﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.003 --> 00:00:08.003

3
00:00:08.009 --> 00:00:12.009

4
00:00:12.012 --> 00:00:16.012
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ โอเค

5
00:00:16.018 --> 00:00:20.018
นะคะ สำหรับสัปดาห์นี้

6
00:00:20.020 --> 00:00:24.020
นะคะ เราจะมาเรียนต่อใน

7
00:00:24.022 --> 00:00:28.022
หัวข้อที่เหลืออีก 1 อัน ก็คือ

8
00:00:28.024 --> 00:00:32.024
คำสั่งวนซ้ำ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ตัว ก็คือ

9
00:00:32.026 --> 00:00:36.026
คำสั่ง while นะคะ กับคำสั่ง for

10
00:00:36.027 --> 00:00:40.027
มันวนซ้ำอย่างไร

11
00:00:40.029 --> 00:00:44.029
แล้วมันต่างกันอย่างไรไอ้ 2 คำสั่งนี้นะคะ

12
00:00:44.031 --> 00:00:48.031
เดี๋ยวมาดูกัน

13
00:00:48.032 --> 00:00:52.032
ดูที่คำสั่ง for ก่อน

14
00:00:52.033 --> 00:00:56.033
For loop คำว่า loop นี่

15
00:00:56.036 --> 00:01:00.036
หมายถึงวนรอบนั่นเอง ให้มันวนรอบนะคะ

16
00:01:00.037 --> 00:01:04.037
ถ้าเราใช้ for นี่

17
00:01:04.038 --> 00:01:08.038
นั่นหมายถึงเรารู้แล้วว่าเราต้องการให้มัน

18
00:01:08.040 --> 00:01:12.040
วนซ้ำกี่รอบ นึกออกไหม สมมติว่าเราต้องการ

19
00:01:12.042 --> 00:01:16.042
ให้วนซ้ำ 10 รอบนี่เราใช้คำสั่ง for เลย เพราะเรา

20
00:01:16.043 --> 00:01:20.043
รู้จำนวนรอบที่ให้มันวนแน่นอนแล้ว ก็

21
00:01:20.045 --> 00:01:24.045
เลยใช้ for แต่ถ้า

22
00:01:24.046 --> 00:01:28.046
เป็น while  while loop  นี่นะคะ

23
00:01:28.047 --> 00:01:32.047
วน ใช้คำสั่ง while เพื่อวนซ้ำนี่นะคะ

24
00:01:32.048 --> 00:01:36.048
while นี่มัน

25
00:01:36.050 --> 00:01:40.050
จะทำงานนะคะ ซ้ำ

26
00:01:40.051 --> 00:01:44.051
เมื่อเงื่อนไข เงื่อนไขเห็นไหม

27
00:01:44.052 --> 00:01:48.052
ล่าม...

28
00:01:48.054 --> 00:01:52.054
จอวีดิ... สัญญาณ

29
00:01:52.055 --> 00:01:56.055
ล่ามไม่ไป เอาใหม่

30
00:01:56.057 --> 00:02:00.057
คำสั่ง while นะคะเด็ก ๆ คำสั่ง while

31
00:02:00.058 --> 00:02:04.058
มันจะวนซ้ำ วนซ้ำนะคะ

32
00:02:04.058 --> 00:02:08.058
ทำงานวนซ้ำเมื่อ เงื่อนไขต้องมาดูที่เงื่อนไข

33
00:02:08.059 --> 00:02:12.059
ใน loop นะคะ ที่อยู่ใน loop นี่

34
00:02:12.061 --> 00:02:16.061
ยังเป็นจริง ก็คือ

35
00:02:16.063 --> 00:02:20.063
มันจะทำเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง เมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จเมื่อไร

36
00:02:20.063 --> 00:02:24.063
มันจะหยุด ก็คือจะหยุดทำเมื่อไปเจอ

37
00:02:24.065 --> 00:02:28.065
เงื่อนไขไม่เป็นจริง เช่น เหมือนบอกว่า

38
00:02:28.066 --> 00:02:32.066
ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า

39
00:02:32.069 --> 00:02:36.069

40
00:02:36.070 --> 00:02:40.070

41
00:02:40.071 --> 00:02:44.071
จำนวนจำนวนหนึ่ง

42
00:02:44.074 --> 00:02:48.074
มีค่าเริ่มต้นที่ 5

43
00:02:48.080 --> 00:02:52.080
ทีนี้แล้วให้ทำอย่างไร

44
00:02:52.081 --> 00:02:56.081
ให้วน วนการทำงาน

45
00:02:56.086 --> 00:03:00.086
โดยมีเงื่อนไขว่า

46
00:03:00.087 --> 00:03:04.087
ถ้าจำนวนนี้มัน...

47
00:03:04.088 --> 00:03:08.088
มันไม่เกิน 10 นะคะ

48
00:03:08.089 --> 00:03:12.089
ก็คือถ้าจำนวนที่เริ่มต้น

49
00:03:12.091 --> 00:03:16.091
จาก 5 นี่ แล้วบวกครั้งละ 1 นี่

50
00:03:16.094 --> 00:03:20.094
แล้วไม่เกิน 10 นี่ นึกออกนะ

51
00:03:20.095 --> 00:03:24.095
5 + 1 ก็เป็น 6 5 + 1 ก็เป็น 7 5 + 1 ก็เป็น 8

52
00:03:24.096 --> 00:03:28.096
มันจะทำไปจนกระทั่งถึง 10 ใช่ไหม

53
00:03:28.098 --> 00:03:32.098
10 ยังทำอยู่ แต่พอ 5 + 6

54
00:03:32.099 --> 00:03:36.099
เป็น 11 ปุ๊บ ไม่เป็นจริงแล้ว

55
00:03:36.101 --> 00:03:40.101
นึกออกไหมคะ เพราะฉะนั้น เลขที่ออกมามันจะเป็น

56
00:03:40.103 --> 00:03:44.103
6 7 8 9 และ 10 ถึงแค่ 10

57
00:03:44.104 --> 00:03:48.104
เท่านั้น เลข 11 ก็จะไม่แสดงให้เห็น

58
00:03:48.105 --> 00:03:52.105
นะคะ ก็คือจะทำจนกว่า

59
00:03:52.106 --> 00:03:56.106
เงื่อนไขในลูปนั้นน่ะ

60
00:03:56.107 --> 00:04:00.107
โดยเงื่อนไขใน loop นั้นมันหยุด จะหยุดทำเมื่อ

61
00:04:00.108 --> 00:04:04.108
มันไปเจอเงื่อนไขที่ไม่ตรง ไม่ตรง

62
00:04:04.110 --> 00:04:08.110
ตามที่กำหนด ปุ๊บ มันจะหยุดทำงานเลยนะคะ

63
00:04:08.111 --> 00:04:12.111
ทีนี้เดี๋ยวมาดูตัวอย่าง

64
00:04:12.114 --> 00:04:16.114
ตัวอย่างแรก for เนื่องจาก

65
00:04:16.115 --> 00:04:20.115
คอมพิวเตอร์นี่ เวลาเราจะให้แสดง

66
00:04:20.116 --> 00:04:24.116
ผลนะคะ ใน for นี่

67
00:04:24.118 --> 00:04:28.118
โดยใช้ for นี่ บอกแล้วว่ามี

68
00:04:28.119 --> 00:04:32.119
จำนวนรอบที่ชัดเจนหรือมีข้อมูลที่ชัดเจน เช่น

69
00:04:32.121 --> 00:04:36.121
for loop ตัวแรกนี่ เพื่อการแสดง

70
00:04:36.126 --> 00:04:40.126
หรือวนซ้ำที่เป็น

71
00:04:40.127 --> 00:04:44.127
ลักษณะข้อมูลที่เป็นตัวอักษร บอกแล้วนะคะ ลักษณะข้อมูลที่เป็นอักษร

72
00:04:44.129 --> 00:04:48.129
หรือข้อความดูง่าย ๆ ก็จะมีเครื่องหมายคำพูด

73
00:04:48.131 --> 00:04:52.131
Single Quoat หรือ Double Quoat

74
00:04:52.132 --> 00:04:56.132
นะคะ ทีนี้ในตัวอย่างนี่

75
00:04:56.134 --> 00:05:00.134
เรามีตัวแปรชื่อว่า name โดยกำหนด

76
00:05:00.135 --> 00:05:04.135
ค่าให้ name ชื่อนี้ค่าเริ่มต้น

77
00:05:04.136 --> 00:05:08.136
อยู่ที่คำว่า "สุธิรา" นะคะ

78
00:05:08.138 --> 00:05:12.138
เสร็จแล้วมาใช้ for คำสั่ง for

79
00:05:12.139 --> 00:05:16.139
เพื่อมีตัวแปรขึ้นมา 1 ตัว เพื่อจะ

80
00:05:16.142 --> 00:05:20.142
มาทำการเป็นเหมือนจำนวนรอบ

81
00:05:20.143 --> 00:05:24.143
นะคะ for in for n

82
00:05:24.145 --> 00:05:28.145
ใช้ว่า n n มันก็ย่ามาจา

83
00:05:28.146 --> 00:05:32.146
เหมือน name นี่ล่ะ ให้รู้ว่า n นี่นะคะ

84
00:05:32.147 --> 00:05:36.147
ถ้า end ใน name เห็นไหมคะ for in name

85
00:05:36.149 --> 00:05:40.149
สำหรับ n ที่อยู่ใน name นะคะ

86
00:05:40.151 --> 00:05:44.151
นะคะ ก็คือต้องการ

87
00:05:44.152 --> 00:05:48.152
ให้คุณวนไอ้ตัวนี้ ไอ้สิ่งที่อยู่ใน name นี่

88
00:05:48.154 --> 00:05:52.154
วิธีการก็คือให้ print n ให้เห็น

89
00:05:52.157 --> 00:05:56.157
อย่างไร อันดับแรก

90
00:05:56.158 --> 00:06:00.158
เราเห็นตัวอย่างแล้วนะ ทีนี้เราก็ต้องลองโค้ดดู

91
00:06:00.159 --> 00:06:04.159
เด็ก ๆ จะต้องเปิดโปรแกรม Colab

92
00:06:04.161 --> 00:06:08.161
จำได้นะคะ ที่เป็นออนไลน์ในสัปดาห์ก่อนน่ะ

93
00:06:08.163 --> 00:06:12.163
เปิด Web browser ขึ้นมาลูก

94
00:06:12.177 --> 00:06:16.177

95
00:06:16.179 --> 00:06:20.179

96
00:06:20.181 --> 00:06:24.181
เปิดเว็บเบาเซอร์แล้วนะ

97
00:06:24.182 --> 00:06:28.182
แล้วพิมพ์ Colab

98
00:06:28.183 --> 00:06:32.183
Cola

99
00:06:32.188 --> 00:06:36.188
Colab นี่

100
00:06:36.189 --> 00:06:40.189
ที่เป็นโปรแกรม

101
00:06:40.191 --> 00:06:44.191
เขียนโค้ดออนไลน์น่ะค่ะ

102
00:06:44.193 --> 00:06:48.193

103
00:06:48.194 --> 00:06:52.194

104
00:06:52.196 --> 00:06:56.196
เขียนโค้ด Python นะ เลือกตัวนี้

105
00:06:56.198 --> 00:07:00.198
Colab ตัวนี้นะคะ Colab Colab

106
00:07:00.200 --> 00:07:04.200
คลิกเข้าไปเลย

107
00:07:04.201 --> 00:07:08.201
คลิกเข้าไปเลย

108
00:07:08.203 --> 00:07:12.203

109
00:07:12.207 --> 00:07:16.207

110
00:07:16.211 --> 00:07:20.211
ก็ให้เราเข้าสู่ระบบ

111
00:07:20.213 --> 00:07:24.213
จำได้นะ ก็คือ...

112
00:07:24.214 --> 00:07:28.214

113
00:07:28.218 --> 00:07:32.218
ไม่แน่ใจเข้าให้หรือยัง

114
00:07:32.220 --> 00:07:36.220
เดี๋ยวลองก็ได้

115
00:07:36.221 --> 00:07:40.221
ถ้าเข้าสู่ระบบจำได้นะ

116
00:07:40.222 --> 00:07:44.222
เคยเข้าสู่ระบบไว้แล้วน่ะ ให้เข้า เดี๋ยวมัน

117
00:07:44.223 --> 00:07:48.223
ไม่ Run เดี๋ยวจะ Run ไม่ได้ เด็ก ๆ ต้องคลิกเข้าสู่

118
00:07:48.224 --> 00:07:52.224
ระบบด้วย

119
00:07:52.226 --> 00:07:56.226

120
00:07:56.227 --> 00:08:00.227
ไม่แน่ใจเหมือนกันใช้ตัวไหน

121
00:08:00.229 --> 00:08:04.229

122
00:08:04.231 --> 00:08:08.231

123
00:08:08.233 --> 00:08:12.233

124
00:08:12.237 --> 00:08:16.237

125
00:08:16.239 --> 00:08:20.239
นะคะ

126
00:08:20.240 --> 00:08:24.240
ถ้าใครเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว

127
00:08:24.241 --> 00:08:28.241
สังเกตบัญชีจะต้องเป็นรูปเราหรือชื่อเรานะ

128
00:08:28.242 --> 00:08:32.242
เสร็จแล้วเราเริ่มต้น ก็คือเราเลือก Code ใช่ไหม

129
00:08:32.245 --> 00:08:36.245
ก็คือ Coding นั่นเอง ก็คือเราจะเริ่มเขียนโค้ด

130
00:08:36.247 --> 00:08:40.247
เปิดให้เห็น 2 หน้าต่างทำอย่างไร

131
00:08:40.249 --> 00:08:44.249
เดี๋ยว ๆ

132
00:08:44.251 --> 00:08:48.251
เดี๋ยวนะ มันต้องย่อ 2 หน้าไม่อย่างนั้นมันจะมองไม่เห็น Coding

133
00:08:48.253 --> 00:08:52.253
แป๊บ สลับ

134
00:08:52.254 --> 00:08:56.254
มันออกมาตัวไหนนี่

135
00:08:56.255 --> 00:09:00.255
มาตัวไหนนี่ เลือกผิดอันใช่ไหมนี่

136
00:09:00.256 --> 00:09:04.256

137
00:09:04.259 --> 00:09:08.259

138
00:09:08.265 --> 00:09:12.265

139
00:09:12.268 --> 00:09:16.268
นะเด็ก ๆ นะ

140
00:09:16.270 --> 00:09:20.270
แป๊บหนึ่งนะ

141
00:09:20.271 --> 00:09:24.271
ไม่เห็น

142
00:09:24.273 --> 00:09:28.273

143
00:09:28.276 --> 00:09:32.276

144
00:09:32.278 --> 00:09:36.278

145
00:09:36.282 --> 00:09:40.282
วางไว้คู่กัน

146
00:09:40.285 --> 00:09:44.285
เอาไว้ฝั่งไหนจะเห็น

147
00:09:44.291 --> 00:09:48.291
ไม่ได้อีก

148
00:09:48.292 --> 00:09:52.292
ใหญ่ไป

149
00:09:52.293 --> 00:09:56.293
ไม่ให้ความร่วมมือในการย่อเลย

150
00:09:56.294 --> 00:10:00.294

151
00:10:00.297 --> 00:10:04.297
เห็นไหม เห็นหรือยัง

152
00:10:04.298 --> 00:10:08.298

153
00:10:08.299 --> 00:10:12.299
โอเคนะ ไม่ยอมปิด

154
00:10:12.300 --> 00:10:16.300
ไปให้อีก

155
00:10:16.301 --> 00:10:20.301
เปิด 2 หน้าต่าง เดี๋ยวเปิด 2 หน้าต่างนะคะ

156
00:10:20.302 --> 00:10:24.302

157
00:10:24.303 --> 00:10:28.303
โอเคไหม

158
00:10:28.306 --> 00:10:32.306
เดี๋ยวจะเปปิดแบบ 2 หน้าต่าง

159
00:10:32.307 --> 00:10:36.307
โอเค

160
00:10:36.310 --> 00:10:40.310
ได้ไหม ไม่เห็นฝั่งนี้อีก เอา

161
00:10:40.311 --> 00:10:44.311
ลงมานี่

162
00:10:44.312 --> 00:10:48.312
เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่ง

163
00:10:48.315 --> 00:10:52.315

164
00:10:52.316 --> 00:10:56.316
โอเคหรือยัง Colab ไม่เห็นอีก

165
00:10:56.317 --> 00:11:00.317

166
00:11:00.318 --> 00:11:04.318

167
00:11:04.321 --> 00:11:08.321
โอเคนะคะ

168
00:11:08.322 --> 00:11:12.322
บรรทัดแรกให้ประกาศตัวแปรใช่ไหม

169
00:11:12.324 --> 00:11:16.324
ตัวแปรชื่อว่า name เราก็เริ่มเลย เริ่มพิมพ์

170
00:11:16.325 --> 00:11:20.325

171
00:11:20.326 --> 00:11:24.326
name นี่สังเกต บอกแล้ว

172
00:11:24.327 --> 00:11:28.327
ตัวแปรนี่ควรจะเป็น ถ้าใช้

173
00:11:28.328 --> 00:11:32.328
ตัวเล็กต้องจำได้นะคะ ตัวเล็กตัวใหญ่ต่างกัน

174
00:11:32.329 --> 00:11:36.329
name ปึ๊บ วิธีประกาศตัวแปร

175
00:11:36.330 --> 00:11:40.330
ชื่อตัวแปรแล้วตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ โดยก่อนจะพิมพ์

176
00:11:40.332 --> 00:11:44.332
เครื่องหมายเท่ากับเราต้องเว้นวรรคเสมอนะคะ เครื่องเท่ากับแล้ว

177
00:11:44.333 --> 00:11:48.333
ก็ตามด้วยบอกค่า หรือบอก

178
00:11:48.334 --> 00:11:52.334
ชนิดของข้อมูล ตัวแปรนี้

179
00:11:52.336 --> 00:11:56.336
ชื่อตัวแปรก็บอกอยู่แล้ว name name นั่นหมายถึงชื่อ

180
00:11:56.337 --> 00:12:00.337
ค่าที่เราจะใส่เข้าไปก็คือชื่อนะคะ

181
00:12:00.338 --> 00:12:04.338
เด็ก ๆ ใส่ชื่อตัวเอง

182
00:12:04.342 --> 00:12:08.342
ก็ได้นะคะ ถ้าอยากรู้

183
00:12:08.343 --> 00:12:12.343
นะคะ ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อแม่ลงไป

184
00:12:12.345 --> 00:12:16.345
พิมพ์ชื่อตัวเองลงไปก็ได้ ตรงนี้

185
00:12:16.346 --> 00:12:20.346
ข้อมูลในนี้คือเด็ก ๆ กำหนดเองได้นะคะ

186
00:12:20.348 --> 00:12:24.348
ใส่ลงไป แต่ให้รู้ว่าตัวแปรนี้

187
00:12:24.349 --> 00:12:28.349
ก็คือตัวแปรสำหรับข้อมูลที่เป็นชื่อ

188
00:12:28.350 --> 00:12:32.350
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วในบรรทัดที่ 2 เรา

189
00:12:32.351 --> 00:12:36.351
จะใช้คำสั่ง for นะคะ

190
00:12:36.355 --> 00:12:40.355
for แลเวก็มีตัวแปรชื่อว่า

191
00:12:40.356 --> 00:12:44.356
n สังเกตนะคะ ถ้า

192
00:12:44.357 --> 00:12:48.357
ไม่ได้กด Tab นี่ ไม่ต้องไปทำอะไรมันนะ

193
00:12:48.359 --> 00:12:52.359
ตำแหน่งของโครงสร้างของ

194
00:12:52.360 --> 00:12:56.360
ตัวโปรแกรมน่ะ ต้องพิมพ์ให้ถูกต้อง

195
00:12:56.361 --> 00:13:00.361
ตามโครงสร้าง ไม่อย่างนั้นขึ้น Error นะคะ for n

196
00:13:00.363 --> 00:13:04.363
in in นี่ก็เป็นคำสั่งที่ใช้คู่กับ

197
00:13:04.364 --> 00:13:08.364
for นะคะ for n in name นะคะ

198
00:13:08.369 --> 00:13:12.369
ก็คือตัวแปร n ใน name นี่

199
00:13:12.371 --> 00:13:16.371
นะคะ

200
00:13:16.372 --> 00:13:20.372
ทุกครั้งที่ใช้คำสั่ง for ปิดตัวคำสั่ง

201
00:13:20.373 --> 00:13:24.373
ด้วยเครื่องหมาย : เสมอะนคะ

202
00:13:24.375 --> 00:13:28.375
สังเกตเห็นไหมใน colab นี่

203
00:13:28.376 --> 00:13:32.376
สีของตัวแปร

204
00:13:32.378 --> 00:13:36.378
มันจะเป็นสีดำเห็นไหมคะ อะไรเป็นตัวแปรมันจะเป็นสีดำ

205
00:13:36.380 --> 00:13:40.380
เห็นไหม บอกให้รู้

206
00:13:40.381 --> 00:13:44.381
นะคะ

207
00:13:44.383 --> 00:13:48.383
จากนั้นสั่งลูปแล้ว

208
00:13:48.385 --> 00:13:52.385
สิ่งที่ต้องการต่อมา ก็คือให้มันแสดง

209
00:13:52.388 --> 00:13:56.388
สั่งให้มันวนลูป แต่เราจะรู้ได้อย่างไร

210
00:13:56.389 --> 00:14:00.389
หรือไม่ เราก็ต้องสั่งให้มันแสดง

211
00:14:00.390 --> 00:14:04.390
ในการแสดงผล เห็นไหมคะ เมื่อเราพิมพ์คำสั่ง for

212
00:14:04.391 --> 00:14:08.391
พอกด Enter ปุ๊บ สังเกตตำแหน่งมันจะขยับ

213
00:14:08.392 --> 00:14:12.392
เข้ามามันจะไม่อยู่ชิดนะคะ คำสั่ง print นั่นเอง p-r-i-n-t

214
00:14:12.395 --> 00:14:16.395
print นั่นเอง p-r-i-n-t

215
00:14:16.395 --> 00:14:20.395
print แล้วก็พิมพ์เครื่องหมายวงเล็บ

216
00:14:20.397 --> 00:14:24.397
เห็นไหมคะ สิ่งที่เราต้องการให้แสดงใน print นะคะ

217
00:14:24.399 --> 00:14:28.399
ก็คือตัวแปรที่ชื่อว่า n

218
00:14:28.400 --> 00:14:32.400
นะคะ เพราะว่าใน for นี้สั่ง สั่ง

219
00:14:32.405 --> 00:14:36.405
ให้ n ทำงาน เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ให้แสดงตัวแปร

220
00:14:36.406 --> 00:14:40.406
ที่ชื่อว่า n จำได้หรือเปล่า วิธี

221
00:14:40.407 --> 00:14:44.407
Run Code ในตัว

222
00:14:44.408 --> 00:14:48.408
โปรแกรมนี้ ก็คือกดที่ปุ่ม

223
00:14:48.409 --> 00:14:52.409
เหมือน Play นี่เห็นไหมคะ กด 1 ครั้ง

224
00:14:52.411 --> 00:14:56.411
มันก็จะหมุน หมุน หมุน

225
00:14:56.412 --> 00:15:00.412
เพื่อให้มันแสดงผล

226
00:15:00.415 --> 00:15:04.415

227
00:15:04.417 --> 00:15:08.417
นี่เน็ตช้านะนี่

228
00:15:08.419 --> 00:15:12.419
เห็นไหม สิ่งที่จะแสดงออกมา

229
00:15:12.421 --> 00:15:16.421
เห็นไหมคะ n ใน name ใน name มีอะไร

230
00:15:16.422 --> 00:15:20.422
มีคำว่า "สุธิรา"

