(อาจารย์เกวลี) ก็จะมีข้อมูลทุกอย่ามาเกี่ยวข้องนะคะ อย่างเช่นตอนนี้ทุกคนเป็นนักศึกษา มันก็จะมีเกี่ยวกับฐานข้อมูลนักศึกษาว่า คุณลงเรียนวิชาเทอมนี้ เรียนวิชาอะไรบ้าง เทอมที่แล้วได้เกรดอะไรนะคะ ทุกอย่างจะเก็บอยู่ในระบบนะคะ เวลาเราจะเรียกดูข้อมูล เราจะไปเรียกดูมาจากฐานข้อมูล ที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของแต่ละคนไว้ โดยที่แต่ละคน จะดูได้เฉพาะสิ่งที่ตัวเองได้รับสิทธิ์ให้ดู ก็คือข้อมูลส่วนตัวตัวเองเท่านั้น ดูของเพื่อนไม่ได้ ถ้าเพื่อนไม่ได้อนุญาตให้คุณดูนะคะ หรืออาจจะมีการกำหนดสิทธิ์ที่มากกว่านั้น เช่น เป็นอาจารย์ก็จะสามารถดูเกรดของทุกคนได้นะคะ อันนี้จะเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล ที่เราจะเรียนในเทอมนี้นะคะ ความหมายของข้อมูลและก็สารสนเทศนะคะ เราเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์ เราจะต้องรู้เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานนะคะ ข้อมูลหรือว่า Data นะคะ มันจะเป็นสิ่งที่อยู่ในรูปแบบของอาจจะเป็นตัวเลข ตัวอักษรนะคะ สัญลักษณ์ รวมถึงภาพ เสียง ผสมผสานกันไป แต่ข้อมูลจะไม่มีความหมายเลย ถ้ามันไม่ถูกจัดเรียงนะคะ อย่างเช่น ข้อมูล สมมติว่าอาจารย์เขียนเป็น 151165 อันนี้คือข้อมูลนะคะ แต่มันคืออะไรล่ะ หมายเลขรหัสสินค้าหรือเปล่า หรือรหัสไปรษณีย์ หรือเลขสักอย่างที่กำหนดขึ้นมา การที่จะทำให้ตัวเลขนี้มีประโยชน์ หรือคุณค่าเอาไปใช้ต่อได้ เราจะเรียกว่าเป็นการทำให้เกิดสารสนเทศนะคะ ก็คือสิ่งที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน ระหว่างผู้ส่งข้อมูลกับผู้รับข้อมูลนะคะ เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการ และก็เป็นการประมวลผลข้อมูล ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ เราจะเรียกว่า Data Processing อย่างเช่น ข้อมูลที่อาจารย์บอก 151165 ถ้าเราเอามาประมวลผลนะคะ ใส่เครื่องหมาย Slash ลงไป มันก็คือวันนี้ วันที่ 15 เดือน 11 ปี 2565 แค่เพิ่มการจัดเรียงข้อมูลเข้าไปนะคะ จากข้อมูลธรรมดา มันจะกลายเป็นข้อมูลสารสนเทศนะคะ ต่อมาจากสารสนเทศ มันจะเกิดขึ้นเป็นระบบสารสนเทศนะคะ ก็จะเป็นระบบที่จัดการข้อมูลข่าวสาร หรือความรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กร หรือนอกองค์กรนะคะ ให้สามารถนำมาใช้ได้มีระบบและก็เป็นระเบียบ อย่างเช่น ทำไมเราต้องมีรหัสเลขนักศึกษา ทำไมเราต้องมีรหัสบัตรประชาชนนะคะ ก็คือการที่จะเรียกดูข้อมูลของคนคนหนึ่งได้นี่ บางทีจำไม่ได้หรอกค่ะ ชื่อของแต่ละคนนี่ อาจจะซ้ำกับใครก็ได้บนโลกนี้ แต่รหัสนักศึกษา รหัสบัตรประชาชน เราจะซ้ำกันไม่ได้นะคะ เวลาเราเรียกใช้งาน เราจะเอาตัวนี้มาเป็นตัวหลัก ที่จะไว้ดูข้อมูลในระบบสารสนเทศนะคะ จะไปต่อเลย เหมือนอย่างที่อาจารย์อธิบายเมื่อกี้นี้นะคะ พอเป็นภาพมันจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น อย่างข้อมูลหรือว่า Data นะคะ อาจจะเป็นอะไรก็ได้ เกิดขึ้นสะเปะสะปะไปหมด ห้ามเข้า อาจจะไม่ใช่เครื่องหมายคูณก็ได้นะคะ อันนี้คือข้อมูล แต่พอเราให้เป็นสารสนเทศหรือว่า Information มันก็จะเริ่มรู้แล้วว่าข้อ 1 คืออะไรนะคะ ข้อ 2 คืออะไร มันจะมีการกำหนด หรือการจัดระเบียบตัวอักษร ตัวเลข จัดการภาพ ให้เราเข้าใจได้ง่าย แล้วก็เข้าใจตรงกัน หลังจากที่เราได้สารสนเทศแล้ว เราจะเกิดองค์ความรู้นะคะ ก็คือ เราก็จะมีการจัดเรียงตัวอักษรเยอะ ๆ รวมกัน จนกลายเป็นหนังสือ หรือเป็นเรียงความ หรือเป็นบทความใด ๆ ก็ตาม พอเรามีความรู้มากขึ้นนะคะ อ่านหนังสือเยอะขึ้น มีข้อมูลข่าวสารเยอะขึ้น มันจะเกิดสิ่งสุดท้าย ก็คือ ภูมิปัญญา หรือว่า Wisdom ตัวนี้นะคะ ก็จะเรียงลำดับจากที่เราไม่รู้อะไรเลยนะคะ จนได้ภูมิปัญญาความรู้เกิดขึ้นมานะคะ ต่อมา คุณลักษณะของระบบข้อมูล แล้วก็ระบบสารสนเทศที่พึงประสงค์ของทุกองค์กร ทุกหน่วยงานนะคะ การจัดเก็บข้อมูลจะต้องถูกต้องนะคะ เหมือนชื่อของพวกคุณในระบบการศึกษา ชื่อภาษาไทยต้องถูกนะคะ รหัสบัตรประชาชนต้องถูก ที่อยู่ต้องถูก สามารถเรียกดูข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำนะคะ คีย์รหัสนักศึกษาเข้าไปนะคะ ก็จะต้องขึ้นชื่อให้ถูกนะคะ คีย์ชื่อใครขึ้นมา รหัส 206 ชื่อทัดเทพก็ต้องขึ้นมานะคะ ตรงตามความต้องการที่อาจารย์ต้องการจะดู ที่อาจารย์จะดูเกรด ก็ต้องดูได้ สามารถสืบค้นข้อมูลได้อย่างรวดเร็วนะคะ แสดงผลออกมาได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ไม่มีว่าไม่มีการเว้นวรรค ตารางเกรด ไม่มีเส้นตาราง เกรดควรจะเป็นตาราง แต่ก็มาเป็นข้อความยาว ๆ รวมกันมาหมดเลย ไม่มีการจัดระเบียบ อย่างนี้ก็ไม่ได้นะคะ ตัวข้อมูลนี่ อย่างที่บอกนะคะ จะเป็นหน่วยที่ยังไม่มีการ... เขาเรียกว่าการจัดระเบียบนะคะ อาจจะเป็นข่าวสาร พูดขึ้นมาลอย ๆ อาจจะเป็นเอกสารที่แจกกันไป โดยที่ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ หรืออาจจะเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่มีอยู่ อาจจะเป็นตัวเลข เป็นภาษาแปลก ๆ หรือภาษาที่เราอ่านได้ เป็นภาพ เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะมีความหมายเฉพาะตัวนะคะ แต่ยังไม่มีการไปประมวลผล ยังไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้มานี่ จริงหรือเปล่า เอามาใช้ได้จริงไหมนะคะ รูปที่ส่งต่อ ๆ กันมาเป็นรูปจริงหรือเปล่านะคะ อันนี้คือข้อมูลหรือถ้าอีกภาษาหนึ่ง จะเรียกว่า "ข้อมูลดิบ" นะคะ ในพจนานุกรมนี่ เราจะเรียกข้อมูลว่า "ข้อเท็จจริง" หรือสิ่งที่เราอาจจะยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงก็ได้ อาจจะอนุมานจากความจริง