﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:03.695

2
00:00:04.003 --> 00:00:07.694

3
00:00:08.005 --> 00:00:11.694

4
00:00:12.008 --> 00:00:15.695

5
00:00:16.009 --> 00:00:19.695

6
00:00:20.014 --> 00:00:23.695

7
00:00:24.016 --> 00:00:27.695

8
00:00:28.019 --> 00:00:31.696

9
00:00:32.020 --> 00:00:35.695

10
00:00:36.024 --> 00:00:39.694

11
00:00:40.026 --> 00:00:43.694

12
00:00:44.027 --> 00:00:47.694
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48.029 --> 00:00:51.694
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52.031 --> 00:00:55.694
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56.032 --> 00:00:59.694

16
00:01:00.035 --> 00:01:03.695
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04.037 --> 00:01:07.697
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08.038 --> 00:01:11.695
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12.040 --> 00:01:15.695
นะคะ

20
00:01:16.041 --> 00:01:19.695
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20.042 --> 00:01:23.694
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24.045 --> 00:01:27.694
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28.046 --> 00:01:31.694
ใน Python

24
00:01:32.047 --> 00:01:35.722
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36.052 --> 00:01:39.695
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40.058 --> 00:01:43.695

27
00:01:44.060 --> 00:01:47.694
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48.061 --> 00:01:51.695
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52.062 --> 00:01:55.695
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56.063 --> 00:01:59.695
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00.064 --> 00:02:03.696
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04.066 --> 00:02:07.694
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08.068 --> 00:02:11.695
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12.069 --> 00:02:15.703
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16.073 --> 00:02:19.694
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20.074 --> 00:02:23.695

37
00:02:24.076 --> 00:02:27.696
อีกแล้ว...

38
00:02:28.080 --> 00:02:31.694

39
00:02:32.082 --> 00:02:35.695

40
00:02:36.085 --> 00:02:39.694
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40.086 --> 00:02:43.695
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44.092 --> 00:02:47.694
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48.096 --> 00:02:51.694

44
00:02:52.100 --> 00:02:55.696
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56.104 --> 00:02:59.695
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00.108 --> 00:03:03.697
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04.110 --> 00:03:07.694
สั่งพิเศษ

48
00:03:08.111 --> 00:03:11.695
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12.112 --> 00:03:15.703
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16.113 --> 00:03:19.695
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20.114 --> 00:03:23.698
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24.115 --> 00:03:27.694
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28.116 --> 00:03:31.695
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32.118 --> 00:03:35.694
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36.119 --> 00:03:39.697
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40.120 --> 00:03:43.694
นะคะ เช่น

57
00:03:44.122 --> 00:03:47.695
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48.123 --> 00:03:51.694
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52.123 --> 00:03:55.694
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56.124 --> 00:03:59.694
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00.126 --> 00:04:03.695
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04.128 --> 00:04:07.695
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08.132 --> 00:04:11.694
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12.134 --> 00:04:15.695
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16.136 --> 00:04:19.694
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20.137 --> 00:04:23.697
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24.138 --> 00:04:27.709
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28.139 --> 00:04:31.694
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32.141 --> 00:04:35.697
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36.142 --> 00:04:39.694
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40.144 --> 00:04:43.694
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44.145 --> 00:04:47.694
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48.147 --> 00:04:51.694
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52.148 --> 00:04:55.699
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56.149 --> 00:04:59.694
ใน python

76
00:05:00.150 --> 00:05:03.696
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04.151 --> 00:05:07.695
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08.152 --> 00:05:11.695
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12.154 --> 00:05:15.698
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16.155 --> 00:05:19.695
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20.156 --> 00:05:23.695
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24.157 --> 00:05:27.695
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28.158 --> 00:05:31.694
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32.159 --> 00:05:35.695
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36.160 --> 00:05:39.695
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40.161 --> 00:05:43.694
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44.162 --> 00:05:47.694
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48.164 --> 00:05:51.694
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52.165 --> 00:05:55.695
ที่เอา

90
00:05:56.168 --> 00:05:59.695
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00.169 --> 00:06:03.695
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04.171 --> 00:06:07.695
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08.173 --> 00:06:11.696
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12.176 --> 00:06:15.694
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16.178 --> 00:06:19.694
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20.181 --> 00:06:23.694
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24.184 --> 00:06:27.694
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28.185 --> 00:06:31.694
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32.189 --> 00:06:35.697
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36.191 --> 00:06:39.695
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40.193 --> 00:06:43.694
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44.194 --> 00:06:47.695
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48.195 --> 00:06:51.695
de

104
00:06:52.198 --> 00:06:55.698
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56.202 --> 00:06:59.694
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00.205 --> 00:07:03.695
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04.207 --> 00:07:07.694

108
00:07:08.213 --> 00:07:11.694
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12.214 --> 00:07:15.694
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16.215 --> 00:07:19.694
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20.217 --> 00:07:23.695
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24.218 --> 00:07:27.694
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28.219 --> 00:07:31.696
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32.223 --> 00:07:35.695
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36.232 --> 00:07:39.694
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40.233 --> 00:07:43.694
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44.235 --> 00:07:47.695
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48.236 --> 00:07:51.694
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52.239 --> 00:07:55.696
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56.241 --> 00:07:59.694
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00.242 --> 00:08:03.694
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04.249 --> 00:08:07.694
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08.250 --> 00:08:11.694
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12.251 --> 00:08:15.707
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16.252 --> 00:08:19.694
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20.254 --> 00:08:23.694
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24.256 --> 00:08:27.695
พารามิเตอร์

128
00:08:28.259 --> 00:08:31.694
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32.260 --> 00:08:35.694
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36.261 --> 00:08:39.694
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40.262 --> 00:08:43.694
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44.268 --> 00:08:47.697
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48.269 --> 00:08:51.695
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52.270 --> 00:08:55.695
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56.271 --> 00:08:59.694
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00.272 --> 00:09:03.694
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04.273 --> 00:09:07.694
พื้นที่

138
00:09:08.274 --> 00:09:11.694
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12.275 --> 00:09:15.695
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16.276 --> 00:09:19.694
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20.278 --> 00:09:23.697
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24.280 --> 00:09:27.695
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28.284 --> 00:09:31.694
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32.285 --> 00:09:35.695
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36.286 --> 00:09:39.696
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40.288 --> 00:09:43.694
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44.292 --> 00:09:47.694
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48.296 --> 00:09:51.694
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52.297 --> 00:09:55.694
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56.298 --> 00:09:59.695
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00.300 --> 00:10:03.703
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04.301 --> 00:10:07.695
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08.302 --> 00:10:11.694
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12.304 --> 00:10:15.703
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16.306 --> 00:10:19.695
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20.309 --> 00:10:23.699
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24.311 --> 00:10:27.694
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28.312 --> 00:10:31.694
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32.315 --> 00:10:35.695
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36.316 --> 00:10:39.694
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40.317 --> 00:10:43.694
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44.318 --> 00:10:47.694
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48.320 --> 00:10:51.695
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52.321 --> 00:10:55.694
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56.322 --> 00:10:59.694
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00.323 --> 00:11:03.695
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04.324 --> 00:11:07.694
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08.325 --> 00:11:11.694
นะคะ

169
00:11:12.327 --> 00:11:15.694
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16.329 --> 00:11:19.694
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20.332 --> 00:11:23.695
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24.333 --> 00:11:27.695
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28.334 --> 00:11:31.694
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32.335 --> 00:11:35.694
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36.336 --> 00:11:39.694
hello()

176
00:11:40.337 --> 00:11:43.695
def ก็คือ definition

177
00:11:44.338 --> 00:11:47.694
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48.341 --> 00:11:51.695
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52.342 --> 00:11:55.694
คือ def

180
00:11:56.344 --> 00:11:59.694
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00.346 --> 00:12:03.697
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04.348 --> 00:12:07.695
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08.352 --> 00:12:11.694
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12.353 --> 00:12:15.695
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16.357 --> 00:12:19.695
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20.358 --> 00:12:23.694
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24.359 --> 00:12:27.695
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28.360 --> 00:12:31.697
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32.363 --> 00:12:35.696
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36.364 --> 00:12:39.695
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40.366 --> 00:12:43.695
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44.372 --> 00:12:47.695
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48.374 --> 00:12:51.694
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52.375 --> 00:12:55.695
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56.377 --> 00:12:59.694
ไปที่ web browser

196
00:13:00.378 --> 00:13:03.694
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04.379 --> 00:13:07.694
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08.380 --> 00:13:11.694
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12.381 --> 00:13:15.695
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16.382 --> 00:13:19.694
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20.383 --> 00:13:23.694
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24.384 --> 00:13:27.694
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28.385 --> 00:13:31.694

204
00:13:32.386 --> 00:13:35.696
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36.387 --> 00:13:39.694
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40.390 --> 00:13:43.694
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44.392 --> 00:13:47.695
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48.393 --> 00:13:51.695
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52.394 --> 00:13:55.695

210
00:13:56.398 --> 00:13:59.695
นะคะ

211
00:14:00.400 --> 00:14:03.697
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04.401 --> 00:14:07.695