231
00:15:20.423 --> 00:15:24.423
ธิ-ร-า

232
00:15:24.425 --> 00:15:28.425
ถ้าเด็ก ๆ ใส่ชื่อตัวเอง สิ่งที่มันแสดง

233
00:15:28.427 --> 00:15:32.427
ออกมามันก็จะเป็นชื่อของเด็ก ๆ นะคะ

234
00:15:32.429 --> 00:15:36.429

235
00:15:36.430 --> 00:15:40.430
เข้าใจนะ

236
00:15:40.432 --> 00:15:44.432

237
00:15:44.435 --> 00:15:48.435

238
00:15:48.437 --> 00:15:52.437

239
00:15:52.439 --> 00:15:56.439

240
00:15:56.441 --> 00:16:00.441
บอกแล้วว่า for นี้

241
00:16:00.444 --> 00:16:04.444
มันใช้ในกรณีที่ให้วน

242
00:16:04.447 --> 00:16:08.447
รอบที่มีจำนวนมที่แน่นอน เพราเหมือนชื่อนี

243
00:16:08.448 --> 00:16:12.448
ก็คือชื่อมันโดนระบุว่ามีตัวอักษรแค่ 1 2 3

244
00:16:12.449 --> 00:16:16.449
4 5 6 นึกออกไหม มันก็จะทำไปจนกว่า

245
00:16:16.451 --> 00:16:20.451
จะแสดงชื่อของเราน่ะค่ะ จนครบ

246
00:16:20.452 --> 00:16:24.452
นึกออกนะ เพราะฉะนั้น ถ้าสมมติ

247
00:16:24.453 --> 00:16:28.453
เด็ก ๆ ลองเปลี่ยนนะคะ ใส่ทั้ง

248
00:16:28.454 --> 00:16:32.454
ชื่อและนามสกุลตัวเองเข้าไปดู ใน

249
00:16:32.456 --> 00:16:36.456
Colab นี่ พิมพ์ภาษาไทยได้อยู่แล้ว เด็ก ๆ

250
00:16:36.457 --> 00:16:40.457
เปลี่ยนรูปแบบนะ

251
00:16:40.459 --> 00:16:44.459
ฟอนต์เป็นไทย เป็นอังกฤษ เดี๋ยวลองดูนะคะ

252
00:16:44.460 --> 00:16:48.460
อีกรอบหนึ่งนะคะ เมื่อกี้เฉพาะชื่อใช่ไหมคะ เรา

253
00:16:48.461 --> 00:16:52.461
จะลองทั้งชื่อทั้งภาษาอังกฤษ

254
00:16:52.463 --> 00:16:56.463
นะ เราก็

255
00:16:56.463 --> 00:17:00.463
กดที่โค้ดอีก 1 ครั้ง ขี้เกียจพิมพ์แล้วนะ

256
00:17:00.464 --> 00:17:04.464
วิธีการ Copy ดูนะคะ

257
00:17:04.465 --> 00:17:08.465
กดเมาส์ค้างแล้วลากเมาส์ขึ้นไปให้มันเกิด Tab

258
00:17:08.467 --> 00:17:12.467
เห็นไหมคะ แล้วก็กดอะไร

259
00:17:12.470 --> 00:17:16.470
Ctrl + C เสร็จแล้วก็กด

260
00:17:16.472 --> 00:17:20.472
Ctrl + V เพื่อวาง บอกแล้วให้เด็ก ๆ

261
00:17:20.474 --> 00:17:24.474
ใส่ทั้งชื่อและนามสกุล

262
00:17:24.476 --> 00:17:28.476

263
00:17:28.492 --> 00:17:32.492

264
00:17:32.496 --> 00:17:36.496
ใช้ตัวแปรเดิมเลย ใช้ตัวแปรเดิมแต่ไปเพิ่ม

265
00:17:36.499 --> 00:17:40.499
ข้อความใช่ไหม เพิ่มนามสกุลเข้าไปในตัวแปรนั้น

266
00:17:40.502 --> 00:17:44.502
แล้วก็

267
00:17:44.503 --> 00:17:48.503
ลอง Run ดูนะคะ

268
00:17:48.504 --> 00:17:52.504
เห็นไหม ผลออกมาก็จะ Run

269
00:17:52.506 --> 00:17:56.506
จนครบหมดเลยนะคะ

270
00:17:56.507 --> 00:18:00.507
มีหมดทุกตัว ไม่มีขาด

271
00:18:00.508 --> 00:18:04.508
ไม่มีหล่น เพราะมันรู้แล้วว่า

272
00:18:04.510 --> 00:18:08.510
มันมีประโยคนี้อยู่ในนี้ มันก็จะ Run ให้

273
00:18:08.512 --> 00:18:12.512
นะคะ

274
00:18:12.516 --> 00:18:16.516

275
00:18:16.517 --> 00:18:20.517

276
00:18:20.518 --> 00:18:24.518

277
00:18:24.519 --> 00:18:28.519
ทีนี้เดี๋ยว

278
00:18:28.521 --> 00:18:32.521
เด็ก ๆ เขียนเองนะ

279
00:18:32.524 --> 00:18:36.524
อยากให้

280
00:18:36.526 --> 00:18:40.526
นะคะ จะใช้หลักการนี้แต่เปลี่ยนแต่ชื่อ

281
00:18:40.528 --> 00:18:44.528
ดูนะ เราจะเปลี่ยนจากชื่อนะคะ เป็นเบอร์

282
00:18:44.532 --> 00:18:48.532
เบอร์โทรศัพท์ นึกออกนะ

283
00:18:48.532 --> 00:18:52.532
ไม่เอาแล้วชื่อ

284
00:18:52.534 --> 00:18:56.534
เข้าใจนะ ให้แสดงเบอร์โทรศัพท์

285
00:18:56.536 --> 00:19:00.536
นะคะ นะคะ ตัวแปรสำหรับเก็บเบอร์โทรศัพท์

286
00:19:00.537 --> 00:19:04.537
แล้วก็ใส่ค่า

287
00:19:04.538 --> 00:19:08.538
เบอร์โทรศัพท์เข้าไป แล้วก็เปลี่ยนชื่อตัวแปรนี้

288
00:19:08.539 --> 00:19:12.539
เป็นแล้วแต่เด็ก ๆ จะเปลี่ยนนะคะ ให้ตรงกัน

289
00:19:12.540 --> 00:19:16.540
แล้วก็แสดงผลของตัวแปรออกมา

290
00:19:16.543 --> 00:19:20.543
ลองสิ อยากให้ print

291
00:19:20.545 --> 00:19:24.545
เบอร์โทรของแต่ละคน ลองทำเองนะ

292
00:19:24.547 --> 00:19:28.547
จะไม่พาทำ อธิบายแล้ว คือ จากเดิม

293
00:19:28.549 --> 00:19:32.549
นะ เราแสดงชื่อ ทีนี้เราจะแสดงเป็นเบอร์โทรศัพท์

294
00:19:32.551 --> 00:19:36.551
แทน เด็ก ๆ ลองเปลี่ยนโค้ด

295
00:19:36.553 --> 00:19:40.553
อันดับแรกเสมอนะคะ ทุกครั้งเสมอ ก็คือ

296
00:19:40.555 --> 00:19:44.555
สิ่งที่เราจะต้องมี ก็คือตัวแปรที่เราจะใช้

297
00:19:44.557 --> 00:19:48.557
อันนี้ตัวแปร name สำหรับชื่อไปแล้ว เราก็จะ

298
00:19:48.558 --> 00:19:52.558
ส้รางตัวแปรสำหรับ

299
00:19:52.559 --> 00:19:56.559
ข้อมูลของเบอร์โทรใช่ไหม เบอร์โทร

300
00:19:56.560 --> 00:20:00.560
จะตั้งชื่อตัวแปรว่าอะไรนะคะ

301
00:20:00.561 --> 00:20:04.561
เสร็จแล้วคำสั่ง for นี่ รูปแบบเดิม

302
00:20:04.561 --> 00:20:08.561
เลยแต่ให้เปลี่ยนแค่ตัวแปร นึกออกนะ

303
00:20:08.563 --> 00:20:12.563
2 ตัวนี้ n กับ name นี่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น

304
00:20:12.564 --> 00:20:16.564
ถ้า name เป็นตัวแปรที่เก็บชื่อ

305
00:20:16.566 --> 00:20:20.566
เพราะฉะนั้น ตัวแปรที่เก็บเบอร์โทรชื่ออะไร

306
00:20:20.567 --> 00:20:24.567
ก็ต้องเปลี่ยนให้ตรงกับตัวนี้ เห็นไหม มันจะมา

307
00:20:24.568 --> 00:20:28.568
แต่ตัวนี้ตั้งขึ้น

308
00:20:28.570 --> 00:20:32.570
เป็นตัวแปรที่ตั้งขึ้น เพื่อให้มันวนน่ะค่ะ

309
00:20:32.571 --> 00:20:36.571
มันวนรอบ ตั้งเป็นตัวอะไรก็ได้แล้วแต่เด็ก ๆ เลย

310
00:20:36.572 --> 00:20:40.572
นะคะ หรือจะเอา n เหมือนเดิมก็ได้ แตทั

311
00:20:40.573 --> 00:20:44.573
บอกแล้วหลักการมันควรจะสอดคล้องกัน เพื่อให้รู้ว่าตัวแปรนี้

312
00:20:44.574 --> 00:20:48.574
มันจะมาดึงข้อมูลตัวนี้

313
00:20:48.576 --> 00:20:52.576
มาแสดงนะคะ แล้วพอสั่ง print เราจะสั่ง print ตัวแปร

314
00:20:52.577 --> 00:20:56.577
ที่อยู่หลังคำสั่ง for เสมอ

315
00:20:56.578 --> 00:21:00.578
ลองดูสิ

316
00:21:00.579 --> 00:21:04.579
อยากให้ใครจะสามารถแสดง

317
00:21:04.580 --> 00:21:08.580
เบอร์โทรตัวเอง โดยใช้คำสั่ง for ได้

318
00:21:08.584 --> 00:21:12.584

319
00:21:12.586 --> 00:21:16.586
ลงมือเลย ทำเลย

320
00:21:16.588 --> 00:21:20.588
ให้ทำเองนะคะ เวลาเรา

321
00:21:20.590 --> 00:21:24.590
จะเขียนโค้ดใหม่ นึกออกนะ เด็ก ๆ คลิกที่

322
00:21:24.592 --> 00:21:28.592
นี่เสมอ ตำแหน่งบวกโ

323
00:21:28.593 --> 00:21:32.593
แล้วมันก็จะขึ้นบรรทัดใหม่ขึ้นมาเห็นไหม

324
00:21:32.594 --> 00:21:36.594
แล้วก็เริ่มลงมือเห็นไหมคะ มันก็จะมีบอก 1

325
00:21:36.596 --> 00:21:40.596
2  อันนี้เมื่อทำเสร็จอันนี้ก็จะเป็น 3

326
00:21:40.598 --> 00:21:44.598
ตอนนี้โค้ดเรา มี 2 อันแล้วนี่

327
00:21:44.600 --> 00:21:48.600
นะคะ จะย่อ

328
00:21:48.602 --> 00:21:52.602

329
00:21:52.603 --> 00:21:56.603
อันดับแรก

330
00:21:56.606 --> 00:22:00.606
ประกาศตัวแปรสำหรับเก็บเบอร์โทรศัพท์

331
00:22:00.607 --> 00:22:04.607

332
00:22:04.608 --> 00:22:08.608

333
00:22:08.610 --> 00:22:12.610

334
00:22:12.611 --> 00:22:16.611

335
00:22:16.613 --> 00:22:20.613
เมื่อกี้เอ็กซ์ตร้าทำแล้ว แต่เอ็กซ์ตร้าไม่ยอมเปลี่ยน

336
00:22:20.615 --> 00:22:24.615
ตัวแปร เอ็กส์ต้าต้องเปลี่ยน

337
00:22:24.616 --> 00:22:28.616
นึกออกไหม มันเก็บคนละอันน่ะ ให้นึกถึงนะ

338
00:22:28.621 --> 00:22:32.621
เพราะ name มันเก็บชื่อใช่ไหมคะ

339
00:22:32.623 --> 00:22:36.623
ใช่ไหม name เก็บชื่อ

340
00:22:36.624 --> 00:22:40.624
แต่ทีนี้เก็บเบอร์โทร

341
00:22:40.626 --> 00:22:44.626
ตั้งชื่อตัวแปรใหม่ เพื่อเก็บเบอร์โทรศัพท์ นึกออกนะ

342
00:22:44.627 --> 00:22:48.627
ไม่ควรใช้ชื่อเดิมน่ะลูก

343
00:22:48.631 --> 00:22:52.631
ให้นึกถึง ในกรณีที่เปลี่ยนโจทย์นี่

344
00:22:52.633 --> 00:22:56.633
ตัว ชื่อตัวแปรมันก็ต้องสอดคล้องกับที่

345
00:22:56.634 --> 00:23:00.634
เก็บนึกออกนะ ไม่ใช่ยังใช้ name แล้วก็

346
00:23:00.635 --> 00:23:04.635
มาเปลี่ยนแต่ไส้ในเป็นเบอร์โทร

347
00:23:04.637 --> 00:23:08.637
นะคะ เข้าใจไหม ลองสิ

348
00:23:08.639 --> 00:23:12.639
ลองเขียนใหม่ เอ็กส์ต้าลองเขียนใหม่

349
00:23:12.640 --> 00:23:16.640

350
00:23:16.641 --> 00:23:20.641

351
00:23:20.643 --> 00:23:24.643

352
00:23:24.644 --> 00:23:28.644

353
00:23:28.646 --> 00:23:32.646

354
00:23:32.649 --> 00:23:36.649

355
00:23:36.651 --> 00:23:40.651

356
00:23:40.653 --> 00:23:44.653

357
00:23:44.655 --> 00:23:48.655

358
00:23:48.657 --> 00:23:52.657

359
00:23:52.658 --> 00:23:56.658

360
00:23:56.660 --> 00:24:00.660

361
00:24:00.662 --> 00:24:04.662

362
00:24:04.665 --> 00:24:08.665
ก็คือ

363
00:24:08.668 --> 00:24:12.668
เมื่อโจทย์เปลี่ยนนี่เราต้อง... นะคะ

364
00:24:12.669 --> 00:24:16.669
หลักการเขียนโค้ดนี่ เราจะ

365
00:24:16.670 --> 00:24:20.670
เปลี่ยนโจทย์หรือเปลี่ยนสิ่งที่เราต้อง

366
00:24:20.672 --> 00:24:24.672
การ Output ออกมาปุ๊บ สิ่งที่เรา

367
00:24:24.673 --> 00:24:28.673
ก็จะมีพวกตัวแปรใช่ไหม ตัวแปร

368
00:24:28.674 --> 00:24:32.674
หรือกระบวนการ เช่น คำสั่งที่ใช้ในการวนรอบ

369
00:24:32.675 --> 00:24:36.675
อย่างนี้นะคะ นี่

370
00:24:36.676 --> 00:24:40.676

371
00:24:40.684 --> 00:24:44.684

372
00:24:44.686 --> 00:24:48.686

373
00:24:48.689 --> 00:24:52.689

374
00:24:52.692 --> 00:24:56.692

375
00:24:56.694 --> 00:25:00.694

376
00:25:00.696 --> 00:25:04.696

377
00:25:04.697 --> 00:25:08.697
โอเคนะคะ เมื่อกี้เดินไปดูแล้ว

378
00:25:08.699 --> 00:25:12.699
ก็ตอนแรกอาจจะยังงง ๆ อยู่ แต่

379
00:25:12.702 --> 00:25:16.702
ดูแล้วพออธิบายอีกครั้งหนึ่งก็จะเข้าใจนะคะ

380
00:25:16.707 --> 00:25:20.707
ก็คือจากเดิมนะคะ เราใช้ชื่อตัวแปร name นี่

381
00:25:20.708 --> 00:25:24.708
เพื่อเก็บชื่อนามสกุลใช่ไหมคะ

382
00:25:24.709 --> 00:25:28.709
แต่ทีนี้บอกว่า โจทย์ก็คือบอกว่า

383
00:25:28.710 --> 00:25:32.710
ต้องการให้เก็บเบอร์โทร แม่ก็จะตั้งชื่อ

384
00:25:32.711 --> 00:25:36.711
ตัวแปรใหม่ ก็จะมีตัวแปรใหม่ขึ้นมา

385
00:25:36.714 --> 00:25:40.714
Tell Tell ก็คือโทรศัพท์ใช่ไหมคะ

386
00:25:40.716 --> 00:25:44.716
หรือ phone ใช่ไหมคะ

387
00:25:44.717 --> 00:25:48.717
p-h-o-n-e ใช่ไหม ตามตัวเลยก็ได้

388
00:25:48.718 --> 00:25:52.718
เพราะบอกแล้ววิธีการ

389
00:25:52.720 --> 00:25:56.720
ตั้งชื่อตัวแปรนี่

390
00:25:56.721 --> 00:26:00.721
ก็พยายามให้มันใกล้เคียงกับความหมายภาษาไท

391
00:26:00.724 --> 00:26:04.724
ของเรานั่นเองนะคะ สังเกตว่าข้อมูลที่มันเป็น

392
00:26:04.725 --> 00:26:08.725
เบอร์โทรนี่มันเป็นเลขก็จริง แต่ความ

393
00:26:08.726 --> 00:26:12.726
เป็นจริง มันคือเป็นตัวเลขหรือ

394
00:26:12.727 --> 00:26:16.727
ข้อความหนรือตัวอักษรเราดี ๆ นั่นเองนะคะ

395
00:26:16.729 --> 00:26:20.729
เราก็เลยต้องให้มันแสดงอยู่ในรูปของ

396
00:26:20.730 --> 00:26:24.730
ข้อความ ก็คือใส่เครื่องหมายคำพูด

397
00:26:24.730 --> 00:26:28.730
0 8 0

398
00:26:28.731 --> 00:26:32.731
6 3

399
00:26:32.733 --> 00:26:36.733
9793539

400
00:26:36.735 --> 00:26:40.735
2539 อย่างนี้นะคะ

401
00:26:40.737 --> 00:26:44.737
เสร็จแล้วก็ใช้คำสั่ง for

402
00:26:44.738 --> 00:26:48.738
เหมือนเดิม for โดยที่...

403
00:26:48.739 --> 00:26:52.739
โดยที่กำหนดให้ตัวแปร t

404
00:26:52.740 --> 00:26:56.740
นะคะ ตัวแปรชื่อว่า t นี่

405
00:26:56.742 --> 00:27:00.742
เข้าไปวนรอบ

406
00:27:00.743 --> 00:27:04.743
อยู่ใน phone ของเรา

407
00:27:04.746 --> 00:27:08.746
ตัวแปร t ไหม

408
00:27:08.747 --> 00:27:12.747
วนรอบอยู่ใน phone ของเรา

409
00:27:12.749 --> 00:27:16.749
นะคะ เสร็จแล้ว

410
00:27:16.751 --> 00:27:20.751
เราก็ให้มันแสดง

411
00:27:20.753 --> 00:27:24.753
ไอ้เจ้าตัวแปร

412
00:27:24.754 --> 00:27:28.754
p นั้นให้เห็น

413
00:27:28.755 --> 00:27:32.755
พอสั่ง print ปุ๊บ

414
00:27:32.756 --> 00:27:36.756
นะคะ ก็จะ

415
00:27:36.758 --> 00:27:40.758
print เบอร์โทรออกมาทีละตัว ทีละตัวอย่างนี้นะคะ

416
00:27:40.759 --> 00:27:44.759
อันนี้คือใช้ for

417
00:27:44.760 --> 00:27:48.760
นะคะ ในกรณีที่

418
00:27:48.761 --> 00:27:52.761
loop เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

419
00:27:52.762 --> 00:27:56.762
ทีนี้เมื่อมีข้อความแล้ว แล้วในกรณีที่

420
00:27:56.763 --> 00:28:00.763
เป็นตัวเลขน่ะ เห็นไหมคะ

421
00:28:00.764 --> 00:28:04.764

422
00:28:04.766 --> 00:28:08.766

423
00:28:08.768 --> 00:28:12.768
ลืม for แบบตัวเลขใช่ไหมนี่

424
00:28:12.771 --> 00:28:16.771
อยู่อันล่าง เดี๋ยว ๆ ตอนนี้เป็นข้อความอยู่นะคะ

425
00:28:16.778 --> 00:28:20.778
ยังเป็นข้อความอยู่นะ แต่เป็นข้อความ

426
00:28:20.779 --> 00:28:24.779
แบบเป็นชุด มาเป็นชุดเลย

427
00:28:24.780 --> 00:28:28.780
for loop to list หมายถึงอะไร เดี๋ยวขยายก่อน

428
00:28:28.781 --> 00:28:32.781
อธิบายก่อน

429
00:28:32.783 --> 00:28:36.783
ทำไมหน้าจอ

430
00:28:36.784 --> 00:28:40.784
มันโดนเปลี่ยนไปแบบนี้

431
00:28:40.785 --> 00:28:44.785

432
00:28:44.786 --> 00:28:48.786
ตั้งค่าจอไม่บาล้าน มัน

433
00:28:48.788 --> 00:28:52.788
ล้นน่ะ เซ็ตจอใหม่

434
00:28:52.789 --> 00:28:56.789
นะคะ สำหรับ

435
00:28:56.790 --> 00:29:00.790
list นี่ มันหมายถึงข้อมูล

436
00:29:00.792 --> 00:29:04.792
นะคะ นี่ที่อยู่ในวงเล็บ

437
00:29:04.794 --> 00:29:08.794
ที่เป็นสี่เหลี่ยมน่ะ

438
00:29:08.795 --> 00:29:12.795
นะคะ ก็คือ เป็นข้อมูลที่มา

439
00:29:12.797 --> 00:29:16.797
เป็นชุดเลย เช่น ประกาศตัวแปร

440
00:29:16.801 --> 00:29:20.801
ชื่อว่า nickname nickname ก็คือชื่อเล่น

441
00:29:20.803 --> 00:29:24.803
ภาษาไทยออกมา เพราะฉะนั้น ในชุด

442
00:29:24.805 --> 00:29:28.805
ก็คือถ้าบอกมาเป็น list เราจะต้องมีวงเล็บ

443
00:29:28.806 --> 00:29:32.806
สี่เหลี่ยมนี่ขึ้นมาคลุม

444
00:29:32.807 --> 00:29:36.807
แล้วก็ตามด้วยข้อมูลชนิด

445
00:29:36.809 --> 00:29:40.809
ชื่อเล่น ชื่อเล่นก็ใช้ตัวอักษรใช่ไหมคะ มีองุ่น มี

446
00:29:40.810 --> 00:29:44.810
มีเอ็กซ์ตร้าแบบนี้นะคะ

447
00:29:44.811 --> 00:29:48.811
แล้วใช้คำสั่ง for เพื่อที่จะแสดงข้อมูลที่เป็น list

