﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:03.305

2
00:00:04.004 --> 00:00:07.304

3
00:00:08.005 --> 00:00:11.304

4
00:00:12.009 --> 00:00:15.304

5
00:00:16.012 --> 00:00:19.304

6
00:00:20.013 --> 00:00:23.304

7
00:00:24.015 --> 00:00:27.304
(อาจารย์สุธาสินี) ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ

8
00:00:28.019 --> 00:00:31.304
ได้ยินครูนะ คราวที่แล้ว

9
00:00:32.021 --> 00:00:35.304
นะคะ เราพูดถึงในเรื่องของ

10
00:00:36.022 --> 00:00:39.304
เหมือนล่ามไม่ได้ยินเลย อ๋อ ค่ะ

11
00:00:40.024 --> 00:00:43.304
คราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่อง list นะ lis

12
00:00:44.025 --> 00:00:47.305
แล้วเราก็ทำข้อสอบไปแล้วนะคะ

13
00:00:48.027 --> 00:00:51.304
เรื่องลิสต์

14
00:00:52.030 --> 00:00:55.315

15
00:00:56.032 --> 00:00:59.304

16
00:01:00.034 --> 00:01:03.304
ได้ไหมคะ

17
00:01:04.035 --> 00:01:07.304

18
00:01:08.036 --> 00:01:11.305
ได้ยินไหมคะ

19
00:01:12.038 --> 00:01:15.305
ยังไม่ได้ยิน

20
00:01:16.039 --> 00:01:19.304

21
00:01:20.044 --> 00:01:23.305

22
00:01:24.046 --> 00:01:27.304

23
00:01:28.054 --> 00:01:31.304

24
00:01:32.057 --> 00:01:35.304

25
00:01:36.059 --> 00:01:39.304

26
00:01:40.063 --> 00:01:43.304

27
00:01:44.066 --> 00:01:47.308
คราวที่แล้วนะคะ เราพูดถึงเรื่อง List ทุกคน

28
00:01:48.067 --> 00:01:51.305
จำได้นะคะ อันนี้คือลิสต์นะ ที่ครูยกตัวอย่างมาให้

29
00:01:52.068 --> 00:01:55.305
ลิสต์ตัวนี้มีขนาดเท่ากับเท่าไหร่

30
00:01:56.069 --> 00:01:59.305
มีขนาดเท่าไหร่ ขนาด คือ

31
00:02:00.070 --> 00:02:03.305
มีจำนวนเท่าไร มี 5 คนอื่นมีเท่าไรคะ

32
00:02:04.071 --> 00:02:07.305
5 โอเค 5 นะคะ

33
00:02:08.074 --> 00:02:11.304
ลิสต์ที่เราเห็นในหน้าจอตรงนี้

34
00:02:12.076 --> 00:02:15.304
จะมีอยู่ 5 ตัวถูกไหมคะ มีข้อมูลอยู่ 5 ตัว

35
00:02:16.079 --> 00:02:19.305
มี 1 มี 2 มี 3 มี 4

36
00:02:20.081 --> 00:02:23.306
แล้วก็มี 5 มีทั้งหมด 5 ตัวนะคะ คราวนี้

37
00:02:24.083 --> 00:02:27.305
เรารู้ได้อย่างไรว่ามันคือลิสต์ เห็น

38
00:02:28.085 --> 00:02:31.305
ก้ามปูเปิด-ก้ามปูปิดไหมคะ

39
00:02:32.087 --> 00:02:35.306
เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าการเก็บข้อมูลลักษณะ

40
00:02:36.088 --> 00:02:39.305
แบบนี้มีชื่อเรียกว่า "ลิสต์" นะคะ

41
00:02:40.090 --> 00:02:43.306
จะเก็บค่าของข้อมูล

42
00:02:44.093 --> 00:02:47.305
ในลิสต์ index

43
00:02:48.094 --> 00:02:51.305
ก็คือหมายเลขถูกไหมคะ ก็คือหมายเลขของข้อมูล

44
00:02:52.096 --> 00:02:55.306
เราเริ่มต้นที่หมายเลขอะไรเอ่ย

45
00:02:56.098 --> 00:02:59.305
พอเราวาดเป็นช่องใช่ไหมคะ

46
00:03:00.099 --> 00:03:03.305
ในลิสต์นี่ ถ้าเราลองวาด

47
00:03:04.103 --> 00:03:07.305
การจัดเก็บนะ ก็จะเป็น 1

48
00:03:08.105 --> 00:03:11.305

49
00:03:12.106 --> 00:03:15.305
แล้วก็จะเก็บข้อมูลลงไปในช่องแบบนี้

50
00:03:16.109 --> 00:03:19.306
หมายเลขช่องหรือว่า

51
00:03:20.110 --> 00:03:23.306
Index ตัวแรกเราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน

52
00:03:24.112 --> 00:03:27.306
ตรงนี้ index เราจะเริ่มที่เราไรเอ่ย

53
00:03:28.113 --> 00:03:31.305
0 นะ ใช่ไหมคะ

54
00:03:32.119 --> 00:03:35.306
1 2 3 แล้วก็ 4

55
00:03:36.121 --> 00:03:39.306
แล้วก็ 4 ก็คือหมายเลขช่อง ถ้าเราวาดรูปให้

56
00:03:40.123 --> 00:03:43.306
เป็นรูปสี่เหลี่ยมในการจัดเก็บข้อมูล แล้วเวลาครูเข้าถึง

57
00:03:44.124 --> 00:03:47.306
ข้อมูลที่อยู่ในลิสต์ ตอนนี้

58
00:03:48.129 --> 00:03:51.306
ครูตั้งชื่อลิสต์ตัวนี้มีชื่อว่า x

59
00:03:52.132 --> 00:03:55.306
x index 3

60
00:03:56.133 --> 00:03:59.306
ตอบเท่ากับเท่าไรเอ่ย index

61
00:04:00.134 --> 00:04:03.306
เป็น 3 ตัวนี้ตอบ 4 ใช่

62
00:04:04.135 --> 00:04:07.306
ตรงนี้ต้องตอบว่า 4 นะคะ ทุกคนจำได้นะ

63
00:04:08.137 --> 00:04:11.307
แล้วถ้า x

64
00:04:12.138 --> 00:04:15.306
เราต้องการหลาย ๆ ค่า 2 จนถึง 4

65
00:04:16.139 --> 00:04:19.306
จะตอบเท่าหับเท่าไหร่คะ

66
00:04:20.140 --> 00:04:23.306
3 กับ...

67
00:04:24.141 --> 00:04:27.306
3 กับอะไรเอ่ย 4 ใช่ไหม

68
00:04:28.142 --> 00:04:31.306
ใช่ไหม คือ 3 กับ 4 นะ มันเริ่มต้นที่ 2 ใช่ไหมคะ ก็คือ

69
00:04:32.144 --> 00:04:35.306
เริ่มต้นที่ 2 ก็คือเริ่มต้ด้วยตัว

70
00:04:36.146 --> 00:04:39.306
ถึง 4 แล้วก็ลดลงมา 1 ช่อง ก็จะได้ข้อมูลตัวนี้

71
00:04:40.148 --> 00:04:43.306
ก็คือ 3 กับ 4

72
00:04:44.150 --> 00:04:47.307
คราวนี้ แล้วเราเอาลิสต์

73
00:04:48.154 --> 00:04:51.307
มาทำอะไรนะคะ เราเก็บข้อมูล

74
00:04:52.155 --> 00:04:55.315
รูปแบบลิสต์ แล้วเราเอามาใช้ทำอะไรนะคะ

75
00:04:56.157 --> 00:04:59.307
วันนี้เราจะพูดถึงโครงสร้างอีกแบบหนึ่ง

76
00:05:00.162 --> 00:05:03.307
ที่มีชื่อว่า stack นะ

77
00:05:04.163 --> 00:05:07.307
สแตกนะคะ สแตกตัวนี้

78
00:05:08.165 --> 00:05:11.308
จะใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบลิสต์

79
00:05:12.169 --> 00:05:15.310
นะคะ แล้วลักษณะแบบไหน

80
00:05:16.170 --> 00:05:19.309
ที่เราจะเรียกว่า "stack" นะคะ ดูด้วยกัน

81
00:05:20.175 --> 00:05:23.308
เขาบอกว่า Stack

82
00:05:24.176 --> 00:05:27.308
ก็คือการที่เราใส่ข้อมูลเข้าไปแล้วก็ดึงออกมา

83
00:05:28.178 --> 00:05:31.308
นะคะ แล้วข้อมูล

84
00:05:32.180 --> 00:05:35.308
ที่ถูกใส่เข้าไปใน Stack จะถูก

85
00:05:36.181 --> 00:05:39.310
เอาออกมาใช้ทีหลัง อันนี้ คือ

86
00:05:40.183 --> 00:05:43.308
วิธีการเก็บข้อมูลแบบ stack หรือที่เรียกว่า

87
00:05:44.184 --> 00:05:47.308
เข้าทีหลังออกก่อน

88
00:05:48.185 --> 00:05:51.308
เข้าก่อนออกทีหลัง ความหมายเหมือนกัน

89
00:05:52.187 --> 00:05:55.308

90
00:05:56.190 --> 00:05:59.308
ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนเคย

91
00:06:00.191 --> 00:06:03.309
ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไหมคะ ทุกคนเคยไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนะ

92
00:06:04.192 --> 00:06:07.308
แล้วเห็นถ้วยก๋วยเตี๋ยวก่อนที่เขาจะ

93
00:06:08.193 --> 00:06:11.308
เอามาใส่เส้น ใส่เครื่องปรุง ใส่หมูให้เรา

94
00:06:12.194 --> 00:06:15.308
ชามก๋วยเตี๋ยวมันเรียงขึ้นไปแบบนี้

95
00:06:16.195 --> 00:06:19.308
ใช่ไหมคะ เวลาแม่ค้าเขาจะเอาจามก๋วยเตี๋ยวมาใส่ให้เรา

96
00:06:20.196 --> 00:06:23.308
เขาจะเอาชามก๋วยเตี๋ยวมาใส่ให้เรา เขาเอาชามที่อยู่

97
00:06:24.197 --> 00:06:27.308
ข้างบน หรือชามที่อยู่ข้างล่าง

98
00:06:28.198 --> 00:06:31.308
เอาชามข้างบนหรือข้างล่างคะ ข้างบน

99
00:06:32.200 --> 00:06:35.308
เขาเอาข้างบนมาทำให้เรา

100
00:06:36.202 --> 00:06:39.308
แล้วเวลาเขาล้างจานเสร็จแล้วนี่ เอาจาน

101
00:06:40.203 --> 00:06:43.309
มาซ้อนข้างล่างหรือซ้อนข้างบน ซ้อนข้างบน

102
00:06:44.209 --> 00:06:47.308
ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น จานที่

103
00:06:48.210 --> 00:06:51.308
อยู่บนสุดจะถูกเอาออกมาใช้ก่อน

104
00:06:52.212 --> 00:06:55.310
และจากที่อยู่บนสุดนะคะ จะถูก

105
00:06:56.213 --> 00:06:59.309
เอาเข้ามาเก็บทีหลัง อันนี้คือรูปแบบ

106
00:07:00.216 --> 00:07:03.308
ของ Stack เช่นนะคะ เช่น ๆ

107
00:07:04.217 --> 00:07:07.308
เช่น สมมติ ครูมีกระดาษ 1 แผ่นนะ

108
00:07:08.219 --> 00:07:11.308
ครูมีกระดาษอยู่ 1 แผ่น ทุกคนดูนะคะ

109
00:07:12.222 --> 00:07:15.308
ครูจะใส่กระดาษแผ่นที่ 2

110
00:07:16.224 --> 00:07:19.308
เห็นไหมคะ ครูซ่อนกระดาษแผ่นที่ 2 อยู่ข้างบน

111
00:07:20.225 --> 00:07:23.313
ครูใส่ ครูใส่กระดาษ

112
00:07:24.227 --> 00:07:27.308
แผ่นที่ 3 เข้าไปนะคะ แล้วครูก็ใส่

113
00:07:28.229 --> 00:07:31.308
กระดาษแผ่นที่ 4 เข้าไปในมือครู เวลา

114
00:07:32.231 --> 00:07:35.309
ครูจะเอาออกมาใช้ครูจะเอาตัวล่างสุดหรือตัวบนสุดออกมาใช้

115
00:07:36.232 --> 00:07:39.308
ตัวบนสุดถูกไหมคะ

116
00:07:40.233 --> 00:07:43.308
ครูไม่พยายามจะดึงตัวล่างสุดออกมานะคะ ครูจะหยิบตัวบน

117
00:07:44.237 --> 00:07:47.311
สุดอกไปใช้ ซึ่งตัวบนสุดนี่

118
00:07:48.239 --> 00:07:51.309
คือ กระดาษแผ่นที่เราใส่ไปล่าสุดนะคะ

119
00:07:52.240 --> 00:07:55.308
เ

120
00:07:56.244 --> 00:07:59.308
เราสามารถสรุปได้แบบนี้นะ ข้อมูลที่อยู่ใน Stack

121
00:08:00.245 --> 00:08:03.309
ตัวแรกจะอยู่ด้านล่างสุด ข

122
00:08:04.246 --> 00:08:07.312
ข้อมูลที่หย่อนลงไปใน Stack ตัวแรกจะอยู่ด้านล่างสุดเลย

123
00:08:08.247 --> 00:08:11.309
นะคะ ตัวถัดไปก็จะซ้อนขึ้นมา

124
00:08:12.248 --> 00:08:15.309
เรื่อย ๆ ข้อมูลที่

125
00:08:16.249 --> 00:08:19.309
เข้าไปใน Stack เป็นตัวสุดท้าย

126
00:08:20.250 --> 00:08:23.309
นะคะ จะอยู่บนสุด แล้วเวลา

127
00:08:24.251 --> 00:08:27.310
เราเอาข้อมูลใน Stack ออกมาใช้งาน

128
00:08:28.252 --> 00:08:31.309
ข้อมูลที่เข้าไปเป็นตัวล่าสุด

129
00:08:32.253 --> 00:08:35.314
หรือตัวลำดับสุดท้าย  จะถูก

130
00:08:36.257 --> 00:08:39.309
ดึงออกมาใช้งานก่อน ตัวไหน

131
00:08:40.258 --> 00:08:43.309
ที่เข้าไปตัวแรกจะถูกเอามาใช้งาน

132
00:08:44.261 --> 00:08:47.309
เป็นตัวสุดท้ายนะคะ เพราะมันอยู่ล่างสุด

133
00:08:48.263 --> 00:08:51.309
มันก็ใช้ยาก เราต้องใช้ตัวบน ค่อย ๆ ดึงตัวบน

134
00:08:52.271 --> 00:08:55.313
ออกไปก่อน

135
00:08:56.280 --> 00:08:59.309
คราวนี้เวลาเราเอาข้อมูลใส่ใน Stack

136
00:09:00.282 --> 00:09:03.309
เราพูดถึง Stack ก็เหมือนภาชนะนะ Stack

137
00:09:04.283 --> 00:09:07.309
เป็นช่องแบบนี้ เป็นช่องสี่เหลี่ย

138
00:09:08.289 --> 00:09:11.309
ในแนวตั้ง ถ้าเราพูดถึง Stack นะ

139
00:09:12.290 --> 00:09:15.309
ดูรูปนี้ก่อน อย่างนี้ มันจะอยู่ในแนวนอนหรือแนวตั้งก็ได้

140
00:09:16.294 --> 00:09:19.309
มันจะอยู่ในแนวนอนหรือแนวตั้งก็ได้

141
00:09:20.295 --> 00:09:23.311
ถ้าพูดถึง Stack ก้คือเป็นชั้น ๆ

142
00:09:24.300 --> 00:09:27.310
เลื่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ นะคะ ใน Stack

143
00:09:28.300 --> 00:09:31.310
เราทำอะไรได้บ้าง เราใส่ข้อมูลลงไป

144
00:09:32.301 --> 00:09:35.310
เราดึงข้อมูลออกมา คราวนี้

145
00:09:36.302 --> 00:09:39.309
stackถ้ามันไม่มีข้อมูลอะไรเลย

146
00:09:40.303 --> 00:09:43.311
เราเรียกว่า "Stack ว่าง" คือ มันมีค่าว่าง ๆ

147
00:09:44.304 --> 00:09:47.311
ไม่มีตัวอักษรอะไรเลยนะ อันนี้

148
00:09:48.306 --> 00:09:51.310
คือ Stack ว่าง

149
00:09:52.307 --> 00:09:55.311
ถ้าเราจะใส่ข้อมูลลงไปใน Stack

150
00:09:56.308 --> 00:09:59.310
เราจะมีคำสั่งที่ชื่อว่า Push

151
00:10:00.311 --> 00:10:03.309
คือคำสั่งตัวนี้นะคะ

152
00:10:04.317 --> 00:10:07.310
คำสั่ง Push ก็คือใส่

153
00:10:08.319 --> 00:10:11.310
ข้อมูลลงไปใน Stack ถ้าต้องการเอา

154
00:10:12.326 --> 00:10:16.310
ข้อมูลออกจาก Stack เราใช้คำสั่ง Pop นะคะ

155
00:10:16.327 --> 00:10:20.310
มีอยู่ 2 ตัวที่ทุกคนต้องรู้จัก

156
00:10:20.331 --> 00:10:24.310
เมื่อพูดถึง Stack คือ Push กับ Pop

157
00:10:24.332 --> 00:10:28.310
Push คือใส่ ก็คือเอ

158
00:10:28.333 --> 00:10:32.309
ส่วน Pop ก็คือเอาออกนะคะ Pop คือ เอาออก

159
00:10:32.335 --> 00:10:36.313

160
00:10:36.336 --> 00:10:40.310
คราวนี้มาดูตัวอย่างนะคะ มีแต่ Push กับ Pop

161
00:10:40.337 --> 00:10:44.310
2 ตัว เราเริ่มต้น Stack ไม่มีอะไรเลย

162
00:10:44.338 --> 00:10:48.310
เป็นค่าว่าง ๆ ถูกไหมคะ เป็น Stack ว่าง

163
00:10:48.339 --> 00:10:52.310
ครูบอกว่าครู Push

164
00:10:52.341 --> 00:10:56.310
คำสั่ง Push Push ค่าอะไร ค่า a เมื่อไรก็ตาม

165
00:10:56.344 --> 00:11:00.310
ที่ใช้คำสั่ง Push ต้องบอกด

166
00:11:00.351 --> 00:11:04.310
จะใส่ค่าอะไรด้วยนะคะ

167
00:11:04.352 --> 00:11:08.310
เรา Push ค่า a ลงไป

168
00:11:08.356 --> 00:11:12.311
เห็นไหม มันก็อยู่ด้านล่างสุดนะคะ ถัดมา

169
00:11:12.356 --> 00:11:16.310
ถ้าครูใส่คำสั่ง

170
00:11:16.357 --> 00:11:20.310
ตัวบนก่อน Push b ก็ใส่ b ลงมาเห็นไหมคะ

171
00:11:20.358 --> 00:11:24.311
ถัดจาก a ก็คือ b Push c

172
00:11:24.359 --> 00:11:28.310
ก็อยู่ถัดขึ้นไป และ Push(D) อยู่

173
00:11:28.361 --> 00:11:32.312
บนสุดนะคะ เรียงตรามลำดับของการ

174
00:11:32.362 --> 00:11:36.310
ใส่ข้อมูลเข้าไป

175
00:11:36.363 --> 00:11:40.310
คราวนี้อยากจะเอาออกบ้าง

176
00:11:40.365 --> 00:11:44.310
เอาข้อมูลออกจาก Stack ไปใช้งาน จะใช้คำสั่ง Pop

177
00:11:44.366 --> 00:11:48.311
Pop นะ Pop

178
00:11:48.370 --> 00:11:52.310
แล้วตามด้วยวงเล็บเปิดและวงเล็บปิด ไม่ต้องใส่ค่าอะไร

179
00:11:52.371 --> 00:11:56.311
เพราะเราจะไปดึงค่าที่อยู่ใน Stack ออกมา

180
00:11:56.372 --> 00:12:00.310

181
00:12:00.374 --> 00:12:04.310
เราสั่งคำสั่ง Pop เราเอาข้อมูล

182
00:12:04.376 --> 00:12:08.310
บนสุดนะคะ Pop ให้เอาข้อมูลบนสุด

183
00:12:08.378 --> 00:12:12.310
ที่อยู่ใน Stack ดึงออกมา

184
00:12:12.379 --> 00:12:16.310
เพราะฉะนั้น เดิมเป็นแบบนี้ ถูกไหม

185
00:12:16.380 --> 00:12:20.313
ครูใช้คำสั่ง Pop อะไรออกมาเอ่ย

186
00:12:20.382 --> 00:12:24.310
ตัว D Dog จะออกมา เพราะ D Dog

187
00:12:24.384 --> 00:12:28.310
อยู่บนสุดนะคะ

188
00:12:28.385 --> 00:12:32.311
ถัดมา

189
00:12:32.387 --> 00:12:36.310
ครู Push คือใส่เข้าไป

190
00:12:36.388 --> 00:12:40.312
ไม่มี D Dog แล้วนะ ครู Push e เห็นไหมคะ เวลา Push

191
00:12:40.389 --> 00:12:44.310
ต้องบอกด้วยว่าเราใส่ค่าอะไร

192
00:12:44.399 --> 00:12:48.311
แล้วก็ใส่ตัว e วงเล็บปิด ครู Push ค่า e ลงไป

193
00:12:48.400 --> 00:12:52.311
E จะอยู่ด้านบน C เสร็จแล้ว Push

194
00:12:52.401 --> 00:12:56.312
อีกครั้งหนึ่ง f ก็จะอยู่บนสุดนะคะ

195
00:12:56.402 --> 00:13:00.311
ถัดมาครู Pop

196
00:13:00.407 --> 00:13:04.310
Pop คือ เอาออก เอาอะไรออก ข้างบนสุดคืออะไรคะ

197
00:13:04.408 --> 00:13:08.311
เอา F ออก เพราะฉะนั้นข้อมูล

198
00:13:08.411 --> 00:13:12.312
จะเหลืออยู่ 4 ตัว ก็คือ a, b, c แล้วก็ e

199
00:13:12.412 --> 00:13:16.311

200
00:13:16.413 --> 00:13:20.311
โอเค ถัดมา

201
00:13:20.416 --> 00:13:24.311
เราแทน Stack ด้วยอะไร

202
00:13:24.417 --> 00:13:28.311
นะคะ อย่างที่ครูบอกว่าลิสต์

203
00:13:28.419 --> 00:13:32.311
จะถูกเอามาใช้แทนนะคะ การเก็บข้อมูล

204
00:13:32.420 --> 00:13:36.311
ใน Stack เราพูดถึง Stack แล้วมันจัดเก็บแบบไหน ลิสต์

