﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:03.431

2
00:00:04.006 --> 00:00:07.431

3
00:00:08.008 --> 00:00:11.430

4
00:00:12.010 --> 00:00:15.430

5
00:00:16.012 --> 00:00:19.431

6
00:00:20.015 --> 00:00:23.432

7
00:00:24.018 --> 00:00:27.430

8
00:00:28.022 --> 00:00:31.431

9
00:00:32.025 --> 00:00:35.434

10
00:00:36.026 --> 00:00:39.430

11
00:00:40.032 --> 00:00:43.430

12
00:00:44.035 --> 00:00:47.430
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48.037 --> 00:00:51.430
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52.038 --> 00:00:55.431
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56.040 --> 00:00:59.430

16
00:01:00.042 --> 00:01:03.430
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04.043 --> 00:01:07.430
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08.047 --> 00:01:11.431
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12.048 --> 00:01:15.430
นะคะ

20
00:01:16.050 --> 00:01:19.430
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20.052 --> 00:01:23.431
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24.053 --> 00:01:27.430
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28.054 --> 00:01:31.431
ใน Python

24
00:01:32.057 --> 00:01:35.430
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36.058 --> 00:01:39.431
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40.060 --> 00:01:43.430

27
00:01:44.063 --> 00:01:47.430
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48.064 --> 00:01:51.431
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52.066 --> 00:01:55.431
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56.067 --> 00:01:59.430
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00.068 --> 00:02:03.430
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04.069 --> 00:02:07.431
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08.071 --> 00:02:11.431
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12.072 --> 00:02:15.430
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16.073 --> 00:02:19.430
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20.075 --> 00:02:23.430

37
00:02:24.078 --> 00:02:27.431
อีกแล้ว...

38
00:02:28.079 --> 00:02:31.431

39
00:02:32.082 --> 00:02:35.431

40
00:02:36.084 --> 00:02:39.431
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40.085 --> 00:02:43.433
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44.086 --> 00:02:47.430
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48.091 --> 00:02:51.431

44
00:02:52.093 --> 00:02:55.430
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56.094 --> 00:02:59.433
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00.095 --> 00:03:03.430
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04.096 --> 00:03:07.430
สั่งพิเศษ

48
00:03:08.099 --> 00:03:11.430
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12.100 --> 00:03:15.431
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16.104 --> 00:03:19.431
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20.106 --> 00:03:23.436
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24.110 --> 00:03:27.436
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28.111 --> 00:03:31.432
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32.112 --> 00:03:35.430
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36.114 --> 00:03:39.430
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40.115 --> 00:03:43.430
นะคะ เช่น

57
00:03:44.116 --> 00:03:47.430
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48.117 --> 00:03:51.431
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52.122 --> 00:03:55.430
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56.123 --> 00:03:59.430
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00.125 --> 00:04:03.430
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04.127 --> 00:04:07.430
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08.128 --> 00:04:11.432
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12.130 --> 00:04:15.431
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16.131 --> 00:04:19.431
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20.132 --> 00:04:23.431
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24.134 --> 00:04:27.431
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28.135 --> 00:04:31.431
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32.138 --> 00:04:35.430
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36.140 --> 00:04:39.430
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40.141 --> 00:04:43.430
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44.142 --> 00:04:47.431
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48.148 --> 00:04:51.430
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52.149 --> 00:04:55.432
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56.150 --> 00:04:59.430
ใน python

76
00:05:00.155 --> 00:05:03.430
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04.158 --> 00:05:07.438
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08.159 --> 00:05:11.430
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12.161 --> 00:05:15.431
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16.163 --> 00:05:19.430
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20.164 --> 00:05:23.430
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24.165 --> 00:05:27.431
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28.167 --> 00:05:31.431
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32.168 --> 00:05:35.430
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36.174 --> 00:05:39.430
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40.175 --> 00:05:43.430
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44.177 --> 00:05:47.430
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48.179 --> 00:05:51.430
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52.180 --> 00:05:55.430
ที่เอา

90
00:05:56.182 --> 00:05:59.430
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00.183 --> 00:06:03.430
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04.185 --> 00:06:07.430
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08.186 --> 00:06:11.431
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12.187 --> 00:06:15.430
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16.188 --> 00:06:19.430
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20.189 --> 00:06:23.430
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24.190 --> 00:06:27.430
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28.192 --> 00:06:31.430
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32.194 --> 00:06:35.430
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36.194 --> 00:06:39.431
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40.195 --> 00:06:43.431
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44.197 --> 00:06:47.434
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48.199 --> 00:06:51.431
de

104
00:06:52.200 --> 00:06:55.430
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56.202 --> 00:06:59.430
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00.204 --> 00:07:03.431
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04.205 --> 00:07:07.430

108
00:07:08.208 --> 00:07:11.430
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12.210 --> 00:07:15.430
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16.211 --> 00:07:19.430
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20.212 --> 00:07:23.430
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24.213 --> 00:07:27.430
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28.214 --> 00:07:31.430
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32.215 --> 00:07:35.430
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36.217 --> 00:07:39.430
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40.220 --> 00:07:43.430
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44.221 --> 00:07:47.435
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48.223 --> 00:07:51.430
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52.226 --> 00:07:55.430
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56.227 --> 00:07:59.430
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00.228 --> 00:08:03.430
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04.229 --> 00:08:07.430
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08.230 --> 00:08:11.430
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12.235 --> 00:08:15.430
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16.236 --> 00:08:19.430
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20.239 --> 00:08:23.430
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24.240 --> 00:08:27.430
พารามิเตอร์

128
00:08:28.241 --> 00:08:31.430
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32.242 --> 00:08:35.430
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36.245 --> 00:08:39.430
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40.246 --> 00:08:43.430
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44.247 --> 00:08:47.432
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48.248 --> 00:08:51.430
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52.249 --> 00:08:55.430
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56.250 --> 00:08:59.432
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00.251 --> 00:09:03.430
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04.252 --> 00:09:07.430
พื้นที่

138
00:09:08.253 --> 00:09:11.431
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12.254 --> 00:09:15.430
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16.255 --> 00:09:19.430
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20.256 --> 00:09:23.430
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24.257 --> 00:09:27.433
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28.258 --> 00:09:31.430
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32.260 --> 00:09:35.431
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36.263 --> 00:09:39.430
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40.265 --> 00:09:43.431
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44.266 --> 00:09:47.430
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48.267 --> 00:09:51.430
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52.268 --> 00:09:55.430
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56.273 --> 00:09:59.430
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00.274 --> 00:10:03.430
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04.276 --> 00:10:07.431
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08.277 --> 00:10:11.430
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12.278 --> 00:10:15.430
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16.282 --> 00:10:19.430
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20.283 --> 00:10:23.430
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24.284 --> 00:10:27.430
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28.285 --> 00:10:31.433
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32.286 --> 00:10:35.430
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36.288 --> 00:10:39.430
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40.289 --> 00:10:43.430
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44.292 --> 00:10:47.430
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48.293 --> 00:10:51.430
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52.294 --> 00:10:55.430
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56.295 --> 00:10:59.430
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00.297 --> 00:11:03.430
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04.298 --> 00:11:07.430
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08.299 --> 00:11:11.430
นะคะ

169
00:11:12.300 --> 00:11:15.430
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16.301 --> 00:11:19.434
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20.302 --> 00:11:23.430
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24.303 --> 00:11:27.430
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28.304 --> 00:11:31.430
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32.305 --> 00:11:35.431
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36.306 --> 00:11:39.430
hello()

176
00:11:40.308 --> 00:11:43.430
def ก็คือ definition

177
00:11:44.309 --> 00:11:47.430
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48.310 --> 00:11:51.430
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52.311 --> 00:11:55.430
คือ def

180
00:11:56.312 --> 00:11:59.430
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00.313 --> 00:12:03.430
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04.315 --> 00:12:07.431
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08.316 --> 00:12:11.430
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12.317 --> 00:12:15.430
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16.319 --> 00:12:19.430
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20.320 --> 00:12:23.432
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24.321 --> 00:12:27.430
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28.324 --> 00:12:31.431
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32.325 --> 00:12:35.431
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36.326 --> 00:12:39.430
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40.328 --> 00:12:43.430
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44.329 --> 00:12:47.430
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48.330 --> 00:12:51.433
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52.332 --> 00:12:55.430
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56.334 --> 00:12:59.430
ไปที่ web browser

196
00:13:00.335 --> 00:13:03.431
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04.339 --> 00:13:07.430
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08.341 --> 00:13:11.430
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12.342 --> 00:13:15.430
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16.344 --> 00:13:19.435
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20.349 --> 00:13:23.430
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24.352 --> 00:13:27.430
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28.353 --> 00:13:31.431

204
00:13:32.355 --> 00:13:35.430
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36.357 --> 00:13:39.430
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40.358 --> 00:13:43.430
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44.359 --> 00:13:47.430
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48.360 --> 00:13:51.441
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52.361 --> 00:13:55.430

210
00:13:56.362 --> 00:13:59.430
นะคะ

211
00:14:00.365 --> 00:14:03.430
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04.366 --> 00:14:07.430

