﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:03.569

2
00:00:04.001 --> 00:00:07.569

3
00:00:08.004 --> 00:00:11.569

4
00:00:12.005 --> 00:00:15.570

5
00:00:16.007 --> 00:00:19.569

6
00:00:20.010 --> 00:00:23.568

7
00:00:24.012 --> 00:00:27.569

8
00:00:28.014 --> 00:00:31.568

9
00:00:32.018 --> 00:00:35.569

10
00:00:36.019 --> 00:00:39.569

11
00:00:40.022 --> 00:00:43.570

12
00:00:44.023 --> 00:00:47.568
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48.025 --> 00:00:51.569
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52.030 --> 00:00:55.569
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56.031 --> 00:00:59.568

16
00:01:00.033 --> 00:01:03.568
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04.035 --> 00:01:07.568
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08.037 --> 00:01:11.569
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12.039 --> 00:01:15.568
นะคะ

20
00:01:16.040 --> 00:01:19.568
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20.043 --> 00:01:23.568
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24.045 --> 00:01:27.568
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28.047 --> 00:01:31.569
ใน Python

24
00:01:32.048 --> 00:01:35.569
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36.049 --> 00:01:39.569
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40.050 --> 00:01:43.569

27
00:01:44.052 --> 00:01:47.569
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48.056 --> 00:01:51.568
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52.058 --> 00:01:55.571
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56.060 --> 00:01:59.569
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00.061 --> 00:02:03.569
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04.062 --> 00:02:07.568
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08.063 --> 00:02:11.569
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12.064 --> 00:02:15.568
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16.065 --> 00:02:19.569
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20.066 --> 00:02:23.570

37
00:02:24.068 --> 00:02:27.568
อีกแล้ว...

38
00:02:28.072 --> 00:02:31.569

39
00:02:32.074 --> 00:02:35.569

40
00:02:36.075 --> 00:02:39.568
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40.077 --> 00:02:43.569
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44.081 --> 00:02:47.569
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48.082 --> 00:02:51.568

44
00:02:52.084 --> 00:02:55.568
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56.086 --> 00:02:59.568
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00.087 --> 00:03:03.569
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04.087 --> 00:03:07.568
สั่งพิเศษ

48
00:03:08.088 --> 00:03:11.573
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12.090 --> 00:03:15.582
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16.092 --> 00:03:19.569
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20.093 --> 00:03:23.569
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24.098 --> 00:03:27.569
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28.099 --> 00:03:31.569
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32.100 --> 00:03:35.568
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36.101 --> 00:03:39.569
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40.102 --> 00:03:43.569
นะคะ เช่น

57
00:03:44.103 --> 00:03:47.568
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48.104 --> 00:03:51.569
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52.108 --> 00:03:55.568
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56.109 --> 00:03:59.571
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00.111 --> 00:04:03.568
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04.113 --> 00:04:07.569
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08.114 --> 00:04:11.569
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12.115 --> 00:04:15.584
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16.117 --> 00:04:19.568
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20.118 --> 00:04:23.569
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24.120 --> 00:04:27.569
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28.121 --> 00:04:31.569
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32.122 --> 00:04:35.569
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36.124 --> 00:04:39.569
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40.125 --> 00:04:43.569
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44.126 --> 00:04:47.571
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48.130 --> 00:04:51.570
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52.131 --> 00:04:55.568
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56.133 --> 00:04:59.568
ใน python

76
00:05:00.135 --> 00:05:03.568
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04.137 --> 00:05:07.568
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08.138 --> 00:05:11.568
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12.139 --> 00:05:15.568
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16.141 --> 00:05:19.568
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20.143 --> 00:05:23.569
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24.144 --> 00:05:27.569
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28.146 --> 00:05:31.569
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32.148 --> 00:05:35.581
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36.149 --> 00:05:39.570
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40.150 --> 00:05:43.568
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44.152 --> 00:05:47.568
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48.153 --> 00:05:51.568
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52.155 --> 00:05:55.568
ที่เอา

90
00:05:56.156 --> 00:05:59.568
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00.158 --> 00:06:03.568
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04.159 --> 00:06:07.568
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08.160 --> 00:06:11.568
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12.161 --> 00:06:15.569
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16.163 --> 00:06:19.569
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20.164 --> 00:06:23.569
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24.165 --> 00:06:27.569
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28.166 --> 00:06:31.568
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32.167 --> 00:06:35.568
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36.171 --> 00:06:39.568
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40.172 --> 00:06:43.572
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44.174 --> 00:06:47.568
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48.176 --> 00:06:51.568
de

104
00:06:52.178 --> 00:06:55.568
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56.180 --> 00:06:59.571
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00.181 --> 00:07:03.568
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04.182 --> 00:07:07.569

108
00:07:08.184 --> 00:07:11.569
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12.187 --> 00:07:15.568
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16.189 --> 00:07:19.568
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20.190 --> 00:07:23.568
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24.191 --> 00:07:27.568
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28.193 --> 00:07:31.568
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32.196 --> 00:07:35.568
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36.197 --> 00:07:39.568
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40.198 --> 00:07:43.569
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44.203 --> 00:07:47.569
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48.205 --> 00:07:51.570
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52.207 --> 00:07:55.569
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56.209 --> 00:07:59.568
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00.210 --> 00:08:03.568
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04.211 --> 00:08:07.569
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08.213 --> 00:08:11.569
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12.218 --> 00:08:15.571
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16.220 --> 00:08:19.569
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20.221 --> 00:08:23.568
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24.222 --> 00:08:27.568
พารามิเตอร์

128
00:08:28.224 --> 00:08:31.568
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32.225 --> 00:08:35.568
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36.229 --> 00:08:39.568
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40.230 --> 00:08:43.568
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44.232 --> 00:08:47.568
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48.233 --> 00:08:51.569
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52.238 --> 00:08:55.570
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56.240 --> 00:08:59.568
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00.241 --> 00:09:03.569
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04.241 --> 00:09:07.568
พื้นที่

138
00:09:08.242 --> 00:09:11.568
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12.244 --> 00:09:15.570
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16.245 --> 00:09:19.568
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20.247 --> 00:09:23.568
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24.248 --> 00:09:27.568
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28.252 --> 00:09:31.569
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32.253 --> 00:09:35.569
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36.255 --> 00:09:39.568
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40.256 --> 00:09:43.571
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44.258 --> 00:09:47.569
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48.260 --> 00:09:51.568
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52.261 --> 00:09:55.568
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56.262 --> 00:09:59.569
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00.263 --> 00:10:03.568
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04.264 --> 00:10:07.568
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08.266 --> 00:10:11.568
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12.267 --> 00:10:15.568
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16.268 --> 00:10:19.569
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20.270 --> 00:10:23.569
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24.271 --> 00:10:27.568
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28.272 --> 00:10:31.569
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32.273 --> 00:10:35.573
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36.275 --> 00:10:39.569
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40.276 --> 00:10:43.572
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44.277 --> 00:10:47.568
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48.278 --> 00:10:51.568
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52.280 --> 00:10:55.568
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56.281 --> 00:10:59.568
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00.282 --> 00:11:03.573
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04.283 --> 00:11:07.568
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08.287 --> 00:11:11.568
นะคะ

169
00:11:12.288 --> 00:11:15.568
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16.289 --> 00:11:19.568
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20.290 --> 00:11:23.569
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24.292 --> 00:11:27.568
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28.293 --> 00:11:31.568
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32.297 --> 00:11:35.570
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36.298 --> 00:11:39.568
hello()

176
00:11:40.299 --> 00:11:43.568
def ก็คือ definition

177
00:11:44.300 --> 00:11:47.569
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48.301 --> 00:11:51.568
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52.305 --> 00:11:55.568
คือ def

180
00:11:56.308 --> 00:11:59.568
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00.310 --> 00:12:03.570
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04.311 --> 00:12:07.569
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08.312 --> 00:12:11.568
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12.313 --> 00:12:15.569
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16.314 --> 00:12:19.568
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20.317 --> 00:12:23.573
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24.320 --> 00:12:27.571
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28.321 --> 00:12:31.569
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32.323 --> 00:12:35.569
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36.325 --> 00:12:39.569
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40.326 --> 00:12:43.568
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44.328 --> 00:12:47.569
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48.328 --> 00:12:51.568
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52.329 --> 00:12:55.571
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56.332 --> 00:12:59.569
ไปที่ web browser

196
00:13:00.335 --> 00:13:03.569
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04.336 --> 00:13:07.569
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08.341 --> 00:13:11.568
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12.342 --> 00:13:15.573
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16.343 --> 00:13:19.572
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20.345 --> 00:13:23.568
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24.346 --> 00:13:27.568
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28.347 --> 00:13:31.570

204
00:13:32.351 --> 00:13:35.569
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36.352 --> 00:13:39.568
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40.353 --> 00:13:43.568
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44.354 --> 00:13:47.568
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48.355 --> 00:13:51.568
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52.356 --> 00:13:55.582

210
00:13:56.358 --> 00:13:59.570
นะคะ

211
00:14:00.360 --> 00:14:03.568
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04.364 --> 00:14:07.568

