﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:03.001

2
00:00:04.002 --> 00:00:07.990

3
00:00:08.005 --> 00:00:11.989

4
00:00:12.007 --> 00:00:15.989

5
00:00:16.009 --> 00:00:19.993

6
00:00:20.011 --> 00:00:23.994

7
00:00:24.013 --> 00:00:27.988

8
00:00:28.020 --> 00:00:31.989

9
00:00:32.022 --> 00:00:35.989

10
00:00:36.026 --> 00:00:39.989

11
00:00:40.031 --> 00:00:43.989

12
00:00:44.033 --> 00:00:47.989

13
00:00:48.035 --> 00:00:51.989
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

14
00:00:52.036 --> 00:00:55.988
ฝั่งล่ามไหมครับผม

15
00:00:56.038 --> 00:00:59.988
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

16
00:01:00.040 --> 00:01:03.988

17
00:01:04.042 --> 00:01:07.989
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

18
00:01:08.044 --> 00:01:11.989
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

19
00:01:12.045 --> 00:01:15.990
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

20
00:01:16.046 --> 00:01:19.989
นะคะ

21
00:01:20.047 --> 00:01:23.993
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

22
00:01:24.048 --> 00:01:27.988
เรื่องเกี่ยวกับ

23
00:01:28.051 --> 00:01:31.989
ฟังก์ชันนะ

24
00:01:32.053 --> 00:01:35.988
ใน Python

25
00:01:36.054 --> 00:01:39.988
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

26
00:01:40.055 --> 00:01:43.988
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

27
00:01:44.060 --> 00:01:47.988

28
00:01:48.061 --> 00:01:51.989
นะคะ หัวข้อที่

29
00:01:52.062 --> 00:01:55.989
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

30
00:01:56.064 --> 00:01:59.989
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

31
00:02:00.065 --> 00:02:03.989
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

32
00:02:04.066 --> 00:02:07.988
วันนี้เราจะพูดถึงการ

33
00:02:08.067 --> 00:02:11.988
นะคะ การเรียกใช้งาน

34
00:02:12.068 --> 00:02:15.989
แล้วก็พูดถึง

35
00:02:16.070 --> 00:02:19.993
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

36
00:02:20.071 --> 00:02:23.991
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

37
00:02:24.072 --> 00:02:27.989

38
00:02:28.073 --> 00:02:31.990
อีกแล้ว...

39
00:02:32.075 --> 00:02:35.988

40
00:02:36.077 --> 00:02:39.988

41
00:02:40.078 --> 00:02:43.989
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

42
00:02:44.079 --> 00:02:47.988
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

43
00:02:48.080 --> 00:02:51.988
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

44
00:02:52.082 --> 00:02:55.989

45
00:02:56.083 --> 00:02:59.989
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

46
00:03:00.085 --> 00:03:03.989
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

47
00:03:04.086 --> 00:03:07.989
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

48
00:03:08.089 --> 00:03:11.989
สั่งพิเศษ

49
00:03:12.090 --> 00:03:15.988
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

50
00:03:16.091 --> 00:03:19.988
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

51
00:03:20.092 --> 00:03:23.988
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

52
00:03:24.096 --> 00:03:27.988
ในส่วนของภาษา python

53
00:03:28.097 --> 00:03:31.988
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

54
00:03:32.099 --> 00:03:35.988
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

55
00:03:36.100 --> 00:03:39.988
เพื่อเอาไปใช้กับ...

56
00:03:40.101 --> 00:03:43.988
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

57
00:03:44.103 --> 00:03:47.988
นะคะ เช่น

58
00:03:48.104 --> 00:03:51.990
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

59
00:03:52.105 --> 00:03:55.988
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

60
00:03:56.105 --> 00:03:59.989
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

61
00:04:00.106 --> 00:04:03.988
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

62
00:04:04.108 --> 00:04:07.990
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

63
00:04:08.109 --> 00:04:11.988
เป็นการเฉพาะ โดยใน

64
00:04:12.110 --> 00:04:15.988
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

65
00:04:16.112 --> 00:04:19.988
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

66
00:04:20.113 --> 00:04:23.989
จะต้องรู้ว่า

67
00:04:24.114 --> 00:04:27.988
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

68
00:04:28.115 --> 00:04:31.988
มาใช้โดยวิธีการใด

69
00:04:32.119 --> 00:04:35.989
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

70
00:04:36.120 --> 00:04:39.993
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

71
00:04:40.121 --> 00:04:43.988
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

72
00:04:44.123 --> 00:04:47.988
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

73
00:04:48.125 --> 00:04:51.988
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

74
00:04:52.126 --> 00:04:55.988
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

75
00:04:56.131 --> 00:04:59.988
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

76
00:05:00.134 --> 00:05:03.989
ใน python

77
00:05:04.135 --> 00:05:07.989
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

78
00:05:08.136 --> 00:05:11.988
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

79
00:05:12.137 --> 00:05:15.990
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

80
00:05:16.138 --> 00:05:19.991
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

81
00:05:20.140 --> 00:05:23.991
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

82
00:05:24.142 --> 00:05:27.988
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

83
00:05:28.143 --> 00:05:31.989
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

84
00:05:32.144 --> 00:05:35.990
ใช้ code นี้ซ้ำได้

85
00:05:36.146 --> 00:05:39.988
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

86
00:05:40.148 --> 00:05:43.989
ตัวที่เหมือน

87
00:05:44.150 --> 00:05:47.988
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

88
00:05:48.151 --> 00:05:51.988
เราจะหาค่า vad นี่

89
00:05:52.152 --> 00:05:55.989
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

90
00:05:56.153 --> 00:05:59.989
ที่เอา

91
00:06:00.154 --> 00:06:03.988
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

92
00:06:04.155 --> 00:06:07.990
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

93
00:06:08.156 --> 00:06:11.989
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

94
00:06:12.158 --> 00:06:15.988
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

95
00:06:16.159 --> 00:06:19.988
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

96
00:06:20.161 --> 00:06:23.988
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

97
00:06:24.163 --> 00:06:27.995
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

98
00:06:28.166 --> 00:06:31.988
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

99
00:06:32.167 --> 00:06:35.988
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

100
00:06:36.169 --> 00:06:39.989
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

101
00:06:40.175 --> 00:06:43.988
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

102
00:06:44.178 --> 00:06:47.988
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

103
00:06:48.179 --> 00:06:51.988
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

104
00:06:52.180 --> 00:06:55.988
de

105
00:06:56.181 --> 00:06:59.988
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

106
00:07:00.182 --> 00:07:03.988
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

107
00:07:04.183 --> 00:07:07.990
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

108
00:07:08.185 --> 00:07:11.988

109
00:07:12.186 --> 00:07:15.990
แล้วตามด้วย function_name

110
00:07:16.188 --> 00:07:19.988
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

111
00:07:20.189 --> 00:07:23.989
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

112
00:07:24.191 --> 00:07:27.988
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

113
00:07:28.192 --> 00:07:31.991
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

114
00:07:32.194 --> 00:07:35.989
นึกออกนะนะคะ

115
00:07:36.196 --> 00:07:39.993
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

116
00:07:40.200 --> 00:07:43.988
เราต้องพิมพ์คำว่า def

117
00:07:44.201 --> 00:07:47.989
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

118
00:07:48.203 --> 00:07:51.988
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

119
00:07:52.204 --> 00:07:55.988
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

120
00:07:56.205 --> 00:07:59.988
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

121
00:08:00.206 --> 00:08:03.990
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

122
00:08:04.207 --> 00:08:07.988
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

123
00:08:08.208 --> 00:08:11.988
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

124
00:08:12.208 --> 00:08:15.989
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

125
00:08:16.209 --> 00:08:19.991
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

126
00:08:20.210 --> 00:08:23.988
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

127
00:08:24.211 --> 00:08:27.988
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

128
00:08:28.212 --> 00:08:31.988
พารามิเตอร์

129
00:08:32.214 --> 00:08:35.990
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

130
00:08:36.216 --> 00:08:39.988
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

131
00:08:40.219 --> 00:08:43.990
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

132
00:08:44.224 --> 00:08:47.988
อะไรล่ะ เขาเรียก

133
00:08:48.226 --> 00:08:51.988
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

134
00:08:52.231 --> 00:08:55.988
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

135
00:08:56.232 --> 00:08:59.988
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

136
00:09:00.236 --> 00:09:03.988
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

137
00:09:04.237 --> 00:09:07.989
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

138
00:09:08.238 --> 00:09:11.989
พื้นที่

139
00:09:12.240 --> 00:09:15.988
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

140
00:09:16.241 --> 00:09:19.988
ค่าของรัศมีวงกลม

141
00:09:20.242 --> 00:09:23.988
หรือมีค่าของอะไรนะ

142
00:09:24.243 --> 00:09:27.989
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

143
00:09:28.244 --> 00:09:31.989
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

144
00:09:32.246 --> 00:09:35.988
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

145
00:09:36.247 --> 00:09:39.988
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

146
00:09:40.248 --> 00:09:43.988
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

147
00:09:44.249 --> 00:09:47.989
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

148
00:09:48.250 --> 00:09:51.989
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

149
00:09:52.251 --> 00:09:55.988
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

150
00:09:56.253 --> 00:09:59.988
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

151
00:10:00.254 --> 00:10:03.989
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

152
00:10:04.256 --> 00:10:07.988
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

153
00:10:08.257 --> 00:10:11.988
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

154
00:10:12.258 --> 00:10:15.989
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

155
00:10:16.260 --> 00:10:19.991
จะมีคำว่า return value return ก็

156
00:10:20.261 --> 00:10:23.988
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

157
00:10:24.262 --> 00:10:27.988
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

158
00:10:28.266 --> 00:10:31.988
เขียนแล้วมี return หรือ

159
00:10:32.267 --> 00:10:35.990
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

160
00:10:36.269 --> 00:10:39.988
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

161
00:10:40.271 --> 00:10:43.988
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

162
00:10:44.272 --> 00:10:47.988
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

163
00:10:48.275 --> 00:10:51.988
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

164
00:10:52.276 --> 00:10:55.988
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

165
00:10:56.279 --> 00:10:59.988
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

166
00:11:00.280 --> 00:11:03.989
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

167
00:11:04.281 --> 00:11:07.989
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

168
00:11:08.282 --> 00:11:11.989
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

169
00:11:12.283 --> 00:11:15.989
นะคะ

170
00:11:16.284 --> 00:11:19.988
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

171
00:11:20.285 --> 00:11:23.988
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

172
00:11:24.286 --> 00:11:27.990
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

173
00:11:28.287 --> 00:11:31.988
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

174
00:11:32.289 --> 00:11:35.990
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

175
00:11:36.291 --> 00:11:39.988
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

176
00:11:40.292 --> 00:11:43.989
hello()

177
00:11:44.293 --> 00:11:47.988
def ก็คือ definition

178
00:11:48.294 --> 00:11:51.988
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

179
00:11:52.295 --> 00:11:55.992
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

180
00:11:56.296 --> 00:11:59.989
คือ def

181
00:12:00.298 --> 00:12:03.989
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

182
00:12:04.300 --> 00:12:07.989
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

183
00:12:08.301 --> 00:12:11.990
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

184
00:12:12.302 --> 00:12:15.989
นะคะ แล้วทีนี้

185
00:12:16.303 --> 00:12:19.989
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

186
00:12:20.304 --> 00:12:23.988
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

187
00:12:24.317 --> 00:12:27.988
กว่าที่เราเคยทำ

188
00:12:28.319 --> 00:12:31.991
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

189
00:12:32.320 --> 00:12:35.988
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

190
00:12:36.322 --> 00:12:39.988
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

191
00:12:40.323 --> 00:12:43.988
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

192
00:12:44.324 --> 00:12:47.988
นะคะ แสดงคำทักทาย

193
00:12:48.327 --> 00:12:51.988
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

194
00:12:52.329 --> 00:12:55.997
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

195
00:12:56.331 --> 00:12:59.988
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

196
00:13:00.332 --> 00:13:03.988
ไปที่ web browser

197
00:13:04.333 --> 00:13:07.988
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

198
00:13:08.334 --> 00:13:11.988
c-o ต้องบอกว่า co สิ

199
00:13:12.335 --> 00:13:15.988
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

200
00:13:16.337 --> 00:13:19.988
แล้วกด Enter เลย

201
00:13:20.338 --> 00:13:23.988
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

202
00:13:24.339 --> 00:13:27.988
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

