﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:03.332

2
00:00:04.006 --> 00:00:07.331

3
00:00:08.007 --> 00:00:11.332

4
00:00:12.010 --> 00:00:15.333

5
00:00:16.013 --> 00:00:19.332

6
00:00:20.014 --> 00:00:23.332

7
00:00:24.016 --> 00:00:27.332

8
00:00:28.020 --> 00:00:31.332

9
00:00:32.023 --> 00:00:35.338

10
00:00:36.024 --> 00:00:39.335

11
00:00:40.027 --> 00:00:43.331

12
00:00:44.029 --> 00:00:47.331
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48.030 --> 00:00:51.332
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52.032 --> 00:00:55.332
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56.034 --> 00:00:59.332

16
00:01:00.035 --> 00:01:03.332
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04.037 --> 00:01:07.332
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08.038 --> 00:01:11.331
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12.041 --> 00:01:15.331
นะคะ

20
00:01:16.044 --> 00:01:19.333
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20.049 --> 00:01:23.332
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24.052 --> 00:01:27.332
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28.053 --> 00:01:31.331
ใน Python

24
00:01:32.055 --> 00:01:35.331
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36.056 --> 00:01:39.331
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40.057 --> 00:01:43.331

27
00:01:44.059 --> 00:01:47.333
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48.060 --> 00:01:51.331
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52.061 --> 00:01:55.331
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56.062 --> 00:01:59.331
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00.064 --> 00:02:03.331
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04.065 --> 00:02:07.332
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08.066 --> 00:02:11.332
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12.067 --> 00:02:15.332
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16.070 --> 00:02:19.332
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20.073 --> 00:02:23.331

37
00:02:24.075 --> 00:02:27.331
อีกแล้ว...

38
00:02:28.076 --> 00:02:31.332

39
00:02:32.077 --> 00:02:35.336

40
00:02:36.078 --> 00:02:39.331
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40.079 --> 00:02:43.331
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44.080 --> 00:02:47.331
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48.082 --> 00:02:51.331

44
00:02:52.083 --> 00:02:55.331
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56.084 --> 00:02:59.332
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00.085 --> 00:03:03.331
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04.086 --> 00:03:07.331
สั่งพิเศษ

48
00:03:08.087 --> 00:03:11.332
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12.088 --> 00:03:15.331
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16.089 --> 00:03:19.332
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20.090 --> 00:03:23.331
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24.098 --> 00:03:27.332
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28.103 --> 00:03:31.331
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32.105 --> 00:03:35.331
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36.107 --> 00:03:39.331
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40.115 --> 00:03:43.332
นะคะ เช่น

57
00:03:44.117 --> 00:03:47.331
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48.118 --> 00:03:51.331
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52.119 --> 00:03:55.331
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56.120 --> 00:03:59.331
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00.122 --> 00:04:03.332
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04.123 --> 00:04:07.331
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08.124 --> 00:04:11.331
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12.126 --> 00:04:15.332
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16.128 --> 00:04:19.331
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20.130 --> 00:04:23.332
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24.131 --> 00:04:27.331
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28.132 --> 00:04:31.331
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32.132 --> 00:04:35.334
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36.134 --> 00:04:39.331
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40.136 --> 00:04:43.333
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44.137 --> 00:04:47.338
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48.139 --> 00:04:51.332
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52.140 --> 00:04:55.332
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56.141 --> 00:04:59.331
ใน python

76
00:05:00.143 --> 00:05:03.331
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04.145 --> 00:05:07.332
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08.146 --> 00:05:11.332
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12.148 --> 00:05:15.332
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16.149 --> 00:05:19.332
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20.151 --> 00:05:23.331
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24.155 --> 00:05:27.331
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28.157 --> 00:05:31.332
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32.158 --> 00:05:35.331
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36.161 --> 00:05:39.331
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40.162 --> 00:05:43.331
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44.163 --> 00:05:47.332
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48.164 --> 00:05:51.336
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52.165 --> 00:05:55.331
ที่เอา

90
00:05:56.167 --> 00:05:59.332
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00.169 --> 00:06:03.331
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04.170 --> 00:06:07.331
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08.174 --> 00:06:11.332
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12.176 --> 00:06:15.331
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16.177 --> 00:06:19.331
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20.179 --> 00:06:23.332
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24.180 --> 00:06:27.332
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28.181 --> 00:06:31.332
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32.184 --> 00:06:35.331
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36.186 --> 00:06:39.331
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40.187 --> 00:06:43.344
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44.188 --> 00:06:47.331
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48.189 --> 00:06:51.331
de

104
00:06:52.193 --> 00:06:55.332
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56.194 --> 00:06:59.331
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00.196 --> 00:07:03.332
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04.198 --> 00:07:07.331

108
00:07:08.199 --> 00:07:11.331
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12.201 --> 00:07:15.331
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16.202 --> 00:07:19.331
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20.203 --> 00:07:23.333
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24.204 --> 00:07:27.332
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28.205 --> 00:07:31.332
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32.206 --> 00:07:35.331
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36.208 --> 00:07:39.332
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40.212 --> 00:07:43.331
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44.214 --> 00:07:47.331
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48.215 --> 00:07:51.335
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52.217 --> 00:07:55.332
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56.218 --> 00:07:59.331
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00.221 --> 00:08:03.331
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04.226 --> 00:08:07.332
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08.229 --> 00:08:11.331
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12.231 --> 00:08:15.331
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16.232 --> 00:08:19.333
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20.233 --> 00:08:23.331
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24.234 --> 00:08:27.331
พารามิเตอร์

128
00:08:28.235 --> 00:08:31.332
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32.236 --> 00:08:35.331
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36.237 --> 00:08:39.331
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40.240 --> 00:08:43.331
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44.242 --> 00:08:47.331
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48.243 --> 00:08:51.332
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52.244 --> 00:08:55.332
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56.245 --> 00:08:59.332
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00.247 --> 00:09:03.331
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04.248 --> 00:09:07.331
พื้นที่

138
00:09:08.249 --> 00:09:11.331
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12.250 --> 00:09:15.331
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16.251 --> 00:09:19.331
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20.252 --> 00:09:23.331
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24.253 --> 00:09:27.334
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28.255 --> 00:09:31.331
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32.256 --> 00:09:35.332
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36.257 --> 00:09:39.331
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40.260 --> 00:09:43.332
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44.262 --> 00:09:47.332
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48.263 --> 00:09:51.331
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52.264 --> 00:09:55.331
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56.266 --> 00:09:59.331
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00.268 --> 00:10:03.331
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04.269 --> 00:10:07.332
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08.271 --> 00:10:11.331
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12.273 --> 00:10:15.331
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16.274 --> 00:10:19.331
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20.275 --> 00:10:23.331
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24.276 --> 00:10:27.331
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28.277 --> 00:10:31.332
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32.278 --> 00:10:35.331
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36.279 --> 00:10:39.331
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40.281 --> 00:10:43.331
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44.282 --> 00:10:47.331
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48.283 --> 00:10:51.331
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52.284 --> 00:10:55.331
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56.286 --> 00:10:59.331
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00.288 --> 00:11:03.331
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04.290 --> 00:11:07.334
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08.291 --> 00:11:11.331
นะคะ

169
00:11:12.293 --> 00:11:15.331
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16.295 --> 00:11:19.333
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20.297 --> 00:11:23.332
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24.297 --> 00:11:27.331
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28.298 --> 00:11:31.332
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32.299 --> 00:11:35.332
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36.301 --> 00:11:39.331
hello()

176
00:11:40.305 --> 00:11:43.331
def ก็คือ definition

177
00:11:44.306 --> 00:11:47.331
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48.307 --> 00:11:51.332
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52.309 --> 00:11:55.331
คือ def

180
00:11:56.312 --> 00:11:59.332
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00.313 --> 00:12:03.331
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04.314 --> 00:12:07.331
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08.315 --> 00:12:11.333
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12.316 --> 00:12:15.332
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16.319 --> 00:12:19.332
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20.321 --> 00:12:23.332
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24.322 --> 00:12:27.332
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28.324 --> 00:12:31.341
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32.325 --> 00:12:35.332
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36.327 --> 00:12:39.331
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40.332 --> 00:12:44.332
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44.333 --> 00:12:48.332
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48.336 --> 00:12:52.335
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52.340 --> 00:12:56.331
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56.344 --> 00:13:00.331
ไปที่ web browser

196
00:13:00.345 --> 00:13:04.345
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04.348 --> 00:13:08.332
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08.360 --> 00:13:12.332
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12.362 --> 00:13:16.336
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16.363 --> 00:13:20.332
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20.364 --> 00:13:24.332
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24.367 --> 00:13:28.331
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28.369 --> 00:13:32.331

204
00:13:32.370 --> 00:13:36.331
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36.371 --> 00:13:40.331
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40.372 --> 00:13:44.332
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44.373 --> 00:13:48.331
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48.375 --> 00:13:52.331
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52.376 --> 00:13:56.331

210
00:13:56.378 --> 00:14:00.331
นะคะ

211
00:14:00.379 --> 00:14:04.333
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04.381 --> 00:14:08.337