213
00:14:08.366 --> 00:14:11.568

214
00:14:12.368 --> 00:14:15.572
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16.369 --> 00:14:19.568
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20.371 --> 00:14:23.569
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24.372 --> 00:14:27.569
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28.373 --> 00:14:31.568
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32.374 --> 00:14:35.568
de แล้วกฌ f

220
00:14:36.375 --> 00:14:39.568
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40.376 --> 00:14:43.569
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44.377 --> 00:14:47.569
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48.379 --> 00:14:51.569
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52.382 --> 00:14:55.569
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56.383 --> 00:14:59.568
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00.384 --> 00:15:03.568
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04.388 --> 00:15:07.568
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08.389 --> 00:15:11.568
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12.390 --> 00:15:15.570
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16.390 --> 00:15:19.568
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20.392 --> 00:15:23.568
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24.393 --> 00:15:27.569
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28.395 --> 00:15:31.568
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32.396 --> 00:15:35.568
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36.399 --> 00:15:39.568
e-

236
00:15:40.401 --> 00:15:43.569
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44.402 --> 00:15:47.569
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48.404 --> 00:15:51.568
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52.405 --> 00:15:55.568
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56.406 --> 00:15:59.568
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00.407 --> 00:16:03.568
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04.408 --> 00:16:07.569
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08.410 --> 00:16:11.571
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12.411 --> 00:16:15.570
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16.413 --> 00:16:19.568
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20.414 --> 00:16:23.569
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24.416 --> 00:16:27.569
Stagement

248
00:16:28.417 --> 00:16:31.569
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32.418 --> 00:16:35.568
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36.419 --> 00:16:39.568
p-r-i

251
00:16:40.420 --> 00:16:43.569
n-t

252
00:16:44.421 --> 00:16:47.568
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48.424 --> 00:16:51.571
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52.424 --> 00:16:55.569
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56.425 --> 00:16:59.568
เดี๋ยว

256
00:17:00.427 --> 00:17:03.571
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04.428 --> 00:17:07.570
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08.431 --> 00:17:11.568
ตลอดเลย

259
00:17:12.433 --> 00:17:15.568
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16.434 --> 00:17:19.569
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20.438 --> 00:17:23.570
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24.439 --> 00:17:27.568
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28.440 --> 00:17:31.569
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32.445 --> 00:17:35.584
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36.447 --> 00:17:39.569
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40.451 --> 00:17:43.574
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44.453 --> 00:17:47.569
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48.454 --> 00:17:51.572
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52.455 --> 00:17:55.570
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56.456 --> 00:17:59.569
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00.457 --> 00:18:03.568
โอเคไหม

272
00:18:04.461 --> 00:18:07.574
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08.462 --> 00:18:11.568
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12.463 --> 00:18:15.569

275
00:18:16.465 --> 00:18:19.569
โอเคน่า

276
00:18:20.469 --> 00:18:23.570
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24.470 --> 00:18:27.569
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28.472 --> 00:18:31.569
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32.473 --> 00:18:35.568
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36.474 --> 00:18:39.569
ขยับ

281
00:18:40.477 --> 00:18:43.568
ได้ไหม

282
00:18:44.479 --> 00:18:47.569
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48.480 --> 00:18:51.568
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52.481 --> 00:18:55.568
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56.482 --> 00:18:59.568
กระเถิบ

286
00:19:00.486 --> 00:19:03.568

287
00:19:04.491 --> 00:19:07.568

288
00:19:08.492 --> 00:19:11.567
แล้วก็

289
00:19:12.493 --> 00:19:15.571
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16.495 --> 00:19:19.567
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20.496 --> 00:19:23.568
โอเคไหม

292
00:19:24.499 --> 00:19:27.567
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28.501 --> 00:19:31.567
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32.502 --> 00:19:35.567
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36.504 --> 00:19:39.567
แล้วตามด้วย

296
00:19:40.505 --> 00:19:43.567
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44.508 --> 00:19:47.568
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48.509 --> 00:19:51.567
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52.510 --> 00:19:55.567
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56.511 --> 00:19:59.567
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00.512 --> 00:20:03.568
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04.514 --> 00:20:07.567
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08.515 --> 00:20:11.571
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12.518 --> 00:20:15.566
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16.521 --> 00:20:19.566
พิมพ์ % name

306
00:20:20.521 --> 00:20:23.567
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24.523 --> 00:20:27.566

308
00:20:28.527 --> 00:20:31.567
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32.529 --> 00:20:35.578
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36.530 --> 00:20:39.566
นะคะ

311
00:20:40.531 --> 00:20:43.566
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44.532 --> 00:20:47.566
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48.536 --> 00:20:51.566
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52.538 --> 00:20:55.566
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56.539 --> 00:20:59.566
ที่เรา code

316
00:21:00.540 --> 00:21:03.566
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04.542 --> 00:21:07.565

318
00:21:08.544 --> 00:21:11.580
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12.546 --> 00:21:15.579

320
00:21:16.548 --> 00:21:19.565
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20.550 --> 00:21:23.565

322
00:21:24.552 --> 00:21:27.565

323
00:21:28.555 --> 00:21:31.570
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32.556 --> 00:21:35.565
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36.557 --> 00:21:39.570
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40.558 --> 00:21:43.565
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44.559 --> 00:21:47.565
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48.560 --> 00:21:51.565
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52.563 --> 00:21:55.569
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56.564 --> 00:21:59.564
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00.565 --> 00:22:04.565
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04.565 --> 00:22:08.565
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08.568 --> 00:22:12.565
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12.574 --> 00:22:16.564
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16.575 --> 00:22:20.564
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20.577 --> 00:22:24.564
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24.578 --> 00:22:28.564
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28.579 --> 00:22:32.564
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32.593 --> 00:22:36.564
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36.595 --> 00:22:40.564
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40.597 --> 00:22:44.564
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44.605 --> 00:22:48.564
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48.606 --> 00:22:52.564
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52.607 --> 00:22:56.564
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56.608 --> 00:23:00.564

346
00:23:00.609 --> 00:23:04.564
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04.611 --> 00:23:08.564
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08.612 --> 00:23:12.563
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12.613 --> 00:23:16.564
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16.614 --> 00:23:20.563
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20.616 --> 00:23:24.563
สลับไปสลับมา

352
00:23:24.617 --> 00:23:28.563
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28.618 --> 00:23:32.563
return ค่านะ

354
00:23:32.619 --> 00:23:36.563
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36.620 --> 00:23:40.563
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40.621 --> 00:23:44.563
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44.625 --> 00:23:48.563
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48.628 --> 00:23:52.563
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52.630 --> 00:23:56.562
ตัวนี้

360
00:23:56.632 --> 00:24:00.563
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00.633 --> 00:24:04.562
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04.634 --> 00:24:08.565
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08.636 --> 00:24:12.562
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12.637 --> 00:24:16.563
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16.639 --> 00:24:20.563
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20.642 --> 00:24:24.562
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24.643 --> 00:24:28.562
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28.644 --> 00:24:32.562
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32.646 --> 00:24:36.562
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36.647 --> 00:24:40.563
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40.648 --> 00:24:44.562
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44.650 --> 00:24:48.562
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48.651 --> 00:24:52.564
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52.652 --> 00:24:56.562
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56.653 --> 00:25:00.562
กว้างคูณยาว

376
00:25:00.654 --> 00:25:04.562
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04.658 --> 00:25:08.562
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08.659 --> 00:25:12.561
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12.661 --> 00:25:16.562
ว่า width

380
00:25:16.662 --> 00:25:20.561
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20.664 --> 00:25:24.561
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24.666 --> 00:25:28.561
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28.669 --> 00:25:32.561
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32.670 --> 00:25:36.561
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36.672 --> 00:25:40.561
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40.673 --> 00:25:44.561
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44.674 --> 00:25:48.561
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48.675 --> 00:25:52.561
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52.676 --> 00:25:56.561
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56.677 --> 00:26:00.561
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00.678 --> 00:26:04.561
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04.679 --> 00:26:08.562
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08.681 --> 00:26:12.561
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12.683 --> 00:26:16.562
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16.685 --> 00:26:20.562

396
00:26:20.686 --> 00:26:24.561
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24.687 --> 00:26:28.561
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28.689 --> 00:26:32.561
อะไรกับ...

