:02:04.047 --> 00:02:08.047
นักเรียนรู้จักอะไรบ้างครับ อาจจะมีแบคทีเรีย เชื้อรา

33
00:02:08.047 --> 00:02:12.047
ปรสิต หรือ... ของดอกไม้นะครับ

34
00:02:12.049 --> 00:02:16.049
ในแต่ละวันนี่

35
00:02:16.049 --> 00:02:20.049
ร่างกายมีโอกาสได้รับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

36
00:02:20.052 --> 00:02:24.052
เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือสารพิษต่าง ๆ เข้าทางใดได้บ้าง

37
00:02:24.052 --> 00:02:28.052
นักเรียนตอบคำถามครูนะครับ อันที่ 2 นี่ เมื่อ

38
00:02:28.055 --> 00:02:32.055
ร่างกายได้รับแล้วนี่ จะทำให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วย

39
00:02:32.056 --> 00:02:36.056
หรือไม่นะครับ อันนี้เป็น 2 คำถามที่

40
00:02:36.056 --> 00:02:40.056
คุณครูจะให้นักเรียนได้ลองคิดกันดูนะครับ

41
00:02:40.057 --> 00:02:44.057
นอกจากนี้ยังมีคำถามเพิ่มอีก

42
00:02:44.058 --> 00:02:48.058
นอกจากนี้ยังมีคำถามเพิ่มอีกว่า ร่างกายของแต่ละคน

43
00:02:48.060 --> 00:02:52.060
อาจจะได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม

44
00:02:52.061 --> 00:02:56.061
แต่ว่าอาจจะแสดงออกด้วยอาการที่เจ็บป่วยแตกต่างกันไป

45
00:02:56.061 --> 00:03:00.061
บางคนอาจจะไม่เจ็บป่วยเลยก็ได้

46
00:03:00.062 --> 00:03:04.062
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ มี 3 คนถามแล้วนะครับ

47
00:03:04.063 --> 00:03:08.063
ที่ให้นักเรียนนำมาคิด เราจะหาคำตอบได้จากบทเรียน

48
00:03:08.063 --> 00:03:12.063
ในวันนี้ครับ

49
00:03:12.064 --> 00:03:16.064
นักเรียนบางคนอาจจะพอตอบคำถามได้นะครับ

50
00:03:16.065 --> 00:03:20.065
ระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคน

51
00:03:20.066 --> 00:03:24.066
ที่แตกต่างกันนี่เอง จึงเป็นสาเหตุ

52
00:03:24.066 --> 00:03:28.066
การแสดงออกของโรคหรืออาการที่แตกต่างกันไปนะครับ

53
00:03:28.068 --> 00:03:32.068
มีคำถามต่อมาอีกนะครับ แล้ว

54
00:03:32.068 --> 00:03:36.068
ระบบภูมิคุ้มกันนี่มีการตอบสนอง ต่อต้าน

55
00:03:36.069 --> 00:03:40.069
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างไรครับ

56
00:03:40.069 --> 00:03:44.069
เดี๋ยวเราลองช่วยกันคิดนะ

57
00:03:44.070 --> 00:03:48.070
จริง ๆ แล้วนักเรียนบางคน

58
00:03:48.071 --> 00:03:52.071
อาจจะพอตอบได้หรือบางคนอาจจะตอบไม่ได้

59
00:03:52.072 --> 00:03:56.072
ระบบภูมิคุ้มกันนี่ เป็นระบบที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน

60
00:03:56.073 --> 00:04:00.073
ก่อนที่เราจะมาเรียนว่าระบบภูมิคุ้มกันนี่

61
00:04:00.076 --> 00:04:04.076
มีการตอบสนอง ต่อต้าน

62
00:04:04.076 --> 00:04:08.076
มีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่ทำงานใน

63
00:04:08.076 --> 00:04:12.076
ระบบภูมิคุ้มกันของเรา เรามาดูกันนะครับ

64
00:04:12.077 --> 00:04:16.077
ว่าอวัยวะและเนื้อเยื่อในระบบภูมิคุ้มกันมีอะไรบ้าง

65
00:04:16.078 --> 00:04:20.078
กลุ่มแรกนี่จะสร้าง และพัฒนา...