213
00:14:08.367 --> 00:14:11.430

214
00:14:12.368 --> 00:14:15.434
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16.370 --> 00:14:19.430
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20.371 --> 00:14:23.430
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24.374 --> 00:14:27.430
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28.379 --> 00:14:31.431
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32.380 --> 00:14:35.434
de แล้วกฌ f

220
00:14:36.381 --> 00:14:39.430
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40.383 --> 00:14:43.430
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44.385 --> 00:14:47.434
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48.388 --> 00:14:51.430
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52.389 --> 00:14:55.430
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56.391 --> 00:14:59.430
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00.393 --> 00:15:03.430
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04.395 --> 00:15:07.430
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08.396 --> 00:15:11.430
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12.397 --> 00:15:15.430
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16.399 --> 00:15:19.431
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20.400 --> 00:15:23.431
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24.401 --> 00:15:27.431
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28.402 --> 00:15:31.431
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32.403 --> 00:15:35.430
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36.404 --> 00:15:39.430
e-

236
00:15:40.406 --> 00:15:43.430
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44.409 --> 00:15:47.430
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48.410 --> 00:15:51.431
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52.411 --> 00:15:55.430
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56.412 --> 00:15:59.430
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00.414 --> 00:16:03.430
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04.416 --> 00:16:07.430
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08.418 --> 00:16:11.430
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12.419 --> 00:16:15.430
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16.420 --> 00:16:19.430
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20.421 --> 00:16:23.430
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24.425 --> 00:16:27.430
Stagement

248
00:16:28.429 --> 00:16:32.429
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32.431 --> 00:16:36.430
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36.435 --> 00:16:40.430
p-r-i

251
00:16:40.436 --> 00:16:44.430
n-t

252
00:16:44.437 --> 00:16:48.430
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48.439 --> 00:16:52.431
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52.439 --> 00:16:56.431
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56.441 --> 00:17:00.437
เดี๋ยว

256
00:17:00.443 --> 00:17:04.431
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04.446 --> 00:17:08.432
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08.447 --> 00:17:12.430
ตลอดเลย

259
00:17:12.448 --> 00:17:16.430
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16.449 --> 00:17:20.430
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20.450 --> 00:17:24.435
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24.451 --> 00:17:28.432
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28.452 --> 00:17:32.430
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32.453 --> 00:17:36.430
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36.456 --> 00:17:40.430
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40.457 --> 00:17:44.439
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44.462 --> 00:17:48.430
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48.463 --> 00:17:52.433
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52.465 --> 00:17:56.430
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56.466 --> 00:18:00.430
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00.467 --> 00:18:04.431
โอเคไหม

272
00:18:04.468 --> 00:18:08.430
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08.469 --> 00:18:12.430
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12.471 --> 00:18:16.430

275
00:18:16.474 --> 00:18:20.430
โอเคน่า

276
00:18:20.475 --> 00:18:24.431
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24.476 --> 00:18:28.430
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28.478 --> 00:18:32.430
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32.484 --> 00:18:36.430
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36.485 --> 00:18:40.430
ขยับ

281
00:18:40.487 --> 00:18:44.433
ได้ไหม

282
00:18:44.488 --> 00:18:48.433
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48.489 --> 00:18:52.431
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52.490 --> 00:18:56.430
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56.492 --> 00:19:00.433
กระเถิบ

286
00:19:00.493 --> 00:19:04.432

287
00:19:04.495 --> 00:19:08.431

288
00:19:08.497 --> 00:19:12.430
แล้วก็

289
00:19:12.499 --> 00:19:16.432
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16.500 --> 00:19:20.429
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20.502 --> 00:19:24.430
โอเคไหม

292
00:19:24.504 --> 00:19:28.431
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28.506 --> 00:19:32.429
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32.507 --> 00:19:36.429
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36.508 --> 00:19:40.430
แล้วตามด้วย

296
00:19:40.510 --> 00:19:44.429
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44.511 --> 00:19:48.429
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48.513 --> 00:19:52.430
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52.514 --> 00:19:56.429
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56.515 --> 00:20:00.429
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00.516 --> 00:20:04.429
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04.517 --> 00:20:08.429
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08.518 --> 00:20:12.428
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12.520 --> 00:20:16.428
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16.524 --> 00:20:20.429
พิมพ์ % name

306
00:20:20.528 --> 00:20:24.429
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24.529 --> 00:20:28.429

308
00:20:28.532 --> 00:20:32.428
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32.533 --> 00:20:36.429
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36.534 --> 00:20:40.429
นะคะ

311
00:20:40.535 --> 00:20:44.428
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44.536 --> 00:20:48.428
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48.538 --> 00:20:52.428
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52.538 --> 00:20:56.428
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56.539 --> 00:21:00.427
ที่เรา code

316
00:21:00.540 --> 00:21:04.433
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04.541 --> 00:21:08.427

318
00:21:08.544 --> 00:21:12.427
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12.546 --> 00:21:16.427

320
00:21:16.546 --> 00:21:20.427
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20.547 --> 00:21:24.427

322
00:21:24.548 --> 00:21:28.427

323
00:21:28.549 --> 00:21:32.427
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32.550 --> 00:21:36.427
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36.551 --> 00:21:40.427
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40.553 --> 00:21:44.427
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44.554 --> 00:21:48.427
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48.555 --> 00:21:52.427
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52.556 --> 00:21:56.427
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56.561 --> 00:22:00.427
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00.562 --> 00:22:04.426
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04.563 --> 00:22:08.427
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08.564 --> 00:22:12.427
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12.565 --> 00:22:16.427
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16.566 --> 00:22:20.426
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20.567 --> 00:22:24.432
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24.568 --> 00:22:28.426
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28.570 --> 00:22:32.426
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32.571 --> 00:22:36.426
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36.572 --> 00:22:40.426
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40.573 --> 00:22:44.426
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44.574 --> 00:22:48.426
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48.575 --> 00:22:52.426
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52.576 --> 00:22:56.426
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56.577 --> 00:23:00.427

346
00:23:00.579 --> 00:23:04.426
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04.580 --> 00:23:08.426
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08.581 --> 00:23:12.428
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12.582 --> 00:23:16.426
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16.583 --> 00:23:20.425
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20.583 --> 00:23:24.425
สลับไปสลับมา

352
00:23:24.585 --> 00:23:28.427
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28.586 --> 00:23:32.427
return ค่านะ

354
00:23:32.590 --> 00:23:36.426
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36.590 --> 00:23:40.425
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40.592 --> 00:23:44.425
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44.594 --> 00:23:48.425
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48.595 --> 00:23:52.425
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52.596 --> 00:23:56.425
ตัวนี้

360
00:23:56.598 --> 00:24:00.425
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00.599 --> 00:24:04.425
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04.600 --> 00:24:08.425
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08.602 --> 00:24:12.425
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12.604 --> 00:24:16.425
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16.605 --> 00:24:20.424
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20.609 --> 00:24:24.425
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24.611 --> 00:24:28.428
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28.614 --> 00:24:32.424
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32.615 --> 00:24:36.425
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36.618 --> 00:24:40.424
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40.619 --> 00:24:44.427
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44.620 --> 00:24:48.425
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48.621 --> 00:24:52.424
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52.622 --> 00:24:56.424
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56.623 --> 00:25:00.424
กว้างคูณยาว

376
00:25:00.624 --> 00:25:04.424
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04.625 --> 00:25:08.424
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08.626 --> 00:25:12.426
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12.627 --> 00:25:16.424
ว่า width

380
00:25:16.628 --> 00:25:20.424
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20.629 --> 00:25:24.424
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24.631 --> 00:25:28.424
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28.635 --> 00:25:32.424
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32.635 --> 00:25:36.424
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36.636 --> 00:25:40.424
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40.637 --> 00:25:44.424
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44.638 --> 00:25:48.423
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48.639 --> 00:25:52.424
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52.640 --> 00:25:56.424
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56.641 --> 00:26:00.424
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00.643 --> 00:26:04.423
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04.644 --> 00:26:08.424
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08.649 --> 00:26:12.424
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12.650 --> 00:26:16.423
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16.651 --> 00:26:20.423

396
00:26:20.652 --> 00:26:24.423
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24.653 --> 00:26:28.423
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28.654 --> 00:26:32.423
อะไรกับ...