399
00:26:32.691 --> 00:26:36.561

400
00:26:36.692 --> 00:26:40.561
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40.694 --> 00:26:44.561
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44.696 --> 00:26:48.561

403
00:26:48.698 --> 00:26:52.561

404
00:26:52.699 --> 00:26:56.561
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56.700 --> 00:27:00.560
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00.702 --> 00:27:04.560
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04.704 --> 00:27:08.561

408
00:27:08.705 --> 00:27:12.561
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12.708 --> 00:27:16.561

410
00:27:16.709 --> 00:27:20.561

411
00:27:20.711 --> 00:27:24.561

412
00:27:24.712 --> 00:27:28.561
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28.715 --> 00:27:32.560

414
00:27:32.716 --> 00:27:36.560
เห็นไหม

415
00:27:36.719 --> 00:27:40.568

416
00:27:40.721 --> 00:27:44.560
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44.722 --> 00:27:48.560
น่านักเชียว

418
00:27:48.723 --> 00:27:52.563

419
00:27:52.724 --> 00:27:56.562
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56.725 --> 00:28:00.561
โอเคไหม

421
00:28:00.728 --> 00:28:04.560
Colab

422
00:28:04.729 --> 00:28:08.561

423
00:28:08.730 --> 00:28:12.560

424
00:28:12.732 --> 00:28:16.560
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16.734 --> 00:28:20.559
นะคะ

426
00:28:20.735 --> 00:28:24.560
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24.737 --> 00:28:28.560
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28.741 --> 00:28:32.560
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32.745 --> 00:28:36.560
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36.746 --> 00:28:40.560
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40.748 --> 00:28:44.559
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44.749 --> 00:28:48.560
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48.750 --> 00:28:52.560
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52.752 --> 00:28:56.560
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56.754 --> 00:29:00.559
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00.756 --> 00:29:04.559
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04.759 --> 00:29:08.560
แล้วก็

438
00:29:08.760 --> 00:29:12.560
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12.762 --> 00:29:16.560
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16.767 --> 00:29:20.560
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20.768 --> 00:29:24.559
i-d-

442
00:29:24.769 --> 00:29:28.559
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28.770 --> 00:29:32.559
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32.771 --> 00:29:36.559
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36.773 --> 00:29:40.559
Comma

446
00:29:40.775 --> 00:29:44.559
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44.779 --> 00:29:48.559
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48.780 --> 00:29:52.560
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52.781 --> 00:29:56.559
-i-

450
00:29:56.782 --> 00:30:00.559
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00.784 --> 00:30:04.559
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04.787 --> 00:30:08.559
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08.788 --> 00:30:12.559
ปิดการ

454
00:30:12.789 --> 00:30:16.559
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16.791 --> 00:30:20.559
เสมอ

456
00:30:20.792 --> 00:30:24.559
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24.793 --> 00:30:28.559
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28.794 --> 00:30:32.562
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32.795 --> 00:30:36.559
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36.798 --> 00:30:40.563
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40.799 --> 00:30:44.559
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44.800 --> 00:30:48.559
ก็คือเอา width

463
00:30:48.802 --> 00:30:52.559
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52.803 --> 00:30:56.559
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56.805 --> 00:31:00.559
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00.807 --> 00:31:04.558
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04.808 --> 00:31:08.558
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08.809 --> 00:31:12.562
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12.810 --> 00:31:16.558
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16.811 --> 00:31:20.558
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20.812 --> 00:31:24.559
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24.813 --> 00:31:28.558
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28.814 --> 00:31:32.558
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32.815 --> 00:31:36.559
แล้วตามด้วย

475
00:31:36.816 --> 00:31:40.559
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40.818 --> 00:31:44.558
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44.820 --> 00:31:48.558
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48.821 --> 00:31:52.558
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52.822 --> 00:31:56.559
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56.823 --> 00:32:00.559
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00.825 --> 00:32:04.558
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04.826 --> 00:32:08.558
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08.826 --> 00:32:12.558
Error

484
00:32:12.827 --> 00:32:16.558
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16.828 --> 00:32:20.558
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20.829 --> 00:32:24.558
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24.830 --> 00:32:28.558
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28.831 --> 00:32:32.558
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32.833 --> 00:32:36.558
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36.838 --> 00:32:40.558
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40.839 --> 00:32:44.558
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44.840 --> 00:32:48.558
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48.842 --> 00:32:52.558
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52.843 --> 00:32:56.558
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56.844 --> 00:33:00.558
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00.845 --> 00:33:04.558
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04.846 --> 00:33:08.558
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08.848 --> 00:33:12.558
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12.850 --> 00:33:16.558
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16.851 --> 00:33:20.557
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20.852 --> 00:33:24.557
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24.853 --> 00:33:28.558
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28.854 --> 00:33:32.558
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32.855 --> 00:33:36.558
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36.856 --> 00:33:40.557
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40.858 --> 00:33:44.557
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44.860 --> 00:33:48.557
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48.864 --> 00:33:52.558
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52.870 --> 00:33:56.558
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56.871 --> 00:34:00.558
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00.872 --> 00:34:04.558
แล้วนี่คือ

512
00:34:04.876 --> 00:34:08.558
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08.878 --> 00:34:12.558
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12.879 --> 00:34:16.558
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16.880 --> 00:34:20.559
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20.882 --> 00:34:24.560
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24.883 --> 00:34:28.567
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28.884 --> 00:34:32.558
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32.887 --> 00:34:36.561
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36.888 --> 00:34:40.558
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40.889 --> 00:34:44.558
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44.891 --> 00:34:48.558
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48.893 --> 00:34:52.562
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52.894 --> 00:34:56.559
โอเค

525
00:34:56.895 --> 00:35:00.558

526
00:35:00.897 --> 00:35:04.558
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04.898 --> 00:35:08.559
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08.899 --> 00:35:12.559
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12.900 --> 00:35:16.559
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16.901 --> 00:35:20.561
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20.903 --> 00:35:24.559
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24.904 --> 00:35:28.559
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28.905 --> 00:35:32.559
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32.906 --> 00:35:36.561
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36.908 --> 00:35:40.559
ก็คือในนี้

536
00:35:40.909 --> 00:35:44.559
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44.910 --> 00:35:48.559
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48.913 --> 00:35:52.559
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52.914 --> 00:35:56.559
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56.915 --> 00:36:00.559
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00.916 --> 00:36:04.560
Argument กับ Parame

542
00:36:04.917 --> 00:36:08.560
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08.918 --> 00:36:12.562
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12.921 --> 00:36:16.561
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16.922 --> 00:36:20.562
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20.923 --> 00:36:24.560
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24.924 --> 00:36:28.560
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28.926 --> 00:36:32.560
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32.927 --> 00:36:36.559
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36.929 --> 00:36:40.560
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40.932 --> 00:36:44.560
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44.933 --> 00:36:48.561
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48.934 --> 00:36:52.560
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52.935 --> 00:36:56.561
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56.937 --> 00:37:00.560
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00.938 --> 00:37:04.560
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04.939 --> 00:37:08.560
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08.941 --> 00:37:12.560
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12.946 --> 00:37:16.560
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16.947 --> 00:37:20.560
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20.948 --> 00:37:24.560
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24.949 --> 00:37:28.560
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:28.950 --> 00:37:32.560
ที่เราจะให้

564
00:37:32.951 --> 00:37:36.560
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:36.953 --> 00:37:40.560
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:40.954 --> 00:37:44.560

567
00:37:44.956 --> 00:37:48.560

568
00:37:48.957 --> 00:37:52.560
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:52.958 --> 00:37:56.563
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:56.959 --> 00:38:00.560
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:00.960 --> 00:38:04.560

572
00:38:04.963 --> 00:38:08.560

573
00:38:08.964 --> 00:38:12.561
โอเค เรา

574
00:38:12.965 --> 00:38:16.561
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:16.969 --> 00:38:20.562
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:20.970 --> 00:38:24.562
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:24.971 --> 00:38:28.561
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:28.973 --> 00:38:32.561
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:32.974 --> 00:38:36.561
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:36.976 --> 00:38:40.561
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:40.976 --> 00:38:44.560
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:44.978 --> 00:38:48.561
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:48.979 --> 00:38:52.561

584
00:38:52.980 --> 00:38:56.561
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:56.982 --> 00:39:00.561
ก็ได้นะคะ

586
00:39:00.983 --> 00:39:04.561

587
00:39:04.984 --> 00:39:08.561

588
00:39:08.986 --> 00:39:12.561

589
00:39:12.987 --> 00:39:16.561

590
00:39:16.991 --> 00:39:20.563

591
00:39:20.992 --> 00:39:24.561

592
00:39:24.993 --> 00:39:28.561
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:28.994 --> 00:39:32.561
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:32.997 --> 00:39:36.562
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:36.999 --> 00:39:40.561
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:41.000 --> 00:39:44.561
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:45.001 --> 00:39:48.561
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:49.003 --> 00:39:52.562
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:53.004 --> 00:39:56.561

600
00:39:57.007 --> 00:40:00.561
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:01.008 --> 00:40:04.561
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:05.010 --> 00:40:08.561
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:09.015 --> 00:40:12.561
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:13.017 --> 00:40:16.561
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:17.020 --> 00:40:20.561

606
00:40:21.024 --> 00:40:24.561
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:25.025 --> 00:40:28.561

608
00:40:29.027 --> 00:40:32.562

609
00:40:33.031 --> 00:40:36.562
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:37.032 --> 00:40:40.579
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:41.033 --> 00:40:44.561
สมมติ

612
00:40:45.034 --> 00:40:48.561
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:49.035 --> 00:40:52.561
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:53.036 --> 00:40:56.562
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:57.037 --> 00:41:00.561
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01.038 --> 00:41:04.562
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05.039 --> 00:41:08.563
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09.040 --> 00:41:12.563
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13.041 --> 00:41:16.561
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17.043 --> 00:41:20.562
p-r-i-n-t

621
00:41:21.047 --> 00:41:24.562
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25.048 --> 00:41:28.562

623
00:41:29.050 --> 00:41:32.562
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33.051 --> 00:41:36.562
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37.052 --> 00:41:40.562

626
00:41:41.055 --> 00:41:44.562
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45.057 --> 00:41:48.562

