﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.003 --> 00:00:08.003

3
00:00:08.004 --> 00:00:12.004

4
00:00:12.008 --> 00:00:16.008

5
00:00:16.011 --> 00:00:20.011

6
00:00:20.014 --> 00:00:24.014

7
00:00:24.016 --> 00:00:28.016

8
00:00:28.018 --> 00:00:32.018
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้นะคะ

9
00:00:32.020 --> 00:00:36.020
เป็นการสอนข้อที่ 4.2

10
00:00:36.021 --> 00:00:40.021
กับการควบคุมลักษณะทางพันธุ์กรรมค่ะ

11
00:00:40.022 --> 00:00:44.022
หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้

12
00:00:44.024 --> 00:00:48.024
บทที่ 4 เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ

13
00:00:48.026 --> 00:00:52.026
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

14
00:00:52.027 --> 00:00:56.027
ศึกษาปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อให้นักเรียนสามารถ

15
00:00:56.028 --> 00:01:00.028
ที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีน

16
00:01:00.028 --> 00:01:04.028
และลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ

17
00:01:04.030 --> 00:01:08.030
ก่อนอื่นนะคะ นักเรียนจำได้ไหมคะ เกี่ยวกับโรคทาลัสซีเมีย

18
00:01:08.030 --> 00:01:12.030
ที่ได้เรียนมาในคลิป 1 รอบที่แล้วนะคะ โรค

19
00:01:12.033 --> 00:01:16.033
ทาลัสซีเมียคือโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งนะคะ

20
00:01:16.033 --> 00:01:20.033
โดยเป็นโรคโลหิตจางแบบเรื้อรังนะคะ

21
00:01:20.035 --> 00:01:24.035
นะคะ ซึ่งคนไทยนี่มีผู้ที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมาก

22
00:01:24.036 --> 00:01:28.036
นะคะ และมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้เป็น

23
00:01:28.037 --> 00:01:32.037
จำนวนมากยิ่งกว่าขึ้นไปอีก นั่นก็แปลว่า

24
00:01:32.038 --> 00:01:36.038
โรคธาลัสซีเมียนี่ความจริงอยู่ใกล้ตัวคนไทยมากเลยนะคะ

25
00:01:36.038 --> 00:01:40.038
ซึ่งจากที่นักเรียนได้เรียนมาจากคลิปที่แล้วนะคะ

26
00:01:40.039 --> 00:01:44.039
โรคธาลัสซีเมียถูกควบคุมโดย

27
00:01:44.040 --> 00:01:48.040
มีแอลลีล T ที่ควบคุมลักษณะที่

28
00:01:48.042 --> 00:01:52.042
ไม่เป็นโรค และแอลลีล t ที่ควบคุมลักษณะ

29
00:01:52.042 --> 00:01:56.042
เป็นโรค นั่นทำให้ผู้ที่มีลักษณะอัลลิล T

30
00:01:56.042 --> 00:02:00.042
TT สองแอลลีลจะไม่เป็นโรค

31
00:02:00.043 --> 00:02:04.043
ผู้ที่มีแอลลีล t 2 แอลลจะเป็นโรค

32
00:02:04.045 --> 00:02:08.045
ในขณะที่ผู้ที่มีแอลลีล t และ T อย่างละ 1 แอลลีลนะคะ

33
00:02:08.046 --> 00:02:12.046
ลักษณะ

34
00:02:12.047 --> 00:02:16.047
แต่ว่าเป็นภาหะ

35
00:02:16.048 --> 00:02:20.048
ก็คือแอลลีลดังกล่าวเหล่านี้นี่จะทำให้เกิด

36
00:02:20.048 --> 00:02:24.048
โรคไม่เกิดโรคได้อย่างไร

37
00:02:24.049 --> 00:02:28.049
เดี๋ยวอันนี้นะคะ เราจะได้มาเรียนในหัวข้อนี้กันค่ะ

