﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:03.298

2
00:00:04.008 --> 00:00:07.179

3
00:00:08.010 --> 00:00:11.211

4
00:00:12.013 --> 00:00:15.260

5
00:00:16.014 --> 00:00:19.274

6
00:00:20.019 --> 00:00:23.177

7
00:00:24.022 --> 00:00:27.176

8
00:00:28.024 --> 00:00:31.168

9
00:00:32.026 --> 00:00:35.163
(อาจารย์) เด็ก ๆ ถ้าเข้ามาแล้วเปิดจอ

10
00:00:36.028 --> 00:00:39.160
วิดีโอด้วยนะคะ

11
00:00:40.029 --> 00:00:43.164
พี่ล่ามได้ยินเสียงอาจารย์ไหม พี่ตูนได้ยินเสียงอาจารย์ไหม

12
00:00:44.032 --> 00:00:47.178
(ล่าม) ได้ยินค่ะ (อาจารย์) โอ.เค.

13
00:00:48.035 --> 00:00:51.200

14
00:00:52.038 --> 00:00:55.191
บอกให้น้อง ๆ เปิดจอด้วยนะคะ

15
00:00:56.052 --> 00:00:59.194
จะได้รู้ว่าใครเข้ามาแล้วบ้าง

16
00:01:00.062 --> 00:01:03.159

17
00:01:04.063 --> 00:01:07.161
โอ.เค. 14 คน

18
00:01:08.065 --> 00:01:11.215
คน รวมพี่ล่ามแล้ว คนอื่น ๆ กำลังทยอยเข้ามานะคะ

19
00:01:12.066 --> 00:01:15.184

20
00:01:16.067 --> 00:01:19.185
ระหว่างรอเพื่อน ๆ

21
00:01:20.068 --> 00:01:23.164

22
00:01:24.072 --> 00:01:27.158

23
00:01:28.074 --> 00:01:31.178
เด็ก ๆ  อยากทราบว่า

24
00:01:32.079 --> 00:01:35.171
ใครเคยเขียนโปรแกรม

25
00:01:36.081 --> 00:01:39.158
มาแล้วบ้าง ให้ตอบในแชท

26
00:01:40.083 --> 00:01:43.144
เคยเขียน เขียนภาษาอะไรมา

27
00:01:44.086 --> 00:01:47.148
ใครยังไม่เคยก็ให้ตอบว่าไม่เคย

28
00:01:48.088 --> 00:01:51.148
โอ.เค. ไหมคะ เข้าไปตอบในแชตเลยคะ ว่า

29
00:01:52.093 --> 00:01:55.144
เคยเขียนมาแล้ว เคยเขียนโปรแกรม

30
00:01:56.094 --> 00:01:59.145
ภาษาอะไรเขียนลงไปอย่างนี้ เข้าใจไหมคะ

31
00:02:00.095 --> 00:02:03.152
ถ้าไม่เคยก็บอกว่ายังไม่เคย

32
00:02:04.099 --> 00:02:07.144
ยังไม่เคย

33
00:02:08.101 --> 00:02:11.145

34
00:02:12.102 --> 00:02:15.145
เดชาพล พิมพ์

35
00:02:16.104 --> 00:02:19.144
แบบพิมพ์สัมผัสได้ไหมลูก

36
00:02:20.105 --> 00:02:23.145
(นักศึกษาชาย) ได้ครับอาจารย์ (อาจารย์) ได้อยู่ใช่ไหมลูก ตอนนี้

37
00:02:24.106 --> 00:02:27.156
ถ้าใช้ ตอนนี้ใช้คอมหรือใช้มือถือลูก

38
00:02:28.107 --> 00:02:31.145
(นักศึกษา) ตอนนี้ใช้คอมฯ ครับ

39
00:02:32.108 --> 00:02:35.145
(อาจารย์) อ๋อ ใช้คอม อย่างนั้นก็พิมพ์ได้อยู่นะ

40
00:02:36.109 --> 00:02:39.145
สันติภาพตอบมาแล้ว ยังไม่เคยครับ

41
00:02:40.111 --> 00:02:43.145
สันติภาพ มาจากไหน มาจากโรงเรียนอะไรครับ

42
00:02:44.134 --> 00:02:47.146
บอกอาจารย์สิ (นักศึกษา) จบจากโรงเรียน

43
00:02:48.134 --> 00:02:51.145
บางละมุง จังหวัดชลบุรีครับผม

44
00:02:52.137 --> 00:02:55.145
(อาจารย์) บางละมุง ชลบุรีหรอคะ (นักศึกษาชาย) จบ

45
00:02:56.139 --> 00:02:59.148
จากโรงเรียนร่วมกับคนปกติ ตอน ม. ปลายครับ

46
00:03:00.140 --> 00:03:03.148
(อาจารย์) ศิริรัตนล่ะคะ จบจาก

47
00:03:04.141 --> 00:03:07.148
อะไรลุก (นักศึกษาหญิง) จบจาก

48
00:03:08.143 --> 00:03:11.146
กศน. ค่ะ (อาจารย์) อ๋อ กศน. นั่นเอง กัญญาณัฐ เรียน

49
00:03:12.144 --> 00:03:15.164
ภาษา C กัญญาณัฐอยู่โรงเรียนอะไร

50
00:03:16.145 --> 00:03:20.145
นะ เรียนโรงเรียนไหนโรงเรียนเดิม

51
00:03:20.146 --> 00:03:24.146
เดิมหรือ

52
00:03:24.157 --> 00:03:28.146
กัญญาณัฐไม่ได้ยินหรือลูก

53
00:03:28.158 --> 00:03:32.147
กุ๊กได้ยินไหมคะ

54
00:03:32.160 --> 00:03:36.158
มุกไม่ได้ยินเสียงแม่หรือ

55
00:03:36.162 --> 00:03:40.155
ไมค์มีปัญหา โอ.เค. ๆ

56
00:03:40.166 --> 00:03:44.150
ไม่เป็นอะไร โอ.เค. ค่ะ

57
00:03:44.177 --> 00:03:48.148
งั้นก็ได้ยินอยู่แต่ไมค์ใช้ไม่ได้

58
00:03:48.190 --> 00:03:52.146
โอ.เค. คนอื่น ๆ  ตอบมาได้

59
00:03:52.191 --> 00:03:56.146
เลยนะคะ เดชาพลก็ยังไม่เคย

60
00:03:56.194 --> 00:04:00.146
ศิริลัษณ์ สันติภาพ

61
00:04:00.196 --> 00:04:04.146

62
00:04:04.198 --> 00:04:08.152
ไม่เคย

63
00:04:08.199 --> 00:04:12.146
คนอื่นหายไปไหนหมด

64
00:04:12.202 --> 00:04:16.146
เพื่อน ๆ หายไปไหนหมด

65
00:04:16.203 --> 00:04:20.146

66
00:04:20.205 --> 00:04:24.148

67
00:04:24.206 --> 00:04:28.146

68
00:04:28.214 --> 00:04:32.148

69
00:04:32.214 --> 00:04:36.147
ตอนนี้

70
00:04:36.215 --> 00:04:40.165
ตอนนี้ที่ตอบแม่มานี่ ใช้

71
00:04:40.220 --> 00:04:44.146
คอมหรือใช้อะไรเอ่ย

72
00:04:44.223 --> 00:04:48.147
(นักศึกษาชาย) ผมใช้โทรศัพท์ครับ

73
00:04:48.225 --> 00:04:52.155
(อาจารย์) สันติภาพใช้อะไรนะคะ (นักศึกษาชาย) ใช้โทรศัพท์มือถือครับ

74
00:04:52.231 --> 00:04:56.154
เมื่อวานที่

75
00:04:56.242 --> 00:05:00.154
นั่งอยู่ DSS ใช่สันติภาพไหมลูก (นักศึกษาชาย)

76
00:05:00.271 --> 00:05:04.154
ใช่ครับผม (อาจารย์) แล้วทำไมไม่ใช้

77
00:05:04.283 --> 00:05:08.171
(นักศึกษาชาย) คอมพิวเตอร์หรอครับ (อาจารย์) ใช่ ๆ

78
00:05:08.294 --> 00:05:12.188
(นักศึกษา) ไมค์ในคอมของผมมีปัญหา

79
00:05:12.295 --> 00:05:16.195
(อาจารย์) อ๋อ (นักศึกษาชาย) เปิดไมค์ไม่ได้

80
00:05:16.296 --> 00:05:20.246
(อาจารย์) โอ.เค. ค่ะ

81
00:05:20.323 --> 00:05:24.147
เพราะความจริงถ้าเขียนจะต้องมาใช้

82
00:05:24.324 --> 00:05:28.147
ห้องแลป เพราะแม่จะดูว่าใครใช้ได้

83
00:05:28.325 --> 00:05:32.147
แต่ทีนี้ปัญหาคือเรายังใช้แล็บไม่ได้

84
00:05:32.326 --> 00:05:36.148

85
00:05:36.328 --> 00:05:40.147

86
00:05:40.330 --> 00:05:44.148

87
00:05:44.331 --> 00:05:48.158
ใช้คอมหรือใช้มือถือลูก (นักศึกษาชาย) ใช้

88
00:05:48.333 --> 00:05:52.147
Notebook ครับ (อาจารย์)

89
00:05:52.334 --> 00:05:56.148
สิริรัตน์ใช้อะไร (นักศึกษาหญิง) ใช้โทรศัพท์ค่ะ (อาจารย์)

90
00:05:56.335 --> 00:06:00.150
มุกใช้อะไรลูก พิมพ์

91
00:06:00.337 --> 00:06:04.148
มาบอกก็ได้ กัญญณัฐ

92
00:06:04.338 --> 00:06:08.147

93
00:06:08.340 --> 00:06:12.149
ตอนนี้ที่เห็นหน้ากัน

94
00:06:12.344 --> 00:06:16.150
มี 1, 2, 3, 4, 5

95
00:06:16.345 --> 00:06:20.148
คนอื่นหายไปไหนหมด ที่เหลือนี่พี่ล่ามทั้งนั้นเลยนะ

96
00:06:20.346 --> 00:06:24.148
หายไปไหนหมด (ล่าม) หนู

97
00:06:24.347 --> 00:06:28.147
ไม่เห็นเด็กหูหนวกเลยค่ะ วันนี้

98
00:06:28.352 --> 00:06:32.151
(ล่าม) เด็กหูหนวกไปไหนหมด (อาจารย์)

99
00:06:32.353 --> 00:06:36.148
เดี๋ยวกำลังตาม รอเพื่อน ๆ แป๊บหนึ่งนะ

100
00:06:36.370 --> 00:06:40.147

101
00:06:40.370 --> 00:06:44.147
(อาจารย์) อ๋อ มุกมีคอมพิวเตอร์อยู่นะ

102
00:06:44.371 --> 00:06:48.148
โอ.เค.

103
00:06:48.372 --> 00:06:52.148
เดชาพลมีคอมพิวเตอร์

104
00:06:52.374 --> 00:06:56.148
อยู่ใช่ไหมคะ (นักศึกษาชาย) ครับ อาจารย์ (อาจารย์)

105
00:06:56.375 --> 00:07:00.156
มีไหมลูก

106
00:07:00.376 --> 00:07:04.163

107
00:07:04.377 --> 00:07:08.148
มีนะครับ โอ.เค.

108
00:07:08.380 --> 00:07:12.148

109
00:07:12.384 --> 00:07:16.148
รออีกสัก

110
00:07:16.385 --> 00:07:20.148
10 นาทีนะ รอเพื่อน ๆ มา

111
00:07:20.386 --> 00:07:24.148
ตอนนี้ผ่อนคลาย เด็ก ๆ จะทำอะไรก่อนก็ได้อีก

112
00:07:24.388 --> 00:07:28.148
10 นาที ค่อยมาเจอกันใหม่

113
00:07:28.388 --> 00:07:32.148
พี่การ์ตูนพักก่อนก็ได้ ยังไม่มี

114
00:07:32.389 --> 00:07:36.167
เด็กหูยังไม่เข้ามา

115
00:07:36.392 --> 00:07:40.149
น่ะสิ กำลังตาม (ล่าม) เหลือแต่หูหนวก

116
00:07:40.393 --> 00:07:44.148
(อาจารย์) เพราะเมื่อวานเขาก็มีเรียนไง

117
00:07:44.394 --> 00:07:48.149
ก็แจ้งไว้แล้ว (ล่าม) อ๋อ ค่ะ (อาจารย์)

118
00:07:48.420 --> 00:07:52.148
(อาจารย์) เลยงงว่าทำไมไม่เข้า

119
00:07:52.422 --> 00:07:56.152
เน็ตที่หอเขามีปัญหาหรือเปล่า

120
00:07:56.425 --> 00:08:00.149
(ล่าม) อันนี้ส่วนใหญ่เด็กอยู่หอ

121
00:08:00.426 --> 00:08:04.151
เพราะว่าถ้าปี 1 ให้เด็กมาแล้ว

122
00:08:04.439 --> 00:08:08.149
มันมาก่อนที่เขาจะประกาศ

123
00:08:08.451 --> 00:08:12.148
(ล่าม) อ๋อ ค่ะ ก็เลยต้องอยู่หอนะ (อาจารย์) ปัญหา

124
00:08:12.453 --> 00:08:16.149
คือ เน็ตที่หอน่ะ มันจะไม่ค่อยเวิร์กเท่าไร

125
00:08:16.455 --> 00:08:20.150
(ล่าม) เข้าใจค่ะ อาจารย์

126
00:08:20.456 --> 00:08:24.149
จะต้องเป็นแบบว่าพอเด็ก ๆ อยู่

127
00:08:24.457 --> 00:08:28.149
หอนะ แล้วพอเรียนน่ะ พร้อม ๆ กันมันก็จะ

128
00:08:28.460 --> 00:08:32.152
ดึงเน็ตกัน (ล่าม) ใช่ (อาจารย์)

129
00:08:32.461 --> 00:08:36.150
น่าจะติดปัญหาอันนี้

130
00:08:36.462 --> 00:08:40.159
เราต้องได้รอแล้วล่ะ เมื่อวานเขาเข้ามา

131
00:08:40.478 --> 00:08:44.153
เขาก็เข้ากันอยู่ เพราะว่าแจ้งแล้ว

132
00:08:44.481 --> 00:08:48.149
พี่ ๆ ก็บอกว่าแจ้งแล้ว

133
00:08:48.483 --> 00:08:52.149
เพราะเมื่อวานเขาก็มีเรียน

134
00:08:52.484 --> 00:08:56.151
เรียนด้วยหรือคะอาจารย์

135
00:08:56.486 --> 00:09:00.151
ของอะไรนะ วิชาเจนเอ็ด

136
00:09:00.487 --> 00:09:04.157
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

137
00:09:04.490 --> 00:09:08.149
เพราะว่าอันนั้นเขารวมหลายเซก

138
00:09:08.491 --> 00:09:12.149
หมายเด็กเรียนรวมกัน

139
00:09:12.492 --> 00:09:16.150
ใช่ (ล่าม) ก็เลยต้องเอาน้องหูหนวกเรียนทีเดียวเลยใช่ไหมคะ

140
00:09:16.493 --> 00:09:20.149

141
00:09:20.495 --> 00:09:24.150

142
00:09:24.496 --> 00:09:28.153

143
00:09:28.498 --> 00:09:32.149

144
00:09:32.500 --> 00:09:36.149

145
00:09:36.503 --> 00:09:40.149
มีเจ้ามิ้นต์เข้ามาแล้วคนหนึ่ง

146
00:09:40.505 --> 00:09:44.152
มิ้นเปิดจอ

147
00:09:44.516 --> 00:09:48.150

148
00:09:48.518 --> 00:09:52.149

149
00:09:52.519 --> 00:09:56.150

150
00:09:56.520 --> 00:10:00.150

151
00:10:00.521 --> 00:10:04.149

152
00:10:04.522 --> 00:10:08.149

153
00:10:08.524 --> 00:10:12.151

154
00:10:12.528 --> 00:10:16.150

155
00:10:16.529 --> 00:10:20.149

156
00:10:20.531 --> 00:10:24.151

157
00:10:24.533 --> 00:10:28.149

158
00:10:28.534 --> 00:10:32.150

159
00:10:32.535 --> 00:10:36.153

160
00:10:36.536 --> 00:10:40.149

161
00:10:40.538 --> 00:10:44.150

162
00:10:44.539 --> 00:10:48.150
เขียน Flash

163
00:10:48.540 --> 00:10:52.150
แจ้งว่ากลับบ้านนี่ แล้วกลับมาหรือยัง

164
00:10:52.541 --> 00:10:56.156

165
00:10:56.542 --> 00:11:00.150
ไม่ใช่เธอไปฉีดวัคซีน

166
00:11:00.543 --> 00:11:04.150
วันนี้นะ เธอบอก...

167
00:11:04.544 --> 00:11:08.151
พ่อเขาเรียกกลับน่ะ น่าจะไปฉีดวัคซีน

168
00:11:08.546 --> 00:11:12.152
เจ้าแฝด

169
00:11:12.550 --> 00:11:16.150

170
00:11:16.551 --> 00:11:20.150
นั่นนะสิ

171
00:11:20.553 --> 00:11:24.150

172
00:11:24.555 --> 00:11:28.150

173
00:11:28.557 --> 00:11:32.150

174
00:11:32.558 --> 00:11:36.150

175
00:11:36.560 --> 00:11:40.164

176
00:11:40.562 --> 00:11:44.150

177
00:11:44.564 --> 00:11:48.150

178
00:11:48.565 --> 00:11:52.150

179
00:11:52.566 --> 00:11:56.151
นักเรียนหาย แย่แล้ว เด็ก ๆ

180
00:11:56.568 --> 00:12:00.150

181
00:12:00.570 --> 00:12:04.150

182
00:12:04.572 --> 00:12:08.150

183
00:12:08.574 --> 00:12:12.150

184
00:12:12.575 --> 00:12:16.152

185
00:12:16.576 --> 00:12:20.164

186
00:12:20.577 --> 00:12:24.158
มาแล้ว ๆ เจ้าแฝดมาแล้ว

187
00:12:24.578 --> 00:12:28.150

188
00:12:28.579 --> 00:12:32.152
สวัสดีจ้ะ

189
00:12:32.580 --> 00:12:36.151

190
00:12:36.582 --> 00:12:40.164
มาสาย ๆ พี่การ์ตูนบอกพี่

191
00:12:40.583 --> 00:12:44.214
แฝดมาสาย

192
00:12:44.584 --> 00:12:48.153
ทำอะไรอยู่

193
00:12:48.585 --> 00:12:52.151

194
00:12:52.587 --> 00:12:56.150
(ล่าม) นอนเพิ่งตื่นครับ

195
00:12:56.588 --> 00:13:00.153
แล้วนอนตื่นสายเด้อ

196
00:13:00.589 --> 00:13:04.151
(ล่าม) ใช่ครับ (อาจารย์) อยู่บ้านแล้วตื่นสาย

197
00:13:04.590 --> 00:13:08.151
(ล่าม) ต้องขออภัยด้วยนะครับ

198
00:13:08.592 --> 00:13:12.150

199
00:13:12.592 --> 00:13:16.155

200
00:13:16.593 --> 00:13:20.152
(ล่าม) ตอนนี้ผมอยู่บ้านครับ

201
00:13:20.597 --> 00:13:24.155
ก็เลยตื่นสาย

202
00:13:24.598 --> 00:13:28.151

203
00:13:28.600 --> 00:13:32.151
ครับ ใช่ครับ

204
00:13:32.602 --> 00:13:36.151
สะโลสะเลมาก

205
00:13:36.604 --> 00:13:40.151

206
00:13:40.605 --> 00:13:44.151
โหลงเหลงมากวันนี้

207
00:13:44.607 --> 00:13:48.152
สมาชิก เพื่อน ๆ เขายังไม่เข้ามา

208
00:13:48.608 --> 00:13:52.153
ตอนนี้มีเด็กตา

209
00:13:52.611 --> 00:13:56.152
เด็กปกติ

210
00:13:56.612 --> 00:14:00.152

211
00:14:00.615 --> 00:14:04.156

212
00:14:04.617 --> 00:14:08.151

213
00:14:08.618 --> 00:14:12.151

214
00:14:12.619 --> 00:14:16.166

215
00:14:16.621 --> 00:14:20.152

216
00:14:20.623 --> 00:14:24.152

217
00:14:24.624 --> 00:14:28.153

218
00:14:28.626 --> 00:14:32.151

219
00:14:32.637 --> 00:14:36.152

220
00:14:36.639 --> 00:14:40.151
เริ่มเข้ามาแล้ว ๆ

221
00:14:40.647 --> 00:14:44.151
จันทกานต์

222
00:14:44.655 --> 00:14:48.151
เข้ามาแล้วเปิดกล้อง

223
00:14:48.657 --> 00:14:52.153
บอกเพื่อนเปิดกล้อง

224
00:14:52.660 --> 00:14:56.152

225
00:14:56.662 --> 00:15:00.153
งั้นแฝดเข้ามาแล้วถาม

226
00:15:00.662 --> 00:15:04.158
แฝดเคยเรียนเขียนโปรแกรมมาหรือยัง

227
00:15:04.665 --> 00:15:08.152

228
00:15:08.667 --> 00:15:12.152
เคยเรียนไหม

229
00:15:12.668 --> 00:15:16.156
(ล่าม) เคยครับ (อาจารย์) เคยเขียนโปรแกรมภาษาอะไรมาก่อน

230
00:15:16.669 --> 00:15:20.152
ตอบได้ไหม

231
00:15:20.671 --> 00:15:24.152

232
00:15:24.675 --> 00:15:28.152

233
00:15:28.676 --> 00:15:32.152
(ล่าม) ทางแฝดไม่ค่อยชัดน่ะค่ะ (อาจารย์) นั่นน่ะสิ