448
00:29:48.814 --> 00:29:52.814
ต่างกันอย่างไรกับเมื่อกี้ที่เป็นตัวอักษรนะคะ

449
00:29:52.816 --> 00:29:56.816
เดี๋ยวเราจะลองเขียนโค้ดตัวนี้ดู

450
00:29:56.817 --> 00:30:00.817
เปิด colab เลย เปิด colab แล้วทำไปพร

451
00:30:00.818 --> 00:30:04.818

452
00:30:04.819 --> 00:30:08.819
นะคะ

453
00:30:08.822 --> 00:30:12.822
เหมือนเดิมนะคะ เพิ่มโค้ดใหม่ เราจะเขียนโค้ดใหม่แล้วนะคะ

454
00:30:12.823 --> 00:30:16.823
เราจะแสดงผลที่เป็น list

455
00:30:16.824 --> 00:30:20.824
นะคะเด็ก ๆ

456
00:30:20.826 --> 00:30:24.826

457
00:30:24.827 --> 00:30:28.827

458
00:30:28.830 --> 00:30:32.830
ไปทีละบรรทัด

459
00:30:32.833 --> 00:30:36.833
ดูที่บรรทัดแรก

460
00:30:36.837 --> 00:30:40.837
เอาใหม่ ๆ ๆ

461
00:30:40.839 --> 00:30:44.839
ย่อแล้วขยายหน้าจอกันอยู่นี่ล่ะ

462
00:30:44.841 --> 00:30:48.841
โอเคไหม หมดไหม

463
00:30:48.842 --> 00:30:52.842
เข้าไปเยอะไป เดี๋ยวนะ

464
00:30:52.843 --> 00:30:56.843
เดี๋ยว ๆ ขอจัดให้เด็ก ๆ จะได้เห็น

465
00:30:56.844 --> 00:31:00.844
ได้หมดนะ เราจะได้เห็นทั้ง 2 ฝั่งนะคะ

466
00:31:00.848 --> 00:31:04.848
เห็นทั้ง 2 จอ

467
00:31:04.853 --> 00:31:08.853
โอเคไหม

468
00:31:08.855 --> 00:31:12.855
ตำแหน่งแรกนะคะ ประกาศตัวแปรชื่อว่า nickname

469
00:31:12.858 --> 00:31:16.858

470
00:31:16.859 --> 00:31:20.859
นะคะ

471
00:31:20.862 --> 00:31:24.862
แล้วกำหนดค่าในตัวแปร nickname

472
00:31:24.864 --> 00:31:28.864
เป็นแบบ list ก็คือใส่วงเล็บสี่เหลี่ยม

473
00:31:28.866 --> 00:31:32.866
ใหญ่เข้าไปเด็ก ๆ เห็นไหม เห็นไหมคะ

474
00:31:32.867 --> 00:31:36.867
ใน Colab พอกดสี่เหลี่ยมเปิด

475
00:31:36.870 --> 00:31:40.870
ปิดตามมาทันที ในนี้เราก็ใส่

476
00:31:40.872 --> 00:31:44.872
ชื่อเล่นลงไปนะคะ เสร็จ 1 ชื่อ

477
00:31:44.874 --> 00:31:48.874
ขั้นด้วย

478
00:31:48.874 --> 00:31:52.874

479
00:31:52.875 --> 00:31:56.875
คอมมาใช่ไหม

480
00:31:56.877 --> 00:32:00.877
เสมอนะคะ ชื่อเล่น

481
00:32:00.879 --> 00:32:04.879
ถ้าตัวเองอยากเอาชื่อตัวเอง

482
00:32:04.881 --> 00:32:08.881
ใส่เข้าไปจากองุ่นก็เป็นกุ้งนางนะ

483
00:32:08.882 --> 00:32:12.882
หรือบาสขึ้นก่อน เอ็กซ์ต้าขึ้นก่อน แล้วแต่นะคะ

484
00:32:12.883 --> 00:32:16.883

485
00:32:16.904 --> 00:32:20.904
พอหมด

486
00:32:20.905 --> 00:32:24.905
หนึ่งชื่อ ชื่อใหม่จะต้องคั่นด้วยเครื่องหมาย

487
00:32:24.907 --> 00:32:28.907
โคลอนอย่างนี้... ไม่ใช่สิ

488
00:32:28.909 --> 00:32:32.909

489
00:32:32.911 --> 00:32:36.911

490
00:32:36.913 --> 00:32:40.913
คอมมาสินะ ซักสับสนแล้ว

491
00:32:40.916 --> 00:32:44.916
โคลอน คอมมา

492
00:32:44.918 --> 00:32:48.918
คั่นด้วยคอมม่านะคะ เสร็จ

493
00:32:48.919 --> 00:32:52.919
ข้อมูลชื่อเล่นชุดที่ 1 จะขึ้นชุดใหม่

494
00:32:52.920 --> 00:32:56.920
ต้องใส่คอมมาเข้าไป แล้วก็ตามด้วย

495
00:32:56.921 --> 00:33:00.921
เครื่องหมาย Single Quote

496
00:33:00.935 --> 00:33:04.935

497
00:33:04.937 --> 00:33:08.937

498
00:33:08.938 --> 00:33:12.938

499
00:33:12.939 --> 00:33:16.939

500
00:33:16.941 --> 00:33:20.941
ชุดข้อมูลนี่ เด็ก ๆ สามารถใส่เกิน

501
00:33:20.944 --> 00:33:24.944
3 อันก็ได้นะคะ คือ

502
00:33:24.945 --> 00:33:28.945
มันหมายถึงชุดเดียวกันนึกออกนะ

503
00:33:28.946 --> 00:33:32.946
ใส่แค่ 2 ก็ได้ แต่ความจริงตามหลักชุดข้อมูลมันมีหลายตัว

504
00:33:32.947 --> 00:33:36.947
ไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนะคะ

505
00:33:36.948 --> 00:33:40.948
เพราะเหมือนชื่อเล่น เหมือนในห้องเราก็มี

506
00:33:40.951 --> 00:33:44.951
8-9 คนแบบนี้นะคะ นั่นก็คือข้อมูลชื่อเล

507
00:33:44.952 --> 00:33:48.952
ของทั้งชุดอย่างนี้นะคะ

508
00:33:48.954 --> 00:33:52.954

509
00:33:52.955 --> 00:33:56.955

510
00:33:56.956 --> 00:34:00.956

511
00:34:00.959 --> 00:34:04.959

512
00:34:04.964 --> 00:34:08.964

513
00:34:08.968 --> 00:34:12.968
เดี๋ยวเพิ่มก็ได้นะคะ

514
00:34:12.970 --> 00:34:16.970

515
00:34:16.975 --> 00:34:20.975

516
00:34:20.977 --> 00:34:24.977

517
00:34:24.982 --> 00:34:28.982

518
00:34:28.988 --> 00:34:32.988

519
00:34:32.989 --> 00:34:36.989

520
00:34:36.993 --> 00:34:40.993
สมมติเพิ่มเป็น 5

521
00:34:40.997 --> 00:34:44.997
คน ก็ได้นะคะ ก็คือถ้า

522
00:34:45.000 --> 00:34:49.000
ในนี้ เรามา 3 นี่

523
00:34:49.001 --> 00:34:53.001
อยากไปเพิ่มทีหลังก็เพิ่มได้ ก็คือจำไว้ว่าให้มันอยู่ใน

524
00:34:53.002 --> 00:34:57.002
วงเล็บสี่เหลี่ยมใหญ่นี่ มันจะ โปรแกรม

525
00:34:57.006 --> 00:35:01.006
มันจะรู้ทันทีว่า อ๋อ นี่มันเป็นชุดข้อมูล

526
00:35:01.007 --> 00:35:05.007
หรือ list นั่นเองนะ

527
00:35:05.007 --> 00:35:09.007
เหมือนเดิม

528
00:35:09.008 --> 00:35:13.008
เสร็จแล้วก็ใช้คำสั่ง for นะคะ

529
00:35:13.010 --> 00:35:17.010

530
00:35:17.010 --> 00:35:21.010
for เพื่อให้ตัวแปร nick

531
00:35:21.011 --> 00:35:25.011
สมมติตั้งชื่อตัวแปรนี้ว่า nick

532
00:35:25.015 --> 00:35:29.015
nick ก็คือ nickname ใช่ไหมคะ

533
00:35:29.016 --> 00:35:33.016
ในไม่เอา n แล้ว เบื่อ

534
00:35:33.018 --> 00:35:37.018

535
00:35:37.019 --> 00:35:41.019
ตัวแปร a for a =

536
00:35:41.020 --> 00:35:45.020
ใน nickname

537
00:35:45.025 --> 00:35:49.025
สังเกต

538
00:35:49.027 --> 00:35:53.027
ชื่อตัวแปรมันจะขึ้นมา แล้วก็คลิกได้เลย

539
00:35:53.029 --> 00:35:57.029
แล้วก็อย่าลืมใส่โคลอน

540
00:35:57.031 --> 00:36:01.031
แล้วก็ print print ตัวแปรที่อยู่หลัง

541
00:36:01.033 --> 00:36:05.033
for ก็คือตัวแปร

542
00:36:05.034 --> 00:36:09.034
a นั่นเองนะคะ

543
00:36:09.035 --> 00:36:13.035
สิ่งที่เราต้องการให้แสดงจะอยู่ที่ a

544
00:36:13.036 --> 00:36:17.036
เสร็จแล้วจะ

545
00:36:17.037 --> 00:36:21.037
Run ผลให้ดูนะคะ เด็ก ๆ ดูการ Run for

546
00:36:21.040 --> 00:36:25.040
แบบที่ไม่เป็นชุดข้อมูลตัวแรกนะ

547
00:36:25.046 --> 00:36:29.046
จากตัวอย่างข้างบนกับตัวนี้ เดี๋ยวจะเปรียบเทียบให้ดูว่า

548
00:36:29.048 --> 00:36:33.048
มันต่างกันอย่างไร เห็นไหม

549
00:36:33.049 --> 00:36:37.049
ถ้าเป็น list มันจะมาเป็นคำ ๆ เลย

550
00:36:37.050 --> 00:36:41.050
เป็นชื่อเลยเห็นไหมคะ ต่างกันนะ

551
00:36:41.051 --> 00:36:45.051
ใช่ไหม แบบที่ 1 น่ะ เรา

552
00:36:45.052 --> 00:36:49.052
มาแบบเป็น Sting มันจะไล่เป็นตัวอักษร

553
00:36:49.054 --> 00:36:53.054
ทีละตัวอักษรนะ แต่แบบที่ 2 เราน่ะ

554
00:36:53.055 --> 00:36:57.055
ชนิดของตัวแปรเรานี่ มันเป็น li

555
00:36:57.057 --> 00:37:01.057
เวลาสั่ง print มันก็จะออกมาเป็นชุด ๆ

556
00:37:01.058 --> 00:37:05.058
นึกออกนะ ข้อมูลมันก็จะเป็นชุดชื่อเล่นเลย องุ่น บาส

557
00:37:05.060 --> 00:37:09.060
เอ็กซ์ต้า มิ่ง แล้วก็ตี๋น้อยนะคะ

558
00:37:09.061 --> 00:37:13.061
นี่คือลักษณะของข้อมูลที่เป็น list

559
00:37:13.063 --> 00:37:17.063
ใส่ปีกกาใหญ่เข้าไปนี่

560
00:37:17.064 --> 00:37:21.064
คุมเข้าไปนี่จะได้ข้อมูลที่เป็นชุดแบบนี้ออกมาเลยนะคะ

561
00:37:21.066 --> 00:37:25.066

562
00:37:25.068 --> 00:37:29.068

563
00:37:29.070 --> 00:37:33.070

564
00:37:33.073 --> 00:37:37.073

565
00:37:37.075 --> 00:37:41.075

566
00:37:41.076 --> 00:37:45.076

567
00:37:45.081 --> 00:37:49.081

568
00:37:49.086 --> 00:37:53.086

569
00:37:53.088 --> 00:37:57.088

570
00:37:57.090 --> 00:38:01.090
บางทีนะคะ

571
00:38:01.094 --> 00:38:05.094
เวลาเขียนโค้ดแล้วผิดนะคะ

572
00:38:05.097 --> 00:38:09.097
เช่นนี่ เดี๋ยว ๆ

573
00:38:09.099 --> 00:38:13.099
เดี๋ยวทำให้ดูนะคะ เมื่อกี้

574
00:38:13.101 --> 00:38:17.101
โปรแกรมมันจะแจ้ง Error เสมอ

575
00:38:17.102 --> 00:38:21.102
เดี๋ยว Run ให้ดูนะ ปุ๊บ นี่

576
00:38:21.106 --> 00:38:25.106
ถ้ามันขึ้น name error เช็กง่าย ๆ

577
00:38:25.106 --> 00:38:29.106
เลย ก็คือให้ไปดูที่อะไร

578
00:38:29.108 --> 00:38:33.108
ตำแหน่งของตัวแปรนะคะ ใช่ไหม

579
00:38:33.110 --> 00:38:37.110
name ก็คือชื่อของตัวแปรนั่นเอง นี่

580
00:38:37.111 --> 00:38:41.111
เห็นไหม ให้ดูที่ตัวแดง ๆ ตัวนี้

581
00:38:41.112 --> 00:38:45.112
บอกว่า name Error เห็นไหมคะ name

582
00:38:45.114 --> 00:38:49.114
nicknum มาจากไหน

583
00:38:49.115 --> 00:38:53.115
ชื่อว่า nickname เห็นไหมคะ

584
00:38:53.116 --> 00:38:57.116
ตำแหน่งมันจะบอกชัดเจนเลยนะคะ ชื่อมันจะบอก

585
00:38:57.117 --> 00:39:01.117
ชัดเจนว่าผิดตรงไหนนะคะ is not defind

586
00:39:01.118 --> 00:39:05.118
ไม่ได้มี คุณไม่ได้ประกาศ เราไม่รู็จัก

587
00:39:05.120 --> 00:39:09.120
นะคะ มันจะบอก

588
00:39:09.122 --> 00:39:13.122
แล้วอะไร สังเกตตรงนี้มันก็จะขึ้นเส้นหยัก ๆ

589
00:39:13.123 --> 00:39:17.123
สีแดง ๆ ในบรรทัดที่เกิด Error น่ะ

590
00:39:17.124 --> 00:39:21.124
มันจะมีไอ้ตัวนี้ขึ้นมาเลย เห็นไหม

591
00:39:21.128 --> 00:39:25.128
ให้รู้ตำแหน่งว่าผิดตรงนี้

592
00:39:25.129 --> 00:39:29.129
นะคะ เพราะฉะนั้น เวลาบอกแล้ว

593
00:39:29.131 --> 00:39:33.131
ตัวแปรตั้งชื่อ ต้องเช็กด้วยว่า

594
00:39:33.132 --> 00:39:37.132
ใส่ถูกไหม เวลาจะเรียกใช้มันด้วยนะคะ

595
00:39:37.134 --> 00:39:41.134
Run ใหม่

596
00:39:41.135 --> 00:39:45.135
แก้แล้วอย่างนี้นะคะ แก้แล้วก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้

597
00:39:45.136 --> 00:39:49.136
นะคะ นี่คือในกรณี

598
00:39:49.138 --> 00:39:53.138
ที่เป็น

599
00:39:53.143 --> 00:39:57.143
loop แบบ list นะ เมื่อกี้เป็นชุด

600
00:39:57.144 --> 00:40:01.144
ข้อมูลที่เป็นข้อความ อยากให้ลอง

601
00:40:01.146 --> 00:40:05.146
มาดูตัวต่อมาค่ะ

602
00:40:05.147 --> 00:40:09.147
ชุดข้อมูล

603
00:40:09.149 --> 00:40:13.149
ที่เป็นตัวเลข เห็นไหมคะ อาจารย์แม่

604
00:40:13.150 --> 00:40:17.150
เลยประกาศตัวแปรชื่อว่า numbers

605
00:40:17.151 --> 00:40:21.151
number ก็คือจำนวนหรือตัวเลขนั่นเองนะคะ

606
00:40:21.152 --> 00:40:25.152
แล้ว ให้ตัวแปรชนิดนี้

607
00:40:25.154 --> 00:40:29.154
เป็นข้อมูลชุดนะคะ ก็เลยใส่เครื่องหมาย

608
00:40:29.157 --> 00:40:33.157
วงเล็บสี่เหลี่ยมใหญ่เข้าไป

609
00:40:33.158 --> 00:40:37.158
ประกอบด้วยเลข 5,

610
00:40:37.159 --> 00:40:41.159
10, 15 สังเกตถ้าข้อมูล

611
00:40:41.161 --> 00:40:45.161
แบบตัวเลข ไม่ต้องใส่เครื่องหมายคำพูด เห็นไหมคะ

612
00:40:45.163 --> 00:40:49.163
ไม่ต้องใส่ Single quote หรือ Double quote เราพิมพ์ตัวเลข

613
00:40:49.165 --> 00:40:53.165
ลงไปได้เลย แล้วคั่นด้วย

614
00:40:53.166 --> 00:40:57.166
ตัวเลขแต่ละชุดด้วย

615
00:40:57.167 --> 00:41:01.167
คอมมา คอมมานะคะ

616
00:41:01.169 --> 00:41:05.169
ถ้ามี 3 ก็ใส่แค่ 2 ตัวสุดท้ายไม่ต้องใส่

617
00:41:05.170 --> 00:41:09.170
ลองดูนะคะ แบบที่เป็นตัวเลข

618
00:41:09.171 --> 00:41:13.171
เหมือนเดิม ให้เด็ก ๆ

619
00:41:13.172 --> 00:41:17.172
เขียนโค้ดนะคะ

620
00:41:17.178 --> 00:41:21.178
แล้วก็ประกาศตัวแปรชื่อว่า

621
00:41:21.179 --> 00:41:25.179
number นะคะ n-u-m-

622
00:41:25.185 --> 00:41:29.185
b-e-r

623
00:41:29.188 --> 00:41:33.188
ประกาศตัวแปรชื่อว่า numbers เติม s เพราะว่าอะไร เพราะมันมี

624
00:41:33.190 --> 00:41:37.190
ตัวเลขหลายชุดไม่ได้มีตัวเดียว

625
00:41:37.192 --> 00:41:41.192
นะคะ

626
00:41:41.194 --> 00:41:45.194
แล้วทำอย่างไรต่อ แล้วกำหนดค่าเริ่มต้น

627
00:41:45.195 --> 00:41:49.195
ของชุดข้อมูลตัวนี้ด้วยเลข

628
00:41:49.196 --> 00:41:53.196
5 นะคะ

629
00:41:53.197 --> 00:41:57.197
10,

630
00:41:57.199 --> 00:42:01.199
15 เอา 5 ตัวแล้วกัน

631
00:42:01.204 --> 00:42:05.204
5 ชุด 25 เพิ่มทีละ 5 5 10 15

632
00:42:05.206 --> 00:42:09.206
20 ก่อนสิ เพิ่มทีละ 5 กระโดดข้ามเลย

633
00:42:09.208 --> 00:42:13.208
ถึง 30 25

634
00:42:13.209 --> 00:42:17.209
แล้วก็ 30 นะคะ

635
00:42:17.210 --> 00:42:21.210

636
00:42:21.211 --> 00:42:25.211
เสร็จแล้วใช่คำสั่ง for

637
00:42:25.212 --> 00:42:29.212
เพื่อให้มันทำการวน loop ตัวแปร

638
00:42:29.213 --> 00:42:33.213
n ที่อยู่ใน

639
00:42:33.214 --> 00:42:37.214
number

640
00:42:37.215 --> 00:42:41.215
n-u-m-b-e-r อย่าลืมนะคะ ตัวแปรที่เราประกาศมี s

641
00:42:41.216 --> 00:42:45.216
numbers ที่เราประกาศมี s ด้วยก็ต้องใส่ s

642
00:42:45.224 --> 00:42:49.224
numbers นะคะ

643
00:42:49.225 --> 00:42:53.225
แล้วก็ปิดด้วยคำสั่ง for ด้วย

644
00:42:53.226 --> 00:42:57.226
ทุกครั้งที่จบคำสั่ง for ต้องปิดด้วยเครื่องหมาย :

645
00:42:57.227 --> 00:43:01.227
เสมอนะคะ

646
00:43:01.228 --> 00:43:05.228
แล้วใช้คำสั่ง print ในการแสดงผล

647
00:43:05.230 --> 00:43:09.230
print อะไร

648
00:43:09.232 --> 00:43:13.232
print สิ่งที่ หรือ print ตัวแปรที่อยู่หลัง

649
00:43:13.235 --> 00:43:17.235
for ก็คือตัวแปรที่ชื่อว่า n นั่นเองนะคะ

650
00:43:17.236 --> 00:43:21.236

651
00:43:21.237 --> 00:43:25.237
เห็นไหม

652
00:43:25.239 --> 00:43:29.239

653
00:43:29.241 --> 00:43:33.241
เห็นไหมคะ

654
00:43:33.245 --> 00:43:37.245
เป็นชุดนี่มา เป็นตามชุดมันเลย ถ้ามีชุด

655
00:43:37.246 --> 00:43:41.246
จะมีความแตกต่างกันนะคะ ระหว่าง

656
00:43:41.247 --> 00:43:45.247
ชุดกับไม่เป็นชุด

657
00:43:45.249 --> 00:43:49.249

658
00:43:49.250 --> 00:43:53.250

659
00:43:53.253 --> 00:43:57.253

660
00:43:57.255 --> 00:44:01.255

661
00:44:01.257 --> 00:44:05.257

662
00:44:05.259 --> 00:44:09.259

663
00:44:09.262 --> 00:44:13.262

664
00:44:13.263 --> 00:44:17.263

665
00:44:17.265 --> 00:44:21.265

666
00:44:21.266 --> 00:44:25.266

667
00:44:25.268 --> 00:44:29.268

668
00:44:29.272 --> 00:44:33.272

669
00:44:33.274 --> 00:44:37.274

670
00:44:37.276 --> 00:44:41.276

671
00:44:41.278 --> 00:44:45.278

672
00:44:45.281 --> 00:44:49.281
สังเกตนะคะ ถ้าเราประกาศตัวแปร

673
00:44:49.283 --> 00:44:53.283
ไปแล้ว แล้วเวลาเราจะเรียกใช้ เด็ก ๆ ดูตรงนี้นะ

674
00:44:53.285 --> 00:44:57.285
n ปุ๊บ

675
00:44:57.286 --> 00:45:01.286
นี่ num นี่ ให้เราเลือกตัว

676
00:45:01.289 --> 00:45:05.289
ที่มันขึ้นเห็นไหม ตรง... มันเป็สิ่งที่ประกาศไปแล้ว

677
00:45:05.290 --> 00:45:09.290
จะพิมพ์ไม่ผิดนะคะ

678
00:45:09.291 --> 00:45:13.291
จะไม่เกิดปัญหาร name Error

679
00:45:13.292 --> 00:45:17.292
เพราะตัว Colab

680
00:45:17.294 --> 00:45:21.294
มันจะช่วยในการเช็กว่ามีคำสั่งนี้มีตัวแปร

681
00:45:21.297 --> 00:45:25.297
ชื่อนี้นะ เราเช็กดู ถ้าเรามี

682
00:45:25.299 --> 00:45:29.299
เราก็คลิกเลือกมาใช้ได้เลย

683
00:45:29.301 --> 00:45:33.301

684
00:45:33.304 --> 00:45:37.304
อันนี้ for for loop สำหรับตัวเลข

685
00:45:37.306 --> 00:45:41.306
ไปแล้วนะ ยังมีอีกนะคะ for ที่ใช้

686
00:45:41.307 --> 00:45:45.307
ตัวต่อมา

687
00:45:45.308 --> 00:45:49.308
for ที่ใช้คำ with range

688
00:45:49.309 --> 00:45:53.309
range คืออะไร

689
00:45:53.321 --> 00:45:57.321
มันเป็นฟังก์ชันที่โปรแกรม

690
00:45:57.322 --> 00:46:01.322
Python สร้างไว้แล้วน่ะค่ะ เขาบอก

691
00:46:01.326 --> 00:46:05.326
built-in ฟังก์ชันนะคะ ใช้สร้าง Object ตัวเลข

692
00:46:05.330 --> 00:46:09.330
โดยจะมี paramitor

693
00:46:09.331 --> 00:46:13.331
3 ตัว ก็คือมีตัวเลขเริ่มต้น

694
00:46:13.337 --> 00:46:17.337
ตัวเลขสุดท้าย แล้วก็

695
00:46:17.340 --> 00:46:21.340
ตัวเลขที่จะ... หรือค่าที่มันจะทำ

696
00:46:21.340 --> 00:46:25.340
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเลขนั้น

697
00:46:25.341 --> 00:46:29.341
วิธีการใช้งาน for ที่มี range ด้วยนี่

698
00:46:29.344 --> 00:46:33.344
นะคะ รูปแบบ ก็คือ

699
00:46:33.345 --> 00:46:37.345
เห็นไหมคะ พิมพ์คำว่า "for"

700
00:46:37.346 --> 00:46:41.346
ตามด้วยตัวแปรแล้วระบุคำว่า ...

