(อาจารย์ธิดารัตน์) ไปยังผู้รับนั่นเองนะคะ เราก็จะมาดูว่าตัวกลางตัวนี้นี่ มันจะมีประเภทอะไรบ้าง แล้วแยกเป็นประเภทไหนบ้างนะคะ อาจจะเป็นสิ่งที่นักศึกษาใช้งานกันอยู่แล้ว ณ ปัจจุบันใกล้ตัวนะคะ เดี๋ยวเราก็จะมาจำแนกประเภท แล้วก็มาตีกรอบว่าแต่ละประเภทนี่ เขาจัดอยู่ในตัวมาตรฐานอะไรนั่นเองนะคะ จากรูปภาพนะคะ อย่างที่บอกไปการสื่อสารนะคะ เหมือนอาจารย์พูดหน้าห้องกับนักเรียนนะคะ ก็จะเป็นผู้ส่งสารแล้วก็ปลายทางก็จะเป็นนักศึกษาทุกคน เช่นเดียวกัน ในการสื่อสารในตัวระบบคอมพิวเตอร์นะคะ ก็จะมีผู้ส่งและก็ผู้รับนั่นเองนะคะ Sender กับ Receiver นะคะ แน่นอนนะคะ การใช้การสื่อสารในคอมพิวเตอร์ก็ต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ถูกไหมคะ เหมือนเวลาเราใช้คอมพิวเตอร์อาจจะทำการบ้านนี่ หรือว่าส่ง Facebook คุยกับเพื่อนนี่ มันก็ต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต้นทางกับปลายทางถูกไหมคะ ที่เราจะส่งข้อมูลหากัน ดังนั้น คอมพิวเตอร์นะคะ ของผู้ส่ง ก็จะอยู่ฝั่งที่ผู้ส่งและก็ผู้รับ ดังนั้นสายที่ใช้ในการสื่อสารอย่างสมมติในห้องแล็บตัวนี้นะคะ สายที่อยู่หลังเครื่องคอมฯ ก็จะเป็นสายแลนถูกไหมคะ ที่เป็นเส้นขาว ๆ ในการเชื่อมต่อนั่นเอง คราวนี้ สื่อกลางนะคะ ก็คือ Transmission Media ตรงนี้ ก็จะเป็นสายหรืออากาศ ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างกันนะคะ เราจะมาดูว่า เดี๋ยวขอพูดไปเมื่อกี้ ลืม ตามชื่อตัวกลางสื่อสารแล้วก็ Physical Layer จากที่เรียนไปสัปดาห์ที่แล้วนะคะ เราจะมีตัว OSI Layer นะคะกับ TCP/IP นะคะ มันก็จะมี ชั้นที่ล่างสุดก็คือชั้นที่เป็น Physical คือมองภาพได้จับต้องได้นะคะ ก็ใช้ทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ก็คือชั้นที่เอาสายแลนเสียบข้างหลังนะคะ ก็จะเรียกเป็น Physical Layer ในการเสียบ แล้วก็ส่งข้อมูลนั่นเองนะคะ สายสื่อสารมาตรฐานของเรานะคะ อันนี้จะเป็นหลัก ๆ ก่อนนะคะ ณ ปัจจุบันอาจจะมีการเพิ่มตัว... เพิ่มเติมของตัวฟังก์ชันนะคะ ของตัวสายสื่อสารขึ้นมานะคะ ก็จะมีทั้งหมด 4 อันที่อาจารย์นำมายกตัวอย่าง แล้วก็เอามาสอนในครั้งนี้ ก็จะมี มาตรฐาน 10BASE มาตรฐาน IEEE 802.4 มาตรฐาน IEEE 802.5 มาตรฐาน FDDI นะคะ เดี๋ยวเราจะมาดูแต่ละตัวแต่ละมาตรฐานนะคะ ว่ามันมีคุณลักษณะ ที่แตกต่างกันอย่างไรบ้างนั่นเองนะคะ เราจะมาดูมาตรฐาน IEEE ตัวแรกของเรา 802.3 นะคะ ก็จะเป็นการส่งข้อมูลสื่อสารนะคะ ทั่วไปของตัวอินเทอร์เน็ตนั่นเองนะคะ โดยจะแบ่งเป็นย่อย ๆ ตามนี้ พูดง่าย ๆ มันจะมีตัวอักษรด้านหน้านะคะ เพื่อแบ่งเป็นประเภทแล้วก็ ตัวเลขหรือตัวอักษรด้านหลังนะคะ เพื่อแบ่งเฉพาะรายละเอียดลงไปอีก อย่างตัวแรกนะคะ 10BASE5 หรือว่าตัว Original 802.3 นะคะ ก็จะเป็น การสื่อสารพวกอินเทอร์เน็ตทั่วไปนะคะ ถัดมาอันที่ 10BASE2 หรือว่า Cheapernet นะคะ อันที่ 3 1BASE5 STARLAN อันที่ 4 10BASE-T และอันสุดท้าย 10BASE36 หรือว่าตัว Broadband นะคะ อันนี้เราจะไม่ได้ลงลึกไปทั้งหมดจะเลือกมาแค่บางตัวมาตรฐานนะคะ เพื่อระบุแต่ละตัวที่มันใกล้ตัวแล้วก็คิดว่านักศึกษาน่าจะได้ใช้งานนะคะ ในชีวิตจริงนี่มากที่สุดนั่นเองนะคะ เดี๋ยวเรามาดูตารางนะคะ ของตารางสายมาตรฐาน 10BASE ของเรานะคะ ดูง่าย ๆ นะคะ ของเรานี่ จะมีสายที่เราใช้งาน ส่วนมากก็จะเป็นถ้าในห้องแล็บก็จะเป็นสายแลนถูกไหมคะ ในการสื่อสารสีขาว ๆ ของเราใช้สายแลนก็จะแบ่งประเภทอีก ว่าเป็นแลนแบบไหน มีสายที่มันคลุมเป็นการป้องกันการรบกวนกันของสัญญาณหรือเปล่า แล้วก็มีสาย Coaxial นะคะ 2 แบบตรงนี้นะคะ แล้วก็แบบมีเกลียว แล้วก็ไม่มีเกลียวอีก มันก็จะแยกเฉพาะของสายลงไปอีกว่ามีประเภทอะไรนะคะ อันนี้ก็จะเป็นลักษณะตาราง ให้มาดูความเปรียบเทียบนะคะ ว่าจะมีสายโคแอกเชียล แล้วที่ต่างกัน ก็คือจะเป็นเทคนิคการส่ง อันนี้มันจะแยกประเภทลงไปอีกนะคะ ว่ากรณีเราส่งนี่ ส่งเป็นแบบวิธีไหนใช้ความถี่นะคะ ใช้ค่าความถี่ไหม หรือว่าเป็นช่วงเวลาไหมนะคะ อัตราความเร็วอยู่ที่เท่าไร แล้วก็ระยะทางนะคะ สูงสุดที่สามารถส่งตัวข้อมูลไปได้ โดยไม่ต้องใช้ตัวกระจายสัญญาณหรือว่าตัวเพิ่มสัญญาณขึ้นใหม่อีกรอบหนึ่ง อันนี้จะเป็นตารางคร่าว ๆ ให้ดูนะคะ เพราะว่าถ้าจะเรียนละเอียดก็คือ เราจะต้องเรียนตั้งแต่เทคนิคการส่งสัญญาณของแต่ละตัว แล้วก็มาดูประเภทอีกนะคะ อันนี้จะเป็นตารางสรุปรวมให้ดูแล้วกันนะคะ เดี๋ยวให้นักศึกษาไปจำเอานะคะว่า ตัวไหนที่ให้ระยะทางสูงที่สุดนะคะ เอาสังเกตง่าย ๆ นะคะ สายแลนกับโคแอกเชียลนี่ โคแอกเชียลจะให้การส่งสัญญาณที่ ระยะทางที่ไกลกว่านะคะ เราจะมาดูตรงตารางตรงนี้ได้อยู่ที่ 3,600 นะคะ per meter อัตราความเร็วนะคะ 10 Mbps ในการส่งข้อมูลนะคะ แล้วก็จะมีตัว รูปแบบเทคนิคการส่งเป็น DPSK นะคะ มันก็จะแยกประเภทลงไปอีกนะคะ อันนี้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบมาให้ดูเบื้องต้นก่อน ถัดมานะคะ มาตรฐาน IEEE 802.4 นะคะ เป็นการมาตรฐานแบบ Token Bus เป็นการสื่อสารอยู่ 3 แบบ Broadband นะคะ Carrierband แล้วก็สาย Fiber Optic เราเรียนเครือข่ายมาแล้ว การเชื่อมต่อพวก Bus พวก Ring น่าจะได้เรียนมาแล้วนะ คุ้น ๆ ไหม หรือว่าคืน คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว เข้าสายแลน เดี๋ยวก็จะ... เดี๋ยวก็จะคุ้น ๆ นะคะ Broadband เป็นสายโคแอกเชียล ไม่แน่ใจว่าในแล็บตัวเครือข่ายเราได้มีได้ดูสาย Coax กันหรือเปล่า ได้ดูไหม อ๋อ เรียนออนไลน์ อ๋อ โอเค ๆ ไม่เป็นไร เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวจะมีในสไลด์ให้ดูนะคะ จะมีการส่งสัญญาณที่แตกต่างกัน พูดง่าย ๆ ว่าจะเป็นสายแลน สายโคแอกซ์ หรือสายไฟเบอร์นี่ เขาสามารถที่จะมีการส่งสัญญาณที่อัตราความเร็วที่แตกต่างกันได้ ตามอุปกรณ์ที่รับแล้วก็ส่งด้วยเช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็ช่องทาง Bandwidth นะคะ Bandwidth ก็คือช่องทางที่สามารถจะส่งข้อมูลไป เข้าใจคำว่า Bandwidth อยู่นะ ความกว้าง เหมือนถนนในการ… เวลาเราขึ้นถนนไปปลายทางนี่ Bandwidth ก็คือความกว้างของถนนที่เราจะส่งข้อมูลไปก็เหมือนรถนี่ มันขี่ได้กี่คันในถนนเส้นหนึ่ง ก็คือมันกว้างเยอะขนาดไหนในการส่งข้อมูล ไม่งงนะ งงให้ถามนะคะ ถัดมา Carrierband นะคะ ก็คือเป็น Broadband ก็คือตัวข้างบนนี่ช่องทางเดียวนะคะ มีช่องทางเดียวต่อ 1 สาย เหมือนถนนน่ะมีเส้นเดียว รถสามารถขับได้แค่คันเดียว เหมือนขับอยู่ในซอย ไม่งงนะ ราคาสายจะถูกลงเพราะความกว้างมันก็ Bandwidth ก็จะน้อยลงนะคะ แล้วก็สามารถเลือกอัตราความเร็วได้ว่าจะขี่ เหมือนเราขับรถนี่จะส่งที่อัตราความเร็วเท่าไร อันนี้ก็จะมีสามารถส่งได้ที่อัตราความเร็ว ที่เราเลือกได้นั่นเองนะคะ ว่าจะสามารถส่งที่ความเร็วเท่าไรนั่นเอง อันที่ 3 ก็จะเป็น Fiber Optic นะคะ ที่เอามาใช้แทน 2 ตัวนี้นะคะ อัตราความเร็วเราก็จะเห็นว่า Fiber จะมีอัตราความเร็วที่มันสูงขึ้นนะคะ มันก็จะเป็นสายแลนโคแอกเชียลนะคะ แล้วก็ไฟเบอร์ตามคุณภาพของตัวสายส่ง แล้วก็สามารถใช้กับแลนในเครือข่าย อันนี้ข้ามไปก่อนแล้วกัน Passive กับ Active STAR นะคะ ก็คือใช้ได้กับตัวเครือข่ายของเราได้นั่นเองนะคะ โอเค Token Bus ของเราก็จะมี 3 แบบนะคะ หรือถ้าเรามาทำเป็นตารางสรุป 2 อันนี้เป็นตัวที่เป็นโคแอกเชียล อันนี้เป็นไฟเบอร์ออปติก อย่างที่บอกไปไฟเบอร์จะให้อัตราความเร็วที่ในการส่งที่ค่อนข้างสูงที่สุดนะคะ แต่ว่าข้อดีข้อเสียของแต่ละอันก็จะแตกต่างกันไปนะคะ เดี๋ยวเราจะมาพูดแยกแต่ละประเภทอีกว่า Coaxial นี่ ข้อดีอะไรข้อเสียอะไร ไฟเบอร์ออฟติกข้อดีอะไรข้อเสียอะไรนั่นเองนะคะ อันนี้ก็คือเทคนิคการส่งสัญญาณ ปกติโคแอกเชียลนี่จะมีความค่าตัวต้านทานที่อยู่ 75 โอห์ม ค่าความต้านทานคืออะไร ในกรณีที่เราใช้จ่ายส่งที่เป็นทองแดงนี่ เหมือนสายไฟนี่ มันจะมีค่าความต้านทานเวลาเราส่งพวกไม่ว่าจะเป็นเสียงนะคะ หรือว่า ถ้าเป็นสายไฟมันก็คือกระแสไฟฟ้า มันจะมีค่าความต้านทานนะคะ ที่สามารถที่จะคำนวณ มันก็จะมีคำนวณค่าอีกว่าโอมห์แล้วก็ส่งได้เท่าไรนะคะ คราวนี้เทคนิคในการส่งสัญญาณนะคะ มันก็จะมีหลายแบบ AM ก็จะเป็น Amplitude Modulation นะคะ Pulse นะคะ หรือว่าจะเป็น Frequency อันนี้ก็จะเป็นรูปแบบเทคนิคการส่งสัญญาณอีกนะคะ คราวนี้เราเรียนเป็นภาพรวมนะ เราไม่ได้เรียนเป็นรายละเอียดลงลึกของเทคนิคการส่งสัญญาณนะคะ อาจารย์จะขอไม่ได้อธิบายละเอียดทั้งหมดนะคะ มันจะมีชื่อการส่งสัญญาณเทคนิค Broadband Carrierband แล้วก็ไฟเบอร์ออปติกนะคะ เราก็จะเป็นอัตราความเร็วที่สามารถส่งได้ นั่นเอง ก็จะเห็นว่าตัวไฟเบอร์นี่ จะดีที่สุดนั่นเอง ระยะทางนะคะ ถ้าเป็น Fiber Optic นะคะ ที่ความเร็วมากที่สุดนี่ ก็จะได้ระยะทางที่สูงที่สุด แต่พอดีตัวนี้มันไม่ได้ปรับแก้น่ะค่ะ ถัดมา ถามได้นะอันไหนงง ถัดมาเป็นมาตรฐาน IEEE 802.5 นะคะ 802.5 ก็จะเป็นสายคู่เกลียว ตามชื่อนะคะ สายคู่เกลียวแบบชีลด์ 2 ลักษณะ ก็คือสามารถส่งที่อัตราความเร็วที่ 1 และก็ 4 Mbps เป็น LAN แล้วก็ Token-Ring ถ้าเป็น Bus ก็คือ เป็นสายแล้วก็อุปกรณ์ต่อเสียบเข้าไปในตัวสวิตช์หรือ Hub หรือ Router นะ Bus นึกออกนะ ถ้าเป็น Ring ก็คือ อุปกรณ์ทุกตัวต้องต่อเชื่อมกัน เวลาถ้าอันไหนล่มก็คือจะล่มทั้งระบบ คุ้น ๆ นะ คุ้นนะ ไม่คุ้นถามได้นะ อีกมาตรฐานหนึ่งที่เรามาใช้ก็คือจะเป็นมาตรฐานของ IBM IBM ก็จะเป็นพวก บริษัทที่ผลิตเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระบบเครือข่ายด้วยต่าง ๆ โทรคมนาคมนะคะ การสื่อสารเขาก็จะมีเรื่อง 2 แบบ ก็คือ แบบไม่มีชีลด์แล้วก็แบบมีชีลด์แล้วก็จะมีอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลด้วยเช่นเดียวกันนะคะ เดี๋ยวเราจะมาดูตารางถัดมานะคะ ที่ใช้เปรียบเทียบ อันนี้ก็จะเป็น 802.5 นะคะ คู่มีเกลียวแล้วก็ของตัว IBM ก็จะแบ่งมีเกลียวแล้วก็ไม่มีเกลียว บางคนจะสงสัยว่าสายส่งสัญญาณ ทำไมมีทั้งแบบคู่มีเกลียวแล้วก็ไม่เกลียว กรณีที่มันมีตีเกลียวกับเพื่อลดสัญญาณรบกวนนะคะ ปกติเวลาส่งสัญญาณข้อมูลนี่ มันก็จะเป็นสายที่มันนคู่ขนานกันไปเรื่อย ๆ นะคะ ถ้ามีการคู่ตีเกลียวขึ้นมานี่ก็จะช่วยลดสัญญาณรบกวนระหว่างช่องสัญญาณที่อยู่ข้าง ๆ นั่นเองนะคะ ในการส่งข้อมูล อันนี้ก็จะเป็นเทคนิคนะคะ แล้วก็จะเป็นอัตราความเร็ว และก็จำนวน Repeater จำนวน Repeater ก็คือกรณีเราส่งสัญญาณข้อมูลนี่เข้ามานะคะ แล้วสัญญาณข้อมูลนี่ เราสามารถส่งได้ที่ระยะทางเท่าไรนะคะ มองภาพง่าย ๆ เวลาเราส่ง ให้มองภาพง่ายที่สุด ถ้าเราน่าจะเข้าใจนะ ก็จะเป็นแบบองค์การโทรศัพท์ถูกไหมคะ มันก็จะมีชุมสายทุกที่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เหมือนกัน ก็จะมีจุดพักสัญญาณเช่นเดียวกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น TOT 3 Broadband นะคะ CAT Telecom อะไรต่าง ๆ นี่ มันจะมีชุมสายในการกระจายสัญญาณเช่นเดียวกันว่าเราส่งสัญญาณมาถึงระดับนี้แล้ว ต้องมีตู้พักกระจายสัญญาณที่จุดไหน เพื่อจะทำการทวนสัญญาณเพื่อให้สัญญาณมันชัดเจน แล้วก็ส่งไปยังปลายทางได้ครบข้อมูลที่จากผู้ส่งนั่นเองนะคะ อันนี้ไม่ได้ระบุตัว Repeater เข้ามานะคะ ตัวระยะทาง อันนี้ก็ตัว Repeater ที่สูงสุดนะคะ ที่เราสามารถส่งนะคะ อัตราความเร็วแล้วก็ที่จะทวนสัญญาณให้ถึงปลายทางได้นั่นเอง ถัดมา ตัวที่ 3 ของเรามาตรฐาน FDDI นะคะ ตามชื่อก็จะเป็น Fiber Distributed Data Interface นะคะ ก็จะเป็นโปรโตคอลของตัวแลนนะคะ ก็คือ Local Area Network ของเรานะคะ แบบ Token- Ring มีอัตราการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps มันก็จะเยอะกว่าเมื่อกี้ถูกไหม อันนี้ก็จะเพิ่มขึ้นนะ เป็น 100 นะคะ เราก็จะมาดูตาราง นี่ อัตราความเร็วมันจะเพิ่มขึ้นนะคะ แต่เทคนิคสัญญาณในการส่งนี่จะต่างไป FDDI จากชื่อก็ตัว F ก็จะย่อมาจากตัว Fiber อย่างที่บอกไปไฟเบอร์จะส่งสัญญาณ ได้ระยะไกลกว่า แล้วก็สัญญาณดีกว่านะคะ Repeater แล้วก็ระยะทางระหว่าง Repeater นะคะ ทุก 200 เมตรก็จะมีตัว Repeater เพื่อทวนสัญญาณ ทำให้สัญญาณนี่ชัดเจนยิ่งขึ้นนั่นเอง งงกันไหม ถ้าเงียบ ๆ อาจารย์ถือว่าเข้าใจนะ ถ้าไม่เข้าใจยกมือถามได้นะคะ คราวนี้เราจะมาดูประเภทตัวกลางสื่อสาร ประเภทของมันก็จะมีแบบ Wire ก็คือมีสาย Wireless ก็คือไม่มีสายนะ ตามชื่อเลย ก็จะมีสายแบบไหนบ้าง Twisted-pair ก็คือพันคู่ตีเกลียว Coaxial Fiber Optic แล้วก็ Free Space Free Space ก็พวกอากาศที่เราส่งสัญญาณไปหากัน อย่างพวก Wi-Fi นะคะ หรือว่าใช้สัญญาณดาวเทียมนะคะ Antenna ต่าง ๆ ก็จะอยู่ในประเภทนี้ เป็น Unguided นะคะ เรามาดูต่อ สายสื่อสารแบบใช้สายที่มีท่อนำ ท่อนำก็คือมีอุปกรณ์เหมือนเรามีถนน เดินทางไปนะคะ ก็จะมีการเชื่อมอุปกรณ์นะคะ จากต้นทางไปยังปลายทาง อุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งนะคะ โดยมี Twisted-pair Coaxial แล้วก็ Fiber Optic ก็คือจะเป็น 3 อันที่พูดไปอยู่ฝั่งขวาที่มันจะเป็น Wire นะคะ เดี๋ยวเราจะมาดูอันแรกของเรานะคะ ที่มีสายส่งของอุปกรณ์ ตัวสายคู่พันเกลียวนะคะ อย่างเหมือนสาย LAN สมมติเราแกะออกมาจะเห็นว่า มันจะตีเกลียวคู่กัน Network น่าจะได้เรียนแล้ว อันนี้อาจารย์เขาน่าจะสอน Insulator ก็คืออุปกรณ์ที่เป็นฉนวนหุ้ม ของตัวสายทองแดงที่อยู่แต่ละคู่นั่นเองนะคะ เดี๋ยวเราดูต่อนะ สายคู่ตีเกลียวจะมี 2 อัน UTP กับ STP U ก็คือ Unshielded S คือ Shielded U Shielded ก็คือไม่มีตัว เขาเรียก เป็นตัวหุ้มอีกรอบหนึ่ง เพื่อช่วยลดสัญญาณลดทอนนะคะ STP ก็จะมีตัวหุ้มตรงนี้อีกอันหนึ่ง ตัวนี้นะคะลักษณะก็จะต่างกัน สาย LAN ของเราก็จะเป็นส่วนมากจะใช้เป็น UTP ธรรมดา ที่อยู่ในห้องแล็บนะคะ ถ้าไม่ใช่อุปกรณ์ที่ต้องการส่งข้อมูลแล้วไม่มีสัญญาณรบกวนนะคะ ถ้าต้องการแบบว่ามีตัว Shielding หรือว่าตัวป้องกันสัญญาณรบกวนนะคะ ก็จะเป็นตัว STP ของเรา อันนี้ก็จะเป็นลักษณะของสาย LAN ที่เราเห็นใช้ทั่วไปก็จะเป็นตัวนี้นะคะ เข้าสายน่าจะเรียนมาแล้วนะ โอเค เรียนมาแล้ว เราก็จะรู้ว่าเข้าสายด้วยคู่ไหนเป็นต่อตรง ต่อ Cross ถูกนะ สลับสายกันอย่างไร สีอะไร อันนี้เป็น Shielded แล้วก็ Unshielded มันจะเป็นเหมือน Foil น่ะ ต้องกันไว้อีกรอบหนึ่งนะคะ แต่ว่าทั่วไปนี่ที่เราใช้นี่ ไม่ค่อยเห็นนะคะ มันก็ใช้กับอุปกรณ์ที่เฉพาะนิดหนึ่งแล้วก็ราคาก็จะเพิ่มขึ้น อันไหนที่มันมีคุณภาพดีกว่า แน่นอนราคาก็จะสูงขึ้น ประสิทธิภาพก็ดียิ่งขึ้นตามไปด้วยนั่นเองนะคะ ไม่ไป อันนี้ก็จะเป็นสายนะคะ คู่ตีเกลียวของเรานะคะ โดยจะมีทั้งหมด 4 คู่นะ ขาว-ฟ้า ฟ้า ขาว-ส้ม ส้ม ขาว-เขียว เขียว ขาว-น้ำตาล น้ำตาล นะคะ ก็ตามตัวย่อตัวนี้นะคะ ก็จะสามารถส่งข้อมูลได้ระยะทางที่ไม่ค่อยไกลสักเท่าไร แล้วก็จะเห็นว่า ตามอุปกรณ์ตามห้องนะคะ ที่ระยะทางที่ไม่ค่อยไกล ถัดมา อันนี้ก็พูดไปแล้วนะ 4 คู่ 8 เส้น คราวนี้นะคะ ถ้าเราจะมาพูดถึงการกำหนดปลายสาย ก็คือในกรณีที่เราต้องการต่ออุปกรณ์ 2 อุปกรณ์ จะเป็นคอมฯ กับ Switch นะคะ คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์นี่ เราจะใช้ การต่อสายในรูปแบบไหนนะคะ มันจะมีอยู่ 2 รูปแบบ T568A กับ T568B 2 ลักษณะนะคะ เดี๋ยวมาดูรูปแบบแรกของเรานะคะ ต่อตรง ตามตรงชื่อตรง ๆ เลย ไม่ได้ Cross กันนะ ก็จะเป็น T568B การเข้าสาย 2 ฝั่งจะสีเดียวกันนะคะ เริ่มจากขาว-ส้ม ส้ม-เขียว ขาว-ส้ม ส้ม ขาว-เขียว น้ำเงิน ขาว-น้ำเงิน เขียว ขาว-น้ำตาล น้ำตาลนะคะ อันนี้ก็จะเป็นสายที่ต่อหัว 2 กัน 2 ฝั่งเหมือนกันนะคะ สีเหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง อันนี้ก็คือการต่อตรง ขาว-ส้ม ส้ม ขาว-เขียว น้ำเงิน ขาวน้ำเงินเขียว ขาว-น้ำตาล น้ำตาล จะเหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง โอเคนะ พื้นฐานต่อสายต้องทำได้ ตัวเองเรียนคอมฯ จำได้ท่องได้ ต่อตรง โอเค ทำได้ใช่ไหม ต่อได้แต่ว่าต้อง Test แล้วมันอ่านอยู่ใช่ไหม โอเค แปลว่าให้เขียนสายตรงสาย Cross ไล่ได้ ได้ถูก โอเค โอเคถัดมา ถัดมา เมื่อกี้ก็คือสายตรงก็คือการต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปยัง Switch Router ต่าง ๆ นะคะ 2 ฝั่งจะเข้าสายลักษณะเดียวกัน ไล่ลำดับสีเหมือนกันนะคะ อุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อก็จะเป็นพวก Hub กับคอมพิวเตอร์ก็คืออุปกรณ์ที่มันต่างกันนะคะ Switch-คอมพิวเตอร์ Router-คอมพิวเตอร์ หรือจะเป็นสวิตช์ก็ได้เช่นเดียวกัน เหมือนในห้องแล็บเรานะก็จะมีคอมฯ กับ Switch Switch Switch อยู่ตรงนี้ใช่ไหมคะ ก็ต่อลากสายเข้าหากัน แต่ละ Port นะคะ แต่ละ IT ถัดมา สายไฟ เมื่อกี้จากขาว-ส้ม ส้ม จะเลื่อนขึ้นมา เราจะสลับกัน 3 ตัวแรก และก่อนตัวลำดับสุดท้าย ก็คือตัวที่ 6 มี 1 2 3 แล้วก็ตัวที่ 6 ที่สลับสีนะคะ เมื่อกี้จะเป็นขาว-ส้ม ส้ม ใช่ไหมคะ อันนี้ก็จะเป็นขาว-เขียว เขียว ขาว-ส้ม ส้ม น้ำเงิน ขาว-น้ำเงิน ส้ม ขาว-น้ำตาล น้ำตาล แล้วฝั่งเดิมก็จะเป็นเหมือนเดิม 2 ฝั่งจะไม่เหมือนกันในการเข้าหัว ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ ตัวนี้จะแทนด้วย 568A ถ้าสีที่ขึ้นด้วยขาว-ส้มจะเป็น 568B โอเคนะ โอเค อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อของเรานะคะ ของสาย Cross นะคะ ก็คือ ลักษณะก็เหมือนการต่ออุปกรณ์กับอุปกรณ์หากันจำง่าย ๆ เลยนะคะ อย่าง Hub กับ Hub Switch กับ Switch หรือว่า Switch กับ Hub หรือคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ คือสามารถที่จะ โอนถ่ายข้อมูลหากันในกรณีที่เราใช้ในกรณีไหนสมมุติเรามีข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ต้องการที่จะโอนใส่คอมพิวเตอร์แล้วเราไม่มี Wireless Wireless พังนะคะ ระบบเครือข่ายพังงเราสามารถใช้สายเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 อัน แล้วก็ทำการโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันได้นั่นเองนะคะ โอเคนะ สาย Cross อันนี้เดี๋ยวผ่านเลยแล้วกันนะ มัน ละเอียดเกินไปนะคะ มันจะเยอะ อันนี้ก็จะบอกลักษณะของประเภทของ UTP ก็คือ Unshielded ก็คือสายที่เราใช้เมื่อกี้นั่นล่ะค่ะ ถัดมา อันนี้เคยเข้าสายแล้วน่าจะรู้ว่า RJ-45 นะคะ ตัวผู้ตัวเมียนะคะ ตัวเมียตัวผู้ของเรานะคะ เราจะเห็นพวกทองแดงนะคะ ที่เชื่อมมานะคะ เข้ากับตัวหัวเพื่อให้อุปกรณ์กับตัวสายส่งสัญญาณนี่ สามารถที่จะเชื่อมต่อเข้าหากันได้นั่นเองนะคะ ถัดมาจะมาพูดถึงประสิทธิภาพของสาย Unshielded ของเราหรือว่า UTP ของเรานะคะ ตัวนี้นะคะ ก็จะเห็นว่า เดซิเบลกับกิโลเมตร Gauge Diameter อ๋อ ความถี่นะคะ ที่ใช้นะคะ มีความถี่เยอะนะคะ มันก็สามารถที่จะส่งระยะทางนะคะ ตัวข้อมูลได้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง จากตัวเก่าเลย อันนี้เป็นดูภาพรวมคร่าว ๆ แล้วกันนะคะ เมื่อกี้ไปที่สายทองแดงอันแรกของเราแล้วนะคะ สาย Cross ของเรา สายตรงของเรานะคะ ถัดมาจะเป็นสายโคแอกเชียล โคแอกเชียลข้างในก็เป็นทองแดงเหมือนกัน เหมือนตัวสายแลนก็เป็นทองแดงเหมือนกัน รวมถึงสายไฟบ้านเราก็ทองแดงเหมือนกัน ความต้านทานก็จะมีเหมือนกัน เป็นอุปกรณ์สื่อสารหรือว่าส่งพวกกระแสไฟฟ้านะคะ มันก็จะดูจากวัสดุนั่นแหละนะคะ เวลาคำนวณพวกค่าต้านทานนะคะ พวกโอห์มต่าง ๆ ก็ดูตัว ภายในที่ใช้ในการส่งสัญญาณ โคแอกเชียลนะคะ ก็จะเป็นอุปกรณ์ตัวที่ 2 ที่ใช้ในการส่งสัญญาณในรูปแบบมีสายของเรานะคะ ด้านในสุดจะเป็นทองแดงนะคะ Inner conductor นะคะ แล้วก็จะเป็น Insulator ก็คือพวกตัวปกคลุมต่าง ๆ มันจะมีทั้งพลาสติกนะคะ แล้วก็จะมีเหล็กสานนะคะ เป็นแบบพวกทองแดงนะคะสานอีกรอบหนึ่ง แล้วก็จะมีพลาสติกหุ้มอีกรอบหนึ่ง แล้วก็จะมีท่อที่ใช้ในการส่งอีกรอบหนึ่งนะคะ เดี๋ยวเราจะมาดูรูปภาพจริงดีกว่า บางคนอาจจะมองภาพไม่ชัดเจนนะ ลักษณะแบบนี้นะคะ การเข้าสายก็จะยากกว่าการเข้าสายแบบ RJ-45 นะคะ อุปกรณ์หัวต่อชิ้นก็จะแพงกว่า RJ-45 ตามลำดับนะ อันไหนที่มัน คุณภาพในการส่งค่อนข้างเยอะนะคะ การเข้าสายก็คือจะเริ่มตั้งแต่ทำการตรงนี้นะคะ จะเอามันจะมีหัวทองแดงเข้ามา ให้เราย้ำสายก่อนนะคะ แล้วก็เอาตัวคอนเน็กต์เป็น BNC หรือว่า แล้วแต่ประเภทนะคะ ของตัวสาย Coax เข้าสายอีกรอบนะคะ แล้วก็ ทำการปิดป้องกันในกรณีที่อาจจะมีพวกความชื้นหรืออะไรเข้ามา เขาก็จะมีพลาสติกที่ไว้ ทำการครอบคลุมอีกรอบหนึ่งเขาเรียกข้อหดนะคะ ในการที่จะคลุมตัวหัวต่อนี่ ให้ยึดติดกับตัวสายนี่ให้มั่นคงพูดง่าย ๆ นะคะ มันก็จะมีแบบผอมนะคะ Thin กับ Thick ก็คือผอมแบบแล้วก็หนาขึ้นนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะเป็นลักษณะของตัวขนาดที่บอกที่ 4 มิลลิเมตร แล้วก็ 10 มิลลิเมตรนั่นเอง สายโคแอกเชียลก็จะมีหลากหลายประเภทอีกเหมือนกันนะคะ ตามอุปกรณ์ด้วย ตามยี่ห้อ ตามประเภทที่ใช้นะคะ นั่นก็คือสายของเรา คราวนี้ เมื่อกี้เราต่อสายแลนไปเรียบร้อยเราดูถึง RJ-45 นะคะ ถ้าเป็นสายต่อที่เป็นของโครแอกเชียล จะเรียกว่า BNC Connector ตรงนี้ เวลาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์จะใช้การหมุนเพื่อให้มันลงล็อกนะคะ เพื่อจะยึดอุปกรณ์ไม่ให้หลุดนั่นเอง