628
00:41:49.058 --> 00:41:52.562

629
00:41:53.060 --> 00:41:56.562
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57.062 --> 00:42:00.562
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01.062 --> 00:42:04.563
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05.063 --> 00:42:08.562
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09.064 --> 00:42:12.562
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13.066 --> 00:42:16.562
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17.067 --> 00:42:20.562
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21.068 --> 00:42:24.562

637
00:42:25.070 --> 00:42:28.562

638
00:42:29.072 --> 00:42:32.562
=

639
00:42:33.073 --> 00:42:36.562

640
00:42:37.075 --> 00:42:40.569
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41.076 --> 00:42:44.564
ก่อน =

642
00:42:45.078 --> 00:42:48.562
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49.079 --> 00:42:52.562
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53.081 --> 00:42:56.562
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57.082 --> 00:43:00.563
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01.087 --> 00:43:04.563
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05.089 --> 00:43:08.562
แล้วก็

648
00:43:09.091 --> 00:43:12.562
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13.093 --> 00:43:16.562
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17.095 --> 00:43:20.562
A-r-

651
00:43:21.096 --> 00:43:24.562
e-a นะคะ

652
00:43:25.099 --> 00:43:28.562
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29.100 --> 00:43:32.562
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33.101 --> 00:43:36.563
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37.103 --> 00:43:40.562
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41.104 --> 00:43:44.566
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45.105 --> 00:43:48.562
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49.106 --> 00:43:52.562
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53.107 --> 00:43:56.562
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57.110 --> 00:44:00.567
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01.114 --> 00:44:04.566
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05.115 --> 00:44:08.563
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09.117 --> 00:44:12.562
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13.119 --> 00:44:16.562
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17.120 --> 00:44:20.562
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21.121 --> 00:44:24.563

667
00:44:25.122 --> 00:44:28.562
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29.123 --> 00:44:32.563
print

669
00:44:33.125 --> 00:44:36.562

670
00:44:37.126 --> 00:44:40.564

671
00:44:41.128 --> 00:44:44.563

672
00:44:45.130 --> 00:44:48.564
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49.133 --> 00:44:52.562
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53.134 --> 00:44:56.563
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57.135 --> 00:45:00.563
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01.136 --> 00:45:04.563
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05.137 --> 00:45:08.563
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09.139 --> 00:45:12.562
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13.141 --> 00:45:16.562
เสร็จแล้ว

680
00:45:17.141 --> 00:45:20.565
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21.143 --> 00:45:24.563
2 % name

682
00:45:25.144 --> 00:45:28.563
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29.145 --> 00:45:32.563
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33.147 --> 00:45:36.563
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37.147 --> 00:45:40.563
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41.149 --> 00:45:44.563
%s

687
00:45:45.152 --> 00:45:48.563
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49.153 --> 00:45:52.562
เห็นไหมคะ

689
00:45:53.154 --> 00:45:56.563
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57.155 --> 00:46:00.564
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01.156 --> 00:46:04.566
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05.157 --> 00:46:08.563
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09.158 --> 00:46:12.563
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13.159 --> 00:46:16.564
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17.160 --> 00:46:20.562
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21.161 --> 00:46:24.563

697
00:46:25.162 --> 00:46:28.563
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29.163 --> 00:46:32.569

699
00:46:33.166 --> 00:46:36.567

700
00:46:37.168 --> 00:46:40.563
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41.170 --> 00:46:44.563
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45.173 --> 00:46:48.563
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49.175 --> 00:46:52.563

704
00:46:53.179 --> 00:46:56.563
%s' name

705
00:46:57.180 --> 00:47:00.563
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01.181 --> 00:47:04.563
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05.182 --> 00:47:08.563
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09.183 --> 00:47:12.563
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13.185 --> 00:47:16.564
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17.186 --> 00:47:20.563
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21.187 --> 00:47:24.563
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25.188 --> 00:47:28.563
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29.190 --> 00:47:32.563
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33.191 --> 00:47:36.563
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37.192 --> 00:47:40.569
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41.196 --> 00:47:44.565
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45.200 --> 00:47:48.563
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49.201 --> 00:47:52.563
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53.202 --> 00:47:56.564
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57.203 --> 00:48:00.564
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01.209 --> 00:48:04.564
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05.245 --> 00:48:08.563
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09.247 --> 00:48:12.566
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13.248 --> 00:48:16.563
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17.250 --> 00:48:20.563
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21.253 --> 00:48:24.563
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25.255 --> 00:48:28.563
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29.257 --> 00:48:32.563
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33.258 --> 00:48:36.563
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37.259 --> 00:48:40.564
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41.261 --> 00:48:44.564
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45.262 --> 00:48:48.563
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49.263 --> 00:48:52.564
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53.264 --> 00:48:56.563
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57.265 --> 00:49:00.563
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01.266 --> 00:49:04.563
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05.267 --> 00:49:08.563
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09.268 --> 00:49:12.563

739
00:49:13.272 --> 00:49:16.571

740
00:49:17.273 --> 00:49:20.564

741
00:49:21.276 --> 00:49:24.564
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25.277 --> 00:49:28.566

743
00:49:29.279 --> 00:49:32.563

744
00:49:33.281 --> 00:49:36.563
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37.284 --> 00:49:40.563
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41.285 --> 00:49:44.564
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45.286 --> 00:49:48.563
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49.287 --> 00:49:52.563
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53.288 --> 00:49:56.563
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57.291 --> 00:50:00.564
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01.292 --> 00:50:04.564
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05.293 --> 00:50:08.575
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09.294 --> 00:50:12.564
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13.295 --> 00:50:16.563
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17.298 --> 00:50:20.565

756
00:50:21.300 --> 00:50:24.564

757
00:50:25.302 --> 00:50:28.564
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29.303 --> 00:50:32.563
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33.309 --> 00:50:36.564
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37.310 --> 00:50:40.564

761
00:50:41.312 --> 00:50:44.563
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45.313 --> 00:50:48.564
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49.317 --> 00:50:52.565

764
00:50:53.318 --> 00:50:56.564

765
00:50:57.319 --> 00:51:00.564

766
00:51:01.321 --> 00:51:04.563

767
00:51:05.323 --> 00:51:08.564

768
00:51:09.326 --> 00:51:12.563

769
00:51:13.328 --> 00:51:16.563

770
00:51:17.335 --> 00:51:20.563

771
00:51:21.338 --> 00:51:24.563

772
00:51:25.340 --> 00:51:28.563

773
00:51:29.341 --> 00:51:32.563

774
00:51:33.343 --> 00:51:36.563

775
00:51:37.346 --> 00:51:40.563

776
00:51:41.347 --> 00:51:44.563

777
00:51:45.351 --> 00:51:48.563
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49.354 --> 00:51:52.563
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53.356 --> 00:51:56.563
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57.357 --> 00:52:00.565
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01.358 --> 00:52:04.563
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05.359 --> 00:52:08.563
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09.360 --> 00:52:12.563
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13.362 --> 00:52:16.564

785
00:52:17.364 --> 00:52:20.563

786
00:52:21.365 --> 00:52:24.564
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25.365 --> 00:52:28.563

788
00:52:29.366 --> 00:52:32.564
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33.369 --> 00:52:36.564
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37.372 --> 00:52:40.564
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41.373 --> 00:52:44.564

792
00:52:45.376 --> 00:52:48.563

793
00:52:49.378 --> 00:52:52.564

794
00:52:53.380 --> 00:52:56.563

795
00:52:57.382 --> 00:53:00.564

796
00:53:01.384 --> 00:53:04.564

797
00:53:05.386 --> 00:53:08.564

798
00:53:09.392 --> 00:53:12.564

799
00:53:13.394 --> 00:53:16.564

800
00:53:17.396 --> 00:53:20.564

801
00:53:21.398 --> 00:53:24.564

802
00:53:25.402 --> 00:53:28.564

803
00:53:29.403 --> 00:53:32.566

804
00:53:33.405 --> 00:53:36.564

805
00:53:37.407 --> 00:53:40.564

806
00:53:41.409 --> 00:53:44.565
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45.410 --> 00:53:48.572
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49.411 --> 00:53:52.564
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53.412 --> 00:53:56.565
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57.413 --> 00:54:00.565
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01.418 --> 00:54:04.565
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05.418 --> 00:54:08.565
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09.419 --> 00:54:12.569

814
00:54:13.419 --> 00:54:16.566
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17.423 --> 00:54:20.565
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21.426 --> 00:54:24.568
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25.427 --> 00:54:28.565
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29.429 --> 00:54:32.566
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33.430 --> 00:54:36.566
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37.431 --> 00:54:40.565
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41.432 --> 00:54:44.565
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45.433 --> 00:54:48.565
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49.436 --> 00:54:52.565
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53.437 --> 00:54:56.577
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57.438 --> 00:55:00.565
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01.438 --> 00:55:04.565
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05.451 --> 00:55:08.574
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09.452 --> 00:55:12.565
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13.453 --> 00:55:16.566
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17.454 --> 00:55:20.565
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21.455 --> 00:55:24.567
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25.456 --> 00:55:28.567
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29.460 --> 00:55:32.566
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33.461 --> 00:55:36.565
นะคะ

