﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.007 --> 00:00:08.007

3
00:00:08.009 --> 00:00:12.009

4
00:00:12.011 --> 00:00:16.011

5
00:00:16.014 --> 00:00:20.014

6
00:00:20.016 --> 00:00:24.016

7
00:00:24.018 --> 00:00:28.018

8
00:00:28.020 --> 00:00:32.020

9
00:00:32.021 --> 00:00:36.021

10
00:00:36.023 --> 00:00:40.023

11
00:00:40.027 --> 00:00:44.027

12
00:00:44.030 --> 00:00:48.030
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48.032 --> 00:00:52.032
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52.034 --> 00:00:56.034
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56.036 --> 00:01:00.036

16
00:01:00.037 --> 00:01:04.037
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04.041 --> 00:01:08.041
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08.042 --> 00:01:12.042
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12.044 --> 00:01:16.044
นะคะ

20
00:01:16.046 --> 00:01:20.046
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20.047 --> 00:01:24.047
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24.048 --> 00:01:28.048
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28.049 --> 00:01:32.049
ใน Python

24
00:01:32.050 --> 00:01:36.050
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36.051 --> 00:01:40.051
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40.052 --> 00:01:44.052

27
00:01:44.054 --> 00:01:48.054
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48.056 --> 00:01:52.056
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52.057 --> 00:01:56.057
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56.059 --> 00:02:00.059
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00.060 --> 00:02:04.060
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04.061 --> 00:02:08.061
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08.062 --> 00:02:12.062
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12.064 --> 00:02:16.064
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16.065 --> 00:02:20.065
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20.067 --> 00:02:24.067

37
00:02:24.068 --> 00:02:28.068
อีกแล้ว...

38
00:02:28.070 --> 00:02:32.070

39
00:02:32.071 --> 00:02:36.071

40
00:02:36.073 --> 00:02:40.073
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40.075 --> 00:02:44.075
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44.078 --> 00:02:48.078
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48.080 --> 00:02:52.080

44
00:02:52.081 --> 00:02:56.081
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56.082 --> 00:03:00.082
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00.084 --> 00:03:04.084
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04.085 --> 00:03:08.085
สั่งพิเศษ

48
00:03:08.087 --> 00:03:12.087
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12.088 --> 00:03:16.088
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16.090 --> 00:03:20.090
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20.097 --> 00:03:24.097
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24.099 --> 00:03:28.099
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28.105 --> 00:03:32.105
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32.106 --> 00:03:36.106
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36.108 --> 00:03:40.108
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40.111 --> 00:03:44.111
นะคะ เช่น

57
00:03:44.112 --> 00:03:48.112
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48.116 --> 00:03:52.116
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52.117 --> 00:03:56.117
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56.119 --> 00:04:00.119
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00.122 --> 00:04:04.122
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04.129 --> 00:04:08.129
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08.130 --> 00:04:12.130
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12.133 --> 00:04:16.133
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16.134 --> 00:04:20.134
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20.136 --> 00:04:24.136
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24.139 --> 00:04:28.139
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28.140 --> 00:04:32.140
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32.142 --> 00:04:36.142
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36.143 --> 00:04:40.143
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40.145 --> 00:04:44.145
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44.147 --> 00:04:48.147
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48.148 --> 00:04:52.148
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52.149 --> 00:04:56.149
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56.150 --> 00:05:00.150
ใน python

76
00:05:00.152 --> 00:05:04.152
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04.154 --> 00:05:08.154
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08.155 --> 00:05:12.155
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12.157 --> 00:05:16.157
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16.158 --> 00:05:20.158
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20.159 --> 00:05:24.159
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24.160 --> 00:05:28.160
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28.161 --> 00:05:32.161
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32.162 --> 00:05:36.162
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36.163 --> 00:05:40.163
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40.165 --> 00:05:44.165
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44.167 --> 00:05:48.167
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48.168 --> 00:05:52.168
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52.169 --> 00:05:56.169
ที่เอา

90
00:05:56.170 --> 00:06:00.170
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00.171 --> 00:06:04.171
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04.173 --> 00:06:08.173
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08.175 --> 00:06:12.175
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12.177 --> 00:06:16.177
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16.178 --> 00:06:20.178
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20.180 --> 00:06:24.180
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24.181 --> 00:06:28.181
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28.182 --> 00:06:32.182
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32.184 --> 00:06:36.184
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36.187 --> 00:06:40.187
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40.188 --> 00:06:44.188
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44.189 --> 00:06:48.189
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48.193 --> 00:06:52.193
de

104
00:06:52.194 --> 00:06:56.194
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56.196 --> 00:07:00.196
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00.197 --> 00:07:04.197
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04.198 --> 00:07:08.198

108
00:07:08.201 --> 00:07:12.201
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12.202 --> 00:07:16.202
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16.203 --> 00:07:20.203
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20.205 --> 00:07:24.205
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24.206 --> 00:07:28.206
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28.207 --> 00:07:32.207
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32.210 --> 00:07:36.210
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36.211 --> 00:07:40.211
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40.212 --> 00:07:44.212
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44.214 --> 00:07:48.214
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48.215 --> 00:07:52.215
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52.218 --> 00:07:56.218
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56.221 --> 00:08:00.221
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00.222 --> 00:08:04.222
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04.223 --> 00:08:08.223
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08.225 --> 00:08:12.225
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12.227 --> 00:08:16.227
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16.229 --> 00:08:20.229
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20.231 --> 00:08:24.231
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24.233 --> 00:08:28.233
พารามิเตอร์

128
00:08:28.234 --> 00:08:32.234
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32.236 --> 00:08:36.236
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36.237 --> 00:08:40.237
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40.238 --> 00:08:44.238
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44.239 --> 00:08:48.239
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48.240 --> 00:08:52.240
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52.243 --> 00:08:56.243
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56.245 --> 00:09:00.245
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00.246 --> 00:09:04.246
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04.247 --> 00:09:08.247
พื้นที่

138
00:09:08.248 --> 00:09:12.248
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12.249 --> 00:09:16.249
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16.250 --> 00:09:20.250
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20.251 --> 00:09:24.251
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24.252 --> 00:09:28.252
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28.253 --> 00:09:32.253
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32.255 --> 00:09:36.255
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36.257 --> 00:09:40.257
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40.258 --> 00:09:44.258
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44.259 --> 00:09:48.259
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48.260 --> 00:09:52.260
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52.262 --> 00:09:56.262
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56.264 --> 00:10:00.264
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00.265 --> 00:10:04.265
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04.268 --> 00:10:08.268
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08.271 --> 00:10:12.271
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12.272 --> 00:10:16.272
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16.273 --> 00:10:20.273
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20.275 --> 00:10:24.275
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24.276 --> 00:10:28.276
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28.279 --> 00:10:32.279
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32.280 --> 00:10:36.280
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36.281 --> 00:10:40.281
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40.282 --> 00:10:44.282
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44.285 --> 00:10:48.285
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48.286 --> 00:10:52.286
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52.289 --> 00:10:56.289
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56.290 --> 00:11:00.290
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00.291 --> 00:11:04.291
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04.293 --> 00:11:08.293
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08.294 --> 00:11:12.294
นะคะ

169
00:11:12.295 --> 00:11:16.295
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16.297 --> 00:11:20.297
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20.303 --> 00:11:24.303
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24.304 --> 00:11:28.304
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28.305 --> 00:11:32.305
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32.307 --> 00:11:36.307
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36.309 --> 00:11:40.309
hello()

176
00:11:40.311 --> 00:11:44.311
def ก็คือ definition

177
00:11:44.314 --> 00:11:48.314
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48.315 --> 00:11:52.315
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52.316 --> 00:11:56.316
คือ def

180
00:11:56.318 --> 00:12:00.318
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00.320 --> 00:12:04.320
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04.321 --> 00:12:08.321
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08.325 --> 00:12:12.325
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12.327 --> 00:12:16.327
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16.329 --> 00:12:20.329
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20.330 --> 00:12:24.330
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24.331 --> 00:12:28.331
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28.332 --> 00:12:32.332
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32.333 --> 00:12:36.333
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36.334 --> 00:12:40.334
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40.337 --> 00:12:44.337
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44.342 --> 00:12:48.342
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48.343 --> 00:12:52.343
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52.348 --> 00:12:56.348
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56.350 --> 00:13:00.350
ไปที่ web browser

196
00:13:00.351 --> 00:13:04.351
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04.353 --> 00:13:08.353
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08.355 --> 00:13:12.355
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12.356 --> 00:13:16.356
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16.358 --> 00:13:20.358
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20.359 --> 00:13:24.359
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24.361 --> 00:13:28.361
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28.362 --> 00:13:32.362

204
00:13:32.365 --> 00:13:36.365
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36.366 --> 00:13:40.366
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40.367 --> 00:13:44.367
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44.368 --> 00:13:48.368
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48.369 --> 00:13:52.369
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52.370 --> 00:13:56.370

210
00:13:56.373 --> 00:14:00.373
นะคะ

211
00:14:00.375 --> 00:14:04.375
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04.376 --> 00:14:08.376