205
00:13:36.421 --> 00:13:40.311
นั่นล่ะในการเก็บข้อมูล

206
00:13:40.425 --> 00:13:44.311
ลิสต์นะคะ เราสามารถวาดเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน

207
00:13:44.426 --> 00:13:48.311
ก็ได้นะ สามารถวาดเป็นแนวนอน

208
00:13:48.430 --> 00:13:52.312
หรือแนวนอนก็ได้ ข้อมูลที่ใส่เข้ามาตัวแรกนะคะ

209
00:13:52.431 --> 00:13:56.311
จะอยู่ที่ index 0 ก็คือข้อมูลตัวแรก

210
00:13:56.432 --> 00:14:00.311
ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงข้อมูลตัวสุดท้าย

211
00:14:00.433 --> 00:14:04.311

212
00:14:04.434 --> 00:14:08.311
Stack ที่ครูให้มานี่ ที่เก็บอยู่

213
00:14:08.435 --> 00:14:12.312
ในรูปแบบที่เป็นลิสต์นี่

214
00:14:12.436 --> 00:14:16.311
มันมีที่ว่างให้ใส่ได้อีกไหม Stack รูปนี้

215
00:14:16.437 --> 00:14:20.311
มีอยู่ 4 ช่องด้วยกัน ทุกช่องมีค่าไหมคะ

216
00:14:20.438 --> 00:14:24.311
ทุกช่องมีค่านะ

217
00:14:24.439 --> 00:14:28.311
มันเต็มหรือยังคะ

218
00:14:28.441 --> 00:14:32.311
มันมีที่ว่างให้ใส่อีกไหมคะ ไม่มีแล้ว

219
00:14:32.445 --> 00:14:36.314
อย่างนี้เรียกว่า Stack เต็มแล้ว

220
00:14:36.446 --> 00:14:40.311
นะคะ คือ ไม่มีช่องว่างให้เราใส่ข้อมูลตัวใหม่ได้แล้ว

221
00:14:40.448 --> 00:14:44.313
นะคะ แบบนี้เรียกว่า Stack มันเต็มแล้ง

222
00:14:44.449 --> 00:14:48.311

223
00:14:48.452 --> 00:14:52.311

224
00:14:52.453 --> 00:14:56.311
คราวนี้ เรามี 2 คำสั่ง

225
00:14:56.454 --> 00:15:00.311
ที่พูดถึงนะ Push กับ Pop

226
00:15:00.456 --> 00:15:04.311
Push ก็คือใส่ข้อมูลลงไปใน Stack

227
00:15:04.457 --> 00:15:08.312
เช่น ครูมี Stack

228
00:15:08.458 --> 00:15:12.311
อย่างนี้ใช่ไหม มันมีที่ว่างให้ครูใส่ข้อมูลได้ไหมคะ มันมี

229
00:15:12.461 --> 00:15:16.312
ที่ว่างให้ครูใส่ข้อมูลได้ ครู

230
00:15:16.462 --> 00:15:20.312
ก็เลยสั่งคำสั่ง Push 3 ก็คือเอาข้อมูล 3 นี่

231
00:15:20.463 --> 00:15:24.311
ไปหย่อนลงใน Stack มันจะเอามาใส่ช่องนี้

232
00:15:24.465 --> 00:15:28.311
ช่องที่ 1 หรือช่องที่ 2 ค่ะ ช่องที่ 1

233
00:15:28.468 --> 00:15:32.311
ถูกไหม ก็ไล่ลำดับลงมาเรื่อย ๆ

234
00:15:32.469 --> 00:15:36.311
มันอยู่ช่องนี้แล้ว ข้อมูลล่าสุดอยู่ช่องนี้

235
00:15:36.470 --> 00:15:40.313
มันก็ไหลลงไปจนถึงตัวสุดท้าย

236
00:15:40.471 --> 00:15:44.311
ที่มันสามารถจะใส่ได้ ก็คือในช่องตรงนี้ ก็คือจะเอา 3

237
00:15:44.472 --> 00:15:48.312
มาใส่

238
00:15:48.473 --> 00:15:52.311
แล้วเราใส่ด้วยคำสั่งอะไร

239
00:15:52.474 --> 00:15:56.311
เราใช้ List นะคะ

240
00:15:56.475 --> 00:16:00.313
ในการจัดเก็บข้อมูล เราใช้ลิสต์ในการจัดเก็บข้อมูล

241
00:16:00.478 --> 00:16:04.311
เพราะฉะนั้นคำสั่งของการ

242
00:16:04.480 --> 00:16:08.311
เพิ่มข้อมูลลงไปใน Stack ก็คือใช้คำสั่ง

243
00:16:08.481 --> 00:16:12.311
Append ได้เลย เพราะ Append

244
00:16:12.483 --> 00:16:16.312
เป็นคำสั่งของการเพิ่มข้อมูลลงไป

245
00:16:16.484 --> 00:16:20.311
ในลิสต์นะคะ ใส่ชื่อ .

246
00:16:20.485 --> 00:16:24.311
แล้วตามด้วยคำสั่ง Append(d)

247
00:16:24.486 --> 00:16:28.312
ใส่ค่าข้อมูลตัวใหม่แล้วก็วงเล็บปิด

248
00:16:28.487 --> 00:16:32.312
ถัดมา

249
00:16:32.489 --> 00:16:36.311
Pop

250
00:16:36.491 --> 00:16:40.311
คือ เอาออกนะคะ คือ Pop คือ เอาออก

251
00:16:40.492 --> 00:16:44.311
ก่อนที่เราจะเอาข้อมูลออก

252
00:16:44.493 --> 00:16:48.314
เราต้องเช็กก่อนว่า Stack เรา

253
00:16:48.495 --> 00:16:52.311
มีข้อมูลอยู่ไหม ถ้า Stack

254
00:16:52.498 --> 00:16:56.312
มันไม่มีข้อมูลอยู่เลยเราจะเอาอะไรออกมาได้ไหม ไม่ได้

255
00:16:56.499 --> 00:17:00.313
เพราะมันไม่มีข้อมูลอะไรให้เราดึงออกมา

256
00:17:00.504 --> 00:17:04.311
เพราะฉะนั้น อันดับแรกนี่ เราต้องเช็กก่อน

257
00:17:04.505 --> 00:17:08.312
มันมีข้อมูลอยู่ไหมนะคะ มันมีข้อมูลอยู่้ไหม

258
00:17:08.506 --> 00:17:12.312
ถ้ามันไม่มีข้อมูลอยู่เลย เราจะบอกว่า

259
00:17:12.508 --> 00:17:16.311
มันคือ Stack ว่าง เราไม่สามารถทำคำสั่ง Pop

260
00:17:16.509 --> 00:17:20.312
ได้นะคะ แต่ถ้า

261
00:17:20.510 --> 00:17:24.311
Stack ไม่ว่าง เช่น

262
00:17:24.511 --> 00:17:28.312
Stack ไม่ว่างนะ มันมีข้อมูลอยู่ตั้ง 3 ตัว

263
00:17:28.512 --> 00:17:32.312
เราใช้คำสั่ง Pop

264
00:17:32.513 --> 00:17:36.312
ข้อมูลอะไรจะถูกดึงออกมา มีอยู่ 3 ค่านี่

265
00:17:36.515 --> 00:17:40.312
ข้อมูลที่จะเอาออกมาจาก Stack

266
00:17:40.516 --> 00:17:44.312
ก็คือข้อมูลค่าอะไรเอ่ย

267
00:17:44.520 --> 00:17:48.312
อะไรคะ 1 หรือ 2

268
00:17:48.522 --> 00:17:52.312
หรือ 3 3 ใช่ไหม

269
00:17:52.524 --> 00:17:56.311
เอาตัวที่อยู่บนสุด

270
00:17:56.526 --> 00:18:00.313
ตัวล่าสุดถูกไหมคะ ถ้าอยู่ในแนวนอนตัวล่าสุดจะอยู่

271
00:18:00.526 --> 00:18:04.312
ด้านขวา

272
00:18:04.528 --> 00:18:08.312
ถ้าเป็นแนวตั้งตัวล่าสุดจะอยู่ข้างบนใช่ไหมคะ

273
00:18:08.530 --> 00:18:12.312
เลข 3 จะถูก

274
00:18:12.531 --> 00:18:16.312
ดึงออกมานะคะ หลังจากที่เราใช้คำสั่ง Pop

275
00:18:16.532 --> 00:18:20.312

276
00:18:20.534 --> 00:18:24.312
โอเค

277
00:18:24.536 --> 00:18:28.312
ถัดมาตัวนี้จะเป็นคำสั่ง

278
00:18:28.537 --> 00:18:32.312
ที่เราใช้เขียน เช่น

279
00:18:32.538 --> 00:18:36.312
เราจะเช็กว่า Stack นั้นเป็น Stack ว่าง

280
00:18:36.539 --> 00:18:40.312
หรือเปล่า เราก็ดูขนาดของ Stack ใช่ไหมคะ

281
00:18:40.540 --> 00:18:44.312
หาขนาดของ Stack ว่ามันมีขนาด

282
00:18:44.541 --> 00:18:48.319
เท่าไหร่ ถ้าขนาดมันมีค่าเป็น 0

283
00:18:48.542 --> 00:18:52.312
แสดงว่ามันเป็น Stack ว่าง ไม่มีข้อมูลอยู่เลย

284
00:18:52.543 --> 00:18:56.312
ก็ไม่ต้องทำอะไรใช่ไหมคะ แต่ถ้า

285
00:18:56.544 --> 00:19:00.312
มันไม่ใช่ Stack ว่างเราก็

286
00:19:00.546 --> 00:19:04.312
จะดึงค่าที่อยู่บนสุดออกมา

287
00:19:04.547 --> 00:19:08.312
คราวนี้

288
00:19:08.549 --> 00:19:12.313
อันนี้จะเป็นโค้ด เป็นโปรแกรมที่เราจะเขียนทั้งหมด

289
00:19:12.550 --> 00:19:16.312
เดี๋ยวครูบอกอีกทีข้างหลัง

290
00:19:16.552 --> 00:19:20.313
สมมติว่า

291
00:19:20.553 --> 00:19:24.312

292
00:19:24.554 --> 00:19:28.312

293
00:19:28.555 --> 00:19:32.312

294
00:19:32.557 --> 00:19:36.312
ครูอยาก...

295
00:19:36.560 --> 00:19:40.312

296
00:19:40.561 --> 00:19:44.312

297
00:19:44.563 --> 00:19:48.312

298
00:19:48.564 --> 00:19:52.312

299
00:19:52.567 --> 00:19:56.312

300
00:19:56.570 --> 00:20:00.312

301
00:20:00.571 --> 00:20:04.312

302
00:20:04.573 --> 00:20:08.313

303
00:20:08.574 --> 00:20:12.312

304
00:20:12.575 --> 00:20:16.312

305
00:20:16.576 --> 00:20:20.312

306
00:20:20.578 --> 00:20:24.312

307
00:20:24.579 --> 00:20:28.312

308
00:20:28.583 --> 00:20:32.312

309
00:20:32.590 --> 00:20:36.312
คราวนี้ดูนะคะ

310
00:20:36.591 --> 00:20:40.312
ครูมี Stack มาให้ Stack ครูมีกี่ช่องคะ

311
00:20:40.592 --> 00:20:44.312
มี 4 ช่องในแนวตั้งถูกหรือเปล่า

312
00:20:44.594 --> 00:20:48.312
เป็น Stack ในแนวตั้ง มี 4 ช่องนะคะ

313
00:20:48.596 --> 00:20:52.312
ตัวแรก ตัวแรกน่ะจะอยู่

314
00:20:52.598 --> 00:20:56.312
ด้านฐาน จะอยู่ด้านล่างสุดนะ เวลาเราหย่อนข้อมูลลงไป ตัวแรก

315
00:20:56.599 --> 00:21:00.312
จะลงมาอยู่ช่องล่างสุดแล้วค่อยขยับไปช่องถัดไป ๆ

316
00:21:00.600 --> 00:21:04.312
นะคะ จะซ้อนขึ้นไปข้างบนนะ ถ้าเป็น Stack ในแนวตั้ง

317
00:21:04.602 --> 00:21:08.312
คำสั่ง

318
00:21:08.603 --> 00:21:12.313
อย่างที่บอกเรามีแค่ 2 คำสั่งนะ มีแค่ Push กับ Pop

319
00:21:12.604 --> 00:21:16.315
ใช่ไหมคะ Push

320
00:21:16.607 --> 00:21:20.312
ใส่ข้อมูล

321
00:21:20.607 --> 00:21:24.312
กับ Pop

322
00:21:24.610 --> 00:21:28.312
เอาข้อมูลออก คือ ใส่กับเอาออก

323
00:21:28.611 --> 00:21:32.312
นะคะ คราวนี้ดู

324
00:21:32.612 --> 00:21:36.312
Push 5 เห็นไหมคะ ครูใส่หมายเลขช่องก่อนนะ

325
00:21:36.618 --> 00:21:40.312
อันนี้เป็นหมานยเลข 1, 0, 1, 2, 3

326
00:21:40.619 --> 00:21:44.312
เราจะได้เข้าใจตรงกัน โอเค

327
00:21:44.619 --> 00:21:48.312
นะคะ มีหลายเลขช่องแล้วนะ มี 0 1 2 3

328
00:21:48.620 --> 00:21:52.313
ครูสั่ง Push 5 5 จะ

329
00:21:52.621 --> 00:21:56.313
ไปอยู่ที่ช่องไหน ช่องไหนเอ่ย

330
00:21:56.623 --> 00:22:00.312
ช่องหมายเลขอะไร ครูหย่อน 5

331
00:22:00.625 --> 00:22:04.312
ลงไปมันก็จะไหลลงมาอยู่ที่ช่องไหนคะ

332
00:22:04.626 --> 00:22:08.315
ช่อง 0 เห็นไหม พอครูหย่อน 5 ลงมา

333
00:22:08.627 --> 00:22:12.313
ไหลลงมาเรื่อย ๆ จนมาอยู่ที่

334
00:22:12.628 --> 00:22:16.313
ช่อง 0 เสร็จแล้วครูสั่งคำสั่ง Push

335
00:22:16.640 --> 00:22:20.312
10 เดิมมันมี 5 อยู่แล้วนะ

336
00:22:20.642 --> 00:22:24.313
แล้วครูสั่ง Push 10 เพราะฉะนั้น 10 จะมาอยู่ที่ไหนคะ

337
00:22:24.643 --> 00:22:28.312
10 จะมาอยู่ที่

338
00:22:28.646 --> 00:22:32.313
1 ถูกไหมคะ ก็หย่อน 10 ลงมานะ

339
00:22:32.649 --> 00:22:36.312
ถัดมาเดิม

340
00:22:36.651 --> 00:22:40.314
เดิม มี 5 กับ 10 แล้ว ครูเขียนเรียบร้อยก่อน

341
00:22:40.653 --> 00:22:44.313
นะคะ ใส่ที่ช่อง 0 กับช่อง 1 ครู

342
00:22:44.654 --> 00:22:48.313
สั่ง Push 15 ไปอยู่ที่ช่องไหนคะ 2 ใช่ไหม

343
00:22:48.655 --> 00:22:52.313
เห็นไหม พอ Push ข้อมูลลงไป

344
00:22:52.657 --> 00:22:56.313
คราวนี้ จากรูปนี้ ครูสั่ง Pop

345
00:22:56.658 --> 00:23:00.313
เอาอะไรออกมา

346
00:23:00.661 --> 00:23:04.313
จากรูปนี้พอครูสั่ง Pop ปุ๊บ เอาอะไรออกมาคะ

347
00:23:04.665 --> 00:23:08.313
เอาอะไรออกมาเอ่ย

348
00:23:08.666 --> 00:23:12.314
15 ใช่ไหม เอาตัวบนสุด

349
00:23:12.669 --> 00:23:16.313
เลือก

350
00:23:16.670 --> 00:23:20.314
เราเลือก

351
00:23:20.671 --> 00:23:24.313
ตัวบนสุดออกมาใช่ไหมคะ

352
00:23:24.674 --> 00:23:28.313
เพราะฉะนั้น 15 จะถูกดึง

353
00:23:28.675 --> 00:23:32.314
ออกมาข้างนอกเห็นไหมคะ

354
00:23:32.676 --> 00:23:36.313
เพราะฉะนั้น ใน Stack จะเหลือแค่ 10 กับ 5

355
00:23:36.677 --> 00:23:40.313
ครูสั่ง Pop อีกทีหนึ่ง

356
00:23:40.679 --> 00:23:44.313
เอาอะไรออกมาคะ เดิม

357
00:23:44.683 --> 00:23:48.313
มี 5 กับ 10

358
00:23:48.684 --> 00:23:52.314
คราวนี้เอาอะไรออกมา ครูสั่ง Pop ปุ๊บ อะไรออกมาคะ

359
00:23:52.685 --> 00:23:56.313
10 ออกมาเห็นไหม 10 ไม่เหลือแล้ว

360
00:23:56.686 --> 00:24:00.314
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ ใน Stack เราเหลือกี่ค่าคะ

