﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.002 --> 00:00:08.002

3
00:00:08.004 --> 00:00:12.004
[เสียงดนตรี]

4
00:00:12.007 --> 00:00:16.007

5
00:00:16.010 --> 00:00:20.010

6
00:00:20.012 --> 00:00:24.012

7
00:00:24.013 --> 00:00:28.013

8
00:00:28.013 --> 00:00:32.013
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ

9
00:00:32.014 --> 00:00:36.014
สำหรับคลิปนี้นะคะ เป็นการสอนใน 4.3 ให้ความรู้โดย

10
00:00:36.015 --> 00:00:40.015
ทางพันธุ์กรรม ให้ความรู้โดยครู...ค่ะ

11
00:00:40.016 --> 00:00:44.016
โดยที่หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4

12
00:00:44.017 --> 00:00:48.017
เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ

13
00:00:48.018 --> 00:00:52.018
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนชั้นมัธยมศึกษา

14
00:00:52.018 --> 00:00:56.018
ปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนสามารถอธิบาย

15
00:00:56.019 --> 00:01:00.019
และยักตัวอย่างมิวเทชัน และผลของมิวเทชัน

16
00:01:00.020 --> 00:01:04.020
ต่อการแสดงลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

17
00:01:04.021 --> 00:01:08.021
และยกตัวอย่างนำนิวทริชัน

18
00:01:08.022 --> 00:01:12.022
เคยได้ยินเกียวกับการรนรงค์

19
00:01:12.023 --> 00:01:16.023
และป้องกันอันตรายจากแสงแดดนะคะ โดยการ

20
00:01:16.024 --> 00:01:20.024
ให้ลดการอยู่กลางแจ้งหรือให้ใช้ครีมกันแดดนะคะ

21
00:01:20.025 --> 00:01:24.025
นักเรียนคิดว่า เพราะอะไรจึงได้มีการระดมเหล่นี้เกิดขึ้นคะ

22
00:01:24.026 --> 00:01:28.026
เกิดขึ้นคะ ค่ะ คำตอบนะคะ

23
00:01:28.027 --> 00:01:32.027
ก็คือเนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต

24
00:01:32.028 --> 00:01:36.028
ในแสงแดดนะคะ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง

25
00:01:36.029 --> 00:01:40.029
ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ความรู้

26
00:01:40.030 --> 00:01:44.030
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุ์กรรมนะคะ อธิบายในเรื่องนี้ได้นะคะ

27
00:01:44.032 --> 00:01:48.032
ค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งนะคะ

28
00:01:48.034 --> 00:01:52.034
ลองดูที่ยีนส์ 1 ยีนส์กัน

29
00:01:52.035 --> 00:01:56.035
ทำไมยีนส์ 1 ยีนส์จึงมีได้มากกว่า 1 อัลลิล

30
00:01:56.036 --> 00:02:00.036
คำตอบ ก็คือ

31
00:02:00.038 --> 00:02:04.038
เพราะว่า DNA นี่ เป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

32
00:02:04.039 --> 00:02:08.039
สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการเกิวนิวเทชัน

33
00:02:08.040 --> 00:02:12.040
โดยนิวคลิโอไทด์

34
00:02:12.041 --> 00:02:16.041
อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจัดเป็นนิวเทชัน

35
00:02:16.042 --> 00:02:20.042
ซึ่งมิวเทชันที่เกิดขึ้นนี่

36
00:02:20.042 --> 00:02:24.042
และทำให้เกิดลักษณะทงพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

37
00:02:24.043 --> 00:02:28.043
หรือเป็นโรคได้ ดังในกรณีตัวอย่าง

38
00:02:28.044 --> 00:02:32.044
นะคะ ของมิวเทชันในยีนที่ก่อให้เกิดโรค

39
00:02:32.045 --> 00:02:36.045
ธาลัสซีเมียค่ะ ซึ่งเป็นมิเทชัน

40
00:02:36.046 --> 00:02:40.046
ดังที่เห็นในรูปนะคะ มีการเปลี่ยนคู่เบส

41
00:02:40.046 --> 00:02:44.046
เป็นคู่เบสต์ อัลลิน

42
00:02:44.047 --> 00:02:48.047
แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงของนิวคลีโอไทด์

43
00:02:48.048 --> 00:02:52.048
เพียงแค่ 1 คู่นี้นะคะ ทำให้ได้... ไม่ปกติ

44
00:02:52.049 --> 00:02:56.049
จนทำให้กลายเป็นลักษณะของโรคทาลัสซีเมียได้

45
00:02:56.050 --> 00:03:00.050
ค่ะ นอกจากนิวทริชันจะเกิดได้ในยีนส์

46
00:03:00.051 --> 00:03:04.051
ยีนแล้วนะคะ ยังเกิดในระดับโครโมโซม

47
00:03:04.052 --> 00:03:08.052
ได้ด้วยเช่นกันค่ะ สำหรับมิวเทชัน

48
00:03:08.053 --> 00:03:12.053
นะคะ สามารถเกิดได้ทั้งในด้านโครงสร้างของโครโมโซม

49
00:03:12.054 --> 00:03:16.054
และด้านโครโมโซมค่ะ

50
00:03:16.055 --> 00:03:20.055
อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพันธุ์กรรมได้ค่ะ

51
00:03:20.056 --> 00:03:24.056
เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ ตัวอย่างมิวเทชัน

52
00:03:24.057 --> 00:03:28.057
ในด้านของโครงสร้างโครโมโซมนะคะ ซึ่งชิ้นส่วน

53
00:03:28.058 --> 00:03:32.058
โครโมโซมขาดหายไป ทำให้บางอัลลิล

54
00:03:32.058 --> 00:03:36.058
หายไป จึงไม่สามารถกำหนดความปกติของโครโมโซม

55
00:03:36.059 --> 00:03:40.059
ตามปกตินะคะ อย่างในรูปนี่ เป็นตัวอย่างของ

56
00:03:40.060 --> 00:03:44.060
กลุ่มอาการคริดูชานะคะ

57
00:03:44.061 --> 00:03:48.061
โครโมโซม ส่งผลให้

58
00:03:48.062 --> 00:03:52.062
มีลักษณะศรีษะเล็ก มีลักษณะหน้าเกลียดนะคะ

59
00:03:52.063 --> 00:03:56.063
เสียงแหลมเป็นต้นค่ะ ต่อมานะคะ

60
00:03:56.063 --> 00:04:00.063
เป็นตัวอย่างของมิวเทชันในด้านของโครโมโซมนะคะ

61
00:04:00.065 --> 00:04:04.065
โดยโครโมโซมอาจจะเกินมาทั้ง

62
00:04:04.065 --> 00:04:08.065
หรือหายไปทั้งโครโมโซมนะคะ จากรูปนะคะ

63
00:04:08.066 --> 00:04:12.066
เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการดาวน์นะคะ

64
00:04:12.066 --> 00:04:16.066
หรือที่เราคุ้นหูว่าดาวน์ซินโดรมนะคะ

65
00:04:16.066 --> 00:04:20.066
คู่ที่ 21 ซึ่งส่งผลให้

66
00:04:20.067 --> 00:04:24.067
มีรูปร่างเตี้ยนะคะ มีลักษณะน่าเกลียด

67
00:04:24.068 --> 00:04:28.068
แล้วก็มีนิ้วมือนิ้วเท่าสั้น เป็นต้นค่ะ

68
00:04:28.069 --> 00:04:32.069
เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสัก 1 ตัวอย่างนะคะ

69
00:04:32.069 --> 00:04:36.069
เราเป็นกลุ่มของอาการ

70
00:04:36.070 --> 00:04:40.070
เกิดจากการที่โครโมโซมเพศหายไป 1 โครโมโซม

71
00:04:40.070 --> 00:04:44.070
เหลือแค่โครโมโซม X 1 โครโมโซมค่ะ

72
00:04:44.071 --> 00:04:48.071
มีลักษณะรูปร่างเตี้ย หน้าตาเปลี่ยน

73
00:04:48.071 --> 00:04:52.071
มีแผ่นที่คอ

74
00:04:52.072 --> 00:04:56.072
ค่ะ ที่เรียนมานี่ดูเหมือนว่ามีแต่นิวเทชัน

75
00:04:56.072 --> 00:05:00.072
ดูเหมือนว่าจะมีแต่การเกิดมิวเทชันที่เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ

76
00:05:00.073 --> 00:05:04.073
คราวนี้คำถามก็คือมิวเทชันนี่

77
00:05:04.074 --> 00:05:08.074
ก่อให้เกิดผลเสียเสมอไปหรือไม่

78
00:05:08.075 --> 00:05:12.075
อยากจะให้นักเรียนลองคิดคำตอบดูนะคะ ว่า

79
00:05:12.076 --> 00:05:16.076
ลองให้เหตุผลด้วยว่า เพราะอะไรนักเรียนคิดแบบนั้น

80
00:05:16.076 --> 00:05:20.076
โดยที่เดี๋ยวคุณครูจะให้เวลา 10 วินาทีนะคะ คิด

81
00:05:20.078 --> 00:05:24.078
พร้อม ๆ กันนะคะ เริ่มได้เลยค่ะ

82
00:05:24.079 --> 00:05:28.079

83
00:05:28.080 --> 00:05:32.080

84
00:05:32.081 --> 00:05:36.081
หมดเวลาแล้วนะคะ

85
00:05:36.084 --> 00:05:40.084
คำตอบก็คือ ไม่เสมอไปนะคะ เนื่องจากว่า

86
00:05:40.085 --> 00:05:44.085
นิวเทชันอาจจะทำให้เกิดผลดี

87
00:05:44.085 --> 00:05:48.085
ผลเสีย หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ

88
00:05:48.086 --> 00:05:52.086
ขึ้นอยู่กับว่าสมบัติของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้นี่

89
00:05:52.086 --> 00:05:56.086
เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร

90
00:05:56.088 --> 00:06:00.088
นะคะ ว่าไม่ส่งผลนี่มาได้อย่างไรนะคะ พูดอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นภาพนะคะ

91
00:06:00.089 --> 00:06:04.089
เดี๋ยวอาจจะไม่เห็นภาพนะคะ

92
00:06:04.090 --> 00:06:08.090
ที่เกี่ยวข้องกับการมีลักษณะเผือกกันดีกว่าค่ะ

93
00:06:08.091 --> 00:06:12.091
อัลลิลเอใหญ่ ที่ทำงานได้

94
00:06:12.091 --> 00:06:16.091
ตามปกตินะคะ อาจจะทำให้ค้นะ

95
00:06:16.092 --> 00:06:20.092
ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ แต่ถ้า

96
00:06:20.093 --> 00:06:24.093
ทำให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป

97
00:06:24.094 --> 00:06:28.094
แต่ยังสามารถทำงานได้ตามปกติอยู่ ก็สามารถ

98
00:06:28.100 --> 00:06:32.100
การสังเคราะห์มิวเดลีเกิดขึ้นนะคะ

99
00:06:32.101 --> 00:06:36.101
ในกรณีที่มิวเทชัน

100
00:06:36.102 --> 00:06:40.102
ที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้โปรตีนนี่เปลี่ยนแปลงไป

101
00:06:40.103 --> 00:06:44.103
และทำงานไม่ได้นะคะ ก็ทำให้

102
00:06:44.104 --> 00:06:48.104
และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

103
00:06:48.104 --> 00:06:52.104
หรือถ้าหากว่ามิวเทชัน

104
00:06:52.106 --> 00:06:56.106
ไม่มีการสร้างโปรตีนหรือสังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะ

105
00:06:56.107 --> 00:07:00.107
ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน

106
00:07:00.108 --> 00:07:04.108
จะเห็นได้ว่านะคะ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุ์กรรมนะคะ จะไม่ส่งผล

107
00:07:04.109 --> 00:07:08.109
มิวเทชันนี่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุ

108
00:07:08.110 --> 00:07:12.110
เสมอไปนะคะ ขึ้นอยู่กับว่าการเกิดมิวเทชันนั้นนี่

109
00:07:12.110 --> 00:07:16.110
กับโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ แต่ถ้ามันส่งผล มันส่งผล

110
00:07:16.111 --> 00:07:20.111
อย่างไร ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้นนะคะ จะส่งผลดี

111
00:07:20.112 --> 00:07:24.112
หรือผลเสียก็ได้ค่ะ ที่ผ่านมาเรา

112
00:07:24.113 --> 00:07:28.113
กันแต่ตัวอย่างผลเสียใช่ไหมคะ เช่น การเกิดโรคทาลัสซีเมียนะ

113
00:07:28.114 --> 00:07:32.114
คราวนี้เดี๋ยวเรามาดูผลดีมีอย่างไรบ้าง

114
00:07:32.115 --> 00:07:36.115
ในบางกรณีนะคะ มิวเทชันก็

115
00:07:36.116 --> 00:07:40.116
อาจทำให้การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตดีขึ้น

116
00:07:40.117 --> 00:07:44.117
มิวเทชันที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์แอนติเจนดัฟฟีนะคะ

117
00:07:44.119 --> 00:07:48.119
แอนติเจนออฟฟี่ ซึ่งส่งผล

118
00:07:48.119 --> 00:07:52.119
ให้มีความต้านทานของการติดเชื้อมาลาเรีย

119
00:07:52.120 --> 00:07:56.120
นะคะ มิวเทชันยังเป็นสาเหตุหลักที่เกิด

120
00:07:56.121 --> 00:08:00.121
นะคะ ทั้งความแตกต่างของลำดับนิวคลีโอไทด์

121
00:08:00.122 --> 00:08:04.122
นะคะ และความแตกต่างในลักษณะที่กำหนดค่ะ

122
00:08:04.122 --> 00:08:08.122
ซึ่งความหลายหลายทางพันธุ์กรรมนี้นะคะ ส่งผล

123
00:08:08.122 --> 00:08:12.122
อย่างมากเลย ต่อการเกิดวิวัฒนาการค่ะ เรา

124
00:08:12.123 --> 00:08:16.123
จะได้ศึกษาต่อไปในหัวข้อที่ 4.5 ค่ะ

125
00:08:16.124 --> 00:08:20.124
คราวนี้นะคะ ก็อยากให้คุณครูลองสืบค้นตัวอย่างเพิ่มเติม

126
00:08:20.125 --> 00:08:24.125
ตัวอย่างเพิ่มเติมนะคะ ทั้งในกรณีที่มีมิวเทชันทำให้เกิดโ

127
00:08:24.126 --> 00:08:28.126
มิวเทชันที่ทำให้เกิดผลดีกับสิ่งมีชีวิต

128
00:08:28.126 --> 00:08:32.126
แล้วก็กรณีของมิวเทชันที่ไม่ส่งผลใด ๆ กับสิ่งมีชีวิตนะคะ

129
00:08:32.126 --> 00:08:36.126
อันนี้เพื่อที่นักเรียนจะได้เห็นความหลากหลาย

130
00:08:36.127 --> 00:08:40.127
คราวนี้นะคะ เราเรียนกันมาตั้งเยอะแล้วนะคะ

131
00:08:40.128 --> 00:08:44.128
แล้วเราสามารถเอาความรู้ที่เราเพิ่งเรียนมานี่ มาใช้ประโยชน์

132
00:08:44.132 --> 00:08:48.132
ได้อย่างไรนะคะ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามิวเทชันนี่

133
00:08:48.139 --> 00:08:52.139
สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเกิดขึ้นได้ในทุกเซลล์

134
00:08:52.141 --> 00:08:56.141
ในทุกเซลล์นะคะ การเกิดขึ้นของเซลล์สามารถ

135
00:08:56.142 --> 00:09:00.142
ถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้นะคะ แต่

136
00:09:00.142 --> 00:09:04.142
อย่างไรก็ตามมิวเทชันที่เกิดขึ้นกับเซลล์ร่างกายของเรานี่

137
00:09:04.143 --> 00:09:08.143
ไม่สามารถถ่ายทอดไปได้

138
00:09:08.144 --> 00:09:12.144
แต่ว่ามันสามารถทำให้เกิดลักษณะการ

139
00:09:12.144 --> 00:09:16.144
เปลี่ยนแปลงไป หรือว่าทำให้เกิดการเป็นโรคขึ้นมาได้

140
00:09:16.145 --> 00:09:20.145
ตัวอย่างก็เช่นนะคะ มะเร็งหลาย ๆ ชนิดค่ะ

141
00:09:20.146 --> 00:09:24.146
ซึ่งนิวทริชัน สามารถเกิดขึ้นได้

142
00:09:24.147 --> 00:09:28.147
อาจจะมีปัจจัยบางอย่างนะคะ ที่ทำให้กิดมิวเทชัน

143
00:09:28.148 --> 00:09:32.148
ที่สูงขึ้นได้นะคะ เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต,

144
00:09:32.151 --> 00:09:36.151
รังสี X รังสีแกมมา ควันในบุหรี่

145
00:09:36.152 --> 00:09:40.152
โดยที่รังสีหรือสารเคมีดังกล่าว

146
00:09:40.152 --> 00:09:44.152
นะคะ ก่อให้กิดมิวเมชัน ที่ทำให้เซลล์

147
00:09:44.152 --> 00:09:48.152
เพิ่มจำนวน โดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้นะคะ ก็

148
00:09:48.152 --> 00:09:52.152
ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ค่ะ ในกรณี

149
00:09:52.153 --> 00:09:56.153
ของมะเร็งผิวหนัง การได้รับ

150
00:09:56.154 --> 00:10:00.154
ในแสงแดดนะคะ จะทำให้เกิดการส่งผลเกิดมิวเทชัน

151
00:10:00.154 --> 00:10:04.154
ในเซลล์ผิวหนัง ดังนั้นนะคะ การหลีกเลี่ยงการ

152
00:10:04.155 --> 00:10:08.155
ออกไปกลางแจ้งหรือการใช้ครีมกันแดดนี่ ก็อาจจะ

153
00:10:08.157 --> 00:10:12.157
ลดโอกาสในการเกิดนิวทริชัน

154
00:10:12.158 --> 00:10:16.158
ลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง

155
00:10:16.159 --> 00:10:20.159
อีกสักตัวอย่างหนึ่งนะคะ การสูบบุหรี่เป็น

156
00:10:20.161 --> 00:10:24.161
การเกิดมะเร็งในปอดค่ะ เพราะว่าทาร์และฟอร์มัลดีไฮด์ในควันบุหร

157
00:10:24.162 --> 00:10:28.162
จะเพิ่มโอกาสในนิวทริชันในปอด ดังนั้น

158
00:10:28.162 --> 00:10:32.162
การไม่สูบบุรี่หรือการหลีกเลี่ยงการดมควัน

159
00:10:32.163 --> 00:10:36.163
นะคะ ก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกันค่ะ

160
00:10:36.165 --> 00:10:40.165
นอกจากการรักษาสุขภาพแล้วนะคะ

161
00:10:40.167 --> 00:10:44.167
มนุษย์นี่ก็ยังมีการนำความรู้

162
00:10:44.168 --> 00:10:48.168
มาประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ ได้ด้วย

163
00:10:48.168 --> 00:10:52.168
เพราะว่าน่าจะเคยได้ยิน ได้รับรู้ข้อมูล

164
00:10:52.169 --> 00:10:56.169
มาใช้ประโยชน์จากข่าวหรือแหล่งอื่น ๆ บ้างนะคะ

165
00:10:56.169 --> 00:11:00.169
เดี๋ยวครูจะลองยกตัวอย่างบางตัวอย่างให้ดู

166
00:11:00.171 --> 00:11:04.171
ตัวอย่างการใช้หลักการมิวเทชัน

167
00:11:04.172 --> 00:11:08.172
เพื่อชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่ต้องการ