213
00:14:08.383 --> 00:14:12.331

214
00:14:12.385 --> 00:14:16.331
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16.386 --> 00:14:20.331
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20.387 --> 00:14:24.332
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24.389 --> 00:14:28.332
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28.390 --> 00:14:32.333
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32.391 --> 00:14:36.334
de แล้วกฌ f

220
00:14:36.394 --> 00:14:40.331
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40.395 --> 00:14:44.331
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44.396 --> 00:14:48.332
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48.398 --> 00:14:52.331
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52.399 --> 00:14:56.332
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56.400 --> 00:15:00.336
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00.403 --> 00:15:04.332
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04.407 --> 00:15:08.331
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08.410 --> 00:15:12.331
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12.411 --> 00:15:16.331
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16.413 --> 00:15:20.331
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20.416 --> 00:15:24.333
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24.417 --> 00:15:28.331
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28.419 --> 00:15:32.331
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32.421 --> 00:15:36.332
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36.422 --> 00:15:40.332
e-

236
00:15:40.424 --> 00:15:44.331
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44.425 --> 00:15:48.331
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48.426 --> 00:15:52.332
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52.429 --> 00:15:56.333
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56.430 --> 00:16:00.332
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00.431 --> 00:16:04.331
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04.432 --> 00:16:08.331
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08.433 --> 00:16:12.331
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12.434 --> 00:16:16.332
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16.435 --> 00:16:20.332
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20.436 --> 00:16:24.331
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24.437 --> 00:16:28.331
Stagement

248
00:16:28.438 --> 00:16:32.332
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32.440 --> 00:16:36.331
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36.454 --> 00:16:40.331
p-r-i

251
00:16:40.455 --> 00:16:44.334
n-t

252
00:16:44.457 --> 00:16:48.331
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48.459 --> 00:16:52.331
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52.460 --> 00:16:56.332
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56.461 --> 00:17:00.333
เดี๋ยว

256
00:17:00.463 --> 00:17:04.331
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04.464 --> 00:17:08.331
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08.466 --> 00:17:12.331
ตลอดเลย

259
00:17:12.467 --> 00:17:16.331
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16.469 --> 00:17:20.331
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20.470 --> 00:17:24.331
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24.471 --> 00:17:28.332
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28.472 --> 00:17:32.332
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32.473 --> 00:17:36.331
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36.475 --> 00:17:40.332
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40.476 --> 00:17:44.350
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44.477 --> 00:17:48.334
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48.479 --> 00:17:52.332
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52.481 --> 00:17:56.331
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56.482 --> 00:18:00.332
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00.483 --> 00:18:04.351
โอเคไหม

272
00:18:04.486 --> 00:18:08.332
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08.487 --> 00:18:12.331
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12.488 --> 00:18:16.332

275
00:18:16.490 --> 00:18:20.331
โอเคน่า

276
00:18:20.492 --> 00:18:24.332
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24.493 --> 00:18:28.332
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28.494 --> 00:18:32.333
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32.495 --> 00:18:36.335
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36.496 --> 00:18:40.331
ขยับ

281
00:18:40.497 --> 00:18:44.331
ได้ไหม

282
00:18:44.498 --> 00:18:48.334
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48.499 --> 00:18:52.332
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52.500 --> 00:18:56.331
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56.501 --> 00:19:00.332
กระเถิบ

286
00:19:00.502 --> 00:19:04.331

287
00:19:04.503 --> 00:19:08.331

288
00:19:08.504 --> 00:19:12.331
แล้วก็

289
00:19:12.506 --> 00:19:16.332
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16.507 --> 00:19:20.330
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20.510 --> 00:19:24.334
โอเคไหม

292
00:19:24.511 --> 00:19:28.330
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28.512 --> 00:19:32.335
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32.513 --> 00:19:36.334
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36.514 --> 00:19:40.330
แล้วตามด้วย

296
00:19:40.515 --> 00:19:44.330
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44.516 --> 00:19:48.330
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48.518 --> 00:19:52.330
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52.519 --> 00:19:56.331
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56.523 --> 00:20:00.330
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00.525 --> 00:20:04.330
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04.526 --> 00:20:08.330
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08.527 --> 00:20:12.336
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12.528 --> 00:20:16.330
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16.529 --> 00:20:20.329
พิมพ์ % name

306
00:20:20.530 --> 00:20:24.329
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24.531 --> 00:20:28.329

308
00:20:28.535 --> 00:20:32.330
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32.536 --> 00:20:36.329
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36.537 --> 00:20:40.329
นะคะ

311
00:20:40.538 --> 00:20:44.329
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44.540 --> 00:20:48.329
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48.542 --> 00:20:52.329
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52.547 --> 00:20:56.329
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56.548 --> 00:21:00.329
ที่เรา code

316
00:21:00.549 --> 00:21:04.329
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04.551 --> 00:21:08.329

318
00:21:08.553 --> 00:21:12.329
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12.558 --> 00:21:16.328

320
00:21:16.559 --> 00:21:20.328
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20.560 --> 00:21:24.329

322
00:21:24.561 --> 00:21:28.328

323
00:21:28.562 --> 00:21:32.328
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32.564 --> 00:21:36.330
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36.565 --> 00:21:40.331
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40.566 --> 00:21:44.330
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44.568 --> 00:21:48.328
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48.569 --> 00:21:52.328
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52.570 --> 00:21:56.328
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56.571 --> 00:22:00.327
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00.572 --> 00:22:04.332
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04.573 --> 00:22:08.328
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08.574 --> 00:22:12.328
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12.575 --> 00:22:16.331
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16.578 --> 00:22:20.327
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20.579 --> 00:22:24.327
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24.579 --> 00:22:28.327
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28.580 --> 00:22:32.335
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32.581 --> 00:22:36.327
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36.582 --> 00:22:40.327
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40.583 --> 00:22:44.332
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44.584 --> 00:22:48.327
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48.585 --> 00:22:52.328
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52.586 --> 00:22:56.327
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56.589 --> 00:23:00.327

346
00:23:00.591 --> 00:23:04.327
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04.591 --> 00:23:08.326
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08.592 --> 00:23:12.326
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12.593 --> 00:23:16.327
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16.593 --> 00:23:20.327
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20.594 --> 00:23:24.326
สลับไปสลับมา

352
00:23:24.595 --> 00:23:28.327
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28.596 --> 00:23:32.326
return ค่านะ

354
00:23:32.598 --> 00:23:36.326
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36.599 --> 00:23:40.326
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40.600 --> 00:23:44.326
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44.602 --> 00:23:48.326
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48.603 --> 00:23:52.326
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52.604 --> 00:23:56.325
ตัวนี้

360
00:23:56.605 --> 00:24:00.326
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00.606 --> 00:24:04.327
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04.607 --> 00:24:08.326
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08.608 --> 00:24:12.327
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12.609 --> 00:24:16.326
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16.611 --> 00:24:20.325
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20.612 --> 00:24:24.325
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24.614 --> 00:24:28.327
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28.618 --> 00:24:32.326
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32.619 --> 00:24:36.326
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36.619 --> 00:24:40.325
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40.621 --> 00:24:44.328
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44.622 --> 00:24:48.325
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48.624 --> 00:24:52.325
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52.626 --> 00:24:56.325
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56.627 --> 00:25:00.325
กว้างคูณยาว

376
00:25:00.629 --> 00:25:04.325
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04.630 --> 00:25:08.325
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08.631 --> 00:25:12.325
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12.632 --> 00:25:16.325
ว่า width

380
00:25:16.633 --> 00:25:20.324
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20.635 --> 00:25:24.325
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24.636 --> 00:25:28.324
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28.637 --> 00:25:32.324
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32.639 --> 00:25:36.332
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36.640 --> 00:25:40.325
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40.642 --> 00:25:44.324
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44.643 --> 00:25:48.324
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48.644 --> 00:25:52.325
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52.645 --> 00:25:56.324
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56.648 --> 00:26:00.328
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00.649 --> 00:26:04.324
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04.650 --> 00:26:08.324
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08.651 --> 00:26:12.324
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12.654 --> 00:26:16.325
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16.655 --> 00:26:20.324

396
00:26:20.657 --> 00:26:24.334
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24.660 --> 00:26:28.324
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28.661 --> 00:26:32.324
อะไรกับ...