361
00:24:00.688 --> 00:24:04.314
ค่าเดียว คือเลข 5

362
00:24:04.689 --> 00:24:08.313
จดตัวนี้ไว้ในกระดาษให้ครูหน่อย

363
00:24:08.694 --> 00:24:12.313

364
00:24:12.695 --> 00:24:16.314
เดี๋ยวครูจะให้ทำแบบฝึกหัด

365
00:24:16.696 --> 00:24:20.314
นะคะ

366
00:24:20.699 --> 00:24:24.314

367
00:24:24.700 --> 00:24:28.313

368
00:24:28.701 --> 00:24:32.313

369
00:24:32.702 --> 00:24:36.314

370
00:24:36.705 --> 00:24:40.313

371
00:24:40.706 --> 00:24:44.314

372
00:24:44.709 --> 00:24:48.314

373
00:24:48.711 --> 00:24:52.314

374
00:24:52.712 --> 00:24:56.314

375
00:24:56.713 --> 00:25:00.314

376
00:25:00.714 --> 00:25:04.314

377
00:25:04.717 --> 00:25:08.314

378
00:25:08.719 --> 00:25:12.314

379
00:25:12.720 --> 00:25:16.314

380
00:25:16.721 --> 00:25:20.314

381
00:25:20.722 --> 00:25:24.314
มีกระดาษไหมคะ มีใครไม่มีกระดาษไหมคะ

382
00:25:24.723 --> 00:25:28.318
ครูมีกระดาษมาแจก มีไหมคะ

383
00:25:28.724 --> 00:25:32.314
มันจะมีเส้น

384
00:25:32.725 --> 00:25:36.314

385
00:25:36.727 --> 00:25:40.314

386
00:25:40.728 --> 00:25:44.314

387
00:25:44.730 --> 00:25:48.314

388
00:25:48.731 --> 00:25:52.314

389
00:25:52.732 --> 00:25:56.314

390
00:25:56.736 --> 00:26:00.314

391
00:26:00.737 --> 00:26:04.314

392
00:26:04.738 --> 00:26:08.315

393
00:26:08.741 --> 00:26:12.315

394
00:26:12.748 --> 00:26:16.314

395
00:26:16.749 --> 00:26:20.316

396
00:26:20.751 --> 00:26:24.315

397
00:26:24.753 --> 00:26:28.315

398
00:26:28.754 --> 00:26:32.314

399
00:26:32.755 --> 00:26:36.316

400
00:26:36.756 --> 00:26:40.317

401
00:26:40.757 --> 00:26:44.315

402
00:26:44.759 --> 00:26:48.314

403
00:26:48.760 --> 00:26:52.315

404
00:26:52.761 --> 00:26:56.315

405
00:26:56.763 --> 00:27:00.315

406
00:27:00.765 --> 00:27:04.315

407
00:27:04.766 --> 00:27:08.315

408
00:27:08.768 --> 00:27:12.316

409
00:27:12.772 --> 00:27:16.315

410
00:27:16.774 --> 00:27:20.314

411
00:27:20.776 --> 00:27:24.315

412
00:27:24.777 --> 00:27:28.316

413
00:27:28.782 --> 00:27:32.315

414
00:27:32.784 --> 00:27:36.315

415
00:27:36.786 --> 00:27:40.315

416
00:27:40.787 --> 00:27:44.315

417
00:27:44.789 --> 00:27:48.315

418
00:27:48.790 --> 00:27:52.315

419
00:27:52.791 --> 00:27:56.315

420
00:27:56.792 --> 00:28:00.315

421
00:28:00.794 --> 00:28:04.315

422
00:28:04.797 --> 00:28:08.315

423
00:28:08.798 --> 00:28:12.315

424
00:28:12.799 --> 00:28:16.315

425
00:28:16.802 --> 00:28:20.315

426
00:28:20.804 --> 00:28:24.315

427
00:28:24.805 --> 00:28:28.316

428
00:28:28.807 --> 00:28:32.316

429
00:28:32.808 --> 00:28:36.323

430
00:28:36.810 --> 00:28:40.315

431
00:28:40.811 --> 00:28:44.315

432
00:28:44.813 --> 00:28:48.316

433
00:28:48.815 --> 00:28:52.315

434
00:28:52.817 --> 00:28:56.315

435
00:28:56.820 --> 00:29:00.315

436
00:29:00.821 --> 00:29:04.315

437
00:29:04.822 --> 00:29:08.316

438
00:29:08.824 --> 00:29:12.315

439
00:29:12.825 --> 00:29:16.318

440
00:29:16.827 --> 00:29:20.315

441
00:29:20.829 --> 00:29:24.316

442
00:29:24.831 --> 00:29:28.316

443
00:29:28.832 --> 00:29:32.316

444
00:29:32.834 --> 00:29:36.316

445
00:29:36.836 --> 00:29:40.316

446
00:29:40.837 --> 00:29:44.316

447
00:29:44.838 --> 00:29:48.317

448
00:29:48.839 --> 00:29:52.316

449
00:29:52.841 --> 00:29:56.317

450
00:29:56.843 --> 00:30:00.316

451
00:30:00.844 --> 00:30:04.316

452
00:30:04.846 --> 00:30:08.316

453
00:30:08.848 --> 00:30:12.316

454
00:30:12.850 --> 00:30:16.320

455
00:30:16.852 --> 00:30:20.317

456
00:30:20.854 --> 00:30:24.316

457
00:30:24.856 --> 00:30:28.316

458
00:30:28.859 --> 00:30:32.318

459
00:30:32.861 --> 00:30:36.316

460
00:30:36.864 --> 00:30:40.317
คราวนี้นะคะ ครูมีโจทย์มาให้ แล้วก็มี

461
00:30:40.865 --> 00:30:44.316
คำสั่งมาให้

462
00:30:44.866 --> 00:30:48.316
ทำเหมือนเดิมเลยใช่ไหมคะ แต่ครูมีตัว

463
00:30:48.869 --> 00:30:52.317
เริ่มต้นให้ ครูมีให้อยู่แล้วอยู่ใน Stack

464
00:30:52.871 --> 00:30:56.316
ใช่ไหมคะ อันแรก เราหย่อน

465
00:30:56.872 --> 00:31:00.316
เลข 2 ลงไป อันที่ 2 เขียนของเดิมก่อน

466
00:31:00.875 --> 00:31:04.316
ใช่ไหมคะ แล้วค่อยหย่อนเลข 7 ลงไป

467
00:31:04.876 --> 00:31:08.318
ถัดมาหย่อนเลข 1 Pop

468
00:31:08.877 --> 00:31:12.317
คือ เอาออกนะ คือ เอาออก แล้วบอกครูด้วยว่า

469
00:31:12.880 --> 00:31:16.316
ข้อมูล

470
00:31:16.883 --> 00:31:20.317
ที่เอาออกมา

471
00:31:20.885 --> 00:31:24.316
คืออะไร เสร็จแล้ว

472
00:31:24.887 --> 00:31:28.316
ก็มีคำสั่งตัวสุดท้าย ก็คือ Push ตัวเลข 7 ลงไป

473
00:31:28.890 --> 00:31:32.317

474
00:31:32.893 --> 00:31:36.316
ลองทำดูนะคะ

475
00:31:36.894 --> 00:31:40.316

476
00:31:40.897 --> 00:31:44.316
เพราะฉะนั้น แต่ละข้อ

477
00:31:44.898 --> 00:31:48.317
มันจะต่อเนื่องกันไปนะคะ

478
00:31:48.899 --> 00:31:52.316
ทำตัวแรก ข้อที่ 1 เสร็จ เอาข้อมูลนี่

479
00:31:52.900 --> 00:31:56.317
มาตั้งต้นไว้ก่อนแล้วเราค่อย Push

480
00:31:56.901 --> 00:32:00.316
เลข 7 ลงไป เดี๋ยวเราทำด้วยกัน 1 ข้อนะ

481
00:32:00.903 --> 00:32:04.317
อันนี้คือ Push เลข 2 หย่อนเลข 2

482
00:32:04.918 --> 00:32:08.317
ลงไป

483
00:32:08.922 --> 00:32:12.316

484
00:32:12.923 --> 00:32:16.317
ข้อที่ 2 ครูจะใส่เลข 7 เพราะฉะนั้น ครู

485
00:32:16.924 --> 00:32:20.316
ต้องใส่ข้อมูลเดิมก่อน

486
00:32:20.927 --> 00:32:24.317
และก็หย่อนเลข 7 ลงไป ทำต่อให้ครูหน่อย

487
00:32:24.928 --> 00:32:28.317
อีก 3 อัน

488
00:32:28.930 --> 00:32:32.317

489
00:32:32.931 --> 00:32:36.317

490
00:32:36.933 --> 00:32:40.317

491
00:32:40.934 --> 00:32:44.317

492
00:32:44.935 --> 00:32:48.325

493
00:32:48.938 --> 00:32:52.317

494
00:32:52.940 --> 00:32:56.317

495
00:32:56.942 --> 00:33:00.317

496
00:33:00.943 --> 00:33:04.317

497
00:33:04.945 --> 00:33:08.317

498
00:33:08.948 --> 00:33:12.332

499
00:33:12.949 --> 00:33:16.317

500
00:33:16.950 --> 00:33:20.317

501
00:33:20.954 --> 00:33:24.318

502
00:33:24.955 --> 00:33:28.317

503
00:33:28.957 --> 00:33:32.317

504
00:33:32.959 --> 00:33:36.317

505
00:33:36.961 --> 00:33:40.317

506
00:33:40.962 --> 00:33:44.318

507
00:33:44.966 --> 00:33:48.318

508
00:33:48.968 --> 00:33:52.317

509
00:33:52.971 --> 00:33:56.318

510
00:33:56.973 --> 00:34:00.317

511
00:34:00.975 --> 00:34:04.317

512
00:34:04.979 --> 00:34:08.317

513
00:34:08.981 --> 00:34:12.317

514
00:34:12.983 --> 00:34:16.318

515
00:34:16.985 --> 00:34:20.317

516
00:34:20.990 --> 00:34:24.317

517
00:34:24.993 --> 00:34:28.317

518
00:34:28.995 --> 00:34:32.317

519
00:34:32.997 --> 00:34:36.317

520
00:34:36.999 --> 00:34:40.317

521
00:34:41.002 --> 00:34:44.317

522
00:34:45.003 --> 00:34:48.318

523
00:34:49.006 --> 00:34:52.317

524
00:34:53.007 --> 00:34:56.319

525
00:34:57.009 --> 00:35:00.318

526
00:35:01.011 --> 00:35:04.317

527
00:35:05.012 --> 00:35:08.318

528
00:35:09.015 --> 00:35:12.317

529
00:35:13.019 --> 00:35:16.317

530
00:35:17.020 --> 00:35:20.317

531
00:35:21.023 --> 00:35:24.317

532
00:35:25.025 --> 00:35:28.317

533
00:35:29.026 --> 00:35:32.317

534
00:35:33.027 --> 00:35:36.319

535
00:35:37.028 --> 00:35:40.318

536
00:35:41.031 --> 00:35:44.317

537
00:35:45.032 --> 00:35:48.317

538
00:35:49.033 --> 00:35:52.317

539
00:35:53.036 --> 00:35:56.317

540
00:35:57.038 --> 00:36:00.318

541
00:36:01.040 --> 00:36:04.317

542
00:36:05.041 --> 00:36:08.318

543
00:36:09.044 --> 00:36:12.317

544
00:36:13.046 --> 00:36:16.318

545
00:36:17.048 --> 00:36:20.318

546
00:36:21.050 --> 00:36:24.317

547
00:36:25.051 --> 00:36:28.318

548
00:36:29.052 --> 00:36:32.318

549
00:36:33.054 --> 00:36:36.317

550
00:36:37.057 --> 00:36:40.320

551
00:36:41.058 --> 00:36:44.318

552
00:36:45.060 --> 00:36:48.318

553
00:36:49.062 --> 00:36:52.318

554
00:36:53.064 --> 00:36:56.318

555
00:36:57.068 --> 00:37:00.318

556
00:37:01.072 --> 00:37:04.318

557
00:37:05.076 --> 00:37:08.318

558
00:37:09.079 --> 00:37:12.318

559
00:37:13.081 --> 00:37:16.318

560
00:37:17.083 --> 00:37:20.318

561
00:37:21.084 --> 00:37:24.318

562
00:37:25.086 --> 00:37:28.318

563
00:37:29.088 --> 00:37:32.318

564
00:37:33.090 --> 00:37:36.320

565
00:37:37.092 --> 00:37:40.318

566
00:37:41.094 --> 00:37:44.318

567
00:37:45.096 --> 00:37:48.318

568
00:37:49.098 --> 00:37:52.318

569
00:37:53.099 --> 00:37:56.322

570
00:37:57.101 --> 00:38:00.318

571
00:38:01.103 --> 00:38:04.318

572
00:38:05.105 --> 00:38:08.318

573
00:38:09.107 --> 00:38:12.318

574
00:38:13.109 --> 00:38:16.318

575
00:38:17.111 --> 00:38:20.318

576
00:38:21.113 --> 00:38:24.318

577
00:38:25.115 --> 00:38:28.320

578
00:38:29.117 --> 00:38:32.318

579
00:38:33.119 --> 00:38:36.324

580
00:38:37.121 --> 00:38:40.318

581
00:38:41.123 --> 00:38:44.318

582
00:38:45.125 --> 00:38:48.318

583
00:38:49.127 --> 00:38:52.318

584
00:38:53.129 --> 00:38:56.318

585
00:38:57.131 --> 00:39:00.318

586
00:39:01.133 --> 00:39:04.319

587
00:39:05.134 --> 00:39:08.319

588
00:39:09.138 --> 00:39:12.318

589
00:39:13.140 --> 00:39:16.319

590
00:39:17.142 --> 00:39:20.319

591
00:39:21.143 --> 00:39:24.318

592
00:39:25.144 --> 00:39:28.318

593
00:39:29.145 --> 00:39:32.318

594
00:39:33.147 --> 00:39:36.318

595
00:39:37.149 --> 00:39:40.318

596
00:39:41.151 --> 00:39:44.318

597
00:39:45.153 --> 00:39:48.318

598
00:39:49.155 --> 00:39:52.319

599
00:39:53.157 --> 00:39:56.318

600
00:39:57.158 --> 00:40:00.318

601
00:40:01.160 --> 00:40:04.318

602
00:40:05.161 --> 00:40:08.319

603
00:40:09.162 --> 00:40:12.326

604
00:40:13.165 --> 00:40:16.319

605
00:40:17.167 --> 00:40:20.318

606
00:40:21.169 --> 00:40:24.318

607
00:40:25.171 --> 00:40:28.318

608
00:40:29.172 --> 00:40:32.319

609
00:40:33.175 --> 00:40:36.318
ทีนี้เดี๋ยวเรามาดู

610
00:40:37.176 --> 00:40:40.319

611
00:40:41.178 --> 00:40:44.318

612
00:40:45.179 --> 00:40:48.319
ข้อ 3 นะคะ ครูสั่ง Push 1 ก็คือใส่เลข 1 ลง

613
00:40:49.181 --> 00:40:52.318
ใน Stack เดิม

614
00:40:53.182 --> 00:40:56.319
เอาของเดิมยกมาก่อนนะ อย่าเพิ่งใส่นะ ของเดิม

615
00:40:57.183 --> 00:41:00.320
มี 3 ค่านะ เขียนก่อนนะคะ

616
00:41:01.184 --> 00:41:04.319
เขียนค่าเดิมก่อน ใส่ค่าเดิมมาก่อน

617
00:41:05.185 --> 00:41:08.320
นะคะ เสร็จแล้วครูสั่ง Push 1

618
00:41:09.188 --> 00:41:12.319
1 จะอยู่ด้านบนเลข 7

619
00:41:13.243 --> 00:41:16.319
ใช่ไหมคะ

620
00:41:17.250 --> 00:41:20.319
จากนั้นครูสั่ง Pop Pop คือ เอาออก

621
00:41:21.252 --> 00:41:24.319
บนสุดคืออะไร คือ 1 เพราะฉะนั้น

622
00:41:25.253 --> 00:41:28.320
เอาอะไรออก เอา 1 ออก เพราะฉะนั้น ที่เหลือ

623
00:41:29.261 --> 00:41:32.319
็ก็คือ 5, 2, 7 ใช่ไหมคะ 1

624
00:41:33.262 --> 00:41:36.327
จะถูกเอาออกมาใช่ไหม เพราะฉะนั้น ข้อมูล

625
00:41:37.273 --> 00:41:40.319
ที่นำออกจาก Stack ก็คือ 1

626
00:41:41.274 --> 00:41:44.319
นะคะ

627
00:41:45.277 --> 00:41:48.319
ครูสั่ง Push อีกครั้งหนึ่งทำอย่างไร

628
00:41:49.279 --> 00:41:52.319
ก็เอาของเดิมที่มีอยู่ใน Stack เขียนก่อน

629
00:41:53.280 --> 00:41:56.320
เพราะฉะนั้น กรณีที่ Push ข้อม

630
00:41:57.281 --> 00:42:00.319
ลงไปใน Stack ยกของเดิมมาก่อน

631
00:42:01.281 --> 00:42:04.319
เสร็จแล้ว

632
00:42:05.282 --> 00:42:08.319
ใส่ตัวเลขที่ครูสั่งลงไป ก็คือ 7 7

633
00:42:09.283 --> 00:42:12.319
ก็จะอยู่ด้านบนนะคะ อันนี้คือ

634
00:42:13.285 --> 00:42:16.319
Stack ที่ได้หลังจากที่เราใช้

635
00:42:17.286 --> 00:42:20.320
คำสั่งทั้งหมด 5 คำสั่ง

636
00:42:21.291 --> 00:42:24.320

637
00:42:25.293 --> 00:42:28.319
โอเค

638
00:42:29.295 --> 00:42:32.320

639
00:42:33.297 --> 00:42:36.320
ถัดมาครูเปลี่ยนนะ จากแนวตั้ง

640
00:42:37.298 --> 00:42:40.319
เป็นแนวนอนนะคะ ถ้าครูลองเปลี่ยน Stack เป็นแนวนอน

641
00:42:41.299 --> 00:42:44.319
บ้าง

642
00:42:45.302 --> 00:42:48.320

643
00:42:49.307 --> 00:42:52.320

644
00:42:53.310 --> 00:42:56.319

645
00:42:57.312 --> 00:43:00.320

646
00:43:01.314 --> 00:43:04.320

647
00:43:05.317 --> 00:43:08.323

648
00:43:09.319 --> 00:43:12.320

649
00:43:13.322 --> 00:43:17.320

650
00:43:17.324 --> 00:43:21.320
คราวนี้ครูลองเปลี่ยน Stack เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

651
00:43:21.324 --> 00:43:25.320
เป็นแนวนอนบ้างนะคะ

652
00:43:25.326 --> 00:43:29.320
และครูมีตัวเลข

653
00:43:29.327 --> 00:43:33.320
ที่อยู่ใน Stack ไว้ให้ คือ 3

654
00:43:33.328 --> 00:43:37.320
แล้วก็ 1 ถูกไหม ตัวแรกจะอยู่ซ้ายสุดถูกไหมคะ

655
00:43:37.332 --> 00:43:41.320
ถัดมาก็จะเป็นตัวที่ 2

656
00:43:41.334 --> 00:43:45.320
แล้วครูใช้คำสั่ง Push 5 ข้อที่ 2

657
00:43:45.336 --> 00:43:49.320
ครู Push 6 เสร็จแล้ว

658
00:43:49.337 --> 00:43:53.320
ครู Pop นะคะ ลองทำสิ

659
00:43:53.338 --> 00:43:57.321

660
00:43:57.340 --> 00:44:01.320

661
00:44:01.341 --> 00:44:05.320

662
00:44:05.343 --> 00:44:09.320

663
00:44:09.345 --> 00:44:13.322

664
00:44:13.347 --> 00:44:17.320

665
00:44:17.348 --> 00:44:21.321

666
00:44:21.350 --> 00:44:25.320

667
00:44:25.351 --> 00:44:29.320

668
00:44:29.352 --> 00:44:33.320

669
00:44:33.353 --> 00:44:37.320

670
00:44:37.354 --> 00:44:41.320

671
00:44:41.356 --> 00:44:45.320

672
00:44:45.357 --> 00:44:49.320

673
00:44:49.361 --> 00:44:53.320

674
00:44:53.363 --> 00:44:57.320

675
00:44:57.365 --> 00:45:01.321

676
00:45:01.367 --> 00:45:05.320

677
00:45:05.369 --> 00:45:09.320

678
00:45:09.371 --> 00:45:13.320

679
00:45:13.375 --> 00:45:17.320

680
00:45:17.382 --> 00:45:21.320

681
00:45:21.387 --> 00:45:25.321

682
00:45:25.388 --> 00:45:29.321

683
00:45:29.394 --> 00:45:33.320

684
00:45:33.398 --> 00:45:37.325

685
00:45:37.399 --> 00:45:41.321

686
00:45:41.400 --> 00:45:45.321

687
00:45:45.402 --> 00:45:49.321

688
00:45:49.403 --> 00:45:53.321

689
00:45:53.404 --> 00:45:57.321

690
00:45:57.405 --> 00:46:01.323

691
00:46:01.408 --> 00:46:05.321

692
00:46:05.411 --> 00:46:09.321

693
00:46:09.412 --> 00:46:13.321

694
00:46:13.413 --> 00:46:17.321

695
00:46:17.415 --> 00:46:21.321

696
00:46:21.416 --> 00:46:25.321

697
00:46:25.417 --> 00:46:29.321

698
00:46:29.418 --> 00:46:33.325

699
00:46:33.419 --> 00:46:37.321

700
00:46:37.420 --> 00:46:41.321

701
00:46:41.424 --> 00:46:45.321

702
00:46:45.428 --> 00:46:49.321

703
00:46:49.432 --> 00:46:53.321

704
00:46:53.435 --> 00:46:57.321

705
00:46:57.437 --> 00:47:01.321

706
00:47:01.438 --> 00:47:05.321

707
00:47:05.439 --> 00:47:09.321

708
00:47:09.440 --> 00:47:13.321

709
00:47:13.444 --> 00:47:17.323

710
00:47:17.449 --> 00:47:21.321

711
00:47:21.454 --> 00:47:25.321

712
00:47:25.459 --> 00:47:29.322

713
00:47:29.462 --> 00:47:33.321

714
00:47:33.463 --> 00:47:37.321

715
00:47:37.465 --> 00:47:41.322

716
00:47:41.468 --> 00:47:45.322

717
00:47:45.469 --> 00:47:49.322

718
00:47:49.472 --> 00:47:53.324

719
00:47:53.473 --> 00:47:57.322

720
00:47:57.475 --> 00:48:01.322

721
00:48:01.476 --> 00:48:05.321

722
00:48:05.477 --> 00:48:09.322

723
00:48:09.478 --> 00:48:13.322

724
00:48:13.479 --> 00:48:17.322

725
00:48:17.480 --> 00:48:21.322

726
00:48:21.482 --> 00:48:25.322

727
00:48:25.485 --> 00:48:29.322

728
00:48:29.486 --> 00:48:33.322

729
00:48:33.487 --> 00:48:37.322

730
00:48:37.489 --> 00:48:41.322

731
00:48:41.490 --> 00:48:45.322

732
00:48:45.491 --> 00:48:49.322

733
00:48:49.492 --> 00:48:53.322

734
00:48:53.494 --> 00:48:57.322

735
00:48:57.496 --> 00:49:01.322

736
00:49:01.497 --> 00:49:05.323

737
00:49:05.498 --> 00:49:09.325

738
00:49:09.499 --> 00:49:13.322

739
00:49:13.501 --> 00:49:17.322

740
00:49:17.502 --> 00:49:21.322

741
00:49:21.503 --> 00:49:25.322

742
00:49:25.506 --> 00:49:29.324

743
00:49:29.509 --> 00:49:33.322

744
00:49:33.510 --> 00:49:37.322

745
00:49:37.511 --> 00:49:41.323

746
00:49:41.514 --> 00:49:45.322

747
00:49:45.515 --> 00:49:49.322

748
00:49:49.516 --> 00:49:53.323

749
00:49:53.520 --> 00:49:57.322
คราวนี้นะคะ

750
00:49:57.525 --> 00:50:01.323
มาดูเฉลยด้วยกัน

751
00:50:01.530 --> 00:50:05.323
ครูสั่ง Push 5 แสดงว่า

752
00:50:05.531 --> 00:50:09.323
ครูกำลังจะใส่ข้อมูลลงใน Stack

753
00:50:09.532 --> 00:50:13.323
ครูก็เอาเลข 5 มาหย่อนลงเลยนะ

754
00:50:13.533 --> 00:50:17.323
เอาเลข 5 มาหย่อนเลยนะคะ

755
00:50:17.537 --> 00:50:21.323
ถัดมาครูใช้คำสั่ง Push

756
00:50:21.538 --> 00:50:25.322
ครูใช้คำสั่ง Push ทำอย่างไร เอา

757
00:50:25.541 --> 00:50:29.325
ของเดิมยกลงมาก่อน ยกของเดิม

758
00:50:29.543 --> 00:50:33.323
มาใส่ก่อนนะคะ ก็จะมี 3,

759
00:50:33.547 --> 00:50:37.322
1 แล้วก็ 5

760
00:50:37.548 --> 00:50:41.322
จากนั้น เรา Push ค่าใหม่ ใส่ค่าใหม่

761
00:50:41.550 --> 00:50:45.323
ลงไป ก็คือ 6

762
00:50:45.551 --> 00:50:49.323
โอเคนะ ใส่ค่า 6 ก็คือค่าใหม่ลงไปใน Stack

763
00:50:49.552 --> 00:50:53.323
เสร็จแล้วครูใช้คำสั่ง Pop

764
00:50:53.556 --> 00:50:57.323
ก็คือเอาออก ก็คือเอาตัวล่าสุด

765
00:50:57.557 --> 00:51:01.323
ที่อยู่ด้านขวา เอาออก

766
00:51:01.558 --> 00:51:05.323
เพราะฉะนั้น ค่าที่ถูกเอาออก ก็คือเลข 6

767
00:51:05.559 --> 00:51:09.323
เห็นไหมคะ เอาเลข 6 ออกมา

768
00:51:09.562 --> 00:51:13.323
แล้วเราก็ยกตัวที่เหลือ

769
00:51:13.564 --> 00:51:17.337
ลงมาใส่ ก็จะเหลือเป็น

770
00:51:17.572 --> 00:51:21.323
3, 1 แล้วก็ 5 นะคะ

771
00:51:21.574 --> 00:51:25.323

772
00:51:25.579 --> 00:51:29.323

773
00:51:29.581 --> 00:51:33.323

774
00:51:33.583 --> 00:51:37.323

775
00:51:37.585 --> 00:51:41.323

776
00:51:41.586 --> 00:51:45.323

777
00:51:45.587 --> 00:51:49.328

778
00:51:49.588 --> 00:51:53.323

779
00:51:53.591 --> 00:51:57.323

780
00:51:57.592 --> 00:52:01.323

781
00:52:01.594 --> 00:52:05.323

782
00:52:05.595 --> 00:52:09.323

783
00:52:09.597 --> 00:52:13.324

784
00:52:13.598 --> 00:52:17.323

785
00:52:17.600 --> 00:52:21.323

786
00:52:21.601 --> 00:52:25.326

787
00:52:25.603 --> 00:52:29.323

788
00:52:29.606 --> 00:52:33.323

789
00:52:33.609 --> 00:52:37.323
คราวนี้นะคะ มาดูต่อ

790
00:52:37.613 --> 00:52:41.323
กระดาษที่ครูแจกเอาวางไว้ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งใช้ เรายังไม่ใช้ตอนนี้