835
00:55:37.462 --> 00:55:40.566
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41.465 --> 00:55:44.566
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45.466 --> 00:55:48.567
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49.469 --> 00:55:52.566
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53.470 --> 00:55:56.566
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57.471 --> 00:56:00.566
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01.472 --> 00:56:04.569
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05.473 --> 00:56:08.568

843
00:56:09.475 --> 00:56:12.566
โอเค

844
00:56:13.478 --> 00:56:16.567

845
00:56:17.480 --> 00:56:20.566
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21.480 --> 00:56:24.566
"Default Argument Value"

847
00:56:25.481 --> 00:56:28.566
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29.482 --> 00:56:32.566
Default Argument นี่

849
00:56:33.483 --> 00:56:36.566
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37.484 --> 00:56:40.566
กับไอ้ค่า

851
00:56:41.484 --> 00:56:44.567
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45.485 --> 00:56:48.567
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49.486 --> 00:56:52.576
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53.487 --> 00:56:56.567
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57.489 --> 00:57:00.567
เห็นไหม

856
00:57:01.493 --> 00:57:04.567
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05.494 --> 00:57:08.566
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09.495 --> 00:57:12.567
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13.496 --> 00:57:16.567
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17.497 --> 00:57:20.568
Salary มี Argument =

861
00:57:21.498 --> 00:57:24.567
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25.500 --> 00:57:28.567
นี่คือการ Defal

863
00:57:29.501 --> 00:57:32.568
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33.505 --> 00:57:36.575
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37.506 --> 00:57:40.567
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41.507 --> 00:57:44.570
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45.509 --> 00:57:48.568
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49.511 --> 00:57:52.567

869
00:57:53.513 --> 00:57:56.567
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57.514 --> 00:58:00.567
print ที่ 2

871
00:58:01.515 --> 00:58:04.567
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05.516 --> 00:58:08.567
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09.519 --> 00:58:12.567
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13.520 --> 00:58:16.568
แล้วก็ print

875
00:58:17.521 --> 00:58:20.568
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21.522 --> 00:58:24.567
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25.526 --> 00:58:28.567
กับ Lang Language

878
00:58:29.529 --> 00:58:32.568
เห็นไหมคะ

879
00:58:33.531 --> 00:58:36.567
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37.532 --> 00:58:40.571
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41.533 --> 00:58:44.567
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45.534 --> 00:58:48.568
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49.535 --> 00:58:52.567
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53.539 --> 00:58:56.570
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57.540 --> 00:59:00.570
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01.542 --> 00:59:04.567

887
00:59:05.547 --> 00:59:08.568

888
00:59:09.550 --> 00:59:12.568

889
00:59:13.552 --> 00:59:16.568

890
00:59:17.552 --> 00:59:20.568
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21.553 --> 00:59:24.570
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25.554 --> 00:59:28.568
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29.558 --> 00:59:32.569
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33.559 --> 00:59:36.568
นะคะ

895
00:59:37.560 --> 00:59:40.568
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41.561 --> 00:59:44.569
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45.562 --> 00:59:48.568
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49.563 --> 00:59:52.568
โอเคสลับได้

899
00:59:53.566 --> 00:59:57.566
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57.567 --> 01:00:01.567
นะคะ โอเค

901
01:00:01.575 --> 01:00:05.568

902
01:00:05.574 --> 01:00:09.568

903
01:00:09.579 --> 01:00:13.568
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13.584 --> 01:00:17.569
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17.610 --> 01:00:21.568
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21.611 --> 01:00:25.569
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25.612 --> 01:00:29.568
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29.613 --> 01:00:33.568

909
01:00:33.614 --> 01:00:37.568
มันทะลุจอไป

910
01:00:37.615 --> 01:00:41.569
จอไป

911
01:00:41.616 --> 01:00:45.572

912
01:00:45.617 --> 01:00:49.569
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49.618 --> 01:00:53.574
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53.619 --> 01:00:57.568
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57.620 --> 01:01:01.568
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01.622 --> 01:01:05.569
คำสั่ง def

917
01:01:05.623 --> 01:01:09.568
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09.624 --> 01:01:13.568
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13.625 --> 01:01:17.568
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17.626 --> 01:01:21.569
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21.627 --> 01:01:25.569
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25.628 --> 01:01:29.568
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29.629 --> 01:01:33.568
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33.630 --> 01:01:37.569
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37.632 --> 01:01:41.569
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41.633 --> 01:01:45.569
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45.634 --> 01:01:49.569
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49.635 --> 01:01:53.569
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53.636 --> 01:01:57.569
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57.637 --> 01:02:01.569
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01.637 --> 01:02:05.569
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05.638 --> 01:02:09.571
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09.639 --> 01:02:13.569
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13.640 --> 01:02:17.569
name นะคะ

935
01:02:17.641 --> 01:02:21.569
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21.642 --> 01:02:25.569
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25.643 --> 01:02:29.569
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29.646 --> 01:02:33.569
นะคะ

939
01:02:33.647 --> 01:02:37.569
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37.648 --> 01:02:41.569
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41.648 --> 01:02:45.569
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45.666 --> 01:02:49.569
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49.667 --> 01:02:53.569
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53.668 --> 01:02:57.569

945
01:02:57.676 --> 01:03:01.569
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01.683 --> 01:03:05.569
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05.685 --> 01:03:09.570
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09.686 --> 01:03:13.569
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13.687 --> 01:03:17.569

950
01:03:17.688 --> 01:03:21.569

951
01:03:21.689 --> 01:03:25.569

952
01:03:25.696 --> 01:03:29.569
อันนี้

953
01:03:29.698 --> 01:03:33.569
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33.703 --> 01:03:37.570
หน่วย หน่วย

955
01:03:37.704 --> 01:03:41.570
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41.706 --> 01:03:45.570
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45.707 --> 01:03:49.570
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49.708 --> 01:03:53.569
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53.709 --> 01:03:57.570
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57.710 --> 01:04:01.569
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01.711 --> 01:04:05.569
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05.712 --> 01:04:09.569
คำว่า Python lang

963
01:04:09.713 --> 01:04:13.570
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13.715 --> 01:04:17.569

965
01:04:17.716 --> 01:04:21.569

966
01:04:21.718 --> 01:04:25.570
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25.719 --> 01:04:29.570
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29.720 --> 01:04:33.571
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33.722 --> 01:04:37.571
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37.723 --> 01:04:41.570
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41.724 --> 01:04:45.570
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45.726 --> 01:04:49.570
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49.727 --> 01:04:53.571
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53.731 --> 01:04:57.570
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57.732 --> 01:05:01.570
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01.733 --> 01:05:05.570
ของ

977
01:05:05.734 --> 01:05:09.570
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09.736 --> 01:05:13.573
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13.737 --> 01:05:17.570
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17.738 --> 01:05:21.570
print

981
01:05:21.740 --> 01:05:25.570
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25.743 --> 01:05:29.572
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29.744 --> 01:05:33.570
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33.745 --> 01:05:37.570
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37.746 --> 01:05:41.570
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41.747 --> 01:05:45.572

987
01:05:45.748 --> 01:05:49.570
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49.749 --> 01:05:53.570
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53.750 --> 01:05:57.570
: ชื่อ

990
01:05:57.751 --> 01:06:01.570
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01.752 --> 01:06:05.570
ใส่ %s

992
01:06:05.756 --> 01:06:09.570
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09.757 --> 01:06:13.570
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13.760 --> 01:06:17.570
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17.761 --> 01:06:21.570
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21.762 --> 01:06:25.570
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25.766 --> 01:06:29.570
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29.767 --> 01:06:33.570
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33.768 --> 01:06:37.570
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37.771 --> 01:06:41.570

1001
01:06:41.772 --> 01:06:45.570

1002
01:06:45.774 --> 01:06:49.570
เสร็จ

1003
01:06:49.775 --> 01:06:53.573
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53.776 --> 01:06:57.570
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57.777 --> 01:07:01.571
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01.778 --> 01:07:05.571
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05.779 --> 01:07:09.570
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09.780 --> 01:07:13.571
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13.784 --> 01:07:17.570
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17.785 --> 01:07:21.570

1011
01:07:21.786 --> 01:07:25.570

1012
01:07:25.787 --> 01:07:29.570
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29.788 --> 01:07:33.570
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33.789 --> 01:07:37.570
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37.790 --> 01:07:41.572
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41.791 --> 01:07:45.570

1017
01:07:45.793 --> 01:07:49.571
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49.794 --> 01:07:53.571
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53.797 --> 01:07:57.571
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57.798 --> 01:08:01.570
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01.799 --> 01:08:05.570
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05.799 --> 01:08:09.570
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09.800 --> 01:08:13.570
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13.801 --> 01:08:17.570
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17.802 --> 01:08:21.570
statements ที่ 3

1026
01:08:21.803 --> 01:08:25.570
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25.805 --> 01:08:29.569
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29.807 --> 01:08:33.569

1029
01:08:33.810 --> 01:08:37.569
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37.812 --> 01:08:41.569
ภาษา Python

1031
01:08:41.814 --> 01:08:45.569
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45.818 --> 01:08:49.569

1033
01:08:49.819 --> 01:08:53.568
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53.820 --> 01:08:57.568
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57.821 --> 01:09:01.568
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01.822 --> 01:09:05.568
ลืม