234
00:15:32.679 --> 00:15:36.153
ดู... บอกเขาทำมือช้า ๆ

235
00:15:36.681 --> 00:15:40.152
ให้น้องบอกน้องเอาภาพพื้นหลังออก

236
00:15:40.682 --> 00:15:44.152
เออ

237
00:15:44.686 --> 00:15:48.152

238
00:15:48.688 --> 00:15:52.175
(ล่าม) เอาออกแล้วครับ

239
00:15:52.691 --> 00:15:56.152
(อาจารย์) ภาษาอะไรเคยเรียนภาษาอะไรมาลูก

240
00:15:56.692 --> 00:16:00.152

241
00:16:00.696 --> 00:16:04.152

242
00:16:04.698 --> 00:16:08.156

243
00:16:08.699 --> 00:16:12.157
(ล่าม) ก็คือเหมือนกับทำเป็น

244
00:16:12.701 --> 00:16:16.152
วิชา อ้าว น้องหาย แป๊บหนึ่งนะคะ

245
00:16:16.702 --> 00:16:20.152

246
00:16:20.706 --> 00:16:24.152
(อาจารย์) ภากร

247
00:16:24.707 --> 00:16:28.156
ถามภากรบ้าง (ล่าม) เอาใหม่ได้ไหม

248
00:16:28.707 --> 00:16:32.159
นพกิจ เมื่อกี้ ล่ามแบบ

249
00:16:32.711 --> 00:16:36.153
กล้องมันแบบสลับก็เลยแบบภาพ

250
00:16:36.712 --> 00:16:40.157
ขอใหม่ได้ไหม เดี๋ยวพูดให้

251
00:16:40.713 --> 00:16:44.153
(อาจารย์) ถามภากรว่าเคยเรียน

252
00:16:44.713 --> 00:16:48.155

253
00:16:48.714 --> 00:16:52.152
ภากรณ์

254
00:16:52.716 --> 00:16:56.152

255
00:16:56.718 --> 00:17:00.154
หูตึง ใช่ ๆ

256
00:17:00.719 --> 00:17:04.152
ก่อนเรียนคอมพิวเตอร์มีไหม

257
00:17:04.721 --> 00:17:08.152
โปรแกรม ทำเองมีไหม

258
00:17:08.722 --> 00:17:12.152
(อาจารย์) ภากรได้ยินอยู่หรือ

259
00:17:12.723 --> 00:17:16.169
ได้ยินหรือเปล่า

260
00:17:16.724 --> 00:17:20.171
คือ ตอนนี้ ได้ยินเปล่า

261
00:17:20.725 --> 00:17:24.178
ได้ยินหรอ ถ้าอย่างนั้น

262
00:17:24.726 --> 00:17:28.192
(อาจารย์) แต่พูดไม่ได้หรือ

263
00:17:28.728 --> 00:17:32.152
พูดได้ไหม แต่พูดไม่ได้

264
00:17:32.729 --> 00:17:36.153
ภาษามืออย่างเดียวใช่เปล่า (อาจารย์)

265
00:17:36.731 --> 00:17:40.168
เพราะเหมือนพี่โจโจ้

266
00:17:40.733 --> 00:17:44.152
รู้จักพี่โจโจ้อยู่นะ

267
00:17:44.734 --> 00:17:48.159
(ล่าม) หนูชื่อพี่โจ

268
00:17:48.736 --> 00:17:52.153
โจ้ รู้เปล่า

269
00:17:52.737 --> 00:17:56.153
รู้ ทราบครับ ทำไมสำคัญตอนนี้

270
00:17:56.748 --> 00:18:00.156
อธิบายว่าชื่อพี่

271
00:18:00.749 --> 00:18:04.153
โจโจ้ตอนนี้อ่านปาก ฝึก ๆ

272
00:18:04.750 --> 00:18:08.153
ใช่ไหม ใช่คราม (อาจารย์)

273
00:18:08.751 --> 00:18:12.153
อ่านปากได้

274
00:18:12.752 --> 00:18:16.191

275
00:18:16.754 --> 00:18:20.219
ประมาณนี้ล่ะหูตึง

276
00:18:20.755 --> 00:18:24.308
ถาม โปรแกรม พิมพ์ ๆ น่ะ

277
00:18:24.757 --> 00:18:28.280
(อาจารย์) เพราะว่าแม่เห็นบางที

278
00:18:28.758 --> 00:18:32.248
เขาประกาศรับสมัครน่ะ หูตึงเขาก็

279
00:18:32.759 --> 00:18:36.156
บอกไว้ ต้องสื่อสารได้ด้วย

280
00:18:36.760 --> 00:18:40.159
พูดไว้เลย

281
00:18:40.769 --> 00:18:44.156
โอ.เค. ต่อไปใครเข้ามาแล้ว

282
00:18:44.770 --> 00:18:48.154
แฝดมาแล้ว

283
00:18:48.770 --> 00:18:52.154
18 คนแล้วเพิ่งเข้ามา

284
00:18:52.772 --> 00:18:56.158
หายไปไหนแล้วโจ้ จันทร์กานต์น่ะ

285
00:18:56.786 --> 00:19:00.157

286
00:19:00.787 --> 00:19:04.153

287
00:19:04.789 --> 00:19:08.162
(อาจารย์) ไอ้นี่

288
00:19:08.789 --> 00:19:12.154
ชื่อเล่นอะไร จันทร์กานต์น่ะ ชื่ออะไรนะ

289
00:19:12.790 --> 00:19:16.153
อบ ๆ

290
00:19:16.791 --> 00:19:20.153
เปิดกล้องหรือเปล่าอบหายไปไหน

291
00:19:20.792 --> 00:19:24.153

292
00:19:24.794 --> 00:19:28.155

293
00:19:28.795 --> 00:19:32.159
อบไม่เปิดกล้องน่ะ

294
00:19:32.796 --> 00:19:36.160
เงียบ...

295
00:19:36.798 --> 00:19:40.155
แล้วก็เจ้ามิ้น

296
00:19:40.800 --> 00:19:44.153

297
00:19:44.802 --> 00:19:48.153

298
00:19:48.804 --> 00:19:52.153
(ล่าม) แฝด ๆ

299
00:19:52.804 --> 00:19:56.153
เตือน ๆ เพื่อนในไลน์หน่อย

300
00:19:56.805 --> 00:20:00.156
ธัญญาลักษณ์

301
00:20:00.806 --> 00:20:04.153
ธัญรัตน์

302
00:20:04.808 --> 00:20:08.153
(อาจารย์) เชอรี่หรือ

303
00:20:08.812 --> 00:20:12.155
ชื่อ

304
00:20:12.813 --> 00:20:16.153
ชื่อภาษามือ

305
00:20:16.823 --> 00:20:20.156
ใช่ไหม

306
00:20:20.824 --> 00:20:24.153
ใช่หรือเปล่า (ล่าม) ใช่ค่ะ (อาจารย์)

307
00:20:24.825 --> 00:20:28.153
ใช่ไหม

308
00:20:28.826 --> 00:20:32.156
เออ ถามเขาหน่อย ว่า

309
00:20:32.827 --> 00:20:36.161
เคยเรียนเขียนโปรแกรมมาแล้วหรือยัง (ล่าม) ตอนนี้เขามอง

310
00:20:36.828 --> 00:20:40.153
(อาจารย์) เดี๋ยวอ่านพี่ล่าม

311
00:20:40.830 --> 00:20:44.158
พอดีว่าทางล่ามไม่เห็น ขอโทษทีค่ะ

312
00:20:44.831 --> 00:20:48.154
เดี๋ยวนะคะ น้องชื่อธัญญาลักษณ์ใช่ไหมคะ

313
00:20:48.832 --> 00:20:52.153

314
00:20:52.835 --> 00:20:56.153
ตรึงหน้าจอได้ค่ะ เดี๋ยวสักครู่หนึ่งค่ะ

315
00:20:56.836 --> 00:21:00.153
ชื่ออบใช่ไหม

316
00:21:00.837 --> 00:21:04.153

317
00:21:04.839 --> 00:21:08.154

318
00:21:08.841 --> 00:21:12.153

319
00:21:12.843 --> 00:21:16.153
ธัญ...

320
00:21:16.846 --> 00:21:20.153
ธัญญลักษณ์

321
00:21:20.848 --> 00:21:24.154
ภาษามือชัดไหม ชัดหรือเปล่า (อาจารย์) ธัญลักษณ์เข้าใจไหมนิ

322
00:21:24.850 --> 00:21:28.154
กัญรัตน

323
00:21:28.851 --> 00:21:32.154
เหมือนดูแต่ไม่ได้ดูกล้อง

324
00:21:32.852 --> 00:21:36.156
ลองจันทร์กานต์

325
00:21:36.863 --> 00:21:40.158
เสื้อแดงน่ะ (อาจารย์) เพิ่งตื่นนอนดูสภาพ

326
00:21:40.864 --> 00:21:44.157
เด็กเพิ่งตื่น (อาจารย์) อบใช่ไหม

327
00:21:44.865 --> 00:21:48.154
ใช่ไหม อบใช่ไหม (ล่าม) ไม่มีใครมองกล้องเลย

328
00:21:48.867 --> 00:21:52.154
(อาจารย์) อบเปล่า อบเปล่า

329
00:21:52.875 --> 00:21:56.154
อบไหม (ล่าม) ชื่อภาษามือ

330
00:21:56.878 --> 00:22:00.155
ภาษามือ (อาจารย์) ไม่ดูกล้องเลย

331
00:22:00.883 --> 00:22:04.156
ดูหรือเปล่า ง่วงนอน สภาพแต่ละคน

332
00:22:04.883 --> 00:22:08.157
แต่ละคน [เสียงหัวเราะ]

333
00:22:08.884 --> 00:22:12.154
(ล่าม) เหมือนยังไม่ฟื้นค่ะ (อาจารย์) สกลฯ ฝนตก (ล่าม)

334
00:22:12.885 --> 00:22:16.154
สกลฝนตกใช่ไหมคะ ฝั่งนี้ปอย ๆ

335
00:22:16.894 --> 00:22:20.154
เห็นพี่เขาหรือเปล่านี่

336
00:22:20.896 --> 00:22:24.154
ไอ้เจ้าอบ เจ้าอบ จันทร์กานต์ (ล่าม)

337
00:22:24.898 --> 00:22:28.154
เปิดกล้องหน่อย เพื่อน เตือน ๆ กล้องเปิด

338
00:22:28.899 --> 00:22:32.164
เตือน ๆ กล้องเปิด

339
00:22:32.900 --> 00:22:36.159
เดินหนีไปแล้ว (อาจารย์) ธัญญารักษ์ก็ไปแล้ว

340
00:22:36.900 --> 00:22:40.158
จันทร์กานต์ ก็ (ล่าม) นิ่งเลย (อาจารย์)

341
00:22:40.902 --> 00:22:44.154
นั่นน่ะสิ ปิดกล้องอีกแล้ว

342
00:22:44.909 --> 00:22:48.154
แต่ละคน

343
00:22:48.910 --> 00:22:52.154
ปิดกล้องหนีเราไปเสียแล้ว

344
00:22:52.911 --> 00:22:56.154

345
00:22:56.913 --> 00:23:00.154
เปิดกล้อง

346
00:23:00.914 --> 00:23:04.156
(ล่าม) จันทร์กา

347
00:23:04.915 --> 00:23:08.155
กานต์ใช่ไหม เสื้อเหลืองน่ะ

348
00:23:08.915 --> 00:23:12.154
ผู้หญิง เสื้อเหลืองน่ะ

349
00:23:12.916 --> 00:23:16.155
เสื้อภาษามือ

350
00:23:16.920 --> 00:23:20.154
ชื่อภาษามือ ผู้หญิง

351
00:23:20.921 --> 00:23:24.154
เสื้อเหลืองน่ะ ภาษามือ

352
00:23:24.923 --> 00:23:28.155

353
00:23:28.925 --> 00:23:32.154
ทำไมคนนี้ไม่คุ้นหน้าเลย

354
00:23:32.926 --> 00:23:36.155
(อาจารย์) ดูกล้อองกันอยู่หรือเปล่า

355
00:23:36.927 --> 00:23:40.159
ไหมนี่ (ล่าม) ล่าม

356
00:23:40.934 --> 00:23:44.154
หูหนวก

357
00:23:44.942 --> 00:23:48.154
หูหนวกล่ามเห็นดีไหม ชัดไหม

358
00:23:48.945 --> 00:23:52.155
มีเห็น ชัดค่ะ ชื่อ

359
00:23:52.946 --> 00:23:56.155
ภาษามือ เสื้อเหลืองน่ะ

360
00:23:56.948 --> 00:24:00.155
เสื้อเหลืองน่ะ เสื้อเหลืองน่ะ

361
00:24:00.951 --> 00:24:04.156
ชื่อภาษามือไหน

362
00:24:04.956 --> 00:24:08.155

363
00:24:08.957 --> 00:24:12.155
ใช่ ๆ ชื่อไหน

364
00:24:12.958 --> 00:24:16.155
ชื่อนี้ใช่ไหม โอ.เค. จันทร์กานต์ชื่อนี้ค่ะ

365
00:24:16.959 --> 00:24:20.154
โอ.เค. ลืมขอโทษก็เลยถาม

366
00:24:20.961 --> 00:24:24.155
เคยเรียนภาษา

367
00:24:24.963 --> 00:24:28.155
ภาษามือดีไหม เมื่อก่อน ภาษามือแบบ

368
00:24:28.963 --> 00:24:32.155
เข้าใจ มีเปล่า โอ.เค.

369
00:24:32.964 --> 00:24:36.158
เข้าใจค่ะ เข้าใจเคยเรียนค่ะ

370
00:24:36.966 --> 00:24:40.188
กลัวไม่เข้าใจ ทีนี้

371
00:24:40.970 --> 00:24:44.156
พร้อมหรือยัง พร้อมหรือยังคะ

372
00:24:44.973 --> 00:24:48.155
พร้อมจะเรียนหรือยัง

373
00:24:48.974 --> 00:24:52.156
พร้อมไหม ๆ

374
00:24:52.985 --> 00:24:56.155
โอ.เค. ค่ะ เดี๋ยวเรามาเริ่มกัน

375
00:24:56.989 --> 00:25:00.155
(ล่าม) เริ่มเรียนนะ (อาจารย์) เรามาเริ่มเรียนกันเลยนะ

376
00:25:00.992 --> 00:25:04.156
เปิดวิดีโอตลอดนะ

377
00:25:04.992 --> 00:25:08.155
เพราะว่าภาพคะแนนให้ มี

378
00:25:08.993 --> 00:25:12.155

379
00:25:12.995 --> 00:25:16.158

380
00:25:16.998 --> 00:25:20.165

381
00:25:21.000 --> 00:25:24.155
ขอโทษ ๆ

382
00:25:25.001 --> 00:25:28.156
เห็นหน้าจออยู่นะ

383
00:25:29.002 --> 00:25:32.155
วิชาของเราก็คือ

384
00:25:33.003 --> 00:25:36.155
อันนี้ อันนี้หัวข้อที่จะสอนในวันนี้ คือ

385
00:25:37.004 --> 00:25:40.155
คอมพิวเตอร์และอังกอลิทึ่ม

386
00:25:41.005 --> 00:25:44.155
ก็คือหลักการเขียนโปรแกรมนะ

387
00:25:45.008 --> 00:25:48.155
หลักการก็คือ

388
00:25:49.009 --> 00:25:52.156
เป็นความรู้เบื้องต้น

389
00:25:53.011 --> 00:25:56.156
ก่อนจะเขียนโปรแกรม เราควรจะต้องมาทำความรู้ก่อนจากว่า

390
00:25:57.012 --> 00:26:00.158
เขียนโปรแกรมอะไร ซึ่ง ณ ตอนนี้

391
00:26:01.013 --> 00:26:04.155
ที่นี้ก็คือเขียนโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์นี่ทำงาน

392
00:26:05.014 --> 00:26:08.155
นะคะ

393
00:26:09.017 --> 00:26:12.164
เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นที่อยากให้เด็ก ๆ รู้ก็คือ

394
00:26:13.018 --> 00:26:16.156
เราจะต้องรู้ก่อนว่าระหว่างคนนี่

395
00:26:17.023 --> 00:26:20.156
มนุษย์หรือคน หรือคอมพิวเตอร์นี่

396
00:26:21.024 --> 00:26:24.159
มีวิธีการทำงาน

397
00:26:25.026 --> 00:26:28.161
เป็นอย่างไร หรือมีลักษณะของการทำงาน

398
00:26:29.027 --> 00:26:32.156
ของมนุษย์ทำอย่างไร คอมพิวเตอร์ทำอย่างไร

399
00:26:33.028 --> 00:26:36.156
ถ้าลักษณะการทำงานของคนกับคอมพิวเตอร์

400
00:26:37.032 --> 00:26:40.156
มันต่างกันอย่างไร มาดูกัน ดูอย่างแรกก่อน

401
00:26:41.033 --> 00:26:44.156
คอมพิวเตอร์มันจะทำงานได้อยู่

402
00:26:45.034 --> 00:26:48.156
3 อย่าง อย่างแรก คือ

403
00:26:49.035 --> 00:26:52.156
ต้องมี Input หรือการ

404
00:26:53.036 --> 00:26:56.156
รับข้อมูลเข้านะคะ ซึ่งในคอมพิวเตอร์นี่

405
00:26:57.037 --> 00:27:00.156
เราจะเรียกตัวนี้ว่า Input

406
00:27:01.038 --> 00:27:04.156
เข้าไปก่อน ต้องรับข้อมูลเข้าไปก่อน

407
00:27:05.040 --> 00:27:08.157
เสร็จแล้วทำอะไรต่อ

408
00:27:09.049 --> 00:27:12.157
มันจะมีแค่ 3 ขั้นต้อน คอมพิวเตอร์จะทำงานแค่ 3 ลำดับ

409
00:27:13.062 --> 00:27:16.156
ก็คือรับข้อมูลเข้า Input นะคะ

410
00:27:17.063 --> 00:27:20.157
Process แล้วก็แสดงผล

411
00:27:21.064 --> 00:27:24.156
หรือ Output หรือคือมี Input มี Output

412
00:27:25.065 --> 00:27:28.156
มี Process แล้วก็ Output

413
00:27:29.066 --> 00:27:32.156
มันคืออะไรเด็ก ๆ น่าจะงง

414
00:27:33.068 --> 00:27:36.162
อาจจะยังไม่เข้าใจ ว่า Input คืออะไร

415
00:27:37.069 --> 00:27:40.162
นะคะ คือเขาต้องทำตามขั้นตอน

416
00:27:41.071 --> 00:27:44.156
เลยนะ เห็นไหม ต้อง Input เห็นไหมคะ

417
00:27:45.070 --> 00:27:48.156
เรียงตั้งแต่ input ไปก่อนเลย Input

418
00:27:49.076 --> 00:27:52.156
เสร็จแล้วไป Process Process เสร็จแล้วไป

419
00:27:53.076 --> 00:27:56.157
Output ก็คือคอมพิวเตอร์จะต้อง

420
00:27:57.078 --> 00:28:00.156
รับข้อมูล ก็คือเราต้องเขียนโปรแกรม

421
00:28:01.083 --> 00:28:04.156
เพื่อให้คอมพิวเตอร์รับข้อมูลเข้าไป

422
00:28:05.084 --> 00:28:08.156
การสั่งงานคอมพิวเตอร์นั่นเอง

423
00:28:09.084 --> 00:28:12.156
นะคะ Process หรือประมวลผลก็คือ

424
00:28:13.085 --> 00:28:16.162
คำสั่งเข้ามา Input เข้ามานะคะ

425
00:28:17.086 --> 00:28:20.158
ก็จะนำคำสั่งนั้น หรือข้อมูลนั้น

426
00:28:21.088 --> 00:28:24.157
มาทำการประมวลผล การประมวลผล ก็คือ

427
00:28:25.094 --> 00:28:28.162
สิ่งที่สั่งนี่ สั่งให้ทำอะไร

428
00:28:29.095 --> 00:28:32.157
ประมวลเพื่ออะไร เพื่อจัดทำตามคำสั่ง

429
00:28:33.096 --> 00:28:36.157
ของเรานั่นเองนะคะ เสร็จแล้วเมื่อ Process

430
00:28:37.097 --> 00:28:40.157
เสร็จ มันก็จะต้องเป็น Output

431
00:28:41.100 --> 00:28:44.156
แสดงผลนะคะ ต้องมีการแสดงผล

432
00:28:45.101 --> 00:28:48.157
ออกมา เห็นไหมคะ พอแสดงผลเสร็จ

433
00:28:49.107 --> 00:28:52.156
ก็ย้อนกลับไปขั้นตอนเดิม ถ้าเรา

434
00:28:53.107 --> 00:28:56.156
ป้อนคำสั่งเข้าไปใหม่ มันก็จะทำวนอยู่แบบนี้

435
00:28:57.108 --> 00:29:00.157
นะคะ ก็คือขั้นตอนมีแค่นี้

436
00:29:01.109 --> 00:29:04.158
คอมพิวเตอร์นี่ มีแค่ 3 ส่วนนี่ ก็คือรับข้อมูลเข้าไป

437
00:29:05.111 --> 00:29:08.156
ทำการประมวลผลข้อมูล แสดงผลของข้อมูล

438
00:29:09.112 --> 00:29:12.160
นั้นนะคะ

439
00:29:13.113 --> 00:29:16.156
หลักการรับข้อมูลเข้าของ

440
00:29:17.114 --> 00:29:20.157
คอมพิวเตอร์นะคะ

441
00:29:21.115 --> 00:29:24.158
เราใช้อะไรให้ดูที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเป็นหลัก

442
00:29:25.118 --> 00:29:28.158
สิ่งที่จะเป็นตัวนำ

443
00:29:29.119 --> 00:29:32.156
ข้อมูลเข้าไปให้คอมพิวเตอร์ได้ คือ 1. ในรูป

444
00:29:33.122 --> 00:29:36.158
ก็จะมีคีย์บอร์ดใช่ไหมคะ

445
00:29:37.125 --> 00:29:40.162
คีย์บอร์ดจะเป็นตัวคีย์ ตัวพิมพ์ที่

446
00:29:41.126 --> 00:29:44.157
เราจะพิมพ์ข้อความหรือคำสั่งลงไปนั่นเอง

447
00:29:45.128 --> 00:29:48.157
นะคะ แล้วก็เมาส์เห็นไหมคะ

448
00:29:49.129 --> 00:29:52.157
เช่น เหมือนเวลาเราใช้โปรแกรมบางโปรแกรม จะใช้

449
00:29:53.131 --> 00:29:56.157
เมาส์ก็จะเป็นตัวป้อน เหมือนกดเมาส์

450
00:29:57.132 --> 00:30:00.157
กดคลิก OK หรือ คลิกตกลง

451
00:30:01.135 --> 00:30:04.157
อย่างนี้ นั่นก็คือรับคำสั่งผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า

452
00:30:05.136 --> 00:30:08.157
Input Unit

453
00:30:09.139 --> 00:30:12.157
ก็คือประกอบด้วย คีย์บอร์ด

454
00:30:13.146 --> 00:30:17.146
เมาส์และมียุคใหม่เพิ่มมา เช่น มีเมาส์

455
00:30:17.147 --> 00:30:21.147
ปากกานะคะ เช่น ถ้าเราวาดรูป

456
00:30:21.150 --> 00:30:25.150
คอมพิวเตอร์มันวาดรูปเองไม่ได้

457
00:30:25.152 --> 00:30:29.152
เราใช้เมาส์ปากกาวาด เดี๋ยวพอได้เรียนอีกวิชา

458
00:30:29.153 --> 00:30:33.153
หนึ่งเด็ก ๆ จะได้รู้จักเมาส์ปากกา หรือเรียน

459
00:30:33.154 --> 00:30:37.154
ระบบปฏิบัติการก็จะเห็นลักษณะนั้น

460
00:30:37.155 --> 00:30:41.155
ทีนี้มาดูในส่วนของการประมวลผล

461
00:30:41.156 --> 00:30:45.156
นะคะ

462
00:30:45.163 --> 00:30:49.157
ก็คือเมื่อได้รับข้อมูลจากคีย์บอร์ด

463
00:30:49.171 --> 00:30:53.158
หรือเมาส์แล้ว สิ่งที่จะทำให้

464
00:30:53.172 --> 00:30:57.159
เครื่องคอมพิวเตอร์มันประมวลผลได้

465
00:30:57.176 --> 00:31:01.157
เด็ก ๆ จะมองไม่เห็นค่ะ มันจะอยู่ในเครื่อง

466
00:31:01.187 --> 00:31:05.157
CPU หรือ Cental

467
00:31:05.193 --> 00:31:09.158
Unit ก็คือหน่วยประมวลผลกลางนั่นเอง

468
00:31:09.198 --> 00:31:13.157
มันจะ แล้วก็มีอีกตัวหนึ่ง ที่เรียกว่า หน่วยความจำ