213
00:14:08.406 --> 00:14:11.694

214
00:14:12.409 --> 00:14:15.695
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16.411 --> 00:14:19.694
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20.412 --> 00:14:23.695
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24.414 --> 00:14:27.695
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28.415 --> 00:14:31.695
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32.416 --> 00:14:35.695
de แล้วกฌ f

220
00:14:36.417 --> 00:14:39.694
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40.419 --> 00:14:43.694
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44.421 --> 00:14:47.694
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48.423 --> 00:14:51.694
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52.424 --> 00:14:55.697
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56.425 --> 00:14:59.694
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00.426 --> 00:15:03.694
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04.428 --> 00:15:07.695
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08.430 --> 00:15:11.695
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12.433 --> 00:15:15.694
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16.434 --> 00:15:19.695
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20.437 --> 00:15:23.698
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24.438 --> 00:15:27.714
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28.439 --> 00:15:31.694
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32.440 --> 00:15:35.694
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36.441 --> 00:15:39.694
e-

236
00:15:40.442 --> 00:15:43.694
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44.443 --> 00:15:47.695
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48.448 --> 00:15:51.696
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52.449 --> 00:15:55.694
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56.453 --> 00:15:59.694
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00.454 --> 00:16:03.695
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04.454 --> 00:16:07.694
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08.455 --> 00:16:11.694
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12.456 --> 00:16:15.694
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16.457 --> 00:16:19.694
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20.458 --> 00:16:23.694
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24.459 --> 00:16:27.694
Stagement

248
00:16:28.461 --> 00:16:31.696
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32.463 --> 00:16:35.695
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36.464 --> 00:16:39.694
p-r-i

251
00:16:40.465 --> 00:16:43.695
n-t

252
00:16:44.468 --> 00:16:47.696
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48.469 --> 00:16:51.714
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52.470 --> 00:16:55.697
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56.471 --> 00:16:59.695
เดี๋ยว

256
00:17:00.472 --> 00:17:03.695
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04.473 --> 00:17:07.694
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08.474 --> 00:17:11.695
ตลอดเลย

259
00:17:12.475 --> 00:17:15.698
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16.478 --> 00:17:19.696
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20.479 --> 00:17:23.704
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24.480 --> 00:17:27.694
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28.485 --> 00:17:31.695
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32.486 --> 00:17:35.696
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36.490 --> 00:17:39.695
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40.496 --> 00:17:43.694
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44.498 --> 00:17:47.697
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48.499 --> 00:17:51.696
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52.500 --> 00:17:55.694
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56.501 --> 00:17:59.695
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00.502 --> 00:18:03.696
โอเคไหม

272
00:18:04.503 --> 00:18:07.695
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08.505 --> 00:18:11.695
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12.506 --> 00:18:15.694

275
00:18:16.510 --> 00:18:19.698
โอเคน่า

276
00:18:20.511 --> 00:18:23.695
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24.513 --> 00:18:27.694
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28.515 --> 00:18:31.694
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32.516 --> 00:18:35.695
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36.518 --> 00:18:39.694
ขยับ

281
00:18:40.518 --> 00:18:43.694
ได้ไหม

282
00:18:44.519 --> 00:18:47.694
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48.521 --> 00:18:51.693
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52.522 --> 00:18:55.700
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56.524 --> 00:18:59.693
กระเถิบ

286
00:19:00.525 --> 00:19:03.694

287
00:19:04.528 --> 00:19:07.693

288
00:19:08.529 --> 00:19:11.693
แล้วก็

289
00:19:12.530 --> 00:19:15.693
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16.531 --> 00:19:19.693
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20.532 --> 00:19:23.693
โอเคไหม

292
00:19:24.535 --> 00:19:27.693
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28.536 --> 00:19:31.693
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32.537 --> 00:19:35.693
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36.538 --> 00:19:39.693
แล้วตามด้วย

296
00:19:40.540 --> 00:19:43.692
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44.541 --> 00:19:47.693
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48.543 --> 00:19:51.697
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52.544 --> 00:19:55.692
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56.545 --> 00:19:59.696
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00.550 --> 00:20:03.693
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04.550 --> 00:20:07.692
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08.552 --> 00:20:11.692
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12.562 --> 00:20:15.692
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16.563 --> 00:20:19.692
พิมพ์ % name

306
00:20:20.564 --> 00:20:23.692
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24.566 --> 00:20:27.692

308
00:20:28.570 --> 00:20:31.695
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32.570 --> 00:20:35.692
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36.571 --> 00:20:39.692
นะคะ

311
00:20:40.572 --> 00:20:43.692
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44.574 --> 00:20:47.692
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48.575 --> 00:20:51.691
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52.576 --> 00:20:55.702
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56.577 --> 00:20:59.691
ที่เรา code

316
00:21:00.578 --> 00:21:03.691
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04.579 --> 00:21:07.691

318
00:21:08.581 --> 00:21:11.695
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12.582 --> 00:21:15.691

320
00:21:16.583 --> 00:21:19.691
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20.585 --> 00:21:23.691

322
00:21:24.587 --> 00:21:27.691

323
00:21:28.589 --> 00:21:31.690
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32.590 --> 00:21:35.695
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36.591 --> 00:21:39.690
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40.592 --> 00:21:43.691
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44.595 --> 00:21:47.691
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48.596 --> 00:21:51.690
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52.597 --> 00:21:55.690
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56.598 --> 00:21:59.690
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00.599 --> 00:22:03.700
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04.602 --> 00:22:07.691
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08.604 --> 00:22:11.690
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12.605 --> 00:22:15.691
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16.606 --> 00:22:19.691
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20.607 --> 00:22:23.690
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24.609 --> 00:22:27.690
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28.610 --> 00:22:31.690
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32.611 --> 00:22:35.699
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36.612 --> 00:22:39.689
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40.613 --> 00:22:43.689
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44.615 --> 00:22:47.690
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48.617 --> 00:22:51.690
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52.618 --> 00:22:55.689
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56.619 --> 00:22:59.690

346
00:23:00.621 --> 00:23:03.689
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04.622 --> 00:23:07.689
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08.623 --> 00:23:11.689
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12.625 --> 00:23:15.689
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16.627 --> 00:23:19.689
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20.629 --> 00:23:23.689
สลับไปสลับมา

352
00:23:24.630 --> 00:23:27.689
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28.631 --> 00:23:31.689
return ค่านะ

354
00:23:32.635 --> 00:23:35.690
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36.635 --> 00:23:39.689
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40.636 --> 00:23:43.690
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44.637 --> 00:23:47.689
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48.638 --> 00:23:51.689
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52.639 --> 00:23:55.689
ตัวนี้

360
00:23:56.640 --> 00:23:59.689
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00.641 --> 00:24:03.689
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04.643 --> 00:24:07.689
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08.643 --> 00:24:11.688
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12.647 --> 00:24:15.693
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16.649 --> 00:24:19.688
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20.652 --> 00:24:23.691
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24.653 --> 00:24:27.688
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28.654 --> 00:24:31.688
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32.657 --> 00:24:35.688
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36.658 --> 00:24:39.688
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40.659 --> 00:24:43.688
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44.660 --> 00:24:47.688
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48.661 --> 00:24:51.689
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52.662 --> 00:24:55.688
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56.664 --> 00:24:59.690
กว้างคูณยาว

376
00:25:00.668 --> 00:25:03.687
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04.671 --> 00:25:07.690
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08.673 --> 00:25:11.688
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12.675 --> 00:25:15.687
ว่า width

380
00:25:16.677 --> 00:25:19.690
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20.678 --> 00:25:23.688
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24.679 --> 00:25:27.687
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28.679 --> 00:25:31.690
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32.680 --> 00:25:35.687
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36.681 --> 00:25:39.687
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40.682 --> 00:25:43.687
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44.683 --> 00:25:47.688
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48.684 --> 00:25:51.687
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52.686 --> 00:25:55.688
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56.687 --> 00:25:59.689
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00.689 --> 00:26:03.687
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04.690 --> 00:26:07.687
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08.692 --> 00:26:12.687
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12.693 --> 00:26:16.687
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16.697 --> 00:26:20.687

396
00:26:20.697 --> 00:26:24.687
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24.697 --> 00:26:28.687
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28.698 --> 00:26:32.687
อะไรกับ...