66
00:04:20.080 --> 00:04:24.080
คือไขกระดูกและไทมัสครับ นักเรียนจำคำนี้ไว้นะครับ

67
00:04:24.081 --> 00:04:28.081
อาจจะยังไม่รู้จักมันตอนนี้ แต่

68
00:04:28.082 --> 00:04:32.082
ครูจะบอกว่าลิมโฟไซต์มีบทบาทสำคัญในระบบภ

69
00:04:32.083 --> 00:04:36.083
ภูมิคุ้มกันของเรานะครับ ต่อมา

70
00:04:36.084 --> 00:04:40.084
จะเป็นกลุ่มที่เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดักจับ

71
00:04:40.085 --> 00:04:44.085
และทำลายสิ่งแปลกปลอม ซึ่งได้แต่ม้ามแล้วก็ต่อมน้ำเหลือง

72
00:04:44.086 --> 00:04:48.086
นะครับ มาดูกลุ่มสุดท้าย

73
00:04:48.088 --> 00:04:52.088
กลุ่มสุดท้ายก็จะเป็นเนื้อเยื่อ

74
00:04:52.090 --> 00:04:56.090
แล้วก็ทำลายสิ่งแปลกปลอม ทอมซินและ

75
00:04:56.091 --> 00:05:00.091
นำเหลือง นักเรียนก็ได้ทราบกันแล้วนะครับ

76
00:05:00.092 --> 00:05:04.092
มีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน

77
00:05:04.093 --> 00:05:08.093
คำถามที่ครูจะถามต่อมาคือ อวัยวะ แล

78
00:05:08.094 --> 00:05:12.094
ละเนื้อเยื่อเหล่านี้อยู่ในบริเวณใดบ้าง

79
00:05:12.095 --> 00:05:16.095
ในร่างกายของเรา ลองมาช่วยกันคิดนะครับ

80
00:05:16.096 --> 00:05:20.096
จากรูปนะครับ

81
00:05:20.096 --> 00:05:24.096
นักเรียนจะเห็นได้ว่า อวัยวะ เนื้อเยื้อ หรือไขกระดูก

82
00:05:24.097 --> 00:05:28.097
บางชนิด เช่น ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลืองนี่

83
00:05:28.098 --> 00:05:32.098
จะพบได้กระจายอยู่ทั่วไปในร่างกายของเรา

84
00:05:32.099 --> 00:05:36.099
แต่ถ้าเป็นอวัยวะบางอย่าง อย่างเช่น ทอนซิล ม้าม

85
00:05:36.100 --> 00:05:40.100
น้ำ หรือใส้ติ่งนี่

86
00:05:40.101 --> 00:05:44.101
พบได้ในจุดเดียวของร่างกาย พบได้ใน

87
00:05:44.102 --> 00:05:48.102
บริเวณที่แตกต่างกันไปนะครับ คำถามต่อมา ก็คือ

88
00:05:48.103 --> 00:05:52.103
เหตุใดเราจึงพบอวัยวะหรือเนื้อเยื่อ

89
00:05:52.103 --> 00:05:56.103
เหล่านี้อยู่ทั่วไปในร่างกายของเรา

90
00:05:56.105 --> 00:06:00.105
นักเรียนบางคน

91
00:06:00.105 --> 00:06:04.105
อาจจะยังตอบคำถามที่ครูถามเมื่อสักครู่ยังไม่ได้นะครับ

92
00:06:04.107 --> 00:06:08.107
เพิ่มเติมจากหนังสือเรียนให้ แล้วดูสิว่าเราจะตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือเปล่า

93
00:06:08.107 --> 00:06:12.107
มาดูอันแรกกันเลยนะครับ

94
00:06:12.108 --> 00:06:16.108
อันแรก ก็คือลิมโฟไซต์ นะครับ

95
00:06:16.108 --> 00:06:20.108
ตอบสนองหรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างจำเพาะนะครับ

96
00:06:20.109 --> 00:06:24.109
โดยอาศัยสารที่สร้างขึ้นมา

97
00:06:24.110 --> 00:06:28.110
จากตัวลิโพไซต์นี่

98
00:06:28.110 --> 00:06:32.110
ลิมโฟไซต์กันนะครับ ที่เราเรียนไปเมื่อกี้

99
00:06:32.111 --> 00:06:36.111
แล้วก็จะมีความหมายขึ้นมา คำว่า "Anti Body"

100
00:06:36.112 --> 00:06:40.112
เดี๋ยวเราจะได้เรียนกันในเรื่อง Antibody ต่อไปนะครับ

101
00:06:40.113 --> 00:06:44.113
เราลองมาโฟกัสที่ครูวงกลมสีแดงไว้ก่อน

102
00:06:44.114 --> 00:06:48.114
ก็คือเซลล์เม็ดเลือดขาว

103
00:06:48.115 --> 00:06:52.115
นะครับ พอจะตอบคำถามได้หรือยัง

104
00:06:52.116 --> 00:06:56.116
ถ้ายังไม่ได้มาดูอันถัดไปนะครับ

105
00:06:56.117 --> 00:07:00.117
ก็คือความรู้เกี่ยวกับไส้ติ่ง

106
00:07:00.117 --> 00:07:04.117
เป็นท่อปล่ยต่ำนะครับ

107
00:07:04.118 --> 00:07:08.118
มีความยาวประมาณสัก 2-7 เซนติเมตร

108
00:07:08.119 --> 00:07:12.119
จะมีลิมโฟไซต์ เจอคำว่า "ลิมโฟไซต์" อีกแล้วนะ อย่ากันหนาแน่นมากเลย