469
00:31:13.200 --> 00:31:17.157
หรือเมมโมรี่ และส่วนอีกความจำหนึ่ง

470
00:31:17.201 --> 00:31:21.160
สำหรับเก็บข้อมูล ก็คือฮาร์ทดิสก์

471
00:31:21.202 --> 00:31:25.157
ก็คือข้อมูลมันถูกส่งเข้ามา Input เข้ามา

472
00:31:25.203 --> 00:31:29.157
มันจะมาผ่าน CPU

473
00:31:29.205 --> 00:31:33.159
CPU ทำการประมวลผลแล้วเก็บไป

474
00:31:33.208 --> 00:31:37.159
อยู่ในหน่วยความจำที่จะเก็บอยู่ในฮาร์ทดิสก์

475
00:31:37.209 --> 00:31:41.157
นะคะ ตัวนี้

476
00:31:41.210 --> 00:31:45.157
ถ้าได้เรียนระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ก็จะได้เรียนลึกเข้าไปอีก

477
00:31:45.214 --> 00:31:49.158
นะคะ เมื่อทำการ

478
00:31:49.217 --> 00:31:53.157
ประมวลผลข้อมูลเสร็จ คอมพิวเตอร์

479
00:31:53.218 --> 00:31:57.157
จะใช้วิธีการแสดงผลลัพธ์ให้เราเห็นได้อย่างไร

480
00:31:57.220 --> 00:32:01.159
1. แสดงออกทางหน้าจอคอมพิวเตอร์นะคะ

481
00:32:01.221 --> 00:32:05.159
ก็คือเราดูข้อมูลหรือผลลัพธ์

482
00:32:05.222 --> 00:32:09.157
หรือผลลัพธ์หรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เราส่งเข้าไปในหน้าจอ

483
00:32:09.223 --> 00:32:13.161
หรือ 2. แสดงทางเครื่องพิมพ์

484
00:32:13.224 --> 00:32:17.158
หรือพรินเตอร์ ก็คือเราสั่งให้มันพรินต์

485
00:32:17.225 --> 00:32:21.159
พรินต์ออกมาให้ดูก็ได้ หรือถ้า

486
00:32:21.227 --> 00:32:25.164
ไม่แสดงก็สามารถรเก็บไว้

487
00:32:25.228 --> 00:32:29.158
Output เอาไปเก็บไว้ใน Hardisk ไว้ก่อน

488
00:32:29.231 --> 00:32:33.158
ยังไม่ต้องแสดง เก็บไว้ก่อนก็ได้นะคะ ก็จะมีที่เก็บ

489
00:32:33.231 --> 00:32:37.160
ก็คือฮาร์ตดิสก์นั่นเอง หรือเก็บไว้

490
00:32:37.232 --> 00:32:41.162
ใน CD อย่างนี้ สมัยก่อนเขาจะเรียกว่า

491
00:32:41.233 --> 00:32:45.158
แผ่นดิสก์ เรียก "แผ่นดิสก์" หรือขึ้นมาหน่อยก็

492
00:32:45.234 --> 00:32:49.159
Handy Drive

493
00:32:49.237 --> 00:32:53.158
แล้วก็ ฮาร์ดดิสก์ไดรท์

494
00:32:53.237 --> 00:32:57.158
เคลื่อนย้ายไปไหนก็ได้แต่ล่าสุด

495
00:32:57.241 --> 00:33:01.160
ก็คือเก็บไว้บน Cloud Computer

496
00:33:01.245 --> 00:33:05.160
เพราะฉะนั้น ในขั้นตอนนี้คอมพิวเตอร์จะต้อง

497
00:33:05.246 --> 00:33:09.160
ทำงานอยู่ 3 ขั้นตอน มันต้องรับข้อมูลเข้ามาก่อน

498
00:33:09.247 --> 00:33:13.158
เท่านั้น อยู่ดี ๆ มันทำงานเองเลยไม่ได้

499
00:33:13.247 --> 00:33:17.158
รับมาเสร็จประมวลผล เสร็จแล้วแสดงผล

500
00:33:17.255 --> 00:33:21.158
นะคะ

501
00:33:21.267 --> 00:33:25.158
เมื่อกี้เรารู้ไปแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

502
00:33:25.268 --> 00:33:29.159
ทีนี้เรามาดูคนหรือมนุษย์

503
00:33:29.269 --> 00:33:33.158
อย่างไร

504
00:33:33.271 --> 00:33:37.158
ถ้าเป็นคน วิธีการรับข้อมูลของคนนะคะ

505
00:33:37.274 --> 00:33:41.159
เราจะใช้ข้อมูลผ่าน

506
00:33:41.289 --> 00:33:45.158
ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็คือ ตา

507
00:33:45.289 --> 00:33:49.162
หู จมูก

508
00:33:49.290 --> 00:33:53.159
มือ แล้วก็ปาก ผ่านทางตา

509
00:33:53.292 --> 00:33:57.158
ก็คือการมองเห็นใช่ไหม

510
00:33:57.293 --> 00:34:01.158
เหมือนเด็กหูนี่เราไม่ได้ยินใช่ไหมคะ

511
00:34:01.294 --> 00:34:05.158
มีการมองเห็นดีใช่ไหม จะใช้

512
00:34:05.295 --> 00:34:09.158
วิธีการรับข้อมูลจากทางตานะคะ

513
00:34:09.298 --> 00:34:13.158
แต่ทีนี้เด็กตานี่ มองไม่เห็นแต่

514
00:34:13.299 --> 00:34:17.159
ได้ยินชัดเจนใช่ไหมคะ จะใช้การรับข้อมูล

515
00:34:17.300 --> 00:34:21.158
จากเสียงใช่ไหม การได้ยินเสียงนั่นเอง

516
00:34:21.301 --> 00:34:25.158
นะคะ ส่วนอื่น ๆ ที่มีเหมือนกัน ก็คือ

517
00:34:25.305 --> 00:34:29.158
การได้กลิ่น เหมือนจมูก

518
00:34:29.307 --> 00:34:33.159
วิธีการรับข้อมูลผ่านจมูกของเรา เช่น

519
00:34:33.308 --> 00:34:37.159
เหม็น ใช่ไหม กลิ่นเหม็น

520
00:34:37.309 --> 00:34:41.159
กลิ่นหอมนะคะ

521
00:34:41.310 --> 00:34:45.164
ส่วนใหญ่ก็หลัก ๆ นะ

522
00:34:45.312 --> 00:34:49.159
มันก็มีเหม็นกับหอมนะ กลิ่นตุ ๆ

523
00:34:49.312 --> 00:34:53.159
อย่างนี้ มีกลิ่นแปลก ๆ อะไรอย่างนี้

524
00:34:53.313 --> 00:34:57.160
นั่นก็คือลักษณะของการรับข้อมูลของคน

525
00:34:57.314 --> 00:35:01.158
นะคะ การสัมผัสก็คือมือ

526
00:35:01.318 --> 00:35:05.159
เหมือนเด็กตามองไม่เห็นแต่ใช้มือ

527
00:35:05.321 --> 00:35:09.158
สัมผัสแล้วก็รู้ได้ว่า

528
00:35:09.322 --> 00:35:13.158
มีลักษณะอย่างไร มีผิวสัมผัสอย่างไร

529
00:35:13.324 --> 00:35:17.159
มีรูปทรงอย่างไรนะคะ และ

530
00:35:17.328 --> 00:35:21.158
และทางปาก ก็คือรสชาตินั่นเอง

531
00:35:21.332 --> 00:35:25.167
เรารับข้อมูลผ่านตา ก็คือรู้รส

532
00:35:25.334 --> 00:35:29.158
เผ็ด เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม

533
00:35:29.337 --> 00:35:33.159
เป็นรสสัมผัสผ่านปาก รับข้อมูลเข้า

534
00:35:33.338 --> 00:35:37.158
เข้าผ่านปาก เหมือนตัวเล็กรู้รส

535
00:35:37.339 --> 00:35:41.161
นิ้วโป้งตัวเอง เลยลองชิมดู

536
00:35:41.343 --> 00:35:45.159
เห็นไหมคะ พัฒนาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะคะ

537
00:35:45.345 --> 00:35:49.159
เหมือนเด็กหูไม่ได้ยินแต่จะ

538
00:35:49.348 --> 00:35:53.159
สายตาได้ดีใช่ไหมคะ จะใช้

539
00:35:53.349 --> 00:35:57.159
สายตา ส่วนเด็กตา

540
00:35:57.354 --> 00:36:01.159
มองไม่เห็นแต่ได้ยินชัด แต่

541
00:36:01.355 --> 00:36:05.178
สัมผัสได้ชัดเจน สัมผัส

542
00:36:05.357 --> 00:36:09.160
ของสิ่งนี้มีลักษณะอย่างไร อะไรอย่างไร

543
00:36:09.358 --> 00:36:13.159
นั่นก็คือวิธีการรับข้อมูลของคนจะเป็นอย่างนี้

544
00:36:13.359 --> 00:36:17.160
ของคนนี่ แยกได้หลายส่วนเลย ใช่ไหมคะ

545
00:36:17.361 --> 00:36:21.159
แต่ของคอมพิวเตอร์นี่

546
00:36:21.363 --> 00:36:25.159
มันรับส่วนเดียวเลย คือ เราต้องป้อนไปให้มัน แต่คนนร

547
00:36:25.371 --> 00:36:29.159
ไม่ต้องป้อน เช่น บางทีเหมือนเราเดินไป

548
00:36:29.375 --> 00:36:33.159
หรือนั่งรถ ให้นึกถึงเหมือนเรานั่งรถ

549
00:36:33.378 --> 00:36:37.160
ไปเที่ยวอย่างนี้

550
00:36:37.379 --> 00:36:41.159
สิ่งที่เรารับ ก็คือสิ่งที่เราเห็นใช่ไหมคะ

551
00:36:41.380 --> 00:36:45.160
ได้ยินด้วย

552
00:36:45.381 --> 00:36:49.159
มีเสียงอย่างนั้น อย่างนี้ ใช่ไหมคะ อาจจะบอกได้ว่า

553
00:36:49.383 --> 00:36:53.159
ถึงตลาดแล้วนะ เหมือนเด็กตานี่

554
00:36:53.386 --> 00:36:57.159
มองไม่เห็นแต่ได้ยินเสียงว่าแถวนี้

555
00:36:57.388 --> 00:37:01.159
เป็นแถวไหนอะไรอย่างไร อย่างนี้นะคะ

556
00:37:01.389 --> 00:37:05.159
กับใช้วิธีการสัมผัสใช่ไหมคะ

557
00:37:05.394 --> 00:37:09.160
อย่างนี้เป็นต้น นั่นคือส่วนของการรับข้อมูลของคน

558
00:37:09.396 --> 00:37:13.159
เรามาดูการประมวลผล

559
00:37:13.397 --> 00:37:17.159
ข้อมูลของคน คนใช้วิธีประมวลผล

560
00:37:17.400 --> 00:37:21.159
อย่างไรนะคะ

561
00:37:21.403 --> 00:37:25.160
ของคนนิแยกออกเป็น 3 ส่วนเลย

562
00:37:25.404 --> 00:37:29.159
แยกตามวิธีการคิดคำนวณ

563
00:37:29.406 --> 00:37:33.159
แยกเป็นส่วนของความรู้แล้วก็แยกเป็นส่วน

564
00:37:33.413 --> 00:37:37.160
ของความชัด ก็คือถ้าเกี่ยวกับตัวเลข

565
00:37:37.414 --> 00:37:41.159
นะคะ การประมวลผลในการ

566
00:37:41.415 --> 00:37:45.162
คิดคำนวณ ก็คือเกี่ยวกับตัวเลข สถิติ

567
00:37:45.416 --> 00:37:49.160
นะคะ ความรู้เช่น เหมือนวันนี้

568
00:37:49.417 --> 00:37:53.160
สอนเข้าไปนี่ ป้องเข้าไป ป้อนข้อมูลเข้าไปนี่

569
00:37:53.419 --> 00:37:57.159
นั่นก็คือความรู้

570
00:37:57.420 --> 00:38:01.161
หรือไปศึกษาเอาเอง หรือ

571
00:38:01.420 --> 00:38:05.160
อ่านเอาเองอย่างนี้ หรืออย่างนี้

572
00:38:05.421 --> 00:38:09.159
เด็กยุดใหม่น่าจะไม่นิยมอ่านหนังสือ

573
00:38:09.422 --> 00:38:13.160
ส่วนใหญ่จะเป็นดู Youtube ใช่ไหม

574
00:38:13.424 --> 00:38:17.162
นะคะ ส่วนใหญ่จะไปดูยูทูป

575
00:38:17.425 --> 00:38:21.166
เป็นความรู้ที่ได้จาก

576
00:38:21.426 --> 00:38:25.159
การรับข้อมูลที่บอกไว้ในข้างต้นของคน

577
00:38:25.436 --> 00:38:29.160
การดูการฟัง การกิน

578
00:38:29.437 --> 00:38:33.159
การดมกลิ่นนะคะ อย่างนั้นเป็นต้น

579
00:38:33.439 --> 00:38:37.163
นะคะ ทีนี้ส่วนความจำ

580
00:38:37.450 --> 00:38:41.159
คนจะมีการเก็บความจำอย่างไร ก็คือตั้งแต่เล็กจนโตนี่

581
00:38:41.451 --> 00:38:45.161
มันจะบันทึกอัตโนมัติสมอง

582
00:38:45.452 --> 00:38:49.160
นึกออกนะ เด็ก ๆ บางคนนี่อาจจะจำไม่ได้

583
00:38:49.453 --> 00:38:53.160
ตอนเล็ก ๆ อาจจะจำไม่ได้ แต่

584
00:38:53.454 --> 00:38:57.160
เหมือนเรียนไปนี่ ตอนแรก ๆ ที่สอนไปนี่

585
00:38:57.455 --> 00:39:01.160
อาจจะยังไม่จำใช่ไหมคะ

586
00:39:01.457 --> 00:39:05.159
สิ่งที่เราทำซ้ำ ๆ คนทำซ้ำ ๆ

587
00:39:05.458 --> 00:39:09.159
ความจำที่ดีที่สุด

588
00:39:09.458 --> 00:39:13.160
ก็คือกระทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆ ก็คือ

589
00:39:13.459 --> 00:39:17.159
ทำซ้ำบ่อย ๆ ทำซ้ำ

590
00:39:17.460 --> 00:39:21.172
หลาย ๆ ครั้งนะ ก็จะเกิดความจำ ก็จะเปิดทักษะ

591
00:39:21.495 --> 00:39:25.160
เพราะฉะนั้น ที่เด็ก ๆ มาเรียนกันนี่

592
00:39:25.497 --> 00:39:29.160
ถ้าเด็ก ๆ ไปพยายามฝึก นึกออกนะคะ

593
00:39:29.498 --> 00:39:33.160
ไม่พยายามอ่านซ้ำ ๆ หรือไม่ทำ

594
00:39:33.499 --> 00:39:37.165
สิ่งที่แม่สอนไปซ้ำ ๆ ความจำของเด็ก ๆ จะไม่เกิด

595
00:39:37.505 --> 00:39:41.159
สิ่งที่จะทำให้เกิดความจำได้ ก็คือการทำ

596
00:39:41.506 --> 00:39:45.160
ซ้ำ ทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆ

597
00:39:45.507 --> 00:39:49.162
นะคะ แล้วมันจะทำให้เกิดอะไร

598
00:39:49.509 --> 00:39:53.160
ต่อ มันจะทำให้เกิดความรู้ได้ด้วย

599
00:39:53.514 --> 00:39:57.161
ไม่มีใครเหมือนที่เมื่อ

600
00:39:57.516 --> 00:40:01.160
เหมือนที่เมื่อตอนต้นแม่ถามไปว่า ใครไปเรียน

601
00:40:01.516 --> 00:40:05.159
เขียนโปรแกรมมาแล้วบ้าง บางคนตอบยังไม่เคยเลย

602
00:40:05.518 --> 00:40:09.161
เห็นไหมคะ ไม่เคยไม่เป็นไร เรามาเรียนรู้

603
00:40:09.519 --> 00:40:13.160
ได้นะคะ เรียนแล้วเราทำอะไร

604
00:40:13.521 --> 00:40:17.160
เราทำซ้ำ ๆ น่ะ ฝึกปกฺบัติ

605
00:40:17.521 --> 00:40:21.160
นั่นเอง วิชาปฏิบัติ

606
00:40:21.522 --> 00:40:25.160
เด็ก ๆ จะต้องเขียนบ่อย ๆ เขียนซ้ำ ๆ

607
00:40:25.525 --> 00:40:29.160
นะคะ เขียนโน้ต

608
00:40:29.532 --> 00:40:33.160
พยายามเขียนโน้ต เขียนโน้ตไว้ด้วย

609
00:40:33.533 --> 00:40:37.160
1. หัดจดด้วย

610
00:40:37.537 --> 00:40:41.160
คือ ที่แม่พบปัญหานี่ ก็คือ

611
00:40:41.538 --> 00:40:45.160
เหมือนเด็กหูน่ะ เขาเห็นอย่างเดียว

612
00:40:45.539 --> 00:40:49.160
เขาไม่ได้ยินนี่ เขาจะจดไม่ได้ เขาจะต้องดูสไลด์

613
00:40:49.543 --> 00:40:53.160
ทีนี้แต่ทีนี้สไลด์เรา

614
00:40:53.543 --> 00:40:57.160
เรามีไว้ให้ดูย้อนหลังได้อีก เด็ก ๆ ควรจะ

615
00:40:57.544 --> 00:41:01.160
ทบทวนด้วยการจด จดด้วยตัวเอง 1 ครั้ง

616
00:41:01.547 --> 00:41:05.160
นะคะ เสร็จแล้วก็ทำซ้ำ ๆ จดซ้ำ ๆ นี่

617
00:41:05.548 --> 00:41:09.160
มันจะเกิดความจำขึ้นมา พอมีความจำแล้วก็จะมีความรู้ขึ้นมา

618
00:41:09.550 --> 00:41:13.160
นะคะ ควรฝึกให้เป็นนิสัย ไม่ใช่

619
00:41:13.552 --> 00:41:17.160
เด็กหูนะคะ เด็กตาก็เหมือนกัน เราจะ

620
00:41:17.553 --> 00:41:21.160
เป็น เรียนแล้ว ทำอย่างไร ทำให้ได้

621
00:41:21.554 --> 00:41:25.160
เรียนให้รู้ ต้องใช้วิธีนี้นะคะ เด็ก ๆ

622
00:41:25.555 --> 00:41:29.160
ไม่เข้าใจต้องถาม

623
00:41:29.556 --> 00:41:33.171
ไม่ต้องกลัวแม่ดุนะคะ วิชานี้เรา

624
00:41:33.557 --> 00:41:37.160
คุยได้ ใครไม่ทันให้ยกมือนะคะ

625
00:41:37.559 --> 00:41:41.160
เราเรียนไปแบบเรียนรู้ร่วมกัน

626
00:41:41.560 --> 00:41:45.160
ไม่รีบไม่ร้อน ค่อย ๆ เรียน นั่นก็คือวิธีการ

627
00:41:45.561 --> 00:41:49.161
การประมวลผลของมนุษย์มันจะมีอยู่ 3 ส่วน

628
00:41:49.562 --> 00:41:53.160
ก็คือเป็น เกิดจากส่วนของการคิดคำนวณ

629
00:41:53.564 --> 00:41:57.161
ส่วนของความรู้แล้วก็ส่วนของความจำ

630
00:41:57.565 --> 00:42:01.161
ทีนี้มาดูการแสดงผลลัพธ์ของมนุษย์ล่ะ

631
00:42:01.567 --> 00:42:05.161
แต่การแสดงผลลัพธ์ของมนุษย์ล่ะ

632
00:42:05.569 --> 00:42:09.169
ป้อนเข้าไปนะคะ แสดงออกได้อย่างไรบ้าง

633
00:42:09.572 --> 00:42:13.161
1 ใช้การพูดออกมา

634
00:42:13.573 --> 00:42:17.161
เหมือนที่แม่ถามนะ

635
00:42:17.574 --> 00:42:21.160
ใคร...