701
00:46:41.347 --> 00:46:45.347
เอ้ย แล้วใช้คำสั่ง

702
00:46:45.348 --> 00:46:49.348
in ใน

703
00:46:49.349 --> 00:46:53.349
แล้วก็พิมพ์ฟังก์ชัน range() หรือคำสั่ง range มา

704
00:46:53.352 --> 00:46:57.352
ในนี้ 1 1 ก็คือค่าเริ่มต้น

705
00:46:57.353 --> 00:47:01.353
ก็คือบอกว่าให้มันเริ่มที่เลข 1

706
00:47:01.355 --> 00:47:05.355
แล้วไปสิ้นสุดที่เลขอะไรคะ 6

707
00:47:05.356 --> 00:47:09.356
นะคะ

708
00:47:09.356 --> 00:47:13.356
แล้วให้มันลอง print สิ่งที่อยู่ใน 1

709
00:47:13.357 --> 00:47:17.357
ค่าเริ่มต้นเริ่มที่ 1 แล้วไปสิ้นสุดที่ 6 นี่

710
00:47:17.359 --> 00:47:21.359
คืออะไร อยากรู้ผลลัพธ์ในการ

711
00:47:21.360 --> 00:47:25.360
ใช้คำสั่ง for loop ด้วย range นี่

712
00:47:25.361 --> 00:47:29.361
เมื่อกี้ตัวเลขที่เป็นชุดนะ ใส่แบบนี้เลย

713
00:47:29.362 --> 00:47:33.362
กับอีกแบบหนึ่งเป็นตัวเลขเหมือนกัน

714
00:47:33.363 --> 00:47:37.363
แต่บอกค่าเริ่มต้นกับ

715
00:47:37.366 --> 00:47:41.366
เลขสุดท้าย เห็นไหมคะ ในวงเล็บนี่ นี่คือตัวเลข 1 นี่

716
00:47:41.375 --> 00:47:45.375
หมายถึงค่าเริ่มต้น เลข 6 นี่หมายถึงค่าสุดท้ายที่

717
00:47:45.376 --> 00:47:49.376
ให้ for มันทำงานนั่นเองนะคะ

718
00:47:49.377 --> 00:47:53.377
เราลอง Codeding ดู

719
00:47:53.378 --> 00:47:57.378
ไม่มีประกาศตัวแปรเลย

720
00:47:57.379 --> 00:48:01.379
เพราะบอกแล้วว่า range เป็นตัวเลขที่เป็นชุดอยู่แล้ว

721
00:48:01.380 --> 00:48:05.380
ก็คือมันจะใช้สำหรับ for ที่ใช้สำหรับ

722
00:48:05.381 --> 00:48:09.381
วนรอบตัวเลข

723
00:48:09.382 --> 00:48:13.382
ที่เป็นชุดที่ต้องการให้ทำนะคะ เพราะถ้าคิดว่า 6

724
00:48:13.384 --> 00:48:17.384
มันน้อยดูนะคะ คอมพิวเตอร์มันสามารถ Run ได้สูงสุดเท่าไร เด็ก ๆ

725
00:48:17.385 --> 00:48:21.385
อยากรู้ไหม ใช้

726
00:48:21.387 --> 00:48:25.387
คำสั่ง for นะคะสำหรับตัวแปรที่

727
00:48:25.390 --> 00:48:29.390
ชื่อว่า a

728
00:48:29.394 --> 00:48:33.394
โดยใน a นั้น มี range

729
00:48:33.395 --> 00:48:37.395
มีพารามิเตอร์ของตัวเลข

730
00:48:37.397 --> 00:48:41.397
n เห็นไหมคะ

731
00:48:41.398 --> 00:48:45.398
ในนี้มันก็จะขึ้นมาเลย คำสั่ง range ไม่อยากพิมพ์ผิดก็คลิกได้เลย

732
00:48:45.399 --> 00:48:49.399
เห็นไหม r-a-n-g-e นะคะ แล้วก็

733
00:48:49.401 --> 00:48:53.401
ใส่เครื่องหมายวงเล็บ ค่าเริ่มต้นเริ่มที่

734
00:48:53.402 --> 00:48:57.402
อยากเริ่มที่ 100

735
00:48:57.403 --> 00:49:01.403
เปลี่ยนจาก 1 1 มันน้อย เดี๋ยวจะว่า

736
00:49:01.405 --> 00:49:05.405
ไม่เจ๋งจริง ดูคอมพิวเตอร์ประมวลผล

737
00:49:05.406 --> 00:49:09.406
เอาเท่าไรดี เอาหลักเท่าไรดี จะทะลุ

738
00:49:09.407 --> 00:49:13.407
เดือดไปไหม

739
00:49:13.408 --> 00:49:17.408
100-200 นี่ก็เยอะแล้วนะ

740
00:49:17.412 --> 00:49:21.412
เดี๋ยวให้ดูว่ามันจะทะลุเดือดมาจากไหน

741
00:49:21.414 --> 00:49:25.414
พอมัน Run ออกมาแล้วมันจะเป็นอย่างไร

742
00:49:25.414 --> 00:49:29.414
อย่าลืมนะคะ

743
00:49:29.415 --> 00:49:33.415
ปิดคำสั่ง for อย่าลืมใส่โคลอนเสมอ

744
00:49:33.416 --> 00:49:37.416
ไม่อย่างนี้พอกด Enter มันจะไม่ Tab ให้

745
00:49:37.417 --> 00:49:41.417
เพื่อทำงานในคำสั่งต่อไป

746
00:49:41.418 --> 00:49:45.418

747
00:49:45.419 --> 00:49:49.419
สิ่งที่เราต้องการ print

748
00:49:49.422 --> 00:49:53.422
ตัวแปรที่อยู่ท้าย for ก็คือตัวแปร a

749
00:49:53.423 --> 00:49:57.423
ดูนะเด็ก ๆ 100-200

750
00:49:57.424 --> 00:50:01.424
เห็นหรือเปล่า

751
00:50:01.425 --> 00:50:05.425
เยอะนะคะ มันนับเลยนะ 100, 101, 102

752
00:50:05.429 --> 00:50:09.429
เห็นไหม เราทำเอง เราจะ

753
00:50:09.431 --> 00:50:13.431
ทันไหม

754
00:50:13.433 --> 00:50:17.433

755
00:50:17.439 --> 00:50:21.439

756
00:50:21.440 --> 00:50:25.440
เด็ก ๆ จะสงสัย

757
00:50:25.442 --> 00:50:29.442
มันแค่ 199 อย่าลืมนะคะ

758
00:50:29.444 --> 00:50:33.444
ค่าเริ่มต้นเริ่มที่ 100

759
00:50:33.445 --> 00:50:37.445
ค่าสุดท้ายนี่คือค่าของจำนวน

760
00:50:37.449 --> 00:50:41.449
ที่มันจะ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ ให้มันวนน่ะ

761
00:50:41.461 --> 00:50:45.461
มันเริ่มนับที่ 100 เป็นรอบที่ 1

762
00:50:45.469 --> 00:50:49.469
เพราะฉะนั้นพอไปถึง 199

763
00:50:49.479 --> 00:50:53.479
มันคือรอบที่ 200 นะคะ ทีนี้

764
00:50:53.480 --> 00:50:57.480
ใส่เยอะเดี๋ยวไม่ชัวร์ เปลี่ยนจำนวน

765
00:50:57.482 --> 00:51:01.482
รอบไหม เปลี่ยนจำนวนรอบจาก 100 เหลือ 110

766
00:51:01.483 --> 00:51:05.483
จะได้รู้ว่ามัน Run แค่

767
00:51:05.485 --> 00:51:09.485
10 รอบไหมนะคะ

768
00:51:09.487 --> 00:51:13.487

769
00:51:13.490 --> 00:51:17.490

770
00:51:17.491 --> 00:51:21.491

771
00:51:21.495 --> 00:51:25.495
110 จะเยอะไป เอา 10 นะ

772
00:51:25.498 --> 00:51:29.498

773
00:51:29.499 --> 00:51:33.499

774
00:51:33.502 --> 00:51:37.502

775
00:51:37.503 --> 00:51:41.503
Error นะนี่ 110 สิ

776
00:51:41.504 --> 00:51:45.504
ค่าเริ่มต้น ค่าสิ้นสุด 1, 2,

777
00:51:45.506 --> 00:51:49.506
3, 4, 5, 6, 7, 8, 9,

778
00:51:49.507 --> 00:51:53.507
10 เห็นไหมคะ จำนวนรอบมันจะไปถึง

779
00:51:53.509 --> 00:51:57.509
10 รอบน่ะ จาก 100

780
00:51:57.510 --> 00:52:01.510
นับที่ 1 2 3 4 5

781
00:52:01.510 --> 00:52:05.510
ุ6 7 8 9 10 เห็นไหมคะ พอถึง

782
00:52:05.512 --> 00:52:09.512
110 มันก็จะหยุด มันมีจำนวน

783
00:52:09.513 --> 00:52:13.513
รอบที่แน่นอนบอกแล้วนะคะ

784
00:52:13.515 --> 00:52:17.515

785
00:52:17.517 --> 00:52:21.517

786
00:52:21.519 --> 00:52:25.519

787
00:52:25.523 --> 00:52:29.523
นี่คือใช้ในกรณีที่เป็นตัวเลข

788
00:52:29.527 --> 00:52:33.527
อยู่ในช่วงข้อมูลเลย 1 - 6

789
00:52:33.531 --> 00:52:37.531
อย่างนี้นะคะ 1-100 100-110

790
00:52:37.532 --> 00:52:41.532
นี่ มันก็จะไปจนถึงนั่น

791
00:52:41.533 --> 00:52:45.533
ลักษณะของ

792
00:52:45.534 --> 00:52:49.534
for loop with range() จะเป็นแบบนี้

793
00:52:49.536 --> 00:52:53.536
เห็นไหม เฉพาะคำสั่ง for นี่

794
00:52:53.537 --> 00:52:57.537
ได้หลายแบบเลย เห็นไหมคะ

795
00:52:57.538 --> 00:53:01.538
หมดจาก for แล้ว

796
00:53:01.540 --> 00:53:05.540
เราจะมาเริ่มที่ while บ้างนะคะ

797
00:53:05.541 --> 00:53:09.541
เมื่อกี้ดู for ไปแล้ว ทีนี้มาดู

798
00:53:09.543 --> 00:53:13.543
การวนรอบแบบwhile  while

799
00:53:13.545 --> 00:53:17.545
บอกว่ามันจะทำงานเมื่อ

800
00:53:17.547 --> 00:53:21.547
คำสั่งยังเป็นจริง ถ้าเมื่อใดที่คำสั่งเป็นเท็จ

801
00:53:21.548 --> 00:53:25.548
มันจะหยุดทำงาน ให้มาดูที่รูปแบบ

802
00:53:25.549 --> 00:53:29.549
ของ while  นะคะ ก่อนอื่น

803
00:53:29.550 --> 00:53:33.550
ประกาศตัวแปรนะคะ 1 ตัว

804
00:53:33.551 --> 00:53:37.551
เพื่อเหมือนบอกค่าเริ่มต้นให้ while

805
00:53:37.553 --> 00:53:41.553
นี้ ที่ในตัวอย่างนะคะ

806
00:53:41.555 --> 00:53:45.555
ให้ตัวแปรชื่อว่า i

807
00:53:45.556 --> 00:53:49.556
ตัวแปร i โดยกำหนดค่าเริ่มต้นให้ i

808
00:53:49.557 --> 00:53:53.557
ที่ 1 สิ่งที่

809
00:53:53.558 --> 00:53:57.558
while จะทำให้ดูที่เงื่อนไขนะคะ เงื่อนไข

810
00:53:57.559 --> 00:54:01.559
ใน while เราระบุ

811
00:54:01.563 --> 00:54:05.563
คำสั่ง while ปุ๊บ แล้วก็ตามด้วยตัวแปร i

812
00:54:05.565 --> 00:54:09.565
โดยเราบอกเงื่อนไขว่า while

813
00:54:09.567 --> 00:54:13.567
จะทำงานเมื่อ i เครื่องหมายอะไรคะ

814
00:54:13.568 --> 00:54:17.568
น้อยกว่า

815
00:54:17.569 --> 00:54:21.569
หรือเท่ากับ 10 ใช่ไหมคะ มันจะยังทำงานอยู่

816
00:54:21.570 --> 00:54:25.570
ถ้าจำนวนนั้นยังไม่ถึง 10 นึกออกนะ

817
00:54:25.571 --> 00:54:29.571
นะคะ ทีนี้เราอยากรู้ได้อย่างไรว่า

818
00:54:29.571 --> 00:54:33.571
มันจะทำไปจนถึง 10 นี่

819
00:54:33.573 --> 00:54:37.573
เราใช้คำสั่ง print เพื่อให้มันแสดงใช่ไหมคะ

820
00:54:37.574 --> 00:54:41.574
แสดงผลของการวนรอบ แสดงผลอะไร แสดงผลของ

821
00:54:41.576 --> 00:54:45.576
i ที่เราสั่งมันไว้ไง

822
00:54:45.578 --> 00:54:49.578
แล้วตามด้วย

823
00:54:49.582 --> 00:54:53.582
n = คือ

824
00:54:53.584 --> 00:54:57.584
ตัวสุดท้ายน่ะ คือจำนวนเท่าไรนะคะ

825
00:54:57.587 --> 00:55:01.587
โดยเมื่อ

826
00:55:01.588 --> 00:55:05.588
พอ print i รอบที่ 1 เสร็จ

827
00:55:05.598 --> 00:55:09.598
ให้มันมาทำการเพิ่มจำนวน เห็นไหมคะ

828
00:55:09.599 --> 00:55:13.599
โดยใช้ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์

829
00:55:13.604 --> 00:55:17.604
บอกว่าให้ตัวแปร i =

830
00:55:17.605 --> 00:55:21.605
i+1 ก็คือให้

831
00:55:21.620 --> 00:55:25.620
ขึ้นทุกรอบ ครั้งละ 1 นะคะ

832
00:55:25.621 --> 00:55:29.621
มันก็จะวน วนไปจนกว่าจะไม่เป็นจริง

833
00:55:29.623 --> 00:55:33.623
ก็คือ i > 10 ปุ๊บ มันจะหยุด

834
00:55:33.626 --> 00:55:37.626
นะคะ ลอง key คำสั่งนี้ดู

835
00:55:37.627 --> 00:55:41.627
อันดับแรกเหมือนเดิม เราก็ประกาศตัวแปร

836
00:55:41.629 --> 00:55:45.629
นะคะ ประกาศตัวแปรชื่อว่า

837
00:55:45.634 --> 00:55:49.634
i ของเราลงไปแล้วตามด้วย

838
00:55:49.635 --> 00:55:53.635
เครื่องหมายเท่ากับเหมือนเดิมนะคะเด็ก ๆ

839
00:55:53.636 --> 00:55:57.636
ตัวแปร i ของฉันนี่มีค่าเริ่มต้นที่

840
00:55:57.639 --> 00:56:01.639
1 นะ

841
00:56:01.640 --> 00:56:05.640
จากนั้นมาใช้คำสั่ง while

842
00:56:05.642 --> 00:56:09.642
เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้มัน

843
00:56:09.645 --> 00:56:13.645
ทำการวนรอบหรือวนซ้ำนะคะ

844
00:56:13.647 --> 00:56:17.647
ใช้คำว่า while  เด็ก ๆ ไม่อยากพิมพ์ผิดเห็นไหม

845
00:56:17.649 --> 00:56:21.649
แล้วมีคำว่า "while" ขึ้นมาก็คลิกที่คำนั้น

846
00:56:21.651 --> 00:56:25.651
ได้เลย จะไดอ้พิมพ์ไม่ผิด เห็นไหมคะ

847
00:56:25.652 --> 00:56:29.652
แล้วตามด้วยตัวแปรที่เราต้องการ

848
00:56:29.654 --> 00:56:33.654
กำหนดเงื่อนไขก็คือ i

849
00:56:33.655 --> 00:56:37.655
น้อยกว่าหรือเท่ากับ

850
00:56:37.657 --> 00:56:41.657
10 เหมือนกัน while  กับ for นี่

851
00:56:41.658 --> 00:56:45.658
เมื่อใช้คำสั่งนี้ปุ๊บ

852
00:56:45.659 --> 00:56:49.659
ปิดคำสั่งด้วย : เสมอ

853
00:56:49.663 --> 00:56:53.663
อย่าลืมใส่เครื่องหมาย : ข้างหลัง

854
00:56:53.664 --> 00:56:57.664
นะคะ แล้วมันจะ Tab

855
00:56:57.666 --> 00:57:01.666
ให้อัตโนมัติ สิ่งที่จะถัดจากคำสั่ง while

856
00:57:01.668 --> 00:57:05.668
ก็คือเราจะสั่งให้มันแสดงผลในการ

857
00:57:05.669 --> 00:57:09.669
พิมพ์ตัวแปร i นั่นเองนะคะ

858
00:57:09.670 --> 00:57:13.670
ก็ใช้คำสั่ง print เหมือนเดิม

859
00:57:13.672 --> 00:57:17.672
ก็คือ i โดยระบุให้มันว่า

860
00:57:17.675 --> 00:57:21.675
i นี้นะคะ เมื่อ end ปุ๊บ

861
00:57:21.676 --> 00:57:25.676
เมื่อจบมันนะ เมื่อจบ end นั่นแปลว่าจบ

862
00:57:25.683 --> 00:57:29.683
เห็นไหมคะ มันจะมี

863
00:57:29.686 --> 00:57:33.686
n = ขึ้นมาเลย โดยอัตโนมัตินะคะ

864
00:57:33.691 --> 00:57:37.691
เด็ก ๆ ดูนะคะ เดี๋ยวตอนอาจารย์แม่พิมพ์

865
00:57:37.692 --> 00:57:41.692
end ปุ๊บนี่ e-

866
00:57:41.693 --> 00:57:45.693
n-d = มันจะข

867
00:57:45.694 --> 00:57:49.694
เด็ก ๆ คลิกเลือกได้เลย เพราะมันเป็น...

868
00:57:49.696 --> 00:57:53.696
เหมือนเป็นฟังก์ชันที่มีอยู่แล้ว เป็น Library

869
00:57:53.697 --> 00:57:57.697
อยู่แล้วของ Python นะคะ เราจะได้ไม่พิมพ์ผิด เสร็จ

870
00:57:57.698 --> 00:58:01.698
แล้วก็ใส่เครื่องหมาย Single Quote

871
00:58:01.699 --> 00:58:05.699
ตามด้วยอะไรนะ คอมมาอยู่ข้างใน

872
00:58:05.700 --> 00:58:09.700
นะคะ พอจบคำสั่ง

873
00:58:09.701 --> 00:58:13.701
print ก็คือพอ print เสร็จ

874
00:58:13.702 --> 00:58:17.702
เราต้องการให้ตัวแปร i

875
00:58:17.703 --> 00:58:21.703
มันเพิ่มจำนวนไปเรื่อย ๆ ก็เลยกำหนดให้ตัวแปร i

876
00:58:21.704 --> 00:58:25.704
เท่ากับ i บวก

877
00:58:25.706 --> 00:58:29.706
ทีละ 1 นะคะ

878
00:58:29.707 --> 00:58:33.707
อยากรู้ผลลัพธ์แล้ว

879
00:58:33.708 --> 00:58:37.708
กด Run ได้เลยนะคะ คีย์ให้เสร็จก่อน

880
00:58:37.709 --> 00:58:41.709
อย่าลืมเช็กนะคะ เครื่องหมาย

881
00:58:41.710 --> 00:58:45.710
โคลอนหลังคำสั่งจะต้องปิดด้วย :

882
00:58:45.712 --> 00:58:49.712
เสมอนะคะ while  กับ for นี่

883
00:58:49.713 --> 00:58:53.713
พอมีตัวคำสั่งวนรอบนี่จะมีเครื่องหมายโคลอนมาปิด

884
00:58:53.716 --> 00:58:57.716
แต่ถ้าประกาศตัวแปรใช้คำสั่ง print ใช้คำสั่ง

885
00:58:57.717 --> 00:59:01.717
ดำเนินการทางคณิตศาสตร์

886
00:59:01.718 --> 00:59:05.718
ไ่ต้องมี colon

887
00:59:05.719 --> 00:59:09.719
กด Run ดู

888
00:59:09.721 --> 00:59:13.721

889
00:59:13.722 --> 00:59:17.722

890
00:59:17.725 --> 00:59:21.725

891
00:59:21.726 --> 00:59:25.726
เห็นไหม

892
00:59:25.732 --> 00:59:29.732
คือถ้าเป็น for มันจะ

893
00:59:29.733 --> 00:59:33.733
Run ลงมานะ แต่พอเป็น while น่ะ Run ไปทาง

894
00:59:33.735 --> 00:59:37.735
แนวนอนด้วย แล้วปิด ปิดท้าย

895
00:59:37.736 --> 00:59:41.736
ตัวไอ้นี่ด้วย...

896
00:59:41.737 --> 00:59:45.737
ด้วย : เสมอด้วย เอ้ย

897
00:59:45.738 --> 00:59:49.738
Comma เสมอ

898
00:59:49.739 --> 00:59:53.739

899
00:59:53.740 --> 00:59:57.740
แล้วถ้าสมมติไม่ใส่ไอ้นี่ล่ะ มันจะ Run อย่างไร

900
00:59:57.742 --> 01:00:01.742
เดี๋ยวทำให้ดูนะ ถ้าไม่ใส่...