791
00:52:41.615 --> 00:52:45.324

792
00:52:45.616 --> 00:52:49.323

793
00:52:49.618 --> 00:52:53.323
เราใช้ Stack ทำอะไร เมื่อกี้

794
00:52:53.619 --> 00:52:57.323
เราพูดถึง Stack ไปแล้วนะ เข้าก่อนออกทีหลัง

795
00:52:57.620 --> 00:53:01.323
นะคะ ข้อมูลไหนเข้าก่อน

796
00:53:01.621 --> 00:53:05.323
จะถูกเอาออกทีหลัง

797
00:53:05.621 --> 00:53:09.324
แล้วเราใช้ Stack ทำอะไรบ้าง

798
00:53:09.622 --> 00:53:13.323
เราใช้ Stack มาทำอะไรบ้าง

799
00:53:13.623 --> 00:53:17.328
ทุกคนบวกเลขเป็นใช่ไหม ทุกคนบวกลบคูณหาร

800
00:53:17.626 --> 00:53:21.324
สมการทางคณิตศาสตร์ได้ Stack

801
00:53:21.627 --> 00:53:25.323
จะถูกเอามาใช้ในการ

802
00:53:25.630 --> 00:53:29.323
หาผลลัพธ์ของสมการคณิตศาสตร์

803
00:53:29.631 --> 00:53:33.324
บวกเลข บวกลบเลขนะคะ

804
00:53:33.632 --> 00:53:37.324
คราวนี้ ก่อนที่จะไปดูรูปแบบของการ

805
00:53:37.634 --> 00:53:41.325
ใช้ Stack แล้ว Stack มันเกี่ย

806
00:53:41.635 --> 00:53:45.324
กับการบวก ลบ คูณ หาร นะคะ เรามาดูรูปแบบก่อนว่า

807
00:53:45.636 --> 00:53:49.324
เราใช้ Stack เพื่อเป็นนิพนธ์

808
00:53:49.640 --> 00:53:53.323
ก็คือลักษณะของสมการ

809
00:53:53.641 --> 00:53:57.324
มีอยู่ 3 รูปแบบ รูปแบบแรกก็คื

810
00:53:57.644 --> 00:54:01.324
ก็คือ

811
00:54:01.646 --> 00:54:05.328
บวก ลบ คูณ หาร จะอยู่ระหว่างตัวเลข

812
00:54:05.647 --> 00:54:09.324
นะคะ อันนี้คือ Infix นิพจน์ตัวที่ 2

813
00:54:09.648 --> 00:54:13.324
ก็คือ Prefix

814
00:54:13.660 --> 00:54:17.324
เครื่องหมาย บวก ลบ คูณ หาร จะอยู่ด้านหน้า

815
00:54:17.663 --> 00:54:21.324
และตัวสุดท้ายคือ

816
00:54:21.665 --> 00:54:25.324
Postfix เครื่องหมายจะไปอยู่ด้านหลังของตัวเลข

817
00:54:25.666 --> 00:54:29.324
AC อันนนี้คือตัวเลขนะคะ

818
00:54:29.667 --> 00:54:33.324
เราจะแทนด้วยตัวเลขใด ๆ

819
00:54:33.669 --> 00:54:37.326
คราวนี้ดูนะคะ ในการคำนวณ

820
00:54:37.670 --> 00:54:41.324
ทางคณิตศาสตร์นะ

821
00:54:41.671 --> 00:54:45.324
เวลาเราเจอนะคะ การบวก ลบ

822
00:54:45.672 --> 00:54:49.325
ที่มันมีมากกว่า 2 ตัวเลข

823
00:54:49.673 --> 00:54:53.324
เช่นแบบนี้

824
00:54:53.675 --> 00:54:57.324
5 + 2 x 2 มันมีตัวเลขมากกว่า 2 ตัว

825
00:54:57.676 --> 00:55:01.324
นะคะ แล้วเรา

826
00:55:01.677 --> 00:55:05.324
จะบวกลบเลขอย่างไร

827
00:55:05.678 --> 00:55:09.324
เรามีลำดับความสัมพันธ์ของ

828
00:55:09.680 --> 00:55:13.324
เครื่องหมาย เจอวงเล็บ

829
00:55:13.681 --> 00:55:17.325
ก่อนทำในวงเล็บ

830
00:55:17.682 --> 00:55:21.324
ใช่ไหมคะ เราเจอในวงเล็บ เรา

831
00:55:21.683 --> 00:55:25.324
บวกลบเลขนี่ในวงเล็บก่อน

832
00:55:25.684 --> 00:55:29.354
จากนั้น ลำดับความสำคัญตัวที่ 2 ที่ต้อง

833
00:55:29.685 --> 00:55:33.325
ทำก่อนก็คือ เครื่องหมาย

834
00:55:33.690 --> 00:55:37.327
ยกกำลัง เช่น 2 ยกกำลัง 2 ถูกไหมคะ

835
00:55:37.691 --> 00:55:41.324
3 ยกกำลัง 2 อย่างนี้เป็นต้น

836
00:55:41.692 --> 00:55:45.324
เจอเลขยกกำลังเสร็จแล้ว

837
00:55:45.694 --> 00:55:49.325
เราจะคำนวณเครื่องหมายไหนต่อไป ก็ค

838
00:55:49.696 --> 00:55:53.324
กับหาร คูณกับหารมีลำดับความสำคัญ

839
00:55:53.699 --> 00:55:57.324
เท่ากันนะคะ มีลำดับความสำคัญ

840
00:55:57.700 --> 00:56:01.325
เท่ากัน ตามด้วยบวกกับลบ

841
00:56:01.702 --> 00:56:05.324
บวกกับลบก็มีความสำคัญ

842
00:56:05.703 --> 00:56:09.325
เท่ากัน แต่จะทำ

843
00:56:09.707 --> 00:56:13.324
หลังการทำเครื่องหมายคูณกับหาร

844
00:56:13.708 --> 00:56:17.324

845
00:56:17.711 --> 00:56:21.325
คราวนี้มาดูโจทย์ครู 2 ตัวนี้

846
00:56:21.712 --> 00:56:25.324
เป็นตัวเลขตัวเดียวกันเลย 5 + 2

847
00:56:25.713 --> 00:56:29.324
x 2 ตัวแรก

848
00:56:29.714 --> 00:56:33.325
ครูมีวงเล็บเปิดกับวงเล็บปิด โจทย์ตัวที่ 2 ไม่มี

849
00:56:33.715 --> 00:56:37.324
วงเล็บนะคะ ครูไม่มีวงเล็บนะ

850
00:56:37.717 --> 00:56:41.324
คราวนี้มาดูข้อแรกก่อน

851
00:56:41.718 --> 00:56:45.325
อย่างที่บอกว่าถ้าเจอวงเล็บ

852
00:56:45.719 --> 00:56:49.324
วงเล็บเปิด วงเล็บปิด ทำ

853
00:56:49.720 --> 00:56:53.326
ข้างในวงเล็บก่อน

854
00:56:53.725 --> 00:56:57.325
เพราะฉะนั้น เราเอาอะไรบวกกันก่อน 5 + 2

855
00:56:57.727 --> 00:57:01.325
เป็นเท่าไรคะ เป็น 7

856
00:57:01.728 --> 00:57:05.325
7 แล้วคูณด้วย 2 เท่ากับเท่าไหร่

857
00:57:05.729 --> 00:57:09.325
เท่ากับเท่าไหร่คะ

858
00:57:09.730 --> 00:57:13.325
เท่ากับ 14

859
00:57:13.731 --> 00:57:17.325

860
00:57:17.734 --> 00:57:21.324
ตัวเลขเท่ากับ 14 ตัวแรกนะคะ เท่ากับ 14

861
00:57:21.735 --> 00:57:25.325
แล้วมาดูข้อ 2 ครูตัด

862
00:57:25.736 --> 00:57:29.325
วงเล็บทิ้งไป 5 + 2 x 2

863
00:57:29.740 --> 00:57:33.324
เราทำตรงไหนก่อน

864
00:57:33.741 --> 00:57:37.324
ย้อนกลับขึ้นมาดูข้างบน ระหว่างบวกกับคูณ

865
00:57:37.742 --> 00:57:41.324
อะไรสำคัญมากกว่ากัน

866
00:57:41.744 --> 00:57:45.324
อะไรมีความสำคัญมากกว่ากันคะ

867
00:57:45.745 --> 00:57:49.324
บวกกับคูณ

868
00:57:49.747 --> 00:57:53.324

869
00:57:53.750 --> 00:57:57.323
ข้างบนเห็นไหมคะว่า 1 นี่

870
00:57:57.753 --> 00:58:01.324
มีความสำคัญมากสุดนะ 2. ความสำคัญรองลงมา

871
00:58:01.755 --> 00:58:05.323
ตัวนี้ เบอร์ 3 ความสำคัญ

872
00:58:05.756 --> 00:58:09.323
รองลงมา เบอร์ 4 ความสำคั

873
00:58:09.758 --> 00:58:13.323
เพราะฉะนั้น คูณกับบวก

874
00:58:13.759 --> 00:58:17.323
อะไรมีความสำคัญมากกว่ากัน

875
00:58:17.760 --> 00:58:21.323
คูณใช่ไหมคะ อันนี้คือมากสุด

876
00:58:21.762 --> 00:58:25.322
มากสุด

877
00:58:25.765 --> 00:58:29.322
เพราะฉะนั้น เรา

878
00:58:29.772 --> 00:58:33.322
ทำอะไรก่อน 5+2 หรือเอา 2

879
00:58:33.776 --> 00:58:37.322
หรือเอา 2 x 2 2 x 2

880
00:58:37.778 --> 00:58:41.322
เป็น 4 4 + 5

881
00:58:41.780 --> 00:58:45.322
5 เป็นเท่าไหร่คะ

882
00:58:45.782 --> 00:58:49.322
เป็น 9

883
00:58:49.783 --> 00:58:53.323
โอเค

884
00:58:53.785 --> 00:58:57.322
ถ้าครูเขียนใหม่

885
00:58:57.787 --> 00:59:01.322

886
00:59:01.790 --> 00:59:05.322

887
00:59:05.791 --> 00:59:09.323
เลข 2 หรือ เดี๋ยวนะ

888
00:59:09.792 --> 00:59:13.322

889
00:59:13.793 --> 00:59:17.321

890
00:59:17.795 --> 00:59:21.321

891
00:59:21.798 --> 00:59:25.322

892
00:59:25.799 --> 00:59:29.321
โจทย์ข้อนี้

893
00:59:29.801 --> 00:59:33.323
5 คูณ 2

894
00:59:33.802 --> 00:59:37.321
เท่ากับ 12 คนอื่น

895
00:59:37.803 --> 00:59:41.321
ได้ไหมคะ เห็นไหม ตัวเลขเดียวกันเลย

896
00:59:41.804 --> 00:59:45.321
สลับแล้วก็คเครื่องหมายมีเหมือนกันเล

897
00:59:45.805 --> 00:59:49.321
แค่สลับตำแหน่งค่าก็เปลี่ยนแล้ว

898
00:59:49.806 --> 00:59:53.321
ทันไหมคะ คูณกับบวกแสดงว่า

899
00:59:53.807 --> 00:59:57.321
ทำคูณก่อน 5 คูณ 2 เป็

900
00:59:57.808 --> 01:00:01.320
เป็น 10 10 + 2 เป็น 12

901
01:00:01.809 --> 01:00:05.320

902
01:00:05.810 --> 01:00:09.320
โอเค

903
01:00:09.812 --> 01:00:13.320
เอาตัวนี้บวกกันก่อน... คูณกันก่อนนะคะ

904
01:00:13.814 --> 01:00:17.320
5 x 2 เป็น 10 แล้ว 10 ค่อยมาบวกกับ

905
01:00:17.815 --> 01:00:21.320
2 โอเค

906
01:00:21.817 --> 01:00:25.320
จะเห็นว่า

907
01:00:25.819 --> 01:00:29.319
อันนี้คือเราคิดใช่ไหม

908
01:00:29.821 --> 01:00:33.319
แล้วเราจะสั่งให้คอมพิวเตอณ์เข้สา

909
01:00:33.830 --> 01:00:37.319
เข้าใจแบบที่เราคิดเมื่อกี้ได้อย่างไร

910
01:00:37.831 --> 01:00:41.320
รู้ว่าถ้าเจอคูณนี่ต้องทำคูณก่อนเลย

911
01:00:41.834 --> 01:00:45.319
เจอวงเล็บเปิด ต้องทำวงเล็บเปิด

912
01:00:45.835 --> 01:00:49.319
ตอนนี้เราจะสั่งให้คอมพิวเตอร์นี่สามารถคำนวณ

913
01:00:49.836 --> 01:00:53.320
ให้ได้แบบที่เราคำนวณเมื่อกี้

914
01:00:53.837 --> 01:00:57.320
เราใช้

915
01:00:57.839 --> 01:01:01.319
Stack เข้ามาช่วยในการคำนวณนะคะ

916
01:01:01.840 --> 01:01:05.319
เราใช้ Stack เข้ามาในการคำนวณ

917
01:01:05.841 --> 01:01:09.318
วิธีการทำแบบไหน

918
01:01:09.843 --> 01:01:13.319
มาดูวิธีการนะคะ เรามีตัวเลขอยู่ชุดหนึ่ง

919
01:01:13.844 --> 01:01:17.319
เราต้องการหาค่าออกมา เช่น

920
01:01:17.845 --> 01:01:21.319
ครูมีตัวเลขชุดนี้ล่ะ

921
01:01:21.846 --> 01:01:25.319
ครูสั่งให้คอมพิวเตอร์คำนวณ จะต้องได้ผลลัพธ์ 9

922
01:01:25.848 --> 01:01:29.318
คอมพิวเตอร์จะคิดแบบไหนนะคะ

923
01:01:29.852 --> 01:01:33.318
1 เราต้องสร้างตารางแบบนี้ก่อน

924
01:01:33.852 --> 01:01:37.318
มี 3 ช่อง ช่องแรก คือ ใส่ Input

925
01:01:37.855 --> 01:01:41.318
ก็คือข้อมูลนำเข้า Stack

926
01:01:41.858 --> 01:01:45.318
แล้วก็ผลลัพธ์นะคะ

927
01:01:45.861 --> 01:01:49.318
เรามีวิธีการทำนี่ 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงที่ 1

928
01:01:49.862 --> 01:01:53.318
ต้องแปลงนิพจน์

929
01:01:53.862 --> 01:01:57.318
แบบ Postfix เ

930
01:01:57.865 --> 01:02:01.318
ไปไว้ข้างหลังให้หมดก่อน เอาเครื่องหมาย

931
01:02:01.868 --> 01:02:05.318
ไปไว้ข้างหลังให้หมดก่อนนะคะ แล้วค่อยคำนวณออกมาเป็น

932
01:02:05.869 --> 01:02:09.318
ตัวเลข ผลลัพธ์

933
01:02:09.870 --> 01:02:13.318
เรามี 3 ช่องนะ ทุกคนต้องตีตาราง 3 ช่อง

934
01:02:13.871 --> 01:02:17.318
อันแรกเขียนว่า Input Stack แล้วก็ O

935
01:02:17.873 --> 01:02:21.320
นะคะ ถัดมา

936
01:02:21.875 --> 01:02:25.317
ขั้นตอนวิธีการแปลง

937
01:02:25.876 --> 01:02:29.317
จาก Infix ให้เป็น Po

938
01:02:29.878 --> 01:02:33.317
ทุกคนมีชีตที่ครูให้ แบบนี้เลย

939
01:02:33.879 --> 01:02:37.318
ก็คือสิ่งที่อยู่บนสไลด์นะคะ ครูพรินต์ออกมาให้

940
01:02:37.880 --> 01:02:41.317
เรามีอยู่ทั้งหมด 7 ขั้นตอนด้ว

941
01:02:41.881 --> 01:02:45.317
ทั้งหมด 7 ขั้นตอนด้วยกัน

942
01:02:45.882 --> 01:02:49.317
มีทั้งหมด 7 ขั้นตอนด้วยกัน ครูให้เวลา

943
01:02:49.884 --> 01:02:53.317
2 นาที อ่าน 7 ขั้นตอนน

944
01:02:53.885 --> 01:02:57.317
นี้ในกระดาษของตัวเองสิคะ

945
01:02:57.886 --> 01:03:01.317
ให้อ่านในกระดาษนะ หรือจะอ่านจากหน้าจอก็ได้

946
01:03:01.891 --> 01:03:05.316
ให้เวลา 2 นาทีอยากให้อ่านก่อน

947
01:03:05.894 --> 01:03:09.316

948
01:03:09.896 --> 01:03:13.317

949
01:03:13.897 --> 01:03:17.316

950
01:03:17.899 --> 01:03:21.316

951
01:03:21.901 --> 01:03:25.316

952
01:03:25.902 --> 01:03:29.317

953
01:03:29.903 --> 01:03:33.316

954
01:03:33.904 --> 01:03:37.316

955
01:03:37.905 --> 01:03:41.316

956
01:03:41.907 --> 01:03:45.316

957
01:03:45.911 --> 01:03:49.316

958
01:03:49.913 --> 01:03:53.316

959
01:03:53.915 --> 01:03:57.316

960
01:03:57.916 --> 01:04:01.316

961
01:04:01.918 --> 01:04:05.318

962
01:04:05.919 --> 01:04:09.316

963
01:04:09.921 --> 01:04:13.315

964
01:04:13.922 --> 01:04:17.316

965
01:04:17.924 --> 01:04:21.315

966
01:04:21.925 --> 01:04:25.316

967
01:04:25.927 --> 01:04:29.316

968
01:04:29.929 --> 01:04:33.317

969
01:04:33.931 --> 01:04:37.315

970
01:04:37.933 --> 01:04:41.315

971
01:04:41.934 --> 01:04:45.317

972
01:04:45.935 --> 01:04:49.315

973
01:04:49.937 --> 01:04:53.315

974
01:04:53.940 --> 01:04:57.316

975
01:04:57.942 --> 01:05:01.316
คราวนี้เดี๋ยวมาดูพร้อมกัน

976
01:05:01.944 --> 01:05:05.315
เรามีอยู่ทั้งหมด 7 ขั้นตอนนะคะ เดี๋ยวเราจะ

977
01:05:05.945 --> 01:05:09.317
ลองฝึกนะ แล้วก็เทียบ

978
01:05:09.946 --> 01:05:13.315
ไปทีละขั้น

979
01:05:13.947 --> 01:05:17.315
ขั้นที่ 1 นะคะ กำหนดให้ Stack ว่าง

980
01:05:17.948 --> 01:05:21.314
ก็คือวาดตาราง 3 ช่องนี้

981
01:05:21.949 --> 01:05:25.315
อันดับแรก สร้าง Stack ว่าง ก็คือวาด

982
01:05:25.950 --> 01:05:29.314
3 ช่องนะคะ กี่แถวยังไม่รู้นะ

983
01:05:29.951 --> 01:05:33.314
แต่มีอยู่ 3 คอลัมน์

984
01:05:33.952 --> 01:05:37.314

985
01:05:37.957 --> 01:05:41.315
อันดับที่ 2

986
01:05:41.962 --> 01:05:45.314
อ่านข้อมูลจากซ้ายไปขวา ก็คือ

987
01:05:45.964 --> 01:05:49.314
อ่านข้อมูลทีละตัวใช่ไหมคะ เลข 5

988
01:05:49.965 --> 01:05:53.314
เครื่องหมายบวก เลข เครื่องหมายคูณ แล้วก็เลข 2

989
01:05:53.966 --> 01:05:57.315
อันนี้คืออ่านจากซ้ายไปขวา

990
01:05:57.968 --> 01:06:01.315
ทีละตัวนะคะ แล้วก็อ่านเข้ามาทีละตัว

991
01:06:01.971 --> 01:06:05.314
สมมติครูใช้ตัวเลขนะคะ

992
01:06:05.977 --> 01:06:09.315
ตัวเลขนะคะ เช่น

993
01:06:09.980 --> 01:06:13.313

994
01:06:13.982 --> 01:06:17.314
อ่านข้อมูลจากซ้ายไปขวา ตัวแรก ก็คือ

995
01:06:17.984 --> 01:06:21.314
5 ใช่ไหม อ่านจากซ้าย ซ้ายก็คือตัวแรก

996
01:06:21.985 --> 01:06:25.314
นะคะ ก็คือเลข 5 ถัดมา

997
01:06:25.986 --> 01:06:29.313
ถัดมาขั้นถัดมาเป็นขั้นที่ 3

998
01:06:29.987 --> 01:06:33.314
ถ้าข้อมูลที่อ่านเข้ามา

999
01:06:33.988 --> 01:06:37.313
เป็นตัวเลข เช่น

1000
01:06:37.989 --> 01:06:41.313
เลข 5 ใช่ไหม ข้อมูลที่เราอ่านเข้ามา

1001
01:06:41.991 --> 01:06:45.313
ทันเป็นตัวเลขใช่ไหม ใช่ เอามัน

1002
01:06:45.994 --> 01:06:49.314
ไปไว้ที่ไหน เอามันไปไว้ที่ช่องผลลัพธ์ ก็คือ

1003
01:06:49.995 --> 01:06:53.318
ช่องสุดท้าย

1004
01:06:53.996 --> 01:06:57.313
ก็คือช่องนี้ใช่ไหมคะ ช่อง Output

1005
01:06:57.997 --> 01:07:01.313
ถัดมา ถ้าตัวที

1006
01:07:01.997 --> 01:07:05.313
เราอ่านเข้ามานี่มันไม่ใช่ตัวเลข แสดงว่า

1007
01:07:05.999 --> 01:07:09.313
มันต้องเป็นเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์

1008
01:07:10.000 --> 01:07:13.312
อะไรสักอย่างหนึ่งนี่ล่ะ เช่น เครื่องหมายบวก

1009
01:07:14.001 --> 01:07:17.312
เครื่องหมายบวกใช่ไหมคะ เครื่องหมายบวก

1010
01:07:18.002 --> 01:07:21.312
เราอ่านเครื่องหมายบวกเข้ามา

1011
01:07:22.004 --> 01:07:25.312
แล้วเขาให้เราเช็กก่อน ว่า

1012
01:07:26.005 --> 01:07:29.313
แล้วใน Stack มันมีค่าอยู่หรือเปล่า Stack ในช่องนี่