213
00:14:08.378 --> 00:14:12.378

214
00:14:12.381 --> 00:14:16.381
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16.384 --> 00:14:20.384
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20.388 --> 00:14:24.388
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24.389 --> 00:14:28.389
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28.390 --> 00:14:32.390
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32.391 --> 00:14:36.391
de แล้วกฌ f

220
00:14:36.391 --> 00:14:40.391
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40.393 --> 00:14:44.393
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44.394 --> 00:14:48.394
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48.395 --> 00:14:52.395
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52.398 --> 00:14:56.398
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56.400 --> 00:15:00.400
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00.402 --> 00:15:04.402
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04.403 --> 00:15:08.403
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08.404 --> 00:15:12.404
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12.405 --> 00:15:16.405
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16.407 --> 00:15:20.407
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20.408 --> 00:15:24.408
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24.409 --> 00:15:28.409
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28.411 --> 00:15:32.411
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32.414 --> 00:15:36.414
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36.415 --> 00:15:40.415
e-

236
00:15:40.417 --> 00:15:44.417
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44.420 --> 00:15:48.420
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48.421 --> 00:15:52.421
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52.423 --> 00:15:56.423
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56.425 --> 00:16:00.425
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00.427 --> 00:16:04.427
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04.429 --> 00:16:08.429
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08.432 --> 00:16:12.432
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12.434 --> 00:16:16.434
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16.435 --> 00:16:20.435
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20.436 --> 00:16:24.436
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24.438 --> 00:16:28.438
Stagement

248
00:16:28.439 --> 00:16:32.439
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32.440 --> 00:16:36.440
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36.441 --> 00:16:40.441
p-r-i

251
00:16:40.443 --> 00:16:44.443
n-t

252
00:16:44.445 --> 00:16:48.445
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48.446 --> 00:16:52.446
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52.447 --> 00:16:56.447
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56.448 --> 00:17:00.448
เดี๋ยว

256
00:17:00.449 --> 00:17:04.449
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04.450 --> 00:17:08.450
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08.452 --> 00:17:12.452
ตลอดเลย

259
00:17:12.453 --> 00:17:16.453
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16.457 --> 00:17:20.457
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20.460 --> 00:17:24.460
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24.467 --> 00:17:28.467
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28.467 --> 00:17:32.467
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32.468 --> 00:17:36.468
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36.469 --> 00:17:40.469
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40.470 --> 00:17:44.470
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44.471 --> 00:17:48.471
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48.472 --> 00:17:52.472
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52.473 --> 00:17:56.473
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56.474 --> 00:18:00.474
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00.475 --> 00:18:04.475
โอเคไหม

272
00:18:04.476 --> 00:18:08.476
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08.477 --> 00:18:12.477
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12.482 --> 00:18:16.482

275
00:18:16.487 --> 00:18:20.487
โอเคน่า

276
00:18:20.491 --> 00:18:24.491
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24.492 --> 00:18:28.492
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28.494 --> 00:18:32.494
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32.494 --> 00:18:36.494
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36.496 --> 00:18:40.496
ขยับ

281
00:18:40.497 --> 00:18:44.497
ได้ไหม

282
00:18:44.499 --> 00:18:48.499
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48.500 --> 00:18:52.500
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52.502 --> 00:18:56.502
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56.504 --> 00:19:00.504
กระเถิบ

286
00:19:00.505 --> 00:19:04.505

287
00:19:04.506 --> 00:19:08.506

288
00:19:08.509 --> 00:19:12.509
แล้วก็

289
00:19:12.511 --> 00:19:16.511
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16.517 --> 00:19:20.517
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20.518 --> 00:19:24.518
โอเคไหม

292
00:19:24.522 --> 00:19:28.522
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28.526 --> 00:19:32.526
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32.526 --> 00:19:36.526
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36.529 --> 00:19:40.529
แล้วตามด้วย

296
00:19:40.530 --> 00:19:44.530
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44.531 --> 00:19:48.531
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48.533 --> 00:19:52.533
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52.534 --> 00:19:56.534
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56.535 --> 00:20:00.535
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00.536 --> 00:20:04.536
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04.537 --> 00:20:08.537
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08.538 --> 00:20:12.538
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12.540 --> 00:20:16.540
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16.542 --> 00:20:20.542
พิมพ์ % name

306
00:20:20.543 --> 00:20:24.543
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24.546 --> 00:20:28.546

308
00:20:28.548 --> 00:20:32.548
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32.549 --> 00:20:36.549
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36.551 --> 00:20:40.551
นะคะ

311
00:20:40.552 --> 00:20:44.552
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44.553 --> 00:20:48.553
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48.564 --> 00:20:52.564
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52.565 --> 00:20:56.565
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56.569 --> 00:21:00.569
ที่เรา code

316
00:21:00.571 --> 00:21:04.571
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04.572 --> 00:21:08.572

318
00:21:08.573 --> 00:21:12.573
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12.574 --> 00:21:16.574

320
00:21:16.577 --> 00:21:20.577
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20.579 --> 00:21:24.579

322
00:21:24.580 --> 00:21:28.580

323
00:21:28.581 --> 00:21:32.581
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32.582 --> 00:21:36.582
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36.596 --> 00:21:40.596
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40.598 --> 00:21:44.598
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44.599 --> 00:21:48.599
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48.602 --> 00:21:52.602
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52.603 --> 00:21:56.603
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56.604 --> 00:22:00.604
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00.606 --> 00:22:04.606
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04.608 --> 00:22:08.608
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08.610 --> 00:22:12.610
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12.612 --> 00:22:16.612
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16.613 --> 00:22:20.613
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20.614 --> 00:22:24.614
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24.615 --> 00:22:28.615
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28.616 --> 00:22:32.616
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32.617 --> 00:22:36.617
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36.618 --> 00:22:40.618
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40.619 --> 00:22:44.619
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44.620 --> 00:22:48.620
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48.622 --> 00:22:52.622
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52.625 --> 00:22:56.625
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56.626 --> 00:23:00.626

346
00:23:00.628 --> 00:23:04.628
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04.629 --> 00:23:08.629
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08.633 --> 00:23:12.633
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12.635 --> 00:23:16.635
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16.637 --> 00:23:20.637
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20.638 --> 00:23:24.638
สลับไปสลับมา

352
00:23:24.640 --> 00:23:28.640
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28.641 --> 00:23:32.641
return ค่านะ

354
00:23:32.642 --> 00:23:36.642
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36.645 --> 00:23:40.645
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40.646 --> 00:23:44.646
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44.647 --> 00:23:48.647
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48.647 --> 00:23:52.647
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52.652 --> 00:23:56.652
ตัวนี้

360
00:23:56.654 --> 00:24:00.654
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00.655 --> 00:24:04.655
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04.657 --> 00:24:08.657
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08.659 --> 00:24:12.659
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12.661 --> 00:24:16.661
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16.662 --> 00:24:20.662
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20.663 --> 00:24:24.663
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24.665 --> 00:24:28.665
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28.666 --> 00:24:32.666
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32.667 --> 00:24:36.667
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36.671 --> 00:24:40.671
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40.672 --> 00:24:44.672
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44.673 --> 00:24:48.673
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48.675 --> 00:24:52.675
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52.676 --> 00:24:56.676
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56.679 --> 00:25:00.679
กว้างคูณยาว

376
00:25:00.681 --> 00:25:04.681
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04.682 --> 00:25:08.682
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08.686 --> 00:25:12.686
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12.687 --> 00:25:16.687
ว่า width

380
00:25:16.689 --> 00:25:20.689
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20.694 --> 00:25:24.694
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24.695 --> 00:25:28.695
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28.696 --> 00:25:32.696
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32.697 --> 00:25:36.697
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36.698 --> 00:25:40.698
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40.699 --> 00:25:44.699
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44.701 --> 00:25:48.701
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48.702 --> 00:25:52.702
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52.703 --> 00:25:56.703
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56.705 --> 00:26:00.705
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00.707 --> 00:26:04.707
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04.711 --> 00:26:08.711
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08.713 --> 00:26:12.713
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12.715 --> 00:26:16.715
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16.716 --> 00:26:20.716

396
00:26:20.717 --> 00:26:24.717
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24.718 --> 00:26:28.718
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28.719 --> 00:26:32.719
อะไรกับ...