168
00:11:08.172 --> 00:11:12.172
นะคะ โดยอันนี้จะเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องรังสีนะคะ

169
00:11:12.173 --> 00:11:16.173
เช่น การฉายรังสีแกรมม่า

170
00:11:16.174 --> 00:11:20.174
หรือเง่าของพุทธรักษา

171
00:11:20.174 --> 00:11:24.174
ของเอนไซม์ในกระบวนการสร้างสารสีนะคะ

172
00:11:24.175 --> 00:11:28.175
ทำให้สีดอกเปลี่ยนไปค่ะ แล้วก็คัดเลือกต้นที่มี

173
00:11:28.176 --> 00:11:32.176
ดอกสีใหม่ ทำให้ได้ดอกพุทธรักษา

174
00:11:32.177 --> 00:11:36.177
ที่มีสีต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ การใช้

175
00:11:36.178 --> 00:11:40.178
รังสีนะคะ เพื่อสร้างสีที่หลากหลายค่ะ

176
00:11:40.179 --> 00:11:44.179
นอกจากการใช้รังสีแล้วนะคะ ก็อาจจะมีส่วน

177
00:11:44.181 --> 00:11:48.181
การใช้สารเคมี เพื่อที่จะยับยั้ง

178
00:11:48.182 --> 00:11:52.182
ในระหว่างการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างพืชที่มีชุด

179
00:11:52.184 --> 00:11:56.184
ของโครโมโซมเพิ่มขึ้นนะคะ อาจจะเป็นเพื่อเพิ่มขนาด

180
00:11:56.184 --> 00:12:00.184
ของดอกหรือผลนะคะ หรือเพื่อเพิ่มปริมาณ

181
00:12:00.185 --> 00:12:04.185
การผลิตสารที่ต้องการ หรือเพื่อที่ได้ต้นพืชที่ได้เมล็ด

182
00:12:04.187 --> 00:12:08.187
อันนี้นะคะ นักเรียนอาจจะไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ

183
00:12:08.188 --> 00:12:12.188
ว่าตัวอย่างที่คุณครูยกว่ามันมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้างนะคะ

184
00:12:12.188 --> 00:12:16.188
นอกจากการใช้ความรู้เกี่ยวกับมิวเทชันนะคะ

185
00:12:16.188 --> 00:12:20.188
เพื่อการรักษาสุขภาพ และการชักนำ

186
00:12:20.189 --> 00:12:24.189
ที่มีลักษณะตามที่ต้องการแล้วนะคะ มนุษย์ยังมี

187
00:12:24.189 --> 00:12:28.189
การนำความรู้เกี่ยวกับพันธุศาสตร์

188
00:12:28.190 --> 00:12:32.190
มาประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน

189
00:12:32.190 --> 00:12:36.190
ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนในหัวข้อ

190
00:12:36.191 --> 00:12:40.191
ค่ะ จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ

191
00:12:40.192 --> 00:12:44.192
เดี๋ยวเรามาลองตอบคำถาม เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ

192
00:12:44.195 --> 00:12:48.195
กันดูดีกว่านะคะ ลองดูสิว่าข้อความต่อไปนี้นี่

193
00:12:48.198 --> 00:12:52.198
ข้อแรกนะคะ

194
00:12:52.199 --> 00:12:56.199
มิวเทชันจะส่งผลเสียกับสิ่งมีชีวิต

195
00:12:56.200 --> 00:13:00.200
ถ้ามิเทชันนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน

196
00:13:00.201 --> 00:13:04.201
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

197
00:13:04.202 --> 00:13:08.202
เฉลยเลยนะคะ คำตอบ

198
00:13:08.203 --> 00:13:12.203
ที่ถูก ก็คือผิดค่ะ เราเรียนกันมาเมื่อครู่แล้วนะคะ