399
00:26:32.657 --> 00:26:36.425

400
00:26:36.660 --> 00:26:40.424
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40.661 --> 00:26:44.423
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44.662 --> 00:26:48.423

403
00:26:48.664 --> 00:26:52.423

404
00:26:52.665 --> 00:26:56.423
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56.668 --> 00:27:00.423
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00.669 --> 00:27:04.426
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04.670 --> 00:27:08.422

408
00:27:08.673 --> 00:27:12.423
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12.674 --> 00:27:16.423

410
00:27:16.677 --> 00:27:20.423

411
00:27:20.678 --> 00:27:24.422

412
00:27:24.680 --> 00:27:28.423
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28.682 --> 00:27:32.423

414
00:27:32.683 --> 00:27:36.423
เห็นไหม

415
00:27:36.684 --> 00:27:40.422

416
00:27:40.685 --> 00:27:44.423
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44.686 --> 00:27:48.422
น่านักเชียว

418
00:27:48.688 --> 00:27:52.422

419
00:27:52.690 --> 00:27:56.422
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56.691 --> 00:28:00.422
โอเคไหม

421
00:28:00.692 --> 00:28:04.422
Colab

422
00:28:04.693 --> 00:28:08.422

423
00:28:08.694 --> 00:28:12.422

424
00:28:12.696 --> 00:28:16.422
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16.697 --> 00:28:20.422
นะคะ

426
00:28:20.698 --> 00:28:24.422
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24.699 --> 00:28:28.422
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28.700 --> 00:28:32.422
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32.701 --> 00:28:36.422
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36.702 --> 00:28:40.422
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40.703 --> 00:28:44.422
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44.705 --> 00:28:48.422
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48.705 --> 00:28:52.422
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52.707 --> 00:28:56.422
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56.708 --> 00:29:00.422
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00.712 --> 00:29:04.422
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04.713 --> 00:29:08.422
แล้วก็

438
00:29:08.714 --> 00:29:12.422
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12.715 --> 00:29:16.422
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16.716 --> 00:29:20.421
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20.717 --> 00:29:24.422
i-d-

442
00:29:24.718 --> 00:29:28.422
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28.719 --> 00:29:32.421
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32.720 --> 00:29:36.421
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36.722 --> 00:29:40.421
Comma

446
00:29:40.723 --> 00:29:44.421
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44.724 --> 00:29:48.421
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48.725 --> 00:29:52.421
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52.726 --> 00:29:56.421
-i-

450
00:29:56.727 --> 00:30:00.421
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00.728 --> 00:30:04.421
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04.728 --> 00:30:08.421
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08.728 --> 00:30:12.421
ปิดการ

454
00:30:12.730 --> 00:30:16.421
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16.731 --> 00:30:20.421
เสมอ

456
00:30:20.732 --> 00:30:24.421
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24.733 --> 00:30:28.421
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28.734 --> 00:30:32.422
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32.735 --> 00:30:36.421
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36.740 --> 00:30:40.421
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40.741 --> 00:30:44.421
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44.742 --> 00:30:48.421
ก็คือเอา width

463
00:30:48.745 --> 00:30:52.421
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52.746 --> 00:30:56.421
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56.750 --> 00:31:00.420
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00.751 --> 00:31:04.421
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04.752 --> 00:31:08.421
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08.754 --> 00:31:12.420
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12.755 --> 00:31:16.420
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16.758 --> 00:31:20.420
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20.759 --> 00:31:24.420
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24.760 --> 00:31:28.421
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28.761 --> 00:31:32.420
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32.762 --> 00:31:36.420
แล้วตามด้วย

475
00:31:36.763 --> 00:31:40.420
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40.764 --> 00:31:44.422
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44.765 --> 00:31:48.420
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48.766 --> 00:31:52.421
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52.770 --> 00:31:56.420
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56.772 --> 00:32:00.420
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00.773 --> 00:32:04.420
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04.774 --> 00:32:08.421
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08.779 --> 00:32:12.420
Error

484
00:32:12.780 --> 00:32:16.420
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16.781 --> 00:32:20.420
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20.783 --> 00:32:24.420
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24.785 --> 00:32:28.420
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28.786 --> 00:32:32.420
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32.787 --> 00:32:36.420
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36.789 --> 00:32:40.420
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40.791 --> 00:32:44.420
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44.793 --> 00:32:48.420
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48.794 --> 00:32:52.420
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52.795 --> 00:32:56.420
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56.796 --> 00:33:00.420
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00.799 --> 00:33:04.420
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04.800 --> 00:33:08.420
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08.801 --> 00:33:12.419
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12.802 --> 00:33:16.420
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16.803 --> 00:33:20.420
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20.804 --> 00:33:24.419
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24.805 --> 00:33:28.420
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28.807 --> 00:33:32.421
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32.808 --> 00:33:36.420
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36.810 --> 00:33:40.420
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40.811 --> 00:33:44.420
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44.815 --> 00:33:48.420
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48.816 --> 00:33:52.419
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52.817 --> 00:33:56.419
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56.818 --> 00:34:00.420
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00.820 --> 00:34:04.419
แล้วนี่คือ

512
00:34:04.821 --> 00:34:08.419
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08.822 --> 00:34:12.420
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12.825 --> 00:34:16.421
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16.826 --> 00:34:20.420
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20.827 --> 00:34:24.420
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24.828 --> 00:34:28.420
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28.830 --> 00:34:32.420
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32.834 --> 00:34:36.420
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36.835 --> 00:34:40.420
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40.836 --> 00:34:44.420
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44.837 --> 00:34:48.420
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48.842 --> 00:34:52.420
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52.843 --> 00:34:56.420
โอเค

525
00:34:56.844 --> 00:35:00.420

526
00:35:00.850 --> 00:35:04.420
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04.851 --> 00:35:08.420
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08.852 --> 00:35:12.420
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12.854 --> 00:35:16.420
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16.856 --> 00:35:20.421
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20.857 --> 00:35:24.420
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24.858 --> 00:35:28.420
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28.859 --> 00:35:32.421
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32.861 --> 00:35:36.421
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36.862 --> 00:35:40.421
ก็คือในนี้

536
00:35:40.863 --> 00:35:44.421
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44.864 --> 00:35:48.421
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48.865 --> 00:35:52.421
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52.866 --> 00:35:56.421
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56.867 --> 00:36:00.421
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00.868 --> 00:36:04.421
Argument กับ Parame

542
00:36:04.869 --> 00:36:08.421
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08.870 --> 00:36:12.421
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12.871 --> 00:36:16.422
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16.872 --> 00:36:20.421
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20.874 --> 00:36:24.421
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24.875 --> 00:36:28.422
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28.876 --> 00:36:32.421
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32.878 --> 00:36:36.421
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36.879 --> 00:36:40.421
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40.880 --> 00:36:44.421
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44.882 --> 00:36:48.421
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48.884 --> 00:36:52.421
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52.885 --> 00:36:56.421
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56.886 --> 00:37:00.421
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00.887 --> 00:37:04.422
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04.888 --> 00:37:08.422
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08.890 --> 00:37:12.422
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12.892 --> 00:37:16.422
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16.893 --> 00:37:20.422
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20.897 --> 00:37:24.422
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24.898 --> 00:37:28.422
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:28.901 --> 00:37:32.422
ที่เราจะให้

564
00:37:32.903 --> 00:37:36.422
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:36.908 --> 00:37:40.422
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:40.911 --> 00:37:44.422

567
00:37:44.912 --> 00:37:48.422

568
00:37:48.915 --> 00:37:52.422
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:52.918 --> 00:37:56.422
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:56.920 --> 00:38:00.422
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:00.923 --> 00:38:04.422

572
00:38:04.925 --> 00:38:08.422

573
00:38:08.926 --> 00:38:12.422
โอเค เรา

574
00:38:12.929 --> 00:38:16.422
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:16.933 --> 00:38:20.422
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:20.939 --> 00:38:24.422
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:24.940 --> 00:38:28.422
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:28.941 --> 00:38:32.423
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:32.943 --> 00:38:36.422
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:36.944 --> 00:38:40.423
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:40.945 --> 00:38:44.423
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:44.946 --> 00:38:48.422
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:48.947 --> 00:38:52.423

584
00:38:52.949 --> 00:38:56.422
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:56.950 --> 00:39:00.422
ก็ได้นะคะ

586
00:39:00.954 --> 00:39:04.422

587
00:39:04.956 --> 00:39:08.423

588
00:39:08.957 --> 00:39:12.423

589
00:39:12.959 --> 00:39:16.423

590
00:39:16.960 --> 00:39:20.422

591
00:39:20.962 --> 00:39:24.423

592
00:39:24.964 --> 00:39:28.423
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:28.965 --> 00:39:32.423
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:32.967 --> 00:39:36.423
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:36.968 --> 00:39:40.423
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:40.969 --> 00:39:44.423
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:44.970 --> 00:39:48.423
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:48.971 --> 00:39:52.423
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:52.972 --> 00:39:56.423

600
00:39:56.975 --> 00:40:00.423
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:00.977 --> 00:40:04.423
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:04.979 --> 00:40:08.423
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:08.981 --> 00:40:12.423
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:12.982 --> 00:40:16.423
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:16.983 --> 00:40:20.423

606
00:40:20.985 --> 00:40:24.423
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:24.986 --> 00:40:28.424

608
00:40:28.988 --> 00:40:32.429

609
00:40:32.990 --> 00:40:36.423
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:36.994 --> 00:40:40.423
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:40.995 --> 00:40:44.423
สมมติ

612
00:40:44.996 --> 00:40:48.423
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:48.997 --> 00:40:52.423
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:52.998 --> 00:40:56.423
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:57.001 --> 00:41:00.423
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01.003 --> 00:41:04.423
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05.004 --> 00:41:08.424
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09.005 --> 00:41:12.423
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13.007 --> 00:41:16.423
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17.008 --> 00:41:20.423
p-r-i-n-t

621
00:41:21.009 --> 00:41:24.423
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25.010 --> 00:41:28.424

623
00:41:29.012 --> 00:41:32.424
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33.013 --> 00:41:36.423
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37.014 --> 00:41:40.423

626
00:41:41.014 --> 00:41:44.423
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45.018 --> 00:41:48.424

628
00:41:49.022 --> 00:41:52.423

629
00:41:53.023 --> 00:41:56.425
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57.025 --> 00:42:00.426
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01.026 --> 00:42:04.424
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05.027 --> 00:42:08.424
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09.028 --> 00:42:12.424
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13.029 --> 00:42:16.424
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17.031 --> 00:42:20.423
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21.033 --> 00:42:24.424

637
00:42:25.034 --> 00:42:28.424

638
00:42:29.036 --> 00:42:32.424
=

639
00:42:33.038 --> 00:42:36.424

640
00:42:37.039 --> 00:42:40.424
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41.040 --> 00:42:44.424
ก่อน =

642
00:42:45.042 --> 00:42:48.424
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49.043 --> 00:42:52.424
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53.046 --> 00:42:56.424
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57.048 --> 00:43:00.424
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01.049 --> 00:43:04.424
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05.051 --> 00:43:08.424
แล้วก็

648
00:43:09.052 --> 00:43:12.424
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13.053 --> 00:43:16.424
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17.055 --> 00:43:20.424
A-r-

651
00:43:21.056 --> 00:43:24.424
e-a นะคะ

652
00:43:25.057 --> 00:43:28.425
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29.058 --> 00:43:32.424
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33.060 --> 00:43:36.424
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37.061 --> 00:43:40.424
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41.063 --> 00:43:44.425
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45.067 --> 00:43:48.424
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49.068 --> 00:43:52.424
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53.069 --> 00:43:56.424
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57.073 --> 00:44:00.424
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01.075 --> 00:44:04.424
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05.076 --> 00:44:08.424
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09.081 --> 00:44:12.424
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13.082 --> 00:44:16.424
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17.083 --> 00:44:20.424
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21.084 --> 00:44:24.424

667
00:44:25.086 --> 00:44:28.424
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29.087 --> 00:44:32.424
print

669
00:44:33.089 --> 00:44:36.424

670
00:44:37.091 --> 00:44:40.424

671
00:44:41.092 --> 00:44:44.424

672
00:44:45.095 --> 00:44:48.424
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49.096 --> 00:44:52.424
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53.097 --> 00:44:56.424
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57.098 --> 00:45:00.425
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01.099 --> 00:45:04.424
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05.100 --> 00:45:08.424
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09.101 --> 00:45:12.424
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13.102 --> 00:45:16.424
เสร็จแล้ว

680
00:45:17.103 --> 00:45:20.424
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21.108 --> 00:45:24.429
2 % name

682
00:45:25.110 --> 00:45:28.425
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29.111 --> 00:45:32.424
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33.112 --> 00:45:36.425
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37.113 --> 00:45:40.424
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41.114 --> 00:45:44.424
%s

687
00:45:45.116 --> 00:45:48.424
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49.117 --> 00:45:52.424
เห็นไหมคะ

689
00:45:53.118 --> 00:45:56.424
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57.119 --> 00:46:00.429
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01.120 --> 00:46:04.425
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05.121 --> 00:46:08.425
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09.122 --> 00:46:12.425
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13.126 --> 00:46:16.424
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17.127 --> 00:46:20.425
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21.128 --> 00:46:24.425

697
00:46:25.129 --> 00:46:28.427
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29.130 --> 00:46:32.425

699
00:46:33.131 --> 00:46:36.424

700
00:46:37.134 --> 00:46:40.425
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41.135 --> 00:46:44.425
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45.137 --> 00:46:48.424
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49.138 --> 00:46:52.429

704
00:46:53.140 --> 00:46:56.425
%s' name

705
00:46:57.142 --> 00:47:00.425
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01.145 --> 00:47:04.425
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05.146 --> 00:47:08.425
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09.147 --> 00:47:12.431
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13.152 --> 00:47:16.425
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17.155 --> 00:47:20.425
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21.156 --> 00:47:24.426
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25.158 --> 00:47:28.425
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29.159 --> 00:47:32.425
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33.160 --> 00:47:36.427
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37.161 --> 00:47:40.424
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41.168 --> 00:47:44.425
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45.169 --> 00:47:48.425
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49.172 --> 00:47:52.427
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53.173 --> 00:47:56.425
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57.180 --> 00:48:00.425
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01.181 --> 00:48:04.425
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05.182 --> 00:48:08.425
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09.183 --> 00:48:12.425
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13.184 --> 00:48:16.425
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17.189 --> 00:48:20.425
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21.190 --> 00:48:24.440
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25.196 --> 00:48:28.425
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29.197 --> 00:48:32.425
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33.198 --> 00:48:36.431
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37.200 --> 00:48:40.425
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41.204 --> 00:48:44.425
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45.205 --> 00:48:48.426
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49.208 --> 00:48:52.425
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53.209 --> 00:48:56.425
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57.210 --> 00:49:00.425
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01.212 --> 00:49:04.425
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05.213 --> 00:49:08.425
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09.214 --> 00:49:12.425

739
00:49:13.214 --> 00:49:16.426

740
00:49:17.217 --> 00:49:20.425

741
00:49:21.219 --> 00:49:24.425
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25.220 --> 00:49:28.425

743
00:49:29.222 --> 00:49:32.425

744
00:49:33.224 --> 00:49:36.425
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37.225 --> 00:49:40.425
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41.226 --> 00:49:44.425
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45.225 --> 00:49:48.425
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49.226 --> 00:49:52.425
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53.227 --> 00:49:56.426
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57.228 --> 00:50:00.425
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01.229 --> 00:50:04.425
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05.230 --> 00:50:08.425
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09.231 --> 00:50:12.425
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13.232 --> 00:50:16.425
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17.233 --> 00:50:20.425

756
00:50:21.239 --> 00:50:24.425

757
00:50:25.240 --> 00:50:28.425
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29.241 --> 00:50:32.425
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33.244 --> 00:50:36.425
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37.245 --> 00:50:40.426

761
00:50:41.247 --> 00:50:44.427
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45.248 --> 00:50:48.426
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49.250 --> 00:50:52.425

764
00:50:53.253 --> 00:50:56.425

765
00:50:57.254 --> 00:51:00.425

766
00:51:01.256 --> 00:51:04.425

767
00:51:05.258 --> 00:51:08.425

768
00:51:09.260 --> 00:51:12.425

769
00:51:13.262 --> 00:51:16.425

770
00:51:17.263 --> 00:51:20.425

771
00:51:21.265 --> 00:51:24.425

772
00:51:25.267 --> 00:51:28.425

773
00:51:29.269 --> 00:51:32.425

774
00:51:33.270 --> 00:51:36.425

775
00:51:37.273 --> 00:51:40.425

776
00:51:41.275 --> 00:51:44.425

777
00:51:45.277 --> 00:51:48.425
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49.278 --> 00:51:52.425
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53.279 --> 00:51:56.425
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57.281 --> 00:52:00.425
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01.282 --> 00:52:04.427
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05.286 --> 00:52:08.425
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09.288 --> 00:52:12.425
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13.289 --> 00:52:16.425

785
00:52:17.290 --> 00:52:20.425

786
00:52:21.292 --> 00:52:24.425
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25.293 --> 00:52:28.425

788
00:52:29.295 --> 00:52:32.425
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33.306 --> 00:52:36.425
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37.308 --> 00:52:40.425
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41.309 --> 00:52:44.425

792
00:52:45.312 --> 00:52:48.426

793
00:52:49.313 --> 00:52:52.425

794
00:52:53.317 --> 00:52:56.425

795
00:52:57.318 --> 00:53:00.425

796
00:53:01.320 --> 00:53:04.425

797
00:53:05.325 --> 00:53:08.425

798
00:53:09.327 --> 00:53:12.425

799
00:53:13.329 --> 00:53:16.432

800
00:53:17.331 --> 00:53:20.425

801
00:53:21.334 --> 00:53:24.426

802
00:53:25.338 --> 00:53:28.425

803
00:53:29.342 --> 00:53:32.426

804
00:53:33.347 --> 00:53:36.426

805
00:53:37.351 --> 00:53:40.426

806
00:53:41.356 --> 00:53:44.426
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45.359 --> 00:53:48.426
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49.362 --> 00:53:52.426
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53.363 --> 00:53:56.426
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57.364 --> 00:54:00.427
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01.369 --> 00:54:04.427
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05.370 --> 00:54:08.426
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09.372 --> 00:54:12.427

814
00:54:13.376 --> 00:54:16.426
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17.377 --> 00:54:20.426
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21.378 --> 00:54:24.431
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25.380 --> 00:54:28.427
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29.381 --> 00:54:32.426
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33.382 --> 00:54:36.426
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37.383 --> 00:54:40.427
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41.384 --> 00:54:44.427
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45.385 --> 00:54:48.430
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49.386 --> 00:54:52.427
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53.387 --> 00:54:56.427
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57.389 --> 00:55:00.427
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01.390 --> 00:55:04.427
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05.391 --> 00:55:08.427
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09.393 --> 00:55:12.427
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13.395 --> 00:55:16.427
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17.397 --> 00:55:20.428
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21.398 --> 00:55:24.427
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25.400 --> 00:55:28.427
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29.401 --> 00:55:32.427
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33.407 --> 00:55:36.427
นะคะ

835
00:55:37.408 --> 00:55:40.427
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41.411 --> 00:55:44.431
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45.413 --> 00:55:48.428
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49.414 --> 00:55:52.428
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53.415 --> 00:55:56.428
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57.416 --> 00:56:00.428
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01.418 --> 00:56:04.427
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05.419 --> 00:56:08.428