399
00:26:32.720 --> 00:26:36.720

400
00:26:36.722 --> 00:26:40.722
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40.725 --> 00:26:44.725
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44.730 --> 00:26:48.730

403
00:26:48.731 --> 00:26:52.731

404
00:26:52.732 --> 00:26:56.732
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56.736 --> 00:27:00.736
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00.739 --> 00:27:04.739
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04.740 --> 00:27:08.740

408
00:27:08.741 --> 00:27:12.741
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12.742 --> 00:27:16.742

410
00:27:16.744 --> 00:27:20.744

411
00:27:20.745 --> 00:27:24.745

412
00:27:24.747 --> 00:27:28.747
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28.750 --> 00:27:32.750

414
00:27:32.751 --> 00:27:36.751
เห็นไหม

415
00:27:36.752 --> 00:27:40.752

416
00:27:40.755 --> 00:27:44.755
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44.758 --> 00:27:48.758
น่านักเชียว

418
00:27:48.760 --> 00:27:52.760

419
00:27:52.761 --> 00:27:56.761
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56.762 --> 00:28:00.762
โอเคไหม

421
00:28:00.764 --> 00:28:04.764
Colab

422
00:28:04.766 --> 00:28:08.766

423
00:28:08.767 --> 00:28:12.767

424
00:28:12.769 --> 00:28:16.769
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16.774 --> 00:28:20.774
นะคะ

426
00:28:20.776 --> 00:28:24.776
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24.778 --> 00:28:28.778
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28.779 --> 00:28:32.779
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32.780 --> 00:28:36.780
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36.781 --> 00:28:40.781
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40.782 --> 00:28:44.782
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44.783 --> 00:28:48.783
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48.785 --> 00:28:52.785
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52.789 --> 00:28:56.789
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56.791 --> 00:29:00.791
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00.792 --> 00:29:04.792
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04.793 --> 00:29:08.793
แล้วก็

438
00:29:08.795 --> 00:29:12.795
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12.796 --> 00:29:16.796
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16.797 --> 00:29:20.797
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20.798 --> 00:29:24.798
i-d-

442
00:29:24.799 --> 00:29:28.799
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28.801 --> 00:29:32.801
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32.803 --> 00:29:36.803
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36.805 --> 00:29:40.805
Comma

446
00:29:40.806 --> 00:29:44.806
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44.807 --> 00:29:48.807
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48.809 --> 00:29:52.809
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52.810 --> 00:29:56.810
-i-

450
00:29:56.811 --> 00:30:00.811
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00.812 --> 00:30:04.812
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04.813 --> 00:30:08.813
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08.815 --> 00:30:12.815
ปิดการ

454
00:30:12.816 --> 00:30:16.816
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16.817 --> 00:30:20.817
เสมอ

456
00:30:20.819 --> 00:30:24.819
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24.820 --> 00:30:28.820
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28.822 --> 00:30:32.822
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32.824 --> 00:30:36.824
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36.825 --> 00:30:40.825
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40.827 --> 00:30:44.827
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44.828 --> 00:30:48.828
ก็คือเอา width

463
00:30:48.829 --> 00:30:52.829
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52.830 --> 00:30:56.830
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56.831 --> 00:31:00.831
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00.836 --> 00:31:04.836
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04.838 --> 00:31:08.838
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08.840 --> 00:31:12.840
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12.841 --> 00:31:16.841
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16.844 --> 00:31:20.844
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20.846 --> 00:31:24.846
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24.847 --> 00:31:28.847
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28.849 --> 00:31:32.849
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32.850 --> 00:31:36.850
แล้วตามด้วย

475
00:31:36.851 --> 00:31:40.851
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40.852 --> 00:31:44.852
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44.854 --> 00:31:48.854
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48.854 --> 00:31:52.854
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52.855 --> 00:31:56.855
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56.856 --> 00:32:00.856
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00.858 --> 00:32:04.858
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04.859 --> 00:32:08.859
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08.860 --> 00:32:12.860
Error

484
00:32:12.862 --> 00:32:16.862
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16.863 --> 00:32:20.863
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20.864 --> 00:32:24.864
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24.865 --> 00:32:28.865
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28.866 --> 00:32:32.866
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32.868 --> 00:32:36.868
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36.869 --> 00:32:40.869
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40.871 --> 00:32:44.871
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44.872 --> 00:32:48.872
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48.874 --> 00:32:52.874
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52.875 --> 00:32:56.875
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56.876 --> 00:33:00.876
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00.878 --> 00:33:04.878
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04.879 --> 00:33:08.879
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08.881 --> 00:33:12.881
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12.882 --> 00:33:16.882
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16.883 --> 00:33:20.883
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20.884 --> 00:33:24.884
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24.885 --> 00:33:28.885
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28.886 --> 00:33:32.886
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32.893 --> 00:33:36.893
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36.895 --> 00:33:40.895
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40.897 --> 00:33:44.897
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44.898 --> 00:33:48.898
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48.899 --> 00:33:52.899
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52.900 --> 00:33:56.900
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56.902 --> 00:34:00.902
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00.903 --> 00:34:04.903
แล้วนี่คือ

512
00:34:04.905 --> 00:34:08.905
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08.912 --> 00:34:12.912
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12.914 --> 00:34:16.914
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16.916 --> 00:34:20.916
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20.917 --> 00:34:24.917
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24.919 --> 00:34:28.919
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28.922 --> 00:34:32.922
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32.923 --> 00:34:36.923
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36.926 --> 00:34:40.926
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40.928 --> 00:34:44.928
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44.931 --> 00:34:48.931
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48.932 --> 00:34:52.932
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52.933 --> 00:34:56.933
โอเค

525
00:34:56.934 --> 00:35:00.934

526
00:35:00.935 --> 00:35:04.935
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04.938 --> 00:35:08.938
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08.940 --> 00:35:12.940
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12.941 --> 00:35:16.941
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16.942 --> 00:35:20.942
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20.943 --> 00:35:24.943
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24.945 --> 00:35:28.945
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28.947 --> 00:35:32.947
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32.948 --> 00:35:36.948
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36.949 --> 00:35:40.949
ก็คือในนี้

536
00:35:40.951 --> 00:35:44.951
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44.953 --> 00:35:48.953
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48.955 --> 00:35:52.955
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52.956 --> 00:35:56.956
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56.959 --> 00:36:00.959
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00.961 --> 00:36:04.961
Argument กับ Parame

542
00:36:04.962 --> 00:36:08.962
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08.963 --> 00:36:12.963
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12.965 --> 00:36:16.965
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16.966 --> 00:36:20.966
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20.967 --> 00:36:24.967
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24.968 --> 00:36:28.968
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28.969 --> 00:36:32.969
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32.974 --> 00:36:36.974
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36.975 --> 00:36:40.975
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40.976 --> 00:36:44.976
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44.978 --> 00:36:48.978
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48.979 --> 00:36:52.979
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52.981 --> 00:36:56.981
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56.983 --> 00:37:00.983
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00.984 --> 00:37:04.984
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04.985 --> 00:37:08.985
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08.989 --> 00:37:12.989
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12.991 --> 00:37:16.991
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16.992 --> 00:37:20.992
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20.997 --> 00:37:24.997
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24.998 --> 00:37:28.998
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:29.004 --> 00:37:33.004
ที่เราจะให้

564
00:37:33.006 --> 00:37:37.006
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:37.008 --> 00:37:41.008
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:41.011 --> 00:37:45.011

567
00:37:45.013 --> 00:37:49.013

568
00:37:49.014 --> 00:37:53.014
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:53.017 --> 00:37:57.017
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:57.018 --> 00:38:01.018
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:01.021 --> 00:38:05.021

572
00:38:05.022 --> 00:38:09.022

573
00:38:09.024 --> 00:38:13.024
โอเค เรา

574
00:38:13.026 --> 00:38:17.026
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:17.027 --> 00:38:21.027
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:21.029 --> 00:38:25.029
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:25.030 --> 00:38:29.030
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:29.034 --> 00:38:33.034
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:33.035 --> 00:38:37.035
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:37.037 --> 00:38:41.037
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:41.038 --> 00:38:45.038
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:45.040 --> 00:38:49.040
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:49.043 --> 00:38:53.043

584
00:38:53.045 --> 00:38:57.045
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:57.046 --> 00:39:01.046
ก็ได้นะคะ

586
00:39:01.047 --> 00:39:05.047

587
00:39:05.049 --> 00:39:09.049

588
00:39:09.050 --> 00:39:13.050

589
00:39:13.051 --> 00:39:17.051

590
00:39:17.054 --> 00:39:21.054

591
00:39:21.056 --> 00:39:25.056

592
00:39:25.058 --> 00:39:29.058
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:29.060 --> 00:39:33.060
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:33.062 --> 00:39:37.062
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:37.064 --> 00:39:41.064
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:41.066 --> 00:39:45.066
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:45.067 --> 00:39:49.067
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:49.068 --> 00:39:53.068
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:53.072 --> 00:39:57.072

600
00:39:57.073 --> 00:40:01.073
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:01.075 --> 00:40:05.075
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:05.077 --> 00:40:09.077
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:09.078 --> 00:40:13.078
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:13.084 --> 00:40:17.084
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:17.085 --> 00:40:21.085

606
00:40:21.086 --> 00:40:25.086
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:25.087 --> 00:40:29.087

608
00:40:29.090 --> 00:40:33.090

609
00:40:33.093 --> 00:40:37.093
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:37.098 --> 00:40:41.098
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:41.102 --> 00:40:45.102
สมมติ

612
00:40:45.105 --> 00:40:49.105
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:49.109 --> 00:40:53.109
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:53.110 --> 00:40:57.110
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:57.114 --> 00:41:01.114
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01.116 --> 00:41:05.116
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05.119 --> 00:41:09.119
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09.122 --> 00:41:13.122
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13.123 --> 00:41:17.123
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17.126 --> 00:41:21.126
p-r-i-n-t

621
00:41:21.127 --> 00:41:25.127
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25.130 --> 00:41:29.130

623
00:41:29.131 --> 00:41:33.131
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33.133 --> 00:41:37.133
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37.134 --> 00:41:41.134