399
00:26:32.699 --> 00:26:36.687

400
00:26:36.699 --> 00:26:40.686
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40.703 --> 00:26:44.686
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44.706 --> 00:26:48.686

403
00:26:48.708 --> 00:26:52.687

404
00:26:52.711 --> 00:26:56.687
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56.712 --> 00:27:00.687
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00.713 --> 00:27:04.687
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04.714 --> 00:27:08.687

408
00:27:08.716 --> 00:27:12.686
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12.717 --> 00:27:16.686

410
00:27:16.718 --> 00:27:20.695

411
00:27:20.720 --> 00:27:24.686

412
00:27:24.723 --> 00:27:28.686
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28.724 --> 00:27:32.686

414
00:27:32.725 --> 00:27:36.686
เห็นไหม

415
00:27:36.726 --> 00:27:40.687

416
00:27:40.727 --> 00:27:44.686
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44.728 --> 00:27:48.687
น่านักเชียว

418
00:27:48.733 --> 00:27:52.687

419
00:27:52.734 --> 00:27:56.686
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56.735 --> 00:28:00.686
โอเคไหม

421
00:28:00.736 --> 00:28:04.686
Colab

422
00:28:04.737 --> 00:28:08.686

423
00:28:08.741 --> 00:28:12.686

424
00:28:12.742 --> 00:28:16.686
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16.745 --> 00:28:20.686
นะคะ

426
00:28:20.746 --> 00:28:24.686
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24.747 --> 00:28:28.685
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28.748 --> 00:28:32.685
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32.752 --> 00:28:36.685
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36.755 --> 00:28:40.685
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40.756 --> 00:28:44.686
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44.761 --> 00:28:48.687
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48.762 --> 00:28:52.686
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52.763 --> 00:28:56.686
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56.764 --> 00:29:00.686
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00.765 --> 00:29:04.686
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04.766 --> 00:29:08.685
แล้วก็

438
00:29:08.767 --> 00:29:12.685
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12.770 --> 00:29:16.685
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16.771 --> 00:29:20.689
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20.772 --> 00:29:24.685
i-d-

442
00:29:24.773 --> 00:29:28.685
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28.774 --> 00:29:32.685
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32.775 --> 00:29:36.685
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36.776 --> 00:29:40.685
Comma

446
00:29:40.779 --> 00:29:44.685
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44.780 --> 00:29:48.685
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48.781 --> 00:29:52.685
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52.784 --> 00:29:56.685
-i-

450
00:29:56.785 --> 00:30:00.685
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00.786 --> 00:30:04.685
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04.787 --> 00:30:08.685
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08.788 --> 00:30:12.685
ปิดการ

454
00:30:12.789 --> 00:30:16.685
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16.791 --> 00:30:20.685
เสมอ

456
00:30:20.792 --> 00:30:24.685
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24.795 --> 00:30:28.685
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28.796 --> 00:30:32.685
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32.797 --> 00:30:36.685
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36.801 --> 00:30:40.684
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40.803 --> 00:30:44.687
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44.803 --> 00:30:48.684
ก็คือเอา width

463
00:30:48.804 --> 00:30:52.685
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52.806 --> 00:30:56.684
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56.807 --> 00:31:00.684
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00.808 --> 00:31:04.685
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04.809 --> 00:31:08.684
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08.810 --> 00:31:12.684
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12.811 --> 00:31:16.684
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16.812 --> 00:31:20.684
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20.813 --> 00:31:24.684
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24.814 --> 00:31:28.684
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28.816 --> 00:31:32.684
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32.817 --> 00:31:36.685
แล้วตามด้วย

475
00:31:36.820 --> 00:31:40.685
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40.822 --> 00:31:44.684
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44.824 --> 00:31:48.684
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48.825 --> 00:31:52.687
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52.826 --> 00:31:56.684
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56.828 --> 00:32:00.684
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00.830 --> 00:32:04.684
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04.833 --> 00:32:08.684
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08.834 --> 00:32:12.684
Error

484
00:32:12.838 --> 00:32:16.684
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16.840 --> 00:32:20.684
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20.840 --> 00:32:24.684
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24.841 --> 00:32:28.684
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28.842 --> 00:32:32.684
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32.843 --> 00:32:36.684
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36.844 --> 00:32:40.684
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40.845 --> 00:32:44.683
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44.846 --> 00:32:48.684
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48.847 --> 00:32:52.683
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52.848 --> 00:32:56.688
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56.849 --> 00:33:00.683
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00.850 --> 00:33:04.683
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04.851 --> 00:33:08.684
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08.852 --> 00:33:12.683
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12.853 --> 00:33:16.683
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16.854 --> 00:33:20.683
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20.855 --> 00:33:24.683
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24.856 --> 00:33:28.683
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28.857 --> 00:33:32.684
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32.858 --> 00:33:36.684
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36.859 --> 00:33:40.683
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40.860 --> 00:33:44.684
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44.862 --> 00:33:48.684
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48.863 --> 00:33:52.684
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52.863 --> 00:33:56.684
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56.864 --> 00:34:00.690
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00.865 --> 00:34:04.684
แล้วนี่คือ

512
00:34:04.866 --> 00:34:08.684
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08.868 --> 00:34:12.684
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12.873 --> 00:34:16.685
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16.874 --> 00:34:20.684
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20.875 --> 00:34:24.684
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24.876 --> 00:34:28.684
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28.877 --> 00:34:32.685
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32.878 --> 00:34:36.685
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36.879 --> 00:34:40.684
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40.882 --> 00:34:44.684
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44.883 --> 00:34:48.685
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48.884 --> 00:34:52.685
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52.885 --> 00:34:56.684
โอเค

525
00:34:56.886 --> 00:35:00.684

526
00:35:00.889 --> 00:35:04.685
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04.890 --> 00:35:08.685
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08.891 --> 00:35:12.685
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12.892 --> 00:35:16.686
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16.894 --> 00:35:20.685
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20.895 --> 00:35:24.685
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24.896 --> 00:35:28.685
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28.897 --> 00:35:32.685
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32.898 --> 00:35:36.685
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36.899 --> 00:35:40.685
ก็คือในนี้

536
00:35:40.900 --> 00:35:44.687
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44.903 --> 00:35:48.687
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48.904 --> 00:35:52.689
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52.905 --> 00:35:56.687
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56.906 --> 00:36:00.688
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00.908 --> 00:36:04.685
Argument กับ Parame

542
00:36:04.911 --> 00:36:08.686
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08.913 --> 00:36:12.686
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12.914 --> 00:36:16.685
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16.915 --> 00:36:20.686
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20.917 --> 00:36:24.686
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24.918 --> 00:36:28.687
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28.919 --> 00:36:32.686
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32.920 --> 00:36:36.686
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36.920 --> 00:36:40.686
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40.921 --> 00:36:44.686
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44.923 --> 00:36:48.688
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48.924 --> 00:36:52.686
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52.927 --> 00:36:56.686
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56.927 --> 00:37:00.686
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00.929 --> 00:37:04.686
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04.930 --> 00:37:08.686
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08.931 --> 00:37:12.686
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12.934 --> 00:37:16.686
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16.935 --> 00:37:20.686
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20.936 --> 00:37:24.686
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24.937 --> 00:37:28.686
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:28.938 --> 00:37:32.686
ที่เราจะให้

564
00:37:32.941 --> 00:37:36.689
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:36.943 --> 00:37:40.686
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:40.949 --> 00:37:44.686

567
00:37:44.951 --> 00:37:48.686

568
00:37:48.952 --> 00:37:52.687
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:52.954 --> 00:37:56.687
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:56.956 --> 00:38:00.687
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:00.958 --> 00:38:04.687

572
00:38:04.960 --> 00:38:08.686

573
00:38:08.961 --> 00:38:12.687
โอเค เรา

574
00:38:12.962 --> 00:38:16.687
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:16.963 --> 00:38:20.690
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:20.964 --> 00:38:24.686
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:24.967 --> 00:38:28.686
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:28.968 --> 00:38:32.687
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:32.969 --> 00:38:36.687
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:36.971 --> 00:38:40.687
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:40.974 --> 00:38:44.688
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:44.976 --> 00:38:48.687
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:48.977 --> 00:38:52.687

584
00:38:52.979 --> 00:38:56.687
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:56.979 --> 00:39:00.687
ก็ได้นะคะ

586
00:39:00.980 --> 00:39:04.687

587
00:39:04.981 --> 00:39:08.687

588
00:39:08.983 --> 00:39:12.687

589
00:39:12.984 --> 00:39:16.687

590
00:39:16.985 --> 00:39:20.687

591
00:39:20.986 --> 00:39:24.687

592
00:39:24.991 --> 00:39:28.687
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:28.992 --> 00:39:32.687
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:32.994 --> 00:39:36.687
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:36.995 --> 00:39:40.687
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:40.997 --> 00:39:44.688
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:45.000 --> 00:39:48.687
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:49.001 --> 00:39:52.689
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:53.005 --> 00:39:56.687

600
00:39:57.006 --> 00:40:00.687
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:01.009 --> 00:40:04.688
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:05.011 --> 00:40:08.687
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:09.011 --> 00:40:12.687
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:13.013 --> 00:40:16.688
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:17.014 --> 00:40:20.705

606
00:40:21.017 --> 00:40:24.687
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:25.018 --> 00:40:28.687

608
00:40:29.020 --> 00:40:32.687

609
00:40:33.021 --> 00:40:36.688
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:37.022 --> 00:40:40.687
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:41.023 --> 00:40:44.687
สมมติ

612
00:40:45.024 --> 00:40:48.688
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:49.025 --> 00:40:52.689
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:53.026 --> 00:40:56.687
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:57.027 --> 00:41:00.688
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01.028 --> 00:41:04.687
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05.030 --> 00:41:08.687
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09.031 --> 00:41:12.688
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13.032 --> 00:41:16.688
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17.035 --> 00:41:20.688
p-r-i-n-t

621
00:41:21.036 --> 00:41:24.688
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25.038 --> 00:41:28.687

623
00:41:29.039 --> 00:41:32.688
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33.042 --> 00:41:36.688
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37.043 --> 00:41:40.687