843
00:56:09.421 --> 00:56:12.428
โอเค

844
00:56:13.422 --> 00:56:16.428

845
00:56:17.425 --> 00:56:20.428
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21.426 --> 00:56:24.428
"Default Argument Value"

847
00:56:25.427 --> 00:56:29.427
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29.430 --> 00:56:33.428
Default Argument นี่

849
00:56:33.433 --> 00:56:37.428
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37.437 --> 00:56:41.428
กับไอ้ค่า

851
00:56:41.438 --> 00:56:45.428
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45.439 --> 00:56:49.431
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49.440 --> 00:56:53.429
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53.441 --> 00:56:57.429
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57.442 --> 00:57:01.429
เห็นไหม

856
00:57:01.442 --> 00:57:05.428
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05.445 --> 00:57:09.429
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09.446 --> 00:57:13.429
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13.449 --> 00:57:17.428
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17.450 --> 00:57:21.428
Salary มี Argument =

861
00:57:21.451 --> 00:57:25.428
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25.452 --> 00:57:29.429
นี่คือการ Defal

863
00:57:29.453 --> 00:57:33.429
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33.454 --> 00:57:37.429
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37.455 --> 00:57:41.432
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41.455 --> 00:57:45.430
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45.462 --> 00:57:49.429
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49.466 --> 00:57:53.429

869
00:57:53.469 --> 00:57:57.429
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57.471 --> 00:58:01.431
print ที่ 2

871
00:58:01.472 --> 00:58:05.432
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05.474 --> 00:58:09.429
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09.475 --> 00:58:13.430
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13.476 --> 00:58:17.439
แล้วก็ print

875
00:58:17.478 --> 00:58:21.429
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21.479 --> 00:58:25.430
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25.480 --> 00:58:29.430
กับ Lang Language

878
00:58:29.485 --> 00:58:33.429
เห็นไหมคะ

879
00:58:33.487 --> 00:58:37.429
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37.488 --> 00:58:41.429
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41.489 --> 00:58:45.429
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45.491 --> 00:58:49.429
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49.495 --> 00:58:53.429
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53.495 --> 00:58:57.429
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57.496 --> 00:59:01.429
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01.501 --> 00:59:05.429

887
00:59:05.502 --> 00:59:09.434

888
00:59:09.504 --> 00:59:13.430

889
00:59:13.505 --> 00:59:17.430

890
00:59:17.506 --> 00:59:21.430
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21.508 --> 00:59:25.430
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25.509 --> 00:59:29.430
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29.512 --> 00:59:33.430
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33.516 --> 00:59:37.431
นะคะ

895
00:59:37.517 --> 00:59:41.430
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41.520 --> 00:59:45.430
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45.521 --> 00:59:49.429
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49.524 --> 00:59:53.430
โอเคสลับได้

899
00:59:53.525 --> 00:59:57.430
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57.526 --> 01:00:01.430
นะคะ โอเค

901
01:00:01.528 --> 01:00:05.430

902
01:00:05.529 --> 01:00:09.430

903
01:00:09.530 --> 01:00:13.430
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13.531 --> 01:00:17.431
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17.534 --> 01:00:21.432
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21.535 --> 01:00:25.430
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25.537 --> 01:00:29.431
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29.538 --> 01:00:33.430

909
01:00:33.539 --> 01:00:37.430
มันทะลุจอไป

910
01:00:37.540 --> 01:00:41.430
จอไป

911
01:00:41.542 --> 01:00:45.430

912
01:00:45.545 --> 01:00:49.430
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49.546 --> 01:00:53.430
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53.550 --> 01:00:57.430
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57.551 --> 01:01:01.430
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01.552 --> 01:01:05.431
คำสั่ง def

917
01:01:05.553 --> 01:01:09.431
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09.554 --> 01:01:13.430
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13.555 --> 01:01:17.431
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17.556 --> 01:01:21.431
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21.557 --> 01:01:25.430
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25.559 --> 01:01:29.431
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29.560 --> 01:01:33.430
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33.561 --> 01:01:37.430
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37.562 --> 01:01:41.430
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41.563 --> 01:01:45.430
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45.564 --> 01:01:49.431
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49.565 --> 01:01:53.431
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53.566 --> 01:01:57.431
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57.567 --> 01:02:01.431
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01.568 --> 01:02:05.431
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05.569 --> 01:02:09.431
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09.571 --> 01:02:13.431
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13.573 --> 01:02:17.431
name นะคะ

935
01:02:17.574 --> 01:02:21.431
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21.575 --> 01:02:25.432
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25.576 --> 01:02:29.431
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29.577 --> 01:02:33.431
นะคะ

939
01:02:33.578 --> 01:02:37.433
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37.579 --> 01:02:41.431
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41.581 --> 01:02:45.431
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45.582 --> 01:02:49.432
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49.583 --> 01:02:53.433
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53.584 --> 01:02:57.431

945
01:02:57.585 --> 01:03:01.431
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01.586 --> 01:03:05.431
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05.587 --> 01:03:09.431
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09.588 --> 01:03:13.431
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13.589 --> 01:03:17.431

950
01:03:17.592 --> 01:03:21.431

951
01:03:21.593 --> 01:03:25.431

952
01:03:25.595 --> 01:03:29.431
อันนี้

953
01:03:29.597 --> 01:03:33.433
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33.598 --> 01:03:37.432
หน่วย หน่วย

955
01:03:37.599 --> 01:03:41.431
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41.599 --> 01:03:45.432
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45.600 --> 01:03:49.431
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49.601 --> 01:03:53.433
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53.603 --> 01:03:57.432
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57.605 --> 01:04:01.432
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01.606 --> 01:04:05.434
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05.608 --> 01:04:09.431
คำว่า Python lang

963
01:04:09.611 --> 01:04:13.435
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13.612 --> 01:04:17.431

965
01:04:17.614 --> 01:04:21.431

966
01:04:21.615 --> 01:04:25.432
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25.617 --> 01:04:29.433
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29.618 --> 01:04:33.432
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33.619 --> 01:04:37.432
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37.620 --> 01:04:41.432
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41.621 --> 01:04:45.435
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45.622 --> 01:04:49.431
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49.623 --> 01:04:53.432
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53.624 --> 01:04:57.432
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57.625 --> 01:05:01.432
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01.627 --> 01:05:05.434
ของ

977
01:05:05.628 --> 01:05:09.432
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09.629 --> 01:05:13.431
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13.630 --> 01:05:17.433
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17.632 --> 01:05:21.433
print

981
01:05:21.633 --> 01:05:25.432
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25.634 --> 01:05:29.432
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29.635 --> 01:05:33.434
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33.638 --> 01:05:37.432
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37.640 --> 01:05:41.433
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41.641 --> 01:05:45.432

987
01:05:45.645 --> 01:05:49.432
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49.647 --> 01:05:53.432
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53.649 --> 01:05:57.433
: ชื่อ

990
01:05:57.650 --> 01:06:01.435
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01.654 --> 01:06:05.432
ใส่ %s

992
01:06:05.660 --> 01:06:09.432
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09.662 --> 01:06:13.432
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13.663 --> 01:06:17.432
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17.664 --> 01:06:21.432
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21.665 --> 01:06:25.432
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25.666 --> 01:06:29.432
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29.667 --> 01:06:33.432
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33.668 --> 01:06:37.435
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37.670 --> 01:06:41.432

1001
01:06:41.672 --> 01:06:45.432

1002
01:06:45.673 --> 01:06:49.432
เสร็จ

1003
01:06:49.674 --> 01:06:53.432
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53.675 --> 01:06:57.432
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57.676 --> 01:07:01.434
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01.677 --> 01:07:05.432
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05.678 --> 01:07:09.432
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09.681 --> 01:07:13.432
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13.682 --> 01:07:17.433
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17.683 --> 01:07:21.432

1011
01:07:21.684 --> 01:07:25.432

1012
01:07:25.686 --> 01:07:29.432
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29.687 --> 01:07:33.432
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33.688 --> 01:07:37.432
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37.690 --> 01:07:41.434
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41.691 --> 01:07:45.432

1017
01:07:45.692 --> 01:07:49.432
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49.694 --> 01:07:53.432
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53.696 --> 01:07:57.446
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57.697 --> 01:08:01.432
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01.700 --> 01:08:05.433
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05.701 --> 01:08:09.432
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09.702 --> 01:08:13.432
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13.703 --> 01:08:17.433
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17.704 --> 01:08:21.432
statements ที่ 3

1026
01:08:21.704 --> 01:08:25.432
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25.705 --> 01:08:29.432
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29.706 --> 01:08:33.432

1029
01:08:33.707 --> 01:08:37.432
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37.708 --> 01:08:41.432
ภาษา Python

1031
01:08:41.710 --> 01:08:45.431
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45.713 --> 01:08:49.431

1033
01:08:49.716 --> 01:08:53.431
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53.717 --> 01:08:57.431
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57.718 --> 01:09:01.431
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01.719 --> 01:09:05.431
ลืม