1013
01:07:30.006 --> 01:07:33.312
ช่องนี้ ช่องที่ 2 นี่ มัน

1014
01:07:34.007 --> 01:07:37.312
มีค่าอยู่ไหม ถ้ามันไม่มีค่าอยู่เลย

1015
01:07:38.008 --> 01:07:41.317
ก็หย่อนมันลงไปใน Stack

1016
01:07:42.010 --> 01:07:45.313
แต่ถ้าใน Stack มันมีข้อมูล

1017
01:07:46.013 --> 01:07:49.312
อยู่แล้ว เราจะต้องทำการ

1018
01:07:50.014 --> 01:07:53.312
เปรียบเทียบก่อน ว่าข้อมูล

1019
01:07:54.015 --> 01:07:57.314
ที่เราอ่านเข้ามานี่

1020
01:07:58.016 --> 01:08:01.312
มันมีค่ามากกว่า หรือน้อยกว่าตัวที่อยู่ใน

1021
01:08:02.018 --> 01:08:05.312
Stack

1022
01:08:06.019 --> 01:08:09.312
ถ้ามันมากกว่า

1023
01:08:10.020 --> 01:08:13.313
ถ้ากรณีที่ตัวที่เราอ่านมีค่ามากกว่า

1024
01:08:14.022 --> 01:08:17.312
ก็หย่อนลงไปใน Stack ได้เลย

1025
01:08:18.023 --> 01:08:21.312
ถ้าสิ่งที่

1026
01:08:22.024 --> 01:08:25.311
เราอ่านเข้ามามันมีค่าน้อยกว่าสิ่งที่

1027
01:08:26.025 --> 01:08:29.312
อยู่ใน Stack

1028
01:08:30.027 --> 01:08:33.313
ให้เอาเครื่องหมายใน Stack

1029
01:08:34.028 --> 01:08:37.311
ออกไปไว้ที่ผลลัพธ์

1030
01:08:38.029 --> 01:08:41.311
แล้วเอาเครื่องหมายตัวที่เราอ่านเข้ามาหย่อนลงไปใน Stack

1031
01:08:42.030 --> 01:08:45.311
โอเค

1032
01:08:46.031 --> 01:08:49.312
ถ้า

1033
01:08:50.032 --> 01:08:53.311
เราอ่านจนครบข้อมูล

1034
01:08:54.033 --> 01:08:57.312
ทุกตัวแล้ว เรายังมีข้อมูลอยู่ใน Stack

1035
01:08:58.034 --> 01:09:01.314
เราก็ดึงมันออกมา ก็คือ Pop มันออกมา

1036
01:09:02.035 --> 01:09:05.311
เป็นผลลัพธ์

1037
01:09:06.036 --> 01:09:09.312
มาดูตัวอย่างนะ ทุกคนถือ... ดุตัวอย่าง

1038
01:09:10.037 --> 01:09:13.311
ที่เป็นขั้นตอนด้วยนะคะ

1039
01:09:14.038 --> 01:09:17.311

1040
01:09:18.039 --> 01:09:21.311

1041
01:09:22.041 --> 01:09:25.311

1042
01:09:26.043 --> 01:09:29.311
โอเค

1043
01:09:30.046 --> 01:09:33.311
โจทย์

1044
01:09:34.047 --> 01:09:37.311
ที่ครูให้ ทุกคนดูที่หน้าจอนะคะ

1045
01:09:38.049 --> 01:09:41.312
ครูมีโจทย์

1046
01:09:42.050 --> 01:09:45.310
มาให้นะคะ ก็คือ 5 + 2

1047
01:09:46.050 --> 01:09:49.311
x 2

1048
01:09:50.051 --> 01:09:53.311
อันดับแรกครูต้องทำอะไร

1049
01:09:54.052 --> 01:09:57.311
อันดับแรกวาดตาราง 3 ช่อง

1050
01:09:58.055 --> 01:10:01.311
วาดตาราง 3 ช่อง จำนวนแถว

1051
01:10:02.057 --> 01:10:05.310
ก็เอาข้อมูลตัวเลขกับเครื่องหมาย

1052
01:10:06.059 --> 01:10:09.311
มาใส่ทีละบรรทัด 5

1053
01:10:10.060 --> 01:10:13.312
ที่ 1 ถูกไหมคะ บวกบรรทัด

1054
01:10:14.061 --> 01:10:17.332
ใส่เลข 2 บรรทัดถัดมาใส่เครื่องหมายคูณ

1055
01:10:18.062 --> 01:10:21.310
แล้วก็ใส่เลข 2

1056
01:10:22.063 --> 01:10:25.311
เราก็จะวาดตารางเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ จำนวนแถว

1057
01:10:26.064 --> 01:10:29.311
ขึ้นอยู่กับจำนวนข้อมูล

1058
01:10:30.066 --> 01:10:33.310
ในโจทย์ว่ามีกี่ตัว ก็สร้างแถว

1059
01:10:34.067 --> 01:10:37.312
ใส่ข้อมูลให้เลย

1060
01:10:38.070 --> 01:10:41.310
เรากำหนด

1061
01:10:42.071 --> 01:10:45.310
tack ว่างแล้วใช่ไหมคะ

1062
01:10:46.073 --> 01:10:49.310
ถัดมา ต้องอ่านข้อมูลทีละตัว

1063
01:10:50.074 --> 01:10:53.310
เราต้องอ่านข้อมูลทีละตัวจากซ้าย

1064
01:10:54.076 --> 01:10:57.310
ไปขวา ตัวแรกคืออะไรคะ

1065
01:10:58.077 --> 01:11:01.314
คือ 5 ใช่ไหม ครูเขียนเรียงแล้ว

1066
01:11:02.078 --> 01:11:05.309
5 บวก... มี 2 มีคูณ แล้วก็มี 2

1067
01:11:06.079 --> 01:11:09.310
อันนี้คือข้อมูลที่เราอ่านจากซ้ายไปขวา

1068
01:11:10.086 --> 01:11:13.310
ตัวแรก เป็นตัวเลขใช่ไหมคะ

1069
01:11:14.088 --> 01:11:17.310
มันเป็นตัวเลขแล้วมันตรงกับตัวไหน

1070
01:11:18.089 --> 01:11:21.310
ในขั้นตอน ข้อ

1071
01:11:22.090 --> 01:11:25.310
3 ที่บอกว่าถ้าเป็นตัวเลข

1072
01:11:26.091 --> 01:11:29.309
ให้เอาไปไว้ที่ไหน เอาไปไว้ที่

1073
01:11:30.093 --> 01:11:33.310
ผลลัพธ์ ถ้าเป็น

1074
01:11:34.094 --> 01:11:37.310
ตัวเลข เอาไปไว้ที่ผลลัพธ์ได้เลย

1075
01:11:38.095 --> 01:11:41.310
ถัดมา

1076
01:11:42.095 --> 01:11:45.310
เจอเครื่องหมายบวกนะคะ เจอเครื่องหมายบวก

1077
01:11:46.096 --> 01:11:49.309
ตอนนี้ใน Stack มันไม่มีค่า

1078
01:11:50.098 --> 01:11:53.310
อะไรเลย ทำอย่างไรคะ

1079
01:11:54.109 --> 01:11:57.310
ก็ใส่ได้เลย ใส่เครื่องหมายบวก

1080
01:11:58.110 --> 01:12:01.309
ลงมาได้เลย ถ้ามันเป็น Stack ว่าง เห็นไหมคะ

1081
01:12:02.110 --> 01:12:05.310
ตัวบนเป็น Stack ว่าง เราก็เอาใส่ได้เลย

1082
01:12:06.110 --> 01:12:09.309
แล้วก็เขียน 5 ลงมาเหมือนเดิมนะคะ

1083
01:12:10.112 --> 01:12:13.309
ยก 5 ลงมาเหมือนเดิมนะ

1084
01:12:14.113 --> 01:12:17.311
ดู ดูพร้อมครูก่อนนะ

1085
01:12:18.119 --> 01:12:21.309
เดี๋ยวครู...

1086
01:12:22.123 --> 01:12:25.309
จะถ่ายรูป

1087
01:12:26.124 --> 01:12:29.315
เอาขึ้น Classroom ให้

1088
01:12:30.126 --> 01:12:33.309
ถัดมา เลข 2 ใช่ไหมคะ เลข 2 มันเป็นอะไร

1089
01:12:34.127 --> 01:12:37.309
ตัวเลข เพราะฉะนั้นต้องเอาไปไว้ที่ไหน

1090
01:12:38.127 --> 01:12:41.309
ไปไว้ที่ผลลัพธ์

1091
01:12:42.127 --> 01:12:45.309
ตรงกับข้อ 3 ในขั้นตอนนะ

1092
01:12:46.128 --> 01:12:49.309
เอา 2 มาไว้ที่ Output แต่ต้องเขียน

1093
01:12:50.129 --> 01:12:53.309
หลัง ก็คือเขียนต่อจากเลข 5

1094
01:12:54.130 --> 01:12:57.309
นะคะ

1095
01:12:58.131 --> 01:13:01.310

1096
01:13:02.133 --> 01:13:05.309
ถัดมา

1097
01:13:06.134 --> 01:13:09.309
ยกเครื่องหมายบวกลงมาด้วยนะ

1098
01:13:10.135 --> 01:13:13.308
เพราะมันอยู่ใน Stack นะคะ เรายังไม่ได้เอาอะไรออก

1099
01:13:14.136 --> 01:13:17.309
หรือเอาอะไรเข้าเพิ่ม

1100
01:13:18.137 --> 01:13:21.309
ถัดมา เป็นเครื่องหมายคูณ

1101
01:13:22.138 --> 01:13:25.308
ใน Stack

1102
01:13:26.139 --> 01:13:29.309
เรามีเครื่องหมายบวกอยู่แล้วนะคะ

1103
01:13:30.140 --> 01:13:33.308
ใน Stack นี่เรามีเครื่องหมายบวกอยู่แล้ว

1104
01:13:34.141 --> 01:13:37.316
ตัวที่เราอ่านเข้ามา คือ คูณ เรา

1105
01:13:38.141 --> 01:13:41.308
จะต้องทำการเปรียบเทียบ

1106
01:13:42.143 --> 01:13:45.308
ค่าที่เราอ่านเข้ามาใหม่ คือ คูณ

1107
01:13:46.144 --> 01:13:49.308
กับตัวเดิมที่อยู่ใน Stack

1108
01:13:50.145 --> 01:13:53.308
คือ บวก เราเปรียบเทียบ ถูกไหมคะ

1109
01:13:54.146 --> 01:13:57.308
กับตัวบนสุดคือเครื่องหมายบวก สิ่งท

1110
01:13:58.148 --> 01:14:01.308
คืออะไร คูณมีค่า

1111
01:14:02.149 --> 01:14:05.308
มากกว่าบวก ให้ทำอย่างไร

1112
01:14:06.150 --> 01:14:09.308
ก็เอาคูณหย่อนลงมาได้เลย

1113
01:14:10.151 --> 01:14:13.309
ใส่คูณ

1114
01:14:14.152 --> 01:14:17.308
ลงไปใน Stack ได้เลยนะคะ ผลลัพธ์ก็เป็นเหมือนเดิม

1115
01:14:18.153 --> 01:14:21.308
ตัวถัดมาคือเลข 2

1116
01:14:22.155 --> 01:14:25.308
เลข 2 มันเป็นตัวเลขใช่ไหม เอามาไว้ที่

1117
01:14:26.157 --> 01:14:29.308
ผลลัพธ์นะคะ เอามาต่อด้านหลัง

1118
01:14:30.158 --> 01:14:33.308
เสร็จแล้วเราพบว่า

1119
01:14:34.159 --> 01:14:37.308
ไม่มีข้อมูลแล้ว ข้อมูลมันหมดแล้วน่ะ

1120
01:14:38.160 --> 01:14:41.308
ข้อมูลมันหมดแล้วนะคะ แต่สิ่งที่เราเจอคืออะไร

1121
01:14:42.161 --> 01:14:45.308
ใน Stack ยังมีข้อมูลอยู่

1122
01:14:46.162 --> 01:14:49.308
เพราะฉะนั้น ต้องดึงค่า

1123
01:14:50.163 --> 01:14:53.307
ออกจาก Stack ให้หมด เราเอาอะไรออกมาก่อนคะ

1124
01:14:54.163 --> 01:14:57.308
ตัวล่าสุด ตัวบนสุด คือ คูณ

1125
01:14:58.167 --> 01:15:01.310
เอาคูณมาต่อท้ายที่ Output หรือว่าผลลั

1126
01:15:02.169 --> 01:15:05.308
เอาคูณออกมาแล้วมันเหลืออีกตัวหนึ่งใช่ไหม

1127
01:15:06.170 --> 01:15:09.308
ก็เอาบวกออกมา

1128
01:15:10.171 --> 01:15:13.307
อันนี้คือผลลัพธ์ ผลลัพธ์สุดท้าย

1129
01:15:14.174 --> 01:15:17.307
นะคะ

1130
01:15:18.175 --> 01:15:21.307
จะอยู่ในรูปแบบของ Postfix คือ แปลงนิพจน์

1131
01:15:22.176 --> 01:15:25.307

1132
01:15:26.178 --> 01:15:29.307
ได้ไหมคะ เดี๋ยวเรามาทำพร้อมกันอีกตัวหนึ่ง

1133
01:15:30.179 --> 01:15:33.307
หนึ่ง

1134
01:15:34.182 --> 01:15:37.307

1135
01:15:38.184 --> 01:15:41.310

1136
01:15:42.187 --> 01:15:45.307

1137
01:15:46.189 --> 01:15:49.307

1138
01:15:50.191 --> 01:15:53.308

1139
01:15:54.193 --> 01:15:57.307
3 + 5 x 1

1140
01:15:58.194 --> 01:16:01.307

1141
01:16:02.197 --> 01:16:05.307

1142
01:16:06.201 --> 01:16:09.307

1143
01:16:10.207 --> 01:16:13.307
ครูมีโจทย์ใช่ไหมคะ 3 + 5 x 1

1144
01:16:14.211 --> 01:16:17.310
ผลลัพธ์เท่ากับเท่าไหร่เอ่ย ตอบ

1145
01:16:18.219 --> 01:16:21.307
เท่ากับ

1146
01:16:22.222 --> 01:16:25.307
อันนี้ตอบเท่ากับเท่าไหร่เอ่ย

1147
01:16:26.223 --> 01:16:29.307
8

1148
01:16:30.226 --> 01:16:33.307
ข้างหลังตอบอะไร

1149
01:16:34.230 --> 01:16:37.307
ได้เท่ากับอะไรคะ คำตอบ

1150
01:16:38.232 --> 01:16:41.312
ก็คือ 8

1151
01:16:42.233 --> 01:16:45.307
เอา 5 x 1 ก่อนได้เท่าไร

1152
01:16:46.234 --> 01:16:49.307
ค่อยบวกกับ 3

1153
01:16:50.236 --> 01:16:53.307
5 1 เป็น 5 แล้วบวกกับ 3

1154
01:16:54.237 --> 01:16:57.307
8

1155
01:16:58.238 --> 01:17:01.307
เดี๋ยวเราจะมาทำ จะมาแปลงนิพจน์กัน

1156
01:17:02.242 --> 01:17:05.311
นะคะ แล้วเราจะมาหาค่าว่ามันได้ 8 ได้อย่างไร

1157
01:17:06.243 --> 01:17:09.309
อันนี้เรากำลังจะมาแสดงวิธีทำ

1158
01:17:10.245 --> 01:17:13.307
ค่าว่า 8 มันมาจากไหน เราสั่งให้คอมพิวเตอร์มัน

1159
01:17:14.246 --> 01:17:17.307
คิดแบบไหน อันดับแรก วาด Stack ว่าง

1160
01:17:18.247 --> 01:17:21.307
ฉะนั้น ครูบอกว่าต้องมีคอลัมน์อยู่ 3 คอลัมน์

1161
01:17:22.247 --> 01:17:25.306

1162
01:17:26.249 --> 01:17:29.306

1163
01:17:30.250 --> 01:17:33.307

1164
01:17:34.253 --> 01:17:37.307
ครูมี 3 คอลัมน์แล้ว มี

1165
01:17:38.255 --> 01:17:41.306
In put Stack

1166
01:17:42.256 --> 01:17:45.308
แล้วก็ Output

1167
01:17:46.257 --> 01:17:49.307
จากนั้นครูวาดตารางเลย

1168
01:17:50.258 --> 01:17:53.323
โดยเอาข้อมูลมาใส่ในแต่ละแถวเลยนะคะ

1169
01:17:54.263 --> 01:17:57.307
ครูอ่านเข้ามาทีละตัว

1170
01:17:58.263 --> 01:18:01.307
ซ้ายไปขวา ตัวแรก คือ 3 ถัดมา

1171
01:18:02.264 --> 01:18:05.306
คือเครื่องหมายบวก เลข 5

1172
01:18:06.266 --> 01:18:09.306
นะคะ เครื่องหมายคูณ

1173
01:18:10.270 --> 01:18:13.307
แล้วก็เลข 1 อันนี้ครูวดตารา

1174
01:18:14.271 --> 01:18:17.307
เสร็จแล้ว

1175
01:18:18.272 --> 01:18:21.307

1176
01:18:22.274 --> 01:18:25.306

1177
01:18:26.276 --> 01:18:29.307
ทุกคน

1178
01:18:30.278 --> 01:18:33.316
วาดตามครูก่อนเลย เราวาด

1179
01:18:34.279 --> 01:18:37.306
ตารางเปล่า ๆ แบบนี้ก่อนนะคะ

1180
01:18:38.280 --> 01:18:41.306
คอลัมน์แรก หรือช่องแรก เอา

1181
01:18:42.281 --> 01:18:45.307
ตัวเลขกับเครื่องหมาย

1182
01:18:46.282 --> 01:18:49.307
มาเรียงใส่ทีละบรรทัด

1183
01:18:50.283 --> 01:18:53.306

1184
01:18:54.285 --> 01:18:57.306

1185
01:18:58.289 --> 01:19:01.306

1186
01:19:02.292 --> 01:19:05.306

1187
01:19:06.294 --> 01:19:09.310

1188
01:19:10.296 --> 01:19:13.307

1189
01:19:14.299 --> 01:19:17.307

1190
01:19:18.303 --> 01:19:21.306

1191
01:19:22.312 --> 01:19:25.306

1192
01:19:26.316 --> 01:19:29.308

1193
01:19:30.318 --> 01:19:33.306

1194
01:19:34.319 --> 01:19:37.306

1195
01:19:38.321 --> 01:19:42.306

1196
01:19:42.323 --> 01:19:46.306

1197
01:19:46.326 --> 01:19:50.306

1198
01:19:50.331 --> 01:19:54.306

1199
01:19:54.335 --> 01:19:58.306

1200
01:19:58.336 --> 01:20:02.306

1201
01:20:02.337 --> 01:20:06.306
คราวนี้

1202
01:20:06.337 --> 01:20:10.306
พอทุกคนลอกตารางเสร็จแล้วใช่ไหมคะ เดี๋ยวเราจะมาทำด้วยกัน

1203
01:20:10.338 --> 01:20:14.306
เริ่มต้นตัวแรก

1204
01:20:14.339 --> 01:20:18.305
ใช่ไหมคะทุกคน เริ่มต้นตัวแรกมันเป็นตัวเลข

1205
01:20:18.343 --> 01:20:22.305
ใช่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเอาไปไว้ที่ช่องทางไหน

1206
01:20:22.347 --> 01:20:26.306
ทางขวา

1207
01:20:26.355 --> 01:20:30.306
ใส่ก่อนเลข 3 ใช่ถูกต้อง

1208
01:20:30.359 --> 01:20:34.306
ถัดมา

1209
01:20:34.361 --> 01:20:38.306
เป็นเครื่องหมายบวกใช่ไหมคะ

1210
01:20:38.362 --> 01:20:42.306
ตรงนี้มีอะไรไหม ไม่มี

1211
01:20:42.363 --> 01:20:46.306
เพราะฉะนั้น เอา + มาใส่ตรงนี้ได้เลยไหม

1212
01:20:46.365 --> 01:20:50.305
ถ้าเป็นเครื่องหมาย เอาลงที่

1213
01:20:50.366 --> 01:20:54.306
Stack เพราะฉะนั้นตอนนี้ Stack

1214
01:20:54.369 --> 01:20:58.305
ก็ใส่เครื่องหมายบวกได้เลย

1215
01:20:58.370 --> 01:21:02.307
3 ยกลงมาเหมือนเดิมนะคะ เหมือน

1216
01:21:02.371 --> 01:21:06.306
ตรง Output ยก 3 ลงมาเหมือนเดิม

1217
01:21:06.374 --> 01:21:10.311

1218
01:21:10.376 --> 01:21:14.305

1219
01:21:14.377 --> 01:21:18.305
ถัดมาเลข 5 เป็นตัวเลข

1220
01:21:18.379 --> 01:21:22.305
เอาไว้ที่ไหน เอาไว้

1221
01:21:22.380 --> 01:21:26.305
Output ใช่ไหม ฉะนั้น เอาของเด

1222
01:21:26.381 --> 01:21:30.307
ยกลงมาก่อน คือ 3 เราเอาเลขอะไรมาใส่

1223
01:21:30.382 --> 01:21:34.305
เลข 5 นะคะ อันนี้

1224
01:21:34.383 --> 01:21:38.305
ยกลงมาไหม เครื่องหมายบวกยกลงมาด้วยนะ

1225
01:21:38.390 --> 01:21:42.305
ยกลงมาด้วย

1226
01:21:42.393 --> 01:21:46.305

1227
01:21:46.394 --> 01:21:50.307

1228
01:21:50.395 --> 01:21:54.305
เสร็จแล้ว ถัดมา

1229
01:21:54.396 --> 01:21:58.305
เครื่องหมายคูณ

1230
01:21:58.397 --> 01:22:02.305
คูณต้องเอามาลง Stack ใช่หรือเปล่า แต่คูณ

1231
01:22:02.398 --> 01:22:06.306
มันมากกว่าบวกใช่ไหม คูณ

1232
01:22:06.399 --> 01:22:10.305
กับบวก อะไรมากกว่ากัน คูณ เพราะฉะนั้น

1233
01:22:10.400 --> 01:22:14.305
เราก็ใส่ลงไปใน Stack ได้เลย โดย

1234
01:22:14.402 --> 01:22:18.305
โดยเอาของเดิมลงมาก่อน

1235
01:22:18.405 --> 01:22:22.305
แล้วก็ใส่เครื่องหมายคูณ

1236
01:22:22.407 --> 01:22:26.305
อันนี้ยกลงมาเหมือนเดิมไหม ยกลงมาเหมือนเดิม

1237
01:22:26.410 --> 01:22:30.305

1238
01:22:30.411 --> 01:22:34.305
ตรงสุดท้าย 1 เอาไว้ที่ไหน

1239
01:22:34.413 --> 01:22:38.305
Output แต่มีของเดิมอยู่แล้วใช่ไหม

1240
01:22:38.414 --> 01:22:42.305
ยกของเดิมลงมาก่อน แล้วก็ใส่เลข 1

1241
01:22:42.415 --> 01:22:46.305

1242
01:22:46.416 --> 01:22:50.305
อันนี้ยกลงมาเลยได้ไหม ได้นะคะ ใน Stack

1243
01:22:50.417 --> 01:22:54.305
เราก็ยกเครื่องหมายออกมา เครื่องหมายนะคะ

1244
01:22:54.418 --> 01:22:58.304
บวกกับคูณ

1245
01:22:58.419 --> 01:23:02.313

1246
01:23:02.421 --> 01:23:06.305
เสร็จแล้ว

1247
01:23:06.422 --> 01:23:10.305
ผลลัพธ์ที่ได้ ตอนนี้ข้อมูลหมดแล้วใช่ไหม

1248
01:23:10.423 --> 01:23:14.305
ใน Stack ยังมีอยู่ ใน Stack ยังมีอยู่ ต้อง

1249
01:23:14.424 --> 01:23:18.304
เอาออกมา ต้อง Pop ออกมา ใช่ไหมคะ

1250
01:23:18.427 --> 01:23:22.305
ยกตรง Output ของเดิมลงมาก่อน Pop

1251
01:23:22.426 --> 01:23:26.305
บวกกับคูณเอาอะไรออกมาก่อน

1252
01:23:26.427 --> 01:23:30.306
คูณ แล้วตามด้วยบวก เห็นไหมคะ

1253
01:23:30.428 --> 01:23:34.305
เอาตัวแรกออกมาก่อน แล้วเอาตัวที่ 2

1254
01:23:34.429 --> 01:23:38.305
ออกมา

1255
01:23:38.430 --> 01:23:42.304

1256
01:23:42.431 --> 01:23:46.305

1257
01:23:46.432 --> 01:23:50.304

1258
01:23:50.434 --> 01:23:54.305
เดี๋ยวต่ออีกนิดหนึ่งนะคะ เดี๋ยวเขียนตรงนี้ให้เสร็จก่อน