38
00:02:28.050 --> 00:02:32.050
เรามาลองทวนกันอีกนิดหนึ่งนะคะ ว่า

39
00:02:32.050 --> 00:02:36.050
แอลลีลนะคะ ก็คือรูปแบบของยีน

40
00:02:36.051 --> 00:02:40.051
โดยที่ยีนส์นี่จะควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

41
00:02:40.052 --> 00:02:44.052
ผ่านการสังเคราะห์

42
00:02:44.052 --> 00:02:48.052
ยีนเป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA ที่จะ

43
00:02:48.053 --> 00:02:52.053
ควบคุมหรือกำหนดลักษณะให้ส่งผลได้

44
00:02:52.054 --> 00:02:56.054
ซึ่งโปรตีนนั่นนี่ก็จะไปส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรม

45
00:02:56.055 --> 00:03:00.055
ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิด และโปรตีนนั้น

46
00:03:00.055 --> 00:03:04.055
ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเราลองมาดู

47
00:03:04.055 --> 00:03:08.055
ในส่วนของลักษณะเผือกเป็น

48
00:03:08.057 --> 00:03:12.057
ตัวอย่างก่อนนะคะ ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วว่ายีนส์นี่

49
00:03:12.060 --> 00:03:16.060
ควบคุมการเกิด หรือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือก

50
00:03:16.061 --> 00:03:20.061
ค่ะ ซึ่งลักษณะเผือกนะคะ

51
00:03:20.062 --> 00:03:24.062
เกิดจากการที่ขาดเมลานินค่ะ

52
00:03:24.067 --> 00:03:28.067
โดยเมลานินนะคะ เป็นสารสีชนิดหนึ่งที่อยู่บริเวณผิวหนัง, ผม, ม่านตา

53
00:03:28.068 --> 00:03:32.068

54
00:03:32.069 --> 00:03:36.069
ตัวอย่างนี้นะคะ ลักษณะเผือกนี่ มี

55
00:03:36.070 --> 00:03:40.070
2 แอลลีล โดยแอลลีล A นะคะ จะควบคุม

56
00:03:40.071 --> 00:03:44.071
สังเคราะห์โปรตีนที่ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เมลานิน

57
00:03:44.071 --> 00:03:48.071
ได้ค่ะ แต่ว่ายีนส์ที่มีอัลลิล a

58
00:03:48.072 --> 00:03:52.072
จะสังเคราะห์ได้โปรตีนที่มีลักษณะแตกต่างกันไป

59
00:03:52.074 --> 00:03:56.074
หน้าที่ได้ค่ะ อย่างในสไลด์ที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้

60
00:03:56.075 --> 00:04:00.075
นะคะ โปรตีนที่ทำงานได้นี่

61
00:04:00.076 --> 00:04:04.076
คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีแดงค่ะ

62
00:04:04.077 --> 00:04:08.077
คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีเหลืองค่ะ

63
00:04:08.078 --> 00:04:12.078
คราวนี้แล้วยีนที่มีแอลลีล A และแอลลีล a นี่

64
00:04:12.079 --> 00:04:16.079
เขาควบคุมการมีหรือไม่มีลักษณะเผือก

65
00:04:16.080 --> 00:04:20.080
ได้อย่างไร เดี๋ยวเรามาลองดูลักษณะ

66
00:04:20.081 --> 00:04:24.081
ในรูปที่มีแอลลีลใหญ่ 2 แอลลีลนะคะ จั

67
00:04:24.081 --> 00:04:28.081
สังเคราะห์โปรตีนที่ทำงานได้

68
00:04:28.082 --> 00:04:32.082
ซึ่งโปรตีนที่ทำงานได้นี้นี่ก็จะไปทำหน้าที่ในการสังเคราะห์

69
00:04:32.083 --> 00:04:36.083
เมลานินนะคะ ทำให้ผู้ที่มีลักษณะเผือก

70
00:04:36.085 --> 00:04:40.085
และทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