626
00:41:41.136 --> 00:41:45.136
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45.141 --> 00:41:49.141

628
00:41:49.143 --> 00:41:53.143

629
00:41:53.147 --> 00:41:57.147
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57.150 --> 00:42:01.150
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01.152 --> 00:42:05.152
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05.153 --> 00:42:09.153
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09.156 --> 00:42:13.156
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13.157 --> 00:42:17.157
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17.159 --> 00:42:21.159
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21.160 --> 00:42:25.160

637
00:42:25.161 --> 00:42:29.161

638
00:42:29.163 --> 00:42:33.163
=

639
00:42:33.164 --> 00:42:37.164

640
00:42:37.167 --> 00:42:41.167
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41.170 --> 00:42:45.170
ก่อน =

642
00:42:45.171 --> 00:42:49.171
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49.172 --> 00:42:53.172
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53.174 --> 00:42:57.174
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57.176 --> 00:43:01.176
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01.178 --> 00:43:05.178
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05.179 --> 00:43:09.179
แล้วก็

648
00:43:09.180 --> 00:43:13.180
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13.181 --> 00:43:17.181
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17.182 --> 00:43:21.182
A-r-

651
00:43:21.183 --> 00:43:25.183
e-a นะคะ

652
00:43:25.186 --> 00:43:29.186
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29.189 --> 00:43:33.189
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33.190 --> 00:43:37.190
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37.197 --> 00:43:41.197
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41.198 --> 00:43:45.198
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45.200 --> 00:43:49.200
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49.201 --> 00:43:53.201
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53.202 --> 00:43:57.202
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57.203 --> 00:44:01.203
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01.204 --> 00:44:05.204
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05.205 --> 00:44:09.205
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09.210 --> 00:44:13.210
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13.212 --> 00:44:17.212
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17.212 --> 00:44:21.212
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21.213 --> 00:44:25.213

667
00:44:25.214 --> 00:44:29.214
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29.216 --> 00:44:33.216
print

669
00:44:33.217 --> 00:44:37.217

670
00:44:37.220 --> 00:44:41.220

671
00:44:41.221 --> 00:44:45.221

672
00:44:45.223 --> 00:44:49.223
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49.225 --> 00:44:53.225
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53.227 --> 00:44:57.227
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57.228 --> 00:45:01.228
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01.229 --> 00:45:05.229
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05.231 --> 00:45:09.231
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09.233 --> 00:45:13.233
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13.234 --> 00:45:17.234
เสร็จแล้ว

680
00:45:17.235 --> 00:45:21.235
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21.238 --> 00:45:25.238
2 % name

682
00:45:25.239 --> 00:45:29.239
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29.241 --> 00:45:33.241
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33.244 --> 00:45:37.244
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37.245 --> 00:45:41.245
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41.246 --> 00:45:45.246
%s

687
00:45:45.247 --> 00:45:49.247
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49.249 --> 00:45:53.249
เห็นไหมคะ

689
00:45:53.250 --> 00:45:57.250
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57.251 --> 00:46:01.251
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01.254 --> 00:46:05.254
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05.255 --> 00:46:09.255
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09.258 --> 00:46:13.258
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13.259 --> 00:46:17.259
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17.260 --> 00:46:21.260
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21.262 --> 00:46:25.262

697
00:46:25.264 --> 00:46:29.264
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29.265 --> 00:46:33.265

699
00:46:33.266 --> 00:46:34.363

700
00:46:37.267 --> 00:46:41.267
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41.269 --> 00:46:45.269
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45.270 --> 00:46:49.270
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49.272 --> 00:46:53.272

704
00:46:53.273 --> 00:46:57.273
%s' name

705
00:46:57.274 --> 00:47:01.274
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01.276 --> 00:47:05.276
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05.278 --> 00:47:09.278
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09.279 --> 00:47:13.279
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13.280 --> 00:47:17.280
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17.282 --> 00:47:21.282
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21.283 --> 00:47:25.283
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25.284 --> 00:47:29.284
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29.285 --> 00:47:33.285
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33.286 --> 00:47:37.286
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37.287 --> 00:47:41.287
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41.289 --> 00:47:45.289
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45.290 --> 00:47:49.290
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49.292 --> 00:47:53.292
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53.294 --> 00:47:57.294
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57.295 --> 00:48:01.295
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01.296 --> 00:48:05.296
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05.297 --> 00:48:09.297
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09.298 --> 00:48:13.298
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13.299 --> 00:48:17.299
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17.299 --> 00:48:21.299
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21.303 --> 00:48:25.303
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25.304 --> 00:48:29.304
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29.306 --> 00:48:33.306
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33.307 --> 00:48:37.307
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37.308 --> 00:48:41.308
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41.309 --> 00:48:45.309
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45.309 --> 00:48:49.309
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49.310 --> 00:48:53.310
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53.311 --> 00:48:57.311
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57.312 --> 00:49:01.312
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01.313 --> 00:49:05.313
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05.315 --> 00:49:09.315
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09.317 --> 00:49:13.317

739
00:49:13.318 --> 00:49:17.318

740
00:49:17.319 --> 00:49:21.319

741
00:49:21.322 --> 00:49:25.322
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25.326 --> 00:49:29.326

743
00:49:29.327 --> 00:49:33.327

744
00:49:33.328 --> 00:49:37.328
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37.331 --> 00:49:41.331
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41.338 --> 00:49:45.338
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45.339 --> 00:49:49.339
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49.340 --> 00:49:53.340
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53.343 --> 00:49:57.343
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57.346 --> 00:50:01.346
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01.351 --> 00:50:05.351
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05.353 --> 00:50:09.353
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09.354 --> 00:50:13.354
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13.354 --> 00:50:17.354
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17.355 --> 00:50:21.355

756
00:50:21.358 --> 00:50:25.358

757
00:50:25.359 --> 00:50:29.359
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29.362 --> 00:50:33.362
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33.363 --> 00:50:37.363
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37.364 --> 00:50:41.364

761
00:50:41.365 --> 00:50:45.365
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45.367 --> 00:50:49.367
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49.368 --> 00:50:53.368

764
00:50:53.369 --> 00:50:57.369

765
00:50:57.371 --> 00:51:01.371

766
00:51:01.375 --> 00:51:05.375

767
00:51:05.378 --> 00:51:09.378

768
00:51:09.379 --> 00:51:13.379

769
00:51:13.380 --> 00:51:17.380

770
00:51:17.381 --> 00:51:21.381

771
00:51:21.383 --> 00:51:25.383

772
00:51:25.385 --> 00:51:29.385

773
00:51:29.386 --> 00:51:33.386

774
00:51:33.388 --> 00:51:37.388

775
00:51:37.393 --> 00:51:41.393

776
00:51:41.397 --> 00:51:45.397

777
00:51:45.403 --> 00:51:49.403
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49.405 --> 00:51:53.405
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53.407 --> 00:51:57.407
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57.408 --> 00:52:01.408
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01.410 --> 00:52:05.410
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05.412 --> 00:52:09.412
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09.413 --> 00:52:13.413
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13.418 --> 00:52:17.418

785
00:52:17.419 --> 00:52:21.419

786
00:52:21.421 --> 00:52:25.421
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25.426 --> 00:52:29.426

788
00:52:29.427 --> 00:52:33.427
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33.428 --> 00:52:37.428
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37.430 --> 00:52:41.430
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41.433 --> 00:52:45.433

792
00:52:45.434 --> 00:52:49.434

793
00:52:49.435 --> 00:52:53.435

794
00:52:53.436 --> 00:52:57.436

795
00:52:57.437 --> 00:53:01.437

796
00:53:01.441 --> 00:53:05.441

797
00:53:05.443 --> 00:53:09.443

798
00:53:09.445 --> 00:53:13.445

799
00:53:13.447 --> 00:53:17.447

800
00:53:17.451 --> 00:53:21.451

801
00:53:21.453 --> 00:53:25.453

802
00:53:25.456 --> 00:53:29.456

803
00:53:29.459 --> 00:53:33.459

804
00:53:33.462 --> 00:53:37.462

805
00:53:37.464 --> 00:53:41.464

806
00:53:41.466 --> 00:53:45.466
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45.469 --> 00:53:49.469
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49.470 --> 00:53:53.470
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53.471 --> 00:53:57.471
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57.473 --> 00:54:01.473
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01.474 --> 00:54:05.474
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05.477 --> 00:54:09.477
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09.479 --> 00:54:13.479

814
00:54:13.480 --> 00:54:17.480
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17.482 --> 00:54:21.482
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21.483 --> 00:54:25.483
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25.484 --> 00:54:29.484
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29.485 --> 00:54:33.485
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33.486 --> 00:54:37.486
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37.487 --> 00:54:41.487
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41.490 --> 00:54:45.490
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45.492 --> 00:54:49.492
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49.494 --> 00:54:53.494
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53.496 --> 00:54:57.496
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57.497 --> 00:55:01.497
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01.498 --> 00:55:05.498
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05.512 --> 00:55:09.512
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09.514 --> 00:55:13.514
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13.515 --> 00:55:17.515
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17.517 --> 00:55:21.517
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21.520 --> 00:55:25.520
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25.521 --> 00:55:29.521
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29.523 --> 00:55:33.523
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33.524 --> 00:55:37.524
นะคะ