1259
01:23:54.437 --> 01:23:58.305

1260
01:23:58.438 --> 01:24:02.304

1261
01:24:02.441 --> 01:24:06.305
เรายังไม่ได้ค่าเลข 8 เลย

1262
01:24:06.442 --> 01:24:10.305
จะทำอย่างไรให้ได้เลข 8

1263
01:24:10.444 --> 01:24:14.304
8

1264
01:24:14.445 --> 01:24:18.305
ถัดมา เสร็จหรือยังคะ

1265
01:24:18.446 --> 01:24:22.304
เดี๋ยวรอเพื่อน

1266
01:24:22.447 --> 01:24:26.304
แป๊บหนึ่งนะ

1267
01:24:26.449 --> 01:24:30.304

1268
01:24:30.450 --> 01:24:34.304

1269
01:24:34.451 --> 01:24:38.304
โอเค เราได้ผลลัพธ์

1270
01:24:38.452 --> 01:24:42.305
แล้วใช่ไหมคะ จากตารางที่เราทำใน Stack

1271
01:24:42.453 --> 01:24:46.304

1272
01:24:46.456 --> 01:24:50.304
พอได้ค่าผลลัพธ์แล้วนี่ คือ ตัวนี้

1273
01:24:50.458 --> 01:24:54.304
351 คูณ บวก

1274
01:24:54.459 --> 01:24:58.306
มาหาผลลัพธ์ต่อนะคะ ค่านี้จะเป็นค่าสุดท้ายแล้ว

1275
01:24:58.460 --> 01:25:02.304
ที่เราจะได้คำตอบออกมา

1276
01:25:02.461 --> 01:25:06.304

1277
01:25:06.463 --> 01:25:10.304
ตัวแรกตัวนี้ใช่ไหมคะ

1278
01:25:10.464 --> 01:25:14.304
ขั้นตอนถัดมา ถ้าเป็น

1279
01:25:14.465 --> 01:25:18.304
ตัวเลข ถ้าเป็นตัวเลขจะ Push

1280
01:25:18.466 --> 01:25:22.304
ลง Stack อันนี้อีกอันหนึ่งนะ อีก

1281
01:25:22.467 --> 01:25:26.304
ขั้นตอนหนึ่วนะคะ ถ้าเป็นตัวเลขจะ P

1282
01:25:26.468 --> 01:25:30.304
ลง Stack ดูพร้อมครูเลย ตัวที่ 1 มา

1283
01:25:30.469 --> 01:25:34.304
คือตัวเลขอะไรคะ เลข 3

1284
01:25:34.471 --> 01:25:38.305
เราเอาใส่ใน Stack

1285
01:25:38.474 --> 01:25:42.304
ดูพร้อมกันนะ เลข 3

1286
01:25:42.488 --> 01:25:46.304
ตัวแรก เอาลง Stack ตัวถัดมา

1287
01:25:46.490 --> 01:25:50.304
เลขอะไรคะ เลข 5

1288
01:25:50.493 --> 01:25:54.304
ก็เอาเลข 5 Push ลง  Stack เหมือนกัน

1289
01:25:54.494 --> 01:25:58.304

1290
01:25:58.495 --> 01:26:02.304
ตัวถัดมาเลขอะไร

1291
01:26:02.497 --> 01:26:06.305
เลข 1 ก็เอาเลข 1

1292
01:26:06.498 --> 01:26:10.304
Push ลง Stack เหมือนกัน

1293
01:26:10.499 --> 01:26:14.305

1294
01:26:14.500 --> 01:26:18.304

1295
01:26:18.501 --> 01:26:22.304
ถัดมา

1296
01:26:22.502 --> 01:26:26.304
เราเครื่องหมายคูณ ให้

1297
01:26:26.503 --> 01:26:30.304
Pop ค่าบนสุดอออกมา แล้ว

1298
01:26:30.504 --> 01:26:34.304
วางไว้ขวามือ เอาเลข 1 ออกมา เห็นไหมคะ

1299
01:26:34.508 --> 01:26:38.304
จากนั้นใส่เครื่องหมาย

1300
01:26:38.509 --> 01:26:42.304
ถ้ามันเครื่องหมายนะ ตัวที่เราอ่านมา เรา Pop

1301
01:26:42.511 --> 01:26:46.306
ตัวเลขออกมาก่อน แล้วใส่เครื่องหมาย

1302
01:26:46.513 --> 01:26:50.304
แล้วเอาตัวที่ 2 ออกมาแบบนี้

1303
01:26:50.514 --> 01:26:54.304
นี่นะคะ เอาตัวบนสุดออกมา

1304
01:26:54.515 --> 01:26:58.304
แล้วใส่เครื่องหมายที่เราอ่าน แล้วเอา

1305
01:26:58.516 --> 01:27:02.304
ตัวข้อมูล

1306
01:27:02.517 --> 01:27:06.304
ตัวเลขที่อยู่ใน Stack ตัวถัดมานี่ออกมา ได้ผลลัพธ์อะไรคะ

1307
01:27:06.518 --> 01:27:10.304
5 x 1 เป็น 5

1308
01:27:10.519 --> 01:27:14.304
ตอนนี้ใน Stack 1 กับ 5 ออก

1309
01:27:14.521 --> 01:27:18.306
ไปแล้วนะ เราได้ผลลัพธ์

1310
01:27:18.522 --> 01:27:22.304
คือ 5 แล้วอย่างไรต่อ

1311
01:27:22.523 --> 01:27:26.305
ก็ Push ลง Stack

1312
01:27:26.525 --> 01:27:30.304
เอาเลข 5 Push ลงไปใน Stack

1313
01:27:30.526 --> 01:27:34.304
ตอนนี้เอาออกไปแล้ว 2 เหลือ 3

1314
01:27:34.527 --> 01:27:38.304
พอคูณเสร็จเอา 5 กลับเข้ามา

1315
01:27:38.529 --> 01:27:42.304

1316
01:27:42.533 --> 01:27:46.304
ดูนะคะ ถัดมา

1317
01:27:46.535 --> 01:27:50.304
อ่านเครื่องหมายบวก

1318
01:27:50.537 --> 01:27:54.304
ทำเหมือนเดิมเลย เอาอะไรออกมาคะ

1319
01:27:54.538 --> 01:27:58.303

1320
01:27:58.540 --> 01:28:02.304
เอา 5 ออกมาไว้ทางขวามือ แล้วก็ใส่เครื่องหมายบวก

1321
01:28:02.542 --> 01:28:06.304
แล้วก้เอา 3 ออกมา คำตอบเป็นเท่าไหร่คะ

1322
01:28:06.543 --> 01:28:10.304
เป็น 8

1323
01:28:10.545 --> 01:28:14.304

1324
01:28:14.546 --> 01:28:18.304
แล้วก็เอา 8 ใส่ลงไปใน Stack จะเหลือเป็นค่าสุดท้าย

1325
01:28:18.550 --> 01:28:22.304
นี่คือคำตอบของ

1326
01:28:22.553 --> 01:28:26.304
โจทย์ข้อนี้ ได้เท่ากันเลยไหม

1327
01:28:26.556 --> 01:28:30.303
ได้เท่ากันเลย คือ 8

1328
01:28:30.557 --> 01:28:34.303
จะเห็นว่านี่คือกระบวนการคอมพิวเตอร์คิดค่า

1329
01:28:34.558 --> 01:28:38.304
ตัวเลขให้เรานะคะ กว่าจะได้เลข 8

1330
01:28:38.562 --> 01:28:42.304
ออกมานี่ คอมพิวเตอร์ต้องคิดแบบนี้นะคะ

1331
01:28:42.564 --> 01:28:46.303

1332
01:28:46.566 --> 01:28:50.303

1333
01:28:50.567 --> 01:28:54.303

1334
01:28:54.568 --> 01:28:58.303
โอเค

1335
01:28:58.571 --> 01:29:02.304
ใครเสร็จแล้ว

1336
01:29:02.576 --> 01:29:06.304
ครูให้เบรกอีก 5 นาที จดตัวนี้ให้เสร็จนะคะ

1337
01:29:06.580 --> 01:29:10.303
ครูให้เบรก 5 นาที

1338
01:29:10.581 --> 01:29:14.303

1339
01:29:14.583 --> 01:29:18.303

1340
01:29:18.584 --> 01:29:22.303

1341
01:29:22.585 --> 01:29:26.303

1342
01:29:26.586 --> 01:29:30.304

1343
01:29:30.588 --> 01:29:34.305

1344
01:29:34.589 --> 01:29:38.303

1345
01:29:38.591 --> 01:29:42.303

1346
01:29:42.592 --> 01:29:46.303

1347
01:29:46.593 --> 01:29:50.303

1348
01:29:50.594 --> 01:29:54.303

1349
01:29:54.596 --> 01:29:58.303

1350
01:29:58.597 --> 01:30:02.303

1351
01:30:02.598 --> 01:30:06.303

1352
01:30:06.599 --> 01:30:10.303

1353
01:30:10.600 --> 01:30:14.303

1354
01:30:14.601 --> 01:30:18.303

1355
01:30:18.602 --> 01:30:22.304

1356
01:30:22.604 --> 01:30:26.303

1357
01:30:26.605 --> 01:30:30.303

1358
01:30:30.611 --> 01:30:34.303

1359
01:30:34.612 --> 01:30:38.304

1360
01:30:38.613 --> 01:30:42.303

1361
01:30:42.614 --> 01:30:46.303

1362
01:30:46.616 --> 01:30:50.303

1363
01:30:50.618 --> 01:30:54.303

1364
01:30:54.619 --> 01:30:58.303

1365
01:30:58.623 --> 01:31:02.303

1366
01:31:02.625 --> 01:31:06.303

1367
01:31:06.626 --> 01:31:10.303

1368
01:31:10.628 --> 01:31:14.303

1369
01:31:14.629 --> 01:31:18.303

1370
01:31:18.630 --> 01:31:22.303

1371
01:31:22.631 --> 01:31:26.303

1372
01:31:26.632 --> 01:31:30.302

1373
01:31:30.633 --> 01:31:34.302

1374
01:31:34.635 --> 01:31:38.302

1375
01:31:38.636 --> 01:31:42.303

1376
01:31:42.637 --> 01:31:46.301

1377
01:31:46.638 --> 01:31:50.301

1378
01:31:50.639 --> 01:31:54.304

1379
01:31:54.641 --> 01:31:58.300

1380
01:31:58.643 --> 01:32:02.300

1381
01:32:02.645 --> 01:32:06.300

1382
01:32:06.646 --> 01:32:10.299

1383
01:32:10.647 --> 01:32:14.299

1384
01:32:14.649 --> 01:32:18.299

1385
01:32:18.650 --> 01:32:22.299

1386
01:32:22.652 --> 01:32:26.298

1387
01:32:26.653 --> 01:32:30.298

1388
01:32:30.655 --> 01:32:34.298

1389
01:32:34.656 --> 01:32:38.297

1390
01:32:38.660 --> 01:32:42.297

1391
01:32:42.662 --> 01:32:46.297

1392
01:32:46.665 --> 01:32:50.296

1393
01:32:50.667 --> 01:32:54.296

1394
01:32:54.668 --> 01:32:58.296

1395
01:32:58.670 --> 01:33:02.296

1396
01:33:02.671 --> 01:33:06.295

1397
01:33:06.673 --> 01:33:10.296

1398
01:33:10.675 --> 01:33:14.295

1399
01:33:14.676 --> 01:33:18.294

1400
01:33:18.677 --> 01:33:22.294

1401
01:33:22.679 --> 01:33:26.294

1402
01:33:26.682 --> 01:33:30.294

1403
01:33:30.683 --> 01:33:34.294

1404
01:33:34.685 --> 01:33:38.293

1405
01:33:38.687 --> 01:33:42.293

1406
01:33:42.689 --> 01:33:46.293

1407
01:33:46.690 --> 01:33:50.293

1408
01:33:50.691 --> 01:33:54.292

1409
01:33:54.692 --> 01:33:58.292

1410
01:33:58.695 --> 01:34:02.292

1411
01:34:02.696 --> 01:34:06.292

1412
01:34:06.698 --> 01:34:10.291

1413
01:34:10.700 --> 01:34:14.291

1414
01:34:14.702 --> 01:34:18.291

1415
01:34:18.704 --> 01:34:22.291

1416
01:34:22.705 --> 01:34:26.290

1417
01:34:26.707 --> 01:34:30.290

1418
01:34:30.709 --> 01:34:34.290

1419
01:34:34.711 --> 01:34:38.292

1420
01:34:38.713 --> 01:34:42.289

1421
01:34:42.715 --> 01:34:46.289

1422
01:34:46.717 --> 01:34:50.289

1423
01:34:50.718 --> 01:34:54.289

1424
01:34:54.720 --> 01:34:58.289

1425
01:34:58.723 --> 01:35:02.288

1426
01:35:02.724 --> 01:35:06.288

1427
01:35:06.725 --> 01:35:10.288

1428
01:35:10.726 --> 01:35:14.288

1429
01:35:14.728 --> 01:35:18.287

1430
01:35:18.729 --> 01:35:22.287

1431
01:35:22.731 --> 01:35:26.287

1432
01:35:26.732 --> 01:35:30.290

1433
01:35:30.733 --> 01:35:34.287

1434
01:35:34.735 --> 01:35:38.286

1435
01:35:38.738 --> 01:35:42.286

1436
01:35:42.739 --> 01:35:46.287

1437
01:35:46.741 --> 01:35:50.286

1438
01:35:50.743 --> 01:35:54.286

1439
01:35:54.744 --> 01:35:58.285

1440
01:35:58.745 --> 01:36:02.285

1441
01:36:02.746 --> 01:36:06.285

1442
01:36:06.747 --> 01:36:10.285

1443
01:36:10.748 --> 01:36:14.285

1444
01:36:14.749 --> 01:36:18.285

1445
01:36:18.751 --> 01:36:22.285

1446
01:36:22.753 --> 01:36:26.284

1447
01:36:26.754 --> 01:36:30.284

1448
01:36:30.756 --> 01:36:34.284

1449
01:36:34.758 --> 01:36:38.283

1450
01:36:38.759 --> 01:36:42.283

1451
01:36:42.764 --> 01:36:46.285

1452
01:36:46.765 --> 01:36:50.283

1453
01:36:50.767 --> 01:36:54.283

1454
01:36:54.768 --> 01:36:58.283

1455
01:36:58.770 --> 01:37:02.282

1456
01:37:02.772 --> 01:37:06.282

1457
01:37:06.773 --> 01:37:10.282

1458
01:37:10.777 --> 01:37:14.282

1459
01:37:14.778 --> 01:37:18.281

1460
01:37:18.779 --> 01:37:22.283

1461
01:37:22.781 --> 01:37:26.281

1462
01:37:26.783 --> 01:37:30.281

1463
01:37:30.785 --> 01:37:34.281

1464
01:37:34.786 --> 01:37:38.281

1465
01:37:38.787 --> 01:37:42.281

1466
01:37:42.789 --> 01:37:46.281

1467
01:37:46.790 --> 01:37:50.280

1468
01:37:50.792 --> 01:37:54.281

1469
01:37:54.793 --> 01:37:58.280

1470
01:37:58.795 --> 01:38:02.280

1471
01:38:02.796 --> 01:38:06.280

1472
01:38:06.798 --> 01:38:10.280

1473
01:38:10.799 --> 01:38:14.279

1474
01:38:14.800 --> 01:38:18.279

1475
01:38:18.801 --> 01:38:22.279

1476
01:38:22.803 --> 01:38:26.279

1477
01:38:26.805 --> 01:38:30.279

1478
01:38:30.806 --> 01:38:34.278

1479
01:38:34.807 --> 01:38:38.278

1480
01:38:38.808 --> 01:38:42.278

1481
01:38:42.811 --> 01:38:46.278

1482
01:38:46.815 --> 01:38:50.278

1483
01:38:50.817 --> 01:38:54.278

1484
01:38:54.819 --> 01:38:58.278

1485
01:38:58.821 --> 01:39:02.277

1486
01:39:02.822 --> 01:39:06.277

1487
01:39:06.823 --> 01:39:10.277

1488
01:39:10.825 --> 01:39:14.277

1489
01:39:14.828 --> 01:39:18.276

1490
01:39:18.832 --> 01:39:22.276

1491
01:39:22.833 --> 01:39:26.276

1492
01:39:26.834 --> 01:39:30.276
ค่ะ เดี๋ยวมาต่ออีกนิดหนึ่ง

1493
01:39:30.837 --> 01:39:34.276

1494
01:39:34.838 --> 01:39:38.275
คราวนี้มาดูอีก 1 ตัวอย่างนะคะ

1495
01:39:38.839 --> 01:39:42.275

1496
01:39:42.844 --> 01:39:46.275
ครูมีโจทย์ให้

1497
01:39:46.845 --> 01:39:50.274

1498
01:39:50.846 --> 01:39:54.274
5 x 2

1499
01:39:54.848 --> 01:39:58.274
+ 2

1500
01:39:58.850 --> 01:40:02.274
ตอนนี้เราทำ

1501
01:40:02.851 --> 01:40:06.273
จาก Prefix ให้เป็น

1502
01:40:06.852 --> 01:40:10.274
Postfix ก่อนนะคะ

1503
01:40:10.853 --> 01:40:14.273
อันดับแรก

1504
01:40:14.855 --> 01:40:18.273
ต้องวาดตารางก่อนใช่ไหมคะ

1505
01:40:18.856 --> 01:40:22.272
วาดตาราง Stack ว่าง

1506
01:40:22.859 --> 01:40:26.272
ครูก็วาด 3 ช่องเหมือนเดิม แล้วก็

1507
01:40:26.860 --> 01:40:30.272
ตรง Input ครูก็เอาข้อมูลแต่ละตัว

1508
01:40:30.862 --> 01:40:34.272
มาใส่ลงในแต่ละบรรทัด

1509
01:40:34.864 --> 01:40:38.272

1510
01:40:38.865 --> 01:40:42.271

1511
01:40:42.868 --> 01:40:46.271

1512
01:40:46.869 --> 01:40:50.271

1513
01:40:50.872 --> 01:40:54.273
เริ่มต้นเลย หย่อนเข้ามาตัวเลข

1514
01:40:54.873 --> 01:40:58.270
คือ เลข 5 ใช่ไหม มันเป็นตัวเลข เพราะฉะนั้น

1515
01:40:58.874 --> 01:41:02.270
เอาไปไว้ที่ Output

1516
01:41:02.875 --> 01:41:06.270
นะคะ นะ ถ้าเป็นตัวเลข เอาไปไว้ที่ Output

1517
01:41:06.876 --> 01:41:10.269
ได้เลย ตัวถัดมา

1518
01:41:10.878 --> 01:41:14.270
เครื่องหมายคูณ

1519
01:41:14.879 --> 01:41:18.269
แสดงว่าต้องเอาไปไว้ใน Stack

1520
01:41:18.880 --> 01:41:22.269
ตอนนี้ Stack มันเป็น Stack ว่าง

1521
01:41:22.881 --> 01:41:26.269
เราก็เลยเอาคูณมาใส่ใน

1522
01:41:26.882 --> 01:41:30.269
Stack ได้เลย ส่วน Output

1523
01:41:30.885 --> 01:41:34.268
ก็ยก 5 ลงมาเหมือนเดิม

1524
01:41:34.886 --> 01:41:38.268

1525
01:41:38.888 --> 01:41:42.268
โอเคนะ ยังเป็นเหมือนเดิมอญู่นะ

1526
01:41:42.889 --> 01:41:46.268
2 บรรทัดแรก ถัดมา

1527
01:41:46.890 --> 01:41:50.268
เจอเลข 2 เลข 2

1528
01:41:50.893 --> 01:41:54.267
2 มันเป็นตัวเลข ต้องเอาไปไว้ที่

1529
01:41:54.894 --> 01:41:58.267
Output เพราะฉะนั้น 2

1530
01:41:58.895 --> 01:42:02.266
จะอยู่ต่อจากเลข 5 นะคะ ใน Stack

1531
01:42:02.897 --> 01:42:06.266
ก็ยกลงมาเหมือนเดิม

1532
01:42:06.905 --> 01:42:10.268

1533
01:42:10.907 --> 01:42:14.266
ถึงตรงนี้นะคะ

1534
01:42:14.908 --> 01:42:18.266

1535
01:42:18.910 --> 01:42:22.269
ถัดมาข้อมูลที่เราอ่านมา

1536
01:42:22.911 --> 01:42:26.266
เครื่องหมายบวก พอเราเจอ

1537
01:42:26.913 --> 01:42:30.266
เครื่องหมายบวก ครูบอกว่าต้องเอามัน

1538
01:42:30.914 --> 01:42:34.265
ไปไว้ใน Stack แต่ก่อนอื่น ก่อนที่จะ

1539
01:42:34.915 --> 01:42:38.265
เอาไปไว้ใน Stack เดิม

1540
01:42:38.918 --> 01:42:42.266
เรามีข้อมูลใน Stack หรือเปล่า มีใช่หรือเปล่า มีเครื่องหมายคูณ