626
00:41:41.045 --> 00:41:44.689
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45.046 --> 00:41:48.688

628
00:41:49.047 --> 00:41:52.688

629
00:41:53.049 --> 00:41:56.688
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57.051 --> 00:42:00.689
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01.053 --> 00:42:04.688
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05.054 --> 00:42:08.688
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09.056 --> 00:42:12.688
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13.057 --> 00:42:16.688
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17.059 --> 00:42:20.688
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21.059 --> 00:42:24.688

637
00:42:25.060 --> 00:42:28.688

638
00:42:29.062 --> 00:42:32.688
=

639
00:42:33.064 --> 00:42:36.688

640
00:42:37.066 --> 00:42:40.691
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41.067 --> 00:42:44.689
ก่อน =

642
00:42:45.070 --> 00:42:48.688
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49.072 --> 00:42:52.688
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53.074 --> 00:42:56.692
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57.075 --> 00:43:00.688
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01.076 --> 00:43:04.688
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05.077 --> 00:43:08.688
แล้วก็

648
00:43:09.080 --> 00:43:12.688
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13.081 --> 00:43:16.689
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17.082 --> 00:43:20.688
A-r-

651
00:43:21.083 --> 00:43:24.688
e-a นะคะ

652
00:43:25.086 --> 00:43:28.688
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29.087 --> 00:43:32.688
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33.088 --> 00:43:36.688
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37.091 --> 00:43:40.688
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41.092 --> 00:43:44.688
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45.095 --> 00:43:48.689
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49.097 --> 00:43:52.688
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53.098 --> 00:43:56.688
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57.099 --> 00:44:00.689
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01.100 --> 00:44:04.688
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05.102 --> 00:44:08.688
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09.103 --> 00:44:12.689
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13.105 --> 00:44:16.688
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17.106 --> 00:44:20.690
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21.109 --> 00:44:24.689

667
00:44:25.114 --> 00:44:28.688
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29.116 --> 00:44:32.688
print

669
00:44:33.118 --> 00:44:36.689

670
00:44:37.119 --> 00:44:40.689

671
00:44:41.122 --> 00:44:44.689

672
00:44:45.123 --> 00:44:48.689
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49.124 --> 00:44:52.689
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53.126 --> 00:44:56.688
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57.128 --> 00:45:00.688
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01.134 --> 00:45:04.689
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05.135 --> 00:45:08.689
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09.140 --> 00:45:12.689
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13.141 --> 00:45:16.689
เสร็จแล้ว

680
00:45:17.142 --> 00:45:20.689
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21.143 --> 00:45:24.688
2 % name

682
00:45:25.155 --> 00:45:28.689
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29.156 --> 00:45:32.688
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33.157 --> 00:45:36.689
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37.160 --> 00:45:40.689
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41.161 --> 00:45:44.689
%s

687
00:45:45.163 --> 00:45:48.689
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49.165 --> 00:45:52.689
เห็นไหมคะ

689
00:45:53.166 --> 00:45:56.688
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57.167 --> 00:46:00.688
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01.168 --> 00:46:04.689
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05.169 --> 00:46:08.693
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09.170 --> 00:46:12.689
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13.171 --> 00:46:16.689
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17.172 --> 00:46:20.689
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21.175 --> 00:46:24.691

697
00:46:25.179 --> 00:46:28.689
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29.180 --> 00:46:32.688

699
00:46:33.182 --> 00:46:36.689

700
00:46:37.183 --> 00:46:40.689
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41.184 --> 00:46:44.689
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45.185 --> 00:46:48.689
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49.186 --> 00:46:52.690

704
00:46:53.192 --> 00:46:56.689
%s' name

705
00:46:57.193 --> 00:47:00.689
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01.194 --> 00:47:04.692
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05.196 --> 00:47:08.689
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09.197 --> 00:47:12.689
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13.198 --> 00:47:16.689
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17.200 --> 00:47:20.690
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21.201 --> 00:47:24.689
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25.206 --> 00:47:28.689
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29.208 --> 00:47:32.692
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33.209 --> 00:47:36.690
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37.211 --> 00:47:40.690
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41.212 --> 00:47:44.689
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45.214 --> 00:47:48.689
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49.215 --> 00:47:52.696
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53.216 --> 00:47:56.689
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57.218 --> 00:48:00.689
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01.219 --> 00:48:04.689
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05.220 --> 00:48:08.689
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09.221 --> 00:48:12.689
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13.222 --> 00:48:16.689
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17.224 --> 00:48:20.690
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21.225 --> 00:48:24.690
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25.226 --> 00:48:28.689
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29.227 --> 00:48:32.689
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33.228 --> 00:48:36.689
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37.228 --> 00:48:40.689
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41.231 --> 00:48:44.689
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45.232 --> 00:48:48.689
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49.234 --> 00:48:52.689
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53.234 --> 00:48:56.700
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57.235 --> 00:49:00.690
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01.236 --> 00:49:04.690
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05.241 --> 00:49:08.697
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09.242 --> 00:49:12.689

739
00:49:13.243 --> 00:49:16.689

740
00:49:17.245 --> 00:49:20.689

741
00:49:21.247 --> 00:49:24.690
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25.251 --> 00:49:28.689

743
00:49:29.253 --> 00:49:32.689

744
00:49:33.255 --> 00:49:36.689
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37.256 --> 00:49:40.690
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41.258 --> 00:49:44.690
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45.260 --> 00:49:48.698
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49.261 --> 00:49:52.690
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53.262 --> 00:49:56.689
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57.264 --> 00:50:00.690
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01.265 --> 00:50:04.690
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05.267 --> 00:50:08.690
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09.268 --> 00:50:12.689
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13.270 --> 00:50:16.690
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17.271 --> 00:50:20.689

756
00:50:21.272 --> 00:50:24.689

757
00:50:25.274 --> 00:50:28.689
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29.276 --> 00:50:32.689
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33.281 --> 00:50:36.695
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37.282 --> 00:50:40.690

761
00:50:41.284 --> 00:50:44.690
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45.285 --> 00:50:48.689
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49.293 --> 00:50:52.689

764
00:50:53.297 --> 00:50:56.689

765
00:50:57.298 --> 00:51:00.689

766
00:51:01.300 --> 00:51:04.692

767
00:51:05.301 --> 00:51:08.689

768
00:51:09.302 --> 00:51:12.689

769
00:51:13.304 --> 00:51:16.691

770
00:51:17.305 --> 00:51:20.693

771
00:51:21.307 --> 00:51:24.693

772
00:51:25.309 --> 00:51:28.689

773
00:51:29.311 --> 00:51:32.689

774
00:51:33.312 --> 00:51:36.690

775
00:51:37.313 --> 00:51:40.689

776
00:51:41.314 --> 00:51:44.689

777
00:51:45.315 --> 00:51:48.693
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49.317 --> 00:51:52.690
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53.319 --> 00:51:56.690
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57.320 --> 00:52:00.689
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01.321 --> 00:52:04.689
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05.322 --> 00:52:08.689
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09.323 --> 00:52:12.689
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13.324 --> 00:52:16.690

785
00:52:17.325 --> 00:52:20.690

786
00:52:21.326 --> 00:52:24.690
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25.327 --> 00:52:28.689

788
00:52:29.329 --> 00:52:32.690
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33.330 --> 00:52:36.689
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37.330 --> 00:52:40.690
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41.331 --> 00:52:44.689

792
00:52:45.339 --> 00:52:48.693

793
00:52:49.341 --> 00:52:52.691

794
00:52:53.343 --> 00:52:56.690

795
00:52:57.346 --> 00:53:00.690

796
00:53:01.348 --> 00:53:04.691

797
00:53:05.349 --> 00:53:08.690

798
00:53:09.351 --> 00:53:12.691

799
00:53:13.354 --> 00:53:16.690

800
00:53:17.355 --> 00:53:20.690

801
00:53:21.357 --> 00:53:24.691

802
00:53:25.358 --> 00:53:28.690

803
00:53:29.361 --> 00:53:32.690

804
00:53:33.362 --> 00:53:36.691

805
00:53:37.366 --> 00:53:40.692

806
00:53:41.367 --> 00:53:44.691
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45.369 --> 00:53:48.691
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49.370 --> 00:53:52.691
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53.373 --> 00:53:56.691
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57.376 --> 00:54:00.691
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01.378 --> 00:54:04.691
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05.380 --> 00:54:08.691
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09.384 --> 00:54:12.692

814
00:54:13.389 --> 00:54:16.691
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17.390 --> 00:54:20.691
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21.393 --> 00:54:24.691
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25.396 --> 00:54:28.691
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29.396 --> 00:54:32.691
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33.397 --> 00:54:36.703
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37.398 --> 00:54:40.691
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41.400 --> 00:54:44.692
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45.401 --> 00:54:48.696
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49.405 --> 00:54:52.691
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53.406 --> 00:54:56.692
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57.408 --> 00:55:00.699
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01.409 --> 00:55:04.693
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05.410 --> 00:55:08.695
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09.411 --> 00:55:12.692
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13.412 --> 00:55:16.695
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17.414 --> 00:55:20.695
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21.415 --> 00:55:24.692
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25.417 --> 00:55:28.692
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29.418 --> 00:55:32.697
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33.419 --> 00:55:36.692
นะคะ