399
00:26:32.666 --> 00:26:36.324

400
00:26:36.667 --> 00:26:40.324
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40.668 --> 00:26:44.324
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44.670 --> 00:26:48.324

403
00:26:48.671 --> 00:26:52.324

404
00:26:52.672 --> 00:26:56.324
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56.673 --> 00:27:00.324
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00.675 --> 00:27:04.325
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04.676 --> 00:27:08.324

408
00:27:08.678 --> 00:27:12.324
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12.679 --> 00:27:16.324

410
00:27:16.680 --> 00:27:20.324

411
00:27:20.681 --> 00:27:24.323

412
00:27:24.682 --> 00:27:28.323
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28.683 --> 00:27:32.324

414
00:27:32.684 --> 00:27:36.323
เห็นไหม

415
00:27:36.685 --> 00:27:40.323

416
00:27:40.687 --> 00:27:44.323
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44.688 --> 00:27:48.323
น่านักเชียว

418
00:27:48.689 --> 00:27:52.324

419
00:27:52.690 --> 00:27:56.323
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56.691 --> 00:28:00.324
โอเคไหม

421
00:28:00.692 --> 00:28:04.323
Colab

422
00:28:04.693 --> 00:28:08.323

423
00:28:08.694 --> 00:28:12.323

424
00:28:12.695 --> 00:28:16.323
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16.696 --> 00:28:20.323
นะคะ

426
00:28:20.698 --> 00:28:24.323
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24.699 --> 00:28:28.323
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28.700 --> 00:28:32.324
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32.701 --> 00:28:36.323
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36.702 --> 00:28:40.323
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40.703 --> 00:28:44.323
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44.704 --> 00:28:48.323
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48.705 --> 00:28:52.323
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52.706 --> 00:28:56.322
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56.708 --> 00:29:00.322
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00.709 --> 00:29:04.322
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04.710 --> 00:29:08.322
แล้วก็

438
00:29:08.713 --> 00:29:12.322
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12.714 --> 00:29:16.322
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16.715 --> 00:29:20.322
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20.717 --> 00:29:24.322
i-d-

442
00:29:24.719 --> 00:29:28.322
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28.721 --> 00:29:32.324
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32.722 --> 00:29:36.322
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36.724 --> 00:29:40.322
Comma

446
00:29:40.726 --> 00:29:44.328
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44.729 --> 00:29:48.322
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48.730 --> 00:29:52.322
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52.731 --> 00:29:56.322
-i-

450
00:29:56.733 --> 00:30:00.322
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00.735 --> 00:30:04.322
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04.737 --> 00:30:08.322
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08.738 --> 00:30:12.324
ปิดการ

454
00:30:12.740 --> 00:30:16.322
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16.740 --> 00:30:20.322
เสมอ

456
00:30:20.742 --> 00:30:24.322
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24.745 --> 00:30:28.322
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28.748 --> 00:30:32.322
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32.749 --> 00:30:36.322
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36.753 --> 00:30:40.329
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40.754 --> 00:30:44.322
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44.755 --> 00:30:48.322
ก็คือเอา width

463
00:30:48.755 --> 00:30:52.322
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52.758 --> 00:30:56.322
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56.763 --> 00:31:00.323
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00.767 --> 00:31:04.321
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04.768 --> 00:31:08.321
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08.769 --> 00:31:12.321
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12.770 --> 00:31:16.322
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16.772 --> 00:31:20.321
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20.773 --> 00:31:24.322
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24.774 --> 00:31:28.321
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28.775 --> 00:31:32.323
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32.777 --> 00:31:36.322
แล้วตามด้วย

475
00:31:36.778 --> 00:31:40.321
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40.779 --> 00:31:44.321
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44.780 --> 00:31:48.321
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48.781 --> 00:31:52.323
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52.783 --> 00:31:56.321
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56.784 --> 00:32:00.324
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00.788 --> 00:32:04.321
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04.789 --> 00:32:08.321
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08.790 --> 00:32:12.321
Error

484
00:32:12.792 --> 00:32:16.321
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16.795 --> 00:32:20.321
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20.796 --> 00:32:24.321
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24.798 --> 00:32:28.321
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28.799 --> 00:32:32.321
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32.800 --> 00:32:36.322
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36.802 --> 00:32:40.321
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40.803 --> 00:32:44.324
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44.804 --> 00:32:48.321
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48.805 --> 00:32:52.321
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52.806 --> 00:32:56.321
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56.807 --> 00:33:00.321
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00.808 --> 00:33:04.321
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04.809 --> 00:33:08.320
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08.811 --> 00:33:12.320
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12.812 --> 00:33:16.321
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16.816 --> 00:33:20.321
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20.817 --> 00:33:24.320
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24.818 --> 00:33:28.321
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28.819 --> 00:33:32.320
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32.820 --> 00:33:36.320
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36.821 --> 00:33:40.320
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40.822 --> 00:33:44.321
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44.823 --> 00:33:48.320
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48.824 --> 00:33:52.320
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52.825 --> 00:33:56.321
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56.827 --> 00:34:00.320
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00.829 --> 00:34:04.320
แล้วนี่คือ

512
00:34:04.831 --> 00:34:08.320
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08.832 --> 00:34:12.322
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12.833 --> 00:34:16.321
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16.835 --> 00:34:20.321
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20.836 --> 00:34:24.322
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24.837 --> 00:34:28.321
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28.838 --> 00:34:32.321
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32.840 --> 00:34:36.321
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36.842 --> 00:34:40.321
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40.843 --> 00:34:44.323
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44.844 --> 00:34:48.325
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48.845 --> 00:34:52.321
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52.846 --> 00:34:56.321
โอเค

525
00:34:56.848 --> 00:35:00.322

526
00:35:00.849 --> 00:35:04.322
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04.851 --> 00:35:08.322
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08.852 --> 00:35:12.321
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12.854 --> 00:35:16.322
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16.854 --> 00:35:20.321
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20.855 --> 00:35:24.322
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24.856 --> 00:35:28.322
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28.859 --> 00:35:32.322
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32.860 --> 00:35:36.322
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36.864 --> 00:35:40.322
ก็คือในนี้

536
00:35:40.867 --> 00:35:44.322
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44.870 --> 00:35:48.322
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48.871 --> 00:35:52.323
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52.872 --> 00:35:56.323
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56.873 --> 00:36:00.322
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00.874 --> 00:36:04.322
Argument กับ Parame

542
00:36:04.875 --> 00:36:08.324
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08.877 --> 00:36:12.322
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12.878 --> 00:36:16.322
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16.880 --> 00:36:20.322
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20.881 --> 00:36:24.322
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24.882 --> 00:36:28.323
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28.883 --> 00:36:32.322
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32.884 --> 00:36:36.322
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36.888 --> 00:36:40.322
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40.889 --> 00:36:44.323
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44.894 --> 00:36:48.323
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48.895 --> 00:36:52.323
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52.898 --> 00:36:56.322
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56.899 --> 00:37:00.322
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00.900 --> 00:37:04.323
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04.903 --> 00:37:08.323
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08.905 --> 00:37:12.323
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12.906 --> 00:37:16.323
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16.907 --> 00:37:20.325
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20.910 --> 00:37:24.323
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24.910 --> 00:37:28.323
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:28.911 --> 00:37:32.323
ที่เราจะให้

564
00:37:32.912 --> 00:37:36.324
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:36.913 --> 00:37:40.323
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:40.914 --> 00:37:44.323

567
00:37:44.916 --> 00:37:48.323

568
00:37:48.917 --> 00:37:52.323
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:52.918 --> 00:37:56.324
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:56.919 --> 00:38:00.327
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:00.920 --> 00:38:04.323

572
00:38:04.924 --> 00:38:08.323

573
00:38:08.927 --> 00:38:12.323
โอเค เรา

574
00:38:12.928 --> 00:38:16.325
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:16.931 --> 00:38:20.324
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:20.933 --> 00:38:24.324
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:24.934 --> 00:38:28.323
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:28.935 --> 00:38:32.323
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:32.936 --> 00:38:36.324
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:36.937 --> 00:38:40.324
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:40.939 --> 00:38:44.325
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:44.940 --> 00:38:48.333
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:48.941 --> 00:38:52.324

584
00:38:52.942 --> 00:38:56.323
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:56.943 --> 00:39:00.324
ก็ได้นะคะ

586
00:39:00.944 --> 00:39:04.324

587
00:39:04.946 --> 00:39:08.324

588
00:39:08.947 --> 00:39:12.323

589
00:39:12.949 --> 00:39:16.323

590
00:39:16.951 --> 00:39:20.323

591
00:39:20.955 --> 00:39:24.324

592
00:39:24.958 --> 00:39:28.324
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:28.959 --> 00:39:32.324
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:32.961 --> 00:39:36.324
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:36.962 --> 00:39:40.324
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:40.964 --> 00:39:44.324
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:44.967 --> 00:39:48.324
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:48.968 --> 00:39:52.324
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:52.969 --> 00:39:56.324

600
00:39:56.971 --> 00:40:00.325
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:00.979 --> 00:40:04.324
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:04.980 --> 00:40:08.324
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:08.984 --> 00:40:12.324
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:12.986 --> 00:40:16.324
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:16.988 --> 00:40:20.324

606
00:40:20.989 --> 00:40:24.324
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:24.991 --> 00:40:28.324

608
00:40:28.992 --> 00:40:32.325

609
00:40:32.993 --> 00:40:36.324
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:36.994 --> 00:40:40.324
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:40.994 --> 00:40:44.324
สมมติ

612
00:40:44.995 --> 00:40:48.324
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:48.996 --> 00:40:52.324
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:52.997 --> 00:40:56.324
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:56.998 --> 00:41:00.324
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01.001 --> 00:41:04.324
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05.002 --> 00:41:08.324
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09.004 --> 00:41:12.326
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13.005 --> 00:41:16.325
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17.007 --> 00:41:20.324
p-r-i-n-t

621
00:41:21.009 --> 00:41:24.324
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25.010 --> 00:41:28.325

623
00:41:29.011 --> 00:41:32.325
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33.013 --> 00:41:36.324
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37.014 --> 00:41:40.324

626
00:41:41.017 --> 00:41:44.332
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45.018 --> 00:41:48.325

628
00:41:49.019 --> 00:41:52.324

629
00:41:53.021 --> 00:41:56.324
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57.022 --> 00:42:00.325
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01.025 --> 00:42:04.325
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05.026 --> 00:42:08.325
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09.027 --> 00:42:12.325
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13.028 --> 00:42:16.325
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17.029 --> 00:42:20.325
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21.030 --> 00:42:24.324

637
00:42:25.031 --> 00:42:28.329

638
00:42:29.033 --> 00:42:32.325
=

639
00:42:33.034 --> 00:42:36.325

640
00:42:37.039 --> 00:42:40.325
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41.040 --> 00:42:44.325
ก่อน =

642
00:42:45.041 --> 00:42:48.325
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49.042 --> 00:42:52.325
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53.043 --> 00:42:56.325
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57.045 --> 00:43:00.326
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01.046 --> 00:43:04.325
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05.049 --> 00:43:08.325
แล้วก็

648
00:43:09.050 --> 00:43:12.325
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13.052 --> 00:43:16.325
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17.053 --> 00:43:20.325
A-r-

651
00:43:21.055 --> 00:43:24.325
e-a นะคะ

652
00:43:25.057 --> 00:43:28.325
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29.058 --> 00:43:32.334
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33.059 --> 00:43:36.325
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37.060 --> 00:43:40.335
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41.062 --> 00:43:44.337
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45.062 --> 00:43:48.326
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49.063 --> 00:43:52.326
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53.064 --> 00:43:56.325
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57.066 --> 00:44:00.326
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01.067 --> 00:44:04.325
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05.068 --> 00:44:08.325
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09.069 --> 00:44:12.325
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13.070 --> 00:44:16.325
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17.071 --> 00:44:20.332
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21.072 --> 00:44:24.325

667
00:44:25.074 --> 00:44:28.325
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29.075 --> 00:44:32.325
print

669
00:44:33.076 --> 00:44:36.325

670
00:44:37.078 --> 00:44:40.325

671
00:44:41.079 --> 00:44:44.326

672
00:44:45.080 --> 00:44:48.326
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49.081 --> 00:44:52.325
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53.082 --> 00:44:56.325
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57.083 --> 00:45:00.325
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01.088 --> 00:45:04.325
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05.089 --> 00:45:08.325
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09.092 --> 00:45:12.326
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13.095 --> 00:45:16.325
เสร็จแล้ว

680
00:45:17.097 --> 00:45:20.326
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21.098 --> 00:45:24.325
2 % name

682
00:45:25.100 --> 00:45:28.326
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29.101 --> 00:45:32.325
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33.104 --> 00:45:36.326
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37.105 --> 00:45:40.326
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41.107 --> 00:45:44.325
%s

687
00:45:45.110 --> 00:45:48.326
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49.111 --> 00:45:52.328
เห็นไหมคะ

689
00:45:53.112 --> 00:45:56.326
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57.113 --> 00:46:00.326
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01.114 --> 00:46:04.326
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05.115 --> 00:46:08.326
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09.116 --> 00:46:12.325
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13.117 --> 00:46:16.326
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17.123 --> 00:46:20.326
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21.124 --> 00:46:24.325

697
00:46:25.126 --> 00:46:28.327
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29.127 --> 00:46:32.334

699
00:46:33.131 --> 00:46:36.326

700
00:46:37.133 --> 00:46:40.326
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41.134 --> 00:46:44.325
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45.205 --> 00:46:48.326
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49.274 --> 00:46:52.326

704
00:46:53.276 --> 00:46:56.326
%s' name

705
00:46:57.277 --> 00:47:00.326
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01.278 --> 00:47:04.327
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05.279 --> 00:47:08.326
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09.280 --> 00:47:12.328
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13.282 --> 00:47:16.326
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17.284 --> 00:47:20.326
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21.286 --> 00:47:24.326
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25.290 --> 00:47:28.326
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29.291 --> 00:47:32.326
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33.292 --> 00:47:36.326
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37.293 --> 00:47:40.326
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41.294 --> 00:47:44.326
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45.295 --> 00:47:48.326
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49.298 --> 00:47:52.326
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53.299 --> 00:47:56.326
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57.300 --> 00:48:00.326
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01.301 --> 00:48:04.329
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05.303 --> 00:48:08.331
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09.304 --> 00:48:12.326
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13.305 --> 00:48:16.326
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17.307 --> 00:48:20.326
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21.309 --> 00:48:24.326
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25.311 --> 00:48:28.326
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29.312 --> 00:48:32.326
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33.313 --> 00:48:36.326
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37.314 --> 00:48:40.326
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41.316 --> 00:48:44.326
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45.317 --> 00:48:48.328
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49.318 --> 00:48:52.326
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53.319 --> 00:48:56.326
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57.320 --> 00:49:00.326
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01.323 --> 00:49:04.326
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05.324 --> 00:49:08.326
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09.325 --> 00:49:12.326

739
00:49:13.326 --> 00:49:16.326

740
00:49:17.332 --> 00:49:21.326

741
00:49:21.332 --> 00:49:25.332
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25.333 --> 00:49:29.327

743
00:49:29.334 --> 00:49:33.326

744
00:49:33.340 --> 00:49:37.326
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37.342 --> 00:49:41.326
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41.341 --> 00:49:45.326
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45.341 --> 00:49:49.326
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49.342 --> 00:49:53.327
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53.343 --> 00:49:57.326
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57.344 --> 00:50:01.326
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01.345 --> 00:50:05.326
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05.346 --> 00:50:09.327
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09.347 --> 00:50:13.327
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13.361 --> 00:50:17.332
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17.365 --> 00:50:21.327

756
00:50:21.367 --> 00:50:25.326

757
00:50:25.368 --> 00:50:29.327
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29.369 --> 00:50:33.327
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33.385 --> 00:50:37.327
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37.386 --> 00:50:41.326

761
00:50:41.389 --> 00:50:45.338
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45.390 --> 00:50:49.331
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49.391 --> 00:50:53.326

764
00:50:53.393 --> 00:50:57.326

765
00:50:57.394 --> 00:51:01.327

766
00:51:01.395 --> 00:51:05.327

767
00:51:05.396 --> 00:51:09.327

768
00:51:09.397 --> 00:51:13.326

769
00:51:13.399 --> 00:51:17.327

770
00:51:17.400 --> 00:51:21.326

771
00:51:21.401 --> 00:51:25.326

772
00:51:25.402 --> 00:51:29.326

773
00:51:29.405 --> 00:51:33.326

774
00:51:33.406 --> 00:51:37.326

775
00:51:37.407 --> 00:51:41.326

776
00:51:41.408 --> 00:51:45.326

777
00:51:45.415 --> 00:51:49.326
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49.417 --> 00:51:53.326
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53.418 --> 00:51:57.326
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57.419 --> 00:52:01.326
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01.419 --> 00:52:05.327
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05.422 --> 00:52:09.326
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09.423 --> 00:52:13.326
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13.424 --> 00:52:17.326

785
00:52:17.425 --> 00:52:21.327

786
00:52:21.426 --> 00:52:25.327
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25.427 --> 00:52:29.326

788
00:52:29.429 --> 00:52:33.326
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33.430 --> 00:52:37.327
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37.431 --> 00:52:41.326
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41.432 --> 00:52:45.327

792
00:52:45.433 --> 00:52:49.327

793
00:52:49.434 --> 00:52:53.327

794
00:52:53.435 --> 00:52:57.326

795
00:52:57.436 --> 00:53:01.327

796
00:53:01.437 --> 00:53:05.326

797
00:53:05.438 --> 00:53:09.327

798
00:53:09.439 --> 00:53:13.327

799
00:53:13.440 --> 00:53:17.327

800
00:53:17.442 --> 00:53:21.327

801
00:53:21.443 --> 00:53:25.327

802
00:53:25.444 --> 00:53:29.327

803
00:53:29.447 --> 00:53:33.327

804
00:53:33.450 --> 00:53:37.327

805
00:53:37.451 --> 00:53:41.328

806
00:53:41.452 --> 00:53:45.331
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45.453 --> 00:53:49.327
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49.454 --> 00:53:53.328
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53.455 --> 00:53:57.328
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57.475 --> 00:54:01.327
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01.477 --> 00:54:05.328
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05.478 --> 00:54:09.328
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09.479 --> 00:54:13.329

814
00:54:13.480 --> 00:54:17.328
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17.481 --> 00:54:21.328
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21.482 --> 00:54:25.328
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25.483 --> 00:54:29.328
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29.486 --> 00:54:33.328
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33.487 --> 00:54:37.328
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37.488 --> 00:54:41.329
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41.489 --> 00:54:45.328
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45.492 --> 00:54:49.328
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49.493 --> 00:54:53.329
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53.494 --> 00:54:57.328
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57.495 --> 00:55:01.328
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01.497 --> 00:55:05.340
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05.498 --> 00:55:09.328
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09.499 --> 00:55:13.328
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13.500 --> 00:55:17.333
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17.501 --> 00:55:21.329
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21.502 --> 00:55:25.329
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25.503 --> 00:55:29.330
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29.505 --> 00:55:33.330
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33.510 --> 00:55:37.330
นะคะ