หรือจากการคำนวณนะคะ โดยสรุปก็คือถ้าข้อมูลตัวไหนนะคะ อาจจะสิ่งที่พูดมา เขาว่ากันว่าคนนั้นพูดว่า คนนี้พูดว่า เราจะยังไม่ถือว่าเป็นความรู้ เราจะยังไม่ถือว่าเป็นสารนิเทศนะคะ ถ้ามันยังไม่ผ่านการพิสูจน์ หรือยังไม่มีการประมวลผล อย่างเช่นเขาบอกว่า 2 x 3 ได้ 8 เราจะถือว่าเป็นแค่ข้อมูล ยังไม่รู้ว่ามันจริงไหมนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วข้อมูลก็คือข้อเท็จจริง อาจจะจริงก็ได้หรือไม่จริงก็ได้ แต่มันยังไม่ผ่านการประมวลผลนะคะ ยังไม่มีการกลั่นกรอง มาจัดเรียงความคิดใด ๆ ก็ตามนะคะ โดยลักษณะของข้อมูลนะคะ ก็จะมีอยู่ 2 ประเภทนะคะ ข้อมูลที่คำนวณไม่ได้ ก็คือตัวอักษร ก็เหมือนชื่อ-นามสกุลเรานี่ มาคำนวณเป็นตัวเลขไม่ได้นะคะ อาจจะเป็นรหัสรูปภาพนะคะ รหัสประจำตัว เราจะไม่เอารหัสประจำตัวนักศึกษา กับเลขบัตรประชาชนเรามาบวกกัน แล้วได้เลขเป็นหมื่นล้าน เราไม่เอามาบวก ก็คือ ตัวเลขที่มีความหมายในการคำนวณ ตัวเลขทำไมข้อมูลที่คำนวณไม่ได้ ถึงมีคำว่าตัวเลขด้วยล่ะ อย่างเช่นอาจารย์บอก 10 10 เทอมที่แล้วเราเรียนเลขฐานสอง นะคะ มันอาจจะเป็นความหมายของ ก ไก่ ก็ได้ นะคะ ก ไก่ ก็ได้ หรือหมายถึง 1,010 ก็ได้นะคะ แต่อาจารย์เขียนมาโดด ๆ อย่างนี้ ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรนะคะ กับตัวเลขที่คำนวณได้ ก็คือตัวเลขที่มีความหมายในการคำนวณ อย่างเช่น อาจารย์ใส่ตัว จุลภาคอย่างนี้ให้ด้วย ก็จะรู้แล้ว ว่าเป็นตัวเลขที่รู้แล้วว่าเป็นการคำนวณนะคะ แต่ถ้าอาจารย์ไม่ใส่ มันอาจจะเป็นตัวเลขฐานสองก็ได้ หรือเป็นเลขพูดขึ้นมาลอย ๆ เป็นรหัสสินค้าอะไรก็ได้นะคะ ต้องสังเกตด้วยว่าข้อมูลที่เรากำลังใช้งานมันอยู่นี่ มันเป็นข้อมูลประเภทไหนนะคะ ประเภทของข้อมูลนี่ เราก็จะมีการใช้งานหลาย ๆ รูปแบบ อาจจะเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนนะคะ เช่นเอามาเกี่ยวกับการวางแผนการบริหารนะคะ อย่างอาจจะมีงาน การจัดงานที่บ้าน เราจะลองประเมินดูแล้วว่า อย่างเช่นเราจะจัดงานปีใหม่ เราจะต้องเตรียมอาหารสำหรับคนกี่คนนะคะ มีกี่มื้อนะคะ เลี้ยงกี่วัน มันก็จะเป็นตัวเลขที่เอาไว้ด้วยกัน มีการจัดเรียงลำดับ พอเรามา... ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานนะคะ ก็หมายถึงข้อมูลที่เราทำงานแล้วเกิดขึ้นเป็นประจำ อย่างเช่นมาทำงานกี่โมง กลับกี่โมง ทำงานครบ 8 ชั่วโมงหรือเปล่า พักทานข้าวเที่ยงตอนไหนนะคะ วันนี้ทำงานได้กี่ชิ้นนะคะ งานแต่ละชิ้นใช้เวลาในการทำงานเท่าไร ตามมาตรฐานหรือเปล่านะคะ อย่างเช่น บางคนทำงานเกี่ยวกับการแพ็กสินค้า วันหนึ่งต้องแพ็กได้ 100 กล่อง ก่อนเที่ยงทำถึง 50 กล่องไหม และวันนี้จะครบ 100 กล่องหรือเปล่านะคะ ก็จะมีการจดบันทึกไว้ กับข้อมูลอ้างอิง ก็จะเป็นข้อมูลที่เก็บไว้สำหรับอ้างอิงนะคะ เช่น การเก็บสถิติพยากรณ์อากาศนะคะ อย่างวันนี้เมื่อปีที่แล้วอุณหภูมิเท่าไร กับวันนี้ที่เกิดขึ้นมันร้อนต่างกัน เริ่มสงสัยแล้วว่าเกิดเพราะภาวะโลกร้อนหรือเปล่า มีข้อมูลอ้างอิง 10 ปีย้อนหลัง อุณหภูมิมันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภายในวันนี้ของทุกปี อันนี้ก็เป็นประเภทของข้อมูล ที่เราเอามาใช้อ้างอิงได้นะคะ ต่อมา ข้อมูลจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เราจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ เป็นเรียกว่า "ฐานข้อมูล" หรือว่า "Database" นะคะ โดย Database นี่ มันจะเป็นแหล่ง ที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล อยู่ในรูปแฟ้มข้อมูลที่เก็บไว้ที่เดียวกัน อย่างเช่น เวลาเราใช้คอมพิวเตอร์ เวลาคุณเก็บข้อมูลมันจะเป็นโฟลเดอร์ หรือเป็นสัญลักษณ์ Icon สีเหลือง ๆ เราจะสร้างสัญลักษณ์นี้ไว้เก็บข้อมูล อย่างเช่น รายงานวิชาอาจารย์มีหลายชิ้นมาก เราอยากเก็บรวบรวมไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน หรือแฟ้มข้อมูลเดียวกันนะคะ โดยที่ถ้าเป็นฐานข้อมูลนี่ มันจะต้องมีส่วนหนึ่งที่เราจะต้องทำด้วย ในฐานะที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ เราจะเรียกว่า "พจนานุกรมข้อมูล" มันจะไว้สำหรับเก็บคำอธิบาย เกี่ยวกับโครงสร้างฐานข้อมูล เช่น ถ้าเป็นนักเรียน เราก็จะเขียนคำว่า "นักเรียน" น-ไม้หันอากาศ-ก-เ-ร-สระอี-ย-น นะคะ แต่ในฐานข้อมูล คำว่า "นักเรียน" แบบนี้ คุณอาจจะเขียนย่อเป็น นร. อันนี้คือพจนานุกรมอย่างหนึ่ง การเขียนอธิบายก็คือ อย่างในเวลาเราเขียนโปรแกรม คุณใช้ตัวย่อตัวนี้ นร. แปลว่า นักเรียน ถ้าสมมุติคนอื่นมาทำงานต่อคุณล่ะ เขาไม่เข้าใจ ว่า นร. คุณหมายความว่าอะไร เขาจะต้องกลับมาเปิดที่พจนานุกรข้อมูลดูว่า ตัวย่อที่คุณใช้นี่ มันหมายถึงอะไร เพราะฉะนั้นเวลาถ้าเราทำงานเกี่ยวกับ Database หรือข้อมูลใด ๆ ก็ตาม หรือการเขียนโปรแกรมใด ๆ ก็ตาม จะต้องมีการจัดทำพจนานุกรมข้อมูลขึ้น เพื่อให้รู้ว่าคำแต่ละคำในตัวระบบของคุณ มันหมายความว่าอะไร เพราะว่าต่อไปเกิดคุณย้ายที่ทำงาน หรือว่าเป็นตัวคุณเองที่ไปทำงานต่อจากคนอื่น แล้วเขาไม่ได้เขียนให้ คุณต้องรื้องานใหม่เกือบหมดเลยนะคะ เพราะว่าไม่เข้าใจว่าเขาย่อไว้ว่าอะไร อันนี้ก็คือข้อมูลดีหรือข้อสำคัญ ของการทำพจนานุกรมข้อมูลนะคะ และเนื่องจากฐานข้อมูลที่จัดเก็บนี่ ข้อมูลที่จัดเก็บในนั้น จะต้องมีความสำคัญซึ่งกันและกันนะคะ มันจะทำให้เราสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย แก้ไขข้อมูลก็ง่ายนะคะ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ อย่างเช่น บางคนรู้สึกว่าชื่อไม่มงคล ไปเปลี่ยนชื่อ ถามว่าเปลี่ยนได้ไหม ได้ ถามว่าต้องลบคุณออกจากมหาวิทยาลัยเลยไหม ไม่จำเป็น