1037
01:09:05.823 --> 01:09:09.568
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09.825 --> 01:09:13.571
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13.826 --> 01:09:17.568
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17.827 --> 01:09:21.569
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21.828 --> 01:09:25.568
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25.830 --> 01:09:29.568
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29.833 --> 01:09:33.568
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33.834 --> 01:09:37.568
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37.835 --> 01:09:41.568
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41.836 --> 01:09:45.568
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45.838 --> 01:09:49.568
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49.839 --> 01:09:53.567
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53.840 --> 01:09:57.567
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57.841 --> 01:10:01.567
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01.841 --> 01:10:05.568
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05.842 --> 01:10:09.568
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09.843 --> 01:10:13.567
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13.844 --> 01:10:17.567
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17.845 --> 01:10:21.567
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21.847 --> 01:10:25.567

1057
01:10:25.848 --> 01:10:29.569

1058
01:10:29.849 --> 01:10:33.567

1059
01:10:33.850 --> 01:10:37.568
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37.852 --> 01:10:41.566
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41.853 --> 01:10:45.566
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45.856 --> 01:10:49.566
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49.857 --> 01:10:53.566
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53.858 --> 01:10:57.576
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57.860 --> 01:11:01.566
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01.862 --> 01:11:05.566
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05.863 --> 01:11:09.566
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09.864 --> 01:11:13.572
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13.865 --> 01:11:17.566
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17.866 --> 01:11:21.566
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21.868 --> 01:11:25.565
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25.870 --> 01:11:29.566
show_

1073
01:11:29.871 --> 01:11:33.566
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33.872 --> 01:11:37.566
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37.873 --> 01:11:41.566
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41.874 --> 01:11:45.565

1077
01:11:45.875 --> 01:11:49.565
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49.876 --> 01:11:53.565
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53.877 --> 01:11:57.565
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57.878 --> 01:12:01.565
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01.879 --> 01:12:05.565

1082
01:12:05.880 --> 01:12:09.565
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09.882 --> 01:12:13.565
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13.883 --> 01:12:17.565

1085
01:12:17.884 --> 01:12:21.573
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21.886 --> 01:12:25.565

1087
01:12:25.890 --> 01:12:29.565
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29.891 --> 01:12:33.565
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33.898 --> 01:12:37.565
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37.900 --> 01:12:41.564
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41.901 --> 01:12:45.565
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45.902 --> 01:12:49.564
ดูนะคะ

1093
01:12:49.905 --> 01:12:53.564
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53.907 --> 01:12:57.564
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57.908 --> 01:13:01.564
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01.909 --> 01:13:05.564
s-h-o-w

1097
01:13:05.912 --> 01:13:09.564
show_info นะคะ

1098
01:13:09.913 --> 01:13:13.564
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13.914 --> 01:13:17.564
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17.915 --> 01:13:21.564
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21.916 --> 01:13:25.564
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25.917 --> 01:13:29.564
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29.918 --> 01:13:33.564
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33.919 --> 01:13:37.564
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:37.920 --> 01:13:41.564
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:41.921 --> 01:13:45.563
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:45.922 --> 01:13:49.568
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:49.924 --> 01:13:53.576
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:53.926 --> 01:13:57.564
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:57.927 --> 01:14:01.569
เป็น 23,000

1111
01:14:01.930 --> 01:14:05.563
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:05.931 --> 01:14:09.563
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:09.932 --> 01:14:13.563
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:13.933 --> 01:14:17.563
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:17.934 --> 01:14:21.563
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:21.936 --> 01:14:25.566
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:25.937 --> 01:14:29.563
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:29.938 --> 01:14:33.563
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:33.940 --> 01:14:37.567
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:37.947 --> 01:14:41.563
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:41.949 --> 01:14:45.564
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:45.950 --> 01:14:49.563
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:49.951 --> 01:14:53.563
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:53.952 --> 01:14:57.562
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:57.953 --> 01:15:01.562
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:01.954 --> 01:15:05.563
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:05.955 --> 01:15:09.562
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:09.956 --> 01:15:13.562
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:13.957 --> 01:15:17.563
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:17.958 --> 01:15:21.563
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:21.959 --> 01:15:25.562
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:25.961 --> 01:15:29.567
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:29.962 --> 01:15:33.562
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:33.965 --> 01:15:37.563
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:37.967 --> 01:15:41.562
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:41.972 --> 01:15:45.563
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:45.974 --> 01:15:49.563
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:49.976 --> 01:15:53.561
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:53.978 --> 01:15:57.567
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:57.980 --> 01:16:01.578
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:01.981 --> 01:16:05.562
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:05.987 --> 01:16:09.562
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:09.989 --> 01:16:13.574
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:13.991 --> 01:16:17.562
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:17.992 --> 01:16:21.563
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:21.994 --> 01:16:25.565
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:25.995 --> 01:16:29.562
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:29.997 --> 01:16:33.563
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:33.999 --> 01:16:37.562
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:38.001 --> 01:16:41.561
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:42.002 --> 01:16:45.561
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:46.004 --> 01:16:49.561
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:50.005 --> 01:16:53.567
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:54.006 --> 01:16:57.562
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:58.007 --> 01:17:01.562
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:02.009 --> 01:17:05.561
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:06.011 --> 01:17:09.561
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:10.012 --> 01:17:13.561
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:14.014 --> 01:17:17.561
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:18.015 --> 01:17:21.561
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:22.017 --> 01:17:25.561
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:26.020 --> 01:17:29.561
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:30.021 --> 01:17:33.561
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:34.023 --> 01:17:37.561
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:38.024 --> 01:17:41.564
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:42.026 --> 01:17:45.561
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:46.027 --> 01:17:49.561
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:50.028 --> 01:17:53.561
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:54.029 --> 01:17:57.560
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:58.034 --> 01:18:01.561
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:02.035 --> 01:18:05.571
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:06.037 --> 01:18:09.561
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:10.038 --> 01:18:13.560
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:14.039 --> 01:18:17.563
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:18.041 --> 01:18:21.562
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:22.042 --> 01:18:25.561
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:26.044 --> 01:18:29.561
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:30.046 --> 01:18:33.565
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:34.046 --> 01:18:37.560
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:38.047 --> 01:18:41.560
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:42.052 --> 01:18:45.560

1182
01:18:46.054 --> 01:18:49.561

1183
01:18:50.057 --> 01:18:53.561
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:54.058 --> 01:18:57.563
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:58.062 --> 01:19:01.560

1186
01:19:02.068 --> 01:19:05.560

1187
01:19:06.070 --> 01:19:09.560
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:10.070 --> 01:19:13.560
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:14.072 --> 01:19:17.560
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:18.073 --> 01:19:21.560
ใช้ค่าสี

1191
01:19:22.074 --> 01:19:25.567
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:26.076 --> 01:19:29.561
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:30.077 --> 01:19:33.560
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:34.078 --> 01:19:37.560
นี่คือ

1195
01:19:38.079 --> 01:19:41.560
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:42.081 --> 01:19:45.571
เป็นตัวเลข

1197
01:19:46.083 --> 01:19:49.560
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:50.084 --> 01:19:53.561
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:54.085 --> 01:19:57.560
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:58.087 --> 01:20:01.562
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:02.088 --> 01:20:05.559
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:06.091 --> 01:20:09.560

1203
01:20:10.092 --> 01:20:13.560
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:14.103 --> 01:20:17.560
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:18.111 --> 01:20:21.559
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:22.112 --> 01:20:25.559

1207
01:20:26.113 --> 01:20:29.560
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:30.115 --> 01:20:33.559
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:34.117 --> 01:20:37.563
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38.119 --> 01:20:41.559
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42.120 --> 01:20:45.570
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46.121 --> 01:20:49.559
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50.124 --> 01:20:53.560
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54.127 --> 01:20:57.559
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58.128 --> 01:21:01.559
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02.129 --> 01:21:05.559
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06.132 --> 01:21:09.559
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10.133 --> 01:21:13.560
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14.134 --> 01:21:17.560
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18.135 --> 01:21:21.559
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22.137 --> 01:21:25.559
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26.138 --> 01:21:29.559
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30.138 --> 01:21:33.559
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34.140 --> 01:21:37.560
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38.143 --> 01:21:41.559
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42.144 --> 01:21:45.559

1227
01:21:46.147 --> 01:21:49.558

1228
01:21:50.150 --> 01:21:53.559

1229
01:21:54.151 --> 01:21:57.560

1230
01:21:58.153 --> 01:22:01.560
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02.155 --> 01:22:05.558
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06.156 --> 01:22:09.572
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10.158 --> 01:22:13.561
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14.159 --> 01:22:17.559
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18.160 --> 01:22:21.559

1236
01:22:22.161 --> 01:22:25.559

1237
01:22:26.163 --> 01:22:29.559
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30.164 --> 01:22:33.558
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34.165 --> 01:22:37.559
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38.166 --> 01:22:41.558
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42.167 --> 01:22:45.558

1242
01:22:46.169 --> 01:22:49.558
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50.170 --> 01:22:53.558
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54.171 --> 01:22:57.559
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58.173 --> 01:23:01.558
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02.174 --> 01:23:05.558