203
00:13:28.343 --> 00:13:31.988
มันก็จะเข้ามาหน้า

204
00:13:32.345 --> 00:13:35.988

205
00:13:36.347 --> 00:13:39.988
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

206
00:13:40.348 --> 00:13:43.988
Code นะคะ ลืมไป

207
00:13:44.351 --> 00:13:48.000
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

208
00:13:48.353 --> 00:13:51.988
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

209
00:13:52.354 --> 00:13:55.988
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

210
00:13:56.355 --> 00:13:59.988

211
00:14:00.356 --> 00:14:03.988
นะคะ

212
00:14:04.358 --> 00:14:07.988
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

213
00:14:08.360 --> 00:14:11.988

214
00:14:12.361 --> 00:14:15.988

215
00:14:16.362 --> 00:14:19.988
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

216
00:14:20.363 --> 00:14:23.988
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

217
00:14:24.365 --> 00:14:27.989
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

218
00:14:28.367 --> 00:14:31.988
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

219
00:14:32.368 --> 00:14:35.988
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

220
00:14:36.370 --> 00:14:39.988
de แล้วกฌ f

221
00:14:40.371 --> 00:14:43.989
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

222
00:14:44.372 --> 00:14:47.988
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

223
00:14:48.373 --> 00:14:51.988
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52.374 --> 00:14:55.989
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

225
00:14:56.377 --> 00:14:59.988
def นะคะ แล้วก็กด

226
00:15:00.377 --> 00:15:03.988
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

227
00:15:04.378 --> 00:15:07.989
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

228
00:15:08.383 --> 00:15:11.989
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

229
00:15:12.384 --> 00:15:15.988
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

230
00:15:16.385 --> 00:15:19.988
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

231
00:15:20.388 --> 00:15:23.988
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

232
00:15:24.391 --> 00:15:27.988
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

233
00:15:28.393 --> 00:15:31.988
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

234
00:15:32.394 --> 00:15:35.988
พิมพ์ตัว h

235
00:15:36.395 --> 00:15:39.988
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

236
00:15:40.396 --> 00:15:43.988
e-

237
00:15:44.397 --> 00:15:47.988
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

238
00:15:48.401 --> 00:15:51.988
แล้วก็ตามด้วย

239
00:15:52.407 --> 00:15:55.988
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

240
00:15:56.409 --> 00:15:59.988
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

241
00:16:00.410 --> 00:16:03.988
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

242
00:16:04.411 --> 00:16:07.988
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

243
00:16:08.412 --> 00:16:11.988
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

244
00:16:12.414 --> 00:16:15.988
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

245
00:16:16.416 --> 00:16:19.988
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

246
00:16:20.417 --> 00:16:23.988
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

247
00:16:24.418 --> 00:16:27.988
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

248
00:16:28.419 --> 00:16:31.988
Stagement

249
00:16:32.420 --> 00:16:36.004
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

250
00:16:36.422 --> 00:16:39.988
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

251
00:16:40.423 --> 00:16:43.988
p-r-i

252
00:16:44.424 --> 00:16:47.988
n-t

253
00:16:48.425 --> 00:16:51.988
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

254
00:16:52.426 --> 00:16:55.994
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

255
00:16:56.428 --> 00:16:59.988
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

256
00:17:00.429 --> 00:17:03.988
เดี๋ยว

257
00:17:04.430 --> 00:17:07.988
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

258
00:17:08.431 --> 00:17:11.989
มันไม่สลับหน้า

259
00:17:12.435 --> 00:17:15.989
ตลอดเลย

260
00:17:16.436 --> 00:17:19.988
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

261
00:17:20.438 --> 00:17:23.988
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

262
00:17:24.439 --> 00:17:27.988
เพราะว่าเมาส์หาย

263
00:17:28.443 --> 00:17:31.990
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

264
00:17:32.444 --> 00:17:35.988
นั่นน่ะสิ

265
00:17:36.445 --> 00:17:39.989
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

266
00:17:40.446 --> 00:17:43.988
โอเคนะคะ นะ

267
00:17:44.447 --> 00:17:47.988
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

268
00:17:48.451 --> 00:17:51.988
ไอ้ตัวข้อความด้วย

269
00:17:52.452 --> 00:17:55.988
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

270
00:17:56.455 --> 00:17:59.990
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

271
00:18:00.457 --> 00:18:03.988
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

272
00:18:04.460 --> 00:18:07.988
โอเคไหม

273
00:18:08.462 --> 00:18:11.989
เดี๋ยวนะ กำลัง

274
00:18:12.463 --> 00:18:15.988
หามุม มุมให้เธออยู่

275
00:18:16.464 --> 00:18:19.994

276
00:18:20.467 --> 00:18:23.988
โอเคน่า

277
00:18:24.468 --> 00:18:27.989
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

278
00:18:28.470 --> 00:18:31.989
แล้วในวงเล็บของ print

279
00:18:32.471 --> 00:18:35.988
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

280
00:18:36.473 --> 00:18:39.988
แป๊บหนึ่ง

281
00:18:40.475 --> 00:18:43.988
ขยับ

282
00:18:44.476 --> 00:18:47.988
ได้ไหม

283
00:18:48.478 --> 00:18:51.987
ไม่เห็นหน้านี้อีก

284
00:18:52.479 --> 00:18:55.987
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

285
00:18:56.481 --> 00:18:59.987
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

286
00:19:00.483 --> 00:19:03.987
กระเถิบ

287
00:19:04.485 --> 00:19:07.987

288
00:19:08.486 --> 00:19:11.990

289
00:19:12.489 --> 00:19:15.988
แล้วก็

290
00:19:16.490 --> 00:19:19.987
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

291
00:19:20.491 --> 00:19:23.987
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

292
00:19:24.492 --> 00:19:27.987
โอเคไหม

293
00:19:28.493 --> 00:19:31.988
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

294
00:19:32.494 --> 00:19:35.987
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

295
00:19:36.495 --> 00:19:39.987
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

296
00:19:40.496 --> 00:19:43.987
แล้วตามด้วย

297
00:19:44.497 --> 00:19:47.987
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

298
00:19:48.498 --> 00:19:51.986
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

299
00:19:52.500 --> 00:19:55.986
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

300
00:19:56.501 --> 00:19:59.988
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

301
00:20:00.502 --> 00:20:03.986
แล้วก็ตามด้วย

302
00:20:04.503 --> 00:20:07.986
เครื่องหมาย % %s

303
00:20:08.505 --> 00:20:11.986
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

304
00:20:12.508 --> 00:20:15.986
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

305
00:20:16.509 --> 00:20:19.986
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

306
00:20:20.510 --> 00:20:23.986
พิมพ์ % name

307
00:20:24.511 --> 00:20:27.986
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

308
00:20:28.515 --> 00:20:31.986

309
00:20:32.516 --> 00:20:35.986
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

310
00:20:36.518 --> 00:20:39.991
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

311
00:20:40.519 --> 00:20:43.985
นะคะ

312
00:20:44.520 --> 00:20:47.985
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

313
00:20:48.522 --> 00:20:51.990
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

314
00:20:52.524 --> 00:20:55.985
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

315
00:20:56.526 --> 00:20:59.986
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

316
00:21:00.527 --> 00:21:03.985
ที่เรา code

317
00:21:04.528 --> 00:21:07.985
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

318
00:21:08.530 --> 00:21:11.985

319
00:21:12.532 --> 00:21:15.986
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

320
00:21:16.533 --> 00:21:19.986

321
00:21:20.534 --> 00:21:23.985
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

322
00:21:24.535 --> 00:21:27.987

323
00:21:28.537 --> 00:21:31.985

324
00:21:32.539 --> 00:21:35.985
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

325
00:21:36.541 --> 00:21:39.985
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

326
00:21:40.544 --> 00:21:43.985
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

327
00:21:44.544 --> 00:21:47.985
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

328
00:21:48.545 --> 00:21:51.986
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

329
00:21:52.546 --> 00:21:55.984
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

330
00:21:56.548 --> 00:21:59.984
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

331
00:22:00.549 --> 00:22:03.986
ที่ให้กด Run นี่

332
00:22:04.554 --> 00:22:07.984
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

333
00:22:08.555 --> 00:22:11.984
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

334
00:22:12.556 --> 00:22:15.984
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

335
00:22:16.557 --> 00:22:19.985
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

336
00:22:20.558 --> 00:22:23.984
ของใครขึ้น Error ยกมือ

337
00:22:24.559 --> 00:22:27.984
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

338
00:22:28.562 --> 00:22:31.984
d-e-f นะคะ definition

339
00:22:32.563 --> 00:22:35.983
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

340
00:22:36.564 --> 00:22:39.984
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

341
00:22:40.565 --> 00:22:43.984
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

342
00:22:44.566 --> 00:22:47.983
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

343
00:22:48.567 --> 00:22:51.995
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

344
00:22:52.568 --> 00:22:55.984
การประกาศฟังก์ชันด้วย

345
00:22:56.571 --> 00:22:59.984
โคลอนเสมอนะคะ

346
00:23:00.572 --> 00:23:03.984

347
00:23:04.574 --> 00:23:07.984
ทีนี้เมื่อกี้

348
00:23:08.575 --> 00:23:11.983
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

349
00:23:12.576 --> 00:23:15.983
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

350
00:23:16.576 --> 00:23:19.983
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

351
00:23:20.577 --> 00:23:23.983
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

352
00:23:24.578 --> 00:23:27.983
สลับไปสลับมา

353
00:23:28.579 --> 00:23:31.983
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

354
00:23:32.581 --> 00:23:35.983
return ค่านะ

355
00:23:36.586 --> 00:23:39.983
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

356
00:23:40.587 --> 00:23:43.983
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

357
00:23:44.589 --> 00:23:47.982
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

358
00:23:48.591 --> 00:23:51.983
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

359
00:23:52.592 --> 00:23:55.983
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

360
00:23:56.593 --> 00:23:59.982
ตัวนี้

361
00:24:00.596 --> 00:24:03.983
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

362
00:24:04.597 --> 00:24:07.983
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

363
00:24:08.598 --> 00:24:11.982
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

364
00:24:12.599 --> 00:24:15.982
เป็นปัญหาในการใช้งาน

365
00:24:16.601 --> 00:24:19.982
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

366
00:24:20.602 --> 00:24:23.982
สลับไอ้จอไอ้นี่

367
00:24:24.603 --> 00:24:27.982
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

368
00:24:28.604 --> 00:24:31.983
เราจะประกาศฟังก์ชัน

369
00:24:32.605 --> 00:24:35.982
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

370
00:24:36.606 --> 00:24:39.982
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

371
00:24:40.607 --> 00:24:43.984
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

372
00:24:44.609 --> 00:24:47.983
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

373
00:24:48.610 --> 00:24:51.982
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

374
00:24:52.611 --> 00:24:55.981
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

375
00:24:56.612 --> 00:24:59.982
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

376
00:25:00.613 --> 00:25:03.982
กว้างคูณยาว

377
00:25:04.617 --> 00:25:07.982
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

378
00:25:08.620 --> 00:25:11.982
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

379
00:25:12.622 --> 00:25:15.982
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

380
00:25:16.623 --> 00:25:19.981
ว่า width

381
00:25:20.624 --> 00:25:23.981
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

382
00:25:24.625 --> 00:25:27.981
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

383
00:25:28.626 --> 00:25:31.982
ชื่อว่า C ตัวแปร C

384
00:25:32.627 --> 00:25:35.981
สำหรับคำนวณ

385
00:25:36.628 --> 00:25:39.981
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

386
00:25:40.628 --> 00:25:43.981
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

387
00:25:44.629 --> 00:25:47.981
แล้วทำการ return ค่า c

388
00:25:48.633 --> 00:25:51.984
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

389
00:25:52.634 --> 00:25:55.981
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

390
00:25:56.636 --> 00:25:59.981
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

391
00:26:00.637 --> 00:26:03.981
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

392
00:26:04.638 --> 00:26:07.981
แบบมีการ return ค่า

393
00:26:08.639 --> 00:26:11.981
เพราะฉะนั้น บางคน

394
00:26:12.641 --> 00:26:15.981
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

395
00:26:16.643 --> 00:26:19.981
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

396
00:26:20.645 --> 00:26:23.981

397
00:26:24.646 --> 00:26:27.981
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

398
00:26:28.647 --> 00:26:31.981
อีกแล้ว มันเป็น

399
00:26:32.648 --> 00:26:35.980
อะไรกับ...