835
00:55:37.423 --> 00:55:40.694
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41.424 --> 00:55:44.702
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45.425 --> 00:55:48.694
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49.429 --> 00:55:52.692
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53.430 --> 00:55:56.693
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57.432 --> 00:56:00.692
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01.433 --> 00:56:04.692
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05.434 --> 00:56:08.697

843
00:56:09.435 --> 00:56:12.692
โอเค

844
00:56:13.438 --> 00:56:16.692

845
00:56:17.439 --> 00:56:20.692
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21.440 --> 00:56:24.692
"Default Argument Value"

847
00:56:25.441 --> 00:56:28.693
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29.442 --> 00:56:32.700
Default Argument นี่

849
00:56:33.443 --> 00:56:36.697
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37.445 --> 00:56:40.693
กับไอ้ค่า

851
00:56:41.446 --> 00:56:44.693
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45.447 --> 00:56:48.692
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49.451 --> 00:56:52.703
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53.452 --> 00:56:56.693
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57.454 --> 00:57:00.697
เห็นไหม

856
00:57:01.455 --> 00:57:04.695
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05.456 --> 00:57:08.693
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09.457 --> 00:57:12.693
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13.457 --> 00:57:16.696
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17.460 --> 00:57:20.693
Salary มี Argument =

861
00:57:21.461 --> 00:57:24.693
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25.462 --> 00:57:28.694
นี่คือการ Defal

863
00:57:29.465 --> 00:57:32.693
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33.466 --> 00:57:36.704
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37.467 --> 00:57:40.697
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41.468 --> 00:57:44.693
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45.469 --> 00:57:48.693
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49.470 --> 00:57:52.694

869
00:57:53.472 --> 00:57:56.694
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57.473 --> 00:58:00.697
print ที่ 2

871
00:58:01.474 --> 00:58:04.693
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05.474 --> 00:58:08.693
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09.475 --> 00:58:12.694
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13.476 --> 00:58:16.693
แล้วก็ print

875
00:58:17.479 --> 00:58:20.693
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21.481 --> 00:58:24.693
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25.482 --> 00:58:28.694
กับ Lang Language

878
00:58:29.484 --> 00:58:32.694
เห็นไหมคะ

879
00:58:33.486 --> 00:58:36.694
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37.487 --> 00:58:40.694
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41.488 --> 00:58:44.693
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45.489 --> 00:58:48.694
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49.491 --> 00:58:52.694
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53.492 --> 00:58:56.694
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57.493 --> 00:59:00.696
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01.495 --> 00:59:04.694

887
00:59:05.496 --> 00:59:08.695

888
00:59:09.500 --> 00:59:12.694

889
00:59:13.502 --> 00:59:16.694

890
00:59:17.504 --> 00:59:20.694
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21.505 --> 00:59:24.694
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25.508 --> 00:59:28.694
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29.510 --> 00:59:32.694
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33.511 --> 00:59:36.694
นะคะ

895
00:59:37.512 --> 00:59:40.694
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41.513 --> 00:59:44.694
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45.514 --> 00:59:48.694
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49.515 --> 00:59:52.694
โอเคสลับได้

899
00:59:53.518 --> 00:59:56.694
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57.519 --> 01:00:00.695
นะคะ โอเค

901
01:00:01.520 --> 01:00:04.694

902
01:00:05.521 --> 01:00:08.694

903
01:00:09.522 --> 01:00:12.695
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13.523 --> 01:00:16.694
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17.524 --> 01:00:20.695
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21.525 --> 01:00:24.694
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25.526 --> 01:00:28.694
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29.528 --> 01:00:32.694

909
01:00:33.530 --> 01:00:36.695
มันทะลุจอไป

910
01:00:37.531 --> 01:00:40.695
จอไป

911
01:00:41.534 --> 01:00:44.694

912
01:00:45.536 --> 01:00:48.694
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49.539 --> 01:00:52.695
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53.540 --> 01:00:56.694
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57.541 --> 01:01:00.695
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01.542 --> 01:01:04.695
คำสั่ง def

917
01:01:05.543 --> 01:01:08.695
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09.544 --> 01:01:12.695
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13.545 --> 01:01:16.694
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17.546 --> 01:01:20.695
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21.547 --> 01:01:24.695
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25.548 --> 01:01:28.695
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29.549 --> 01:01:32.696
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33.550 --> 01:01:36.695
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37.551 --> 01:01:40.695
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41.553 --> 01:01:44.696
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45.559 --> 01:01:48.695
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49.560 --> 01:01:52.696
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53.561 --> 01:01:56.695
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57.563 --> 01:02:00.695
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01.564 --> 01:02:04.695
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05.565 --> 01:02:08.695
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09.567 --> 01:02:12.700
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13.568 --> 01:02:16.695
name นะคะ

935
01:02:17.570 --> 01:02:20.695
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21.571 --> 01:02:24.695
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25.573 --> 01:02:28.695
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29.574 --> 01:02:32.698
นะคะ

939
01:02:33.575 --> 01:02:36.696
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37.576 --> 01:02:40.696
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41.577 --> 01:02:44.697
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45.579 --> 01:02:48.702
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49.580 --> 01:02:52.696
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53.581 --> 01:02:56.695

945
01:02:57.585 --> 01:03:00.696
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01.586 --> 01:03:04.696
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05.587 --> 01:03:08.696
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09.588 --> 01:03:12.695
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13.589 --> 01:03:16.698

950
01:03:17.592 --> 01:03:20.696

951
01:03:21.594 --> 01:03:24.696

952
01:03:25.595 --> 01:03:28.696
อันนี้

953
01:03:29.596 --> 01:03:32.695
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33.597 --> 01:03:36.695
หน่วย หน่วย

955
01:03:37.598 --> 01:03:40.695
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41.600 --> 01:03:44.695
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45.601 --> 01:03:48.695
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49.602 --> 01:03:52.695
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53.603 --> 01:03:56.695
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57.604 --> 01:04:00.695
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01.606 --> 01:04:04.695
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05.608 --> 01:04:08.696
คำว่า Python lang

963
01:04:09.609 --> 01:04:12.696
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13.611 --> 01:04:16.696

965
01:04:17.614 --> 01:04:20.696

966
01:04:21.617 --> 01:04:24.696
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25.618 --> 01:04:28.696
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29.619 --> 01:04:32.696
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33.621 --> 01:04:36.698
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37.622 --> 01:04:40.697
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41.624 --> 01:04:44.696
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45.625 --> 01:04:48.695
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49.627 --> 01:04:52.696
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53.632 --> 01:04:56.695
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57.634 --> 01:05:00.696
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01.635 --> 01:05:04.696
ของ

977
01:05:05.637 --> 01:05:08.698
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09.639 --> 01:05:12.696
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13.640 --> 01:05:16.696
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17.641 --> 01:05:20.696
print

981
01:05:21.642 --> 01:05:24.696
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25.644 --> 01:05:28.696
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29.645 --> 01:05:32.696
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33.646 --> 01:05:36.696
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37.648 --> 01:05:40.696
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41.648 --> 01:05:44.696

987
01:05:45.651 --> 01:05:48.696
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49.652 --> 01:05:52.696
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53.653 --> 01:05:56.702
: ชื่อ

990
01:05:57.654 --> 01:06:00.696
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01.657 --> 01:06:04.696
ใส่ %s

992
01:06:05.664 --> 01:06:08.696
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09.665 --> 01:06:12.698
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13.667 --> 01:06:16.696
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17.668 --> 01:06:20.696
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21.669 --> 01:06:24.698
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25.670 --> 01:06:28.700
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29.671 --> 01:06:32.696
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33.672 --> 01:06:36.696
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37.673 --> 01:06:40.696

1001
01:06:41.674 --> 01:06:44.697

1002
01:06:45.676 --> 01:06:48.697
เสร็จ

1003
01:06:49.678 --> 01:06:52.696
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53.679 --> 01:06:56.696
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57.680 --> 01:07:00.698
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01.681 --> 01:07:04.696
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05.683 --> 01:07:08.697
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09.683 --> 01:07:12.706
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13.684 --> 01:07:16.697
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17.685 --> 01:07:20.696

1011
01:07:21.687 --> 01:07:24.696

1012
01:07:25.690 --> 01:07:28.696
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29.691 --> 01:07:33.691
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33.693 --> 01:07:37.693
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37.694 --> 01:07:41.694
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41.699 --> 01:07:45.696

1017
01:07:45.706 --> 01:07:49.696
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49.727 --> 01:07:53.696
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53.731 --> 01:07:57.696
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57.732 --> 01:08:01.695
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01.735 --> 01:08:05.696
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05.736 --> 01:08:09.695
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09.738 --> 01:08:13.695
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13.740 --> 01:08:17.695
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17.740 --> 01:08:21.695
statements ที่ 3

1026
01:08:21.745 --> 01:08:25.696
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25.746 --> 01:08:29.695
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29.748 --> 01:08:33.694

1029
01:08:33.749 --> 01:08:37.697
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37.750 --> 01:08:41.694
ภาษา Python