109
00:07:12.120 --> 00:07:16.120
นะครับ และก็ยัง

110
00:07:16.121 --> 00:07:20.121
ยังอาจจะเป็นที่อยู่ของแบคทีเรีย

111
00:07:20.122 --> 00:07:24.122
เหมือนเดิม เราลองมาโฟกัสที่ครู

112
00:07:24.123 --> 00:07:28.123
วงกลมสีแดงเอาไว้นะครับ ว่า

113
00:07:28.124 --> 00:07:32.124
เจ้าไส้ติ่งนี้มีลิ้มโฟไซส์อยู่หนาแน่น

114
00:07:32.125 --> 00:07:36.125
ก็ยังเกี่ยวข้องกับอวัยวะอื่น ๆ อีกด้วย พอจะตอบคำถามได้ไหมครับ

115
00:07:36.126 --> 00:07:40.126

116
00:07:40.127 --> 00:07:44.127
อย่างนั้นเราลองมาทวนคำถามที่ครูถามอีกทีนะ

117
00:07:44.128 --> 00:07:48.128
ว่าเหตุใด อวัยวะ

118
00:07:48.129 --> 00:07:52.129
และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน

119
00:07:52.130 --> 00:07:56.130
ของเรา น่าจะตอบกันได้แล้วนะ

120
00:07:56.130 --> 00:08:00.130
อย่างนั้นเราลองมาดูที่ครูเฉลยกันนะครับ

121
00:08:00.131 --> 00:08:04.131
เหตุผลแรกก็คือ เชื้อโรคและ

122
00:08:04.131 --> 00:08:08.131
สิ่งแปลกปลอมนี่ อย่างสไลด์แรกที่ครูพูดไปนี่

123
00:08:08.132 --> 00:08:12.132
มันมีพบอยู่ทั่วไปรอบร่างกายเราเลย ฉะนั้น

124
00:08:12.133 --> 00:08:16.133
มันก็สามารถที่จะเข้าสู่ร่างกายหรือเนื้อเยื่อเรานี่ทั่วบริเวณเลย

125
00:08:16.134 --> 00:08:20.134
นะครับ ดังนั้น

126
00:08:20.135 --> 00:08:24.135
ดังนั้นอวัยวะที่อยู่

127
00:08:24.136 --> 00:08:28.136
จึงต้องกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

128
00:08:28.137 --> 00:08:32.137
ต่าง ๆ ของร่างกายของเรานะครับ เหตุผลต่อมา

129
00:08:32.138 --> 00:08:36.138
เจ้าลิมโพไซต์ เจ้าพระเอกของเรานี่

130
00:08:36.139 --> 00:08:40.139
นี่จะสร้างและพัฒนาที่บริเวณไหนครับ

131
00:08:40.139 --> 00:08:44.139
ไขกระดูกแล้วก็ไทมัสใช่ไหมครับ

132
00:08:44.140 --> 00:08:48.140
ซึ่งเมื่อสร้างที่บริเวณเหล่านั้นนี่ แต่มันจำเป็นต้อง

133
00:08:48.141 --> 00:08:52.141
อาศัยเนื้อเยื้อ

134
00:08:52.141 --> 00:08:56.141
นะครับ ในการลำเลียงไปทั่วร่างกายนะครับ

135
00:08:56.142 --> 00:09:00.142
แล้วก็เหตุผลถัดมา ก็คือ

136
00:09:00.143 --> 00:09:04.143
เมื่อลำเลียงลิมโฟไซต์เหล่านี้ไปแล้วนี่

137
00:09:04.144 --> 00:09:08.144
ก็ยังจำเป็น

138
00:09:08.145 --> 00:09:12.145
ลิมโฟไซต์เพราะว่าเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม

139
00:09:12.145 --> 00:09:16.145
เข้ามาที่บริเวณใดก็ตามนะครับ ลิมโฟไซต์ก็จะ

140
00:09:16.146 --> 00:09:20.146
ทำหน้าที่ตอบสนองหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราได้ทันที

141
00:09:20.146 --> 00:09:24.146
นะครับ อันนี้ก็จะเป็นคำตอบ

142
00:09:24.148 --> 00:09:28.148
ที่ครูถามไปเมื่อกี้ครับ นักเรียน

143
00:09:28.149 --> 00:09:32.149
ลองพิจารณาข้อความที่ปรากฏอยู่นี้นะครับ

144
00:09:32.150 --> 00:09:36.150
และเดี๋ยวเราลองมาคิดจากคำถามที่ครูจะถามกัน

145
00:09:36.151 --> 00:09:40.151
นะครับ

146
00:09:40.152 --> 00:09:44.152

147
00:09:44.154 --> 00:09:48.154
คำถามที่จะให้นักเรียนลองคิด

148
00:09:48.155 --> 00:09:52.155
ก็คือกลไกลแบบไม่จำเพาะและกลไกแบบ

149
00:09:52.157 --> 00:09:56.157
จำเพาะนี่คืออะไร และเหตุใ

150
00:09:56.157 --> 00:10:00.157
ร่างกายของเราจึงต้องมีกลไกลทั้ง 2 แบบ

151
00:10:00.157 --> 00:10:04.157
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสนองต่อภูมคุ้มกัน