มันเป็นแค่การปรับปรุงข้อมูลเฉย ๆ ไม่ต้องไปสมัครเรียนใหม่ เพราะ อุ้ย ชื่อเปลี่ยน ก็ต้องสมัครเรียนใหม่ ไม่ใช่ มันสามารถเปลี่ยนแปลงแค่ชื่อได้ หรือต่อไปผู้หญิงแต่งงาน อยากเปลี่ยนนามสกุล ต้องขอเลขบัตรประชาชนใหม่ไหม ไม่ต้อง แค่ไปเปลี่ยนแปลงนามสกุลเฉย ๆ นะคะ รวมถึงเป็นการจัดเรียง สังเกตได้ว่า เราจะเรียงเวลา ออกเกรดหรือลำดับเรียกชื่อ อาจารย์จะเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก ตามรหัสนักเรียนศึกษา เพื่อความเป็นระเบียบนะคะ ใครสมัครก่อน เลขรหัสนักศึกษาก็จะขึ้นก่อนนะคะ ก็จะเป็นการจัดเรียงไปเรื่อย ๆ นะคะ ทั้งนี้ทุกอย่างนี่ มันจะทำให้เราสะดวก ถ้าเรามีฐานข้อมูล ทั้งจากการหาว่า เลขนักศึกษาลงท้ายด้วย 204 คือใคร อาจารย์ก็ค้นหาได้ง่าย หรือว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่อยู่ แก้ไขได้นะคะ แต่ 2 อย่างในมหาวิทยาลัยนี้ที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็คือ เลขรหัสบัตรประชาชนกับรหัสนักศึกษา บัตรประชาชนเกิดมาแล้วจะเป็นเลขเดียวเท่านั้น เปลี่ยนไม่ได้นะคะ โดยการทำงานทุกอย่างที่พูดมา ทั้งการค้นหา การแก้ไข การเปลี่ยนแปลงข้อมูล การจัดลำดับข้อมูล เราจะใช้ซอฟต์แวร์นะคะ สำหรับการจัดการฐานข้อมูลซึ่ง หลังมิดเทอม ก็จะให้ทุกคนมาลองเขียนโปรแกรมง่าย ๆ ในการทำงานเกี่ยวกับฐานข้อมูลด้วยนะคะ กับอีกอย่างหนึ่ง วิชานี้ ภาษาอังกฤษจะเยอะ เพราะ ระบบจัดการฐานข้อมูล ต้องใช้ภาษาอังกฤษนะคะ พยายามจำ พยายามทำความเข้าใจ คำศัพท์ง่าย ๆ นะคะ เพราะว่ามันสำคัญ เพราะว่าเราเขียนโปรแกรม เราใช้ภาษาไทยไม่ได้ แต่ข้อมูลที่เก็บ เก็บภาษาไทยได้นะคะ แต่คำสั่งที่ใช้งานต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะคะ ระบบฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ถูกเก็บไว้ในที่เดียวกันอาจจะไว้ในแฟ้มเดียวกัน หรือแยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มก็ได้นะคะ แต่จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล อย่างเช่น ข้อมูลของทุกคนนี่ จะเก็บอยู่ในฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยก็จริง แต่อาจจะแยกเก็บไว้ที่คณะ สาขาได้ด้วย โอเค ระบบจัดเก็บข้อมูลนะคะ ได้แล้ว ด้วยคอมพิวเตอร์นี่ มันก็จะมีวัตถุประสงค์ก็คือ มันสามารถบำรุงรักษาได้ง่าย มันสามารถเรียกใช้ได้ทุกที่ที่ต้องการ เดี๋ยวนี้ฐานข้อมูลนี่มันออนไลน์ได้ทั่วโลกนะคะ มันสามารถเรียกใช้ที่ไหนก็ได้ เหมือนตอนนี้ทุกคนดู YouTube ใช่ไหมคะ ฐานข้อมูลมันอยู่ที่... หลุดเหรอ ได้หรือยัง ล่ามได้ยินนะคะ ล่ามได้ยินไหม ได้ยินแล้วนะ โอเค ทำไมล่าม ล่ามได้ยินไหมคะ ล่ามหลุด หลุดอีกแล้ว ล่ามได้ยินไหมคะ (ล่าม) ได้ยินแล้วค่ะ (อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ ต่อมา เหมือนที่ทุกคนดู YouTube น่ะค่ะ ฐานข้อมูลมันไม่ได้อยู่ที่บ้านเรานะ จริง ๆ บริษัท YouTube นี่มันจะอยู่ที่อเมริกา คลิปหลาย ๆ อย่างที่ทุกคนดูนี่ มันจะอยู่เมืองนอกนะคะ แต่เราได้ทำการเรียกข้อมูลจากอเมริกานี่ มาเปิดดูที่บ้านเรา เพราะมันเก็บไว้ ในฐานข้อมูล ที่สามารถเรียกใช้ที่ไหนก็ได้บนโลกนะคะ แต่มันก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า “Server” มาตั้ง เพื่อทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลนี่ มันไม่ต้องไกลขนาดนั้นนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นนี่ เวลาเราเรียกดูข้อมูลนี่ มันจะ… ด้วยระยะทางมันไกล มันจะใช้เวลานานมากนะคะ ทุกอย่างที่เราใช้ตอนนี้นี่ มันเลยเก็บไว้ด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะมันทั้งสามารถเรียกดูได้ง่าย บำรุงรักษาก็ง่าย สามารถนำมาใช้ที่ไหนก็ได้ หรืออยากดูตอนไหนก็ได้ 24 ชั่วโมงนะคะ โดยระบบฐานข้อมูลนี่ มันก็จะเป็นการรวบรวมแฟ้มข้อมูล หลาย ๆ ข้อมูลมาเข้าไว้ด้วยกัน แต่จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน ถ้าไม่ซ้ำซ้อนกันปุ๊บ มันจะมีการกำจัดออก เพราะถือว่าเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวสอนก่อน หรืออย่างไรดี ได้ยิน โอเค ต่อมา ลำดับชั้นของการเก็บข้อมูลนะคะ เราจะเรียงจากหน่วยเล็กที่สุดไปหาหน่วยที่ใหญ่ที่สุด เปรียบเสมือนเป็นตู้เก็บเอกสารตู้นี้นะคะ ส่วนที่เล็กที่สุด เราจะเรียกว่า "Bit" เหมือนที่เราเคยเรียนเมื่อเทอมที่แล้ว ที่อาจารย์ให้แปลงเป็นเลขฐานสอง คอมพิวเตอร์จะรู้จักหน่วยที่เล็กที่สุดเป็น Bit คือเลข 1 กับเลข 0 อย่างตัวชื่อนามสกุลตรงนี้ มันจะถูกแปลงเป็นเลข 0 กับเลข 1 ก่อนที่จะเก็บข้อมูลนะคะ แล้วก็พอเลข 0 เลข 1 ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เสร็จสักทีวันนี้ เมื่อเช้าเป็นไหม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวขอเขา Restart ก่อนไหม บอกเขาขอ Restart สัก 5 นาที แชทไปบอกเขาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวขอ Restart เครื่อง สัก 5 นาทีนะคะล่าม จะได้ไม่มีปัญหา ไม่อย่างนั้นมันไม่เสร็จสักที โอเคค่ะ แป๊บหนึ่งนะคะ Break แป๊บหนึ่ง (เจ้าหน้าที่) Test Test Test Test Test ได้ยินไหมคะ Test Test Test เสียงออกอยู่ (อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ เดี๋ยวต่อเลยนะ หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ ก็จะเป็น เลข 0 กับเลข 1 นะคะ ใหญ่ไป ใหญ่ไป ใหญ่ไป หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ คือ 0 กับ 1 ตัวหนังสือ 1 ตัว เราจะแปลงออกมา เป็นเลข 0 กับเลข 1 ได้ 8 ตัว เราจะเรียกว่า Bit นะคะ แต่การเอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว อย่างเช่นอยากได้ ก