1031
01:08:41.751 --> 01:08:45.694
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45.754 --> 01:08:49.697

1033
01:08:49.755 --> 01:08:53.694
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53.756 --> 01:08:57.694
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57.757 --> 01:09:01.694
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01.760 --> 01:09:05.694
ลืม

1037
01:09:05.764 --> 01:09:09.698
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09.766 --> 01:09:13.694
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13.767 --> 01:09:17.694
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17.770 --> 01:09:21.694
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21.771 --> 01:09:25.694
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25.772 --> 01:09:29.694
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29.773 --> 01:09:33.693
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33.775 --> 01:09:37.693
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37.776 --> 01:09:41.694
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41.777 --> 01:09:45.694
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45.778 --> 01:09:49.693
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49.779 --> 01:09:53.694
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53.780 --> 01:09:57.693
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57.781 --> 01:10:01.693
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01.782 --> 01:10:05.693
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05.783 --> 01:10:09.694
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09.786 --> 01:10:13.693
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13.788 --> 01:10:17.693
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17.796 --> 01:10:21.692
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21.802 --> 01:10:25.692

1057
01:10:25.803 --> 01:10:29.692

1058
01:10:29.804 --> 01:10:33.692

1059
01:10:33.805 --> 01:10:37.692
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37.805 --> 01:10:41.692
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41.806 --> 01:10:45.692
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45.809 --> 01:10:49.692
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49.810 --> 01:10:53.692
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53.812 --> 01:10:57.692
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57.813 --> 01:11:01.692
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01.814 --> 01:11:05.691
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05.815 --> 01:11:09.692
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09.821 --> 01:11:13.692
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13.822 --> 01:11:17.692
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17.823 --> 01:11:21.694
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21.824 --> 01:11:25.691
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25.825 --> 01:11:29.691
show_

1073
01:11:29.826 --> 01:11:33.698
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33.826 --> 01:11:37.691
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37.827 --> 01:11:41.691
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41.827 --> 01:11:45.691

1077
01:11:45.828 --> 01:11:49.691
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49.829 --> 01:11:53.691
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53.832 --> 01:11:57.691
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57.837 --> 01:12:01.693
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01.838 --> 01:12:05.691

1082
01:12:05.840 --> 01:12:09.691
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09.841 --> 01:12:13.691
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13.842 --> 01:12:17.691

1085
01:12:17.843 --> 01:12:21.691
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21.844 --> 01:12:25.692

1087
01:12:25.846 --> 01:12:29.691
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29.847 --> 01:12:33.690
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33.848 --> 01:12:37.690
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37.849 --> 01:12:41.690
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41.850 --> 01:12:45.690
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45.850 --> 01:12:49.690
ดูนะคะ

1093
01:12:49.852 --> 01:12:53.690
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53.853 --> 01:12:57.690
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57.854 --> 01:13:01.690
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01.855 --> 01:13:05.690
s-h-o-w

1097
01:13:05.856 --> 01:13:09.690
show_info นะคะ

1098
01:13:09.859 --> 01:13:13.689
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13.860 --> 01:13:17.690
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17.861 --> 01:13:21.690
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21.862 --> 01:13:25.689
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25.863 --> 01:13:29.699
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29.865 --> 01:13:33.702
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33.866 --> 01:13:37.690
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:37.867 --> 01:13:41.691
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:41.868 --> 01:13:45.689
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:45.869 --> 01:13:49.689
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:49.870 --> 01:13:53.689
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:53.872 --> 01:13:57.690
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:57.874 --> 01:14:01.689
เป็น 23,000

1111
01:14:01.875 --> 01:14:05.690
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:05.877 --> 01:14:09.689
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:09.878 --> 01:14:13.689
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:13.879 --> 01:14:17.691
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:17.881 --> 01:14:21.689
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:21.881 --> 01:14:25.697
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:25.882 --> 01:14:29.689
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:29.882 --> 01:14:33.689
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:33.884 --> 01:14:37.688
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:37.885 --> 01:14:41.688
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:41.886 --> 01:14:45.689
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:45.889 --> 01:14:49.688
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:49.892 --> 01:14:53.688
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:53.893 --> 01:14:57.689
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:57.894 --> 01:15:01.689
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:01.896 --> 01:15:05.688
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:05.897 --> 01:15:09.691
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:09.898 --> 01:15:13.693
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:13.900 --> 01:15:17.689
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:17.903 --> 01:15:21.688
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:21.904 --> 01:15:25.689
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:25.905 --> 01:15:29.688
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:29.906 --> 01:15:33.687
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:33.908 --> 01:15:37.688
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:37.913 --> 01:15:41.692
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:41.915 --> 01:15:45.688
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:45.916 --> 01:15:49.690
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:49.917 --> 01:15:53.688
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:53.923 --> 01:15:57.689
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:57.924 --> 01:16:01.688
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:01.928 --> 01:16:05.688
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:05.929 --> 01:16:09.688
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:09.930 --> 01:16:13.688
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:13.931 --> 01:16:17.687
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:17.932 --> 01:16:21.687
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:21.939 --> 01:16:25.688
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:25.940 --> 01:16:29.687
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:29.944 --> 01:16:33.688
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:33.944 --> 01:16:37.688
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:37.945 --> 01:16:41.688
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:41.947 --> 01:16:45.687
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:45.949 --> 01:16:49.687
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:49.950 --> 01:16:53.696
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:53.950 --> 01:16:57.687
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:57.951 --> 01:17:01.687
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:01.951 --> 01:17:05.687
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:05.954 --> 01:17:09.687
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:09.955 --> 01:17:13.687
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:13.956 --> 01:17:17.688
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:17.960 --> 01:17:21.687
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:21.964 --> 01:17:25.687
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:25.966 --> 01:17:29.689
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:29.968 --> 01:17:33.687
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:33.969 --> 01:17:37.687
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:37.971 --> 01:17:41.687
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:41.972 --> 01:17:45.697
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:45.973 --> 01:17:49.687
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:49.976 --> 01:17:53.686
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:53.983 --> 01:17:57.689
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:57.987 --> 01:18:01.688
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:01.989 --> 01:18:05.687
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:05.991 --> 01:18:09.687
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:09.994 --> 01:18:13.689
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:13.994 --> 01:18:17.686
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:17.995 --> 01:18:21.686
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:21.996 --> 01:18:25.686
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:25.997 --> 01:18:29.687
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:29.998 --> 01:18:33.686
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:34.001 --> 01:18:37.704
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:38.002 --> 01:18:41.686
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:42.012 --> 01:18:45.686

1182
01:18:46.016 --> 01:18:49.687

1183
01:18:50.018 --> 01:18:53.687
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:54.021 --> 01:18:57.686
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:58.022 --> 01:19:01.686

1186
01:19:02.023 --> 01:19:05.689

1187
01:19:06.025 --> 01:19:09.687
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:10.026 --> 01:19:13.686
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:14.036 --> 01:19:17.699
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:18.037 --> 01:19:21.686
ใช้ค่าสี

1191
01:19:22.040 --> 01:19:25.703
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:26.044 --> 01:19:29.686
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:30.046 --> 01:19:33.688
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:34.047 --> 01:19:37.686
นี่คือ

1195
01:19:38.048 --> 01:19:41.695
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:42.050 --> 01:19:45.686
เป็นตัวเลข

1197
01:19:46.051 --> 01:19:49.686
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:50.052 --> 01:19:53.686
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:54.053 --> 01:19:57.686
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:58.055 --> 01:20:01.685
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:02.056 --> 01:20:05.689
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:06.059 --> 01:20:09.686

1203
01:20:10.061 --> 01:20:13.687
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:14.062 --> 01:20:17.685
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:18.063 --> 01:20:21.685
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:22.064 --> 01:20:25.698

1207
01:20:26.066 --> 01:20:29.685
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:30.067 --> 01:20:33.685
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:34.068 --> 01:20:37.685
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38.071 --> 01:20:41.685
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42.073 --> 01:20:45.685
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46.075 --> 01:20:49.685
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50.077 --> 01:20:53.686
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54.079 --> 01:20:57.685
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58.080 --> 01:21:01.685
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02.083 --> 01:21:05.685
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06.084 --> 01:21:09.685
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10.085 --> 01:21:13.685
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14.086 --> 01:21:17.685
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18.086 --> 01:21:21.685
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22.088 --> 01:21:25.685
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26.092 --> 01:21:29.684
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30.094 --> 01:21:33.689
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34.096 --> 01:21:37.686
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38.100 --> 01:21:41.685
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42.102 --> 01:21:45.684

1227
01:21:46.103 --> 01:21:49.698

1228
01:21:50.105 --> 01:21:53.685

1229
01:21:54.107 --> 01:21:57.685

1230
01:21:58.108 --> 01:22:01.685
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02.109 --> 01:22:05.685
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06.110 --> 01:22:09.684
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10.111 --> 01:22:13.684
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14.112 --> 01:22:17.684
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18.113 --> 01:22:21.686

1236
01:22:22.115 --> 01:22:25.684

1237
01:22:26.117 --> 01:22:29.684
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30.118 --> 01:22:33.684
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34.119 --> 01:22:37.685
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38.120 --> 01:22:41.684
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42.121 --> 01:22:45.684