636
00:42:21.575 --> 00:42:25.161
ใครเคยเรียนมาแล้วบ้าง ทุกคนไม่ได้พูด

637
00:42:25.576 --> 00:42:29.165
แต่ใช้วิธี ถ้าเป็นเมื่อกี้ที่เราแชท

638
00:42:29.582 --> 00:42:33.161
ถ้าสมัยก่อน มันก็คือการเขียน

639
00:42:33.584 --> 00:42:37.160
มันก็จะเป็นการพิมพ์นะ หรือ

640
00:42:37.585 --> 00:42:41.160
การอ่าน เห็นไหมคะ การแสดงผลลัพธ์ การอ่านให้ฟัง

641
00:42:41.590 --> 00:42:45.160
หรือพูดให้ฟัง แล้วก็การเคลื่อนไหว

642
00:42:45.591 --> 00:42:49.160
เด็กหูพูดไม่ได้ใช่ไหมคะ แต่ใช่ภาษาม

643
00:42:49.593 --> 00:42:53.160
ภาษามือได้ นั่นก็คือการเคลื่อนไหว

644
00:42:53.594 --> 00:42:57.161
โดยใช้เป็นภาษามืออย่างนี้นะคะ นั่นก็คือการแสดงผล

645
00:42:57.597 --> 00:43:01.160
ของข้อมูลของมนุษย์ ที่

646
00:43:01.598 --> 00:43:05.160
รู้สิ่งที่รับเข้าไป เช่น

647
00:43:05.599 --> 00:43:09.161
สมมติเมื่อเช้าเดี๋ยวจะถามดูนะคะ

648
00:43:09.599 --> 00:43:13.160
เดี๋ยวจะลองถามทีละคน อยากรู้

649
00:43:13.601 --> 00:43:17.160
ตัวเองเป็นมนุษย์และ

650
00:43:17.606 --> 00:43:21.170
ข้อมูลเข้าไปเมื่อเช้านี้ ลองมา

651
00:43:21.609 --> 00:43:25.160
ดูกันนะคะ ทุกคน

652
00:43:25.610 --> 00:43:29.161
ผ่านระบบแรกเลย ที่เด็ก ๆ น่าจะรู้

653
00:43:29.613 --> 00:43:33.161

654
00:43:33.620 --> 00:43:37.161
เมื่อเช้านี้กินข้าวกับอะไร

655
00:43:37.627 --> 00:43:41.161
ลองตอบพิมพ์ตอบมาค่ะ

656
00:43:41.629 --> 00:43:45.161
ทุกคนเลย กินข้าวกับอะไร ตอนเช้า เมื่อเช้า

657
00:43:45.630 --> 00:43:49.162
ตอบมาสิ มาม่าเกาหลีมาแล้วครับ

658
00:43:49.631 --> 00:43:53.161
ยังไม่ได้ทาน

659
00:43:53.634 --> 00:43:57.161
ใครกินข้าวกับอะไรมาแล้วบ้าง

660
00:43:57.637 --> 00:44:01.161
มีคำถามต่อ เพราะฉะนั้น ตอบมาก่อน ๆ

661
00:44:01.638 --> 00:44:05.162
มีใครตอบมาแล้ว เดชาพลบอกมาม่าเกาหลี

662
00:44:05.640 --> 00:44:09.163
มาม่าเกาหลีแต่เช้าเลยหรือลูก

663
00:44:09.642 --> 00:44:13.161
แซบบ่

664
00:44:13.644 --> 00:44:17.169
อร่อยไหม เดชาพล

665
00:44:17.646 --> 00:44:21.161
มาม่าเกาหลี ยังไม่ได้ทาน

666
00:44:21.647 --> 00:44:25.161
อยู่ 2 รสเผ็ดหรือเปล่าลูก

667
00:44:25.650 --> 00:44:29.164
เดชาพลได้ยินไหมครับ

668
00:44:29.651 --> 00:44:33.167
ไม่ได้เปิดเสียงหรือ

669
00:44:33.653 --> 00:44:37.161
รสชาติเป็นอย่างไร มาม่าเกาหลี

670
00:44:37.654 --> 00:44:41.162
มีเผ็ด มีเปรี้ยว (นักศึกษา)

671
00:44:41.655 --> 00:44:45.169
รสเผ็ดครับสีดำ (อาจารย์) อ๋อ รสเผ็ด

672
00:44:45.656 --> 00:44:49.163
แสดงว่าชอบกินเผ็ดใช่ไหม

673
00:44:49.658 --> 00:44:53.166
ชอบกินเผ็ดหรือเปล่าเรา

674
00:44:53.660 --> 00:44:57.163
เดชาพลชอบกินเผ็ดใช่ไหม

675
00:44:57.660 --> 00:45:01.162
ข้าวมันไก่ สันติภาพข้าวมันไก่

676
00:45:01.661 --> 00:45:05.161

677
00:45:05.663 --> 00:45:09.164
ไปซื้อจากไหน ไปซื้อจากไหน สันติภาพ

678
00:45:09.664 --> 00:45:13.162
(นักศึกษา) ไปซื้อที่โรงอาหาร

679
00:45:13.666 --> 00:45:17.164
อย่างถามสันติภาพนี่ ข้อมูลที่สันติภาพ

680
00:45:17.667 --> 00:45:21.161
รับเข้าไป ก็คือโรงอาหารไปอย่างไร

681
00:45:21.668 --> 00:45:25.161
ตอบแม่ได้ไหม (นักศึกษ

682
00:45:25.673 --> 00:45:29.161
(อาจารย์) ไกลไหมครับ (นักศึกษา)

683
00:45:29.674 --> 00:45:33.162
ไกลพอสมควร ในหอหรือตรงไหนลูก

684
00:45:33.676 --> 00:45:37.161
ตรงในหอครับ (อาจารย์) ที่อยู่ตรงหอใช่ไหม

685
00:45:37.677 --> 00:45:41.161
ความจำ สันติภาพ

686
00:45:41.681 --> 00:45:45.162
ใช้วิธีการจำว่าอยู่โรงอาหาร ใช้วิธีไหน

687
00:45:45.685 --> 00:45:49.162
จำได้ไหม (นักศึกษาชาย)

688
00:45:49.689 --> 00:45:53.161
ร้านข้าวแกง (อาจารย์) ร้านข้าวแกง

689
00:45:53.691 --> 00:45:57.161
ร้านก๋วยเตี๋ยว (อาจารย์) มีร้านก๋วยเตี๋ยว

690
00:45:57.693 --> 00:46:01.164
ลักษณะนี้จะเป็นความจำ

691
00:46:01.694 --> 00:46:05.162
สันติภาพรู้แล้วว่าโรงอาหารมีอะไรขาย

692
00:46:05.695 --> 00:46:09.163
นั่นก็คือจำ อาจจะ สันติภาพอาจจะไม่เห็น แต่จะรู้ได้อย่างไร

693
00:46:09.696 --> 00:46:13.162
ใครพาไป หรือใครบอก

694
00:46:13.697 --> 00:46:17.162
(นักศึกษา) วันแรกเพื่อนพาไปครับ

695
00:46:17.698 --> 00:46:21.164
ใช่ไหม (นักศึกษาชาย) ส่วนใหญ่ตรงหอ

696
00:46:21.700 --> 00:46:25.162
มันเลี้ยงครั้งเดียว แล้วก็เดินตรงไปเลย (อาจารย์)

697
00:46:25.705 --> 00:46:29.162
เดี๋ยวนี้ไปเองได้แล้วใช่ไหมครับ (นักศึกษาชาย) ใช่ครับ

698
00:46:29.707 --> 00:46:33.161
(อาจารย์) โอ.เค. คนอื่นต่อ

699
00:46:33.708 --> 00:46:37.162
ใครยังไม่ได้กิน จันทกานต์

700
00:46:37.709 --> 00:46:41.162
ยังไม่ได้กิน สิริลัษณ์ยังไม่ได้กิน

701
00:46:41.710 --> 00:46:45.162
อาฟาเบตก็ยังไม่ได้กิน

702
00:46:45.716 --> 00:46:49.161
ยังไม่ได้กิน นพกิต

703
00:46:49.719 --> 00:46:53.165
แฝดอยู่ไหนเอ่ย

704
00:46:53.720 --> 00:46:57.161
แฝดนะ แฝด กินข้าวกับอะไร

705
00:46:57.726 --> 00:47:01.162
แกงหน่อไม้ แกงหน่อไม้แต่เช้าเลย แกงหน่อไม้อย่างเดียวหรอ

706
00:47:01.728 --> 00:47:05.162
ใครทำให้กิน

707
00:47:05.729 --> 00:47:09.162
อร่อยไหม อร่อยไหม

708
00:47:09.730 --> 00:47:13.164
อร่อย

709
00:47:13.731 --> 00:47:17.161

710
00:47:17.735 --> 00:47:21.162
คนอื่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้กินนะ

711
00:47:21.738 --> 00:47:25.162
คนอื่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้กินนะ

712
00:47:25.740 --> 00:47:29.163
มีกินไม่กี่คนเอง แหม เลยถามต่อไม่ได้เลย

713
00:47:29.742 --> 00:47:33.162
อดิศรก็ยังไม่ได้กิน เพิ่งตื่นใช่ไหมนี่

714
00:47:33.743 --> 00:47:37.162
สภาพ อดิศรก็ยังไม่ได้กิน

715
00:47:37.744 --> 00:47:41.162
ก็ยังไม่ได้กิน

716
00:47:41.745 --> 00:47:45.163
ข้าวเช้ายังไม่ได้กิน

717
00:47:45.751 --> 00:47:49.162
วริศาก็ยังไม่ได้กิน

718
00:47:49.752 --> 00:47:53.162

719
00:47:53.754 --> 00:47:57.162
เพิ่งพากันตื่น ถามอดิศร

720
00:47:57.755 --> 00:48:01.162
ทำไมวันนี้ตื่นสาย

721
00:48:01.757 --> 00:48:05.162

722
00:48:05.758 --> 00:48:09.165

723
00:48:09.759 --> 00:48:13.162

724
00:48:13.764 --> 00:48:17.162

725
00:48:17.766 --> 00:48:21.162

726
00:48:21.771 --> 00:48:25.162
ตื่นสาย

727
00:48:25.772 --> 00:48:29.173
วาริศาล่ะ ตื่นสายหรือทำไมเข้าห้องช้าล่ะ

728
00:48:29.775 --> 00:48:33.164

729
00:48:33.775 --> 00:48:37.162
เน็ตหลุดอีกแล้ว ถามธัญรัตน์ก็ได้

730
00:48:37.782 --> 00:48:41.162
กัญลัทธ

731
00:48:41.783 --> 00:48:45.164
อยู่หอ หันหนีตลอดเลยลูก

732
00:48:45.784 --> 00:48:49.162
หันหนีกล้องตลอดเลยลูกฉัน

733
00:48:49.785 --> 00:48:53.162
ฮัลโหล อ่าวอยู่ด้วยกัน ไอ้ 2 คนนี้

734
00:48:53.786 --> 00:48:57.162
อยู่บ้านหรืออยู่หอ

735
00:48:57.787 --> 00:49:01.162
มันดูอะไร

736
00:49:01.788 --> 00:49:05.162

737
00:49:05.790 --> 00:49:09.162
(ล่าม) อาจารย์ขา พอดีล่ามไม่เห็นกล้องของ

738
00:49:09.795 --> 00:49:13.173
ธัญลักน่ะค่ะ (อาจารย์) น้องเปิดอยู่นะ

739
00:49:13.797 --> 00:49:17.163
เปิดอยู่ไหน น้องใส่เสื้อแดงดำน่ะค่ะ

740
00:49:17.798 --> 00:49:21.162
เห็นไหมคะ (ล่าม) ไม่เห็นน่ะค่ะ

741
00:49:21.801 --> 00:49:25.163
เห็นแต่วาริศา

742
00:49:25.804 --> 00:49:29.163
น่าจะเป็นสัญญาเน็ต

743
00:49:29.805 --> 00:49:33.163
อย่างนั้นจันทกานต์ล่ะคะ น้องเสื้อเหลือง

744
00:49:33.807 --> 00:49:37.162
สีหู สีตา สภาพเพิ่งตื่นนอน (ล่าม)

745
00:49:37.810 --> 00:49:41.163
เสื้อเหลือง ๆ (ล่าม) ไม่เห็น พอดีว่าหนูเปิดจากจอโน๊ตบุ๊กน่ะค่ะ

746
00:49:41.817 --> 00:49:45.163
โน๊ทบุคน่ะค่ะ

747
00:49:45.819 --> 00:49:49.163
แต่อาจารย์ก็ปักหมุดอยู่นะ

748
00:49:49.820 --> 00:49:53.162
เสื้อเหลืองน่ะค่ะ

749
00:49:53.822 --> 00:49:57.169
จันทกานต์เจ้าอบ ๆ

750
00:49:57.823 --> 00:50:01.164
ตื่นสาย นอน

751
00:50:01.825 --> 00:50:05.165
นอนดึกหรือทำอะไรอยู่ ทำไมวันนี้เข้าเรียนสาย

752
00:50:05.826 --> 00:50:09.162

753
00:50:09.828 --> 00:50:13.163

754
00:50:13.830 --> 00:50:17.168
กล้องมันมัวนะ กล้องเด็กน้อยน่ะ

755
00:50:17.831 --> 00:50:21.180
มองเห็นไม่ค่อยชัดน่ะ เขาทำภาษามือดู

756
00:50:21.832 --> 00:50:25.163
ยากเหมือนกัน

757
00:50:25.832 --> 00:50:29.163
เพราะพี่ล่ามบอกไม่เห็นกล้องน้อง

758
00:50:29.836 --> 00:50:33.163
น่าจะเป็นกับสัญญาณเน็ต

759
00:50:33.840 --> 00:50:37.162
เพราะนี่เราเห็นภาพมันก็เป็นกระตุก ๆ

760
00:50:37.841 --> 00:50:41.166
เห็นไม่ชัดเหมือนกัน (ล่าม) หนูเห็นวริศา

761
00:50:41.849 --> 00:50:45.163
ค่ะ อือ (อาจารย์) ค่ะ ๆ ไม่เป็นไรค่ะ

762
00:50:45.851 --> 00:50:49.165
ปิดกล้องอีก

763
00:50:49.853 --> 00:50:53.180
ภากร

764
00:50:53.855 --> 00:50:57.163
(ล่าม) อันนี้หูหนวกหรือเปล่าคะ

765
00:50:57.856 --> 00:51:01.164
ภากรณ์ (อาจารย์) ภากรณ์หูหนวกค่ะ

766
00:51:01.859 --> 00:51:05.163
หายไปไหนแล้ว Hello

767
00:51:05.860 --> 00:51:09.164

768
00:51:09.862 --> 00:51:13.163
ภากรณ์หายไปแล้ว

769
00:51:13.863 --> 00:51:17.163
ไปกินข้าวหรือยัง รีบไปกินข้าวกันเลยเชี

770
00:51:17.864 --> 00:51:21.163

771
00:51:21.866 --> 00:51:25.163
ไม่เป็นอะไรนะคะ

772
00:51:25.867 --> 00:51:29.163
ไปต่อนะคะ ดูสไลด์เราต่อ

773
00:51:29.869 --> 00:51:33.163

774
00:51:33.872 --> 00:51:37.163
เมื่อกี้ที่ถามไป ก็คือการแสดงผลลัพธ์

775
00:51:37.874 --> 00:51:41.163
ลัพธ์ใช่ไหม ถามจากสิ่งที่เด็ก ๆ

776
00:51:41.876 --> 00:51:45.172
รับมาเมื่อเช้า ก็คือผ่านการกิน กินอะไรเข้าไป

777
00:51:45.877 --> 00:51:49.165
ก็พิมพ์ตอบ หรือเขียนตอบ

778
00:51:49.878 --> 00:51:53.163
ยังไม่ได้กินเลย บางคนก็บอกว่ากินข้าว

779
00:51:53.879 --> 00:51:57.168
มันไก่ บอกบางคนตอบมาม่าเกาหลีนะคะ

780
00:51:57.880 --> 00:52:01.163
เหมือนสัติภาพบอกข้าวมันไก่ ก็เลยถาม

781
00:52:01.884 --> 00:52:05.163
ไปซื้อที่ใหม่ แล้วรู้ได้อย่างไร

782
00:52:05.884 --> 00:52:09.163
โรงอาหารมีอะไร สันติภาพนี้

783
00:52:09.886 --> 00:52:13.163
มีความรู้จากการที่เพื่อนพาไป

784
00:52:13.887 --> 00:52:17.163
เพราะเป็นเด็ก ปี 1 เพราะมาอยู่นี่ยังไม่รู้ใช่ไหม

785
00:52:17.888 --> 00:52:21.163
โรงอาหารอยู่ตรงไหน เพราะเพื่อนพาไป

786
00:52:21.889 --> 00:52:25.163
เขาก็จำ เขามีความรู้

787
00:52:25.890 --> 00:52:29.163
นั่นก็คือในส่วนของคน

788
00:52:29.891 --> 00:52:33.163
ทีนี้ ถ้าทำเป็นตารางให้เห็นนะคะ

789
00:52:33.892 --> 00:52:37.163
เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการทำงาน

790
00:52:37.893 --> 00:52:41.163
ของคนกับคอมพิวเตอร์เห็นไหมคะ คนทำงาน

791
00:52:41.894 --> 00:52:45.163
ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็คือ ตา หู

792
00:52:45.895 --> 00:52:49.169
จมูก ปาก แล้วก็มือนะคะ

793
00:52:49.897 --> 00:52:53.164
ส่วนคอมพิวเตอร์นี่นะคะ

794
00:52:53.898 --> 00:52:57.164
ผ่านคีบอร์ด ผ่านเมาส์ ผ่าน

795
00:52:57.899 --> 00:53:01.163
อุปกรณ์ที่สำหรับ

796
00:53:01.900 --> 00:53:05.165
รับข้อมูลของคอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ ส่วนการประมวลผล

797
00:53:05.903 --> 00:53:09.164
หรือ Process ก็ใช้สมองในการ

798
00:53:09.905 --> 00:53:13.164
Process นั่นเอง ส่วนสมองของคอมพิวเตอร์

799
00:53:13.910 --> 00:53:17.165
ก็คือ CPU นั่นเองนคะ

800
00:53:17.911 --> 00:53:21.163
เห็นไหมคะ ลักษณะของคอมพิวเตอร์

801
00:53:21.912 --> 00:53:25.164
ก็ทำงานเลียนแบบมาจากคนนั่นล่ะ

802
00:53:25.916 --> 00:53:29.163
เพื่อใช้ในการประมวลผลแล้วก็ต้องมีหน่วยความจำ

803
00:53:29.917 --> 00:53:33.163
เห็นไหมคะ เพื่อเก็บ เก็บข้อมูลแล้วก็

804
00:53:33.918 --> 00:53:37.164
มีฮาร์ดดิสก์ไว้สำหรับเก็บ

805
00:53:37.922 --> 00:53:41.164
ที่จะเกี่ยวกับการประมวลผลนั่นเองนะคะ ตามยุคตามสมัย

806
00:53:41.924 --> 00:53:45.167
ว่าอย่างนั้นเถอะ ทีนี้มาดูในส่วนของการ

807
00:53:45.925 --> 00:53:49.166
แสดงผล ถ้าเป็นคนวิธีการจะแสดงผลลัพธ์

808
00:53:49.933 --> 00:53:53.166
ของคน ก็คือใช้วิธีพูด วิธีอ่าน

809
00:53:53.934 --> 00:53:57.164
วิธีเขียน หรือใช้การเคลื่อนไหว

810
00:53:57.936 --> 00:54:01.164
หรือท่าทางนั่นเอง หรือเด็กหู

811
00:54:01.940 --> 00:54:05.164
พูดไม่ได้ อ่านไม่ได้ก็ใช้ภาษามือ

812
00:54:05.942 --> 00:54:09.164
ก็คือการเคลื่อนไหว ก็คือท่าทางภาษามือนั่นเอง

813
00:54:09.943 --> 00:54:13.164
แต่คอมพิวเตอร์นี่ จะแสดงผ่านหน้าจอ

814
00:54:13.945 --> 00:54:17.164
หรือผ่านเครื่องพิมพ์นะคะ

815
00:54:17.946 --> 00:54:21.164
หรือถ้ายังไม่แสดงเก็บไว้ก็คือเก็บไว้

816
00:54:21.949 --> 00:54:25.164
ในฮาร์ดดิสก์ก็ได้ อย่างนี้นะคะ

817
00:54:25.951 --> 00:54:29.164
ทีนี้สิ่งเรารู้ไปแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

818
00:54:29.954 --> 00:54:33.172
ทีนี้เราทำให้คอมพิวเตอร์

819
00:54:33.955 --> 00:54:37.164
ทำงานได้โดยวิธีการเขียนโปรแกรมนี่

820
00:54:37.957 --> 00:54:41.164
มันต้องมีขั้นตอนนะคะ ขั้นตอนการเขียนโ

821
00:54:41.959 --> 00:54:45.164
คอมพิวเตอร์นี่ มีอยู่ด้วยกัน 5 ขั้นตอน

822
00:54:45.960 --> 00:54:49.165
มีอยู่ด้วยกัน 5 ขั้นตอน

823
00:54:49.961 --> 00:54:53.169
บอกแล้วคอมพิวเตอร์นี่อยู่ ๆ ทำเอง

824
00:54:53.962 --> 00:54:57.164
ไม่ได้ ทำด้วยตัวเองไม่ได้นะคะ

825
00:54:57.970 --> 00:55:01.164
คนจะต้องเป็นคนควบคุมหรือสั่งการเท่านั้นนะคะ

826
00:55:01.971 --> 00:55:05.164
หลักในการเขียนโปรแกรม

827
00:55:05.972 --> 00:55:09.164
มี 5 ขั้นนะคะ หลักสำคัญ ๆ นี่

828
00:55:09.973 --> 00:55:13.164
ก็คือ 1. จะต้องมีการวางแผนก่อ

829
00:55:13.974 --> 00:55:17.164
นะคะ อยู่ดี ๆ จะไปสั่งมันทำเลยไม่ได้เดะ

830
00:55:17.975 --> 00:55:21.164
สั่งมาทำเลยไม่ได้

831
00:55:21.977 --> 00:55:25.164
นะคะ เพราะคอมพิวเตอร์บางอย่าง

832
00:55:25.978 --> 00:55:29.168
ทำงานได้เป็นบางอย่าง

833
00:55:29.979 --> 00:55:33.164
เหมือนคอมพิวเตอร์ PC กับโน๊ตบุ๊ก

834
00:55:33.981 --> 00:55:37.172
หรือ Tablat

835
00:55:37.982 --> 00:55:41.164
ลักษระการทำงานก็แตกต่างกัน เพราะเหมือน

836
00:55:41.984 --> 00:55:45.164
ถ้าคอมพิวเตอร์ PC ถ้าจอคอมพิวเตอร์

837
00:55:45.985 --> 00:55:49.172
ไม่ใช่เป็นแบบทัชสกรีน

838
00:55:49.986 --> 00:55:53.165
ถ้าใครใช้มือถือน่ะ

839
00:55:53.988 --> 00:55:57.164
ลักษณะของมันจะมี Touch Screen

840
00:55:57.989 --> 00:56:01.164
การรับข้อมูล

841
00:56:01.991 --> 00:56:05.164
ของมือถือนี่ ก็มีลักษณะคล้าย ๆ คอมพิวเตอร์เหมือนกัน

842
00:56:05.992 --> 00:56:09.167
แต่ทำงานได้ไม่เยอะเท่าคอมพิวเตอร์

843
00:56:09.993 --> 00:56:13.165
ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ ทีนี้

844
00:56:13.994 --> 00:56:17.165
มาดู ขั้นแรก วางแผน

845
00:56:17.995 --> 00:56:21.165
ว่าจะทำอะไร ว่าเราจะให้คอมพิวเตอร์ทำอะไร

846
00:56:21.996 --> 00:56:25.165
เราต้องมีแผนให้มันเสียก่อน

847
00:56:25.997 --> 00:56:29.166
ทำอะไรต่อ ต้องมาวิเคราะห์ค่ะ วิเคราะห์ปัญหา

848
00:56:30.000 --> 00:56:33.164
แผนจะเกิดจากไหน

849
00:56:34.004 --> 00:56:37.165
เกิดจากการที่ เกิดปัญหาขึ้นมาเสียก่อน

850
00:56:38.006 --> 00:56:41.165
ว่าอยู่ ๆ จะเขียนโปรแกรม 1 โปรแกรมนี่จะเป็นอย่างไร

851
00:56:42.011 --> 00:56:45.164
ไม่ใช่นึกอยากเขียนก็เขียน ไม่ใช่ เพราะ

852
00:56:46.013 --> 00:56:49.164
หลักการที่เราจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา

853
00:56:50.015 --> 00:56:53.164
เพื่อพัฒนาระบบหรือไปแก้ปัญหา

854
00:56:54.016 --> 00:56:57.164
ที่คนไม่สามารถไปทำงานได้

855
00:56:58.018 --> 00:57:01.164
อย่างนี้จะเป็นลักษณะนั้นนะคะ

856
00:57:02.019 --> 00:57:05.164
พอทำแผนเสร็จ มาวิเคราะห์ปัญหาก่อนนะคะ

857
00:57:06.021 --> 00:57:09.167
เมื่อรู้ปัญหาแล้ว วิเคราะห์

858
00:57:10.022 --> 00:57:13.166
ออกมาแล้วว่าวิเคราะห์ปัญหาอะไรเป็นอย่างไร

859
00:57:14.024 --> 00:57:17.164
นี่ เราก็ต้องมาออกแบบให้มัน Design นั่นเอง

860
00:57:18.024 --> 00:57:21.164
นะคะ ดีไซน์ให้คอมพิวเตอร์ทำงานนั่งเอง

861
00:57:22.025 --> 00:57:25.168
ออกแบบว่า จะให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