1541
01:42:42.919 --> 01:42:46.264
เพราะฉะนั้นเราต้

1542
01:42:46.920 --> 01:42:50.264
ต้องเปรียบเทียบความสำคัญก่อน บวก

1543
01:42:50.922 --> 01:42:54.264
มันน้อยกว่าหรือมากกว่าคูณ

1544
01:42:54.923 --> 01:42:58.266
น้อยกว่า ใช่ไหม บวก

1545
01:42:58.924 --> 01:43:02.264
มีค่าน้อยกว่าคูณ เพราะฉะนั้น

1546
01:43:02.925 --> 01:43:06.264
ทำอย่างไรคะ เอาคูณ

1547
01:43:06.927 --> 01:43:10.264
ออกมา

1548
01:43:10.928 --> 01:43:14.264
บวกมีค่าน้อยกว่าคูณ เพราะฉะนั้น

1549
01:43:14.929 --> 01:43:18.263
ต้องเอา

1550
01:43:18.931 --> 01:43:22.262
ข้อมูลที่อยู่บน Stack นี่ คือ คูณ เอามาไว้ที่

1551
01:43:22.932 --> 01:43:26.262
Output เห็นไหมคะ

1552
01:43:26.934 --> 01:43:30.262
เอามาไว้ที่ Output เสร็จแล้ว เราถึงเอา

1553
01:43:30.936 --> 01:43:34.262
เครื่องหมายบวก Push ลงไปใน Stack

1554
01:43:34.937 --> 01:43:38.262
นะคะ แล้วค่อยเอาเครื่องหมายบวก

1555
01:43:38.938 --> 01:43:42.262
ใส่ลงไปใน Stack ได้เลย เพราะ Stack มันว่าง

1556
01:43:42.940 --> 01:43:46.263
เพราะฉะนั้น ตรง Output จะเป็น

1557
01:43:46.944 --> 01:43:50.262
5, 2 แล้วก็เครื่องหมาย๕

1558
01:43:50.945 --> 01:43:54.261
ทำไมคูณ

1559
01:43:54.946 --> 01:43:58.261
ถึงต้องออกมา เพราะบวกมันน้อยกว่าคูณ

1560
01:43:58.947 --> 01:44:02.261
เห็นไหมคะ บวกมันน้อยกว่าคูณ

1561
01:44:02.949 --> 01:44:06.261
เลยเอาคูณออกมา

1562
01:44:06.950 --> 01:44:10.261
ถัดมาเลขอะไรคะ เลข 2

1563
01:44:10.951 --> 01:44:14.260
เอาไปไว้ที่ Output ได้เลย ก็เอามันไปต่อท้ายคูณ

1564
01:44:14.952 --> 01:44:18.260
เอามันมาต่อท้ายคูณใช้หรือเปล่า เพราะมันคือคูณ

1565
01:44:18.953 --> 01:44:22.260
เอา 2 มาต่อท้าย

1566
01:44:22.954 --> 01:44:26.260

1567
01:44:26.955 --> 01:44:30.265
ตอนนี้เราอ่านข้อมูลครบหมดแล้ว

1568
01:44:30.956 --> 01:44:34.264
แต่ใน Stack มันยังมีบวกค้างอยู่ เพราะฉะนั้น

1569
01:44:34.957 --> 01:44:38.260
ต้อง Pop มันออกมา แ

1570
01:44:38.958 --> 01:44:42.260
นะคะ Pop มันออกมาและไว้ข้างหลัง

1571
01:44:42.959 --> 01:44:46.259

1572
01:44:46.961 --> 01:44:50.261

1573
01:44:50.962 --> 01:44:54.269

1574
01:44:54.963 --> 01:44:58.259

1575
01:44:58.964 --> 01:45:02.258

1576
01:45:02.966 --> 01:45:06.258

1577
01:45:06.967 --> 01:45:10.259

1578
01:45:10.968 --> 01:45:14.258

1579
01:45:14.970 --> 01:45:18.258

1580
01:45:18.972 --> 01:45:22.258

1581
01:45:22.975 --> 01:45:26.257
โอเคนะ

1582
01:45:26.976 --> 01:45:30.257
แบบฝึกหัด ช่วยครูทำหน่อยตอนนี้เลย

1583
01:45:30.977 --> 01:45:34.260
ครูโจทย์ให้นะคะ 3 หาร 1

1584
01:45:34.983 --> 01:45:38.257
ลบ 2 แล้วครูก็บอกว่าหาร

1585
01:45:38.984 --> 01:45:42.257
นี่ มันมีค่ามากกว่าลบนะ

1586
01:45:42.985 --> 01:45:46.257
หาค่าผลลัพธ์ของนิพจน์

1587
01:45:46.986 --> 01:45:50.257
Postfix ให้ครูหน่อย

1588
01:45:50.988 --> 01:45:54.256
จะได้อะไร เริ่มต้น

1589
01:45:54.992 --> 01:45:58.256
ทุกคนตีตารางก่อน

1590
01:45:58.993 --> 01:46:02.256

1591
01:46:02.994 --> 01:46:06.260

1592
01:46:06.996 --> 01:46:10.256
ลองทำดูสิคะ มีกระดาษไหม

1593
01:46:10.998 --> 01:46:14.255
ไม่มีมาเอาข้างหน้า

1594
01:46:14.999 --> 01:46:18.257
ครูมีกระดาษให้นะ

1595
01:46:19.002 --> 01:46:22.255

1596
01:46:23.003 --> 01:46:26.255

1597
01:46:27.005 --> 01:46:30.256

1598
01:46:31.007 --> 01:46:34.255
แบบฝึกหัด 1 ข้อนะคะ ทำตอนนี้เลย

1599
01:46:35.008 --> 01:46:38.255

1600
01:46:39.011 --> 01:46:42.255

1601
01:46:43.013 --> 01:46:46.255

1602
01:46:47.015 --> 01:46:50.254
เหมือนกับโจทย์ที่ครูให้ไป

1603
01:46:51.016 --> 01:46:54.254
นะคะ คล้าย ๆ กับโจทย์ที่ครูให้ไป

1604
01:46:55.017 --> 01:46:58.255
จดแล้วด้วยนะ

1605
01:46:59.018 --> 01:47:02.254

1606
01:47:03.019 --> 01:47:06.253

1607
01:47:07.021 --> 01:47:10.254

1608
01:47:11.022 --> 01:47:14.253

1609
01:47:15.024 --> 01:47:18.253

1610
01:47:19.027 --> 01:47:22.253

1611
01:47:23.028 --> 01:47:26.253

1612
01:47:27.029 --> 01:47:30.253

1613
01:47:31.031 --> 01:47:34.253

1614
01:47:35.033 --> 01:47:38.252

1615
01:47:39.035 --> 01:47:42.253

1616
01:47:43.036 --> 01:47:46.252

1617
01:47:47.038 --> 01:47:50.252

1618
01:47:51.039 --> 01:47:54.252

1619
01:47:55.042 --> 01:47:58.252

1620
01:47:59.049 --> 01:48:02.252

1621
01:48:03.050 --> 01:48:06.251

1622
01:48:07.051 --> 01:48:10.252

1623
01:48:11.055 --> 01:48:14.251

1624
01:48:15.057 --> 01:48:18.251

1625
01:48:19.059 --> 01:48:22.251

1626
01:48:23.061 --> 01:48:26.251

1627
01:48:27.063 --> 01:48:30.251

1628
01:48:31.063 --> 01:48:34.251

1629
01:48:35.067 --> 01:48:38.251

1630
01:48:39.068 --> 01:48:42.251
เหมือนโจทย์สุดท้ายที่ครูให้ไปเมื่อกี้เลยนะ

1631
01:48:43.069 --> 01:48:46.250
ลบ

1632
01:48:47.070 --> 01:48:50.251
มันน้อยกว่าหารใช่ไหมคะ เรา

1633
01:48:51.074 --> 01:48:54.250
เปรียบเทียบกัน ลบมันน้อยกว่าหาร

1634
01:48:55.077 --> 01:48:58.250
เพราะฉะนั้น

1635
01:48:59.082 --> 01:49:02.250
ก็ต้องเอาหารออกมา

1636
01:49:03.083 --> 01:49:06.251

1637
01:49:07.085 --> 01:49:10.252

1638
01:49:11.087 --> 01:49:14.252

1639
01:49:15.089 --> 01:49:18.249

1640
01:49:19.090 --> 01:49:22.249

1641
01:49:23.093 --> 01:49:26.249

1642
01:49:27.095 --> 01:49:30.249

1643
01:49:31.097 --> 01:49:34.249

1644
01:49:35.099 --> 01:49:38.249

1645
01:49:39.100 --> 01:49:42.249

1646
01:49:43.103 --> 01:49:46.248

1647
01:49:47.105 --> 01:49:50.250

1648
01:49:51.107 --> 01:49:54.248

1649
01:49:55.111 --> 01:49:58.248

1650
01:49:59.113 --> 01:50:02.248

1651
01:50:03.117 --> 01:50:06.248

1652
01:50:07.122 --> 01:50:10.250

1653
01:50:11.123 --> 01:50:14.248

1654
01:50:15.125 --> 01:50:18.247

1655
01:50:19.126 --> 01:50:22.248

1656
01:50:23.128 --> 01:50:26.247

1657
01:50:27.130 --> 01:50:30.247

1658
01:50:31.132 --> 01:50:34.249

1659
01:50:35.133 --> 01:50:38.247

1660
01:50:39.134 --> 01:50:42.247

1661
01:50:43.137 --> 01:50:46.247

1662
01:50:47.138 --> 01:50:50.246

1663
01:50:51.139 --> 01:50:54.247

1664
01:50:55.140 --> 01:50:58.249

1665
01:50:59.142 --> 01:51:02.247

1666
01:51:03.144 --> 01:51:06.246

1667
01:51:07.147 --> 01:51:10.248

1668
01:51:11.153 --> 01:51:14.246

1669
01:51:15.158 --> 01:51:18.246

1670
01:51:19.163 --> 01:51:22.246

1671
01:51:23.164 --> 01:51:26.246

1672
01:51:27.165 --> 01:51:30.246

1673
01:51:31.168 --> 01:51:34.246

1674
01:51:35.169 --> 01:51:38.246

1675
01:51:39.170 --> 01:51:42.245

1676
01:51:43.172 --> 01:51:46.245

1677
01:51:47.174 --> 01:51:50.245

1678
01:51:51.175 --> 01:51:54.245

1679
01:51:55.176 --> 01:51:58.245

1680
01:51:59.179 --> 01:52:02.244

1681
01:52:03.181 --> 01:52:06.244

1682
01:52:07.182 --> 01:52:10.245

1683
01:52:11.184 --> 01:52:14.244

1684
01:52:15.185 --> 01:52:18.244

1685
01:52:19.187 --> 01:52:22.244

1686
01:52:23.188 --> 01:52:26.244

1687
01:52:27.189 --> 01:52:30.247

1688
01:52:31.191 --> 01:52:34.244

1689
01:52:35.192 --> 01:52:38.244

1690
01:52:39.195 --> 01:52:42.243

1691
01:52:43.196 --> 01:52:46.243

1692
01:52:47.198 --> 01:52:50.244

1693
01:52:51.201 --> 01:52:54.243

1694
01:52:55.203 --> 01:52:58.243

1695
01:52:59.205 --> 01:53:02.243

1696
01:53:03.206 --> 01:53:06.244

1697
01:53:07.207 --> 01:53:10.243

1698
01:53:11.210 --> 01:53:14.243

1699
01:53:15.212 --> 01:53:18.243

1700
01:53:19.214 --> 01:53:22.243

1701
01:53:23.216 --> 01:53:26.243

1702
01:53:27.218 --> 01:53:30.243

1703
01:53:31.220 --> 01:53:34.242

1704
01:53:35.222 --> 01:53:38.242

1705
01:53:39.224 --> 01:53:42.242

1706
01:53:43.226 --> 01:53:46.242

1707
01:53:47.228 --> 01:53:50.242

1708
01:53:51.230 --> 01:53:54.242

1709
01:53:55.232 --> 01:53:58.242

1710
01:53:59.234 --> 01:54:02.242

1711
01:54:03.236 --> 01:54:06.242

1712
01:54:07.238 --> 01:54:10.241

1713
01:54:11.243 --> 01:54:14.241

1714
01:54:15.245 --> 01:54:18.241

1715
01:54:19.247 --> 01:54:22.241
คราวนี้นะคะ ดูด้วยกัน

1716
01:54:23.249 --> 01:54:26.241

1717
01:54:27.253 --> 01:54:30.241
3

1718
01:54:31.255 --> 01:54:34.241
เอา 3 ไปไว้ที่ไหนคะ ที่ Output

1719
01:54:35.257 --> 01:54:38.241
เห็นไหมคะ เอา 3 ไปไว้ที่ Output

1720
01:54:39.258 --> 01:54:42.241
เครื่องหมายหาร เอาเครื่องหมายหารไปไว้ที่ไหน Stack

1721
01:54:43.260 --> 01:54:46.241
เพราะมันเป็น Stack ว่าง เราก็หย่อนเครื่องหมา

1722
01:54:47.262 --> 01:54:50.241
Output เรายกมันลงมาด้วยนะ

1723
01:54:51.263 --> 01:54:54.243

1724
01:54:55.265 --> 01:54:58.241
ถัดไป เราอ่านเจอเลข 1 ใช่ไหมคะ เราต้องเอาเลข 1 ไปไว้

1725
01:54:59.265 --> 01:55:02.241
ที่ไหน Output

1726
01:55:03.267 --> 01:55:06.240
ยกลงมาก่อน เสร็จแล้วก็เติมเลข 1 ลงไป

1727
01:55:07.268 --> 01:55:10.240
ใน Stack ยังเหมือนเดิมนะ

1728
01:55:11.269 --> 01:55:14.242
เรายังมีเครื่องหมายหารอยู่ เราก็ยกลงมาได้เลย

1729
01:55:15.271 --> 01:55:18.241
ถัดมา

1730
01:55:19.273 --> 01:55:22.240
เครื่องหมายลบใช่ไหมคะ เดิมใน Stack เรามี

1731
01:55:23.274 --> 01:55:26.240
หารอยู่แล้วใช่ไหม ครูเขียนให้ดูก่อน

1732
01:55:27.275 --> 01:55:30.240
เรามีหารอยู่แล้วนี่ เราเอาลบมาเทียบกับ

1733
01:55:31.276 --> 01:55:34.239
หาร ปรากฎว่าค

1734
01:55:35.279 --> 01:55:38.242
ค่าลบมันน้อยกว่า

1735
01:55:39.280 --> 01:55:42.240
ให้ทำอย่างไร

1736
01:55:43.282 --> 01:55:46.239
ให้เอาหารนี่ เอาออกมาไว้ที่

1737
01:55:47.283 --> 01:55:50.239
Output เพราะฉะนั้น จะได้เป็น

1738
01:55:51.284 --> 01:55:54.239
3, 1 แล้วก็หาร ตรงนี้หายไปใช่ไหมคะ

1739
01:55:55.285 --> 01:55:58.239
เสร็จแล้วก็ใส่ค่าลบ

1740
01:55:59.286 --> 01:56:02.239
ลงมาใน Stack

1741
01:56:03.287 --> 01:56:06.239
ถัดมาหย่อนอะไร

1742
01:56:07.288 --> 01:56:10.239
ยกของเดิมลงมาก่อนที่ Output แล้วก็ใส่เลข 2

1743
01:56:11.290 --> 01:56:14.239
ใน Stack หรืออะไรคะ

1744
01:56:15.291 --> 01:56:18.240
เครื่องหมายลบใช่ไม อ่านครบหมดแล้วนะ

1745
01:56:19.292 --> 01:56:22.239
แต่ใน Stack

1746
01:56:23.294 --> 01:56:26.238
เราต้องเอาค่าจาก Stack ออกมา เป็น

1747
01:56:27.297 --> 01:56:30.238
3 1 หาร 2 แล้วอะไรคะ ลบ

1748
01:56:31.298 --> 01:56:34.238
เห็นไหม

1749
01:56:35.299 --> 01:56:38.238
เราเอาค่าที่อยู๋ใน Stack ตัวสุดท้ายมาใส่ข้างหล

1750
01:56:39.301 --> 01:56:42.238
ได้เลยนะคะ

1751
01:56:43.302 --> 01:56:46.238
โอเค

1752
01:56:47.303 --> 01:56:50.238
อีกข้อหนึ่ง

1753
01:56:51.304 --> 01:56:54.238
แล้วจะให้เลิก ครูให้โจทย์มาแค่นี้เอง ว

1754
01:56:55.305 --> 01:56:58.238

1755
01:56:59.307 --> 01:57:02.237

1756
01:57:03.309 --> 01:57:06.238

1757
01:57:07.310 --> 01:57:10.237

1758
01:57:11.312 --> 01:57:14.237
โจทย์ข้อนี้อันดับแรก

1759
01:57:15.313 --> 01:57:18.237
วาดตารางก่อนเลย ตีตารางค่ะ

1760
01:57:19.315 --> 01:57:22.238

1761
01:57:23.317 --> 01:57:26.237

1762
01:57:27.318 --> 01:57:30.237

1763
01:57:31.319 --> 01:57:34.237

1764
01:57:35.322 --> 01:57:39.237

1765
01:57:39.324 --> 01:57:43.237

1766
01:57:43.325 --> 01:57:47.238

1767
01:57:47.326 --> 01:57:51.236

1768
01:57:51.327 --> 01:57:55.237

1769
01:57:55.328 --> 01:57:59.236

1770
01:57:59.329 --> 01:58:03.236

1771
01:58:03.330 --> 01:58:07.237

1772
01:58:07.331 --> 01:58:11.236

1773
01:58:11.333 --> 01:58:15.236

1774
01:58:15.334 --> 01:58:19.236

1775
01:58:19.335 --> 01:58:23.236

1776
01:58:23.336 --> 01:58:27.236

1777
01:58:27.338 --> 01:58:31.236

1778
01:58:31.339 --> 01:58:35.236

1779
01:58:35.344 --> 01:58:39.236

1780
01:58:39.346 --> 01:58:43.236

1781
01:58:43.348 --> 01:58:47.236

1782
01:58:47.349 --> 01:58:51.236

1783
01:58:51.350 --> 01:58:55.235

1784
01:58:55.351 --> 01:58:59.235

1785
01:58:59.352 --> 01:59:03.235

1786
01:59:03.353 --> 01:59:07.235

1787
01:59:07.354 --> 01:59:11.235

1788
01:59:11.355 --> 01:59:15.235

1789
01:59:15.356 --> 01:59:19.235

1790
01:59:19.357 --> 01:59:23.235

1791
01:59:23.358 --> 01:59:27.235

1792
01:59:27.359 --> 01:59:31.235

1793
01:59:31.361 --> 01:59:35.235

1794
01:59:35.362 --> 01:59:39.234

1795
01:59:39.363 --> 01:59:43.236

1796
01:59:43.364 --> 01:59:47.235

1797
01:59:47.365 --> 01:59:51.234
ดูนิดหนึ่ง

1798
01:59:51.367 --> 01:59:55.234
คูณมันมากกว่าลบ

1799
01:59:55.368 --> 01:59:59.234
ใช่หรือเปล่า คูณมันมีค่ามากกว่าลบ

1800
01:59:59.369 --> 02:00:03.234
ก็ Push คูณลง  Stack ได้เลย

1801
02:00:03.370 --> 02:00:07.234
นะคะ Push คูณ

1802
02:00:07.371 --> 02:00:11.234
ลงใน Stack ได้เลย

1803
02:00:11.372 --> 02:00:15.234

1804
02:00:15.376 --> 02:00:19.234

1805
02:00:19.377 --> 02:00:23.233

1806
02:00:23.379 --> 02:00:27.234

1807
02:00:27.382 --> 02:00:31.235

1808
02:00:31.383 --> 02:00:35.233

1809
02:00:35.384 --> 02:00:39.233

1810
02:00:39.386 --> 02:00:43.233

1811
02:00:43.387 --> 02:00:47.233

1812
02:00:47.388 --> 02:00:51.233

1813
02:00:51.389 --> 02:00:55.233

1814
02:00:55.392 --> 02:00:59.233

1815
02:00:59.393 --> 02:01:03.233

1816
02:01:03.396 --> 02:01:07.233

1817
02:01:07.397 --> 02:01:11.233

1818
02:01:11.401 --> 02:01:15.233

1819
02:01:15.402 --> 02:01:19.233

1820
02:01:19.403 --> 02:01:23.233

1821
02:01:23.404 --> 02:01:27.233

1822
02:01:27.405 --> 02:01:31.232

1823
02:01:31.406 --> 02:01:35.232

1824
02:01:35.407 --> 02:01:39.232

1825
02:01:39.408 --> 02:01:43.232

1826
02:01:43.411 --> 02:01:47.232

1827
02:01:47.413 --> 02:01:51.232

1828
02:01:51.414 --> 02:01:55.234

1829
02:01:55.415 --> 02:01:59.232

1830
02:01:59.422 --> 02:02:03.232

1831
02:02:03.423 --> 02:02:07.232

1832
02:02:07.424 --> 02:02:11.232

1833
02:02:11.426 --> 02:02:15.232

1834
02:02:15.427 --> 02:02:19.231

1835
02:02:19.430 --> 02:02:23.232

1836
02:02:23.431 --> 02:02:27.232

1837
02:02:27.432 --> 02:02:31.231

1838
02:02:31.434 --> 02:02:35.231

1839
02:02:35.435 --> 02:02:39.232

1840
02:02:39.436 --> 02:02:43.233

1841
02:02:43.437 --> 02:02:47.231

1842
02:02:47.438 --> 02:02:51.231

1843
02:02:51.439 --> 02:02:55.231

1844
02:02:55.442 --> 02:02:59.231

1845
02:02:59.443 --> 02:03:03.231

1846
02:03:03.444 --> 02:03:07.231

1847
02:03:07.445 --> 02:03:11.232

1848
02:03:11.448 --> 02:03:15.230

1849
02:03:15.450 --> 02:03:19.230

1850
02:03:19.451 --> 02:03:23.230

1851
02:03:23.452 --> 02:03:27.230

1852
02:03:27.453 --> 02:03:31.230

1853
02:03:31.454 --> 02:03:35.231

1854
02:03:35.458 --> 02:03:39.230

1855
02:03:39.461 --> 02:03:43.230

1856
02:03:43.464 --> 02:03:47.230

1857
02:03:47.467 --> 02:03:51.230

1858
02:03:51.471 --> 02:03:55.230

1859
02:03:55.474 --> 02:03:59.230

1860
02:03:59.478 --> 02:04:03.230

1861
02:04:03.482 --> 02:04:07.230

1862
02:04:07.484 --> 02:04:11.236

1863
02:04:11.485 --> 02:04:15.229
โอเค

1864
02:04:15.486 --> 02:04:19.229
มาดูนะคะ

1865
02:04:19.487 --> 02:04:23.231
นะคะ 6

1866
02:04:23.489 --> 02:04:27.230
เป็นตัวเลข เอาไว้ที่ Output ใช่หรือเปล่า

1867
02:04:27.490 --> 02:04:31.230
ลบ เอาไว้ที่ Stack นะคะ

1868
02:04:31.491 --> 02:04:35.229
6 ก็ใส่มาเหมือนเดิม

1869
02:04:35.492 --> 02:04:39.229
5 เอาไว้ที่ไหนคะ เอาไว้ที่

1870
02:04:39.493 --> 02:04:43.232
Stack ก็ยกลงมาเหมือนเดิมนะคะ

1871
02:04:43.494 --> 02:04:47.229
ถัดมาคูณ

1872
02:04:47.495 --> 02:04:51.230
เจอคูณ

1873
02:04:51.497 --> 02:04:55.229
ใช่ไหมคะ เจอคูณให้เ

1874
02:04:55.500 --> 02:04:59.229
ปรากฏว่าคูณมีค่ามากกว่าลบ

1875
02:04:59.501 --> 02:05:03.229
ให้ Push คูณลง Stack

1876
02:05:03.503 --> 02:05:07.229
ได้เลย เพราะฉะนั้น

1877
02:05:07.505 --> 02:05:11.229
Stack เดิมเป็น push

1878
02:05:11.506 --> 02:05:15.229
ครูบอกว่า Push ลงมาได้เลยนะคะ เพราะคูณ

1879
02:05:15.508 --> 02:05:19.228
มันมากกว่านะ มันมากกว่านะคะ

1880
02:05:19.509 --> 02:05:23.229
ข้างหลัง คือ 6 กับ 5

1881
02:05:23.510 --> 02:05:27.228
ถัดมา 2

1882
02:05:27.516 --> 02:05:31.231
เป็นตัวเลขไว้ข้างหลังนะคะ

1883
02:05:31.518 --> 02:05:35.228
Stack มีเท่าไรยกลงมา

1884
02:05:35.519 --> 02:05:39.236
โอเค เสร็จแล้ว หมดแล้วนะ ผลลัพธ์

1885
02:05:39.520 --> 02:05:43.228
สุดท้ายที่ได้ 6, 5, 2

1886
02:05:43.521 --> 02:05:47.228
เอาคูณออกมาก่อน แล้วตามด้วยลบนะคะ

1887
02:05:47.523 --> 02:05:51.228
เห็นนะโอเค

1888
02:05:51.525 --> 02:05:55.229

1889
02:05:55.527 --> 02:05:59.228
ทุกคนดู

1890
02:05:59.530 --> 02:06:03.227
นะคะ

1891
02:06:03.531 --> 02:06:07.244

1892
02:06:07.545 --> 02:06:11.227

1893
02:06:11.546 --> 02:06:15.227

1894
02:06:15.547 --> 02:06:19.227
เราสังเกตนะ

1895
02:06:19.549 --> 02:06:23.227
ทำไมตัวนี้

1896
02:06:23.550 --> 02:06:27.227
เอาหารออกมา ตัวนี้ไม่ได้เอาอะไรออกมานะคะ ตัวนี้