835
00:55:37.526 --> 00:55:41.526
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41.532 --> 00:55:45.532
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45.533 --> 00:55:49.533
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49.535 --> 00:55:53.535
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53.537 --> 00:55:57.537
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57.538 --> 00:56:01.538
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01.540 --> 00:56:05.540
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05.541 --> 00:56:09.541

843
00:56:09.542 --> 00:56:13.542
โอเค

844
00:56:13.543 --> 00:56:17.543

845
00:56:17.544 --> 00:56:21.544
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21.545 --> 00:56:25.545
"Default Argument Value"

847
00:56:25.546 --> 00:56:29.546
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29.547 --> 00:56:33.547
Default Argument นี่

849
00:56:33.548 --> 00:56:37.548
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37.549 --> 00:56:41.549
กับไอ้ค่า

851
00:56:41.551 --> 00:56:45.551
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45.552 --> 00:56:49.552
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49.553 --> 00:56:53.553
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53.555 --> 00:56:57.555
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57.558 --> 00:57:01.558
เห็นไหม

856
00:57:01.559 --> 00:57:05.559
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05.562 --> 00:57:09.562
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09.563 --> 00:57:13.563
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13.565 --> 00:57:17.565
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17.566 --> 00:57:21.566
Salary มี Argument =

861
00:57:21.568 --> 00:57:25.568
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25.569 --> 00:57:29.569
นี่คือการ Defal

863
00:57:29.571 --> 00:57:33.571
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33.572 --> 00:57:37.572
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37.574 --> 00:57:41.574
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41.575 --> 00:57:45.575
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45.580 --> 00:57:49.580
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49.582 --> 00:57:53.582

869
00:57:53.583 --> 00:57:57.583
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57.586 --> 00:58:01.586
print ที่ 2

871
00:58:01.587 --> 00:58:05.587
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05.589 --> 00:58:09.589
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09.590 --> 00:58:13.590
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13.592 --> 00:58:17.592
แล้วก็ print

875
00:58:17.594 --> 00:58:21.594
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21.595 --> 00:58:25.595
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25.596 --> 00:58:29.596
กับ Lang Language

878
00:58:29.599 --> 00:58:33.599
เห็นไหมคะ

879
00:58:33.600 --> 00:58:37.600
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37.601 --> 00:58:41.601
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41.604 --> 00:58:45.604
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45.605 --> 00:58:49.605
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49.607 --> 00:58:53.607
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53.609 --> 00:58:57.609
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57.610 --> 00:59:01.610
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01.611 --> 00:59:05.611

887
00:59:05.612 --> 00:59:09.612

888
00:59:09.614 --> 00:59:13.614

889
00:59:13.615 --> 00:59:17.615

890
00:59:17.620 --> 00:59:21.620
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21.622 --> 00:59:25.622
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25.623 --> 00:59:29.623
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29.627 --> 00:59:33.627
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33.627 --> 00:59:37.607
นะคะ

895
00:59:37.629 --> 00:59:41.629
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41.630 --> 00:59:45.630
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45.631 --> 00:59:49.631
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49.632 --> 00:59:53.632
โอเคสลับได้

899
00:59:53.633 --> 00:59:57.633
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57.637 --> 01:00:01.637
นะคะ โอเค

901
01:00:01.638 --> 01:00:05.638

902
01:00:05.640 --> 01:00:09.640

903
01:00:09.642 --> 01:00:13.642
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13.644 --> 01:00:17.644
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17.646 --> 01:00:21.646
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21.649 --> 01:00:25.649
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25.650 --> 01:00:29.650
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29.651 --> 01:00:33.651

909
01:00:33.654 --> 01:00:37.654
มันทะลุจอไป

910
01:00:37.655 --> 01:00:41.655
จอไป

911
01:00:41.656 --> 01:00:45.656

912
01:00:45.658 --> 01:00:49.658
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49.660 --> 01:00:53.660
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53.661 --> 01:00:57.661
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57.663 --> 01:01:01.663
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01.664 --> 01:01:05.664
คำสั่ง def

917
01:01:05.665 --> 01:01:09.665
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09.666 --> 01:01:13.666
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13.668 --> 01:01:17.668
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17.669 --> 01:01:21.669
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21.672 --> 01:01:25.672
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25.673 --> 01:01:29.673
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29.674 --> 01:01:33.674
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33.677 --> 01:01:37.677
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37.677 --> 01:01:41.677
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41.678 --> 01:01:45.678
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45.681 --> 01:01:49.681
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49.682 --> 01:01:53.682
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53.684 --> 01:01:57.684
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57.687 --> 01:02:01.687
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01.690 --> 01:02:05.690
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05.692 --> 01:02:09.692
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09.695 --> 01:02:13.695
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13.696 --> 01:02:17.696
name นะคะ

935
01:02:17.698 --> 01:02:21.698
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21.699 --> 01:02:25.699
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25.701 --> 01:02:29.701
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29.703 --> 01:02:33.703
นะคะ

939
01:02:33.704 --> 01:02:37.704
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37.708 --> 01:02:41.708
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41.709 --> 01:02:45.709
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45.710 --> 01:02:49.710
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49.711 --> 01:02:53.711
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53.712 --> 01:02:57.712

945
01:02:57.713 --> 01:03:01.713
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01.722 --> 01:03:05.722
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05.723 --> 01:03:09.723
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09.724 --> 01:03:13.724
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13.725 --> 01:03:17.725

950
01:03:17.726 --> 01:03:21.726

951
01:03:21.727 --> 01:03:25.727

952
01:03:25.729 --> 01:03:29.729
อันนี้

953
01:03:29.735 --> 01:03:33.735
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33.736 --> 01:03:37.736
หน่วย หน่วย

955
01:03:37.737 --> 01:03:41.737
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41.738 --> 01:03:45.738
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45.740 --> 01:03:49.740
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49.741 --> 01:03:53.741
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53.744 --> 01:03:57.744
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57.747 --> 01:04:01.747
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01.748 --> 01:04:05.748
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05.749 --> 01:04:09.749
คำว่า Python lang

963
01:04:09.751 --> 01:04:13.751
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13.752 --> 01:04:17.752

965
01:04:17.753 --> 01:04:21.753

966
01:04:21.754 --> 01:04:25.754
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25.757 --> 01:04:29.757
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29.759 --> 01:04:33.759
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33.761 --> 01:04:37.761
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37.762 --> 01:04:41.762
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41.763 --> 01:04:45.763
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45.764 --> 01:04:49.764
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49.766 --> 01:04:53.766
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53.767 --> 01:04:57.767
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57.769 --> 01:05:01.769
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01.770 --> 01:05:05.770
ของ

977
01:05:05.771 --> 01:05:09.771
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09.772 --> 01:05:13.772
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13.774 --> 01:05:17.774
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17.775 --> 01:05:21.775
print

981
01:05:21.776 --> 01:05:25.776
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25.777 --> 01:05:29.777
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29.778 --> 01:05:33.778
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33.781 --> 01:05:37.781
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37.782 --> 01:05:41.782
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41.783 --> 01:05:45.783

987
01:05:45.784 --> 01:05:49.784
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49.786 --> 01:05:53.786
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53.788 --> 01:05:57.788
: ชื่อ

990
01:05:57.790 --> 01:06:01.790
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01.792 --> 01:06:05.792
ใส่ %s

992
01:06:05.795 --> 01:06:09.795
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09.796 --> 01:06:13.796
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13.798 --> 01:06:17.798
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17.799 --> 01:06:21.799
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21.800 --> 01:06:25.800
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25.801 --> 01:06:29.801
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29.803 --> 01:06:33.803
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33.804 --> 01:06:37.804
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37.805 --> 01:06:41.805

1001
01:06:41.807 --> 01:06:45.807

1002
01:06:45.808 --> 01:06:49.808
เสร็จ

1003
01:06:49.810 --> 01:06:53.810
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53.812 --> 01:06:57.812
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57.813 --> 01:07:01.813
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01.816 --> 01:07:05.816
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05.817 --> 01:07:09.817
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09.818 --> 01:07:13.818
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13.821 --> 01:07:17.821
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17.823 --> 01:07:21.823

1011
01:07:21.824 --> 01:07:25.824

1012
01:07:25.828 --> 01:07:29.828
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29.830 --> 01:07:33.830
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33.831 --> 01:07:37.831
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37.832 --> 01:07:41.832
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41.833 --> 01:07:45.833

1017
01:07:45.834 --> 01:07:49.834
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49.837 --> 01:07:53.837
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53.839 --> 01:07:57.839
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57.840 --> 01:08:01.840
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01.841 --> 01:08:05.841
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05.842 --> 01:08:09.842
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09.844 --> 01:08:13.844
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13.846 --> 01:08:17.846
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17.847 --> 01:08:21.847
statements ที่ 3

1026
01:08:21.848 --> 01:08:25.848
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25.851 --> 01:08:29.851
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29.854 --> 01:08:33.854

1029
01:08:33.856 --> 01:08:37.856
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37.857 --> 01:08:41.857
ภาษา Python

1031
01:08:41.858 --> 01:08:45.858
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45.859 --> 01:08:49.859