1242
01:22:46.122 --> 01:22:49.684
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50.123 --> 01:22:53.685
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54.124 --> 01:22:57.684
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58.125 --> 01:23:01.684
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02.126 --> 01:23:05.684

1247
01:23:06.128 --> 01:23:09.685
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10.129 --> 01:23:13.684

1249
01:23:14.130 --> 01:23:17.684
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18.131 --> 01:23:21.685

1251
01:23:22.134 --> 01:23:25.684

1252
01:23:26.135 --> 01:23:29.684

1253
01:23:30.137 --> 01:23:33.696
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34.140 --> 01:23:37.684
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38.141 --> 01:23:41.684
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42.141 --> 01:23:45.684
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46.143 --> 01:23:49.684
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50.144 --> 01:23:53.684
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54.145 --> 01:23:57.684
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58.146 --> 01:24:01.684
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02.148 --> 01:24:05.684
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06.149 --> 01:24:09.684
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10.150 --> 01:24:13.684
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14.151 --> 01:24:17.684

1265
01:24:18.152 --> 01:24:21.684
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22.154 --> 01:24:25.683
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26.155 --> 01:24:29.683
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30.156 --> 01:24:33.684
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34.157 --> 01:24:37.683
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38.158 --> 01:24:41.686
copy ให้

1271
01:24:42.159 --> 01:24:45.684
เราไหมนี่

1272
01:24:46.160 --> 01:24:49.683

1273
01:24:50.161 --> 01:24:53.683

1274
01:24:54.163 --> 01:24:57.684

1275
01:24:58.164 --> 01:25:01.683
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02.165 --> 01:25:05.683

1277
01:25:06.167 --> 01:25:09.683
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10.168 --> 01:25:13.685
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14.171 --> 01:25:17.683
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18.172 --> 01:25:21.684
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22.186 --> 01:25:25.684
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26.187 --> 01:25:29.683

1283
01:25:30.189 --> 01:25:33.684
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34.191 --> 01:25:37.683

1285
01:25:38.193 --> 01:25:41.684

1286
01:25:42.195 --> 01:25:45.684

1287
01:25:46.195 --> 01:25:49.684
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50.197 --> 01:25:53.683
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54.198 --> 01:25:57.686
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58.200 --> 01:26:01.683
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02.201 --> 01:26:05.683
โดย

1292
01:26:06.205 --> 01:26:09.683
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10.206 --> 01:26:13.684
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14.209 --> 01:26:17.685
f5

1295
01:26:18.211 --> 01:26:21.683
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22.212 --> 01:26:25.683
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26.213 --> 01:26:29.683
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30.214 --> 01:26:33.683
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34.216 --> 01:26:37.683
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38.217 --> 01:26:41.683

1301
01:26:42.219 --> 01:26:45.683

1302
01:26:46.221 --> 01:26:49.686
4

1303
01:26:50.222 --> 01:26:53.683
เราจะ

1304
01:26:54.224 --> 01:26:57.683
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58.226 --> 01:27:01.683
print color

1306
01:27:02.227 --> 01:27:05.684

1307
01:27:06.228 --> 01:27:09.684
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10.230 --> 01:27:13.683

1309
01:27:14.232 --> 01:27:17.684
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18.233 --> 01:27:21.683

1311
01:27:22.235 --> 01:27:25.683
=

1312
01:27:26.237 --> 01:27:29.683

1313
01:27:30.238 --> 01:27:33.684

1314
01:27:34.241 --> 01:27:37.684

1315
01:27:38.243 --> 01:27:41.684

1316
01:27:42.245 --> 01:27:45.692

1317
01:27:46.246 --> 01:27:49.684

1318
01:27:50.248 --> 01:27:53.684
่

1319
01:27:54.251 --> 01:27:57.684

1320
01:27:58.252 --> 01:28:01.684

1321
01:28:02.254 --> 01:28:05.684

1322
01:28:06.255 --> 01:28:09.684

1323
01:28:10.256 --> 01:28:13.684

1324
01:28:14.257 --> 01:28:17.684
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18.259 --> 01:28:21.684
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22.260 --> 01:28:25.684
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26.261 --> 01:28:29.695
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30.262 --> 01:28:33.684
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34.263 --> 01:28:37.686
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38.264 --> 01:28:41.684
a-t-e

1331
01:28:42.265 --> 01:28:45.684
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46.266 --> 01:28:49.684
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50.267 --> 01:28:53.685

1334
01:28:54.270 --> 01:28:57.685

1335
01:28:58.275 --> 01:29:01.685
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02.276 --> 01:29:05.684

1337
01:29:06.278 --> 01:29:09.684

1338
01:29:10.279 --> 01:29:13.685

1339
01:29:14.283 --> 01:29:17.689

1340
01:29:18.285 --> 01:29:21.685
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22.286 --> 01:29:25.689
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26.287 --> 01:29:29.685
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30.289 --> 01:29:33.685

1344
01:29:34.290 --> 01:29:37.685
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38.293 --> 01:29:41.686
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42.294 --> 01:29:45.699

1347
01:29:46.295 --> 01:29:49.685
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50.298 --> 01:29:53.686
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54.299 --> 01:29:57.685
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58.301 --> 01:30:01.685

1351
01:30:02.302 --> 01:30:05.687
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06.303 --> 01:30:09.685
i

1353
01:30:10.305 --> 01:30:13.685
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14.306 --> 01:30:17.685

1355
01:30:18.307 --> 01:30:21.686

1356
01:30:22.309 --> 01:30:25.686

1357
01:30:26.311 --> 01:30:29.686

1358
01:30:30.312 --> 01:30:33.685

1359
01:30:34.314 --> 01:30:37.687

1360
01:30:38.317 --> 01:30:41.685

1361
01:30:42.319 --> 01:30:45.688
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46.320 --> 01:30:49.685

1363
01:30:50.323 --> 01:30:53.686
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54.324 --> 01:30:57.685
อ๋อ

1365
01:30:58.326 --> 01:31:01.686
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02.327 --> 01:31:05.686
+

1367
01:31:06.329 --> 01:31:09.685
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10.330 --> 01:31:13.685
p-r-i-n-t

1369
01:31:14.331 --> 01:31:17.686
print เอาใหม่

1370
01:31:18.332 --> 01:31:21.685
ลบก็ได้

1371
01:31:22.333 --> 01:31:25.686
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26.336 --> 01:31:29.686
i-n-t

1373
01:31:30.338 --> 01:31:33.685
print

1374
01:31:34.339 --> 01:31:37.686

1375
01:31:38.341 --> 01:31:41.686

1376
01:31:42.344 --> 01:31:45.685

1377
01:31:46.346 --> 01:31:49.696

1378
01:31:50.348 --> 01:31:53.686

1379
01:31:54.350 --> 01:31:57.685

1380
01:31:58.352 --> 01:32:01.686

1381
01:32:02.354 --> 01:32:05.689

1382
01:32:06.357 --> 01:32:09.686

1383
01:32:10.358 --> 01:32:13.685

1384
01:32:14.359 --> 01:32:17.686
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18.362 --> 01:32:21.686
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22.363 --> 01:32:25.686

1387
01:32:26.365 --> 01:32:29.686
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30.366 --> 01:32:33.687

1389
01:32:34.368 --> 01:32:37.686

1390
01:32:38.370 --> 01:32:41.686

1391
01:32:42.372 --> 01:32:45.686
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46.373 --> 01:32:49.685
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50.374 --> 01:32:53.688

1394
01:32:54.378 --> 01:32:57.686

1395
01:32:58.380 --> 01:33:01.686

1396
01:33:02.383 --> 01:33:05.686

1397
01:33:06.385 --> 01:33:09.687

1398
01:33:10.386 --> 01:33:13.687

1399
01:33:14.388 --> 01:33:17.686

1400
01:33:18.389 --> 01:33:21.687

1401
01:33:22.392 --> 01:33:25.686

1402
01:33:26.394 --> 01:33:29.686
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30.395 --> 01:33:33.686
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34.397 --> 01:33:37.686
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38.399 --> 01:33:41.686

1406
01:33:42.400 --> 01:33:45.686

1407
01:33:46.405 --> 01:33:49.686

1408
01:33:50.406 --> 01:33:53.687
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54.407 --> 01:33:57.687

1410
01:33:58.408 --> 01:34:01.691

1411
01:34:02.410 --> 01:34:05.686

1412
01:34:06.415 --> 01:34:09.687

1413
01:34:10.417 --> 01:34:13.688

1414
01:34:14.419 --> 01:34:17.687

1415
01:34:18.421 --> 01:34:21.687

1416
01:34:22.423 --> 01:34:25.697
ก็ตรง

1417
01:34:26.434 --> 01:34:29.687

1418
01:34:30.435 --> 01:34:33.687

1419
01:34:34.437 --> 01:34:37.686

1420
01:34:38.439 --> 01:34:41.687
อะไรนะ

1421
01:34:42.440 --> 01:34:45.691

1422
01:34:46.444 --> 01:34:49.693

1423
01:34:50.448 --> 01:34:53.687

1424
01:34:54.454 --> 01:34:57.687

1425
01:34:58.458 --> 01:35:01.686
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02.460 --> 01:35:05.686