1037
01:09:05.720 --> 01:09:09.431
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09.721 --> 01:09:13.430
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13.724 --> 01:09:17.430
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17.725 --> 01:09:21.432
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21.727 --> 01:09:25.431
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25.728 --> 01:09:29.430
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29.729 --> 01:09:33.430
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33.730 --> 01:09:37.431
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37.733 --> 01:09:41.430
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41.734 --> 01:09:45.430
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45.736 --> 01:09:49.430
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49.740 --> 01:09:53.430
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53.741 --> 01:09:57.430
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57.743 --> 01:10:01.430
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01.744 --> 01:10:05.430
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05.747 --> 01:10:09.430
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09.748 --> 01:10:13.430
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13.751 --> 01:10:17.429
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17.755 --> 01:10:21.429
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21.756 --> 01:10:25.429

1057
01:10:25.758 --> 01:10:29.429

1058
01:10:29.759 --> 01:10:33.430

1059
01:10:33.760 --> 01:10:37.429
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37.761 --> 01:10:41.429
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41.762 --> 01:10:45.429
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45.764 --> 01:10:49.428
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49.766 --> 01:10:53.428
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53.767 --> 01:10:57.428
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57.768 --> 01:11:01.428
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01.769 --> 01:11:05.428
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05.770 --> 01:11:09.428
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09.773 --> 01:11:13.429
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13.774 --> 01:11:17.429
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17.776 --> 01:11:21.428
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21.780 --> 01:11:25.428
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25.782 --> 01:11:29.428
show_

1073
01:11:29.783 --> 01:11:33.431
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33.784 --> 01:11:37.429
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37.785 --> 01:11:41.428
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41.786 --> 01:11:45.428

1077
01:11:45.789 --> 01:11:49.429
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49.790 --> 01:11:53.428
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53.791 --> 01:11:57.428
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57.794 --> 01:12:01.427
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01.796 --> 01:12:05.427

1082
01:12:05.799 --> 01:12:09.427
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09.800 --> 01:12:13.427
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13.801 --> 01:12:17.427

1085
01:12:17.802 --> 01:12:21.427
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21.803 --> 01:12:25.427

1087
01:12:25.805 --> 01:12:29.428
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29.806 --> 01:12:33.428
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33.807 --> 01:12:37.430
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37.808 --> 01:12:41.427
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41.810 --> 01:12:45.430
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45.811 --> 01:12:49.427
ดูนะคะ

1093
01:12:49.812 --> 01:12:53.427
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53.814 --> 01:12:57.427
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57.815 --> 01:13:01.426
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01.816 --> 01:13:05.426
s-h-o-w

1097
01:13:05.817 --> 01:13:09.426
show_info นะคะ

1098
01:13:09.818 --> 01:13:13.426
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13.819 --> 01:13:17.427
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17.820 --> 01:13:21.427
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21.821 --> 01:13:25.426
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25.822 --> 01:13:29.426
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29.823 --> 01:13:33.426
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33.824 --> 01:13:37.426
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:37.825 --> 01:13:41.426
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:41.826 --> 01:13:45.426
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:45.827 --> 01:13:49.425
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:49.828 --> 01:13:53.425
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:53.829 --> 01:13:57.425
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:57.830 --> 01:14:01.425
เป็น 23,000

1111
01:14:01.830 --> 01:14:05.425
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:05.831 --> 01:14:09.426
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:09.832 --> 01:14:13.426
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:13.833 --> 01:14:17.425
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:17.834 --> 01:14:21.426
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:21.835 --> 01:14:25.425
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:25.836 --> 01:14:29.425
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:29.839 --> 01:14:33.425
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:33.840 --> 01:14:37.429
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:37.841 --> 01:14:41.425
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:41.842 --> 01:14:45.425
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:45.843 --> 01:14:49.425
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:49.846 --> 01:14:53.425
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:53.849 --> 01:14:57.425
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:57.850 --> 01:15:01.425
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:01.851 --> 01:15:05.425
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:05.851 --> 01:15:09.425
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:09.853 --> 01:15:13.425
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:13.854 --> 01:15:17.425
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:17.855 --> 01:15:21.425
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:21.856 --> 01:15:25.436
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:25.857 --> 01:15:29.426
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:29.858 --> 01:15:33.425
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:33.860 --> 01:15:37.425
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:37.863 --> 01:15:41.424
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:41.865 --> 01:15:45.425
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:45.866 --> 01:15:49.424
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:49.867 --> 01:15:53.424
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:53.870 --> 01:15:57.424
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:57.871 --> 01:16:01.424
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:01.872 --> 01:16:05.426
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:05.874 --> 01:16:09.428
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:09.876 --> 01:16:13.428
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:13.878 --> 01:16:17.424
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:17.879 --> 01:16:21.423
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:21.880 --> 01:16:25.424
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:25.881 --> 01:16:29.427
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:29.883 --> 01:16:33.424
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:33.884 --> 01:16:37.424
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:37.886 --> 01:16:41.424
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:41.888 --> 01:16:45.423
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:45.893 --> 01:16:49.423
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:49.898 --> 01:16:53.423
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:53.899 --> 01:16:57.424
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:57.900 --> 01:17:01.423
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:01.901 --> 01:17:05.423
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:05.904 --> 01:17:09.423
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:09.906 --> 01:17:13.423
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:13.907 --> 01:17:17.423
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:17.908 --> 01:17:21.423
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:21.909 --> 01:17:25.425
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:25.910 --> 01:17:29.423
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:29.912 --> 01:17:33.423
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:33.913 --> 01:17:37.423
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:37.916 --> 01:17:41.423
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:41.917 --> 01:17:45.423
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:45.918 --> 01:17:49.423
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:49.920 --> 01:17:53.423
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:53.921 --> 01:17:57.423
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:57.922 --> 01:18:01.423
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:01.925 --> 01:18:05.423
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:05.926 --> 01:18:09.424
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:09.927 --> 01:18:13.424
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:13.928 --> 01:18:17.422
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:17.929 --> 01:18:21.427
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:21.931 --> 01:18:25.422
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:25.938 --> 01:18:29.423
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:29.939 --> 01:18:33.422
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:33.940 --> 01:18:37.423
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:37.942 --> 01:18:41.422
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:41.943 --> 01:18:45.423

1182
01:18:45.945 --> 01:18:49.423

1183
01:18:49.946 --> 01:18:53.422
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:53.947 --> 01:18:57.422
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:57.949 --> 01:19:01.422

1186
01:19:01.950 --> 01:19:05.422

1187
01:19:05.952 --> 01:19:09.422
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:09.953 --> 01:19:13.422
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:13.957 --> 01:19:17.422
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:17.961 --> 01:19:21.423
ใช้ค่าสี

1191
01:19:21.962 --> 01:19:25.422
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:25.968 --> 01:19:29.423
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:29.970 --> 01:19:33.422
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:33.972 --> 01:19:37.422
นี่คือ

1195
01:19:37.974 --> 01:19:41.422
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:41.975 --> 01:19:45.421
เป็นตัวเลข

1197
01:19:45.976 --> 01:19:49.422
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:49.977 --> 01:19:53.422
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:53.978 --> 01:19:57.422
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:57.979 --> 01:20:01.421
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:01.984 --> 01:20:05.422
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:05.985 --> 01:20:09.421

1203
01:20:09.988 --> 01:20:13.423
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:13.989 --> 01:20:17.422
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:17.990 --> 01:20:21.422
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:21.992 --> 01:20:25.421

1207
01:20:25.997 --> 01:20:29.421
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:29.998 --> 01:20:33.421
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:33.999 --> 01:20:37.424
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38.000 --> 01:20:41.421
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42.001 --> 01:20:45.421
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46.002 --> 01:20:49.422
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50.003 --> 01:20:53.422
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54.004 --> 01:20:57.421
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58.005 --> 01:21:01.421
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02.007 --> 01:21:05.422
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06.008 --> 01:21:09.421
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10.012 --> 01:21:13.421
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14.013 --> 01:21:17.421
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18.015 --> 01:21:21.421
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22.016 --> 01:21:25.423
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26.017 --> 01:21:29.421
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30.018 --> 01:21:33.421
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34.019 --> 01:21:37.421
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38.021 --> 01:21:41.421
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42.024 --> 01:21:45.421

1227
01:21:46.026 --> 01:21:49.421

1228
01:21:50.027 --> 01:21:53.421

1229
01:21:54.028 --> 01:21:57.424

1230
01:21:58.030 --> 01:22:01.421
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02.031 --> 01:22:05.421
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06.032 --> 01:22:09.421
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10.033 --> 01:22:13.421
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14.035 --> 01:22:17.421
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18.036 --> 01:22:21.421

1236
01:22:22.038 --> 01:22:25.420

1237
01:22:26.039 --> 01:22:29.421
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30.040 --> 01:22:33.420
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34.044 --> 01:22:37.421
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38.045 --> 01:22:41.421
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42.046 --> 01:22:45.421

1242
01:22:46.049 --> 01:22:49.420
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50.050 --> 01:22:53.420
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54.052 --> 01:22:57.420
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58.054 --> 01:23:01.421
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02.056 --> 01:23:05.421

1247
01:23:06.058 --> 01:23:09.422
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10.059 --> 01:23:13.421

1249
01:23:14.061 --> 01:23:17.420
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18.062 --> 01:23:21.420