400
00:26:36.650 --> 00:26:39.980

401
00:26:40.652 --> 00:26:43.981
มันไม่สลับ Extend หรือ

402
00:26:44.656 --> 00:26:47.981
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

403
00:26:48.657 --> 00:26:51.981

404
00:26:52.659 --> 00:26:55.982

405
00:26:56.661 --> 00:26:59.981
โอเค ต้องสลับ

406
00:27:00.662 --> 00:27:03.980
2 รอบเชียวหรือนะคะ

407
00:27:04.665 --> 00:27:07.980
เอาไว้ก่อน

408
00:27:08.666 --> 00:27:11.982

409
00:27:12.668 --> 00:27:15.980
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

410
00:27:16.669 --> 00:27:19.980

411
00:27:20.671 --> 00:27:23.980

412
00:27:24.673 --> 00:27:27.980

413
00:27:28.674 --> 00:27:31.980
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

414
00:27:32.677 --> 00:27:35.980

415
00:27:36.678 --> 00:27:39.980
เห็นไหม

416
00:27:40.679 --> 00:27:43.980

417
00:27:44.681 --> 00:27:47.980
ไม่เห็นอีก มัน

418
00:27:48.682 --> 00:27:51.980
น่านักเชียว

419
00:27:52.684 --> 00:27:55.980

420
00:27:56.686 --> 00:27:59.980
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

421
00:28:00.687 --> 00:28:03.980
โอเคไหม

422
00:28:04.688 --> 00:28:07.980
Colab

423
00:28:08.690 --> 00:28:11.980

424
00:28:12.694 --> 00:28:15.980

425
00:28:16.696 --> 00:28:19.979
ไปไหนแล้ว

426
00:28:20.699 --> 00:28:23.980
นะคะ

427
00:28:24.700 --> 00:28:27.980
เราประกาศฟังก์ชัน

428
00:28:28.703 --> 00:28:31.979
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

429
00:28:32.703 --> 00:28:35.982
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

430
00:28:36.704 --> 00:28:39.979
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

431
00:28:40.705 --> 00:28:43.979
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

432
00:28:44.706 --> 00:28:47.979
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

433
00:28:48.706 --> 00:28:51.980
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

434
00:28:52.707 --> 00:28:55.980
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

435
00:28:56.708 --> 00:28:59.979
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

436
00:29:00.709 --> 00:29:03.979
วรรคตามด้วย area

437
00:29:04.710 --> 00:29:07.980
ตัวเล็กนะคะ

438
00:29:08.711 --> 00:29:11.979
แล้วก็

439
00:29:12.712 --> 00:29:15.979
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

440
00:29:16.713 --> 00:29:19.979
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

441
00:29:20.716 --> 00:29:23.979
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

442
00:29:24.718 --> 00:29:27.979
i-d-

443
00:29:28.720 --> 00:29:31.982
t-h นะคะ คั่น

444
00:29:32.721 --> 00:29:35.980
ขั้นพารามิเตอร์

445
00:29:36.722 --> 00:29:39.979
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

446
00:29:40.723 --> 00:29:43.979
Comma

447
00:29:44.724 --> 00:29:47.979
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

448
00:29:48.725 --> 00:29:51.979
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

449
00:29:52.727 --> 00:29:55.979
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

450
00:29:56.728 --> 00:29:59.979
-i-

451
00:30:00.729 --> 00:30:03.979
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

452
00:30:04.730 --> 00:30:07.979
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

453
00:30:08.732 --> 00:30:11.979
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

454
00:30:12.733 --> 00:30:15.978
ปิดการ

455
00:30:16.735 --> 00:30:19.979
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

456
00:30:20.739 --> 00:30:23.979
เสมอ

457
00:30:24.740 --> 00:30:27.979
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

458
00:30:28.742 --> 00:30:31.979
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

459
00:30:32.745 --> 00:30:35.979
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

460
00:30:36.749 --> 00:30:39.978
อัตโนมัตินะคะ

461
00:30:40.761 --> 00:30:43.978
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

462
00:30:44.765 --> 00:30:47.979
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

463
00:30:48.766 --> 00:30:51.978
ก็คือเอา width

464
00:30:52.767 --> 00:30:55.978
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56.768 --> 00:30:59.988
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

466
00:31:00.769 --> 00:31:03.978
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

467
00:31:04.771 --> 00:31:07.979
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

468
00:31:08.774 --> 00:31:11.978
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

469
00:31:12.777 --> 00:31:15.983
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

470
00:31:16.782 --> 00:31:19.985
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

471
00:31:20.783 --> 00:31:23.978
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

472
00:31:24.785 --> 00:31:27.978
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

473
00:31:28.786 --> 00:31:31.979
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

474
00:31:32.787 --> 00:31:35.978
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

475
00:31:36.788 --> 00:31:39.978
แล้วตามด้วย

476
00:31:40.789 --> 00:31:43.978
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

477
00:31:44.789 --> 00:31:47.978
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

478
00:31:48.791 --> 00:31:51.978
h-e-i-g-h-t

479
00:31:52.792 --> 00:31:55.978
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

480
00:31:56.793 --> 00:31:59.978
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

481
00:32:00.801 --> 00:32:03.980
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

482
00:32:04.802 --> 00:32:07.978
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

483
00:32:08.805 --> 00:32:11.978
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

484
00:32:12.807 --> 00:32:15.978
Error

485
00:32:16.811 --> 00:32:19.978
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

486
00:32:20.814 --> 00:32:23.977
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

487
00:32:24.816 --> 00:32:27.979
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

488
00:32:28.816 --> 00:32:31.978
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

489
00:32:32.817 --> 00:32:35.978
นะคะ เมื่อได้

490
00:32:36.819 --> 00:32:39.978
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

491
00:32:40.821 --> 00:32:43.977
ต่อไปเราจบ

492
00:32:44.822 --> 00:32:47.978
คำสั่งหรือ code ของ

493
00:32:48.823 --> 00:32:51.978
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

494
00:32:52.824 --> 00:32:55.977
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

495
00:32:56.825 --> 00:32:59.978
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

496
00:33:00.826 --> 00:33:03.978
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

497
00:33:04.827 --> 00:33:07.977
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

498
00:33:08.828 --> 00:33:11.977
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

499
00:33:12.829 --> 00:33:15.978
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

500
00:33:16.831 --> 00:33:19.977
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

501
00:33:20.832 --> 00:33:23.978
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

502
00:33:24.833 --> 00:33:27.977
ไม่มั่นใจก็คลิก c

503
00:33:28.834 --> 00:33:31.978
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

504
00:33:32.835 --> 00:33:35.978
เหมือนเดิมนะคะ

505
00:33:36.836 --> 00:33:39.977
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

506
00:33:40.837 --> 00:33:43.978
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

507
00:33:44.838 --> 00:33:47.977
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

508
00:33:48.839 --> 00:33:51.978
ว่า code ที่เราเขียนนี่

509
00:33:52.840 --> 00:33:55.978
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

510
00:33:56.841 --> 00:33:59.978
ขึ้น Error ไหมคะ

511
00:34:00.843 --> 00:34:03.981
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

512
00:34:04.844 --> 00:34:07.978
แล้วนี่คือ

513
00:34:08.848 --> 00:34:11.978
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

514
00:34:12.849 --> 00:34:15.978
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

515
00:34:16.850 --> 00:34:19.978
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

516
00:34:20.851 --> 00:34:23.978
เราต้องไปเรียกใช้งาน

517
00:34:24.852 --> 00:34:27.978
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

518
00:34:28.855 --> 00:34:31.978
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

519
00:34:32.856 --> 00:34:35.979
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

520
00:34:36.857 --> 00:34:39.978
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

521
00:34:40.858 --> 00:34:43.978
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

522
00:34:44.860 --> 00:34:47.978
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

523
00:34:48.861 --> 00:34:51.979
หน้าจอนะคะ

524
00:34:52.862 --> 00:34:55.978
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

525
00:34:56.865 --> 00:34:59.978
โอเค

526
00:35:00.867 --> 00:35:03.978

527
00:35:04.869 --> 00:35:07.980
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

528
00:35:08.870 --> 00:35:11.982
โหมดเป็นยังไงนี่

529
00:35:12.872 --> 00:35:15.978
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

530
00:35:16.874 --> 00:35:19.978
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

531
00:35:20.875 --> 00:35:23.979
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

532
00:35:24.877 --> 00:35:27.979
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

533
00:35:28.879 --> 00:35:31.980
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

534
00:35:32.882 --> 00:35:35.981
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

535
00:35:36.883 --> 00:35:39.979
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

536
00:35:40.884 --> 00:35:43.979
ก็คือในนี้

537
00:35:44.887 --> 00:35:47.979
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

538
00:35:48.889 --> 00:35:51.979
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

539
00:35:52.891 --> 00:35:55.979
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

540
00:35:56.893 --> 00:35:59.979
และส่ง อาร์กิวเมนต์

541
00:36:00.895 --> 00:36:03.979
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

542
00:36:04.897 --> 00:36:07.979
Argument กับ Parame

543
00:36:08.898 --> 00:36:11.979
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

544
00:36:12.899 --> 00:36:15.979
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

545
00:36:16.900 --> 00:36:19.979
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

546
00:36:20.902 --> 00:36:23.979
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

547
00:36:24.903 --> 00:36:27.980
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

548
00:36:28.906 --> 00:36:31.980
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

549
00:36:32.908 --> 00:36:35.980
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

550
00:36:36.910 --> 00:36:39.979
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

551
00:36:40.911 --> 00:36:43.979
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

552
00:36:44.912 --> 00:36:47.980
มันรับค่านั่นเองนะคะ

553
00:36:48.914 --> 00:36:51.980
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

554
00:36:52.915 --> 00:36:55.980
มาดูตัวอย่างกันก่อน

555
00:36:56.916 --> 00:36:59.980
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

556
00:37:00.918 --> 00:37:03.979
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

557
00:37:04.919 --> 00:37:07.979
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

558
00:37:08.920 --> 00:37:11.980
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

559
00:37:12.921 --> 00:37:15.979
ในที่นี้ ก็คือ

560
00:37:16.923 --> 00:37:19.980
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

561
00:37:20.924 --> 00:37:23.980
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

562
00:37:24.925 --> 00:37:27.980
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

563
00:37:28.926 --> 00:37:31.980
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

564
00:37:32.927 --> 00:37:35.980
ที่เราจะให้

565
00:37:36.928 --> 00:37:39.983
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

566
00:37:40.929 --> 00:37:43.980
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

567
00:37:44.934 --> 00:37:47.981

568
00:37:48.936 --> 00:37:51.980

569
00:37:52.938 --> 00:37:55.980
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

570
00:37:56.939 --> 00:37:59.980
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

571
00:38:00.941 --> 00:38:03.981
อีกแล้วนะ อะไรนะ

572
00:38:04.947 --> 00:38:07.980

573
00:38:08.948 --> 00:38:11.980

574
00:38:12.952 --> 00:38:15.980
โอเค เรา

575
00:38:16.956 --> 00:38:19.985
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

576
00:38:20.958 --> 00:38:23.980
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

577
00:38:24.959 --> 00:38:27.980
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

578
00:38:28.960 --> 00:38:31.980
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

579
00:38:32.962 --> 00:38:35.980
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

580
00:38:36.963 --> 00:38:39.982
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

581
00:38:40.967 --> 00:38:43.981
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

582
00:38:44.968 --> 00:38:47.980
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

583
00:38:48.970 --> 00:38:51.981
calling นะคะ calling ก็

584
00:38:52.971 --> 00:38:55.981

585
00:38:56.973 --> 00:38:59.981
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

586
00:39:00.974 --> 00:39:03.981
ก็ได้นะคะ

587
00:39:04.976 --> 00:39:07.980

588
00:39:08.978 --> 00:39:11.981

589
00:39:12.983 --> 00:39:15.980

590
00:39:16.984 --> 00:39:19.981

591
00:39:20.986 --> 00:39:24.981

592
00:39:24.987 --> 00:39:28.981

593
00:39:28.989 --> 00:39:32.981
ฟังก์ชันแรกที่

594
00:39:32.990 --> 00:39:36.981
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

595
00:39:36.991 --> 00:39:40.981
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

596
00:39:40.992 --> 00:39:44.982
ฟังก์ชันแรกของเรา

597
00:39:44.994 --> 00:39:48.981
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

598
00:39:48.996 --> 00:39:52.981
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

599
00:39:53.000 --> 00:39:56.981
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