ไก่ สักตัวหนึ่ง ข ไข่ ค ควาย เอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว เราจะได้เป็น Byte นะคะ ในรูปนี้ไม่มี เป็น Byte B-y-t-e เล็กสุดคือ Bit เพราะฉะนั้นเวลาในข้อสอบถามว่า หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ ของคอมพิวเตอร์คืออะไร คือ Bit นะคะ B-i-t ต่อมาจะเป็น Byte ข้อมูลหลาย ๆ Byte รวมกัน เราจะเรียกว่า Field Field อาทิเช่น ตรงนี้ Phone นะคะ สมมุติภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าเบอร์โทรศัพท์ ก็คือเป็นการเอาตัวหนังสือ หลาย ๆ ตัวรวมกันจนเป็นคำ เราจะเรียกว่า "Field" หรือภาษาไทยจะเรียกว่า “เขตของข้อมูล” นะคะ อย่างเช่น ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ พอใส่ข้อมูลเบอร์โทรศัทพ์ลงไป 1 เบอร์ตรงนี้ เราจะเรียกว่า 1 Record อย่างห้องนี้มีเรียน 8 คน ชื่อกับนามสกุลนักศึกษา 8 คน จะมีอยู่ 8 Record นะคะ ข้อมูล... คะ เราจะเรียกว่า ฐานข้อมูลนักศึกษา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 อันนี้เรียกว่าฐานข้อมูล เราจะเรียงข้อมูลไปเรื่อย ๆ จากเล็กไปใหญ่ ใหญ่ก็คือตู้เอกสารนี้ทั้งตู้ ก็คือ Database นั่นเองนะคะ อันนี้คือพูดไปแล้ว อันนี้คือสิ่งที่เราพูดไปแล้วเมื่อกี้นี้จากรูปรูปเดียว เราอธิบายได้ทั้งหมดนะคะ อันนี้ก็จะข้ามไปเพราะว่าเราพูดไปหมดแล้ว รูปแบบการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม เป็นอย่างไรนะคะ แบบเดิมที่เราใช้กัน เราจะเรียกว่า "ระบบแฟ้มข้อมูล" นะคะ อาจจะเป็นชุดของโปรแกรมที่คนเอาไปใช้นี่ อาจจะนำไปใช้เพื่อประมวลผลงานที่เขาต้องการ โดยแต่ละโปรแกรมนี่ ก็จะมีการเก็บข้อมูลของตัวเองนะคะ อย่างเช่น โปรแกรมคำนวณเกรด แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ แต่ภายในมหาวิทยาลัยเดียวกัน จะต้องใช้ระบบเดียวกัน เมื่อก่อนนี้ เวลาเราเก็บข้อมูล เราจะแยกออกจากกัน เป็นเอกเทศของใครของมันนะคะ ข้อมูลอาจจะไม่มีความสัมพันธ์กัน โดยที่ข้อมูลส่วนใหญ่นี่ เมื่อก่อนจะอยู่ในรูปแบบของแฟ้มข้อมูลนะคะ ลักษณะงานเมื่อก่อนว่าแล้วทำไมเราจำเป็น จะต้องมีการใช้ Database เกิดขึ้นนะคะ เมื่อก่อน สมมุติมีบริษัทบริษัทหนึ่ง มีฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล แต่ละฝ่ายก็จะมีโปรแกรม ในการทำงานของแต่ละฝ่ายของตัวเอง ไม่ได้เอามารวมกันนะคะ แต่เราสังเกตเห็นแล้วว่า เอ๊ะ ฝ่ายบัญชีก็มีข้อมูลการขาย ฝ่ายขายก็มีข้อมูลการขาย ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลลูกค้า ฝ่ายขายก็มีข้อมูลลูกค้า เริ่มซ้ำซ้อนกันแล้วนะคะ อย่างเช่น สมมติวันหนึ่ง ฝ่ายขายขายของให้กับลูกค้าคนหนึ่ง อาจจะขายรถยนต์ ก็เก็บข้อมูลลูกค้า เบ็ดเสร็จเรียบร้อยนะคะ ส่งข้อมูลการขายให้ฝ่ายบัญชีด้วยนะคะ และก็ฝ่าย… ในแฟ้มข้อมูลของลูกค้าด้วย เพื่ออะไร เพื่อเอาไว้สำหรับส่งใบแจ้งหนี้ เขาอาจจะเป็นการผ่อนรถ หรือใด ๆ ก็ตามนะคะ ฝ่ายขาย แน่นอนมันจะเป็นการดูแลลูกค้า ลูกค้าก็จะรู้จักฝ่ายขาย เราจะรู้จักเซลล์ที่ขายรถให้เรา แต่เราจะไม่รู้จักฝ่ายบัญชี อันนี้เป็นเรื่องปกตินะคะ อยู่มาวันหนึ่งลูกค้า... ที่อยู่ลูกค้าในฝ่ายขาย เปลี่ยนแปลงเรียบร้อย อัปเดตเรียบร้อยย้ายจากสกลนครไปนครพนม แต่ฝ่ายบัญชีไม่รู้ ที่อยู่ไม่ได้เปลี่ยน ส่งใบแจ้งหนี้ยังส่งไปที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ลูกค้าก็รอว่าใบที่จะต้องไปจ่ายเงินอยู่ไหน ยังไม่ได้ ก็รอไปเรื่อย ๆ ฝ่ายบัญชีก็นึกว่าลูกค้าหาตัวไม่เจอ เบี้ยวหนี้หรือเปล่า ฟ้องตำรวจ ฟ้องศาล ทั้ง ๆ ที่ลูกค้าแจ้งฝ่ายขายแล้ว ว่าเปลี่ยนที่อยู่ แต่ฝ่ายขายลืมไปบอกฝ่ายบัญชี สรุปลูกค้า ได้รับความเสียหายนะคะ แล้วถามว่า เป็นความผิดลูกค้าไหมที่ต้องมาแจ้งฝ่ายขายนะ แจ้งฝ่ายบัญชีนะ ไม่ใช่ อันคือสาเหตุที่ทำไมมันถึงเกิดความเสียหายขึ้น ถ้าเราแยกกันเก็บข้อมูลนะคะ อันนี้คือเรื่องง่าย ๆ เลย แค่ลูกค้าเปลี่ยนแปลงที่อยู่ แล้วไม่ได้รับใบแจ้งหนี้นะคะ อันนี้ก็ เป็นปัญหาง่าย ๆ ปัญหาแรกที่ทำให้รู้ว่า ทำไมเราถึงต้องเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกัน ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ต้องเปลี่ยนแปลงแค่ที่เดียว สามารถเรียกดูได้ ถามว่าเอาการขายของบัญชี กับการขายของฝ่ายขาย ลูกค้าพวกนี้ เอามารวมกันได้ไหม ได้ แล้วทำไมไม่รวมกันล่ะ นะคะ อันนี้คือเป็นเหตุผล โดยที่อย่างที่บอกเมื่อกี้ค่ะ ข้อจำกัดของการแยกกันเก็บข้อมูล เป็นแบบแฟ้มข้อมูลเหมือนเมื่อก่อน ข้อมูลจะถูกแยกออกจากกัน มีความซ้ำซ้อนกัน มีความขึ้นต่อกันของข้อมู เช่น ชุดสรุปแล้วของใครอัปเดตที่สุด ข้อมูลคนไหนเป็นปัจจุบันที่สุดนะคะ รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน อย่างเช่น เวลาค้นหาข้อมูลของฝ่ายขาย อาจจะค้นหาโดยเลขบัตรประชาชน แต่ฝ่ายบัญชีค้นหาจากเลขรหัสลูกค้า ไม่ตรงกันแล้ว และจะหาข้อมูลตรงกันไหม Search ชื่อมา อาจจะชื่อซ้ำกัน สมชายมีเป็นร้อยคน สรุปสมชายคนไหนนะคะ โปรแกรมที่ใช้ไม่มีความยืดหยุ่น อาจจะไม่มีการ... อาจจะไม่สามารถ เพิ่มขอบเขตของข้อมูลได้ในอนาคตนะคะ ถ้าจะเพิ่มขอบเขตของข้อมูล เช่น อาจจะเพิ่มว่า ลูกค้ามาซื้อรถเพิ่มอีกคันหนึ่ง จำเป็นจะต้องใส่ข้อมูลลูกค้าอีกครั้งไหม ไม่จำเป็น แต่ระบบอาจจะบอกว่าต้องใส่ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ทั้งที่จริง อาจจะเป็นลูกค้าคนเดิมซื้อเพิ่ม ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลก็ได้ เหมือนเวลาเราไปซื้อของในห้าง เราเป็นสมาชิกอยู่แล้ว เราต้องสมัครสมาชิกใหม่ทุกครั้งหรือเปล่า ก็ไม่นะคะ แต่ถ้าเป็นระบบเดิม อาจจะต้องบอก