1251
01:23:22.064 --> 01:23:25.420

1252
01:23:26.066 --> 01:23:29.424

1253
01:23:30.069 --> 01:23:33.421
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34.070 --> 01:23:37.420
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38.074 --> 01:23:41.420
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42.075 --> 01:23:45.420
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46.076 --> 01:23:49.420
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50.076 --> 01:23:53.422
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54.077 --> 01:23:57.420
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58.078 --> 01:24:01.423
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02.080 --> 01:24:05.420
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06.081 --> 01:24:09.420
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10.082 --> 01:24:13.423
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14.084 --> 01:24:17.420

1265
01:24:18.085 --> 01:24:21.420
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22.088 --> 01:24:25.420
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26.089 --> 01:24:29.420
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30.094 --> 01:24:33.420
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34.096 --> 01:24:37.420
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38.099 --> 01:24:41.419
copy ให้

1271
01:24:42.101 --> 01:24:45.420
เราไหมนี่

1272
01:24:46.102 --> 01:24:49.420

1273
01:24:50.105 --> 01:24:53.420

1274
01:24:54.107 --> 01:24:57.419

1275
01:24:58.111 --> 01:25:01.420
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02.114 --> 01:25:05.420

1277
01:25:06.118 --> 01:25:09.420
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10.119 --> 01:25:13.420
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14.121 --> 01:25:17.420
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18.125 --> 01:25:21.420
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22.126 --> 01:25:25.419
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26.127 --> 01:25:29.419

1283
01:25:30.128 --> 01:25:33.419
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34.129 --> 01:25:37.419

1285
01:25:38.131 --> 01:25:41.419

1286
01:25:42.133 --> 01:25:45.419

1287
01:25:46.134 --> 01:25:49.420
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50.136 --> 01:25:53.419
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54.140 --> 01:25:57.424
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58.142 --> 01:26:01.419
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02.143 --> 01:26:05.421
โดย

1292
01:26:06.145 --> 01:26:09.419
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10.146 --> 01:26:13.419
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14.147 --> 01:26:17.419
f5

1295
01:26:18.149 --> 01:26:21.419
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22.150 --> 01:26:25.420
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26.151 --> 01:26:29.420
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30.153 --> 01:26:33.421
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34.162 --> 01:26:37.419
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38.164 --> 01:26:41.420

1301
01:26:42.168 --> 01:26:45.424

1302
01:26:46.171 --> 01:26:49.423
4

1303
01:26:50.173 --> 01:26:53.419
เราจะ

1304
01:26:54.175 --> 01:26:57.426
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58.176 --> 01:27:01.423
print color

1306
01:27:02.177 --> 01:27:05.419

1307
01:27:06.178 --> 01:27:09.419
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10.180 --> 01:27:13.419

1309
01:27:14.183 --> 01:27:17.419
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18.184 --> 01:27:21.419

1311
01:27:22.189 --> 01:27:25.421
=

1312
01:27:26.191 --> 01:27:29.419

1313
01:27:30.193 --> 01:27:33.419

1314
01:27:34.195 --> 01:27:37.419

1315
01:27:38.197 --> 01:27:41.420

1316
01:27:42.199 --> 01:27:45.419

1317
01:27:46.201 --> 01:27:49.419

1318
01:27:50.206 --> 01:27:53.419
่

1319
01:27:54.207 --> 01:27:57.419

1320
01:27:58.210 --> 01:28:01.420

1321
01:28:02.212 --> 01:28:05.419

1322
01:28:06.214 --> 01:28:09.419

1323
01:28:10.218 --> 01:28:13.420

1324
01:28:14.219 --> 01:28:17.419
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18.222 --> 01:28:21.433
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22.226 --> 01:28:25.420
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26.228 --> 01:28:29.420
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30.230 --> 01:28:33.419
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34.232 --> 01:28:37.420
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38.233 --> 01:28:41.421
a-t-e

1331
01:28:42.234 --> 01:28:45.420
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46.235 --> 01:28:49.420
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50.236 --> 01:28:53.420

1334
01:28:54.238 --> 01:28:57.420

1335
01:28:58.239 --> 01:29:01.420
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02.240 --> 01:29:05.420

1337
01:29:06.242 --> 01:29:09.420

1338
01:29:10.243 --> 01:29:13.421

1339
01:29:14.245 --> 01:29:17.420

1340
01:29:18.248 --> 01:29:21.420
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22.249 --> 01:29:25.420
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26.251 --> 01:29:29.420
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30.252 --> 01:29:33.420

1344
01:29:34.255 --> 01:29:37.423
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38.257 --> 01:29:41.420
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42.258 --> 01:29:45.420

1347
01:29:46.260 --> 01:29:49.420
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50.262 --> 01:29:53.423
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54.264 --> 01:29:57.421
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58.265 --> 01:30:01.420

1351
01:30:02.267 --> 01:30:05.421
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06.268 --> 01:30:09.421
i

1353
01:30:10.270 --> 01:30:13.421
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14.271 --> 01:30:17.433

1355
01:30:18.274 --> 01:30:21.421

1356
01:30:22.279 --> 01:30:25.420

1357
01:30:26.280 --> 01:30:29.421

1358
01:30:30.282 --> 01:30:33.421

1359
01:30:34.284 --> 01:30:37.421

1360
01:30:38.286 --> 01:30:41.422

1361
01:30:42.289 --> 01:30:45.421
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46.290 --> 01:30:49.421

1363
01:30:50.291 --> 01:30:53.421
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54.292 --> 01:30:57.421
อ๋อ

1365
01:30:58.295 --> 01:31:01.421
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02.298 --> 01:31:05.423
+

1367
01:31:06.301 --> 01:31:09.421
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10.302 --> 01:31:13.422
p-r-i-n-t

1369
01:31:14.304 --> 01:31:17.421
print เอาใหม่

1370
01:31:18.305 --> 01:31:21.422
ลบก็ได้

1371
01:31:22.309 --> 01:31:25.423
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26.310 --> 01:31:29.421
i-n-t

1373
01:31:30.312 --> 01:31:33.421
print

1374
01:31:34.313 --> 01:31:37.421

1375
01:31:38.314 --> 01:31:41.424

1376
01:31:42.317 --> 01:31:45.421

1377
01:31:46.319 --> 01:31:49.422

1378
01:31:50.322 --> 01:31:53.421

1379
01:31:54.326 --> 01:31:57.421

1380
01:31:58.328 --> 01:32:01.421

1381
01:32:02.330 --> 01:32:05.422

1382
01:32:06.332 --> 01:32:09.421

1383
01:32:10.335 --> 01:32:13.422

1384
01:32:14.337 --> 01:32:17.422
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18.338 --> 01:32:21.421
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22.342 --> 01:32:25.421

1387
01:32:26.344 --> 01:32:29.422
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30.347 --> 01:32:33.422

1389
01:32:34.349 --> 01:32:37.422

1390
01:32:38.352 --> 01:32:41.422

1391
01:32:42.354 --> 01:32:45.422
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46.356 --> 01:32:49.422
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50.365 --> 01:32:53.422

1394
01:32:54.368 --> 01:32:57.422

1395
01:32:58.370 --> 01:33:01.422

1396
01:33:02.372 --> 01:33:05.422

1397
01:33:06.374 --> 01:33:09.422

1398
01:33:10.376 --> 01:33:13.422

1399
01:33:14.379 --> 01:33:17.421

1400
01:33:18.381 --> 01:33:21.422

1401
01:33:22.383 --> 01:33:25.422

1402
01:33:26.385 --> 01:33:29.422
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30.386 --> 01:33:33.422
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34.388 --> 01:33:37.424
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38.389 --> 01:33:41.422

1406
01:33:42.390 --> 01:33:45.423

1407
01:33:46.393 --> 01:33:49.423

1408
01:33:50.394 --> 01:33:53.422
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54.396 --> 01:33:57.422

1410
01:33:58.398 --> 01:34:01.422

1411
01:34:02.400 --> 01:34:05.423

1412
01:34:06.401 --> 01:34:09.422

1413
01:34:10.402 --> 01:34:13.422

1414
01:34:14.403 --> 01:34:17.422

1415
01:34:18.406 --> 01:34:21.422

1416
01:34:22.408 --> 01:34:25.424
ก็ตรง

1417
01:34:26.410 --> 01:34:29.422

1418
01:34:30.415 --> 01:34:33.422

1419
01:34:34.418 --> 01:34:37.424

1420
01:34:38.421 --> 01:34:41.424
อะไรนะ

1421
01:34:42.423 --> 01:34:45.423

1422
01:34:46.425 --> 01:34:49.422

1423
01:34:50.427 --> 01:34:54.422

1424
01:34:54.431 --> 01:34:58.422

1425
01:34:58.432 --> 01:35:02.422
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02.434 --> 01:35:06.423

1427
01:35:06.440 --> 01:35:10.422
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10.441 --> 01:35:14.422

1429
01:35:14.443 --> 01:35:18.422

1430
01:35:18.444 --> 01:35:22.422

1431
01:35:22.447 --> 01:35:26.422
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26.448 --> 01:35:30.423