1427
01:35:06.462 --> 01:35:09.687
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10.464 --> 01:35:13.687

1429
01:35:14.466 --> 01:35:17.687

1430
01:35:18.468 --> 01:35:21.687

1431
01:35:22.469 --> 01:35:25.699
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26.471 --> 01:35:29.695

1433
01:35:30.478 --> 01:35:33.687

1434
01:35:34.480 --> 01:35:37.687

1435
01:35:38.481 --> 01:35:41.686

1436
01:35:42.483 --> 01:35:45.687

1437
01:35:46.485 --> 01:35:49.688

1438
01:35:50.488 --> 01:35:53.687

1439
01:35:54.490 --> 01:35:57.687

1440
01:35:58.491 --> 01:36:01.689

1441
01:36:02.493 --> 01:36:05.687

1442
01:36:06.495 --> 01:36:09.689

1443
01:36:10.496 --> 01:36:13.686

1444
01:36:14.499 --> 01:36:17.686

1445
01:36:18.501 --> 01:36:21.686

1446
01:36:22.504 --> 01:36:25.687

1447
01:36:26.505 --> 01:36:29.691

1448
01:36:30.507 --> 01:36:33.687

1449
01:36:34.509 --> 01:36:37.687

1450
01:36:38.512 --> 01:36:41.687

1451
01:36:42.514 --> 01:36:45.687

1452
01:36:46.517 --> 01:36:49.687

1453
01:36:50.519 --> 01:36:53.687

1454
01:36:54.521 --> 01:36:57.691

1455
01:36:58.524 --> 01:37:01.687

1456
01:37:02.526 --> 01:37:05.687

1457
01:37:06.527 --> 01:37:09.687

1458
01:37:10.529 --> 01:37:13.687

1459
01:37:14.531 --> 01:37:17.687

1460
01:37:18.533 --> 01:37:21.687

1461
01:37:22.535 --> 01:37:25.694

1462
01:37:26.537 --> 01:37:29.689

1463
01:37:30.539 --> 01:37:33.687

1464
01:37:34.541 --> 01:37:37.687

1465
01:37:38.542 --> 01:37:41.687

1466
01:37:42.546 --> 01:37:45.687

1467
01:37:46.549 --> 01:37:49.687
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50.550 --> 01:37:53.687
Syntax Error Print

1469
01:37:54.551 --> 01:37:57.690
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58.552 --> 01:38:01.687

1471
01:38:02.554 --> 01:38:05.687

1472
01:38:06.556 --> 01:38:09.687

1473
01:38:10.564 --> 01:38:13.687

1474
01:38:14.566 --> 01:38:17.687

1475
01:38:18.568 --> 01:38:21.687

1476
01:38:22.573 --> 01:38:25.690
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26.574 --> 01:38:29.687

1478
01:38:30.577 --> 01:38:33.687

1479
01:38:34.581 --> 01:38:37.687

1480
01:38:38.583 --> 01:38:41.687

1481
01:38:42.585 --> 01:38:45.689

1482
01:38:46.586 --> 01:38:49.687
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50.589 --> 01:38:53.687
ถ้าลบ

1484
01:38:54.590 --> 01:38:57.687
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58.591 --> 01:39:01.687

1486
01:39:02.595 --> 01:39:05.687

1487
01:39:06.597 --> 01:39:09.687
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10.598 --> 01:39:13.687

1489
01:39:14.599 --> 01:39:17.687

1490
01:39:18.601 --> 01:39:21.687

1491
01:39:22.602 --> 01:39:25.688

1492
01:39:26.604 --> 01:39:29.688
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30.605 --> 01:39:33.690

1494
01:39:34.607 --> 01:39:37.687

1495
01:39:38.609 --> 01:39:41.687

1496
01:39:42.613 --> 01:39:45.687

1497
01:39:46.617 --> 01:39:49.688

1498
01:39:50.618 --> 01:39:53.687

1499
01:39:54.620 --> 01:39:57.687

1500
01:39:58.621 --> 01:40:01.687

1501
01:40:02.624 --> 01:40:05.687

1502
01:40:06.626 --> 01:40:09.687

1503
01:40:10.628 --> 01:40:13.687

1504
01:40:14.630 --> 01:40:17.687

1505
01:40:18.631 --> 01:40:21.687
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22.635 --> 01:40:25.687

1507
01:40:26.637 --> 01:40:29.687
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30.638 --> 01:40:33.688

1509
01:40:34.641 --> 01:40:37.687

1510
01:40:38.643 --> 01:40:41.687

1511
01:40:42.645 --> 01:40:45.687

1512
01:40:46.650 --> 01:40:49.688

1513
01:40:50.652 --> 01:40:53.687

1514
01:40:54.654 --> 01:40:57.687
อะไร

1515
01:40:58.657 --> 01:41:01.687

1516
01:41:02.658 --> 01:41:05.687

1517
01:41:06.661 --> 01:41:09.687
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10.663 --> 01:41:13.687
print คำสัง Prit

1519
01:41:14.664 --> 01:41:17.687

1520
01:41:18.674 --> 01:41:21.687

1521
01:41:22.676 --> 01:41:25.687
โอเคนะคะ

1522
01:41:26.678 --> 01:41:29.690
รู้แล้ว

1523
01:41:30.680 --> 01:41:33.687
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34.681 --> 01:41:37.687
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38.687 --> 01:41:41.687
ของ color นะคะ

1526
01:41:42.689 --> 01:41:45.689
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46.689 --> 01:41:49.688
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50.690 --> 01:41:53.688

1529
01:41:54.692 --> 01:41:58.687

1530
01:41:58.693 --> 01:42:02.687

1531
01:42:02.696 --> 01:42:06.688

1532
01:42:06.699 --> 01:42:10.688

1533
01:42:10.700 --> 01:42:14.689

1534
01:42:14.700 --> 01:42:18.688

1535
01:42:18.704 --> 01:42:22.692

1536
01:42:22.705 --> 01:42:26.688
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26.706 --> 01:42:30.690
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30.708 --> 01:42:34.688
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34.710 --> 01:42:38.688
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38.711 --> 01:42:42.688
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42.712 --> 01:42:46.688
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46.748 --> 01:42:50.688

1543
01:42:50.749 --> 01:42:54.688
นี่

1544
01:42:54.750 --> 01:42:58.689
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58.751 --> 01:43:02.688
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02.754 --> 01:43:06.688
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06.755 --> 01:43:10.689
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10.756 --> 01:43:14.688
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14.757 --> 01:43:18.688
นะคะ

1550
01:43:18.759 --> 01:43:22.688
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22.760 --> 01:43:26.688
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26.762 --> 01:43:30.688
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30.763 --> 01:43:34.689
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34.765 --> 01:43:38.689
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38.767 --> 01:43:42.689
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42.773 --> 01:43:46.688
เขาบอก

1557
01:43:46.774 --> 01:43:50.688
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50.775 --> 01:43:54.688
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54.776 --> 01:43:58.689
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58.777 --> 01:44:02.689
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02.778 --> 01:44:06.692
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06.779 --> 01:44:10.688
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10.780 --> 01:44:14.690
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14.781 --> 01:44:18.689
สงสัย

1565
01:44:18.782 --> 01:44:22.690
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22.783 --> 01:44:26.702
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26.784 --> 01:44:30.691
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30.793 --> 01:44:34.692
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34.796 --> 01:44:38.689
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38.797 --> 01:44:42.689
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42.798 --> 01:44:46.689
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46.799 --> 01:44:50.692
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50.800 --> 01:44:54.689
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54.801 --> 01:44:58.690
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58.802 --> 01:45:02.689
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02.803 --> 01:45:06.693
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06.805 --> 01:45:10.689
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10.806 --> 01:45:14.689
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14.807 --> 01:45:18.690
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18.808 --> 01:45:22.690
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22.809 --> 01:45:26.689
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26.810 --> 01:45:30.689
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:30.811 --> 01:45:34.689
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:34.811 --> 01:45:38.689
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:38.812 --> 01:45:42.690
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:42.813 --> 01:45:46.690
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:46.814 --> 01:45:50.689
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:50.815 --> 01:45:54.690
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:54.816 --> 01:45:58.690
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:58.817 --> 01:46:02.691
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:02.818 --> 01:46:06.689
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:06.819 --> 01:46:10.690
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:10.820 --> 01:46:14.691
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:14.821 --> 01:46:18.690
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:18.823 --> 01:46:22.690
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:22.826 --> 01:46:26.690
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:26.827 --> 01:46:30.689
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:30.829 --> 01:46:34.690
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:34.830 --> 01:46:38.698
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:38.831 --> 01:46:42.690
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:42.832 --> 01:46:46.690
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:46.833 --> 01:46:50.690

1603
01:46:50.834 --> 01:46:54.690

1604
01:46:54.835 --> 01:46:58.690

1605
01:46:58.836 --> 01:47:02.689

1606
01:47:02.837 --> 01:47:06.837

1607
01:47:06.838 --> 01:47:10.838

1608
01:47:10.841 --> 01:47:10.844