600
00:39:57.003 --> 00:40:00.981

601
00:40:01.004 --> 00:40:04.982
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

602
00:40:05.006 --> 00:40:08.981
ชื่อนึกออกนะ เช่น

603
00:40:09.009 --> 00:40:12.981
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

604
00:40:13.010 --> 00:40:16.981
เครื่องหมายคำพูด

605
00:40:17.012 --> 00:40:20.981
หรือ Double Quote นะคะ name

606
00:40:21.013 --> 00:40:24.981

607
00:40:25.015 --> 00:40:28.981
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

608
00:40:29.016 --> 00:40:32.981

609
00:40:33.017 --> 00:40:36.981

610
00:40:37.023 --> 00:40:40.981
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

611
00:40:41.025 --> 00:40:44.981
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

612
00:40:45.026 --> 00:40:48.981
สมมติ

613
00:40:49.028 --> 00:40:52.985
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

614
00:40:53.029 --> 00:40:56.982
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

615
00:40:57.030 --> 00:41:00.982
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

616
00:41:01.033 --> 00:41:04.982
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

617
00:41:05.034 --> 00:41:08.981
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

618
00:41:09.035 --> 00:41:12.982
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

619
00:41:13.038 --> 00:41:16.982
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

620
00:41:17.040 --> 00:41:20.981
ทำให้ดูก่อน

621
00:41:21.042 --> 00:41:24.984
p-r-i-n-t

622
00:41:25.043 --> 00:41:28.989
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

623
00:41:29.046 --> 00:41:32.982

624
00:41:33.048 --> 00:41:36.981
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

625
00:41:37.049 --> 00:41:40.982
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

626
00:41:41.050 --> 00:41:44.981

627
00:41:45.052 --> 00:41:48.982
ตัวที่ 2 นะคะ

628
00:41:49.053 --> 00:41:52.982

629
00:41:53.055 --> 00:41:56.982

630
00:41:57.056 --> 00:42:00.982
เราจะใช้คำสั่ง print

631
00:42:01.057 --> 00:42:04.982
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

632
00:42:05.057 --> 00:42:08.982
ด้วยแสดงคำว่า

633
00:42:09.058 --> 00:42:12.982
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

634
00:42:13.060 --> 00:42:16.982
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

635
00:42:17.062 --> 00:42:20.982
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

636
00:42:21.064 --> 00:42:24.982
สี่เหลี่ยม

637
00:42:25.065 --> 00:42:28.982

638
00:42:29.066 --> 00:42:32.982

639
00:42:33.068 --> 00:42:36.982
=

640
00:42:37.069 --> 00:42:40.982

641
00:42:41.071 --> 00:42:44.982
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

642
00:42:45.073 --> 00:42:48.982
ก่อน =

643
00:42:49.074 --> 00:42:52.982
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

644
00:42:53.075 --> 00:42:56.984
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

645
00:42:57.076 --> 00:43:00.982
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

646
00:43:01.077 --> 00:43:04.984
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

647
00:43:05.078 --> 00:43:08.983
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

648
00:43:09.079 --> 00:43:12.982
แล้วก็

649
00:43:13.080 --> 00:43:17.001
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

650
00:43:17.085 --> 00:43:20.988
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

651
00:43:21.086 --> 00:43:24.992
A-r-

652
00:43:25.087 --> 00:43:28.982
e-a นะคะ

653
00:43:29.090 --> 00:43:32.983
แล้วก็วงเล็บ

654
00:43:33.091 --> 00:43:36.983
ทีนี้ใส่ Argument

655
00:43:37.092 --> 00:43:40.983
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

656
00:43:41.094 --> 00:43:44.982
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

657
00:43:45.095 --> 00:43:48.982
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

658
00:43:49.096 --> 00:43:52.984
ถ้าพื้นที่ที่มี

659
00:43:53.098 --> 00:43:56.982
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

660
00:43:57.099 --> 00:44:00.996
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

661
00:44:01.101 --> 00:44:04.989
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

662
00:44:05.102 --> 00:44:08.982
เสร็จหมดแล้วนะคะ

663
00:44:09.102 --> 00:44:12.983
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

664
00:44:13.103 --> 00:44:16.982
จะแสดงผลอย่างไร

665
00:44:17.104 --> 00:44:20.983
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

666
00:44:21.105 --> 00:44:24.982
บรรทัดที่ 9

667
00:44:25.106 --> 00:44:28.983

668
00:44:29.107 --> 00:44:32.983
เกิดอะไรขึ้น

669
00:44:33.108 --> 00:44:36.983
print

670
00:44:37.113 --> 00:44:40.982

671
00:44:41.114 --> 00:44:44.983

672
00:44:45.119 --> 00:44:48.985

673
00:44:49.120 --> 00:44:52.982
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

674
00:44:53.121 --> 00:44:56.983
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

675
00:44:57.122 --> 00:45:00.983
แบบนี้นะ เดี๋ยว

676
00:45:01.123 --> 00:45:04.983
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

677
00:45:05.125 --> 00:45:08.982
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

678
00:45:09.126 --> 00:45:12.983
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

679
00:45:13.127 --> 00:45:16.983
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

680
00:45:17.129 --> 00:45:20.983
เสร็จแล้ว

681
00:45:21.131 --> 00:45:24.983
มันบอกว่าในบรรทัดที่

682
00:45:25.133 --> 00:45:28.982
2 % name

683
00:45:29.136 --> 00:45:32.983
value error ค่า error ตรง...

684
00:45:33.138 --> 00:45:36.982
ไม่อยู่ใน Index

685
00:45:37.142 --> 00:45:40.983
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

686
00:45:41.143 --> 00:45:44.983
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

687
00:45:45.145 --> 00:45:48.984
%s

688
00:45:49.147 --> 00:45:52.983
แก้ได้ ๆ

689
00:45:53.156 --> 00:45:56.983
เห็นไหมคะ

690
00:45:57.161 --> 00:46:00.983
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

691
00:46:01.162 --> 00:46:04.983
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

692
00:46:05.163 --> 00:46:08.983
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

693
00:46:09.166 --> 00:46:12.983
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

694
00:46:13.167 --> 00:46:16.991
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

695
00:46:17.168 --> 00:46:20.986
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

696
00:46:21.169 --> 00:46:24.983
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

697
00:46:25.170 --> 00:46:28.984

698
00:46:29.171 --> 00:46:32.983
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

699
00:46:33.174 --> 00:46:36.983

700
00:46:37.178 --> 00:46:40.985

701
00:46:41.179 --> 00:46:44.983
พอมาไล่ฟังก์ชัน

702
00:46:45.180 --> 00:46:48.984
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

703
00:46:49.182 --> 00:46:52.983
มันหมายความผิดพลาดที่

704
00:46:53.183 --> 00:46:56.984

705
00:46:57.185 --> 00:47:00.983
%s' name

706
00:47:01.186 --> 00:47:04.983
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

707
00:47:05.187 --> 00:47:08.983
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

708
00:47:09.190 --> 00:47:12.983
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

709
00:47:13.191 --> 00:47:16.983
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

710
00:47:17.192 --> 00:47:20.983
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

711
00:47:21.193 --> 00:47:24.983
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

712
00:47:25.197 --> 00:47:28.983
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

713
00:47:29.203 --> 00:47:32.983
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

714
00:47:33.205 --> 00:47:36.983
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

715
00:47:37.207 --> 00:47:40.983
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

716
00:47:41.208 --> 00:47:44.983
ที่จะให้มันแสดงแต่

717
00:47:45.212 --> 00:47:48.986
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

718
00:47:49.215 --> 00:47:52.992
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

719
00:47:53.216 --> 00:47:56.983
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

720
00:47:57.217 --> 00:48:00.983
คำว่า "print" ไว้

721
00:48:01.217 --> 00:48:04.984
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

722
00:48:05.223 --> 00:48:08.983
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

723
00:48:09.224 --> 00:48:12.984
สามเหลี่ยม = %d'

724
00:48:13.226 --> 00:48:16.983
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

725
00:48:17.227 --> 00:48:20.983
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

726
00:48:21.229 --> 00:48:24.983
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

727
00:48:25.230 --> 00:48:28.983
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

728
00:48:29.231 --> 00:48:32.983
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

729
00:48:33.234 --> 00:48:36.983
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

730
00:48:37.236 --> 00:48:40.983
%d นั่นหมายถึง

731
00:48:41.239 --> 00:48:44.983
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

732
00:48:45.240 --> 00:48:48.983
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

733
00:48:49.241 --> 00:48:52.983
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

734
00:48:53.243 --> 00:48:56.983
ลอง ลองเรียกใช้

735
00:48:57.244 --> 00:49:00.983
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

736
00:49:01.245 --> 00:49:04.983
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

737
00:49:05.246 --> 00:49:08.983
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

738
00:49:09.247 --> 00:49:12.983
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

739
00:49:13.249 --> 00:49:16.983

740
00:49:17.250 --> 00:49:20.983

741
00:49:21.251 --> 00:49:24.983

742
00:49:25.252 --> 00:49:28.983
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

743
00:49:29.253 --> 00:49:32.983

744
00:49:33.255 --> 00:49:36.983

745
00:49:37.256 --> 00:49:40.983
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

746
00:49:41.260 --> 00:49:44.983
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

747
00:49:45.262 --> 00:49:48.983
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

748
00:49:49.265 --> 00:49:52.983
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53.266 --> 00:49:56.983
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

750
00:49:57.268 --> 00:50:00.983
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

751
00:50:01.270 --> 00:50:04.983
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

752
00:50:05.273 --> 00:50:08.983
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

753
00:50:09.274 --> 00:50:12.983
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

754
00:50:13.275 --> 00:50:16.983
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

755
00:50:17.276 --> 00:50:20.983
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

756
00:50:21.279 --> 00:50:24.984

757
00:50:25.281 --> 00:50:28.983

758
00:50:29.283 --> 00:50:32.983
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

759
00:50:33.284 --> 00:50:36.983
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

760
00:50:37.285 --> 00:50:41.001
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

761
00:50:41.286 --> 00:50:44.983

762
00:50:45.287 --> 00:50:48.983
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

763
00:50:49.288 --> 00:50:52.983
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

764
00:50:53.289 --> 00:50:56.983

765
00:50:57.290 --> 00:51:00.983

766
00:51:01.292 --> 00:51:04.984

767
00:51:05.293 --> 00:51:08.983

768
00:51:09.294 --> 00:51:12.983

769
00:51:13.296 --> 00:51:16.983

770
00:51:17.297 --> 00:51:20.983

771
00:51:21.299 --> 00:51:24.983

772
00:51:25.302 --> 00:51:28.983

773
00:51:29.304 --> 00:51:32.983

774
00:51:33.305 --> 00:51:36.983

775
00:51:37.306 --> 00:51:40.983

776
00:51:41.307 --> 00:51:44.983

777
00:51:45.308 --> 00:51:48.983

778
00:51:49.309 --> 00:51:52.983
Syntax error เพราะอะไรคะ

779
00:51:53.311 --> 00:51:56.983
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

780
00:51:57.318 --> 00:52:00.983
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

781
00:52:01.320 --> 00:52:04.983
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

782
00:52:05.321 --> 00:52:08.983
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

783
00:52:09.323 --> 00:52:12.983
ถ้าเราจะเพิ่ม

784
00:52:13.325 --> 00:52:16.983
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

785
00:52:17.326 --> 00:52:20.983

786
00:52:21.328 --> 00:52:24.983

787
00:52:25.329 --> 00:52:28.983
เข้าใจแล้ว

788
00:52:29.330 --> 00:52:32.984

789
00:52:33.332 --> 00:52:36.983
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

790
00:52:37.333 --> 00:52:40.983
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

791
00:52:41.335 --> 00:52:44.983
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

792
00:52:45.336 --> 00:52:48.984

793
00:52:49.337 --> 00:52:52.984

794
00:52:53.338 --> 00:52:56.984

795
00:52:57.341 --> 00:53:00.984

796
00:53:01.343 --> 00:53:04.984

797
00:53:05.345 --> 00:53:08.984

798
00:53:09.347 --> 00:53:12.984

799
00:53:13.349 --> 00:53:16.984

800
00:53:17.351 --> 00:53:20.984

801
00:53:21.353 --> 00:53:24.984

802
00:53:25.354 --> 00:53:28.984

803
00:53:29.356 --> 00:53:32.984

804
00:53:33.358 --> 00:53:36.984

805
00:53:37.366 --> 00:53:40.985

806
00:53:41.369 --> 00:53:44.984

807
00:53:45.370 --> 00:53:48.985
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