862
00:57:26.026 --> 00:57:29.163
เมื่อรู้ขั้นตอนการออกแบบแล้ว

863
00:57:30.027 --> 00:57:33.168
มาพัฒนาโปรแกรม ซึ่งในส่วนของ

864
00:57:34.028 --> 00:57:37.163
การพัฒนาโปรแกรมนี่

865
00:57:38.029 --> 00:57:41.168
มีขั้นตอนย่อย ๆ อีก 3 ขั้นตอน

866
00:57:42.031 --> 00:57:45.163
ของการเขียนเห็นไหมคะ เขียนเสียก่อน แล้วก็ทำอะไร

867
00:57:46.032 --> 00:57:49.163
ทดสอบค่ะ ก็คือเอาโปรแกรมที่เราเขียนนี่

868
00:57:50.034 --> 00:57:53.164
ไปทดสอบก่อน ทดสอบเพื่ออะไร

869
00:57:54.035 --> 00:57:57.165
เพื่อหาข้อผิดพลาดหรือดีบัค

870
00:57:58.036 --> 00:58:01.163
เราจะต้อง Coding

871
00:58:02.037 --> 00:58:05.163
Testing ก็คือทดสอบ Test เสร็จก็

872
00:58:06.040 --> 00:58:09.163
ดู Debugging ก็คือดูข้อผลิดพลาด

873
00:58:10.041 --> 00:58:13.163
เป็นไปไม่ได้ว่า เขียนโปรแกรมแล้ว

874
00:58:14.041 --> 00:58:17.163
จะไม่มีบัค ไม่มี Debuging น่ะ

875
00:58:18.044 --> 00:58:21.178
ปกติเขียนโปรแกรมนี่

876
00:58:22.045 --> 00:58:25.163
มันจะต้องเกิดปัญหาเสมอ จะต้องมี Debugging เสมอ

877
00:58:26.046 --> 00:58:29.163
ครั้งแรกจะต้องติด ลืมนั่นลืมนี่

878
00:58:30.048 --> 00:58:33.174
ตรงนั้นพลาดไป ตรงนี้พลาดไป

879
00:58:34.049 --> 00:58:37.163
และสุดท้ายในขั้นตอนการพัฒนา

880
00:58:38.051 --> 00:58:41.163
ก็คือเมื่อเกิดข้อผิดพลากนี่

881
00:58:42.052 --> 00:58:45.163
มันก็จะวนย้อนกลับไปก่อน ก็จะต้องไปดู

882
00:58:46.053 --> 00:58:49.162
ที่ Code ใหม่ แล้วก็ไปดู Coding ฃ

883
00:58:50.055 --> 00:58:53.164
ใหม่ แล้วก็เอามา Test ใหม่ แล้วก็มาดู Debugging ใหม่

884
00:58:54.062 --> 00:58:57.163
เมื่อมันไม่มีปัญหาอะไรแล้วนี่

885
00:58:58.063 --> 00:59:01.164
มันจะอยู่พอใช้ ๆ ไป

886
00:59:02.064 --> 00:59:05.163
มันก็จะมาถึงขั้นตอนสุดท้าย ก็คือรักษา

887
00:59:06.066 --> 00:59:09.173
โปรแกรมนะคะ ต้องคอยหมั่น อาจจะมี

888
00:59:10.067 --> 00:59:13.162
การดูแลรักษาในทีนี้ อาจจะ

889
00:59:14.069 --> 00:59:17.164
ไม่ใช่ทำความสะอาดนะ ของโปรแกรมเช่น

890
00:59:18.079 --> 00:59:21.166
มาดูว่ามีอะไรเพิ่มไหม ก็คือต้องมีการเพิ่มข้

891
00:59:22.080 --> 00:59:25.164
ก็คือต้องมีการอัปเดตข้อมูล เหมือน Windows น่ะ

892
00:59:26.081 --> 00:59:29.162
เดี๋ยวนี้ Windows อัปเดตบ่อย

893
00:59:30.083 --> 00:59:33.162
บางทีทุกเดือนบางที

894
00:59:34.084 --> 00:59:37.163
2 อาทิตย์ 3 อาทิตย์

895
00:59:38.085 --> 00:59:41.163
การมันจะอยู่ในส่วนของการดูแลรักษาโปรแกรม

896
00:59:42.086 --> 00:59:45.163
มันจะมีการอัปเดตออกมา

897
00:59:46.087 --> 00:59:49.163
เพื่อพัฒนาตัวโปรแกรมเพื่อสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น

898
00:59:50.087 --> 00:59:53.172
ยิ่งขึ้นนะคะ

899
00:59:54.091 --> 00:59:57.164
นี่ก็คือขั้นตอนที่เราจะต้อง

900
00:59:58.092 --> 01:00:01.166
จำไว้นะคะ นั่นก็คือหลักการเขียนโปร

901
01:00:02.094 --> 01:00:05.165
ทีนี้ในส่วนของ

902
01:00:06.095 --> 01:00:09.164
การพัฒนาโปรแกรม

903
01:00:10.095 --> 01:00:13.165
เรามาดูรายละเอียดกันว่า Planning นี่

904
01:00:14.097 --> 01:00:17.190
เห็นไหมคะ ได้มีการอธิบายไว้ว่า

905
01:00:18.098 --> 01:00:21.165
ก็คือการวางแผนนะคะ

906
01:00:22.099 --> 01:00:25.167
วางแผน เราจะวางแผนได้อย่างไร

907
01:00:26.107 --> 01:00:29.166
เราจะต้องมองปัญหาก่อน หาปัญหา

908
01:00:30.109 --> 01:00:33.165
หาขั้นตอน หาเครื่องมือนะตะ

909
01:00:34.115 --> 01:00:37.166
คือเราจะต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่เราจะทำนี่

910
01:00:38.116 --> 01:00:41.166
เรามีเครื่องมือพร้อมไหม

911
01:00:42.125 --> 01:00:45.166
ต้องมาตรวจสอบหน่วยงาน สมมติหน่วยงานหน่วยงานหนึ่งนี่

912
01:00:46.131 --> 01:00:49.173
ต้องการพัฒนาโปรแกรมขึ้นมา 1 โปรแกรมนี่

913
01:00:50.132 --> 01:00:53.167
อยู่ ๆ ทำเลยไม่ได้ เราต้องไปดูก่อนว่า

914
01:00:54.134 --> 01:00:57.166
สิ่งที่จะใช้ในการเขียนโปรแกรม

915
01:00:58.135 --> 01:01:01.167
เครื่องใช่ไหมคะ เราต้องมีคอมพิวเตอร์

916
01:01:02.136 --> 01:01:05.168
เพราะเขียนโปรแกรมด้วยมือไม่ได้ ต้องใช้คอมพิวเตอร์

917
01:01:06.144 --> 01:01:09.167
เพราะถ้าเขียนด้วยมือ เราจะไม่สามารถ Testing

918
01:01:10.152 --> 01:01:14.152
ได้ เมื่อ Tasting ไม่ได้ เราก็มา Debug

919
01:01:14.155 --> 01:01:18.155
เห็นไหมคะ ก็เขียนข้อผิดพลาดไม่ได้

920
01:01:18.155 --> 01:01:22.155
ถึงได้บอกว่า เราจะ

921
01:01:22.156 --> 01:01:26.156
วิชาเราถึงต้องเป็นวิชาปฏิบัติ

922
01:01:26.159 --> 01:01:30.159
มันเขียนด้วยมือไม่ได้ การเขียน

923
01:01:30.160 --> 01:01:34.160
ด้วยมือน่ะ คือ เขียนตอนไปสอบ

924
01:01:34.161 --> 01:01:38.161
เป็นความรู้ ความจำแล้วอันนั้นน่ะ

925
01:01:38.162 --> 01:01:42.162
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันต้อง

926
01:01:42.163 --> 01:01:46.163
เขียนด้วยคอมพิวเตอร์นะคะ เราต้องมาดูว่าเรามี

927
01:01:46.164 --> 01:01:50.164
เครื่องไม้เครื่องมืออะไร เรามีอะไร

928
01:01:50.165 --> 01:01:54.165
วางแผนว่าถ้าไม่มีจะทำอย่างไรนะคะ

929
01:01:54.168 --> 01:01:58.168
จะใช้อะไรมาช่วยหรือต้องอะไรมาเพิ่ม

930
01:01:58.168 --> 01:02:02.168
ในการวางแผนนะคะ

931
01:02:02.170 --> 01:02:06.170
เสร็จแล้วิเคราะห์ปัญหา

932
01:02:06.172 --> 01:02:10.172
วิเคราะห์ตามอะไร เห็นไหม วิเคราะห์

933
01:02:10.174 --> 01:02:14.170
ตามการทำงานของคอมพิวเตอร์เลย

934
01:02:14.179 --> 01:02:18.171
สิ่งที่เราต้องการ Input

935
01:02:18.182 --> 01:02:22.173
cation หรือการระบุข้อมูลเข้า

936
01:02:22.184 --> 01:02:26.171
ต้องวิเคราะห์ให้เหมือนว่า

937
01:02:26.185 --> 01:02:30.172
เหมือนเราต้องคิดว่าตอนนี้ถ้าเราเป็นคอมพิวเตอร์นี่

938
01:02:30.187 --> 01:02:34.172
สิ่งที่คอมพิวเตอร์รับ

939
01:02:34.187 --> 01:02:38.180
เข้าไปได้มีอะไรบ้าง จะป้อนอะไรเข้าไปในคอมพิวเตอร์บ้าง

940
01:02:38.188 --> 01:02:42.172
เห็นไหมคะ นั่นก็คือวิเคราะห์

941
01:02:42.191 --> 01:02:46.184
ส่วนของการระบุเข้า จะป้อนอะไรเข้าไปให้มัน

942
01:02:46.193 --> 01:02:50.175

943
01:02:50.195 --> 01:02:54.173
ทีนี้เมื่อมองสิ่งที่ป้อนเข้าไป

944
01:02:54.198 --> 01:02:58.176
ต้องมามองสิ่งที่ออกมา ก็คือเมื่อมองข้อมูลนี้

945
01:02:58.198 --> 01:03:02.175
อยากได้อะไรออกมาเห็นไหมคะ การระบุข้อมูลออก

946
01:03:02.205 --> 01:03:06.175
ออก Input Ex... catio

947
01:03:06.207 --> 01:03:10.173
ก็คือต้องดูจากอะไร ต้องดูจาก

948
01:03:10.209 --> 01:03:14.178
สิ่งที่นำเข้า เอาอะไรเข้าไป

949
01:03:14.216 --> 01:03:18.173
แล้วก็มาดูที่ผลลัพธ์ที่เราอยากให้คอมพิวเตอร์แสดง

950
01:03:18.217 --> 01:03:22.174
แสดงผลออกมานะคะ เราอยากให้คอมพิวเตอร์

951
01:03:22.218 --> 01:03:26.173
แสดงอะไรออกมาเห็นไหมคะ นั่นก็คือ

952
01:03:26.219 --> 01:03:30.173
ต้องมาวิเคราะห์แล้วว่าอยากให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรได้ แสดงอะไรได้

953
01:03:30.220 --> 01:03:34.175
นะคะ ก็จะเป็นส่วนของ Output

954
01:03:34.221 --> 01:03:38.182
นะคะ และเมื่อรู้ว่าป้อนอะไรเข้าไป

955
01:03:38.222 --> 01:03:42.174
เข้าไปผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ทีนี้มาดู

956
01:03:42.223 --> 01:03:46.178
การประมวลผลนะคะ เราจะต้องมากำหนด

957
01:03:46.228 --> 01:03:50.178
มันจะต้องประมวลผลอย่างไร ก็คือ

958
01:03:50.229 --> 01:03:54.175
กำหนดวิธีการให้เครื่องมันดำเนินผล

959
01:03:54.230 --> 01:03:58.175
กำหนดให้เครื่องมันคิด เห็นไหมคะ คอมพิวเตอร์มันคิดเองไม่ได้

960
01:03:58.231 --> 01:04:02.175
นะคะ ทำเองไม่ได้ เราต้องสั่งเขา

961
01:04:02.232 --> 01:04:06.185
เพราะฉะนั้น

962
01:04:06.235 --> 01:04:10.175
เราจะสั่งเขาได้ เราต้องเข้าใจการทำงานของคอมพิวเตอร์ก่อน

963
01:04:10.237 --> 01:04:14.177
นะคะ เพราะฉะนั้น องค์ประกอบ

964
01:04:14.238 --> 01:04:18.175
ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

965
01:04:18.255 --> 01:04:22.178
ได้มีอยู่แค่ 3 ส่วนก็คือ Input

966
01:04:22.256 --> 01:04:26.187
Output แล้วก็ Process

967
01:04:26.257 --> 01:04:30.182
เห็นไหมคะ จะย้ำเสมอ ให้ท่องเลย

968
01:04:30.258 --> 01:04:34.176
จะทำงานเมื่อมี Input เข้ามา เสร็จแล้ว

969
01:04:34.259 --> 01:04:38.177
ทำอะไร เสร็จแล้วเมื่อรับ Input เข้ามาคอมพิวเตอร์

970
01:04:38.260 --> 01:04:42.177
ทำการประมวลผล ก็คือ Process Process เพื่ออะไร

971
01:04:42.260 --> 01:04:46.177
เพื่อแสดงผล ก็คือ Output เห็นไหมคะ Input

972
01:04:46.261 --> 01:04:50.177
Process แล้วก็ Output ออกมา

973
01:04:50.262 --> 01:04:54.187
จะต้องดูจาก Input Output

974
01:04:54.263 --> 01:04:58.177
แล้วก็ Process การวิเคราะห์จะดูอีก

975
01:04:58.264 --> 01:05:02.177
มุมหนึ่งนะคะ แต่การทำงานของคอมพิวเตอร์จะเรียงตามขั้น

976
01:05:02.266 --> 01:05:06.180
ก็คือป้อนข้อมูลเข้าไป ประมวลผล

977
01:05:06.268 --> 01:05:10.177
แล้วก็แสดงผล ก็คือ Input, Output แล้วก็ Process

978
01:05:10.280 --> 01:05:14.178
แต่ในขั้นตอนการวิเคราะห์นี่เราจะต้อง

979
01:05:14.281 --> 01:05:18.186
เริ่มจาก Input Output แล้วก็ Process

980
01:05:18.283 --> 01:05:22.178
นะคะ ต่างกัน อย่าจำสับสนนะคะ

981
01:05:22.284 --> 01:05:26.179
ทีนี้เมื่อรู้แล้ว

982
01:05:26.285 --> 01:05:30.179
เห็นไหมคะ เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้ว เราก็มาออกแบบ

983
01:05:30.286 --> 01:05:34.185
ตัวนี้ล่ะค่ะ ที่จะเป็นหลัก

984
01:05:34.287 --> 01:05:38.178
ในการจะเขียนโปรแกรมได้นี่ ไม่ใช่

985
01:05:38.289 --> 01:05:42.179
พอวิเคราะห์เสร็จไปนั่งคีย์ เขียนโปรแกรมนะคะ

986
01:05:42.290 --> 01:05:46.180
มาทำการออกแบบให้มันเสียก่อน

987
01:05:46.291 --> 01:05:50.181
ออกแบบไม่ใช่ออกแบบให้มัน ออกแบบให้คนนี่ล่ะ

988
01:05:50.295 --> 01:05:54.184
ออกแบบให้สมนุษย์นี่นะคะ เพราะอะไร เพราะ

989
01:05:54.300 --> 01:05:58.186
เราจะต้องหลักการ

990
01:05:58.300 --> 01:06:02.180
ออกแบบในสคอมพิวเตอร์นี่ ในภาษาคอมพิวเตอร์

991
01:06:02.308 --> 01:06:06.180
เราจะใช้คำว่า "Algorithm"

992
01:06:06.310 --> 01:06:10.180
เด็ก ๆ จะต้องจำคำนี้นะคะ

993
01:06:10.311 --> 01:06:14.180
เพราะคำนี้ ถ้าถามถึง อัลกอริธึม เมื่อถามถึง

994
01:06:14.311 --> 01:06:18.186
เด็ก ๆ จะต้องเข้าใจให้ได้ก่อน

995
01:06:18.317 --> 01:06:22.181
นะคะ ทีนี้ อัลกอริทึม

996
01:06:22.317 --> 01:06:26.180
ที่เราจะเรียนนี่

997
01:06:26.318 --> 01:06:30.180
วิธีทำจะมีอยู่ 3 ลักษณะก็คือ

998
01:06:30.320 --> 01:06:34.180
อัลกอริทึมแบบที่ 1 เป็นการบรรยายา

999
01:06:34.320 --> 01:06:38.184
นะคะ Manative Description ก็คือ

1000
01:06:38.321 --> 01:06:42.181
ใช้คำพูด ใช้วิธีการบรรยายออกมาเป็นตัวอักษร

1001
01:06:42.324 --> 01:06:46.181
เด็ก ๆ จะต้องเขียนออกมา

1002
01:06:46.325 --> 01:06:50.181
เขียนอัลกอริทึมออกมา

1003
01:06:50.327 --> 01:06:54.181
เขียน เขียนแบบไหน เขียนบรรยาย

1004
01:06:54.328 --> 01:06:58.181
เห็นไหมคะ นั่นก็คืออัลกอริธึมแบบบรรยายนะคะ

1005
01:06:58.329 --> 01:07:02.182
ทีนี้มาดูอัลกอริทึมแบบต่อไป

1006
01:07:02.339 --> 01:07:06.184
แบบเป็นผังลำดับงาน หรือเป็น

1007
01:07:06.345 --> 01:07:10.181
Flowchart ก่อนจะเรียน

1008
01:07:10.348 --> 01:07:14.182
ได้ให้ไปค้นคำนี้มาแล้วใช่ไหมคะ

1009
01:07:14.350 --> 01:07:18.194
อัลกอริทึม โฟร์ชาร์ท

1010
01:07:18.352 --> 01:07:22.181
อันดับสุดท้าย หรือ รหัสจำลอง

1011
01:07:22.352 --> 01:07:26.182
มันจะอ่านว่าซูโด้โค้ด

1012
01:07:26.356 --> 01:07:30.182
มาดูในส่วนของ Flowchart

1013
01:07:30.362 --> 01:07:34.185
ตัวนี้เราจะใช้วิธี

1014
01:07:34.365 --> 01:07:38.182
เขียนเป็นรูปภาพแสดงขั้นตอน

1015
01:07:38.366 --> 01:07:42.183
นะคะ ก็คือเราจะต้องทำรูปภาพ

1016
01:07:42.368 --> 01:07:46.189
ที่แสดงให้เห็นขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม

1017
01:07:46.369 --> 01:07:50.183
หรือการแก้ปัญหาของโปรแกรมนั่นเองนะคะ

1018
01:07:50.372 --> 01:07:54.183
และตัวต่อมา ซูโด้โค้ด

1019
01:07:54.373 --> 01:07:58.189
ซูโด้โค้ดตัวนี้

1020
01:07:58.374 --> 01:08:02.183
จะเป็นตัวเริ่มต้นของการเขียนโปรแกรม

1021
01:08:02.380 --> 01:08:06.185
นะคะ จะเป็นคำข้อความนี่

1022
01:08:06.381 --> 01:08:10.183
นี่ที่แสดง

1023
01:08:10.382 --> 01:08:14.184
เขียนแสดงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมนั่นเอง

1024
01:08:14.383 --> 01:08:18.183
สามารถเขียนได้เป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ

1025
01:08:18.384 --> 01:08:22.183
แต่แม่จะสอนให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

1026
01:08:22.385 --> 01:08:26.187
ภาษาอังกฤษแล้วมันจะต่อเนื่องไปถึงการเขียนโปรแกรม

1027
01:08:26.386 --> 01:08:30.184
จะได้จำง่ายแล้วก็ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยในตัว

1028
01:08:30.387 --> 01:08:34.186
สิ่งที่เด็ก ๆ จะต้องใช้

1029
01:08:34.388 --> 01:08:38.184
เพิ่มนะคะ ก็คือ

1030
01:08:38.390 --> 01:08:42.189
ต้องหัดใช้ Google แปล

1031
01:08:42.392 --> 01:08:46.186
ให้คล่อง เวลาเราเรียนนี่เปิดไว้เลย

1032
01:08:46.393 --> 01:08:50.187
Google แปลภาษา เพราะเราจะต้อง

1033
01:08:50.394 --> 01:08:54.184
เอาคำศัพท์คอมพิวเตอร์นี่มาใช้

1034
01:08:54.395 --> 01:08:58.184
คำศัพท์มันก็จะต้องเป็นภาษาอังกฤษนะคะ

1035
01:08:58.397 --> 01:09:02.187
ตั้งชื่อตัวแปรนี่ คอมพิวเตอร์

1036
01:09:02.400 --> 01:09:06.185
มันจะไม่รู้จักการสั่งงานที่เป็นภาษาไทยนะ

1037
01:09:06.401 --> 01:09:10.185
คอมพิวเตอร์จะทำงานผ่านภาษาอังกฤษเท่านั้น

1038
01:09:10.402 --> 01:09:14.185
นะคะ เพราะฉะนั้น เราจะต้อง

1039
01:09:14.403 --> 01:09:18.185
หมั่นใช้โปรแกรม Google แปลให้คล่อง ๆ

1040
01:09:18.404 --> 01:09:22.185
พิมพ์ให้ไว ๆ สิ่งที่อยากให้เด็ก ๆ

1041
01:09:22.407 --> 01:09:26.185
เรียนเพิ่ม ฝึกหัดเพิ่มเติมก็คือ

1042
01:09:26.409 --> 01:09:30.185
นะคะ พิมพ์คอมพิวเตอร์น่ะค่ะ

1043
01:09:30.410 --> 01:09:34.185
น่ะค่ะ เพื่อให้พิมพ์เร็ว เพราะเวลาเขียน

1044
01:09:34.411 --> 01:09:38.186
เวลาเรา Coding น่ะค่ะ เราจะได้ตามกันทันนะคะ

1045
01:09:38.412 --> 01:09:42.186
เมื่อกี้อธิบาย

1046
01:09:42.413 --> 01:09:46.186
ถึงรูปแบบของอัลกอริทึมที่เราจะทำกันไปแล้วนะคะ ทีนี้