835
00:55:37.511 --> 00:55:41.329
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41.512 --> 00:55:45.328
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45.513 --> 00:55:49.329
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49.514 --> 00:55:53.329
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53.514 --> 00:55:57.329
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57.515 --> 00:56:01.329
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01.516 --> 00:56:05.329
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05.517 --> 00:56:09.332

843
00:56:09.518 --> 00:56:13.338
โอเค

844
00:56:13.519 --> 00:56:17.331

845
00:56:17.520 --> 00:56:21.329
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21.521 --> 00:56:25.330
"Default Argument Value"

847
00:56:25.522 --> 00:56:29.333
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29.526 --> 00:56:33.329
Default Argument นี่

849
00:56:33.528 --> 00:56:37.329
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37.529 --> 00:56:41.329
กับไอ้ค่า

851
00:56:41.531 --> 00:56:45.329
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45.532 --> 00:56:49.330
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49.533 --> 00:56:53.329
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53.534 --> 00:56:57.330
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57.535 --> 00:57:01.333
เห็นไหม

856
00:57:01.536 --> 00:57:05.330
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05.538 --> 00:57:09.330
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09.540 --> 00:57:13.331
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13.544 --> 00:57:17.333
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17.545 --> 00:57:21.330
Salary มี Argument =

861
00:57:21.546 --> 00:57:25.330
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25.547 --> 00:57:29.331
นี่คือการ Defal

863
00:57:29.552 --> 00:57:33.330
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33.553 --> 00:57:37.334
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37.553 --> 00:57:41.331
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41.554 --> 00:57:45.331
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45.555 --> 00:57:49.330
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49.558 --> 00:57:53.330

869
00:57:53.560 --> 00:57:57.330
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57.560 --> 00:58:01.330
print ที่ 2

871
00:58:01.562 --> 00:58:05.330
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05.563 --> 00:58:09.330
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09.564 --> 00:58:13.330
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13.565 --> 00:58:17.330
แล้วก็ print

875
00:58:17.565 --> 00:58:21.334
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21.566 --> 00:58:25.331
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25.567 --> 00:58:29.334
กับ Lang Language

878
00:58:29.568 --> 00:58:33.330
เห็นไหมคะ

879
00:58:33.569 --> 00:58:37.330
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37.570 --> 00:58:41.333
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41.571 --> 00:58:45.330
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45.572 --> 00:58:49.330
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49.573 --> 00:58:53.330
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53.574 --> 00:58:57.331
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57.575 --> 00:59:01.330
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01.578 --> 00:59:05.331

887
00:59:05.579 --> 00:59:09.331

888
00:59:09.580 --> 00:59:13.330

889
00:59:13.582 --> 00:59:17.331

890
00:59:17.583 --> 00:59:21.331
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21.586 --> 00:59:25.331
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25.586 --> 00:59:29.331
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29.591 --> 00:59:33.339
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33.592 --> 00:59:37.332
นะคะ

895
00:59:37.593 --> 00:59:41.339
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41.594 --> 00:59:45.331
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45.595 --> 00:59:49.331
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49.596 --> 00:59:53.332
โอเคสลับได้

899
00:59:53.597 --> 00:59:57.331
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57.598 --> 01:00:01.331
นะคะ โอเค

901
01:00:01.600 --> 01:00:05.331

902
01:00:05.601 --> 01:00:09.331

903
01:00:09.604 --> 01:00:13.331
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13.604 --> 01:00:17.331
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17.605 --> 01:00:21.331
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21.609 --> 01:00:25.331
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25.610 --> 01:00:29.332
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29.611 --> 01:00:33.331

909
01:00:33.612 --> 01:00:37.331
มันทะลุจอไป

910
01:00:37.613 --> 01:00:41.331
จอไป

911
01:00:41.615 --> 01:00:45.331

912
01:00:45.616 --> 01:00:49.331
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49.617 --> 01:00:53.331
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53.618 --> 01:00:57.331
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57.620 --> 01:01:01.331
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01.620 --> 01:01:05.332
คำสั่ง def

917
01:01:05.621 --> 01:01:09.332
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09.623 --> 01:01:13.331
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13.624 --> 01:01:17.332
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17.625 --> 01:01:21.332
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21.626 --> 01:01:25.334
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25.630 --> 01:01:29.332
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29.631 --> 01:01:33.332
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33.632 --> 01:01:37.332
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37.633 --> 01:01:41.332
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41.634 --> 01:01:45.331
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45.635 --> 01:01:49.333
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49.636 --> 01:01:53.332
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53.637 --> 01:01:57.332
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57.643 --> 01:02:01.333
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01.644 --> 01:02:05.332
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05.645 --> 01:02:09.341
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09.646 --> 01:02:13.331
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13.647 --> 01:02:17.332
name นะคะ

935
01:02:17.649 --> 01:02:21.342
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21.650 --> 01:02:25.332
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25.651 --> 01:02:29.332
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29.653 --> 01:02:33.333
นะคะ

939
01:02:33.653 --> 01:02:37.332
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37.654 --> 01:02:41.332
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41.655 --> 01:02:45.332
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45.657 --> 01:02:49.332
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49.668 --> 01:02:53.332
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53.669 --> 01:02:57.335

945
01:02:57.672 --> 01:03:01.337
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01.673 --> 01:03:05.333
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05.674 --> 01:03:09.334
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09.675 --> 01:03:13.334
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13.676 --> 01:03:17.333

950
01:03:17.679 --> 01:03:21.334

951
01:03:21.680 --> 01:03:25.332

952
01:03:25.682 --> 01:03:29.333
อันนี้

953
01:03:29.685 --> 01:03:33.332
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33.686 --> 01:03:37.333
หน่วย หน่วย

955
01:03:37.687 --> 01:03:41.333
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41.688 --> 01:03:45.350
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45.689 --> 01:03:49.335
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49.692 --> 01:03:53.333
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53.694 --> 01:03:57.333
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57.695 --> 01:04:01.332
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01.696 --> 01:04:05.339
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05.697 --> 01:04:09.333
คำว่า Python lang

963
01:04:09.698 --> 01:04:13.334
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13.701 --> 01:04:17.332

965
01:04:17.701 --> 01:04:21.332

966
01:04:21.702 --> 01:04:25.332
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25.704 --> 01:04:29.332
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29.705 --> 01:04:33.332
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33.706 --> 01:04:37.333
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37.707 --> 01:04:41.333
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41.708 --> 01:04:45.332
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45.709 --> 01:04:49.333
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49.714 --> 01:04:53.333
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53.715 --> 01:04:57.335
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57.716 --> 01:05:01.333
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01.721 --> 01:05:05.335
ของ

977
01:05:05.723 --> 01:05:09.336
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09.724 --> 01:05:13.334
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13.726 --> 01:05:17.342
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17.727 --> 01:05:21.333
print

981
01:05:21.729 --> 01:05:25.332
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25.730 --> 01:05:29.333
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29.731 --> 01:05:33.333
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33.732 --> 01:05:37.345
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37.733 --> 01:05:41.333
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41.734 --> 01:05:45.333

987
01:05:45.735 --> 01:05:49.333
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49.736 --> 01:05:53.333
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53.737 --> 01:05:57.333
: ชื่อ

990
01:05:57.738 --> 01:06:01.333
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01.739 --> 01:06:05.334
ใส่ %s

992
01:06:05.747 --> 01:06:09.333
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09.748 --> 01:06:13.333
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13.749 --> 01:06:17.335
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17.750 --> 01:06:21.333
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21.752 --> 01:06:25.333
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25.754 --> 01:06:29.333
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29.757 --> 01:06:33.333
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33.758 --> 01:06:37.333
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37.759 --> 01:06:41.333

1001
01:06:41.761 --> 01:06:45.333

1002
01:06:45.763 --> 01:06:49.333
เสร็จ

1003
01:06:49.764 --> 01:06:53.334
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53.765 --> 01:06:57.338
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57.766 --> 01:07:01.333
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01.767 --> 01:07:05.333
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05.768 --> 01:07:09.334
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09.771 --> 01:07:13.333
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13.772 --> 01:07:17.333
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17.773 --> 01:07:21.333

1011
01:07:21.775 --> 01:07:25.333

1012
01:07:25.776 --> 01:07:29.335
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29.777 --> 01:07:33.333
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33.778 --> 01:07:37.334
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37.778 --> 01:07:41.336
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41.779 --> 01:07:45.347

1017
01:07:45.780 --> 01:07:49.337
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49.783 --> 01:07:53.333
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53.790 --> 01:07:57.333
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57.791 --> 01:08:01.333
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01.793 --> 01:08:05.333
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05.794 --> 01:08:09.333
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09.796 --> 01:08:13.333
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13.797 --> 01:08:17.333
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17.798 --> 01:08:21.333
statements ที่ 3

1026
01:08:21.800 --> 01:08:25.333
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25.803 --> 01:08:29.332
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29.805 --> 01:08:33.332

1029
01:08:33.809 --> 01:08:37.332
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37.810 --> 01:08:41.332
ภาษา Python

1031
01:08:41.811 --> 01:08:45.332
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45.812 --> 01:08:49.332

1033
01:08:49.813 --> 01:08:53.332
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53.814 --> 01:08:57.332
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57.815 --> 01:09:01.332
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01.816 --> 01:09:05.332
ลืม

1037
01:09:05.818 --> 01:09:09.332
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09.819 --> 01:09:13.331
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13.820 --> 01:09:17.333
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17.821 --> 01:09:21.332
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21.824 --> 01:09:25.333
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25.825 --> 01:09:29.331
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29.826 --> 01:09:33.331
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33.830 --> 01:09:37.331
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37.831 --> 01:09:41.331
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41.833 --> 01:09:45.330
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45.835 --> 01:09:49.331
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49.839 --> 01:09:53.331
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53.840 --> 01:09:57.331
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57.846 --> 01:10:01.331
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01.846 --> 01:10:05.330
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05.847 --> 01:10:09.330
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09.850 --> 01:10:13.331
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13.851 --> 01:10:17.330
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17.852 --> 01:10:21.330
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21.854 --> 01:10:25.330

1057
01:10:25.855 --> 01:10:29.330

1058
01:10:29.857 --> 01:10:33.330

1059
01:10:33.858 --> 01:10:37.330
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37.861 --> 01:10:41.330
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41.863 --> 01:10:45.331
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45.865 --> 01:10:49.330
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49.867 --> 01:10:53.332
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53.868 --> 01:10:57.330
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57.869 --> 01:11:01.329
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01.870 --> 01:11:05.329
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05.872 --> 01:11:09.330
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09.873 --> 01:11:13.329
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13.874 --> 01:11:17.332
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17.876 --> 01:11:21.332
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21.879 --> 01:11:25.329
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25.883 --> 01:11:29.329
show_

1073
01:11:29.884 --> 01:11:33.329
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33.885 --> 01:11:37.329
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37.886 --> 01:11:41.328
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41.888 --> 01:11:45.329

1077
01:11:45.891 --> 01:11:49.328
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49.893 --> 01:11:53.328
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53.895 --> 01:11:57.329
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57.896 --> 01:12:01.328
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01.897 --> 01:12:05.328

1082
01:12:05.898 --> 01:12:09.328
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09.899 --> 01:12:13.328
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13.899 --> 01:12:17.328

1085
01:12:17.900 --> 01:12:21.328
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21.902 --> 01:12:25.328

1087
01:12:25.904 --> 01:12:29.328
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29.908 --> 01:12:33.328
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33.909 --> 01:12:37.328
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37.910 --> 01:12:41.327
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41.911 --> 01:12:45.328
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45.912 --> 01:12:49.330
ดูนะคะ

1093
01:12:49.913 --> 01:12:53.328
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53.916 --> 01:12:57.327
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57.917 --> 01:13:01.328
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01.918 --> 01:13:05.327
s-h-o-w

1097
01:13:05.920 --> 01:13:09.327
show_info นะคะ

1098
01:13:09.924 --> 01:13:13.327
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13.925 --> 01:13:17.327
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17.930 --> 01:13:21.327
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21.931 --> 01:13:25.328
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25.933 --> 01:13:29.327
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29.934 --> 01:13:33.327
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33.935 --> 01:13:37.327
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:37.936 --> 01:13:41.329
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:41.938 --> 01:13:45.326
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:45.939 --> 01:13:49.326
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:49.939 --> 01:13:53.326
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:53.940 --> 01:13:57.329
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:57.941 --> 01:14:01.327
เป็น 23,000

1111
01:14:01.942 --> 01:14:05.326
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:05.944 --> 01:14:09.326
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:09.944 --> 01:14:13.326
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:13.945 --> 01:14:17.326
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:17.946 --> 01:14:21.326
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:21.949 --> 01:14:25.326
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:25.951 --> 01:14:29.326
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:29.952 --> 01:14:33.326
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:33.954 --> 01:14:37.326
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:37.955 --> 01:14:41.329
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:41.956 --> 01:14:45.326
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:45.957 --> 01:14:49.327
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:49.958 --> 01:14:53.326
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:53.959 --> 01:14:57.327
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:57.960 --> 01:15:01.325
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:01.962 --> 01:15:05.325
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:05.967 --> 01:15:09.325
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:09.968 --> 01:15:13.325
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:13.970 --> 01:15:17.325
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:17.971 --> 01:15:21.325
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:21.973 --> 01:15:25.325
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:25.974 --> 01:15:29.325
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:29.975 --> 01:15:33.325
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:33.978 --> 01:15:37.325
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:37.980 --> 01:15:41.325
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:41.981 --> 01:15:45.325
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:45.983 --> 01:15:49.326
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:49.988 --> 01:15:53.325
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:53.990 --> 01:15:57.325
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:57.991 --> 01:16:01.325
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:01.993 --> 01:16:05.326
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:05.996 --> 01:16:09.325
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:10.000 --> 01:16:13.328
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:14.001 --> 01:16:17.324
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:18.005 --> 01:16:21.325
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:22.006 --> 01:16:25.325
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:26.007 --> 01:16:29.326
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:30.008 --> 01:16:33.325
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:34.010 --> 01:16:37.325
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:38.015 --> 01:16:41.324
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:42.017 --> 01:16:45.328
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:46.020 --> 01:16:49.324
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:50.021 --> 01:16:53.328
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:54.022 --> 01:16:57.324
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:58.023 --> 01:17:01.326
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:02.026 --> 01:17:05.324
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:06.027 --> 01:17:09.324
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:10.030 --> 01:17:13.324
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:14.032 --> 01:17:17.324
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:18.033 --> 01:17:21.324
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:22.034 --> 01:17:25.324
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:26.035 --> 01:17:29.324
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:30.038 --> 01:17:33.324
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:34.045 --> 01:17:37.324
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:38.046 --> 01:17:41.325
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:42.047 --> 01:17:45.324
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:46.048 --> 01:17:49.324
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:50.050 --> 01:17:53.324
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:54.054 --> 01:17:57.328
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:58.055 --> 01:18:01.325
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:02.056 --> 01:18:05.326
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:06.057 --> 01:18:09.324
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:10.058 --> 01:18:13.324
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:14.059 --> 01:18:17.324
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:18.061 --> 01:18:21.324
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:22.063 --> 01:18:25.324
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:26.064 --> 01:18:29.324
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:30.066 --> 01:18:33.324
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:34.067 --> 01:18:37.323
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:38.068 --> 01:18:41.323
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:42.070 --> 01:18:45.323

1182
01:18:46.072 --> 01:18:49.323

1183
01:18:50.074 --> 01:18:53.323
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:54.075 --> 01:18:57.326
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:58.075 --> 01:19:01.323

1186
01:19:02.078 --> 01:19:05.324

1187
01:19:06.079 --> 01:19:09.324
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:10.080 --> 01:19:13.324
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:14.085 --> 01:19:17.323
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:18.086 --> 01:19:21.324
ใช้ค่าสี

1191
01:19:22.087 --> 01:19:25.323
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:26.090 --> 01:19:29.323
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:30.091 --> 01:19:33.323
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:34.095 --> 01:19:37.323
นี่คือ

1195
01:19:38.096 --> 01:19:41.323
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:42.097 --> 01:19:45.323
เป็นตัวเลข

1197
01:19:46.101 --> 01:19:49.323
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:50.102 --> 01:19:53.323
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:54.103 --> 01:19:57.328
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:58.105 --> 01:20:01.322
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:02.106 --> 01:20:05.323
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:06.107 --> 01:20:09.322

1203
01:20:10.108 --> 01:20:13.323
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:14.109 --> 01:20:17.322
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:18.110 --> 01:20:21.322
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:22.111 --> 01:20:25.322

1207
01:20:26.113 --> 01:20:29.322
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:30.114 --> 01:20:33.323
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:34.116 --> 01:20:37.323
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38.117 --> 01:20:41.322
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42.118 --> 01:20:45.322
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46.119 --> 01:20:49.322
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50.120 --> 01:20:53.322
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54.121 --> 01:20:57.323
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58.123 --> 01:21:01.322
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02.133 --> 01:21:05.325
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06.134 --> 01:21:09.322
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10.134 --> 01:21:13.322
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14.136 --> 01:21:17.322
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18.137 --> 01:21:21.322
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22.139 --> 01:21:25.323
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26.140 --> 01:21:29.322
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30.141 --> 01:21:33.322
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34.143 --> 01:21:37.322
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38.144 --> 01:21:41.322
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42.145 --> 01:21:45.323

1227
01:21:46.147 --> 01:21:49.322

1228
01:21:50.148 --> 01:21:53.322

1229
01:21:54.151 --> 01:21:57.322

1230
01:21:58.152 --> 01:22:01.322
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02.153 --> 01:22:05.322
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06.154 --> 01:22:09.323
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10.160 --> 01:22:13.322
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14.164 --> 01:22:17.322
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18.165 --> 01:22:21.321

1236
01:22:22.167 --> 01:22:25.321

1237
01:22:26.170 --> 01:22:29.321
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30.171 --> 01:22:33.322
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34.172 --> 01:22:37.321
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38.173 --> 01:22:41.324
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42.174 --> 01:22:45.321

1242
01:22:46.175 --> 01:22:49.321
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50.176 --> 01:22:53.321
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54.177 --> 01:22:57.321
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58.178 --> 01:23:01.323
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02.179 --> 01:23:05.321