เรื่องเดิม ๆ ซ้ำอยู่นั่นแหละนะคะ เดี๋ยวนี้ก็พอมันมีระบบที่ดีขึ้น เราแค่บอกเบอร์โทรศัพท์ทุกอย่าง ที่เราเคยสมัครไว้หรืออะไรใด ๆ ก็ตาม มันก็ขึ้นมาหมด อันนี้คือระบบแบบใหม่นะคะ อันนี้อธิบายไปแล้วนะ ต่อมาข้อมูลถ้ามันใหญ่ขึ้นล่ะ คำว่า "Big Data” มีเกิดขึ้นในปัจจุบัน เราเห็นเยอะมากนะคะ Big Data หรืออภิมหาข้อมูลนี่ มันเป็นคำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อปี 1990 นะคะ โดยที่ความหมายของ Big Data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาลนี่ มันจะเป็นข้อมูลที่มีปริมาณใหญ่มากนะคะ ข้อมูลมากจนซอฟต์แวร์รุ่นเก่า ๆ ไม่สามารถประมวลผลได้นะคะ หรือประมวลผลได้แหละ แต่นาน อย่างเช่นประมวลผลชื่อคนสัก… ในประเทศอาเซียน ชื่อทุกคนนะคะไม่ได้เว้นใคร เป็นชื่อประชากรทั้งหมดในอาเซียน อาจจะใช้เวลานานเป็นปีในการประมวลผล ว่ามีผู้ชายกี่คน ผู้หญิงกี่คน อันนี้ลักษณะของ Big Data เราจะไม่พูดข้อมูลเป็นล้านคน มีทั้งข้อมูลที่เป็นโครงสร้างนะคะ กึ่งโครงสร้าง และก็ไม่มีโครงสร้าง ก็คือข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดเรียงนะคะ โดยขนาดของ Big Data นี่ มันจะเพิ่มข้อมูลเข้าไปเรื่อย ๆ เพิ่มเป็น Zettabyte เยอะขึ้นไปเรื่อย ๆ นะคะ ลักษณะสำคัญของ Big Data จะเป็นลักษณะ อยู่ 4V นะคะ V ภาษาอังกฤษนี่แหละ ถ้ามี 4 ลักษณะต่อไปนี้ เราถึงจะเรียกว่ามันเป็น Big Data นะคะ อันแรกปริมาณนะคะหรือว่า V-Volume ก็จะเป็นปริมาณข้อมูลที่สามารถผลิต และก็จัดเก็บไว้ที่มีขนาดใหญ่เพียงพอนะคะ ปริมาณข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ไว้บ่งบอกคุณภาพ และก็ประสิทธิภาพของข้อมูลด้วยนะคะว่า ข้อมูลตัวนั้น Big จริงหรือเปล่า ถ้าแค่ข้อมูลระดับ 1,000 คนนี่ เราจะไม่เรียกว่าเป็น Big Data นะคะ หลักล้านขึ้นไปนี่จะเป็น Big Data ความเร็วนะคะ V ที่ 2 นะคะ Velocity จะเป็นความเร็วในการประมวลผล และก็การผลิตข้อมูล เพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้ใช้งานนะคะ Big Data จะเป็นข้อมูลแบบ Real-time เช่น เวลาคุณดูไลฟ์สด ดู YouTube หรือดู Live ใด ๆ ก็ตาม ข้อมูลจะเกิดขึ้นตลอดเวลานะคะ มีการประมวลผลตลอดเวลาเช่นเดียวกัน แตกต่างจาก Small Data หรือว่าข้อมูลทั่วไปนะคะ ก็คือ Small Data คือคุณจะ.. ตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็นข้อมูล Real-time ทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นเป็นปัจจุบันนะคะ หรืออาจจะเป็นการแค่เข้าไปดูไลฟ์สดใด ๆ ก็ตาม ที่คนดูทีละเป็นแสน เป็นล้านนะคะ Server ที่ต้องทำการประมวลผลส่งภาพ เพื่อให้ทุกคนสามารถดูได้พร้อมกัน จะต้องทำงานหนักมากนะคะ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในการสนทนา ข้อมูลบันทึกเสียง ข้อมูลถ่ายภาพวิดีโอ อัตราการสั่งซื้อสินค้า โปรโมชันต่าง ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น Real-time จะถือว่าเป็น Big Data ทั้งหมดนะคะ V ตัวที่ 3 เป็น V Variety หรือว่าความหลากหลายนะคะ ความหลากหลายของข้อมูลอาจจะเกิดจาก การที่มีสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน มันจะสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดได้ อย่างที่บอกค่ะไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ ภาพ ข้อมูลเสียง วิดีโอ สามารถเอาไปตัดต่อ หรือเอามาสามารถในการวิเคราะห์ หรือช่วยให้ทำให้ Big Data นี่ มันสามารถประมวลผลได้ดีขึ้นนะคะ กับ V สุดท้ายนะคะ Veracity นะคะ ก็คือคุณภาพของข้อมูล คุณภาพของข้อมูลนี่ มันยังสามารถไปวิเคราะห์ต่อได้ บางครั้งข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์นี่ ก็เอามาทำ Big Data ได้เหมือนกัน เพราะว่าถือว่าเป็นข้อมูลดิบนะคะ ข้อมูลดิบนี่จะมาจากหลายแหล่ง เพื่อเอาไปประมวลผล ทั้ง Facebook YouTube และก็ที่นิยมกันตอนนี้ก็คือ Twitter การเอาข้อมูลตัวอักษรใน Twitter มาประมวลผลนะคะ เป็นเทรนด์ Twitter บ้าง อะไรบ้างนะคะ เป็นการส่งต่อข้อมูลซึ่งกันและกัน มีการ Retweet อะไรอย่างนี้ พวกคุณน่าจะเข้าใจนะคะ ในการเล่นโซเชียลพวกนี้นะคะ แต่ข้อมูลจะต้องมีการคัดกรอง ความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนะคะ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เอามาประกอบกัน จนเรียกว่าเป็น "Big Data" นะคะ Twitter นี่เยอะนะคะ ว่าแต่ละคนให้ข้อมูลมา ยิ่งกว่าสำนักข่าวอีกก็มีนะคะ กระบวนการทำงานของ Big Data มีอยู่ 3 ขั้นตอนหลัก ๆ นะคะ ก็คือการจัดเก็บข้อมูล หลังจากนั้นก็เอามาประมวลผล แล้วก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์ข้อมูล พอเราได้กราฟกราฟหนึ่งมา ออกจาก Big Data เราต้องมาวิเคราะห์แล้วว่าข้อมูลที่ได้นี่ มันบอกอะไรเราได้บ้างนะคะ เช่น ดูข้อมูล Real-time อย่างเช่นเวลา บ่ายโมงถึงบ่าย 2 สถิติการใช้อินเทอร์เน็ต ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครในเวลาเรียน เว็บไซต์ไหนที่นักศึกษาเข้าเยอะที่สุด เป็น Big Data ไหม Big Data นะคะ เพราะข้อมูลเราเก็บเป็นหน่วยวินาที แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์กี่เครื่องล่ะในมหาวิทยาลัย แล้วใช้รหัสอินเทอร์เน็ตนักศึกษา 1 ชั่วโมง มีคนใช้งานกี่คน เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง ถามว่ามหาวิทยาลัยเก็บไหม เก็บนะคะ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตมหาวิทยาลัย มันก็จะมีเหมือนมีประตูประตูหนึ่งสำหรับ ตรวจดูว่ามีเว็บไซต์อะไร ผ่านเข้า-ออกในมหาวิทยาลัยบ้าง อันนี้ก็เอามาทำ Big Data ได้เหมือนกันนะคะ ว่าสรุปแล้วในเวลาเรียน