1033
01:08:49.860 --> 01:08:53.860
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53.862 --> 01:08:57.862
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57.863 --> 01:09:01.863
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01.865 --> 01:09:05.865
ลืม

1037
01:09:05.866 --> 01:09:09.866
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09.867 --> 01:09:13.867
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13.869 --> 01:09:17.869
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17.870 --> 01:09:21.870
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21.871 --> 01:09:25.871
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25.873 --> 01:09:29.873
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29.875 --> 01:09:33.875
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33.876 --> 01:09:37.876
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37.877 --> 01:09:41.877
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41.878 --> 01:09:45.878
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45.879 --> 01:09:49.879
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49.880 --> 01:09:53.880
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53.882 --> 01:09:57.882
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57.883 --> 01:10:01.883
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01.885 --> 01:10:05.885
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05.886 --> 01:10:09.886
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09.887 --> 01:10:13.887
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13.890 --> 01:10:17.890
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17.891 --> 01:10:21.891
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21.893 --> 01:10:25.893

1057
01:10:25.894 --> 01:10:29.894

1058
01:10:29.895 --> 01:10:33.895

1059
01:10:33.897 --> 01:10:37.897
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37.900 --> 01:10:41.900
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41.902 --> 01:10:45.902
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45.904 --> 01:10:49.904
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49.907 --> 01:10:53.907
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53.919 --> 01:10:57.919
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57.920 --> 01:11:01.920
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01.922 --> 01:11:05.922
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05.923 --> 01:11:09.923
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09.925 --> 01:11:13.925
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13.926 --> 01:11:17.926
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17.949 --> 01:11:21.949
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21.951 --> 01:11:25.951
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25.954 --> 01:11:29.954
show_

1073
01:11:29.955 --> 01:11:33.955
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33.958 --> 01:11:37.958
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37.959 --> 01:11:41.959
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41.960 --> 01:11:45.960

1077
01:11:45.962 --> 01:11:49.962
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49.964 --> 01:11:53.964
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53.964 --> 01:11:57.964
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57.967 --> 01:12:01.967
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01.969 --> 01:12:05.969

1082
01:12:05.970 --> 01:12:09.970
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09.971 --> 01:12:13.971
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13.973 --> 01:12:17.973

1085
01:12:17.974 --> 01:12:21.974
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21.975 --> 01:12:25.975

1087
01:12:25.977 --> 01:12:29.977
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29.979 --> 01:12:33.979
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33.980 --> 01:12:37.980
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37.981 --> 01:12:41.981
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41.982 --> 01:12:45.982
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45.983 --> 01:12:49.983
ดูนะคะ

1093
01:12:49.986 --> 01:12:53.986
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53.987 --> 01:12:57.987
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57.988 --> 01:13:01.988
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01.989 --> 01:13:05.989
s-h-o-w

1097
01:13:05.990 --> 01:13:09.990
show_info นะคะ

1098
01:13:09.991 --> 01:13:13.991
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13.992 --> 01:13:17.992
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17.993 --> 01:13:21.993
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21.994 --> 01:13:25.994
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25.995 --> 01:13:29.995
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29.997 --> 01:13:33.997
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33.998 --> 01:13:37.998
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:38.000 --> 01:13:42.000
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:42.002 --> 01:13:46.002
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:46.004 --> 01:13:50.004
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:50.007 --> 01:13:54.007
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:54.008 --> 01:13:58.008
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:58.009 --> 01:14:02.009
เป็น 23,000

1111
01:14:02.011 --> 01:14:06.011
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:06.013 --> 01:14:10.013
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:10.014 --> 01:14:14.014
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:14.015 --> 01:14:18.015
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:18.015 --> 01:14:22.015
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:22.016 --> 01:14:26.016
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:26.018 --> 01:14:30.018
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:30.020 --> 01:14:34.020
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:34.027 --> 01:14:38.027
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:38.029 --> 01:14:42.029
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:42.030 --> 01:14:46.030
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:46.032 --> 01:14:50.032
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:50.033 --> 01:14:54.033
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:54.035 --> 01:14:58.035
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:58.036 --> 01:15:02.036
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:02.037 --> 01:15:06.037
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:06.038 --> 01:15:10.038
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:10.039 --> 01:15:14.039
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:14.040 --> 01:15:18.040
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:18.041 --> 01:15:22.041
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:22.042 --> 01:15:26.042
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:26.043 --> 01:15:30.043
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:30.044 --> 01:15:34.044
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:34.045 --> 01:15:38.045
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:38.046 --> 01:15:42.046
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:42.047 --> 01:15:46.047
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:46.049 --> 01:15:50.049
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:50.052 --> 01:15:54.052
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:54.053 --> 01:15:58.053
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:58.053 --> 01:16:02.053
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:02.055 --> 01:16:06.055
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:06.057 --> 01:16:10.057
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:10.060 --> 01:16:14.060
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:14.061 --> 01:16:18.061
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:18.063 --> 01:16:22.063
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:22.066 --> 01:16:26.066
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:26.070 --> 01:16:30.070
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:30.071 --> 01:16:34.071
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:34.072 --> 01:16:38.072
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:38.073 --> 01:16:42.073
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:42.074 --> 01:16:46.074
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:46.076 --> 01:16:50.076
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:50.078 --> 01:16:54.078
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:54.079 --> 01:16:58.079
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:58.080 --> 01:17:02.080
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:02.081 --> 01:17:06.081
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:06.083 --> 01:17:10.083
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:10.085 --> 01:17:14.085
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:14.087 --> 01:17:18.087
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:18.088 --> 01:17:22.088
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:22.089 --> 01:17:26.089
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:26.090 --> 01:17:30.090
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:30.092 --> 01:17:34.092
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:34.094 --> 01:17:38.094
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:38.095 --> 01:17:42.095
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:42.096 --> 01:17:46.096
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:46.101 --> 01:17:50.101
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:50.102 --> 01:17:54.102
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:54.103 --> 01:17:58.103
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:58.104 --> 01:18:02.104
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:02.105 --> 01:18:06.105
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:06.107 --> 01:18:10.107
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:10.108 --> 01:18:14.108
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:14.109 --> 01:18:18.109
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:18.112 --> 01:18:22.112
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:22.113 --> 01:18:26.113
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:26.115 --> 01:18:30.115
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:30.119 --> 01:18:34.119
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:34.121 --> 01:18:38.121
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:38.127 --> 01:18:42.127
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:42.129 --> 01:18:46.129

1182
01:18:46.130 --> 01:18:50.130

1183
01:18:50.131 --> 01:18:54.131
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:54.133 --> 01:18:58.133
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:58.135 --> 01:19:02.135

1186
01:19:02.137 --> 01:19:06.137

1187
01:19:06.141 --> 01:19:10.141
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:10.142 --> 01:19:14.142
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:14.144 --> 01:19:18.144
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:18.145 --> 01:19:22.145
ใช้ค่าสี

1191
01:19:22.148 --> 01:19:26.148
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:26.149 --> 01:19:30.149
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:30.151 --> 01:19:34.151
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:34.153 --> 01:19:38.153
นี่คือ

1195
01:19:38.154 --> 01:19:42.154
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:42.156 --> 01:19:46.156
เป็นตัวเลข

1197
01:19:46.159 --> 01:19:50.159
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:50.161 --> 01:19:54.161
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:54.162 --> 01:19:58.162
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:58.163 --> 01:20:02.163
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:02.166 --> 01:20:06.166
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:06.168 --> 01:20:10.168

1203
01:20:10.170 --> 01:20:14.170
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:14.173 --> 01:20:18.173
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:18.174 --> 01:20:22.174
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:22.175 --> 01:20:26.175

1207
01:20:26.177 --> 01:20:30.177
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:30.180 --> 01:20:34.180
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:34.182 --> 01:20:38.182
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38.184 --> 01:20:42.184
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42.187 --> 01:20:46.187
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46.188 --> 01:20:50.188
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50.189 --> 01:20:54.189
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54.189 --> 01:20:58.189
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58.195 --> 01:21:02.195
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02.197 --> 01:21:06.197
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06.199 --> 01:21:10.199
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10.202 --> 01:21:14.202
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14.203 --> 01:21:18.203
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18.204 --> 01:21:22.204
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22.205 --> 01:21:26.205
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26.206 --> 01:21:30.206
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30.207 --> 01:21:34.207
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34.208 --> 01:21:38.208
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38.209 --> 01:21:42.209
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42.217 --> 01:21:46.217

1227
01:21:46.218 --> 01:21:50.218

1228
01:21:50.220 --> 01:21:54.220

1229
01:21:54.221 --> 01:21:58.221

1230
01:21:58.223 --> 01:22:02.223
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02.228 --> 01:22:06.228
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06.229 --> 01:22:10.229
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10.230 --> 01:22:14.230
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14.231 --> 01:22:18.231
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18.233 --> 01:22:22.233

1236
01:22:22.234 --> 01:22:26.234

1237
01:22:26.237 --> 01:22:30.237
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30.238 --> 01:22:34.238
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34.241 --> 01:22:38.241
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38.242 --> 01:22:42.242
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42.247 --> 01:22:46.247