1247
01:23:06.180 --> 01:23:09.321
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10.182 --> 01:23:13.321

1249
01:23:14.183 --> 01:23:17.326
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18.184 --> 01:23:21.321

1251
01:23:22.186 --> 01:23:25.321

1252
01:23:26.187 --> 01:23:29.321

1253
01:23:30.190 --> 01:23:33.321
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34.191 --> 01:23:37.321
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38.192 --> 01:23:41.321
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42.193 --> 01:23:45.321
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46.194 --> 01:23:49.321
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50.195 --> 01:23:53.321
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54.196 --> 01:23:57.321
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58.198 --> 01:24:01.321
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02.199 --> 01:24:05.321
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06.200 --> 01:24:09.321
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10.202 --> 01:24:13.321
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14.202 --> 01:24:17.321

1265
01:24:18.204 --> 01:24:21.320
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22.205 --> 01:24:25.321
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26.206 --> 01:24:29.321
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30.207 --> 01:24:33.320
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34.208 --> 01:24:37.321
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38.209 --> 01:24:41.321
copy ให้

1271
01:24:42.211 --> 01:24:45.321
เราไหมนี่

1272
01:24:46.211 --> 01:24:49.321

1273
01:24:50.213 --> 01:24:53.320

1274
01:24:54.215 --> 01:24:57.323

1275
01:24:58.216 --> 01:25:01.326
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02.218 --> 01:25:05.320

1277
01:25:06.219 --> 01:25:09.327
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10.220 --> 01:25:13.323
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14.235 --> 01:25:17.321
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18.236 --> 01:25:21.320
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22.238 --> 01:25:25.320
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26.239 --> 01:25:29.320

1283
01:25:30.241 --> 01:25:33.320
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34.242 --> 01:25:37.321

1285
01:25:38.244 --> 01:25:41.320

1286
01:25:42.246 --> 01:25:45.320

1287
01:25:46.249 --> 01:25:49.321
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50.250 --> 01:25:53.321
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54.252 --> 01:25:57.321
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58.254 --> 01:26:01.320
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02.259 --> 01:26:05.320
โดย

1292
01:26:06.261 --> 01:26:09.320
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10.265 --> 01:26:13.320
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14.271 --> 01:26:17.320
f5

1295
01:26:18.274 --> 01:26:21.321
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22.277 --> 01:26:25.320
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26.279 --> 01:26:29.320
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30.280 --> 01:26:33.321
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34.281 --> 01:26:37.335
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38.282 --> 01:26:41.323

1301
01:26:42.285 --> 01:26:45.322

1302
01:26:46.287 --> 01:26:49.321
4

1303
01:26:50.289 --> 01:26:53.320
เราจะ

1304
01:26:54.290 --> 01:26:57.327
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58.291 --> 01:27:01.320
print color

1306
01:27:02.294 --> 01:27:05.321

1307
01:27:06.295 --> 01:27:09.320
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10.296 --> 01:27:13.322

1309
01:27:14.299 --> 01:27:17.320
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18.300 --> 01:27:21.320

1311
01:27:22.302 --> 01:27:25.320
=

1312
01:27:26.305 --> 01:27:29.320

1313
01:27:30.307 --> 01:27:33.320

1314
01:27:34.309 --> 01:27:37.325

1315
01:27:38.311 --> 01:27:41.321

1316
01:27:42.313 --> 01:27:45.321

1317
01:27:46.315 --> 01:27:49.320

1318
01:27:50.317 --> 01:27:53.322
่

1319
01:27:54.318 --> 01:27:57.323

1320
01:27:58.321 --> 01:28:01.327

1321
01:28:02.324 --> 01:28:05.323

1322
01:28:06.327 --> 01:28:09.321

1323
01:28:10.328 --> 01:28:14.328

1324
01:28:14.330 --> 01:28:18.321
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18.354 --> 01:28:22.321
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22.355 --> 01:28:26.321
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26.356 --> 01:28:30.321
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30.358 --> 01:28:34.321
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34.359 --> 01:28:38.321
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38.361 --> 01:28:42.321
a-t-e

1331
01:28:42.362 --> 01:28:46.321
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46.362 --> 01:28:50.321
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50.364 --> 01:28:54.323

1334
01:28:54.366 --> 01:28:58.326

1335
01:28:58.372 --> 01:29:02.323
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02.373 --> 01:29:06.321

1337
01:29:06.374 --> 01:29:10.321

1338
01:29:10.376 --> 01:29:14.321

1339
01:29:14.377 --> 01:29:18.321

1340
01:29:18.380 --> 01:29:22.322
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22.381 --> 01:29:26.322
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26.386 --> 01:29:30.322
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30.387 --> 01:29:34.321

1344
01:29:34.389 --> 01:29:38.327
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38.390 --> 01:29:42.322
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42.393 --> 01:29:46.322

1347
01:29:46.394 --> 01:29:50.323
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50.397 --> 01:29:54.321
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54.398 --> 01:29:58.322
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58.399 --> 01:30:02.323

1351
01:30:02.400 --> 01:30:06.322
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06.401 --> 01:30:10.323
i

1353
01:30:10.403 --> 01:30:14.336
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14.407 --> 01:30:18.325

1355
01:30:18.409 --> 01:30:22.323

1356
01:30:22.410 --> 01:30:26.322

1357
01:30:26.413 --> 01:30:30.322

1358
01:30:30.415 --> 01:30:34.323

1359
01:30:34.416 --> 01:30:38.325

1360
01:30:38.417 --> 01:30:42.322

1361
01:30:42.418 --> 01:30:46.322
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46.419 --> 01:30:50.323

1363
01:30:50.420 --> 01:30:54.323
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54.425 --> 01:30:58.340
อ๋อ

1365
01:30:58.426 --> 01:31:02.323
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02.428 --> 01:31:06.323
+

1367
01:31:06.429 --> 01:31:10.322
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10.430 --> 01:31:14.325
p-r-i-n-t

1369
01:31:14.434 --> 01:31:18.323
print เอาใหม่

1370
01:31:18.438 --> 01:31:22.323
ลบก็ได้

1371
01:31:22.439 --> 01:31:26.322
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26.440 --> 01:31:30.323
i-n-t

1373
01:31:30.441 --> 01:31:34.323
print

1374
01:31:34.442 --> 01:31:38.322

1375
01:31:38.443 --> 01:31:42.322

1376
01:31:42.445 --> 01:31:46.323

1377
01:31:46.446 --> 01:31:50.322

1378
01:31:50.447 --> 01:31:54.323

1379
01:31:54.449 --> 01:31:58.322

1380
01:31:58.450 --> 01:32:02.323

1381
01:32:02.451 --> 01:32:06.323

1382
01:32:06.452 --> 01:32:10.323

1383
01:32:10.453 --> 01:32:14.322

1384
01:32:14.454 --> 01:32:18.323
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18.455 --> 01:32:22.323
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22.456 --> 01:32:26.322

1387
01:32:26.458 --> 01:32:30.323
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30.459 --> 01:32:34.326

1389
01:32:34.461 --> 01:32:38.323

1390
01:32:38.463 --> 01:32:42.323

1391
01:32:42.467 --> 01:32:46.324
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46.468 --> 01:32:50.323
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50.470 --> 01:32:54.323

1394
01:32:54.472 --> 01:32:58.323

1395
01:32:58.475 --> 01:33:02.324

1396
01:33:02.477 --> 01:33:06.323

1397
01:33:06.478 --> 01:33:10.323

1398
01:33:10.479 --> 01:33:14.323

1399
01:33:14.480 --> 01:33:18.323

1400
01:33:18.481 --> 01:33:22.323

1401
01:33:22.482 --> 01:33:26.323

1402
01:33:26.483 --> 01:33:30.323
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30.485 --> 01:33:34.323
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34.486 --> 01:33:38.323
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38.487 --> 01:33:42.324

1406
01:33:42.489 --> 01:33:46.324

1407
01:33:46.490 --> 01:33:50.324

1408
01:33:50.492 --> 01:33:54.323
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54.494 --> 01:33:58.323

1410
01:33:58.498 --> 01:34:02.323

1411
01:34:02.500 --> 01:34:06.323

1412
01:34:06.501 --> 01:34:10.323

1413
01:34:10.504 --> 01:34:14.323

1414
01:34:14.506 --> 01:34:18.323

1415
01:34:18.508 --> 01:34:22.324

1416
01:34:22.509 --> 01:34:26.324
ก็ตรง

1417
01:34:26.512 --> 01:34:30.323

1418
01:34:30.515 --> 01:34:34.323

1419
01:34:34.517 --> 01:34:38.332

1420
01:34:38.518 --> 01:34:42.324
อะไรนะ

1421
01:34:42.527 --> 01:34:46.324

1422
01:34:46.533 --> 01:34:50.327

1423
01:34:50.534 --> 01:34:54.329

1424
01:34:54.536 --> 01:34:58.337

1425
01:34:58.538 --> 01:35:02.323
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02.540 --> 01:35:06.324

1427
01:35:06.544 --> 01:35:10.324
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10.548 --> 01:35:14.324

1429
01:35:14.549 --> 01:35:18.330

1430
01:35:18.550 --> 01:35:22.324

1431
01:35:22.551 --> 01:35:26.324
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26.553 --> 01:35:30.323