71
00:04:40.087 --> 00:04:44.087
ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล a นะคะ จะ

72
00:04:44.087 --> 00:04:48.087
สังเคราะห์โปรตีนออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้

73
00:04:48.087 --> 00:04:52.087
ซึ่งทำให้การสังเคราะห์

74
00:04:52.087 --> 00:04:56.087
นะคะ และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

75
00:04:56.088 --> 00:05:00.088
เราทราบการควบคุมลักษณะพันธุกรรม

76
00:05:00.089 --> 00:05:04.089
เฉพาะแอลลีล A และเฉพาะผู้ที่มีแอลลีล a แล้วนะคะ

77
00:05:04.090 --> 00:05:08.090
คำถามก็คือ ผู้ที่มีทั้ง อัลลิล

78
00:05:08.091 --> 00:05:12.091
A แล้วก็ แอลลีล a

79
00:05:12.092 --> 00:05:16.092
นะคะ เดี๋ยวตรงนี้คุณครูจะให้เวลาคิดสัก

80
00:05:16.092 --> 00:05:20.092
10 วินาทีนะคะ ลองมาคิดเล่น ๆ กัน แล้วเราค่อยมาดูคำตอบพร้อมกันค่ะ

81
00:05:20.093 --> 00:05:24.093
เริ่มเลยนะคะ

82
00:05:24.094 --> 00:05:28.094

83
00:05:28.095 --> 00:05:32.095

84
00:05:32.098 --> 00:05:36.098
ค่ะ อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ

85
00:05:36.099 --> 00:05:40.099
งั้นเรามาดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยนะคะ

86
00:05:40.099 --> 00:05:44.099
อันนี้เป็นภาหะนะคะ มีทั้งแอลลีล A

87
00:05:44.101 --> 00:05:48.101
และแอลลีล a ค่ะ โดย

88
00:05:48.102 --> 00:05:52.102
การมีแอลลีล a นะคะ ทำให้เขามีการสร้างโปรตีนที่

89
00:05:52.104 --> 00:05:56.104
ทำงานไม่ได้แต่ขณะเดียวกันบุคคลนี้

90
00:05:56.105 --> 00:06:00.105
มีแอลลีล A อยู่ด้วยค่ะ ทำให้มีการสร้างโปรตีน

91
00:06:00.106 --> 00:06:04.106
ทำงานได้ด้วย จึงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานิน

92
00:06:04.107 --> 00:06:08.107
เกิดขึ้น และทำให้บุคคลนี้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

93
00:06:08.108 --> 00:06:12.108
ตรงจุดนี้นะคะ นักเรียนเห็นต่าง ๆ

94
00:06:12.109 --> 00:06:16.109
อาจจะสังเกตถึงความแตกต่างของแอลลีลใหญ่

95
00:06:16.110 --> 00:06:20.110
กับแอลลีลด้อยที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วนะคะ

96
00:06:20.111 --> 00:06:24.111
จะเห็นได้ว่าการมีแอลลีล A แค่ 1 แอลลีลนี่

97
00:06:24.112 --> 00:06:28.112
ก็ทำให้สามารถโชว์ผล

98
00:06:28.113 --> 00:06:32.113
แอลลีล A จึงจัดเป็น

99
00:06:32.114 --> 00:06:36.114
ในทางกลับกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีล a

100
00:06:36.115 --> 00:06:40.115
อยู่ก็ตามแต่กลับไม่มีการแสดงออกของลักษณะนั้น

101
00:06:40.116 --> 00:06:44.116
ดังนั้นนะคะ อัลลิล a จึงจัดเป็น

102
00:06:44.117 --> 00:06:48.117
จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ

103
00:06:48.119 --> 00:06:52.119
ความเชื่อมโยงกับแผนผังที่ครูสรุปไว้ตั้งแต่ต้นคาบ

104
00:06:52.119 --> 00:06:56.119
ได้ไหมคะ แผนผังด้านล่างนี้นะคะ ยีนส์

105
00:06:56.120 --> 00:07:00.120
ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไร

106
00:07:00.122 --> 00:07:04.122
ครูอยากให้นักเรียนเชื่อมโยงกับแอลลีล ฤ

107
00:07:04.122 --> 00:07:08.122
กับการมีหรือไม่มีลักษณะเผือก

108
00:07:08.123 --> 00:07:12.123
ที่เพิ่งเรียนมาเมื่อสักครู่ สำหรับตอนนี้เริ่มได้เลยค่ะ

109
00:07:12.124 --> 00:07:16.124

110
00:07:16.125 --> 00:07:20.125

111
00:07:20.126 --> 00:07:24.126

112
00:07:24.128 --> 00:07:28.128
ค่ะ ได้เวลาแล้วนะคะ เรามาดูคำตอบก็เลยค่ะ ว่าคำตอบของเรา

113
00:07:28.130 --> 00:07:32.130
เป็นอย่างไรกันบ้าง จากรูปนี้นะคะ

114
00:07:32.131 --> 00:07:36.131
จะอธิบายลักษณะ

115
00:07:36.132 --> 00:07:40.132
การมีหรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้ เรามาลองดู

116
00:07:40.133 --> 00:07:44.133
ค่อย ๆ ดูกันไปทีละขั้นนะคะ

117
00:07:44.134 --> 00:07:48.134
ยีนส์ทำหน้าที่กำหนดลักษณะของโปรตีน

118
00:07:48.134 --> 00:07:52.134
เผือกนะคะ มีแอลลีล A จะกำหนดลักษณะ

119
00:07:52.136 --> 00:07:56.136
โปรตีนที่ทำงานได้ และแอลลีล a จัด

120
00:07:56.136 --> 00:08:00.136
ได้เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้นะคะ

121
00:08:00.138 --> 00:08:04.138
ต่อมานะคะ โปรตีนนั้นก็จะส่งผลให้เกิดลักษณะ

122
00:08:04.139 --> 00:08:08.139
ทางพันธุ์กรรมนะคะ การมีลักษณะเผือกนะคะ จะ

123
00:08:08.140 --> 00:08:12.140
ทำงานได้หรือทำงานไม่ได้นี่ ทำให้

124
00:08:12.141 --> 00:08:16.141
สามารถสังเคราะห์เมลานินได้หรือสังเคราะห์ไม่ได้นะคะ

125
00:08:16.142 --> 00:08:20.142
ซึ่งการมีหรือไม่มีเมลานินนี้

126
00:08:20.143 --> 00:08:24.143
ของเรา นั่นก็คือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกนั่นเองค่ะ

127
00:08:24.144 --> 00:08:28.144
ในกรณีของโรคทาลัสซีเมียที่

128
00:08:28.145 --> 00:08:32.145
เราพูดถึงกันมาตั้งแต่ตอนต้นนะคะ ที่ทิ้งคำถามไว้ว่า

129
00:08:32.146 --> 00:08:36.146
อัลลิล T หรือ อัลลิล t

130
00:08:36.146 --> 00:08:40.146
ได้อย่างไรนะคะ จากที่แสดงในสไดล์นะคะ จะมีทั้ง

131
00:08:40.148 --> 00:08:44.148
ผู้ที่มีแอลลีล T 2 แอลลีลนี่

132
00:08:44.148 --> 00:08:48.148
ที่ปกติ จึงทำให้ไม่เป็นโรค ในขณะผู้ที่มีแอลลีล

133
00:08:48.149 --> 00:08:52.149
t 2 อัลลิลนี่

134
00:08:52.150 --> 00:08:56.150
จึงเป็นโรคธาลัสซีเมียนะคะ ผู้ที่มี

135
00:08:56.150 --> 00:09:00.150
ทั้ง 2 แบบ ก็คือมีทั้งแอลลีล T และแอลลีล t

136
00:09:00.151 --> 00:09:04.151
จะทำให้เขามีทั้งฮีโมโกลบินที่ปกติและฮีโมโกบินที่ผิดปกติ