ตัว BNC ของเราก็จะมี หลายประเภท ก็เหมือน 3 ประเภท ง่าย ๆ เหมือนเราจะต่อท่อประปา ถ้าอยู่บ้านเคยต่อท่อประปาเองหรือเปล่า ท่อประปามันจะมีอะไรบ้าง โมหัวธรรมดานะ มันเป็นหัวที่ต่อสำหรับให้อันนี้เรียกว่าตัวผู้แล้วกันนะ อันนี้จะเป็นพวกตัวเมียที่ไป Connect นะคะ ก็จะมี T-Connector ก็จะเป็นรูปตัว T ที่จริงจะมีตัว I-Connector ด้วยนะคะ แต่พอดีไม่ได้มีรูปในนี้นะคะ แล้วก็ Terminator ก็คือเวลาปิด เหมือนเวลาเราต่อท่อประปาก็จะมีทั้งตัว T ตัว I แล้วก็ตัวที่ปิดท่อ ไม่ให้ทำการส่งสัญญาณไปนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะมี Ground wire ในกรณีที่เกิดไฟรั่ว ทั่วไปแน่นอนอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์โทรคมนาคมทุกอย่างนะคะ ต้องมีไฟในการสื่อสาร หรือว่าใช้ไฟในการหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ก็ต้องมีการป้องกันพวกสัญญาณไฟขึ้นมานั่นเอง ก็จะมี 50 วัตต์ตรงนี้นะคะ ถัดมา พูดถึงข้อดีข้อเสีย อย่างที่บอกไปเมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ที่เป็นสายแลนของเรานะคะ ตัว Coaxial ก็จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่ าไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เข้าสาย สายเดินทั่วไปนะคะ สายจะค่อนข้างมีขนาดใหญ่กว่าสายแลน จะหนาหนักแล้วก็ใหญ่นะคะ การติดตั้งก็จะค่อนข้างยุ่งยาก สายแลนของเราเวลาเข้าหัวก็แค่เรียงแล้วก็ย้ำสายก็เสร็จเรียบร้อยนะคะ ถ้าเป็น Coax ก็คือจะย้ำตัวทองแดงข้างในก่อนแล้วก็หัว BNC ที่จะเชื่อมกับ BNC นี่ ย้ำอีกรอบนึงนะคะ ถ้าย้ำไม่ได้ก็คือเสีย ต้องตัดทิ้งใหม่นะคะ ก็เริ่มใหม่ ก็คือเสียหัวใหม่แล้วก็ต้องย้ำเสร็จทั้ง 2 รอบเรียบร้อยนะคะ ต้องใช้ท่อหด เชื่อมอีกรอบหนึ่ง แล้วก็ค่อย Test สายว่าตัวสายนี่มันรับส่งสัญญาณได้หรือเปล่า ข้อดี ระยะทางที่ในการส่งสัญญาณ ที่ไกลขึ้น ป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีนะคะ เพราะว่าจะสังเกตว่าไอ้ตัว Coax นี่จะมีแค่สายทองแดงเส้นเดียวที่อยู่ตรงกลาง แต่ว่าถ้าเป็นสายคู่บิดเกลียวนี่ มันจะมีคู่ส่งสัญญาณที่เป็นคู่ ๆ 4 คู่นะ จำได้นะที่เราท่องสีไปเมื่อกี้ มันจะมีคู่ไป ดังนั้นนี่ สัญญาณที่ใช้ในการส่งนี่ มันก็จะมีเครื่อง เครื่องที่มันส่งอยู่ด้วยกันนะคะ มันจะเกิดสัญญาณรบกวนได้ อันนี้ก็เลยจะส่งสัญญาณได้ระยะที่ไกลกว่านั่นเองนะคะ ถัดมา ประสิทธิภาพนะคะ ของ Coaxial นะคะ อันนี้ต้องดูความถี่ในการส่งยิ่งความถี่เยอะนะคะ ระยะทางในการส่งก็จะเพิ่มมากขึ้นนั่นเองนะคะ ตรงนี้ ตามกราฟ มองภาพง่าย ๆ เลย ถัดมา เอาเป็นรูปภาพมาให้ดูคร่าว ๆ อันนี้เป็นการลักษณะการส่งสัญญาณข้างใน อันนี้ขอข้ามแล้วกันนะ เดี๋ยวมันจะเยอะไป มาดูสายใยแก้วนำแสงของเรานะคะ สายใยแก้วนำแสงอย่างที่บอกไปว่าเป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งสัญญาณนะคะ จากต้นทางไปปลายทางได้ระยะที่ไกลที่สุด พูดง่าย ๆ ดีสุด ดีสุดจะตามมาด้วยราคาที่แพงที่สุดนั่นเองนะคะ จะมีอะไรบ้าง มี Core ก็คือเส้นใยแก้วที่อยู่ข้างในนะคะ ก็จะผลิตจากแก้ว ตามชื่อ เอาแก้วมาผลิตเป็นเส้นมันต้องเปราะ แตก แล้วก็ง่ายถูกไหมคะ ก็จะมีการส่ง จะส่งเป็นสัญญาณเลเซอร์นะคะ หรือว่า เพื่อส่งสัญญาณจากต้นทางไปปลายทางแล้วก็มีผู้รับนะคะ แล้วก็มีตัวห่อหุ้ม Cladding มาดูถัดไป คราวนี้เราจะมาแบ่งประเภทของตัวสัญญาณ Fiber Optic ก็จะมี ตัวส่งสัญญาณนี่มันก็จะแบ่งประเภทอีกว่ามันมีประเภทอะไรบ้างนะคะ จะมีรูปแบบอะไรบ้าง Multimode กับ Single mode ก็คือกรณีที่เราต้องการส่งสัญญาณนี่ สามารถส่งสัญญาณไปพร้อมกันโดยฉายแสงลงไปพร้อมกันครั้งเดียวไหม หรือว่าส่งไปแค่ครั้งเดียว แล้วมันต่างกันอย่างไหน อันไหนมันดีกว่ากันนะคะ Multimode ก็จะแบ่งออกเป็นอีก Step index ตามชื่อแล้วก็ Graded index เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่า แต่ละตัวนี่มันต่างกันอย่างไร และตัวไหนนี่ มันเหมาะกับการส่งข้อมูลแบบไหนบ้างนั่นเอง ดูจากรูปนี่พอเข้าใจไหมคะ อันนี้ก็จะเป็น Multimode ทั้ง 2 อัน Multimode ก็คือการส่งสัญญาณนะคะ หลาย ๆ ลำแสงพร้อมกัน เข้าสู่สายใยแก้วนำแสงนั่นเอง สมมติเราส่งคลื่นสัญญาณมาเป็นเหลี่ยม ๆ เหลี่ยม ๆ อย่างนี้ ปกติเวลาเราส่งข้อมูลสมมุติเป็นเสียงพูด เราพูด 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ปลายทางก็ต้องได้รับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถูกไหมคะ เราจะเห็นว่า เราส่งคลื่นเป็นคลื่นเหลี่ยมปึ๊บ ๆ ๆ ๆ ปลายทางของ Multimode จะเห็นว่า มันจะลดทอนสัญญาณลงเป็น ตัว Curve เป็นภูเขา เป็นคลื่นนะคะ ถ้าเป็น Single Mode นะคะ มันจะเปลี่ยนแค่ตรงความสูงตรงนี้นิดเดียวตรงหัวมันนะคะ ตรง Amplitude ความสูงของมันนี่ ให้มันโค้งมนลงมา เราก็จะรู้ได้เลยว่าสัญญาณที่ดีที่สุดในการส่งก็จะเป็นรูป Single mode ถูกไหม ดูภาพแบบดูจากรูปเลยง่าย ๆ งงไหม ข้างบนนี่ มันก็จะลดทอนลงมา อันนี้ก็จะเริ่มมีสัญญาณที่มันดีขึ้นนะคะ ก็คือหน้าตาที่มันเหมือนกับต้นทางมากที่สุดก็คือการส่งสัญญาณที่ดีที่สุดนะคะ ไม่งงนะ step index นะคะ อันนี้ก็จะเห็นว่ามันส่งแล้วก็อาจจะมีการหักเหในการส่งข้อมูล ในช่องสัญญาณของกัน