808
00:53:49.371 --> 00:53:52.985
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

809
00:53:53.372 --> 00:53:56.984
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

810
00:53:57.374 --> 00:54:00.987
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

811
00:54:01.378 --> 00:54:04.984
นะคะ ใน Argument แต่

812
00:54:05.379 --> 00:54:08.985
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

813
00:54:09.382 --> 00:54:12.984
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

814
00:54:13.384 --> 00:54:16.985

815
00:54:17.386 --> 00:54:20.985
เพราะฉะนั้น

816
00:54:21.388 --> 00:54:24.985
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

817
00:54:25.393 --> 00:54:28.985
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

818
00:54:29.395 --> 00:54:32.985
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

819
00:54:33.396 --> 00:54:36.985
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

820
00:54:37.398 --> 00:54:40.985
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

821
00:54:41.399 --> 00:54:44.985
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

822
00:54:45.400 --> 00:54:48.985
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

823
00:54:49.403 --> 00:54:52.985
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

824
00:54:53.404 --> 00:54:56.985
Argument ลงไปแค่นั

825
00:54:57.406 --> 00:55:00.986
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

826
00:55:01.407 --> 00:55:04.988
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

827
00:55:05.408 --> 00:55:08.985
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

828
00:55:09.410 --> 00:55:12.986
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

829
00:55:13.412 --> 00:55:16.986
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

830
00:55:17.414 --> 00:55:20.986
ตรงในวงเล็บนี่คือ

831
00:55:21.419 --> 00:55:24.987
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

832
00:55:25.420 --> 00:55:28.985
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

833
00:55:29.424 --> 00:55:32.986
วงเล็บจะกลายเป็น

834
00:55:33.425 --> 00:55:36.986
รับเข้าไปนั่นเอง

835
00:55:37.428 --> 00:55:40.986
นะคะ

836
00:55:41.429 --> 00:55:44.986
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

837
00:55:45.431 --> 00:55:48.986
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

838
00:55:49.432 --> 00:55:52.986
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

839
00:55:53.433 --> 00:55:56.986
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

840
00:55:57.434 --> 00:56:00.986
เหลืออีก 2 หัวข้อ

841
00:56:01.435 --> 00:56:04.986
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

842
00:56:05.438 --> 00:56:08.986
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

843
00:56:09.439 --> 00:56:12.987

844
00:56:13.444 --> 00:56:16.986
โอเค

845
00:56:17.446 --> 00:56:20.988

846
00:56:21.447 --> 00:56:24.987
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

847
00:56:25.450 --> 00:56:28.987
"Default Argument Value"

848
00:56:29.453 --> 00:56:32.987
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

849
00:56:33.454 --> 00:56:36.986
Default Argument นี่

850
00:56:37.456 --> 00:56:40.988
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

851
00:56:41.457 --> 00:56:44.990
กับไอ้ค่า

852
00:56:45.458 --> 00:56:48.989
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

853
00:56:49.459 --> 00:56:52.987
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

854
00:56:53.463 --> 00:56:56.987
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

855
00:56:57.464 --> 00:57:00.987
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

856
00:57:01.465 --> 00:57:04.987
เห็นไหม

857
00:57:05.467 --> 00:57:08.987
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

858
00:57:09.467 --> 00:57:12.992
ชื่อว่า show_info

859
00:57:13.469 --> 00:57:16.990
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

860
00:57:17.472 --> 00:57:20.987
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

861
00:57:21.475 --> 00:57:24.987
Salary มี Argument =

862
00:57:25.478 --> 00:57:28.986
84360 เห็นไหมคะ

863
00:57:29.481 --> 00:57:32.986
นี่คือการ Defal

864
00:57:33.481 --> 00:57:36.987
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

865
00:57:37.483 --> 00:57:40.987
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

866
00:57:41.486 --> 00:57:44.987
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

867
00:57:45.487 --> 00:57:48.987
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

868
00:57:49.491 --> 00:57:52.987
แล้วก็สั่งให้ print

869
00:57:53.492 --> 00:57:56.987

870
00:57:57.493 --> 00:58:00.988
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

871
00:58:01.495 --> 00:58:04.990
print ที่ 2

872
00:58:05.502 --> 00:58:08.988
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

873
00:58:09.503 --> 00:58:12.988
ไม่ใช่ print Argument print parameter

874
00:58:13.504 --> 00:58:16.988
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

875
00:58:17.505 --> 00:58:20.987
แล้วก็ print

876
00:58:21.507 --> 00:58:24.987
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

877
00:58:25.508 --> 00:58:28.988
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

878
00:58:29.509 --> 00:58:32.989
กับ Lang Language

879
00:58:33.509 --> 00:58:36.987
เห็นไหมคะ

880
00:58:37.512 --> 00:58:40.987
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

881
00:58:41.513 --> 00:58:44.987
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

882
00:58:45.514 --> 00:58:48.987
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

883
00:58:49.515 --> 00:58:52.988
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

884
00:58:53.517 --> 00:58:56.988
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

885
00:58:57.519 --> 00:59:00.987
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

886
00:59:01.521 --> 00:59:04.988
ชื่อ Python นะคะ

887
00:59:05.523 --> 00:59:08.987

888
00:59:09.524 --> 00:59:12.987

889
00:59:13.526 --> 00:59:16.988

890
00:59:17.528 --> 00:59:20.988

891
00:59:21.529 --> 00:59:24.988
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

892
00:59:25.535 --> 00:59:28.992
เมื่อกี้กลับมาแก้

893
00:59:29.536 --> 00:59:32.988
ดูนะคะ เดี๋ยว

894
00:59:33.538 --> 00:59:36.988
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

895
00:59:37.542 --> 00:59:40.988
นะคะ

896
00:59:41.544 --> 00:59:44.988
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

897
00:59:45.545 --> 00:59:48.988
ขึ้นมาไว้นะคะ

898
00:59:49.546 --> 00:59:52.988
แล้วเราก็ต้องสลับ

899
00:59:53.547 --> 00:59:56.988
โอเคสลับได้

900
00:59:57.548 --> 01:00:00.988
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

901
01:00:01.549 --> 01:00:04.988
นะคะ โอเค

902
01:00:05.549 --> 01:00:08.988

903
01:00:09.550 --> 01:00:12.989

904
01:00:13.551 --> 01:00:16.988
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

905
01:00:17.552 --> 01:00:20.989
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

906
01:00:21.557 --> 01:00:24.989
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

907
01:00:25.558 --> 01:00:28.989
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

908
01:00:29.559 --> 01:00:32.988
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

909
01:00:33.560 --> 01:00:36.988

910
01:00:37.561 --> 01:00:40.988
มันทะลุจอไป

911
01:00:41.563 --> 01:00:44.988
จอไป

912
01:00:45.567 --> 01:00:48.989

913
01:00:49.569 --> 01:00:52.989
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

914
01:00:53.571 --> 01:00:56.990
ชื่อว่า Default Argument Value

915
01:00:57.572 --> 01:01:00.989
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

916
01:01:01.573 --> 01:01:04.988
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

917
01:01:05.574 --> 01:01:08.989
คำสั่ง def

918
01:01:09.575 --> 01:01:12.988
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

919
01:01:13.587 --> 01:01:16.989
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

920
01:01:17.590 --> 01:01:20.990
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

921
01:01:21.591 --> 01:01:24.989
นะคะ ไม่อยาก

922
01:01:25.592 --> 01:01:28.989
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

923
01:01:29.593 --> 01:01:32.989
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

924
01:01:33.594 --> 01:01:36.990
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

925
01:01:37.595 --> 01:01:40.989
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

926
01:01:41.596 --> 01:01:44.989
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

927
01:01:45.597 --> 01:01:48.989
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

928
01:01:49.598 --> 01:01:52.989
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

929
01:01:53.599 --> 01:01:56.988
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

930
01:01:57.600 --> 01:02:00.989
information นั่นเองนะคะ

931
01:02:01.602 --> 01:02:04.990
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

932
01:02:05.603 --> 01:02:08.991
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

933
01:02:09.604 --> 01:02:12.989
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

934
01:02:13.605 --> 01:02:16.989
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

935
01:02:17.607 --> 01:02:20.989
name นะคะ

936
01:02:21.609 --> 01:02:24.989
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

937
01:02:25.610 --> 01:02:28.989
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

938
01:02:29.612 --> 01:02:32.989
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

939
01:02:33.615 --> 01:02:36.989
นะคะ

940
01:02:37.617 --> 01:02:40.989
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

941
01:02:41.618 --> 01:02:44.989
เราจะกำหนดค่า

942
01:02:45.619 --> 01:02:48.989
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

943
01:02:49.620 --> 01:02:52.989
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

944
01:02:53.621 --> 01:02:56.989
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

945
01:02:57.621 --> 01:03:00.990

946
01:03:01.624 --> 01:03:04.991
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

947
01:03:05.625 --> 01:03:08.990
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

948
01:03:09.626 --> 01:03:12.989
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

949
01:03:13.627 --> 01:03:16.989
ใส่เข้าไปเองเลย

950
01:03:17.628 --> 01:03:20.989

951
01:03:21.630 --> 01:03:24.989

952
01:03:25.631 --> 01:03:28.991

953
01:03:29.632 --> 01:03:32.989
อันนี้

954
01:03:33.634 --> 01:03:36.992
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

955
01:03:37.635 --> 01:03:40.992
หน่วย หน่วย

956
01:03:41.636 --> 01:03:44.989
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

957
01:03:45.638 --> 01:03:48.989
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

958
01:03:49.639 --> 01:03:52.990
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

959
01:03:53.641 --> 01:03:56.990
lang ซื้อมาจากคำว่า

960
01:03:57.652 --> 01:04:00.989
ืn-g lang นะคะ

961
01:04:01.653 --> 01:04:04.990
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

962
01:04:05.654 --> 01:04:08.989
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

963
01:04:09.655 --> 01:04:12.989
คำว่า Python lang

964
01:04:13.658 --> 01:04:16.990
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

965
01:04:17.659 --> 01:04:20.990

966
01:04:21.660 --> 01:04:24.989

967
01:04:25.663 --> 01:04:28.990
เมื่อเสร็จ

968
01:04:29.664 --> 01:04:32.989
เมื่อจบ เมื่อจบ

969
01:04:33.665 --> 01:04:36.990
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

970
01:04:37.666 --> 01:04:40.993
เสมอนะคะเด็ก ๆ

971
01:04:41.667 --> 01:04:44.990
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

972
01:04:45.668 --> 01:04:48.990
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

973
01:04:49.673 --> 01:04:52.990
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

974
01:04:53.675 --> 01:04:56.990
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

975
01:04:57.677 --> 01:05:00.991
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

976
01:05:01.678 --> 01:05:04.989
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

977
01:05:05.679 --> 01:05:08.997
ของ

978
01:05:09.681 --> 01:05:12.990
Language นี่นะคะ ว่า Python

979
01:05:13.685 --> 01:05:16.990
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

980
01:05:17.687 --> 01:05:20.990
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

981
01:05:21.688 --> 01:05:24.989
print

982
01:05:25.689 --> 01:05:28.990
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

983
01:05:29.690 --> 01:05:32.990
ให้ print ชื่อ

984
01:05:33.691 --> 01:05:36.990
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

985
01:05:37.692 --> 01:05:40.991
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

986
01:05:41.694 --> 01:05:44.990
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

987
01:05:45.696 --> 01:05:48.990

988
01:05:49.698 --> 01:05:52.990
ก็คือชื่อนะคะ

989
01:05:53.699 --> 01:05:56.990
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

990
01:05:57.700 --> 01:06:00.990
: ชื่อ

991
01:06:01.702 --> 01:06:04.990
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

992
01:06:05.707 --> 01:06:08.990
ใส่ %s

993
01:06:09.708 --> 01:06:12.990
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

994
01:06:13.709 --> 01:06:16.990
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

995
01:06:17.711 --> 01:06:20.990
เราต้องจำให้ได้

996
01:06:21.712 --> 01:06:24.990
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

997
01:06:25.713 --> 01:06:28.990
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

998
01:06:29.715 --> 01:06:32.990
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

999
01:06:33.716 --> 01:06:36.990
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

1000
01:06:37.718 --> 01:06:40.990
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1001
01:06:41.721 --> 01:06:44.990