137
00:09:04.153 --> 00:09:08.153
แต่เนื่องจากไฮโมโกมิน

138
00:09:08.154 --> 00:09:12.154
มีเพียงพอนะคะ จึงทำให้เขาไม่แสดงโรค จึง

139
00:09:12.155 --> 00:09:16.155
ไม่เป็นโรคทาลัสซีเมียแต่ว่าเป็นพาหะนั่นเองค่ะ

140
00:09:16.156 --> 00:09:20.156
ในการวางแผนครอบครัวนะคะ เราสามารถ

141
00:09:20.157 --> 00:09:24.157
ที่จะตรวจว่า เราเป็นพาหะหรือเปล่า

142
00:09:24.158 --> 00:09:28.158
ซึ่งถ้าหากว่าเราเป็นพาหะนะคะ เราจะตรวจพบ

143
00:09:28.159 --> 00:09:32.159
และฮีโมโกลบินที่ผิดปกติได้

144
00:09:32.160 --> 00:09:36.160
เอาข้อมูลนี้มาใช้ในการตรวจเบื้องต้นนะคะ แล้วเอามาประกอบ

145
00:09:36.161 --> 00:09:40.161
วางแผนครอบครัวได้ด้วยค่ะ จากตัวอย่าง

146
00:09:40.162 --> 00:09:44.162
ข้างต้นนะคะ จะเห็นได้ว่ายีนจะแสดงลักษณะ

147
00:09:44.162 --> 00:09:48.162
ทางพันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์โปรตีน

148
00:09:48.163 --> 00:09:52.163
ยีนส์นี่กำหนดลักษณะของโปรตีนได้อย่างไรนะคะ

149
00:09:52.164 --> 00:09:56.164
คำตอบก็คือ ลำดับคริโอไทด์

150
00:09:56.165 --> 00:10:00.165
ของยีนมีทั้งหมด

151
00:10:00.166 --> 00:10:04.166
อาจจะบอกนะคะ ว่าครูคะคำตอบแค่นี้

152
00:10:04.166 --> 00:10:08.166
ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไร

153
00:10:08.167 --> 00:10:12.167
นะคะ อาจจะไม่เคยได้เรียน

154
00:10:12.168 --> 00:10:16.168
เดี๋ยวคุณครูจะบอกเองนะคะ

155
00:10:16.170 --> 00:10:20.170
ว่ายีนคือช่วงหนึ่งของสาร DNA

156
00:10:20.171 --> 00:10:24.171
แล้ว DNA คืออะไร DNA หรือชื่อเต็ม

157
00:10:24.171 --> 00:10:28.171
เอซิก เป็นสารพันธุกรรม ซึ่งประกอบไปด้วย

158
00:10:28.172 --> 00:10:32.172
นิวคลีโอไทด์ค่ะ ในกรอบนี้นะคะ

159
00:10:32.172 --> 00:10:36.172
โครงสร้างในกรอบนี้คือ 1 นิวคลีโอไทด์ค่ะ โดยสาย

160
00:10:36.174 --> 00:10:40.174
จะมาเรียงต่อกันนะคะเป็นสายพอลินิวคลีโอไทด์

161
00:10:40.175 --> 00:10:44.175
จำนวน 2 สายค่ะ สายหนึ่ง

162
00:10:44.174 --> 00:10:48.174
ส่วนอันนี้ ก็คือนิวคลีโอไทด์

163
00:10:48.175 --> 00:10:52.175
นี้นะคะ จะพันกันเป็นโครงสร้างเกลียวคู่

164
00:10:52.176 --> 00:10:56.176
จะประกอบไปด้วยน้ำตาล หมู่ฟอสเฟส

165
00:10:56.176 --> 00:11:00.176
และไนโตร

166
00:11:00.177 --> 00:11:04.177
ขึ้นมาให้ใหญ่หน่อยนะคะ เราจะได้เห็นได้ชัดกัน

167
00:11:04.178 --> 00:11:08.178
ที่มาต่อกันนี้นะคะ มี 4 ชนิด ตามชนิดของไนโตรจีนัสเบสค่ะ