1897
02:06:27.552 --> 02:06:31.227
วิธีการสังเกต โอเค

1898
02:06:31.554 --> 02:06:35.227
ลบเทียบกับหาร ลบ

1899
02:06:35.555 --> 02:06:39.227
มันมีค่าน้อยกว่าหารเห็นไหมคะ

1900
02:06:39.560 --> 02:06:43.227
ลบมีค่าน้อยกว่าหาร

1901
02:06:43.561 --> 02:06:47.227
เลยต้องเอาหาร

1902
02:06:47.563 --> 02:06:51.227
ออกมา

1903
02:06:51.564 --> 02:06:55.227
แต่ถ้า Input

1904
02:06:55.565 --> 02:06:59.227
ที่ใส่เข้าไปนี่ มีค่ามากกว่า เรา็

1905
02:06:59.566 --> 02:07:03.227
ใส่ลงไปใน Stack ได้เลย

1906
02:07:03.567 --> 02:07:07.227
ถ้าตัวซ้ายมันมากกว่าตัวบนตรงนี้

1907
02:07:07.568 --> 02:07:11.227
เราก็ใส่ลงไปใน Stack ได้เลยนะคะ

1908
02:07:11.572 --> 02:07:15.226

1909
02:07:15.573 --> 02:07:19.226
โอเค

1910
02:07:19.574 --> 02:07:23.227
ต้องกลับไปทบทวนอีกรอบหนึ่งนะ นะคะ

1911
02:07:23.576 --> 02:07:27.229
เดี๋ยวสัปดาห์หน้าครูจะทวน

1912
02:07:27.577 --> 02:07:31.226
ให้อีกรอบหนึ่ง

1913
02:07:31.578 --> 02:07:35.227

1914
02:07:35.580 --> 02:07:39.227
โอเค

1915
02:07:39.581 --> 02:07:43.226
เดี๋ยวทั้งหมดนี้ครูจะอัปที่ Classroom ให้นะคะ

1916
02:07:43.585 --> 02:07:47.226
เดี๋ยวครูจะไปสแกนให้ แล้วก็อัปโหลด

1917
02:07:47.587 --> 02:07:51.226
ให้ โอเค

1918
02:07:51.589 --> 02:07:55.226

1919
02:07:55.590 --> 02:07:59.226

1920
02:07:59.592 --> 02:08:03.225

1921
02:08:03.593 --> 02:08:07.226

1922
02:08:07.604 --> 02:08:11.225

1923
02:08:11.607 --> 02:08:15.225

1924
02:08:15.608 --> 02:08:19.225
เดี๋ยวครูเช็กชื่อหน่อยนะคะ

1925
02:08:19.609 --> 02:08:23.225

1926
02:08:23.610 --> 02:08:27.226

1927
02:08:27.611 --> 02:08:31.225

1928
02:08:31.612 --> 02:08:35.226

1929
02:08:35.617 --> 02:08:39.225

1930
02:08:39.620 --> 02:08:43.225

1931
02:08:43.621 --> 02:08:47.225

1932
02:08:47.622 --> 02:08:51.225
ครูเช็กชื่อหน่อย

1933
02:08:51.624 --> 02:08:55.225
ศิริลักษณ์

1934
02:08:55.625 --> 02:08:59.225
02

1935
02:08:59.626 --> 02:09:03.225
มาไหม 02

1936
02:09:03.627 --> 02:09:07.231
คนนี้หรือ

1937
02:09:07.628 --> 02:09:11.225
03

1938
02:09:11.631 --> 02:09:15.225
อดิศร เป็น COVID

1939
02:09:15.632 --> 02:09:19.225
4 นพกิต

1940
02:09:19.634 --> 02:09:23.226
คนนี้ 5.

1941
02:09:23.636 --> 02:09:27.224
พงพร ไหน

1942
02:09:27.637 --> 02:09:31.225
อ๋อ จันทกานต์

1943
02:09:31.638 --> 02:09:35.224
ไหนคะ

1944
02:09:35.640 --> 02:09:39.224
กัญญานัฐ

1945
02:09:39.641 --> 02:09:43.224
ธัญญาลักษณ์

1946
02:09:43.642 --> 02:09:47.224
อ๋อ โอเค วริษา

1947
02:09:47.644 --> 02:09:51.224
คนนี้

1948
02:09:51.645 --> 02:09:55.230
ภัทรดา 11 ไม่มา

1949
02:09:55.647 --> 02:09:59.226
เทพอักษร

1950
02:09:59.649 --> 02:10:03.224
ธนภัทร 15 โอเค

1951
02:10:03.651 --> 02:10:07.229
ภากร

1952
02:10:07.654 --> 02:10:11.224
16 โอเค ค่ะ เจอกันสัปดาห์หน้า

1953
02:10:11.655 --> 02:10:15.224

1954
02:10:15.656 --> 02:10:19.224

1955
02:10:19.657 --> 02:10:23.223

1956
02:10:23.659 --> 02:10:27.224

1957
02:10:27.660 --> 02:10:31.223

1958
02:10:31.663 --> 02:10:35.223

1959
02:10:35.665 --> 02:10:39.223

1960
02:10:39.666 --> 02:10:43.224
[สิ้นสุดการถอดความ]

1961
02:10:43.667 --> 02:10:47.223

1962
02:10:47.669 --> 02:10:51.226

1963
02:10:51.670 --> 02:10:55.223

1964
02:10:55.672 --> 02:10:59.223

1965
02:10:59.674 --> 02:11:03.224
-

1966
02:11:03.677 --> 02:11:07.223

1967
02:11:07.678 --> 02:11:11.223

1968
02:11:11.679 --> 02:11:15.222

1969
02:11:15.680 --> 02:11:19.223

1970
02:11:19.681 --> 02:11:23.223

1971
02:11:23.682 --> 02:11:27.223
(อาจารย์สุธาสินี) ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ

1972
02:11:27.684 --> 02:11:31.222
ได้ยินครูนะ คราวที่แล้ว

1973
02:11:31.685 --> 02:11:35.222

1974
02:11:35.687 --> 02:11:39.224
เหมือนล่ามไม่ได้ยินเลย อ๋อ ค่ะ

1975
02:11:39.688 --> 02:11:43.222
คราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่อง list นะ lis

1976
02:11:43.690 --> 02:11:47.225
แล้วเราก็ทำข้อสอบไปแล้วนะคะ

1977
02:11:47.692 --> 02:11:51.223
นะคะ เราพูดถึงในเรื่องของ

1978
02:11:51.694 --> 02:11:55.222

1979
02:11:55.695 --> 02:11:59.222

1980
02:11:59.697 --> 02:12:03.222
ได้ไหมคะ

1981
02:12:03.698 --> 02:12:07.225
เรื่องลิสต์

1982
02:12:07.699 --> 02:12:11.224
ได้ยินไหมคะ

1983
02:12:11.701 --> 02:12:15.222
ยังไม่ได้ยิน

1984
02:12:15.702 --> 02:12:19.222

1985
02:12:19.703 --> 02:12:23.222

1986
02:12:23.704 --> 02:12:27.222

1987
02:12:27.706 --> 02:12:31.221

1988
02:12:31.709 --> 02:12:35.222

1989
02:12:35.711 --> 02:12:39.222

1990
02:12:39.712 --> 02:12:43.221

1991
02:12:43.713 --> 02:12:47.222
คราวที่แล้วนะคะ เราพูดถึงเรื่อง List ทุกคน

1992
02:12:47.714 --> 02:12:51.221
จำได้นะคะ อันนี้คือลิสต์นะ ที่ครูยกตัวอย่างมาให้

1993
02:12:51.717 --> 02:12:55.221

1994
02:12:55.718 --> 02:12:59.221
มีขนาดเท่าไหร่ ขนาด คือ

1995
02:12:59.720 --> 02:13:03.221
มีจำนวนเท่าไร มี 5 คนอื่นมีเท่าไรคะ

1996
02:13:03.721 --> 02:13:07.221
5 โอเค 5 นะคะ

1997
02:13:07.723 --> 02:13:11.221
ลิสต์ตัวนี้มีขนาดเท่ากับเท่าไหร่

1998
02:13:11.724 --> 02:13:15.221
จะมีอยู่ 5 ตัวถูกไหมคะ มีข้อมูลอยู่ 5 ตัว

1999
02:13:15.725 --> 02:13:19.221
มี 1 มี 2 มี 3 มี 4

2000
02:13:19.727 --> 02:13:23.221
แล้วก็มี 5 มีทั้งหมด 5 ตัวนะคะ คราวนี้

2001
02:13:23.728 --> 02:13:27.221
ลิสต์ที่เราเห็นในหน้าจอตรงนี้

2002
02:13:27.730 --> 02:13:31.220
ก้ามปูเปิด-ก้ามปูปิดไหมคะ

2003
02:13:31.732 --> 02:13:35.220
เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าการเก็บข้อมูลลักษณะ

2004
02:13:35.734 --> 02:13:39.220
แบบนี้มีชื่อเรียกว่า "ลิสต์" นะคะ

2005
02:13:39.736 --> 02:13:43.220
เรารู้ได้อย่างไรว่ามันคือลิสต์ เห็น

2006
02:13:43.737 --> 02:13:47.220
ในลิสต์ index

2007
02:13:47.739 --> 02:13:51.223
ก็คือหมายเลขถูกไหมคะ ก็คือหมายเลขของข้อมูล

2008
02:13:51.740 --> 02:13:55.220
เราเริ่มต้นที่หมายเลขอะไรเอ่ย

2009
02:13:55.741 --> 02:13:59.220
จะเก็บค่าของข้อมูล

2010
02:13:59.743 --> 02:14:03.220
ในลิสต์นี่ ถ้าเราลองวาด

2011
02:14:03.745 --> 02:14:07.222
การจัดเก็บนะ ก็จะเป็น 1

2012
02:14:07.748 --> 02:14:11.219

2013
02:14:11.749 --> 02:14:15.219
พอเราวาดเป็นช่องใช่ไหมคะ

2014
02:14:15.751 --> 02:14:19.219
หมายเลขช่องหรือว่า

2015
02:14:19.752 --> 02:14:23.219
Index ตัวแรกเราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน

2016
02:14:23.753 --> 02:14:27.219
ตรงนี้ index เราจะเริ่มที่เราไรเอ่ย

2017
02:14:27.754 --> 02:14:31.219
แล้วก็จะเก็บข้อมูลลงไปในช่องแบบนี้

2018
02:14:31.756 --> 02:14:35.219
1 2 3 แล้วก็ 4

2019
02:14:35.757 --> 02:14:39.219
แล้วก็ 4 ก็คือหมายเลขช่อง ถ้าเราวาดรูปให้

2020
02:14:39.758 --> 02:14:43.219
เป็นรูปสี่เหลี่ยมในการจัดเก็บข้อมูล แล้วเวลาครูเข้าถึง

2021
02:14:43.759 --> 02:14:47.219
0 นะ ใช่ไหมคะ

2022
02:14:47.760 --> 02:14:51.219
ครูตั้งชื่อลิสต์ตัวนี้มีชื่อว่า x

2023
02:14:51.761 --> 02:14:55.219
x index 3

2024
02:14:55.762 --> 02:14:59.218
ตอบเท่ากับเท่าไรเอ่ย index

2025
02:14:59.763 --> 02:15:03.219
ข้อมูลที่อยู่ในลิสต์ ตอนนี้

2026
02:15:03.764 --> 02:15:07.218
ตรงนี้ต้องตอบว่า 4 นะคะ ทุกคนจำได้นะ

2027
02:15:07.766 --> 02:15:11.218
แล้วถ้า x

2028
02:15:11.769 --> 02:15:15.219
เราต้องการหลาย ๆ ค่า 2 จนถึง 4

2029
02:15:15.771 --> 02:15:19.217
เป็น 3 ตัวนี้ตอบ 4 ใช่

2030
02:15:19.773 --> 02:15:23.217
3 กับ...

2031
02:15:23.774 --> 02:15:27.218
3 กับอะไรเอ่ย 4 ใช่ไหม

2032
02:15:27.775 --> 02:15:31.218
ใช่ไหม คือ 3 กับ 4 นะ มันเริ่มต้นที่ 2 ใช่ไหมคะ ก็คือ

2033
02:15:31.776 --> 02:15:35.219
จะตอบเท่าหับเท่าไหร่คะ

2034
02:15:35.777 --> 02:15:39.217
ถึง 4 แล้วก็ลดลงมา 1 ช่อง ก็จะได้ข้อมูลตัวนี้

2035
02:15:39.779 --> 02:15:43.217
ก็คือ 3 กับ 4

2036
02:15:43.780 --> 02:15:47.217
คราวนี้ แล้วเราเอาลิสต์

2037
02:15:47.781 --> 02:15:51.217
เริ่มต้นที่ 2 ก็คือเริ่มต้ด้วยตัว

2038
02:15:51.783 --> 02:15:55.217
รูปแบบลิสต์ แล้วเราเอามาใช้ทำอะไรนะคะ

2039
02:15:55.784 --> 02:15:59.217
วันนี้เราจะพูดถึงโครงสร้างอีกแบบหนึ่ง

2040
02:15:59.785 --> 02:16:03.217
ที่มีชื่อว่า stack นะ

2041
02:16:03.788 --> 02:16:07.217
มาทำอะไรนะคะ เราเก็บข้อมูล

2042
02:16:07.789 --> 02:16:11.217
จะใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบลิสต์

2043
02:16:11.790 --> 02:16:15.218
นะคะ แล้วลักษณะแบบไหน

2044
02:16:15.792 --> 02:16:19.220
ที่เราจะเรียกว่า "stack" นะคะ ดูด้วยกัน

2045
02:16:19.793 --> 02:16:23.216
สแตกนะคะ สแตกตัวนี้

2046
02:16:23.794 --> 02:16:27.217
ก็คือการที่เราใส่ข้อมูลเข้าไปแล้วก็ดึงออกมา

2047
02:16:27.795 --> 02:16:31.217
นะคะ แล้วข้อมูล

2048
02:16:31.797 --> 02:16:35.216
ที่ถูกใส่เข้าไปใน Stack จะถูก

2049
02:16:35.798 --> 02:16:39.218
เขาบอกว่า Stack

2050
02:16:39.799 --> 02:16:43.216
วิธีการเก็บข้อมูลแบบ stack หรือที่เรียกว่า

2051
02:16:43.800 --> 02:16:47.216
เข้าทีหลังออกก่อน

2052
02:16:47.801 --> 02:16:51.216
เข้าก่อนออกทีหลัง ความหมายเหมือนกัน

2053
02:16:51.805 --> 02:16:55.216
เอาออกมาใช้ทีหลัง อันนี้ คือ

2054
02:16:55.808 --> 02:16:59.216
ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนเคย

2055
02:16:59.810 --> 02:17:03.216
ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไหมคะ ทุกคนเคยไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนะ

2056
02:17:03.811 --> 02:17:07.216
แล้วเห็นถ้วยก๋วยเตี๋ยวก่อนที่เขาจะ

2057
02:17:07.813 --> 02:17:11.217

2058
02:17:11.816 --> 02:17:15.215
ชามก๋วยเตี๋ยวมันเรียงขึ้นไปแบบนี้

2059
02:17:15.817 --> 02:17:19.215
ใช่ไหมคะ เวลาแม่ค้าเขาจะเอาจามก๋วยเตี๋ยวมาใส่ให้เรา

2060
02:17:19.819 --> 02:17:23.215
เขาจะเอาชามก๋วยเตี๋ยวมาใส่ให้เรา เขาเอาชามที่อยู่

2061
02:17:23.820 --> 02:17:27.215
เอามาใส่เส้น ใส่เครื่องปรุง ใส่หมูให้เรา

2062
02:17:27.821 --> 02:17:31.215
เอาชามข้างบนหรือข้างล่างคะ ข้างบน

2063
02:17:31.822 --> 02:17:35.215
เขาเอาข้างบนมาทำให้เรา

2064
02:17:35.823 --> 02:17:39.215
แล้วเวลาเขาล้างจานเสร็จแล้วนี่ เอาจาน

2065
02:17:39.825 --> 02:17:43.215
ข้างบน หรือชามที่อยู่ข้างล่าง

2066
02:17:43.827 --> 02:17:47.214
ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น จานที่

2067
02:17:47.829 --> 02:17:51.214
อยู่บนสุดจะถูกเอาออกมาใช้ก่อน

2068
02:17:51.830 --> 02:17:55.214
และจากที่อยู่บนสุดนะคะ จะถูก

2069
02:17:55.831 --> 02:17:59.215
มาซ้อนข้างล่างหรือซ้อนข้างบน ซ้อนข้างบน

2070
02:17:59.832 --> 02:18:03.214
ของ Stack เช่นนะคะ เช่น ๆ

2071
02:18:03.833 --> 02:18:07.220
เช่น สมมติ ครูมีกระดาษ 1 แผ่นนะ

2072
02:18:07.834 --> 02:18:11.214
ครูมีกระดาษอยู่ 1 แผ่น ทุกคนดูนะคะ

2073
02:18:11.835 --> 02:18:15.214
เอาเข้ามาเก็บทีหลัง อันนี้คือรูปแบบ

2074
02:18:15.837 --> 02:18:19.213
เห็นไหมคะ ครูซ่อนกระดาษแผ่นที่ 2 อยู่ข้างบน

2075
02:18:19.840 --> 02:18:23.214
ครูใส่ ครูใส่กระดาษ

2076
02:18:23.841 --> 02:18:27.213
แผ่นที่ 3 เข้าไปนะคะ แล้วครูก็ใส่

2077
02:18:27.842 --> 02:18:31.213
ครูจะใส่กระดาษแผ่นที่ 2

2078
02:18:31.844 --> 02:18:35.214
ครูจะเอาออกมาใช้ครูจะเอาตัวล่างสุดหรือตัวบนสุดออกมาใช้

2079
02:18:35.848 --> 02:18:39.214
ตัวบนสุดถูกไหมคะ

2080
02:18:39.851 --> 02:18:43.213
ครูไม่พยายามจะดึงตัวล่างสุดออกมานะคะ ครูจะหยิบตัวบน

2081
02:18:43.852 --> 02:18:47.214
กระดาษแผ่นที่ 4 เข้าไปในมือครู เวลา

2082
02:18:47.854 --> 02:18:51.214
คือ กระดาษแผ่นที่เราใส่ไปล่าสุดนะคะ

2083
02:18:51.855 --> 02:18:55.215
เ

2084
02:18:55.857 --> 02:18:59.213
เราสามารถสรุปได้แบบนี้นะ ข้อมูลที่อยู่ใน Stack

2085
02:18:59.858 --> 02:19:03.213
สุดอกไปใช้ ซึ่งตัวบนสุดนี่

2086
02:19:03.859 --> 02:19:07.213
ข้อมูลที่หย่อนลงไปใน Stack ตัวแรกจะอยู่ด้านล่างสุดเลย

2087
02:19:07.860 --> 02:19:11.213
นะคะ ตัวถัดไปก็จะซ้อนขึ้นมา

2088
02:19:11.862 --> 02:19:15.216
เรื่อย ๆ ข้อมูลที่

2089
02:19:15.864 --> 02:19:19.213
ตัวแรกจะอยู่ด้านล่างสุด ข

2090
02:19:19.868 --> 02:19:23.868
นะคะ

2091
02:19:23.869 --> 02:19:27.869

2092
02:19:27.870 --> 02:19:27.873