199
00:13:12.204 --> 00:13:16.204
ว่าการเกิดมิวเทชันนี่ มันอาจจะ

200
00:13:16.205 --> 00:13:20.205
ทำให้เกิดผลดีหรือผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้นะคะ

201
00:13:20.206 --> 00:13:24.206
มาที่คำถามข้อที่ 2 นะคะ

202
00:13:24.207 --> 00:13:28.207
ถ้าชายคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด และสาร

203
00:13:28.208 --> 00:13:32.208
ส่งผลให้เกิดมิวเทชันในเซลล์ปอด และทำให้

204
00:13:32.208 --> 00:13:36.208
ให้เกิดมะเร็งในปอด เมื่อชายคนดังกล่าวนะคะ

205
00:13:36.210 --> 00:13:40.210
มีลูก สามารถถ่ายทอดนิวทริชัน

206
00:13:40.211 --> 00:13:44.211
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

207
00:13:44.215 --> 00:13:48.215
คำตอบนะคะ

208
00:13:48.216 --> 00:13:52.216
ผิดค่ะ เพราะว่ามิวเทชันอันนี้

209
00:13:52.217 --> 00:13:56.217
เกิดในเซลล์ปอดใช่ไหมคะ แต่ว่า นิวทริชัน

210
00:13:56.218 --> 00:14:00.218
ที่จะส่งต่อไปยังลูกได้ ต้องเป็นมิวเทชันที่อยู่ใน

211
00:14:00.218 --> 00:14:04.218
เซลล์สืบพันธุ์ค่ะ จาก

212
00:14:04.220 --> 00:14:08.220
ที่เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้เดี๋ยวเรามาสรุปเนื้อหากันค่ะ

213
00:14:08.221 --> 00:14:12.221
การเปลี่ยนแปลง

214
00:14:12.221 --> 00:14:16.221
ซึ่งอาจจะเกิดในระดับยีนและเกิดในระดับโครโมโซม

215
00:14:16.225 --> 00:14:20.225
มิวเทชันนะคะ อาจะทำให้เกิดผลเสีย ผลดี

216
00:14:20.226 --> 00:14:24.226
หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตได้ค่ะ ขึ้นอยู่ว่า

217
00:14:24.227 --> 00:14:28.227
ส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์

218
00:14:28.228 --> 00:14:32.228
หรือไม่และอย่างไรนะคะ มนุษย์ได้มีการนำ

219
00:14:32.228 --> 00:14:36.228
หลักการของการเกิดมิวเทชัน โดยการ

220
00:14:36.229 --> 00:14:40.229
ชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะต่างจากเดิม

221
00:14:40.229 --> 00:14:44.229
โดยการใช้รังสีและสารเคมีค่ะ

222
00:14:44.230 --> 00:14:48.230
กับหัวข้อการเปลี่ยนแปลงของพันธุ์กรรม

223
00:14:48.231 --> 00:14:52.231
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษา ก็คือเทคโนโลยีทาง DNA ค่ะ

224
00:14:52.232 --> 00:14:56.232
สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

225
00:14:56.232 --> 00:15:00.232

226
00:15:00.233 --> 00:15:04.233

227
00:15:04.234 --> 00:15:08.234
[เสียงดนตรี]

228
00:15:08.236 --> 00:15:12.236

229
00:15:12.238 --> 00:15:16.238

230
00:15:16.238 --> 00:15:20.238

231
00:15:20.241 --> 00:15:24.241

232
00:15:24.242 --> 00:15:28.242

233
00:15:28.244 --> 00:15:32.244

234
00:15:32.245 --> 00:15:36.245

235
00:15:36.247 --> 00:15:40.247

236
00:15:40.248 --> 00:15:43.251

237
00:15:44.249 --> 00:15:47.253

238
00:15:52.251 --> 00:15:55.254

239
00:15:56.254 --> 00:15:59.257

240
00:16:00.255 --> 00:16:03.257

241
00:16:04.256 --> 00:16:04.257

242
00:16:08.258 --> 00:16:08.262

243
00:16:16.267 --> 00:16:16.268

244
00:16:12.263 --> 00:16:12.267