1433
01:35:30.555 --> 01:35:34.323

1434
01:35:34.558 --> 01:35:38.324

1435
01:35:38.559 --> 01:35:42.324

1436
01:35:42.561 --> 01:35:46.324

1437
01:35:46.562 --> 01:35:50.324

1438
01:35:50.564 --> 01:35:54.336

1439
01:35:54.565 --> 01:35:58.324

1440
01:35:58.566 --> 01:36:02.324

1441
01:36:02.567 --> 01:36:06.324

1442
01:36:06.568 --> 01:36:10.324

1443
01:36:10.569 --> 01:36:14.324

1444
01:36:14.577 --> 01:36:18.324

1445
01:36:18.578 --> 01:36:22.324

1446
01:36:22.579 --> 01:36:26.324

1447
01:36:26.581 --> 01:36:30.324

1448
01:36:30.583 --> 01:36:34.324

1449
01:36:34.587 --> 01:36:38.326

1450
01:36:38.589 --> 01:36:42.324

1451
01:36:42.590 --> 01:36:46.324

1452
01:36:46.591 --> 01:36:50.323

1453
01:36:50.592 --> 01:36:54.324

1454
01:36:54.594 --> 01:36:58.326

1455
01:36:58.595 --> 01:37:02.324

1456
01:37:02.599 --> 01:37:06.324

1457
01:37:06.600 --> 01:37:10.324

1458
01:37:10.601 --> 01:37:14.324

1459
01:37:14.602 --> 01:37:18.324

1460
01:37:18.603 --> 01:37:22.325

1461
01:37:22.604 --> 01:37:26.324

1462
01:37:26.605 --> 01:37:30.324

1463
01:37:30.607 --> 01:37:34.324

1464
01:37:34.611 --> 01:37:38.324

1465
01:37:38.613 --> 01:37:42.326

1466
01:37:42.614 --> 01:37:46.324

1467
01:37:46.615 --> 01:37:50.324
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50.623 --> 01:37:54.327
Syntax Error Print

1469
01:37:54.626 --> 01:37:58.324
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58.629 --> 01:38:02.324

1471
01:38:02.631 --> 01:38:06.324

1472
01:38:06.632 --> 01:38:10.324

1473
01:38:10.635 --> 01:38:14.324

1474
01:38:14.636 --> 01:38:18.324

1475
01:38:18.638 --> 01:38:22.324

1476
01:38:22.639 --> 01:38:26.324
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26.644 --> 01:38:30.324

1478
01:38:30.651 --> 01:38:34.324

1479
01:38:34.652 --> 01:38:38.324

1480
01:38:38.654 --> 01:38:42.324

1481
01:38:42.656 --> 01:38:46.324

1482
01:38:46.659 --> 01:38:50.324
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50.664 --> 01:38:54.332
ถ้าลบ

1484
01:38:54.665 --> 01:38:58.325
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58.667 --> 01:39:02.324

1486
01:39:02.668 --> 01:39:06.324

1487
01:39:06.670 --> 01:39:10.324
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10.672 --> 01:39:14.324

1489
01:39:14.673 --> 01:39:18.324

1490
01:39:18.674 --> 01:39:22.324

1491
01:39:22.675 --> 01:39:26.324

1492
01:39:26.678 --> 01:39:30.324
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30.679 --> 01:39:34.324

1494
01:39:34.680 --> 01:39:38.324

1495
01:39:38.682 --> 01:39:42.324

1496
01:39:42.683 --> 01:39:46.324

1497
01:39:46.685 --> 01:39:50.324

1498
01:39:50.689 --> 01:39:54.325

1499
01:39:54.691 --> 01:39:58.324

1500
01:39:58.692 --> 01:40:02.324

1501
01:40:02.694 --> 01:40:06.324

1502
01:40:06.696 --> 01:40:10.324

1503
01:40:10.699 --> 01:40:14.324

1504
01:40:14.701 --> 01:40:18.330

1505
01:40:18.703 --> 01:40:22.324
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22.705 --> 01:40:26.324

1507
01:40:26.706 --> 01:40:30.324
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30.707 --> 01:40:34.324

1509
01:40:34.709 --> 01:40:38.326

1510
01:40:38.711 --> 01:40:42.324

1511
01:40:42.712 --> 01:40:46.325

1512
01:40:46.713 --> 01:40:50.324

1513
01:40:50.714 --> 01:40:54.324

1514
01:40:54.717 --> 01:40:58.324
อะไร

1515
01:40:58.720 --> 01:41:02.325

1516
01:41:02.721 --> 01:41:06.324

1517
01:41:06.722 --> 01:41:10.324
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10.723 --> 01:41:14.324
print คำสัง Prit

1519
01:41:14.736 --> 01:41:18.324

1520
01:41:18.737 --> 01:41:22.324

1521
01:41:22.740 --> 01:41:26.324
โอเคนะคะ

1522
01:41:26.742 --> 01:41:30.324
รู้แล้ว

1523
01:41:30.743 --> 01:41:34.324
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34.745 --> 01:41:38.324
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38.746 --> 01:41:42.324
ของ color นะคะ

1526
01:41:42.747 --> 01:41:46.324
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46.749 --> 01:41:50.324
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50.750 --> 01:41:54.324

1529
01:41:54.753 --> 01:41:58.324

1530
01:41:58.755 --> 01:42:02.324

1531
01:42:02.756 --> 01:42:06.324

1532
01:42:06.759 --> 01:42:10.324

1533
01:42:10.762 --> 01:42:14.329

1534
01:42:14.764 --> 01:42:18.325

1535
01:42:18.767 --> 01:42:22.325

1536
01:42:22.768 --> 01:42:26.324
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26.772 --> 01:42:30.325
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30.775 --> 01:42:34.324
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34.776 --> 01:42:38.325
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38.777 --> 01:42:42.325
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42.778 --> 01:42:46.325
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46.779 --> 01:42:50.325

1543
01:42:50.780 --> 01:42:54.325
นี่

1544
01:42:54.783 --> 01:42:58.325
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58.784 --> 01:43:02.325
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02.785 --> 01:43:06.326
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06.786 --> 01:43:10.327
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10.787 --> 01:43:14.325
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14.788 --> 01:43:18.325
นะคะ

1550
01:43:18.790 --> 01:43:22.326
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22.790 --> 01:43:26.325
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26.791 --> 01:43:30.325
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30.792 --> 01:43:34.325
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34.795 --> 01:43:38.325
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38.797 --> 01:43:42.325
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42.798 --> 01:43:46.325
เขาบอก

1557
01:43:46.803 --> 01:43:50.325
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50.804 --> 01:43:54.334
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54.805 --> 01:43:58.325
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58.808 --> 01:44:02.325
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02.809 --> 01:44:06.332
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06.811 --> 01:44:10.325
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10.812 --> 01:44:14.327
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14.813 --> 01:44:18.325
สงสัย

1565
01:44:18.816 --> 01:44:22.325
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22.818 --> 01:44:26.328
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26.819 --> 01:44:30.327
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30.820 --> 01:44:34.325
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34.821 --> 01:44:38.325
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38.822 --> 01:44:42.326
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42.824 --> 01:44:46.326
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46.825 --> 01:44:50.326
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50.826 --> 01:44:54.327
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54.827 --> 01:44:58.326
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58.828 --> 01:45:02.326
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02.829 --> 01:45:06.326
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06.830 --> 01:45:10.326
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10.831 --> 01:45:14.326
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14.834 --> 01:45:18.326
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18.835 --> 01:45:22.326
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22.836 --> 01:45:26.326
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26.837 --> 01:45:30.326
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:30.838 --> 01:45:34.335
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:34.842 --> 01:45:38.326
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:38.844 --> 01:45:42.326
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:42.845 --> 01:45:46.326
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:46.846 --> 01:45:50.326
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:50.848 --> 01:45:54.326
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:54.849 --> 01:45:58.326
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:58.850 --> 01:46:02.326
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:02.851 --> 01:46:06.326
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:06.852 --> 01:46:10.326
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:10.853 --> 01:46:14.326
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:14.855 --> 01:46:18.327
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:18.857 --> 01:46:22.326
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:22.858 --> 01:46:26.326
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:26.859 --> 01:46:30.326
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:30.860 --> 01:46:34.326
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:34.861 --> 01:46:38.326
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:38.861 --> 01:46:42.326
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:42.862 --> 01:46:46.326
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:46.863 --> 01:46:50.326

1603
01:46:50.865 --> 01:46:54.326

1604
01:46:54.867 --> 01:46:58.327

1605
01:46:58.870 --> 01:47:02.327

1606
01:47:02.874 --> 01:47:06.326

1607
01:47:06.876 --> 01:47:10.326
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1608
01:47:10.877 --> 01:47:14.327
เครื่องที่มี

1609
01:47:14.878 --> 01:47:18.326

1610
01:47:18.883 --> 01:47:22.327
-

1611
01:47:22.884 --> 01:47:26.327

1612
01:47:26.886 --> 01:47:30.327

1613
01:47:30.889 --> 01:47:34.327

1614
01:47:34.889 --> 01:47:38.327

1615
01:47:38.891 --> 01:47:42.891

1616
01:47:42.892 --> 01:47:46.892