152
00:10:04.158 --> 00:10:08.158

153
00:10:08.159 --> 00:10:12.159
เดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้

154
00:10:12.161 --> 00:10:16.161
ทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะก่อน

155
00:10:16.163 --> 00:10:20.163
จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลไกหลัก ๆ ก็คือ

156
00:10:20.162 --> 00:10:24.162
เป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อ

157
00:10:24.163 --> 00:10:28.163
ของร่างกาย อันนี้ครูย้ำนิดหนึ่งนะครับ

158
00:10:28.164 --> 00:10:32.164
ก่อนที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรานั่นเอง

159
00:10:32.164 --> 00:10:36.164
ก็คือต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่อยู่

160
00:10:36.166 --> 00:10:40.166
ในเนื้อเยื่อของร่างกายเราแล้วนะครับ

161
00:10:40.167 --> 00:10:44.167
จากที่คุณครูได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า

162
00:10:44.167 --> 00:10:48.167
กลไกลของระบบคุ้มกันนี่เป็นกลไกลที่มี

163
00:10:48.168 --> 00:10:52.168
ความซับซ้อน ฉะนั้น เราทราบกันแล้วว่ามีอวัยวะ

164
00:10:52.169 --> 00:10:56.169
หรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่เกี่ยวกับของการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

165
00:10:56.170 --> 00:11:00.170
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอวัยวะ หรือเนื้อเยื้อ

166
00:11:00.172 --> 00:11:04.172
อื่น ๆ ในระบบต่าง ๆ ของร่างกายนี่ ที่ทำหน้าที่

167
00:11:04.173 --> 00:11:08.173
ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม ก่อนที่จะ...

168
00:11:08.174 --> 00:11:12.174
ของเราเช่นกัน

169
00:11:12.175 --> 00:11:16.175
นักเรียนพอจะทราบไหมครับว่า

170
00:11:16.176 --> 00:11:20.176
ในระบบอื่น ๆ ของร่างกายนี่ ที่ทำหน้าที่

171
00:11:20.177 --> 00:11:24.177
ที่ครูกล่าวมานะครับ ถ้ามาดูจากรูป

172
00:11:24.178 --> 00:11:28.178
ก็พอจะเห็นกันนะครับ ว่า

173
00:11:28.179 --> 00:11:32.179
ครูทำเป็นกล่องไว้นะ อวัยวะเหล่านี้

174
00:11:32.180 --> 00:11:36.180
ในการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมอย่างไร

175
00:11:36.181 --> 00:11:40.181
เดี๋ยวครูจะให้เวลาลองคิดกันนะครับ

176
00:11:40.182 --> 00:11:44.182

177
00:11:44.182 --> 00:11:48.182
เรามาดูกันที่อวัยวะหรือเนื้อเยื้อ

178
00:11:48.184 --> 00:11:52.184
อันแรก ก็คือหูของเรานี่ล่ะ

179
00:11:52.185 --> 00:11:56.185
ภายในหูนี่ จะมีที่หู

180
00:11:56.186 --> 00:12:00.186
ดักจับฝุ่นละอองหรือแมลงหรือสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้า

181
00:12:00.187 --> 00:12:04.187
ไปทางหูของเรา ต่อมา

182
00:12:04.187 --> 00:12:08.187
คือ ผิวหนัง ผิวหนังนี่จะมีความสำคัญมากเลย

183
00:12:08.188 --> 00:12:12.188
เพราะว่าทุกส่วนของร่างกายเราก็จะมีผิวหนังห่อหุ้ม

184
00:12:12.188 --> 00:12:16.188
นะครับ ผิวหนังจะทำหน้าที่หลัก ๆ ในการป้องกันการบุกรุกของ

185
00:12:16.190 --> 00:12:20.190
เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ในขณะเดียวกันนะครับ

186
00:12:20.190 --> 00:12:24.190
เดียวกันนะครับ ผิวหนังก็จะมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน

187
00:12:24.191 --> 00:12:28.191
ซึ่งเหงื่อจากต่อมเหงื่อ และน้ำมันจากต่อมไขมันนี่