1002
01:06:45.725 --> 01:06:48.990

1003
01:06:49.726 --> 01:06:52.990
เสร็จ

1004
01:06:53.727 --> 01:06:56.990
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1005
01:06:57.728 --> 01:07:00.990
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1006
01:07:01.729 --> 01:07:04.990
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1007
01:07:05.730 --> 01:07:08.990
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1008
01:07:09.731 --> 01:07:12.990
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1009
01:07:13.732 --> 01:07:16.990
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1010
01:07:17.733 --> 01:07:20.990
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1011
01:07:21.735 --> 01:07:24.990

1012
01:07:25.737 --> 01:07:28.990

1013
01:07:29.739 --> 01:07:32.990
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1014
01:07:33.740 --> 01:07:36.990
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1015
01:07:37.743 --> 01:07:40.990
ก็ใช้ %d

1016
01:07:41.744 --> 01:07:44.990
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1017
01:07:45.745 --> 01:07:48.991

1018
01:07:49.746 --> 01:07:52.990
โอเคไหมคะ

1019
01:07:53.749 --> 01:07:56.990
เราก็จะได้ Statenert

1020
01:07:57.750 --> 01:08:00.990
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1021
01:08:01.751 --> 01:08:04.990
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1022
01:08:05.753 --> 01:08:08.992
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1023
01:08:09.754 --> 01:08:12.989
พูดผิดตัวที่ 3

1024
01:08:13.755 --> 01:08:16.989
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1025
01:08:17.757 --> 01:08:20.989
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1026
01:08:21.759 --> 01:08:24.989
statements ที่ 3

1027
01:08:25.760 --> 01:08:28.990
เราต้องการให้แสดงภาษา

1028
01:08:29.761 --> 01:08:32.989
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1029
01:08:33.762 --> 01:08:36.989

1030
01:08:37.764 --> 01:08:40.989
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1031
01:08:41.765 --> 01:08:44.989
ภาษา Python

1032
01:08:45.766 --> 01:08:48.989
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1033
01:08:49.768 --> 01:08:52.988

1034
01:08:53.769 --> 01:08:56.988
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1035
01:08:57.770 --> 01:09:00.989
สิ่งที่จะกำหนด

1036
01:09:01.771 --> 01:09:04.988
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1037
01:09:05.772 --> 01:09:08.988
ลืม

1038
01:09:09.775 --> 01:09:12.988
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1039
01:09:13.778 --> 01:09:16.988
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1040
01:09:17.779 --> 01:09:20.988
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1041
01:09:21.781 --> 01:09:24.988
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1042
01:09:25.784 --> 01:09:28.988
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1043
01:09:29.785 --> 01:09:32.988
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1044
01:09:33.786 --> 01:09:36.988
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1045
01:09:37.787 --> 01:09:40.988
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1046
01:09:41.788 --> 01:09:44.987
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1047
01:09:45.792 --> 01:09:48.987
เช็กนะคะ เช็ก

1048
01:09:49.793 --> 01:09:52.988
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1049
01:09:53.794 --> 01:09:56.987
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1050
01:09:57.795 --> 01:10:00.987
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1051
01:10:01.796 --> 01:10:04.988
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1052
01:10:05.797 --> 01:10:08.987
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1053
01:10:09.798 --> 01:10:12.987
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1054
01:10:13.799 --> 01:10:16.987
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1055
01:10:17.800 --> 01:10:20.987
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1056
01:10:21.802 --> 01:10:24.987
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1057
01:10:25.803 --> 01:10:28.987

1058
01:10:29.805 --> 01:10:32.987

1059
01:10:33.807 --> 01:10:36.986

1060
01:10:37.808 --> 01:10:40.986
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1061
01:10:41.811 --> 01:10:44.986
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1062
01:10:45.812 --> 01:10:49.003
ใช่ไหม callingfunction

1063
01:10:49.814 --> 01:10:52.986
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1064
01:10:53.815 --> 01:10:56.986
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1065
01:10:57.817 --> 01:11:00.986
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1066
01:11:01.817 --> 01:11:04.988
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1067
01:11:05.821 --> 01:11:08.986
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1068
01:11:09.823 --> 01:11:12.987
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1069
01:11:13.824 --> 01:11:16.985
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1070
01:11:17.827 --> 01:11:20.990
เรียกฟังก์ชัน show_info

1071
01:11:21.827 --> 01:11:24.987
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1072
01:11:25.829 --> 01:11:28.985
ขึ้นมาเลย

1073
01:11:29.831 --> 01:11:32.986
show_

1074
01:11:33.832 --> 01:11:36.985
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1075
01:11:37.833 --> 01:11:40.985
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1076
01:11:41.833 --> 01:11:44.985
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1077
01:11:45.834 --> 01:11:48.988

1078
01:11:49.836 --> 01:11:52.986
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1079
01:11:53.837 --> 01:11:56.985
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1080
01:11:57.838 --> 01:12:00.989
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1081
01:12:01.838 --> 01:12:04.985
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1082
01:12:05.839 --> 01:12:08.985

1083
01:12:09.841 --> 01:12:12.985
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1084
01:12:13.842 --> 01:12:16.985
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1085
01:12:17.844 --> 01:12:20.986

1086
01:12:21.846 --> 01:12:24.985
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1087
01:12:25.847 --> 01:12:28.985

1088
01:12:29.849 --> 01:12:32.985
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1089
01:12:33.852 --> 01:12:36.985
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1090
01:12:37.857 --> 01:12:40.984
ในตัวอย่าง

1091
01:12:41.858 --> 01:12:44.984
เรียกฟังก์ชัน show_info

1092
01:12:45.859 --> 01:12:48.984
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1093
01:12:49.860 --> 01:12:52.984
ดูนะคะ

1094
01:12:53.861 --> 01:12:56.984
ทำเหมือนเดิม

1095
01:12:57.862 --> 01:13:00.984
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1096
01:13:01.863 --> 01:13:04.985
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1097
01:13:05.864 --> 01:13:08.984
s-h-o-w

1098
01:13:09.866 --> 01:13:12.984
show_info นะคะ

1099
01:13:13.867 --> 01:13:16.985
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1100
01:13:17.868 --> 01:13:20.984
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1101
01:13:21.869 --> 01:13:24.983
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1102
01:13:25.870 --> 01:13:28.984
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1103
01:13:29.871 --> 01:13:32.983
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1104
01:13:33.873 --> 01:13:36.984
หรือ Comma นะคะ

1105
01:13:37.875 --> 01:13:40.984
แล้วก็ตามด้วย

1106
01:13:41.876 --> 01:13:44.990
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1107
01:13:45.877 --> 01:13:48.983
ในในฟังก์ชันนี่

1108
01:13:49.878 --> 01:13:52.984
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1109
01:13:53.880 --> 01:13:56.983
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1110
01:13:57.881 --> 01:14:00.984
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1111
01:14:01.883 --> 01:14:04.983
เป็น 23,000

1112
01:14:05.884 --> 01:14:08.983
ลงไปนะคะ ถ้า

1113
01:14:09.885 --> 01:14:12.983
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1114
01:14:13.897 --> 01:14:16.985
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1115
01:14:17.900 --> 01:14:20.983
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1116
01:14:21.902 --> 01:14:24.983
= Python นี่ เราจะเอา

1117
01:14:25.903 --> 01:14:28.983
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1118
01:14:29.908 --> 01:14:32.985
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1119
01:14:33.909 --> 01:14:36.983
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1120
01:14:37.910 --> 01:14:40.983
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1121
01:14:41.911 --> 01:14:44.982
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1122
01:14:45.913 --> 01:14:48.982
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1123
01:14:49.925 --> 01:14:52.983
แต่ใรกรณีที่

1124
01:14:53.926 --> 01:14:56.983
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1125
01:14:57.927 --> 01:15:00.982
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1126
01:15:01.928 --> 01:15:04.985
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1127
01:15:05.932 --> 01:15:08.983
ออกมาจะเป็นยังไง

1128
01:15:09.934 --> 01:15:12.982
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1129
01:15:13.935 --> 01:15:16.985
เห็นไหม แบบที่ 1

1130
01:15:17.936 --> 01:15:20.982
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1131
01:15:21.937 --> 01:15:24.982
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1132
01:15:25.938 --> 01:15:28.982
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1133
01:15:29.939 --> 01:15:32.984
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1134
01:15:33.941 --> 01:15:36.982
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1135
01:15:37.943 --> 01:15:40.982
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1136
01:15:41.944 --> 01:15:44.982
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1137
01:15:45.945 --> 01:15:48.982
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1138
01:15:49.946 --> 01:15:52.982
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1139
01:15:53.948 --> 01:15:56.983
พอเราสั่ง print Hello

1140
01:15:57.949 --> 01:16:00.981
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1141
01:16:01.952 --> 01:16:04.981
ตัวอย่างนี้ นี่

1142
01:16:05.953 --> 01:16:08.982
มันมี print ในวงเล็บ

1143
01:16:09.954 --> 01:16:12.981
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1144
01:16:13.956 --> 01:16:16.981
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1145
01:16:17.957 --> 01:16:20.981
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1146
01:16:21.959 --> 01:16:24.981
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1147
01:16:25.962 --> 01:16:28.981
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1148
01:16:29.963 --> 01:16:32.981
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1149
01:16:33.964 --> 01:16:36.981
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1150
01:16:37.965 --> 01:16:40.981
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1151
01:16:41.966 --> 01:16:44.981
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1152
01:16:45.967 --> 01:16:48.982
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1153
01:16:49.968 --> 01:16:52.981
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1154
01:16:53.969 --> 01:16:56.981
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1155
01:16:57.970 --> 01:17:00.981
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1156
01:17:01.972 --> 01:17:04.981
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1157
01:17:05.972 --> 01:17:08.981
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1158
01:17:09.974 --> 01:17:12.981
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1159
01:17:13.975 --> 01:17:16.981
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1160
01:17:17.979 --> 01:17:20.981
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1161
01:17:21.980 --> 01:17:24.981
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1162
01:17:25.981 --> 01:17:28.980
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1163
01:17:29.982 --> 01:17:32.980
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1164
01:17:33.983 --> 01:17:36.980
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1165
01:17:37.983 --> 01:17:40.981
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1166
01:17:41.985 --> 01:17:45.982
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1167
01:17:45.990 --> 01:17:49.982
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1168
01:17:49.994 --> 01:17:53.981
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1169
01:17:53.995 --> 01:17:57.981
กำหนดค่า Argument

1170
01:17:57.995 --> 01:18:01.981
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1171
01:18:02.002 --> 01:18:05.981
ของเราเรื่องสุดท้าย

1172
01:18:06.003 --> 01:18:09.981
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1173
01:18:10.004 --> 01:18:13.981
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1174
01:18:14.010 --> 01:18:17.981
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1175
01:18:18.011 --> 01:18:21.981
ที่มีรูปแบบ

1176
01:18:22.013 --> 01:18:25.980
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1177
01:18:26.014 --> 01:18:29.980
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1178
01:18:30.015 --> 01:18:33.980
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1179
01:18:34.018 --> 01:18:37.981
Default  Argument ก่อน

1180
01:18:38.019 --> 01:18:41.981
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1181
01:18:42.022 --> 01:18:45.980
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1182
01:18:46.023 --> 01:18:49.980

1183
01:18:50.025 --> 01:18:53.981

1184
01:18:54.027 --> 01:18:57.981
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1185
01:18:58.029 --> 01:19:01.980
คือตรงไหน Keyword

1186
01:19:02.037 --> 01:19:05.980

1187
01:19:06.038 --> 01:19:09.982

1188
01:19:10.040 --> 01:19:13.980
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1189
01:19:14.041 --> 01:19:17.980
Color น่ะค่ะ

1190
01:19:18.042 --> 01:19:21.980
ค่าสี คือ ไปเรียก

1191
01:19:22.043 --> 01:19:25.980
ใช้ค่าสี

1192
01:19:26.044 --> 01:19:29.980
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1193
01:19:30.045 --> 01:19:33.980
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1194
01:19:34.046 --> 01:19:37.980
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1195
01:19:38.048 --> 01:19:41.980
นี่คือ

1196
01:19:42.049 --> 01:19:45.979
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1197
01:19:46.050 --> 01:19:49.980
เป็นตัวเลข

1198
01:19:50.053 --> 01:19:53.979
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1199
01:19:54.055 --> 01:19:57.979
นึกออกนะ Keyword Argument