168
00:11:08.178 --> 00:11:12.178
ได้แก่ อะดีนิน หรือ A

169
00:11:12.180 --> 00:11:16.180
ไทด์มีนหรือ T ซีโทมีน

170
00:11:16.181 --> 00:11:20.181
หรือ C และกวานีนหรือ G ค่ะ

171
00:11:20.182 --> 00:11:24.182
นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A นะคะ จะจับกับนิวคลิโอไทด์

172
00:11:24.183 --> 00:11:28.183
ที่มีเบส T ค่ะ ส่วนนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส G นะคะ

173
00:11:28.184 --> 00:11:32.184
นะคะ จะจับกับนิวคลิโอไทด์

174
00:11:32.186 --> 00:11:36.186
คราวนี้นะคะ เราได้มารู้จัก DNA แล้วนะคะ เรามารู้จัก

175
00:11:36.187 --> 00:11:40.187
กันดีกว่าค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งหนึ่งนะคะ

176
00:11:40.189 --> 00:11:44.189
ยีนส์นี่เป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ

177
00:11:44.190 --> 00:11:48.190
นิวคลิเอไทด์ ซึ่ง

178
00:11:48.192 --> 00:11:52.192
ดังนั้นถ้าหากลำดับของนิวคลีโอไทด์

179
00:11:52.193 --> 00:11:56.193
ก็อาจจะส่งผลให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย บนสาย

180
00:11:56.194 --> 00:12:00.194
นะคะ สาย DNA ยาว ๆ ของเรานี่มียีนส์อยู่หลายยีนส์ค่ะ

181
00:12:00.194 --> 00:12:04.194
โดยยีนส์ต่างชนิดกัน ก็จะ

182
00:12:04.195 --> 00:12:08.195
ที่ต่างกันได้โปรตีนต่างชนิดกัน

183
00:12:08.196 --> 00:12:12.196
ทางพันธุกรรมต่าง ๆ นะคะ อย่างตัวอย่างที่เราเรียนมานะคะ

184
00:12:12.197 --> 00:12:16.197
ยีนส์ทาลัสซีเมียกับยีนส์ลักษณะเผือกนะคะ ก็เป็นยีนส์

185
00:12:16.198 --> 00:12:20.198
คนละยีนส์กัน มีลักษณะนิวคลิโอไทด์

186
00:12:20.199 --> 00:12:24.199
และได้เป็นโปรตีนต่างชนิดกัน ซึ่งก็จะส่งผลกับทางพันธุ์กรรมค่ะ

187
00:12:24.199 --> 00:12:28.199
คราวนี้นะคะ เรามาดู

188
00:12:28.200 --> 00:12:32.200
กันบ้างค่ะ ในกรณีของยีนส์เดียวกันะคะ

189
00:12:32.201 --> 00:12:36.201
อัลลิลต่างรูปแบบกัน ลักษณะคลีโอไทด์

190
00:12:36.202 --> 00:12:40.202
ทำให้มีความแตกต่างกันของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้นะคะ