188
00:12:28.192 --> 00:12:32.192
การเจริญของแบคทีเรียบางชนิดได้

189
00:12:32.193 --> 00:12:36.193
ถัดมาก็คือบริเวณตาของเรานี่ล่ะ

190
00:12:36.195 --> 00:12:40.195
นะครับ ในตานี่จะมีน้ำตา

191
00:12:40.195 --> 00:12:44.195
ซึ่งจะมีเอนไซม์ ที่เรียกว่า

192
00:12:44.197 --> 00:12:48.197
ทำหน้าที่ย่อยผนังเซลล์ของแบคทีเรีย

193
00:12:48.198 --> 00:12:52.198
ซึ่งก็คือ

194
00:12:52.199 --> 00:12:56.199
ถัดมาก็จะเป็นระบบหายใจ

195
00:12:56.201 --> 00:13:00.201
ซึ่งก็จะมี จริง ๆ แล้วจะมีจมูกด้วย

196
00:13:00.201 --> 00:13:04.201
นะครับ จมูกก็จะมีขนจมูก มีน้ำมูก

197
00:13:04.202 --> 00:13:08.202
มีเมือก

198
00:13:08.203 --> 00:13:12.203
ในท่อลมนะครับ ซึ่งในท่อลมก็จะมี

199
00:13:12.204 --> 00:13:16.204
การหลั่งเมือกนะครับ เพื่อดักจับฝุ่นละออง และเชื้อจุลินทรีย์

200
00:13:16.205 --> 00:13:20.205
ที่เข้ามา เชื้อจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอมที่

201
00:13:20.206 --> 00:13:24.206
เข้ามา ได้ถึงท่อลมแล้ว ก็จะมีซีเรีย

202
00:13:24.206 --> 00:13:28.206
ืที่จะคอบทำหน้าที่

203
00:13:28.207 --> 00:13:32.207
นะครับ มันกลับขึ้นไปในระบบหายใจของเรา

204
00:13:32.208 --> 00:13:36.208
กลับไปทางจมูกและจะกำจัดโดยการไอหรือจามนะครับ

205
00:13:36.209 --> 00:13:40.209
เวลาที่

206
00:13:40.210 --> 00:13:44.210
ตอนนี้ที่มีสถานการณ์ COVID อยู่ ก็

207
00:13:44.211 --> 00:13:48.211
เลยรณรงค์ให้เราใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันเชื้อโรค

208
00:13:48.212 --> 00:13:52.212
ที่จะออกมาจากการไอหรือจามของเรานั่นเองนะครับ

209
00:13:52.213 --> 00:13:56.213
อันนี้ก็

210
00:13:56.214 --> 00:14:00.214
อวัยวะถัดมานะครับ ก็คืออวัยวะกระเพาะอาหาร

211
00:14:00.214 --> 00:14:04.214
จะมีกรด ก็คือกรดไฮโดรครอลิก

212
00:14:04.215 --> 00:14:08.215
ที่เรารู้จักกันดี ก็มี PH ต่ำมากเลย

213
00:14:08.216 --> 00:14:12.216
ก็จะทำลายแบคทีเรีย

214
00:14:12.217 --> 00:14:16.217
นะครับ ซึ่งอาหารที่เรากินก็จะมีของสด ผลไม้สด

215
00:14:16.219 --> 00:14:20.219
ก็จะมีการเจือปนเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

216
00:14:20.220 --> 00:14:24.220
กรดในกระเพาะอาหารจะมีหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้

217
00:14:24.221 --> 00:14:28.221
ไม่ให้เข้าสู่เนื้อเยื้อของเรานะครับ

218
00:14:28.222 --> 00:14:32.222
ทางด้านล่างนะครับ ก็คือตัว

219
00:14:32.223 --> 00:14:36.223
กระเพาะปัสสวานี่ จะมีทำหน้าที่ขับ

220
00:14:36.223 --> 00:14:40.223
ออกจากร่างกาย ในขณะเดียวกันก็จะช่วยพาเชื้อโรคอย่าง

221
00:14:40.225 --> 00:14:44.225
จุลินทรีต่าง ๆ ทาง

222
00:14:44.226 --> 00:14:48.226
และสุดท้าย คือ ช่องคลอด ซึ่งช่องคลอดก็

223
00:14:48.227 --> 00:14:52.227
จะมีภาวะที่เป็นกรด ก็จะทำหน้าที่

224
00:14:52.228 --> 00:14:56.228
ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้เหมือนกันครับ

225
00:14:56.228 --> 00:15:00.228
นักเรียนก็ได้ทราบกันไปแล้วนะครับ ว่า

226
00:15:00.230 --> 00:15:04.230
ในร่างกายของเรานี่นอกจากที่มีระบบภูมิคุ้มกันแล้วนี่

227
00:15:04.230 --> 00:15:08.230
ยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อระบบอื่น ๆ

228
00:15:08.232 --> 00:15:12.232
ที่ทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

229
00:15:12.232 --> 00:15:16.232
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื้อของเรา