901
01:00:01.743 --> 01:00:05.743

902
01:00:05.747 --> 01:00:09.747

903
01:00:09.748 --> 01:00:13.748

904
01:00:13.752 --> 01:00:17.752
เห็นไหมคะ

905
01:00:17.754 --> 01:00:21.754
รูปแบบการแสดงผลจะเปลี่ยนไป ถ้าไม่ใส่ end

906
01:00:21.756 --> 01:00:25.756
= น่ะ มีความแตกต่างนะคะเด็ก ๆ

907
01:00:25.757 --> 01:00:29.757
n

908
01:00:29.759 --> 01:00:33.759
end =

909
01:00:33.761 --> 01:00:37.761
นี่ บอกให้รู้ว่าพอจบ

910
01:00:37.763 --> 01:00:41.763
1 ตัวปุ๊บนี่ สิ่งที่คุณจะต้องมส่เข้าไปก็

911
01:00:41.764 --> 01:00:45.764
คือ ตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

912
01:00:45.766 --> 01:00:49.766
เห็นไหมคะ ตัวเลขมัน

913
01:00:49.768 --> 01:00:53.768
จะจบ 1 ตัว

914
01:00:53.770 --> 01:00:57.770
ก็ไล่ไปตามแนวนอนแทน

915
01:00:57.772 --> 01:01:01.772
จะต่างกัน

916
01:01:01.773 --> 01:01:05.773
ใช้ได้ทั้ง 2 แบบ

917
01:01:05.782 --> 01:01:09.782
ให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วนะ

918
01:01:09.783 --> 01:01:13.783

919
01:01:13.784 --> 01:01:17.784

920
01:01:17.787 --> 01:01:21.787

921
01:01:21.790 --> 01:01:25.790

922
01:01:25.795 --> 01:01:29.795

923
01:01:29.799 --> 01:01:33.799

924
01:01:33.802 --> 01:01:37.802

925
01:01:37.804 --> 01:01:41.804

926
01:01:41.807 --> 01:01:45.807

927
01:01:45.808 --> 01:01:49.808

928
01:01:49.811 --> 01:01:53.811

929
01:01:53.813 --> 01:01:57.813

930
01:01:57.815 --> 01:02:01.815

931
01:02:01.817 --> 01:02:05.817

932
01:02:05.821 --> 01:02:09.821
นะ

933
01:02:09.824 --> 01:02:13.824
บอกแล้วนะ เวลาดู Error น่ะ พอ

934
01:02:13.825 --> 01:02:17.825
ผิดตรงไหนน่ะ มันจะมีไอ้เส้นแดง ๆ

935
01:02:17.828 --> 01:02:21.828
ขึ้นมาใช่ไหมลูก เดี๋ยวทดสอบให้ดูใหม่นะคะ

936
01:02:21.831 --> 01:02:25.831
ถ้าพิมพ์คำสั่ง

937
01:02:25.833 --> 01:02:29.833
ผิด หรือ หรืออะไร

938
01:02:29.834 --> 01:02:33.834
ผิดก็แล้วแต่นะ สมมติ พิมพ์คำสั่ง

939
01:02:33.835 --> 01:02:37.835
print ผิดนี่นะคะ

940
01:02:37.838 --> 01:02:41.838
นี่เห็นไหม

941
01:02:41.839 --> 01:02:45.839
ผิดบรรทัดไหนปุ๊บ

942
01:02:45.840 --> 01:02:49.840
เส้นแดง ๆ มันจะไปหาที่บรรทัดนั่นน่ะ

943
01:02:49.843 --> 01:02:53.843
เราก็ค่อย ๆ ไล่ไป คำสั่งอะไรผิดนะ

944
01:02:53.844 --> 01:02:57.844
หรือตรงนี้มันก็จะชี้ไปเลย บรรทัดไหนนะ

945
01:02:57.845 --> 01:03:01.845
จะมีบอกหมดนะคะ เพราะฉะนั้น แก้ง่ายอยู่นะลูก

946
01:03:01.847 --> 01:03:05.847
นี่ แล้วมันจะ

947
01:03:05.848 --> 01:03:09.848
มีบอกด้วย ตรงคำว่าอะไรที่ผิด เห็นไหมคะ

948
01:03:09.849 --> 01:03:13.849
ตำแหน่งการดู Error เด็ก ๆ ดูดี ๆ นะ 1

949
01:03:13.850 --> 01:03:17.850
นะ พอขึ้นผิด สังเกตที่

950
01:03:17.852 --> 01:03:21.852
ตัวดปรแกรมที่เราเขียน มันจะมีเส้นสีแ

951
01:03:21.853 --> 01:03:25.853
แล้วสิ่งที่เราจะดูต่อมา ก็คือ

952
01:03:25.854 --> 01:03:29.854
ในนี้มันจะมีเลขบรรทัดอยู่แล้วมันจะชี้ไปที่เลขบรรทัดนะ

953
01:03:29.855 --> 01:03:33.855
บอกตำแหน่ง บอกตำแหน่งไม่พอ มันยังบอกด้วยวว่าไอ้

954
01:03:33.857 --> 01:03:37.857
คำไหนที่ผิด เห็นไห

955
01:03:37.859 --> 01:03:41.859
จะไล่แก้ง่ายมากเลยนะคะ ถ้าเป็นแต่ก่อนนี่เขียนโค้ดเอง

956
01:03:41.861 --> 01:03:45.861
ไม่มีไอ้พวกนี้มาช่วยนะ

957
01:03:45.864 --> 01:03:49.864
ต้องไล่ตั้งแต่บรรทัดแรก

958
01:03:49.866 --> 01:03:53.866
จนไปถึงบรรทัดสุดท้าย เพื่อไปหาว่าตัวเอง

959
01:03:53.868 --> 01:03:57.868
ไปเขียน Error ผิดตรงไหน นึกออกไหม เขียนโปรแกรมยุคใหม่นี่

960
01:03:57.871 --> 01:04:01.871
แบบง่ายมาก ก็คือมีบอกหมดไปทำแหน่งไหน

961
01:04:01.872 --> 01:04:05.872
ตรงคำไหนที่ผิด อย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เวลาดู Error

962
01:04:05.876 --> 01:04:09.876
ค่อย ๆ เช็กตามที่แม่บอก ดูตรง

963
01:04:09.877 --> 01:04:13.877
เส้นสีแดง ดูตำแหน่ง แล้วก็ดูข้อความที่มันบอกว่า

964
01:04:13.879 --> 01:04:17.879
ข้อความไหนที่ผิด มันจะโยงไปหากันอัตโนมัติ

965
01:04:17.880 --> 01:04:21.880

966
01:04:21.885 --> 01:04:25.885

967
01:04:25.886 --> 01:04:29.886

968
01:04:29.889 --> 01:04:33.889
ได้ while

969
01:04:33.892 --> 01:04:37.892
สำหรับการกำหนด

970
01:04:37.893 --> 01:04:41.893
เงื่อนไขที่ระบุว่า

971
01:04:41.895 --> 01:04:45.895
i ตัวแปร i จะแสดงตัวแปร i

972
01:04:45.898 --> 01:04:49.898
จะพิมพ์ตัวแปร i จนกระทั่งตัวแปร i ถึง

973
01:04:49.900 --> 01:04:53.900
10 เห็นไหมคะ ถึง 10 ไหม

974
01:04:53.902 --> 01:04:57.902
มันจะต่างกับ for นะ

975
01:04:57.906 --> 01:05:01.906
for นี่ 1-6 ใช่ไหม

976
01:05:01.907 --> 01:05:05.907
1-6 แต่มัน print แค่อะไร 1 2 3 4 5

977
01:05:05.910 --> 01:05:09.910
ใช่ไหม print ถึงแค่ 5 เพราะมันนับ 1 เป็น

978
01:05:09.911 --> 01:05:13.911
ตัวไอ้นี่ แต่ตัว i นี่

979
01:05:13.912 --> 01:05:17.912
เห็นไหมคะ 1-10 มันก็ไปเลย 1 2 3 4 5 6 7 8 9

980
01:05:17.913 --> 01:05:21.913
ถึง 10 จริง ๆ มันจะต่างกัน

981
01:05:21.915 --> 01:05:25.915

982
01:05:25.917 --> 01:05:29.917

983
01:05:29.919 --> 01:05:33.919

984
01:05:33.922 --> 01:05:37.922

985
01:05:37.924 --> 01:05:41.924
เปลี่ยนกระเป๋า...

986
01:05:41.932 --> 01:05:45.932

987
01:05:45.933 --> 01:05:49.933

988
01:05:49.934 --> 01:05:53.934

989
01:05:53.937 --> 01:05:57.937
ทีนี้เมื่อกี้

990
01:05:57.940 --> 01:06:01.940
เป็นแบบใช้ while  แบบเ้ดี่ย

991
01:06:01.941 --> 01:06:05.941
ทีนี้มาดู while กับข้อมูลที่เป็นแบบ for

992
01:06:05.945 --> 01:06:09.945
นะคะ ก็หลักการเดียวกัน ตัวแปร

993
01:06:09.946 --> 01:06:13.946
ที่เราจะเก็บ อันนี้

994
01:06:13.947 --> 01:06:17.947
ตั้งชื่อว่า myList นะคะ

995
01:06:17.948 --> 01:06:21.948
ที่เป็นชุดคำสั่ง ยังเป็นชื่อเล่นเหมือนเดิม

996
01:06:21.948 --> 01:06:25.948
เก็บชื่อเล่น แล้วก็กำหนดชื่อตัวแปร i

997
01:06:25.949 --> 01:06:29.949
เพื่อสำหรับการวนรอบนะคะ

998
01:06:29.950 --> 01:06:33.950
เกิดอะไรขึ้น

999
01:06:33.951 --> 01:06:37.951

1000
01:06:37.953 --> 01:06:41.953

1001
01:06:41.955 --> 01:06:45.955

1002
01:06:45.957 --> 01:06:49.957

1003
01:06:49.960 --> 01:06:53.960
หายไปไหน

1004
01:06:53.963 --> 01:06:57.963

1005
01:06:57.965 --> 01:07:01.965
ไอ้นี่ไม่ใช่ไฮไลท์หรือ

1006
01:07:01.966 --> 01:07:05.966

1007
01:07:05.967 --> 01:07:09.967
ในนี้ไม่มีไฮท์ไลท์

1008
01:07:09.972 --> 01:07:13.972
เดี๋ยวไปใส่สีให้

1009
01:07:13.975 --> 01:07:17.975

1010
01:07:17.977 --> 01:07:21.977

1011
01:07:21.979 --> 01:07:25.979
นะคะ

1012
01:07:25.984 --> 01:07:29.984
เห็นไหมคะ คือ เรา

1013
01:07:29.985 --> 01:07:33.985
กำหนดการวนรอบนี่ โดยให้ i เริ่มที่ 0

1014
01:07:33.987 --> 01:07:37.987
เขาาบอกว่าให้สอดคล้องกับ index

1015
01:07:37.989 --> 01:07:41.989
ไอ้นี่ค่าเริ่มต้นมันไม่ได้เป็นตัวเลข เพราะปกติ

1016
01:07:41.990 --> 01:07:45.990
คือ ปกติตัวโปรแกรมมันก็จะเริ่มที่ 0 นะ

1017
01:07:45.993 --> 01:07:49.993
เสร็จแล้วกำหนดเงื่อนไขว่า while นะคะ

1018
01:07:49.994 --> 01:07:53.994
ขณะที่ตัวแปร i

1019
01:07:53.996 --> 01:07:57.996
น้อยกว่า range ก็คือ

1020
01:07:57.997 --> 01:08:01.997
range นี่ใน MyList

1021
01:08:01.999 --> 01:08:05.999
นะคะ ก็คือ

1022
01:08:06.001 --> 01:08:10.001
มันแปลออกมาว่ากำหนดเงื่อนไข

1023
01:08:10.002 --> 01:08:14.002
ให้ทำการ

1024
01:08:14.005 --> 01:08:18.005
แสดง i นี่นะคะ โดยจำนวน

1025
01:08:18.007 --> 01:08:22.007
ตัวใน myList นี่ สมมติมี 1 2 3 4 ตัว

1026
01:08:22.009 --> 01:08:26.009
มี 4 ตัวนี่ มีทัะ้งหมด 4 ตัวนี่

1027
01:08:26.012 --> 01:08:30.012
แล้วก็สั่งให้ print myList ในวงเล็บใหญ่ i

1028
01:08:30.013 --> 01:08:34.013
นะคะ แล้วจะต้องทำการเพิ่ม

1029
01:08:34.015 --> 01:08:38.015
ทีละ 1 เสมอนะคะ

1030
01:08:38.016 --> 01:08:42.016
หลักการเดียวกันแต่เปลี่ยนแค่

1031
01:08:42.020 --> 01:08:46.020
ตัวแปร มีตัวแปรเพิ่มเข้ามา เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

1032
01:08:46.023 --> 01:08:50.023
ตัวแปรนี้เก็บข้อมูลที่เป็น list

1033
01:08:50.025 --> 01:08:54.025
ประเภท List นั่นเองนะคะ อันดับแรกเด็ก ๆ

1034
01:08:54.026 --> 01:08:58.026
จะต้องประกาศตัวแปรก่อน

1035
01:08:58.028 --> 01:09:02.028
ตัวแปร myList ของเรานะคะ

1036
01:09:02.030 --> 01:09:06.030

1037
01:09:06.032 --> 01:09:10.032
บรรทัดที่ 1 ค่ะ เริ่มประกาศตัวแปร

1038
01:09:10.033 --> 01:09:14.033
ตัวแปรว่า myList

1039
01:09:14.036 --> 01:09:18.036
ในตัวอย่าง

1040
01:09:18.037 --> 01:09:22.037
มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ เดี๋ยวให้ดูนะคะ มันต่างกันอย่างไร

1041
01:09:22.039 --> 01:09:26.039
เพื่อให้รู้ว่ามันเป็นตัวแปร

1042
01:09:26.040 --> 01:09:30.040
นี่ มันจะใส่ลักษณะพิเศษ จะได้รู้

1043
01:09:30.043 --> 01:09:34.043
เพราะถ้าใช้คำว่า "l-i-s-t" list

1044
01:09:34.044 --> 01:09:38.044
ตัวเล็กมันจะไอ้นี่นะ ก็เลยใช้ L-i-

1045
01:09:38.047 --> 01:09:42.047
S-T LIST ตัวใหญ่นะคะ

1046
01:09:42.049 --> 01:09:46.049
แล้วก้ประกาสตัวแปรชื่อ myList

1047
01:09:46.051 --> 01:09:50.051
โดยกำหนดค่าชุดในนั้นน่ะ

1048
01:09:50.052 --> 01:09:54.052
ใส่ข้อมูลชื่อเล่นของเด็ก ๆ ลงไป

1049
01:09:54.054 --> 01:09:58.054
ในตัวอย่างใส่แค่ 4

1050
01:09:58.055 --> 01:10:02.055
ของเราใส่สัก 5 แล้วกัน

1051
01:10:02.056 --> 01:10:06.056
จะได้เห็นชัด

1052
01:10:06.057 --> 01:10:10.057

1053
01:10:10.059 --> 01:10:14.059
ความจริงต้อง... ใช่ไหม

1054
01:10:14.065 --> 01:10:18.065

1055
01:10:18.067 --> 01:10:22.067
เมื่อวานก็ว่าพิมพ์แม็กกี้นะ ทำไมเป็น มาร์คกี้

1056
01:10:22.067 --> 01:10:26.067
เปลี่ยนชื่อให้แม็กกี้เฉยเลย

1057
01:10:26.068 --> 01:10:30.068
กุ้งนางก็เป็นกุ้งเต้น

1058
01:10:30.070 --> 01:10:34.070
เปลี่ยนชื่อให้กุ้งนางเฉยเลย

1059
01:10:34.074 --> 01:10:38.074
สงสัยถ้าจะเบลอเมื่อวาน

1060
01:10:38.078 --> 01:10:42.078
ไหง

1061
01:10:42.079 --> 01:10:46.079
เป็นกุ้งเต้นนะ กุ้งเต้นมาจากไหน

1062
01:10:46.081 --> 01:10:50.081

1063
01:10:50.083 --> 01:10:54.083
กุ้งเต้นอยู่แล้วหรือ

1064
01:10:54.084 --> 01:10:58.084
ถูกแล้วใช่ไหม อ๋อ โอเค

1065
01:10:58.085 --> 01:11:02.085

1066
01:11:02.086 --> 01:11:06.086
แสดงว่า แสดงว่า

1067
01:11:06.088 --> 01:11:10.088
เด็ก ๆ ชื่อ มาร์คกี้นะ ไม่ใช่แม็กกี้

1068
01:11:10.089 --> 01:11:14.089
โอเค

1069
01:11:14.092 --> 01:11:18.092

1070
01:11:18.093 --> 01:11:22.093

1071
01:11:22.096 --> 01:11:26.096

1072
01:11:26.097 --> 01:11:30.097

1073
01:11:30.101 --> 01:11:34.101

1074
01:11:34.103 --> 01:11:38.103

1075
01:11:38.104 --> 01:11:42.104

1076
01:11:42.105 --> 01:11:46.105

1077
01:11:46.106 --> 01:11:50.106

1078
01:11:50.108 --> 01:11:54.108

1079
01:11:54.110 --> 01:11:58.110

1080
01:11:58.112 --> 01:12:02.112

1081
01:12:02.114 --> 01:12:06.114

1082
01:12:06.117 --> 01:12:10.117

1083
01:12:10.119 --> 01:12:14.119

1084
01:12:14.121 --> 01:12:18.121

1085
01:12:18.123 --> 01:12:22.123

1086
01:12:22.128 --> 01:12:26.128
อุบลนี่ก็ชื่อเล่นใช่ไหม

1087
01:12:26.130 --> 01:12:30.130
ชื่อเล่นอุบลเลย ทำไมชื่อเล่นนี้ล่ะ

1088
01:12:30.131 --> 01:12:34.131
เกิดอยู่อุบลหรือ ไปเกิดอยู่นั่น

1089
01:12:34.132 --> 01:12:38.132
อ๋อ แต่

1090
01:12:38.133 --> 01:12:42.133
บ้านอยู่มุกดาหารแต่ชื่ออุบล

1091
01:12:42.134 --> 01:12:46.134
แต่ก่อนหรืออย่างไร หรือแต่ก่อนอยู่อุบลฯ

1092
01:12:46.135 --> 01:12:50.135
อ๋อ ไปเกิดที่นั่น โอเค

1093
01:12:50.137 --> 01:12:54.137

1094
01:12:54.138 --> 01:12:58.138
อีกคนหนึ่งใคร ใครอยากมีชื่ออยู่ในนี้

1095
01:12:58.139 --> 01:13:02.139

1096
01:13:02.140 --> 01:13:06.140
องุ่นแล้วกัน เอาองุ่นนะ

1097
01:13:06.141 --> 01:13:10.141
ให้สาว ๆ เยอะหน่อย มีแต่สาว ๆ

1098
01:13:10.142 --> 01:13:14.142

1099
01:13:14.143 --> 01:13:18.143
นะคะ ใน myList นี่ มีชื่อของมาร์คกี้ กุ้งเต้น

1100
01:13:18.146 --> 01:13:22.146
มิ่ง อุบล แล้วก็องุ่น สิ่งที่

1101
01:13:22.147 --> 01:13:26.147
เราจะทำต่อมา ก็คือกำหนดตัวแปรเพื่อจะ

1102
01:13:26.148 --> 01:13:30.148
ให้วนรอบตัวแปรนั้น ตัวแปนั้นก็

1103
01:13:30.150 --> 01:13:34.150
นะคะ ให้ i

1104
01:13:34.151 --> 01:13:38.151
โดยให้มันวนรอบเริ่มจาก 0 เท่ากับ 0

1105
01:13:38.152 --> 01:13:42.152
ในตัวอย่างนี่

1106
01:13:42.156 --> 01:13:46.156
คำว่าเครื่้องหมาย shap หรือ

1107
01:13:46.157 --> 01:13:50.157
เป็นคอมเมนต์นั่นเอง บอกให้รู้ว่า i

1108
01:13:50.159 --> 01:13:54.159
กำหนดให้ i เป็น 0 ต้อง

1109
01:13:54.160 --> 01:13:58.160
ไปสอดคล้องกับ index เพราะว่า index นี่ ก็คือ

1110
01:13:58.161 --> 01:14:02.161
ในภาษาคอมพิวเตอร์นะ ก็คือดัชนี

1111
01:14:02.162 --> 01:14:06.162
หรือตัวชี้ ตัวชี้ตำแหน่งนั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น

1112
01:14:06.163 --> 01:14:10.163
โดยปกติค่าเริ่มต้นดัชนีของคอมพิวเตอร์ก็จะเริ่มที่ 0

1113
01:14:10.164 --> 01:14:14.164
นะคะ เมื่อประกาศตัวแปร

1114
01:14:14.165 --> 01:14:18.165
ให้สำหรับการวนรอบแล้ว

1115
01:14:18.171 --> 01:14:22.171
เราก็มาใช้คำสั่งในการวนรอบ ก็คือ while w-h-i-

1116
01:14:22.176 --> 01:14:26.176
l-e บอกแล้วนะ เด็ก ๆ ถ้าไม่อยาก

1117
01:14:26.177 --> 01:14:30.177
พิมพ์ผิด สังเกตเมื่อเราพิมพ์ทุกครั้งนี่

1118
01:14:30.180 --> 01:14:34.180
มันจะมีเหมืิอน เห็นไหมคะ

1119
01:14:34.183 --> 01:14:38.183
เหมือนคำสั่ง เหมือนโค้ดอะไรขึ้นมาอย่างนี้ เด็ก ๆ ก็คลิกเลือกใช้ได้เลย

1120
01:14:38.186 --> 01:14:42.186
while แล้วก็ตาม

1121
01:14:42.187 --> 01:14:46.187
ด้วยตัวแปรที่เราประกาศไป i

1122
01:14:46.188 --> 01:14:50.188
น้อยกว่า rang

1123
01:14:50.189 --> 01:14:54.189
เป็นคำสั่งนะคะ ที่บอกว่า

1124
01:14:54.190 --> 01:14:58.190

1125
01:14:58.192 --> 01:15:02.192
คือ

1126
01:15:02.194 --> 01:15:06.194
ที่มันนับน่ะค่ะ

1127
01:15:06.195 --> 01:15:10.195
นับตัวข้อมูลที่อยู่ในชุดข้อมูลนั่นเองนะคะ ก็คือคำสั่ง range

1128
01:15:10.197 --> 01:15:14.197
น้อยกว่า range

1129
01:15:14.198 --> 01:15:18.198
ไหนล่ะ Coding ตัวเอง

1130
01:15:18.200 --> 01:15:22.200
l-e ปุ๊บ

1131
01:15:22.203 --> 01:15:26.203

1132
01:15:26.206 --> 01:15:30.206
วรรคด้วยนะคะ

1133
01:15:30.207 --> 01:15:34.207
e l-e-

1134
01:15:34.210 --> 01:15:38.210
n

1135
01:15:38.211 --> 01:15:42.211
เห็นไหม มันจะมีตัวคำสั่งขึ้นมาเลย พิมพ์ติ๊กลงไป