เข้าเว็บไซต์ไหนมากที่สุด อาจจะเป็นอันดับ 1 Google อันดับต่อมาอาจจะเป็น Facebook รองลงมาอาจเป็น Tiktok YouTube Instagram อะไรพวกนี้นะคะ ก็สามารถดูข้อมูลพวกนี้ได้ เพราะถือว่าเป็น Big Data เช่นเดียวกัน ประโยชน์ของการใช้งาน Big Data นะคะ Big Data นี่มันก็สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ ในหลายภาคส่วน แน่นอนภาครัฐภาคเอกชนใช้หมดนะคะ สามารถเข้าใจ User หรือเข้าใจผู้ใช้งานกับลูกค้ามากขึ้น อย่างเช่นอะไร สังเกตไหมคะว่า เวลาเราดูคลิปใน YouTube หรือ Search อะไรใด ๆ ก็ตามใน Google หรือแค่นั่งดูคลิปสักอย่าง มันจะต้องมีโฆษณาแนะนำสินค้า ที่เรากำลังสนใจพอดีเลย ทำไมเขารู้ เช่นคุณดู คุณอาจจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ใน Google หลังจากนั้นโฆษณาใน Facebook จะเป็นเกี่ยวกับน้ำยาล้างรถ น้ำยาเคลือบสีรถ ขัดเงาล้อ เขารู้ได้อย่างไรนะคะ เพราะว่าระบบพวกนี้นี่ เขาก็จะติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภคนะคะ ก็จะมาศึกษาว่าลักษณะของผู้บริโภคแบบนี้ มีการตัดสินใจเลือกสินค้าอย่างไรนะคะ เขาก็จะเริ่มมีการโฆษณาสินค้า ที่เราค้นหาเยอะขึ้นนะคะ กับอีกอย่างหนึ่ง บางทีที่มันเป็นข้อถกเถียงกันก็คือ เขาแอบดักฟังเราหรือเปล่า เราแค่คุยกับเพื่อนว่าเราอยากไปคาเฟ่ แล้วสักพักเล่น Facebook มีแต่แนะนำคาเฟ่เต็มไปหมดเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาถกเถียงกันว่ามันมีฟังก์ชัน เปิดไมโครโฟนของเราอัตโนมัติหรือเปล่า ทำไมเขารู้นะคะ รวมถึงวิเคราะห์ความต้องการในอนาคต อย่างเช่นเรารู้แล้วว่า ฤดูนี้มันไม่ได้หนาวมาก เสื้อผ้าที่จะเหมาะกับบางทีตอนเช้าก็หนาว พอกลางวันมันร้อนมันควรจะเป็นอะไร มันก็จะเริ่มมีโฆษณาเสื้อกันหนาว ที่กัน UV ได้ด้วยมาขาย มาโฆษณาให้เรา ทั้งใน Facebook Instagram โฆษณา YouTube อยู่ดี ๆ ก็เข้ามา เพราะวิเคราะห์ความต้องการแล้วว่า ตอนนี้คนไทย บางทีก็ร้อนบางทีก็หนาว อยากได้กันแดดด้วยนะคะ รวมถึงวางแผนในอนาคต การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ เพราะข้อมูลที่เรามีอยู่นี่ มันสามารถนำมาวิเคราะห์อนาคตได้ ประกอบการตัดสินใจได้นะคะ อย่างเช่น ถ้าเรารู้แล้วว่า มีคนเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะมากในมหาวิทยาลัย มันอาจจะมีการวางแผนสำหรับการจัดการ อุปกรณ์ที่ทำให้เราเล่นอินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้นนะคะ พอเรารู้แล้วนี่ มันลดงบประมาณอย่างไร เพราะว่าเราไม่ต้องซื้อสินค้าเผื่อ เรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไร ในการทำให้อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นนะคะ นักศึกษาใช้งานเว็บไหนได้มากที่สุด ก็ซื้ออุปกรณ์ที่ดูแลอินเทอร์เน็ต ได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น ไม่ต้องซื้อมาเผื่อ ซื้อมาแต่พอดี อุปกรณ์พอดีสำหรับการใช้งาน อาจจะไม่ต้องซื้อเครื่องที่ดูแล ได้อย่างมหาศาลขนาดนั้น เอาแค่ใช้งานก็ได้ เพื่อประหยัดงบลงทุนนะคะ ระบบฐานข้อมูลนะคะ อย่างที่บอก ฐานข้อมูลมันจะเป็นโครงสร้างของการเก็บข้อมูล ที่มีความสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน เช่น ข้อมูลนักศึกษา ก็จะถูกเก็บไว้ แน่นอนข้อมูลของคุณ จะไม่มีข้อมูลของเพื่อนมาเกี่ยวข้องด้วย ของใครของมันนะคะ แล้วก็จะเป็นการจัดการ โดยใช้ซอฟต์แวร์ประเภทระบบจัดการฐานข้อมูล หรือว่า Database Management System ในหนังสือบางเล่ม จะเรียกง่าย ๆ ว่า DBMS นะคะ ซึ่งฐานข้อมูลนี่ มันก็จะมีส่วน ที่ทำหน้าที่ในการทำอธิบายนะคะ ความหมายของรายการที่เก็บอยู่ โดยสิ่งที่อยู่ในนั้นนี่ เราจะเรียกว่าเป็นบัญชีของระบบ พจนานุกรมของข้อมูล Metadata อันนี้เดี๋ยวบทถัด ๆ ไป อาจารย์จะลงรายละเอียดเยอะกว่านี้นะคะ อันนี้แนะนำไปก่อน โดยฐานข้อมูลนี่ ถ้าโครงสร้างของข้อมูล อาจจะถูกแยกออกจากโปรแกรมประยุกต์ เก็บไว้นะคะ ทำไมต้องแยก ข้อมูลจะถูกแยกเก็บออกจากโปรแกรม เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งคุณเปลี่ยนโปรแกรม ข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลจะไม่ได้รับความเสียหาย เพราะถ้าเราผูกติดทุกอย่างไว้กับโปรแกรม ไม่ว่าเราจะใช้ อยู่ดี ๆ วันนี้อยากใช้โปรแกรม A พอสัก 5 ปี อยากเปลี่ยนเป็นโปรแกรม B ไม่ได้ เพราะโดนผูกขาดว่าต้องใช้ A เท่านั้น จัดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้นะคะ ถ้ามีการเพิ่มหรือมีการปรับปรุงโปรแกรม หรือโครงสร้างของข้อมูล จะต้องไม่ได้รับผลกระทบ จากการเปลี่ยนโปรแกรม วันนี้คุณอยากจะใช้โปรแกรม A ก็ได้ วันพรุ่งนี้อาจใช้ B ก็ย่อมได้ เพราะข้อมูลคุณจะไม่หายไปไหน อันนี้คือลักษณะ ของการใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ รูปนี้คุ้น ๆ ไหมกับที่ผ่านมาแล้วนะคะ จะสังเกตได้ว่า แต่ละฝ่าย จะมีโปรแกรมในการทำงานแยกกัน แต่จะมีระบบจัดการฐานข้อมูลอยู่ตรงกลาง เพื่อให้เราสามารถเรียกใช้ข้อมูล ทั้งข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน การขายสินค้า ลูกค้า บัญชีรู้ ฝ่ายขายรู้ ฝ่ายบุคคลอยากรู้ก็ดูได้นะคะ มีพนักงานขายเข้ามาใหม่ ฝ่ายบุคคลก็... มีการปรับปรุงสินค้า ราคาสินค้า รหัสสินค้า ทุกอย่างทำที่เดียว สามารถเรียกดูได้ทุกโปรแกรมนะคะ อันนี้คือข้อดี ของการใช้ระบบจัดการฐานข้อมูล ระบบจัดการฐานข้อมูลมีหน้าที่อะไรบ้างนะคะ ตั้งแต่การเขียนพจนานุกรมข้อมูล อย่างที่อาจารย์บอกว่า สมมุติว่าต่อไปคุณเขียนโปรแกรม ภาษาอังกฤษของนักเรียน ก็คือ Student ในพจนานุกรมของคุณอาจจะเขียนแค่ S-t-d แทนคำว่า Student ก็ได้นะคะ เป็นอย่างสั้นอย่างย่อนะคะ หรือการจัดเก็บข้อมูล เราอาจจะเพิ่ม-ลบแก้ไขข้อมูลได้ง่ายนะคะ มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล แล้วก็เป็นการนำเสนอข้อมูล เช่น เอาข้อมูลที่มีทั้งหมดออกมาเป็นกราฟให้ดู เพื่อให้ผู้บริหารดูได้ง่ายก็ได้ ผู้บริหารไม่ชอบดูตัวเลขค่ะ เขาจะชอบดูที่แบบเป็นภาพ เอามาให้เห็นเลยว่ายอดขายปีนี้ 10 ล้าน ปีก่อน 8,000,000 เขาอาจจะมองภาพไม่ค่อยชัด พอคุณทำเป็นกราฟแท่ง โอเค เขาจะรู้แล้วว่ายอดขายมันเพิ่มขึ้นจริง ๆ นะคะ รวมถึง... ของผู้ใช้พร้อมกัน อย่างเช่นระบบที่เราดูเกรด น่าจะเคยเข้าไปดูแล้ว ระบบ Connect ดูเกรดทุกวิชา ถามว่าอาจารย์ก็ใช้ระบบ Connect ไหม ใช้ พวกคุณก็ใช้ แต่ การใช้งานไม่เท่ากัน เข้าใช้งานพร้อมกันได้ แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากันนะคะ ดูข้อมูลได้ไม่เหมือนกัน อาจารย์ดูได้มากกว่า นักศึกษาก็จะดูได้เฉพาะของตัวเองนะคะ อันนี้ก็คือควบคุม ควบคุมการเข้าใช้งานของ User การสำรองข้อมูล การกู้คืนข้อมูล อย่างเช่น ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ ถามว่าข้อมูลเราจะหายไปไหม ไม่หายนะคะ เพราะเราสำรองข้อมูลไว้ในฮาร์ดดิสก์ของเรานี่ มันสามารถย้ายเครื่องได้ ย้ายไปที่ไหนก็ได้นะคะ รวมถึงการจัดการความคงสภาพของข้อมูล เช่น รหัสบัตรประชาชน ทุกคนจะต้องมี 13 หลัก แต่คุณเข้าไปแก้ไขข้อมูล แล้วบังเอิญ ลืมว่าใส่ตัวเลข 0 ตกไปตัวหนึ่ง ถ้าคุณใส่ไม่ถูกต้อง ของกฎความคงสภาพของข้อมูล คุณใส่ไป 12 ตัว ระบบจะไม่ยอมให้คุณบันทึก เพราะว่ามันไม่ถูกต้อง ตามสภาพของข้อมูลที่ควรจะเป็น บัตรประชาชนจะต้องมี 13 หลัก ต้องใส่ให้ครบ ไม่อย่างนั้นระบบจะไม่ทำงานนะคะ อันนี้ก็เป็นลักษณะของความคงสภาพของข้อมูล ชื่อของเรา จะกรอกเป็นตัวเลขไม่ได้นะคะ ไม่มีใครชื่อเป็นตัวเลขอยู่แล้วใช่ไหม อันนี้ก็คือความคงสภาพของข้อมูล กับภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลนะคะ ภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลของวิชานี้ จะเป็นภาษา SQL เดี๋ยวเราจะได้เรียนหลัง Mid-term นะคะ อันนี้แนะนำไว้ก่อน การประยุกต์ใช้งานของฐานข้อมูลเยอะมาก รอบตัวคุณเลย ทุกอย่าง ใช้ฐานข้อมูลหมด ขนาดในโทรศัพท์ของคุณ เบอร์โทรศัพท์ที่เก็บไว้ในเครื่องก็คือฐานข้อมูล เม็มเบอร์พ่อ เม็มเบอร์แม่ เม็มเบอร์เพื่อนไว้ แอดไลน์เพื่อน แอดไลน์อาจารย์ แอดไลน์พี่เจ้าหน้าที่ เป็นเพื่อนกันใน Facebook ลงคลิปใน YouTube ทุกอย่างฐานข้อมูลทั้งหมดเลยนะคะ เงินในบัญชีก็ฐานข้อมูล ถอนเท่าไร แม่ฝากให้เท่าไร จะถูกเก็บ Record ไว้หมด เก็บบันทึกไว้หมดนะคะ อันนี้คือ ไม่ว่าอะไรใด ๆ ในรอบตัวเราตอนนี้ ใช้ฐานข้อมูลหมดนะคะ องค์ประกอบของสิ่งที่จะต้องมี ในระบบฐานข้อมูลนะคะ สิ่งที่เชื่อมระหว่างคอมพิวเตอร์กับคน ก็คือข้อมูลนะคะ ในส่วนของคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง มีอุปกรณ์ มีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบข้าง ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานฐานข้อมูลทั้งหมดนะคะ จอก็ใช่ คีย์บอร์ดก็ใช่ กล้องก็ใช่นะคะ อันนี้คือสิ่งที่เราต้องใช้ Software นะคะ ก็จะทั้งที่เราใช้งานกันปัจจุบันก็คือระบบปฏิบัติการ ในห้องแล็บห้องนี้ก็จะเป็น Windows นะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลที่เราจะใช้ในเทอมนี้ จะเป็น Microsoft Access นะคะ อาจจะมีโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ ที่เราจะใช้บ้างก็ได้นะคะ แต่ว่าพื้นฐาน ใช้ภาษาเดียวกันก็คือภาษา SQL บางคนจบไปแล้วไปทำงาน อาจจะใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลชนิดอื่นก็ได้ แต่ภาษาโปรแกรมเหมือนกันนะคะ แต่ว่าตอนนี้เรามีลิขสิทธิ์ของ Windows เราก็ใช้อุปกรณ์ ของพวก Microsoft License แล้วกันนะคะ ข้อมูลก็จะเป็นสิ่งที่จัดเก็บ อยู่ในระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเอาไว้ประมวลผลต่อไปนะคะ ในระบบจัดการฐานข้อมูล ก็จะมีส่วนที่ไว้สำหรับ อธิบายข้อมูลด้วยนะคะ บรรยายลักษณะของข้อมูลด้วยนะคะ Procedure อาจจะเป็นคำสั่งแล้วก็กฎต่าง ๆ ที่เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานนะคะ เราก็จะเขียนไว้ ซึ่งวิชานี้จะต้องได้วาดรูปด้วยนะคะ อาจจะเคยวาด Mind Map มาแล้ว ใกล้เคียงกัน แต่รูปที่เราจะวาด เราจะเขียนว่าแผนภาพ ER นะคะ เดี๋ยวถัด ๆ ไปเราจะได้วาดรูปด้วยนะคะ สัญลักษณ์แต่ละอย่างในรูปมีความหมาย หัวลูกศรมีความหมาย เป็นเส้นตรง เส้นประ ทุกอย่างจะแทนความหมายหมด เพราะฉะนั้น ถ้าวันไหนวาดรูป ตั้งใจนะคะ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ก็จะเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับฐานข้อมูลทั้งหมด ทั้งออกแบบการใช้งานนะคะ อาจจะเป็น User หรือว่าผู้ใช้งานทั่วไป เป็น Database Admin หรือว่านักออกแบบระบบ ดูแลระบบทุกอย่างนะคะ อาจจะเป็นทั้งผู้บริหาร คนพัฒนาโปรแกรม อันนี้ก็คือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้งาน ข้อดีของการใช้งานฐานข้อมูลนะคะ ก็คือ เป็นอิสระจากโปรแกรมกับข้อมูล ถ้าเราอัปเดตโปรแกรม เปลี่ยนโปรแกรม ข้อมูลเราจะไม่เสียหายนะคะ ลดความซ้ำซ้อนในของข้อมูล จัดเก็บข้อมูลที่เดียวกัน ถ้าข้อมูลตัวไหนซ้ำจะถูกตัดออกนะคะ มีความตรงกันของข้อมูลนะคะ ค้นหาข้อมูล เข้าไปแล้วก็จะเจอข้อมูลที่ตรงกันนะคะ สามารถใช้งานข้อมูลร่วมกันได้ ข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถเรียกดูแล้วก็เข้าใช้งานได้ง่าย ป้องกันแล้วก็ควบคุมการใช้งานได้ง่าย ลดปัญหาในการปรับปรุงรักษาโปรแกรมนะคะ เพราะว่าถ้าใช้เหมือนกัน การบำรุงรักษาก็จะเข้าใจตรงกัน ดูแลง่ายนะคะ แต่ข้อจำกัดที่บางคนไม่ค่อยอยากจะ ใช้งานระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีราคาแพง แต่ว่าความสามารถมันสูง บางคนก็จะเลือกตาม… ข้อจำกันมันก็จะมี อาจจะซับซ้อน ใช้ฟังก์ชันมันยากนะคะ รูปแบบในการเรียกดูข้อมูลมันยาก ขนาดมันใหญ่นะคะ ราคาก็แพงขึ้นเช่นเดียวกัน ถ้าราคาโปรแกรมแพง ตัวฮาร์ดแวร์ หรืออุปกรณ์ ที่ใช้งานก็จะแพงขึ้นไปด้วยเหมือนกัน ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นในการติดตั้ง ผลกระทบจากการเสียหายก็ค่อนข้างสูง อย่างเช่น ถ้าเราเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวนี่ เกิดวันดีคืนดีอาจจะเป็นน้ำท่วม ไฟไหม้ ถ้าข้อมูลเก็บไว้ที่เดียว โดนไฟไหม้ ความเสียหายก็สูงเช่นเดียวกันนะคะ มันก็จะมีแผนสำหรับการสำรองข้อมูลอะไรอีก เดี๋ยวเราจะเรียนในบทถัด ๆ ไปนะคะ ชนิดของระบบฐานข้อมูล เราจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด มีเกณณ์แบ่งนะคะ ตอนแรกก็คือแบ่งตามลักษณะการใช้งาน กับแบ่งตามสถานที่ตั้ง อย่างแรกเลย ลักษณะการใช้งาน ถ้าเป็นฐานข้อมูลที่มีคนใช้งานคนเดียวนะคะ เราจะเรียกว่าเป็น Single User หรือ Stand Alone อย่างเช่นเราใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้าน ทำระบบบัญชี ที่บ้านแม่อาจจะเปิดร้าน ขายของเล็ก ๆ นะคะ ทำข้อมูลบัญชีอาจจะใช้ Excel ใช้คนเดียวนะคะ เราจะเรียกว่าเป็น Stand Alone ไม่ต้องแชร์ข้อมูลกับใคร แต่อีกแบบหนึ่งคือ เป็น Multi-User ทำงานพร้อมกันหลายคน ส่วนมากจะเป็นองค์การที่ขนาดใหญ่ขึ้น มีพนักงาน มีลูกจ้างนะคะ ส่วนมากถ้าเป็นตามบ้าน เราจะใช้เป็นผู้ใช้คนเดียว ถ้าเริ่มเป็นมีลูกน้องมีใด ๆ ก็ตาม เราจะเรียกว่าเป็นเป็น Multi-User ก็คือ อาจจะมี เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล 1 เครื่อง แล้วอีก 4 คนนี้ ก็แชร์ข้อมูลร่วมกันนะคะ กับแบ่งตามสถานที่ตั้งฐานข้อมูลนะคะ อันแรกจะเป็นฐานข้อมูลแบบศูนย์รวมนะคะ เก็บข้อมูลที่เดียว แล้วก็ค่อยให้สาขาย่อย ๆ นี่ เชื่อมต่อเข้ามา อย่างเช่นในมหาวิทยาลัยเรา เราจะมีฐานข้อมูลที่เดียว อาจจะเช่นที่ตึก 10 อยากดูข้อมูลก็ล็อกอินเข้ามาดูข้อมูลได้ แต่จะไม่เก็บที่อื่น เก็บที่เดียวนะคะ อันนี้ก็เป็นแบบศูนย์รวม กับแบบกระจาย เหมือนที่อาจารย์อธิบายว่า YouTube เวลาคุณดูนี่ ฐานข้อมูลหลักมันจะอยู่ที่อเมริกา แต่เขาอาจจะมีการกระจาย ฐานข้อมูลออกมาไว้ใกล้ ๆ เราอีกทีหนึ่ง ก็อาจจะเป็นแถวฮ่องกง หรือแถวเวียดนาม ตั้งไว้เพื่อให้เราสามารถเรียกดูข้อมูลได้เร็วขึ้น เป็นจุดที่ทวนสัญญาณนะคะ แบบนี้จะเรียกว่า "ฐานข้อมูลแบบกระจาย" จริง ๆ แล้ววันนี้นี่ ส่วนใหญ่ทุกคนจะเริ่มเข้าใจแล้ว ว่าฐานข้อมูลที่เราใช้กันนี่ มันคืออะไร ทำไมต้องเรียนนะคะ เราเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า เออ จริง ๆ แล้วรอบ ๆ ตัวเรานี่ มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล เยอะมาก ๆ เลยนะคะ อาจารย์เลยจะเอางานให้ทำ อันนี้เป็นการบ้าน กลับไปทำที่บ้านนะคะ มีอยู่ 2 ข้อ เดี๋ยวอธิบายก่อน ก็คือยกตัวอย่างข้อมูลในแต่ละลำดับชั้น ของการเก็บข้อมูลนะคะ เอามาสัก 3 ตัวอย่าง เป็นอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง กับให้ยกตัวอย่างข้อมูล ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี่ ที่มันไม่สามารถซ้ำกับคนอื่นได้ เอามาสัก 10 ตัวอย่าง แน่นอนอย่างแรก บัตรประชาชนคุณไม่ซ้ำแน่ ๆ ใช่ไหม รหัสนักศึกษาซ้ำไหม ไม่ซ้ำ เบอร์โทรศัพท์ซ้ำไหม ไม่ซ้ำ ไม่ใช่โทรหาคุณ กดเบอร์คุณจะโทรหาคุณ แต่มันขึ้นของคนอื่นนี่ มันเป็นไปไม่ได้ 3 ตัวอย่างแล้วนะ ทะเบียนรถยนต์ซ้ำกันได้ไหม ไม่ได้ ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ซ้ำกันได้ไหม 5 ตัวอย่างแล้ว ไปหามาอีกสิ 5 ตัวอย่าง ที่เหลืออะไรที่มันซ้ำกันไม่ได้อีก มันต้องมีแหละ ห้ามซ้ำกัน รหัสสินค้าซ้ำกันได้ไหม ลองไปคิดดูสิ เออ รหัสสินค้าซ้ำกันไม่ได้ มีอะไรอีก มีอะไรอีกที่ซ้ำกันไม่ได้ Account เล่น Facebook ซ้ำกันได้ไหม ซ้ำได้หรือเปล่า อีเมลซ้ำกันได้ไหม ลองไปคิดดูนะคะ ยกตัวอย่างที่มันไม่ซ้ำกัน ส่วนข้อ 1 นี่ ยกตัวอย่างลำดับชั้นของข้อมูล มาดูตัวอย่างใน... เดี๋ยวนะคะ ตัวอย่างจะเป็น หน้าที่เป็นรูปแฟ้ม แบบนี้ ลำดับชั้น ให้หามาเมื่อกี้อาจารย์ให้กี่ตัวอย่างจำไม่ได้แล้ว ให้เรียงลำดับจากน้อยขึ้นไปหามากแบบนี้ อันนี้เป็นรูปตัวอย่าง ภาษาไทยมีกำกับด้วย ให้ลองเขียนมานะคะว่า เวลาเราทำลำดับชั้นการเก็บข้อมูลนี่ เราจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง คุณบางคนอาจจะเขียนจากมากไปน้อย หรือน้อยไปมากแล้วแต่นะคะ เอาที่สะดวกเลย อันนี้เป็นตัวอย่าง อยู่ในสไลด์ที่ 19 ข้อ 1 จะทำตามสไลด์ที่ 19 นะ ข้อ 1 ตามสไลด์ที่ 19 เผื่อจะได้ไปเจอข้อมูลง่าย ๆ 3 ตัวอย่างเอง ลองไปหามาสิจะเป็นอย่างไรนะคะ ตัวอย่างข้อมูลที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น 10 ตัวอย่าง เมื่อกี้พูดไปแล้ว 5-6 อย่างแล้ว ไปหามาเพิ่มให้ครบ 10 ไม่น่าจะยากสำหรับวันแรกนะ งานครั้งนี้ส่งวันไหนดี วันศุกร์มีเรียนไหมคะ ส่งวันศุกร์แล้วกันนะ จะได้ไม่ต้องค้างไปเสาร์-อาทิตย์ ทำใส่กระดาษรายงาน เขียนด้วยลายมือตัวเอง ส่ง ใส่กระดาษรายงานนะคะ ไม่ต้องใส่สมุด ส่งที่ตู้ส่งงานอาจารย์ ตึก 9 เหมือนเดิม ตู้สีฟ้า ถูกตู้นะ มีชื่ออาจารย์อยู่ ส่งวันศุกร์ ภายในวันศุกร์นะ โอเคค่ะ สัปดาห์นี้ประมาณนี้ค่ะล่าม ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณถอดความด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]