1200
01:19:58.056 --> 01:20:01.979
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1201
01:20:02.057 --> 01:20:05.980
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1202
01:20:06.058 --> 01:20:09.979
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1203
01:20:10.059 --> 01:20:13.980

1204
01:20:14.060 --> 01:20:17.980
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1205
01:20:18.061 --> 01:20:21.981
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1206
01:20:22.063 --> 01:20:25.979
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1207
01:20:26.064 --> 01:20:29.979

1208
01:20:30.065 --> 01:20:33.983
นี่ เห็นไหม

1209
01:20:34.066 --> 01:20:37.979
ไม่สลับอีกแล้ว

1210
01:20:38.067 --> 01:20:41.979
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1211
01:20:42.068 --> 01:20:45.979
เด็ก ๆ ดูนคะ

1212
01:20:46.070 --> 01:20:49.979
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1213
01:20:50.070 --> 01:20:53.979
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1214
01:20:54.071 --> 01:20:57.979
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1215
01:20:58.072 --> 01:21:01.979
ฐาน 16 นะคะ RGB

1216
01:21:02.083 --> 01:21:05.979
แล้วก็... ค่า

1217
01:21:06.088 --> 01:21:09.979
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1218
01:21:10.089 --> 01:21:13.979
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1219
01:21:14.090 --> 01:21:17.979
คือเป็น Keyword Argument

1220
01:21:18.091 --> 01:21:21.979
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1221
01:21:22.091 --> 01:21:25.979
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1222
01:21:26.093 --> 01:21:29.979
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1223
01:21:30.094 --> 01:21:33.979
ไอ้ 00 สีอะไร

1224
01:21:34.096 --> 01:21:37.979
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1225
01:21:38.097 --> 01:21:41.979
จะเห็นชัดกว่า

1226
01:21:42.098 --> 01:21:45.979
โปรแกรม Paint นะ

1227
01:21:46.100 --> 01:21:49.979

1228
01:21:50.101 --> 01:21:53.980

1229
01:21:54.104 --> 01:21:57.978

1230
01:21:58.105 --> 01:22:01.979

1231
01:22:02.106 --> 01:22:05.978
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1232
01:22:06.109 --> 01:22:09.979
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1233
01:22:10.110 --> 01:22:13.979
เดี๋ยวนะคะ

1234
01:22:14.114 --> 01:22:17.979
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1235
01:22:18.116 --> 01:22:21.978
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1236
01:22:22.117 --> 01:22:25.980

1237
01:22:26.120 --> 01:22:29.978

1238
01:22:30.122 --> 01:22:33.983
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1239
01:22:34.123 --> 01:22:37.978
นี่เห็นไหม

1240
01:22:38.125 --> 01:22:41.978
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1241
01:22:42.126 --> 01:22:45.982
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1242
01:22:46.127 --> 01:22:49.979

1243
01:22:50.129 --> 01:22:53.978
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1244
01:22:54.130 --> 01:22:57.978
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1245
01:22:58.139 --> 01:23:01.978
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1246
01:23:02.140 --> 01:23:05.978
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1247
01:23:06.141 --> 01:23:09.978

1248
01:23:10.142 --> 01:23:13.978
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1249
01:23:14.143 --> 01:23:17.978

1250
01:23:18.144 --> 01:23:21.978
อันไหนที่จะเห็นชัด

1251
01:23:22.145 --> 01:23:25.978

1252
01:23:26.146 --> 01:23:29.978

1253
01:23:30.147 --> 01:23:33.978

1254
01:23:34.150 --> 01:23:37.978
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1255
01:23:38.151 --> 01:23:41.978
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1256
01:23:42.152 --> 01:23:45.981
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1257
01:23:46.155 --> 01:23:49.978
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1258
01:23:50.157 --> 01:23:53.979
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1259
01:23:54.158 --> 01:23:57.978
ตัวนี้ขึ้นไหม

1260
01:23:58.161 --> 01:24:01.978
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1261
01:24:02.162 --> 01:24:05.978
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1262
01:24:06.163 --> 01:24:09.978
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1263
01:24:10.164 --> 01:24:13.978
ไม่เอาน่ะ

1264
01:24:14.165 --> 01:24:17.977
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1265
01:24:18.166 --> 01:24:21.980

1266
01:24:22.167 --> 01:24:25.979
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1267
01:24:26.169 --> 01:24:29.977
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1268
01:24:30.170 --> 01:24:33.978
เอาแค่นี้พอ

1269
01:24:34.171 --> 01:24:37.981
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1270
01:24:38.172 --> 01:24:41.985
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1271
01:24:42.173 --> 01:24:45.978
copy ให้

1272
01:24:46.175 --> 01:24:49.978
เราไหมนี่

1273
01:24:50.180 --> 01:24:53.985

1274
01:24:54.182 --> 01:24:57.978

1275
01:24:58.184 --> 01:25:01.978

1276
01:25:02.185 --> 01:25:05.977
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1277
01:25:06.187 --> 01:25:09.977

1278
01:25:10.188 --> 01:25:13.977
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1279
01:25:14.189 --> 01:25:17.977
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1280
01:25:18.190 --> 01:25:21.978
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1281
01:25:22.194 --> 01:25:25.978
Argument def ฟังก์ชันนี้

1282
01:25:26.195 --> 01:25:29.977
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1283
01:25:30.197 --> 01:25:33.978

1284
01:25:34.202 --> 01:25:37.978
c-r-e-a-t-e create color

1285
01:25:38.204 --> 01:25:41.978

1286
01:25:42.205 --> 01:25:45.977

1287
01:25:46.206 --> 01:25:49.977

1288
01:25:50.208 --> 01:25:53.981
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1289
01:25:54.211 --> 01:25:57.977
มีค่าเท่ากับ

1290
01:25:58.212 --> 01:26:01.977
1, 2, 3, 4,

1291
01:26:02.214 --> 01:26:05.984
5, 6 6 นะ

1292
01:26:06.216 --> 01:26:09.977
โดย

1293
01:26:10.217 --> 01:26:13.977
กำหนด Default Argument ที่

1294
01:26:14.218 --> 01:26:17.982
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1295
01:26:18.219 --> 01:26:21.980
f5

1296
01:26:22.222 --> 01:26:25.987
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1297
01:26:26.223 --> 01:26:29.979
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1298
01:26:30.224 --> 01:26:33.977
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1299
01:26:34.228 --> 01:26:37.977
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1300
01:26:38.231 --> 01:26:41.979
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1301
01:26:42.232 --> 01:26:45.977

1302
01:26:46.233 --> 01:26:49.977

1303
01:26:50.234 --> 01:26:53.977
4

1304
01:26:54.235 --> 01:26:57.977
เราจะ

1305
01:26:58.236 --> 01:27:01.978
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1306
01:27:02.237 --> 01:27:05.983
print color

1307
01:27:06.238 --> 01:27:09.977

1308
01:27:10.240 --> 01:27:13.977
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1309
01:27:14.241 --> 01:27:17.977

1310
01:27:18.242 --> 01:27:21.979
print อะไร ต้องการให้ print

1311
01:27:22.244 --> 01:27:25.978

1312
01:27:26.246 --> 01:27:29.978
=

1313
01:27:30.247 --> 01:27:33.977

1314
01:27:34.248 --> 01:27:37.979

1315
01:27:38.252 --> 01:27:41.979

1316
01:27:42.255 --> 01:27:45.986

1317
01:27:46.258 --> 01:27:49.977

1318
01:27:50.259 --> 01:27:53.978

1319
01:27:54.261 --> 01:27:57.978
่

1320
01:27:58.262 --> 01:28:01.978

1321
01:28:02.263 --> 01:28:05.978

1322
01:28:06.266 --> 01:28:09.977

1323
01:28:10.267 --> 01:28:13.977

1324
01:28:14.270 --> 01:28:17.977

1325
01:28:18.274 --> 01:28:21.978
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1326
01:28:22.275 --> 01:28:25.979
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1327
01:28:26.276 --> 01:28:29.980
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1328
01:28:30.280 --> 01:28:33.978
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1329
01:28:34.281 --> 01:28:37.978
มันนะคะ เรียกใช้

1330
01:28:38.282 --> 01:28:41.978
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1331
01:28:42.284 --> 01:28:45.978
a-t-e

1332
01:28:46.294 --> 01:28:49.978
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1333
01:28:50.295 --> 01:28:53.978
ที่ 1 นะคะ

1334
01:28:54.296 --> 01:28:57.978

1335
01:28:58.297 --> 01:29:01.978

1336
01:29:02.298 --> 01:29:05.979
ขอลอง print ก่อน

1337
01:29:06.302 --> 01:29:09.978

1338
01:29:10.305 --> 01:29:13.981

1339
01:29:14.306 --> 01:29:17.978

1340
01:29:18.307 --> 01:29:21.978

1341
01:29:22.311 --> 01:29:25.982
เหมือนเดิมนะคะ

1342
01:29:26.312 --> 01:29:29.982
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1343
01:29:30.313 --> 01:29:33.979
ใช้ colon แทน

1344
01:29:34.314 --> 01:29:37.980

1345
01:29:38.315 --> 01:29:41.978
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1346
01:29:42.316 --> 01:29:45.979
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1347
01:29:46.317 --> 01:29:49.979

1348
01:29:50.318 --> 01:29:53.979
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1349
01:29:54.321 --> 01:29:57.979
แล้วก็ตามด้วย

1350
01:29:58.323 --> 01:30:01.979
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1351
01:30:02.327 --> 01:30:05.979

1352
01:30:06.328 --> 01:30:09.979
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1353
01:30:10.329 --> 01:30:13.979
i

1354
01:30:14.331 --> 01:30:17.979
p-r-i-n-t print

1355
01:30:18.332 --> 01:30:21.979

1356
01:30:22.333 --> 01:30:25.979

1357
01:30:26.336 --> 01:30:29.979

1358
01:30:30.337 --> 01:30:33.979

1359
01:30:34.340 --> 01:30:37.979

1360
01:30:38.342 --> 01:30:41.979

1361
01:30:42.343 --> 01:30:45.979

1362
01:30:46.345 --> 01:30:49.980
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1363
01:30:50.349 --> 01:30:53.981

1364
01:30:54.351 --> 01:30:57.979
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1365
01:30:58.352 --> 01:31:01.979
อ๋อ

1366
01:31:02.353 --> 01:31:05.979
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1367
01:31:06.355 --> 01:31:09.979
+

1368
01:31:10.357 --> 01:31:13.979
แม่พิมพ์อะไรผิด

1369
01:31:14.360 --> 01:31:17.979
p-r-i-n-t

1370
01:31:18.363 --> 01:31:21.979
print เอาใหม่

1371
01:31:22.364 --> 01:31:25.980
ลบก็ได้

1372
01:31:26.365 --> 01:31:29.980
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1373
01:31:30.373 --> 01:31:33.984
i-n-t

1374
01:31:34.374 --> 01:31:37.979
print

1375
01:31:38.375 --> 01:31:41.979

1376
01:31:42.377 --> 01:31:45.979

1377
01:31:46.379 --> 01:31:49.981

1378
01:31:50.382 --> 01:31:53.981

1379
01:31:54.383 --> 01:31:57.980

1380
01:31:58.385 --> 01:32:01.979

1381
01:32:02.386 --> 01:32:05.980

1382
01:32:06.388 --> 01:32:09.980

1383
01:32:10.389 --> 01:32:13.980

1384
01:32:14.392 --> 01:32:17.982

1385
01:32:18.393 --> 01:32:21.980
Syntax Error Invalid

1386
01:32:22.395 --> 01:32:25.980
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1387
01:32:26.396 --> 01:32:29.980

1388
01:32:30.398 --> 01:32:33.981
เดี๋ยวนะ 1

1389
01:32:34.401 --> 01:32:37.980

1390
01:32:38.404 --> 01:32:41.980

1391
01:32:42.410 --> 01:32:45.980

1392
01:32:46.412 --> 01:32:49.980
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1393
01:32:50.413 --> 01:32:53.980
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1394
01:32:54.414 --> 01:32:57.980

1395
01:32:58.416 --> 01:33:01.979

1396
01:33:02.419 --> 01:33:05.979

1397
01:33:06.420 --> 01:33:09.980

1398
01:33:10.421 --> 01:33:13.980

1399
01:33:14.422 --> 01:33:17.980

1400
01:33:18.423 --> 01:33:21.980

1401
01:33:22.424 --> 01:33:25.980

1402
01:33:26.426 --> 01:33:29.980

1403
01:33:30.428 --> 01:33:33.980
1, 2, 3, 4,

1404
01:33:34.429 --> 01:33:37.989
เดี๋ยวนะ ขอ

1405
01:33:38.433 --> 01:33:41.980
ขยายก่อนนะ

1406
01:33:42.434 --> 01:33:45.980

1407
01:33:46.435 --> 01:33:49.980

1408
01:33:50.439 --> 01:33:53.980

1409
01:33:54.440 --> 01:33:57.980
1 2 3 4 5 6

1410
01:33:58.442 --> 01:34:01.980

1411
01:34:02.446 --> 01:34:05.980

1412
01:34:06.447 --> 01:34:09.980

1413
01:34:10.450 --> 01:34:13.980

1414
01:34:14.451 --> 01:34:17.980

1415
01:34:18.453 --> 01:34:21.980

1416
01:34:22.456 --> 01:34:25.985

1417
01:34:26.458 --> 01:34:29.980
ก็ตรง

1418
01:34:30.460 --> 01:34:33.980

1419
01:34:34.464 --> 01:34:37.980

1420
01:34:38.466 --> 01:34:41.980

1421
01:34:42.467 --> 01:34:45.981
อะไรนะ

1422
01:34:46.470 --> 01:34:49.980

1423
01:34:50.473 --> 01:34:53.980

1424
01:34:54.475 --> 01:34:57.981

1425
01:34:58.476 --> 01:35:01.981

1426
01:35:02.477 --> 01:35:05.981
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1427
01:35:06.479 --> 01:35:09.980

1428
01:35:10.483 --> 01:35:13.980
ผิดตรงไหนนี่

1429
01:35:14.484 --> 01:35:17.981

1430
01:35:18.485 --> 01:35:21.980

1431
01:35:22.488 --> 01:35:25.980

1432
01:35:26.490 --> 01:35:29.981
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1433
01:35:30.491 --> 01:35:33.981

1434
01:35:34.496 --> 01:35:37.981

1435
01:35:38.498 --> 01:35:41.981

1436
01:35:42.499 --> 01:35:45.981

1437
01:35:46.501 --> 01:35:49.981

1438
01:35:50.508 --> 01:35:53.981

1439
01:35:54.511 --> 01:35:57.981

1440
01:35:58.514 --> 01:36:01.980

1441
01:36:02.515 --> 01:36:05.981

1442
01:36:06.516 --> 01:36:09.981

1443
01:36:10.517 --> 01:36:13.981

1444
01:36:14.519 --> 01:36:17.986

1445
01:36:18.522 --> 01:36:21.982

1446
01:36:22.525 --> 01:36:25.981

1447
01:36:26.527 --> 01:36:29.980

1448
01:36:30.537 --> 01:36:33.984

1449
01:36:34.539 --> 01:36:37.981

1450
01:36:38.540 --> 01:36:41.981

1451
01:36:42.542 --> 01:36:45.981

1452
01:36:46.545 --> 01:36:49.983

1453
01:36:50.548 --> 01:36:53.981

1454
01:36:54.549 --> 01:36:57.981

1455
01:36:58.551 --> 01:37:01.981

1456
01:37:02.565 --> 01:37:05.981

1457
01:37:06.567 --> 01:37:09.981

1458
01:37:10.569 --> 01:37:13.981

1459
01:37:14.570 --> 01:37:17.981

1460
01:37:18.573 --> 01:37:21.981

1461
01:37:22.575 --> 01:37:25.981

1462
01:37:26.581 --> 01:37:29.981

1463
01:37:30.585 --> 01:37:33.981

1464
01:37:34.586 --> 01:37:37.981

1465
01:37:38.588 --> 01:37:41.981

1466
01:37:42.589 --> 01:37:45.981

1467
01:37:46.592 --> 01:37:49.991

1468
01:37:50.594 --> 01:37:53.981
เอาอีกแล้ว

1469
01:37:54.596 --> 01:37:57.981
Syntax Error Print

1470
01:37:58.597 --> 01:38:01.981
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1471
01:38:02.598 --> 01:38:05.981

1472
01:38:06.600 --> 01:38:09.981

1473
01:38:10.601 --> 01:38:13.982

1474
01:38:14.602 --> 01:38:17.981

1475
01:38:18.604 --> 01:38:21.981

1476
01:38:22.607 --> 01:38:25.981

1477
01:38:26.609 --> 01:38:29.981
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1478
01:38:30.610 --> 01:38:33.981

1479
01:38:34.612 --> 01:38:37.981

1480
01:38:38.614 --> 01:38:41.981

1481
01:38:42.618 --> 01:38:45.981

1482
01:38:46.620 --> 01:38:49.981

1483
01:38:50.622 --> 01:38:53.981
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1484
01:38:54.623 --> 01:38:57.981
ถ้าลบ

1485
01:38:58.624 --> 01:39:01.981
จะขึ้น Error อีกไหม

1486
01:39:02.631 --> 01:39:05.981

1487
01:39:06.632 --> 01:39:09.981

1488
01:39:10.635 --> 01:39:13.984
ไม่รู้จัก

1489
01:39:14.641 --> 01:39:17.981

1490
01:39:18.643 --> 01:39:21.983

1491
01:39:22.645 --> 01:39:25.981

1492
01:39:26.646 --> 01:39:29.982

1493
01:39:30.648 --> 01:39:33.981
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1494
01:39:34.651 --> 01:39:37.983

1495
01:39:38.653 --> 01:39:41.981

1496
01:39:42.655 --> 01:39:45.982

1497
01:39:46.657 --> 01:39:49.981

1498
01:39:50.659 --> 01:39:53.983

1499
01:39:54.662 --> 01:39:57.981

1500
01:39:58.663 --> 01:40:01.982

1501
01:40:02.666 --> 01:40:05.982

1502
01:40:06.667 --> 01:40:09.982

1503
01:40:10.669 --> 01:40:13.982

1504
01:40:14.670 --> 01:40:17.981

1505
01:40:18.672 --> 01:40:21.981

1506
01:40:22.677 --> 01:40:25.981
ผิดตรงไหน

1507
01:40:26.678 --> 01:40:29.981

1508
01:40:30.679 --> 01:40:33.981
อ๋อ รู้แล้ว

1509
01:40:34.680 --> 01:40:37.981

1510
01:40:38.682 --> 01:40:41.982

1511
01:40:42.685 --> 01:40:45.981

1512
01:40:46.687 --> 01:40:49.981

1513
01:40:50.688 --> 01:40:53.981

1514
01:40:54.690 --> 01:40:57.981

1515
01:40:58.692 --> 01:41:01.983
อะไร

1516
01:41:02.693 --> 01:41:05.981

1517
01:41:06.695 --> 01:41:09.981

1518
01:41:10.696 --> 01:41:13.981
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1519
01:41:14.698 --> 01:41:17.981
print คำสัง Prit

1520
01:41:18.699 --> 01:41:21.981

1521
01:41:22.700 --> 01:41:25.981

1522
01:41:26.701 --> 01:41:29.981
โอเคนะคะ

1523
01:41:30.703 --> 01:41:33.981
รู้แล้ว

1524
01:41:34.704 --> 01:41:37.981
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1525
01:41:38.705 --> 01:41:41.981
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1526
01:41:42.711 --> 01:41:45.982
ของ color นะคะ

1527
01:41:46.712 --> 01:41:49.982
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1528
01:41:50.713 --> 01:41:53.982
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1529
01:41:54.714 --> 01:41:57.981

1530
01:41:58.716 --> 01:42:01.981

1531
01:42:02.717 --> 01:42:05.997

1532
01:42:06.719 --> 01:42:09.982

1533
01:42:10.721 --> 01:42:13.981

1534
01:42:14.723 --> 01:42:17.981

1535
01:42:18.724 --> 01:42:21.982

1536
01:42:22.726 --> 01:42:25.983

1537
01:42:26.729 --> 01:42:29.982
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1538
01:42:30.730 --> 01:42:33.982
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1539
01:42:34.731 --> 01:42:37.982
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1540
01:42:38.733 --> 01:42:41.984
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1541
01:42:42.734 --> 01:42:45.983
ก็คือจะแสดงเป็น

1542
01:42:46.736 --> 01:42:49.982
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1543
01:42:50.738 --> 01:42:53.982

1544
01:42:54.739 --> 01:42:57.982
นี่

1545
01:42:58.742 --> 01:43:01.982
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1546
01:43:02.743 --> 01:43:05.982
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1547
01:43:06.744 --> 01:43:09.982
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1548
01:43:10.745 --> 01:43:13.982
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1549
01:43:14.748 --> 01:43:17.982
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1550
01:43:18.748 --> 01:43:21.982
นะคะ

1551
01:43:22.750 --> 01:43:25.982
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1552
01:43:26.752 --> 01:43:29.982
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1553
01:43:30.752 --> 01:43:33.982
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1554
01:43:34.755 --> 01:43:37.983
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1555
01:43:38.756 --> 01:43:41.982
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1556
01:43:42.762 --> 01:43:45.982
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1557
01:43:46.764 --> 01:43:49.982
เขาบอก

1558
01:43:50.766 --> 01:43:53.982
เขาเป็น Keyword

1559
01:43:54.767 --> 01:43:57.982
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1560
01:43:58.768 --> 01:44:01.982
ข้างหน้าตัวนี้

1561
01:44:02.770 --> 01:44:05.982
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1562
01:44:06.771 --> 01:44:09.982
ถึงจะขึ้นนะคะ

1563
01:44:10.774 --> 01:44:13.982
ขึ้นค่าให้

1564
01:44:14.775 --> 01:44:17.983
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1565
01:44:18.776 --> 01:44:21.982
สงสัย

1566
01:44:22.778 --> 01:44:25.984
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1567
01:44:26.779 --> 01:44:29.982
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1568
01:44:30.781 --> 01:44:33.983
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1569
01:44:34.784 --> 01:44:37.983
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1570
01:44:38.787 --> 01:44:41.983
เขาเรียกว่า "

1571
01:44:42.788 --> 01:44:45.987
เป็น code สีนะ

1572
01:44:46.789 --> 01:44:49.983
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1573
01:44:50.793 --> 01:44:53.983
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1574
01:44:54.798 --> 01:44:57.983
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1575
01:44:58.800 --> 01:45:01.991
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1576
01:45:02.801 --> 01:45:05.983
มันก็จะเป็น #ec407a

1577
01:45:06.802 --> 01:45:09.983
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1578
01:45:10.803 --> 01:45:13.983
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1579
01:45:14.804 --> 01:45:17.983
ที่เห็นนนะคะ

1580
01:45:18.805 --> 01:45:21.985
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1581
01:45:22.806 --> 01:45:25.983
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1582
01:45:26.809 --> 01:45:29.983
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1583
01:45:30.810 --> 01:45:33.983
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1584
01:45:34.811 --> 01:45:37.983
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1585
01:45:38.813 --> 01:45:41.983
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1586
01:45:42.815 --> 01:45:45.984
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1587
01:45:46.820 --> 01:45:49.983
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1588
01:45:50.824 --> 01:45:53.983
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1589
01:45:54.825 --> 01:45:57.983
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1590
01:45:58.826 --> 01:46:01.985
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1591
01:46:02.827 --> 01:46:05.983
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1592
01:46:06.828 --> 01:46:09.983
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1593
01:46:10.829 --> 01:46:13.983
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1594
01:46:14.831 --> 01:46:17.983
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1595
01:46:18.832 --> 01:46:21.983
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1596
01:46:22.834 --> 01:46:26.350
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1597
01:46:26.835 --> 01:46:29.983
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1598
01:46:30.836 --> 01:46:33.984
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1599
01:46:34.841 --> 01:46:37.984
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1600
01:46:38.842 --> 01:46:41.983
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1601
01:46:42.843 --> 01:46:45.984
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1602
01:46:46.845 --> 01:46:49.984
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1603
01:46:50.847 --> 01:46:53.983

1604
01:46:54.849 --> 01:46:57.984

1605
01:46:58.850 --> 01:47:01.984

1606
01:47:02.852 --> 01:47:05.983

1607
01:47:06.855 --> 01:47:09.983

1608
01:47:10.857 --> 01:47:13.984
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1609
01:47:14.858 --> 01:47:17.983
เครื่องที่มี

1610
01:47:18.859 --> 01:47:22.859

1611
01:47:22.862 --> 01:47:26.862

1612
01:47:26.865 --> 01:47:26.869

1613
01:47:30.869 --> 01:47:30.870