1136
01:15:42.213 --> 01:15:46.213
แล้วก็ใส่เครื่องหมาย

1137
01:15:46.214 --> 01:15:50.214
สิ่งที่อยู่ใน range

1138
01:15:50.216 --> 01:15:54.216
สิ่งที่อยู่ใน myList นั่นเอง

1139
01:15:54.218 --> 01:15:58.218
ตัวแปร myList สังเกตพอพิมพ์ปุ๊บ

1140
01:15:58.219 --> 01:16:02.219
ชื่อตัวแปรมันก็จะขึ้นมา เด็ก ๆ จะได้

1141
01:16:02.221 --> 01:16:06.221
ไม่พิมพ์ชื่อตัวแปรผิด สังเกตที่อะไร

1142
01:16:06.222 --> 01:16:10.222
เมื่อเรสร้าง ปุ๊บนี่ พอครั้งต่อไป

1143
01:16:10.223 --> 01:16:14.223
มันจะขึ้นชื่อตัวแปรที่เราสร้างมาให้มันจะไม่ผิด

1144
01:16:14.224 --> 01:16:18.224
นะคะ และอย่าลืมทุกครั้งปิด

1145
01:16:18.226 --> 01:16:22.226
คำสั่ง while หรือ for หรือ if จะต้องปิดด้วย

1146
01:16:22.227 --> 01:16:26.227
ดคลอนเสมอนะคะ

1147
01:16:26.228 --> 01:16:30.228
แล้วก็ใช้คำสั่ง print

1148
01:16:30.232 --> 01:16:34.232
เพื่อจะแสดง

1149
01:16:34.233 --> 01:16:38.233
ข้อมูลใน myList ของเรานั่นเอง

1150
01:16:38.235 --> 01:16:42.235
นะคะ คลิกเลือก

1151
01:16:42.238 --> 01:16:46.238
จะได้ไม่พิมพ์ผิด ดูวิธีนะคะ สังเกตพอเราพิมพ์คำว่า "My" ปุ๊บ

1152
01:16:46.240 --> 01:16:50.240
ดูดี ๆ นะคะเด็ก ๆ พิมพ์

1153
01:16:50.241 --> 01:16:54.241
my ปุ๊บนี่ เห็นไหมคะ

1154
01:16:54.245 --> 01:16:58.245
myList มันจะขึเนมา เราคลิกเพื่อเลือก

1155
01:16:58.246 --> 01:17:02.246
มันจะไม่เกิดปัญหาพิมพ์ผิดน่ะค่ะ

1156
01:17:02.248 --> 01:17:06.248
แล้วใส่วงเล็บเพื่อบอกให้รู้ว่า

1157
01:17:06.249 --> 01:17:10.249
นี่จะพิมพ์ไอ้สิ่งที่อยู่ใน myList นี่

1158
01:17:10.250 --> 01:17:14.250
ที่ตัวแปร i มันไปนับไว้นี่

1159
01:17:14.252 --> 01:17:18.252
นะคะ ก็คือสี่เหลี่ยมใหญ่

1160
01:17:18.254 --> 01:17:22.254
แล้วก็ตามด้วยตัวแปรที่ชื่อว่า i แล้ว

1161
01:17:22.255 --> 01:17:26.255
หลังจากพิมพ์ไปแล้วนี่ ให้ทำอะไร

1162
01:17:26.256 --> 01:17:30.256
ก็คือเมื่อวนรอบ ปึ๊บ พอ

1163
01:17:30.260 --> 01:17:34.260
ใน myList ออกมารอบที่ 1 ก็ให้ไปทำการ

1164
01:17:34.260 --> 01:17:38.260
เพื่มจำนวนนะคะ ให้กับจำนวนรอบ โดย

1165
01:17:38.262 --> 01:17:42.262
กำหนดให้ i มีค่า =

1166
01:17:42.263 --> 01:17:46.263
i+1

1167
01:17:46.264 --> 01:17:50.264
ก็คือพอ print เสร็จ คุณก็

1168
01:17:50.265 --> 01:17:54.265
ไปเพิ่มจำนวนรอบให้ i 0 ก็

1169
01:17:54.267 --> 01:17:58.267
เพิ่มไปทีละ 1 เพิ่มไปเรื่อย ๆ

1170
01:17:58.269 --> 01:18:02.269
แล้วมันจะ print จนกว่าจะครบ

1171
01:18:02.270 --> 01:18:06.270
อยู่ใน list ของเรา ก็คือ 1 2 3 4 5 ทำ

1172
01:18:06.272 --> 01:18:10.272
จนครบ 5 อันนะคะ อยากรู้ผล

1173
01:18:10.273 --> 01:18:14.273
แล้วกด play ดูได้เลยนะคะ หลังจากที่เรา

1174
01:18:14.275 --> 01:18:18.275
พิมพ์เสร็จ

1175
01:18:18.275 --> 01:18:22.275
เห็นไหมคะ print จนครบเลย

1176
01:18:22.277 --> 01:18:26.277
มาร์คกี้ กุ้งเต้น มิ่ง อุบล องุ่น

1177
01:18:26.278 --> 01:18:30.278
ก็จะวนรอบไปแล้วก็ print ออกมาทีละ 1

1178
01:18:30.280 --> 01:18:34.280
ทีละ 1 บรรทัดไปเรื่อย ๆ

1179
01:18:34.281 --> 01:18:38.281
นี่คือการใช้ while นะคะ

1180
01:18:38.282 --> 01:18:42.282
การใช้ while นะคะ จะ

1181
01:18:42.284 --> 01:18:46.284
มีตัวแปรเพื่อระบุค่าเริ่มต้น

1182
01:18:46.285 --> 01:18:50.285
ของการวนรอบเสมอ แต่ถ้า

1183
01:18:50.288 --> 01:18:54.288
ใช้ for นี่ไม่ต้อง เพราะ for มีจำนวนรอบ

1184
01:18:54.290 --> 01:18:58.290
ที่แน่นอนอยู่แล้วนะคะ ก็ไม่ต้องไประบุค่าตัวนี้

1185
01:18:58.292 --> 01:19:02.292
ไม่มีต้องมาบอกก่อน มันต้องเริ่มที่อะไร เสร็จเมื่อไร

1186
01:19:02.293 --> 01:19:06.293
อะไรแบบนี้นะคะ

1187
01:19:06.294 --> 01:19:10.294

1188
01:19:10.294 --> 01:19:14.294
เดี๋ยวอีก 2 คำสั่ง

1189
01:19:14.297 --> 01:19:18.297
นะคะ เราก็จะเสร็จสิ้น

1190
01:19:18.298 --> 01:19:22.298
ในการ Codeding ขอ

1191
01:19:22.300 --> 01:19:26.300
ของวันนี้นะคะ ก่อนอื่นเรามาดูคำสั่ง

1192
01:19:26.305 --> 01:19:30.305
2 ตัวนี้ก่อน

1193
01:19:30.306 --> 01:19:34.306
นะคะ คำสั่ง break กับคำสั่ง

1194
01:19:34.308 --> 01:19:38.308
continue

1195
01:19:38.313 --> 01:19:42.313
เดี๋ยวนะ ขอขยายเป็นแบบนี้

1196
01:19:42.315 --> 01:19:46.315
ไปหน้าไหนนี่

1197
01:19:46.317 --> 01:19:50.317
มาหน้าใหม่แล้วนี่

1198
01:19:50.320 --> 01:19:54.320

1199
01:19:54.321 --> 01:19:58.321

1200
01:19:58.323 --> 01:20:02.323
ดูนะคะ คำสั่ง 2 ตัวนี้

1201
01:20:02.325 --> 01:20:06.325
มันยังเกี่ยวข้องกับการวนรอบอยู่ ให้

1202
01:20:06.326 --> 01:20:10.326
นึกถึงว่าบางครั้งถ้าวนไปเยอะ ๆ

1203
01:20:10.327 --> 01:20:14.327
อาจจะ... ถ้าเราต้องการ break มันล่ะ

1204
01:20:14.328 --> 01:20:18.328
break  จำนวนรอบหรือให้ทำอะไร

1205
01:20:18.330 --> 01:20:22.330
ทำไปเรื่อย ๆ หรือข้ามไปคำสั่งอื่นล่ะ

1206
01:20:22.331 --> 01:20:26.331
ไม่อยากให้ทำคำสั่งมันแล้วล่ะ

1207
01:20:26.332 --> 01:20:30.332
มันอยู่ที่ 2 คำสั่งนี้เลย break

1208
01:20:30.334 --> 01:20:34.334
กับ continue

1209
01:20:34.338 --> 01:20:38.338
ต่างกัน

1210
01:20:38.339 --> 01:20:42.339
อย่างไร break ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1211
01:20:42.341 --> 01:20:46.341
ชื่อคำสั่งนี่

1212
01:20:46.343 --> 01:20:50.343
บอกอยู่แล้ว ว่าหยุดใช่ไหม เหมือนเราเหยียบเบรก

1213
01:20:50.345 --> 01:20:54.345
ปุ๊บ นั่นคือรถจะต้องหยุด

1214
01:20:54.346 --> 01:20:58.346
นะคะ ก็คือให้ loop มันหยุด

1215
01:20:58.347 --> 01:21:02.347
การทำงานนะคะ

1216
01:21:02.348 --> 01:21:06.348

1217
01:21:06.350 --> 01:21:10.350

1218
01:21:10.353 --> 01:21:14.353

1219
01:21:14.356 --> 01:21:18.356

1220
01:21:18.358 --> 01:21:22.358

1221
01:21:22.362 --> 01:21:26.362

1222
01:21:26.365 --> 01:21:30.365

1223
01:21:30.369 --> 01:21:34.369

1224
01:21:34.372 --> 01:21:38.372

1225
01:21:38.375 --> 01:21:42.375

1226
01:21:42.376 --> 01:21:46.376

1227
01:21:46.378 --> 01:21:50.378

1228
01:21:50.381 --> 01:21:54.381

1229
01:21:54.383 --> 01:21:58.383

1230
01:21:58.385 --> 01:22:02.385

1231
01:22:02.386 --> 01:22:06.386

1232
01:22:06.388 --> 01:22:10.388

1233
01:22:10.389 --> 01:22:14.389

1234
01:22:14.392 --> 01:22:18.392

1235
01:22:18.394 --> 01:22:22.394

1236
01:22:22.395 --> 01:22:26.395

1237
01:22:26.397 --> 01:22:30.397

1238
01:22:30.400 --> 01:22:34.400

1239
01:22:34.403 --> 01:22:38.403

1240
01:22:38.407 --> 01:22:42.407

1241
01:22:42.409 --> 01:22:46.409

1242
01:22:46.412 --> 01:22:50.412
โอเคนะคะ

1243
01:22:50.416 --> 01:22:54.416
เมื่อกี้ คำสั่งใหม่ของเรา

1244
01:22:54.417 --> 01:22:58.417
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1245
01:22:58.418 --> 01:23:02.418
ไม่ได้ยิน นั่นไงนิ่ง

1246
01:23:02.418 --> 01:23:06.418
สนิท

1247
01:23:06.421 --> 01:23:10.421

1248
01:23:10.423 --> 01:23:14.423

1249
01:23:14.426 --> 01:23:18.426

1250
01:23:18.429 --> 01:23:22.429

1251
01:23:22.430 --> 01:23:26.430

1252
01:23:26.432 --> 01:23:30.432

1253
01:23:30.435 --> 01:23:34.435

1254
01:23:34.437 --> 01:23:38.437

1255
01:23:38.438 --> 01:23:42.438

1256
01:23:42.440 --> 01:23:46.440

1257
01:23:46.443 --> 01:23:50.443

1258
01:23:50.445 --> 01:23:54.445

1259
01:23:54.449 --> 01:23:58.449

1260
01:23:58.452 --> 01:24:02.452

1261
01:24:02.454 --> 01:24:06.454

1262
01:24:06.456 --> 01:24:10.456

1263
01:24:10.459 --> 01:24:14.459
(เจ้าหน้าที่) พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1264
01:24:14.462 --> 01:24:18.462

1265
01:24:18.463 --> 01:24:22.463
พี่ได้ยินไหมคะพี่

1266
01:24:22.465 --> 01:24:26.465

1267
01:24:26.468 --> 01:24:30.468

1268
01:24:30.475 --> 01:24:34.475

1269
01:24:34.477 --> 01:24:38.477

1270
01:24:38.479 --> 01:24:42.479

1271
01:24:42.481 --> 01:24:46.481

1272
01:24:46.483 --> 01:24:50.483

1273
01:24:50.485 --> 01:24:54.485

1274
01:24:54.487 --> 01:24:58.487

1275
01:24:58.489 --> 01:25:02.489

1276
01:25:02.490 --> 01:25:06.490
พี่ได้ยินไหมคะ

1277
01:25:06.491 --> 01:25:10.491

1278
01:25:10.494 --> 01:25:14.494

1279
01:25:14.495 --> 01:25:18.495

1280
01:25:18.497 --> 01:25:22.497

1281
01:25:22.499 --> 01:25:26.499
ทางฝั่งนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงพี่เหมือนกันค่ะ

1282
01:25:26.503 --> 01:25:30.503

1283
01:25:30.505 --> 01:25:34.505

1284
01:25:34.506 --> 01:25:38.506

1285
01:25:38.508 --> 01:25:42.508

1286
01:25:42.510 --> 01:25:46.510

1287
01:25:46.514 --> 01:25:50.514

1288
01:25:50.516 --> 01:25:54.516
(อาจารย์สุธิรา)

1289
01:25:54.519 --> 01:25:58.519
มันเหลือ 2 คำสั่งสุดท้ายแล้วนี่

1290
01:25:58.521 --> 01:26:02.521

1291
01:26:02.522 --> 01:26:06.522
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1292
01:26:06.524 --> 01:26:10.524

1293
01:26:10.528 --> 01:26:14.528

1294
01:26:14.531 --> 01:26:18.531

1295
01:26:18.533 --> 01:26:22.533

1296
01:26:22.536 --> 01:26:26.536
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1297
01:26:26.539 --> 01:26:30.539

1298
01:26:30.540 --> 01:26:34.540
แสดงว่าถอดความ

1299
01:26:34.543 --> 01:26:38.543
ได้ยินอยู่นะ

1300
01:26:38.544 --> 01:26:42.544
เรา

1301
01:26:42.545 --> 01:26:46.545
เหลืออีก 2 คำสั่งนะคะ คำสั่งนี้ไม่ได้มีอะไรพิสดาร

1302
01:26:46.546 --> 01:26:50.546
จะให้เห็นเฉย ๆว่า

1303
01:26:50.549 --> 01:26:54.549
มันเอาไว้ใช้เพื่อทำอะไรนะคะ

1304
01:26:54.550 --> 01:26:58.550
พี่ปุ๋ย

1305
01:26:58.553 --> 01:27:02.553
มาล่ามขับตาทับก่อน เราจะได้จบ

1306
01:27:02.554 --> 01:27:06.554
นะ

1307
01:27:06.556 --> 01:27:10.556
2 คำสั่งสุดท้ายนะคะ ก็คือ break

1308
01:27:10.558 --> 01:27:14.558
กับ continue ชื่อมันก็แปลตามตัวก็คือหยุดน่ะ

1309
01:27:14.561 --> 01:27:18.561
break ก็คือหยุดน่ะ ให้นึกถึงเหมือนเราขับรถไป

1310
01:27:18.564 --> 01:27:22.564
แล้วเราต้องการหยุด เราก็ต้องเหยียบเบรก

1311
01:27:22.565 --> 01:27:26.565
หรือกำเบรกใช่ไหม ส่วน continue

1312
01:27:26.568 --> 01:27:30.568
continue ก็คือให้มันไปต่อ แต่ในที่นี้

1313
01:27:30.569 --> 01:27:34.569
จะหมายถึงการข้าม ข้าม loop

1314
01:27:34.570 --> 01:27:38.570
ที่เราทำอยู่ ไปทำคำสั่งอื่น

1315
01:27:38.571 --> 01:27:42.571
เลยนะคะ เดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้งาน

1316
01:27:42.572 --> 01:27:46.572
continue กับ break  นะคะ ให้ดู

1317
01:27:46.573 --> 01:27:50.573
เปรียบเทียบทั้ง 2 อันเลย

1318
01:27:50.574 --> 01:27:54.574
พี่ล่ามได้ยินแล้วใช่ไหม

1319
01:27:54.575 --> 01:27:58.575
ได้ยินแล้ว ได้ยินแล้ว เมื่อกี้ไม่ได้ยิน

1320
01:27:58.576 --> 01:28:02.576

1321
01:28:02.576 --> 01:28:06.576
อ๋อ ดูจากไอ้นั่นใช่ไหม

1322
01:28:06.577 --> 01:28:10.577
ถอดความ ไม่เป็นไรค่ะ

1323
01:28:10.579 --> 01:28:14.579
หลักการง่าย ๆ นะคะ เราจะใช้ break เมื่ออะไร

1324
01:28:14.580 --> 01:28:18.580

1325
01:28:18.581 --> 01:28:22.581
ในตัวอย่างนะ เมื่อทุกครั้ง

1326
01:28:22.583 --> 01:28:26.583
เราใช้คำสั่ง for น่ะ มันจะ

1327
01:28:26.584 --> 01:28:30.584
ไม่มี if มีอะไรเข้ามา แต่พอเราจะใช้ break นี่มันจะมีเงื่อนไข

1328
01:28:30.585 --> 01:28:34.585
โผล่ขึ้นมาปุ๊บแล้วมาปิดด้วยคำสั่ง break

1329
01:28:34.588 --> 01:28:38.588
นะคะ

1330
01:28:38.590 --> 01:28:42.590
นั่นหมายถึงว่า

1331
01:28:42.591 --> 01:28:46.591
ถ้าโดยปกติถ้าเราพิมพ์ for

1332
01:28:46.593 --> 01:28:50.593
i ใน len 1-10

1333
01:28:50.593 --> 01:28:54.593
นั่นหมายถึงมันจะพิมพ์เลข 1 ไปจนถึงเลข 9

1334
01:28:54.595 --> 01:28:58.595
หยุดใช่ไหม loop นี้

1335
01:28:58.598 --> 01:29:02.598
loop ของ for นี่มีค่าที่แน่นอน เพราะฉะนั้น ตัวเลขที่จะขึ้น

1336
01:29:02.603 --> 01:29:06.603
ก็คือ 1-9 แต่ให้เด็ก ๆ มาดูที่ break ขึ้น

1337
01:29:06.605 --> 01:29:10.605
เมื่อ if i = 5 นั่นหมายถึง

1338
01:29:10.606 --> 01:29:14.606
เมื่อมันพิมพ์ i ไปถึง

1339
01:29:14.607 --> 01:29:18.607
5 1 ไปถึง 5 ปุ๊บ

1340
01:29:18.608 --> 01:29:22.608
มันจะหยุดการทำงานเลยนึกออกนะ มันจะไม่ไปต่อ

1341
01:29:22.609 --> 01:29:26.609
นึกออกนะ แต่ถ้าดูตามเฉพาะ

1342
01:29:26.610 --> 01:29:30.610
เด็ก ๆ อย่าพึ่งไปด฿บรรทัดที่เหนือไป

1343
01:29:30.611 --> 01:29:34.611
จาก if นะ อย่าเพิ่งไปดูบรรทัดที่

1344
01:29:34.612 --> 01:29:38.612
3 บรรทัดล่าง ให้นึกถึงว่าเรา

1345
01:29:38.614 --> 01:29:42.614
ใช้คำสั่ง for นี่นะ แล้วสั่ง print สิ่งที่มัน

1346
01:29:42.615 --> 01:29:46.615
ออกมาก็คือเลขที่เริ่มตั้งแต่

1347
01:29:46.616 --> 01:29:50.616
1 แล้วค่าสุดท้าย 10 1 แล้วก็

1348
01:29:50.620 --> 01:29:54.620
นับต่อไปจนถึง 10 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7,8 ,9

1349
01:29:54.621 --> 01:29:58.621
9 มันจะถึงที่ 9 นะ ถ้าตามหลักของ for

1350
01:29:58.625 --> 01:30:02.625
นี่นะคะ

1351
01:30:02.626 --> 01:30:06.626
มันจะต้อง print เลข 1-9 แต่ทีนี้มี break มา

1352
01:30:06.627 --> 01:30:10.627
โดย break มันจะทำงาน เมื่อ

1353
01:30:10.628 --> 01:30:14.628
เงื่อนไข if เราบอกว่าถ้า i

1354
01:30:14.629 --> 01:30:18.629
นะคะเท่ากับ 5

1355
01:30:18.630 --> 01:30:22.630
นั่นหมายถึงว่าเมื่อ i เริ่มที่ 1

1356
01:30:22.632 --> 01:30:26.632
ไปจนถึงเลข 5 ปุ๊บมันจะหยุดการทำงานมันจะไม่ไปต่อ

1357
01:30:26.634 --> 01:30:30.634
ลองนะคะ ลองโดยการทำอย่างนี้ เปิด

1358
01:30:30.635 --> 01:30:34.635
Colab ของเราขึ้นมา

1359
01:30:34.636 --> 01:30:38.636
เราจะเปิดโปรแกรมเรานะคะ

1360
01:30:38.637 --> 01:30:42.637

1361
01:30:42.638 --> 01:30:46.638
โอเค โอเค ให้เด็ก ๆ เปิดโปรแกรม

1362
01:30:46.640 --> 01:30:50.640
Colab ขึ้นมาพร้อมด้วย

1363
01:30:50.647 --> 01:30:54.647
เดี๋ยวกดสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