ก็อาจจะเกิดลดทอนได้นะคะ ดังนั้น สัญญาณของเรานี่มันก็จะมีขนาดที่ถูกปรับเล็กลงนะคะ แล้วก็ การเปลี่ยนรูปของตัวสัญญาณของปลายทางที่ได้รับนี่ก็ต้องปรับลงนะคะ graded นะคะ เนื่องจากไม่ค่อยมีการหักเหของสัญญาณนะคะ ทำให้การเปลี่ยนรูปนี่ก็จะเพิ่มขึ้น ก็คือไม่เปลี่ยนเยอะเท่าไรนะคะ สัญญาณมันก็จะดีขึ้นจากตัวข้างบนนะคะ ถ้าเป็น Single mode มันก็ส่งมาเป็นลำแสงเดียว แน่นอนมันก็จะไม่ค่อยโดนท่อในการส่ง ก็คือตัวใยแก้วของเรานี่ ไม่มีการหักเหของสัญญาณนะคะ ทำให้รูปทรงในปลายทางที่ได้รับนี่ ก็จะเหมือนสัญญาณต้นทางที่เราส่งมานั่นเองนะคะ ถัดมา ไฟเบอร์ออปติกของเราก็จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทนะคะ เป็น Multimode กับ Single mode เมื่อกี้ที่เราบอกไปนะคะ ตามชื่อ Multimode ก็เป็นตัว M ถูกไหมคะ MMF นะคะ ถ้าเป็นตัว Single ก็เป็น SMF ก็เป็น Single Mode Fiber Optic ของเรา เดี๋ยวลงรายละเอียดของเรานะคะ เนื่องจาก สายใยแก้วของเรานะคะ ก็จะมีลำแสงนะคะ ที่นำส่งจากต้นทางไปยังปลายทางนะคะ จะเป็น LED หรือว่าจะเป็นเลเซอร์ก็แล้วแต่นะคะ ตัว Multimode ของเราแบ่งเป็น 2 ชนิดนะคะ แบบ Step Index หรือ Graded Index นะคะ ตัวนี้นะคะ เนื่องจากนะคะ มีความเบาบางของสัญญาณแล้วก็การแตกตัวของสัญญาณ ที่อยู่ในช่องตัว Fiber Optic ของเรา ก็จะทำให้ความเร็วของสัญญาณที่ใช้ในการส่งนี่ ถูกลดลงนะคะ ตัวนี้ แล้วก็มีข้อจำกัดระยะทางก็ อยู่ที่ 500 เมตร จากรูปก็จะเห็นว่ามันคุณภาพที่ด้อยที่สุดนะคะ ถัดมา ตัว Graded Index นี่ พยายามที่จะให้ส่งตัวสัญญาณนี่อยู่ในท่อกลางมากที่สุด มันจะได้ไม่เกิดการหักเหหรือไปชนกับท่อนะคะ หรือว่าตัวสายส่งของเรานี่ ทำให้การส่งสัญญาณนี่ มันถึงไปปลายทางพร้อมกันแล้วก็ได้ระยะที่ได้ไกลกว่านะคะ ได้ไกลกว่า 1 กิโลเมตร อันนี้คืออยู่ที่ 500 เมตร พูดง่าย ๆ ก็คือมันเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณที่มากขึ้นนั่นเองนะคะ เป็น Multimode นะ MMF นะคะ คราวนี้ตัวสุดท้ายที่บอกไปว่า Single Mode นี่มีการส่งสัญญาณนี่ ค่อนข้างได้ สัญญาณเหมือนกับต้นแบบมากที่สุด ตัวนี้ก็จะส่งสัญญาณที่อยู่ในเส้นกลางของเรานะคะ แล้วก็ระยะทางไกลสูงสุดถึง 100 กิโลเมตร ราคาก็จะค่อนข้างสูงนะคะ เดี๋ยวเราไปดูรูปอีกครั้งหนึ่งนะคะ จะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น Step index Graded แล้วก็ Single อันนี้ก็คือพยายามให้มันอยู่ตรงกลางมันจะได้ไม่เกิดการลดทอนหรือหักเหนะคะ ของตัวสัญญาณอันนี้ก็คือ ส่งเป็น Single ก็คือลำแสงเดียวแน่นอน มันก็จะไม่โดนการลดทอน ข้อมูลปลายทางก็จะค่อนข้างได้รับเกือบครบถ้วนนั่นเองนะคะ ถัดมามาดูประเภทนะคะ โดยรวม มันก็จะมาดูที่ขนาดของ Core แล้วก็ Cladding นะคะ ก็คือเวลาตัวสายไฟเบอร์ออปติกนี่ เนื่องจากมันเป็นเส้นใยแก้วนำแสงนะคะ แล้วค่อนข้างมีขนาดที่เล็ก แล้วก็เบา แล้วก็บางที่สุด น้ำหนักเบาที่สุดเลยนะคะ เราก็จะมาดูขนาดของแต่ละประเภทนะคะ แล้วก็สามารถใช้กับ เป็น Multimode ประเภทไหนบ้างก็คือสามารถใช้ส่งสัญญาณกับอุปกรณ์ประเภทไหนนะคะ ถ้าเป็นที่ Single mode เราจะเห็นว่า ขนาดของตัว Core นะคะ และขนาดของ Cladding นี่ อยู่ที่ 7 ต่อ 125 นะคะ เวลาเขาเขียนก็จะเป็นตัวทับนะคะ เป็น 7/125 นั่นเอง ตัวกลางนะคะ คือตัวห่อหุ้มนี่มีขนาดเท่าไร จะเห็นว่า Cladding นี่จะมีค่าเท่ากันหมดอยู่ที่ 125 ดังนั้น ตัวที่เราสังเกตก็คือเราจะมาดูที่ตัว Core ก็คือตัวกลางของตัวใยแก้วนำแสงของเรานี่ ว่ามีขนาดที่แตกต่างอะไรบ้างนั่นเองนะคะ ตรงนี้ โอเค เดี๋ยวดูถัดมานะคะ โอเคเราดูตัวอุปกรณ์ต่อดีกว่า คราวนี้สายแลน RJ-45 นะคะ Coaxial BNC แล้วก็ Fiber Optic จะมีชื่อหัวต่อที่แตกต่างกัน แตกต่างตามอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ บริษัทผู้ผลิต แบรนด์สินค้าที่เขาผลิตก็จะขายหัวต่อที่แต่ละประเภทไม่เหมือนกันด้วยนะ อย่าง SC connector นะคะ SC connector แล้วก็ MT-RJ ก็จะมีสั่ง TX RX ก็คือภาครับแล้วก็ภาคส่ง เป็นคู่กันนะคะ ทั้ง 2 ตัว การเข้าสายก็จะยากยิ่งกว่าการเข้าสายของ Coax เพิ่มระดับขึ้นไปอีก เนื่องจากตัวแก้วนี่จะค่อนข้างบางมาก ๆ นะคะ ก็คือต้องทำการเฉือนเปราะ แล้วก็ค่อยใส่อุปกรณ์เชื่อมต่อแต่ละหัวมาให้นั่นเองนะคะ อย่างที่บอก ปัจจุบันนี่ หัวนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสายแลน โคแอก หรือว่าไฟเบอร์ออปติกนี่ สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนนะ เขาสามารถซื้อที่เป็นอุปกรณ์ที่เข้าสายสำเร็จรูปมาแล้ว แล้วก็สามารถเลือกระยะทางได้ แต่ว่าถ้า ถ้าเป็นในตัวชิ้นงานหรือว่าหน้างานจริง ๆ นี่ การต่อเชื่อมอุปกรณ์นี่ เราก็ต้องมีอยู่นะคะ อุปกรณ์ Test สัญญาณว่าส่งสัญญาณจากต้นทางปลายทาง ก็เหมือน Test สายแลนนะคะ อุปกรณ์ Test ก็จะแตกต่างกันไปนะคะว่าสามารถเชื่อมต่อกับหัว แล้วสามารถส่งสัญญาณได้จริงหรือเปล่า จะเป็นแตกต่างกัน อันนี้จะเป็นเหล็กนะคะ ถ้าอาจารย์จำไม่ผิดอันนี้น่าจะเป็นพลาสติก เวลาคลิกเข้าไปเชื่อมกับอุปกรณ์นะคะ อันนี้ก็จะเป็นลักษณะของ Fiber Optic เหมือนกัน MT-RJ ก็จะมี 3 รูปแบบนะคะ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ไฟเบอร์ออปติกของเรา