1047
01:09:46.417 --> 01:09:50.186
ลองมาดูความหมายของอัลกอริทึม

1048
01:09:50.417 --> 01:09:54.188
อีกทีหนึ่งนะคะ อัลกอริธึม

1049
01:09:54.418 --> 01:09:58.186
มันก็คือการอธิบาย อธิบายการทำงานขอโปรแกรม

1050
01:09:58.419 --> 01:10:02.186
โดยต้องอธิบายให้เป็นขั้นตอน

1051
01:10:02.421 --> 01:10:06.186
นะคะ คอมพิวเตอร์มันจะทำงานเป็นขั้นเป็นตอน

1052
01:10:06.422 --> 01:10:10.187
เท่านั้นนะคะ มันจะไม่เหมือนคนน่ะ

1053
01:10:10.423 --> 01:10:14.189
คนนี่เวลาเขียนอัลกอริทึม สมมติ

1054
01:10:14.424 --> 01:10:18.187
นะคะ สมมติอยากให้เด็ก ๆ

1055
01:10:18.425 --> 01:10:22.187
เมื่อเช้า เมื่อเช้าเดชาพล

1056
01:10:22.426 --> 01:10:26.188
เรามี Case Study

1057
01:10:26.428 --> 01:10:30.187
เพราะจากการกินข้าวเช้าเมื่อเช้า

1058
01:10:30.429 --> 01:10:34.187
มาม่าเกาหลีต้มหรืออย่างไรคะลูก

1059
01:10:34.431 --> 01:10:38.187
(นักศึกษาชาย) เป็นแบบ... (อาจารย์) สำเร็จ

1060
01:10:38.432 --> 01:10:42.187
(นักศึกษาชาย) ต้มครับ เป็นซองครับ (อาจารย์)

1061
01:10:42.433 --> 01:10:46.187
สมมติ สมมตินะคะ

1062
01:10:46.434 --> 01:10:50.188
ตอนนี้จะให้เดชาพล ไม่ให้เขียนแต่จะให้ใช้วิธีการ

1063
01:10:50.435 --> 01:10:54.188
อธิบายการทำมาม่าเกาหลีของเดชาพล

1064
01:10:54.441 --> 01:10:58.192
(นักศึกษาชาย) ก็คือ (อาจารย์) อธิบายให้เพื่อนฟังสิ

1065
01:10:58.442 --> 01:11:02.188
(นักศึกษาชาย) ขั้นแรกก็คือต้มน้ำ

1066
01:11:02.453 --> 01:11:06.188
ก่อนครับ (อาจารย์) ต้อมน้ำก่อน (นักศึกษาชาย) แล้วก็มีวิธีแบบเร็

1067
01:11:06.459 --> 01:11:10.188
กาแบบเร็วอยู่ครับ ก็ต้ม

1068
01:11:10.461 --> 01:11:14.188
พอน้ำเดือด แล้วก็ฉีกซองครับ แล้วก็

1069
01:11:14.463 --> 01:11:18.188
เอาเส้นมันใส่เข้าไปในถ้วยที่เราเตรียมไว้

1070
01:11:18.465 --> 01:11:22.194
จากนั้นก็เอาน้ำร้อนที่เดือดเมื่อกี้น่ะครับ

1071
01:11:22.465 --> 01:11:26.188
ใส่เข้าไปแล้วก็เอาฝาปิดถ้วยครับ แล้วก็

1072
01:11:26.471 --> 01:11:30.188
รอให้เส้นมันสุกครับ ให้เส้น

1073
01:11:30.473 --> 01:11:34.188
มันพร้อมที่จะกินได้แล้ว

1074
01:11:34.474 --> 01:11:38.189
ไปเทน้ำออกแล้วก็ใส่เครื่องปรุงครับ

1075
01:11:38.475 --> 01:11:42.190
แล้วก็

1076
01:11:42.479 --> 01:11:46.188
ถึงขั้นตอนการกินแล้วครับ (อาจารย์) ถึงขั้นตอนการกินแล้วครับ

1077
01:11:46.492 --> 01:11:50.188
นี่คือวิธีของเดชาพลนะ เดี๋ยว

1078
01:11:50.494 --> 01:11:54.189
แม่จะลองถามเพื่อนคนอื่น เอาใครดี

1079
01:11:54.494 --> 01:11:58.189
ลองให้เด็กหูบ้าง พี่แฝด ๆ

1080
01:11:58.499 --> 01:12:02.189
พี่แฝด แฝดนะ

1081
01:12:02.499 --> 01:12:06.193
ถามแฝดนะ ถ้าจะต้มมาม่า

1082
01:12:06.499 --> 01:12:10.190
แฝดนะครับ ถ้าจะต้มมาม่า

1083
01:12:10.500 --> 01:12:14.189
แฝดจะทำอย่างไร ต้มมาม่าเป็นไหม

1084
01:12:14.502 --> 01:12:18.190

1085
01:12:18.509 --> 01:12:22.189

1086
01:12:22.511 --> 01:12:26.189

1087
01:12:26.513 --> 01:12:30.190

1088
01:12:30.514 --> 01:12:34.191
ที่นี้เราไม่ได้ยินเสียงล่ามนะ

1089
01:12:34.515 --> 01:12:38.190
(ล่าม) ขอโทษทีค่ะ ลืมเปิด Mute ค่ะ

1090
01:12:38.519 --> 01:12:42.195

1091
01:12:42.520 --> 01:12:46.190
ไม่เป็นอะไร (ล่าม) ก็ทำบ่อยอยู่ครับ

1092
01:12:46.530 --> 01:12:50.190
(อาจารย์) อย่างนั้นแฝดลองอธิบายการต้มมาม่าของแฝดให้ฟังหน่อย

1093
01:12:50.536 --> 01:12:54.191
บอกขั้นตอน

1094
01:12:54.537 --> 01:12:58.190
บอกขั้นตอนการต้มมาม่า

1095
01:12:58.538 --> 01:13:02.190
อันดับแรกทำอะไรก่อน

1096
01:13:02.539 --> 01:13:06.190

1097
01:13:06.541 --> 01:13:10.191

1098
01:13:10.543 --> 01:13:14.190
(ล่าม) ไม่ใช่ ๆ

1099
01:13:14.544 --> 01:13:18.190
ไม่ใช่ เขา...

1100
01:13:18.545 --> 01:13:22.191

1101
01:13:22.547 --> 01:13:26.190
มาม่ารู้ไหม (อาจารย์) ลองสิ

1102
01:13:26.550 --> 01:13:30.199
ต้ม ทำแบบไหน

1103
01:13:30.551 --> 01:13:34.191
ขั้นตอนทำแบบไหน

1104
01:13:34.554 --> 01:13:38.191
(ล่าม) มาม่านะครับ แล้วก็

1105
01:13:38.555 --> 01:13:42.192
กดน้ำร้อน แล้วก็รอ แล้วก็คน

1106
01:13:42.556 --> 01:13:46.191
แล้วก็พักเอาไว้ครับ

1107
01:13:46.559 --> 01:13:50.192
แล้วก็หมดครับ (อาจารย์) โอ.เค.

1108
01:13:50.560 --> 01:13:54.191
เห็นไหม ของเดชาพล ก็คือ

1109
01:13:54.561 --> 01:13:58.191
ต้มน้ำก่อนนะ ขั้นตอนเวลาบอก

1110
01:13:58.563 --> 01:14:02.195
แต่แฝดบอกว่ากดน้ำร้อนเลย

1111
01:14:02.564 --> 01:14:06.195
ข้ามขั้นตอนหนึ่งไป ก็คือแฝดจะไม่ได้บอกต้มน้ำ

1112
01:14:06.569 --> 01:14:10.208
เห็นไหมคะ อัลกอริธึมนี่จะเป็นการบอก

1113
01:14:10.571 --> 01:14:14.192
การทำงานนั่นเองเห็นไหมคะ ซึ่ง

1114
01:14:14.582 --> 01:14:18.192
ซึ่งในความเป็นจริงนี่ถ้าไม่บอกเหมือนแฝดข้ามขั้นตอนการต้มน้ำร้อย

1115
01:14:18.583 --> 01:14:22.192
เหมือนแฝดน่ะข้ามขั้นตอนการต้มน้ำร้อน แต่ละ

1116
01:14:22.584 --> 01:14:26.192
ไว้ในฐานที่เข้าใจ ก็คือเขามีน้ำร้อนอยู่แล้ว

1117
01:14:26.585 --> 01:14:30.192
เขาก็เลยข้ามขั้นตอนนี้ ให้นึกถึงคอมพิวเตอร์

1118
01:14:30.586 --> 01:14:34.192
อยู่ดี ๆ นึกออกนะ น้ำมันไม่ร้อนแล้วเราจะต

1119
01:14:34.588 --> 01:14:38.194
เราจะต้มมาม่าได้ไหม ไม่ได้

1120
01:14:38.589 --> 01:14:42.196
ใช่ไหมคะ ก็คืออัลกอริธึมนี่ จะเป็นการบอกขั้นตอน ก็คือ

1121
01:14:42.590 --> 01:14:46.192
มันจะต้องทำอย่างไรให้เราได้กินมาม่า

1122
01:14:46.592 --> 01:14:50.192
ก็คือบอกขั้นตอนว่า... แต่ไม่

1123
01:14:50.593 --> 01:14:54.192
ไม่ใช่วิธีการกินดิบนึกออกนะ

1124
01:14:54.594 --> 01:14:58.193
กิน ใช่ไหมคะ คือ ถ้ากินดิบ ก็คือเปิดซอง

1125
01:14:58.594 --> 01:15:02.213
แกะมาม่ากิน แต่อันนี้

1126
01:15:02.609 --> 01:15:06.194
เราอยากรู้ว่าถ้าเราจะกินต้มมาม่า

1127
01:15:06.611 --> 01:15:10.192
ขอลองอีกคนหนึ่ง

1128
01:15:10.611 --> 01:15:14.193
วาริศาสิ เห็นพี่เขาไหม

1129
01:15:14.612 --> 01:15:18.197

1130
01:15:18.628 --> 01:15:22.193
เอาเป็น... ไม่เอาต้มมาม่าแล้ว

1131
01:15:22.629 --> 01:15:26.196
ไข่เจียว ทำไข่เจียวสิ

1132
01:15:26.630 --> 01:15:30.193
เคยทำไข่เจียงไหม วาริศา

1133
01:15:30.632 --> 01:15:34.193
(ล่าม) มีค่ะ เคยทำค่ะ (อาจารย์)

1134
01:15:34.643 --> 01:15:38.196
ไหนลองบอกสิ ถ้าวาริษาทำไข่เจียว ทำอย่างไร

1135
01:15:38.646 --> 01:15:42.199

1136
01:15:42.648 --> 01:15:46.195
สัญญาณกล้องวาริศาไม่ค่อย... (ล่าม)

1137
01:15:46.652 --> 01:15:50.193
แล้วก็จะใช้ซ้อม เหยาะซีอิ้ว

1138
01:15:50.653 --> 01:15:54.199
แล้วก็คนอนะคะ ตีให้ผสมกันค่ะ แล้วก็

1139
01:15:54.654 --> 01:15:58.194
ตั้งกระทะนะคะ ร้อนแล้วก็เทน้ำมันลงไปค่ะ

1140
01:15:58.655 --> 01:16:02.194
แล้วก็เทไข่ที่เมื่อกี้ผสมนะคะ

1141
01:16:02.656 --> 01:16:06.194
แล้วก็ ขอโทษนะ ภาษามือ

1142
01:16:06.658 --> 01:16:10.196
(อาจารย์) สัญญาณ

1143
01:16:10.659 --> 01:16:14.194
ไม่ค่อยชัด

1144
01:16:14.661 --> 01:16:18.193
กล้องมันไหว

1145
01:16:18.661 --> 01:16:22.194

1146
01:16:22.663 --> 01:16:26.194
ก็จะมีการตอกไข่ค่ะ

1147
01:16:26.668 --> 01:16:30.194
ลงในถ้วยนะคะ แล้วก็ใส่น้ำปลา

1148
01:16:30.670 --> 01:16:34.194
ค่ะ แล้วก็ใส่เครื่องปรุง

1149
01:16:34.671 --> 01:16:38.194
ต่าง ๆ แล้วก็ใช้ซ้อมคน ซ้อม

1150
01:16:38.672 --> 01:16:42.197
ตีไข่น่ะค่ะ จากนั้นก็นำกระทะลงบนเตา

1151
01:16:42.677 --> 01:16:46.194
แล้วก็รอให้กระทะเดือดนะคะ แล้วก็ใส่ไข่ เสร็จ

1152
01:16:46.678 --> 01:16:50.195
แล้วก็เราก็จะโปะใส่ข้าวค่ะ

1153
01:16:50.679 --> 01:16:54.202
แล้วก็จะเปาะใส่ข้าว (อาจารย์) เสร็จแล้ว

1154
01:16:54.681 --> 01:16:58.194
ขนาดนี้อธิบายละเอียดนะคะ

1155
01:16:58.685 --> 01:17:02.194
เพราะบอกตั้งแต่ตีไข่ยันกระทั่งใส่เครื่องปรุง

1156
01:17:02.684 --> 01:17:06.195
ใช้ส้อมด้วย ใช้ส้อมตีนะคะ

1157
01:17:06.686 --> 01:17:10.195
เดี๋ยวลองภากรณ์บ้าง

1158
01:17:10.688 --> 01:17:14.194
เคยตีไข่ใหม่ เดี๋ยวลองเปรียบเทียบเทียบ

1159
01:17:14.691 --> 01:17:18.195
ภากรได้ยินไหมครับ (ล่าม) คนหูหนวก

1160
01:17:18.695 --> 01:17:22.195
หรือคนหู... (อาจารย์) หูหนวก เสื้อสีเทา (อาจารย์)

1161
01:17:22.697 --> 01:17:26.200
สักครู่นะคะ เดี๋ยวล่ามขอตรึงแป๊บนะคะ

1162
01:17:26.698 --> 01:17:30.195

1163
01:17:30.715 --> 01:17:34.196
ภากรหูตึงน่ะ

1164
01:17:34.719 --> 01:17:38.195
(ล่าม) ค่ะ (อาจารย์)

1165
01:17:38.722 --> 01:17:42.195
เคยทำไข่เจียวไหม

1166
01:17:42.724 --> 01:17:46.195
(ล่าม) ก็ทำครับ แต่ส่วนใหญ่จะ

1167
01:17:46.725 --> 01:17:50.195
ใส่น้ำปลาครับ

1168
01:17:50.726 --> 01:17:54.196

1169
01:17:54.727 --> 01:17:58.196
ให้มันเค็ม

1170
01:17:58.728 --> 01:18:02.196
ดูก่อน ๆ ใจเย็น

1171
01:18:02.729 --> 01:18:06.196
ใจเย็น ๆ เดี๋ยว ๆ (อาจารย์)

1172
01:18:06.730 --> 01:18:10.196
มืออย่างไว (ล่าม) เดี๋ยว ๆ (อาจารย์)

1173
01:18:10.731 --> 01:18:14.196
ช้า ๆ หน่อยลูก

1174
01:18:14.733 --> 01:18:18.197
(อาจารย์) ช้า ๆ

1175
01:18:18.734 --> 01:18:22.196
อย่าให้แบบ

1176
01:18:22.735 --> 01:18:26.196
ใจเย็น ๆ เดี๋ยว

1177
01:18:26.736 --> 01:18:30.196
เราจะล่ามพูดด้วย เริ่ม

1178
01:18:30.737 --> 01:18:34.196
ไข่เจียวทำแบบไหน

1179
01:18:34.748 --> 01:18:38.196

1180
01:18:38.751 --> 01:18:42.196
วิธีไข่เจียวของคุณน่ะ

1181
01:18:42.752 --> 01:18:46.196
ภาษามือ อือ ครับ

1182
01:18:46.755 --> 01:18:50.196
ก็จะรอให้น้ำมันร้อน

1183
01:18:50.757 --> 01:18:54.197
ไข่เจียวนะ

1184
01:18:54.758 --> 01:18:58.213
มีหรือ เกี่ยวแบบไหน

1185
01:18:58.760 --> 01:19:02.197
อ๋อ มีใส่หมูสับ (อาจารย์) มีใส่หมูสับด้วย

1186
01:19:02.761 --> 01:19:06.197
มีหมูสับด้วยนะ

1187
01:19:06.762 --> 01:19:10.198
เอาใหม่

1188
01:19:10.763 --> 01:19:14.198

1189
01:19:14.764 --> 01:19:18.197
อธิบายใหม่

1190
01:19:18.768 --> 01:19:22.197

1191
01:19:22.770 --> 01:19:26.197
(อาจารย์) ทำใหม่ ๆ ทำช้า ๆ

1192
01:19:26.771 --> 01:19:30.197
แม่จะได้ดูด้วย

1193
01:19:30.775 --> 01:19:34.200
ภากรณ์นี่ก็

1194
01:19:34.776 --> 01:19:38.197
(อาจารย์) น้ำปลาไหมชิม

1195
01:19:38.778 --> 01:19:42.199
(ล่าม) น้ำปลาหรือ ครับ น้ำปลา

1196
01:19:42.781 --> 01:19:46.197
นะครับ (อาจารย์) ใส่น้ำปลา (ล่าม)

1197
01:19:46.791 --> 01:19:50.204
แล้วอย่างไรต่อ

1198
01:19:50.792 --> 01:19:54.198
แล้วก็น้ำมัน

1199
01:19:54.794 --> 01:19:58.197
รอให้มันร้อน

1200
01:19:58.795 --> 01:20:02.197
(อาจารย์) ต่อครับต่อ ทำต่อ

1201
01:20:02.806 --> 01:20:06.197
อะไรเอ่ย

1202
01:20:06.812 --> 01:20:10.198

1203
01:20:10.812 --> 01:20:14.200
เย็น

1204
01:20:14.814 --> 01:20:18.198
รอให้มันร้อนใช่ไหม

1205
01:20:18.816 --> 01:20:22.198
น้ำมัน อือ แล้ว

1206
01:20:22.820 --> 01:20:26.198
ต่อไหน

1207
01:20:26.821 --> 01:20:30.198

1208
01:20:30.823 --> 01:20:34.198
แดง

1209
01:20:34.824 --> 01:20:38.199
เป็นจุด ๆ

1210
01:20:38.827 --> 01:20:42.198
มะเขือหรือ

1211
01:20:42.829 --> 01:20:46.198
มะเขือเทศหรือแครอท (

1212
01:20:46.830 --> 01:20:50.209
สีแดง (ล่าม) ส้ม ๆ หรือแดง ๆ

1213
01:20:50.831 --> 01:20:54.198
แดง ๆ เป็นจุด ๆ

1214
01:20:54.833 --> 01:20:58.198
(อาจารย์) พริกหรือเปล่า (ล่าม) เห็นหรือเปล่า

1215
01:20:58.842 --> 01:21:02.198
ใส่พริกหรือ

1216
01:21:02.843 --> 01:21:06.201

1217
01:21:06.845 --> 01:21:10.198
เออเว้ย อันนี้เหมือนจะไม่ค่อยได้ภาษามือค่ะ

1218
01:21:10.846 --> 01:21:14.198
ภากรเรียน

1219
01:21:14.847 --> 01:21:18.201
ที่ไหนนะ น้อง

1220
01:21:18.848 --> 01:21:22.199
เรียนโรงเรียนอะไร

1221
01:21:22.849 --> 01:21:26.199
เมื่อก่อนเรียนไหน

1222
01:21:26.850 --> 01:21:30.199
โรงเรียนไม่มีเลยหรือ

1223
01:21:30.851 --> 01:21:34.213
(อาจารย์) ไม่มีอย่างไร

1224
01:21:34.853 --> 01:21:38.200
จบ ม.6 อยู่ (ล่าม) ม.6

1225
01:21:38.854 --> 01:21:42.199
เรียนที่ไหน

1226
01:21:42.856 --> 01:21:46.199
หูตึง

1227
01:21:46.857 --> 01:21:50.199
ถาม ใช่

1228
01:21:50.860 --> 01:21:54.199
ถาม

1229
01:21:54.861 --> 01:21:58.199
โรงเรียนเมื่อก่อน เรียนที่ไหน

1230
01:21:58.862 --> 01:22:02.200

1231
01:22:02.864 --> 01:22:06.199

1232
01:22:06.865 --> 01:22:10.200
ก็ยังตอบน้ำปลาอยู่ เดี๋ยวก่อน (อาจารย์)

1233
01:22:10.866 --> 01:22:14.199
ไม่เข้าใจคำถามเราแน่เลย

1234
01:22:14.881 --> 01:22:18.199
เกิดอุดรหรือ

1235
01:22:18.882 --> 01:22:22.199
นี่... (ล่าม) เมื่อก่อนเรียนที่ไหน

1236
01:22:22.883 --> 01:22:26.199
ที่ไหน

1237
01:22:26.886 --> 01:22:30.200
เขาทำ ก. ไก่ ส.

1238
01:22:30.887 --> 01:22:34.200
กศ

1239
01:22:34.889 --> 01:22:38.200
เขาทำ ก. ไก่

1240
01:22:38.890 --> 01:22:42.199
โรงเรียนหูหนวกเปล่า

1241
01:22:42.897 --> 01:22:46.200
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย

1242
01:22:46.898 --> 01:22:50.200
อส. อก.

1243
01:22:50.899 --> 01:22:54.202
มหาลัยถามเมื่อก่อน

1244
01:22:54.900 --> 01:22:58.201
ถามเมื่อก่อน เมื่อก่อน ที่ไหนน่ะ

1245
01:22:58.904 --> 01:23:02.200
อ.ด. ใช่ไหม

1246
01:23:02.905 --> 01:23:06.204
ใช่ไหม เมื่อก่อนเรียนที่ไหน

1247
01:23:06.912 --> 01:23:10.203

1248
01:23:10.913 --> 01:23:14.200
สก.

1249
01:23:14.915 --> 01:23:18.204
เขาทำ สก. แล้วเขาทำมหาวิทยาลัย อ๋อ โสตฯ นนฯ

1250
01:23:18.916 --> 01:23:22.212

1251
01:23:22.920 --> 01:23:26.203
อโศกนนท์ นนท์ใช่ไหม

1252
01:23:26.921 --> 01:23:30.200
(อาจารย์) โสตนนฯ (ล่าม) โสต

1253
01:23:30.922 --> 01:23:34.205
นนทบุรีใช่หรือเปล่า

1254
01:23:34.923 --> 01:23:38.210
(อาจารย์) อยู่นนทบุรีหรือ

1255
01:23:38.926 --> 01:23:42.201
โรงเรียนเมื่อก่อนเรียนไหน

1256
01:23:42.927 --> 01:23:46.203
พิมพ์ได้ไหม พิมพ์

1257
01:23:46.928 --> 01:23:50.201

1258
01:23:50.931 --> 01:23:54.201

1259
01:23:54.934 --> 01:23:58.202
มีพิมพ์น่ะ พิมพ์อันนี้

1260
01:23:58.940 --> 01:24:02.212
ในนี้ ทำไมอันนี้ดูไม่ค่อยเข้าใจมือ

1261
01:24:02.941 --> 01:24:06.201
ใช่ค่ะ (อาจารย์) เพื่อนเจ้าแฝด

1262
01:24:06.942 --> 01:24:10.201
นะนี่ (ล่าม) เดี๋ยวหนูลองถามแฝด

1263
01:24:10.943 --> 01:24:14.203
แปีบนะคะ

1264
01:24:14.944 --> 01:24:18.202
แฝด ๆ ถามหน่อย

1265
01:24:18.945 --> 01:24:22.213
เพื่อนหูตึงชื่อไหน อันนี้ค่ะ

1266
01:24:22.946 --> 01:24:26.201
ชื่อภาษามืออันนี้ค่ะ

1267
01:24:26.947 --> 01:24:30.201
(อาจารย์) ภากร (ล่าม) เขาบอกเขาได้ภาษามือ

1268
01:24:30.948 --> 01:24:34.209
น้อยน่ะครับ ภากรณ์เขาบอกแบบนั้น

1269
01:24:34.949 --> 01:24:38.202
เขาเรียนที่ไหน เขาบอกภาษามือนิดเดียวใช่ไหม

1270
01:24:38.954 --> 01:24:42.208
เป็นหูตึงใช่หรือเปล่า

1271
01:24:42.955 --> 01:24:46.202
อยู่ที่โรงเรียหูดีครับ

1272
01:24:46.956 --> 01:24:50.202
เมื่อก่อน อยู่คนเดียว เป็นหูหนวกคนเดียว

1273
01:24:50.957 --> 01:24:54.202
แล้วบังเอิญว่าไม่ได้มีการเรียนภาษามือเลยครับ

1274
01:24:54.981 --> 01:24:58.202
จากนั้นสมาคม...