1247
01:23:06.176 --> 01:23:09.558
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10.177 --> 01:23:13.559

1249
01:23:14.179 --> 01:23:17.558
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18.180 --> 01:23:21.558

1251
01:23:22.183 --> 01:23:25.558

1252
01:23:26.185 --> 01:23:29.559

1253
01:23:30.188 --> 01:23:33.559
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34.189 --> 01:23:37.558
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38.190 --> 01:23:41.558
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42.191 --> 01:23:45.558
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46.192 --> 01:23:49.558
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50.193 --> 01:23:53.571
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54.194 --> 01:23:57.561
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58.196 --> 01:24:01.558
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02.200 --> 01:24:05.558
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06.201 --> 01:24:09.558
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10.204 --> 01:24:13.558
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14.209 --> 01:24:17.558

1265
01:24:18.211 --> 01:24:21.558
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22.213 --> 01:24:25.558
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26.214 --> 01:24:29.558
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30.215 --> 01:24:33.558
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34.216 --> 01:24:37.558
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38.217 --> 01:24:41.557
copy ให้

1271
01:24:42.218 --> 01:24:45.557
เราไหมนี่

1272
01:24:46.220 --> 01:24:49.557

1273
01:24:50.222 --> 01:24:53.558

1274
01:24:54.226 --> 01:24:57.557

1275
01:24:58.227 --> 01:25:01.558
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02.229 --> 01:25:05.558

1277
01:25:06.231 --> 01:25:09.558
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10.232 --> 01:25:13.557
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14.233 --> 01:25:17.558
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18.234 --> 01:25:21.557
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22.235 --> 01:25:25.557
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26.236 --> 01:25:29.557

1283
01:25:30.237 --> 01:25:33.559
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34.244 --> 01:25:37.557

1285
01:25:38.245 --> 01:25:41.558

1286
01:25:42.248 --> 01:25:45.557

1287
01:25:46.250 --> 01:25:49.557
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50.251 --> 01:25:53.557
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54.252 --> 01:25:57.557
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58.253 --> 01:26:01.557
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02.254 --> 01:26:05.558
โดย

1292
01:26:06.256 --> 01:26:09.557
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10.257 --> 01:26:13.572
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14.258 --> 01:26:17.560
f5

1295
01:26:18.259 --> 01:26:21.557
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22.260 --> 01:26:25.557
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26.263 --> 01:26:29.557
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30.264 --> 01:26:33.558
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34.266 --> 01:26:37.559
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38.267 --> 01:26:41.557

1301
01:26:42.268 --> 01:26:45.557

1302
01:26:46.271 --> 01:26:49.557
4

1303
01:26:50.275 --> 01:26:53.557
เราจะ

1304
01:26:54.277 --> 01:26:57.557
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58.278 --> 01:27:01.557
print color

1306
01:27:02.281 --> 01:27:05.576

1307
01:27:06.286 --> 01:27:09.561
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10.287 --> 01:27:13.557

1309
01:27:14.289 --> 01:27:17.557
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18.290 --> 01:27:21.557

1311
01:27:22.294 --> 01:27:25.558
=

1312
01:27:26.295 --> 01:27:29.558

1313
01:27:30.301 --> 01:27:33.557

1314
01:27:34.302 --> 01:27:37.558

1315
01:27:38.308 --> 01:27:41.557

1316
01:27:42.310 --> 01:27:45.561

1317
01:27:46.312 --> 01:27:49.557

1318
01:27:50.314 --> 01:27:53.558
่

1319
01:27:54.315 --> 01:27:57.558

1320
01:27:58.316 --> 01:28:01.557

1321
01:28:02.317 --> 01:28:05.558

1322
01:28:06.319 --> 01:28:09.558

1323
01:28:10.321 --> 01:28:13.558

1324
01:28:14.328 --> 01:28:17.558
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18.330 --> 01:28:21.558
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22.331 --> 01:28:25.558
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26.332 --> 01:28:29.558
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30.333 --> 01:28:33.558
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34.334 --> 01:28:37.558
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38.339 --> 01:28:41.558
a-t-e

1331
01:28:42.340 --> 01:28:45.558
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46.341 --> 01:28:49.558
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50.342 --> 01:28:53.558

1334
01:28:54.345 --> 01:28:57.558

1335
01:28:58.347 --> 01:29:01.558
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02.348 --> 01:29:05.558

1337
01:29:06.350 --> 01:29:09.558

1338
01:29:10.353 --> 01:29:13.559

1339
01:29:14.357 --> 01:29:17.559

1340
01:29:18.359 --> 01:29:21.559
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22.361 --> 01:29:25.558
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26.361 --> 01:29:29.558
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30.362 --> 01:29:33.559

1344
01:29:34.364 --> 01:29:37.559
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38.365 --> 01:29:41.568
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42.366 --> 01:29:45.563

1347
01:29:46.368 --> 01:29:49.559
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50.369 --> 01:29:53.559
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54.370 --> 01:29:57.559
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58.372 --> 01:30:01.559

1351
01:30:02.373 --> 01:30:05.562
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06.374 --> 01:30:09.559
i

1353
01:30:10.375 --> 01:30:13.561
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14.376 --> 01:30:17.558

1355
01:30:18.378 --> 01:30:21.567

1356
01:30:22.380 --> 01:30:25.559

1357
01:30:26.382 --> 01:30:29.560

1358
01:30:30.384 --> 01:30:33.559

1359
01:30:34.386 --> 01:30:37.562

1360
01:30:38.390 --> 01:30:41.560

1361
01:30:42.393 --> 01:30:45.560
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46.394 --> 01:30:49.559

1363
01:30:50.395 --> 01:30:53.560
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54.396 --> 01:30:57.560
อ๋อ

1365
01:30:58.400 --> 01:31:01.559
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02.401 --> 01:31:05.562
+

1367
01:31:06.402 --> 01:31:09.559
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10.403 --> 01:31:13.560
p-r-i-n-t

1369
01:31:14.404 --> 01:31:17.560
print เอาใหม่

1370
01:31:18.406 --> 01:31:21.560
ลบก็ได้

1371
01:31:22.408 --> 01:31:25.560
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26.408 --> 01:31:29.559
i-n-t

1373
01:31:30.410 --> 01:31:33.559
print

1374
01:31:34.412 --> 01:31:37.560

1375
01:31:38.415 --> 01:31:41.559

1376
01:31:42.417 --> 01:31:45.561

1377
01:31:46.419 --> 01:31:49.560

1378
01:31:50.423 --> 01:31:53.559

1379
01:31:54.424 --> 01:31:57.560

1380
01:31:58.426 --> 01:32:01.560

1381
01:32:02.429 --> 01:32:05.559

1382
01:32:06.431 --> 01:32:09.564

1383
01:32:10.432 --> 01:32:13.560

1384
01:32:14.434 --> 01:32:17.560
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18.435 --> 01:32:21.560
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22.436 --> 01:32:25.560

1387
01:32:26.438 --> 01:32:29.560
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30.439 --> 01:32:33.560

1389
01:32:34.440 --> 01:32:37.560

1390
01:32:38.442 --> 01:32:41.562

1391
01:32:42.444 --> 01:32:45.560
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46.446 --> 01:32:49.563
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50.447 --> 01:32:53.561

1394
01:32:54.448 --> 01:32:57.560

1395
01:32:58.449 --> 01:33:01.560

1396
01:33:02.451 --> 01:33:05.560

1397
01:33:06.453 --> 01:33:09.559

1398
01:33:10.455 --> 01:33:13.560

1399
01:33:14.457 --> 01:33:17.560

1400
01:33:18.459 --> 01:33:21.560

1401
01:33:22.462 --> 01:33:25.560

1402
01:33:26.465 --> 01:33:29.561
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30.466 --> 01:33:33.560
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34.467 --> 01:33:37.560
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38.469 --> 01:33:41.561

1406
01:33:42.473 --> 01:33:45.560

1407
01:33:46.480 --> 01:33:49.560

1408
01:33:50.481 --> 01:33:53.560
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54.482 --> 01:33:57.560

1410
01:33:58.484 --> 01:34:01.561

1411
01:34:02.487 --> 01:34:05.560

1412
01:34:06.490 --> 01:34:09.563

1413
01:34:10.491 --> 01:34:13.560

1414
01:34:14.492 --> 01:34:17.561

1415
01:34:18.493 --> 01:34:21.561

1416
01:34:22.496 --> 01:34:25.561
ก็ตรง

1417
01:34:26.497 --> 01:34:29.561

1418
01:34:30.500 --> 01:34:33.561

1419
01:34:34.503 --> 01:34:37.561

1420
01:34:38.505 --> 01:34:41.561
อะไรนะ

1421
01:34:42.506 --> 01:34:45.569

1422
01:34:46.508 --> 01:34:49.564

1423
01:34:50.511 --> 01:34:53.561

1424
01:34:54.512 --> 01:34:57.561

1425
01:34:58.515 --> 01:35:01.561
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02.516 --> 01:35:05.561

1427
01:35:06.523 --> 01:35:09.565
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10.524 --> 01:35:13.560

1429
01:35:14.526 --> 01:35:17.561

1430
01:35:18.529 --> 01:35:21.560

1431
01:35:22.540 --> 01:35:25.560
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26.542 --> 01:35:29.561