1242
01:22:46.248 --> 01:22:50.248
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50.250 --> 01:22:54.250
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54.251 --> 01:22:58.251
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58.252 --> 01:23:02.252
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02.253 --> 01:23:06.253

1247
01:23:06.254 --> 01:23:10.254
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10.255 --> 01:23:14.255

1249
01:23:14.258 --> 01:23:18.258
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18.260 --> 01:23:22.260

1251
01:23:22.261 --> 01:23:26.261

1252
01:23:26.264 --> 01:23:30.264

1253
01:23:30.266 --> 01:23:34.266
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34.268 --> 01:23:38.268
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38.269 --> 01:23:42.269
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42.270 --> 01:23:46.270
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46.271 --> 01:23:50.271
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50.272 --> 01:23:54.272
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54.273 --> 01:23:58.273
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58.274 --> 01:24:02.274
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02.275 --> 01:24:06.275
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06.276 --> 01:24:10.276
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10.277 --> 01:24:14.277
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14.278 --> 01:24:18.278

1265
01:24:18.280 --> 01:24:22.280
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22.293 --> 01:24:26.293
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26.295 --> 01:24:30.295
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30.296 --> 01:24:34.296
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34.298 --> 01:24:38.298
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38.301 --> 01:24:42.301
copy ให้

1271
01:24:42.302 --> 01:24:46.302
เราไหมนี่

1272
01:24:46.303 --> 01:24:50.303

1273
01:24:50.307 --> 01:24:54.307

1274
01:24:54.308 --> 01:24:58.308

1275
01:24:58.311 --> 01:25:02.311
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02.315 --> 01:25:06.315

1277
01:25:06.323 --> 01:25:10.323
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10.327 --> 01:25:14.327
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14.329 --> 01:25:18.329
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18.332 --> 01:25:22.332
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22.333 --> 01:25:26.333
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26.335 --> 01:25:30.335

1283
01:25:30.336 --> 01:25:34.336
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34.338 --> 01:25:38.338

1285
01:25:38.342 --> 01:25:42.342

1286
01:25:42.343 --> 01:25:46.343

1287
01:25:46.344 --> 01:25:50.344
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50.347 --> 01:25:54.347
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54.349 --> 01:25:58.349
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58.351 --> 01:26:02.351
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02.352 --> 01:26:06.352
โดย

1292
01:26:06.354 --> 01:26:10.354
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10.355 --> 01:26:14.355
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14.356 --> 01:26:18.356
f5

1295
01:26:18.357 --> 01:26:22.357
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22.358 --> 01:26:26.358
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26.360 --> 01:26:30.360
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30.362 --> 01:26:34.362
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34.364 --> 01:26:38.364
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38.366 --> 01:26:42.366

1301
01:26:42.368 --> 01:26:46.368

1302
01:26:46.370 --> 01:26:50.370
4

1303
01:26:50.373 --> 01:26:54.373
เราจะ

1304
01:26:54.377 --> 01:26:58.377
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58.378 --> 01:27:02.378
print color

1306
01:27:02.379 --> 01:27:06.379

1307
01:27:06.380 --> 01:27:10.380
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10.381 --> 01:27:14.381

1309
01:27:14.382 --> 01:27:18.382
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18.385 --> 01:27:22.385

1311
01:27:22.387 --> 01:27:26.387
=

1312
01:27:26.389 --> 01:27:30.389

1313
01:27:30.390 --> 01:27:34.390

1314
01:27:34.392 --> 01:27:38.392

1315
01:27:38.394 --> 01:27:42.394

1316
01:27:42.402 --> 01:27:46.402

1317
01:27:46.404 --> 01:27:50.404

1318
01:27:50.405 --> 01:27:54.405
่

1319
01:27:54.408 --> 01:27:58.408

1320
01:27:58.409 --> 01:28:02.409

1321
01:28:02.412 --> 01:28:06.412

1322
01:28:06.415 --> 01:28:10.415

1323
01:28:10.417 --> 01:28:14.417

1324
01:28:14.420 --> 01:28:18.420
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18.422 --> 01:28:22.422
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22.424 --> 01:28:26.424
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26.425 --> 01:28:30.425
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30.426 --> 01:28:34.426
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34.427 --> 01:28:38.427
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38.430 --> 01:28:42.430
a-t-e

1331
01:28:42.431 --> 01:28:46.431
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46.433 --> 01:28:50.433
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50.435 --> 01:28:54.435

1334
01:28:54.436 --> 01:28:58.436

1335
01:28:58.438 --> 01:29:02.438
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02.441 --> 01:29:06.441

1337
01:29:06.442 --> 01:29:10.442

1338
01:29:10.444 --> 01:29:14.444

1339
01:29:14.446 --> 01:29:18.446

1340
01:29:18.449 --> 01:29:22.449
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22.452 --> 01:29:26.452
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26.454 --> 01:29:30.454
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30.456 --> 01:29:34.456

1344
01:29:34.460 --> 01:29:38.460
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38.462 --> 01:29:42.462
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42.463 --> 01:29:46.463

1347
01:29:46.465 --> 01:29:50.465
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50.467 --> 01:29:54.467
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54.468 --> 01:29:58.468
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58.474 --> 01:30:02.474

1351
01:30:02.475 --> 01:30:06.475
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06.477 --> 01:30:10.477
i

1353
01:30:10.478 --> 01:30:14.478
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14.479 --> 01:30:18.479

1355
01:30:18.480 --> 01:30:22.480

1356
01:30:22.483 --> 01:30:26.483

1357
01:30:26.485 --> 01:30:30.485

1358
01:30:30.489 --> 01:30:34.489

1359
01:30:34.491 --> 01:30:38.491

1360
01:30:38.495 --> 01:30:42.495

1361
01:30:42.500 --> 01:30:46.500
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46.502 --> 01:30:50.502

1363
01:30:50.503 --> 01:30:54.503
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54.504 --> 01:30:58.504
อ๋อ

1365
01:30:58.506 --> 01:31:02.506
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02.507 --> 01:31:06.507
+

1367
01:31:06.508 --> 01:31:10.508
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10.511 --> 01:31:14.511
p-r-i-n-t

1369
01:31:14.513 --> 01:31:18.513
print เอาใหม่

1370
01:31:18.514 --> 01:31:22.514
ลบก็ได้

1371
01:31:22.516 --> 01:31:26.516
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26.519 --> 01:31:30.519
i-n-t

1373
01:31:30.521 --> 01:31:34.521
print

1374
01:31:34.523 --> 01:31:38.523

1375
01:31:38.524 --> 01:31:42.524

1376
01:31:42.526 --> 01:31:46.526

1377
01:31:46.528 --> 01:31:50.528

1378
01:31:50.531 --> 01:31:54.531

1379
01:31:54.533 --> 01:31:58.533

1380
01:31:58.535 --> 01:32:02.535

1381
01:32:02.537 --> 01:32:06.537

1382
01:32:06.538 --> 01:32:10.538

1383
01:32:10.539 --> 01:32:14.539

1384
01:32:14.541 --> 01:32:18.541
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18.542 --> 01:32:22.542
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22.544 --> 01:32:26.544

1387
01:32:26.545 --> 01:32:30.545
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30.548 --> 01:32:34.548

1389
01:32:34.549 --> 01:32:38.549

1390
01:32:38.552 --> 01:32:42.552

1391
01:32:42.556 --> 01:32:46.556
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46.559 --> 01:32:50.559
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50.561 --> 01:32:54.561

1394
01:32:54.562 --> 01:32:58.562

1395
01:32:58.564 --> 01:33:02.564

1396
01:33:02.566 --> 01:33:06.566

1397
01:33:06.571 --> 01:33:10.571

1398
01:33:10.590 --> 01:33:14.590

1399
01:33:14.595 --> 01:33:18.595

1400
01:33:18.598 --> 01:33:22.598

1401
01:33:22.599 --> 01:33:26.599

1402
01:33:26.602 --> 01:33:30.602
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30.604 --> 01:33:34.604
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34.605 --> 01:33:38.605
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38.606 --> 01:33:42.606

1406
01:33:42.607 --> 01:33:46.607

1407
01:33:46.610 --> 01:33:50.610

1408
01:33:50.612 --> 01:33:54.612
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54.613 --> 01:33:58.613

1410
01:33:58.614 --> 01:34:02.614

1411
01:34:02.616 --> 01:34:06.616

1412
01:34:06.618 --> 01:34:10.618

1413
01:34:10.619 --> 01:34:14.619

1414
01:34:14.621 --> 01:34:18.621

1415
01:34:18.623 --> 01:34:22.623

1416
01:34:22.625 --> 01:34:26.625
ก็ตรง

1417
01:34:26.627 --> 01:34:30.627

1418
01:34:30.630 --> 01:34:34.630

1419
01:34:34.632 --> 01:34:38.632

1420
01:34:38.633 --> 01:34:42.633
อะไรนะ

1421
01:34:42.637 --> 01:34:46.637

1422
01:34:46.638 --> 01:34:50.638

1423
01:34:50.641 --> 01:34:54.641

1424
01:34:54.643 --> 01:34:58.643

1425
01:34:58.645 --> 01:35:02.645
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02.649 --> 01:35:06.649