1275
01:24:58.982 --> 01:25:02.201

1276
01:25:02.984 --> 01:25:06.203
(อาจารย์) เห็นไหม เจ้าแฝดตอบเป็นล่ำเป็นสัน

1277
01:25:06.988 --> 01:25:10.204
ใช่ ๆ

1278
01:25:10.988 --> 01:25:14.202
แฝดน่ะ แฝดพามาเรียนนะคนนี้

1279
01:25:14.990 --> 01:25:18.202

1280
01:25:18.991 --> 01:25:22.202

1281
01:25:22.993 --> 01:25:26.204
ก็คือเรียนโรงเรียนหุดีมาก่อน

1282
01:25:26.995 --> 01:25:30.205
โอ.เค. ค่ะ

1283
01:25:30.995 --> 01:25:34.208
เพราะคนนี้แฝดนี่ล่ะ

1284
01:25:34.996 --> 01:25:38.202
ภากรณ์น่ะ แฝดเป็นคนชวนมาเรียน (ล่าม)

1285
01:25:38.998 --> 01:25:42.202
เรียนที่นี่ใช่ไหม ใช่ไหม ๆ

1286
01:25:43.000 --> 01:25:46.202
ใช่ไหม แฝดชวนมา

1287
01:25:47.001 --> 01:25:50.202
ภากร ภากรสมมติภาษามืองงน่

1288
01:25:51.002 --> 01:25:54.204
ถามนะ เป็นห่วง

1289
01:25:55.002 --> 01:25:58.203
(อาจารย์) เดี๋ยวจะคุยกันไม่รู้เรื่อง

1290
01:25:59.003 --> 01:26:02.202
คุยกับแฝด ถามแฝดบ่อย ๆ

1291
01:26:03.004 --> 01:26:06.203

1292
01:26:07.006 --> 01:26:10.204
ฝากหน่อย ภากรณ์ฝากหน่อย

1293
01:26:11.007 --> 01:26:14.203
ภาษามือน้อย (อาจารย์) โอ.เค. ค่ะ ไม่เป็นไร

1294
01:26:15.016 --> 01:26:18.202
เห็นไหมคะ อัลกอริทึมของแต่ละคน

1295
01:26:19.016 --> 01:26:22.206
(ล่าม) เดี๋ยวนะครับ พอดีว่าผมหอพักน่ะ

1296
01:26:23.017 --> 01:26:26.203
อยู่ร่วมกัน กินข้าวร่วมกัน

1297
01:26:27.020 --> 01:26:30.203
เดี๋ยวผมจะช่วยดูให้นะครับ

1298
01:26:31.021 --> 01:26:34.203
โอ.เค.

1299
01:26:35.022 --> 01:26:38.203
ช่วยสอน เราต้องร่วมด้วยช่วกยัน

1300
01:26:39.023 --> 01:26:42.203
โอ.เค.

1301
01:26:43.024 --> 01:26:46.205
บอกเธออยู่ว่าเธอต้องหัดพูด เพราะเธอได้ยิน

1302
01:26:47.025 --> 01:26:50.211

1303
01:26:51.027 --> 01:26:54.203
โอ.เค. คือเห็นไหมคะ

1304
01:26:55.041 --> 01:26:58.210
เมื่อกี้ตอนที่บอกให้อธิบายขั้นตอน

1305
01:26:59.053 --> 01:27:02.202
อัลกอริทึ่มเป็นการอธิบายขั้นตอน

1306
01:27:03.054 --> 01:27:06.211
จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ทีนี้ลอง

1307
01:27:07.055 --> 01:27:10.202
ให้เด็ก ๆ นึกภาพเหมือน

1308
01:27:11.056 --> 01:27:14.212
ถ้าเพื่อนบางคน

1309
01:27:15.057 --> 01:27:18.201

1310
01:27:19.059 --> 01:27:22.201
ถ้าใครที่ไม่เคยเจียวไข่ ก็ไม่สามารถ

1311
01:27:23.061 --> 01:27:26.210
อธิบายขั้นตอนได้นะคะ ว่ามันทำอย่างไร

1312
01:27:27.063 --> 01:27:30.204
นะคะ ใช่ไหม ถ้าไม่เคยทำเลย

1313
01:27:31.065 --> 01:27:34.200
มันจะบอกไม่ได้ใช่ไหมคะ ว่า

1314
01:27:35.066 --> 01:27:38.203
การเจียวไข่นี่ 1. มันต้องมีไข่น่ะ

1315
01:27:39.068 --> 01:27:42.199
ไข่เอาไปทำอะไร ต้องเอาไปตีก่อนนะคะ ไข่เจียวนี่

1316
01:27:43.077 --> 01:27:46.199
เราต้องเอาไข่ไปตีก่อน

1317
01:27:47.078 --> 01:27:50.200
ไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่าไข่เจียวถูกไหม

1318
01:27:51.084 --> 01:27:54.198
กับไข่ดาวเห็นไหม จะสั่งคอมพิวเตอร์ทำงาน

1319
01:27:55.085 --> 01:27:58.198
นี่ต้องบอกให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ

1320
01:27:59.086 --> 01:28:02.198
สิ่งที่เราจะสั่งมันด้วย

1321
01:28:03.087 --> 01:28:06.197

1322
01:28:07.089 --> 01:28:10.199
บางอย่างมันข้ามขั้นตอนไม่ได้

1323
01:28:11.090 --> 01:28:14.196
ถ้าไม่ใช้น้ำมัน มันจะไม่เรียกว่าไข่เจียว

1324
01:28:15.093 --> 01:28:18.198
มันต้องใช้น้ำมันช่วย อย่างนี้

1325
01:28:19.094 --> 01:28:22.196
ต้องดูว่ามีส่วนประกอบอะไร วิธีทำอะไร

1326
01:28:23.095 --> 01:28:26.298
เหมือนไข่เจียวจะเจียวได้ถ้าน้ำมันไม่ร้อน

1327
01:28:27.096 --> 01:28:30.204
ไข่มัน เขาบอกว่าอะไร ไข่มันจะไม่ฟู

1328
01:28:31.098 --> 01:28:34.397

1329
01:28:35.107 --> 01:28:38.195
มันก็จะดูไม่น่ากินนะ บางคนไข่เจียวมีใส่หมูสับด้วย

1330
01:28:39.108 --> 01:28:42.202
เหมือนของภากรใส่หมูสับ ใส่มะเขือเทศ

1331
01:28:43.109 --> 01:28:46.194
ใส่พริกสักอย่างนะคะ แล้วแต่นะคะ

1332
01:28:47.115 --> 01:28:50.193
แต่สิ่งที่อยากให้รู้ ก็คือ

1333
01:28:51.122 --> 01:28:54.193
การอธิบาย เราจะอธิบายอย่างไร

1334
01:28:55.123 --> 01:28:58.193
ให้เราได้ไข่เจียว 1 ฟองออกมา

1335
01:28:59.130 --> 01:29:02.193
นั่นก็เหมือนกัน เราจะอธิบายอย่างไรให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

1336
01:29:03.131 --> 01:29:06.193
ให้ได้สิ่งที่เราต้องการ

1337
01:29:07.132 --> 01:29:10.191
หรือ Output Input อะไรเข้าไป

1338
01:29:11.133 --> 01:29:14.191
ได้อะไรออกมา มองให้เห็น

1339
01:29:15.134 --> 01:29:18.190
ภาพนะคะ ว่าเราจะป้อนอะไรให้คอมพิวเตอร์แล้ว

1340
01:29:19.135 --> 01:29:22.190
แล้วเราอยากให้คอมพิวเตอร์แสดงอะไรออกมาให้

1341
01:29:23.136 --> 01:29:26.563
ส่วนการ Process หรือขั้นตอน

1342
01:29:27.139 --> 01:29:30.190
จะให้มันได้ผลลัพธ์นั้นออกมา

1343
01:29:31.143 --> 01:29:34.193
ขั้นตอนในการเขียนอัลกอริทึมของเรานั่นเอง

1344
01:29:35.144 --> 01:29:38.189
ทีนี้มาดู มาดูต่อนะคะ

1345
01:29:39.145 --> 01:29:43.145

1346
01:29:43.146 --> 01:29:47.146

1347
01:29:47.147 --> 01:29:51.147

1348
01:29:51.149 --> 01:29:55.149
เห็นไหมคะ

1349
01:29:55.151 --> 01:29:59.151
เราอธิบายไว้ว่า อัลกอริทึ่ม หมายถึง

1350
01:29:59.152 --> 01:30:03.152
ลำดับขั้นตอน วิธีในการทำงานของโปรแกรม

1351
01:30:03.153 --> 01:30:07.153
เพื่อแก้ปัญหาในที่นี้ก็คือแสดงผล

1352
01:30:07.154 --> 01:30:11.154
มันแสดงผล ก็คือให้คอมพิวเตอร์แสดงผลนะคะ

1353
01:30:11.156 --> 01:30:15.156
ทีนี้สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ เขียน

1354
01:30:15.157 --> 01:30:19.157
อธิบายอัลกอริทึมนี่เราจะเขียนได้ว่าอย่างไร

1355
01:30:19.158 --> 01:30:23.158
นะคะ ลองมาดูตัวอย่างของเรากัน

1356
01:30:23.159 --> 01:30:27.159
ต้มไข่

1357
01:30:27.160 --> 01:30:31.160
เห็นไหม วิธีการ

1358
01:30:31.161 --> 01:30:35.161
เขียนอัลกอริทึมเขียนได้หลายแบบเลย เหมือนที่เมื่อกี้

1359
01:30:35.161 --> 01:30:39.161
ถามเมื่อกี้ว่าทอดไข่เจียว

1360
01:30:39.162 --> 01:30:43.162
ทำอย่างไร แต่ละคนอธิบายไม่เหมือนกัน

1361
01:30:43.164 --> 01:30:47.164
สามารถเขียนได้หลายแบบ แบบอันนี้เขียนต้มไข่ไก่

1362
01:30:47.165 --> 01:30:51.165
ต้องการให้มันได้ออกมา ก็คือ

1363
01:30:51.167 --> 01:30:55.167
ไข่ต้มใช่ไหมคะ เราอยากได้ไข่ต้มนี่

1364
01:30:55.169 --> 01:30:59.169
อันดับแรก

1365
01:30:59.170 --> 01:31:03.170
ก็คือต้องต้มน้ำก่อน ใช่ไหม

1366
01:31:03.174 --> 01:31:07.174
ใช่ไหม เอาไข่ใส่ลงไปเลยใช่หรือเปล่า

1367
01:31:07.175 --> 01:31:11.175
แต่อันนี้บอกไว้เลยว่าต้มน้ำให้เดือด

1368
01:31:11.176 --> 01:31:15.176
รอ 10 นาที เปิดไฟ ติดเตา

1369
01:31:15.177 --> 01:31:19.177
มีปลอกไข่ด้วย แต่อันนี้บอก

1370
01:31:19.178 --> 01:31:23.178
ต้มน้ำใส่ไข่ รอ 5 นาที

1371
01:31:23.179 --> 01:31:27.179
ก็ได้ไข่ ได้ไข่เหมือนกันไม่ได้บอกว่าปอกไข่

1372
01:31:27.192 --> 01:31:31.179
ทีนี้ ก่อนที่เราจะเขียนได้

1373
01:31:31.194 --> 01:31:35.179
เราต้องรู้คุณสมบัติของมันก่อน

1374
01:31:35.194 --> 01:31:39.182
คุณสมบัติของอัลกอริทึม คุณสมบัติ

1375
01:31:39.200 --> 01:31:43.178
ข้อที่ 1.

1376
01:31:43.203 --> 01:31:47.177
มันจะต้องสร้างขึ้นจากกฎเกณฑ์

1377
01:31:47.204 --> 01:31:51.177
ให้มัน เห็นไหมคะ กฎเกณฑ์คืออะไร

1378
01:31:51.205 --> 01:31:55.181
วิธีการหรือกลุ่มขั้นตอน

1379
01:31:55.206 --> 01:31:59.183
กระบวนวิธีการคืออะไร

1380
01:31:59.207 --> 01:32:03.177
นะคะ ท

1381
01:32:03.208 --> 01:32:07.175
ที่เราจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ คือให้มันเห็นขั้นตอน

1382
01:32:07.218 --> 01:32:11.176
ที่จะให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ของไข่ต้ม 1 ฟอง

1383
01:32:11.230 --> 01:32:15.181
เราจะมีขั้นตอนอย่างไร

1384
01:32:15.232 --> 01:32:19.175
นั่นก็คือมีกฎ มีเกณฑ์ หรือมีขั้นตอนนั่นเอง

1385
01:32:19.234 --> 01:32:23.174
ทีนี้เขาบอกไว้ว่า กฎเกณฑ์ที่

1386
01:32:23.239 --> 01:32:27.176
สร้างอัลกอริทึมในข้อที่ 2 บอกว่า

1387
01:32:27.250 --> 01:32:31.173
ที่สร้างอัลกอริทึมต้องไม่คลุมเครือ

1388
01:32:31.250 --> 01:32:35.182
เมื่อกี้ เห็นไหมคะ เหมือนตอนภากรณ์อธิบาย

1389
01:32:35.251 --> 01:32:39.173
เนื่องจากภากรณ์ไม่เข้าใจภาษามือ อธิบาย

1390
01:32:39.253 --> 01:32:43.172
มันก็เลยเป็นคลุมเครือ

1391
01:32:43.256 --> 01:32:47.172
เหมือนบอกอะไรสีแดง ๆ นี่ พอถามบอกไม่ได้

1392
01:32:47.256 --> 01:32:51.172
เห็นไหมคะ คือ คลุมเครือ

1393
01:32:51.257 --> 01:32:55.171
คืออะไร ซึ่งถ้าเรา

1394
01:32:55.258 --> 01:32:59.172
คอมพิวเตอร์นี่มันจะทำตามสิ่งที่เราระบุลงไป

1395
01:32:59.260 --> 01:33:03.173
ลงไปเห็นไหมคะ มีระบบ มีระเบียนบ

1396
01:33:03.261 --> 01:33:07.185
อ่านแล้วไม่สับสน อ่านแล้ว

1397
01:33:07.265 --> 01:33:11.170
เข้าใจ

1398
01:33:11.266 --> 01:33:15.170
อ่านแล้วเข้าใจเสร็จแล้วทำอย่างไร

1399
01:33:15.267 --> 01:33:19.169
มาสู่ข้อที่ 3.

1400
01:33:19.269 --> 01:33:23.169
มันจะมาอะไรตอนนี้

1401
01:33:23.276 --> 01:33:27.169
คอมพิวเตอร์จะอัพเดตเสียแล้ว

1402
01:33:27.278 --> 01:33:31.168
การประมวลผลต้องเป็นไปตามลำดับที

1403
01:33:31.279 --> 01:33:35.177
ที่แน่นอน ต้องมีขั้นตอนที่แน่นอน

1404
01:33:35.280 --> 01:33:39.168
เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เห็นไหมคะ ก็คือ

1405
01:33:39.288 --> 01:33:43.168
เหมือนจะทำไข่ต้มได้มันต้องต้มน้ำ

1406
01:33:43.297 --> 01:33:47.168
เพราะต้องมีน้ำร้อนถูกต้องไหม มันต้องมีน้ำร้อน

1407
01:33:47.298 --> 01:33:51.167
ใช่ไหมคะ จึงจะเป็นกระบวนการต้มไข่

1408
01:33:51.299 --> 01:33:55.166
เด็ก ๆ ไม่บอกว่าต้มน้ำนี่ เด็ก ๆ เอาไข่ใส่น้ำ

1409
01:33:55.302 --> 01:33:59.177
น้ำนั่นจะเป็นน้ำเย็น มันจะไม่เป็นไข่ต้ม

1410
01:33:59.304 --> 01:34:03.166
แน่นอน ก็คือไข่แช่น้ำอย่างนี้

1411
01:34:03.305 --> 01:34:07.166
เราต้องระบุลงไปด้วยว่านัำที่ใช้คืออย่างไร

1412
01:34:07.309 --> 01:34:11.165
น้ำเย็น น้ำต้ม มีขึ้นตอน

1413
01:34:11.310 --> 01:34:15.165
มันก็ต้องต้มใช่ไหม อย่างนี้

1414
01:34:15.311 --> 01:34:19.165
เป็นไปตามลำดับขั้นตอน อยู่ดี ๆ

1415
01:34:19.311 --> 01:34:23.164
เองได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหมคะ

1416
01:34:23.312 --> 01:34:27.164
ถึงจะเป็นน้ำร้อน เห็นไหมคะ

1417
01:34:27.314 --> 01:34:31.164
มีขั้นตอนแล้วต้องให้ได้

1418
01:34:31.315 --> 01:34:35.172
ผลลัพธ์ตามที่กำหนดเห็นไหมคะ เพราะสิ่งที่

1419
01:34:35.316 --> 01:34:39.164
อยากได้ ก็คือไข่ต้ม

1420
01:34:39.322 --> 01:34:43.163
ถ้าเด็ก ๆ ไม่ทำให้น้ำร้อน

1421
01:34:43.323 --> 01:34:47.163
ถ้าสมมติต้มแค่ 3 นาที

1422
01:34:47.327 --> 01:34:51.163
ไหม 3 นาทีได้แค่ไข่ลวก

1423
01:34:51.328 --> 01:34:55.162
ไข่ลวก ขึ้นอะไรตอนนี้นี่

1424
01:34:55.336 --> 01:34:59.162
ไข่ลวกใช่ไหมคะ ไม่เป็นไข่ต้ม

1425
01:34:59.337 --> 01:35:03.161
ต้องมาดูที่ผลลัพธ์ ต้องมาดูสิ่งที่

1426
01:35:03.338 --> 01:35:07.161
ถ้า 3 นาทีได้ไข่ลวก แต่ถ้าต้มนี่

1427
01:35:07.339 --> 01:35:11.161
มันต้องนานมากกว่า 2 นาที

1428
01:35:11.343 --> 01:35:15.161
ในตัวอย่าง ถึงได้บอกว่า ระบุว่าต้องต้มกี่นาที

1429
01:35:15.344 --> 01:35:19.161
เห็นไหมต้องบอกด้วยว่าต้องต้มกี่นาที

1430
01:35:19.345 --> 01:35:23.160
ไข่ใส่น้ำร้อน 1 นาทีเป็นไข่ลวก

1431
01:35:23.347 --> 01:35:27.167
หรือยัง ยัง ความร้อนยังไม่น่าจะได้

1432
01:35:27.349 --> 01:35:31.160
อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เสร็จแล้วอะไร

1433
01:35:31.352 --> 01:35:35.159
ต้องมีจุดสิ้นสุด ก็คือ เวลา

1434
01:35:35.353 --> 01:35:39.159
เขียนนี่ อยู่ ๆ บอกต้มไข่ไม่ได้ ต้องมี

1435
01:35:39.353 --> 01:35:43.159
จุดเริ่มแล้วก็มีจุดสิ้นสุด ก็คือ

1436
01:35:43.354 --> 01:35:47.159
มี Start แล้วก็มี End End ก็คือสิ้นสุด

1437
01:35:47.355 --> 01:35:51.159
เวลาอัลกอริทึ่ม

1438
01:35:51.358 --> 01:35:55.159
ทีนี้ลองมาดู

1439
01:35:55.359 --> 01:35:59.158
คุณสมบัติที่เด็ก ๆ จะต้องจำ

1440
01:35:59.360 --> 01:36:03.158
1.