191
00:12:40.203 --> 00:12:44.203
ซึ่งก็จะส่งผลเป็นฟิโนไทด์

192
00:12:44.204 --> 00:12:48.204
ตัวอย่างนะคะ ก็เช่น แอลลีล T และแอลลีล t นะคะ

193
00:12:48.211 --> 00:12:52.211
ในกรณีตัวอย่างของโรคทาลัสซิเมียค่ะ

194
00:12:52.213 --> 00:12:56.213
จะเห็นว่าแอลลีล T จะแตกต่างกับ แลลลีล t

195
00:12:56.214 --> 00:13:00.214
ที่แตกต่างกันนะคะ ซึ่งก็ส่งผล

196
00:13:00.214 --> 00:13:04.214
ให้สังเคราะห์ออกมาเป็นโปรตีนที่มีลักษณะต่างกัน

197
00:13:04.215 --> 00:13:08.215
และส่งผลการเป็นโรคทาลัสซิเมีย

198
00:13:08.216 --> 00:13:12.216
ค่ะ จากที่นักเรียนได้เรียนกันมาทั้งหมดแล้ว

199
00:13:12.217 --> 00:13:16.217
นะคะ ก็น่าที่จะพอเห็นภาพแล้วนะคะ ว่ายีนนี่

200
00:13:16.218 --> 00:13:20.218
เกี่ยวข้องกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ

201
00:13:20.219 --> 00:13:24.219
อยากจะให้นักเรียนลองตอบคำถามเพื่อทดสอบความเข้าใจ

202
00:13:24.220 --> 00:13:28.220
ของตัวเองนะคะ โดยให้เขียนแผนผังการแสดงผล

203
00:13:28.221 --> 00:13:32.221
ยีนโปรตีน และลักษณะ

204
00:13:32.221 --> 00:13:36.221
ทางพันธุกรรมในกรณีบุคคลที่มีเลือดหมู่ AB ค่ะ

205
00:13:36.223 --> 00:13:40.223
น่าจะไม่ยากนะคะ สำหรับนักเรียนที่เข้าใจแล้ว

206
00:13:40.223 --> 00:13:44.223
แสดงว่าเข้าใจแล้ว แต่ว่าถ้าใครที่ยังตอบไม่ได้

207
00:13:44.225 --> 00:13:48.225
อาจจะลองย้อนกลับไปดูคลิปนี้

208
00:13:48.225 --> 00:13:52.225
หรือว่าอาจจะสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ แล้วลองคุยกับเพื่อนดูนะคะ ว่า

209
00:13:52.227 --> 00:13:56.227
แต่ละคนนี่มีความเข้าใจตรงกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

210
00:13:56.229 --> 00:14:00.229
นะคะ

211
00:14:00.230 --> 00:14:04.230
จากที่เราได้เรียนมานะคะ

212
00:14:04.231 --> 00:14:08.231
คราวนี้เดี๋ยวเรามาสรุปเนื้อหาบทเรียนกันค่ะ

213
00:14:08.232 --> 00:14:12.232
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

214
00:14:12.233 --> 00:14:16.233
ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA นะคะ อยู่ในสารโครโมโซม

215
00:14:16.235 --> 00:14:20.235
โดยลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน

216
00:14:20.236 --> 00:14:24.236
ที่สังเคราะห์ขึ้น แอลลีลที่ต่างกันจะมีลักษณะนิวคลีโอไทด์ต่างกัน

217
00:14:24.236 --> 00:14:28.236
ต่างกันทำให้มีคลิโอไทด์ต่างกัน

218
00:14:28.238 --> 00:14:32.238
จบลงไปแล้วนะคะ จากการ

219
00:14:32.239 --> 00:14:36.239
ศึกษาในหัวข้อยีนกับลักษณะทางพันธุกรรม

220
00:14:36.240 --> 00:14:40.240
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป ก็คือ

221
00:14:40.241 --> 00:14:44.241
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค่ะ สำหรับตอนนี้สวัสดีค่ะ

222
00:14:44.242 --> 00:14:48.242
[เสียงดนตรี]

223
00:14:48.242 --> 00:14:52.242

224
00:14:52.244 --> 00:14:56.244

225
00:14:56.248 --> 00:15:00.248

226
00:15:00.249 --> 00:15:04.249

227
00:15:04.250 --> 00:15:08.250

228
00:15:08.251 --> 00:15:12.251

229
00:15:12.253 --> 00:15:16.253

230
00:15:16.254 --> 00:15:19.256

231
00:15:20.255 --> 00:15:20.255

232
00:15:24.256 --> 00:15:24.261