1364
01:30:54.649 --> 01:30:58.649
นะคะ ทำไมไม่สลับหน้าวันนี้

1365
01:30:58.651 --> 01:31:02.651
ล่ามได้ จอไม่ได้เอาเข้าไป

1366
01:31:02.652 --> 01:31:06.652
ให้มันได้แบบนี้สิ

1367
01:31:06.653 --> 01:31:10.653

1368
01:31:10.655 --> 01:31:14.655
เรียบร้อย โรงเรียนจอยอีกแล้ว

1369
01:31:14.659 --> 01:31:18.659
เอาเข้าไป

1370
01:31:18.660 --> 01:31:22.660

1371
01:31:22.661 --> 01:31:26.661
นั่น

1372
01:31:26.663 --> 01:31:30.663
จอไม่ได้

1373
01:31:30.665 --> 01:31:34.665
ล่ามได้จอไม่ได้ โอ้ย

1374
01:31:34.667 --> 01:31:38.667

1375
01:31:38.672 --> 01:31:42.672
เมื่อเช้าก็ปลุกปล้ำกับจอไปทีหนึ่งแล้ว

1376
01:31:42.673 --> 01:31:46.673

1377
01:31:46.674 --> 01:31:50.674

1378
01:31:50.675 --> 01:31:54.675

1379
01:31:54.676 --> 01:31:58.676

1380
01:31:58.680 --> 01:32:02.680

1381
01:32:02.681 --> 01:32:06.681

1382
01:32:06.684 --> 01:32:10.684

1383
01:32:10.685 --> 01:32:14.685

1384
01:32:14.690 --> 01:32:18.690

1385
01:32:18.691 --> 01:32:22.691

1386
01:32:22.693 --> 01:32:26.693

1387
01:32:26.696 --> 01:32:30.696

1388
01:32:30.698 --> 01:32:34.698

1389
01:32:34.701 --> 01:32:38.701

1390
01:32:38.704 --> 01:32:42.704

1391
01:32:42.705 --> 01:32:46.705

1392
01:32:46.710 --> 01:32:50.710

1393
01:32:50.711 --> 01:32:54.711

1394
01:32:54.714 --> 01:32:58.714

1395
01:32:58.717 --> 01:33:02.717

1396
01:33:02.719 --> 01:33:06.719

1397
01:33:06.721 --> 01:33:10.721

1398
01:33:10.723 --> 01:33:14.723

1399
01:33:14.726 --> 01:33:18.726

1400
01:33:18.728 --> 01:33:22.728

1401
01:33:22.729 --> 01:33:26.729

1402
01:33:26.731 --> 01:33:30.731

1403
01:33:30.736 --> 01:33:34.736

1404
01:33:34.739 --> 01:33:38.739

1405
01:33:38.742 --> 01:33:42.742

1406
01:33:42.743 --> 01:33:46.743

1407
01:33:46.745 --> 01:33:50.745

1408
01:33:50.747 --> 01:33:54.747

1409
01:33:54.749 --> 01:33:58.749

1410
01:33:58.751 --> 01:34:02.751

1411
01:34:02.756 --> 01:34:06.756

1412
01:34:06.761 --> 01:34:10.761

1413
01:34:10.764 --> 01:34:14.764

1414
01:34:14.765 --> 01:34:18.765
ไม่ได้ยิน ไม่เป็็นไร

1415
01:34:16.918 --> 01:34:20.918

1416
01:34:20.920 --> 01:34:21.566

1417
01:34:24.921 --> 01:34:28.921

1418
01:34:28.926 --> 01:34:32.926

1419
01:34:32.927 --> 01:34:36.927
มาบอกให้รู้ ก็คือใช้เงื่อนไข if

1420
01:34:36.930 --> 01:34:40.930
เข้ามาแทรกนะคะ พิมพ์ if แล้วตามด้วย

1421
01:34:40.931 --> 01:34:44.931
ตัวแปร i ของเรา ถ้า i

1422
01:34:44.932 --> 01:34:48.932
นะคะ มันจะให้มันเบรก

1423
01:34:48.933 --> 01:34:52.933
เมื่อ i ถึง 5 นั่นเองนะคะ เสร็จแล้ว

1424
01:34:52.934 --> 01:34:56.934
บอกแล้วถ้ามีคำสั่งประเภท if for ให้เด็ก ๆ

1425
01:34:56.936 --> 01:35:00.936
ใส่เครื่องหมายโคลอนปิดท้ายเสมอนะคะ ให้

1426
01:35:00.939 --> 01:35:04.939
ทำอะไรต่อ ก็คือให้มัน break

1427
01:35:04.940 --> 01:35:08.940
เห็นไหมคะ

1428
01:35:08.941 --> 01:35:12.941
สั่งให้มัน break ทันที เห็นไหมคะ

1429
01:35:12.944 --> 01:35:16.944
รูปแบบนี่ คำสั่งหลักนี่ เหมือนเดิมก็คือ

1430
01:35:16.945 --> 01:35:20.945
มี For กับ print

1431
01:35:20.946 --> 01:35:24.946
มาใส่ break เข้ามานี่ เพิ่ม break กับ if เข้ามานี่

1432
01:35:24.947 --> 01:35:28.947
ก็คือเพราะพอสั่ง print รอบที่ 1 มันจะไป

1433
01:35:28.948 --> 01:35:32.948
หา for อีก 1 แล้ว 2 3 4

1434
01:35:32.949 --> 01:35:36.949
แต่นี่พอมี

1435
01:35:36.951 --> 01:35:40.951
เงื่อนไขมาว่าถ้า i มันถึงเลข 5 ปุ๊บ มันจะหยุด

1436
01:35:40.952 --> 01:35:44.952
ดูผลลัพธ์นะคะ เปรียบเทียบระหว่างตัวนี้กับตัวนี้

1437
01:35:44.953 --> 01:35:48.953
เห็นไหม

1438
01:35:48.954 --> 01:35:52.954
พอ break  พอถึง 5 ปุ๊บ

1439
01:35:52.956 --> 01:35:56.956
มันก็จะหยุด print ไง มันก็จะไม่ print

1440
01:35:56.957 --> 01:36:00.957
กับตัวแรกเห็นไหมคะ 1-10 ตัวที่ 10 มันก็จะไม่ print

1441
01:36:00.959 --> 01:36:04.959
มันจะ print ถึงแค่เลข 9

1442
01:36:04.960 --> 01:36:08.960
เพราะมันเช็กแล้วว่าถึง 10 แล้วจริง ๆ

1443
01:36:08.962 --> 01:36:12.962
มันก็จะหยุด มันก็เลยจะไม่ print ตัวที่ 10 ออกมา เช่นเดียวกับ

1444
01:36:12.963 --> 01:36:16.963
เมื่อ i ไปถึง 5 สิ่งที่

1445
01:36:16.964 --> 01:36:20.964
มัน print ไปถึงแค่ 4 ไง พอมันไปเช็กมันเจอ 5

1446
01:36:20.965 --> 01:36:24.965
มันก็หยุด print เข้าใจนะ เข้าใจ

1447
01:36:24.970 --> 01:36:28.970
ความหมายของคำสั่งนี้นะคะ คำสั่ง break

1448
01:36:28.970 --> 01:36:32.970
เพราะอะไร เพราะรอบที่ 1 มันพิมพ์ 1 ใช่ไหมคะ

1449
01:36:32.972 --> 01:36:36.972
พอรอบที่ 2 มันก็จะพิมพ์ 2 ขึ้นมา พอรอบที่

1450
01:36:36.973 --> 01:36:40.973
3 พิมพื 3 รอบที่ 4 พิมพ์ 4

1451
01:36:40.974 --> 01:36:44.974
พอมันไปถึงเลข 5 ปุ๊บ มันต้อง break break คือ หยุด

1452
01:36:44.976 --> 01:36:48.976
เพราะฉะนั้น มันก็จะไม่พิมพ์เลข 5 ออกมาในตัวอย่าง

1453
01:36:48.977 --> 01:36:52.977
ความแตกต่างกัน

1454
01:36:52.978 --> 01:36:56.978
ของตัวที่

1455
01:36:56.978 --> 01:37:00.978
เห็นไหม อธิบายก่อน

1456
01:37:00.979 --> 01:37:04.979
ตัวแรกหลักการของ for i นั่นก็คือ

1457
01:37:04.980 --> 01:37:08.980
print ตามจำนวนรอบที่แน่นอน คือ

1458
01:37:08.982 --> 01:37:12.982
ถ้าเราสั่ง i พิมพ์ตั้งแต่

1459
01:37:12.984 --> 01:37:16.984
1 ไปถึง 10 นี่ มันจะหมายความว่าจากเลข 1

1460
01:37:16.985 --> 01:37:20.985
เจอเลข 2 print 3 print 4 print 5 print 6 print

1461
01:37:20.986 --> 01:37:24.986
7 print 8 print ไปจนถึง 9

1462
01:37:24.987 --> 01:37:28.987
ครั้งที่ 10 มันครบ นึกออกไหม

1463
01:37:28.988 --> 01:37:32.988
1-10 ใช่ไหมคะ ก็คือมันไม่ต้อง print แล้ว มันครบ 10 รอบแล้ว

1464
01:37:32.989 --> 01:37:36.989
นึกออกนะ เช่นเดียวกัน เมื่อพอเรามา break

1465
01:37:36.990 --> 01:37:40.990
มันเมื่อมันเจอ 5 นั่นหมายถึงพอครั้งที่ 1 มัน print ไป

1466
01:37:40.992 --> 01:37:44.992
1 ยังเจอ 1 อยู่นะ พอ

1467
01:37:44.993 --> 01:37:48.993
ครั้งที่ 2 มาเจอ 2 ยัง print อยู่

1468
01:37:48.994 --> 01:37:52.994
ครั้งที่ 3 มาเจอ 3 ยังไม่ถึง 5 4

1469
01:37:52.995 --> 01:37:56.995
ยัง print อยู่ เพราะยังไม่ถึง 5 แต่พอวนไปอีกรอบหนึ่ง

1470
01:37:56.996 --> 01:38:00.996
เจอ 5 ปุ๊บ มัน break เลขที่ได้

1471
01:38:00.997 --> 01:38:04.997
ไม่ print ออกมา เลขที่ได้ คือ 1-4 เท่านั้น

1472
01:38:04.999 --> 01:38:08.999
เห็นไหมคะ นะคะ นี่คือ break

1473
01:38:09.001 --> 01:38:13.001
ใช้ break เพื่อคั่น เมื่อถึงรอบเท่านี้

1474
01:38:13.005 --> 01:38:17.005
แล้ว break  ไปทำอย่างอื่นก็ใช้ break

1475
01:38:17.006 --> 01:38:21.006
อย่างนี้นะคะ อันนี้ในกรณีที่เป็น for

1476
01:38:21.007 --> 01:38:25.007
แล้วในกรณีที่เป็น while  ล่ะ ดูที่ while  นะ

1477
01:38:25.008 --> 01:38:29.008
เด็ก ๆ

1478
01:38:29.009 --> 01:38:33.009
ประกาศ

1479
01:38:33.011 --> 01:38:37.011
ตัวแปร int int i

1480
01:38:37.014 --> 01:38:41.014
เท่ากับ 0 i-

1481
01:38:41.015 --> 01:38:45.015
n-t นี่มาจาก integer นะคะ ก็คือบอกให้รู้ว่ามาจากตัวเลข

1482
01:38:45.018 --> 01:38:49.018
นี้ เป็นตัวเลข มีค่าเริ่มต้นที่ 0

1483
01:38:49.019 --> 01:38:53.019
เสร็จแล้วกำหนดเงื่อนไขใน while ให้มันวนรอบ

1484
01:38:53.021 --> 01:38:57.021
โดยที่ i<10 ก็คือ

1485
01:38:57.030 --> 01:39:01.030
i จะวนไปจนกว่าจะถึง 10 นั่นเองจะ

1486
01:39:01.032 --> 01:39:05.032
ทำงานเพราะบอกแล้วคำสั่ง while

1487
01:39:05.033 --> 01:39:09.033
คำสั่ง while  while คือการวนรอบ

1488
01:39:09.035 --> 01:39:13.035
เมื่อเงื่อนไขเป็นจริง เพราะฉะนั้น เมื่อ i น้อย

1489
01:39:13.036 --> 01:39:17.036
กว่า 10 while มันจะวนไปเรื่อย ๆ

1490
01:39:17.037 --> 01:39:21.037
ก็ต้องพิมพ์ i

1491
01:39:21.039 --> 01:39:25.039
ให้ i นี่เพิ่มขึ้น ++ นี่หมายถึง

1492
01:39:25.041 --> 01:39:29.041
เพิ่มขึ้นทีละ 1 นะคะ ต่างจาก while ไหม ไม่ต่าง

1493
01:39:29.042 --> 01:39:33.042
นะคะ แล้วก็มามีเงื่อนไขต่อว่า

1494
01:39:33.043 --> 01:39:37.043
ถ้า เดี๋ยว ๆ

1495
01:39:37.044 --> 01:39:41.044
เดี๋ยวให้ดูตัวอย่างของ while ที่ยังไม่ใส่ break เข้าไปก่อน

1496
01:39:41.046 --> 01:39:45.046
เอาแค่นี้ก่อนนะ ให้ถึงแค่

1497
01:39:45.047 --> 01:39:49.047
เรากำหนดค่าให้ integer i เริ่มที่ 0

1498
01:39:49.048 --> 01:39:53.048
เสร็จแล้วให้มันวนรอบ

1499
01:39:53.049 --> 01:39:57.049
เมื่อใดที่ i น้อยกว่า 10 นี่มันยังวนรอบต่อไป

1500
01:39:57.052 --> 01:40:01.052
แล้วให้มันเพิ่มค่า i

1501
01:40:01.053 --> 01:40:05.053
print a เฉยเลยมั่วแล้ว จริง ๆ ต้อง print i

1502
01:40:05.055 --> 01:40:09.055
นะคะเด็ก ๆ เพราะเราบอกแล้ว

1503
01:40:09.056 --> 01:40:13.056
ตัวแปรที่เราใช้ คือ i ขอโทษที

1504
01:40:13.059 --> 01:40:17.059
เดี๋ยว

1505
01:40:17.061 --> 01:40:21.061
ตัวนี้จะให้ดูความแตกต่างเหมือนตัว for เหมือนกันนะคะ เขียนโค้ด

1506
01:40:21.063 --> 01:40:25.063
2 ครั้ง โค้ดครั้งที่ 1 ก็คือ

1507
01:40:25.064 --> 01:40:29.064

1508
01:40:29.065 --> 01:40:33.065
โค้ดแรกกำหนดตัวแปร

1509
01:40:33.067 --> 01:40:37.067
integer integer

1510
01:40:37.068 --> 01:40:41.068
i =

1511
01:40:41.070 --> 01:40:45.070
กำหนดตัวแปร ชนิดตัวเลขสำหรับ i

1512
01:40:45.072 --> 01:40:49.072
ที่มีค่าเริ่มต้นที่ 0 นะคะ

1513
01:40:49.075 --> 01:40:53.075
จากนั้นใส่การวนรอบโดย

1514
01:40:53.076 --> 01:40:57.076
ใช้คำสั่ง while w*-h-i-

1515
01:40:57.077 --> 01:41:01.077
while นะคะ while

1516
01:41:01.078 --> 01:41:05.078
ในวงเล็บค่ะ ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพื่อจะบอกว่า i

1517
01:41:05.080 --> 01:41:09.080
นี่นะคะ มันจะทำงานเมื่อ

1518
01:41:09.082 --> 01:41:13.082
ให้วนรอบ

1519
01:41:13.084 --> 01:41:17.084
จนกว่า i นี่นะคะ

1520
01:41:17.085 --> 01:41:21.085
ถ้า i ยังน้อยกว่า 10

1521
01:41:21.086 --> 01:41:25.086
นะคะ ปิดเครื่องหมาย ปิดคำสั่ง while ด้วย

1522
01:41:25.088 --> 01:41:29.088
เครื่องหมายโคลอนเสมอ

1523
01:41:29.091 --> 01:41:33.091
เสร็จแล้ว

1524
01:41:33.093 --> 01:41:37.093
พอวนไป 1 รอบ i มันจะต้องเพิ่ม แต่เดิม

1525
01:41:37.094 --> 01:41:41.094
เราใช้ i = i +

1526
01:41:41.095 --> 01:41:45.095
1 นะ แต่ถ้ารอบนี้

1527
01:41:45.096 --> 01:41:49.096
อาจารย์แม่ใช้ i เพิ่มโดยใช้ i++ นั่นหมายถึง

1528
01:41:49.100 --> 01:41:53.100
i มันบวกขึ้นไปทุกรอบนะคะ ปิด

1529
01:41:53.101 --> 01:41:57.101
ด้วย ;

1530
01:41:57.104 --> 01:42:01.104

1531
01:42:01.109 --> 01:42:05.109
เสร็จแล้วอยากรู้ว่าผลลัพธ์ในการเพิ่มรอบมันเป็นอย่างไร

1532
01:42:05.111 --> 01:42:09.111
ใช้คำสั่ง print print

1533
01:42:09.112 --> 01:42:13.112
i ออกมาดูด้วยนะคะ

1534
01:42:13.114 --> 01:42:17.114
แล้วลองกด play

1535
01:42:17.115 --> 01:42:21.115
อันนี้ให้ดู

1536
01:42:21.117 --> 01:42:25.117
sintac Error

1537
01:42:25.119 --> 01:42:29.119
ใส่ทำไมนี่ ไปใส่

1538
01:42:29.120 --> 01:42:33.120
int ทำไมนี่

1539
01:42:33.122 --> 01:42:37.122
แสดงว่าตอนเขียนโค้ดนี่มึนหัวเต็มที่แล้วนะคะ

1540
01:42:37.123 --> 01:42:41.123
ไม่ต้องใส่ intiger นะ

1541
01:42:41.124 --> 01:42:45.124
ตัวแปรนะ แล้วก็ระบุ พอใส่ = น่ะ

1542
01:42:45.126 --> 01:42:49.126
มันก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าใส่เลข 0

1543
01:42:49.128 --> 01:42:53.128
เข้าไป มันก็คือตัวเลขนะ ถ้าเป็นคำพูดมันจะต้อง

1544
01:42:53.134 --> 01:42:57.134
ใส่เครื่องหมายคำพูด เมาหมัดตัวเอง

1545
01:42:57.135 --> 01:43:01.135
อย่างแรง

1546
01:43:01.136 --> 01:43:05.136
รอบนี้ Error น่าจะไม่ขึ้นแล้วนะ

1547
01:43:05.137 --> 01:43:09.137
Syntax Error นั่นไง

1548
01:43:09.140 --> 01:43:13.140

1549
01:43:13.142 --> 01:43:17.142
นี่หรือเปล่า

1550
01:43:17.147 --> 01:43:21.147
i++

1551
01:43:21.148 --> 01:43:25.148

1552
01:43:25.150 --> 01:43:29.150
ไปเอา Syntax ไหนมา

1553
01:43:29.153 --> 01:43:33.153
i = i + 1

1554
01:43:33.156 --> 01:43:37.156
แสดงว่าพิมพ์ผิดใช่ไหม

1555
01:43:37.157 --> 01:43:41.157
Memory Error ใช้ตัวเดิมเรา ก็คือ

1556
01:43:41.159 --> 01:43:45.159
i+1 นะในการให้มันวนรอบ

1557
01:43:45.160 --> 01:43:49.160

1558
01:43:49.164 --> 01:43:53.164

1559
01:43:53.165 --> 01:43:57.165
นะคะ

1560
01:43:57.167 --> 01:44:01.167
โอเคถูกต้อง

1561
01:44:01.169 --> 01:44:05.169

1562
01:44:05.171 --> 01:44:09.171

1563
01:44:09.173 --> 01:44:13.173
นี่แบบ while นะ while

1564
01:44:13.174 --> 01:44:17.174
น้อยกว่า 10 หมายถึง 10 นี่

1565
01:44:17.175 --> 01:44:21.175
ก็ยังอยู่ในเกณฑ์มัน มันถึง print 1-10 ออกมา

1566
01:44:21.176 --> 01:44:25.176
อันนี้ แล้วทีนี้ถ้า break

1567
01:44:25.178 --> 01:44:29.178
เอา break มาคั่นนะคะ ดูนะคะ จะเอา break มาคั่นแล้วนะ

1568
01:44:29.180 --> 01:44:33.165

1569
01:44:33.182 --> 01:44:37.182

1570
01:44:37.183 --> 01:44:41.183
ล

1571
01:44:41.185 --> 01:44:45.185
จะคั่นด้วย break ที่ตำแหน่ง เมื่อพอมันบวก

1572
01:44:45.189 --> 01:44:49.189
ไปทีละ 1 แล้วนะคะ เราไปใส่เงื่อนไข

1573
01:44:49.190 --> 01:44:53.190
ถ้า if i

1574
01:44:53.195 --> 01:44:57.195
นะคะ

1575
01:44:57.202 --> 01:45:01.202

1576
01:45:01.203 --> 01:45:05.203
เท่ากับ

1577
01:45:05.208 --> 01:45:09.208

1578
01:45:09.211 --> 01:45:13.211

1579
01:45:13.214 --> 01:45:17.214

1580
01:45:17.216 --> 01:45:21.216
เท่ากับ 5 ก็คือเมื่อใดที่ i

1581
01:45:21.219 --> 01:45:25.219
ไปจนมันถึง 5 มันจะต้อง

1582
01:45:25.221 --> 01:45:29.221
ตัวอย่างนี้ทำไม

1583
01:45:29.224 --> 01:45:33.224
คีย์ข้อมูลผิดนะนี่

1584
01:45:33.226 --> 01:45:37.226
หรือลืมแก้โค้ด

1585
01:45:37.228 --> 01:45:41.228

1586
01:45:41.229 --> 01:45:45.229

1587
01:45:45.230 --> 01:45:49.230

1588
01:45:49.232 --> 01:45:53.232

1589
01:45:53.235 --> 01:45:57.235

1590
01:45:57.236 --> 01:46:01.236

1591
01:46:01.239 --> 01:46:05.239
ไม่ต้องใส่วงเล็บนะคะ

1592
01:46:05.246 --> 01:46:09.246
เพราะใน if if ไม่ต้อง ถ้าในวงเล็บ

1593
01:46:09.249 --> 01:46:13.249

1594
01:46:13.252 --> 01:46:17.252
if i = 5

1595
01:46:17.253 --> 01:46:21.253
ใส่โคลอนปิด

1596
01:46:21.256 --> 01:46:25.256
break แล้วก็ print i โอเค

1597
01:46:25.257 --> 01:46:29.257
if i = 5 print i โอเค

1598
01:46:29.259 --> 01:46:33.259
run แล้วนะ

1599
01:46:33.263 --> 01:46:37.263

1600
01:46:37.265 --> 01:46:41.265
ลืม

1601
01:46:41.266 --> 01:46:45.266
ลืมอะไร ลืมคำสั่งไปตัวหนึ่ง

1602
01:46:45.268 --> 01:46:49.268

1603
01:46:49.270 --> 01:46:53.270
ลืมคำสั่ง break นะคะ มาคั่น

1604
01:46:53.272 --> 01:46:57.272
เห็นไหมคะ

1605
01:46:57.275 --> 01:47:01.275
ต่าง... ผลลัพธ์

1606
01:47:01.276 --> 01:47:05.276
ได้เหมือนกัน เพราะได้

1607
01:47:05.279 --> 01:47:09.279
เหมือน for นะคะ เพราะตอนที่เพิ่มไปจนถึง

1608
01:47:09.280 --> 01:47:13.280
ถ้า i = 5 นี่มันจะหยุด

1609
01:47:13.281 --> 01:47:17.281
เพราะฉะนั้น ครั้งที่ 1 เริ่ม 1 2 3 4

1610
01:47:17.284 --> 01:47:21.284
ยัง print อยู่ พอไปเจอ 5 ปุ๊บ

1611
01:47:21.286 --> 01:47:25.286
มันต่างกับที่น้อยกว่า 10

1612
01:47:25.288 --> 01:47:29.288
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มากกว่า 10 ก็คือ 11

1613
01:47:29.289 --> 01:47:33.289
ยังถือว่าน้อยกว่า 10 ไง ยังอยู่ในเกณฑ์

1614
01:47:33.290 --> 01:47:37.290
ไม่เกิน 11 ว่าไงครับ

1615
01:47:37.293 --> 01:47:41.293

1616
01:47:41.295 --> 01:47:45.295

1617
01:47:45.297 --> 01:47:49.297

1618
01:47:49.299 --> 01:47:53.299

1619
01:47:53.300 --> 01:47:57.300
นะคะ

1620
01:47:57.302 --> 01:48:01.302
หลักการวนไม่มีอะไรพิสดารหรอก

1621
01:48:01.306 --> 01:48:05.306
ตำแหน่งเฉย ๆ นะคะ ผลลัพธ์

1622
01:48:05.307 --> 01:48:09.307
ที่ได้ในการ break

1623
01:48:09.311 --> 01:48:13.311
เหมือนกับ for เลย เห็นไหมคะ print แค่ 4 พอไปเจอ 5 ปุ๊บ