1433
01:35:30.543 --> 01:35:33.561

1434
01:35:34.545 --> 01:35:37.561

1435
01:35:38.547 --> 01:35:41.561

1436
01:35:42.551 --> 01:35:45.572

1437
01:35:46.553 --> 01:35:49.561

1438
01:35:50.554 --> 01:35:53.561

1439
01:35:54.557 --> 01:35:57.561

1440
01:35:58.559 --> 01:36:01.561

1441
01:36:02.561 --> 01:36:05.560

1442
01:36:06.562 --> 01:36:09.561

1443
01:36:10.565 --> 01:36:14.561

1444
01:36:14.566 --> 01:36:18.560

1445
01:36:18.570 --> 01:36:22.561

1446
01:36:22.572 --> 01:36:26.562

1447
01:36:26.577 --> 01:36:30.561

1448
01:36:30.581 --> 01:36:34.561

1449
01:36:34.583 --> 01:36:38.561

1450
01:36:38.585 --> 01:36:42.561

1451
01:36:42.594 --> 01:36:46.561

1452
01:36:46.596 --> 01:36:50.560

1453
01:36:50.597 --> 01:36:54.561

1454
01:36:54.598 --> 01:36:58.561

1455
01:36:58.599 --> 01:37:02.561

1456
01:37:02.602 --> 01:37:06.561

1457
01:37:06.603 --> 01:37:10.561

1458
01:37:10.604 --> 01:37:14.561

1459
01:37:14.606 --> 01:37:18.561

1460
01:37:18.607 --> 01:37:22.561

1461
01:37:22.608 --> 01:37:26.561

1462
01:37:26.609 --> 01:37:30.561

1463
01:37:30.615 --> 01:37:34.561

1464
01:37:34.617 --> 01:37:38.561

1465
01:37:38.618 --> 01:37:42.561

1466
01:37:42.619 --> 01:37:46.561

1467
01:37:46.620 --> 01:37:50.561
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50.623 --> 01:37:54.561
Syntax Error Print

1469
01:37:54.624 --> 01:37:58.561
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58.625 --> 01:38:02.561

1471
01:38:02.626 --> 01:38:06.561

1472
01:38:06.627 --> 01:38:10.562

1473
01:38:10.628 --> 01:38:14.561

1474
01:38:14.630 --> 01:38:18.561

1475
01:38:18.632 --> 01:38:22.561

1476
01:38:22.633 --> 01:38:26.562
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26.634 --> 01:38:30.561

1478
01:38:30.635 --> 01:38:34.561

1479
01:38:34.637 --> 01:38:38.561

1480
01:38:38.638 --> 01:38:42.561

1481
01:38:42.639 --> 01:38:46.561

1482
01:38:46.640 --> 01:38:50.561
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50.641 --> 01:38:54.561
ถ้าลบ

1484
01:38:54.647 --> 01:38:58.561
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58.650 --> 01:39:02.561

1486
01:39:02.651 --> 01:39:06.561

1487
01:39:06.652 --> 01:39:10.561
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10.653 --> 01:39:14.562

1489
01:39:14.655 --> 01:39:18.561

1490
01:39:18.657 --> 01:39:22.561

1491
01:39:22.658 --> 01:39:26.561

1492
01:39:26.659 --> 01:39:30.561
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30.661 --> 01:39:34.561

1494
01:39:34.662 --> 01:39:38.561

1495
01:39:38.666 --> 01:39:42.561

1496
01:39:42.667 --> 01:39:46.561

1497
01:39:46.669 --> 01:39:50.561

1498
01:39:50.670 --> 01:39:54.561

1499
01:39:54.671 --> 01:39:58.561

1500
01:39:58.673 --> 01:40:02.564

1501
01:40:02.677 --> 01:40:06.561

1502
01:40:06.678 --> 01:40:10.561

1503
01:40:10.681 --> 01:40:14.561

1504
01:40:14.682 --> 01:40:18.561

1505
01:40:18.683 --> 01:40:22.561
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22.684 --> 01:40:26.561

1507
01:40:26.686 --> 01:40:30.563
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30.687 --> 01:40:34.562

1509
01:40:34.690 --> 01:40:38.562

1510
01:40:38.702 --> 01:40:42.561

1511
01:40:42.703 --> 01:40:46.561

1512
01:40:46.708 --> 01:40:50.561

1513
01:40:50.709 --> 01:40:54.561

1514
01:40:54.712 --> 01:40:58.561
อะไร

1515
01:40:58.713 --> 01:41:02.561

1516
01:41:02.714 --> 01:41:06.561

1517
01:41:06.718 --> 01:41:10.561
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10.719 --> 01:41:14.561
print คำสัง Prit

1519
01:41:14.722 --> 01:41:18.561

1520
01:41:18.723 --> 01:41:22.562

1521
01:41:22.724 --> 01:41:26.561
โอเคนะคะ

1522
01:41:26.725 --> 01:41:30.562
รู้แล้ว

1523
01:41:30.726 --> 01:41:34.562
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34.727 --> 01:41:38.561
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38.728 --> 01:41:42.561
ของ color นะคะ

1526
01:41:42.729 --> 01:41:46.561
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46.730 --> 01:41:50.561
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50.731 --> 01:41:54.561

1529
01:41:54.733 --> 01:41:58.561

1530
01:41:58.734 --> 01:42:02.561

1531
01:42:02.735 --> 01:42:06.561

1532
01:42:06.736 --> 01:42:10.561

1533
01:42:10.737 --> 01:42:14.564

1534
01:42:14.739 --> 01:42:18.561

1535
01:42:18.740 --> 01:42:22.561

1536
01:42:22.741 --> 01:42:26.562
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26.742 --> 01:42:30.562
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30.744 --> 01:42:34.574
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34.745 --> 01:42:38.562
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38.748 --> 01:42:42.570
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42.750 --> 01:42:46.562
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46.752 --> 01:42:50.562

1543
01:42:50.754 --> 01:42:54.562
นี่

1544
01:42:54.755 --> 01:42:58.577
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58.756 --> 01:43:02.563
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02.758 --> 01:43:06.562
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06.759 --> 01:43:10.562
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10.761 --> 01:43:14.562
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14.762 --> 01:43:18.562
นะคะ

1550
01:43:18.764 --> 01:43:22.562
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22.766 --> 01:43:26.563
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26.767 --> 01:43:30.562
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30.768 --> 01:43:34.562
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34.769 --> 01:43:38.562
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38.770 --> 01:43:42.562
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42.771 --> 01:43:46.563
เขาบอก

1557
01:43:46.772 --> 01:43:50.562
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50.773 --> 01:43:54.563
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54.775 --> 01:43:58.563
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58.776 --> 01:44:02.562
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02.780 --> 01:44:06.563
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06.781 --> 01:44:10.562
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10.783 --> 01:44:14.562
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14.785 --> 01:44:18.562
สงสัย

1565
01:44:18.788 --> 01:44:22.563
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22.789 --> 01:44:26.563
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26.790 --> 01:44:30.562
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30.793 --> 01:44:34.563
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34.794 --> 01:44:38.563
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38.796 --> 01:44:42.564
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42.798 --> 01:44:46.568
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46.799 --> 01:44:50.563
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50.800 --> 01:44:54.563
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54.801 --> 01:44:58.563
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58.802 --> 01:45:02.563
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02.803 --> 01:45:06.563
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06.805 --> 01:45:10.563
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10.806 --> 01:45:14.563
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14.807 --> 01:45:18.565
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18.809 --> 01:45:22.564
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22.810 --> 01:45:26.564
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26.811 --> 01:45:30.563
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:30.811 --> 01:45:34.563
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:34.814 --> 01:45:38.563
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:38.816 --> 01:45:42.566
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:42.818 --> 01:45:46.564
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:46.820 --> 01:45:50.563
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:50.822 --> 01:45:54.563
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:54.823 --> 01:45:58.563
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:58.824 --> 01:46:02.567
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:02.825 --> 01:46:06.564
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:06.828 --> 01:46:10.564
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:10.829 --> 01:46:14.564
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:14.830 --> 01:46:18.564
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:18.831 --> 01:46:22.564
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:22.832 --> 01:46:26.563
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:26.836 --> 01:46:30.564
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:30.837 --> 01:46:34.566
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:34.839 --> 01:46:38.563
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:38.845 --> 01:46:42.564
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:42.851 --> 01:46:46.564
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:46.852 --> 01:46:50.563

1603
01:46:50.854 --> 01:46:54.564

1604
01:46:54.858 --> 01:46:58.564

1605
01:46:58.862 --> 01:47:02.564

1606
01:47:02.864 --> 01:47:06.564

1607
01:47:06.865 --> 01:47:10.564
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1608
01:47:10.866 --> 01:47:14.563
เครื่องที่มี

1609
01:47:14.867 --> 01:47:18.564

1610
01:47:18.868 --> 01:47:22.564
-

1611
01:47:22.870 --> 01:47:26.564

1612
01:47:26.872 --> 01:47:30.872

1613
01:47:30.873 --> 01:47:34.873

1614
01:47:34.876 --> 01:47:34.876

1615
01:47:38.877 --> 01:47:38.878

1616
01:47:42.878 --> 01:47:42.878