1433
01:35:30.451 --> 01:35:34.422

1434
01:35:34.453 --> 01:35:38.424

1435
01:35:38.454 --> 01:35:42.423

1436
01:35:42.456 --> 01:35:46.422

1437
01:35:46.460 --> 01:35:50.423

1438
01:35:50.461 --> 01:35:54.422

1439
01:35:54.463 --> 01:35:58.423

1440
01:35:58.465 --> 01:36:02.423

1441
01:36:02.466 --> 01:36:06.423

1442
01:36:06.468 --> 01:36:10.423

1443
01:36:10.475 --> 01:36:14.423

1444
01:36:14.476 --> 01:36:18.423

1445
01:36:18.478 --> 01:36:22.423

1446
01:36:22.480 --> 01:36:26.423

1447
01:36:26.482 --> 01:36:30.422

1448
01:36:30.483 --> 01:36:34.425

1449
01:36:34.484 --> 01:36:38.423

1450
01:36:38.485 --> 01:36:42.425

1451
01:36:42.486 --> 01:36:46.423

1452
01:36:46.487 --> 01:36:50.423

1453
01:36:50.488 --> 01:36:54.424

1454
01:36:54.490 --> 01:36:58.423

1455
01:36:58.491 --> 01:37:02.423

1456
01:37:02.492 --> 01:37:06.423

1457
01:37:06.493 --> 01:37:10.424

1458
01:37:10.494 --> 01:37:14.423

1459
01:37:14.495 --> 01:37:18.424

1460
01:37:18.496 --> 01:37:22.424

1461
01:37:22.497 --> 01:37:26.424

1462
01:37:26.497 --> 01:37:30.423

1463
01:37:30.499 --> 01:37:34.423

1464
01:37:34.504 --> 01:37:38.423

1465
01:37:38.506 --> 01:37:42.423

1466
01:37:42.508 --> 01:37:46.423

1467
01:37:46.509 --> 01:37:50.423
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50.510 --> 01:37:54.423
Syntax Error Print

1469
01:37:54.512 --> 01:37:58.423
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58.514 --> 01:38:02.423

1471
01:38:02.515 --> 01:38:06.423

1472
01:38:06.517 --> 01:38:10.423

1473
01:38:10.519 --> 01:38:14.423

1474
01:38:14.524 --> 01:38:18.423

1475
01:38:18.528 --> 01:38:22.423

1476
01:38:22.529 --> 01:38:26.423
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26.533 --> 01:38:30.423

1478
01:38:30.534 --> 01:38:34.423

1479
01:38:34.535 --> 01:38:38.423

1480
01:38:38.536 --> 01:38:42.423

1481
01:38:42.538 --> 01:38:46.423

1482
01:38:46.540 --> 01:38:50.423
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50.541 --> 01:38:54.423
ถ้าลบ

1484
01:38:54.542 --> 01:38:58.425
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58.543 --> 01:39:02.426

1486
01:39:02.544 --> 01:39:06.423

1487
01:39:06.546 --> 01:39:10.423
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10.547 --> 01:39:14.423

1489
01:39:14.548 --> 01:39:18.425

1490
01:39:18.549 --> 01:39:22.423

1491
01:39:22.551 --> 01:39:26.423

1492
01:39:26.552 --> 01:39:30.423
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30.553 --> 01:39:34.423

1494
01:39:34.554 --> 01:39:38.423

1495
01:39:38.556 --> 01:39:42.432

1496
01:39:42.558 --> 01:39:46.423

1497
01:39:46.561 --> 01:39:50.423

1498
01:39:50.562 --> 01:39:54.424

1499
01:39:54.563 --> 01:39:58.424

1500
01:39:58.564 --> 01:40:02.423

1501
01:40:02.565 --> 01:40:06.423

1502
01:40:06.567 --> 01:40:10.424

1503
01:40:10.570 --> 01:40:14.423

1504
01:40:14.572 --> 01:40:18.423

1505
01:40:18.576 --> 01:40:22.423
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22.578 --> 01:40:26.423

1507
01:40:26.580 --> 01:40:30.423
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30.581 --> 01:40:34.423

1509
01:40:34.583 --> 01:40:38.424

1510
01:40:38.585 --> 01:40:42.423

1511
01:40:42.586 --> 01:40:46.423

1512
01:40:46.587 --> 01:40:50.423

1513
01:40:50.588 --> 01:40:54.423

1514
01:40:54.589 --> 01:40:58.423
อะไร

1515
01:40:58.593 --> 01:41:02.426

1516
01:41:02.594 --> 01:41:06.423

1517
01:41:06.595 --> 01:41:10.424
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10.596 --> 01:41:14.423
print คำสัง Prit

1519
01:41:14.597 --> 01:41:18.424

1520
01:41:18.598 --> 01:41:22.423

1521
01:41:22.599 --> 01:41:26.423
โอเคนะคะ

1522
01:41:26.602 --> 01:41:30.424
รู้แล้ว

1523
01:41:30.605 --> 01:41:34.424
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34.607 --> 01:41:38.423
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38.607 --> 01:41:42.423
ของ color นะคะ

1526
01:41:42.609 --> 01:41:46.424
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46.610 --> 01:41:50.423
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50.615 --> 01:41:54.423

1529
01:41:54.616 --> 01:41:58.423

1530
01:41:58.617 --> 01:42:02.423

1531
01:42:02.618 --> 01:42:06.423

1532
01:42:06.619 --> 01:42:10.423

1533
01:42:10.620 --> 01:42:14.424

1534
01:42:14.621 --> 01:42:18.424

1535
01:42:18.625 --> 01:42:22.423

1536
01:42:22.627 --> 01:42:26.424
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26.628 --> 01:42:30.423
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30.630 --> 01:42:34.423
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34.631 --> 01:42:38.424
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38.633 --> 01:42:42.424
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42.634 --> 01:42:46.423
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46.635 --> 01:42:50.424

1543
01:42:50.636 --> 01:42:54.424
นี่

1544
01:42:54.637 --> 01:42:58.424
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58.638 --> 01:43:02.424
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02.639 --> 01:43:06.424
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06.641 --> 01:43:10.424
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10.642 --> 01:43:14.424
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14.644 --> 01:43:18.424
นะคะ

1550
01:43:18.645 --> 01:43:22.424
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22.646 --> 01:43:26.424
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26.648 --> 01:43:30.424
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30.649 --> 01:43:34.424
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34.650 --> 01:43:38.424
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38.651 --> 01:43:42.424
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42.652 --> 01:43:46.424
เขาบอก

1557
01:43:46.654 --> 01:43:50.424
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50.659 --> 01:43:54.425
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54.660 --> 01:43:58.426
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58.661 --> 01:44:02.424
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02.663 --> 01:44:06.425
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06.664 --> 01:44:10.424
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10.665 --> 01:44:14.436
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14.666 --> 01:44:18.424
สงสัย

1565
01:44:18.667 --> 01:44:22.425
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22.669 --> 01:44:26.425
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26.670 --> 01:44:30.424
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30.671 --> 01:44:34.425
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34.672 --> 01:44:38.425
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38.673 --> 01:44:42.425
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42.674 --> 01:44:46.425
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46.676 --> 01:44:50.424
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50.677 --> 01:44:54.425
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54.678 --> 01:44:58.425
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58.679 --> 01:45:02.425
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02.680 --> 01:45:06.425
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06.682 --> 01:45:10.425
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10.683 --> 01:45:14.427
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14.686 --> 01:45:18.425
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18.688 --> 01:45:22.438
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22.690 --> 01:45:26.425
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26.691 --> 01:45:30.425
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:30.692 --> 01:45:34.425
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:34.699 --> 01:45:38.425
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:38.700 --> 01:45:42.428
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:42.703 --> 01:45:46.426
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:46.704 --> 01:45:50.425
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:50.706 --> 01:45:54.425
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:54.708 --> 01:45:58.425
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:58.710 --> 01:46:02.425
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:02.711 --> 01:46:06.425
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:06.712 --> 01:46:10.425
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:10.713 --> 01:46:14.425
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:14.714 --> 01:46:18.425
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:18.715 --> 01:46:22.426
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:22.717 --> 01:46:26.426
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:26.718 --> 01:46:30.425
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:30.719 --> 01:46:34.426
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:34.726 --> 01:46:38.426
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:38.727 --> 01:46:42.425
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:42.728 --> 01:46:46.425
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:46.736 --> 01:46:50.426

1603
01:46:50.738 --> 01:46:54.427

1604
01:46:54.740 --> 01:46:58.426

1605
01:46:58.741 --> 01:47:02.426

1606
01:47:02.744 --> 01:47:06.425

1607
01:47:06.746 --> 01:47:10.425
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1608
01:47:10.747 --> 01:47:14.425
เครื่องที่มี

1609
01:47:14.748 --> 01:47:18.427

1610
01:47:18.750 --> 01:47:22.426
-

1611
01:47:22.751 --> 01:47:26.426

1612
01:47:26.752 --> 01:47:30.426

1613
01:47:30.753 --> 01:47:34.426

1614
01:47:34.755 --> 01:47:38.426

1615
01:47:38.757 --> 01:47:42.426

1616
01:47:42.759 --> 01:47:46.426

1617
01:47:46.761 --> 01:47:50.426

1618
01:47:50.762 --> 01:47:54.762

1619
01:47:54.765 --> 01:47:58.765

1620
01:47:58.767 --> 01:47:58.769