1624
01:48:13.317 --> 01:48:17.317
หยุด print

1625
01:48:17.318 --> 01:48:21.318

1626
01:48:21.319 --> 01:48:25.319

1627
01:48:25.321 --> 01:48:29.321

1628
01:48:29.325 --> 01:48:33.325

1629
01:48:33.327 --> 01:48:37.327

1630
01:48:37.330 --> 01:48:41.330

1631
01:48:41.333 --> 01:48:45.333

1632
01:48:45.336 --> 01:48:49.336

1633
01:48:49.339 --> 01:48:53.339

1634
01:48:53.341 --> 01:48:57.341
เด็ก ๆ ดูนะคะ

1635
01:48:57.345 --> 01:49:01.345
สังเกตที่คำสั่ง บอกแล้วมันมีโครงสร้าง

1636
01:49:01.350 --> 01:49:05.350
เมื่อเสร็จตัวคำสั่งที่มันมี : นี่

1637
01:49:05.352 --> 01:49:09.352
เด็ก ๆ ไปคลิก คลิกเคอร์เซอร์ไปวางบรรทัด

1638
01:49:09.354 --> 01:49:13.354
ใหม่ ตำแหน่งของ i

1639
01:49:13.357 --> 01:49:17.357
มันจะมาชิดนี่ พอเวลา Run มันจะขึ้น Error

1640
01:49:17.358 --> 01:49:21.358
เพราะฉะนั้น เมื่อเสร็จหลักการพิมพ์คำสั่ง

1641
01:49:21.361 --> 01:49:25.361
ทุกบรรทัด ก็คือจบคำสั่ง 1 บรรทัด

1642
01:49:25.363 --> 01:49:29.363
กด Enter พและอจบ 1 บรรทัดปุ๊บ

1643
01:49:29.365 --> 01:49:33.365
ถ้ามันเป็นคำสั่งประเภท while มันจะ Tab

1644
01:49:33.371 --> 01:49:37.371
นึกออกนะ พิกด Enter ปุ๊บมันจะ Tab

1645
01:49:37.372 --> 01:49:41.372
ตำแหน่งมันจะ Tab ไปให้อัตโนมัติ

1646
01:49:41.373 --> 01:49:45.373
นะคะ แล้วมันจำทำให้โครงสร้าง

1647
01:49:45.375 --> 01:49:49.375
ของตัว Coding เราไม่ผิด Error มันจะไม่ขึ้น

1648
01:49:49.376 --> 01:49:53.376
เพราะฉะนั้น จำไว้ได้เลยว่าพอพิมพ์

1649
01:49:53.377 --> 01:49:57.377
คำสั่งเสร็จ 1 บรรทัด ใช้วิธีกด Enter อย่า

1650
01:49:57.379 --> 01:50:01.379
ไปใช้ คลิก Curser บรรทัดใหม่

1651
01:50:01.381 --> 01:50:05.381
กด Enter ลงไปเลยนะคะ กด Enter

1652
01:50:05.382 --> 01:50:09.382
เคาะ Enter ลง เพราะพอมันไปเจอคำสั่ง

1653
01:50:09.383 --> 01:50:13.383
เป็นประเภท while ปุ๊บนะคะ หรือเจอ if นี่

1654
01:50:13.386 --> 01:50:17.386
พอกด Enter นี่ มันจะ

1655
01:50:17.387 --> 01:50:21.387
เคาะ Tab เข้าไปให้อัตโนมัติ ตำแหน่งที่มันอยู่จะเป็นโครงสร้าง

1656
01:50:21.388 --> 01:50:25.388
โปรแกรมมันสร้างไว้แล้ว ถ้าเป็นสมัย

1657
01:50:25.391 --> 01:50:29.391
ก่อนนี่ พอกด Enter เสร็จ ต้องมากด Tab

1658
01:50:29.392 --> 01:50:33.392
เพื่อให้มันเลื่อนนึกออกนะ

1659
01:50:33.394 --> 01:50:37.394
แต่แบบใหม่นี่มันทำให้เลย จัดเซตมาให้เลย พอกด Tab ปุ๊บ

1660
01:50:37.395 --> 01:50:41.395
มันจะ Tab ให้อัตโนมัติ พอเสร็จ 1 คำสั่ง

1661
01:50:41.397 --> 01:50:45.397
เด็ก ๆ จำไว้เลยต้องกด Enter เสมอนะคะ

1662
01:50:45.398 --> 01:50:49.398
จะได้ไม่เกิดปัญหาโครงสร้างผิดอีก

1663
01:50:49.400 --> 01:50:53.400
นะคะ นี่คือวิธีแก้ ปัญหาที่

1664
01:50:53.401 --> 01:50:57.401
เมื่อพิมพ์ไปแล้วโครงสร้างมันจะ

1665
01:50:57.402 --> 01:51:01.402
ยัง Error นะคะ คำที่มัน

1666
01:51:01.403 --> 01:51:05.403
ขึ้นมาผิด เดี๋ยวให้ดู ส้วนใหญ่จะเป็นคำนี้

1667
01:51:05.405 --> 01:51:09.405
เดี๋ยวจะลองเลื่อนตัว i นี่

1668
01:51:09.407 --> 01:51:13.407
ให้มันมาตรงกับตำแหน่งของ while

1669
01:51:13.409 --> 01:51:17.409
Error มันจะขึ้นอย่างไรเดี๋ยวจะทำให้ดู

1670
01:51:17.411 --> 01:51:21.411

1671
01:51:21.413 --> 01:51:25.413

1672
01:51:25.414 --> 01:51:29.414
ถ้าเมื่อใดขึ้น Identation

1673
01:51:29.416 --> 01:51:33.416
Error นะคะ เห็นไหมค

1674
01:51:33.417 --> 01:51:37.417
exten

1675
01:51:37.417 --> 01:51:41.417
block ก็คือที่มันจะบล็อกนี่

1676
01:51:41.419 --> 01:51:45.419
นะคะ 1 บล็อก มันจะอยู่ตรง

1677
01:51:45.420 --> 01:51:49.420
คือถ้าคำสั่งแรกนี่ ไม่มี Block

1678
01:51:49.421 --> 01:51:53.421
จบ ขึ้นบรรทัดใหม่

1679
01:51:53.422 --> 01:51:57.422
บล็อกของมันก็คือมันจะต้อง Tab เข้าไป วิธีการแก้

1680
01:51:57.423 --> 01:52:01.423
ก็คือเรากด Delete ให้มันย้อนขึ้นไปอย่างนี้ก็ได้

1681
01:52:01.424 --> 01:52:05.424
แล้วกด Enter เห็นไหม มันก็จะจัด Block ของ i นี่

1682
01:52:05.425 --> 01:52:09.425
ให้กับ while

1683
01:52:09.426 --> 01:52:13.426
คำสั่ง while เพราะ i คำสั่งนี้เป็นคำสั่งย่อยใน while

1684
01:52:13.427 --> 01:52:17.427
นั่นเองนะคะ มันก็จะจัด Block ให้ถึงจะถูก

1685
01:52:17.429 --> 01:52:21.429
ถ้าขึ้นอย่างนี้ปุ๊บนี่ ให้เด็ก ๆ ดูบรรทัดนั้น

1686
01:52:21.430 --> 01:52:25.430
ตำแหน่ง ถ้าคิดว่า

1687
01:52:25.431 --> 01:52:29.431
ตัวเองแก้ไม่ถูกนะคะ บอกแล้ววิธีแก้ ก็คือ

1688
01:52:29.432 --> 01:52:33.432
กดให้มันขึ้นไปต่อกับเครื่องหมาย :

1689
01:52:33.433 --> 01:52:37.433
แล้วกด Enter ลง เห็นไหม

1690
01:52:37.434 --> 01:52:41.434
บล็อกมันก้จะเคลื่อนให้เป็นบล็อก ๆ ไป

1691
01:52:41.435 --> 01:52:45.435
ก็จะแก้ได้ แล้วพอกด Run ดู

1692
01:52:45.436 --> 01:52:49.436
เห็นไหม ก็ไม่ขึ้น Error นะคะ

1693
01:52:49.438 --> 01:52:53.438
นั่นก็คือ Error ที่จะเกิดขึ้นเวลา

1694
01:52:53.439 --> 01:52:57.439
โครงสร้างไม่ถูก มันจะขึ้น

1695
01:52:57.440 --> 01:53:01.440
Indented Block เลย วิธีแก้ ก็คือ

1696
01:53:01.442 --> 01:53:05.442
ไปที่บรรทัดคำสั่งนั้นแล้ว

1697
01:53:05.443 --> 01:53:09.443
เอามันย้อนกลับขึ้นไปต่อท้าย

1698
01:53:09.444 --> 01:53:13.444
ก่อนหน้าแล้วกด Enter ลงมา

1699
01:53:13.445 --> 01:53:17.445
โอเคนะคะ

1700
01:53:17.446 --> 01:53:21.446
หลักการเดียวกัน เมื่อกี้

1701
01:53:21.454 --> 01:53:25.454
break แล้ว คำสั่งสุดท้ายของวันนี้ ก็คือ

1702
01:53:25.455 --> 01:53:29.455
continue

1703
01:53:29.456 --> 01:53:33.456
นะคะ

1704
01:53:33.457 --> 01:53:37.457
continue นี่ใช้เพื่อ

1705
01:53:37.458 --> 01:53:41.458
ให้มันข้าม เขาบอกว่าข้ามขั้น

1706
01:53:41.461 --> 01:53:45.461
ตอน ก็คือพอมาเจอ continue ปุ๊บ

1707
01:53:45.463 --> 01:53:49.463
มันจะข้ามไปคำสั่งใหม่นะคะ

1708
01:53:49.465 --> 01:53:53.465

1709
01:53:53.466 --> 01:53:57.466
ข้ามการกระทำ ก็คือ

1710
01:53:57.470 --> 01:54:01.470
มันยัง print ต่อน่ะ

1711
01:54:01.471 --> 01:54:05.471
เด็ก ๆ ไม่ต้อง print ก็ได้ อันนี้ไม่มีอะไรพิสดาร

1712
01:54:05.472 --> 01:54:09.472
เดี๋ยว

1713
01:54:09.473 --> 01:54:13.473
จะให้ดูตัวอย่างเดิมก็ได้นะคะ จะเอา

1714
01:54:13.474 --> 01:54:17.474
นี่นะ ที่

1715
01:54:17.475 --> 01:54:21.475
เราเปลี่ยนจาก... จะเปลี่ยนจาก break เป็น continue

1716
01:54:21.477 --> 01:54:25.477
ดูเงื่อนไข for i in range

1717
01:54:25.478 --> 01:54:29.478
เปลี่ยนตรงนี้นิดหนึ่ง ไม่เป็นไร

1718
01:54:29.479 --> 01:54:33.479
เปลี่ยนจาก break  เป็น continue ให้ดู

1719
01:54:33.480 --> 01:54:37.480
ไม่ต้องทำ เพื่อจะอธิบายความหมายนี้นะคะ

1720
01:54:37.482 --> 01:54:41.482
จะกด Copy แล้วนะคะ แล้วก็เพิ่ม Code

1721
01:54:41.483 --> 01:54:45.483

1722
01:54:45.484 --> 01:54:49.484

1723
01:54:49.486 --> 01:54:53.486
ดูนะคะ ที่จะเปลี่ยนมีแค่นี้จริง ๆ

1724
01:54:53.491 --> 01:54:57.491
เปลี่ยนจาก break เปลี่ยนเป็นคำสั่ง con

1725
01:54:57.492 --> 01:55:01.492
continue นะคะ c-o-n

1726
01:55:01.493 --> 01:55:05.493
คำสั่งขึ้นมาแล้ว play

1727
01:55:05.495 --> 01:55:09.495
ให้ดูเลยนะคะเด็ก ๆ ดูตัวอย่างนะคะ ในตัวอย่างนี่

1728
01:55:09.496 --> 01:55:13.496
คำสั่ง for ในครั้งแรก

1729
01:55:13.497 --> 01:55:17.497
ที่จะ break ก็คือเมื่อ i = 5 มันจะ break

1730
01:55:17.503 --> 01:55:21.503
เราจะเปลี่ยนจาก break

1731
01:55:21.504 --> 01:55:25.504
เป็น continue ก็คือเงื่อนไขเดียวกันเลย จาก 5

1732
01:55:25.504 --> 01:55:29.504
ดูผลลัพธ์ให้ดูผลลัพธ์

1733
01:55:29.506 --> 01:55:33.506
เห็นไหม

1734
01:55:33.508 --> 01:55:37.508
นั่นหมายถึงพอถึง 5 ก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ

1735
01:55:37.513 --> 01:55:41.513
เพราะอะไร เพราะพอ i in range มันเริ่มที่ 1

1736
01:55:41.513 --> 01:55:45.513
ไปจนถึง 10 continue นั่นก็คือเมื่อเช็กเงื่อนไขว่ามันตรง

1737
01:55:45.515 --> 01:55:49.515
มันก็จะข้าม แล้วก็ไปทำต่อ 1, 2, 3, 4

1738
01:55:49.516 --> 01:55:53.516
แต่มันไม่มีอะไร เด็ก ๆ ดู

1739
01:55:53.517 --> 01:55:57.517
เลขอะไรที่มันหายไป 5 ใช่ไหมลูก

1740
01:55:57.518 --> 01:56:01.518
ใช่ไหมคะ เพราะถ้าเรา Run ตัวแรก ดูตัวอย่าง

1741
01:56:01.521 --> 01:56:05.521
เทียบกันกับข้างบนนะ

1742
01:56:05.522 --> 01:56:09.522
เห็นไหม for in range น

1743
01:56:09.523 --> 01:56:13.523
มัน Run 1 2 3 4 มี 5 ด้วยใช่ไหมคะ

1744
01:56:13.524 --> 01:56:17.524
แต่พอเราใช้ continue นี่ ค่า i

1745
01:56:17.525 --> 01:56:21.525
= 5 continue ก็คือข้าม

1746
01:56:21.527 --> 01:56:25.527
เลข 5 ไม่มีเห็นไหม

1747
01:56:25.529 --> 01:56:29.529
4 แล้วไป 6 ไป print 6 เลย นึกออกไหม มันจะไม่ pirnt 5 ออกมา

1748
01:56:29.530 --> 01:56:33.530
เพราะเมื่อมันเช็กแล้วเงื่อไนขมันตรงกับ

1749
01:56:33.531 --> 01:56:37.531
ที่ตรวจสอบใช่ไหมคะ พอไปเจอ

1750
01:56:37.533 --> 01:56:41.533
เลข 5 มันจะไม่ print มันจะกระโดดข้ามไป

1751
01:56:41.534 --> 01:56:45.534
มันก็เลยมา print 6 7 8

1752
01:56:45.535 --> 01:56:49.535
แทนเห็นไหมคะ ข้ามเลข 5 น่ะ ตามหลัก

1753
01:56:49.538 --> 01:56:53.538
การวนรอบของ for i ใช่ไหมคะ

1754
01:56:53.539 --> 01:56:57.539
1 ถึง... เริ่มที่ 1 ไปถึง 9

1755
01:56:57.541 --> 01:57:01.541
พอถึง 10 ก็ไม่ print

1756
01:57:01.542 --> 01:57:05.542
มันจะมี 5 อยู่แต่พอใช้ continue มันมีเงื่อนไขว่า

1757
01:57:05.544 --> 01:57:09.544
i = 5 พอมันไปเจอเลข 5 ปุ๊บ มันต้องกระโดด

1758
01:57:09.545 --> 01:57:13.545
ข้ามไปทำตัวต่อไป

1759
01:57:13.546 --> 01:57:17.546
ก็คือ 6 7 8 เห็นไหม 5 หายไป

1760
01:57:17.547 --> 01:57:21.547
นี่คือ continue เมื่อต้องการให้ข้าม

1761
01:57:21.549 --> 01:57:25.549
สิ่งไหนนะคะ ใช้หลักการนี้นะคะ

1762
01:57:25.550 --> 01:57:29.550
while ก้เหมือนกัน ก็หลักการเดียวก

1763
01:57:29.551 --> 01:57:33.551
เพราะฉะนั้น แค่เปลี่ยน

1764
01:57:33.553 --> 01:57:37.553
จาก break เป็น continue เท่านั้นเองนะคะ

1765
01:57:37.554 --> 01:57:41.554
ไอ้ตำแหน่งของการข้ามก็จะเปลี่ยนไป

1766
01:57:41.556 --> 01:57:45.556
นะ เพระฉะนั้น หลักของ break

1767
01:57:45.556 --> 01:57:49.556
ก็คือหยุด หยุดเมื่อไปเจอ หรือเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง

1768
01:57:49.558 --> 01:57:53.558
แต่ continue นี่จะข้ามเมื่อไปเจอเงื่อนไข

1769
01:57:53.560 --> 01:57:57.560
นั้นว่าเลขที่เจอคือเลข 5 มันก็จะไม่ print เลข 5

1770
01:57:57.562 --> 01:58:01.562
ออกมา นึกออกไหม มันก็ข้ามไปเลย

1771
01:58:01.564 --> 01:58:05.564
ตรงนี้มัน print ใช่ไหม

1772
01:58:05.565 --> 01:58:09.565
ในตัวอย่างที่เราทำครั้งแรกนี่ ไปไหนแล้วล่ะ

1773
01:58:09.566 --> 01:58:13.566

1774
01:58:13.567 --> 01:58:17.567

1775
01:58:17.569 --> 01:58:21.569
ที่เราทำครั้งแรกนะ ไอ้ for i range

1776
01:58:21.570 --> 01:58:25.570
พอ break นี่ 5 print ถึง 4 แต่พอเปลี่ยน

1777
01:58:25.571 --> 01:58:29.571
จาก break เป็น continue อยู่

1778
01:58:29.572 --> 01:58:33.572
ไหนล่ะ continue เราหายไปไห

1779
01:58:33.573 --> 01:58:37.573
continue เราหายไปไหน

1780
01:58:37.576 --> 01:58:41.576
เห็นไหมคะ

1781
01:58:41.577 --> 01:58:45.577
พอเปลี่ยนเงื่อนไขจาก

1782
01:58:45.578 --> 01:58:49.578
ถ้าเจอ 5 แล้ว ถ้าใช้ continue นี่

1783
01:58:49.579 --> 01:58:53.579
เลข 5 ไป มันจะไม่ print เลข 5 ออกมา เห็นไหม คือ

1784
01:58:53.580 --> 01:58:57.580
เงื่อนไขใน for มันจะทำจนกว่าเงื่อนไข

1785
01:58:57.582 --> 01:59:01.582
จะเป็นจริงใช่ไหมคะ แต่พอมาเจอ continue นี่

1786
01:59:01.584 --> 01:59:05.584
พอเจอเงื่อนไขที่เป็นจริงมันจะข้าม

1787
01:59:05.585 --> 01:59:09.585
มันก็เลยไม่ print เลข 5 ออกมาเห็นไหมคะ มันจะไป print เลข 6 7

1788
01:59:09.588 --> 01:59:13.588
8 9 หลักการของ continue ก็็คือจะข้ามสิ่งที่

1789
01:59:13.590 --> 01:59:17.590
เงื่อนไขนั้นไปเจอนะคะ ก็จะข้ามไป ก็จะไม่ print

1790
01:59:17.591 --> 01:59:21.591
เลขนั้นออกมานะคะ while

1791
01:59:21.592 --> 01:59:25.592
ก็ใช้หลักการเดียวกันนะคะ ก็เปลี่ยนจาก break เป็น continue

1792
01:59:25.592 --> 01:59:29.592
ก็ใช้หลักการเดียวกันนะคะ เพราะฉะนั้น

1793
01:59:29.593 --> 01:59:33.593
ผลลัพธ์ก็จะออกมาเหมือนกันนั่นล่ะ ก็จะไม่มี

1794
01:59:33.594 --> 01:59:37.594
เลข 5 ปรากฎขึ้นมา ถ้าเรา

1795
01:59:37.595 --> 01:59:41.595
ใช้ while while continue

1796
01:59:41.596 --> 01:59:45.596
นะคะ เดี๋ยวให้ดูนะคะ

1797
01:59:45.597 --> 01:59:49.597
ดูที่ while นะเด็ก ๆ ใช้หลักการเดียวกันเลย

1798
01:59:49.598 --> 01:59:53.598

1799
01:59:53.611 --> 01:59:57.611
เดี๋ยวจะก๊อป(ปี้)

1800
01:59:57.612 --> 02:00:01.612
อันนี้ให้ดู

1801
02:00:01.615 --> 02:00:05.615
นะคะ เพราะไม่ได้มีอะไรพิสดารเลย เปลี่ยนจาก break

1802
02:00:05.616 --> 02:00:09.616
เป็น continue แค่นั้นเอง

1803
02:00:09.618 --> 02:00:13.618

1804
02:00:13.620 --> 02:00:17.620
แล้วก็เดี๋ยว Play ให้ดู

1805
02:00:17.622 --> 02:00:21.622

1806
02:00:21.624 --> 02:00:25.624
เห็นไหมคะ เลขจะไม่มีเหมือนกัน จะข้าม

1807
02:00:25.624 --> 02:00:29.624
จะกระโดดข้ามเลข 5 ไปเลย เห็นไหม

1808
02:00:29.626 --> 02:00:33.626
ก็จะไปเริ่มที่ 6 7 8 9 10 แทน

1809
02:00:33.627 --> 02:00:37.627
ถ้าใช้คำสั่ง continue เข้ามา ก็คือมันจะ

1810
02:00:37.628 --> 02:00:41.628
ข้ามตัวนี ข้ามเงื่อนไขที่เจอนี่ไป

1811
02:00:41.629 --> 02:00:45.629
ถ้ามันเป็นจริงนี่ไปนะคะ สำหรับสัปดาห์นี้

1812
02:00:45.632 --> 02:00:49.632
นะคะ เราก็ขอจบการ

1813
02:00:49.636 --> 02:00:53.636
สอนเพียงเท่านี้นะคะ กับเรื่องของการวน

1814
02:00:53.638 --> 02:00:57.638
วนซ้ำหรือ loop นั่นเอง

1815
02:00:57.642 --> 02:01:01.642
รู้ทั้งวิธีการดู Error

1816
02:01:01.643 --> 02:01:05.643
นะคะ การแก้โค้ดอะไรเรียบร้อยแล้ว หวังว่าจะ

1817
02:01:05.645 --> 02:01:09.645
จำไปใช้ในการเขียนโปรแกรม

1818
02:01:09.646 --> 02:01:13.646
ต่อไปนะคะเด็ก ๆ สำหรับ

1819
02:01:13.647 --> 02:01:17.647
สัปดาห์นี้พอแค่นี้ค่ะ สวัสดีค่ะ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยนะคะ

1820
02:01:17.648 --> 02:01:21.648
สวัสดีค่ะ ไป

1821
02:01:21.649 --> 02:01:25.649
กินข้าวได้ หิวแล้วใช่ไหม หิวหรือยัง หิวหรือยัง

1822
02:01:25.650 --> 02:01:29.650

1823
02:01:29.651 --> 02:01:33.651

1824
02:01:33.652 --> 02:01:37.652

1825
02:01:37.654 --> 02:01:41.654
ลืม ลืม

1826
02:01:41.655 --> 02:01:45.655
ออกจาก Google

1827
02:01:45.658 --> 02:01:49.658

1828
02:01:49.660 --> 02:01:53.660
ให้เรียบร้อยนะคะ

1829
02:01:53.661 --> 02:01:57.661

1830
02:01:57.665 --> 02:02:01.665

1831
02:02:01.667 --> 02:02:05.667

1832
02:02:05.670 --> 02:02:09.670

1833
02:02:09.672 --> 02:02:13.672

1834
02:02:13.673 --> 02:02:17.673

1835
02:02:17.675 --> 02:02:21.675

1836
02:02:21.677 --> 02:02:25.677

1837
02:02:25.679 --> 02:02:29.679

1838
02:02:29.682 --> 02:02:32.682

1839
02:02:33.682 --> 02:02:33.683

1840
02:02:37.685 --> 02:02:37.686