1441
01:36:03.363 --> 01:36:07.163
ความถูกต้องมันต้องมีความถูกต้อง

1442
01:36:07.365 --> 01:36:11.157
เช่น ต้องการไข่ต้ม สิ่งที่ถูกต้อง

1443
01:36:11.368 --> 01:36:15.157
ดูจากผลลัพธ์จากสิ่งที่เราได้ออกมา

1444
01:36:15.369 --> 01:36:19.157
ก็คือ เช่น

1445
01:36:19.370 --> 01:36:23.163
อยากได้ไข่ต้มทำอย่างไร อยากได้ไข่เจียวทำอย่างไร ไข่เจียว

1446
01:36:23.373 --> 01:36:27.157
กับไข่ต้ม วิธีการต่างกัน

1447
01:36:27.374 --> 01:36:31.156
นั่นก็คือวิธีการเช็กความถูกต้องก่อน

1448
01:36:31.375 --> 01:36:35.156
คืออะไร

1449
01:36:35.376 --> 01:36:39.157
เหมือนไข่ในน้ำร้อน ถ้าไข่ต้มนี่

1450
01:36:39.377 --> 01:36:43.156
เพราะฉะนั้น ต้องใช้เวลากี่นาที

1451
01:36:43.385 --> 01:36:47.155
ถูกไหม ถ้าไข่อยู่ในน้ำร้อน 3 นาทีไม่เรียกว่าเป็นไข่ต้ม

1452
01:36:47.388 --> 01:36:51.155
ถูกไหม มันจะเป็นไข่ลวก ถูกไหม

1453
01:36:51.389 --> 01:36:55.158
อย่างนี้เป็นต้น ต้องมีความถูกต้องนะคะ

1454
01:36:55.391 --> 01:36:59.155
ต้องอ่านง่าย อ่านง่ายในที่นี้

1455
01:36:59.392 --> 01:37:03.154
อธิบายเหมือนเมื่อกี้ที่เด็ก ๆ อธิบายขั้นตอน

1456
01:37:03.393 --> 01:37:07.155
อย่างวาริศา วาริศาอธิบายละเอียดนะคะ

1457
01:37:07.395 --> 01:37:11.155
อธิบายดีด้วย ตอกไข่ แล้วก็ตีไข่

1458
01:37:11.403 --> 01:37:15.154
เห็นไหมคะ ตอนทำไข่เจียวน่ะค่ะ

1459
01:37:15.404 --> 01:37:19.161
อ่านแล้วเข้าใจเลยว่า

1460
01:37:19.405 --> 01:37:23.153
ด้วยนะ ไข่มันจะต้องโดนตี

1461
01:37:23.408 --> 01:37:27.153
เพราะไข่ในน้ำมันนี่ ทอดไข่ในน้ำมัน

1462
01:37:27.409 --> 01:37:31.162
แต่ไข่ดาวไม่ต้องตีไข่ให้แตกใช่ไหมคะ

1463
01:37:31.412 --> 01:37:35.153
ใช่ไหมคะ แค่ตอกไข่ใส่ลงไป 1 ฟอง

1464
01:37:35.414 --> 01:37:39.154
เพราะฉะนั้น เมื่ออ่านออกมาแล้วนี่

1465
01:37:39.416 --> 01:37:43.155
คืออะไร นะคะ

1466
01:37:43.417 --> 01:37:47.153
คุณสมบัติต่อมา ต้องปรับปรุงได้

1467
01:37:47.427 --> 01:37:51.152
Is of offidication ปรับปรุง

1468
01:37:51.428 --> 01:37:55.152
ในอนาคต ก็คือสามารถปรับปรุงหรือดัดแปลงได้

1469
01:37:55.429 --> 01:37:59.152
นะคะ เช่น เหมือนเมื่อกี้

1470
01:37:59.431 --> 01:38:03.151
ของปรับปรุงเช่นไข่เจียวของ

1471
01:38:03.440 --> 01:38:07.151
ภากร ภากรบอกใส่

1472
01:38:07.444 --> 01:38:11.151
ภากรณ์บอกใส่หมูสับเข้าไปด้วย ในอนาคต

1473
01:38:11.445 --> 01:38:15.151
เราต้องเป็นไข่เจียวหมูสับ

1474
01:38:15.446 --> 01:38:19.151
ก็ปรับปรุงได้ลักษณะนี้

1475
01:38:19.447 --> 01:38:23.150
ใหม่ได้ Reuse abillity

1476
01:38:23.449 --> 01:38:27.153
นำกลับมาใช้ใหม่ได้

1477
01:38:27.451 --> 01:38:31.151
ก็คือเขียนใหม่แล้ว เอากลับมาใช้กี่ครั้งก็ได้ เพราะการ

1478
01:38:31.452 --> 01:38:35.150
เจียวไข่มันไม่ได้มีอะไรพิศดารเลย

1479
01:38:35.456 --> 01:38:39.150
ใช่ไหมคะ ขั้นตอนมันมาเป็นอย่างไร

1480
01:38:39.457 --> 01:38:43.149
คนนี้เอาไปใช้ก็ได้ ใช้ซ้ำได้

1481
01:38:43.459 --> 01:38:47.150
วิธีการมันเหมือนกัน เอามาใช้ด้วยกันได้

1482
01:38:47.462 --> 01:38:51.150
และต้องมีประสิทธิภาพ

1483
01:38:51.463 --> 01:38:55.149
ประสิทธิภาพอย่างไร เหมือนถ้าอธิบายดี ๆ เหมือนวาริศานี่

1484
01:38:55.465 --> 01:38:59.149
เห็นไหม วาริศาบอกกระทั่งว่าน้ำมันจะต้องร้อนนะคะ

1485
01:38:59.466 --> 01:39:03.149
ถึงค่อยใส่ไข่ลงไป ไข่จะได้ฟู ๆ

1486
01:39:03.469 --> 01:39:07.148
ฟู ๆ ใช่ไหมคะ อย่างนี้เป็นต้น

1487
01:39:07.475 --> 01:39:11.148
ประสิทธิภาพของการทำงานด้วยอย่างนี้เห็นไหมคะ

1488
01:39:11.480 --> 01:39:15.148
นั่นคือต้องมีคุณสมบัติพวกนี้

1489
01:39:15.480 --> 01:39:19.148
ทีนี้ก่อนจะเขียนได้นี่

1490
01:39:19.482 --> 01:39:23.148
ก่อนจะเขียนได้นี่มันต้องมาดูเกณฑ์ประสิทธิภาพ

1491
01:39:23.493 --> 01:39:27.153
เวลาเขียนนี่

1492
01:39:27.494 --> 01:39:31.148
สังเกตที่เขียนไว้ อัลกอริธึม

1493
01:39:31.495 --> 01:39:35.148
ไข่ต้มอันที่ 1 ไข่ต้มอันที่ 2

1494
01:39:35.496 --> 01:39:39.147
ในการดำเนินการน้อยที่สุด

1495
01:39:39.498 --> 01:39:43.150
จับเวลาอะไรทุกอย่างนี่นะคะ ก็คือ

1496
01:39:43.499 --> 01:39:47.150
ขั้นตอนที่มันมีขั้นตอนน้อย

1497
01:39:47.500 --> 01:39:51.147
แต่สามารถครอบคลุมวิธีการ เหมือนที่บอก ไข่

1498
01:39:51.500 --> 01:39:55.147
ต้มนี่นะคะ เราจะทำไข่ต้มนี่ใช้น้ำอะไร

1499
01:39:55.501 --> 01:39:59.147
มันต้องใช้อะไร ใช้น้ำเปล่าไม่ได้ใช่ไหมคะ

1500
01:39:59.507 --> 01:40:03.153
ร้อนแล้วใช้เวลาเท่าไร

1501
01:40:03.508 --> 01:40:07.146
เห็นไหมคะ น้ำธรรมดาไม่สามารถทำให้เกิดไข่ต้มได้

1502
01:40:07.509 --> 01:40:11.146
ใช่ไหมนะคะ แต่ไม่จำเป็นต้องมา

1503
01:40:11.510 --> 01:40:15.148
เปิดเตาปิดเตาเพราะอะไร เพราะ

1504
01:40:15.511 --> 01:40:19.147
บอกแล้วว่าลดขึ้นตอน ก็คือเราบอกว่าลดขั้นตอน

1505
01:40:19.515 --> 01:40:23.145
นั่นหมายถึงเราต้องเปิดเตา หรือบางที

1506
01:40:23.516 --> 01:40:27.145
บางคนไม่ได้ใช้เตาแก๊ส

1507
01:40:27.517 --> 01:40:31.145
บางคนใช้เตาถ่าน บางคนใช้กระทะไฟฟ้า

1508
01:40:31.518 --> 01:40:35.146
แต่สิ่งที่จะทำให้

1509
01:40:35.520 --> 01:40:39.145
น้ำร้อนก็คือการต้ม ไปลดขั้นตอนที่

1510
01:40:39.521 --> 01:40:43.150
ไม่จำเป็นนะคะ ต้องใช้หน่วยความจำน้อย

1511
01:40:43.522 --> 01:40:47.145
เพราะอะไร คอมพิวเตอร์

1512
01:40:47.523 --> 01:40:51.144
ใช้พื้นที่ ก็คือหน่วยความจำน้อยเกิดจากอะไร

1513
01:40:51.524 --> 01:40:55.145
เกิดจากการเขียน Coding ยิ่ง Coding น้อย ๆ

1514
01:40:55.526 --> 01:40:59.144
นะคะ พอเราเขียนอัลกอริทึม

1515
01:40:59.526 --> 01:41:03.145
ไม่ยืดเยื้อ ไม่ยาวเกินไปนี่ โค้ด

1516
01:41:03.527 --> 01:41:07.144
โปรแกรมที่เราจะเขียนออกมา

1517
01:41:07.528 --> 01:41:11.144
ไม่มีความยาวมาก มันก็จะเป็นการใช้หน่วยความจำน้อยที่สุด

1518
01:41:11.529 --> 01:41:15.144
เห็นไหมะคะ ก็คือการเขียนโค้ดน้อย

1519
01:41:15.530 --> 01:41:19.144
พื้นที่จัดเก็บของคอมพิวเตอร์ 1 Byte

1520
01:41:19.549 --> 01:41:23.143
เท่ากับกี่บิตอะไรพวกนี้ นั่นคือพื้นที่

1521
01:41:23.550 --> 01:41:27.152
มันจะไปกินหน่วยความจำค่ะ เมื่อเรากด

1522
01:41:27.550 --> 01:41:31.149
1 ตัวอักษรหรือกดเมาส์ 1 ครั้ง

1523
01:41:31.552 --> 01:41:35.143
มันจะใช้หน่วยความจำไปแล้ว ถูกไหมคะ

1524
01:41:35.553 --> 01:41:39.146
ต้องให้มีการใช้หน่วยความจำน้อยที่สุด อัลกอริธึม

1525
01:41:39.554 --> 01:41:43.143
ต้องมีความยืดหยุ่น ยืดหยุ่นอย่างไร ต้องสามารถปรับได้

1526
01:41:43.555 --> 01:41:47.143
นะคะ เช่น ขั้นตอนนี้

1527
01:41:47.556 --> 01:41:51.142
สามารถเพิ่มหรือลดขั้นตอน

1528
01:41:51.558 --> 01:41:55.143
ที่เราเขียนน่ะได้นะคะ บางขั้นตอน

1529
01:41:55.559 --> 01:41:59.142
ไม่จำเป็นเอาออกก็ได้ ใช้เวลา

1530
01:41:59.560 --> 01:42:03.149
ในการพัฒนาน้อยที่สุด

1531
01:42:03.561 --> 01:42:07.142
เห็นไหมส่วนใหญ่มันจะเกี่ยวข้องกับเวลา

1532
01:42:07.569 --> 01:42:11.142
ต้องเขียนให้สั้น กะทัดรัดนั่นเองนะคะ

1533
01:42:11.570 --> 01:42:15.152
แล้วก็ต้องง่ายต่อความเข้าใจ ก็คือ

1534
01:42:15.571 --> 01:42:19.150
พอเขียนแล้ว ที่บอก Re useable

1535
01:42:19.587 --> 01:42:23.145
เอาไปใช้ด้วยได้ ก็คือ

1536
01:42:23.592 --> 01:42:27.142
มันจะทำอย่างนี้ อย่างนี้นะคะ

1537
01:42:27.595 --> 01:42:31.141
มันก็จะต้องเขียนให้คนอื่นเอาไปเขียนต่อได้

1538
01:42:31.596 --> 01:42:35.141
เขียนอัลกอริทึม คือ ไม่ต้องไปอธิบาย

1539
01:42:35.597 --> 01:42:39.141
นี่จะทำอย่างนี้ต้องทำอย่างนี้

1540
01:42:39.603 --> 01:42:43.141
ทีนี้ เ

1541
01:42:43.617 --> 01:42:47.147
เราจะเขียนได้อย่างไร เราจะต้องไปวิเคราะห์

1542
01:42:47.618 --> 01:42:51.141
งานที่เด็ก ๆ จะต้องไปทำนะคะ

1543
01:42:51.620 --> 01:42:55.140
ให้เด็ก ๆ ดูว่า

1544
01:42:55.621 --> 01:42:59.141
เห็นสไลด์หน้านี้นะ สไลด์ที่

1545
01:42:59.623 --> 01:43:03.140
ข้างบนที่บอกว่า Input คืออะไร Output คืออะไร Process คืออะไร

1546
01:43:03.624 --> 01:43:07.140
นั่นก็คือหมายถึง

1547
01:43:07.625 --> 01:43:11.151
ในขั้นตอนนี้ ต้มน้ำให้เดือดนี่

1548
01:43:11.627 --> 01:43:15.141
ให้เด็ก ๆ เขียนว่ามันเป็น Input

1549
01:43:15.627 --> 01:43:19.141
ให้เด็ก ๆ ลองวิเคราะห์ว่า แต่ละส่วนที่แม่

1550
01:43:19.631 --> 01:43:23.140
เขียนลงมาในนี้อะไรคือ

1551
01:43:23.632 --> 01:43:27.146
Input อะไรคือ Process เห็นไหมคะ

1552
01:43:27.633 --> 01:43:31.144
เป็น Input Process

1553
01:43:31.636 --> 01:43:35.140
Input หรือ Output หรือ Process

1554
01:43:35.638 --> 01:43:39.141
Input Process หรือ Output

1555
01:43:39.639 --> 01:43:43.142
Process หรือ Output ตอกไข่เป็น Input Pr

1556
01:43:43.642 --> 01:43:47.143
ผลลัพธ์คืออะไร เราจะได้อะไรออกมา

1557
01:43:47.643 --> 01:43:51.139
อันนี้ให้ตอบนะคะ ว่า

1558
01:43:51.647 --> 01:43:55.146
สิ่งที่ทำไปนี่ออกมาแล้วผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นอะไร

1559
01:43:55.648 --> 01:43:59.139
นึกออกนะ

1560
01:43:59.651 --> 01:44:03.139
ตัวนี้ทำส่ง

1561
01:44:03.652 --> 01:44:07.139
ใน Google Classroom เรา เดี๋ยวจะเอา

1562
01:44:07.653 --> 01:44:11.139
งานนี้เข้าไปใส่ไว้ใน Classroom

1563
01:44:11.658 --> 01:44:15.138
นะคะ แล้วเด็ก ๆ พิมพ์นะคะ

1564
01:44:15.665 --> 01:44:19.138
พิมพ์นะคะ จะได้ว่าการต้มน้ำเดือดนี่

1565
01:44:19.669 --> 01:44:23.141
ลองวิเคราะห์ดูว่า Input Output หรือ Process

1566
01:44:23.670 --> 01:44:27.144
หรือเป็น Output เพราะเราจะต้องรู้

1567
01:44:27.676 --> 01:44:31.145
รู้ว่าสิ่งที่เราจะใส่ให้คอมพิวเตอร์

1568
01:44:31.677 --> 01:44:35.139
ใน 3 ส่วนนี้ สิ่งที่อธิบายด้วยการบรรยาย

1569
01:44:35.679 --> 01:44:39.138
ต้มน้ำให้เดือด เป็นกระบวนการไหน

1570
01:44:39.680 --> 01:44:43.138
เป็นกระบวนการของ Input เป็น

1571
01:44:43.682 --> 01:44:47.138
Process หรือเป็นกระบวนการของ Output

1572
01:44:47.686 --> 01:44:51.138

1573
01:44:51.687 --> 01:44:55.138
เข้าใจไหมคะ ทำเป็นการบ้าน ส่ง

1574
01:44:55.688 --> 01:44:59.138
ใน Class

1575
01:44:59.689 --> 01:45:03.139
ศิริรัตน์ ศิริรัตน์เข้าใจไหมลูก

1576
01:45:03.690 --> 01:45:07.146
เข้าใจงานที่สั่งไหม

1577
01:45:07.691 --> 01:45:11.137
ให้ดูจากสไลด์เมื่อกี้นะ

1578
01:45:11.694 --> 01:45:15.141
แล้วข้างบนน่ะมันจะมีบอก Input Process หรือ Output

1579
01:45:15.696 --> 01:45:19.137
Process หรือ Output

1580
01:45:19.697 --> 01:45:23.137
ให้สิริรัตน์เขียนว่าต้มน้ำให้เดือดนี่

1581
01:45:23.698 --> 01:45:27.136
Input Output หรือเป็น Process

1582
01:45:27.708 --> 01:45:31.136
เข้าใจไหมลูก

1583
01:45:31.709 --> 01:45:35.137
เรามีสไลด์อยู่ใน Class

1584
01:45:35.710 --> 01:45:39.139
เข้าใจนะ เด็ก ๆ ทุกคนไปย้อนดูเนื้อหาได้นะะค

1585
01:45:39.716 --> 01:45:43.152
ที่อธิบายไว้ว่า Input คือกระบวนการอะไร

1586
01:45:43.717 --> 01:45:47.136
Output คือ กระบวนการอะไร

1587
01:45:47.718 --> 01:45:51.137
คือกระบวนการอะไร ให้ลองเขียนนะคะ

1588
01:45:51.719 --> 01:45:55.136
เพื่อจะได้รู้ว่าในความเข้าใจของเด็ก ๆ นี่

1589
01:45:55.723 --> 01:45:59.136
ถ้าขั้นตอนนี้ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์นี่

1590
01:45:59.724 --> 01:46:03.140
คำบรรยายเป็นภาษาไทยนี่ คอมพิวเตอร์

1591
01:46:03.725 --> 01:46:07.136
จะประมวลผลนี่ มันจะเป็นส่วนของ Input

1592
01:46:07.726 --> 01:46:11.136
หรือ Process หรือ Output

1593
01:46:11.730 --> 01:46:15.136
นะคะ มีใครสงสัยให้ถาม

1594
01:46:15.732 --> 01:46:19.135

1595
01:46:19.733 --> 01:46:23.135
เห็นไหม คือ

1596
01:46:23.734 --> 01:46:27.135
ขั้นตอนที่อยู่ข้างบนน่ะ

1597
01:46:27.735 --> 01:46:31.144
เอามาใส่ในช่องของข้อความ

1598
01:46:31.739 --> 01:46:35.135
ไว้ว่าต้มน้ำให้เดือดนี่ เด็ก ๆ คิดว่ามันจะเป็น

1599
01:46:35.742 --> 01:46:39.135
Input หรือจะเป็น Process หรือจะเป็น Output

1600
01:46:39.756 --> 01:46:43.135
ก็คือเด็ก ๆ ต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า ส่วนนี้

1601
01:46:43.757 --> 01:46:47.136
เด็ก ๆ คิดว่าเป็นการรับข้อมูล

1602
01:46:47.758 --> 01:46:51.143
หรือการแสดงผลลัพธ์นะคะ

1603
01:46:51.766 --> 01:46:55.140
เพราะตอนนี้ต้องนึก

1604
01:46:55.769 --> 01:46:59.135
ต้องจำลองตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ไปด้วย

1605
01:46:59.769 --> 01:47:03.134
เราจะเขียนโปรแกรมได้ เราต้องรู้ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

1606
01:47:03.772 --> 01:47:07.136
เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะรู้ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

1607
01:47:07.773 --> 01:47:11.135
นะคะ

1608
01:47:11.775 --> 01:47:15.143
ต้องสมมติตัวเอง ถ้าฉันเป็นคอมนะนี่

1609
01:47:15.776 --> 01:47:19.140
ถ้าฉันเอาตัวนี้เข้ามา

1610
01:47:19.777 --> 01:47:23.134
สิ่งที่ฉันเอาเข้ามาคืออะไร

1611
01:47:23.778 --> 01:47:27.134

1612
01:47:27.779 --> 01:47:31.135
โอ.เค. ไหมคะ ถ้าโอ.เค. สัปดาห์นี้เราจะ

1613
01:47:31.780 --> 01:47:35.136

1614
01:47:35.783 --> 01:47:39.134

1615
01:47:39.785 --> 01:47:43.135
สันติภาพเข้าใจไหมลูก

1616
01:47:43.785 --> 01:47:47.134
ลอง ลองดู ลองคิด บอกแล้วนะ

1617
01:47:47.786 --> 01:47:51.134
เราต้องนึกว่าเราเป็นคอมพิวเตอร์ใช่ไหม

1618
01:47:51.796 --> 01:47:55.134
สันติภาพใช้จินตนาการ

1619
01:47:55.798 --> 01:47:59.134
เด็กตาใช้จินตนาการได้

1620
01:47:59.799 --> 01:48:03.134
ถ้าฉันเป็นคอมฯ นะ

1621
01:48:03.802 --> 01:48:07.133
สิ่งที่เรียกว่า Input สำหรับคอมพิวเตอร์มันคืออะไร

1622
01:48:07.802 --> 01:48:11.133
ไปย้อนอ่านสไลด์ดูก่อน

1623
01:48:11.813 --> 01:48:15.133
นะคะ ส่วนของ Input คืออะไร

1624
01:48:15.816 --> 01:48:19.136
แล้วก็ส่วนของ Output คืออะไร เด็ก ๆ จะ

1625
01:48:19.817 --> 01:48:23.133
เห็นเลยว่า น่าจะ ตัวนี้น่าจะเป็น Input นะ

1626
01:48:23.818 --> 01:48:27.133
ตัวนี้น่าจะเป็น Process นะ ตัวนี้น่าจะเป็น Output

1627
01:48:27.820 --> 01:48:31.135
อย่างนี้นะคะ

1628
01:48:31.821 --> 01:48:35.133
มันจะ ลอง ลองใส่ดู

1629
01:48:35.822 --> 01:48:39.133
นะ ลอง ๆ

1630
01:48:39.823 --> 01:48:43.133
คือ วิธีการมันเหมือนจะเป็นการจับคู่น่ะ

1631
01:48:43.824 --> 01:48:47.133
แต่ไม่ทำให้ดูเป็นการจับคู่

1632
01:48:47.833 --> 01:48:51.133
ว่าข้อนี้มันจะเป็น Input

1633
01:48:51.834 --> 01:48:55.133
หรือจะเป็น Output เลือกมาตอบ

1634
01:48:55.838 --> 01:48:59.133
มาตอบ เพียงแต่ว่าเลือกลงถูกหรือผิด

1635
01:48:59.840 --> 01:49:03.132
นะคะ

1636
01:49:03.842 --> 01:49:07.133
แล้วเราทำส่งใน classroom

1637
01:49:07.843 --> 01:49:11.133
ห้องเรียนเราน่ะ จำได้นะ เดี๋ยวจะส่ง

1638
01:49:11.849 --> 01:49:15.132
ส่งตัวงานเข้าไป

1639
01:49:15.850 --> 01:49:19.132
มีใครสงสัยอะไรอีกไหม

1640
01:49:19.851 --> 01:49:23.132
เอกสารอยู่ใน Classroom เรานะคะ

1641
01:49:23.852 --> 01:49:27.132
ไปเปิดดูย้อนหลังได้ ส่วนตัวงาน

1642
01:49:27.853 --> 01:49:31.132
เดี๋ยวจะเอาส่งเข้า...

1643
01:49:31.854 --> 01:49:35.132
เพิ่มให้ตอนท้ายคาบ

1644
01:49:35.855 --> 01:49:39.132
ใน google drive เลย

1645
01:49:39.856 --> 01:49:43.132
โอ.เค. ค่ะ ถ้าอย่างนั้นสัปดาห์นี้

1646
01:49:43.857 --> 01:49:47.132
ขอจบการนำเสนอ

1647
01:49:47.858 --> 01:49:51.132
เพียงเท่านี้

1648
01:49:51.859 --> 01:49:55.140
สวัสดีเด็ก ๆ ทุก ๆ คน ขอบใจมากค่ะ

1649
01:49:55.861 --> 01:49:59.132
(ล่าม) ขอบคุณค่ะ อาจารย์ (อาจารย์) สวัสดีค่ะ

1650
01:49:59.862 --> 01:50:03.132

1651
01:50:03.864 --> 01:50:07.140
ทดลองอะไรอีกไหม

1652
01:50:07.865 --> 01:50:11.132

1653
01:50:11.867 --> 01:50:15.131

1654
01:50:15.869 --> 01:50:19.131

1655
01:50:19.870 --> 01:50:23.133

1656
01:50:23.872 --> 01:50:27.132

1657
01:50:27.873 --> 01:50:31.131

1658
01:50:31.875 --> 01:50:35.131

1659
01:50:35.885 --> 01:50:39.131
[สิ้นสุดการถอดความ]

1660
01:50:39.886 --> 01:50:43.131

1661
01:50:43.889 --> 01:50:47.133

1662
01:50:47.891 --> 01:50:51.131

1663
01:50:51.891 --> 01:50:55.136
-

1664
01:50:55.892 --> 01:50:59.131

1665
01:50:59.894 --> 01:51:03.131

1666
01:51:03.897 --> 01:51:07.131

1667
01:51:07.904 --> 01:51:11.131

1668
01:51:11.906 --> 01:51:15.136

1669
01:51:15.908 --> 01:51:19.131

1670
01:51:19.909 --> 01:51:23.909

1671
01:51:23.911 --> 01:51:27.911

1672
01:51:27.915 --> 01:51:27.916