230
00:15:16.233 --> 00:15:20.233
แล้วถ้าแนวป้องกันเหล่านี้ มี

231
00:15:20.233 --> 00:15:24.233
แนวป้องกันเหล่านี้ถูกทำลายนะครับ เช่น

232
00:15:24.233 --> 00:15:28.233
เกิดบาดแผลขึ้นนะครับ

233
00:15:28.235 --> 00:15:32.235
หรือว่ามีเชื้อโรคที่สร้าง เอนไซสต์

234
00:15:32.236 --> 00:15:36.236
ในสิ่งต่าง ๆ นะครับ ร่างกายเราจะมีกลไกลการทำลาย

235
00:15:36.237 --> 00:15:40.237
สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่เนื้อเยื่อเรา

236
00:15:40.237 --> 00:15:44.237
นะครับ

237
00:15:44.238 --> 00:15:48.238
แล้วถ้าครูมี

238
00:15:48.239 --> 00:15:52.239
เกิดบาดแผล สิ่งที่เราสังเกตจะมีเลือดไหล

239
00:15:52.240 --> 00:15:56.240
ออกมาใช่ไหมครับ เนื่องจากว่าหลอดเลือดฝอยของเรา

240
00:15:56.240 --> 00:16:00.240
ถูกทำลาย หรือบางครั้งอาจจะเกิดอาการบวมแดง

241
00:16:00.240 --> 00:16:04.240
หรือบริเวณบาดแผลมีอุณหภูมิ

242
00:16:04.242 --> 00:16:08.242
จากกลุ่มปกติร่างกายของเรา

243
00:16:08.242 --> 00:16:12.242
ก็คือว่าเป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

244
00:16:12.244 --> 00:16:16.244
ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของเรา คำถามก็คือ

245
00:16:16.246 --> 00:16:20.246
กลไกลักษณะดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่าอะไร

246
00:16:20.247 --> 00:16:24.247
แล้วก็เหตุใดจึงเกิดลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้น

247
00:16:24.249 --> 00:16:28.249
ตามร่างกายของเรา

248
00:16:28.250 --> 00:16:32.250
ลองตอบคำถามกันดูนะครับ

249
00:16:32.251 --> 00:16:36.251
และเดี๋ยวเราจะมาเรียนรุ้กันต่อไป

250
00:16:36.252 --> 00:16:40.252
ลักษณะบาดแผลที่เราเห็นได้นะครับ

251
00:16:40.253 --> 00:16:44.253
เป็นกลไกการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอม

252
00:16:44.254 --> 00:16:48.254
นะครับ เกิดขึ้นเมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนี่เข้าไปใน

253
00:16:48.255 --> 00:16:52.255
เนื้อเยื้อของเราได้แล้ว เราจะเรียกกลไกนี้ว่า

254
00:16:52.256 --> 00:16:56.256
การอักเสบ Inflammation

255
00:16:56.257 --> 00:17:00.257
จะเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการทำงานของเซลล์

256
00:17:00.258 --> 00:17:04.258
อีกกลุ่มหนึ่งนะครับ ที่เรียกว่า "ฟาโกไซต์"

257
00:17:04.260 --> 00:17:08.260
จะคอยดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอม

258
00:17:08.260 --> 00:17:12.260
เนื้อเยื่อของเราผ่านบาดแผล เรามา

259
00:17:12.263 --> 00:17:16.263
ทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์เพิ่มเติมนะครับ

260
00:17:16.265 --> 00:17:20.265
ก็เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งนะครับ

261
00:17:20.265 --> 00:17:24.265
นีโทฟิล และโมโนไซต์

262
00:17:24.265 --> 00:17:28.265
มันจะสามารถแทรกตัวไปตามหลอดเลือดฝอยของเราได้

263
00:17:28.266 --> 00:17:32.266
เพื่อไปตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยเมื่อ

264
00:17:32.270 --> 00:17:36.270
แทรกตัวไปที่เนื้อเยื่อแล้วนี่มันจะขยายตัวใหญ่ขึ้นะครับ

265
00:17:36.271 --> 00:17:40.271
กลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่า แมคโคฟาม

266
00:17:40.271 --> 00:17:44.271
จะมีประสิทธิภาพสูงในการดักจับ

267
00:17:44.271 --> 00:17:48.271
ที่เข้าสู่ร่างกายของเรา

268
00:17:48.272 --> 00:17:52.272
นะครับ โมโนไซต์ แล้วก็แมโครฟาจภายใต้กล้องจุลทรรศน์

269
00:17:52.273 --> 00:17:56.273
จะมีลักษณะหน้าตาเป็นแบบนี้นะครับ

270
00:17:56.274 --> 00:18:00.274
กลไกลที่เกิดขึ้น

271
00:18:00.275 --> 00:18:04.275
เมื่อเราเกิดบาดแผล การอักเสบ

272
00:18:04.276 --> 00:18:08.276
ตามมานี่จะเกิดอย่างไรนะครับ เมื่อเกิดบาดแผลนี่

273
00:18:08.276 --> 00:18:12.276
จะเกิดสัญญาณเคมี สัญญาณเคมีก็จะ

274
00:18:12.277 --> 00:18:16.277
มาจากเนื้อเยื่อที่เสียหาย

275
00:18:16.277 --> 00:18:20.277
นะครับ เมื่อมีสัญญาณเคมีเกิดขึ้น จะเกิด

276
00:18:20.277 --> 00:18:24.277
เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นะครับ มาที่หลอดเลือกฝอยมากขึ้น