ถัดมา มาดูประสิทธิภาพนะคะ ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์นะคะ ความถี่ พูดผิด ความยาวคลื่น Wavelength นาโนเมตร ตรงนี้ ความยาวคลื่นเท่าไรนะคะ การลดทอนของสัญญาณ Loss เดซิเบลต่อกิโลเมตร ก็แล้วแต่ว่า เราจะเห็นว่าประมาณตรงนี้ คลื่นความถี่ตรงนี้นี่ค่อนข้างมีการลดทอนนี่ค่อนข้างเยอะตามระยะทาง นี่เป็นประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณ ดังนั้น การส่งสัญญาณเป็นช่วงไหนนะคะ ที่จะดี ก็จะดูว่าตรงไหนที่มันลดทอนได้น้อยนะคะ ก็คือสามารถที่จะส่งสัญญาณของข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางได้อย่าง มีประสิทธิภาพนั่นเองนะคะ เมื่อกี้พูดไปถึงสายส่งสัญญาณเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็จะเป็นรูปแบบของอุปกรณ์ไร้สายบ้าง ก็คือคลื่นที่ใช้ในการส่งสัญญาณของเรานะคะ ก็จะเป็นพวกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำการส่งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเสียงนะคะ หรือข้อมูลนะคะ พวก Data พวก Voice พวกมัลติมีเดีย ส่งไปให้เรานั่นเองนะคะ โดยใช้เป็นอุปกรณ์ไร้สาย ก็คือ Wireless นะคะ แล้วก็จะมี 3 ประเภท วิทยุ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ แล้วก็อินฟราเรด ซึ่งเราน่าจะเคยใช้กันทั้งหมดอยู่แล้วนะคะ อันนี้ก็จะเป็นสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อยู่ที่กี่กิโลเฮิร์ตซ์ถึงเท่าไร อันนี้ 3 ถึง 300 นะคะ 3 กิโลเฮิร์ตซ์ถึง 300 GHz นะคะ มันก็จะเป็นคลื่นความถี่ของคลื่นวิทยุกับคลื่นไมโครเวฟนะคะ Infrared เดี๋ยวนี้น่าจะไม่ค่อยได้ใช้นะคะ ถ้าจะเป็นอุปกรณ์สื่อสารสมัยก่อนนะคะ เวลาเราส่งข้อมูลหากัน ส่งรูปภาพต่าง ๆ นี่ สามารถที่จะใช้ตัว Infrared นะคะ เปิดช่อง ให้ตัวช่องสัญญาณของ Infrared นี่ อยู่ในระยะเดียวกัน แล้วก็ไม่มีสิ่งรบกวน ก็สามารถส่งอุปกรณ์เข้าหากันได้นะคะ Infrared นี่เป็นการใช้กับโทรศัพท์รุ่นแรก ๆ เลยนะคะ ถ้าใครทันนี่ก็จะเห็นว่าเสาที่ใช้อินฟราเรด ในการส่งสัญญาณ แล้วก็จะมีคลื่นความถี่ต่าง ๆ นะคะ ถัดมา อาจารย์มองเป็นภาพรวมคร่าว ๆ นะ พูดให้ฟัง วิธีการแพร่สัญญาณ ในการส่งข้อมูล การส่งข้อมูลที่เป็นรูปแบบไร้สายนี่ มันก็จะมีหลากหลายรูปแบบนะคะ Ground Propagation ก็จะเป็นลักษณะที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบันก็คือ เสาสัญญาณที่อยู่แต่ละที่นะคะ เหมือนเราใช้ระบบ Cellular โทรศัพท์นะ อาจจะใช้คลื่น DTAC AIS นะ มีอะไรอีกล่ะ True Cat Telecom นะคะ จริง ๆ มันก็มีคลื่นอีกนะแต่จำชื่อไม่ได้นะคะ ก็จะมีการส่งสัญญาณนะคะ ภาคพื้นดิน การส่งสัญญาณนะคะ เราจะเห็นว่าเราจะใช้เสาสัญญาณในการส่งข้อมูล ง่าย ๆ ถ้าเป็นระบบเครือข่ายโทรศัพท์จะเป็น Tower ขาวแดง ที่เราเห็นตามจุดต่าง ๆ กระจายสัญญาณนะคะ แล้วก็จะมีติดว่าเป็น บริษัทไหนเป็นผู้ให้บริการของ AIS ไหม ของ True ไหมนะคะ แต่ละที่ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาเช็กนะคะ ว่าจะสามารถส่งแล้วก็ให้สัญญาณครอบคลุมพื้นที่เราอย่างไร เหมือนบอกว่าครอบคลุมพื้นที่ของประเทศไทยภาคอีสานอะไรก็ว่ากันไปนะคะ จะเรียกว่า Ground Propagation ก็คือการส่งสัญญาณภาคพื้นดินง่าย ๆ ทั่วไป ถัดมาอันที่ 2 Sky Propagation ตามชื่อ Sky ก็คือท้องฟ้า ถูกไหมคะ ก็จะเป็นพวกสัญญาณดาวเทียมนะคะที่ยิงลงมา รับข้อมูลจากข้างบนแล้วก็ยิงข้อมูลกลับมาพวกการใช้การส่งโทรศัพท์ที่ข้ามภูมิภาค หรือว่าการใช้โทรศัพท์ในกรณีที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารที่มันไม่มีสายส่งสัญญาณมันก็ใช้ตัวนี้ Sky Propagation นะคะ ใช้ดาวเทียมนะคะ ในการสื่อสาร ตัวนี้ แล้วก็อันที่ 3 Line-of-sight Line-of-sight จะเป็นการส่งข้อมูลระหว่างการส่งสัญญาณจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง อาจจะเป็นกรณีที่อุปกรณ์มีสัญญาณกีดขวางค่อนข้างเยอะนะคะ สามารถที่จะส่งนะคะ เสาอากาศ พวกจานรับสัญญาณต่าง ๆ นี่ อาจจะติดตั้งบริเวณที่บนที่สูง บนตึก บนอาคาร แล้วก็หันหน้าตัวอุปกรณ์สัญญาณนี่ ภาครับกับภาคส่งอยู่ในพื้น ระดับเดียวกัน เพื่อจะได้ส่งสัญญาณแล้วก็ไม่มีสิ่งกีดขวางนั่นเองนะคะ ดูจากรูปได้เลยนะคะ มันก็จะรูปนี่จะสื่อให้เราเข้าใจเบื้องต้นก่อน นี่ มันก็จะมีระยะว่าการส่งสัญญาณแบบ Line-of-sight แบบนี้นี่ มันส่งได้ที่ละเท่าไร แล้วก็ต้องเพิ่มตัว Line-of-sight กี่ตัวเพื่อจะส่ง สัญญาณไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้องนั่นเองนะคะ อันนี้ย่านความถี่ เยอะไปนะ เดี๋ยวอาจารย์ให้ไปดูไปอ่านเล่น ๆ แล้วกันนะคะ พวก AM FM UHF มี Satellite Radar ก็จะแบ่งประเภทออกไปนะคะ อย่างที่บอกไปว่ามันจะมีสายสื่อสารแบบไร้สาย ก็จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท Radio Wave Microwave แล้วก็ Infrared นะคะ 3 อัน อันนี้เป็นเสาส่งสัญญาณ เอาแบบง่าย ๆ สรุปแบบง่าย ๆ แล้วกันนะคะ ถ้าเป็นคลื่นวิทยุ Multicast ก็คือสามารถกระจายส่งสัญญาณไปทั่วทิศทางของเราตัวนี้ เหมือนระบบกระจายเสียงโทรทัศน์ เสียงตามสายประกาศเวลาตื่นเช้าตามหมู่บ้านจะมีเสียงตอนเช้า เสียงตามสายตอนเช้ามาประกาศ อันนี้ก็จะเป็น Multicast เหมือนกันนะคะ ก็คือส่งไปอย่างเดียวให้ผู้รับรับข้อมูลของเรานะคะ หรือกระจายเสียงโทรทัศน์ โทรทัศน์อยู่บ้านเรา เราก็โต้ตอบกับเขาไม่ได้ใช่ไหม ก็ดูได้อย่างเดียว ถูกไหมคะ มันก็จะเป็นการ Broadcast กระจายออกไป และจะเป็น Pager เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้วนะ รับแต่ข้อความ ถูกไหมคะ ถัดมา Antenna อันนี้เอามารูปมาให้ดูคร่าว ๆ เฉย ๆ นะคะ มันก็จะเป็นเวลารับส่งสัญญาณที่ตาม เสาขาวแดงตรง Tower ต่าง ๆ เขาจะมีการรับส่งสัญญาณพวกนี้ มันจะมีรูปแบบลักษณะที่แตกต่างกันนะคะ ว่า พื้นที่ในการรับตัวสัญญาณนี่สมมติเป็นแบบจานนะคะ มี Antenna หรือว่าจะเป็น Horn ที่เป็นรูปแบบนี้ พื้นที่ในการรับข้อมูลอยู่ที่เท่าไร แล้วก็ต้องหมุนองศาไปที่เท่าไร ที่จะรับข้อมูลได้นะคะ มันจะมีการคำนวณนะคะ ว่าสามารถหันไปที่องศาเท่าไร แล้วรับข้อมูลมาแล้วจะได้ สัญญาณที่มันดีที่สุดนั่นเอง เอารูปตัวอย่างมาให้ดูเฉย ๆ นะคะ อันนี้จะเป็นพวกรับส่งสัญญาณนะคะ อาจจะเป็นลักษณะของ Ground นะคะ หรือ ไอ้ตัว Line-of-sight ในการส่งข้อมูลนั่นเอง คลื่นไมโครเวฟ ก็เป็นแบบ Unicast นั่นเอง เมื่อกี้ Multicast ก็คือแพร่กระจายออกไป อันนี้ Unicast นะคะ พวกโทรศัพท์แบบ Cellular Cellular ก็เหมือนโทรศัพท์บ้าน เอ้ย โทรศัพท์มือถือที่เราใช้ พูดผิดนะคะ เครือข่ายดาวเทียม แล้วก็แลนแบบไร้สาย ก็จะมีพื้นที่ที่ให้การครอบคลุมเช่นเดียวกันนะคะ ว่ากระจายออกไปแล้วให้บริการถึงพื้นที่ไหน ครอบคลุมเขตพื้นที่อะไรบ้างนั่นเองนะคะ วันนี้ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว ใกล้จะหมดแล้วนะคะ อินฟราเรด ก็จะเป็นการส่งข้อมูลสัญญาณช่วงสั้น ๆ ปัจจุบันยังมีไหม สมัยก่อนก็จะมีพวกพรินเตอร์ พรินเตอร์ก็ใช้อินฟราเรดเหมือนกัน ถ้าเคยเห็นรุ่นก่อน ๆ มันจะมีช่องดำ ๆ นะคะ เหมือนเป็นการไว้รับส่งสัญญาณ ในการส่งข้อมูลของตัวอินฟราเรดนั่นเองนะคะ ถ้ามือถือ สมมติอาจารย์มีมือถือที่ใช้อินฟราเรดได้นะคะ สมัยก่อน นักเรียนก็มีเครื่องมือถือที่ใช้อินฟราเรดได้ เราก็สามารถที่จะส่งข้อมูลหากันเหมือนสมัยก่อนนี่ เราอยากส่งรูปหากันนี่นะคะ ระบบเครือข่ายมันก็จะค่อนข้างแพงนะสมัยก่อนนะคะ เราสามารถใช้อินฟราเรด เปิดตัวช่องสัญญาณ แล้วก็ หันหน้าตัวอุปกรณ์ที่เป็นช่องสัญญาณอินฟราเรดนี่เชื่อมต่อกัน แล้วก็ส่งสัญญาณข้อมูลหากันได้นั่นเองนะคะ อินฟราเรดก็จะเป็นส่งช่วงสัญญาณแบบสั้น ๆ จริง ๆ ต้องใกล้ ๆ กัน แล้วก็ไม่มีอุปกรณ์มาปิดขวางการส่งสัญญาณข้อมูลนะคะ โดยใช้การแพร่ของสัญญาณนะคะ Line-of-sight ก็คือ Line-of-sight ก็คือเป็นเส้นระนาบเดียวกัน จะได้ส่งข้อมูลถึงกันได้นั่นเองนะคะ คราวนี้เราจะมาเปรียบเทียบดูสิ อุปกรณ์ที่พูดกันไปทั้งหมดนะคะ UTP SUP โคแอกเชียลนะคะ ไฟเบอร์นะคะ Radio ไมโครเวฟ Satellite อย่างที่บอกไปเราก็น่าจะเข้าใจนะคะว่าตัวคลื่นไมโครเวฟนะคะ พวกส่งสัญญาณนะคะ พวก Line-of-sight ต่าง ๆ หรือเป็นพวกดาวเทียมนี่ จะค่อนข้างให้การส่งสัญญาณข้อมูลไกลที่สุด ระยะไกลที่สุด ราคาก็จะสูงตามไปด้วยนะคะ พูดง่าย ๆ ด้านบนก็จะราคาถูกสุด แล้วก็ไล่คุณสมบัติมา แล้วก็ส่งสัญญาณได้ไกลนะคะ เสียงรบกวนก็จะลดน้อยลงตามตัวอุปกรณ์นั่นเองนะคะ Security ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่แพงมากขึ้นนะคะ Security ในการส่งสัญญาณก็ เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกันนะคะ อันนี้ก็จะทำให้เราทราบถึงมาตรฐาน ตัวกลางที่ใช้ในการสื่อสารหรือว่าคมนาคมของเรานะคะ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย Network นะคะ หรือว่าการส่งนะคะ เกี่ยวกับดาวเทียม หรือว่าตัวไมโครเวฟต่าง ๆ อันนี้เราสรุปตารางนะคะ บทที่ 3 ของเราก็จะเป็นประมาณนี้นะคะ มีทั้งแบบสื่อมีสาย สื่อไร้สายนะคะ ที่จริงถ้าเป็นคุณสมบัติจริง ๆ นะคะ แต่ละตัวสามารถแตกเป็นแต่ละรายวิชาได้เลยนะคะ โอเค วันนี้ไม่ได้ทำคำศัพท์มาให้จริง ๆ ด้วย ก็เลยอาจจะมี รอบหน้าจะพยายามทำคำศัพท์มาเพิ่มให้นะคะ ว่าแต่ละตัวคำศัพท์ที่อาจารย์พูดไปแล้ว มันหมายความว่าอย่างไรนะคะ ใครมีข้อคำถามอะไรไหมคะ เงียบ อาจารย์พูดอะไรไม่รู้นะคะ แต่รู้ว่าตอนนี้เสร็จแล้ว จบแล้วเรียบร้อย ก็เหมือนเดิมนะคะ วันนี้จะเป็นบทที่ 3 เราพูดไปแล้วนะคะ มาตรฐานโดยรวมนะ ในเทคโนโลยีบทที่ 2 อันนี้จะเป็นสายสื่อสัญญาณ สายส่งแล้วก็เป็น Wireless แล้วก็ Wireless LAN แล้วก็เป็น Wire นะคะ เดี๋ยวเราจะมีงานท้ายบทให้ทำ แล้วก็จะมี คลิปออนไลน์ เดี๋ยวจะให้ทุกคนทำเป็นออนไลน์ทุกคนนะคะ ทุกคนมีเครื่องคอมฯ ประจำคอมฯ หรือว่ามีโทรศัพท์มือถือทุกคนอยู่แล้วนะคะ สำหรับ เสือหรือเปล่า ชื่อเสือไหมฮึ ค่ะ เดี๋ยวจะมีเดี๋ยวให้พี่เขามาช่วยอ่านนะคะ เดี๋ยวจะทดสอบกันก่อน เพราะว่า เรามีเพื่อนหลายกลุ่มนะ เดี๋ยวจะลองดูนะคะ เดี๋ยวให้ทุกคนเข้าเน็ตหรือมือถือก็ได้นะคะ เดี๋ยวอาจารย์จะให้ใช้ Kahoot นะคะ โอเคอย่างนั้น เดี๋ยวพี่ล่ามก็ เนื้อหาก็จะประมาณนี้นะคะ ก็เดี๋ยวจะขอบคุณพี่ล่ามแล้วกันนะคะ ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวเราเจอกันสัปดาห์หน้าแล้วกันนะคะ ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวอาจารย์ขอ Stop หยุดไอ้ตัวสไลด์นี้ก่อนนะคะ แป๊บหนึ่ง [สิ้นสุดการถอดความ]