1427
01:35:06.650 --> 01:35:10.650
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10.651 --> 01:35:14.651

1429
01:35:14.652 --> 01:35:18.652

1430
01:35:18.653 --> 01:35:22.653

1431
01:35:22.654 --> 01:35:26.654
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26.656 --> 01:35:30.656

1433
01:35:30.657 --> 01:35:34.657

1434
01:35:34.658 --> 01:35:38.658

1435
01:35:38.660 --> 01:35:42.660

1436
01:35:42.664 --> 01:35:46.664

1437
01:35:46.666 --> 01:35:50.666

1438
01:35:50.669 --> 01:35:54.669

1439
01:35:54.671 --> 01:35:58.671

1440
01:35:58.673 --> 01:36:02.673

1441
01:36:02.674 --> 01:36:06.674

1442
01:36:06.677 --> 01:36:10.677

1443
01:36:10.679 --> 01:36:14.679

1444
01:36:14.681 --> 01:36:18.681

1445
01:36:18.682 --> 01:36:22.682

1446
01:36:22.684 --> 01:36:26.650

1447
01:36:26.686 --> 01:36:30.686

1448
01:36:30.687 --> 01:36:34.687

1449
01:36:34.689 --> 01:36:38.689

1450
01:36:38.693 --> 01:36:42.634

1451
01:36:42.697 --> 01:36:46.697

1452
01:36:46.699 --> 01:36:50.699

1453
01:36:50.701 --> 01:36:54.701

1454
01:36:54.702 --> 01:36:58.702

1455
01:36:58.704 --> 01:37:02.704

1456
01:37:02.706 --> 01:37:06.706

1457
01:37:06.708 --> 01:37:10.708

1458
01:37:10.710 --> 01:37:14.710

1459
01:37:14.712 --> 01:37:18.712

1460
01:37:18.722 --> 01:37:22.722

1461
01:37:22.724 --> 01:37:26.724

1462
01:37:26.727 --> 01:37:30.646

1463
01:37:30.728 --> 01:37:34.728

1464
01:37:34.732 --> 01:37:38.732

1465
01:37:38.734 --> 01:37:42.734

1466
01:37:42.739 --> 01:37:46.739

1467
01:37:46.743 --> 01:37:50.743
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50.744 --> 01:37:54.744
Syntax Error Print

1469
01:37:54.745 --> 01:37:58.745
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58.746 --> 01:38:02.746

1471
01:38:02.748 --> 01:38:06.748

1472
01:38:06.749 --> 01:38:10.749

1473
01:38:10.752 --> 01:38:14.752

1474
01:38:14.754 --> 01:38:18.754

1475
01:38:18.759 --> 01:38:22.759

1476
01:38:22.761 --> 01:38:26.761
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26.765 --> 01:38:30.765

1478
01:38:30.766 --> 01:38:34.766

1479
01:38:34.768 --> 01:38:38.768

1480
01:38:38.769 --> 01:38:42.769

1481
01:38:42.774 --> 01:38:46.774

1482
01:38:46.775 --> 01:38:50.775
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50.778 --> 01:38:54.778
ถ้าลบ

1484
01:38:54.779 --> 01:38:58.779
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58.781 --> 01:39:02.781

1486
01:39:02.783 --> 01:39:06.783

1487
01:39:06.785 --> 01:39:10.785
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10.788 --> 01:39:14.788

1489
01:39:14.790 --> 01:39:18.790

1490
01:39:18.792 --> 01:39:22.792

1491
01:39:22.795 --> 01:39:26.795

1492
01:39:26.800 --> 01:39:30.800
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30.803 --> 01:39:34.803

1494
01:39:34.807 --> 01:39:38.807

1495
01:39:38.808 --> 01:39:42.808

1496
01:39:42.811 --> 01:39:46.811

1497
01:39:46.815 --> 01:39:50.815

1498
01:39:50.816 --> 01:39:54.816

1499
01:39:54.818 --> 01:39:58.818

1500
01:39:58.820 --> 01:40:02.820

1501
01:40:02.822 --> 01:40:06.822

1502
01:40:06.825 --> 01:40:10.825

1503
01:40:10.828 --> 01:40:14.828

1504
01:40:14.829 --> 01:40:18.829

1505
01:40:18.831 --> 01:40:22.831
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22.835 --> 01:40:26.835

1507
01:40:26.836 --> 01:40:30.836
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30.838 --> 01:40:34.838

1509
01:40:34.839 --> 01:40:38.839

1510
01:40:38.845 --> 01:40:42.845

1511
01:40:42.850 --> 01:40:46.850

1512
01:40:46.853 --> 01:40:50.853

1513
01:40:50.856 --> 01:40:54.856

1514
01:40:54.859 --> 01:40:58.859
อะไร

1515
01:40:58.862 --> 01:41:02.862

1516
01:41:02.865 --> 01:41:06.865

1517
01:41:06.866 --> 01:41:10.866
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10.868 --> 01:41:14.868
print คำสัง Prit

1519
01:41:14.882 --> 01:41:18.882

1520
01:41:18.883 --> 01:41:22.883

1521
01:41:22.885 --> 01:41:26.885
โอเคนะคะ

1522
01:41:26.887 --> 01:41:30.887
รู้แล้ว

1523
01:41:30.891 --> 01:41:34.891
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34.892 --> 01:41:38.892
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38.894 --> 01:41:42.894
ของ color นะคะ

1526
01:41:42.897 --> 01:41:46.897
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46.899 --> 01:41:50.899
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50.900 --> 01:41:54.900

1529
01:41:54.903 --> 01:41:58.903

1530
01:41:58.904 --> 01:42:02.904

1531
01:42:02.909 --> 01:42:06.909

1532
01:42:06.911 --> 01:42:10.911

1533
01:42:10.913 --> 01:42:14.913

1534
01:42:14.915 --> 01:42:18.915

1535
01:42:18.917 --> 01:42:22.917

1536
01:42:22.920 --> 01:42:26.920
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26.922 --> 01:42:30.922
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30.923 --> 01:42:34.923
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34.925 --> 01:42:38.925
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38.926 --> 01:42:42.926
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42.928 --> 01:42:46.928
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46.929 --> 01:42:50.929

1543
01:42:50.931 --> 01:42:54.931
นี่

1544
01:42:54.932 --> 01:42:58.932
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58.933 --> 01:43:02.933
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02.936 --> 01:43:06.936
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06.937 --> 01:43:10.937
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10.939 --> 01:43:14.939
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14.940 --> 01:43:18.940
นะคะ

1550
01:43:18.941 --> 01:43:22.941
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22.942 --> 01:43:26.942
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26.944 --> 01:43:30.944
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30.945 --> 01:43:34.945
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34.946 --> 01:43:38.946
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38.947 --> 01:43:42.947
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42.949 --> 01:43:46.949
เขาบอก

1557
01:43:46.950 --> 01:43:50.950
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50.952 --> 01:43:54.952
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54.954 --> 01:43:58.954
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58.956 --> 01:44:02.956
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02.959 --> 01:44:06.959
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06.959 --> 01:44:10.959
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10.960 --> 01:44:14.960
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14.962 --> 01:44:18.962
สงสัย

1565
01:44:18.963 --> 01:44:22.963
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22.965 --> 01:44:26.965
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26.969 --> 01:44:30.969
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30.973 --> 01:44:34.973
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34.975 --> 01:44:38.975
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38.976 --> 01:44:42.976
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42.977 --> 01:44:46.977
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46.978 --> 01:44:50.978
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50.979 --> 01:44:54.979
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54.981 --> 01:44:58.981
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58.982 --> 01:45:02.982
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02.984 --> 01:45:06.984
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06.985 --> 01:45:10.985
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10.987 --> 01:45:14.987
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14.988 --> 01:45:18.988
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18.989 --> 01:45:22.989
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22.995 --> 01:45:26.995
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26.998 --> 01:45:30.998
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:31.002 --> 01:45:35.002
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:35.003 --> 01:45:39.003
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:39.006 --> 01:45:43.006
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:43.007 --> 01:45:47.007
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:47.009 --> 01:45:51.009
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:51.011 --> 01:45:55.011
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:55.012 --> 01:45:59.012
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:59.014 --> 01:46:03.014
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:03.016 --> 01:46:07.016
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:07.017 --> 01:46:11.017
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:11.019 --> 01:46:15.019
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:15.020 --> 01:46:19.020
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:19.021 --> 01:46:23.021
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:23.023 --> 01:46:27.023
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:27.024 --> 01:46:31.024
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:31.025 --> 01:46:35.025
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:35.026 --> 01:46:39.026
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:39.029 --> 01:46:43.029
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:43.031 --> 01:46:47.031
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:47.032 --> 01:46:51.032

1603
01:46:51.033 --> 01:46:55.033

1604
01:46:55.034 --> 01:46:59.034

1605
01:46:59.035 --> 01:47:03.035

1606
01:47:03.037 --> 01:47:07.037

1607
01:47:07.039 --> 01:47:11.039
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1608
01:47:11.042 --> 01:47:15.042
เครื่องที่มี

1609
01:47:15.044 --> 01:47:19.044

1610
01:47:19.045 --> 01:47:23.045