277
00:18:24.278 --> 00:18:28.278
เมื่อมาถึงนี่ ก็จะคอย

278
00:18:28.279 --> 00:18:32.279
คอยดักจับนะครับ เชื่อโรคไม่ให้แพร่กระจาย

279
00:18:32.279 --> 00:18:36.279
ไปยังบริเวณต่าง ๆ นะครับ เราเรียกกระบวนการ

280
00:18:36.282 --> 00:18:40.282
เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นี่ดักจับเชื้อโรคว่า "

281
00:18:40.282 --> 00:18:44.282
การเกิดไฟโพโทซิสนะครับ

282
00:18:44.282 --> 00:18:48.282
นอกจากนี้

283
00:18:48.283 --> 00:18:52.283
กระบวนการอักเสบยังทำให้เกิดลักษณะ

284
00:18:52.284 --> 00:18:56.284
ต่าง ๆ ตามมานะครับ ก็คือหลอดเลือกฝอยมีการขยายตัวขึ้น

285
00:18:56.289 --> 00:19:00.289
นะครับ มีการนำเลือดและการสะสมเม็ดเลือดขาว

286
00:19:00.291 --> 00:19:04.291
บริเวณนั้นมากขึ้น มีการซึมผ่าน

287
00:19:04.291 --> 00:19:08.291
แล้วก็เกิดอาการบวมแดงนะครับ รวมทั้ง

288
00:19:08.291 --> 00:19:12.291
บริเวณนั้นอาจจะสูงขึ้นด้วยนะครับ เราก็เรียกรวมกันว่า

289
00:19:12.293 --> 00:19:16.293
เลือกการอักเสบ

290
00:19:16.294 --> 00:19:20.294
การต่อต้านและทำลายอีกรูปแบบหนึ่ง

291
00:19:20.295 --> 00:19:24.295
อันนี้คือภาพรวมโดยสรุปของ

292
00:19:24.296 --> 00:19:28.296
การอักเสบนะครับ จะเห็นว่าภาพ ก. ก็คือ

293
00:19:28.297 --> 00:19:32.297
ภาพกรองถูกส่งออกมา

294
00:19:32.297 --> 00:19:36.297
โดยเฉพาะ ตัว...

295
00:19:36.298 --> 00:19:40.298
ที่จะคอยดักจับและทำลายเชื้อโรค

296
00:19:40.299 --> 00:19:44.299
บริเวณบาดแผลนะครับ

297
00:19:44.301 --> 00:19:48.301
หลังจากนั้นเชื้อโรคที่ถูกทำลาย

298
00:19:48.302 --> 00:19:52.302
กลายเป็นหนอง แล้วจะมีแบ่งตัว

299
00:19:52.303 --> 00:19:56.303
บริเวณที่เกิดบาดแผลนี่ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่ทำลายด้ว

300
00:19:56.304 --> 00:20:00.304
ในหนังสือเรียนชีวภาพนี่

301
00:20:00.305 --> 00:20:04.305
จะมีกรอบความรู้นะครับ อย่างอันนี้ก็จะมีกรอบเชื่อมโยง

302
00:20:04.306 --> 00:20:08.306
กรอบเชื่อมโยงกับสุขภาพ

303
00:20:08.307 --> 00:20:12.307
สิ่งที่ เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนนี่

304
00:20:12.308 --> 00:20:16.308
จะพยายามเชื่อมโยงให้นักเรียนนำความรู้

305
00:20:16.309 --> 00:20:20.309
ในความรู้ที่เรียนมา

306
00:20:20.309 --> 00:20:24.309
ของนักเรียน เพื่อที่จะให้นักเรียนเข้าใจ

307
00:20:24.311 --> 00:20:28.311
แล้วก็อธิบาย หรือรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

308
00:20:28.312 --> 00:20:32.312
กับตัวนักเรียนเองหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานะครับ

309
00:20:32.313 --> 00:20:36.313
อย่างตัวอย่างกรอบ

310
00:20:36.313 --> 00:20:40.313
เกิดสิวนะครับ หรือว่าสิวอักเสบที่เกิดขึ้น

311
00:20:40.314 --> 00:20:44.314
ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยของนักเรียนนี่นะครับ

312
00:20:44.314 --> 00:20:48.314
หลังจากที่เราเรียนมาทั้งหมดแล้ว เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจ

313
00:20:48.314 --> 00:20:52.314
กันดูว่า นักเรียนเข้าใจเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน

314
00:20:52.315 --> 00:20:56.315
ในหัวข้อกลไกลที่ต่อต้านหรือกลไกลเฉพาะ

315
00:20:56.316 --> 00:21:00.316
กันมากน้อยแค่ไหนนะครับ มาดูสิว่าเราจะตรวจสอบความเข้าใจ

316
00:21:00.317 --> 00:21:04.317
ลองหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมานะครับ

317
00:21:04.318 --> 00:21:08.318
เขียนแผนผังการต่อต้าน

318
00:21:08.319 --> 00:21:12.319
สิ่งแปลปลอมแบบไม่จำเพาะดู

319
00:21:12.320 --> 00:21:16.320
ไม่ต้องเหมือนกันนะครับ เริ่มต้นจากตรงไหนก็ได้

320
00:21:16.321 --> 00:21:20.321
จะเหมือนกับที่คุณครูทำมาเป็นตัวอย่างไหมนะครับ

321
00:21:20.322 --> 00:21:24.322
อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง

322
00:21:24.323 --> 00:21:28.323
ของแผลผังที่ครูเขียนให้นักเรียนดูนะครับ ก็

323
00:21:28.324 --> 00:21:32.324
ลองไปศึกษากันดู ก็จะมีทั้งกลไกการต่อต้านทำลาย

324
00:21:32.325 --> 00:21:36.325
สิ่งแปลกปลอมที่ก่อนที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรานะครับ

325
00:21:36.326 --> 00:21:40.326
ว่ามีอะไรบ้าง รวมทั้ง

326
00:21:40.327 --> 00:21:44.327
ที่เมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราแล้ว

327
00:21:44.327 --> 00:21:48.327
แล้วหลังจากเรียนมาทั้งหมดแล้ว

328
00:21:48.327 --> 00:21:52.327
นักเรียนสรุปเนื้อหาที่ได้จากบทเรียนนี้กันอย่างไรบ้าง

329
00:21:52.329 --> 00:21:56.329
อันนี้เป็นที่คุณครูสรุปได้

330
00:21:56.330 --> 00:22:00.330
ก็คือข้อแรกเลยร่างกายของเรานี่มีการต่อต้าน

331
00:22:00.331 --> 00:22:04.331
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมนะครับ โดยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

332
00:22:04.332 --> 00:22:08.332
และที่เราเรียนวันนี้กลไกการต่อต้าน

333
00:22:08.333 --> 00:22:12.333
สิ่งแปลกปลอมอย่างไม่จำเพาะ

334
00:22:12.333 --> 00:22:16.333
ผิวหนังหรือเหงื่อ หรือน้ตาหรือกรด

335
00:22:16.333 --> 00:22:20.333
ที่จะเป็นด่านแรกในการป้องกันเชื้อโรค

336
00:22:20.334 --> 00:22:24.334
เข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราได้นะครับ

337
00:22:24.335 --> 00:22:28.335
และเมื่อเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอม

338
00:22:28.335 --> 00:22:32.335
จะมีกลไกลอื่นตามมา ก็คือการอักเสบ

339
00:22:32.338 --> 00:22:36.338
เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์

340
00:22:36.340 --> 00:22:40.340
หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายเราอีกครั้งหนึ่งนะครับ

341
00:22:40.341 --> 00:22:44.341
ในครั้งต่อไปเราจะมาพบกับภูมิคุ้มกัน

342
00:22:44.342 --> 00:22:48.342
ในตอนที่ 2 นะครับ ซึ่งจะเรียนเกี่ยวกับ

343
00:22:48.343 --> 00:22:52.343
การต่อต้านและทำงายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ เราจะมาดูกันว่า

344
00:22:52.344 --> 00:22:56.344
กลไกแบบจำเพาะและไม่จำเพาะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

345
00:22:56.345 --> 00:23:00.345
แล้วทำไมเราถึงเรียกแบบนี้

346
00:23:00.345 --> 00:23:04.345
สวัสดีครับ

347
00:23:04.346 --> 00:23:08.346
[เสียงดนตรี]

348
00:23:08.346 --> 00:23:12.346

349
00:23:12.347 --> 00:23:16.347

350
00:23:16.350 --> 00:23:20.350

351
00:23:20.352 --> 00:23:24.352

352
00:23:24.353 --> 00:23:28.353

353
00:23:28.355 --> 00:23:32.355

354
00:23:32.357 --> 00:23:36.357

355
00:23:36.359 --> 00:23:40.359

356
00:23:40.360 --> 00:23:43.360

357
00:23:44.361 --> 00:23:47.362

358
00:23:48.362 --> 00:23:51.362

359
00:23:52.365 --> 00:23:55.368

360
00:23:56.366 --> 00:23:56.367

361
00:24:00.368 --> 00:24:00.372

362
00:24:08.377 --> 00:24:08.381

363
00:24:04.373 --> 00:24:04.376


